ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา พฤติกรรมของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” กลายเป็นประเด็นที่สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลกหลังตัดสินใจใช้กำลังทางทหาร ส่งหน่วยรบพิเศษเข้าไปรวบตัว “นิโคลัส มาดูโร” ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา พร้อมภริยา กลางกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา จับกลับไปดำเนินคดีมีส่วนพัวพันกับขบวนการลักลอบขนยาเสพติดและครอบครองอาวุธสงครามที่นครนิวยอร์กตามด้วยการประกาศว่า จากนี้ไปเราจะ “รัน” เข้าบริหารจัดระเบียบประเทศเวเนซุเอลาเอง ส่วนน้ำมันดิบของเวเนซุเอลา จะเอาไปขายให้ในราคาตลาด โดยที่ “รายได้จากการขาย” จะมีรัฐบาลสหรัฐฯเป็นผู้ควบคุมทั้งหมด เพื่อประโยชน์สุขของผองชนชาวอเมริกันและเวเนซุเอลาทั้งยังไม่วาย เบนเข็มต่อไปยังเกาะ “กรีนแลนด์” ในมหาสมุทร แอตแลนติก เขตบริหารพิเศษของประเทศเดนมาร์ก ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงท่าทีหมายมั่นปั้นมือว่าจะเอามาเป็นของสหรัฐฯให้ได้ และข่มขู่เป็นระยะๆว่า การใช้กำลังทหารเข้ายึดกรีนแลนด์ถือเป็นทางเลือกที่จะไม่ถูกตัดทิ้งพร้อมให้สัมภาษณ์สื่อในเชิงเปรียบเปรยว่า การได้ครอบครองเป็น “เจ้าของ” ยังไงก็ดีกว่าการไปเช่าเขาหรือทำข้อตกลงสนธิสัญญาแลกเปลี่ยนย้อนกลับไปเมื่อปีที่ผ่านมา ประเด็นเวเนซุเอลาและกรีนแลนด์ เป็นสิ่งที่ผู้นำสหรัฐฯพูดมาตลอด และดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนผ่านกระบวนการทางการเมือง การทหาร การทูต และการปั่นข้อมูลข่าวสาร ซึ่งในวันนี้เวเนซุเอลาเรียบร้อยไปแล้ว กลายเป็นคำถามว่าแล้วกรีนแลนด์จะเป็นเช่นไรหรือจะเอาจริงวันไหนคำตอบของเรื่องนี้ คงไม่ผิดแต่อย่างใดที่จะบอกว่า “ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของมิสเตอร์ทรัมป์” ซึ่งประโยคดังกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกินจริง เพราะหากมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเวเนซุเอลาแล้ว คนวงในรัฐบาลสหรัฐฯยืนยันว่า เป็นความจริงที่แผนปฏิบัติการทางทหารได้มีการเตรียมไว้ล่วงหน้า แต่นายทรัมป์แตะเบรกไว้ก่อน“กระนั้นฟางเส้นสุดท้ายคือการที่มีคนเอาคลิปวิดีโอ ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาเต้นออกทีวีแสดงท่าทีไม่ยี่หระต่อการถูกกองทัพสหรัฐฯเข้าโอบล้อมประเทศ ซึ่งคลิปนี้ทำเอาผู้นำสหรัฐฯฟิวส์ขาด สั่งไฟเขียวใช้กำลังทหารทันทีในช่วงต้นสัปดาห์วันต้อนรับปีใหม่ 2569”ตัวอย่างอีกประการคือ สถานการณ์สงครามการค้าและกำแพงภาษีตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าประเทศที่ตัดสินใจงัดข้อหรือแข็งขืนต่ออัตราภาษีนั้นเป็นเช่นไร ส่วนประเทศที่ไม่แสดงท่าทีเอะอะโวยวายและยอมเจรจาไปเงียบๆนั้นเป็นเช่นไร ซึ่งสอดคล้องกับบทวิเคราะห์ตัวตนของประธานา ธิบดีทรัมป์ของสื่อสหรัฐฯ ว่าผู้นำสหรัฐฯรายนี้คือ “คนที่จะไม่มีวันยอมเสียหน้าเป็นอันขาด”ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะเห็นได้ว่า รัฐบาลใหม่ของเวเนซุเอลากำลังเล่นบทบาทใด ทำไมถึงอยู่ในสภาพจำยอมในขณะนี้ ส่วนทางรัฐบาลเดนมาร์กก็อาจจะอยู่ในสภาพเดียวกัน กำลังหัวหมุนอยู่ว่าจะเจรจาเช่นไร หรือประวิงเวลาให้เรื่องมันยืดเยื้อไปก่อนหรือไม่ เพราะอย่างน้อย “ไพ่ทางการเมือง” ยังพอมีอยู่เดนมาร์กยังสามารถเตือนสติรัฐบาลสหรัฐฯได้ว่า หากเรามีปัญหากันหนักหน่วงแล้ว “องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ” NATO จะอยู่ในสภาพเช่นไร สมมติวันหนึ่งสหรัฐฯส่งกองเรือเข้าประชิดกรีนแลนด์แล้วเดนมาร์กส่งกองเรือไปเผชิญหน้าจะเกิดอะไรขึ้น และหากนาโตแตกเป็นเสี่ยงๆ แล้วใครจะยับยั้งอิทธิพลรัสเซีย เช่นเดียวกับการใช้เงื่อนไขทำข้อตกลงลดแลกแจกแถม หรือการทำประชามติแยกตัว ให้คนกรีนแลนด์ไปจัดการปัญหาเองแน่นอนสิ่งเหล่านี้ถือเป็นทฤษฎีที่จำเป็นต้องรอเวลาเพื่อให้ภาพการณ์ปรากฏชัด และจำเป็นต้องจับตาเช่นกันว่ารัฐบาลสหรัฐฯยังมีความสามารถที่จะใช้บท “แข็งกร้าว” ต่อไปในระยะยาวได้หรือไม่ เนื่องจากอุปสรรคที่รออยู่ภายภาคหน้าคือ “การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ” ในเดือน พ.ย.ปีนี้ ซึ่งจะเป็นเครื่องชี้วัดที่สำคัญสำหรับ “รัฐบาลทรัมป์ 2” ว่าสุดท้ายแล้วประชาชนอเมริกันจะว่าอย่างไร สมดุลอำนาจในสภาคองเกรสจะเอียงไปยังเดโมแครตหรือไม่ ทั้งอาจจะเป็นเหตุผลหรือไม่ว่า ทำไมทรัมป์ถึงพยายามเร่งจัดการนโยบายต่างประเทศให้เสร็จสิ้นอย่างไรก็ตาม การกระทำของรัฐบาลสหรัฐฯประเดิมปีใหม่ 2569 ย่อมส่งผลในระยะยาวต่อ “ระเบียบโลก” หลังยุคสงคราม เพราะได้สร้างบรรทัดฐานไปแล้วว่า “การใช้กำลังคือความถูกต้อง” ดั่งที่ทีมงานของทรัมป์กล่าวไว้ว่า “เรากำลังสร้างภาพกันว่าเราอยู่ในโลกที่สวยหรู ต้องคุยกันใช้ความถ้อยทีถ้อยอาศัย มีมารยาทต่อกัน แต่ในโลกของความเป็นจริงนั้นคือการปกครองด้วยความเข้มแข็ง ปกครองด้วยกำลัง ปกครองด้วยอำนาจ”ทุกคนในตอนนี้รับรู้กันแล้วว่า สหรัฐอเมริกาในวันนี้ไม่ใช่สหรัฐอเมริกาที่แสดงตัวเป็นผู้ปกป้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนอีกต่อไป จึงเป็นเรื่องน่าสนใจว่าหลังจากนี้ “ยุโรป” จะมีท่าทีเช่นไร เพราะเริ่มมีอดีตข้าราชการระดับสูงออกมาเตือนสติว่า เมื่อไรจะรู้ตัวกันว่าอเมริกาไม่ใช่พันธมิตรเหมือนในอดีตอีกแล้ว ขณะที่มหาอำนาจจีนและรัสเซียไม่ต้องพูดถึง เชื่อมั่นอยู่แล้วในสันดานดิบของพญาอินทรี เหลือแค่ว่าจะเดินเกมในทิศทางใดส่วนประเทศที่เหลืออาจต้องหาทางเอาตัวรอดกันเองภายใต้โลกที่กำลังแบ่งเส้นอิทธิพลกันใหม่ พร้อมกับต้องตั้งความหวังแบบริบหรี่ว่า ท่าทีแข็งกร้าวของประธานาธิบดีสหรัฐฯที่กำลังเป็นไปคือสิ่งที่อาจจะจบในปีนี้ และจะปรากฏทิศทางใหม่หลังผลการเลือกตั้งกลางเทอมได้ข้อสรุป.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม