เหตุรุนแรง...ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เป็น “สงครามผลประโยชน์ใต้ดินที่ซ้อนทับกับความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง” ที่ท้าทายประสิทธิภาพระบบข่าวกรองและการบูรณาการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลอย่างแท้จริง เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญในมิติปัญหาที่สลับซับซ้อนที่มองข้ามไม่ได้ทุกภาคส่วนต้องจับตาดู มาตรการรับมือและการเดินหน้าขับเคลื่อน “สันติสุข” ในพื้นที่อย่างใกล้ชิดต่อไปพลิกแฟ้มย้อนรอยวิเคราะห์ไทม์ไลน์และแพตเทิร์นการก่อเหตุป่วนระลอกใหญ่หลายสิบจุดพร้อมๆกัน เมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา จะพบรูปแบบเชิงยุทธการที่ผ่านการวางแผนมาอย่างแยบยล และมี “ลายเซ็น” ที่น่าสนใจหลายประการนักวิชาการด้านความมั่นคงพุ่งเป้าไปที่แพตเทิร์นเวลา “จุดพลพร้อมกัน” ช่วงเวลาเปิดปฏิบัติการเริ่มต้นพร้อมเพรียงกันในเวลาไล่เลี่ยกันตั้งแต่ช่วง 20.00 น.นัยสำคัญ...การเลือกช่วงหัวค่ำซึ่งเป็นรอยต่อเวลาที่กำลังพลบางส่วนเริ่มเปลี่ยนเวรยาม หรือเป็นเวลาที่ประชาชนและเจ้าหน้าที่เริ่มผ่อนคลายการเฝ้าระวัง เป็นการจำกัดการตอบสนองของรัฐ ทำให้กำลังพลในพื้นที่ไม่สามารถระดมกำลังไปคลี่คลายสถานการณ์ได้ทันในเวลาเดียวกันกลยุทธ์แบบนี้เรียกว่า “การกระจายจุดเพื่อถ่างกำลังทหารและตำรวจให้อ่อนแรง” ถัดมา...แพตเทิร์นนอกรูปแบบเป้าหมาย “ทำลายโครงสร้างพื้นฐานและสัญลักษณ์ แทนการสังหารหมู่” เมื่อดูสถิติแยกรายพื้นที่ (นราธิวาส 22 จุด, ยะลา 18 จุด, ปัตตานี 11 จุด) รูปแบบการทำลายไม่ได้มุ่งเน้นการซุ่มโจมตีฐานทหารหรือมุ่งสังหารชีวิตบุคคลสำคัญเหมือนในอดีต...มีผู้บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่กระจายไปที่ การตัดขาดการสื่อสารและการเดินทาง เผาเสาสัญญาณโทรคมนาคม โปรยตะปูเรือใบ และทำลายเส้นทางคมนาคม...รางรถไฟ การพุ่งเป้าทรัพย์สินรัฐและทุนท้องถิ่น เผารถราชการ...รถเก็บขยะของ อบต. วางเพลิงร้านสะดวกซื้อ และเผายางรถยนต์ตามถนนสายหลักนัยสำคัญ...นี่คือแพตเทิร์นของ “การส่งสัญญาณการเมืองเชิงสัญลักษณ์” และการสร้างความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ-จิตวิทยา เพื่อกดดันให้รัฐเห็นศักยภาพในการควบคุมพื้นที่มากกว่าการเปิดศึกปะทะตรงๆประการที่สาม...แพตเทิร์นการเลือกพื้นที่ “ปักหมุดจุดยุทธศาสตร์ป่าภูเขาและแนวชายแดน” จังหวัดนราธิวาส (22 จุด)...กระจายตัวหนาแน่นในอำเภอเชิงเขาและพื้นที่ความมั่นคงดั้งเดิม เช่น ระแงะ (5 จุด) และจะแนะ (4 จุด) จังหวัดยะลา (18 จุด)...กระจุกตัวสูงมากในอำเภอธารโต (8 จุด) และบันนังสตา (6 จุด)ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อผืนป่าฮาลาบาลาและเส้นทางคมนาคมสายหลักนัยสำคัญ...พื้นที่เหล่านี้มักเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ใช้ในการหลบซ่อนตัว ขนถ่ายสินค้าเถื่อน หรือเป็นเส้นทางลำเลียงของเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมาย การเลือกจุดเหล่านี้จึงสอดรับกับสมมติฐานเรื่อง “การตอบโต้มาตรการปราบปรามเศรษฐกิจสีเทา” ของเจ้าหน้าที่รัฐในรอบเดือนที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญได้หรือเปล่า?เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ขบวนการใต้ดินมีการยกระดับจาก “กองโจรท้องถิ่น” สู่การใช้ ยุทธวิธีเครือข่ายดาวกระจายแบบไร้ศูนย์กลาง ที่อาศัยมวลชนแนวร่วมหรือเครือข่ายรับจ้างขนย้ายอุปกรณ์มาก่อเหตุพร้อมกันในชั่วพริบตา เพื่อสร้างความอลวนให้เกิดขึ้นในคืนเดียวนับเป็นโจทย์ใหญ่ที่ “ระบบข่าวกรอง” และการ “บูรณาการความมั่นคง” ของไทยต้องรีบปรับกระบวนทัศน์ในการรับมือเชิงป้องกันรุกฆาตให้เร็วยิ่งขึ้นทว่า...เหตุการณ์ความไม่สงบยังคงปะทุต่อเนื่องในวันถัดๆมา แม้ว่าฝ่ายความมั่นคงจะประกาศยกระดับมาตรการคุมเข้มและตรึงกำลังอย่างรัดกุมสูงสุดแล้วก็ตาม ถือเป็นสัญญาณทางยุทธวิธีที่สะท้อนความจริงเบื้องหลังพื้นที่ชายแดนใต้...ตอกย้ำซ้ำแผลเดิมอีกหลายประการยุทธศาสตร์ “กองโจร” แบบกัดไม่ปล่อย...การก่อเหตุต่อเนื่องในวันถัดมาไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็น “จิตวิทยาบั่นทอน” ที่จงใจทำให้เจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และประชาชนรู้สึกเหนื่อยล้า หวาดผวา และสูญเสียความเชื่อมั่น...เป็นปฏิบัติการ “ลากยาวและบั่นทอนกำลังใจ”“เมื่อเจ้าหน้าที่ต้องอยู่ในภาวะตื่นตัวขั้นสูงสุดติดต่อกันหลายวัน ความเหนื่อยล้าจากการปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมงจะเริ่มสร้างช่องโหว่ทางวินัยและการข่าว ซึ่งเป็นจังหวะที่กลุ่มขบวนการรอคอยเพื่อฉวยโอกาสโจมตีซ้ำ...”ขบวนการในปัจจุบันไม่ได้พึ่งพาวิทยุสื่อสารหรือคำสั่งรวมศูนย์แบบกองทัพทหาร แต่ใช้ระบบโครงสร้างแบบเซลล์อิสระ ชุดปฏิบัติการแต่ละกลุ่มในระดับตำบลหรือหมู่บ้านรู้ภารกิจของตนเองล่วงหน้า เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ระลอกแรก ชุดปฏิบัติการสำรองที่ยังไม่ได้ถูกเปิดตัว หรือกลุ่มที่ซ่อนตัวอยู่ตามแนวป่าเขา จึงยังคงเลือกปฏิบัติการต่อในวันถัดไปตามแผนสำรอง?เพื่อแสดงให้เห็นว่ามาตรการคุมเข้มของ “รัฐ” ไม่สามารถ “หยุดยั้ง” พวกเขาได้เบ็ดเสร็จตั้งข้อสังเกตได้ว่า...การที่ยังมีเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องในวันถัดไป ไม่ได้แปลว่ามาตรการคุมเข้มล้มเหลว แต่เป็น “ธรรมชาติของสงครามกองโจร” ที่อาศัยความได้เปรียบเรื่องภูมิประเทศ ความคุ้นเคยพื้นที่ และเครือข่ายใต้ดินในการฉวยโอกาสเล่นงานนอกจุดตั้งรับการใช้มาตรการทางทหารหรือการตั้งด่านตรวจคุมเข้มเพียงอย่างเดียวแก้ปัญหาได้แค่ปลายเหตุ ทางออกระยะยาวที่จะตัดวงจรการก่อเหตุต่อเนื่องเช่นนี้ได้ คือต้องเร่งสืบสวนขยายผลเพื่อ “ทลายรังของเครือข่ายผู้อยู่เบื้องหลังและอายัดเส้นทางการเงิน” ให้เด็ดขาดถึงจะทำให้ขบวนการเหล่านี้สูญเสียขีดความสามารถสั่งการซ้ำ...ตัดตอนให้ราบคาบ.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม