สัตว์ลึกลับอย่าง “หงส์ดำ” (Black Swan) เป็นต้นกำเนิดของทฤษฎีเปลี่ยนโลก ภายใต้โลกพลิกผันและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราจะอยู่รอดได้อย่างไร โดยไม่ถูกความมืดมิดกลืนกินจนหมดตัวเจ้าทฤษฎีหงส์ดำ “นัสซิม นิโคลาส ทาเลบ” เทรดเดอร์สายปรัชญา พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดได้ยากมาก แต่เกิดแล้วส่งผลกระทบรุนแรงมหาศาล เหมือนความเชื่อในอดีตว่าหงส์ทุกตัวในโลกเป็นสีขาว แต่เมื่อค้นพบ “หงส์สีดำ” ในออสเตรเลีย ก็ล้มล้างความเชื่อเดิมๆทั้งหมดถ้าเกิดเหตุการณ์ที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพียงเพราะไม่เคยเห็นมันเกิดขึ้นมาก่อน เช่น วิกฤติการเงินปี 2008 และวิกฤติโควิด 2019 แล้วเราจะรับมือกับมันยังไง? นี่คือหัวใจหลักของหนังสือ “The Black Swan” สะท้านตลาดด้วยเหตุการณ์ที่ยากจะเกิด ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2007คนเข้าใจผิดว่า “Black Swan” หมายถึงโชคร้าย หรือการเจ๊งหุ้น แต่ความจริงนิยามของ “Black Swan” ประกอบด้วย 3 คุณลักษณะคือ เกิดขึ้นได้ยาก (Rare), ส่งผลกระทบมหาศาล (Extreme Impact) และผู้คนมักพยายามหาเหตุผลอธิบายย้อนหลังเสมือนมันคาดเดาได้ (Retrospective Predictability)“ทาเลบ” หยิบประสบการณ์หลายสิบปีที่ปะทะกับหงส์ดำ ทั้งชีวิตส่วนตัวและชีวิตการงานในฐานะผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ เพื่อค้นหาคำตอบว่าทำไมเขาถึงให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ที่เกิดได้ยาก, เขารับมือกับ “Black Swan” ยังไง และพวกเราจะใช้ชีวิตอย่างไรในโลกการลงทุนที่ดูเหมือนความเสี่ยงน้อยลง เพราะเรามีความรู้มากขึ้น แต่แท้จริงแล้ว “หงส์ดำ” ซ่อนตัวอยู่เต็มไปหมดท่ามกลางหงส์สีขาวเขายกตัวอย่าง “Black Swan” ที่อาจเกิดได้ง่ายกว่าที่คิด โดยสมมติว่า ตลาดหุ้นที่ขึ้นต่อเนื่องก็เหมือนชีวิตของ “ไก่งวง” ทุกวันมนุษย์ให้อาหาร จนถึงวันที่ 1,000 ก็ยังได้รับอาหารและอยู่ดีมีสุข ทำให้ไก่งวงหลงคิดว่ามนุษย์เป็นมิตรกับฉัน แต่เมื่อถึงวันขอบคุณพระเจ้า ความมั่นใจในอดีตทั้งหมดก็ไม่ได้ช่วยอะไรไก่งวง เพราะทุกอย่างพังลงในวันที่ 1,001 เมื่อไก่งวงถูกจับไปเชือดขาย!! เรื่องนี้ไม่ต่างกับความเชื่อของนักลงทุนที่เห็นตลาดดูดีและคิดว่ามันจะเป็นอย่างนั้นไปอีกนาน ยิ่งหุ้นขึ้นติดต่อกันนานๆ ความมั่นใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ยิ่งต้องเอาเงินใส่เข้าไปมากขึ้น โดยไม่ตระหนักว่าวันที่จะโดนเชือดใกล้มาถึงทุกทีข้อมูลมากขึ้นไม่ได้แปลว่าเราจะเข้าใจอนาคตมากขึ้น บางครั้งข้อมูลจำนวนมาก กลับทำให้เรามั่นใจแบบผิดๆมากขึ้น ปัญหาไม่ใช่เราไม่รู้ แต่คือเราไม่รู้ว่าเราไม่รู้!! มนุษย์มีพรสวรรค์ในการสร้างเรื่องราวจากข้อมูลที่มีอยู่ เรามองอดีตแล้วลากเส้นต่อไปข้างหน้า เศรษฐกิจโตมา 10 ปี พรุ่งนี้ก็น่าจะโตต่อ หรือหุ้นขึ้นมา 5 ปี ธุรกิจก็น่าจะดีต่อ โดยไม่ตระหนักว่าโลกไม่ได้มีหน้าที่ต้องซ้ำอดีต และอดีตไม่ใช่คู่มือบ่งบอกอนาคตที่แม่นยำ เจ็บสุดคือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรต้องรู้อะไรไม่มีใครสามารถป้องกัน “Black Swan” แต่เราสามารถรับมือกับความไม่แน่นอน โดยเขาชี้แนะว่า ให้ระแวดระวังอยู่เสมอ, เตรียมแผนสำรองไว้หลายแผน, หลีกเลี่ยงการก่อหนี้, ฟังหูไว้หู ให้เปิดรับคำเตือนในแง่ร้าย แต่อย่าเชื่อผู้เชี่ยวชาญมากเกินไป วิธีรับมือและสร้างความแข็งแกร่ง คืออย่าพยายามคาดเดา “หงส์ดำ” เพราะเป็นไปไม่ได้ แต่เตรียมรับมือกับความไม่แน่นอน เพื่อให้ได้ประโยชน์ หรือเจ็บตัวน้อยที่สุดเมื่อมันเกิดขึ้น “แบ่งพอร์ตการลงทุน หรือดำเนินชีวิตเป็นสองขั้ว (Barbell Strategy)” ขั้วหนึ่งปลอดภัยสุดๆ เช่น ฝากเงินสดและพันธบัตรรัฐบาล เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากการล่มสลาย และอีกขั้วเก็งกำไรในสิ่งที่มีโอกาสเติบโตมหาศาล โดยไม่ยอมรับความเสี่ยงระดับปานกลางที่อาจทำให้หมดตัว“สร้างความไม่เปราะบาง (Antifragility)” การ จัดระบบให้ตัวเองหรือธุรกิจสามารถเติบโตและได้ประโยชน์จากความผันผวนและความโกลาหลที่คาดเดาได้ยาก“ตระหนักในความไม่รู้” ยอมรับว่าเราไม่รู้อะไรมากกว่าที่เราคิด และเลิกเชื่อมั่นในคำทำนายของผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์ที่มักจะผิดพลาดเมื่อเกิดวิกฤติใหญ่ แต่เป็นพวกเก่งหลังเกมซะส่วนใหญ่“สิ่งที่ไม่คาดคิดอาจสร้างทั้งหายนะและความมั่งคั่ง” จงออกแบบชีวิตและการลงทุนให้ได้รับความเสียหายน้อย เมื่อ “หงส์ดำ เป็นลบ” และได้รับประโยชน์เมื่อ “หงส์ดำเป็นบวก” ทุกวิกฤติมีโอกาสเสมอ.มิสแซฟไฟร์คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม