ตอนที่ 7
“แหวนสวยจัง แปลกมากด้วย ของบรรพบุรุษน้องพลอยแน่ๆ”
“ไม่ใช่หรอกค่ะ ของหลวงปู่ค่ะ ท่านให้พลอยกับยายเอิบมาใส่ติดนิ้วค่ะ”
“ท่านช่างเมตตาเหลือเกิน แปลกนะ ทำไมท่านจึงเจาะจงให้แต่น้องพลอยกับยายเอิบ”
“ท่านบอกว่าเอาไว้ป้องกันภยันตรายค่ะ”
“บ้านเราไม่มีอะไรน่ากลัว ทำไมต้องป้องกันภยันตรายด้วย”
คำถามของเดือนดาราทำให้พลอยอึกอัก แต่สุดท้ายก็เล่าเรื่องตนฝันร้ายและนางเอิบเคยโดนทำร้ายเกือบตาย
เดือนดาราแสร้งนิ่วหน้า หลอกถาม “ถ้าอย่างนั้นมีคนมาช่วยยายเอิบรึ”
“เหมือนไม่ใช่คนค่ะ ยายบอกว่าเป็นคล้ายแสงสีทองมาปลดเปลื้องให้ผีตนนั้นมันปล่อยจากการบีบคอยาย”
“บางทีอาจไม่ใช่ผีแต่เป็นคนร้าย น่ากลัวจริงๆ... พี่ต้องไปขอหลวงปู่บ้างแล้ว เพราะบางทีพี่อาจเดินทางไปไหนมาไหนเช่นไปเยี่ยมน้องชาย พี่อยากมีแหวนศักดิ์สิทธิ์ป้องกันตัว พี่อยากลองใส่บ้างจังเลย”
พลอยพาซื่อ เกือบถอดให้แล้วหากเสียง
หลวงปู่มั่นจะไม่ลอยในหัว
“ใส่ไว้ตลอดเวลาอย่าได้ถอดเด็ดขาด”
ท่าทีลังเลของพลอยทำให้เดือนดารานึกรู้ว่า
การตะล่อมครั้งนี้คงไม่สำเร็จ แกล้งบอก
“ไม่เป็นไรน้องพลอย พี่ดูแค่นี้พอแล้ว พี่ไม่ใส่ของน้องหรอกจ้ะ ของใครก็ของคนนั้น พี่คงพอป้องกันตนเองได้”
แต่ถึงจะพูดแบบนั้นเดือนดาราก็ไม่คิดจะไปขอแหวนจากหลวงปู่มั่นจริงๆ เพราะวันต่อมาเมื่อแสงชวนเมียรักทั้งสองไปกราบหลวงปู่ เดือนดาราก็ปฏิเสธ แสงคะยั้นคะยอให้เปลี่ยนใจแต่เดือนดาราก็มีเหตุผลที่เขาค้านไม่ออก
“น้องเกรงว่ามันจะไม่เหมาะค่ะ หลวงปู่ท่านคงไม่ชอบที่เห็นเราประพฤติตนเป็นสามคนผัวเมียเช่นนี้”
เหตุผลของเดือนดาราทำให้แสงต้องไปวัดกับพลอยตามลำพัง พริ้งเฝ้ามองเหตุการณ์ตลอดและอดไม่ได้จะสาระแนถามเจ้านายสาวทันทีที่อยู่กันลำพัง
“พวกบ่าวทั้งชายทั้งหญิงมันพูดกันว่าคุณผู้หญิงยอมแพ้พวกคุณพลอยและยายเอิบ ดูสิเจ้าคะ...เมื่อกี้ยังให้คุณท่านเอาคุณพลอยนั่งลอยหน้าลอยตาไปสองคน”
“แล้วอย่างไรอีก”
“คุณผู้หญิงยอมก้มหัวให้ศัตรู”
“แกก็ยังยอม แกไปช่วยกวาดครัวล้างจาน ทำสารพัดจนหมดแรง ผมเผ้าหน้าตาเหมือนผี”
“พริ้งก็งงตัวเองนะเจ้าคะ ใจไม่อยากทำแต่ทำไมร่างกายไปทำ แต่คุณผู้หญิงสิเจ้าคะ...ไม่รู้สึกใดๆ บ้างรึเจ้าคะ”
“ฉันอยากใฝ่ดี แล้วแกจะมาเดือดร้อนอะไรกับฉันรึ”
“มันเหลือเชื่อนี่เจ้าคะ มันหน้ามือเป็นหลังมือ ดำเป็นขาว”
“อย่าสู่รู้เรื่องของพวกฉัน บอกให้ทำสิ่งใดก็ทำ ไม่ได้บอกก็อย่าได้สะเออะ”
“ขอสะเออะอีกสักนิดเจ้าค่ะ ทำไมจึงยอมง่ายดายเช่นนี้เจ้าคะ”
“ฉันต้องการให้บ้านนี้สงบสุข ฉันต้องการให้ทุกคนมีความสุข!”
ooooooo
หลวงปู่มั่นรับรู้ทุกอย่างด้วยญาณพิเศษ
ทั้งเรื่องความแค้นของเดือนดารา มนตร์ดำของสำลีและการมาถึงของแสงกับพลอยที่มากราบนมัสการที่วัด
แสงเอ่ยทักหลวงปู่ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “หลวงปู่ยังดูแข็งแรงนะขอรับ”
“สิ่งใดที่เห็นบางทีอาจไม่ใช่ความจริงที่มันเป็นอยู่...เหตุการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไรบ้างรึโยมแสง”
“ทุกสิ่งเรียบร้อยดีขอรับหลวงปู่”
“ที่มาวันนี้นอกจากจะเอาอาหารมาถวายแล้ว ยังมีสิ่งใดอีกใช่หรือไม่”
“ใช่เลยขอรับ กระผมทำเรือนใหม่ให้พลอยภรรยาใหม่ของกระผม กระผมอยากนิมนต์ท่านไปเจิมเรือนให้เขาเพื่อเป็นสิริมงคลขอรับ”
“ไม่จำเป็นต้องไปเจิมดอกโยม เอานี่ไปเถิด
เอาไปปิดไว้กลางเสาเรือน” หลวงปู่ยื่นผ้ายันต์ศักดิ์สิทธิ์ให้ “ปิดไว้แล้วอธิษฐานคิดสิ่งดีๆ ทำสิ่งดีๆ จำไว้ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ปลูกอู่ตามใจผู้นอน แค่นี้ก็เป็นสิริมงคลแก่ตนเองแล้ว”
พลอยก้มกราบหลวงปู่พร้อมแสง สีหน้าเป็นกังวลยิ่งนักแต่ยังไม่กล้าพูดอะไร
เวลาเดียวกันที่บ้านแสง...เสริมมาถึงพร้อมนางเอิบเพื่อดูลาดเลาแทนพ่อแม่ เดือนดารารีบมาต้อนรับ
“ดิฉันไหว้ค่ะคุณเสริม ดิฉันเดือนดาราภรรยาของคุณแสง ยินดีต้อนรับค่ะ”
ความงามของเดือนดาราทำให้เสริมตะลึง
ชั่วอึดใจ ก่อนตั้งสติได้ พนมมือรับไหว้
“ครับ...เอ้อ...ผมต้องขอโทษเป็นอย่างมากที่มาโดยไม่ได้บอกกล่าวให้ทราบกันล่วงหน้า”
“มิเป็นไรดอกค่ะ คุณเสริมคือน้องชายคุณพี่ คือแขกผู้มีเกียรติน่านับถือ เชิญขึ้นบนเรือนของคุณพี่เถิดนะคะ”
“ขอบคุณมากครับ ผมอยากขอเดินชมเรือนพี่แสงจะได้ไหมครับ คือตั้งแต่พี่แสงมีเรือนหลังนี้ผมเพิ่งเคยมาครั้งแรก ร่มรื่นน่าอยู่มาก ผมชอบต้นไม้มากครับ”
“ได้สิคะ ดิฉันจะพาคุณเสริมชมทั่วทุกบริเวณเลยค่ะ...เชิญค่ะ”
ขณะที่เดือนดาราพาเสริมชมรอบบ้าน แสงก็นำวันเดือนปีเกิดของตนกับพลอยให้หลวงปู่ตรวจดวงชะตา
หลวงปู่มั่นรับมาดู เอ่ยเสียงเรียบ “ดูได้...แต่ไม่อาจกำหนดฝืนดวงชะตาที่มีมาของโยมทั้งสองได้หรอก”
“ขอรับ คือกระผมอยากทราบว่ากระผมกับพลอยจะมีชีวิตที่ราบรื่น มีลูกด้วยกันสมดังตั้งใจหรือไม่ขอรับ”
“ดวงโยมทั้งสองเป็นคู่กันแต่ชาติปางก่อน วนเวียนไปมา สุดแท้แต่เวรกรรมที่ทำเอาไว้ มีทั้งสุขทั้งทุกข์ปนกัน”
คำพูดเหมือนแบ่งรับแบ่งสู้ของหลวงปู่ทำให้แสงกับพลอยไม่สบายใจ
“แต่ตอนนี้เรามีความสุขกันดีมากนะขอรับ”
หลวงปู่มั่นส่ายหน้า “แต่ความสุขของโยมพลอยอยู่บนความทุกข์ของผู้อื่น แม้ว่าโยมพลอยจะประพฤติปฏิบัติดีงาม กรรมเก่าก็ยังตามรังควานจนกว่าจะหมดกรรม”
“นานเพียงใดเจ้าคะ”










