“ดีเอสไอ” หอบสำนวนคดี “นาย ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” สส.สงขลา เกี่ยวพันกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและอั้งยี่ แยกจากคดีเว็บพนันออนไลน์ส่งอัยการสูงสุด เจ้าตัวควงทนายเดินทางมา สำนักงานอัยการ เปิดใจพร้อมสู้แก้ปัญหาไปทีละเปลาะ พร้อมยื่นเอกสารร้องขอความเป็นธรรม เรื่องการขอให้หน่วยงานแจ้งพฤติกรรมใหม่อีกรอบ ยันสถานะ สส. ไม่มีผลการถูกดำเนินคดี เพราะไม่เคยเอามาใช้เลยที่สำนักงานอัยการคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 24 ส.ค. พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ นัดหมายนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม (กธ.) มาพบ เพื่อส่งสำนวนความเห็นสั่งฟ้องต่อพนักงานอัยการคดีพิเศษ หลังอัยการสูงสุดเห็นว่า ความผิดส่วนใดส่วนหนึ่งอาจเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร เป็นเหตุให้อัยการสูงสุดใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 20 มอบหมายให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม 2 ฐานความผิด ประกอบด้วย ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท และความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 4—15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 80,000—300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับนายชนนพัฒฐ์เดินทางเข้ามาพร้อมกับทนายความ ส่วนตัว เผยว่า วันนี้เป็นกระบวนการที่พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษสรุปสำนวนสั่งฟ้องให้อัยการ ตนมาเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา เบื้องต้นวันนี้เตรียมเอกสารร้องขอความเป็นธรรมเข้ามายื่นด้วย เพื่อให้อัยการตรวจสอบและทราบเรื่องหลักฐานต่างๆ ในเอกสารตนร้องขอความเป็นธรรมหลายประเด็น และหนึ่งในประเด็นที่ร้องขอความเป็นธรรม เป็นเรื่องของการขอให้หน่วยงานแจ้งพฤติกรรมของตนใหม่อีกรอบด้วย ส่วนถ้าจะบอกว่าทางกรมสอบสวน คดีพิเศษแจ้งข้อกล่าวหาคลุมเครือ ตนไม่อยากไปพาดพิงหน่วยงานใด ได้แต่หวังว่าในส่วนที่ร้องขอความเป็นธรรมไป ทางองค์กรที่ตนให้ความเชื่อมั่นจะให้ความเป็นธรรมกับตนส่วนประเด็นเรื่องการใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองของ สส. เนื่องจากในวันที่ 25 ส.ค.จะมีการเปิดสมัยประชุมรัฐสภา นายชนนพัฒฐ์บอกว่า การสั่งฟ้องไม่มีเอกสิทธิ์ คุ้มครอง สส. การคุ้มครองเป็นในชั้นสอบสวนและการออกหมายเรียกเท่านั้น ยืนยันตนไม่ได้มีอะไรเหนือกว่าคนอื่น ถูกดำเนินคดีในหลายท้องที่ ทั้งที่อยู่ในชั้นอัยการและชั้นศาลในเวลาไล่เลี่ยกัน ไม่ได้มองว่าเป็นนัยทางการเมือง แต่เปรียบเสมือนพายุฝนที่โหมกระหน่ำเข้ามา แต่ด้วยความเป็นนักสู้ก็ต้องค่อยๆแก้ปมไปทีละเปลาะ และถือเป็นข้อดีที่จะได้พิสูจน์ตัวเอง เพื่อให้หมดข้อครหาจากสังคมว่า ตนใช้เอกสิทธิ์ สส.คุ้มครอง ซึ่งจริงๆแล้วตนไม่เคยใช้เลย เป็นเพียงประชาชนคนหนึ่งที่อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่