ความนิยมทำธุรกรรมทางการเงิน ชำระค่าสินค้า หรือซื้อขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ กลายเป็นช่องทางทำมาหากินของ “เหล่ามิจฉาชีพ” แฝงตัวใช้เป็นเครื่องมือ “หลอกลวง ฉ้อโกงเงิน” นับวันยิ่งทวีความรุนแรง และลุกลามสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ไม่รู้เท่าทันในโลกโซเชียลฯยุคนี้ “กลโกงออนไลน์” ดูเหมือนแยบยลมากขึ้น และมีหลากหลายรูปแบบตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ “คนโดนโกง” มักรู้ไม่เท่า ตามไม่ทัน “เหลี่ยมกลโกง...โจรไซเบอร์”แม้แต่รูปแบบเดิมๆที่ใช้ “เหยื่อล่อ” เสนอผลตอบแทน “เงินก้อนโต” ให้คนเกิดความโลภ หลอกล่อให้ “โอนเงิน” หวังได้รับผลประโยชน์ตอบแทนสูง แต่กลับตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อสุดท้าย...“เงินโอนก็หาย กำไรก็หด” เงินทั้งหมดกลับมาตกอยู่ในมือโจรไซเบอร์นั่นเป็นเพราะความสะดวกสบายของการโอนง่าย จ่ายคล่อง ผ่านระบบออนไลน์ กลายเป็นเครื่องมือช่วยโจรไซเบอร์เข้ามาประชิดตัว...แบบไม่เจอหน้า แต่หลอกลวงเอาเงินได้แบบง่ายดายวันนี้ขอหยิบยกข้อมูลวิธีกลโกงออนไลน์จากผู้มีประสบการณ์จริง พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้กำกับการ 3 ในฐานะโฆษกกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ให้ข้อมูลว่า โลกออนไลน์มีความสะดวกสบาย ทั้งการทำธุรกรรมทางการเงิน โอนเงิน ช็อปปิ้งออนไลน์ ชำระค่าสินค้าผ่านระบบอีแบงก์กิ้ง ทำให้มิจฉาชีพอาศัยเป็นช่องทางแฝงตัวมาหลอกลวงประชาชนได้อย่างมากมายหลายรูปแบบตามสถิติที่ผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ต่อศูนย์บริการประชาชน บก.ปอท.ในปี 2561 เกี่ยวกับกลโกงผ่านระบบออนไลน์ต่างๆ จำนวน 2,718 คดี มูลค่าความเสียหาย 527,309,998 บาทในจำนวนนี้แบ่งเป็นคดีพบมากที่สุดคือ “ฉ้อโกง หลอกซื้อขายสินค้า” เกิดความเสียหาย 373,366,858 บาท โดยกลุ่มนี้สร้างเรื่องราวประกาศขายสินค้าราคาถูกผ่านออนไลน์ ให้คนทั่วไปสนใจ สั่งซื้อสินค้า เมื่อจ่ายเงิน...กลับได้ “สินค้าห่วยแตก” ไม่ตรงคุณภาพตามที่โฆษณาไว้ หรือ...หลอกขายสินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาดผ่านออนไลน์ ลด แลก แจก แถม แต่ไม่มีสินค้าตามจริงแต่...โจรไซเบอร์ไม่ธรรมดา มีทางหนีทีไล่ หลบหลีกการติดตามตัว หรือถูกจับกุมอย่างแยบยล ใช้กลยุทธ์เล่ห์เหลี่ยมของความเป็น “โจรอาชีพ” ซิกแซ็กขั้นตอนการโอนเงิน ให้ผู้สั่งซื้อสินค้า โอนเข้าบัญชีบุคคลอื่น “ที่ตกเป็นเหยื่อ” ถูกหลอกเอาบัญชีมาเหมือนกันหนึ่งในเล่ห์เหลี่ยมนั้นทำทีประกาศรับสมัครทำงานเกี่ยวกับดูแลออนไลน์รายได้ 2-3 หมื่นบาทต่อเดือน มีเงื่อนไขให้นำบัตรเอทีเอ็ม และหมายเลขบัญชีธนาคาร แนบมากับใบสมัครด้วยอ้างว่าเพื่อง่ายต่อการโอนเงินจ่ายเงินเดือน ก่อนนำเลขบัญชี มาใช้เป็นช่องทางให้ผู้ซื้อสินค้าโอนเงินเข้าตามหมายเลขบัญชีนี้ สุดท้ายเจ้าของบัญชีตกเป็นผู้ต้องหา “ฉ้อโกง” ส่วนโจรไซเบอร์หลบหนีลอยนวล...แต่ตอนนี้กลโกงออนไลน์กำลังเป็นที่นิยมก่อเหตุคือ หลอกกู้ยืมเงินนอกระบบออนไลน์ แอบอ้างเป็นผู้ให้บริการเงินกู้ โฆษณาผ่านเว็บไซต์ต่างๆ หรือส่งอีเมลหาเหยื่อโดยตรงว่าให้บริการเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยต่ำ อนุมัติเงินเร็วภายใน 30 นาที ไม่ตรวจสอบเครดิตบูโร ไม่จำเป็นต้องมีผู้ค้ำประกันเมื่อเหยื่อหลงเชื่อจะอ้างว่าขอให้เหยื่อโอนเงินชำระค่าทำสัญญา ค่าเอกสาร ค่ามัดจำ 10-20 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนเงินที่กู้ยืม สามารถยกเลิก หรือขอเงินโอนล่วงหน้าในเวลา 18.00 น.และยิ่งเหยื่อพูดง่ายมักจะเพิ่มวงเงินให้หวังเพิ่มยอดเงินเปอร์เซ็นต์ ทำให้เหยื่อมักรีบร้อน กลัวไม่ได้เงินกู้ ต้องรีบโอนเงินให้ทันที เมื่อติดต่อกลับขอรับเงินกู้ กลับติดต่อไม่ได้ กลายเป็นสูญเงินไป...ไม่มีโอกาสได้เงินคืนนอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมใช้เฟซบุ๊ก...หลอกลวงโอนเงิน เริ่มจากเข้า “แฮ็กเข้าบัญชีเฟซบุ๊กบุคคล” ที่ใช้รหัสผ่านแบบง่ายๆ เกี่ยวกับ วัน เดือน ปีเกิด หรือหมายเลขโทรศัพท์ แล้วก็ไปเปลี่ยนรหัสใหม่ เข้ายึดบัญชีเฟซบุ๊ก ทำให้เจ้าของตัวจริงไม่สามารถเข้ารหัสได้...และจะใช้เฟซบุ๊กเขียนข้อความผ่านแชต “ขอยืมเงิน” คนใกล้ตัวเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กตัวจริงอีกรูปแบบคือ สร้างเฟซบุ๊กปลอมขึ้นมา ใส่รูปบุคคลอื่นอัปขึ้นเป็นโปรไฟล์ ส่งข้อความขอยืมเงินไปยังผู้ที่รับแอดเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊ก หากความแตก เหยื่อรู้ตัวทัน “โจรไซเบอร์” รีบปิดเฟซบุ๊กหนี และเปิดใหม่ หลอกคนอื่นแบบนี้ไปเรื่อยๆตามกระบวนการติดตามตัวผู้กระทำผิด ตำรวจต้องมองถึงเจ้าของบัญชีปลายทาง ที่มีการโอนเงินเป็นอันดับแรก และนำตัวเจ้าของบัญชีมาสอบสวนก่อน หากไม่มีพฤติกรรมการกระทำความผิด ต้องปล่อยตัวไป และสืบสวนตามหาผู้กระทำความผิดตัวจริงมาดำเนินคดี...เพราะการกระทำความผิดของมิจฉาชีพทุกประเภท มักทิ้งร่องรอยไว้เสมอ ตำรวจจะแกะจากร่องรอยนี้นำไปสู่การจับกุมย้ำว่าคดีที่ถูกจับมากสุดคือ หลอกลวงซื้อขายสินค้า รองลงมา...คดีหลอกยืมเงินผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์“กลุ่มคนถูกฉ้อโกงหลอกลวงมากที่สุดคือ กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ อายุ 53-71 ปี คนวัยนี้ค่อนข้างเชื่อคนอื่นว่าเขาจริงใจกับตัวเอง และเป็นวัยที่มีเงิน มีความเหงา และมีเวลาว่างมากกว่าวัยอื่น จึงหลอกได้ง่ายกว่าเด็กและเยาวชน” พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ บอกแต่...ในยุคตั้งแต่ 2017–2019 “โจรไซเบอร์” มีความน่ากลัว ร้ายกาจมากขึ้น เริ่มขยายเครือข่ายสร้างความเสียหายให้วงการธุรกิจคนไทย จาก “กลุ่มแฮกเกอร์นอกประเทศ” เข้ามาเจาะข้อมูลธุรกิจขององค์กร บริษัทขนาดใหญ่ แฮ็กเข้าไปปรับเปลี่ยนข้อมูล หรือขโมยข้อมูลต่างๆ นำมาก่ออาชญากรรมบางอย่างรวมถึงทำลายข้อมูลของบริษัท องค์กรเป้าหมาย...“ถูกแฮ็ก” มีทั้งธนาคาร บริษัทเอกชนขนาดใหญ่“สิ่งที่ร้ายแรงที่สุด เคยมีบริษัทเอกชนถูกแฮกเกอร์ปล่อยไวรัสเข้าระบบข้อมูล เพื่อเรียกค่าไถ่ จนเปิดระบบคอมพิวเตอร์เข้าดูข้อมูลไม่ได้ และไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย เพราะแฮกเกอร์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง สุดท้ายต้องยอมจ่ายเงินค่าไถ่ เพื่อให้ปลดล็อกไวรัสนั้น”ที่ผ่านมา บริษัทต่างๆถูกแฮ็กปรับเปลี่ยน ขโมย และทำลายข้อมูลจำนวน 623 คดี แต่ยอมรับว่าการติดตามแฮกเกอร์กลุ่มนี้เป็นเรื่องยากมาก เพราะตัวผู้กระทำอาศัยอยู่ที่ต่างประเทศ เพียงแต่การกระทำความผิดเกิดขึ้นในประเทศไทยความเสียหายสูญเงิน มีตั้งแต่หลักหมื่นบาท...มากสุดถึงหลักร้อยล้านบาทสุดท้าย...ขอฝาก “คาถา 3 อย่า” ป้องกันการโกงออนไลน์คือ 1.อย่าไว้ใจร้านค้าออนไลน์ หรือบุคคลชักชวนให้ลงทุน ต้องตรวจสอบข้อมูล ชื่อบุคคล ชื่อร้านค้านั้น หรือหมายเลขโทรศัพท์ร้านค้าจากเว็บไซต์ เสิร์ชเอนจิน เช่น กูเกิล มีประวัติในเรื่องโกงการซื้อขาย หรือดูฟีดแบ็กคนเข้าไปคอมเมนต์ มีประวัติหลอกลวงหรือไม่2.อย่าโลภ อย่าเห็นแก่ผลประโยชน์มาก ควรตรวจสอบบัญชีธนาคาร ทั้งชื่อบัญชี หรือเลขบัญชี ก่อนโอนเงินให้คนแปลกหน้า และ 3.อย่าละเลยข่าวสาร ต้องติดตามข้อมูลข่าวสารที่มีการจับกุมคนร้ายในคดีต่างๆ วิธีการหลอกลวงเหยื่อ จะได้ไม่หลงกลตกเป็นเหยื่อถูกฉ้อโกงทางออนไลน์ได้ง่าย“โจรร้ายไซเบอร์” แฝงตัวมากับโซเชียลฯเข้ามาใกล้ตัวเสมือนเราเปิดประตูบ้านไว้ มีโอกาสถูกหลอกลวงมาก การทำธุรกรรมการเงิน ควรคิดอย่างรอบคอบ ถี่ถ้วน อย่าใจร้อน หรือโลภมากเกินไป เพราะผลที่ตามมาอาจจะได้...ไม่คุ้มเสีย!