“ลิซ่า” ดักคอ “โสภณ” เอาใจนาย ขวางลำส่งคำร้องฝ่ายค้านยื่นศาลฎีกาไต่สวน ป.ป.ช.ฟอกขาว “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้นหารือฝ่ายกฎหมายเตรียมไม้เด็ดเล่นงานประธานสภาฯ ปูดขาใหญ่ทุ่ม 2 ล้านฝากเลี้ยง สส.ค่ายส้ม ให้อยู่โยงเป็นองค์ประชุมสภาฯและมีแบบรายครั้ง 1 แสนบาท แขวะคดีฮั้ว สว. กกต.ผลัดกันเกาหลังจนหลังแหกหมดแล้ว จ่อเรียก กกต.แจง กมธ.เค้นพิรุธพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส. “ไอติม” ชี้ 3 ทางเลือกปิดคดีภายในเดือน ก.ย. ย้ำหลักฐานชัดมัดคอแก๊งฮั้ว จ่อเปิดข้อมูล-เส้นทางเงินรายจังหวัด บี้ กกต.ส่งฟ้อง 229 คนลบครหาผลประโยชน์ทับซ้อน “ฉัตรวรรษ” บอกไม่หนักใจ โต้เอาคลิปมากล่าวหาเหมารวมไม่ได้ “เพื่อไทย” ถก สส.แก้เนื้อหาร่างแก้ไข รธน. “ประยุทธ์” ยันไม่ทิ้งจุดยืนการมีส่วนร่วมของ ปชช. เชื่อพรรคอื่นพร้อมร่วมลงชื่อพรรคประชาชน (ปชน.) เร่งสื่อสารกับสังคม ถึงความพยายามต่อสู้กับระบอบสีน้ำเงิน โดยติดตามตรวจสอบการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ ทั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเน้นย้ำข้อสังเกตว่าการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการองค์กรอิสระ เอื้อประโยชน์หรือช่วยเหลือบุคคลในเครือข่ายสีน้ำเงิน“ลิซ่า” ดักคอ “โสภณ” ขวางลำฝ่ายค้านเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า” โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านยื่นหนังสือถึงนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ให้ส่งถึงศาลฎีกา ตั้งคณะไต่สวนอิสระสอบกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีมติเอกฉันท์ยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคมและอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) อ้างเหตุกระบวนการตรวจสอบไม่ชอบด้วยกฎหมายว่า สิ่งที่ฝ่ายค้านทำให้สังคมได้เห็นคืออาการของประธานสภาฯ เห็นแค่ชื่อนายโสภณ สังคมรู้ว่าเขาจะไม่ส่งศาลฎีกาแน่นอน เพราะถูกตั้งข้อสังเกตถูกสั่งมานั่งบัลลังก์ ไม่ใช่ด้วยภารกิจคุมการประชุม การสั่งปิดไมค์ฝ่ายค้าน เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อย แต่ถูกส่งด้วยภารกิจแบบนี้ อย่างน้อยทำให้ภารกิจที่จะทำให้ล่าช้า หรือเรียกได้ว่าภารกิจจระเข้ขวางคลอง ทำให้ฝ่ายค้านไม่บรรลุวัตถุประสงค์ตรวจสอบเมื่อจบสมัยประชุม ต้องการให้ฝ่ายค้านถูกตราหน้าว่าเก่งแต่พูด ทำอะไรไม่ได้อุบไม้เด็ดเล่นงานประธานสภาฯเมื่อถามว่าตามกรอบเวลาแค่ตรวจสอบรายชื่อและเอกสารแนบท้ายที่ยื่นไปไม่เกิน 1 สัปดาห์ก็จบ หากประธานสภาฯส่งไปถึงศาลฎีกาล่าช้า ฝ่ายค้าน จะชี้ให้สังคมเห็นอย่างไร น.ส.ภคมนตอบว่า ต้องชี้ให้สังคมเห็นถึงอุปสรรคการตรวจสอบของประเทศ คือ ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ หากไม่ทำตามกรอบเวลาที่เหมาะสมอาจถูกมองว่าคนเหล่านี้เป็นขี้ข้านายที่ถูกส่งมา เพื่อทำภารกิจเหล่านี้ไม่ให้ไปถึงไหน ต้องทำให้ประชาชนเห็นจิ๊กซอว์ที่ต่อกันมันอันตราย ประชาชนต้องร่วมกัน ไม่เช่นนั้นฝ่ายค้านสู้ไม่ไหว ก่อนหน้านั้นยังสู้กันได้แบบปอนด์ต่อปอนด์ แต่วันนี้ระบอบสีน้ำเงินรุกคืบมากๆ มีลูกน้อง มีขี้ข้าพร้อมรับใช้ทำสิ่งต่างๆ พยายามกินรวบประเทศไทยโดยไม่เห็นหัวประชาชน เมื่อถามว่าประธานสภาฯไม่ยื่นต่อศาลฎีกา ฝ่ายค้านจะขยับอย่างไรต่อ น.ส.ภคมนตอบว่า วิปฝ่ายค้านหารือกับฝ่ายกฎหมายเรียบร้อย จะเดินตามสเต็ปตามยุทธวิธี ขอย้ำว่าวันนี้เราต้องสู้ไม่ใช่แค่ 100% แต่ต้อง 300% เพื่อตรวจสอบรัฐบาลปูดทุ่มหัวละ 2 ล้านดึงฝ่ายค้านเป็นพวก“มีนักการเมืองคนหนึ่งจากพรรคอื่นเดินมาชี้หน้าพวกเราที่ยืนอยู่ไม่กี่คนพร้อมระบุว่า พวกคุณคิดอะไรเขารู้กันหมด จึงถามกลับไปว่าการเป็นนักการเมืองต้องเหมือนพวกคุณใช่หรือไม่ เขาไม่มีคำตอบ ทำให้วันนี้เราต้องเตือนตัวเองในฐานะที่ผ่านการเลือกตั้งมา 3 ครั้ง ยังไม่เคยได้เป็นรัฐบาล แต่เราต้องไม่ให้นักการเมืองในแบบที่เขาว่ากลืนกินพวกเรา ต้องปฏิเสธการเรียนรู้การเป็นแบบเขา เมื่อไหร่ที่ถูกกลืนกินเป็นแบบเขา เท่ากับประเทศไทยจบแล้ว ขอยืนยันว่าพรรค ปชน.แคร์เสียงประชาชน มียางอาย มุ่งมั่นทำให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร น.ส.ภคมนกล่าว เมื่อถามว่ามีกระแสข่าว สส.ฝ่ายค้านบางคนถูกจีบให้เป็นองค์ประชุม ป้องกันองค์ประชุมล่ม โดยจ่าย 2 ล้านบาทต่อปี ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร น.ส.ภคมนตอบว่า ยืนยันมีจริงๆ โดยมีการพูดกันว่า “มึงอยู่พรรคมึงเหมือนเดิม แค่อยู่ให้ครบองค์ประชุม” เขาพูดจำนวนเลย มีแบบรายครั้ง 1 แสนบาทก็ได้ถ้ากลัวพรรคจะรู้ หรือเอาแบบรายเดือนที่เรียกกันว่า “ฝากเลี้ยง” จนถึงจบสมัยประชุมเอาไป 2 ล้านบาท แต่รายปีคิดว่าเพื่อนๆหรือคนที่เสนอรู้ว่า ไอ้พวกนี้มันยังไม่กล้า แต่มันน่าจูงใจมาก การเมืองที่มีเงินแบบนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ต้องคาดหวังกระดูกสันหลังตามจากคนๆนั้นมันเหลวไปหมด คลานไปกับพื้นจนไม่มีกระดูกสันหลัง ทั้งนี้คนที่พยายามทำสิ่งเหล่านี้ อีกด้านหนึ่งเป็นการลองใจหรือการดูถูก อย่าเอาแค่เศษเงินของพวกคุณมาทดสอบพวกเรา สิ่งที่ทดสอบพรรค ปชน.ได้หนึ่งเดียวคือภารกิจที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้เหน็บผลัดกันเกาจนหลังแหกแล้ว เมื่อถามว่า สส.พรรค ปชน.เคยตั้งข้อสังเกตป.ป.ช.สวมเสื้อสีน้ำเงินหมดแล้ว ในส่วนของ กกต.มี 5 คน ที่สวมเสื้อน้ำเงิน อีก 2 เสียง ยืนกรานเป็นเสียงข้างน้อย จุดนี้มีผลต่อการชี้ขาดคดีฮั้วเลือก สว.อย่างไร น.ส.ภคมนตอบว่า อยากให้ 2 กกต.หนักแน่นในหลักการเอาไว้ แม้มีแรงกดดัน พยายามแทรกแซง ฝ่ายค้านพยายามทำให้สังคมเห็นถึงเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้น ตีแผ่ให้ประชาชนได้เห็นถึงความวิบัติของการฮั้ว สว.เพื่อควบคุมวุฒิสภา เมื่อถามถึง กกต.พิจารณาประเมินผลงานเลขาธิการ กกต. ก่อนมีมติส่งให้กฤษฎีกาชี้ขาดทั้งที่องค์ประกอบ กกต.มีอดีตผู้พิพากษา 4 คนควรชี้ขาดเองได้ จนถูกมองดึงเวลาช่วยเลขาธิการกกต.เกษียณเดือน มี.ค.70 น.ส.ภคมนตอบว่าวันนี้และที่ผ่านมาถ้าให้ประชาชนนับ 10 นิ้วถึงความห่วยแตกของ กกต. 10 นิ้วนับไม่พอแล้ว เคพีไอเลขาธิการ กกต.แค่เปิดคอมเมนต์ในเพจกล้าหรือไม่ สังคมไม่เชื่อมั่นถึงความโปร่งใส เพราะผลัดกันเกาหลังจนหลังแหกหมดแล้วเรียก กกต.เค้นพิรุธพิมพ์บัตร ลต.เมื่อถามว่าที่ผ่านมา กกต.เจอทั้งคดีฮั้ว สว. คดีคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสส. น.ส.ภคมนตอบว่า ใช่ วันนี้ยังตอบไม่ได้ วันที่ กมธ.เชิญกรมการปกครองมาชี้แจงได้ซักถามว่ารู้หรือไม่ กกต.จะมีคิวอาร์โค้ดบนบัตรที่ส่งมาพิมพ์ที่โรงพิมพ์ของกรมการปกครอง ไม่รู้ว่ากรมการปกครองเอาตัวรอดหรือไม่รู้จริง ที่ตอบว่าไม่มี ไม่เคยมีการคุยกัน นี่เป็นการกระทำของ กกต. แม้กระทั่งทีโออาร์ก่อนสั่งพิมพ์ก็ไม่มี สุดท้ายสิ่งที่กรมการปกครองระบุเหมือนว่ากกต.จัดการเองทั้งหมด หรือเหมือนมีคนไม่ยอมผิดไปด้วยอยู่ที่หวยออกที่ใคร สัปดาห์นี้จะเชิญ กกต.มาสอบถามว่าข้อเท็จจริงตรงกันหรือไม่“ไอติม” ชี้ 3 ทางเลือกคดีฮั้ว สว.เมื่อเวลา 10.00 น. ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงถึงการตั้งข้อสังเกตการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว.ว่า กลุ่มบุคคลที่จะชี้ขาดคดีฮั้ว สว.จะไปถึงศาลหรือไม่คือ กกต. 7 คน ต้องย้อนไปตอนตั้งคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่เป็นการทำหน้าที่ร่วมกันระหว่าง กกต.และกรม สอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หลังพิจารณาข้อเท็จจริง คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 มีมติว่า มีบุคคลเกี่ยวข้องกระทำผิดการฮั้ว สว. อย่างน้อย 229 คน เห็นควรให้ กกต.ดำเนินคดีฟ้อง 229 คนต่อศาล แต่ กกต.ไม่ได้มีมติเห็นชอบตามคณะไต่สวนชุดที่ 26 กลับตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 มาพิจารณาแล้วกลับมติคณะไต่สวนชุดที่ 26 ว่า ทั้ง 229 คนไม่มีความผิดใดๆให้กกต.ยกคำร้อง จนถึงวันนี้ลูกบอลตกอยู่ที่ กกต. 7 คนจะเห็นอย่างไร มองว่าทางเลือกมีอยู่ 3 ทางคือ 1.กกต.เห็นชอบตามข้อเสนอคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 2.กกต.เห็นชอบตามคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 3.กกต.อาจฟ้องหรือส่งคำร้องเฉพาะบางคน ยกคำร้องเฉพาะบางคน หลายคนกังวลใจอาจเป็นวิธีสลัดบางคน เพื่อปกป้องบุคคลสำคัญที่ถูกกล่าวหาหรือไม่เร่งให้ชี้มูลปิดคดีภายในเดือน ก.ย.นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า ท้ายที่สุด กกต.จะตัดสินใจทางเลือกใด คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน ก.ย.นี้ สัปดาห์ที่ผ่านมา กกต.แถลงว่าเริ่มพิจารณาคดีนี้แล้ว ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวนไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดข้อที่ 82 เขียนไว้ชัดให้คณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดไม่เกิน 90 วัน คาดว่าภายในเดือน ก.ย.ควรได้ข้อสรุป นัดแรกจะเป็นการพิจารณาเกี่ยวกับข้อกล่าวหาบุคคลใน จ.สุราษฎร์ ธานี ที่พัวพัน สว. 4 คน จาก จ.สุราษฎร์ธานีหลักฐานชัดจ่อเปิดข้อมูลรายจังหวัดนายพริษฐ์กล่าวว่า มี 4 เหตุผลที่ กกต.ควรส่งเรื่องทั้ง 229 คนไปยังศาล ได้แก่ 1.หลักฐานคดีนี้ชัดเจนหนักแน่นกว่าหลักฐานคดีก่อนๆที่ กกต.เคยส่งเรื่องไปที่ศาล แม้ยังไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดคณะไต่สวนได้ แต่จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะและยื่นมาจากผู้ไปให้การกับคณะไต่สวน พอคาดการณ์ได้ชัดเจนระดับหนึ่งว่าหลักฐานในสำนวนมีประเภทใดบ้าง เช่น สถิติลงคะแนนในบัตร ที่มีบัตรจำนวนมากเลือกกลุ่มตัวเลขกลุ่มเดียวกัน สถิติยากมากที่จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ หากไม่จัดตั้ง สอดคล้องหลักฐานโพยต่างๆ หรือหลักฐานการนัดหมายของกลุ่ม สว.ตามโรงแรมหรือจังหวัดใด หลักฐานคลิปเสียง ที่ชัดเจนสุดคือเส้นทางการเงิน จากหลักฐานที่ได้มาพบว่า จ.สุราษฎร์ธานี มีเส้นทางเงินชัดเชื่อมโยงกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม บางคนเป็น สว. รวมถึงกลุ่มที่เป็นทีมงาน สส. จังหวัดดังกล่าว ยืนยันว่าหลักฐานในสำนวนคณะไต่สวนชุดที่ 26 หนักแน่นชัดเจนเพียงพอที่ กกต.จะส่งเรื่องไปศาล หลังจากนี้พรรค ปชน.จะรวบรวมหลักฐานนำมาสื่อสารกับประชาชน ให้เห็นความหนักแน่นของชุดหลักฐานจะทยอยเปิดข้อมูลแต่ละจังหวัด หาก กกต.ไม่ส่งเรื่องไปศาลอาจถูกมองใช้มาตรฐานแตกต่างกันหรือไม่ข้องใจอนุ กก.ชุด 36 ช่วยฟอกขาวนายพริษฐ์กล่าวว่า 2.คณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 มีปัญหาความชอบธรรม เสี่ยงเป็นเครื่องมือฟอกขาว มีคำถามว่าทำไมต้องตั้งคณะอนุฯชุดที่ 36 มาวินิจฉัยเป็นการเฉพาะ ทั้งที่มีคณะอนุฯอยู่แล้ว 35คณะ เคยสอบถามตัวแทนดีเอสไอพบว่าคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ไม่เคยเรียกตัวแทนดีเอสไอหรือตัวแทนคณะคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ไปให้ข้อมูล จึงเกิดคำถามว่าคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 พิจารณาอย่างรอบด้านหรือไม่ คณะอนุวินิจฉัยชุดที่36 มี 7 คน บางคนถูกสังคมตั้งคำถาม เช่น มี 2 คนพัวพันทุจริต 1 คน เป็นจำเลยคดีทุจริตรถไฟฟ้าสายสีส้ม ที่ศาลอุทธรณ์ประทับรับฟ้องไปแล้ว มี 1คนถูกลงโทษทางวินัยให้ออกจากราชการ หลังถูกชี้มูลเอื้อประโยชน์เอกชนซื้อคอมพิวเตอร์ แม้ว่าศาลจะมีคำสั่งยกฟ้องไปแล้ว อีก 1 คน ถูกตั้งคำถามความเป็นกลางทาง การเมือง ถูกเลื่อนขั้นตำแหน่งราชการในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีภาพไปต้อนรับนายอนุทินถึงสนามบิน จนมีการตั้งคำถามจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็น กลางได้หรือไม่ หาก กกต.เอาหลังพิงอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล จะถูกตั้งคำถามอย่างหนักโยง 4 กกต.มีผลประโยชน์ทับซ้อนนายพริษฐ์กล่าวว่า 3.กกต.ส่วนใหญ่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากมี กกต. 4 ใน 7 คนถูกรองรับให้เข้าสู่ตำแหน่งโดย สว.ที่มีคดีอยู่ในสำนวนที่กำลังพิจารณาอยู่ อาจปฏิเสธไม่ได้ว่า 4 คนนี้จะถูกตั้งคำถามเป็นพิเศษถ้าตัดสินค้านสายตาประชาชน หาก กกต.อยากหลุดพ้นการถูกตั้งข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อน ควรมีมติส่งเรื่อง 229 คนไปให้ศาลพิจารณา 4.กกต.ถูกตั้งคำถามการปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบคดีเลือก สว.ตรงไปตรงมาหรือไม่ มีหลักฐานสนับสนุนเหตุผลข้อนี้คือคลิปวิดีโอเลือก สว.รอบไขว้ ที่ได้จากผู้ตรวจการการเลือก สว. บุคคลในคลิปเป็น 1 ใน กกต.ย้ำชัดคลิปเสียงมัดแน่นโกงเลือก สว.นายพริษฐ์กล่าวว่า แม้ กกต.ชี้แจงว่าการจดหมายเลขผู้สมัครคนใดเป็นการกันลืมเวลาเดินเข้าคูหาไม่ใช่เรื่องผิด แต่ชี้แจงแค่นี้ตอบคำถามสังคมไม่ได้ คำถามยังมีต่อคือ 1.ในคลิปมีการทิ้งท้ายของ กกต.ว่าจะเป็น สว.กันอยู่แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะ กกต.คนนั้นต้องเห็นอะไรที่อาจไม่สุจริต หรือเจ้าหน้าที่เห็นอะไรในโพยที่ทำให้มองว่าอาจมีการทำความผิดเกิดขึ้น จึงต้องเก็บโพยและตักเตือนกัน 2.หลังเก็บโพยแล้ว วันที่เลือก สว.ระดับประเทศ กกต.ดำเนินการอะไรต่อ หรือเรียกประชุมกกต. 7 คนหรือไม่ เพราะ พ.ร.ป.สว.มาตรา 59 เปิดช่องไว้ หากมีเหตุควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริต กกต.มีอำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง ยกเลิกหรือสั่งให้เลือกใหม่ได้ 3.ได้ตรวจสอบโพยต่อหรือไม่ว่ามีการเชื่อมโยงหลักฐานอื่นๆในสำนวน เช่น ตัวเลขที่ถูกบันทึกในโพยเชื่อมโยงกับตัวเลขผู้สมัครที่มีการนัดหมาย หลักฐานการเดินทางร่วมกัน หรือเส้นทางการเงิน 4.โพยที่เก็บไปขณะนี้อยู่ที่ไหน อยู่ในสำนวนที่ กกต.กำลังพิจารณาชี้ขาดส่งไปที่ศาลหรือไม่ หากคำถามเหล่านี้ กกต.ไม่สามารถชี้แจงให้ชัดได้ แล้วไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล กกต.อาจถูกมองละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปิดตาข้างเดียว หรือรู้เห็นเป็นใจกระบวนการการโกง สว.หรือไม่ท้าตรวจสอบเท่าเทียมผู้สมัครทุกสี เมื่อถามว่าการจองโรงเเรมก่อนวันเลือก สว. หากมีข้อโต้แย้งว่าผู้สมัครฯที่มาจากฝั่งประชาชนมีจองโรงแรมลักษณะเดียวกัน นายพริษฐ์ตอบว่า ต้องดำเนินคดีนี้ตรงไปตรงมา ใช้มาตรฐานเดียวกัน สิ่งที่เห็นในสำนวนคณะไต่สวนชุดที่ 26 หลักฐานหลายประเภทประกอบกัน มีทั้งทำโพยตัวเลขชุดเดียวกัน หลักฐานการนัดหมาย ทั้งการซื้อตั๋วเครื่องบินให้ เพื่อเดินทางเข้ามาในที่นัดหมาย รวมถึงเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวปชน.ชำแหละงบฯ 70–ก.ม.โอนงบฯนายพริษฐ์กล่าวถึงความพร้อมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 ว่า คาดว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯวาระ 1 ช่วงสิ้นเดือน มิ.ย.หรือต้นเดือน ก.ค. พรรค ปชน.เตรียมประเด็นและคัดเลือกผู้อภิปรายไว้แล้ว ให้ครอบคลุมการตรวจสอบงบฯทุกภารกิจทุกกระทรวง รวมถึงการพิจารณาการเสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯปี 69 เพื่อโยกงบฯที่ไม่จำเป็นในปี 69 มาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น ต้องดูปริมาณที่รัฐบาลโอนงบฯได้จริงว่าอยู่ที่เท่าใด คาดว่าจะเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯช่วงเดียวกัน พรรคเตรียมพร้อมทั้ง 2 วาระ สิ่งสำคัญต้องทำให้มั่นใจว่างบฯที่มาจากภาษีประชาชนถูกใช้กับโครงการที่คุ้มค่า ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้จริง ดำเนินการด้วยความโปร่งใสยื่นซักฟอกไม่ทันสมัยประชุมนี้นายพริษฐ์กล่าวว่า ส่วนการตรวจสอบงบฯในโครงการ TH-AI Passport ที่ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการงบฯปกติ พรรคยืนยันให้ทบทวนและยุติการเดินหน้าโครงการดังกล่าว จากข้อพิรุธที่สังเกตเห็นทั้งกระบวนการดำเนินงานที่ผ่านมา และข้อกังวลต่อเนื้อหาในทีโออาร์ วันที่ 15 มิ.ย.พรรคจะแถลงอย่างละเอียดสิ่งที่พบข้อพิรุธในทีโออาร์ เริ่มเห็นจากทีโออาร์โครงการอื่นเช่นกัน เช่น โครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะที่เคยอนุมัติสมัยที่ รมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม เป็นคนของพรรค ภท. ผ่าน พ.ร.บ.งบฯปี 69 มาแล้ว เคยอภิปรายทักท้วงชั้น กมธ.วาระ 2 แต่เสียงข้างมากในเวลานั้นก็อนุมัติ จากการติดตามสอบถาม กมธ.ศึกษาและติดตามการจัดทำงบฯ สภาฯ ทราบว่านายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รมว.การอุดมศึกษาฯสั่งให้รื้อทีโออาร์ใหม่ทั้งหมด ตอบสนองประเด็นที่หลายคนทักท้วง หวังว่าข้อกังวลจะถูกแก้ไขและไม่ปรากฏในทีโออาร์ตัวใหม่ เมื่อถามว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลจะไม่ทันสมัยประชุมสภาฯนี้ใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ตอบว่าจะไปอยู่ในสมัยประชุมถัดไป เนื่องจากสมัยประชุมสภานี้จะปิดประชุมสภาฯกลางเดือน ก.ค. แต่จะเป็นช่วงเวลาใดขอหารือกับพรรคฝ่ายค้านก่อนสว.ฉะนำคลิปมาเหมารวมไม่ได้วันเดียวกัน พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.กล่าวถึง กรณีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.เปิดเผยคลิปหลักฐานการฮั้วเลือก สว.ในวันเลือกระดับประเทศ ที่มีเสียงกรรมการ กกต.คนหนึ่งพูดข้อความ “จะเป็น สว.แล้วขอให้เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะ” ถือเป็นหลักฐานที่โยงให้เห็นถึงกระบวนการฮั้วเลือก สว.ได้หรือไม่ว่า ในฐานะพนักงานสอบสวนเก่าขอตั้งข้อสังเกตคลิปดังกล่าว หาก กกต.หรือเจ้าหน้าที่ กกต.พบเห็นหลักฐานผู้สมัครกระทำผิด นำเอกสารที่ไม่เกี่ยวข้องกับใบ สว.3 หรือใบแนะนำตัวผู้สมัครเข้าไปคูหาลงคะแนน เหตุใดไม่ดำเนินการเอาผิดทันที ต้องเชิญตัวผู้กระทำผิดไปพบ ผอ.กกต. แจ้งข้อหากระทำผิด เพื่อให้ดำเนินการจบเป็นคนๆไป ไม่ใช่ปล่อยทิ้งไว้ แล้วมากล่าวหาเหมารวมทั้งหมดภายหลังว่ามีการฮั้วเลือก สว.ไม่หนักใจแล้วแต่ กกต.วินิจฉัยพล.ต.ต.ฉัตรวรรษกล่าวต่อว่า ส่วนคำพูดของกกต.ที่ระบุว่า “จะเป็น สว.แล้วขอให้เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะ” มองว่ายังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีการฮั้วเลือก สว.เกิดขึ้นจริง กกต.รู้ได้อย่างไรว่าใครจะได้รับเลือกเป็น สว.ในตอนนั้น ไม่สามารถนำมากล่าวหาได้ว่าทุกคนทุจริตหมด ส่วนตัวไม่หนักใจคลิปดังกล่าว มั่นใจว่าผ่านกระบวนการคัดเลือกมาอย่างถูกต้อง เคยรับราชการตำรวจเป็นทั้ง ผกก. และผู้การจังหวัด มีคนรู้จักมากมาย ถ้าถามว่าคลิปดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักแน่นหนาหรือไม่ คงตอบไม่ได้ ผลสรุปจะออกมาอย่างไร ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของ กกต. แต่ยืนยันไม่หนักใจพท.ถก สส.เดินหน้าลุยแก้ รธน.ใหม่วันเดียวกัน นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่ประชุมพรรค พท.เตรียมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรค พท.ในวันที่ 16 มิ.ย. เพื่อเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายหลังนำไปปรับปรุงเนื้อหาใหม่ เพราะพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ไม่ร่วมลงชื่อให้ในรอบที่แล้วว่า พรรค พท.ยืนยันเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญตามจุดยืนและแนวทางของพรรค จะหารือเรื่องนี้ในที่ประชุมพรรควันที่ 16 มิ.ย. ทราบว่ามีการนำร่างเดิมไปแก้ไขเนื้อหามาเล็กน้อย ให้เนื้อหาไม่หมิ่นเหม่กับการขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ทิ้งจุดยืนเดิมเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่วนเนื้อหาที่ปรับปรุงใหม่เป็นอย่างไร ยังไม่ทราบรายละเอียด แต่จะนำมาให้ที่ประชุมพรรคร่วมพิจารณาวันดังกล่าวหาทางเบี่ยงแก้เนื้อหาไม่ขัดคำวินิจฉัยเมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่เนื้อหาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคนำไปแก้ไขใหม่จะได้รับการร่วมลงชื่อจากพรรคภูมิใจไทยในรอบนี้ นายประยุทธ์ตอบว่า ไม่ได้คิดในประเด็นนี้ เป็นสิทธิของพรรค ภท. แต่มั่นใจว่าเรามีจุดยืนของเรา มุ่งมั่นแก้ไขรัฐธรรมนูญในหลักการให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่อาจมีทางเบี่ยงไม่ให้ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ต้องไปหาข้อยุติในที่ประชุมพรรควันที่ 16 มิ.ย. เมื่อถามว่าหากพรรค ภท.ยืนยันไม่ร่วมลงชื่อให้จะดำเนินการอย่างไรต่อ นายประยุทธ์ตอบว่า ไม่ขอวิจารณ์ แต่ขอทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าถ้าพรรค ภท.ไม่ร่วมลงชื่อให้แล้วร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญพรรค พท.จะตกไป ถ้ามีพรรคอื่นร่วมลงชื่อให้จะมีเสียงเพียงพอ 1 ใน 5 ในการยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าพรรคอื่นๆพร้อมร่วมมือ ถ้ารวบรวมรายชื่อแล้วได้เสียงเกิน 1 ใน 5 พรรค พท.พร้อมเดินหน้ายื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาแน่นอน“อนุทิน” นั่ง ปธ.บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 192/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ มีนายกฯเป็นประธาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ เป็นรองประธาน กรรมการประกอบด้วย รมว.ต่างประเทศ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รมว.พลังงาน รมว.อุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงการคลัง และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นกรรมการและเลขานุการ เพื่อขับเคลื่อนพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงในไทย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพดันชิปเมดอินไทยแลนด์ 2.5 ล้านล้านผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้เพื่อสร้างขีดความสามารถเป็นฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงของภูมิภาคอาเซียน เพื่อสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์การผลักดันผลิตภัณฑ์ “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ให้เกิดจริงภายในปี 2593 ดึงดูดการลงทุนมูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท และพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน ให้เกิดขึ้นจริง โดยเสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมเดิมควบคู่การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ เช่น ดิจิทัล AI หุ่นยนต์ (Robotic) เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ การแพทย์และสุขภาพแก้ ก.