“ระบบกฎหมายปราบโกง ยิ่งสร้างมาแน่นหนาเท่าไหร่ ทำไมโจรมันยิ่งฉลาดและซ่อนตัวเนียนขึ้นเท่านั้น?” กลายเป็นคำถามคาใจไม่เฉพาะแต่กับคนไทยเท่านั้น เวลาเห็นข่าวหน่วยงานรัฐจัดซื้อระบบคอมพิวเตอร์ ระบบไอที หรือโปรแกรมล้ำยุคระดับพันล้านหมื่นล้าน แต่ผลลัพธ์ที่ชาวบ้านร้านตลาดได้รับกลับกลายเป็นระบบล่มซ้ำซาก หน้าเว็บหมุนติ้วๆ หรือบางหน่วยงานขยับเปลี่ยนระบบไม่ได้แถม...ต้องอมพะนำจ่ายค่าบำรุงรักษาระบบคอมพิวเตอร์เก่ากึ๊กยุคพระเจ้าเหาปีละเป็นร้อยล้านบาท!คอร์รัปชันในวงการ IT (โพสต์เก่า เอามาลงใหม่) “Nat Luengnaruemitchai” โพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว เล่าว่าทำงานในวงการ IT มาหลายปี และสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็คือการ “ทุจริตคอร์รัปชัน” ในการจัดซื้อจัดจ้างของ “ภาครัฐ” และ “เอกชน”บางครั้งผมก็สงสัยว่า กฎหมายต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน มันช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า หรือแค่ทำให้คอร์รัปชันมีรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้นเท่านั้น...ให้ผมเล่าเรื่องที่ผมเจอมาให้ฟังครับย้อนกลับไปในทศวรรษ 1970 สหรัฐอเมริกามีเรื่องอื้อฉาวใหญ่เกี่ยวกับบริษัทอเมริกันที่ไปจ่ายสินบนเพื่อชนะสัญญาในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา เมื่อเรื่องนี้เปิดเผยออกมา รัฐบาลอเมริกาเสียหน้าอย่างมาก จึงได้ออกกฎหมาย Foreign Corrupt Practices Act (FCPA) ในปี 1977เพื่อห้ามบริษัทอเมริกันจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศผ่านมาเกือบ 50 ปีแล้ว คำถามคือ กฎหมายนี้ช่วยลดคอร์รัปชันจริงหรือเปล่า?...สิ่งที่ผมเห็นในวงการ IT ไทยก่อนที่จะเข้าเรื่องหลัก เรื่องหนึ่งที่เคยได้ยินมาเกี่ยวกับหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งในไทยที่มีระบบ IT เก่าแก่มากเป็นระบบที่ถูกติดตั้งไปเมื่อ 20-30 ปีก่อน และยังคงใช้งานอยู่จนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าจะล้าสมัยไปมากแล้วก็ตาม ที่น่าสนใจคือ หน่วยงานนี้พยายามเปลี่ยนระบบมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง ผมก็ไม่รู้ ถ้าให้เดาบางทีอาจเป็นเพราะคอร์รัปชัน ไม่ก็อาจจะมีปัญหาความสามารถ หรืออาจจะทั้งสองอย่าง และมันทำให้หน่วยงานนี้ก็ยังต้องจ่ายค่าเช่าและค่าบำรุงรักษาระบบเก่าอยู่ปีละเกือบ 100 ล้านบาทมาหลายปีแล้วนี่คือต้นทุนที่แท้จริงของคอร์รัปชันและความไร้ประสิทธิภาพ– ไม่ใช่แค่เงินที่สูญเสียไปจากโครงการที่ล้มเหลว แต่ยังรวมถึงต้นทุนที่ต่อเนื่องในการใช้ระบบที่ล้าสมัย?ประเด็นสำคัญมีว่าหลังจากที่มีกฎหมาย FCPA ผมสังเกตว่าบริษัทอเมริกันพบว่าพวกเขาแข่งขันไม่ได้ในตลาดที่มีคอร์รัปชันสูง เพราะคู่แข่งจากประเทศอื่นๆ ที่ไม่มีกฎหมายแบบนี้ยังสามารถจ่ายสินบนได้วิธีแก้ปัญหาที่ผมเห็นบริษัทอเมริกันใช้คือการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย แทนที่จะติดต่อกับลูกค้าโดยตรง พวกเขาจะให้ตัวแทนจำหน่ายเป็นคนติดต่อกับลูกค้า วิธีนี้ช่วยให้บริษัทมี “ระยะห่าง”ขอสรุปย่อตัดตอนเปรียบเทียบให้เห็นภาพแบบเข้าใจง่ายๆ...