จากนี้เป็นต้นไปก็เหลืออีกเพียง 9 วันเท่านั้น ฟุตบอลโลก 2026 หรือบอลโลกครั้งที่ 23 ก็จะได้เวลาลงสนามปะทะแข้งกันแล้วครับ โดยจะมีการแข่งขันคู่แรก ซึ่งเป็นคู่เปิดสนามสำหรับสนามแรกระหว่างทีมเม็กซิโกกับทีมแอฟริกาใต้ ณ สนามแอซเตกา ในเม็กซิโก ซิตี้ ประเทศเม็กซิโกตามเวลาที่ระบุไว้จะตรงกับเวลา 13.00 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน ตามเวลาท้องถิ่นหรือเวลาตี 2 เช้าตรู่วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายนตามเวลาประเทศไทยดังนั้นเมื่อนับจากวันนี้ไปจึงจะเหลืออีกเพียง 9 วันดังกล่าวขณะที่ผมเขียนต้นฉบับยังไม่มีข่าวคราวอะไรคืบหน้าครับ ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเงียบสนิท ทำให้คาดกันว่า ณ นาทีนี้โอกาส “ชวดดู” น่าจะสูงกว่าโอกาส “ได้ดู”ก็ขอให้แฟนๆฟุตบอลโลกทั้งหลายทำใจให้พร้อม...และเตรียมตัวที่จะติดตามฟุตบอลโลกปี 2026 ในแบบอ่านรายงานเป็นตัวอักษรและตัวเลขจากสำนักข่าวต่างๆ หรือฟังเสียงคำบรรยายแบบไม่เห็นภาพจากนักจัดรายการจิตอาสาที่จะมานั่งเล่านั่งบรรยายแบบไม่เห็นภาพทางยูทูบ ทางเฟซบุ๊ก (ผมไม่แน่ใจว่าจะมีใน TikTok ด้วยหรือไม่) กันต่อไปผมยังยืนยันว่าค่าใช้จ่าย 1,700 ล้านบาทรวมทั้งหมดสูงเกินไปและไม่ควรใช้เงินภาษีอากรใดๆมาจุนเจือทั้งสิ้น...ก็ได้แต่หวังว่าทางฟีฟ่าจะลดค่าลิขสิทธิ์ลงมา จนกระทั่งภาค เอกชน ของประเทศไทยเราสามารถสู้ราคาได้ และตัดสินใจนำมาออกอากาศในที่สุดสำหรับพวกเราชาวสื่อสิ่งพิมพ์ หรือหนังสือพิมพ์ต่างๆนั้น โดยหน้าที่ก็จะต้องสรุปรายงานข่าวและพาดหัวข่าวผลการแข่งขัน รวมถึงการวิจารณ์คู่สำคัญๆขึ้นหัวหน้า 1 ดังเช่นที่ปฏิบัติมาอาจไม่ “สด” เหมือนทางทีวีหรือทางออนไลน์ เพราะเราเป็นสื่อที่ช้ากว่าอยู่แล้ว...แต่ยืนยันได้เลยว่าในแง่รายละเอียดของผลการแข่งขัน ตลอดจนเบื้องหน้าเบื้องหลังการแข่งขันในแต่ละนัดของเราจะครบถ้วนและสามารถเก็บไว้อ้างอิงได้อย่างแน่นอนเพราะฉะนั้นท่านที่ไม่ติดใจว่าจะต้องดูสดๆทุกนาทีจะไปหลับไปนอนให้สบายๆแล้วค่อยตื่นมาลุ้นผลทีหลัง ผมก็ฝาก สื่อสิ่งพิมพ์ ต่างๆเอาไว้ด้วย...อาจจะช้ากว่าแต่ก็จะชัวร์ อ่านไปจินตนาการไป ได้ความรู้สึกได้รสชาติไม่แพ้ดูสดๆเหมือนกันละน่าผมยังจำได้ติดตาในฟุตบอลโลกปี 1970 หรือ 2513 ซึ่งเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่ ไทยรัฐ–เดลินิวส์ นำมาขึ้นหัวหน้า 1 จนขายดีมากและปลุกกระแสบอลโลกในประเทศไทยครั้งกระโน้น นำไปสู่การถ่ายทอดสด “คู่ชิงชนะเลิศ” ระหว่าง บราซิล กับ อิตาลี เป็นครั้งแรกของประเทศไทยนั้นคนที่ดูโทรทัศน์แล้วก็ยังแห่มาซื้อหนังสือพิมพ์อ่านซ้ำอีก ทำให้ยอดจำหน่ายในนัดชิงแชมป์เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าทวีคูณช่วงนั้นผมยังสังกัดหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย เป็นหัวหน้าข่าวต่างประเทศ...จำได้ว่าถูกเกณฑ์ไปช่วยแปลข่าว “บอลโลก 1970” ตามหลังไทยรัฐ-เดลินิวส์กับเขาด้วย (เพราะถ้าไม่มีข่าวบอลโลกขึ้นหน้า 1 แทบจะขายไม่ได้เลย)ทำให้แจ้งเกิดในแวดวงข่าวกีฬาและเมื่อโอนมาอยู่ ไทยรัฐ ในภายหลังก็ได้มีส่วนในการเขียนข่าวเขียนคอลัมน์ฟุตบอลโลกในนามปากกา “จ่าแฉ่ง”ให้กับไทยรัฐมาตลอด ตั้งแต่บอลโลก 1974 (พ.ศ.2517) ที่เยอรมนีเรื่อยมาจนถึงล่าสุด 2022 (หรือ พ.ศ.2565 ที่กาตาร์) แล้วค่อยๆถอยฉากส่งต่อให้น้องๆเท่ากับว่ามีส่วนร่วมในการทำข่าวและเขียนคอลัมน์ฟุตบอลโลกมาถึง 14 ครั้ง หรือ 56 ปีเต็มๆว่างั้นเถอะครั้งนี้คงทำได้แค่นั่งให้กำลังใจน้องๆและร่วมแจม (ภาษาไทยเรียกว่าร่วมแหยม) บ้างผ่านคอลัมน์นี้เป็นบางครั้ง...แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าการรายงานข่าวและเขียนคอลัมน์ฟุตบอลโลกของน้องๆ “กราวกีฬาไทยรัฐ” จะยังคง “มันส์หยด” ชวนอ่านเหมือนเดิมคงต้องฝากไว้เป็นพิเศษสำหรับผู้อ่านรุ่น Silent Generation (2468–2488) และรุ่น “เบบี้บูมเมอร์” (2489–2507) ที่คุ้นเคยกับรายงานในระบบสิ่งพิมพ์...เผื่อจะย้อนยุคไปหาความสุขได้เหมือนเมื่อ ค.ศ.1970 หรือ พ.ศ.2513 ยุคบราซิลถล่มอิตาลี 4–1 ได้แชมป์โลกที่เม็กซิโกว่างั้นเถอะ."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม