ในภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังผันผวนหนัก ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์, เงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ, เทรนด์ดอกเบี้ยขาลง รวมถึงความไม่แน่นอนของระบบการเงินโลก เปิดทางให้ “ทองคำ” กลับมาเป็นสินทรัพย์สุดฮอตที่นักลงทุนทั้งโลกให้ความสนใจอีกครั้ง สร้างปรากฏการณ์คนตื่นทอง ฝันไปไกลว่าราคาทองจะพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ภายในเร็ววันนี้ จากปัจจุบันที่แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,378.69 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ทำไมชาวโลกถึงตื่นทอง ตัวเร่งที่ทำให้ “ทองคำ” กลับมาเป็นกระแสน่าสนใจอีกครั้ง เกิดจากหลายปัจจัย ปัจจัยแรกคือ “เงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่า” ปกติทองคำถูกตีราคาด้วยหน่วยดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อดอลลาร์อ่อนค่า ทองคำจึงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนคือ “อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนจากสินทรัพย์อื่นๆที่ลดลง” เทรนด์ดอกเบี้ยขาลง ทำให้ “ทองคำ” กลายร่างเป็นสินทรัพย์ฮอตทันที“ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์” สงครามระหว่างประเทศ, วิกฤติหนี้ และความเสื่อมศรัทธาในระบบเงินตรา ล้วนเป็นตัวเร่งชั้นดีให้เกิดแรงซื้อทอง“ความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางและนักลงทุนเฮดจ์ฟันด์” ธนาคารกลางและสถาบันใหญ่ๆย่องซื้อทองคำเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ส่งสัญญาณชัดว่าความเชื่อมั่นในระบบเงินตรากำลังเสื่อมถอยลงถามว่ามีโอกาสที่ราคาทองจะขึ้นได้อีกสักเท่าไหร่ ในปี 2025 ทองคำปรับตัวขึ้นมาก โดยผลตอบแทนในหลายสกุลเงินเป็นตัวเลขสองหลัก ธนาคารใหญ่หลายแห่งเริ่มปรับคาดการณ์ราคาทอง เช่น HSBC คาดว่าราคาทองจะพุ่งไปถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ภายในครึ่งปีแรกของปี 2026จากรายงานของสภาทองคำโลก (WGC) ชี้ว่า หากไม่มีวิกฤติหนัก ราคาทองอาจเพิ่มขึ้นอีก 10-15% จากระดับปัจจุบัน แต่ถ้าเกิดวิกฤติรุนแรงไม่ว่ามุมใดของโลก ราคาทองก็พร้อมพุ่งทะยานขึ้นทันทีสิ่งที่คนตื่นทองควรจับตามองก็คือ ทิศทางของอัตราดอกเบี้ย, เงินเฟ้อ และบทบาทของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อไหร่ทั้งหมดนี้เปลี่ยน แปลงแนวโน้มไปอย่างมาก “ทองคำ” จะกลายเป็นสินทรัพย์ ปลอดภัยที่โดดเด่นขึ้นทันตาเห็น แต่ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว, เทรนด์ดอกเบี้ยเปลี่ยนเป็นขาขึ้น และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เบาบางลง “ทองคำ” ก็จะกลับไปหลับใหลในขวดแก้วอีกครั้งสำหรับสมาคมคนตื่นทอง ขอย้ำว่า “ทองคำ” ไม่ให้ผลตอบแทนประจำ เช่น ดอกเบี้ย และเงินปันผล เหมือนการลงทุนอื่นๆ จึงไม่เหมาะกับคนที่ต้องการรายได้ประจำ ขณะเดียวกันราคาทองอาจมีความผันผวนมาก วิ่งขึ้นลงปรู๊ดปร๊าดวันละหลายรอบ ไม่เถียงว่าการเก็บทองเป็นเรื่องดี แต่ควรเก็บทองเป็นสินทรัพย์ประกันพอร์ตโฟลิโอ มากกว่าจะเล่นเก็งกำไรทุกวัน เพราะการถือทองคำเป็นการรักษามูลค่า มากกว่าจะหวังผลตอบแทนแบบก้าวกระโดดเหมือนลงทุนหุ้นทุกวันนี้ “ทองคำ” กลับมามีบทบาทสำคัญในฐานะ “หลุมหลบภัย” (Safe Haven) เพราะนักลงทุนทั่วโลกมองเป็นทางเลือกในการรักษามูลค่าของสินทรัพย์ และลดความเสี่ยง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวนหนัก, นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย, ค่าเงินอ่อนยวบ, เงินเฟ้อสูง และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์นอกจากจะเห่อทองคำกันทั้งโลก อีกหนึ่งโลหะมีค่าที่มาแรงคือ “เงิน” หรือ “Silver” ตั้งแต่ต้นปี 2025 ราคาโลหะเงินพุ่งขึ้นกว่า 50–70% โดยมีปัจจัยหนุนจากความต้องการใช้โลหะเงินในภาคอุตสาหกรรมต่างๆที่สูงขึ้น อัตราทองคำต่อเงินยังอยู่ในระดับสูง หมายความว่า “เงิน” ยังมีราคาถูกมาก เมื่อเทียบกับ “ทองคำ” จึงมีโอกาสปรับตัวขึ้นอีกมาก เพื่อเข้าใกล้ความสมดุล “แบงก์ออฟอเมริกา” คาดการณ์ว่า ราคาโลหะเงินอาจพุ่งไปแตะ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ในอนาคตอันใกล้ กระนั้น เนื่องจากตลาดโลหะเงินมีขนาดเล็กกว่าตลาดทองคำหลายเท่า ทำให้มีสภาพคล่องน้อยกว่ามาก จึงอาจขึ้นลงแรงเหมือนรถไฟเหาะตีลังกา เมื่อไหร่เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนโหมดเป็นขาขึ้น ก็วงแตกต้องแยกย้ายตัวใครตัวมัน!!มิสแซฟไฟร์คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม