ในขณะที่โลกยังคงความโกลาหล ภายใต้สงครามที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางรวมทั้งสงครามระหว่างรัสเซีย และยูเครนที่ยังไม่สงบ นักวิเคราะห์บางรายเริ่มมีความกังวลเพิ่มขึ้นว่า ภายในปีนี้เราอาจจะเห็น “สงคราม” มากกว่าที่คาด “สงคราม” อาจจะไม่จบ แค่พื้นที่เหล่านี้ แต่ “เทพสงคราม” อาจจะปรากฏขึ้นในอีกหลายๆ พื้นที่ความขัดแย้งของโลกทำให้นอกเหนือจากราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้น ราคาอาหารและสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นแล้ว ในตลาดการเงิน นักลงทุนจำนวนหนึ่งเริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับดอลลาร์สหรัฐฯมากขึ้น ในฐานะสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย ในขณะที่มีการชะลอการเข้าซื้อทองคำไปบ้าง หลังจากที่ราคาพุ่งขึ้นสูงมากในระยะก่อนหน้า“ไอเอ็มเอฟ” มองว่า สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้ ถือเป็น “บททดสอบครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก” ผ่านผลกระทบ 2 ด้าน คือ ด้านผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อเงินเฟ้อและความสามารถในการใช้จ่ายของคนในโลก ทำให้เกิดการชะลอการผลิตลงทุน และส่งออก และ ด้านผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาด ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อการตัดสินใจลงทุนและการบริโภค รวมถึงการท่องเที่ยวของคนทั้งโลกให้หยุดชะงักซึ่งหากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นยาวนาน ประเทศที่จะได้ผลกระทบมาก คือ ประเทศที่ผูกรายได้ของประเทศไว้กับการส่งออกสินค้า การท่องเที่ยว และคาดหวังการลงทุนใหม่ๆจากต่างประเทศ ซึ่ง “ประเทศไทย” เป็นหนึ่งประเทศที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามนั้นอย่างไรก็ตาม หากมองกลับมาในประเทศ หากเป็นไปตามไทม์ไลน์ทางการเมือง ภายในสัปดาห์นี้เราจะได้ชื่อ “นายกรัฐมนตรี” คนใหม่อย่างเป็นทางการ และคาดว่าภายในเดือน เม.ย.นี้ รัฐบาลใหม่จะพร้อมแถลงนโยบายเพื่อเริ่มปฏิบัติหน้าที่บริหารประเทศได้ ซึ่งเร็วกว่าที่เคยคาดกันไว้เล็กน้อย“มิสเตอร์พี” ขอข้ามหน้าตาของรัฐบาลใหม่หรือความเหมาะสมของ “ทีมเศรษฐกิจ” ใดๆไว้ก่อน เพราะแม้ว่า “ทีมเศรษฐกิจ” ชุดใหม่อาจจะไม่ได้ “ไฉไล” ทุกคน มีบางตำแหน่งที่อาจจะทำให้ไม่มั่นใจว่าจะรับมือสถานการณ์ “วิกฤติที่มาจ่อรอตรงปากประตู” ได้หรือไม่แต่จากการถามนักเศรษฐศาสตร์หลายคน ยังคงตั้งความหวังว่า “รัฐบาลใหม่จะทุ่มทำงานแก้ไขสถานการณ์วิกฤติ เร่งหามาตรการบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน มากกว่าเข้ามาหาผลประโยชน์ทางการเมือง” ไม่เช่นนั้น “ความวิบัติน่าจะเป็นหนทางที่รออยู่ข้างหน้า”สำหรับประชาชนทั่วไป 3-6 เดือนจากวันนี้ มีเสียงฝากมาจาก “นายแบงก์” คือ “เก็บคอ งอเข่า” ประหยัด อดออมไว้ให้ดี ถ้าไม่จำเป็นไม่ต้องก่อหนี้ใหม่ ลดหนี้เก่าที่มี ไม่ต้องกังวลว่า สินเชื่อจะหดตัว แบงก์ไม่ปล่อยหนี้ให้ แต่กังวล “มีพอมีใช้ จ่ายหนี้คืนได้ มีเงินรองรับไว้ยามฉุกเฉิน” เพราะเศรษฐกิจที่ดีคือ เศรษฐกิจที่คนไม่มีหนี้เกินตัว.มิสเตอร์พีคลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม