การสอบทุจริตคือเครื่องมือกดผู้คิดกบฏภายในพรรค รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผอ.หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนาการเมือง คณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ผ่าสถานการณ์มรสุมวิกฤติศรัทธาอีกลูกของรัฐบาลท่ามกลางการเร่งกวาดล้างขบวนการโกงสอบท้องถิ่น มีตั้งข้อสังเกตว่า มหกรรมปราบโกงครั้งนี้ อาจไม่ใช่เรื่องความโปร่งใส แต่คืออาวุธที่ “ผู้นำเงา” ใช้บีบบ้านใหญ่ที่คิดแข็งข้อให้ยอมสยบ มันไม่ใช่การปราบทุจริต แต่คือการปราบกบฏในบ้านทั้งหมดเกิดจากคำถามที่มีการพูดกันในพรรคภูมิใจไทย ทำนอง “ถ้าแอบทำกัน เวลาโดนจับอย่าร้อง” วลีนี้บ่งบอกถึงสนิมเนื้อในภูมิใจไทยหรือไม่ ทาง รศ.ดร.พิชาย ถึงกับย้อนคำถามว่า คนที่พูดเป็นศูนย์กลางอำนาจ หรือเป็นผู้นำเงา หรือเป็นผู้นำทางการหากเป็นผู้นำทางการพูดย่อมหมายถึงการอาศัยปมร้อนๆมาสร้างภาพให้เห็นถึงการเอาจริง เพื่อทำให้สังคมได้เห็นว่าไม่เล่นพรรคเล่นพวกถ้าเป็นผู้นำเงาพูด พร้อมฉายภาพถึงผู้นำเงาที่มีอำนาจจริง จนถูกเรียกว่า “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” ย่อมแปลงสัญญาณตามข้อความข้างต้น เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสร้างความสยบยอม สร้างความกลัวให้เกิดขึ้นภายในเพราะเขามองว่า ภายในพรรคอาจมีคนที่ไม่อยู่ภายใต้คำสั่ง หรือแข็งข้อคิดตั้งตนเป็นอิสระท่ามกลางบ้านใหญ่ บางคนรู้สึกตัวเองเริ่มมีอำนาจก็อาจไม่ฟังคำสั่งผู้นำเงาแม้การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสมัยแรก ได้สัมผัสภาพค่ายน้ำเงินคุมสภาพค่อนข้างแข็งแกร่ง ร่องรอยความขัดแย้งที่แตกหักยังไม่ปรากฏ ทุกคนยังอยากอยู่ในตำแหน่งของรัฐบาลต่อไป ประกอบกับเขาไม่ได้คุมสภาพในสภาฯอย่างเดียว เขายังคุมสภาพในวุฒิสภาด้วยแต่ไส้ในพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะสมการ “น-อ-พ.” นายเนวิน ชิดชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เริ่มเกิดแรงกระเพื่อม บ่งบอกให้เห็นสนิมเนื้อในอย่างไร รศ.ดร.พิชาย บอกว่า ปรากฏการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามที่คาดการณ์ได้อยู่แล้ว เพราะไหลมารวมตัวกันในลักษณะสหพันธ์บ้านใหญ่บ้านใหญ่แต่ละหลังล้วนมีประวัติที่ไม่ธรรมดา แต่ผลประโยชน์ที่มีอยู่อาจจำกัด โอกาสที่ขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นได้ ประกอบกับจังหวะพฤติการณ์ที่เคยทำมันถูกขุดขึ้นมา โดยเฉพาะการสอบระดับท้องถิ่นส่งผลสั่นคลอนภายในรัฐบาลอนุทินพลัสโดยเฉพาะตามข้อมูลเบื้องต้นที่ฝ่ายต่างๆเปิดออกมา บ้านใหญ่แต่ละหลังอาจมีส่วนเกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่ง ทั้งภาคใต้ ภาคอีสาน หรือภาคอื่นๆ หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าไปตรวจสอบ มันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงถึงคนเหล่านี้เมื่อดูเฉพาะเจาะจง ในภาคอีสานยังไม่ค่อยปรากฏให้เห็นภาพชัดเท่าไหร่ แต่ในภาคใต้มีปรากฏการณ์บ้านใหญ่ระดับท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องมากหน่อย ทำให้ทางสายใต้ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและ รมว.คมนาคม เป็นเป้าถูกโจมตี ก่อนหน้าที่รับผิดชอบช่วงวิกฤติน้ำมันตามด้วยแลนด์บริดจ์มองได้ว่าปีกทางใต้เป็นต้นตอสร้างความสั่นคลอนรัฐบาล เพราะเป็นจุดทำให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ อาจทำให้ศูนย์กลางอำนาจที่บุรีรัมย์ไม่พอใจบทบาทนายพิพัฒน์ที่กลายเป็นเป้าจนเกิดความเสียหายในวงกว้างช่วงหลังๆคงได้เห็นภาพที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย พยายามลดบทบาทนายพิพัฒน์ลงในหลายเรื่อง ประกอบกับนายพิพัฒน์มีลูกน้องเป็นเครือข่ายบ้านใหญ่ จังหวะมีการสอบขบวนการสอบเข้าท้องถิ่น และเลขานุการ รมว.คมนาคมลาออกจากตำแหน่งอีกสัมผัสถึงร่องรอยขัดแย้งภายในพรรคพบเห็นภาพรอยปริร้าวภายในรัฐบาลนับจากนี้ต้องสังเกตดูการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่ถูกตั้งคำถามว่าตรวจสอบครอบคลุมจริงหรือเน้นหนักไปเฉพาะปีกใดปีกหนึ่งที่เกี่ยวพันกับขบวนการนี้ แต่อาจวางเฉยอีกปีกหนึ่ง ตรงนี้จะทำให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้นถึงความขัดแย้งวันนี้ดูทรง ป.ป.ช.ทำตามหน้าที่และกู้ภาพลักษณ์ กู้ศักดิ์ศรี เรียกความน่าเชื่อถือกลับมา หลังจากกระบวนการสืบสวนที่ผ่านมามีข้อสังเกตว่ามีใจต่อศูนย์กลางอำนาจฝ่ายสีน้ำเงิน แต่หากทำแบบครึ่งๆกลางๆยิ่งจะเสียชื่อเสียง เพราะแปลว่ามีการเล่นกันเองภายในโดยผ่าน ป.ป.ช.ส่วนคณะกรรมการตรวจสอบของรัฐบาล มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เป็นประธาน บ่งบอกถึงแรงกดดันจากชนชั้นอนุรักษ์นิยมระดับสูงที่ส่งไปยังนายกฯ และนายกฯต้องการแสดงภาวะผู้นำ หลังถูกปรามาสว่าไม่มีอำนาจและมีอำนาจอยู่เบื้องหลัง ถ้าผลออกมาไม่ชัดเจนจะถูกสังคมวิจารณ์อย่างหนักหน่วงขณะที่คณะกรรมการตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทยถูกมองไม่มีน้ำยา ถูกครอบงำง่าย ทำอะไรไม่ได้มากเป็นโจทย์ท้าทายรัฐบาลเอาจริงหรือเลือกปฏิบัติสนิมเนื้อในพรรคภูมิใจไทยเริ่มลามรุนแรงขึ้น แต่ “ก้อนเค้กแห่งผลประโยชน์” งบประมาณปี 70 กำลังมาพอดี จะนำไปสู่อะไรได้บ้าง รศ.ดร.พิชาย บอกว่า หากมองในเชิงการเมืองย่อมเห็นร่องรอยว่าแต่ละฝ่ายต้องการจัดสรรงบฯลงพื้นที่ตัวเองและในเครือข่ายของตัวเองฉะนั้นเป็นไปได้ที่จะใช้เรื่องนี้บีบ สมมติฝ่ายผู้นำสายใต้อยู่กระทรวงใหญ่ มีอำนาจจัดสรรงบฯ ตอนแรกอาจจัดสรรลงเครือข่ายของตัวเองมากเป็นพิเศษ ทำให้สายอีสานอาจรู้สึกไม่เป็นธรรม พอพูดคุยเคลียร์ไม่ลงตัว พอมีปมสอบท้องถิ่นขึ้นมา ตัวผู้นำเงาอาจมีอิทธิพลทำให้องค์กรนั้นๆเข้าไปตรวจสอบตามทิศทางที่ปักธงไว้กดดันบีบเพื่อรื้อจัดสรรผลประโยชน์ใหม่แสดงให้เห็นถึงผู้นำเงามีอำนาจบริหารจัดการเบ็ดเสร็จ ทุกกลุ่มต้องสยบยอม รศ.ดร.พิชาย บอกว่า สไตล์ค่ายน้ำเงินเดินตามแนวนี้ตลอด “ใครอย่ามาหือ ใครหือถูกกด” ลองย้อนดูเหตุการณ์ สส.คนหนึ่งวืดตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ ทำท่าโวยวาย กลับถูกเบรกหัวทิ่มจากศูนย์กลางอำนาจ“ศูนย์กลางอำนาจต้องการแสดงให้เห็นว่าสามารถคุมได้ทั้งหมด ชี้นำกลไกรัฐต่างๆให้เป็นไปในทิศทางภายใต้การนำของเจ้าของศูนย์กลางอำนาจ จนถูกมองว่าเป็นการเมืองระบบปีศาจ”บริหารราชการแผ่นดินผ่านไปแค่ 3 เดือนหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ปรากฏว่าวิกฤติศรัทธารัฐบาลหนักสุดๆ ผลนิด้าโพลยังตอกย้ำภาพดังกล่าว ถึงขั้นระดับแกนนำพรรคภูมิใจไทยผงะกับผลโพล มันเป็นสัญญาณเตือนรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยอย่างไร รศ.ดร.พิชาย บอกว่า ไม่แปลกอะไรด้วยข้อจำกัดด้านฝีมือและสติปัญญาการบริหารของนายกฯ ตั้งแต่วิกฤติน้ำมัน การตอบคำถามนักข่าว การแสดงออกต่อสาธารณะที่มักหลุด ตอบเข้ารกเข้าพงไม่มีตรรกะ รวมถึงประเมินตัวเองผิดพลาด เช่น ความนิยมตก มองว่าสื่อสารไม่ดี ทั้งที่ถูกสัมภาษณ์ทุกวัน แต่ประเด็นซับซ้อนตอบไม่ได้ หากยังคิดแบบนี้บอกลาได้เลยขณะที่ยังมีข้อกังขาไร้อำนาจที่แท้จริงในกระทรวงมหาดไทย กรณีปราบมาเฟียภูเก็ต สุดท้ายมีกระแสข่าวย้าย ผวจ.ภูเก็ตนายกฯทุบโต๊ะด่าว่าคนพูดปัญญาอ่อน แต่วันรุ่งขึ้น ผวจ.ภูเก็ตถูกย้ายจริง ทำให้สังคมตั้งข้อสังเกตว่านายกฯไม่มีอำนาจจริง มีคนอื่นที่มีอำนาจอยู่เบื้องหลัง และยังไม่นับปมอื้อฉาวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในรัฐบาลวิกฤติศรัทธารัฐบาล ปรากฏมีการปล่อยชื่อ “ศ” นายกฯสำรอง จงใจกดดันพรรคภูมิใจไทยอย่างไร รศ.ดร.พิชาย บอกว่า บรรดาชนชั้นนำเอือมระอาพฤติกรรม ผลงานบริหารไม่ได้เรื่อง เรื่องอื้อฉาวของรัฐบาล จึงเริ่มคิดเปลี่ยนตัวนายกฯ โดยกลุ่มนี้ไม่แคร์เรื่องเลือกตั้ง แค่อยากได้คนดีเป็นผู้นำผ่านช่องทางสุดท้ายของรัฐธรรมนูญข้อเสนอนี้เกิดขึ้นไม่ได้จริงในบริบทการเมืองปัจจุบัน ยกเว้นมีรัฐประหาร หรือถ้านายกฯไปไม่ไหว มีการเปลี่ยนแปลงการเมืองในระบบ แนวทางแรกยังเป็นพันธมิตรรัฐบาลเดิม แค่เปลี่ยนตัวผู้นำเป็นคนเพื่อไทย และแนวทาง 2 เปลี่ยนขั้วตั้งรัฐบาล พรรคประชาชนขึ้นแต่ยังเชื่อว่าเป้าหมายการปล่อยครั้งนี้ส่งสัญญาณกดดันภูมิใจไทย สยบการเคลื่อนไหวแบบมูมมาม.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม