ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ธรณีนี่นี้ใครครอง

SHARE
ตอนที่ 16

วิยะดาเสนอให้เอาเดือนหน้าเลยดีไหม ตนจะได้โทร.นัดญาติๆ ทุกคนให้เอง เตือนอาทิจว่าให้นัดทนายไว้เลย แล้วชวนแม่กลับ

ตกเย็น อาทิจพาดรุณีขึ้นไปกราบคุณย่า บอกกล่าวเรื่องตนกับดรุณี และขอให้คุณย่าอวยพรให้ตนทั้งสองอยู่เย็นเป็นสุขด้วย ระหว่างนั้นเขาเห็นดรุณีสีหน้าไม่สบายใจถามว่ามีอะไรหรือเปล่า

“ถ้าคุณย่าไม่ได้ทิ้งสมบัติอะไรไว้ให้ณีเหมือนอย่างที่ทุกคนคิด พี่อาทิจจะยังรักณีเหมือนเดิมไหม”

“ทำไมพูดอย่างนั้น คุณย่าทิ้งสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดไว้ให้น้องณีจ้ะ สิ่งที่ท่านอบรมสั่งสอนจนหล่อหลอมอยู่ในชีวิตและจิตใจของน้องณี เป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดซึ่งคนคนหนึ่งจะพึงให้กับอีกคนหนึ่งได้ รู้ไหม”

“พี่อาทิจ...ขอบคุณนะคะ” ดรุณีน้ำตาซึม

“ถึงเราสองคนจะไม่ได้อะไร พี่ก็เชื่อว่าเราจะสร้างมันขึ้นมาได้ด้วยสองมือของเรา”

ดรุณีโผเข้ากอดอาทิจอย่างอบอุ่นใจ รู้สึกตัวเองโชคดีเหลือเกินที่ได้ยืนเคียงข้างผู้ชายที่แสนดีคนนี้...

คืนนี้เอง น้าแก้วก็เจ้ากี้เจ้าการขนข้าวของเครื่องใช้และที่นอนของอาทิจมาไว้ในห้องนอนของดรุณี ที่สะดุดตาคือมีกระโปรงยาวถักแต่งด้วยลูกไม้สีขาวที่ตุ่นเคยสเกตช์ให้ดรุณีดูบอกว่าจะใส่ในวันแต่งงานกับอาทิจกลางสวนส้ม เธอหยิบจดหมายที่แนบไว้ขึ้นมาอ่านให้อาทิจฟังด้วยความซาบซึ้งใจว่า

“ชุดนี่ตุ่นเย็บเองกับมือ คิดว่ามันคงสวยและน่ารักมากเมื่อณีใส่และยืนเคียงข้างพี่อาทิจ ขอให้ณีกับพี่อาทิจมีความสุขมากๆนะจ๊ะ...รักณีและพี่อาทิจ”

ooooooo

เพื่อปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของคุณย่าที่ต้องการให้อาทิจและดรุณีดูแลและพัฒนาสวนคุณย่าให้เจริญเป็นที่พึ่งพิงแก่คนงานได้อย่างมั่นคงและอบอุ่น อยู่กันอย่างพี่น้อง อาทิจและดรุณีจึงลงแรงแข็งขันยิ่งกว่าเดิม

ดรุณีนำผลผลิตจากสวนแบ่งงานให้แม่บ้านแต่ละคนแต่ละกลุ่มค้นคว้าและทำกันอย่างจริงจัง ตุ๊ที่แต่ก่อนวันๆก็ดีแต่เตร่ไปนั่งบ้านโน้นบ้านนี้ไร้สาระก็ได้ทำแยมผลไม้เป็นอาชีพ ทำแล้วทั้งเพลินทั้งได้เงินจนไพฑูรมานั่งสะกิดตะแหง่วๆ ว่าลืมทำอย่างอื่นไปหรือเปล่า

ส่วนคำมากับ 2 ทองคือทองประสานและทองประสม ก็โขกน้ำพริกเห็ดกันลั่นบ้าน เพราะขายดิบขายดี นักท่องเที่ยวที่มาชมสวนคุณย่าซื้อแล้วติดใจสั่งซื้อกันมากมาย จากที่ตำส่งวันละ 30 กระปุก ดรุณีก็ขอเพิ่มเป็นวันละ 60 กระปุก

สิงห์ทองยังนั่งดวดเช้าดวดเย็น ดรุณีจึงเอาไวน์มะเกี๋ยงมาให้ชิม เพราะเป็นไวน์มีแอลกอฮอล์น้อยป้องกันและรักษาได้หลายโรคมาให้นักดื่มลองชิมดู สิงห์ทองทำเป็นไม่สนใจ แต่พอดรุณีไปแล้วก็แอบเหล่ ทดลองจิบดู ปรากฏว่าจิบแล้ววางไม่ลง จนสามแม่ลูกที่จับตาดูอยู่พากันอมยิ้ม

ส่วนทองประศรีอยู่กับบรรยงที่ย้ายไปอยู่ในเมือง วันนี้จึงมาขอรับตะวันไปเลี้ยง เพราะบรรยงเช่าห้องแถวไว้ให้ ทองประศรีขายของเล็กๆ น้อยๆ ให้พวกนักเรียนและจะได้เลี้ยงตะวันไปด้วย ดรุณีทำท่าคิดหนักเพราะทั้งรักทั้งหลง ตะวันที่กำลังน่ารักช่างพูดช่างเอาใจ จนอาทิจสะกิดแขนพยักหน้าเบาๆ เธอจึงปล่อยตะวันให้ไปหาทองประศรี

ก่อนที่ทองประศรีกับบรรยงจะพาตะวันกลับไป หนูน้อยวิ่งอ้าแขนเข้ามากอดอาทิจไว้เรียกเสียงใส “พ่อทิจจจจจ...” อาทิจกอดหนูน้อยไว้ บอกให้เป็นเด็กดีคิดถึงพ่อทิจก็มาหา น้าแก้วมองตะวันที่เดินกลับไปหาทองประศรีรำพึงเบาๆ

“ยังไงเลือดมันก็ข้นกว่าน้ำ”

ooooooo

วันนัดเปิดพินัยกรรมฉบับที่ 2 ของคุณย่ามาถึงแล้ว บรรดาลูกหลานของคุณย่าพากันมานั่งฟังอย่างคับคั่ง เมื่อทนายเปิดอ่านพินัยกรรม ทั้งห้องเงียบกริบ ทุกสายตาจับจ้องทนายความที่อ่านพินัยกรรมตาไม่กะพริบ

“ข้าพเจ้า ขอมอบทรัพย์สินในส่วนที่เป็นตึกแถวในเมืองซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 20 หลังให้กับลูกๆของข้าพเจ้าทั้ง 20 คน ตามรายละเอียดที่แนบมาด้านหลัง และขอมอบเงินสดในธนาคารให้แก่หลานทุกคนเพื่อเป็นทุนการศึกษาคนละ 2 แสนบาท”

บรรดาลูกหลานต่างพากันยิ้มแย้มยินดี แล้วเงียบกริบอีกเมื่อทนายความอ่านพินัยกรรมต่อ

คุณย่าให้อาทิจจัดแบ่งเงินในธนาคารให้คนงานที่มีอายุงานเกิน 5 ปี คนละ 2 หมื่นบาท เพื่อเป็นทุนทำอาชีพเสริม ให้แบ่งผลกำไรที่ได้จากการขายพืชผักในสวน ตั้งเป็นมูลนิธิฯเพื่อการศึกษาให้ลูกหลานคนงานปีละ 20% ของผลกำไร

พวกคนงานพากันปรบมือดีใจ บ้างถึงกับน้ำตาคลอที่คุณย่าเมตตาพวกตน วิไลลักษณ์กับลูกบางคนของคุณย่าแสดงท่าทีไม่พอใจนักที่คนงานได้ส่วนแบ่งไปด้วย แล้วทุกคนก็พากันแปลกใจเมื่อทนายอ่านพินัยกรรมว่า

“ทั้งนี้ นายอาทิจและ น.ส.ดรุณี จะไม่มีส่วนใดๆ ในทรัพย์สินของข้าพเจ้าที่กล่าวมาแล้วข้างต้น”

วิไลลักษณ์ฟังแล้วชวนประเวทย์กับวิยะดากลับ ทนายบอกว่ายังไม่จบเพราะยังมีข้อความสำคัญในช่วงท้ายของพินัยกรรมอีก แล้วอ่านต่อ

“แต่นายอาทิจและ น.ส.ดรุณีจะได้รับมรดกเป็นที่ดินทั้งหมดที่ข้าพเจ้าถือครองคนละครึ่ง ถ้าแบ่งหรือตกลงกันไม่ได้ก็ให้ขายเอาเงินมาแบ่งกัน แต่ก่อนที่หลานทั้งสองจะขายทรัพย์สินใดๆ ขอให้นึกเสมอว่า ย่าสะสมมาด้วยความเหนื่อยยากก็เพื่อให้หลานได้อยู่อาศัยและใช้เป็นที่ ทำกินไปตลอดชีวิต”

เกิดอาการงันกับบรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้งลูกทั้งหลานของคุณย่า เพราะที่ดินของคุณย่านั้นมีค่ามหาศาล ส่วนพวกคนงานพากันเฮด้วยความดีใจ ต่างลุกไปแสดงความยินดีและดีใจกับอาทิจและดรุณี

ดรุณีน้ำตาคลอคิดถึงคุณย่าจับใจ ที่ท่านเมตตาเด็กกำพร้าคนนี้มากมายเหลือเกิน...

ooooooo

วิไลลักษณ์ทำใจไม่ได้ที่พวกตนได้รับมรดกเทียบไม่ได้เลยกับส่วนที่อาทิจและดรุณีได้รับ วิยะดาปลอบใจแม่ว่า คุณย่าคงเห็นว่าใครจะทำอะไรได้เหมาะถึงได้แบ่งตึกแถวให้เรา

วิยะดาแนะให้แม่ปรับปรุงแล้วเปิดร้านขายสังฆภัณฑ์ เก๋ๆ ขายเสื้อผ้าแบรนด์เนมสีขาวสีครีมเพื่อคุณแม่และเพื่อนไฮโซจะได้ใส่ไปปฏิบัติธรรม  ทำให้วิไลลักษณ์คลายความเครียดลงได้บ้าง

เมื่อไปที่ไร่สตรอเบอร์รี่  นายอ่องก็พาเด็กหญิง อารุณี ที่อาทิจและดรุณีทำคลอดให้มาสวัสดี บอกว่าตั้งชื่อลูกโดยเอาชื่ออาทิจกับดรุณีมารวมกัน ทั้งสองจับแก้มหนูน้อยอย่างเอ็นดู

วันนี้ ที่เนินฝังเถ้ากระดูกคุณย่า อาทิจใส่เสื้อ

ไหมพรมที่ดรุณีถักให้ ส่วนดรุณีใส่ชุดที่ตุ่นตัดเย็บเตรียมใส่ในงานแต่งงานของตัวเองและยกให้เป็นของขวัญดรุณี พากันไปกราบเถ้ากระดูกคุณย่า

“ขอบคุณคุณย่ามากนะครับที่รักและไว้ใจให้เราสองคนช่วยกันดูแลสวนที่คุณย่าสร้างมากับมือ”

“เราจะช่วยกันดูแลที่นี่อย่างดีที่สุด ให้สมกับที่คุณย่าไว้ใจนะคะ”

หลังจากไหว้เถ้ากระดูกคุณย่าแล้ว ดรุณีรำพึงถึงความหวังของคุณย่าว่า

“คุณย่าย้ำนักย้ำหนาว่าอย่าคิดว่าแผ่นดินนี้เป็นของเรา เราทุกคนมีที่ดินไว้ก็เพื่ออาศัยทำกิน เพื่อเลี้ยงตัวเองเพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น”

“แต่เวลาเพียงชั่วครู่ชั่วยามในชีวิตของเรา มันก็มากพอที่จะทำอะไรเพื่อเผื่อแผ่ไปยังเพื่อนร่วมโลก นอกจากเพื่อนฝูงญาติพี่น้องแล้วก็ตัวเราเองด้วยจริงไหม”

“ค่ะ...เราต้องเริ่มเป็นตัวอย่างให้ลูกหลาน คนใกล้ตัว คนงานในสวนก่อน ทุกคนจะได้ช่วยกันขยายความคิดนี้ออกไป”

“คนใกล้ตัวมีเยอะ คนงานในสวนก็แยะ  แต่ลูกหลานเรายังไม่มี มาช่วยกันคิดก่อนไหมว่าทำยังไงเราถึงจะมีลูกหลานเยอะๆ มาช่วยกันทำให้โลกใบนี้สวยงาม”

พูดแล้วอาทิจหันไปทางเถ้าคุณย่า “คุณย่าช่วยหน่อยสิครับ” เขานิ่งไปอึดใจจึงหันบอกดรุณีหน้าตายว่า “คุณย่าไม่ช่วย ท่านบอกให้เราช่วยตัวเอง รบกวนให้ความร่วมมือหน่อยได้ไหม คุณย่าน้อยคนดี...”

คำพูด น้ำเสียง และแววตาออดอ้อนของอาทิจ ทำให้ดรุณีเขินจนก้มหน้าหลบสายตาเขา  ทำให้ดูยิ่งน่ารักน่ากอดน่าหอม อาทิจเชยคางเธอขึ้นหอมที่พวงแก้มแดงเรื่อ อย่างทะนุถนอมและรักสุดหัวใจ

ทั้งสองตระกองกอดกันข้างเถ้ากระดูกคุณย่า  มองพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้ากันอย่างเปี่ยมด้วยความหวัง...

ooooooo

–อวสาน–

ตอนที่ 15

เพราะไข้เพิ่งลด ดรุณีรู้สึกหิวน้ำจึงลุกย่องไปที่ห้องครัวเพื่อเอาน้ำดื่ม น้าแก้วยังไม่นอนมาเห็นเข้าถามว่ามาทำอะไรหรือ พอรู้ว่ามาหาน้ำดื่ม น้าแก้วบ่นว่าทำไมไม่เรียกตน

ดรุณีรีบบอกว่าตนไม่ได้เป็นอะไรมากแค่มึนหัวนิดเดียว กินยาก็หายแล้ว ถามว่าอาทิจยังไม่กลับอีกหรือ น้าแก้วหยอกว่าคิดถึงหรือ เธอบอกหน้างอนๆว่า

“หนูอายต่างหาก ยังไม่อยากเจอไม่อยากสบตา หนูอาย” น้าแก้วบอกว่าสามเกลอเพิ่งลงจากไร่ข้าวโพดบอกว่าแมลงลง อาทิจเลยไปดูยังไม่กลับ

พูดแล้วน้าแก้วเดินเข้าไปในห้องครัว ดรุณียืนพิงขอบประตูรำพึงความในใจ เพราะนึกว่าน้าแก้วยังยืนอยู่ตรงนั้น

“หนูเห็นใจพี่อาทิจจริงๆ โตกว่าหนูแค่ไม่กี่ปี แต่ต้องรับผิดชอบแผ่นดินทุกตารางนิ้วแทนคุณย่าอยู่

คนเดียว ไหนจะดูแลคนงานเป็นร้อยๆอีก หนูเหนื่อยแทนจริงๆ ถ้ามีทางไหนที่หนูพอจะแบ่งเบาภาระได้หนูก็อยากทำ หนูอยากช่วยพี่อาทิจไปตลอดชีวิต”

“จริงนะ” เสียงอาทิจดังขึ้น ดรุณีตกใจหันมอง ตาสบกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อาทิจย้ำถามอีก “จะอยู่ช่วยพี่ไปตลอดชีวิต สัญญานะ”

“สัญญาค่ะ แต่พี่อาทิจก็ต้องสัญญานะว่าจะให้ณีช่วยไปตลอดชีวิต แม้ว่าพี่อาทิจจะมียายตุ่นเคียงข้างแล้วก็ตาม”

“สัญญาจ๊ะ สัญญานี้เป็นสัญญาระหว่างเราสองคน พี่กับน้องณี ไม่เกี่ยวกับใคร ตกลงไหม” พูดพลางยื่นนิ้วก้อยออกไป ดรุณียื่นก้อยตัวเองมาเกี่ยวตอบตกลงเขินๆ

จากนั้น ดรุณีบอกอาทิจว่าพรุ่งนี้จะโทร.ถามตุ่นว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงยังไม่ขึ้นมา อาทิจได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ

ooooooo

วิไลลักษณ์ไปถึงโรงพยาบาลได้เร็วทันใจ ไปเจอเวทางค์เฝ้าตุ่นจนฟุบหลับไปข้างเตียง เขาสะดุ้งตื่นกับการมาอย่างกับพายุบุแคมของแม่ วิไลลักษณ์สั่งทันทีว่า เขาต้องขึ้นไปหาดรุณีพรุ่งนี้ด้วยกันเพื่อหาฤกษ์หมั้นฤกษ์แต่ง ไม่ใช่มาเสียเวลาอยู่อย่างนี้

ตุ่นฮึดขึ้นมาลุกพรวดบอกว่าตนก็เสียเวลาเสียโอกาสเหมือนกัน เธอตัดสินใจออกจากโรงพยาบาลเดี๋ยวนั้นเลย บอกว่าจะไปหาอาทิจ

วิยะดารีบอาสาจะจองตั๋วเครื่องบินให้ แต่ก่อนไปขอถามสักนิดว่า จะไปหาคำตอบที่ทั้งเวทางค์และตุ่นก็รู้ดีอยู่แล้วหรือ เวทางค์ถามว่าเรื่องอะไร

“อ้าว...ก็ถ้าตาไม่บอดก็ต้องเห็นนะว่า พี่อาทิจกับยายณีเขารู้สึกยังไงต่อกัน วิไม่ได้ไปที่นั่นบ่อยเท่า

พี่เว วิยังสังเกตเห็นเลย นอกจากคนหูหนวกตาบอดเท่านั้นแหละที่จะไม่เห็นอะไร”

ตุ่นอ้างว่าดรุณีบอกตนแล้วว่า เธอกับอาทิจเป็นแค่พี่น้องกัน วิยะดาหัวเราะพูดอย่างรู้ทันว่าตุ่นเองก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่จริง แต่แล้วก็ตัดบทอย่างคร้านที่จะโต้เถียงเรื่องนี้กันอีกว่า

“เอาเถอะ...จะรู้มาก่อนหรือไม่รู้ก็ไม่สำคัญ เพราะตอนนี้คุณตุ่นก็รู้จากปากวิแล้ว เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องของคุณตุ่นกับพี่เวที่ต้องคิดให้ดี จริงๆแล้วเรื่องนี้มันจบง่าย เพียงแต่เปิดใจยอมรับความจริงให้ได้เท่านั้นเอง”

“ตุ่นรู้แล้ว แต่ตุ่นแน่ใจว่าพี่อาทิจรักและเลือกที่จะอยู่กับตุ่น” ตุ่นยังตะแบงไปจนได้

วิยะดามองตุ่นอย่างเอือมระอาคิดในใจว่า ว่าที่พี่สะใภ้ของตนคนนี้แรงไม่แพ้แม่เลย

ooooooo

เพียงตกเย็น ตุ่นก็มาถึงสวนส้มคุณย่า ทั้งอาทิจและดรุณีต่างแปลกใจและมึนงง เพราะตุ่นหายไปแบบติดต่อไม่ได้เลย แต่แล้วจู่ๆ ก็มาปรากฏตัวตรงหน้าราวกับปาฏิหาริย์

หลังจากทานอาหารกันแล้ว ตุ่นจู่โจมบอกอาทิจว่าตนอยากไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ถ้าอาทิจยอมรับทุนที่ขอไว้แล้วก็ไปอยู่ที่นั่นด้วยกันแต่งงานกันที่นั่น หรือถ้าเขาอยากกลับมาแต่งที่นี่ตนก็ไม่มีปัญหา

อาทิจตั้งหลักไม่ทันอ้ำอึ้งพูดไม่ออก ตุ่นดูออกว่าเขาลังเล แต่ก็กลัวว่าตัวเองจะทนไม่ได้ถ้าถูกปฏิเสธ เลยตัดบท

“ยังไม่ต้องตอบตอนนี้ก็ได้ค่ะ ตุ่นให้เวลาพี่อาทิจคิดคืนหนึ่ง พรุ่งนี้ค่อยตอบตุ่นก็ได้”

ทันใดนั้นเอง วิไลลักษณ์ยิ้มร่าเข้ามาพูดเสียงดังว่า

“ป้ามาส่งข่าวน่ะจ้ะว่า พรุ่งนี้ครบกำหนดที่ตาเวจะมาฟังคำตอบจากเด็กในปกครองของอาทิจแล้ว” จากนั้นหันไปพูดกับดรุณีราวกับเธอตกปากรับคำแล้วว่า ตนตามใจเธอทุกอย่างทั้งเรื่องสินสอดทองหมั้น พิธีแต่งงาน จะแต่งในเมืองไทยหรือต่างประเทศ ก็ตามใจ

ทั้งอาทิจและดรุณีต่างมึนกับการถูกจู่โจมกดดันอย่างหนัก แสงสว่างอันสวยงามที่เพิ่งจะเริ่มต้นกำลังจะดับวูบลงแล้ว...

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น อาทิจออกมาที่ระเบียงตั้งแต่แสง อาทิตย์ยังไม่มาเยือนเพราะนอนไม่หลับ ดรุณีเองก็ออกมาแต่เช้าเพราะนอนไม่หลับเหมือนกัน เขาชวนดรุณีมาดูพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าด้วยกัน พูดเป็นนัยว่า

“พระอาทิตย์ที่ไหนก็ไม่สวยเท่ากับที่เรายืนมองเขาจากระเบียงคุณย่าด้วยกันที่นี่”

เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งสองคุยถึงอนาคตของกันและกัน ต่างพูดว่าไม่นานอีกฝ่ายก็จะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว อาทิจพูดอย่างหนักแน่นว่าตนจะไม่ไปจากที่นี่ ดรุณีแข็งใจบอกเขาว่า

“ณีไม่อยากให้พี่อาทิจอยู่ที่นี่ พี่อาทิจไปเถอะค่ะ ณีกับพี่เวจะช่วยกันดูแลที่นี่เอง”

ทั้งสองต่างมองหน้ากันนิ่ง...นาน...โดยไม่รู้ว่าตุ่นแอบดูอยู่ที่มุมหนึ่ง ภาพนั้นทำให้ตุ่นตระหนักด้วยความเจ็บปวดว่าทั้งสองรู้สึกอย่างไรต่อกัน...แต่เธอก็ยังย้ำกับตัวเองว่าจะแพ้ไม่ได้ เพราะในชีวิตมีแต่ชนะมาทุกเรื่อง!

เมื่อไปสวนส้มกับอาทิจ ตุ่นอ้อนเขาว่าแม่ตนจะบินมาจากออสเตรเลีย ถ้าเขาไม่ติดงานอยากให้ไปเจอแม่  เพราะท่านเองก็อยากเจอเขามาก พูดแล้วเห็นอาทิจนิ่งไป เธอดักคอว่า “หรือว่าพี่อาทิจห่วงอะไรที่นี่”

อาทิจคิดถึงคำพูดของดรุณีเมื่อเช้าที่บอกว่าไม่อยากให้เขาอยู่ที่นี่ ทำให้เขาเรียกสามเกลอมาสั่งงานทันทีว่า

“ถ้าคุณณีถามหา ก็บอกคุณณีด้วยว่าฉันจะเข้ากรุงเทพฯไปกับคุณตุ่น” ต๊อดถามว่าแล้วจะกลับเมื่อไร “ไม่รู้ อาจจะปีสองปีหรือไม่ก็ไม่กลับ” แล้วชวนตุ่นเดินไปกัน

ตุ่นดีใจจนน้ำตาคลอที่อาทิจเลือกที่จะไปกับตน โผเข้ากอดแล้วเกาะแขนเขาเดินไปอย่างมีความสุขมาก

สามเกลอพากันมองตาค้างแล้วโวยวายกระจองอแง เหมือนเด็กที่ถูกพรากวีรบุรุษในดวงใจของตนไป

ooooooo

ฝ่ายดรุณี เธอไปพบและคุยกับเวทางค์อย่างเข้มแข็ง ชัดเจน และเด็ดเดี่ยว เธอถามเขาตรงๆ ว่า

“พี่เวรักณีจริงๆ หรือคะ” ทำเอาเวทางค์มึน แต่ก็รีบบอกว่ารักจริง เธอถามอีกว่า “พี่เวรู้ไหมว่าณีชอบกินอะไร ชอบทำอะไร และฝันอยากทำอะไร” เห็นเขาอึ้ง เธอถามอีก “พี่เวไม่รู้ เพราะพี่เวไม่คิดอยากจะรู้ และที่ไม่อยากจะรู้ ก็เพราะพี่เวไม่ได้รักณีจริง”

“แต่พี่ก็พร้อมจะเรียนรู้นะน้องณี น้องณีแค่บอกพี่มาว่าอยากกินอะไร อยากทำอะไร พี่ตามใจน้องณีทุกอย่าง เพราะพี่รักน้องณี”

“ความรักไม่ใช่แค่การตามใจอีกฝ่ายนะคะพี่เว มันต้องมีความรู้สึกทุกอย่างรวมอยู่ในนั้น” แล้วเธอก็พรั่งพรูความรู้สึกที่ได้ซึมซับจากอาทิจ ทั้งความเข้าใจ เป็นห่วง ร่วมทุกข์ร่วมสุขให้เขาฟัง แล้วถามว่า “พี่เวคิดว่าพี่เวมีความรู้สึกแบบนั้นให้ณีรึเปล่า”

เวทางค์ตอบกล้อมแกล้มว่าก็มีเป็นบางเรื่อง ดรุณีสรุปให้ฟังว่านั่นเพราะเขาเอ็นดูตนอยู่บ้างในฐานะพี่น้องกัน เวทางค์ร้อนใจถามว่าที่พูดมานี้เพราะเธอมีใครในใจแล้วใช่ไหม พูดอย่างมีอารมณ์ว่า

“พี่รู้นะว่าไอ้หมอนั่นเป็นใคร แต่มันเป็นไปไม่ได้นะน้องณี น้องณีก็เห็นว่ามันกำลังจะไปมีความสุขกับคนอื่น”

“นั่นเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของความรักค่ะ เราควรยินดีที่จะได้เห็นคนที่เรารักมีความสุขไม่ใช่หรือคะ พี่เวยังมีอะไรคาใจอยู่อีกไหม ถ้าไม่มี ณีขอตัวก่อนนะคะ”

ดรุณีหันเดินผละไปทันทีอย่างไม่ยอมให้เขาเห็นน้ำตาที่ท้นออกมา เธอปลุกใจตัวเองเพื่อจะเดินไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็งต่อไป

เวทางค์ยืนอึ้ง เอ๋อ นึกไม่ถึงว่าดรุณีจะกล้าปฏิเสธตนอย่างนี้...

ooooooo

เมื่อตอบรับตุ่นไปเช่นนั้นแล้ว อาทิจพาตุ่นไปขึ้นรถ แล้วตัวเองเดินอ้อมมาทางที่นั่งคนขับ หันไปลาน้าแก้ว เกร็ง และไพฑูรที่มายืนส่งกันตาละห้อยว่า

“ฝากดูแลสวนคุณย่า ช่วยน้องณีกับคุณเวด้วยนะครับลุงเกร็ง พี่ฑูร”

“จะไปจริงๆหรือคะคุณอาทิจ ไม่สงสารคุณณีหรือคะ” น้าแก้วเสียงเครือ

“น้องณีมีคุณเวช่วยอยู่แล้ว ผมอยู่ด้วยก็จะทำให้อึดอัดใจกันเปล่าๆ...ผมลาทุกคนเลยนะครับ” อาทิจยกมือไหว้ทุกคนแล้วขึ้นรถขับออกไป

ดรุณีไปที่แปลงข้าวโพด เดินไปเจอน้าแก้ว เกร็ง ไพฑูร และสามเกลอนั่งจับเจ่ากันอยู่ใต้แนวข้าวโพด เธอถามว่าแล้วอาทิจกับตุ่นล่ะ น้าแก้วทำท่าจะร้องไห้บอกว่า “คุณอาทิจไปแล้วค่ะ”

พอรู้ว่าอาทิจพาตุ่นกลับกรุงเทพฯแล้ว ดรุณีใจหายวาบ ถามว่าไปนานหรือ น้าแก้วบอกว่าเมื่อครู่นี้เอง เธอเดินออกไปอย่างเลื่อนลอย พึมพำอย่างน้อยใจว่า “อยากไปจากที่นี่เร็วขนาดนี้เลยเหรอ จะอยู่ร่ำลากันสักคำก็ไม่มี”

ความคิดหนึ่งแวบเข้ามา ดรุณีเปลี่ยนเป็นเดินจ้ำและกลายเป็นวิ่งสุดฝีเท้าบ่ายหน้าไปที่เนินแปลงกะหล่ำปลี...

ooooooo

อาทิจขับรถเลี้ยวโค้งไปตามถนน ที่สองข้างทางเรียงรายด้วยต้นนางพญาเสือโคร่งกำลังออกดอกบานสะพรั่งสีหวานไปทั้งถนน รถพุ่งไปอย่างไม่มีทีท่าจะจอด แต่จู่ๆอาทิจก็เบรกกะทันหัน จนใบไม้ใบหญ้าริมถนนฟุ้งกระจาย

“ลืมอะไรหรือคะ” ตุ่นถามสีหน้าปกติทั้งที่ใจไม่ดี

อาทิจนิ่งไปครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจพูด “ผมไปจากที่นี่ไม่ได้คุณตุ่น ผมคิดว่าเวลาสองปีมันคงไม่นาน ผมคงทำใจให้รู้สึกเหมือนสองวันได้ แต่...ผมเพิ่งรู้ตัวเดี๋ยวนี้เองว่า ความจริงแล้ว ผมทนไม่ได้ที่จะจากที่นี่ไปแม้แต่วันเดียว ผมทิ้งแผ่นดินของคุณย่าไปไม่ได้”

เหมือนโลกหยุดหมุนฉับพลัน ตุ่นตัวชาวาบเมื่อได้ฟังสิ่งที่กลัวที่สุดจากชายในฝันของตน ถามเสียงสะท้านว่า

“เพราะถ้าทิ้งที่นี่ไป ก็เท่ากับทิ้งหัวใจของตัวเองไปด้วยใช่ไหมคะ”

ทั้งอาทิจและตุ่นมองหน้ากันนิ่ง ด้วยแววตาที่เจ็บปวดไม่น้อยกว่ากัน แต่...จากความรู้สึกที่ต่างกัน

ในที่สุด ตุ่นพูดความเจ็บปวดของตัวเองออกมาว่า...

“ตุ่นรู้ค่ะว่าหัวใจพี่อาทิจอยู่ที่ใคร...ตุ่นพยายามคิด พยายามเข้าข้างตัวเองเสมอว่า พี่อาทิจรักตุ่น...ก็ในเมื่อผู้ชายคนอื่นๆ ก็รักตุ่นมากกว่ายายณีทั้งนั้นนี่คะ ตุ่นไม่ผิดใช่ไหมคะที่คิดอย่างนี้” เมื่ออาทิจตอบเสียงแผ่วว่าครับ เธอยิ้มอย่างเจ็บปวดให้กับตัวเองขณะพูดต่อว่า “เพียงแต่...ผู้ชายพวกนั้นไม่ใช่พี่อาทิจ...”

“คุณตุ่น พี่กับน้องณี เราเป็นพี่...”

“พี่อาทิจรักยายณีค่ะ” ตุ่นขัดขึ้นทันที “ตุ่นมาทบทวนดูแล้ว ตุ่นเพิ่งเข้าใจ ทุกครั้งที่พี่อาทิจพูดกับตุ่น แต่ในแววตาของพี่อาทิจมีเงาสะท้อนของยายณีเสมอ รู้ตัวไหมคะ...พี่อาทิจคุยกับตุ่น แต่ใจกับสายตาของพี่อาทิจ อยู่กับยายณีตลอดเวลา”

อาทิจสงสารตุ่นมาก แต่เขาก็พูดได้แค่ “คุณตุ่น...ผม...ขอโทษ...”

“ไม่ต้องขอโทษตุ่นหรอกค่ะ” ตุ่นเช็ดน้ำตาจนแห้ง “ที่ตุ่นมานี่ก็เพราะอยากจะเผชิญหน้ากับความจริง  และก็อยากจะเห็นพี่อาทิจอีกสักครั้งก่อนจะไปเมืองนอกเท่านั้น”

อาทิจพูดอย่างเจียมตัวว่าตนไม่มีคุณค่าขนาดนั้น บอกตุ่นว่าเธอยังมีอนาคตที่ดีรออยู่ข้างหน้า ตุ่นพยายามพูดให้เข้มแข็งว่าตนก็คิดอย่างนั้น คิดว่าตัวเองคงไม่เหมาะ กับที่นี่เท่าไร

“คุณตุ่นต้องได้เจอคนที่ดีกว่าผมแน่ๆ”

“ค่ะ...ตุ่นก็หวังอย่างนั้น แต่มันคงเป็นไปได้ยาก เพราะผู้ชายที่เป็นรักครั้งแรกของตุ่น เขาน่ารักและเป็นคนดีเหลือเกิน”

“คุณตุ่นก็เป็นคนที่น่ารักและเป็นคนดี”

“แต่ไม่มากพอที่พี่อาทิจจะรัก ยังไงตุ่นก็ต้องขอบคุณพี่อาทิจนะคะ อย่างน้อย เราก็มีช่วงเวลาดีๆด้วยกัน...ลาก่อนค่ะ”

ตุ่นจะอ้อมไปขึ้นรถทางคนขับ อาทิจเอ่ยอย่างห่วงใยว่า “ผมไปส่งครับ” ทำให้ตุ่นน้ำตาไหลพรากอีกครั้ง ทั้งซาบซึ้งและเสียดายชายในฝันที่แสนดีคนนี้...

ooooooo

ดรุณีวิ่งไต่เนินขึ้นไปจนถึงจุดชมวิวที่มองเห็นถนนทอดตัวไปตามแนวเขาเบื้องหน้า เธอเห็นรถคุณย่าแล่นลัดเลาะทิวเขาห่างไกลออกไปทุกที...ทุกที...จนเมื่อรถลับสายตาไปแล้ว จึงไต่เนินลงมาน้ำตาคลอด้วยความน้อยใจ...

กลางเนินข้าวสีทองสุดสายตา...ดรุณีวิ่งมายืนเหนื่อยหอบ น้ำตาอาบหน้า ความทดท้อเกาะกุมหัวใจจนรู้สึกมืดไปทั้งแปดด้าน...ไม่มีวันไหนหลังจากที่คุณย่าจากไปแล้ว ที่ดรุณีจะรู้สึกถึงความสูญเสียในชีวิตเท่ากับการที่อาทิจจากไปในวันนี้...

“คุณย่าคะ...คุณย่าอยู่ที่นี่หรือเปล่า...คุณย่าอยู่กับหนูนะคะ หนูจะดูแลที่นี่แทนพี่อาทิจเอง...”

“ผมขออยู่ด้วยคนได้ไหมครับคุณย่า” เสียงอาทิจดังจากข้างหลัง ดรุณีชะงักหันมองตกใจแทบช็อกอุทานเรียกเขาเหมือนไม่เชื่อสายตาตัวเอง อาทิจพูดเหมือนตัดพ้อว่า “มีใครบางคนเขาไม่อยากให้ผมอยู่ที่นี่แล้ว คุณย่าจะอนุญาตให้ผมอยู่ที่นี่ต่ออีกสักวันสองวันได้ไหมครับ”

“พี่อาทิจ...ณี...เออ...แล้วยายตุ่นล่ะคะ” พออาทิจ บอกว่าไปแล้ว เธอจ้องหน้าเขาถาม “แล้วพี่อาทิจ??”

อาทิจเลี่ยงไม่ตอบคำถามของเธอ แต่ปลอบเธออย่างอ่อนโยน เช็ดน้ำตาให้อย่างเบามือ จนเมื่อดรุณีหยุดร้องไห้ เธอถามเขาว่าไม่ไปกับตุ่นหรือ คำตอบของเขาทำให้เธอหน้าเจื่อนไปเล็กน้อยว่า “ไปจ้ะ...แต่ไม่ใช่วันนี้”

“ในเมื่อจะต้องไปอยู่แล้ว ทำไมไม่ตามไปเดี๋ยวนี้เลยคะ” น้ำเสียงเหมือนห่วงแต่ตัดพ้อนิดๆ น้อยใจหน่อยๆ เมื่ออาทิจบอกว่าเขายังต้องปิดบัญชีรายจ่ายของเดือนนี้ให้เสร็จ เพราะอีกสองวันก็จะสิ้นเดือนแล้ว เธอเอ่ยเสียงแผ่วว่า “ขอบคุณนะคะที่ยังเป็นห่วงงานจนนาทีสุดท้าย”

“เสร็จงานแล้ว น้องณีไปกับพี่นะ” อาทิจแกล้ง แหย่อีก ทำให้ดรุณีน้อยใจจนแทบจะกลั้นน้ำตาไม่ได้ แต่ก็ยังแข็งใจบอกเขาว่า

“ค่ะ ยิ่งพี่อาทิจรีบไปทำความเข้าใจกับยายตุ่นได้เร็วเท่าไหร่ ณีก็จะได้ยินดีกับความสุขของพี่อาทิจเร็วขึ้นเท่านั้น”

“ขอบใจมากนะน้องณี” อาทิจกุมมือเธอขึ้นบีบเบาๆด้วยความซึ้งใจจริงๆ ดรุณีฝืนยิ้มทั้งที่ใจเศร้าเหลือเกิน...

ooooooo

ที่แปลงข้าวโพด น้าแก้ว เกร็ง และสามเกลอยังนั่งกอดเข่าเจ่าจุกกันหน้าเศร้า ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปกับไร่คุณย่า เกร็งให้กำลังใจว่าดรุณียังอยู่ มันคงไม่แย่อย่างที่พวกเราคิดหรอก

อึ่งบ่นกระปอดกระแปดว่า จะมีเมียทำไมนายต้องไปจากสวนคุณย่าด้วย พันบอกว่าก็เพราะเมียนายไม่อยู่ที่นี่ อึ่งถามว่าแล้วทำไมไม่เลือกคนที่อยู่ที่นี่ล่ะ ไพฑูรรำคาญไล่ให้อึ่งไปถามอาทิจที่กรุงเทพฯเอาเอง

แล้วทุกคนก็มองตาค้าง เมื่อเห็นอาทิจเดินมากับดรุณี ต่างพากันเฮด้วยความดีใจ น้าแก้วลุกขึ้นประกาศอย่างภูมิอกภูมิใจสุดๆว่า “หมายความว่าคุณอาทิจเลือกคนที่นี่” ทุกคนเฮกันอีกรอบ ดรุณีเดินเข้ามาบอกทุกคนว่า

“พี่อาทิจเลือกอยู่กับคนที่นี่แค่วันสองวัน แล้วก็จะลงไปหาคุณตุ่นจ้ะ”

เสียงเฮและกระโดดโลดเต้นที่เห็นเมื่อครู่หยุดกึก มือตก หน้าเหี่ยว ตาแห้งไปตามกัน โดยเฉพาะน้าแก้วถึงกับอ้าปากค้างเหงือกแห้งไปเลย

กลับถึงบ้านตอนเย็น น้าแก้วถามดรุณีอย่าง รับไม่ได้ว่าอาทิจจะอยู่เพื่อเคลียร์บัญชีเท่านั้นหรือ

อาทิจเดินมาได้ยินทั้งสองกำลังคุยถึงตนอยู่จึงหยุดฟัง ได้ยินน้าแก้วพูดอย่างระแวงว่า

“แต่น้าแก้วว่าคุณอาทิจต้องมีอะไรมากกว่านั้น อีกอย่าง...ถ้าเหตุผลมีแค่นี้ ทำไมคุณตุ่นถึงไม่อยู่รอคุณอาทิจ ทำไมถึงได้กลับไปก่อน”

“มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขาสองคน ณีไม่กล้าไปวุ่นวายหรอกค่ะ”

“แล้วเรื่องคุณเว คุณณีตัดสินใจยังไงล่ะคะ อย่าบอกนะว่าคุณณีจะแต่งงานกับคุณเว แล้วมาดูแลสวนคุณย่าแทนคุณอาทิจด้วยกันจริงๆ”

อาทิจเงี่ยหูฟัง ลุ้นคำตอบจนแทบจะลืมหายใจ

“หนูนับถือพี่เวอย่างพี่ชาย ไม่ว่าพี่อาทิจจะอยู่หรือไปจากที่นี่ ก็ไม่ทำให้หนูเปลี่ยนความรู้สึกได้หรอกค่ะ หนูปฏิเสธพี่เวไปแล้ว”

อาทิจหายใจโล่งอกยิ้มออกมาเต็มหน้า เดินตัวปลิวไปจนลืมมองพื้น เลยเตะข้าวของล้มโครม ทำให้ดรุณีกับน้าแก้วชะงักหันมอง น้าแก้วตะโกนถามว่าใคร อาทิจทำเสียงแมวร้องแล้วย่องกริบไปอย่างเร็ว

“แมวบ้านไหนมาเพ่นพ่านแถวนี้” น้าแก้วบ่น ส่วนดรุณีก้มหน้าถักเสื้อไหมพรมที่ตั้งใจถักให้อาทิจแต่ยังไม่เสร็จสักที ถักไป ถอนใจไป

ooooooo

อาทิจกลับไปที่ลานกินข้าวของคนงาน คว้าแคนมาเป่าอย่างเบิกบานใจกับเรื่องที่แอบได้ยินมา อาทิจเป่าแคนโยกตัวไปมาอย่างมีความสุข จนน้าแก้วเอะใจ ลากเกร็งออกไป

น้าแก้วพูดกับเกร็งอย่างตึงเครียดว่าเราจะยอมให้เรื่องจบแบบนี้ไม่ได้ ต้องหาทางทำอย่างไรให้สวนคุณย่ายังคงอยู่ต่อไป เพราะถ้าอาทิจไปแล้ว อีกหน่อยดรุณีก็ต้องใจอ่อนกับเวทางค์ ถึงตอนนั้นเวทางค์ก็จะขึ้นมาปกครองสวนคุณย่า จากนั้นสวนคุณย่าก็อาจถูกแบ่งขายหรือไม่ก็เปลี่ยนมือ

เกร็งถามว่าแล้วจะให้ตนทำอย่างไร น้าแก้วสั่งเข้มว่า

“แกต้องหายาที่ทำให้คนรักกัน มาให้คุณอาทิจกับคุณณีกิน”

“เฮ้ยยยย...ไม่ได้...ไม่เอา...มันบาป!!” เกร็งปฏิเสธเสียงหลง

ooooooo

ที่ร้านทองประศรี ตุ๊กับไพฑูรย์นั่งวิพากษ์วิจารณ์ความสัมพันธ์สามเส้าของอาทิจ ตุ่น และดุรณีกันอย่างสนุกปาก ตุ๊เชื่อว่าอาทิจต้องรักตุ่นมากถึงได้ทิ้งสวนคุณย่าไปได้ ถ้าอาทิจไปจริงๆแล้วใครขึ้นมาแทนเขาได้

ทองประศรีนั่งฟังอยู่นาน ขัดขึ้นด้วยท่าทีและน้ำเสียงที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้นว่า

“พี่อาทิจเขาเหนื่อยมามากแล้ว ให้เขาได้พัก

ได้อยู่กับคนที่เขารักบ้างเถอะ”

ส่วนที่บ้านผู้ว่าฯวิไลลักษณ์เป็นฟืนเป็นไฟ เมื่อรู้ว่าดรุณีปฏิเสธเวทางค์ วิยะดาบอกแม่ให้ปลงเสียเถอะดรุณีอาจจะไม่ใช่เนื้อคู่ของเวทางค์แต่เป็นเนื้อคู่ของอาทิจ เหมือนที่ตนเป็นเนื้อคู่ของรุจน์ก็ได้ พูดแล้วหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข

วิไลลักษณ์โทษว่าที่เป็นแบบนี้เพราะคุณแม่ที่ไปตามอาทิจมาช่วยงาน ถ้าไม่มีอาทิจ ดรุณีต้องเลือกเวทางค์ ผู้ชายที่เริ่ดที่สุดในย่านนี้แน่ ยิ่งพูดก็ยิ่งมีอารมณ์ถึงขึ้นจะไปบังคับให้พวกนั้นเปิดพินัยกรรมเร็วๆ อยากรู้เหมือนกันว่าคุณแม่จะลำเอียงขนาดไหน

ประเวทย์ทนฟังเมียพล่ามก้าวร้าวแม่ไม่ได้ ปรามว่ากรุณาให้เกียรติดวงวิญญาณของท่านด้วย ที่ผ่านมาตนทนฟังเธอนินทาแม่มานานแล้ว ต่อไปนี้ห้ามพูดพาดพิงถึงท่านในแง่ไม่ดีอีก ตำหนิวิไลลักษณ์ว่า

“แทนที่จะเป็นห่วงความรู้สึกของตาเว กลับมานั่งพะวงอยู่กับสมบัติซึ่งคุณไม่ได้สร้างมันขึ้นมา คุณทำถูกรึเปล่าคุณวิไล”

ถูกประเวทย์ปรามและตำหนิรุนแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน วิไลลักษณ์ก็แทบสติแตกวิ่งร้องไห้ออกไป

“บัวมีหลายระดับค่ะคุณพ่อ คุณพ่อไม่ต้องห่วงนะคะ วิกับคุณแม่คงจะค่อยๆโผล่พ้นน้ำได้สักวัน” วิยะดามองตามแม่ไปแต่พูดให้กำลังใจพ่อ

ooooooo

ดรุณีถักเสื้อไหมพรมให้อาทิจเสร็จแล้ว ให้เขาลองสวมให้ดู อาทิจสวมเสื้อแล้วทำกรุ้มกริ่มถามว่า “หล่อไหม” ทำเอาเธอเขิน เฉไฉว่าหล่อสมกับความสวยของตุ่น แล้วให้ถอดเพื่อเอาไปแต่งชายเสื้อ จะได้ทันให้เขาใส่ไปหาตุ่นพรุ่งนี้

ระหว่างที่ดรุณีซ่อมชายเสื้อนั้น อาทิจนั่งมองด้วยแววตาหวานซึ้งตลอดเวลา จนดรุณีเขินบอกให้รีบไปนอนเสีย เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าเตรียมเดินทาง อาทิจเลยต้องลุกเดินออกไป

น้าแก้วคอยท่าอยู่ลุกไปขวางไม่ให้อาทิจออกไป ทั้งอ้างทั้งอ้อนว่า

“เพราะ...เอ่อ...เพราะยังไม่ได้ชิมน้ำส้มคั้นของน้าแก้วเลย เดี๋ยวน้าแก้วไปเอามาให้นะคะ คุณณีด้วย รอแป๊บนะคะ น้าแก้วเตรียมไว้แล้ว แค่หยดน้ำมนต์...เอ๊ย... เหยาะเกลือนิดเดียวค่ะ เดี๋ยวมานะคะ” ว่าแล้ววิ่งออกไป แต่ไม่วางใจวิ่งกลับมากำชับอีกว่า “สัญญานะคะว่าจะไม่หนีไปไหน”

ทั้งอาทิจและดรุณีต่างรู้สึกแปลกๆกับท่าทางลนๆของน้าแก้ว นึกสงสัยว่าแค่น้ำส้มแก้วเดียวทำไมต้องวุ่นวายขนาดนี้

น้าแก้วรีบเข้าไปในครัว เกร็งพูดอย่างมั่นใจว่า “หยดน้ำสมุนไพรนี่ลงไปแก้วละหยด รับรอง...เอาอยู่”

“ถ้าเอาไม่อยู่ละก็ตาเกร็ง แกตายยยยย!!!” น้าแก้วขู่เพราะนี่เป็นไม้ตาย ไม้สุดท้ายที่จะพลาดไม่ได้แล้ว

ooooooo

หลังจากเอาน้ำส้มคั้นมาเคี่ยวเข็ญให้อาทิจกับดรุณีดื่มจนหมดแก้วแล้ว น้าแก้วกะเวลาเห็นว่าพอเหมาะจึงขอตัวไปนอน  เปิดโอกาสให้ยาเด็ดของเกร็งสำแดงฤทธิ์ต่อไป

คืนนี้แม้อากาศจะเย็นมาก แต่ทั้งอาทิจและดรุณีก็ไปเดินเล่นในสวนส้ม ต่างกอดตัวเองให้หายหนาว เดินคุยกันไป มีแง่งอนและตัดพ้อต่อว่ากันประสาหนุ่มสาว ตอนหนึ่งดรุณีพูดลุ้นว่า ตุ่นรักเขามาก เขาเป็นชายในฝันของตุ่นมานาน

“พี่อาจจะเป็นผู้ชายในฝันของใครก็ได้ แต่พี่อยากเป็นผู้ชายในชีวิตจริงของผู้หญิงเพียงคนเดียว อยากรู้ไหมว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร” พูดแล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของดรุณีปานจะกลืนกิน จนเธอรู้สึกวูบวาบเหมือนจะเป็นไข้ แข็งใจตอบไปว่าจะเป็นใครถ้าไม่ใช่ตุ่น

อาทิจแกล้งยั่วแกล้งลองใจดรุณี เพราะตัวเองมีเป้าหมายชัดเจนกับเธออยู่แล้ว ส่วนดรุณีแม้จะพยายามปฏิเสธใจตัวเอง แต่ก็หวั่นไหวทุกครั้งที่ได้สบตาที่บอกถึงความในใจของอาทิจ

ในที่สุดอาทิจก็อดใจไม่ได้ กอดดรุณีไว้เต็มแขน ดรุณีใจสั่นตัวสั่นอยู่กับอกเขา อยากจะดิ้นแต่ก็ไม่มีแม้แต่แรงที่จะขยับ ยิ่งเมื่ออาทิจโน้มหน้าลงเอาปลายจมูกไล้จากหน้าผากลงมาถึงริมฝีปากอุ่น ดรุณีก็แทบจะละลายในอ้อมกอดเขา

“รู้แล้วใช่ไหมว่าผู้หญิงที่พี่รักคือใคร”

อาทิจพูดเสียงประหม่า แล้วบรรจงจูบอย่างอ่อนโยน นิ่มนวล แต่ทำให้ดรุณีรุ่มร้อนพลุ่งพล่านเหมือนหลุดไปจากความรู้สึกของตัวเอง...

ในที่สุด ต่างก็ปล่อยใจไปตามความปรารถนาที่โหยหากันและกันมานานแสนนาน...

“พี่รักน้องณี...” อาทิจกระซิบบอก เขากอดหอมเธออย่างแสนรัก จนดรุณีได้สติบอกให้กลับบ้านกันเถอะ น้ำค้างลงหนักและเสื้อผ้าก็ชื้นหมดแล้ว

ooooooo

คืนนี้ อาทิจอ้อนจนได้นอนที่ห้องดรุณี...

วันรุ่งขึ้น ดรุณีตื่นขึ้นมาเห็นอาทิจยังนอนยิ้มอย่างมีความสุขอยู่ข้างๆ เธอถามว่ายังไม่ไปทำงานหรือ เขาอ้อนว่าอยากอยู่กับเมีย วันนี้จะขอลาหยุดสักวัน

ดรุณีกลัวใครจะมาเห็นเขาอยู่ในห้องตน เร่งให้รีบไปสั่งงานก่อนเดี๋ยวจะได้ไปหาตุ่นด้วยกัน อาทิจไปสั่งงานเกร็งกับต๊อด เขามองต้นข้าวในนาคะเนว่า อีกสักอาทิตย์สองอาทิตย์ถึงจะเกี่ยวข้าวได้ พึมพำว่า “ยังพอมีเวลา”

อาทิจฝากเกร็งให้ดูแลที่นี่ด้วย พูดแล้วรีบเดินกลับไปเลย จนต๊อดถามเกร็งว่า

“วันนี้นายเป็นอะไรลุกลี้ลุกลน เหมือนไม่อยากมาทำงาน เมื่อกี้แวะไปที่สวนส้มก็ฝากพี่ฑูรดูแล ที่ไร่กะหล่ำปลีให้ไอ้อึ่งจัดการ สวนไอ้พันถูกส่งไปเก็บกล้วย นายไม่เคยเป็นอย่างนี้เลย มันยังไงๆ อยู่นา...” พูดแล้วมองอาทิจที่บึ่งมอเตอร์ไซค์กลับไปอย่างเร็วด้วยความสงสัยมาก

กลับมาถึงบ้าน อาทิจก็โผเข้ากอดดรุณีจากด้านหลังอย่างถวิลหา ถามว่าจัดกระเป๋าเสร็จหรือยัง ดรุณีบอกว่าเสร็จแล้ว อาทิจถามว่าทำไมมีใบเดียวแล้วของเธอล่ะ

“ณีไปเป็นเพื่อนพี่อาทิจ ส่งพี่อาทิจให้ถึงมือยายตุ่นแล้วณีก็กลับ จะให้เตรียมเสื้อผ้าไปทำไม” เธอบอกเขาอย่างตัดใจว่า “พี่อาทิจ...เรื่องระหว่างเราเมื่อคืนนี้ พี่อาทิจลืมมัน...”

“อย่าพูดแบบนี้อีกนะน้องณี” อาทิจขัดขึ้นทันที “พี่ไม่มีวันลืมเรื่องเมื่อคืนนี้ เพราะพี่ไม่เคยลืมเรื่องระหว่างเรา นับตั้งแต่วินาทีแรกที่เราเจอกันด้วยซ้ำไป”

ดรุณีรู้สึกหัวใจเป็นสุขอย่างประหลาด แต่ก็เป็นทุกข์อย่างสาหัส เมื่อนึกถึงความยุ่งยากที่จะตามมา....

ooooooo

เวทางค์ตัดสินใจขอแม่ไปเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เมืองนอก บอกวิไลลักษณ์ว่าตนคิดว่าตัวเอง ไม่เหมาะกับงานปกครองที่แม่เคี่ยวเข็ญให้เรียน

วิไลลักษณ์โวยวายว่าจะตามตุ่นไปใช่ไหม ตัดพ้อต่อว่าเวทางค์ที่ทำให้แม่ผิดหวัง ไหนบอกว่าอยากเป็นผู้ว่าฯเหมือนพ่อ อยากเป็นทูตเหมือนคุณลุง เธอพูดเสียจนประเวทย์ทนไม่ได้พูดขัดขึ้นว่า

“ก็คุณพูดกรอกหูลูกทุกวัน ตาเวอยากจะเป็นในสิ่งที่แม่ต้องการเพราะเขารักแม่ต่างหาก คุณไม่ได้กำหนดชีวิตและอนาคตของลูกอย่างเดียว แต่คุณคือคนที่กำหนดจิตใจของเขาไว้ด้วย ถ้าคุณย้อนกลับไปคิดให้ดี คุณจะเห็นว่าตาเวไม่เคยขัดใจคุณเรื่องยายณีเลย ตาเวยอมตามใจคุณ ก็เพราะรักแม่ของเขาเท่านั้น”

วิไลลักษณ์อึ้งไปกับความจริงที่ประเวทย์พูด  มองเวทางค์น้ำตาคลอ

“ถึงเวลาที่คุณควรจะรักลูกให้มากเหมือนอย่างที่ลูกรักคุณแล้วคุณวิไล  ปล่อยให้เขาได้โต  ได้เดินไปข้างหน้าบนเส้นทางที่เขาเลือกเอง  แล้วคุณจะมีความสุขที่เห็นลูกของคุณมีความสุข คุณจำได้ไหมว่า คุณได้ยินเสียงหัวเราะได้เห็นรอยยิ้มของตาเวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”

วิไลลักษณ์ร้องไห้โฮออกมาด้วยความเสียใจ

โผเข้ากอดเวทางค์ “แม่ขอโทษลูก...แม่ขอโทษ”

เวทางค์ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา  สองแม่ลูกกอดกันด้วยความรัก ความเข้าใจและมีความสุข วิยะดาโผเข้ากอดพ่อน้ำตาอาบหน้าแต่ยิ้มอย่างมีความสุขเช่นกัน

ooooooo

ดรุณีนั่งรถไปกับอาทิจ เธอรู้สึกตะครั่นตะครอ อาทิจจึงเอนเบาะให้เธอนอน แล้วเธอก็นอนหลับยาว ลืมตาอีกทีก็มาอยู่ริมทะเลแล้ว

อาทิจถามว่าเธออยากมาทะเลไม่ใช่หรือ ดรุณีจึงจำได้ว่าเคยบอกอาทิจว่าถ้าแต่งงานในความเป็นจริงก็อยากแต่งในสวนส้มคุณย่า แต่ถ้าแต่งงานในฝันก็อยากแต่งที่ทะเลเพราะในชีวิตยังไม่เคยเห็นทะเลเลย

ทั้งสองพักผ่อนที่ชายทะเลสวยหยอกล้อกันอย่างมีความสุข ที่นี่เอง อาทิจขอเธอแต่งงาน  ชี้แจงว่าเรื่องตุ่นนั้นไม่ต้องห่วงเพราะตุ่นรู้อยู่แล้วว่าเราต้องมีวันนี้กัน  ดรุณี

ปลื้มปีติจนน้ำตาคลอ  พูดไม่ออกได้แต่พยักหน้ายิ้มทั้งน้ำตา

วันต่อมา อาทิจพาดรุณีไปกราบพ่อและแม่ที่บ้าน พ่อ แม่ และน้องๆ  ดีใจมากที่อาทิจกลับมาเยี่ยม  และปลื้มปีติที่เขาพาสะใภ้แสนน่ารักมาด้วย

พ่อกับแม่พาทั้งสองไปนั่งที่หน้าหิ้งพระในห้องนอน ทำพิธีกันง่ายๆ แต่เปี่ยมด้วยความรัก ประวิทย์เอ่ยกับทั้งสองว่า

“พ่อปลื้มใจที่สุด ที่ลูกของพ่อได้เป็นฝั่งเป็นฝาในวันนี้ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ก็ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และดูใจกันไม่น้อย ฉะนั้นไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรในวันข้างหน้า ลูกต้องชั่งใจและนึกถึงวันคืนที่ร่วมสร้างกันมา  แล้วลูกจะพบว่าปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้ด้วยความรัก ความเข้าใจที่มีต่อกันนะลูกนะ”

ส่วนแม่พูนทรัพย์ก็ฝากฝังให้ดูแลกันและกัน  พูดกับดรุณีว่า “อาทิจอาจจะไม่ใช่ผู้ชายที่ดีที่สุด แต่แม่เชื่อเหลือเกินว่าอาทิจจะดูแลหนูณีได้อย่างดีที่สุดนะลูก”

หลังจากนั้น ประวิทย์พาทั้งสองไปจดทะเบียนสมรสที่อำเภอ เป็นการประเดิมตำแหน่งนายอำเภอของเขาเป็นคู่แรกถือเป็นมงคลชีวิตของอาทิจและดรุณีอย่างยิ่ง

ooooooo

กลับมาถึงกรุงเทพฯ อาทิจและดรุณีไปหาตุ่น

ที่คอนโดฯ เจอตุ่นลากกระเป๋ากำลังจะไปสนามบิน

พอดี เพื่อนรักทั้งสองต่างสวมกอดกันด้วยความรักไม่เปลี่ยนแปลง

ตุ่นอวยพรอาทิจกับดรุณีให้มีความสุขในชีวิตครอบครัว ดีใจกับเพื่อนที่ลงเอยกับพี่ชายที่แสนดีคนนี้ พร้อมทั้งมอบของขวัญให้ด้วย

ขณะกำลังจะแยกกันนั่นเอง เวทางค์ก็กระหืด– กระหอบมาถึง ตุ่นต่อว่างอนๆ ว่าถ้ามาสายอีกนาทีเดียวตนจะไม่ให้ไปส่งจริงๆด้วย เวทางค์ยิ้มกริ่มบอกว่า

“หาแคร์ไม่ ยังไงก็ต้องขึ้นเครื่องบินลำเดียวกันอยู่แล้ว พี่ซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวบินเดียวกัน ที่นั่งติดกันเพื่อไปถึงจุดหมายปลายทางเดียวกัน และเรียนที่มหา– วิทยาลัยเดียวกับน้องตุ่นไว้แล้วจ้ะ”

ooooooo

อาทิจกับดรุณีกลับมาถึงบ้านก็ต้องเจอปัญหาหนัก เมื่อสิงห์ทองรับจ้างนายทุนเป็นนายหน้ามาเกลี้ยกล่อมหว่านล้อมคนงานของสวนคุณย่าให้ไปทำงานต่างประเทศ ล่อใจด้วยเงินเดือนก้อนโต สิงห์ทองใส่ร้ายป้ายสีคุณย่าและสวนคุณย่าว่า ขูดรีดกดขี่คนงาน เอาเปรียบคนงาน กดคนงานเหมือนทาส

ขณะที่น้าแก้ว เกร็ง และต๊อดกำลังหนักใจว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะมีคนงานจำนวนไม่น้อยสมัครจะไปกับสิงห์ทอง โชคดีที่อาทิจกับดรุณีกลับมาพอดีจึงแก้ปัญหาได้ทัน

สิงห์ทองถูกอาทิจตอบโต้ด้วยเหตุผล หลักฐานการจ้างและปกครองคนงานที่คุณย่าทำมา ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายแรงงาน คุณย่าปกครองทุกคนให้อยู่อย่างอาทรต่อกันเหมือนพี่น้อง

อาทิจชี้แจ้งจนคนงานที่สมัครจะไปกับสิงห์ทองพากันเปลี่ยนใจ

ส่วนดรุณีก็หางานให้พวกแม่บ้านของคนงานได้มีงานทำหารายได้ช่วยครอบครัว ด้วยการนำผลไม้ในสวนมาแปรรูป เธอพูดกับพวกแม่บ้านว่า

“งานพวกนี้ มันไม่ใช่แค่จะสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว แต่มันยังสร้างคุณค่าให้ตัวเราเองด้วย”

“เอ้า...ทีนี้ใครจะออกก็ออกไป ใครอยากทำงานกับนายกับคุณณีก็ตามมา” ต๊อดประกาศแล้วเดินนำไป พวกคนงานพากันเดินตามต๊อดไปเป็นพรวน

“เดี๋ยวสิเว้ย อย่าเพิ่งไป ไอ้โง่เอ๊ย...พวกมึงจะโง่ดักดานไปถึงไหน” สิงห์ทองด่ากราด

“แกน่ะสิโง่!! ไปหลงเชื่อได้พวกนายทุนนั่นได้ แล้วที่ทางที่เอาไปค้ำเขาไว้จะเอาคืนยังไงไม่มีแม้แต่หมาไปทำงานกับพวกมันอย่างนี้น่ะ หา! ไอ้สิงห์ทอง!! ไอ้โง่!!!” คำมาด่าผัววิ่งเข้าไปทุบอั้กๆจน 3 ทองต้องเข้าไปห้ามแม่กันชุลมุน

ooooooo

เย็นวันต่อมา วิไลลักษณ์ก็มาเสนอให้ดรุณี กับอาทิจเปิดพินัยกรรมฉบับที่ 2 ของคุณย่า พูดประชดว่า ดรุณีเรียนจบนานแล้ว และอาทิจก็คงอยากจะขยับฐานะของตัวเองจากผู้ปกครองไปอยู่ในฐานะอื่นเหมือนกัน

ดรุณีบอกวิไลลักษณ์ว่า “ถ้าคุณป้าต้องการให้เปิดพินัยกรรม ณีกับพี่อาทิจก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกค่ะ แต่กรุณาอย่ามองพี่อาทิจในแง่ไม่ดีเลยนะคะ เพราะยังไงพี่อาทิจก็เป็นหลานแท้ๆของคุณป้า ณีต่างหากที่ไม่ได้เป็นอะไรกับใครเลย”

ตอนที่ 14

การเปิดโอกาสให้อาทิจกับตุ่นได้ใกล้ชิดกันของดรุณี ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองคือน้าแก้วกับเกร็งเฝ้ามองอย่างไม่สบายใจ เกร็งกลัวอาทิจจะใจอ่อนเข้าสักวัน เพราะตุ่นไม่มีอะไรด้อยกว่าดรุณีเลย มีเสน่ห์กว่าด้วยซ้ำไป

สายวันนี้ ขณะดรุณีกับตุ่นขี่จักรยานผ่านทางที่มีต้นนางพญาเสือโคร่งเรียงรายออกดอกสวยงามเพื่อไปเก็บสตรอเบอร์รี่กันนั้น ตุ่นบอกดรุณีว่าอาทิจจะพาตนไปเที่ยวน้ำตก ตุ่นนึกได้ถามดรุณีว่าจะแต่งงานแล้วหรือ ไม่เห็นบอกกันเลย ดรุณีเบรกจักรยานเอี๊ยด ถามว่าไปได้ยินเรื่องนี้มาจากไหน

“ตุ่นได้ยินพี่อาทิจคุยกับคนงานว่าณีมีแฟน แล้วก็จะแต่งงานกันเร็วๆนี้ ทำไมล่ะเป็นความลับเหรอ”

ดรุณีพยายามสะกดกลั้นอารมณ์บอกว่า ไม่ใช่ ตุ่นถามว่าแล้วอาทิจไปเอาข้อมูลมาจากไหน เพราะอาทิจยังบอกด้วยว่า เธออาจย้ายจากที่นี่ไปอยู่กับแฟนในเมืองอีกด้วย

ฟังเพื่อนแล้วดรุณีหมดอารมณ์ที่จะไปเก็บสตรอเบอร์รี่ บอกตุ่นว่านึกได้ว่ามีธุระด่วนต้องจัดการ เดี๋ยวจะพาตุ่นกลับบ้านก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาเก็บสตรอเบอร์รี่กัน ตุ่นจึงขี่จักรยานตามดรุณีกลับไปงงๆ

พาตุ่นกลับบ้านแล้ว ดรุณีถามน้าแก้วว่าอาทิจอยู่ไหน พอรู้ว่าไปที่แปลงบ๊วย เธอก็ปั่นจักรยานบ่ายหน้าไปทันที

อาทิจนั่งพักอยู่ใต้ต้นบ๊วย ระหว่างนั้นก็ใช้หญ้าแห้งถักแหวนอย่างตั้งอกตั้งใจ ดรุณีตรงดิ่งไปหาถามสีหน้าจริงจังว่า

“ยายตุ่นบอกว่าพี่อาทิจพูดกับคนงานว่าณีมีคู่หมั้นและกำลังจะแต่งงานกันจริงหรือเปล่า” อาทิจตอบสั้นๆว่าจริง เธอถามเสียงเครือว่า “พี่อาทิจพูดอย่างนี้ได้ยังไง...”

อาทิจพูดเสียงขื่นๆว่า เธอจะโกรธทำไมในเมื่อมันเป็นเรื่องจริงที่จะต้องเกิดขึ้น ดรุณีสวนไปว่าถึงจะเป็นเรื่องจริงแต่เขาก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนตน ไม่มีสิทธิ์ยกตนให้ใคร ย้ำเสียงสะท้านน้ำตาคลอว่า “ผู้ปกครอง ไม่ใช่เจ้าชีวิต!”

อาทิจเสียใจอย่างที่สุด บอกว่าถ้าเห็นว่าเป็นการก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวมากเกินไปต่อไปตนก็จะไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวของเธออีกแล้ว

“พี่อาทิจอยากให้ณีแต่งงานกับพี่เวใช่ไหม” ดรุณีถามเสียงเครือ อาทิจไม่ตอบแต่ย้อนถามว่า เธอเองก็อยากให้ตนเป็นแฟนกับตุ่นจริงหรือเปล่า “ณีอยากเห็นพี่อาทิจมีความสุข ยายตุ่นทำให้พี่อาทิจมีความสุขได้แน่”

“คุณเวก็เป็นผู้ชายที่มีทุกอย่างสมบูรณ์พร้อม พี่คิดว่าน้องณีจะมีความสุขถ้าได้อยู่กับคุณเว”

ดรุณีน้ำตาร่วงอย่างสุดที่จะอดกลั้นได้ บอกเขาว่า “ถ้าอย่างนั้นณี...ตามใจพี่อาทิจ” ส่วนอาทิจ ก็ตอบอย่างเจ็บปวดไม่น้อยกว่ากันว่า “เรื่องคุณตุ่น พี่ก็แล้วแต่น้องณี”

“ถ้างั้นก็ตกลงตามนี้” ดรุณีแข็งใจพูดแล้วขี่จักรยานออกไป อาทิจลุกพรวด ยกมือชะเง้อจะเรียก แต่แล้วก็ห้ามใจตัวเอง ก้มมองแหวนดอกหญ้าในมือหน้าสลด...

ooooooo

ดรุณีกลับถึงบ้าน ทั้งน้าแก้ว และตุ่นถามว่าอาทิจไม่กลับมาด้วยหรือ เธอบอกว่าคุยกันเสร็จอาทิจก็ทำงานต่อ ตุ่นบ่นว่าสงสัยอาทิจจะลืมเพราะนัดไว้ว่าจะพาตนไปเที่ยวน้ำตก ดรุณีจึงอาสาจะพาตุ่นไปส่งให้อาทิจ น้าแก้วดีใจคิดว่าดรุณีจะไปด้วยจัดแจงจะไปเตรียมของให้

“จัดให้ยายตุ่นคนเดียวก็พอค่ะ ณีไปส่งยายตุ่นแล้วจะกลับมาทำกับข้าว อยากกินแกงหอง ต้องแสดงฝีมือสักหน่อย”

จังหวะนั้นเอง จิ๋วแจ๋วพาตะวันเข้ามา น้าแก้วได้ทีทำเป็นถามตะวันว่ามาหาพ่อหรือ พ่อไม่อยู่ให้ไปกับน้าณีสิเพราะน้าณีกำลังจะไปหาพ่อพอดี ดรุณีรู้ทันเจตนาน้าแก้วเลยรีบเข้าไปหยอกตะวันกลบเกลื่อนเสีย

พาตุ่นไปถึงสวนส้มที่อาทิจกำลังเก็บส้มอยู่กับเกร็งและสามเกลอ ตุ่นเข้าไปฉอเลาะเจ๊าะแจ๊ะอาทิจว่าลืมแล้วหรือที่จะพาตนไปเที่ยวน้ำตก ดรุณียืนดูยืนฟังอยู่ อดเหน็บไม่ได้ว่า

“เรื่องสำคัญอย่างนี้ลืมได้ยังไงคะพี่อาทิจ ฝากดูแลยายตุ่นดีๆนะคะ อย่าลืมเรื่องที่เราคุยกันไว้”

อาทิจเจ็บแปลบไปถึงหัวใจ แต่ทำทีหันไปบอกตุ่นว่าตนไม่ลืม แต่ตอนนี้แดดแรงคิดว่าบ่ายแก่ๆ จะไปรับเธอที่บ้านแล้วจึงพูดกับดรุณีว่า “ส่วนเรื่องที่เราคุยกันไว้พี่ก็ไม่ลืม พี่รับปากว่าจะทำตามนั้น...ทุกอย่างแล้วแต่น้องณี”

ทั้งสองต่างพูดอย่างรู้นัยกัน เกร็งและสามเกลอเงี่ยหูฟังมองหน้าเหมือนถามกันว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนตุ่นไม่ได้สังเกตอะไรตั้งหน้าตั้งตาแต่จะเจ๊าะแจ๊ะอาทิจ รีบเข้าไปช่วยเขาเก็บส้ม

ดรุณียืนดูอาทิจกับตุ่นแล้วก็อดคิดถึงเมื่อสองปีก่อนไม่ได้ ที่ทั้งเธอและอาทิจต่างเย้าแหย่กันว่าอีกหน่อยอีกฝ่ายจะต้องแต่งงานและย้ายไปอยู่ที่อื่น

เวลานั้นดรุณีบอกเขาว่า “พี่อาทิจเป็นหัวใจของเราทุกคนที่นี่ เราจะอยู่กันโดยไม่มีหัวใจได้ยังไง” อาทิจย้อนถามว่าเรา...หมายถึงเธอด้วยหรือเปล่า

ดรุณีตอบทันทีว่า “แน่นอนที่สุดค่ะ พี่อาทิจคือหัวใจของณี...”

คิดถึงความรู้สึกที่คุยกันเมื่อสองปีก่อน กับอารมณ์ในเวลานี้แล้ว ดรุณียืนนิ่งเหมือนอยู่ในภวังค์จนตุ่นถามว่ายืนเฉยอยู่ทำไม รีบมาช่วยอาทิจเก็บส้มเถอะ ดรุณีบอกว่าตนจะกลับไปเตรียมอาหาร อวยพรเพื่อนเที่ยวให้สนุก แล้วรีบหันหลังเดินกลับอดน้ำตาคลอด้วยความน้อยใจไม่ได้...กับความจริงวันนี้ ที่ตนกลายเป็นส่วนเกินของเขาไปแล้ว...

ooooooo

กลับถึงบ้าน เจอน้าแก้วที่เดินเข้ามาพูดอย่างไม่สบายใจที่เธอปล่อยให้ตุ่นอยู่กับอาทิจตามลำพังอีกแล้ว น้าแก้วบอกว่าอยากให้เธอคิดให้ดีๆเรื่องอาทิจ

ดรุณีบอกว่าเราพูดเรื่องนี้กันหลายครั้งแล้ว ยืนยันว่าอาทิจรักตนแบบน้องสาว น้าแก้วติงว่ารู้ใจเขาจริงๆหรือแกล้งทำเป็นไม่รู้

“รู้สิคะ ณีรู้ว่าพี่อาทิจชอบยายตุ่น เขาสองคนเหมาะกันมาก ณีว่าอีกไม่นานเขาคงแต่งงานกัน แล้วก็ช่วยกันดูแลที่นี่ พี่อาทิจรักที่นี่คงไม่ย้ายไปไหน ยายตุ่นเองก็น่าจะปรับตัวให้อยู่ที่นี่ได้เพราะรักพี่อาทิจมาก”

“แล้วคุณณีล่ะคะ จะแต่งงานกับคุณเวแล้วไปอยู่บ้านท่านผู้ว่าฯ อย่างนั้นหรือคะ”

“พี่เวก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนี่คะน้าแก้ว ใครๆก็บอกว่าเขาเหมาะสมกับณีทุกอย่าง”

“ใครๆของคุณณีหมายถึงใครคะ” แล้วติงให้คิดว่า “ความเหมาะสมไม่ได้สำคัญมากไปกว่าความรักนะคะ น้าแก้วอยากให้คุณณีตัดเรื่องความเหมาะสมทิ้งไป แล้วลองถามใจตัวเองก่อนว่า คุณณีรักคุณเวรึเปล่า ที่สำคัญ...คุณณีพร้อมจะเสียคุณอาทิให้คุณตุ่นไปจริงๆไหม ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปนะคะ”

คำพูดของน้าแก้ว ทำให้ดรุณีอดคิดไม่ได้ว่า...เวลานี้ก็อาจจะสายเกินไปแล้ว แต่ก็ยังตัดสินใจที่จะทำให้อาทิจมีความสุขกับตุ่น เพราะ...นั่นคือความสุขของตัวเองด้วย

ooooooo

เกร็งกับสามเกลอเห็นอาทิจหายไปนาน ต่างอาสาจะไปดู เลยต้องจับไม้สั้นไม้ยาวกัน ปรากฏว่าต๊อดได้ไม้ยาว

อาทิจพาตุ่นมาที่น้ำตกตามสัญญาที่ให้ไว้กับเธอ ตุ่นบรรยายความรู้สึกของตัวเองนับแต่เจอเขาครั้งแรกเมื่ออยู่ปี 1 จากนั้นก็ฝันถึงเขาตลอด ตอนอยู่ปี 2 ปี 3 แม้จะได้เห็นเขาแต่ก็ไม่มีโอกาสเข้าไปคุย คลาดกันจนตนเกือบจะถอดใจอยู่แล้ว

ตุ่นเล่าอย่างดีใจว่า คิดไม่ถึงว่าชายในฝันของตนจะเป็นคนเดียวกับพี่ชายที่แสนดีของดรุณี เธอมองอาทิจอย่างแสนรักจนชายหนุ่มทำตัวไม่ถูก เลยชวนไปเดินชมน้ำตกแก้เขิน

ที่น้ำตกนี่เอง ตุ่นทำอุบายตกน้ำให้อาทิจลงไปช่วย ในสายน้ำที่ใสเย็นนี้ เสื้อผ้าบางเบาที่เปียกแนบเนื้อ ร่างกับร่างสัมผัสกันอย่างแนบชิด ตุ่นอดใจไม่ได้เป็นฝ่ายประคองหน้าอาทิจเข้าไปจูบด้วยอารมณ์ปรารถนาอย่างดูดดื่ม...

ดรุณีตามมาเห็นภาพนั้นอารมณ์ความรู้สึกที่จะมาแก้สถานการณ์ที่กำลังจะสายเกินไปมลายไปในพริบตา เธอประคองร่างที่เหมือนจะสิ้นแรงหันหลังวิ่งเตลิดกลับไป...

ต๊อดเดินตามหาอาทิจมาเจอดรุณีวิ่งเตลิดมาก็รีบหลบ เอะใจว่าเธอต้องไปเจออะไรมาแน่ๆ ย่องไปตามทางที่ดรุณีวิ่งมา แล้วต๊อดก็ตัวชาตะลึงงันกับการจูบกันอย่างดูดดื่มของอาทิจกับตุ่นท่ามกลางสายน้ำใสเย็นของน้ำตก...

ooooooo

เพราะมัววุ่นๆ กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นประจำวันจนดรุณีลืมวันเกิดของตัวเอง น้าแก้วบอกว่าตนเตรียมนัดคนงานที่สนิทๆ กันมาทำกับข้าวเลี้ยงวันเกิดให้แล้ว

ครู่ใหญ่ตุ่นก็กลับมาอย่างเริงร่าแจ่มใสพร้อมอาทิจ ชายหนุ่มเตือนให้ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อเสียเดี๋ยวจะไม่สบาย แล้วทำท่าจะออกไป น้าแก้วถามว่าคืนนี้พวกตนจะกินข้าวฉลองวันเกิดให้ดรุณี อาทิจคงไม่ลืมวันนี้ของเธอใช่ไหม

“ผมจำได้เสมอ ไม่เคยลืม ขอตัวก่อนนะ” อาทิจตอบเรียบๆแล้วเดินออกไป

เมื่อกลับขึ้นไปที่ห้องนอน ตุ่นอวยพรแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้เพื่อนรัก บ่นตัวเองว่ายังไม่มีของขวัญอะไรให้เลย เอาเป็นว่าเดี๋ยวร้องเพลงให้ก็แล้วกันนะ พูดแล้วหยิบอูคูเลเล่ที่วางอยู่บนเตียงติดมือลงไปด้วย

ที่บริเวณลานอเนกประสงค์สำหรับจัดเลี้ยงคนงาน เริ่มมีคนทยอยกันมาเรื่อยๆ เวทางค์มาเจอตุ่นที่กำลังชะเง้อหาอาทิจอยู่ เขารี่เข้าไปหาด้วยความดีใจเหมือนทุกครั้งที่ได้เจอเธอ แต่พอตุ่นเห็นอาทิจเท่านั้น เธอก็ผละจากเวทางค์ไปควงอาทิจทันที

ดรุณีลงมาร่วมงานในชุดสบายๆ แต่ดูเธอสวยงามจนทุกคนในงานมองตะลึง เสียงเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ดังขึ้น ทุกคนร้องอวยพรให้เธอด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ดรุณีขอบคุณทุกคนด้วยความซึ้งใจ

เวทางค์มอบแหวนเพชรวงน่ารักให้เป็นของขวัญวันเกิด สวมให้ที่นิ้วนางข้างขวาแล้วประคองขึ้นหอมอย่างอ่อนโยน อาทิจฝืนยิ้มแล้วปรบมือนำ ทุกคนจึงปรบมือตาม อึ่งหันมาบอกอาทิจว่า

“พี่เวให้ของขวัญแล้ว ทีนี้ก็ตานาย”

อาทิจหยิบแหวนดอกหญ้าขึ้นมาดู แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ ขอเป่าแคนแทนดีกว่า ตุ่นถืออูคูเลเล่เข้ามาขอแจมด้วย

ระหว่างที่อาทิจเป่าแคน และตุ่นเล่นอูคูเลเล่ประสานเสียงกันนั้น เวทางค์ที่นั่งอยู่กับดรุณีแอบเหล่ตุ่นเป็นระยะ อาทิจที่เป่าแคนอยู่ข้างตุ่นก็คอยชำเลืองมองดรุณีบ่อยๆ ตุ่นทั้งร้องทั้งเล่นอูคูเลเล่ก็ปรายตามาทางอาทิจกับดรุณีอย่างจับสังเกต ส่วนดรุณีแอบมองอาทิจแต่พอเขามองมาก็หลบตาทำเป็นหันไปสนใจเวทางค์แทน สายตา 4 คู่เลยพุ่งทแยงกันไปมาน่าเวียนหัว

ooooooo

เลิกงานแล้ว ดรุณีขึ้นไปกราบขอพรจากเถ้ากระดูกของคุณย่าที่ห้อง ขอให้ตนมีจิตใจสงบและเข้มแข็ง ขอให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี และขอให้อาทิจมีความสุขกับตุ่น

อาทิจเข้ามาได้ยิน เขาขอบคุณที่เธอยังนึกถึง บอกดรุณีว่า นาทีนี้ตนเข้าใจแล้วว่าเธออยากให้ตนลงเอยกับตุ่นมากแค่ไหน ดรุณีไม่คุยเรื่องนี้ ถามเลี่ยงไปว่าทุกคน กลับไปหมดแล้วใช่ไหม คืนนี้เขาจะค้างที่นี่หรือ

“พี่ขึ้นมาส่งคุณตุ่น แล้วจะไปนอนบ้านพักคนงาน” บอกแล้วเหมือนไม่มีอะไรจะพูดอีกเลยอวยพร “หลับฝันดีนะ” แล้วผละไปเลย

แต่พอลงมาข้างล่างก็เจอตุ่นมาดักรออยู่ เธอแสดงความรักความจริงใจและจริงจังกับเขา อาทิจถามว่าเธอจะยอมรับคนอย่างตนที่ไม่ใช่ผู้ชายที่ดีและมีทุกอย่างพร้อมไม่ว่าจะฐานะ เรื่องส่วนตัว ภาระต่อครอบครัวได้หรือ ตุ่นตอบโดยไม่ต้องคิดว่าตนรับได้ ให้คำยืนยันว่าเราจะสร้างครอบครัวด้วยกัน ทำให้อาทิจถึงกับอึ้ง ตอบได้เพียงสั้นๆ ว่า “ครับ” เท่านั้น

น้าแก้วซุ่มดูอยู่ทนไม่ไหวเดินออกมาถามอาทิจว่ายังไม่กลับหรือ พวกสามเกลอรอกลับบ้านด้วยกันอยู่ อาทิจจึงบอกตุ่น “พรุ่งนี้เจอกันครับ” แล้วผละไปด้วยความรู้สึกโล่งใจที่ไม่ต้องตอบคำถามยากๆ จากเธออีก

กลับถึงห้องนอน ตุ่นเล่าให้ดรุณีฟังถึงการคุยกับอาทิจเมื่อครู่นี้ เธอฝันไปไกลถึงขั้นอยากสร้างครอบครัวกับเขามีลูกกับเขา เธอพร่ำเพ้อจนดรุณีแสดงความยินดีด้วยกับความรักที่กำลังหวานฉ่ำของเพื่อน ทั้งที่ในหัวใจตัวเองแห้งแล้งจนบอกไม่ถูก

ooooooo

น้าแก้วเห็นความสนิทสนมกันของตุ่นกับอาทิจ ที่พัฒนาลึกซึ้งขึ้นทุกที และดรุณีก็เศร้าสร้อยหงอยเหงาลงทุกที ก็ทนไม่ได้ บอกตัวเองว่าต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว

เช้าวันต่อมา น้าแก้วเห็นดรุณีกำลังเตรียมผลไม้ทำของหวานอยู่ในครัว จึงเดินเข้าไปถามว่าตุ่นอยู่ไหน ดรุณีบอกว่าอยู่กับแฟนเขา น้าแก้วทนไม่ได้ถามว่าตกลงเธออยากให้ตุ่นแต่งงานกับอาทิจจริงๆ หรือ ดรุณีบอกว่าไม่ใช่แค่อยาก ตอนนี้กำลังเชียร์ว่าเมื่อไหร่ทั้งคู่จะแต่งงานกัน

“ไม่ได้นะคะคุณณี คุณย่าท่านสั่งน้าแก้วเอาไว้ก่อนที่ท่านจะเสีย ท่านอยากให้คุณณีกับคุณอาทิจแต่งงานกัน”

“ตกลงคุณย่าสั่งไว้ยังไงกันแน่คะ คุณป้าวิไลบอกอย่างน้าแก้วบอกอีกอย่าง” แล้วเธอก็ตัดบทว่า “คุณย่าจะสั่งไว้ยังไงมันก็ไม่สำคัญเท่ากับใจพี่อาทิจหรอกค่ะ พี่อาทิจรักยายตุ่นไม่ใช่ณี เราจะไปบังคับเขาได้ยังไง”

น้าแก้วพยายามกล่อมดรุณี เธอบอกน้าแก้วว่าเราอย่าฝืนทำอะไรขัดกับความจริงที่มันเป็นอยู่เลย น้าแก้วเปรยอย่างมุ่งมั่นว่า บางครั้งคนเราก็ต้องฝืนทำอะไรเพื่อสิ่งที่มันควรจะเป็น

ooooooo

สายวันนี้ อาทิจกับตุ่นไปเก็บสตรอเบอร์รี่ที่แปลง ตุ่นเห็นแหวนดอกหญ้าที่นิ้วอาทิจ พอรู้ว่าเขาสานเองก็ตื่นเต้นอยากได้ อาทิจจึงถอดสวมให้ เธอยิ้มอย่างมีความสุขบอกว่า ตนถือว่านี่เป็นแหวนหมั้นของเรา

“ตุ่นรักพี่อาทิจที่สุดในโลกเลยค่ะ” ตุ่นโผเข้ากอดอาทิจไว้เต็มตัว

“ขอบคุณนะครับที่รักผู้ชายธรรมดาๆ อย่างผม” อาทิจกอดตอบด้วยความรู้สึกดีๆ และพร้อมจะมีครอบครัวกับผู้หญิงที่รักเขาและเขาก็กำลังเริ่มรักเธอ...

เมื่อไปเจอดรุณีที่สวนส้ม ตุ่นกรีดนิ้วอวดแหวนดอกหญ้าบอกว่า นี่คือแหวนที่อาทิจหมั้นตนไว้ก่อน

“ไหน ใครจะหมั้นใคร หา!!” เสียงทองประศรี

แหวขึ้น พรวดออกมาจ้องหน้าตุ่นราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แล้วประกาศตัวว่าเป็นเมียของอาทิจ มีลูกด้วยกันคือตะวัน ด่าตุ่นว่าหน้าตาก็ดีฐานะก็ดียังมาแย่งผัวชาวบ้านอย่างตน

ตุ่นตกใจถามดรุณีว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร ดรุณีพยายามกันทองประศรีออกไป บอกตุ่นว่าอย่าไปฟัง แต่ทองประศรีก็ยังอาละวาดแว้ดใส่ดรุณีหาว่าพาเพื่อนมาแย่งผัวตน อาทิจพรวดเข้ามาตวาดใส่ทองประศรีให้ออกไปเดี๋ยวนี้

ตุ่นที่กำลังฝันหวานถึงอนาคตที่จะแต่งงานกับอาทิจ ถูกทองประศรีด่าประจานก็หน้าซีดเผือดเหมือนถูกฟ้าผ่าลงมาตรงหน้า เธอวิ่งเตลิดไปอย่างสติแตก ส่วนทองประศรี เกือบถูกอาทิจจับโยนทิ้งก็รีบวิ่งหนีเอาตัวรอด อาทิจจึงวิ่งตามตุ่นไปท่ามกลางความตกใจ งงงัน ของทุกคน

ooooooo

ทองประศรีทำงานเสร็จก็ไปรับค่าจ้างจากน้าแก้ว บอกน้าแก้วว่าตนไม่ขอรับค่าจ้างเพราะทำแค่นี้ก็ยังตอบแทนบุญคุณคุณย่าได้ไม่เท่าขี้เล็บ แต่ขอว่าอย่าให้ตนทำแบบนี้อีก ตนสงสารอาทิจที่เสียใจมาก และที่สำคัญคือมันไม่ใช่เรื่องจริง

ทั้งดรุณีและอาทิจไปเคาะประตูเรียกตุ่นเท่าไรก็ไม่ยอมเปิด เธอขังตัวเองร้องไห้กับความฝันที่พังทลายไม่มีชิ้นดี สุดท้ายเธอตัดสินใจหนีกลับกรุงเทพฯโดยขอให้น้าแก้วช่วยหาคนไปส่งตนที่สนามบินเดี๋ยวนี้เลย

น้าแก้วทำหน้าตกใจ แต่แอบดีใจที่แผนการของตนสำเร็จแล้ว

ตกเย็น ดรุณีจะขึ้นไปตามตุ่นลงมากินข้าว น้าแก้วทำเป็นแปลกใจบอกว่าตุ่นไปแล้วไม่ใช่หรือ เห็นหิ้วกระเป๋าออกไปทางหลังบ้าน เจอกันก็ขอให้ช่วยไปส่งที่สนามบิน ตนเลย ให้อั๋นเอารถไปส่งเมื่อครู่นี้เอง นึกว่าดรุณีรู้แล้วเสียอีก

ทั้งดรุณีและอาทิจรีบออกไปทันที น้าแก้วตกใจตะโกนบอกว่าไม่ใช่ไปเมื่อครู่นี้แต่ไปนานแล้ว แต่ไม่มีใครฟังเลยยกมือท่วมหัวภาวนาให้คุณย่าช่วยอย่าให้สองคนนี้ตามทันเลย

อาทิจกับดรุณีปั่นจักรยานสุดแรงตามกันไปจนถึงปลายเนิน อาทิจทิ้งจักรยานวิ่งขึ้นเนินไปดรุณีทำตามวิ่งกันขึ้นไปจนถึงยอดเนิน มองไปเห็นรถจากสวนคุณย่าแล่นอยู่ที่ถนนบนเขาอีกลูกหนึ่งกำลังขับผ่านไป อาทิจป้องปากตะโกนสุดเสียง

“คุณตุ่นนนน!!!!!”

ดรุณีมองอาทิจอย่างสงสารจับใจ...

ในยามทดท้อหมดกำลังใจเช่นนี้ อาทิจขึ้นไปหาคุณย่าที่เนินฝังเถ้ากระดูก รำพึงกับคุณย่าอย่างเจ็บปวดว่า

“คุณย่าเคยบอกผมว่า ความรักเป็นความรู้สึกที่บริสุทธิ์และงดงามที่สุดที่มนุษย์มีให้กันใช่ไหมครับ...ทำไมความรู้สึกที่บริสุทธิ์และงดงามถึงทำให้เราเจ็บปวดได้ขนาดนี้ คุณย่าช่วยให้ผมเข้มแข็งด้วยนะครับ”

“เราไปตามยายตุ่นกันเถอะค่ะ” ดรุณีเข้ามาข้างหลังเขา อาทิจหันมองแล้วส่ายหน้า บอกดรุณีว่า

“ไม่ดีกว่าน้องณี ถ้าคุณตุ่นรับตัวตนของพี่ไม่ได้วันนี้ พรุ่งนี้ หรือวันไหนๆ เขาก็คงรับไม่ได้อยู่ดี”

ดรุณีบอกว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะตุ่นเข้าใจผิด อาทิจ ก็ยังไม่แน่ใจว่าถ้าตุ่นยอมฟังตนแล้วไม่จากไปแบบนี้ อาทิจบอกว่าตนเลือกที่จะอยู่อย่างเจ็บปวดดีกว่าไปสร้างความรำคาญให้ใคร ดรุณีได้แต่นั่งลงข้างๆ เขาจับมือเขาไว้อย่างให้กำลังใจ

ooooooo

รุ่งขึ้นเกร็งกับสามเกลอไปทำงานที่สวนส้ม ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันว่าอาทิจคงไม่มากระมัง คงไปนั่งอกกลัดหนองอยู่ที่ไหนสักที่เป็นแน่

“งานมีตั้งเยอะแยะ มารวมตัวกันทำอะไรอยู่นี่” เสียงอาทิจถามขึ้น ทุกคนหันมองทั้งแปลกใจทั้งดีใจ ต๊อดบอกว่านึกว่านายจะไม่มาแล้ว “ทำไม...ความรู้สึกของฉัน ไม่สำคัญเท่ากับความรับผิดชอบ ถ้าไม่ล้มหมอนนอนเสื่อหรือใกล้ตาย ฉันไม่มีวันหยุดงาน ฉันไม่หยุด นั่นก็หมาย ความว่าพวกนายก็หยุดไม่ได้เหมือนกัน แยกย้ายกันไปทำงานได้แล้ว”

สามเกลอกับเกร็งรีบลงมือเก็บส้ม ส่วนอาทิจแยกไปเก็บส้มอีกมุมหนึ่ง น้าแก้วเดินไปคุยด้วยอย่างรู้สึกผิด

“น้าแก้วดีใจนะคะที่คุณอาทิจไม่เสียใจจนกระทั่งทำอะไรไม่ได้”

“เสียใจก็เสียใจครับน้าแก้ว แต่ชีวิตมันต้องดำเนินต่อไป ผมจะเอาปัญหาของผมคนเดียวมาทำให้เป็นปัญหาของพวกเราทุกคนได้ยังไง เรื่องคุณตุ่น...ผมก็ได้แต่หวังว่าเขาจะยอมรับฟังและเข้าใจผมสักวัน”

พูดแล้วอาทิจทำงานต่อ ดรุณีที่ยืนฟังอยู่ใกล้ๆ มองเขาอย่างครุ่นคิด เมื่อโทรศัพท์ไปหาก็ไม่รับสาย เธอจึงตัดสินใจไปหาตุ่นที่คอนโดฯ เล่าความจริงทั้งหมดของอาทิจกับทองประศรีให้ฟัง

ตุ่นยอมรับว่าเมื่อเกิดเรื่องใหม่ๆ ตนโกรธอาทิจมาก แต่เมื่อตั้งสติได้จึงรู้ว่าตนไม่ได้โกรธดรุณีและอาทิจ แต่สมเพชตัวเองต่างหาก ดรุณีทำหน้างงบอกว่าไม่เข้าใจ ตุ่นจึงเล่าเรื่องของครอบครัวตัวเองให้ฟังว่า

“พ่อแม่ตุ่นแยกทางกันตั้งแต่ตุ่นยังเด็ก ตุ่นจำวันที่ พ่อจากไปกับผู้หญิงคนใหม่ของพ่อได้ติดตา ตุ่นจำได้ว่า ตุ่นร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหล แล้วตุ่นก็บอกตัวเองตั้งแต่วันนั้นว่า ตุ่นจะไม่ทำอย่างพ่อ ชาตินี้ตุ่นจะไม่มีวันพรากลูกพรากพ่อจากใครเป็นอันขาด แต่สุดท้าย...ตุ่นก็เดินตามรอยพ่อจนได้...”

ตุ่นอยากฟังความจริงจากปากอาทิจเอง แต่เธอจะไม่ขึ้นไปหาเขา บอกว่าถ้าอาทิจรักตนจริงต้องลงมาหาตนที่นี่

“ได้จ้ะ ณีจะบอกพี่อาทิจให้ พี่อาทิจต้องดีใจที่สุดเลยล่ะ” ดรุณียิ้มอย่างโล่งใจ

ดรุณีกลับถึงบ้านเป็นเวลาอาหารเย็นพอดี อาทิจ รอกินข้าวอยู่ เธอเดินยิ้มกริ่มเข้าไปบอกว่าวันนี้ตนไปหาตุ่นมา ไปอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้ตุ่นฟัง ตุ่นเข้าใจและใจอ่อน เพียงแต่อาทิจต้องไปง้อหน่อยเท่านั้น พลางเอารูปที่ตุ่นฝากมาให้อาทิจ หยอกเขาว่า “เอาไปกอดให้ชื่นใจก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยไปกอดตัวจริงเองเลย เพราะณีนัดตุ่นไว้แล้ว เร็วทันใจดีไหมคะ”

ooooooo

พรุ่งนี้จะเดินทางไปพบตุ่นแล้ว อาทิจไปเดินเล่นในสวนส้มแล้วถูกงูเห่ากัด เขาร้องเรียกดรุณี เธอวิ่งไปดูพอรู้ว่าถูกงูเห่ากัดก็รีบเอาผ้ารัดไว้เหนือแผล ใช้ปากดูดพิษงู และพยายามไม่ให้เขาหลับ น้าแก้วบอกจิ๋วแจ๋วให้รีบไปเรียกเกร็งมาดู

ขณะน้าแก้วจะเข้าไปช่วยดรุณีพยุงอาทิจกลับเข้าบ้านนั่นเอง เห็นรูปตุ่นตกอยู่จึงหยิบเหน็บเอวไว้

เกร็งมีบทเรียนในการรักษาคนถูกงูเห่ากัดและมียาสำรองไว้พร้อมอยู่แล้ว มาให้ยาอาทิจแล้วบอกน้าแก้ว ว่าพรุ่งนี้ก็ลุกขึ้นมาเดินปร๋อได้แล้ว น้าแก้วฮึดฮัดไม่อยากให้หายเร็วอาทิจจะได้ไปหาตุ่นไม่ได้ตามนัด

ส่วนดรุณีดีใจที่อาทิจไม่เป็นอะไร อาทิจยิ้มซีดๆ บอกเธอว่า

“พี่คิดว่าพี่ไม่รอดแล้ว...ขอบคุณน้องณีมากนะ น้องณีอยู่เคียงข้างตอนพี่ป่วยทุกครั้ง ครั้งที่แล้วก็ตอนไม่สบายเป็นไข้ป่า แล้วครั้งนี้ก็มาโดนงูกัดอีก”

ความห่วงใยและดูแลอย่างดีกระทั่งเสี่ยงชีวิตดูดพิษงูให้อาทิจของดรุณี ทำให้เขายิ่งรู้สึกซึ้งในน้ำใจของเธอ รู้สึกปลอดภัย มีความสุขเมื่อได้อยู่ใกล้เธอ จนกระทั่ง... ลืมสนิทว่า พรุ่งนี้นัดกับใครไว้...

ooooooo

รุ่งขึ้น พออาทิจลืมตาตื่นเห็นแดดส่องสว่างจ้าแล้ว เขาตกใจลุกขึ้นรีบไปเข้าห้องน้ำเจ็บขาจนเซ ดรุณีรีบเข้าประคอง แต่รับน้ำหนักไม่ไหวจนอาทิจเซหน้าเกือบชนกัน ต่างมองกันนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น

น้าแก้วยกข้าวต้มขึ้นมาพอดี ทั้งสองรีบผละจากกัน น้าแก้วนึกโมโหตัวเองว่าไม่น่าขึ้นมาขัดจังหวะเลย เมื่อวางข้าวต้มแล้วน้าแก้วนึกได้เอารูปตุ่นมาขยำจนยับยู่ยี่ แล้วเอาไปให้อาทิจดูบอกว่าไม่รู้ทำไมเป็นแบบนี้

ดรุณีรู้ทันน้าแก้ว เลยพูดให้เจ็บใจว่า ไม่เป็นไรเดี๋ยวก็ได้ไปเจอไปกอดตัวจริงกันแล้ว เลยถูกน้าแก้วแอบค้อนเคืองๆ

เสร็จจากดูแลอาทิจแล้ว ดรุณีไปที่โรงงานแว็กซ์ส้ม พอมีเวลาก็โทร.บอกตุ่นว่าอาทิจถูกงูกัดวันนี้มาหาไม่ได้ ตุ่นตกใจเป็นห่วงอาทิจจึงจะเดินทางมาดูแลเขาเอง พอดีเวทางค์มา เธอจึงวานให้ขับรถไปส่งที่สนามบิน เวทางค์ขับไม่ทันใจก็ขอขับเอง เอื้อมมือจะจับพวงมาลัย พอดีมีรถมอเตอร์ไซค์โผล่พรวดออกจากซอย เวทางค์เบรกอย่างแรงทำให้ตุ่นเสียหลักได้รับบาดเจ็บที่ข้อมือ แทนที่จะได้เดินทางไปสนามบินเลยต้องเข้าโรงพยาบาลแทน

ส่วนอาทิจรู้สึกมีความสุขและสบายใจที่ได้อยู่ใกล้ชิดดรุณี ได้รับการดูแลด้วยความห่วงใยจากเธอ อาการอ้อนที่ไม่เคยมีและทำไม่เป็นก็เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เมื่อดรุณีตักกับข้าวให้กิน ก็อ้อนว่า

“น้องณีกินเป็นเพื่อนพี่นะจ๊ะ”

ดรุณีจึงนั่งกินเป็นเพื่อน บอกว่าตนโทร.บอกตุ่นเรื่อง เขาถูกงูกัดแล้ว ตุ่นจะรีบขึ้นมาดูแลเขาเอง พูดหยอกว่า

“รับรองค่ะ ว่ายายตุ่นทำให้พี่อาทิจหายวันหายคืนแน่ๆ”

“คนอื่นอาจจะช่วยให้พี่หายเร็ว แต่คนที่ทำให้พี่อยากมีชีวิตรอด ไม่ยอมตายไปกับพิษงูเมื่อคืนนี้คือน้องณี... น้องรู้ไหมว่าสิ่งที่น้องณีทำเพื่อพี่ มีค่ามากแค่ไหน มันทำให้พี่อยากมีลมหายใจเพื่อตื่นมาอยู่กับน้องณีทุกวัน...”

อาทิจทั้งอ้อนทั้งหวานเสียจนดรุณีเขินหัวใจแทบละลายอยู่ตรงนั้น

สามเกลอแอบดูอยู่ ต่างทำท่าพะอืดพะอมจะอ้วกกับความหวานของอาทิจ อาทิจรู้ทันกับเสียงประหลาดนั้นแต่ทำเฉยอยู่ จนน้าแก้วเอาน้ำร้อนมาให้ผสมน้ำเย็นเช็ดตัว อาทิจขอน้ำร้อนจากน้าแก้วเอาไปสาดตรงหน้าต่าง มีเสียงประหลาดๆร้องลั่น น้าแก้วตกใจบอกว่าเสียงเหมือนคนร้อง อาทิจพูดหน้าตาเฉยว่า

“ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมนั่งแถวนี้แล้วรู้สึกคันๆ ก็เลยลองเอาน้ำร้อนฆ่าเชื้อสักหน่อย อาจจะเป็นพวกเห็บพวกหมัด”

น้าแก้วกับดรุณีมองหน้ากันงงๆ  ส่วนอาทิจเหลือบมองออกไปข้างนอก เห็นสามเกลอวิ่งหนีกันขาขวิดก็อดขำไม่ได้

ooooooo

ระหว่างที่ตุ่นเข้าโรงพยาบาลนั้น เวทางค์ดูแล เธออย่างใกล้ชิด น่าแปลกที่คนอย่างเขายอมให้ตุ่นเหวี่ยงวีนได้อย่างไม่น่าเชื่อ จนวิยะดาที่มาเยี่ยมตุ่นเห็นแล้วนึกในใจว่า ช่างเป็นคู่กัดที่สมน้ำสมเนื้อกันจริงๆ

ทั้งคู่โต้เถียงกันได้ทุกเรื่องแม้แต่อาการคัน เมื่อตุ่นบอกว่าคัน เวทางค์ก็เกาให้ เธอโวยวายว่าเกาไม่ถูกที่คัน จนวิยะดาต้องลุกขึ้นมาหย่าศึก เอาธรรมะมาเตือนใจว่า

“เอาล่ะค่ะ อย่าเถียงกันเลยนะคะ พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรามีสติอยู่กับปัจจุบัน คุณตุ่นคันก็ลองเอาใจจดจ่ออยู่กับอาการคัน แล้วท่องคันหนอ...คันหนอ...ในใจดูไหมคะ”

ตุ่นพยายามตั้งสติ ทำตามคำแนะนำของวิยะดา วิยะดาให้กำลังใจว่า ฝึกไปนานๆ เราก็จะชิน ดูอย่างตนสิตอนนี้ตัดรัก โลภ โกรธ หลงไปได้เยอะเลย

ทันใดนั้นโทรศัพท์มือถือเธอดังขึ้น วิยะดาดูหน้าจอเห็นชื่อรุจน์ก็ตาโตตื่นเต้นร้องทักเสียงอ่อนหวาน

“สวัสดีค่ะคุณรุจน์ ว่างค่ะ...วันที่เท่าไหร่ วัดอะไรอยู่ที่ไหนคะ ค่ะ...ได้ค่า...ขอบคุณนะคะที่นึกถึงวิ แล้วเจอกันค่ะ”

พอกดปิดโทรศัพท์ วิยะดาก็เลิกประดิษฐ์ท่าประดิษฐ์เสียง แผดร้องกรี๊ด พล่ามเหมือนสติแตก...

“กรี๊ดดดด คุณรุจน์โทร.มาชวนวิไปปฏิบัติธรรม อ๊ายยยย...เดี๋ยววิต้องกลับไปเซตชุดนั่งสมาธิ ชุดเดินจงกรมก่อนนะพี่เว” แล้วหันไปพูดกับตุ่น “คุณตุ่นอย่ายอมกับกิเลสและสังขารของเรานะคะ กำหนดลมหายใจและ

ตั้งสติให้ดีเท่านั้นค่ะ กรี๊ดดดด...อ๊ายยยยย จะได้เจอกันแล้ว วิไปก่อนนะคะ”

ทั้งเวทางค์และตุ่นมองวิยะดาตาค้าง กับอาการดี๊ด๊าที่เต็มไปด้วยกิเลสของเธอ

ooooooo

อาทิจยังเดินไม่ถนัด แต่ก็รั้นจะไปสวนกับดรุณีให้ได้ พอเธอไม่ให้ไป ก็อ้อนว่าคันแผล ดรุณีถอนผมตัวเองออกมาจับปลายสองข้างแล้วกลิ้งไปมาที่แผลให้หายคัน

ความใกล้ชิดทำให้อาทิจมองหน้าดรุณีไม่วางตา จนเธอรู้สึกตัว พอสบตาเขาเธอก็รีบหลบ และเตรียมตัวไปแปลงกะหล่ำปลี อาทิจตามไปจนได้ ไปถึงก็ลงมือช่วยทำงาน จนดรุณีต้องเรียกต๊อดให้มาพาไปนั่งพักเสีย

สามเกลอจับตาดูอาทิจอยู่ เห็นเขาอ้อนผิดคิวก็พากันขำ อึ่งปากไวแซวว่า

“แสดงให้เนียนหน่อย งูกัดขาซ้ายไม่ใช่หรือ ทำไม กะเผลกขวาล่ะ”

“ทำไมล่ะ กัดซ้ายแต่ระบมถึงขวาเว้ย มีปัญหาอะไรไหม” อาทิจตะแบงแก้เกี้ยวแล้วเดินกะเผลกไปนั่งที่กระท่อม

เมื่อย้ายไปเก็บสตรอเบอร์รี่ อาทิจก็ช่วยเก็บอีก ดรุณีบ่นว่าทำไมไม่อยู่รอตุ่นที่บ้านก็ไม่รู้

“ก็พี่อยากอยู่กับน้องณีมากกว่านี่” อาทิจหลุดออกไป พอดรุณีมองขวับ เขาแก้เก้อว่า “เออ...คือ พี่อยากทำงาน”

แล้วต่างก็เก็บสตรอเบอร์รี่ไปเขินกันไป จนได้เวลาเลิกงานกลับบ้าน ดรุณีประคองอาทิจเข้าบ้านบอกให้เขารีบไปอาบน้ำก่อนเดี๋ยวตุ่นคงมาแล้ว อาทิจเกี่ยงให้เธออาบก่อนเพราะตนอาบเร็ว

ปรากฏว่าดรุณีเข้าไปอาบน้ำสระผม เธอเป็นลมคาห้องน้ำเพราะไปตากแดดมาทั้งวัน เจอน้ำเย็นๆ เข้าร่างกายปรับไม่ทันทำให้หน้ามืดเป็นลมล้มโครม

อาทิจได้ยินเสียงล้มรีบเข้าไปดู เห็นเธอนอนเปียกชุ่มอยู่ที่พื้น ฝักบัวยังเปิดอยู่ เขารีบปิดฝักบัวแล้วเอาผ้าขนหนูห่อตัวอุ้มออกไปวางที่ห้องนอนของเธอ

ครู่หนึ่ง เธอเพ้อ “หนาว...คุณย่า...หนาว...” อาทิจหยิบผ้านวมห่มให้อีกชั้น กระนั้นเธอก็ยังเพ้อ “ณีหนาว...หนาวเหลือเกิน...พี่อาทิจ...” อาทิจจับมือเธอบีบแน่น เอามือถูมือเธอให้อุ่นด้วยความห่วงใย...

ooooooo

เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมา ดรุณีถามน้าแก้วที่เฝ้าอยู่ว่าตนเป็นอะไร

“ก็เป็นลมน่ะสิคะ เห็นคุณอาทิจบอกว่าทำงานตากแดดทั้งวัน พอมาสระผม มาเจอน้ำเย็นๆเข้า ร่างกายมันช็อกปรับตัวไม่ทันน่ะค่ะ”

พอดรุณีทบทวนเหตุการณ์ ก็ตกใจถามน้าแก้วว่าอาทิจอุ้มตนออกมาทั้งที่ตัวเปียกอย่างนั้นหรือ แล้วเสื้อผ้าล่ะ!?

พอรู้ว่าอาทิจเป็นคนจัดการให้ทั้งหมด ดรุณีทำหน้าอยากร้องไห้ถามว่าทำไมน้าแก้วไม่มาทำให้

“น้าแก้วอยู่เสียที่ไหนคะ พอคุณณีกับคุณอาทิจ

กลับเข้ามา น้าแก้วก็ออกไปทำข้าวเย็นให้คนงานที่โรงครัวนู่นน่ะค่ะ แล้วคุณอาทิจจะปล่อยให้คุณณีนอนตัวเปียกอยู่อย่างนั้นได้ยังไง พี่เขาเปลี่ยนให้มันก็ถูกแล้วนี่คะ ทีตอนพี่เขาป่วย คุณณียังทำได้เลย”

“มันไม่เหมือนกัน... โอ๊ยยยย แล้วถ้าหนูเจอหน้าพี่อาทิจหนูจะทำหน้ายังไงเนี่ย” ดรุณีทำหน้าอยากร้องไห้

น้าแก้วบอกว่าใจเย็นๆยังพอมีเวลาคิดอยู่ แต่ไม่ทันสิ้นเสียงของน้าแก้ว เสียงอาทิจก็เรียกดรุณีแทรกเข้ามา เธอตกใจรีบล้มตัวลงนอนหลับตาปี๋ อาทิจโผล่เข้ามาในห้องพอดี

“น้องณีเป็นยังไงบ้างครับน้าแก้ว” น้าแก้วบอกว่าฟื้นแล้วและหลับไปอีกแล้ว “ถ้างั้น ผมฝากน้าแก้วดูให้น้องณีนอนพักเยอะๆนะครับ” พูดแล้วเดินออกไปเลย น้าแก้วหันมองดรุณีบอกขำๆว่า

“ไม่ต้องข่มตาแล้ว ขนตากระเพื่อมเป็นเกลียวคลื่นเชียว คุณอาทิจไปแล้วค่ะ”

ดรุณีค่อยๆลืมตาขึ้นทีละข้าง พอแน่ใจว่าอาทิจไม่อยู่จริงๆแล้วจึงถอนใจโล่งอก

ooooooo

ที่บ้านพักผู้ว่าฯ วิยะดากลับเข้ามาในชุดสีขาวแต่หัวจดเท้า วิไลลักษณ์ปรี่เข้ามาถามว่าแล้วเวทางค์ล่ะ วิยะดาบอกว่าไม่รู้เพราะตนไปนั่งสมาธิมา

วิไลลักษณ์ซักไซ้จนรู้ว่าเวทางค์ไปกรุงเทพฯ ประสบอุบัติเหตุทางรถ ตัวเวทางค์เองไม่เป็นไรแต่คนที่นั่งข้างๆมือบวม นิ้วเดี้ยง

“ตาเวพาใครไปเจ็บหา ยายวิ” พอวิยะดาบอกว่าชื่อตุ่นเป็นเพื่อนสนิทดรุณีเท่านั้น วิไลลักษณ์ก็ตาลุกถามว่า “ตาเวไปสนิทสนมกับแม่นั่นตั้งแต่เมื่อไหร่ ไหน เล่ามาเดี๋ยวนี้นะ”

“เขาก็รู้จักกันตั้งแต่ยายณียังเรียนอยู่นั่นล่ะค่ะคุณแม่ แต่วิว่าตอนนี้ความสนิทมันน่าจะพรั่งพรูกว่าเดิมเยอะ”

“ก็ไหนตาเวเคยบอกว่าแม่นั่นปิ๊งนายอาทิจ

ไม่ใช่เหรอ แล้วยังไง...คิดจะเปลี่ยนมาจับตาเวงั้นเหรอ”

“วิว่าเขาคงไม่ได้คิดจะจับพี่เวหรอกค่ะ พี่เวน่าจะเป็นฝ่ายจับเขามากกว่า”

“ไม่ได้นะ แม่ไม่ยอม! ตาเวต้องแต่งงานกับยายณีเท่านั้น เป็นไงเป็นกัน!!!” วิไลลักษณ์เต้นเป็นเจ้าเข้า

ประเวทย์กับวิยะดาหันสบตาอย่างรู้กันว่า เป็นเรื่องแน่...

ooooooo

ตอนที่ 13

พออาทิจกลับจากกรุงเทพฯ ตะวันก็ทวงของเล่นทันที อาทิจจึงนั่งลิดใบกล้วยทำม้าก้านกล้วยให้ตะวันขี่เล่น ต๊อด อึ่ง กับพันเอาบ้าง พากันขี่ม้าก้านกล้วยเล่นกับตะวันอย่างสนุกสนาน

เพราะบรรยงถูกย้ายไปทำงานที่อื่น ทองประศรีจึงแอบมาดูลูกก่อนไป ชมว่าอาทิจอบรมตะวันดีเหลือเกิน ฝากน้าแก้วให้บอกอาทิจด้วยว่าตนฝากลูกไว้ก่อน บรรยงย้ายกลับมาทำงานใกล้ๆเมื่อไหร่จะมารับลูกไปอยู่ด้วย

“เออ...คุณอาทิจเขาไม่ว่าอะไรหรอก เขารักเอ็นดูนายตะวันจะตายไป” น้าแก้วพูดให้สบายใจ

ทองประศรีกับน้าแก้วยืนดูตะวันวัย 4 ขวบขี่ม้าก้านกล้วย โดยมีเด็กโข่งอีกสามคนขี่วิ่งเล่นด้วย ทองประศรีมองลูกอย่างรักใคร่ ส่วนน้าแก้วมองสามเด็กโข่งแล้วส่ายหน้าขำๆแกมสมเพช

ooooooo

หลายเดือนต่อมา ดรุณีสอบเสร็จแล้ว วิไลลักษณ์พาเวทางค์และวิยะดาชวนดรุณีไปฉลองกันที่ร้านอาหารหรู เวทางค์เอ่ยแสดงความยินดีที่ดรุณีสามารถเรียนจบได้ในสามปีครึ่ง

ดรุณีพูดออกตัวว่าที่จริงเพิ่งจะสอบเสร็จ น่าจะรอฟังผลก่อนถ้าผ่านค่อยเลี้ยงทีหลังก็ได้

“รอฟังว่าได้เกียรตินิยมอันดับ 1 หรือ 2 ดีกว่ามั้งน้องณี ไอ้ผ่านหรือไม่ผ่านค่อยไปลุ้นกับยายวิ” เวทางค์แขวะน้อง

“อย่างกับพี่เวจบมาอย่างเก๋กู้ดนักนี่ ก็คาบเส้นคาบดอกเหมือนกันแหละ” วิยะดาลอยหน้าย้อนพี่ชาย

“จะมาทะเลาะอะไรกันลูก วันนี้วันดีฤกษ์ดีเป็นศรีวันจ้ะ”

“พูดอย่างกับจะไปขอลูกสาวใครเลยนะคุณแม่” วิยะดาติง

วิไลลักษณ์พูดเป็นการผูกมัดดรุณีในทีว่า “ก็รู้อยู่แล้วว่าพี่เวเขารักใครอยู่” ดรุณีรู้ว่าตัวเองกำลังถูกพาดพิงจึงแกล้งถามว่ารักใครหรือ

“อ้าว...ก็เราน่ะสิยายณี แหม พี่เขาเทียวรับเทียวส่งขนาดนี้ ยังไม่รู้รึไงจ๊ะว่าเพราะเขารักเรา จริงไหมตาเว”

แล้ววิไลลักษณ์ก็ลากโยงไปถึงคุณย่าว่า ท่านเคยพูดไว้ว่าต้องการให้เธอลงเอยกับเวทางค์จะได้ช่วยกันดูแลสวน ดรุณีอึ้งไปครู่หนึ่งจึงตอบออกไปได้ว่าตนยังไม่พร้อม ยังไม่คิดจะมีครอบครัวตอนนี้

“ไม่ใช่เพราะมีใครอยู่นะ” วิไลลักษณ์ดักคอ พอดรุณีบอกว่าไม่มี ก็ทำท่าโล่งใจ “ถ้าอย่างนั้นก็แล้วไป ใช้เวลาดูใจอีกนิดก็ได้ หรือว่าจะไปเรียนต่อเมืองนอกด้วยกันดีไหม จะได้ดูกันแบบใกล้ชิดไปเลย”

“ณีอยากทำงานก่อนค่ะ”

วิไลลักษณ์กับเวทางค์สบตากันกับน้ำเสียงที่แข็งขึ้นของดรุณี แต่ไม่ทันพูดอะไรกันต่อ กานดาเพื่อนเก่าของวิไลลักษณ์ก็พารุจน์ลูกชายเข้ามาทักอย่างตื่นเต้น สองแม่ลูกเพิ่งกลับจากญี่ปุ่น แต่งตัวไฮโซสไตล์ญี่ปุ่น  ผู้ใหญ่ ทักทายกันแล้วแนะนำให้ลูกรู้จักกัน วิยะดาดี๊ด๊ายื่นมือผ่านหน้าแม่ไปเช็กแฮนด์กับรุจน์ตาเป็นประกายวิบวับ
ทั้งเวทางค์และดรุณีต่างมองวิยะดาอึ้ง...

ooooooo

ก่อนกลับบ้าน ดรุณีเขียนจดหมายบอกอาทิจ ย้ำว่าตนจะเอาความรักกลับมาฝาก เมื่อถึงวันกลับ ดรุณีพาตุ่นกลับด้วย  คาดหวังว่าอาทิจจะมารับที่สนามบิน กลายเป็นเกร็งมารับเพราะอาทิจติดธุระ ตุ่นแอบเซ็งเพราะเตรียมสวยไว้เต็มที่เลยเก้อ

พอมาถึงบ้าน ดรุณีให้เกร็งเอากระเป๋าไปเก็บแล้วตัวเองพาตุ่นไปหาอาทิจที่แปลงกะหล่ำปลีทันที ร้องบอกเขาว่า

“ณีหอบความรักมาฝากพี่อาทิจด้วยนะคะ”

อาทิจงงๆเลยมองไปข้างหลัง เห็นตุ่นเดินตามมา อาทิจร้องทักดีใจเหมือนได้เจอน้องสาวอีกคน แต่ตุ่นประดิษฐ์ยิ้มยกมือไหว้อ่อนช้อยทักเสียงอ่อนหวาน “สวัสดีค่ะพี่อาทิจ...คิดถึงจัง” ทำเอาอาทิจเขินไปเลย

ooooooo

เมื่อพาตุ่นกลับมาบ้าน ดรุณีแนะนำให้รู้จักน้าแก้ว พอน้าแก้วได้ยินชื่อตุ่นก็จำได้ว่าดรุณีเคยพูดถึงเพื่อนคนนี้ให้ฟังบ่อยๆ อึดใจเดียวจิ๋วแจ๋วก็จูงตะวันเข้ามาบอกให้ตะวันธุจ้าดรุณี เธอจับแก้มเด็กน้อยอย่างเอ็นดูทักว่าโตขึ้นเยอะเลย

ตุ่นแปลกใจว่าตะวันเป็นลูกใคร ดรุณีเกือบพลั้งปากออกไปแล้ว ดีแต่ยั้งไว้ทัน บอกเพื่อนว่าตะวันเป็นลูกของญาติห่างๆ พ่อแม่ไปทำงาน คุณย่าเลยเอามาเลี้ยง แล้วบอกจิ๋วแจ๋วให้พาตุ่นขึ้นไปพักผ่อนข้างในก่อนเดี๋ยวตนตามไป

ดรุณีกำชับน้าแก้วอย่าบอกเรื่องตะวันให้ตุ่นรู้ รอให้ตุ่นกับอาทิจสนิทกันมากกว่านี้ก่อนค่อยบอกเดี๋ยวอาทิจจะเสียคะแนนหมด น้าแก้วถามว่าเธอจะให้อาทิจ จีบตุ่นหรือ

“หนูก็อยากจะแก้ตัวกับพี่อาทิจ หนูเคยทำให้ชีวิตพี่อาทิจพังเพราะผู้หญิงคนนั้น หนูก็อยากจะแนะนำผู้หญิงดีๆที่คู่ควรกับพี่อาทิจให้ ก็เท่านั้นเอง”

“ไม่ได้นะคะ” น้าแก้วสวนไปทันที ดรุณีพยายามพรรณนาข้อดีของตุ่นและเชื่อว่าถ้าสองคนรักกันแล้ว ความรักจะทำให้ตุ่นยอมรับได้ทุกอย่าง แต่น้าแก้วก็ยังยืนกระต่ายขาเดียวว่า ตุ่นกับอาทิจจะรักกันไม่ได้

“ถ้าเขารักกันขึ้นมาจริงๆ น้าแก้วจะไปห้ามเขาได้เหรอคะ” ดรุณีถามอย่างเป็นต่อแล้วให้น้าแก้วพาตะวันไปอาบน้ำกินข้าว ส่วนตัวเองเดินเข้าบ้านไป น้าแก้วได้แต่พึมพำตามหลังอย่างใจคอไม่ดีว่า

“คุณณี...ไม่ได้นะคะคุณณี...ได้ยินไหมคะ!!”

ooooooo

ดรุณีพาตุ่นขึ้นไปกราบคุณย่าที่ห้อง เห็นมีที่นอนปูอยู่ข้างเตียงคุณย่า ตุ่นถามว่ามีใครมานอนห้องคุณย่าหรือ ดรุณีคาดว่าคงเป็นอาทิจ เขาย้ายขึ้นมานอนห้องนี้ตามที่คุณย่าสั่งไว้ คงไม่กล้าขึ้นไปนอนบนเตียง

ตุ่นทำท่าตื่นเต้นซาบซ่าที่ได้เข้ามาถึงห้องนอนของชายในฝัน ทันใดนั้นอาทิจเปิดประตูเข้ามา ดรุณีรีบบอกว่าตนพาตุ่นมากราบคุณย่า ชายหนุ่มจึงขอตัวไปรอข้างนอก ตุ่นบอกไม่ต้องเพราะตนกำลังจะออกไปอยู่แล้ว ดรุณีจึงชวนเย็นนี้อยู่กินข้าวด้วยกัน

พออาทิจรับคำสองสาวก็กิ๊กกั๊กกันอย่างสมใจ แต่พอเข้าห้องนอน ตุ่นก็ตาโตตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าห้องตนกับห้องคุณย่าที่อาทิจมาอยู่ ใช้ห้องน้ำห้องเดียวกัน มีประตูเปิดเข้าออกได้จากทั้งสองห้อง

ตุ่นดี๊ด๊าตื่นเต้นจนดรุณีเตือนเพื่อนรักว่าให้เก็บกิริยาไว้บ้าง เพราะ “พี่อาทิจไม่ค่อยได้พูดคุยสุงสิงกับผู้หญิงที่ไหน ขืนจู่โจมมากๆเดี๋ยวหัวใจจะวายตายกันพอดี”

“ผู้ชายรักนวลสงวนตัวอย่างนี้ สเปกเลย ขอบใจมากนะณี” ตุ่นยิ้มแก้มแทบปริ ฮัมเพลงอย่างมีความสุข

ตุ่นรุกอาทิจอย่างไม่ปล่อยโอกาสให้ผ่านไป ยุให้ใช้โทรศัพท์มือถือหรือบีบีจะได้เอาไว้คุยกับคนพิเศษ อาทิจบอกว่าไม่มีเวลา ถ้าวันๆเอาแต่คุยโทรศัพท์คงไม่ได้ทำอะไร เสียเวลาทำงานเปล่าๆ

ตุ่นรุกอาทิจจนน้าแก้วทนไม่ได้ พูดแทรกขึ้นว่า อาทิจก็เป็นแบบนี้แหละหายใจเข้าออกมีแต่งานๆๆๆ

“อูยยย...ผู้ชายทำงานเก่งๆอย่างนี้ล่ะคะ มีเสน่ห์สุดๆ”

ตุ่นจีบอาทิจซึ่งหน้า ทำเอาชายหนุ่มเขินจนหูแดง ส่วนน้าแก้วเซ็งที่อุตส่าห์เหน็บแล้วยังหน้าระรื่นโมเมไปจนได้

ooooooo

หลังอาหาร ทั้งสามพากันมานั่งเล่นที่ระเบียง ตุ่นสูดอากาศอย่างชื่นใจ บอกว่าอากาศดีจัง ดอกไม้ก็หอม ถามดรุณีว่าดอกพุดซ้อนใช่ไหม ดรุณีบอกว่าใช่แต่ทางเหนือเรียกดอกเก็ตถะวา อาทิจเสริมว่าทางอีสานเรียกว่าดอกอินทะวา

ครู่หนึ่งตุ่นชวนไปเดินย่อยอาหารกันดีไหมแล้วค่อยกลับมานั่งดูพระจันทร์กัน ดรุณีเห็นด้วยเพราะอยากลุ้นให้อาทิจกับตุ่นได้ใกล้ชิดกัน

พากันเดินไปที่สวนส้มคุณย่า ตุ่นบอกว่าอยากอยู่ที่นี่นานๆ ถามว่าจะต้องขออนุญาตใคร ดรุณีบอกว่าเธออยากอยู่นานแค่ไหนก็ได้ส่วนอาทิจตอบเรียบๆว่า “ยินดีครับ”

ดรุณีแกล้งขู่เพื่อนว่าแต่ต้องระวังงูและหมูป่าออกมาเพ่นพ่านด้วยก็แล้วกัน ตุ่นก็ทำเป็นกลัวผวาเข้ากอดอาทิจเนียนๆ

น้าแก้ว ต๊อด พัน และอึ่งจับตาดูอยู่ น้าแก้วยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกขวางหูขวางตาตุ่น เปรยๆขึ้นว่าผู้หญิงคนนี้จริตจะก้านแพรวพราวน่าดู

เมื่อพากันไปนั่งที่มุมนั่งเล่นในสวนส้ม ดรุณีชมว่า นอกจากตุ่นจะเป็นดาวมหาวิทยาลัยแล้วยังเป็นนักร้องของมหาวิทยาลัยด้วย ทำทีถามอาทิจว่าอยากฟังไหม พอชายหนุ่มตอบตามมารยาทว่าอยากฟัง ตุ่นเสนอทันทีว่าจะร้องเพลง “ลาวดวงเดือน” ดีไหม

“เพลงนี้คุณพ่อผมชอบร้องให้คุณแม่กับลูกๆฟังบ่อยๆ ผมชอบมากครับ”

แค่นั้นเอง ตุ่นก็เริ่มครวญเพลง “ลาวดวงเดือน” ร้องเอื้อนเสียงใสเจื้อยแจ้วอย่างมีความสุขมากที่ได้ร้องเพลงให้ชายในฝันฟังใต้แสงจันทร์นวลลออ....

ooooooo

วิไลลักษณ์หัวเสียเมื่อเวทางค์กลับมากับวิยะดาเท่านั้น ประเวศย์ถามว่า ไหนว่าจะรับดรุณีกลับมาด้วย เวทางค์ปดว่า เธอหนีกลับมาเองก่อนแล้ว วิไลลักษณ์จะไปต่อว่าดรุณีที่ไม่รอเวทางค์ทั้งที่นัดกันไว้แล้ว

ถูกวิยะดาติงว่าก่อนไปให้ถามเวทางค์เสียก่อนว่าได้นัดดรุณีไว้จริงหรือเปล่า เดี๋ยวจะหน้าแตก

พอวิไลลักษณ์หันไปถาม เวทางค์ตอบเสียงอ่อยๆ ว่า “ผม...เอ่อ...ลืม....” วิไลลักษณ์เปลี่ยนเป็นสั่งเวทางค์ให้ไปขอโทษดรุณีเดี๋ยวนี้เลย ให้เอาวิยะดาไปเป็นเพื่อนด้วยก็ได้

“ไม่ได้ค่ะคุณแม่ วิต้องเตรียมอ่านหนังสือสวดมนต์ อาทิตย์หน้าวินัดนั่งสมาธิกับพี่รุจน์” พอแม่กับพี่ชายถามว่ารุจน์ไหน วิยะดาตอบเขินๆ ว่า “ก็ลูกชายป้ากานดาเพื่อนคุณแม่ไงคะ วิอยากให้เขาเซอร์ไพรส์น่ะค่ะว่า เจอกันแค่หนสองหนก็สวดมนต์ได้ทั้งเล่มแล้ว วิขอตัวก่อนนะคะ” ว่าแล้วก็ลุกเดินสงบเสงี่ยมไป

สามพ่อแม่ลูกมองตามวิยะดาตาค้างอย่างไม่อยากเชื่อเลยว่า วิยะดาที่ซ่าเปรี้ยวจนเข็ดฟันจะหันมาสนใจทางนี้ได้

ooooooo

วันนี้อาทิจไปสวนส้ม ตุ่นขอตามไปด้วย เมื่อเขาจะเอาแทรกเตอร์มาปรับหน้าดินผืนใหม่ ตุ่นอ้อนอยากลองขับดูบ้าง ชายหนุ่มจึงให้ขึ้นรถ ดรุณีหาเหตุเปิดทางให้เพื่อน จึงขอตัวกลับไปเตรียมอาหารกลางวัน โดยฝากอาทิจให้ดูแลตุ่นให้ด้วย

ทำอาหารเสร็จตักใส่ปิ่นโตจะเอาไปส่งอาทิจกับตุ่นที่กำลังปรับหน้าดิน เวทางค์มาถึงพอดีดรุณีจึงชวนไปด้วยกัน

น้าแก้วเห็นดรุณีไปกับเวทางค์แล้วก็ทอดถอนใจพึมพำ “ทำไมมันถึงได้ผิดฝาผิดตัวอย่างนี้...เฮ้ออ...”

เมื่อไปถึง ดรุณีเห็นตุ่นสนิทสนมกับอาทิจอยู่บนรถแทรกเตอร์ก็ดีใจ ร้องบอกเสียงใสว่า เอาข้าวมาส่ง ตุ่นชวนดรุณีกับเวทางค์กินด้วยกัน เวทางค์ปฏิเสธทันทีบอกว่าไม่ชอบกินข้าวกลางแดดแบบนี้ แล้วชวนดรุณีกลับไปกินที่บ้านกัน

ดรุณีเองลุ้นเพื่อนกับอาทิจอยู่แล้ว จึงยอมกลับไปโดยง่าย พอทั้งสองเดินไป ตุ่นก็เปรยๆ กับอาทิจว่า

“ยายณีนี่โชคดีที่สุดเลย อยากได้อะไร อยากทำอะไร สั่งพี่เวได้ทุกอย่าง พี่เวก็ตามใจสารพัด ตั้งแต่รู้จักกัน ตุ่นยังไม่เห็นพี่เวขัดใจยายณีแม้แต่ครั้งเดียว”

ฟังตุ่นแล้วอาทิจรู้สึกอารมณ์หมองไปทันทีแต่ก็ไม่แสดงอาการอะไรออกมา ชวนกันกินข้าวท่ามกลางสายตาสามเกลอกับเกร็งที่แอบดูและคาดเดากันไปต่างๆ นานา เมื่อเห็นตุ่นป้อนข้าวให้อาทิจก็มองกันตาค้าง ส่วนอาทิจหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำที่ถูกสาวป้อนข้าวให้ทั้งที่ไม่ได้เจ็บป่วยอะไรเลย

ooooooo

เมื่ออาทิจกับตุ่นกลับถึงบ้านตอนเย็น น้าแก้วถามทันทีว่า แล้วดรุณีล่ะ พอรู้ว่าเธอไปกินข้าวกับ

เวทางค์ น้าแก้วก็หน้าเสียถามว่าทำไมตุ่นไม่ไปด้วย เห็นสนิทกับเวทางค์ไม่ใช่หรือ

แล้วน้าแก้วก็ยิ่งหงุดหงิดเมื่อรู้ว่าตุ่นหัดขับรถแทรกเตอร์กับอาทิจ ถามว่าอยู่กันสองต่อสองหรือ

พออาทิจบอกว่าใช่ น้าแก้วกัดฟันกรอดบอกว่า อยากจะเขกกะโหลกสามเกลอนักที่ให้อาทิจทำงานคนเดียว ทั้งที่ลึกๆ แล้วน้าแก้วโกรธที่ทั้งสามปล่อยให้อาทิจอยู่กับตุ่นตามลำพัง กลัวอาทิจจะเสียท่าตุ่นที่น้าแก้วมองว่าเป็นคนมีจริตจะก้านและอ่อยอาทิจมาตลอด

น้าแก้วฮึดฮัดจนอาทิจถามว่าเป็นอะไร ถูกตอบ

ประชดว่าคลื่นไส้คล้ายจะอ้วก อาทิจพาซื่อบอกให้ไปพักเสียเดี๋ยวตนทำอะไรง่ายๆ กินกันสองคนก็ได้ ตุ่นรีบอ้อนทันทีว่า อยากกินสลัดทูน่า อาทิจรับปากแล้วเดินเข้าครัวตุ่นรีบตามไปช่วย

น้าแก้วทำฟึดฟัดแต่แล้วก็รีบตามอาทิจไปกันท่าไม่ให้ทั้งสองอยู่ด้วยกันตามลำพัง สุดท้ายน้าแก้วก็กันอาทิจออกไปจนได้ อ้างว่าได้ยินดรุณีชมว่าตุ่นทำสลัดทูน่าอร่อย อยากให้ตุ่นช่วยสอนเคล็ดลับให้ด้วย

อาทิจไปชะเง้อคอยดรุณีที่หน้าบ้านด้วยความกังวล ไม่นานนัก เวทางค์ก็ขับรถมาส่งเธอที่บ้าน เวทางค์ชมว่าข้าวอบสับปะรดฝีมือดรุณีว่าอร่อยมาก ตนคิดจะเอามาฝากอาทิจแต่เสียดายหมดเสียก่อน

“ขอบคุณนะครับที่นึกถึง แต่ผมอิ่มแล้ว ขอตัวนะครับ” อาทิจเดินออกไปเลย

พอน้าแก้วกับตุ่นยกสลัดทูน่าจานใหญ่ออกมาปรากฏว่าอาทิจไม่อยู่แล้ว ทั้งน้าแก้วและตุ่นต่างแปลกใจที่ดรุณีบอกว่า อาทิจบอกว่าอิ่มแล้วและไปไหนก็ไม่รู้

เวทางค์สวมรอยบอกตุ่นว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวตนช่วยกินเอง น้าแก้วได้ทีเลยบอกดรุณีให้ขึ้นไปอาบน้ำก่อน ส่วนตัวเองคอยดูแลที่โต๊ะอาหาร แกล้งจัดให้สองคนนั่งเบียดจนแทบจะเกยตักกัน แล้วยืนยิ้มสะใจ

ฝ่ายอาทิจไปกินข้าวกับพวกสามเกลอที่บ้านพักคนงาน เท่านั้นไม่พอยังสั่งให้จัดที่นอนให้ตนด้วยเพราะคืนนี้จะนอนที่นี่

ooooooo

เช้ามืด อาทิจไปเอาเสื้อผ้าและอาบน้ำที่บ้านคุณย่า เจอดรุณีตื่นจะมาอาบน้ำพอดี เธอบอกให้เขาอาบก่อนเพราะอาบเร็ว

วันนี้อาทิจไปตรวจดูน้ำในนาข้าว อึดใจเดียวตุ่นก็วิ่งเริงร่าร้องเรียกเขามาตามคันนาไม่ดูทาง เลยพลัดตกคันนา อาทิจรีบวิ่งไปประคองขึ้นมา ตุ่นขอบคุณมองตาใสปิ๊ง ดรุณีเดินตามหลังมาบอกอาทิจว่าตุ่นอยากไปดูไร่สตรอเบอร์รี่ให้ช่วยพาไปหน่อย อาทิจบอกว่าวันนี้เขาต้องไปดูคนงานแพ็กส้ม

“ไม่ต้องห่วงค่ะ เดี๋ยวณีจัดการแทนเอง” ดรุณีเปิดโอกาสให้เขากับตุ่นเต็มที่

พอน้าแก้วรู้ก็โวยวายว่า “ปล่อยให้อยู่ด้วยกันอีกแล้ว!!!” น้าแก้วกลัวว่าตุ่นจะใช้เสน่ห์ล่อให้อาทิจหลง

“นั่นล่ะวัตถุประสงค์ ยิ่งรักกันเร็วเท่าไหร่ หนูก็จะได้อุ้มหลานเร็วขึ้นเท่านั้น” น้าแก้วถามว่าไม่รักไม่หวงอาทิจเลยหรือ “รักค่ะ แต่ไม่หวง หวงไปก็ไม่มีประโยชน์ ยังไงพี่อาทิจก็ต้องมีครอบครัวและผู้หญิงที่สมบูรณ์พร้อมอย่างยายตุ่นก็เหมาะกับพี่อาทิจที่สุด”

น้าแก้วฟังแล้วอยากจะเป็นลม ดรุณียิ้มขำๆ ชวนน้าแก้วมาทำขนมปังหน้าหมูกันดีกว่าจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน

ooooooo

มาอยู่ได้เพียงสองวัน ตุ่นก็เริ่มรับรู้ความจริงว่า คนที่นี่ต่างลุ้นให้อาทิจคู่กับดรุณี แต่ดรุณีก็ยังเพียรให้อาทิจได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับตุ่น จนน้าแก้วทนไม่ได้บอกว่าเดี๋ยวเกิดเขารักกันขึ้นมาจริงๆ น้ำตาจะเช็ดหัวเข่า

“จะยิ้มทั้งวันล่ะสิไม่ว่า หนูยินดีทำทุกอย่างเพื่อให้พี่อาทิจมีความสุข” ดรุณีตอบอย่างร่าเริงแจ่มใส

พอดีตุ่นกลับจากไร่สตรอเบอร์รี่ มาบอกดรุณีอย่างตื่นเต้นว่าไร่สตรอเบอร์รี่สวยมาก อากาศหนาวโรแมนติกสุดๆ เลย คุยอวดว่าอาทิจยังจะพาไปเที่ยวที่แปลงลาเวนเดอร์กับแปลงบ๊วยด้วย อาทิจชวนดรุณีไปด้วยเพราะยังไม่เคยเห็นเหมือนกัน

“ไปเถอะค่ะคุณณี คุณอาทิจปลูกสองอย่างนั้นให้คุณณีโดยเฉพาะค่ะ” พูดแล้วน้าแก้วแอบสะใจที่เอาคืนตุ่นได้สักดอกสองดอกก็ยังดี ซึ่งก็ได้ผล เพราะทำให้ตุ่นเริ่มสะดุดใจว่าอาทิจทำอะไรต่ออะไรให้ดรุณีหลายอย่างเหลือเกิน...

เมื่อไปถึงแปลงลาเวนเดอร์ ทั้งตุ่นและดรุณีต่าง ตื่นตาตื่นใจในความสวยงามของดอกลาเวนเดอร์สีม่วงอ่อน ตุ่นเสนอให้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก ดรุณีเป็นคนถ่ายรูปให้ อาทิจยืนตัวแข็งทื่อ ส่วนตุ่นเอนตัวเข้าหาอย่างแนบชิดทำให้เขายิ่งเกร็ง

ดรุณีจัดท่าปรับท่าให้ทั้งสองพยายามให้ใกล้ชิดกันที่สุด เลยก้าวพลาดเท้าแพลง ทั้งอาทิจและตุ่นเลยต้องหันมาดูแลคนเจ็บแทน อาทิจดูแลดรุณีอย่างห่วงใยมาก จนตุ่นรู้สึกและจับตาสังเกตความสัมพันธ์ของทั้งคู่

เพราะดรุณีเท้าแพลง ตุ่นจึงเสนอให้ซ้อนท้ายจักรยานอาทิจ ส่วนตนจะถีบไปเอง แต่เจ้ากรรม! ระหว่างทางเจอเวทางค์เข้า ฝ่ายนั้นรีบจอดรถลงมาดู ตุ่นได้ทีจึงเสนอให้ดรุณีกลับไปกับเวทางค์ ส่วนตนจะถีบจักรยานเป็นเพื่อนอาทิจกลับไปเอง

กลับถึงบ้านคุณย่าแล้ว เวทางค์หาเรื่องอาทิจสั่งห้ามอยู่กับดรุณีตามลำพัง เพราะดรุณีต้องแต่งงานกับตนตามคำสั่งของคุณย่า ดูถูกอาทิจว่า

“นายไม่มีอะไรคู่ควรกับน้องณีสักอย่าง ไม่ว่าจะฐานะ การศึกษา หรือหน้าตาในสังคม ที่สำคัญนายต้องไม่ลืมว่าน้องณีเป็นน้องสาวของคุณย่า เพราะฉะนั้นน้องณีก็นับเป็นย่าของนายด้วย”

“ถ้าน้องณีเป็นย่าของผม น้องณีก็ต้องเป็นย่าของคุณเวด้วยเหมือนกัน คุณพ่อคุณเวกับคุณพ่อผมเป็นพี่น้องกัน อย่าลืมสิครับ” อาทิจตอบโต้ไปอย่างสุดที่จะทนฟังเวทางค์พล่ามต่อไปได้ เวทางค์ถึงกับเบรกแตกทำท่าจะโวยวาย อาทิจขัดขึ้นว่า “เอาเป็นว่า ผมเข้าใจความต้องการของคุณย่าและผมก็พร้อมจะทำตามที่ท่านสั่ง คุณเวไม่ต้องเป็นห่วงครับ”

อาทิจเปลี่ยนใจ เดินย้อนกลับเข้าไปในบ้านเพื่อตัดปัญหาที่จะรบกวนจิตใจต่อไป ด้วยการย้ายออกจากห้องนอนคุณย่าไปนอนที่บ้านพักคนงานแทน

ดรุณีพูดอย่างน้อยใจว่า เขาจะมาอยู่ที่บ้านนี้

ต่อเมื่อไม่มีตนอยู่ที่นี่ใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นตนย้ายไปอยู่ที่อื่นก็ได้

“น้องณีคงอยากย้ายเข้าเมืองเร็วๆ เพราะบ้านผู้ว่าฯ สะดวกสบายทุกอย่าง” อาทิจพูดอย่างน้อยใจตัวเอง

“ค่ะ...พี่อาทิจก็คงอยากอยู่กับใครบางคนที่นี่โดยไม่มีณีเหมือนกัน” ดรุณีเหน็บกลับเสียงสะท้านอย่างน้อยใจเช่นกัน

“น้องณีกับคุณตุ่นอยู่ที่นี่ตามสบายเถอะครับ พี่อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ ไม่ลำบากหรอก พี่ไปนะ” พูดแล้วหิ้วกระเป๋าไปเลย ทิ้งดรุณียืนจุกจนหายใจแทบไม่ออก เข้าใจว่าการที่อาทิจไม่ปฏิเสธที่ตนพูดก็คือการรับโดยปริยายนั้นเอง...

ooooooo

วิไลลักษณ์ยังคอยเคี่ยวเข็นคอยลุ้นให้เวทางค์ ทำคะแนนกับดรุณีและหาทางข่มอาทิจลงให้ได้  หาว่าอาทิจเหิมเกริมที่ย้อนเวทางค์เรื่องนับญาติดรุณีเป็นคุณย่า ถูกประเวทย์ขัดคอว่าอาทิจคงจะรู้ความจริงอยู่แล้วเพียงแต่ไม่พูดเท่านั้นเอง

“ถ้าอย่างนั้นก็เหลือเรื่องความต้องการของคุณแม่เรื่องเดียว ที่จะทำให้เจ้าอาทิจกระเด็นออกไปจากชีวิตของยายณีได้”

ประเวทย์ถามว่าความต้องการอะไร วิไลลักษณ์ พูดอย่างมั่นใจว่าคุณแม่ต้องการให้ดรุณีกับเวทางค์ลงเอยกัน

“ความต้องการของคุณแม่ผมหรือคุณแม่ตาเว” ประเวทย์ถามประชด เตือนว่า “ผมกับคุณแม่ไม่ได้ใกล้ชิดกันมากก็จริง แต่ท่านเป็นแม่ผมนะ คุณคิดว่าผมไม่รู้จักคุณแม่ผมเลยเหรอ จะทำอะไรก็อย่าพาดพิงถึงท่านเลย” วิไลลักษณ์ยังยืนยันเสียงแข็งว่าคุณแม่ต้องการอย่างนั้นจริงๆ “อย่าไปบังคับใจใครเลยคุณวิไล ไม่ต้องพูดถึงยายณี แค่ตาเว...คุณเคยลองถามลูกดูบ้างรึยังว่า รักชอบยายณีรึเปล่า”

เวทางค์บอกว่าแล้วแต่คุณแม่ วิไลลักษณ์ได้ทีรีบสำทับประเวทย์ว่าได้ยินแล้วใช่ไหม หวังว่าคงไม่ลุกขึ้นมาคัดค้านตนเรื่องนี้อีก ประเวทย์ยังไม่ยอม บอกว่า “ทำให้ยายณีตกลงใจเรื่องนี้ก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน” แล้วเดินออกไปนอกห้อง

“แม่จะปล่อยเรื่องนี้ไว้ไม่ได้แล้ว เราต้องรีบจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนที่จะเปิดพินัยกรรม”

ทันใดนั้นเอง วิยะดาที่นั่งอ่านหนังสืออยู่เงียบๆ จู่ๆ ก็อ่านออกเสียงว่า...

“ความสุขเป็นรางวัลแห่งชีวิต ความทุกข์เป็นโอกาสทองในการสร้างบารมี อดได้  ทนได้  รอได้  ด้วยใจดี เป็นบันไดก้าวไปสู่พระนิพพาน” แล้ววิยะดาก็เปรยๆว่า “พระอาจารย์มิตซูโอะ เทศน์ได้ตรงจริงๆ”

วิไลลักษณ์ฟังแล้วหน้าบอกบุญไม่รับขึ้นมาทันทีที่ถูกลูกสาวเอาบทความธรรมะมาอ่านแทงใจดำ

ooooooo

บ่ายแล้ว ดรุณีเอาของว่างช่วงบ่ายไปให้อาทิจ

กับตุ่นที่ทุ่งนา ได้ยินเสียงตุ่นร้องเพลงรักให้อาทิจฟังอย่างหวานหยดย้อย อาทิจฟังแล้วก็เขินจนหูแดง ตุ่นรุกหนัก ประคองหน้าเขาร้องเพลงบอกรักอย่างใกล้ชิด

ดรุณีเห็นภาพนั้นรู้สึกตัวเองเป็นส่วนเกินไปทันที เธอหันหลังกลับด้วยความรู้สึกร้อนวูบวาบจนตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไร

บ่ายแก่ๆ เมื่ออาทิจกลับถึงบ้าน วิไลลักษณ์ก็มาขอคุยด้วยในฐานะที่เขาเป็นผู้ปกครองของดรุณี บอกเขาว่า มาแจ้งในฐานะผู้ปกครองของดรุณีว่า ตนจะขอหมั้นดรุณีกับเวทางค์ อาทิจบอกว่าตนต้องถามดรุณีเพราะเธอบรรลุนิติภาวะแล้ว ตนเป็นเพียงผู้ปกครอง

ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญอย่างนี้แทนได้

“ขอบใจจ้ะ ถ้าอาทิจรักยายณีจริงๆก็ต้องมองออกใช่ไหมจ๊ะว่าผู้ชายที่เหมาะสมกับยายณีทุกด้านในย่านนี้ มีแค่ตาเวคนเดียวเท่านั้น” วิไลลักษณ์กันท่าทิ้งท้ายก่อนกลับไป

เย็นแล้ว ดรุณีไปกราบคุณย่าที่เนินฝังเถ้าด้วยความว้าวุ่นใจกับความรู้สึกของตัวเอง  อาทิจไปเจอท่ีนั่นบอกเธอว่าวิไลลักษณ์มาทาบทามขอหมั้นเธอกับเวทางค์ ดรุณีใจหายวาบถามว่าแล้วเขาตอบไปอย่างไร อาทิจบอกว่าจะตอบเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากยินดีด้วยในฐานะผู้ปกครอง

ดรุณีพยายามที่จะให้เขาพูดความรู้สึก แต่จนแล้ว จนรอดเขาก็บอกเพียงแต่ว่ายินดีด้วยและเหมาะสมกันทุกอย่าง จนเธอทนไม่ได้เอ่ยเสียงเครือว่า

“ณีเข้าใจค่ะ ถ้าพี่อาทิจอยากจะอยู่ที่นี่ตามลำพังกับยายตุ่น ณีไปอยู่กับน้าแก้วก็ได้ แต่ขอร้องล่ะค่ะ อย่าผลักไสณีไปอยู่ที่อื่นได้ไหมคะ...อย่าใจดำกับณีขนาดนั้น...” คำสุดท้ายเสียงเธอเครือและน้ำตาคลอ...

“พี่ไปส่งนะน้องณี...ให้พี่ไปส่งนะ” อาทิจไม่รู้จะพูดอะไรดีกว่านี้ ทำให้ดรุณียิ่งน้อยใจว่าเขาคงไม่ได้คิดอะไรมากกว่านี้จริงๆ

เพราะต่างก็มีความรู้สึกที่เหมือนมีอะไรบางอย่างปิดกั้นอยู่ ที่จนแล้วจนรอดก็ได้แต่เก็บไว้ในมุมลึกๆ ของหัวใจ ทั้งไม่กล้าพูด ไม่อาจพูด และไม่แน่ใจที่จะพูดจึงกลายเป็นเหมือนม่านกั้นหัวใจของกันและกัน  ที่ทั้งเจ็บปวด อัดอั้น ทรมานใจ

แต่...ทั้งดรุณี และอาทิจ ต่างก็ยังเก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจ...

ooooooo

ตอนที่ 12

เมื่อจิ๋วแจ๋วไปตามอาทิจมาแล้ว ดรุณีชวนทุกคนรวมทั้งน้าแก้วและจิ๋วแจ๋วกินข้าวด้วยกัน น้าแก้วอ้างว่ายังทำงานค้างอยู่ จิ๋วแจ๋วทำท่าลังเล น้าแก้วบอกว่าแม่อยากกินผัดผักฝีมือจิ๋วแจ๋วให้ไปผัดให้ที จิ๋วแจ๋วเลยต้องไปเข้าครัว

อาทิจมองหน้าดรุณีอย่างชั่งใจ ถามว่าไม่อยากกินข้าวกับตนตามลำพังหรือเปล่า ถ้าลำบากใจตนไปกินกับเกร็งก็ได้

“พี่อาทิจจะทิ้งณีไว้คนเดียวเหรอคะ”

เป็นคำถามที่ทำให้อาทิจชะงักใจอ่อนยวบนั่งลงด้วยสีหน้าที่เห็นใจเธอ

หลังอาหาร ดรุณีขอบคุณที่มากินข้าวเป็นเพื่อน เปรยๆขึ้นว่าคุณย่าให้เขามานอนที่ห้องท่าน อาทิจนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนบอกเธอว่า

“ขึ้นไปอยู่ตอนนี้น้องณีอาจจะไม่สะดวก เอาไว้ให้น้องณีกลับไปเรียนก่อน พี่จะขึ้นไปดูแลให้เอง”

ดรุณีถามถึงตะวัน อาทิจบอกว่าตนจะรับเลี้ยงไว้ตามเดิมแต่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับทองประศรีเด็ดขาด

“ขอบคุณนะคะที่ไม่ทอดทิ้งตะวัน แล้วก็หวังว่า พี่อาทิจจะไม่ทิ้งเด็กในปกครองคนนี้ด้วยนะคะ”

“คนนี้ไม่ทิ้งเด็ดขาด กลัวแต่เด็กในปกครองจะเบื่อผู้ปกครองเสียก่อนสิครับ”

“ไม่เบื่อค่ะ” ดรุณีตอบทันทีด้วยท่าทีเขินๆ

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ดรุณีกับอาทิจไปกราบที่หลุมฝังเถ้ากระดูกของคุณย่า

“หนูมาลาคุณย่า หนูสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนและไม่ทำให้คุณย่าผิดหวัง หนูขอบคุณคุณย่านะคะที่เลี้ยงหนูมา ทั้งที่หนูไม่ได้เป็นอะไรกับคุณย่าเลยสักนิด”

อาทิจชะงักกึก มองดรุณีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม ดรุณีจึงเล่าให้เขาฟังว่า ที่จริงแม่ของตนกำลังตั้งท้องอ่อนๆก่อนที่จะมาอยู่กับคุณปู่ ซึ่งคุณปู่ก็รู้เรื่องดีแต่ก็ไม่รังเกียจ ยิ่งคุณย่าด้วยแล้ว ไม่เพียงแต่ไม่รังเกียจตนหากแต่ยังเลี้ยงดูเยี่ยงลูกหลานคนหนึ่งด้วย

เมื่ออาทิจรู้เรื่องของดรุณีแล้ว เขาทั้งสงสารเห็นใจและดีใจที่เธอไม่ได้เป็น “ย่าเล็ก” อย่างที่เข้าใจแต่ต้น บอกเธออย่างรู้สึกผิดว่า ถ้ารู้อย่างนี้แต่แรกตนก็จะไม่งัดข้อกับเธอ ยอมรับว่าที่แล้วมาตนทำไปทั้งหมดก็เพียงแค่อยากปราบเด็กดื้อเท่านั้นเอง

กราบลาคุณย่าเสร็จ ทั้งสองออกเดินทางเข้ากรุงเทพฯ อาทิจมาส่งเองเพราะมีธุระและต้องหาซื้อของเข้าสวนด้วย

ooooooo

เมื่อไปถึงคอนโดฯที่พักของดรุณี เธอบอกเขาให้ขึ้นไปพักที่ห้องก่อนเพราะกลับไปตอนนี้รถจะติดมาก อาทิจลังเลนิดหนึ่งกลัวคนจะมองเธอไม่ดี และเชื่อว่าเธอคงไม่เคยพาผู้ชายคนไหนมาที่ห้องด้วย

ดรุณีบอกว่าตนไว้ใจเขา ถ้าไว้ใจเขาไม่ได้ก็คงไว้ใจใครในโลกนี้ไม่ได้แล้ว แต่เมื่ออาทิจขึ้นไปที่ห้องแล้ว มัวแต่คุยกันจนคิดว่าเลยเวลาเร่งด่วนรถคงไม่ติดแล้ว อาทิจจึงกลับไปโดยไม่ได้พักเลย

เช้าวันรุ่งขึ้น อาทิจจะมารับดรุณีไปส่งที่มหาวิทยาลัย ปรากฏว่ารถเสีย เขาเลยเอาเข้าอู่แล้วมาหาดรุณีที่คอนโดฯ ขอโทษที่ไปส่งที่มหาวิทยาลัยไม่ได้ เมื่อดรุณีรู้ว่าเขาจะต้องไปซื้อของเข้าสวนและแวะเยี่ยมเยียนลูกค้า เธออาสาพาไปเพราะเขาไม่ชำนาญทาง บอกอาทิจว่าไม่ต้องห่วงเพราะตนมีเรียนบ่าย

ดรุณีกับอาทิจออกไปไม่ถึงอึดใจ ตุ่นในชุดนักศึกษาก็จะมารับดรุณีไปมหาวิทยาลัยด้วยกัน เจ้าหน้าที่คอนโดฯบอกว่าดรุณีเพิ่งออกไปกับผู้ชายคนหนึ่ง ตุ่นแปลกใจว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร ก็พอดีเวทางค์เดินเข้ามาถามว่ามาหาดรุณีหรือ ตุ่นยิ่งงง เพราะเดิมทีคิดว่าดรุณีไปกับเวทางค์ พอเวทางค์รู้ก็เดาว่าคงเป็นอาทิจ

เวทางค์จึงอาสาจะไปส่งตุ่นเพราะเธอไม่ได้เอารถมา เวทางค์อิ่มอกอิ่มใจมากที่วันนี้ได้ควงดาวมหาวิทยาลัยที่หมายตามานาน

ooooooo

เวทางค์ย่ามใจ ระหว่างนั่งรถไปด้วยกันก็ทำรุ่มร่ามเอามือไปแตะมือตุ่นที่นั่งคู่กันมา ตุ่นโกรธมากสั่งให้จอดรถเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่จอดต่อไปไม่ต้องมาพูดกันอีกเลย เวทางค์จึงจำต้องจอดรถให้เธอลงกลางทางนั่นเอง

เป็นจุดที่ดรุณีกับอาทิจมาซื้อของ เมื่อซื้อครบแล้วก็ออกมาเรียกตุ๊กตุ๊ก  ระหว่างนั้นอาทิจเดินไปซื้อน้ำดื่มสองขวด

เป็นความบังเอิญจริงๆ เพราะตุ่นลงจากรถของเวทางค์แล้วยืนรอแท็กซี่อยู่ฝั่งตรงข้าม พอเธอเรียกแท็กซี่ขึ้นนั่งก็มองไปนอกหน้าต่างเซ็งๆ

ทันใดนั้นเอง เธอเห็นอาทิจถือน้ำสองขวดเดินย้อนกลับไปหาดรุณี แต่รถแท็กซี่ขับเลยไปแล้ว เธอสั่งแท็กซี่ให้หยุด แต่กว่ารถจะหยุดและเธอวิ่งย้อนกลับมา อาทิจก็หายไปจากตรงนั้นแล้ว ตุ่นได้แต่เสียดายใจแทบขาดที่เจอชายในฝันแล้ว แต่กลับต้องมาคลาดกันอีก

ตุ่นตื่นเต้นมาก โทรศัพท์ถึงดรุณีถามว่าตอนนี้อยู่ไหน ให้รีบกลับไปมหาวิทยาลัยตนมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง

“จ้า...เสร็จธุระแล้วจะรีบบึ่งไปเลย” ดรุณีตอบขำๆ ปิดโทรศัพท์แล้วบ่นกับอาทิจว่า “เป็นอะไรของเขานะ”

อาทิจถามว่าใครหรือ เธอบอกว่าเพื่อนเดี๋ยวจะแนะนำให้รู้จัก น่ารักมากเลย อาทิจยิ้มๆแต่ไม่สนใจ

เร่งให้รีบไปกันเถอะเดี๋ยวจะไม่ทันเรียน

อาทิจไปรับรถที่ซ่อมเสร็จแล้วขับพาดรุณีไปส่งที่มหาวิทยาลัย ดรุณีพยายามจะรั้งเขาไว้เพื่อแนะนำให้รู้จักกับตุ่นที่เธอแอบเชียร์เพื่อนกับ “ผู้ปกครอง” คนนี้อยู่แล้ว แต่อาทิจเกรงจะทำให้กลับดึก ขอผลัดไปเป็นคราวหน้าก็แล้วกัน เพราะตนยังต้องลงมาที่กรุงเทพฯบ่อยๆ

ก่อนแยกกันดรุณีบอกเขาว่าตอนนี้ตนไม่มีเงินใช้เลย อาทิจตกใจบอกว่าคิดจะถามอยู่เหมือนกันแต่ลืมแล้วถามว่าคุณย่าให้ใช้เดือนละหนึ่งหมื่นบาทพอใช้หรือเปล่า ดรุณีบอกว่าพอเขาจึงเซ็นเช็คให้

ดรุณีรับเช็คไปแล้วยืนส่งอาทิจอยู่ตรงนั้น ต่างโบกมือลากันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

แต่พอรถอาทิจเคลื่อนออกไปเท่านั้น ตุ่นก็มาถึง ดรุณีเสียดายมากบอกว่ามีเรื่องจะเล่า ตุ่นก็มีเรื่องจะเล่าเหมือนกัน เกี่ยงกันไปมา ดรุณีบอกว่าของตนสั้นๆเท่านั้น ตุ่นเลยให้ดรุณีเล่าก่อน

“เมื่อกี้พี่อาทิจมาส่งณีที่นี่ คนที่ขับรถออกไปตอนตุ่นเข้ามานั่นล่ะ เห็นไหม คลาดกันนิดเดียวเอง”

“ของตุ่นสิ คลาดกันซึ่งๆหน้า แค่อยู่คนละฟากถนนเท่านั้นเอง”

ดรุณีพยายามพูดให้ตุ่นหันมาสนใจพี่อาทิจของตน บรรยายรูปร่างหน้าตาบุคลิกของอาทิจให้ฟัง ตุ่นฟังแล้วบอกว่าหน้าคล้ายชายในฝันของตนเหมือนกันนะ ถามว่ามีรูปไหม เอามาให้ดูหน่อย

“เห็นแล้วอย่าคลั่งนะ” ดรุณีหยอก ตุ่นยักไหล่ว่าไม่มีทาง เพราะในหัวใจของเธอเวลานี้มี “ชายในฝัน” คนนั้นแล้ว

ooooooo

เพราะไม่มีรูปอาทิจติดตัวเลย ดรุณีจึงเขียนจดหมายให้อาทิจส่งรูปไปให้ อาทิจจึงวานสามเกลอให้ช่วยถ่ายให้ที่แปลงกะหล่ำปลีที่กำลังรดน้ำกันอยู่ ถูกสามเกลอแซวว่าจะถ่ายไปให้คุณณีหรือ อาทิจบอกว่าดรุณีจะเอาให้เพื่อนดู ทวงมาหลายทีแล้วไม่ได้ส่งไปให้สักที

สามเกลอพากันแซวเขาเรื่องดรุณี พออาทิจขู่จะแจกแข้งเลยแตกกระเจิงกันไปคนละทาง อึ่งยังมีแก่ใจจะถ่ายรูปให้เขา ดังนั้น จึงทั้งแอบถ่ายและให้อาทิจตั้งท่าถ่าย ไม่ว่าจะเป็นที่แปลงกะหล่ำปลี สวนส้ม สวนกล้วย ไร่สตรอเบอร์รี่  เวลายืน เวลานั่ง กระทั่งเวลากิน เวลารดน้ำผัก ถ่ายไว้มากมายหลายรูป ล้วนแต่หล่อ เท่ เป็นธรรมชาติทุกรูป

เมื่อดรุณีได้รับรูปแล้ว เธอนั่งดูไปยิ้มไป อดปลื้มไม่ได้ว่า “หล่อเหมือนกันนะพี่ชายเรา” แล้วรีบโทร.บอกตุ่นว่ารูปพี่ชายมาแล้ว พรุ่งนี้จะเอาไปให้ดูที่มหาวิทยาลัย แซวเพื่อนว่าเตรียมกรี๊ดไว้ได้เลย

รุ่งขึ้น ดรุณีหอบรายงานพะรุงพะรัง ในนั้นมีซองรูปของอาทิจรวมอยู่ด้วย พอเดินมาถึงหน้าคอนโดฯก็เจอเวทางค์มาถึงพอดี เขารีบเข้าไปช่วย แต่รับกันพลาดทำให้เอกสารเหล่านั้นหล่นกระจาย รูปของอาทิจแพลมออกจากซองด้วย

เวทางค์ช่วยเก็บ  เห็นรูปอาทิจก็ไม่พอใจ พอเอาไปที่รถเขาก็แอบเอาซองรูปของอาทิจแยกเหน็บไว้ที่เบาะหลัง

เมื่อดรุณีไปเจอตุ่น เพื่อนทวงขอดูรูปอาทิจทันที แต่ดรุณีหาไม่เจอ ยืนยันว่าตนเอาติดมือมาด้วยเมื่อเช้านี้ เอะใจว่าอาจจะหล่นอยู่ในรถเวทางค์ รีบโทร.ไปถาม เวทางค์เดินคุยโทรศัพท์กับดรุณี อีกมือถือซองรูปของอาทิจ แต่บอกดรุณีว่าไม่เห็น ตนหาจนทั่วแล้ว พูดให้เขวว่าเธอทำหล่นตอนหอบของไปที่โต๊ะรึเปล่า

วางสายจากดรุณีแล้ว เวทางค์พึมพำอย่างสะใจว่า

“ถ้าเป็นคนอื่นฉันคงไม่สนใจ แต่กับผู้หญิงสองคนนี้ ฉันเท่านั้นที่คู่ควร เสียใจด้วยนะ...ไอ้น้องชาย” พูดเสร็จก็โยนซองรูปลงในเข่งใส่ขยะที่วางอยู่ข้างทาง เหมือนทิ้งขยะชิ้นหนึ่ง...

เมื่อหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ถามเวทางค์ก็บอกว่าไม่เห็น ดรุณีขอโทษเพื่อนที่ทำให้ผิดหวัง ตุ่นบอกว่าไม่ต้องหาแล้ว เพราะถ้าจะเจอก็คงเจอไปนานแล้ว

“ถ้างั้น ณีให้พี่อาทิจถ่ายรูปส่งมาอีกทีแล้วกันนะ”

“ไม่เป็นไรหรอกณี เกรงใจพี่เขา อีกอย่าง...ถ้าคนมันจะได้เจอ ได้รู้จักกัน สักวันมันก็ต้องมาเจอ มารู้จักกันจนได้แหละ ไม่ต้องซีเรียสน่า ไป” ตุ่นชวนเพื่อนเดินไปสบายๆผ่านเข่งขยะที่เวทางค์โยนรูปอาทิจลงไป แต่ทั้งสองไม่เห็น...

ooooooo

ที่ระเบียงบ้านคุณย่า วิไลลักษณ์มานั่งตรวจบัญชีที่อาทิจสรุปไว้ แค่พลิกๆดูแล้วถามว่า พอจะกะได้ไหมว่าปีนี้จะได้กำไรสักเท่าไหร่ ถามแล้วพูดออกตัวว่า อาประวิงกับอาประวินคะยั้นคะยอให้มาถาม

อาทิจบอกว่า  ตอนนี้ยังกะไม่ได้คงต้องรอถึงใกล้ๆ

สิ้นปี เพราะปีนี้อากาศแปรปรวนมาก ก็ถูกวิไลลักษณ์ดักคอว่า ไม่ใช่จะถ่วงเวลาเพื่อจัดแต่งตัวเลขใหม่นะ

น้าแก้วฟังอยู่ด้วย เลยไปหอบแฟ้มเอกสารสูงจนเกือบท่วมหัวมาให้วิไลลักษณ์ดู ฝ่ายนั้นแค่เห็นแฟ้มสูงเกือบท่วมหัวก็บอกว่าตนไม่มีเวลาดูหรอก น้าแก้วสวนไปว่าอาทิจก็งานมากแต่ก็ยังเจียดเวลามาดูได้

“ก็คุณแม่ท่านสั่งให้อาทิจทำ ท่านคงเห็นแล้วว่า อาทิจทำได้”

“ก็นั่นสิคะ ถ้าท่านไม่เห็นว่าคุณอาทิจทำได้และทำได้ดีกว่าใคร ท่านก็คงไม่สั่งให้ทำหรอก จริงไหมคะ” น้าแก้วย้อนเอาจนวิไลลักษณ์หน้าร้อนผ่าว เฉไฉยกน้ำขึ้นดื่มดับอารมณ์

วิไลลักษณ์ถามอาทิจว่า ได้ข่าวว่าเรียนต่อปริญญาตรีหรือ อาทิจบอกว่ากำลังเรียนด้านบริหารจัดการเพิ่มเติม ถูกวิไลลักษณ์ดักคออีกว่าคงไม่เอามาบริหารจัดการสวนคุณย่า จนคิดว่าเป็นกิจการของตัวเองนะ

“ผมไม่เคยคิดอย่างนั้น ที่เรียนด้านนี้เพิ่มก็เพราะอยากมีความรู้ในเรื่องที่คุณย่ามอบหมายให้ทำครับ”

วิไลลักษณ์ถามว่า เกี่ยวกับดรุณีด้วยหรือเปล่า เพราะอีกไม่นานเวทางค์ก็จะรับปริญญาแล้ว ส่วนดรุณีก็จะจบตามๆกันมา มองหน้าอาทิจดักคอว่า

“อาหวังว่าอาทิจคงไม่ได้ต้องการจบปริญญาตรี เพราะอยากจะเทียบชั้นตาเวกับยายณีนะ”

“ที่ผมเรียนเพราะผมต้องการนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่ใช่เรียนเพื่อไปทาบรัศมีใคร เพราะยังไงผมก็เทียบคุณเวหรือน้องณีไม่ได้อยู่แล้ว”

“ดีแล้วที่คิดได้อย่างนั้น ที่อาต้องถามบ่อยๆ

อาทิจอย่าเพิ่งเบื่อนะ อาแค่อยากให้ทุกคนที่รักคุณย่าทำตามความต้องการของท่านเท่านั้น โดยเฉพาะเรื่องตาเวกับยายณีที่ท่านหวังเอาไว้มากว่าจะให้ลงเอยกัน อาทิจเข้าใจนะ”

หลังจากปราม กระหนาบ และกันท่าอาทิจแล้ว วิไลลักษณ์ยิ้มอย่างสบายใจแล้วกลับไป อาทิจมองตามแล้วถอนใจ

ooooooo

สองเดือนต่อมา ดรุณีเขียนจดหมายมาบอกอาทิจว่าปิดเทอมนี้ตนไม่กลับสวนคุณย่า เพราะจะ

ลงเรียนซัมเมอร์ อยากจบเร็วๆ จะได้กลับมาช่วยทำงาน

ส่วนอาทิจก็เขียนจดหมายเป็นระยะๆ รายงานความงอกงามของข้าวที่ปลูกว่า เวลานี้กลายเป็นสีทอง

ไปทั้งทุ่งแล้ว ต้นบ๊วยที่ทดลองปลูกก็กำลังออกดอกสวยงาม ดอกลาเวนเดอร์ก็กำลังออกดอกสีม่วงน่ารักมาก

ทั้งทุ่ง เนิน และแปลง ที่กำลังมีผลผลิตสวยงามนี้ อาทิจบอกว่าอยากให้ดรุณีมาเห็นกับตา แต่ตอนนี้ให้เรียนเต็มที่ กลับมาเมื่อไรมีงานรอให้ทำมากมาย อย่าบ่นเหนื่อย เสียก่อนก็แล้วกัน...

จดหมายฉบับหลังๆนี้ อาทิจลงท้ายว่า “เป็นห่วงน้องณีนะครับ...พี่อาทิจ” ดรุณีอ่านแล้วอ่านอีกอย่างไม่รู้เบื่อ จนถูกตุ่นแซวว่าคิดถึงบ้านล่ะสิ

การเก็บเกี่ยวข้าวเริ่มขึ้นแล้ว  ทุกคนดีใจ ปลื้มใจ

ชื่นใจกับผลงานจากหยาดเหงื่อแรงงานนี้มาก อาทิจถามเกร็งว่าวันนี้เอาคนงานมาช่วยกี่คน

“15 คนครับ รวมลุงกับเจ้าต๊อดแล้วก็คุณอาทิจ ทั้งหมดก็ 18 คน”

“19 คนต่างหากค่ะ”

ทุกคนหันมองขวับ แล้วก็พากันตื่นเต้นดีใจสุดๆ เมื่อเห็นดรุณีเดินเข้ามาในชุดพร้อมจะร่วมเกี่ยวข้าวด้วย เธอบอกว่าเมื่อสองวันก่อนโทร.มาคุยกับน้าแก้ว รู้ว่า

วันนี้จะเกี่ยวข้าวกัน เลยนั่งรถทัวร์มา ตัดพ้ออาทิจว่าปิดข่าวเงียบเชียว

“พี่ไม่อยากให้น้องณีขาดเรียน”

“ณีอุตส่าห์ทั้งดำทั้งหว่านเหลือแค่เกี่ยวอย่างเดียว ยังไงณีก็ต้องกระเสือกกระสนขึ้นมาทำงานชิ้นนี้ให้เสร็จจนได้ ขออนุญาตประเดิมเป็นคนแรกนะคะ” ทุกคนเห็นด้วย โดยเฉพาะอาทิจผายมือเชิญอย่างปลาบปลื้มยินดี

อาทิจประกาศแก่ทุกคนว่า ต่อไปนี้เราไม่ต้องซื้อข้าวกินอีกแล้ว ต๊อดเสริมว่านายจะแจกข้าวบ้าน

ละถังหมดแล้วมาเติมได้ไม่อั้น ทั้งยังจะจ่ายค่าแรงให้ตามผลงานที่แต่ละคนเกี่ยวได้ แถมมีโบนัสขยันให้อีกต่างหาก

หลังจากดรุณีเกี่ยวข้าวกำแรกแล้ว ทุกคนก็ลงไปเกี่ยวกันอย่างเอาการเอางาน ดรุณีกับอาทิจเกี่ยวอยู่ใกล้กัน ต่างดูแลเอาใจใส่กัน จนพวกสามเกลอเหล่มองแล้วหลิ่วตาให้กันอย่างถูกอกถูกใจ

เกี่ยวข้าวเสร็จ ดรุณีกับอาทิจนำข้าวเปลือกใส่ตะกร้าสานเล็กๆจนพูน เอาไปไหว้ให้คุณย่าได้ชื่นใจ

อาทิจรายงานคุณย่าว่า ดรุณีใกล้สอบแล้วยังอุตส่าห์กลับมาช่วยเกี่ยวข้าว ดรุณีบอกว่าปีหน้าไม่ต้องแวบแล้วเพราะตนจะกลับมาอยู่ที่นี่ มาช่วยเขาทำงาน

“คุณย่าเป็นพยานนะครับ” อาทิจรีบบอกคุณย่า ดรุณีตอบอย่างหนักแน่นว่า

“ณีจะกลับมาอยู่ที่นี่ค่ะพี่อาทิจ” ทำเอาชายหนุ่มปลื้มหันมองหน้าเธอเต็มตา

ooooooo

วันนี้ อาทิจฝากตะวันให้น้าแก้วช่วยเลี้ยง บอกว่าจะเข้ากรุงเทพฯ สักสองวัน ที่รถกระบะของเขาบรรทุกผลผลิตจากสวนจากไร่จากแปลงไปมากมาย

เมื่อไปถึงกรุงเทพฯ อาทิจมองกุญแจห้องและคีย์การ์ดที่ดรุณีให้ไว้เมื่อคราวก่อนยิ้มอย่างอิ่มอกอิ่มใจแล้วเข้าไปในคอนโดฯ

หลังจากนั้นเขาไปหาดรุณีที่มหาวิทยาลัย บังเอิญตุ่นขับรถผ่านเห็นเขา เธอพยายามร้องเรียกและตามเขาไป แต่เพราะมีรถมากและนักศึกษาเดินไปมาขวักไขว่ ในที่สุดก็คลาดกันอีกจนได้

เมื่อไปเจอดรุณีที่โต๊ะนั่งประจำในมหาวิทยาลัย ตุ่นเล่าอย่างตื่นเต้นว่าเจอชายในฝันอีกแล้วแต่ก็คลาดกันอีกจนได้

ขณะตุ่นกำลังบรรยายรูปร่างหน้าตาและเสื้อผ้าของอาทิจอย่างละเอียดนั่นเอง อาทิจก็มาถึง เขาทักอย่างตื่นเต้นว่า

“พี่แวะมารับน้องณีครับ”

ทันทีที่ตุ่นหันไปเห็นอาทิจ เธอช็อก อึ้ง จนกรี๊ดไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก บอกอาทิจว่าเดี๋ยวมาแล้วจูงมือดรุณีออกไป

ตุ่นลากดรุณีไปบอกว่า ชายในฝันของตนคืออาทิจนี่เอง ดรุณีดีใจกับเพื่อนแล้วพากลับไปแนะนำให้รู้จักกับอาทิจ

ตุ่นถามอาทิจว่า จำดรัมเมเยอร์ซุ่มซ่ามที่วิ่งไปรับคทาได้ไหม พออาทิจจำได้เธอก็ยิ่งดีใจ ดรุณีจึงชวนอาทิจอยู่กินข้าวเย็นด้วยกันที่คอนโดฯ ตนจะทำอาหารเลี้ยงเอง

ooooooo

พอเปิดประตูห้องเข้าไป ดรุณีและตุ่นต่างตะลึงอึ้งกับการจัดตบแต่งห้องด้วยดอกไม้และพืชผัก จากไร่สวนอย่างสวยงาม ลงตัว

อาทิจเอาแกงหองมาฝากดรุณีด้วย ดรุณีบอกว่าตนจะผัดกะหล่ำปลีเพิ่ม ตุ่นอาสาทำสลัดผัก

“เมนูกะหล่ำปลีพี่จัดการให้ดีกว่าครับ น้องณีกับคุณตุ่นจัดการสลัดก็แล้วกัน” อาทิจแบ่งงาน

เมื่อเจอตัวจริงอาทิจที่ทั้งหล่อ เก่ง ยังทำอาหารอร่อยด้วย ตุ่นก็ยิ่งคลั่งไคล้

ตลอดเวลาที่อยู่กับสองสาว อาทิจเคอะเขินวางตัวไม่ถูกเมื่อรู้ว่าตกอยู่ในสายตาของตุ่นตลอดเวลา อยู่คุยกันอีกไม่นานเขาจึงขอตัวกลับ

เมื่ออาทิจออกจากห้องไป ตุ่นหันหลังพิงประตูครวญว่า

“โอยยยย...หัวใจวาย ฉันจะตายไหมเนี่ย...”

