โจรใต้ย่ามใจป่วนไม่เลิก ระดมพลนับสิบถือปืนสงคราม จับ รปภ.มัดมือไพล่หลัง ก่อนบุกขึ้นชั้น 2 ที่ทำการเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี วางระเบิดเผาสำนักงาน โรงจอดรถ และป้อมยามวอดวาย คาดฝีมือกลุ่มคนรุ่นใหม่ ฝึกก่อเหตุให้สภาพจิตใจแข็งแกร่ง แฉปมก่อกวน 3 จังหวัดปลาย ด้ามขวาน เป็นเรื่องการเมืองในพื้นที่ โยงขบวนการผิดกฎหมาย ตอบโต้หน่วยความมั่นคง และเขย่าเก้าอี้บิ๊กคนมีสีช่วงแต่งตั้งโยกย้าย รวบผู้ต้องสงสัยทุบกล้องวงจรปิดใน อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ได้แล้ว 1 คนแนวร่วมโจรใต้ BRN ยังคงก่อเหตุท้าทายอำนาจรัฐต่อเนื่อง ขณะที่หน่วยความมั่นคงไทยไร้น้ำยาป้องกันเหตุซ้ำซาก เช้าวันที่ 24 ส.ค.ตำรวจ สภ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) ภ.จ.ปัตตานี ลงเคลียร์พื้นที่ในสำนักงานเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เพื่อให้เกิดความปลอดภัย เบื้องต้นพบวัตถุระเบิดที่คนร้ายนำไปวางไว้ในป้อมยาม เป็นระเบิดแสวงเครื่องไม่ใส่สะเก็ดระเบิด น้ำหนักราว 2 กก. เจ้าหน้าที่เก็บชิ้นส่วนระเบิดไว้เป็นหลักฐาน พร้อมเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียด ส่งตรวจสอบหาความเชื่อมโยงของกลุ่มคนร้าย เพื่อใช้เป็นเบาะแสติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 21.00 น. คืนวันที่ 23 ส.ค. มีกลุ่มคนร้ายกว่า 10 คน สวมหมวกไหมพรมปิดบังใบหน้า ถือปืนสงครามครบมือ บุกเข้าไปในสำนักงานเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ข่มขู่ขับไล่เจ้าหน้าที่ รปภ.ออกไป คนร้ายแบ่งกำลังเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกขึ้นไปชั้น 2 ของอาคารสำนักงานเพื่อวางระเบิด กลุ่มที่สอง เข้าไปในโรงจอดรถเพื่อวางระเบิดเช่นกัน กลุ่มที่สามทำหน้าที่ดูต้นทางและควบคุมสถานการณ์ ก่อนนำระเบิดไปวางในป้อมยามทางเข้าเทศบาลฯ จากนั้นคนร้ายทั้งหมดพากันหลบหนีออกจากพื้นที่ ไม่นานเกิดระเบิดดังสนั่น 1 ครั้ง และมีเพลิงลุกไหม้ชั้น 2 ของอาคารสำนักงาน และโรงจอดรถ รถดับเพลิง รถขยะ และรถของเทศบาล รวม 3 คัน ถูกเพลิงไหม้เสียหาย ส่วนป้อมยามทางเข้าเทศบาลฯ ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดด้วย โชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตหน่วยงานด้านความมั่นคงสันนิษฐานว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มก่อความไม่สงบชุดใหม่ เพื่อฝึกสภาพจิตใจให้แข็งแกร่งและคุ้นชินกับการก่อเหตุในลักษณะก่อกวน โดยเฉพาะการเผายางรถยนต์ตามจุดต่างๆ เชื่อว่าผู้ก่อเหตุเป็นเพียงแนวร่วมกลุ่มวัยรุ่นที่คึกคะนอง ต่างจากกลุ่มขบวนการก่อเหตุที่ใช้อาวุธสงครามและลอบวางระเบิดที่มีความชำนาญในการก่อเหตุ แหล่งข่าวระบุอีกว่าการก่อเหตุพร้อมกันทั้ง 3 จังหวัดมีนัยสำคัญคือ เรื่องการเมืองในพื้นที่ โยงไปถึงเรื่องผิดกฎหมาย และการตอบโต้การทำงานของหน่วยความมั่นคง อีกทั้งเป็นการเขย่าเก้าอี้คนมีสีระดับบิ๊กๆในพื้นที่ เนื่องจากใกล้ช่วงฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายเวลา 11.00 น.วันเดียวกัน ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด จชต., ชุด EOD จ.นราธิวาส, เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส และชุดสุนัขสงครามดมกลิ่น เข้าตรวจสอบจุดลอบวางระเบิดรางรถไฟ กม.ที่ 1090 เขตรอยต่อสถานีรถไฟมะรือโบ กับสถานี รถไฟตันหยงมัส หมู่ 1 ต.มะรือโบตก อ.ระแงะ จ.นราธิวาส 1 ใน 40 จุด ที่คนร้ายลอบวางระเบิดในคืนวันที่ 22 ส.ค. เบื้องต้นพบคนร้ายใช้ระเบิดแสวงเครื่องซุกถังแก๊สปิกนิก น้ำหนัก 25 กก. ตั้งเวลาจุดชนวนรวม 3 ลูก วางไว้ใต้รางรถไฟ 1 ลูก แรงระเบิดทำให้หมอนรองรางรถไฟแบบคอนกรีตหัก 2 ท่อน รางรถไฟฉีกขาด ส่วนระเบิดอีก 2 ลูก คนร้ายวางไว้ข้างเสาไฟฟ้าริมถนนเลียบทางรถไฟ ห่างจุดแรกไป 50 เมตร แต่เสาไฟฟ้าไม่โคนล้ม คาดว่าคนร้ายที่ร่วมก่อเหตุไม่ต่ำกว่า 6 คนหลังเกิดเหตุ การรถไฟแห่งประเทศไทยต้องประกาศปิดการให้บริการเดินรถไฟทุกขบวนตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค. และได้ปรับแผนการเดินรถไฟสายใต้ทุกขบวน ในวันนี้ที่สถานีรถไฟตันหยงมัส มีชาวบ้านทยอยเดินทางมาคืนตั๋ว มาเปลี่ยนเวลาเดินทาง ประชาชนบางส่วนที่ไม่ทราบข่าวว่า รฟท.ปิดให้บริการเดินรถไฟ ได้หอบสิ่งของสัมภาระเพื่อเดินทางมาใช้บริการ แต่ต้องกลับไปด้วยความผิดหวัง ส่วนการตรวจสอบจุดเกิดเหตุต่างๆทั้งลอบวางระเบิด ลอบวางเพลิง เมื่อคืนวันที่ 22 ส.ค. ทั้ง 13 อำเภอ รวม 40 จุด ของ จ.นราธิวาส ขณะนี้เสร็จสิ้นไป 19 จุดใน 5 อำเภอ คือ บาเจาะ, รือเสาะ, ศรีสาคร, เมือง นราธิวาส และระแงะ เหลืออีก 8 อำเภอ 21 จุด จะเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบให้เสร็จสิ้นโดยเร็วส่วนความคืบหน้าทางคดี เจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมตัวชายต้องสงสัย 1 คนในพื้นที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส มีกล้องวงจรปิดบันทึกพฤติกรรมไว้ได้ ขณะผู้ต้องสงสัยทุบทำลายกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้บนเสาไฟฟ้าริมถนนบ้านกือรง หมู่ 3 ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง 1 ใน 3 จุด ที่ถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุแยกย้าย กันลงมือปฏิบัติการในเวลาไล่เลี่ยกัน เจ้าหน้าที่คุมตัวผู้ต้องสงสัยไปสอบสวนขยายผลที่ศูนย์ซักถามในพื้นที่ จ.นราธิวาส แต่ผู้ต้องสงสัยยังให้การปฏิเสธ แม้จะมีกล้องวงจรปิดที่ผู้ต้องสงสัยทุบทำลายบันทึกพฤติกรรมเอาไว้ได้อย่างชัดเจนที่ทำเนียบรัฐบาล วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เรียกหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ขึ้นหารือบนตึกไทยคู่ฟ้า หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบหลายจุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และหัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการ ศอ.บต., ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 กอ.รมน., ผู้อำนวยการกองความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้และชนต่างวัฒนธรรม สมช.จากนั้นเวลา 11.20 น. นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ให้สัมภาษณ์หลังประชุมว่า ที่ประชุมได้ประเมินสถานการณ์ภาคใต้ ขณะนี้กองทัพภาคที่ 4 ดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจและพิสูจน์ทราบกลุ่มผู้ก่อเหตุ กอ.รมน.ภ.4 สน. กำลังควบคุมดูแลสถานการณ์ เมื่อถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดบ่อยครั้งเกิดจากปัจจัยอะไร นายฉัตรชัยกล่าวว่า เหตุดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่เคยเกิดการก่อเหตุหลายจุดมาแล้วหลายครั้ง ปีนี้เกิดมาแล้ว 2 ครั้ง อาจเกิดจากกลุ่มผู้ก่อเหตุหรือคนในพื้นที่แสดงการตอบโต้ต่อภาครัฐที่เข้มข้นในการปฏิบัติการ เมื่อถามว่ากังวลจะมีการก่อเหตุช่วงประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.สงขลา หรือไม่ นายฉัตรชัยกล่าวว่า ไม่กังวล มีความพร้อมดูแล ประสานกับหน่วยงานในพื้นที่แล้วเมื่อถามว่าได้ประสานชายแดนไทย-มาเลเซียให้สกัดผู้ก่อเหตุที่อาจหลบหนีข้ามไปหรือไม่ นายฉัตรชัยกล่าวว่า มาเลเซียเข้มข้นควบคุมคนเข้าออก ปิดท่าข้ามช่องทางธรรมชาติ เชื่อว่าการก่อเหตุครั้งนี้เป็นคนข้างใน ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าเป็นกลุ่มเยาวชน BRN ใหม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องผสมผสานกัน อาจเป็นกลุ่มภัยแทรกซ้อนมาเกี่ยวข้อง สังเกตได้จากการวางเพลิงองค์กรปกครองท้องถิ่น ต้องสืบสวนสอบสวนและวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาแต่ละแห่งที่เกิดขึ้น เมื่อถามว่าการก่อเหตุมีมูลเหตุจากเรื่องการเมืองหรือไม่ นายฉัตรชัยกล่าวว่า อาจเป็นการตอบโต้ว่าพวกเขามีศักยภาพ เนื่องจากการปราบปรามของภาครัฐที่เข้มข้น หลังโจมตีทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย แต่ทั้งหมดนี้จะไม่ไปเหมารวมกลุ่มขบวนการ BRN อย่างเดียว อาจจะมีภัยแทรกซ้อน เช่นเรื่องอาชญากรรม สิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ด้วยผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นายสีหศักดิ์บอกว่าทางการข่าวทราบล่วงหน้าว่าจะมีการก่อเหตุนั้น นายฉัตรชัยกล่าวว่า เหมือนกับที่แม่ทัพภาคที่ 4 บอกว่าการข่าวอาจจะยากเหมือนกัน แม้ทราบว่าจะมีการก่อเหตุ แต่วันและเวลาเป็นเรื่องที่ตรวจสอบยาก เมื่อถามว่าจะรับมือโดยดึงมวลชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างไร นายฉัตรชัยกล่าวว่า เบื้องต้นต้องใช้ขีดความสามารถของทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น รวมถึงข้อมูลการข่าวเรื่องชายแดน แม้เราจะทราบอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องภายในประเทศ แต่เรื่องชายแดนและท่าข้ามต่างๆมีความสำคัญที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกระแสข่าวเฮลิคอปเตอร์ทหารยิงวัยรุ่นบาดเจ็บในพื้น จ.นราธิวาส ว่า เฮลิคอปเตอร์ไม่ได้ถูกออกแบบมาใช้กับเป้าหมายที่มีลักษณะเช่นนั้น เนื่องจากมีการเคลื่อนที่เร็วและเป็นช่วงเวลากลางคืน ทัศนวิสัยการมองเห็นเป็นไปไม่ได้ การใช้กำลังพลของกองทัพบกในการสนับสนุนภารกิจของ กอ.รมน. อยู่ในกรอบ และกติกาทุกอย่าง และเป็นสากล การใช้อาวุธเป็นไปได้ยาก ยกเว้นมีการใช้อาวุธต่อเจ้าหน้าที่ ส่วนการติดตามผู้ก่อเหตุอยู่ระหว่างการดำเนินการโฆษกกองทัพบกกล่าวต่อว่า ในส่วนที่มองกันว่า การก่อเหตุคืนเดียวกว่า 51 จุด เจ้าหน้าที่หายไปไหนหมดว่า หากเปรียบเทียบพื้นที่กับจำนวนเจ้าหน้าที่แล้วนำมาหารเฉลี่ยก็ไม่เพียงพอ หลักทั่วไปของ กอ.รมน. ต้องใช้ควบคู่กับงานด้านการข่าว และงานด้านการข่าวปัจจุบันยังสามารถทำได้ แต่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ เพราะการก่อเหตุส่วนใหญ่ไม่ใช่พื้นที่ชุมชน และส่วนใหญ่ไม่ใช่พื้นที่เพ่งเล็งสูง ต้องดูว่าแผนทางยุทธวิธีของทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองได้กำหนดพื้นที่ไว้อย่างไร จะมีความเข้มข้นในการดูแลแตกต่างกัน แต่เหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวมีแนวโน้มก่อกวนมากกว่า ให้มีสัญลักษณ์เกิดขึ้น และการก่อเหตุดังกล่าวไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำได้ด้วยจำนวนพื้นที่ที่เยอะมาก และเรื่องพื้นที่ที่ไม่มีความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ อีกทั้งยังไม่ใช่พื้นที่ที่ถูกเพ่งเล็ง เช่น การทำลายเสาไฟฟ้า มีเป็นแสนต้น ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรู้ได้ทั้งหมดจากงานทางด้านการข่าว ในแต่ละจังหวัดมีหลายพื้นที่ และในแต่ละพื้นที่ก็มีหลายอำเภอ มีจำนวนมาก แต่จังหวัดนราธิวาส ถือเป็นจังหวัดที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากที่สุด ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่มีไม่พอเพียง โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน ยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นเจ้าหน้าที่รัฐ และขอยืนยันว่างานด้านการข่าวไม่ได้ล้มเหลว ความพยายามของผู้ก่อเหตุมีค่อนข้างสูง เพราะรู้ว่าคำถามเหล่านี้จะย้อนกลับไปที่เจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้สังคมกดดันเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งผลให้แนวทางการแก้ไขปัญหาเข้าทางฝ่ายเขา แต่สถานการณ์ในภาพรวมจากสถิติยังดีอยู่ การสูญเสียชีวิตทรัพย์สิน หากเทียบกับอดีต ถือว่าพัฒนาดีขึ้น เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับ ขบวนการ BRN แต่ต้องสาวให้ลึกว่า สาเหตุหลักในการก่อเหตุต้องการอะไร” พล.ต.วินัยกล่าวอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่