“รมว.ยุติธรรม” ส่งที่ปรึกษาฯเป็นประธานประชุมคณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญา และทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ครั้งที่ 2/2569 วางกรอบโทษร้ายแรงตามคำพิพากษา ถกระยะเวลาจำคุกผู้ต้องขัง ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาลดโทษ เบื้องต้นระบุโทษประหารชีวิตต้องถูกคุมขังเด็ดขาดอย่างน้อย 25 ปี ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาลดโทษ ส่วนโทษจำคุกตลอดชีวิตต้องถูกคุมขังเด็ดขาดอย่างน้อย 20 ปี ถึงจะได้พิจารณาลดโทษ ด้านอธิบดีกรมราชทัณฑ์ยอมรับมีปัญหานักโทษล้นคุก โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ต้องหามาตรการปล่อยนักโทษไม่ร้ายแรงออกมาก่อนกำหนด แต่ถ้าสังคมไม่สบายใจสามารถบริหารจัดการนักโทษคดีร้ายแรงได้ แต่หลังประชุมครั้งที่ 2 ยังไม่ได้ข้อยุติ ด้านศาลยุติธรรมอยู่ไม่ไหว คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมลงชื่อเสนอประธานศาลฎีกา ตั้งคณะกรรมการศึกษาและพัฒนาการบังคับโทษทางอาญา หลังปรากฏข่าวคดีโทษประหารและจำคุกตลอดชีวิต แต่ติดคุกเดี๋ยวเดียว ส่งผลต่อความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบที่กรมราชทัณฑ์ เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 24 ส.ค. พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผยก่อนเดินทางไปประชุมคณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญา และทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำว่า กระทรวงยุติธรรมตระหนักถึงเสียงเรียกร้องของสังคมต้องการให้การรับโทษของผู้ต้องขังสอดคล้องกับคำพิพากษาของศาลมากขึ้น ที่ผ่านมากรมราชทัณฑ์มีความจำเป็นต้องปรับมาตรการบริหารจัดการผู้ต้องขังให้เหมาะสมกับสถานการณ์แต่ละช่วงเวลา โดยเฉพาะช่วงแพร่ระบาดโควิด-19 กรมราชทัณฑ์ต้องเร่งลดความแออัดภายในเรือนจำ ป้องกันการแพร่ระบาดและลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้ต้องขัง เนื่องจากขณะนั้นยังมีข้อจำกัดด้านการรักษาและยาที่เพียงพอ จึงใช้มาตรการเพื่อระบายผู้ต้องขังออกจากเรือนจำ โดยเฉพาะผู้มีอัตราโทษต่ำ“อย่างไรก็ตามปัจจุบันกระทรวงยุติธรรมเห็นความสำคัญการทบทวนและปรับปรุงกฎระเบียบที่ใช้มานาน เพื่อให้หลักเกณฑ์มีความรัดกุมมากขึ้น สอดคล้องกับความต้องการของสังคมปัจจุบัน ส่วนกรณีการเพิ่มระยะเวลาหรืออัตราขั้นต่ำ การรับโทษจะส่งผลดีหรือผลเสียอย่างไรนั้น มองว่าหากสามารถตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยและลดผลกระทบต่อสังคมก็สามารถทำได้ แต่ในด้านการบริหารจัดการผู้ต้องขังอาจมีผลกระทบบ้าง แต่กรมราชทัณฑ์จะพยายามบริหารจัดการให้เกิดความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด” อธิบดีกรมราชทัณฑ์กล่าวที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เวลา 11.00 น. คณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญา และทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ประกอบด้วย พล.ต.ท.สายเพชร ศรีสังข์ ที่ปรึกษาของ รมว.ยุติธรรม รับมอบหมายจาก พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานการประชุม พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ประชุมสรุปผลการหารือ วางกรอบ หลักเกณฑ์ แนวทางปฏิบัติสำหรับร่างกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุก หรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัว เป็นการประชุมครั้งที่ 2/2569 ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. 30 นาทีหลังประชุม พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ออกมาเปิดเผยสั้นๆกับสื่อมวลชนว่า การประชุมวันนี้ยังไม่มีผลเป็นที่สุด เพราะยังไม่สมบูรณ์แล้วเสร็จ ส่วนกรณีผู้ต้องขังรายใดในอนาคตต้องคำพิพากษาโทษประหารชีวิต เบื้องต้นกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำว่าต้องรับโทษจริงมาไม่ต่ำกว่า 25 ปี ก่อนได้รับการปรับเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด แต่ในที่ประชุมยังไม่ได้ผลยุติสมบูรณ์ ยังไม่ได้ข้อสรุปผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในที่ประชุมคณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญา และทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ เสนออัตราโทษขั้นต่ำเป็นรายคดีสำหรับคดีที่มีโทษสูงโทษร้ายแรงว่า ผู้ต้องขังต้องรับโทษจริงภายในเรือนจำกี่ปี ก่อนได้รับการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด เบื้องต้นนำเสนออัตราโทษขั้นต่ำดังนี้ นักโทษเด็ดขาดที่ศาลมีคำพิพากษาให้ประหารชีวิต จะเลื่อนชั้นกรณีปกติหรือเลื่อนชั้นกรณีมีเหตุพิเศษได้ ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดถูกคุมขังในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่า 25 ปี นับแต่วันคดีถึงที่สุด ขณะที่นักโทษเด็ดขาดที่ศาลมีคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต จะเลื่อนชั้นกรณีปกติหรือเลื่อนชั้นกรณีมีเหตุพิเศษได้ ต้องถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่า 20 ปี เป็นต้นที่ศาลฎีกาวันเดียวกัน นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ครั้งที่ 8/2569 คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ก.บ.ศ.สายผู้ทรงคุณวุฒิจากข้าราชการตุลาการ 12 ราย ร่วมลงนามทำบันทึกข้อความ เรื่องขอให้บรรจุระเบียบวาระการประชุม เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาและพัฒนาการบังคับโทษทางอาญาและมาตรการป้องกันการกระทำความผิดช้ำที่มีประสิทธิภาพ ต่อประธานศาลฎีกาในฐานะประธานกรรมการบริหารศาลยุติธรรมเนื้อหาบันทึกระบุว่า การบังคับโทษทางอาญาที่มีการลดโทษในชั้นบังคับโทษคดีร้ายแรงที่มีโทษสูง บางรายมีโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต กลับได้รับการลดโทษในชั้นบังคับโทษทางอาญาหลายครั้งทำให้รับโทษสุทธิเพียงเล็กน้อย แตกต่างจากโทษตามคำพิพากษาอย่างมาก ทำให้สังคมเกิดความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งระบบ และกรณีการกลับมากระทำความผิดซ้ำของผู้พ้นโทษบางราย ทำให้สังคมรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน รวมถึงการเป็นอยู่อย่างปกติสุขอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่