เหมือนพ่อแม่ออกกฎเหล็กห้ามลูกชายไปซื้อเหล้าเข้าบ้าน ลูกชายหัวหมอเลยไม่เดินไปร้านค้าเอง แต่แอบยื่นเงินให้ “เพื่อนข้างบ้าน” ไปซื้อให้แทน ตัวเองก็นั่งกระดิกเท้าหน้าบ้าน พอพ่อแม่จับได้ก็อ้างหน้าตาเฉยว่า “หนูเปล่าซื้อนะ เพื่อนมันเอามาให้เอง!”วิธีนี้ในวงการไอทีเขาเรียกว่าการแต่งตั้ง “ตัวแทนจำหน่าย” บริษัทแม่จากนอกไม่ต้องออกหน้าสู้ติดต่อกับรัฐโดยตรง แต่จะเลือกจิ้มตัวแทนในไทยที่มี “คอนเนกชัน–เส้นสาย” ปล่อยให้ตัวแทนพวกนี้ไปวิ่งเต้น แอบดอดไปช่วยเจ้าหน้าที่คิดโครงการ สอดไส้เขียนล็อกสเปก (TOR) จนคู่แข่งรายอื่นสู้ไม่ได้ ที่แสบไปกว่านั้นคือ บริษัทแม่จะปล่อยโครงสร้างราคาที่มี “ส่วนต่างกำไรมหาศาล” ตั้งแต่ 10–50% ให้กับตัวแทนที่มีความสัมพันธ์ดีที่สุด คิดง่ายๆถ้าโครงการมูลค่า 100 ล้าน ตัวแทนฟันกำไรเนื้อๆ ไปแล้ว 10-50 ล้านฯ เงินก้อนนี้แหละที่ถูกเปลี่ยนสภาพเป็น “กองทุนสงคราม” เอาไว้เคลียร์ทาง จ่ายส่วยใต้โต๊ะ?...โดยที่บริษัทแม่กวาดมือสะอาด นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “การคอร์รัปชันที่มีระบบ” หรือไม่?“Nat Luengnaruemitchai” ย้ำว่า ถ้าเราต้องการจริงๆ ที่จะลดการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐเราจำเป็นต้อง...เพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้มากกว่านี้...สร้างกลไกที่ทำให้การคอร์รัปชันยากขึ้น ไม่ใช่แค่ซับซ้อนขึ้น...คุ้มครองและให้รางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแส ให้คนกล้าพูดความจริงลงโทษอย่างจริงจัง ทั้งบริษัทที่จ่ายสินบนและเจ้าหน้าที่รัฐที่รับสินบน...ให้ความเป็นธรรมแก่ประเทศที่เป็นเหยื่อ“เงินค่าปรับ” ควรกลับไปยังประเทศที่ได้รับความเสียหายก่อนที่จะมีการปฏิรูปที่แท้จริง การทุจริตคอร์รัปชันจะยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ประเทศสูญเสียทรัพยากรอันมีค่าและทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันรัฐ ผมเขียนเรื่องนี้ไม่ได้เพราะคิดว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ในชั่วข้ามคืน แต่ผมคิดว่าคนควรรู้ว่าระบบมันทำงานยังไงและ...ทำไมบางครั้งสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นโซลูชันกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา อย่างน้อยที่สุด ถ้าเรารู้ว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน เราก็จะหาทางแก้ได้ถูกทางขึ้น เมื่อนำบทเรียนในอดีตมาทาบกับบิ๊กโปรเจกต์ระดับพันล้านในปัจจุบันอย่างโครงการ “TH–AI Passport” ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และกำลังถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างหนักในประเด็นสำคัญ อาทิ ส่วนต่างกำไรสูงผิดปกติไหม?, ทางด่วน TOR 34 วัน พ่วงสเปกปริศนา...กระบวนการเร่งรัดแบบสายฟ้าแลบหรือไม่?ร่าง TOR และปิดประมูลจบในเวลาแค่ 34 วัน แถมมีการบังคับใส่เงื่อนไขประหลาดๆ อย่าง “จอร้านสะดวกซื้อ” จนคนในวงการงงตับแตก ส่อเจตนาล็อกสเปก-ฮั้วประมูลเพื่อกีดกันรายอื่นและโยงใยเครือข่ายทุนนอมินีการเมืองหรือเปล่า? และมีการสอดไส้เงื่อนไขในสัญญา...ทัวร์ดูงาน พักผ่อนหรูพ่วงเอาไว้ด้วยไหม?ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ “รัฐบาล” ต้องเลิกใช้วิธีปราบโกงแบบ “ไฟไหม้ฟาง”...ผักชีโรยหน้า.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม