เมื่อเร็วๆนี้ นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ เจ้าของบล็อก Dr.Sant และแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวชื่อดัง ได้แสดง ปาฐกถา dinnier sym posium ในโอกาสรับรางวัล Ellite Plus Award จาก คุณชิเกรุ อะอุยากิ ผู้อำนวยการองค์การยูเนสโก ในหัวข้อ “สุขภาพดีด้วยตนเอง เมืองสุขภาพ และสันติภาพ” ซึ่งมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยคุณหมอสันต์ เริ่มต้นปาฐกถาด้วยการแนะนำตัวว่า โดยการฝึกอบรม เขาเป็นหมอผ่าตัดหัวใจ ความชำนาญ คือการผ่าตัดบายพาสหัวใจชีวิตมาเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตอนอายุประมาณ 55 ปี ที่รู้ว่าตนเองป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มีอาการเจ็บหน้าอก เวลาออกแรงหรือเวลาเครียด ความกลัวตายทำให้ปฏิเสธการรักษามาตรฐานไม่ว่าจะเป็นการทำบอลลูนหรือผ่าตัดบายพาส “ผมปฏิเสธการรักษาทุกกรณี แต่หันไปสืบค้นทบทวนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ย้อนหลังอย่างจริงจัง ด้วยความหวังว่าจะพบทางเลือกอื่นที่รุกล้ำร่างกายน้อยกว่านี้ แล้วก็พบว่าหลักฐานหลายชิ้นซึ่งมีน้ำหนักพอที่ผมจะทดลองกับตัวเองได้” คุณหมอสันต์บอกงานวิจัยชิ้นแรก คุณหมอสันต์บอกว่า เป็นงานวิจัยของ ดร.เอสซี ซึ่งเป็นหมอผ่าตัดต่อมไร้ท่อ ที่ คลิฟแลนด์คลินิก ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงในการรักษาโรคหัวใจมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกดร.เอสซี ทำวิจัยโดยเอาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่หมดทางรักษาแล้ว 24 คนมาทดลองกินอาหารมังสวิรัติแบบไขมันต่ำ แล้วติดตามดูคนเหล่านี้นาน 12 ปี โดยทำหลักฐานการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น ผลการตรวจสวนหัวใจและตรวจ PET scan เป็นระยะ ผลลัพธ์ต่อโรคของคนไข้กลุ่มนี้ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ อัตราเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันลดลงจาก 48 ครั้งใน 8 ปีก่อนหน้านั้น เหลือ 1 ครั้งใน 12 ปีที่ทำวิจัย ภาพการฉีดสีสวนหัวใจพบว่า หลอดเลือดที่ตีบโล่งขึ้น การสวนหัวใจ ฉีดสีซ้ำ ในสามปีต่อมาหลังจากกินอาหารวีแกนพบว่า รอยตีบบนหลอดเลือดหายไปเลย กลายเป็นหลอดเลือดปกติ เช่นเดียวกันนี้เป็นการตรวจด้วย PET scan ตอนป่วยใหม่ๆกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายที่ตายไปแล้วเลือดจะเข้าไปไม่ได้ แต่หลังจากกินอาหารมังสวิรัติไปหลายปีนำมาตรวจซ้ำพบว่าส่วนที่เคยเชื่อว่าตายแล้วกลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ เลือดเข้าไปเลี้ยงได้ และกล้ามเนื้อหัวใจก็กลับบีบตัวได้ปกติ อาการหัวใจล้มเหลวที่เป็นอยู่หายไปคุณหมอสันต์ บอกว่า งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งเป็นของ ดร.ดีน ออร์นิช ใช้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกือบหนึ่งร้อยคนสุ่มแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งใช้ชีวิตปกติ อีกกลุ่มหนึ่งให้เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตใหม่ในสี่ประเด็น คือ1.เปลี่ยนอาหารเป็นอาหารแบบกินพืชเป็นหลักในรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติและไขมันต่ำ2.ออกกำลังกาย3.จัดการความเครียดด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เช่น โยคะ สมาธิ ไทชิ4.ให้เข้ากลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนสัปดาห์ละครั้ง พอครบปีก็เอาทุกคนกลับมาตรวจสวนหัวใจดู พบว่ากลุ่มที่เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต รอยตีบที่หลอดเลือดหัวใจโล่งขึ้น อัตราการเจ็บหน้าอกลดลง 91% ขณะที่กลุ่มใช้ชีวิตปกติรอยตีบเพิ่มขึ้น และมีอัตราการเจ็บหน้าอกเพิ่มขึ้น 165% “ผมใช้แค่หลักฐานสองชิ้นนี้มาทำการทดลองกับตัวเอง ด้วยการเปลี่ยนอาหารมากินพืชเป็นหลักแบบไขมันต่ำอย่างจริงจัง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ผมเลิกกินเค้ก เลิกกินคุ้กกี้ เปลี่ยนกาแฟเป็นกาแฟดำ เลิกดื่มน้ำอัดลม เลิกดื่มน้ำผลไม้ที่ใส่กล่องขาย เลิกกินเกลือ เลิกใช้น้ำมันทุกชนิดทำอาหาร ลดเนื้อสัตว์ลงเหลือน้อยที่สุด หันมากินพืชผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 เสิร์ฟวิ่ง และเพื่อประหยัดเวลาเคี้ยว ผมใช้เครื่องปั่นความเร็วสูงปั่นให้เหลวแล้วดื่ม ทำอย่างนี้อยู่ไม่กี่เดือนร่างกายของผมก็ดีขึ้น ความดันตัวบนลดลงจาก 167 ขณะใช้ยา ลงมาเหลือ 110 โดยไม่ใช้ยา คอเลสเทอรอลรวมลดลงจาก 268 ขณะใช้ยา มาเหลือ 200 โดยไม่ใช้ยา อาการเจ็บหน้าอกหายไป อย่าว่าแต่เดินเร็วเลย ผมวิ่งจ๊อกกิ้งได้โดยไม่มีอาการอะไร” แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวชื่อดังบอกและว่า ผลดีที่เกิดกับตัวเองทำให้ตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตตัวเองเสียใหม่ เลิกทำผ่าตัด เลิกทำงานบริหารธุรกิจ ไปเข้าฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อให้มีคุณวุฒิพอที่จะเป็นหมอเวชศาสตร์ครอบครัวเพื่อสอนคนไข้ให้ดูแลตัวเองได้ เลิกชีวิตในโรงพยาบาล ไปเปิดศูนย์สุขภาพเวลเนสวีแคร์ที่มวกเหล็ก เพื่อสอนให้ผู้ป่วยรู้วิธีมีสุขภาพดีและพลิกผันโรคได้ด้วยตัวของเขาเอง คุณหมอสันต์ บอกว่า หลังค้นพบความมหัศจรรย์ของการเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างที่บอก จึงปรับตัวเองเข้าสู่โลกของเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) โดยเฉพาะการศึกษาวิถีชีวิตของคนในแถบ “บลูโซน” ในหนังสือของแดน บิวท์เนอร์ ที่ทำการวิจัยเชิงระบาดวิทยา โดยเดินทางไปขลุกอยู่ตามชุมชนต่างๆทั่วโลก ในที่สุดก็คัดชุมชนคนอายุยืนที่สุดในโลกมาได้ 5 ชุมชน คือ1.แถบบาร์บาเจีย ในแคว้นซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี2.แคว้นอิคาเรีย ประเทศกรีซ3.แหลมนิโคยา ประเทศคอสตาริกา4.ชุมชนเซเวนเดย์แอดเวนทิส ที่เมืองโลมาลินดา แคลิฟอร์เนีย5.เกาะโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น โดยพบว่าสิ่งที่ทำให้คนในชุมชนเหล่านี้มีสุขภาพดีและมีอายุยืนกว่าคนที่อื่นของโลกมาจากปัจจัย 9 ข้อ คือ 1.กินพืชเป็นอาหารหลัก กินเนื้อสัตว์น้อยมาก บางแห่งไม่กินเนื้อสัตว์เลย2.กินไม่ถึงอิ่ม คือกินแค่ 80% ของความอิ่ม3.เคลื่อนไหวแบบธรรมชาติ ไม่มีโรงยิมหรือสถานออกกำลังกาย แต่เดินทำงานทั้งวัน4.ใช้ชีวิตแบบมีเป้าหมาย ทุกคนรู้ว่าวันนี้จะตื่นมา คำญี่ปุ่นใช้คำว่า ikigai5.ทุกชุมชนมีสถานที่ มีวิธีคลายเครียดส่วนใหญ่กับธรรมชาติ6.ส่วนใหญ่ดื่มแอลกอฮอล์7.ทุกชุมชนมีสังกัดของตัวเอง หมายความว่ามีศาสนา มีความเชื่อของตนเอง8.มีวัฒนธรรมรักตัวเอง รักครอบครัว9.ทุกชุมชนมีวัฒนธรรมเอื้ออาทรต่อกัน มีกลุ่มเพื่อน ที่ญี่ปุ่นมีคำเรียกกลุ่มเพื่อนที่ใกล้ชิดกันแบบนี้ว่า moai กลายเป็นแนวคิดการดูแลสุขภาพที่เรียกว่า “Blue Zone Concept” เป็นหนังสือที่ขายดีทั่วโลก คุณหมอสันต์ ทิ้งท้ายว่า สิ่งเดียวที่จะทำให้คนมีสุขภาพดี โดยเฉพาะคนป่วยคือ การที่คนที่ป่วยสามารถลุกขึ้นมาบริหารจัดการตัวเอง ซึ่งเป็นคอนเซปต์ที่องค์การอนามัยโลกเรียกว่า self management งานวิจัยที่รวบรวมโดยสมาคมหัวใจอเมริกัน (AHA) ตีพิมพ์ในวารสาร Circulation ระบุว่า ขณะที่การรักษาในระบบโรงพยาบาลลดอัตราตายจากโรคหัวใจลงได้ 20-30% แต่การสอนให้ผู้ป่วยดูแลตัวเองด้วยดัชนีง่ายๆ 7 ตัว คือ คุมน้ำหนัก ความดัน ไขมัน น้ำตาล การกินผักผลไม้ การออกกำลังกาย และบุหรี่ มีผลลดอัตราตายลงได้ถึง 90%เป็นบทพิสูจน์คำกล่าวที่ว่า สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง ได้อย่างแท้จริง.