หากเอ่ยถึงอาหารสะท้อนจิตวิญญาณฝรั่งเศสได้อย่างลึกซึ้ง ย่อมมี “หอยนางรม” เป็นหนึ่งในนั้น ด้วยความพิถีพิถันตั้งแต่กระบวนการเพาะเลี้ยง การคัดสรร ไปจนถึงศิลปะการแกะและการเสิร์ฟสุดประณีตในงาน Thailand Grand Écailler Challenge 2026 (2nd Edition) ที่โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพฯ เมื่อหลายวันก่อน เป็นการรวมพลคนรักอาหารฝรั่งเศสไว้ด้วยกัน เพื่อมาสัมผัสวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ โดยมีหอยนางรมเป็น สื่อกลางเชื่อมโยง มิตรภาพทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศไฮไลต์สำคัญคือสุนทรพจน์ส่งท้ายวาระการปฏิบัติหน้าที่ของ ฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ (Jean-Claude Poimboeuf) เอกอัครราช ทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ก่อนหมดวาระ โดยเน้นย้ำว่าทั้งฝรั่งเศสและไทยต่างให้คุณค่ากับ “ศาสตร์แห่งการกิน” ในฐานะอัตลักษณ์ชาติที่โดดเด่นด้วยความคิดสร้างสรรค์และมรดกทางวัฒนธรรมระดับโลก ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังกลายเป็นตลาดสำคัญสำหรับอาหารทะเลฝรั่งเศส ด้วยยอดนำเข้าสัตว์น้ำประเภทหอยและกุ้ง-กั้ง-ปูในปี 2568 สูงเกือบ 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 80% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและรสนิยมของนักชิมชาวไทยต่อคุณภาพระดับพรีเมียมได้อย่างชัดเจนในงานยังจัดกิจกรรม Oyster Master Class โดย เอเดรียง เจย์ (Adrien Geay) ทายาทรุ่นที่ 5 แห่ง Geay Oyster ผู้ผลิตหอยนางรมชื่อดังจากแคว้นมาแรน-โอเลอรง ที่สืบทอดธุรกิจมายาวนานกว่า 140 ปี มาถ่ายทอดเทคนิคการเลือก การชิม และทักษะการแกะหอยอย่างมืออาชีพ ผู้ร่วมงานยังได้ลิ้มรสหอยนางรม 3 สไตล์ ตั้งแต่ Fine de Claire ที่โดดเด่นด้วยเนื้อแน่นหวานละมุน ตามด้วย La Savoureuse และ Spéciale de Claire ที่ผ่านการเพาะเลี้ยงยาวนานจนได้มิติรสชาติที่สมดุลระหว่างความหวานและความเค็มของท้องทะเลอย่างกลมกล่อมปิดท้ายด้วยการแข่งขันเพื่อเฟ้นหาตัวแทนประเทศไทยไปร่วมในรายการ World Oyster Shucking Championship ที่ฝรั่งเศส งานนี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับมาตรฐานผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ แต่ยังตอกย้ำว่าศิลปะการรับประทานหอยนางรมไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ ทว่าเป็นภาษาสากลเชื่อมโยงผู้คนและวัฒนธรรมได้อย่างงดงาม.คลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม