รัฐบาลคลอดมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้ำมันแพง อนุมัติงบกลาง 7,742 ล้านบาท ดูแล 3 ด้าน กลุ่มเปราะบาง เติมเงินบัตรคนจนอีก 100 บาท นาน 1 เดือน ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง รถรับจ้าง รถโดยสารสาธารณะทุกประเภท และบรรเทาค่าครองชีพด้วยโครงการ “ธงเขียว-ธงฟ้า-รถโมบาย-รถพุ่มพวง” กระจายทั่วประเทศ เริ่ม พ.ค.นี้ จ่ายเงินอุดหนุนกลุ่มรถบรรทุก-รถโดยสารสาธารณะทุกประเภท แล้วอัดฉีดอีก 5 พันล้านบาท ให้ประชาชนกู้ดอกเบี้ยต่ำ หากเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทน ทั้งติดโซลาร์เซลล์ ถอยรถไฟฟ้า ส่วนกลุ่มเอสเอ็มอี อัดงบแสนล้านให้ผู้ประกอบการกู้เงินเสริมสภาพคล่อง ด้านนายกฯให้ความมั่นใจ สงกรานต์นี้มีน้ำมันให้เติมแน่นอน ส่วนการปรับราคาจะขึ้นหรือลงให้เป็นไปตามกลไกตลาดรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ประเดิมประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก เมื่อวันที่ 11 เม.ย.และมีมติออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบค่าครองชีพที่พุ่งสูงจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นทุ่ม 7.7 พันล้านสู้น้ำมันแพงที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษก ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุม ครม.ว่า ครม.มีมติอนุมัติงบกลาง 7,742 ล้านบาท 3 ด้านดังนี้ 1.ดูแลกลุ่มเปราะบาง 6,022.85 ล้านบาท จัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 4,700 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบกลุ่มเปราะบาง ตามมติ ครม.วันที่ 26 มี.ค.2569 จำนวน 1,322.85 ล้านบาท 2.มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และผู้ประกอบ การขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง 1,458 ล้านบาท และใช้งบจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) อีก 601 ล้านบาท สมทบมาตรการนี้ ดูแลรถ 467,507 คัน ใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 180,332 คัน และกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง 287,175 คัน โอนเงินจ่ายผ่านพร้อมเพย์แก่ผู้ประกอบการที่มีชื่อในระบบของกระทรวงคมนาคมที่จะเปิดให้แจ้งข้อมูลในลำดับต่อไปจัดกิจกรรมลดค่าครองชีพทั่ว ปท.น.ส.รัชดากล่าวว่า 3.มาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน 260.60 ล้านบาท ผ่าน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส จำหน่ายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตราคาประหยัด ครอบคลุมทั่วประเทศ ช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้ 150 ล้านบาท โครงการเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน ผ่านงานธงฟ้า รถโมบายและรถพุ่มพวงจัดทั่วประเทศ ช่วยลดภาระประชาชนไม่น้อยกว่า 228 ล้านบาท โครงการไทยช่วยไทยเพิ่มรายได้ SME ไทย จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ คาดสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาทเติมเงินบัตรคนจนเดือนละ 100 บาทด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายก รัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า ครม.เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบ และป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง ที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ได้แก่ มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพกลุ่มเปราะบาง ภาคขนส่ง เกษตรกร รวมถึงสนับสนุนให้ประชาชนใช้พลังงานสะอาดทดแทนน้ำมัน ในส่วนมาตรการบรรเทาผลกระทบประชาชน ได้แก่ 1.บรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.22 ล้านคน ขยายวงเงินในบัตรจาก 300 บาท เป็น 400 บาท ระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย.-12 พ.ค.2569 วงเงิน 1,322.84 ล้านบาท 2.เตรียมพร้อมประชาชนเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ลดผลกระทบจากความผันผวนวิกฤติพลังงาน ให้ธนาคารออมสินจัดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำทุ่ม 5 พันล้านให้กู้ติดโซลาร์เซลล์นายเอกนิติกล่าวอีกว่า ส่วนการปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน วงเงิน 5,000 ล้านบาท สนับสนุนสินเชื่อให้ประชาชนปรับตัวด้านพลังงาน เช่น ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ จัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV เป็นต้น วงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 5 ปี มีดอกเบี้ยอัตราพิเศษยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 ม.ค.2570 ขณะที่ธนาคาร อาคารสงเคราะห์สนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อประหยัดพลังงาน ประกอบด้วยสินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุขแก่ผู้ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ปรับปรุง และซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับระบบพลังงาน ทดแทน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 2.20 ต่อปี ระยะเวลากู้สูงสุด 40 ปี ยื่นรับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 เม.ย.2569 โครงการสินเชื่อบ้านเบอร์ 5 แก่ผู้ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง และรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติบ้านเบอร์ 5 จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.69 ต่อปี ใน 2 ปีแรก ระยะเวลากู้สูงสุด 40 ปี รับคำ ขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธ.ค.2569 และโครงการสินเชื่อ Solar Roof แก่ลูกค้าสวัสดิการที่หน่วยงานทำข้อ ตกลงโครงการสวัสดิการเงินกู้ที่อยู่อาศัยที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อซื้อ Solar Roof วงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทปล่อย 3 หมื่นล้านช่วยเกษตรกรนายเอกนิติกล่าวว่า ส่วนมาตรการบรรเทาผลกระทบภาคการเกษตรนั้น ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง ลดต้นทุนการผลิต วงเงิน 30,000 ล้านบาท สนับสนุนเกษตรกรจัดซื้อปัจจัยการผลิต การวิเคราะห์ใช้ปุ๋ยให้เหมาะสภาพดิน พืช เพื่อเพิ่มขีดความสามารถประกอบอาชีพ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี เมื่อเกษตรกรปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข รัฐบาลจะชำระดอกเบี้ยแทนเกษตรกรร้อยละ 3 ต่อปี วงเงินสินเชื่อต่อรายสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ ไม่เกิน 12 เดือน ระยะเวลาโครงการ 3 ปี บรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางแก่ผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญากับภาครัฐ กรมบัญชีกลางได้ผ่อนปรนเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง เช่น กรณีผู้ชนะจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ ให้ถือว่ามีเหตุผลสมควร และไม่เป็นผู้ทิ้งงาน พร้อมคืนหลักประกัน สำหรับสัญญาที่ลงนามแล้วหากได้รับผลกระทบอาจเจรจาหยุดงานชั่วคราวได้ตามความเหมาะสม กรณีที่ลงนามสัญญาแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน หน่วยงานของรัฐสามารถใช้ดุลพินิจเลิกสัญญาและคืนหลักประกันได้ เป็นต้นอัดงบแสนล้านฟื้นฟูเอสเอ็มอีส่วนมาตรการช่วย SMEs นายเอกนิติกล่าวว่า กระทรวงการคลังและธนาคารออมสินจัดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท ผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนเพื่อปรับตัวในด้านเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดิจิทัล เทคโนโลยี สามารถขอรับความช่วยเหลือตามมาตรการดังกล่าวได้ และยังมีโครงการสินเชื่อ SME Green Productivity ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นเงินลงทุนให้ผู้ประกอบการ SMEs ยกระดับเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ครอบคลุมผู้ประกอบการที่มีกระบวนการผลิตลดการใช้พลังงาน ระบบพลังงานทดแทน เชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และรถสมัยใหม่ที่ปล่อยมลพิษต่ำ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี 3 ปีแรก วงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อราย และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย มีมาตรการ EXIM Support Plus เป็นเงินทุนหมุนเวียนให้ผู้ส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงหรือทางอ้อมจากวิกฤติพลังงานที่ทำให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น คิดอัตราดอกเบี้ยแก่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้อยละ 4 ต่อปี และโครงการประกันการส่งออก อัตราเบี้ยประกันพิเศษ สำหรับประกันความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤติตะวันออกกลางอุ้มค่าน้ำมันสิบล้อ–รถสาธารณะนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวว่า มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคขนส่งนั้น รัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณอุดหนุนค่าน้ำมันแก่ภาคขนส่งเป็นเวลา 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.-31 พ.ค.2569 วงเงิน 2,061 ล้านบาท ให้แก่ 1.กลุ่มรถบรรทุกไม่ประจำทาง ที่เป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ 10 ล้อขึ้นไป รถบรรทุกขนาดเล็กน้อยกว่า 10 ล้อ 1,354 ล้านบาท 2.กลุ่มรถจักรยานยนต์สาธารณะ 97 ล้านบาท 3.กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 2 และหมวด 3 ที่เป็นรถตู้โดยสาร รถมินิบัส 81 ล้านบาท 4.กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ หมวด 4 จำนวน 9 ล้านบาท 5.กลุ่มรถแท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 8 ล้านบาท 6.กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง 311 ล้านบาท 7.สนับสนุนเงินให้บริษัท ขนส่ง จำกัด ลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนที่เดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ วันที่ 6-19 เม.ย. 200 ล้านบาทพณ.กระตุ้น ศก.ฐานรากเริ่ม พ.ค.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ของบกลาง 260.6 ล้านบาท ทำโครงการบรรเทาผลกระทบประชาชนจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ได้แก่ โครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการจัดหาปุ๋ยเคมีและปัจจัยการผลิต โครงการลดค่าครองชีพของประชาชน โดยจัดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดในโครงการธงฟ้า และจัดร้านพุ่มพวงกระจายไปในชุมชน และโครงการไทยช่วยไทยเพิ่มรายได้เอสเอ็มอี โดยจะกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเร่งด่วน เสริมสภาพคล่องและลดภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน เริ่มดำเนินการเดือน พ.ค.นี้รัฐงดดูงาน-อบรมต่างประเทศ นางศุภจีกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ครม.มอบให้สำนักงบประมาณพิจารณาลดใช้งบประมาณหน่วยงานภาครัฐ อาทิ งดเดินทางไปศึกษาดูงาน ฝึกอบรมต่างประเทศ ปรับรูปแบบเป็นการศึกษาดูงานหรือจัดกิจกรรมภายในประเทศแทนการลดใช้พลังงานในหน่วยงานรัฐ ให้ Work From Home ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อลดการใช้พลังงาน กระทรวงการคลังมุ่งมั่นดำเนินมาตรการต่างๆ บรรเทาผลกระทบประชาชน ให้กลับมาดำเนินธุรกิจ ใช้ชีวิตตามปกติโดยเร็วอัดฉีด 2 หมื่นล้านช่วยลูกหนี้ขณะที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเป็นเงินกู้จากธนาคารเอสเอ็มอีดีแบงก์ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน เสริมสภาพคล่อง ช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง และเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็กและรายกลางในช่วงวิกฤติพลังงานจากสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางจ่ายเงินช่วยรถสาธารณะใช้น้ำมันด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายก รัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยรายละเอียดมาตรการช่วยเหลือเยียวยากลุ่มผู้ประกอบการขนส่งและรถโดยสารสาธารณะที่ ครม.มีมติอนุมัติว่า กระทรวงคมนาคมแบ่งกลุ่มการดูแลออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้ 1.กลุ่มรถโดยสารและรถรับจ้างสาธารณะที่ใช้น้ำมัน (มาตรการดูแลค่าเดินทาง) รัฐบาลจะเข้าไปช่วยพยุงต้นทุนให้รถกว่า 180,332 คัน เพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่ได้ และประชาชนได้จ่ายค่าตั๋วในราคาเดิม โดยครอบคลุมรถประเภทต่างๆ ได้แก่ รถทัวร์ บขส. และรถร่วมฯ อุดหนุนส่วนต่างค่าโดยสารช่วงเทศกาลสงกรานต์ (6-19 เม.ย.2569) การันตีตั๋วราคาเดิม รถตู้ รถมินิบัส และรถสองแถว (ใน กทม.) รับเงินอุดหนุน 5,040 บาท/คัน รถตู้และรถมินิบัส (ระหว่างจังหวัด) รับเงินช่วยเหลือสูงสุด 700 บาท/วัน/คัน (โดยจะมีการตรวจสอบระยะวิ่งจริงผ่านแอปพลิเคชัน) รถรับจ้างไม่ประจำทาง (เช่น รถนำเที่ยว รถรับส่งพนักงาน) รับเงินอุดหนุน 5,040-7,000 บาท/คัน รถแท็กซี่ รับเงินอุดหนุน 5,040 บาท/คัน รถจักรยานยนต์สาธารณะ (มอเตอร์ไซค์รับจ้าง) รับเงินอุดหนุน 840 บาท/คันให้เงินช่วยรถบรรทุก 3-6 พัน/คันนายพิพัฒน์กล่าวอีกว่า 2.กลุ่มรถบรรทุกสินค้า (มาตรการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค) เพื่อตัดวงจรไม่ให้ต้นทุนค่าขนส่งถูกผลักภาระไปบวกเพิ่มในราคาสินค้าตามท้องตลาด กระทรวงคมนาคมจะเข้าไปช่วยแบ่งเบาภาระค่าขนส่งให้กับกลุ่มรถบรรทุกกว่า 287,175 คัน แบ่งเป็นรถบรรทุกที่ติดตั้ง GPS รับเงินช่วยเหลือสูงสุด 6,000 บาท/คัน (ตรวจสอบระยะวิ่งจริงผ่านแอปพลิเคชัน) รถบรรทุกที่ไม่ได้ติดตั้ง GPS รับเงินช่วยเหลือ 3,000 บาท/คัน ทั้งนี้ ขอให้ผู้ประกอบการและผู้ขับรถที่เข้าข่ายตามหลักเกณฑ์ ขอให้เตรียมตัวลงทะเบียนรับสิทธิ์ เพื่อนำเงินไปหมุนเวียนและเสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพ โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิ์ระหว่างวันที่ 16-19 เมษายน 2569 ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะมีระยะเวลาการช่วยเหลือครอบคลุม 42 วันเต็ม (ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.-31 พ.ค.2569) ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถติดตามข้อมูล รายละเอียด และเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของกรมการขนส่งทางบก (www.dlt.go.th) รวมถึง FacebookPage กรมการขนส่งทางบกไม่ต้องกังวลน้ำมันช่วงสงกรานต์นอกจากนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลถึงปริมาณน้ำมันในขณะนี้ว่า ช่วงวันหยุดยาวขอให้ประชาชนพักผ่อนใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างมีความสุข ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมัน มีให้บริการแน่นอน แต่ขอให้ใช้อย่างตระหนัก เรื่องความสนุกสนานก็ขอให้เต็มที่ สาดน้ำ เล่นน้ำตามประเพณี แต่อย่าให้ใครเดือดร้อน ส่วนตัวจะมอนิเตอร์สถานการณ์ตะวันออกกลาง เพราะเทศกาลสงกรานต์มีแต่ประเทศ ไทยที่หยุด แต่ประเทศอื่นไม่หยุด เราต้องหาน้ำมันดิบและสิ่งจำเป็นนำมาใช้ในประเทศ ให้ทุกอย่างดำเนินอย่างต่อเนื่องและเรียบร้อย ยืนยันรัฐมนตรีไม่หยุดนิ่ง พยายามหาทางเลือกให้ประเทศ เพื่อประชาชนตลอดเวลาปล่อยราคาตามกลไกตลาดต่อมานายอนุทินให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ถึงการบริหารจัดการปัญหาพลังงานหลังเทศกาลสงกรานต์ว่า ต้องมีมาตรการบริหารจัดการให้เดินหน้าไปด้วยความปกติ อุตสาหกรรมการผลิตสามารถผลิตได้โดยไม่หยุดชะงัก ส่วนการคมนาคมขนส่ง การสัญจรทุกระบบ พยายามให้เป็นปกติมากที่สุด ส่วนหลังสงกรานต์จะไม่ขึ้นราคาอีกหรือไม่นั้น ขอให้เป็นไปตามกลไกราคาตลาดโลก เมื่อขึ้นก็ต้องขึ้น ลงต้องเร่งลงให้ ให้เป็นไปตามกลไก สิ่งที่ต้องควบคุมคือ การอุดหนุนกองทุนน้ำมัน ขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือเรื่องปริมาณการใช้ จากที่ต้องอุดหนุนวันละเกือบ 2,500 ล้านบาท วันนี้เหลืออยู่ 300-400 ล้านบาท ลดลงมาหลายเท่า ถ้ามีสิ่งที่ควบคุมได้ จะเร่งคืนประโยชน์ให้ประชาชนทันทีบี้นายกฯปรับโครงสร้างพลังงานผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ช่วงสายวันเดียวกัน ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ผ่านนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายก รัฐมนตรี เพื่อให้เป็นเจ้าภาพปรับโครงสร้างพลังงานน้ำมัน-ไฟฟ้า-แก๊ส ทั้งระบบโดยเร่งด่วน ด้วยการลดค่าการกลั่นบนพื้นฐานที่เป็นจริง ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันไม่ให้กระทบรายได้ประเทศ และรัฐบาลต้องชะลอโครงการนโยบายหาเสียง โครงการแต่ละกระทรวง เลิกอ้างอิงราคามาตรฐานราคาสิงคโปร์ เปลี่ยนมาอ้างอิงต้นทุนการกลั่นที่แท้จริง และกำไรที่เหมาะสม ขอให้ยกเลิกกองทุนน้ำมันที่ผลักภาระให้ประชาชนเป็นผู้จ่ายทั้งหมด เปลี่ยนเป็นคลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ ให้โรงกลั่นเป็นผู้เก็บน้ำมันสำรองให้รัฐ และขอให้เร่งตั้งองค์กรใหม่ว่าด้วยพลังงานแห่งชาติ แยกโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ท่อ ท่า และแท่นที่ถูกกำกับโดย ปตท.ออกมาอยู่ภายใต้รัฐ 100 เปอร์เซ็นต์น้ำมันหายเพิ่มเป็น 60 ล้านลิตรส่วนความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีการกักตุนน้ำมันที่คณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) มีมติเอกฉันท์รับเป็นคดีพิเศษ ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 11 เม.ย.ว่า แหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยการขยายผลตรวจสอบของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ พบข้อมูลสำคัญ ความผิดปกติระหว่างขนส่งกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 60 ล้านลิตร จากเรือจำนวน 24 เที่ยว ที่มีพฤติการณ์วิ่งเรือล่าช้า ประวิงเวลา หรือวิ่งเรือโดยไม่เป็นไปตามเส้นทางปกติ ซึ่งปริมาณน้ำมัน 60 ล้านลิตรดังกล่าว คือ ตัวเลขปริมาณน้ำมันล่าสุดจากที่ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เคยตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีน้ำมันหายไป 57 ล้านลิตรอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่