เปิดรอยรั่ว “การบริหารโทษ” ยุติธรรมไทย:บทเรียนจากคดี “เล่าต๋า แสนลี่” ถึงทางออกระดับสากล กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างรุนแรงอีกครั้ง วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา มีมุมมองน่าสนใจเมื่อ “เล่าต๋า แสนลี่” อายุ 86 ปี อดีตราชายาเสพติดระดับตำนานแห่งสามเหลี่ยมทองคำ ผู้เคยถูกศาลพิพากษาประหารชีวิต (ลดเหลือจำคุกตลอดชีวิต) จากคดีล่อซื้อยาไอซ์ 20 กิโลกรัม พร้อมยึดทรัพย์สินกว่าพันล้านบาท ได้รับการปล่อยตัวพ้นเรือนจำกลางบางขวางโดยรับโทษจำคุกจริงเพียง 9 ปี 10 เดือน 8 วันข่าวดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกและสะเทือนใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีต ผบช.ปส. ที่ลงพื้นที่ล่อซื้อและจับกุมด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันสังคมยังนำไปเปรียบเทียบกับกรณีของ “แพท พาวเวอร์แพท” อดีตนักร้องดัง คดียาอี 3,000 เม็ดซึ่งถือเป็นผู้ค้ารายย่อย แต่กลับต้องรับโทษจำคุกจริงยาวนานถึง 16 ปี 8 เดือนคำถามสำคัญคือ...เกิดอะไรขึ้นกับระบบบังคับโทษทางอาญาของไทย? ทำไมผู้ค้ารายใหญ่จึงติดคุกน้อยกว่าผู้ค้ารายย่อย? และระบบยุติธรรมไทยมีช่องโหว่ตรงไหน?ย้อนรอยช่องโหว่? กรมราชทัณฑ์ได้ชี้แจงว่า การปล่อยตัวนายเล่าต๋าเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ โดยมีปัจจัยเร่งรัดการลดโทษหลายประการประกอบกัน...การเลื่อนชั้นนักโทษอย่างรวดเร็ว นายเล่าต๋าประพฤติตัวดีตามวินัยเรือนจำ จนได้รับการเลื่อนชั้นเป็น “นักโทษชั้นเยี่ยม” ภายในเวลาไม่กี่ปีการได้รับพระราชทานอภัยโทษทวีคูณ ได้รับอภัยโทษรวมถึง 6 ครั้ง (ปี 2563–2569) ลดโทษจากตลอดชีวิตเหลือ 50 ปี และลดทอนลงตามสัดส่วนเรื่อยมา...สิทธิพิเศษตามเกณฑ์ผู้สูงอายุ เนื่องจากมีอายุเกิน 70 ปี จึงได้รับการลดวันต้องโทษเพิ่มเติมตามพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษทว่าบทวิเคราะห์จากนักวิชาการและอดีต สว. สมชาย แสวงการ ได้ชี้ให้เห็นถึง 3 รูรั่วสำคัญ ในระบบบริหารโทษของไทย 1) ไร้การกำหนดโทษจำคุกจริงขั้นต่ำ ไทยไม่มีกฎหมายกำหนดว่า คดีจำคุกตลอดชีวิตต้องติดคุกจริงอย่างน้อยกี่ปี (เช่น 1 ใน 3 หรือ 15 ปี) ก่อนจะเริ่มมีสิทธิขอรับประโยชน์จากการลดโทษ ทำให้สัดส่วนการลดโทษแบบทวีคูณย่อกำหนดโทษลงอย่างมหาศาล2) ดุลพินิจเบ็ดเสร็จในการเลื่อนชั้นนักโทษ กรมราชทัณฑ์ใช้อำนาจจัดชั้นนักโทษเป็นระบบปิดภายในเรือนจำ โดยวัดเพียงการไม่ทำผิดวินัยและการทำกิจกรรม แต่ไม่ได้ประเมิน “พฤติการณ์ความร้ายแรงของคดีเดิม” หรือ “ภัยคุกคามต่อสังคม”3) เกณฑ์ผู้สูงอายุถูกใช้เป็นช่องว่าง ผู้ต้องขังที่มีอิทธิพลมักต่อสู้คดีหรือหลบหนีจนมีอายุมาก เมื่อเข้าเรือนจำจึงใช้เกณฑ์อายุชรามาเป็นตัวเร่งการปล่อยตัว ทั้งที่ในทางอาชญาวิทยา ผู้มีอิทธิพลระดับสั่งการไม่จำเป็นต้องใช้กำลังกายในการก่ออาชญากรรมซ้ำประเด็นถัดมา... “อำนาจบริหารโทษ ลบล้าง อำนาจตุลาการ” วัส ติงสมิตร บอกว่า ความน่ากังวลของกรณีนี้คือ “ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง” ระหว่างฝ่ายบริหารโทษและองค์กรตุลาการตำรวจ อัยการ และศาล ต้องใช้เวลาสืบสวน ล่อซื้อ และพิจารณาคดีอย่างหนักหน่วง เพื่อพิพากษาลงโทษขั้นสูงสุดแก่เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ...แต่เมื่อเข้าสู่ขั้นตอน กรมราชทัณฑ์ อำนาจการจัดชั้นและการเสนออภัยโทษกลับย่อคำพิพากษาลงจนไร้สภาพดังที่ รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท (คณะนิติศาสตร์ มธ.) และ ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง (อัยการพิเศษฝ่ายประจำสำนักงานอัยการสูงสุด) ให้ความเห็นตรงกันว่า สิ่งนี้ทำให้ “คำพิพากษาของศาลขาดความศักดิ์สิทธิ์”ทำลายวัตถุประสงค์หลักของการลงโทษในแง่การยับยั้งอาชญากรรม (Deterrence) และสร้างความเหลื่อมล้ำแก่ผู้ต้องขังที่ไร้ทรัพยากรหรือไร้อิทธิพลนอกจากนี้ แม้สถิติกรมราชทัณฑ์จะระบุว่า ผู้ต้องขังคดียาเสพติดมีอัตราการกระทำผิดซ้ำสูงที่สุดถึง 66.77% แต่ประเทศไทยกลับยังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการติดตามและควบคุมความปลอดภัยหลังพ้นโทษเป็นการเฉพาะสำหรับ “คดียาเสพติดร้ายแรง” อีกด้วยตามข้อจำกัดตามกฎหมายแม่บท (พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560) มีแนวคิดออก “กฎกระทรวงฉบับใหม่” อุดช่องว่าง เพื่อวางหลักเกณฑ์ “ติดจำคุกตลอดชีวิตจริง” เน้นรับฟังรอบด้านและสิทธิมนุษยชนเหลียวมองบทเรียนจากต่างประเทศมีกลไกการบริหารโทษ ที่ถ่วงดุลอย่างรัดกุมเพื่อไม่ให้เกิดกรณี “จำคุกจริงน้อยเกินไป” อาทิ กำหนดระยะเวลาต้องโทษจริงขั้นต่ำ ในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ศาลจะเป็นผู้ระบุในคำพิพากษาเลยว่า จำคุกตลอดชีวิตแต่ “ห้ามลดโทษหรือพักโทษก่อนครบ 15–25 ปีแรก” เพื่อรับประกันว่าฝ่ายบริหารโทษจะไม่สามารถลบล้างคำสั่งศาลได้กำหนดให้ผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ ยาเสพติดรายใหญ่ หรือองค์กรอาชญากรรม ต้องรับโทษจริงไม่น้อยกว่า 85% ของกำหนดโทษ จึงจะมีสิทธิเข้าเกณฑ์ลดโทษกรณี...การปล่อยตัวก่อนกำหนดในสหราชอาณาจักรและแคนาดา ต้องผ่านการไต่สวนขององค์กรกึ่งตุลาการอิสระ ซึ่งมีนักจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญอาชญาวิทยา และตัวแทนชุมชนร่วมประเมิน “ความเสี่ยงในการก่ออาชญากรรมซ้ำ” ไม่ใช่ให้กรมราชทัณฑ์ตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียวคดี “เล่าต๋า แสนลี่” ไม่ใช่เพียงเรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็น “สัญญาณเตือนภัย” ครั้งใหญ่ที่สะท้อนว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องรื้อโครงสร้างการบริหารโทษอย่างจริงจัง หัวใจสำคัญที่จะคืนความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่คำพิพากษา คุ้มครองผู้ปฏิบัติงาน สร้างความยุติธรรมแก่ทุกคน.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม