ภาคประชาชนผนึกกำลังฝ่ายการเมืองเดินหน้าร้องเรียน กล่าวโทษ กกต.กรณีจัดการเลือกตั้ง 2569 ส่อไม่โปร่งใส ทุจริต ที่มีการพบหลักฐานหลายพื้นที่ รวมไปถึงการใส่ “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง ส่อขัดรัฐธรรมนูญ ผิด พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ หลายมาตรา เจอทั้งคดีอาญา คดีทางปกครอง พร้อมเรียกร้องเปิดเผยผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการ หลังพบมีการแก้ไขคะแนนหลายรอบ ด้านหัวหน้าพรรค ปชน. บี้ กกต.ทำงานตรงไปตรงมา ไม่อยากให้ใช้อำนาจตัวเองปิดปากผู้อื่นแม้ผ่านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่จนถึงวันที่ 16 ก.พ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังไม่สามารถประกาศผลคะแนนผู้ได้รับเลือกตั้งทั่วประเทศอย่างเป็นทางการได้และมีหลายหน่วยเลือกตั้งส่อไม่โปร่งใส ทั้งการนับและส่งคะแนนเลือกตั้ง ทำให้ตลอดช่วงเช้า มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.และประชาชน เดินทางเข้าร้องเรียน กกต.อย่างไม่ขาดสายร้อง กกต.เปิดผลคะแนนเลือกตั้งที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เวลา 10.00 น.กลุ่มมวลชน We Watch และเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน นำโดย น.ส.ภัสราวลี หรือมายด์ ธนกิจวิบูลย์ผล เดินทางยื่นหนังสือถึง กกต.เพื่อเรียกร้องให้ กกต.แสดงความรับผิดชอบต่อการจัดการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ปรากฏข้อผิดพลาด ความผิดปกติ และปัญหาจำนวนมาก ด้วยการเปิดเผยผลคะแนนอย่างเป็นทางการครบ 100 เปอร์เซ็นต์ ผ่านระบบ ECT Report โดยเร็วที่สุด รวมทั้งเปิดเผย เอกสารสรุปผลคะแนนรายหน่วย แบบ 5/18 ตามระเบียบ โดยเร็ว หากเป็นไปได้ควรพิจารณาเปิดเผยภาพกระดาน ขีดคะแนน แบบ 5/11 เพื่อให้สาธารณชนตรวจสอบได้ รวมถึงคะแนนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าทุกประเภทข้องใจแก้คะแนนหลายครั้งน.ส.ภัสราวลีกล่าวอีกว่า กกต.ควรเปิดเผยโครงสร้างการทำงานเบื้องหลังการรายงานคะแนนว่า ใครมีอำนาจเข้าถึงและแก้ไขข้อมูล ระบุจำนวนครั้งของการปรับปรุงข้อมูล แก้จากอะไร เป็นอะไร และด้วยเหตุผลใด ยืนยันมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก และนับคะแนนใหม่เฉพาะหน่วยที่มีข้อสงสัย ตามอำนาจกฎหมาย และเปิดเผยต่อสาธารณะใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งนับคะแนนใหม่ในหน่วยหรือเขตที่มีข้อสงสัย เพื่อแก้ข้อคลางแคลงใจตรงจุด การเปิดหีบบัตรเพื่อนับใหม่ต้องกระทำต่อหน้าประชาชน ผู้สังเกตการณ์ และสื่อมวลชน ถ่ายทอดสดการนับคะแนนใหม่ หรือบันทึกภาพไว้เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนซัดทำงานบกพร่องก็ลาออกไปแกนนำฯกล่าวว่า การจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ของ กกต.ปรากฏข้อผิดพลาด ความผิดปกติและปัญหาจำนวนมาก ขัดต่อหลักการพื้นฐานของการจัดการเลือกตั้งอย่างร้ายแรง สถานการณ์ดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในวงกว้าง นำไปสู่การเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ตรวจสอบและนับคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และสะท้อนถึงวิกฤติความเชื่อมั่นต่อองค์กรจัดการเลือกตั้งในปัจจุบัน ประเด็นที่ขัดต่อหลักการสำคัญในการจัดการเลือกตั้งความโปร่งใส ทั้งที่ประชาชนคาดหวังให้ กกต.ใช้งบประมาณ 7,824 ล้านบาท อย่างคุ้มค่า ทั้งนี้ ทางกลุ่มพบข้อสงสัยในการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติที่ไม่โปร่งใส และพบข้อครหาหลายอย่าง ซึ่ง กกต.