กำลังเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ กรณีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว. คมนาคม สั่งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) พิจารณาศึกษาแนวทางการปรับลดและยกเลิกการเดินรถไฟเข้าสู่พื้นที่ กทม.ชั้นใน ภายใน 3 เดือน เพื่อลดอุบัติเหตุบริเวณ จุดตัดทางรถไฟ หลังเกิดโศกนาฏกรรมรถไฟ ชนรถเมล์ที่แยกอโศก มีผู้เสียชีวิต 8 รายวัตถุประสงค์หลักแนวทางนี้ นอกจากปิดความเสี่ยงโศกนาฏกรรมซ้ำรอย แล้ว ยังช่วยลดปัญหาเรื้อรังด้านการจราจรติดขัดสะสม บริเวณจุดตัดทางรถไฟใน กทม.ที่มีมากถึง 27 จุด โดยให้การเดินรถไฟสายตะวันออกสิ้นสุดที่สถานีลาดกระบัง สายใต้สิ้นสุดที่สถานีตลิ่งชัน แล้วใช้ระบบขนส่งสาธารณะอื่นเดินทางต่อเข้าตัวเมืองในมุมข้อดี นโยบายนี้ช่วยลด ปัญหาการจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วนในเมืองหลวง เพราะไม่มีขบวนรถไฟวิ่งผ่านตัดหน้า ขัดจังหวะการเดินทาง ป้องกันไม่ให้อุบัติเหตุรุนแรงตามจุดตัดทางรถไฟ รวมถึงยังสามารถนำที่ดินแนวเขตทางรถไฟ เดิมไปพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว หรือทำเลนจักรยาน เพิ่มคุณภาพชีวิตประชาชนได้แต่ในมุมข้อเสียก็มีมากมาย โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบการสร้างภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ประชาชนมากขึ้น เพราะไม่มีรถไฟวิ่งมาถึงเขตพื้นที่ใจกลาง เมืองหลวง ต้องเสียค่าโดยสารเพิ่มในระบบ ขนส่งสาธารณะอื่น มีภาระค่าครองชีพ มากขึ้น เรียกว่าเสียเงิน เสียเวลา เสียสุขภาพจิต จากการต้องเดินทางหลายทอดปัจจุบันมีผู้โดยสารเดินทางด้วยรถไฟเข้า กทม.วันละ 40,000 คน หากนโยบายดังกล่าวมีผลบังคับใช้จริง อาจส่งผลสร้างความสับสน โกลาหลพอสมควร เพราะเพิ่มความลำบาก ต้องเปลี่ยนรถกลางทาง ขณะที่ระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมโยงอย่างรถไฟฟ้า รถเมล์ ไม่รู้จะมีความพร้อมเชื่อมต่อการเดินทางได้ครบวงจรหรือไม่เป็นเรื่องที่กระทรวงคมนาคมต้องพิจารณาชั่งน้ำหนัก วิเคราะห์ ประเมินข้อดี—ข้อเสียให้รอบด้าน รอบคอบเพื่อให้ครอบคลุมทั้งความปลอดภัยในการเดินทาง การลดสภาพการจราจรติดขัด การไม่สร้างผลกระทบแบบมัดมือชก เพิ่มภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน เพราะคนที่ใช้บริการรถไฟส่วนใหญ่คือประชาชน ผู้มีรายได้น้อยช่วงเวลา 3 เดือน ที่เป็นตัวชี้วัดหาจุดลงตัวที่สุด ระหว่างความสะดวกผู้ใช้รถยนต์กับความลำบากของผู้ใช้บริการรถไฟ ต้องไม่ให้การแก้ปัญหาเรื่องหนึ่งไปสร้างปัญหาใหม่เกิดขึ้น คือสิ่งที่กระทรวง คมนาคมควรยึดเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินนโยบาย ไม่ให้ถูกมองแก้ปัญหาแบบวัวหายล้อมคอก โยนความเดือดร้อนมาให้ประชาชน.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม