พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เปิดตัวเป็น นักการเมืองอาชีพ อย่างยิ่งใหญ่อลังการที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ด้วยการสมัครเป็นสมาชิก พรรครวมไทยสร้างชาติ และ เป็นว่าที่แคนดิเดตนายกฯพรรครวมไทยสร้างชาติ ท่ามกลางกองเชียร์ที่มากับรถบัสอย่างเป็นระบบนับหมื่นคน ถือเป็นการ “ถอดหน้ากากคนดี” ที่สื่อทำเนียบรัฐบาลตั้งเป็น “ฉายารัฐบาล” แม้เจ้าตัวจะประกาศว่า “ผมไม่ได้อยากเป็นใหญ่ ไม่ได้อยากมีอำนาจ” แต่การสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯอีกสมัย ก็สะท้อนถึงตัวตนที่แท้จริงของ พล.อ.ประยุทธ์ สะท้อนถึง คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ความเป็นจริงกับสิ่งที่พูดขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิงการไปต่อ ของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังทำให้ประเทศเสียเวลาไปพอสมควร พล.อ.ประยุทธ์ ก็รู้ดี ด้วยอิทธิฤทธิ์รัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับ คสช. ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์มีโอกาสได้เป็นนายกฯอีกสมัย แต่เป็นได้เพียง 2 ปี ก็ครบโควตาใหม่ 8 ปี ตามรัฐธรรมนูญ ไปต่อไม่ได้ ต้องเปลี่ยนนายกฯใหม่ เปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าจะเปลี่ยนผ่าน และเริ่มบริหารประเทศตามนโยบายใหม่จากรัฐบาลใหม่ ทำให้ประเทศชาติเสียเวลาไปฟรีๆพล.อ.ประยุทธ์ เปิดเผยเหตุผลบนเวทีหลังจากที่สมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติแล้วว่า “วันนี้ไม่ได้มาในฐานะนายกฯ แต่มาเพื่อบอกว่า ทำไมต้องอยู่” โดยอ้างว่าทำเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน “หลายคนสงสัยว่า ผมอยากเป็นต่อหรือไม่ ผมไม่ได้อยากเป็นใหญ่ ไม่ได้อยากมีอำนาจ อำนาจมีเยอะแล้ว มีมาทั้งชีวิต...ที่มาวันนี้ไม่ได้อยากเป็น ไม่ได้อยากเป็นผู้ยิ่งใหญ่ และไม่อยากรับผลประโยชน์อะไรทั้งสิ้น ผมเคารพในกระบวนการประชาธิปไตยของประเทศไทย ไม่ได้เพราะอยากอยู่ต่อ แต่อยากพูดกับทุกคนว่า ประเทศไทยต้องไปต่อ...”เห็นไหมครับ พล.อ.ประยุทธ์พูดอย่างหนึ่ง (ไม่ได้อยากมีอำนาจ ไม่ได้อยากอยู่ต่อ) แต่ปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง โดย สมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อเป็น “แคนดิเดตนายกฯ” หวังไปต่อ ต้องการมีอำนาจต่อ ต้องการเป็นใหญ่ต่อ ต้องการเป็นนายกฯต่อปลายปี 2565 ผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาล ตั้งฉายารัฐบาลว่า “หน้ากากคนดี” และตั้งฉายานายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า “แปดเปื้อน” โดนใจคนทั้งประเทศ ฉายา “หน้ากากคนดี” นั้น ผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาลอธิบายความว่า “ภายใต้หน้ากากของรัฐบาลที่สร้างภาพจำมาตลอดเวลาว่าเป็นคนดี นโยบายทุกอย่างทำเพื่อบ้านเมืองและประชาชน แต่กลับเกิดข้อกังขาว่า ยังเดินตามเจตนารมณ์ที่ประกาศไว้หรือไม่ เช่น นโยบายกัญชา ที่อวดอ้างว่าทำเพื่อประชาชน แต่เมื่อเกิดผลกระทบจากการใช้ผิดวัตถุประสงค์ กลายเป็นปัญหาสังคมบานปลาย แม้แต่การออกกฎหมายควบคุมการใช้ยังทำไม่ได้ สุดท้ายผลักภาระเพิ่มให้ตำรวจ เพียงเพราะต้องการเช็กลิสต์ตามนโยบายที่หาเสียงไว้นโยบายประชานิยมที่ออกแนวหาเสียง ให้ทั้งเบ็ดทั้งปลา หรือการประกาศแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีความคลุมเครือว่า ประโยชน์ที่ได้รับนั้น เป็นของประชาชนหรือนักการเมืองกันแน่ แต่ไม่ว่าจะเป็นนโยบายของพรรคการเมืองใด เมื่อออกมาในนามรัฐบาล ประชาชน จึงเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่า ภายใต้หน้ากากที่ประกาศเป็นคนดีนั้นจริงหรือไม่?”การเปิดตัวเป็นนักการเมืองอาชีพครั้งนี้ ก็ไม่ต่างกัน พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศบนเวทีว่า “สิ่งสำคัญที่สุด คนเป็นทหารมาทั้งชีวิต ผ่านการถวายสัตย์มาไม่รู้กี่ครั้ง ต้องซื่อสัตย์สุจริต” แต่ก่อนไปเปิดตัว พล.อ.ประยุทธ์ กลับใช้อำนาจนายกฯ แต่งตั้งสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ 3 คน ที่เป็น มือการเมือง เป็น ที่ปรึกษานายกฯ สวมหัวโขนถืออำนาจ เอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน ปลัดกระทรวงมหาดไทยผู้อื้อฉาว ก็มีคำสั่ง ย้ายนายอำเภอ 30 นาย ตั้งรักษาการนายอำเภออีก 50 นาย ทั้งที่เป็นการย้ายนอกฤดูกาล ไม่รู้ย้ายด่วนทำไมผมเขียนให้สติบ่อยๆ “อำนาจการเมืองเป็นสิ่งหอมหวาน เสพติดแล้วถอนตัวยาก” คนเคยมีอำนาจ เมื่ออยากมีอำนาจต่อ ก็จะทำในสิ่งที่ไม่สมควรทำ เพื่อให้ได้อำนาจต่อ.“ลม เปลี่ยนทิศ”