ไม่ทิ้งทุกโอกาสที่เข้ามา สำหรับ “คิมม่อน-วโรดม เข็มมณฑา นักแสดง-นักร้องมากฝีมือ ล่าสุด รับบทครูคิมในภาพยนตร์เรื่อง “SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน” ของค่ายโกลด์ไฟเตอร์ ยอมรับเป็นบทที่มีความท้าทายมีความยากทุกฉาก แถมต้องเลิฟซีนทั้งชายและหญิงในเรื่องเดียวกัน พร้อมอัปเดตความรักเจ้าตัวยืนยันโสดสนิทไม่มีแฟน เริ่มจาก...ทำไมถึงตัดใจเล่น?“ผมรับบทเป็นครูคิม ไม่รู้ว่าคนเขียนบททำไมต้องให้ใช้ชื่อจริงๆของผม อาจจะเรียกง่ายมั้งครับ ซึ่งบทครูคิม เป็นบทที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนมาก และมีความ เซนซิทีฟเพราะต้องแสดงเป็นครูและไปมีความสัมพันธ์กับเด็กนักเรียน ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้มองว่าเป็นรักสามเส้าก็ได้เพราะว่าตัวครูคิมเองต้องมีความสัมพันธ์กับเด็กนักเรียนหญิงชื่อแตม จนถึงขั้นท้อง และก็มีความสัมพันธ์กับเด็กนักเรียนชายอีกคนนึงชื่อวิน มันมีความสับสนในเรื่องของความรู้สึกว่าแท้จริงแล้วครูคิมเนี่ยชอบผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่ ผมว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มันครบรสนะครับ มันคือเหตุการณ์โลกปัจจุบันเลยก็ว่าได้ อีกอย่างมันเป็นภาพยนตร์สะท้อนสังคมของเด็กวัยรุ่นปัจจุบัน ว่าแท้จริงแล้วปัญหาในโรงเรียนมันยังมีปัญหาอะไรอยู่บ้าง ซึ่งจากการทำรีเซิร์ชพบว่าเด็กนักเรียนเจนนี้ก็ยังมีปัญหาเรื่องยาเสพติด เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันสมควร รวมถึงมีเรื่องราวของการบูลลี่ ซึ่งตอนที่อ่านบทก็รู้สึกได้เลยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มันสะท้อนสังคมจริงๆ เป็นเหตุผลนึงที่ผมอยากจะแสดงเรื่องนี้ครับ” ร่วมงานกับใครบ้าง แล้วการทำงาน เป็นยังไงบ้าง? “ครูคิม จะเล่นกับกลุ่มนักเรียนมากกว่า โดยเฉพาะแตม แสดงโดยจื้อหลิง ซึ่งผมต้องไปมีความสัมพันธ์กับน้องเขา และก็ต้องไปมีความสัมพันธ์กับน้องผู้ชายอีกคนนึง ชื่อน้องริวแสดงเป็นวิน และก็ยังได้ร่วมงานกับลิลลี่ เหงียนด้วย ตอนเข้าซีนกับลิลลี่เป็นมืออาชีพมากๆ แล้วก็แสดงกับม่อน วรวิทย์ด้วย เอาง่ายๆ น่าจะเล่นกับทุกคนเลยนะครับ” ฉากไหนที่เราคิดว่ามันยากที่สุด เพราะอะไร ทำยังไงถึงผ่านมันมาได้? “ผมว่ามันยากทุกฉาก โดยเฉพาะเลิฟซีนกับจื้อหลิง ปกติผมเล่นซีรีส์วายก็จะเล่นเลิฟซีนกับผู้ชายใช่ไหมครับ ทั้งนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องแรกที่ผมต้องเลิฟซีนกับผู้หญิง มันก็จะรู้สึกเกร็งๆ เหมือนกันนะ เพราะว่าตัวเราเองก็เกรงใจน้องเขาด้วย น้องเขาอายุยังไม่ถึง 18 เลย ก็แอบกังวลอยู่เหมือนกัน แต่โชคดีที่เอมมี่ แม็กซิมซึ่งเป็นคุณแม่ของน้องจื้อหลิง บอกว่าเล่นให้เต็มที่เลย เพราะมันคือการแสดง ถ้าเรากั๊กงานจะออกมาไม่ดี ผมก็ใส่เต็มที่เลยครับกับฉากเลิฟซีน” เล่าบรรยากาศในการทำงานให้ฟังหน่อย? “สนุกนะครับ เพราะว่าทุกคนมีความคุ้นเคยกันหมด ไม่ว่าจะเป็นทีมงาน หรือทีมโปรดักชัน หรือตัวนักแสดงเอง เราเจอกันวันแรกเราก็ทำความรู้จักและคุ้นเคยกันได้เลยทันที มันทำงานง่ายครับ เพราะว่าทุกคนน่าจะฝึกฝนมาดีอยู่แล้ว ว่าเวลาเข้ากองถ่ายเราจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรทำตัวอย่างไร ซึ่งตัวผมเองเป็นคนง่ายๆอยู่แล้วเข้าได้กับทุกคน”อยู่วงการมาประมาณตอนนี้เรามองวงการบันเทิงยังไงบ้าง? “ตอนนี้วงการบันเทิงเปลี่ยนไปนะครับ มันไม่เหมือนสมัยก่อน เพราะตอนนี้ดารานักแสดงหลายคนหันไปเป็นอินฟูลเอนเซอร์กันหมด งานละครหรือซีรีส์อาจจะน้อยลง ซึ่งอาจจะมีผลจากที่ค่ายละครหรือช่องต่างๆไม่ได้ผลิตซีรีส์ใหม่ๆเท่าไหร่ จึงทำให้นักแสดงอาจจะตกงานกันนะครับ ซึ่งตัวผมเองก็ถือว่ายังโชคดีที่ยังมีงานดีเจ และก็ยังมีงานซีรีส์และภาพยนตร์เข้ามาเรื่อยๆ อย่างล่าสุดภาพยนตร์เรื่อง SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน ของค่ายโกลด์ไฟเตอร์ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ 2 ที่ได้ร่วมงานกับบริษัทนี้ ผมชอบภาพยนตร์นะครับผมรู้สึกว่ามันจอใหญ่ดีการแสดงมันต้องธรรมชาติกว่าซีรีส์ ผมรู้สึกว่ามันท้าทาย”เราเป็นทั้งนักร้อง นักแสดง และศิลปิน ทำธุรกิจ แบ่งเวลายังไงบ้าง? “ต่อให้มีงานเยอะกว่านี้ผมก็แบ่งเวลาได้ครับ สมัยก่อนงานเยอะกว่านี้อีกยังแบ่งเวลาได้เลย ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผม” การดูแลตัวเอง การออกกำลังกาย ทำยังไงถึงได้ดูดีตลอด? “เดี๋ยวตอนนี้ผมดูแลร่างกายอย่างมากเลย ออกไปวิ่งกับคอปเตอร์บ่อยมาก ถ้าว่างจากงานผมก็จะออกกำลังกายกับคอปเตอร์ตลอด แต่เรื่องนี้คอปเตอร์ไม่ได้เล่น น่าจะคิวไม่ว่าง” งานก็ปังแล้วเรื่องความรักล่ะตอนนี้ เป็นยังไงบ้าง? “ตอนนี้โสดสนิท ไม่มีแฟน แล้วก็อาศัยอยู่กับแม่ ตอนนี้ไม่คิดเรื่องความรักเลย เราอาจจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ถ้าถึงเวลาก็คงมีเอง ตัวผมเองอาจจะยังรักอิสระ ไม่ได้ตอบภาษาดารานะ ตอบแบบจริงจังเลย ว่าผมยังรักอิสระยังอยากทำงานอยากอยู่กับเพื่อน ไม่ได้อยากมีแฟนในช่วงนี้”อยากจะบอกอะไรถึงแฟนๆ? “ยังไงก็ขอฝากภาพยนตร์เรื่อง SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยนที่กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 2 กรกฎาคมนี้ ผมรู้สึกว่าผมชอบภาพยนตร์เรื่องนี้มากเลยนะ มันเป็นภาพยนตร์สะท้อนสังคม และมันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นจริงๆ ในสังคม โดยเฉพาะเรื่องราวความรักของครูกับนักเรียน ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของการผิดศีลธรรมหรือสิทธิส่วนบุคคลกันแน่”.อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม