ครอบงำองค์กรอิสระ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ขยับมุมคิดกระแสสังคมเริ่มไว้วางใจน้อยลงต่อรัฐบาลและนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะในประเด็นนี้ประชาชนสงสัยว่าครอบงำจริงหรือไม่ตอนหลังมีข้อเท็จจริงบางส่วนไปสนับสนุนว่าพรรคภูมิใจไทยมีน้ำหนัก มีความเป็นจริงว่ามีการครอบงำกระบวนการยุติธรรมหรือองค์กรอิสระก่อนหน้านั้นมันเริ่มตั้งเค้าตามองค์ประกอบของ ครม. มีบางคนที่ประชาชนไม่อยากให้เข้าไปเป็นรัฐมนตรี แต่คนนั้นเป็นบุคคลที่มีบารมีในพรรคก็ได้เข้าไปเป็น ตามด้วยวิกฤติน้ำมัน และคำที่นายกฯเคยระบุไว้ ทำให้คนไทยพากันพูดว่า “โอ๊ย รวยไม่ไหวแล้ว” ซึ่งมันเริ่มสวนทางกับสภาพความเป็นจริงรวมถึงช่วงหลังนายกฯพยายามตอบโต้ทุกเม็ดที่ท่านถูกวิพากษ์วิจารณ์ กลายเป็นคลื่นที่ผสมปนเปกันมาหลายเรื่อง กลายเป็นความไม่พอใจเกิดขึ้นนายกฯกระแสความนิยมลดลงหลายฝ่ายเริ่มจับตาพฤติกรรมรัฐบาลที่มีอำนาจการเมืองเข้าไปเซาะกร่อน แทรกแซง ฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ นายนิพิฏฐ์ บอกว่า ใช่ แต่ฝ่ายตุลาการยังไม่เห็น แต่ถ้าเป็นองค์กรอิสระที่ใช้อำนาจกึ่งตุลาการ ค่อนข้างมีข้อเท็จจริงในบางเรื่อง จนเริ่มเห็นตามความเชื่ออย่างนั้น“สำคัญที่สุด รัฐกลายเป็นรัฐราชการที่แข็งมาก โดยมีอำนาจการเมืองเข้าไปกำกับดูแล จนหน่วยงานรัฐแข็งคล้ายเผด็จการ ที่รับนโยบายไปปฏิบัติ มันกระทบต่อสิทธิหน้าที่ประชาชนเยอะมากย้อนเข็มนาฬิกาไปดูในระบอบทักษิณก็เริ่มต้นแบบนี้ แต่ยุคนั้นการเมือง 2 ขั้ว ระหว่างไทยรักไทยกับประชาธิปัตย์ ฝ่ายค้านเข้มแข็งช่วงนั้นพยายามครอบงำองค์กรอิสระ แต่เข้าไปไม่ถึงทั้งกระบวนการ มีการใช้เจ้าหน้าที่เป็นเครื่องมือ เหมือนกันเป๊ะเลย แต่รัฐบาลนี้มาเร็วเกินคาด ทั้งครอบงำและใช้อำนาจแบบนี้”โดยเฉพาะในกระทรวงใหญ่ มีอำนาจ มีผลประโยชน์เยอะ เริ่มวงคนของตัวเอง และที่ค่อนข้างน่ากลัว เป็นอันตรายอย่างยิ่ง คือ วางคนในองค์กรอิสระ ทำลายวัฒนธรรมองค์กร เลื่อนชั้นระดับข้าราชการที่อยู่ท้ายๆขึ้นมาสู่ระดับต้นๆขณะเดียวกันมีอำนาจหลังม่านรัฐบาล โดยมีวิธีการบริหารแบบครูใหญ่ นายนิพิฏฐ์บอกว่า คนที่คิดอย่างนี้ได้นับเป็นคนที่เกิดก่อนกาล ส่วนใหญ่เสพอำนาจมาก่อน รู้จักอำนาจ พอกระบวนการบริหารราชการแผ่นดินเปลี่ยนไป ที่มากับความรับผิดชอบ การเมืองก็มีจริยธรรมเข้ามาควบคุม ตรวจสอบนักการเมืองมากขึ้นคนเหล่านี้ไม่ยอมรับการตรวจสอบ ถอยไปอยู่ข้างหลังดีกว่า “ชักใยอยู่ข้างหลัง” พฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นเยอะในขณะนี้ สมัยรัฐบาลเพื่อไทยก็แบบนี้ รัฐบาลนี้เดินมาอย่างนี้เป๊ะเลย“ตัวนายกฯไม่มีมุ้ง ไม่มีกำลัง ไม่มีแสงในทางการเมือง แสงที่สาดส่องมาจากแหล่งอื่นกระทบตัวนายกฯ คนที่ฉายแสงอยู่ข้างหลังปรากฏตัวไม่ได้ คนไม่ยอมรับ แสงเลยส่องมาที่นายกฯถ้าแสงนั้นกดสวิตช์ดับเมื่อไหร่ นายกฯก็ไปไม่ได้ ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงคนที่มีอำนาจตัวจริงอยู่เบื้องหลังนายกฯ นับเป็นระบอบประชาธิปไตยที่เลวร้ายมาก เพราะไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ”ถูกตั้งข้อสังเกตผู้ฉายแสงอยู่เบื้องหลังนายกฯมีอิสระดีลลับ บริหารจัดการอำนาจได้หมด นายนิพิฏฐ์ บอกว่า ใช่ สมมติคนที่อยู่ข้างหลังระบุว่ากรมนี้ต้องเปลี่ยนอธิบดี แต่นายกฯไม่ยอมแบบนี้คนที่อยู่ข้างหลังปลดนายกฯดีกว่า หยิบใครขึ้นมาเป็นนายกฯก็ได้ เพราะผู้นำรัฐบาลไม่มีฐานเป็นของตัวเอง แต่คนดังกล่าวมีกำลังอยู่ในมือ ขนาดภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านของนายกฯยังย้ายไปอยู่ จ.บุรีรัมย์ ทั้งที่ไม่ได้เกิดที่นี่ ทำไมต้องย้ายไปอยู่บุรีรัมย์สะท้อนผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญอยู่บุรีรัมย์ระบอบเขากระโดงยืนหยัดอยู่ได้ เพราะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างชนชั้นนำกับระบบรัฐสภา นายนิพิฏฐ์ บอกว่า นั่นคือความจริง คนระดับนี้ไม่อยากให้สถานภาพถูกกระทบ ต้องอิงกับการเมือง อยู่กับศูนย์อำนาจบริหารประเทศทำให้ก่อนหน้านั้นกระแสของนายกฯขึ้นพรวดพราด ตามธรรมชาติการเมืองในสภาวะใกล้สงคราม ลัทธิชาตินิยมสูง จังหวะแบบนี้พรรคที่หยิบเอาชาตินิยมหรือฝ่ายขวาจัดมาขาย ชนะทั้งนั้นแหละ เขาจำเป็นต้องรักษาค่านิยมตรงนี้ให้ดำรงอยู่เพื่ออำนาจทางการเมืองแม้มีพรรคทางเลือกที่จะขึ้นมาทดแทนขั้วเดิม แต่ประชาชนมองไม่เห็นหรือไม่เลือก เนื่องจากถูกครอบงำด้วยกระแสชาตินิยม ในความรู้สึกเหมือนอยู่ในสภาวะกึ่งสงคราม สภาพแบบนี้ทำให้คนยอมรับผู้นำที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม อย่างกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขณะเดียวกันยังเจอทุนนิยมสามานย์ครอบงำ โดยประชาธิปไตยใช้เงินจนกลายเป็นวัฒนธรรม ถ้าไม่มีเงินอย่าลงสมัคร สส.นับเป็นวิบัติทางการเมืองของประเทศไทยตามด้วยสูตรสำเร็จ ทำให้ประชาชนอ่อนแอและโง่เขลา ทำลายพลังภาคประชาชน ไม่เหมือนในอดีตที่มีการรวมตัวของคนเสื้อแดง เสื้อเหลือง ปัจจุบันพลังเหล่านี้หายไป“ถ้าประชาชนเข้มแข็ง นักการเมืองอยู่ยาก แต่ประชาชนอ่อนแอ นักการเมืองอยู่ได้ เพราะชาวบ้านหวังพึ่งนักการเมือง เมื่อประชาชนอ่อนแอและยากจนก็ถูกปกครองง่ายเมื่อนักการเมืองมีอำนาจก็เข้าไปถอนทุน กลายเป็นวัฏจักร พอถึงจุดหนึ่งระบบเดินไปไม่ได้ก็กินตัวเอง สังคมถึงคราวล่มสลาย เริ่มสัมผัสได้จากดัชนีเติบโตทางเศรษฐกิจไทยตกต่ำที่สุด”รัฐบาลผลักดันเมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์เต็มที่ มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง หลังอัดประชานิยมผ่านโครงการไทยช่วยไทย เป็นกลยุทธ์สร้าง “บุญคุณจำลอง” ผ่านสมาร์ทโฟน นายนิพิฏฐ์ บอกว่า บ่งบอกว่าเป็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจของนักการเมือง ไม่ใช่โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนงบลงทุนมหาศาลนับล้านล้านบาท โดยไม่มีอยู่ในนโยบายของพรรคการเมือง คนที่เริ่มต้นเรื่องนี้เกิดมาอีก 5 ชาติก็ไม่มีวันจน รับรองตกถึงลูกหลานเหลนโหลน“ไม่ใช่ 99% มัน 100% มันเป็นเรื่องผลประโยชน์แสวงหาทุนของนักการเมืองชัดเจน ท่ามกลางชาวบ้านใน 14 จังหวัดภาคใต้ ไม่รู้ว่าแลนด์บริดจ์คืออะไรแม้มีเอ็นจีโอ ภาคประชาชนในภาคใต้กลุ่มใหญ่มาคุยกับผม ได้ให้กำลังใจพร้อมแสดงความคิดเห็น แต่ไม่มีเวลาร่วมลงไปเดินในจังหวะแบบนี้”รัฐบาลเผชิญวิกฤติศรัทธาจะสอบผ่านไปได้อย่างไร นายนิพิฏฐ์ บอกว่า รัฐบาลยังไปได้ตามโครงสร้างอำนาจระบบอุปถัมภ์แบบบ้านใหญ่ ที่กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ แต่มันจะเปลี่ยนแปลงเมื่อประชาชนได้รับผลกระทบถึงมองเห็นถึงหายนะของระบบ จนประชาชนบอกว่าอย่างนี้ไม่ไหวแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของประเทศแต่ยังไม่เกิดขึ้นในปีนี้หรือปี 70 ในช่วงชีวิตนี้ไม่รู้จะได้เห็นหรือไม่ คงค่อยๆเปลี่ยนผ่านระบบเลือกตั้งไปก่อน จนมันเกิดหายนะจนประชาชนเดือดร้อนถึงขั้น “อยู่ไม่ได้แล้วโว้ย” มันจะเกิดสวิงกลับไปอีกฝั่งหนึ่งขอย้ำ วันนี้ยังไม่ไปสู่จุดนั้น ยังอยู่แค่ชนวนต่างๆที่รัฐบาลทำให้เกิดขึ้นวิ่งไปรวมอยู่จุดเดียวกัน ชนวนมันเริ่มเกิดขึ้นแล้ว แต่ความเข้มแข็งของฝ่ายที่จะออกมาต่อต้านอำนาจรัฐ มันยังไม่ถึงทางออกสุดท้ายในยุคนี้ยังมีรัฐประหารอยู่อีกหรือไม่ นายนิพิฏฐ์ บอกว่า มันไม่มีแล้ว วันนี้อำนาจรัฐ ทั้ง ขรก. ทหาร ตำรวจและอำนาจการเมืองมันเป็นแพ็กคู่ ไม่มีวันพรากจากกัน ถ้ารัฐบาลเลวร้ายจริงๆหากรัฐบาลทุจริตเยอะมากครอบงำอำนาจจนประชาชนทนไม่ไหวเตรียมพร้อมจะลุกฮือผู้ที่คุมอำนาจเห็นรัฐบาลบริหารผิดพลาดจริงผู้นำเหล่าทัพเพียงตบเท้าสะกิด นายกฯก็ต้องไป.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม