นายกฯนำแถลงผลโกงสอบท้องถิ่น ยึดอายัดทรัพย์แล้วกว่า 320 ล้าน ลั่นต้องปราบปรามให้สิ้นซาก เผยส่งข้อมูล “ทองเจือ ชาติกิจเจริญ” สอบถาม ตร. ถูกโยงมีเอี่ยวขบวนการทุจริต อ้างเอาไว้ชี้แจงเผื่อมีใครสอบถาม ปัดไม่รู้เรื่องส่วนตัวไปทำอะไรบ้างนอกเหนือจากงาน ผบช.ก.นำแถลงรวบ 2 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เครือข่าย “นายกเฮง-บอส” ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ทั้งคู่ยังให้การปฏิเสธ นำตัวส่งพนักงานสอบสวน บก. ปปป.ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อความคืบหน้าการสอบสวนทุจริตสอบบรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 ก.ย. ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานแถลงความคืบหน้าคดีทุจริตการจัดสอบท้องถิ่น พ.ศ.2568 มีนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการ ปปง. นายเทพสุ บวร โชติดารา เลขาธิการ ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแถลง นายอนุทินกล่าวว่า คดีนี้เริ่มจากเอ็มโอยู 7 หน่วยงาน ที่ได้สั่งการให้ทำงานร่วมมือตั้งแต่สมัยเป็นรองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย วันนี้การสอบสวนพบพยานหลักฐานทำให้สามารถยึดและอายัดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิดได้แล้ว คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 320.86 ล้านบาท ปปง.อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนและวิเคราะห์เชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินและทรัพย์สิน รวมถึงประสานข้อมูลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมโยงขยายผลต่อไปนายอนุทินกล่าวว่า ยืนยันต่อหน่วยงานภาครัฐและประชาชนว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีนโยบายปกป้องหรือเอื้อประโยชน์ให้กับผู้กระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใด อยู่ในตำแหน่งระดับใด เรายึดหลักปิดชื่อถือพฤติกรรม หากปรากฏว่าพยานหลักฐาน หรือเส้นทางทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด เราจะดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส เปิดทางตรวจสอบและดำเนินคดีให้ถึงที่สุด โดยไม่มีการละเว้นผู้ใดทั้งสิ้น รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามกระบวนการนี้อย่างต่อเนื่องและจริงจังให้สิ้นซาก เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ และคืนความยุติธรรมและคืนสิทธิ์ให้กับผู้ที่เข้าสอบด้วยความรู้ความสามารถโดยสุจริตผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีมีการทำหนังสือสอบถามถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กรณีนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ ที่ปรึกษานายกฯ ที่ถูกกล่าวหาอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว นายอนุทินกล่าวว่า ปิดชื่อถือพฤติกรรม ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมามีการเอ่ยถึงชื่อนายทองเจือว่าเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกล่าวหากับหลายๆฝ่าย เพื่อให้เกิดความมั่นใจจึงทำหนังสือไปถามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพราะ ตร.เป็นผู้ทำคดีนี้อยู่แล้ว เพื่อให้เรามีข้อมูลที่ชัดเจนด้วยเผื่อใครอยากสอบถาม ไม่ใช่ว่ามาตอบลอยๆ พอตอบลอยๆก็บอกว่าคนนี้เป็นคนที่รู้จัก เป็นคนที่ทำงานด้วยกัน มีความใกล้ชิดกัน เดี๋ยวจะหาว่าไปให้การช่วยเหลือเรื่องส่วนตัวนอกเหนือจากการทำงาน ไม่ทราบว่าคนที่มาทำงานร่วมกับตนไปทำอะไรกันบ้าง แต่เพื่อให้ความมั่นใจเกิดขึ้นทั้งต่อหน้าและลับหลัง และในฐานะที่กำกับดูแล ตร. ก็สอบถามไปเพื่อที่จะตอบข้อสงสัยได้อย่างมีข้อเท็จจริง และมีหลักฐานประกอบต่อมาเวลา 16.30 น. ที่ห้องแถลงข่าวชั้น 2 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. ร่วมกับนายชัยวัฒน์ ทองเกษม ผอ.สํานักสืบสวนและกิจการพิเศษ นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ร่วมแถลงผลจับกุมนายอนุรักษ์ เจริญฤทธิ์ อายุ 46 ปี หรือ ดร.ต่อ ตำแหน่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ (ระดับ 8) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และนายอิทธิพล ศิริเพชรภัทรกุล หรือวิคเตอร์ อายุ 49 ปี เจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการ กองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ ตามหมายจับศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ที่ 64-65/2569 ลงวันที่ 10 ก.ย.69 ตามลำดับ ข้อหาร่วมกันเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล โดยวิธีอันทุจริต หรือผิดกฎหมาย หรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด จับนายอนุรักษ์ได้ที่บ้านเลขที่ 291/147 ถนนเทิดราชัน แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม. จับนายอิทธิพลได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 2 ต.นาเกลือ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรีพล.ต.ท.ณัฐศักดิ์กล่าวว่าสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 ส.ค. เจ้าหน้าที่ บก.ปปป.จับกุมนายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ “ผู้ใหญ่เฮง” อดีตผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย และนางนวพร ผู้ต้องหาร่วมกันเรียกรับเงินจากผู้เสียหายจำนวน 650,000 บาท อ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้สอบแข่งขันและได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ พล.ต.ต.ประสงค์กล่าวว่า จากการสอบสวนขยายผล นายกเฮงให้การซัดทอดว่าได้รับการติดต่อชักชวนจากนายอิทธิพล เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ กล่าวอ้างว่าได้รับโควตาจากจ่าสิบตรีพิชิต ทั้งพรม ผอ.กองยุทธศาสตร์และงบประมาณเทศบาลเมืองวิเชียรบุรี และเครือข่ายที่เป็นผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการจัดสอบ หรือที่เรียกว่า “บอส” สามารถช่วยเหลือบุคคลให้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการได้โดยให้พยานจัดหาบุคคลที่สนใจสมัครสอบ ต่อมานายอิทธิพลนัดหมายให้นายกเฮง และพยานพบกับนายอนุรักษ์ พร้อมแนะนำว่านายอนุรักษ์เป็นหุ้นส่วนของ “บอส” หลังจากพูดคุยตกลงกันแล้ว จึงนัดหมายส่งมอบเงินที่เรียกรับมาจากผู้สมัครสอบจำนวน 701 ราย พร้อมรายชื่อบุคคลที่ประสงค์จะสอบบรรจุเข้ารับราชการพล.ต.ต.ประสงค์กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นในห้วงเดือน พ.ย. นายกเฮง และพยานนําเงินที่เรียกรับจากผู้สมัครสอบ 701 รายส่งมอบให้นายอิทธิพล และนายอนุรักษ์ จํานวน 2 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 55 ล้านบาท เพื่อเป็นค่ามัดจำจากพยานหลักฐานดังกล่าว พนักงานสอบสวน บก.ปปป. จึงยื่นคําร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 จนนำไปสู่การจับกุมดังกล่าว จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งคู่ให้การปฏิเสธ นําตัวส่งพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปขณะที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมดในคดีนี้รู้จักกันมานาน โดยผู้ต้องหาทั้งสองรายกระทำความผิดในนามส่วนตัว ไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่หรือตำแหน่งของหน่วยงานดีเอสไอแต่อย่างใด หากประชาชนรายใดเคยได้รับความเสียหายจากการถูกเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ หรือการทุจริตเกี่ยวกับการสอบ ขออย่าเกรงกลัวต่ออิทธิพลของผู้กระทําผิด สามารถเข้าพบและให้ข้อมูลต่อ บก.ปปป. เจ้าหน้าที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ คุ้มครองผู้เสียหาย และดำเนินคดีกับผู้กระทําผิดอย่างเด็ดขาดตามกฎหมายด้านนายภูมิวิศาลกล่าวว่า คดีนี้ ป.ป.ท. ป.ป.ช. และตำรวจสอบสวนกลาง บูรณาการทำงานร่วมกัน เห็นว่าเมื่อหลักฐานสาวไปถึงใครจะดำเนินคดีโดยไม่ละเว้น แม้จะมีตำแหน่งใหญ่แค่ไหน หลังจากนี้จะหารือร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องการโกงสอบเข้ารับราชการขึ้นมาอีก ไม่ว่าจะเป็นการสอบคัดเลือกของหน่วยงานไหนก็ตาม เรื่องลักษณะนี้จะไม่ยอม ให้เกิดขึ้นอีก ทั้งนี้ มีรายงานว่าดีเอสไอมีคำสั่งให้ออก เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 นายแล้วอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่