ม.สัญชาติแค่สางที่ค้างคาน.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีเพจเฟซบุ๊กภูเก็ตไทม์ โพสต์ข้อความระบุ “คนไทยผวา มีข่าวว่า รบ.จะแก้กฎหมายสัญชาติ ให้ต่างด้าวผู้ได้สัญชาติใหม่สามารถเล่นการเมืองในประเทศได้ทุกระดับ ภูเก็ตเราพม่าเพียบ ฝรั่งอีกครึ่งเกาะ อีกหน่อยคงได้เห็นกลุ่มต่างชาติเหล่านี้ลงปักป้ายสมัคร สท. สจ. อบต.” ว่า การแก้ไขกฎหมายไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อมอบสัญชาติไทยให้แรงงานต่างด้าวหรือผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่เป็นการแก้ปัญหากลุ่มบุคคลที่อาศัยอยู่ในไทยมาเป็นเวลานาน มีตัวตนชัดเจน และผ่านกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน ส่วนสิทธิทางการเมืองและการลงสมัครรับเลือกตั้ง ขออย่าเป็นกังวล แม้จะได้รับสัญชาติไทยแล้วการเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายเฉพาะตามเดิม รัฐบาลยืนยันร่างแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ ยังต้องผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นจากประชาชนและรัฐสภาอีกหลายขั้นตอนปลดล็อกมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างน.ส.พลอยทะเลกล่าวต่อว่า รัฐบาลโดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม พิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งานรองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท “รย.12” เจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพและชำระภาษี มีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาทสวนดุสิตโพลครั้งที่ 3 “ชัชชาติ” นอนมาวันเดียวกัน สวนดุสิตโพลสำรวจความคิดเห็นคนกรุงเทพฯ เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 2,029 คน เรื่อง “การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คนที่ 18 (ครั้งที่ 3)” เมื่อวันที่ 9-12 มิ.ย. พบว่าร้อยละ 60.08 อยากให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไป ร้อยละ 13.17 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร และร้อยละ 7.39 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ร้อยละ 35.39 จะเลือกผู้สมัครอิสระ ร้อยละ 28.88 พรรค ปชน.และร้อยละ 10.55 พรรค พท. เมื่อพิจารณาจากผู้เคยเลือกผู้ว่าฯ กทม.เมื่อวันที่ 22 พ.ค.65 กลุ่มผู้ที่เคยเลือกนายชัชชาติ ร้อยละ 73.72 จะยังคงเลือกนายชัชชาติ ร้อยละ 10.32 เลือกนายชัยวัฒน์ และร้อยละ 4.15 เลือกนางมัลลิกา ขณะที่ผู้ที่เคยเลือกนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ร้อยละ 44.12 จะเลือกนายชัยวัฒน์ ร้อยละ 24.12 จะเลือกนายชัชชาติ และร้อยละ 12.35 เลือกนางมัลลิกา เมื่อพิจารณาจากผู้ที่เคยเลือก สส. สังกัดพรรคต่างๆในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 กลุ่มผู้ที่เคยเลือกพรรค ปชน. ร้อยละ 52.88 จะเลือก ส.ก.พรรคปชน.และร้อยละ 33.90 จะเลือกผู้สมัครอิสระอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่