จะต้องตอบข้อครหาเหล่านี้ ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกต้องโปร่งใสหรือเปล่า และคะแนนนับอย่างถูกต้องหรือเปล่า ข้อเรียกร้องทุกอย่างสะท้อนถึงการทำงานของ กกต.ที่นับวันความเชื่อมั่นยิ่งลดลง มาเรียกร้องถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นใครจะรับผิดชอบ ถ้าไม่ใช่ กกต. และหากเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับมาไม่ได้ ควรลาออกไป“เต้” ร้องผู้ตรวจการแผ่นดินจากนั้นเวลา 10.45 น. นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคทางเลือกใหม่ เดินทางมาที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และแถลงว่าจะไปยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ส่งเรื่องกรณีที่ กกต.มีการติดบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งทั้งบัญชีรายชื่อและเขต ซึ่งสามารถตรวจสอบจากต้นขั้วได้ว่าบัตรเลือกตั้งใบนี้เป็นของใครและลงคะแนนให้ใครให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดว่าเป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่เป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับหรือไม่ โดยได้นำเอกสารหลักฐานในการเลือกตั้งปี 69 ที่พบปัญหาหลายอย่าง ทั้งบัตรเขียวเกินกว่าบัตรชมพู คะแนนลงบันทึกสวนทางกับคะแนนที่ติดอยู่หน้าบอร์ด และคะแนนที่ลงบันทึกไม่ตรงกับคะแนนระบบออนไลน์ มายื่นประกอบด้วย และเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ สิ้นสุดที่ศาล ถ้าศาลตัดสินเป็นไปด้วยหลักนิติรัฐนิติธรรม บ้านเมืองจะไม่วุ่นวาย ถ้าศาลตัดสินสวนกระแสกับประชาชนที่เห็นไปตามข้อเท็จจริง มองว่าศาลก็จะอยู่ไม่ได้ร้องความผิดปกติ ลต.สมุทรปราการต่อด้วยเวลา 11.00 น. นายวีรภัทร คันธะ ผู้สมัคร สส.เขต 6 สมุทรปราการ พรรคประชาชน (ปชน.) เดินทางมายื่นคำร้องให้ กกต.ตรวจสอบกรณีที่พบกระดาษเลือกตั้งอยู่ในกองขยะที่จังหวัดสมุทรปราการและคัดค้านผลการเลือกตั้ง และนับคะแนนใหม่ว่า ตนพบความผิดปกติในการเลือกตั้งเขต 6 สมุทรปราการ หลายเรื่อง เช่น พฤติกรรมของ กปน. (กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง) นำชื่อผู้อื่นมาติดแทนตนที่หน้าหน่วย ได้ยื่นเรื่องต่อ กกต.สมุทรปราการไปแล้ว การนำเอกสารใบขีดคะแนน ไปทิ้งที่บ่อขยะ เป็นพื้นที่ปิดของเทศบาลเมืองลัดหลวง รวมทั้งมีการนำใบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของจังหวัดบุรีรัมย์ไปทิ้งที่นี่ด้วย และทราบว่าได้มีการ สอบสวนผู้ที่พบเห็นเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา เห็นว่า กกต.ควรจะมีการนับคะแนนใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่ หวังว่าการมายื่นหนังสือวันนี้ กกต.จะรับฟัง ดำเนินการให้มีการนับคะแนนใหม่ อย่างที่ประชาชนในพื้นที่ต้องการ“สนธิญา” หนุน กกต.เอาผิดคนใส่ร้าย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เดินทางมายื่นหนังสือสนับสนุนการทำงานของ กกต.ที่ให้พิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการมีบัตรผี การทุจริตได้ เพราะยืนยันได้ว่าไม่มีใครสามารถนำบัตรออกมาเพื่อที่จะสแกนหาชื่อ บุคคลที่ลงคะแนนได้ในจำนวนมากที่บุคคลธรรมดาพึงกระทำได้ และเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส. กฎข้อบังคับ และคำสั่งอย่างเคร่งครัด และดำเนินการกับกลุ่มบุคคลที่ใส่ร้ายด้วยความเท็จอย่างเด็ดขาดต่อไปชี้พิรุธพบบัตร ลต.ในกองขยะนายสนธิญากล่าวว่า ต้องการเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการตรวจสอบและพิจารณาและดำเนินคดีทั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จากกรณีที่มีผู้บอกว่าเหตุการณ์ไฟฟ้าดับระหว่างนับคะแนนเกิดขึ้นที่จังหวัดชลบุรี ทั้งที่จริงแล้วเกิดขึ้นที่จังหวัดปทุมธานี และกรณีการนำใบขีดคะแนนแล้วระบุว่าพบในกองขยะ ตนขอเรียกร้องให้ กกต. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจสอบกล้องวงจรปิด เพราะเชื่อว่าปุถุชนคนธรรมดาไม่อยากจะเข้าไปกองขยะแน่นอน อีกทั้งจะได้ทราบว่าที่มาที่ไปของเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้นำใบคิดคะแนนไปทิ้งขยะ รวมถึงกรณีที่เกิดขึ้นที่เทศบาลท่าโขลง อำเภอเมืองปทุมธานี มีสื่อโทรทัศน์แห่งหนึ่งมีความพยายามที่จะซูมให้เห็นถึงผู้มีสิทธิ เลือกตั้งตามหมายเลข ตนได้นำคลิปนี้ส่งให้ กกต.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากการกระทำเหล่านั้นเป็นการกระทำที่กำลังจะบอกว่า กกต.จัดการเลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความสุจริต ยืนยันว่าตนไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ จาก กกต. และหากการเลือกตั้งเป็น โมฆะ ตนจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์คนหนึ่งเหมือนกันยอมรับเลือกตั้งที่ซื้อเสียงมากสุด“ปัจจุบันต้องยอมรับความเป็นจริง การเลือกตั้งที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เป็นการเลือกตั้งที่ซื้อเสียงมากที่สุดครั้งหนึ่ง และการซื้อเสียงก็เป็นการร่วมมือกันระหว่างพรรคการเมืองผู้สมัคร สส.และผู้รับเงินและประสิทธิภาพของการทำงานไม่ต้องพึ่งบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด อย่างปัจจุบัน บ้านใหญ่ก็มีผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อสม. อบต. สท.นายก อบต. นายกเทศบาล ซึ่งมีรายชื่อของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดอยู่แล้ว ใครจะมาปัญญาอ่อนนำเอาบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดไปสแกนข้อมูล แล้วใช้คนเป็นสิบเป็นร้อย ผมไม่เชื่อ” นายสนธิญากล่าวร้อง PDPC เอาผิด พ.ร.บ.ข้อมูลฯทั้งนี้ตลอดวัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้สมัคร สส.และประชาชนทยอยเข้าร้องเรียนและฟ้องร้องให้เอาผิด กกต.ไม่ขาดสาย อาทิ นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้สมัคร สส.เขต 7 ปทุมธานี พรรค ปชป.ที่เตรียมยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ให้เอาผิด กกต.กรณีจัดทำบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ที่สามารถทำให้สอบทานกลับไปถึงตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยตรงและลับ ซึ่งผิดกฎหมายข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ที่ผ่านมาเคยเอาผิดแล้วในการทำข้อมูลรั่วไหล แต่ยังไม่เคยมีการเอาผิดในขั้นของการรวบรวมข้อมูล ซึ่งคำร้องของตนจะเอาผิดตั้งแต่ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล จนถึงขั้นตอนการเผยแพร่ชี้จ่อทำผิด ก.ม.หลายมาตรานายประสิทธิ์กล่าวอีกว่า การติดบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำให้สามารถค้นไปถึงคนที่กาบัตรว่าคือใคร สามารถติดตามได้ทั่วประเทศไทย ถือเป็นความผิดตามมาตรา 19 เป็นการเก็บข้อมูลข่าวสารโดยไม่ได้รับการยินยอม มาตรา 22 กำหนดว่าการเก็บข้อมูลต้องเก็บเท่าที่จำเป็น แต่ QR Code ไม่มีความจำเป็นต่อการนับคะแนน มาตรา 23 การเก็บข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งให้ทราบก่อนล่วงหน้า แต่ครั้งนี้ก็ไม่มีการแจ้งเช่นกัน มาตรา 26 ห้ามไม่ให้มีการเก็บข้อมูลความคิดเห็นทางการเมืองโดยไม่ได้รับการยินยอมจากเจ้าของความเห็น ซึ่งอันนี้สำคัญที่สุดมีความผิดทางอาญาจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 500,000 บาทย้ำข้ออ้างของ กกต.ฟังไม่ขึ้นนายประสิทธิ์ยังกล่าวด้วยว่า กกต.อาจจะมีข้อโต้แย้งว่าการจัดการเลือกตั้ง เป็นหน้าที่ของ กกต. สามารถจัดเก็บข้อมูลได้ ซึ่งตามกฎหมาย PDPC มาตรา 4 (4) แม้จะมีข้อยกเว้นว่าทางรัฐสภา หรือ องค์กรที่แต่งตั้งโดยรัฐสภา สามารถเก็บข้อมูลเหล่านี้ได้เพื่อการพิจารณาคดี แต่ไม่ใช่การเก็บรวบรวมเพื่อการบริหาร ซึ่งการพิมพ์บัตรที่มีบาร์โค้ดเป็นขั้นตอนของการบริหารจัดการ การนับคะแนนยังอยู่ในขั้นตอนของการบริหารจัดการ ไม่ได้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาคดี ดังนั้น ที่ กกต.โต้แย้งว่าสามารถทำได้นั้น จึงฟังไม่ขึ้น หรือที่อ้างว่าการพิมพ์บาร์โค้ด เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยขึ้นนั้น ตนเห็นว่าการจะสร้างความปลอดภัยป้องกันการปลอมแปลงมีวิธีการอื่นมากมาย ที่ไม่ใช่บาร์โค้ด และความปลอดภัยต้องไม่แลกมาด้วยการละเมิดสิทธิ ข้อมูลพื้นฐานของประชาชน พร้อมย้ำว่าไม่ได้มาร้องเรียนเพื่อตัวเอง เพราะข้อมูลตรงนี้เป็นของประชาชน 30 กว่าล้านคนที่มาใช้สิทธิ ไม่ได้เกี่ยวกับคะแนนเลือกตั้ง แต่เกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลและการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล คูหาเลือกตั้งของเราควรจะเป็นที่ปลอดภัยที่สุด ไม่ใช่เป็นกล้องสอดแนม“เท้ง” บี้ทำงานตรงไปตรงมาส่วนที่ศาลอาญา ถนนรัชดา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนกรณี กกต.เรียกสอบกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) เกี่ยวกับการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งติดบาร์โค้ดว่า ถ้าเป็นการเรียกสอบโดยสุจริตว่า กปน.ทำตามระเบียบหรือไม่อย่างไร สามารถทำได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ สังคมกำลังตั้งคำถามที่ กกต.จะฟ้อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กับประชาชนทั่วไป หรือเจ้าหน้าที่ กปน.ที่ทำหน้าที่โดยสุจริต ตามระเบียบแล้วการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง หรือหลังคูหา ผิดแน่นอน แต่การถ่ายภาพขั้นตอนก่อนลงคะแนนไม่ได้ผิดอะไร การพุ่งเป้าไปเรียกสอบเจ้าหน้าที่ กปน.ส่วนนั้น ต้องดูว่าทำผิดระเบียบหรือไม่ หรือพยายามจะเรียกสอบเจ้าหน้าที่ที่จะทำให้ กกต.มีความสุ่มเสี่ยง เพราะบาร์โค้ดที่อยู่ในนั้นไม่ได้เป็นการทำให้การลงคะแนนเป็นการลงคะแนนลับ อยากให้ทุกคนช่วยกันเรียกร้องให้ กกต.ทำงานแบบตรงไปตรงมา ไม่อยากให้ใช้อำนาจตัวเองปิดปากผู้อื่นย้ำปกป้องสิทธิประชาชนถึงที่สุด เมื่อถามว่า ทางพรรคประชาชนมีความเคลื่อนไหวเรื่องนี้อย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ทางพรรคทำในสิ่งที่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่า การดำเนินคดีอาญา ม.157 ม.172 ตัวแทนของพรรคดำเนินการโดยตรงไปแล้ว และมีภาคประชาชนเข้าไปยื่นที่ผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และที่ศาลปกครอง ทางพรรคจะไม่เข้าไปยื่นซ้ำซ้อน แต่จะติดตามเรื่องนี้และเรียกร้องให้ กกต.ออกมาเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างให้โปร่งใสมากที่สุด สิ่งที่เราเรียกร้องได้คือ การเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้มีความโปร่งใสยุติธรรม ปกป้องสิทธิของประชาชนให้ถึงที่สุด ขณะนี้บัตรเลือกตั้งมีปัญหา กกต.ต้องพยายามดำเนินการอย่างเต็มที่ดีที่สุด ให้เก็บรักษามีความลับ ดีที่สุดคือต้องเร่งทำลายบัตรให้เร็วที่สุด ส่วนจะนำไปสู่การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ อยู่ในฐานะที่ไม่เหมาะสมที่จะพูดต้องให้หน่วยงานอื่นเป็นผู้ตัดสินแทนร้องศาล ปค.เอาผิด กกต.ยกคณะต่อมา เวลา 12.30 น. นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) บัญชีสำรอง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงาน กกต.และเลขาธิการ กกต. ฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย กรณีจัดพิมพ์รหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง สส.โดยขัดหลักการลงคะแนนลับและรัฐธรรมนูญ ต่อศาลปกครองสูงสุด ผ่านระบบงานคดีปกครองอิเล็กทรอนิกส์ โดยขอให้ศาลสั่งให้บัตรเลือกตั้ง สส.ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบ่งเขตในรอบวันที่ 1 และ 8 ก.พ.2569 เป็นบัตรเสียและไม่ให้นับเป็นคะแนน รวมทั้งให้ กกต.เผาหรือทำลายบัตรเลือกตั้งดังกล่าวโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ พร้อมทั้งสั่งลงโทษ กกต.สำนักงาน กกต.และเลขาธิการ กกต.ร่วมชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งสิ้น พร้อมทั้งให้สั่งลงโทษ กกต.สำนักงาน กกต.และ เลขาธิการ กกต.ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ด้วยโทษจำคุกและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง รวมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 3 ชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ และขอให้ศาลเร่งพิจารณาคดีให้เสร็จสิ้นโดยเร็วก่อนผู้ถูกฟ้องที่ 1 ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส.ใหม่ นอกจากนี้ ยังได้ขอให้ศาลสั่งไม่รับรองผลการเลือกตั้งเป็นการชั่วคราว ก่อนมีคำพิพากษานศ.ร้องศาล ปค.ลต.ไม่ชอบด้วย ก.ม.ต่อด้วยเวลา 13.00 น. ที่ศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ ตัวแทนเครือข่ายนักศึกษา 9 สถาบัน ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ธรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ม.เชียงใหม่ ม.แม่ฟ้าหลวง ม.รามคำแหง และ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ นำโดยนายธีรภัทร ศุภพิทักษ์ไพบูลย์ ผู้ประสานงาน กลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม เดินทางมายื่นฟ้อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเลขาธิการ กกต.ต่อศาลปกครองกลาง โดยกล่าวหาว่า กกต.จัดการเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ.2569 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากจัดทำบัตรเลือกตั้งที่มีรหัส Barcode ซึ่งสามารถระบุหรือย้อนกลับไปถึงตัวตนของผู้ลงคะแนนได้ เป็นการละเมิดหลักการ “การลงคะแนนลับ” ตามรัฐธรรมนูญ โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้การจัดการเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ.เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมให้ กกต.จัดการเลือกตั้งใหม่ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และสั่งห้ามให้ กกต.และเลขาธิการ กกต. รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำระบบรหัสคิวอาร์โค้ด หรือเทคโนโลยีอื่นใดที่มีลักษณะในการระบุหรือเชื่อมโยงถึงตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มาใช้จัดทำบัตรเลือกตั้ง หรือใช้ในกระบวนการลงคะแนนเลือกตั้งในครั้งต่อๆไป โดยขอให้ศาลพิจารณา คดีนี้โดยเร่งด่วนเพื่อประโยชน์ของรัฐและประชาชนสว.ชี้บาร์โค้ดบัตรพังระบบเลือกตั้งวันเดียวกัน นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุถึงกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่หลายฝ่ายกังวล อาจทำให้การออกเสียงไม่เป็นความลับว่า กรณีที่คะแนนเลือกตั้งย้อนรู้ได้ว่าใครเลือกใคร ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยลับอีกต่อไป ขอบคุณนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ตั้งคำถามเรื่องระเบียบการเก็บบัตรของ กกต. ตอนแรก กกต.บอกว่าแยกเก็บบัตรกับต้นขั้ว จึงปลอดภัย แต่ระเบียบกลับระบุว่า สุดท้ายต้องนำมารวมไว้ในหีบบัตรเดียวกัน คำถามคือความลับอยู่ตรงไหน การเลือกตั้งโดยลับไม่ได้จบแค่ตอนเข้าคูหา แต่ต้องหมายถึง ไม่มีใครตรวจสอบย้อนหลังได้ด้วย เพราะทันทีที่รู้ได้ว่าใครเลือกอะไร การซื้อเสียง การกดดัน และการควบคุมประชาชนจะเกิดขึ้นทันที พอการออกเสียงเลือกตั้งของประชาชนไม่ใช่ความลับ เท่ากับการเลือกตั้งครั้งนี้พังเรียบร้อยเรียก “แสวง” แจงแจ้งจับ ปชช.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 17 ก.พ. เวลา 10.00 น. จะมีการประชุม กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา มีวาระสำคัญคือการพิจารณากรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินคดีกับประชาชนผู้เข้าร่วมเรียกร้องให้นับคะแนนผลการเลือกตั้งใหม่ ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี เชิญนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ผอ.เลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี น.ส.คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ หัวหน้าฝ่ายคดีศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และผู้ได้รับผลกระทบเข้าชี้แจงผู้ตรวจการฯให้ชี้แจงใน 7 วันเวลา 17.30 น. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน มีรายงานว่า สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอให้มีการชี้แจงกรณีมีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการที่ กกต.พิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งจนรู้ได้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด พรรคการเมืองใด เข้าข่ายเป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 96 หรือไม่ กำหนดให้สำนักงาน กกต.ชี้แจงกลับมาภายใน 7 วันมี 3 คำร้องกรณีพิมพ์บาร์โค้ดก่อนหน้านี้มีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ตรวจสอบเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 13 ก.พ. รวม 12 คำร้อง ในจำนวนนี้มีคำร้องที่ยื่นขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง การที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินมีหนังสือแจ้งให้ กกต.ชี้แจงนั้นมาจาก 3 คำร้อง คือ คำร้องของนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร นักธุรกิจและนักวิชาการอิสระ และตัวแทนประชาชนที่ขอสงวนชื่อ อย่างไรก็ตาม ตามขั้นตอนของผู้ตรวจการแผ่นดินหลังจากได้รับหนังสือชี้แจงจากสำนักงาน กกต.แล้ว สำนักงานจะประมวลเรื่องและเสนอที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดิน พิจารณาหากที่ประชุมเห็นว่าคำร้องมีมูลเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญจะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ หากเห็นว่าไม่มีมูลจะสั่งยุติเรื่อง ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้ตรวจการแผ่นดิน 2 คน คือนายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และ พล.ต.ท.สรายุธ สงวนโภคัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่วนอีกหนึ่งคนอยู่ระหว่างการสรรหา.อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่