ดีเดย์มาตรการไม่ออกทะเบียนต่อภาษีรถตัวจริง ถ้าไม่ชำระค่าใบสั่งเริ่มแล้วทั่วประเทศ เป็นการบังคับใช้กฎหมายจราจรเพื่อให้ทุกคนขับขี่อย่างปลอดภัย ไม่เห็นแก่ตัวฝ่าฝืนกฎหมายจราจร รอง ผบช.น.แจงนครบาลจะบังคับใช้มาตรการตั้งแต่ใบสั่งที่ออกตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.เป็นต้นไป ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.จราจร 2522 และคำสั่งศาลปกครองไม่ได้ออกมาตรการใหม่มาบังคับใช้ นอกจากนี้ประชาชนที่เห็นว่าถูกออกใบสั่งไม่เป็นธรรม สามารถใช้สิทธิโต้แย้ง อุทธรณ์ หรือดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายกำหนดได้กรณีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เป็นประธานให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) การลงนามบันทึกข้อตกลง(MOU) เชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งจราจรรูปแบบใหม่ตามแนวคำพิพากษาศาลปกครอง เพื่อบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ลดจำนวนผู้เสียชีวิตให้เหลือ 12 คนต่อประชากร 1 แสนคน สอดคล้องกับแนวทางขององค์การสหประชาชาติ ดีเดย์เริ่มบังคับใช้กฎหมายกับใบสั่งทุกใบทุกท้องที่ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.เป็นต้นไป ตามที่เสนอข่าวไปแล้วความคืบหน้าของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 1 ส.ค. พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รอง ผบช.น.และ หน.งานจราจร เปิดเผยกรณีมาตรการเชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งจราจรกับกรมการขนส่งทางบกในการต่อภาษีรถยนต์ ใช้กับใบสั่งที่ออกตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.เป็นต้นไป จนมีการแสดงความคิดเห็นในสังคมอย่างกว้างขวางว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาลขอเรียนสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนว่ามาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย สร้างวินัยจราจร และส่งเสริมให้ผู้กระทำผิดรับผิดชอบต่อการกระทำของตน อันจะนำไปสู่ความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนโดยรวม“มาตรการดังกล่าวไม่ได้เกิดจากบันทึกข้อตกลง (MOU) เพียงอย่างเดียว แต่มีฐานอำนาจตามกฎหมาย โดยเฉพาะพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 141/1 กำหนดให้เชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งค้างชำระกับการดำเนินการด้านทะเบียนรถและพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี ส่วนบันทึกข้อตกลงระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการขนส่งทางบก เป็นเพียงกลไกความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้การดำเนินการตามกฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และโปร่งใส ไม่ใช่การสร้างหน้าที่หรือบทลงโทษขึ้นใหม่” รอง ผบช.น.กล่าวพล.ต.ต.ธวัชกล่าวต่อว่า ประชาชนบางส่วนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการ “ห้ามต่อภาษีรถ” ข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะประชาชนยังต่อภาษีรถยนต์ได้ตามกระบวนการ แต่ถ้าตรวจพบว่ามีค่าปรับตามใบสั่งที่ถึงกำหนดชำระแล้วยังค้างอยู่ ระบบจะชะลอการส่งมอบเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี (ป้ายภาษี) ฉบับจริงไว้ก่อนจนกว่าจะชำระค่าปรับครบถ้วน เมื่อชำระแล้วข้อมูลจะเชื่อมเข้าสู่ระบบสามารถรับป้ายภาษีฉบับจริงได้ทันที มาตรการดังกล่าวยังคำนึงถึงสิทธิของประชาชนรอบด้าน ผู้เห็นว่าใบสั่งออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริง สามารถใช้สิทธิโต้แย้ง อุทธรณ์ หรือดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดได้อย่างครบถ้วน มาตรการนี้ไม่ได้ตัดสิทธิของประชาชนพิสูจน์ข้อเท็จจริงหรือเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม“มาตรการเชื่อมโยงข้อมูลลักษณะนี้เป็นแนวทางที่หลายประเทศนำมาใช้เป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา รวมถึงอีกหลายประเทศที่เชื่อมโยงข้อมูลค่าปรับจราจรกับการดำเนินการด้านทะเบียนรถ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้กระทำผิดปฏิบัติตามกฎหมาย ส่งผลให้การชำระค่าปรับมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการกระทำผิดซ้ำ และช่วยยกระดับวินัยการใช้รถใช้ถนนของประชาชน การบังคับใช้กฎหมายจะเกิดความเป็นธรรมได้ต่อเมื่อทุกคนอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน ผู้เคารพกฎหมายไม่ควรเสียเปรียบผู้ฝ่าฝืนกฎหมายแล้วไม่รับผิดชอบต่อการกระทำของตน สิทธิและเสรีภาพของประชาชนย่อมต้องดำเนินควบคู่กับหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสังคม” พล.ต.ต.ธวัชกล่าวรอง ผบช.น.กล่าวด้วยว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาล รับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน พร้อมชี้แจงข้อสงสัยด้วยข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การสร้างสังคมที่ปลอดภัยไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียว ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนทุกคน ตำรวจไม่ได้มุ่งหวังให้ประชาชนเสียค่าปรับ แต่ต้องการเห็นทุกคนเดินทางด้วยความปลอดภัย หากไม่ฝ่าฝืนกฎหมายก็ไม่มีผู้ใดได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้มีรายงานด้วยว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้บังคับใช้กับผู้ที่มีใบสั่งค้างชำระก่อนวันที่ 1 ส.ค. แต่จะนับตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.เป็นต้นไป เมื่อผู้ขับขี่โดนใบสั่ง 15 วันไม่ชำระ ตร.จะส่งใบแจ้งเตือนไปยังผู้ถูกใบสั่ง หากอีก 15 วันยังไม่ชำระอีก ตร.ถึงจะแจ้งข้อมูลไปที่กรมการขนส่งทางบกต่อไปอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่