ดรุณีหัวเราะขำความล้นของเพื่อน...

อาทิจเดินอย่างไม่หายเขินออกจากลิฟต์ พลันก็ชะงักเมื่อได้ยินเสียงเวทางค์เรียกอย่างไม่พอใจ แล้วพรวดเข้ามาขวางหน้าพร้อมวิไลลักษณ์ เวทางค์กระชากคอเสื้ออาทิจคำราม

“ไอ้อาทิจ! แกกับฉันมีเรื่องต้องคุยกัน”

“ใจเย็นๆ ตาเว” วิไลลักษณ์เตือนสติลูกชาย แต่ตาจ้องอาทิจอย่างตำหนิรุนแรง

ooooooo

เวทางค์คาดคั้นว่า พาดรุณีไปไหนมากลับดึกดื่น ส่วนวิไลลักษณ์ก็ทวงสัญญาว่า ไหนว่าคิดกับดรุณีแค่น้องสาว?

อาทิจบอกว่าตนยังยืนยันคำเดิม เวทางค์ด่าว่าปากแข็ง ถามว่าพาดรุณีไปไหนมา ไปม่านรูดหรือเปล่า อาทิจบอกว่าตนไม่ได้พาดรุณีไปไหนทั้งนั้น ก็ถูกเวทางค์หาว่าขลุกอยู่แต่ในห้องด้วยกันหรือ ตนรับส่งเธอมาเป็นปียังไม่เคยขึ้นไปที่ห้องเลย

“ชีวิตผมไม่เคยคิดจะทำชั่วอย่างนั้นกับผู้หญิงคนไหน โดยเฉพาะผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นน้อง เป็นเด็กในปกครองของผม ถ้าคุณไม่เห็นผมเป็นน้อง ก็ขอให้ นับน้องณีเป็นน้องเถอะครับ จะพูดอะไรถึงเธอ กรุณาให้เกียรติเธอบ้าง!!”

เวทางค์ยังคาดคั้นว่าแล้วเขาขึ้นไปที่ห้องดรุณีทำไม อาทิจชี้แจงว่าตนเอาผักที่สวนมาให้ เธอจึงชวนทำกับข้าวกินกัน และก็ไม่ได้กินกันตามลำพัง แต่มีตุ่นเพื่อนของดรุณีกินด้วยกัน เวทางค์ไม่เชื่อ อาทิจเลยท้าว่า

“คุณเวก็ขึ้นไปถามน้องณีสิครับว่าคุณตุ่นมากินข้าวด้วยรึเปล่า ตอนนี้คุณตุ่นก็ยังอยู่บนห้อง”

เมื่ออาทิจยืนยันเช่นนี้ เวทางค์ก็พาลกระแซงว่าเขาอยู่กับผู้หญิงทีเดียวสองคนเลยหรือ มากไปแล้ว!

“ผมไม่รู้ว่าคุณอากับคุณเวคิดอะไรอยู่ ผมรู้แต่ว่าผมจะไม่กลืนน้ำลายตัวเอง ถ้าเรื่องที่จะพูดกันมีแค่นี้ ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” พูดแล้วอาทิจเดินหน้านิ่งออกไปเลย

สองแม่ลูกหน้าแตก วิไลลักษณ์ถามว่าตุ่นเป็นใคร เวทางค์ตอบผ่านๆว่าเป็นเพื่อนสนิทที่ดรุณีเชียร์ให้อาทิจ วิไลลักษณ์ทำตาโตบอกว่าแบบนี้ก็ดีสิ แสดงว่าดรุณีไม่ได้คิดอะไรกับอาทิจ

“แต่น้องตุ่นเป็นถึงดาวมหาวิทยาลัย ทั้งสวยทั้งรวยล้นฟ้า ยังไงก็ไม่เหมาะกับไอ้หนุ่มชาวไร่นั่นอยู่ดี” เวทางค์ยิ่งพูดถึงตุ่นก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดโดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม...

ooooooo

ตุ่นยังเคลิ้มถึงอาทิจไม่เลิก ออกไปแหงนมองท้องฟ้า ขอบคุณดวงดาวบนฟ้าที่ส่งอาทิจมาให้ ขอบใจดรุณีที่เชียร์ตนกับอาทิจ สุดท้ายทนไม่ได้โทรศัพท์ถึงอาทิจ พอเขารับสายก็เขินจนพูดอะไรไม่ออก เลยบอกเขาไปเก้อๆว่า

“ตุ่นลืมไปว่ายังไม่ได้บอกลาพี่อาทิจก่อนนอน เลย ราตรีสวัสดิ์ค่ะ หลับฝันดีนะคะ” พูดแล้ววางโทรศัพท์ ยิ้มเขินอยู่คนเดียว พอดรุณีถามว่าทำไมวางสายเร็วจัง “ก็เขินอ่ะ...ไม่รู้จะพูดอะไร เกิดมาก็เพิ่งรู้วันนี้เองว่าตัวเองก็เขินเป็นเหมือนกัน”

เห็นเพื่อนรักคลั่งไคล้อาทิจถึงขนาดนี้ ดรุณีบอกว่า ให้รีบเรียนจบเร็วๆ แล้วจะพาขึ้นไปหาอาทิจ

“ตุ่นจะเรียนให้จบภายในสามปีครึ่ง แล้วจะรีบบึ่งไปสมัครเป็นพี่สะใภ้ณี”

ดรุณีย้ำว่าสามปีครึ่งนะ ตุ่นยืนยันหนักแน่นจริงจังว่า “จ้ะ...สามปีครึ่ง”

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนออกไปเรียน ดรุณีเห็นกระ- ดาษเอ 4 แผ่นหนึ่งแพลมออกจากใต้ตู้ เธอหยิบดูแล้วอมยิ้ม ทันใดนั้นก็ได้รับโทรศัพท์ เธอบอกว่าจะลงไปเดี๋ยวนี้แหละ

เมื่อลงไปเจออาทิจรออยู่หน้าคอนโดฯบอกว่าเอาเช็คเงินเดือนมาให้ ดรุณีรับเช็คแล้วแซวว่า ลืมนั่นลืมนี่พลางยื่นกระดาษเอ 4 แผ่นนั้นให้ ถามว่านี่ก็ลืมไว้ใช่ไหม อาทิจรับคืนไปเขินๆ ถามว่าจะไปเรียนเลยใช่ไหมเดี๋ยวจะไปส่ง

“ไม่ต้อง!!” เสียงเวทางค์ขัดขึ้น บอกว่าตนนัดดรุณีไว้ว่าจะมารับ ตัวเองมีงานก็ไปทำเสีย ดรุณีจึงบอกอาทิจว่าตนไปเรียนก่อนนะ แล้วเดินตามเวทางค์ไป

อาทิจมองตาม แล้วก้มมองกระดาษในมือที่เขาเขียนด้วยลายมือไว้ว่า “ผู้ปกครองของน้องณี” เหมือนกับเป็นการตอกย้ำว่าตัวเองเป็นได้แค่  “ผู้ปกครองของน้องณี” เท่านั้นจริงๆ

ooooooo

ตอนที่ 11

วันนี้ ขณะที่อาทิจ ดรุณี และสามเกลอ กำลังเก็บข้าวโพดที่แปลง เวทางค์ก็ขับรถมาจอด ลงจากรถพร้อมวิไลลักษณ์ เวทางค์ตรงไปบอกดรุณีว่า พรุ่งนี้จะมารับกลับกรุงเทพฯแต่เช้า

วิไลลักษณ์สั่งเวทางค์ให้พาดรุณีไปหาคุณย่าก่อน ตนจะคุยธุระกับอาทิจสักครู่เดี๋ยวตามไป

เรื่องที่วิไลลักษณ์คุยกับอาทิจคือเตือนเขาให้รักษาระยะห่างกับดรุณีไว้ ตนเกรงคนอื่นจะเอาไปพูดในทางไม่ดีเพราะอาทิจเองก็มีเมียแล้ว พูดแล้วจะกลับเลย อาทิจยังมีแก่ใจจะขี่จักรยานไปส่งเพราะค่ำแล้ว วิไลลักษณ์ทำท่ารังเกียจว่ารถสกปรก แต่พออาทิจขู่ว่าค่ำๆแบบนี้งูจงอางชอบออกมาเลื้อยเล่นแถวนี้เท่านั้น วิไลลักษณ์ก็กระโดดซ้อนจักรยานอาทิจแทบไม่ทัน

คืนนี้ คุณย่าแบ่งเงินปันผลให้อาทิจ เขาขออนุญาตไม่รับเพราะปีที่แล้วนาข้าวเสียหายหมด คุณย่าบอกว่า

นาข้าวเสียหายแต่ผลผลิตอื่นยังดี กอปรกับดรุณีบอกให้รับไว้ อาทิจจึงไหว้ขอบคุณคุณย่าและรับซองไว้

แต่คืนนี้คุณย่าท่าทางเพลียๆ หลังจากดื่มนมอุ่นๆที่น้าแก้วเอามาให้แล้วก็ไปนอน อาทิจเองก็เตรียมกลับ ดรุณีบอกเขาว่าพรุ่งนี้ให้เขามาส่งด้วย เวทางค์จะมารับตนตอน 6 โมงเช้า

อาทิจรับคำด้วยความรู้สึกตื้อๆ ยกนมดื่มหมดแก้วแก้เก้อ เผลอทำแก้วนมของดรุณีหกเลอะเทอะตัวเอง เลยยิ่งประหม่า ดรุณีบอกว่าอย่างนี้ต้องกลับไปอาบน้ำแล้ว อาทิจจึงกลับไป นึกโมโหตัวเองที่เขินจนเก็บอาการไม่อยู่

ooooooo

เช้าวันที่ดรุณีจะเดินทางนี่เอง สามเกลอก็ วิ่งหน้าตื่นมาบอกอาทิจว่า เห็นทองประศรีนอนกับบรรยงที่บ้านพักของเขา อาทิจลิ่วไปจับได้คาหนังคาเขาว่าทั้งสองเป็นชู้กัน เขาประกาศทันทีว่า

“เธอกับฉัน เราขาดกันตั้งแต่วินาทีนี้ ออกไปจากที่นี่แล้วอย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก!!!!”

อาทิจอุ้มตะวันออกมา สามเกลอเดินตาม ทองประศรีวิ่งออกมาร้องไห้โฮๆ ซบอกบรรยงที่ออกมาปลอบที่หน้าบ้าน

จนได้เวลาเดินทางของดรุณี อาทิจก็ยังไม่มา น้าแก้วถามจิ๋วแจ๋วจึงรู้ว่า

“ไม่อยู่ค่ะ ลุงเกร็งบอกว่า...ว่า...เออะ...คุณอาทิจไปที่บ้านพักติดน้ำตกค่ะ” น้าแก้วตกใจถามว่าไปทำไม “คือ...พี่ต๊อด พี่อึ่ง พี่พัน มาบอกคุณอาทิจน่ะค่ะว่า... เออ...เห็น...เห็นแม่ทองประศรีนอนกับผู้ชายอื่นที่บ้านค่ะ”

น้าแก้วตกใจ ส่วนดรุณียืนอึ้ง เวทางค์เร่งว่า “ไปกันเถอะ น้องณี อยู่นี่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เรื่องมันเกิดขึ้นแล้วนี่”

แต่พอรถเวทางค์พ้นไปไม่นาน อาทิจก็ปั่นจักรยานมาอย่างเร็ว ถามจิ๋วแจ๋วที่ยังอยู่แถวนั้นว่าดรุณีไปนานแล้วหรือ พอจิ๋วแจ๋วบอกว่าเพิ่งไปเมื่อกี้นี้เอง อาทิจก็ปั่นจักรยานออกไปสุดแรงเกิด

อาทิจปั่นจักรยานไปทางลัด อึดใจเดียวก็ทะลุถนนที่ดาดาษไปด้วยต้นนางพญาเสือโคร่งที่กำลังออกดอกสะพรั่ง แต่ใจเขาเวลานี้ไม่ได้สนใจความงามของดอกนางพญาเสือโคร่ง คิดแต่ว่าต้องตามไปดักส่งดรุณีให้ทันให้ได้

ooooooo

ระหว่างทาง เวทางค์พยายามพูดให้เห็นว่า เรื่องทองประศรีคบชู้นี้ไม่น่าเป็นความผิดของฝ่ายหญิงเท่านั้น อาทิจเองก็คงสนใจเมียน้อยไป เลยทำให้ฝ่ายหญิงทนไม่ได้ พูดแล้วถามความเห็นดรุณี เธอตอบอย่างไม่อยากผสมโรงด้วยว่า

“ไม่ทราบค่ะ มันเป็นเรื่องส่วนตัวของพี่อาทิจ” เวทางค์ถามอีกว่าแล้วเธอคิดยังไง “ไม่คิดค่ะ ถ้าจะคิดก็คิดแค่ว่าเมื่อไหร่พี่เวจะหยุดพูดเรื่องนี้สักที” พูดแล้วเบือนหน้ามองไปนอกรถ สายตามองตรงไปที่เนินแปลงกะหล่ำปลี พลันก็ร้องอย่างตื่นเต้น “หยุดค่ะ...หยุดดดดด จอดรถให้ณีแป๊บนึง”

เวทางค์จอดรถงงๆ ดรุณีรีบเปิดประตูรถลงไปโบกมือให้อาทิจที่ปั่นจักรยานมาถึงเนินกะหล่ำปลีพอดี แม้จะอยู่ห่างกันมาก แต่เธอก็โบกมือสุดแขนให้เขา ส่วนอาทิจก็หยุดรถป้องปากตะโกนสุดเสียง

“พี่มาส่งแล้วนะน้องณี...”  แล้วต่างโบกมือให้กันอยู่อย่างนั้น จนเวทางค์ทนไม่ไหว บอกว่าจอดรถอย่างนี้อันตรายเร่งให้รีบไปดีกว่า พออาทิจเห็นดรุณีหันหลังขึ้นรถ เขาพึมพำ “โชคดีนะครับน้องณี...” แล้วยืนมองจนรถเวทางค์ขับลับเหลี่ยมเขาไป

ooooooo

1  เดือนต่อมา อาทิจเริ่มปักดำกล้าข้าวกันอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ โดยคุณย่ามาช่วยด้วย พอแดดเริ่มแรงขึ้น อาทิจเอาขันเงินตักน้ำฝนมาให้คุณย่าดื่ม บอกให้คุณย่าพักก่อน ไม่ต้องมาลงมือก็ได้ แค่มายืนเป็นกำลังใจตนก็ดีใจมากแล้ว

คุณย่ายอมไปนั่งดูเพราะรู้สึกปวดหลังแล้ว น้าแก้วบอกว่าตนเองทำแค่นี้ก็ยังจะหน้ามืดเอาเหมือนกัน

คุณย่าเลยสอนให้รู้ถึงวัฏจักรของชีวิตว่า “ทุกอย่างย่อมเสื่อมไปตามกาลเวลา สุดท้ายก็มอดไหม้เป็นเถ้าธุลีกลับสู่ผืนดิน จะเหลือก็แต่คุณงามความดีที่ทำเอาไว้ตอนมีชีวิตอยู่เท่านั้น”

อาทิจปรารภว่า ไม่รู้ปีนี้น้ำจะมากเหมือนปีที่แล้วหรือเปล่า น้าแก้วพูดทันทีว่าถ้ามากอย่างปีที่แล้วก็ไม่ไหวแล้ว

“ต้องไหว” คุณย่าสวนขึ้นเนิบๆ “อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด เราห้ามธรรมชาติไม่ได้ แต่เราห้ามใจเราได้ อย่ารู้สึกว่าเราสูญเสีย เพราะคนอื่นที่สูญเสียกว่าเราก็มีอีกเยอะ ที่สำคัญ...เราต้องรู้จักช่วยเหลือตัวเองก่อนที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากใคร เพราะถ้าเราลำบากคนอื่นก็ลำบากด้วยเหมือนกัน จำไว้นะลูก”

“ครับ...ผมเคยบอกคุณย่าหรือยังครับว่า ผมโชคดีที่สุดที่ได้เกิดเป็นหลานคุณย่า” อาทิจเอ่ยอย่างซาบซึ้งแล้วโผเข้ากอดคุณย่า คุณย่าโอบหลานรักไว้น้ำตาคลอด้วยความรัก

ooooooo

หลังจากปักดำข้าวได้ 2 เดือน อาทิจนั่งเขียนจดหมายถึงดรุณีที่กระท่อมใช้แพ็กสตรอเบอร์รี่ เขียนเล่าอย่างภูมิใจว่า

“ตอนนี้ ข้าวที่ปักดำไปแล้ว 2 เดือน กำลังโตวันโตคืน สตรอเบอร์รี่กับส้มก็แข่งกันออกลูกดก กะหล่ำปลีที่ลงไว้กำลังงาม ข้าวโพดที่ปลูกและเก็บไป 2 รอบแล้ว รอบนี้เป็นรอบที่ 3...ทุกอย่างที่นี่กำลังเติบโตงดงาม

เพื่อรอวันที่น้องณีกลับมา ปีนี้พี่ทดลองปลูกบ๊วยกับ

ลาเวนเดอร์ด้วย ไม่รู้จะได้ผลดีรึเปล่า...”

อาทิจเป็นห่วงเธอ เตือนว่าฤดูหนาวกำลังใกล้เข้ามาแล้วให้รักษาสุขภาพ และควรหายาแก้หวัด

แก้ปวดหัวตัวร้อนไว้ใกล้ตัวด้วย เวลาจะใช้จะได้หยิบใช้ได้เลย และลงท้ายว่า

“ป.ล. นายตะวันของพี่ณีสบายดี และถามถึงพี่ณีของแกบ่อยมาก...แค่นี้นะครับ พี่อาทิจ”

ดรุณีอ่านจดหมายเสร็จพับเก็บ ตุ่นเข้ามาพอดีถามว่าอ่านจดหมายพี่ชายที่แสนดีหรือ ดรุณีทำเสียงอื้อในลำคอ ถามว่าแล้วเธอไปไหนมา ตุ่นบอกว่าไปเหล่แถวๆสนามกีฬา เลยถูกดรุณีแซวว่าไปตามล่าหาชายในฝันหรือ ดูท่าจะอยู่แต่ในฝันจริงๆเสียแล้ว เพราะเห็นตามหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอสักที

ถึงตามไม่เจอแต่ตุ่นก็ยังพรรณนาอย่างคลั่งไคล้ว่าเขาน่ารักจริงๆ หล่อมากด้วย ดรุณีมองเลยไปข้างหลังตุ่น ถามว่า “หล่อมากเท่าคนนี้รึเปล่า” ตุ่นหันขวับไป เจอเวทางค์ยืนเต๊ะเก๊กหล่ออยู่ เธอหันกลับทันทีทำหน้าพะอืดพะอมปากขมุบขมิบ จนดรุณีอดยิ้มขำๆไม่ได้

ooooooo

ดรุณีเขียนจดหมายตอบอาทิจ เล่าถึงการเรียนของตนว่าอีก 2-3 วันจะสอบกลางภาคแล้ว สอบเสร็จจะขึ้นไปช่วยเขาทำงาน ป.ล.เตือนเขาว่าอากาศเย็นให้ระวังรักษาสุขภาพเช่นกัน แล้วตบท้ายด้วยข้อความที่ทำให้อาทิจอ่านแล้วอมยิ้มว่า

“ฝากกราบเท้าคุณย่าด้วยนะคะ เรียนท่านด้วยว่า ณีคิดถึงท่านมากที่สุด คิดถึงพี่อาทิจรองลงมาค่ะ...รักและนับถือพี่อาทิจที่สุด...ดรุณี”

เวลาผ่านไปจนข้าวออกรวง อาทิจเขียนบรรยายความงดงามของท้องทุ่งที่เกิดจากแรงกายแรงใจของพวกเราทุกคน บอกว่ารอวันที่เธอจะเรียนจบและกลับมาชมความงามของนาข้าวด้วยกัน แต่พอจะลงท้ายจดหมาย อาทิจคิดครู่หนึ่งจึงลงท้ายด้วยข้อความที่ต่างจากทุกครั้งว่า “เป็นห่วงน้องณีครับ...พี่อาทิจ”

ดรุณีอ่านคำลงท้ายจดหมายฉบับนี้แล้วยิ้มปลื้มนึกในใจว่า “ลงท้ายแบบใหม่เสียด้วย” จนถูกตุ่นแซวว่า อ่านจดหมายจากพี่อาทิจอีกแล้วล่ะสิ

เห็นเพื่อนรักปลื้มพี่ชายคนนี้มาก ตุ่นบอกว่าวันไหนจะต้องไปรู้จักหน่อยเสียแล้ว ดรุณีย้ำว่าจริงๆนะแล้วจะแนะนำให้รู้จักพี่อาทิจ...ถูกตุ่นดักคอว่า “หล่อที่ 1 ดีที่สุด” แล้วสองเพื่อนรักก็พากันหัวเราะที่ช่างรู้ใจ รู้ทันกันเสียหมด

ooooooo

วันนี้ ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศเย็นสบาย...อาทิจประคองคุณย่าเดินไปตามคันนา บางช่วงคุณย่าหยุดมองดูท้องทุ่งนาที่กว้างไกลสุดสายตา ยิ้มปลื้มชมว่า

“งาม...งามเหลือเกิน ขอบใจพ่อมากนะ ในที่สุดพ่อก็ทำให้ฝันของย่าเป็นจริง ทำให้ย่าได้เห็นข้าวออกรวงสะพรั่งบนที่ดินของตัวเองจนได้...อีกไม่กี่วันก็จะเปลี่ยนเป็นสีทอง งามไปอีกแบบนะพ่อ”

สิ่งที่คุณย่าภูมิใจยิ่งกว่าคือ อาทิจที่เป็นคนรุ่นใหม่หันมาทำนาปลูกข้าว ผิดกับหลายคนในวัยเดียวกันที่ทิ้งผืนนาไปทำงานในเมืองกันหมด มีคนปลูกข้าวกินเป็นอย่างนี้แล้วไม่มีวันอดตายหรอก

ค่ำนี้ มีเรื่องให้คุณย่าอิ่มใจอีก เมื่ออาทิจแกงหอง มาให้ชิม เป็นการหัดทำครั้งแรกแต่รสชาติกลมกล่อมจนคุณย่าชมว่าอร่อยจริงๆ ถามว่าอยู่ที่บ้านทำกับข้าวกินบ่อยใช่ไหม

“ครับ คุณแม่ผมฝึกให้ทำงานบ้านเป็นทุกอย่าง เพราะมีน้องหลายคน ผมต้องช่วยท่านดูแลน้องๆครับ”

“ดีแล้วล่ะลูก ยิ่งเราเป็นลูกที่ดี รู้จักกตัญญูต่อพ่อแม่มากเท่าไหร่ ก็จะมีคนเห็นความดีของเรา และสรรเสริญไปถึงพ่อแม่ของเรามากเท่านั้น เท่ากับเราได้แสดงกตเวทีต่อท่านด้วย...” คุณย่าจับมืออาทิจขึ้นมาลูบไปมาเอ่ยด้วยความรัก “ขอให้พ่อจำเริญๆยิ่งๆขึ้นไปนะพ่อนะ”

หลังจากนั้น คุณย่าพูดอย่างสบายใจมากว่า “วันนี้ย่าอิ่มทั้งกายอิ่มทั้งใจ ไม่มีอะไรต้องห่วงต้องกังวลอีกแล้ว”

อาทิจตักแกงหองให้คุณย่าอีก น้าแก้วยืนมองความรักของย่าหลานแล้วยิ้มอย่างมีความสุขไปด้วย

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น น้าแก้วไปเคาะประตูห้องคุณย่าบอกว่าอาหารใส่บาตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่มีเสียงตอบรับจากคุณย่าอีก น้าแก้วจึงเปิดประตูเข้าไป เห็นคุณย่านอนนิ่งอยู่ จึงไปเปิดหน้าต่าง บอกคุณย่าว่า จวนได้เวลาพระมารับบาตรแล้ว เห็นคุณย่ายังนอนนิ่ง

น้าแก้วเริ่มเอะใจ เดินไปแตะที่เท้าเพื่อปลุก พลันก็ชะงัก น้าแก้วรีบเอามือไปอังที่จมูก แล้วก็ร้องเรียกสุดเสียง...

“คุณย่า!!!!”

น้าแก้ววิ่งไปตามอาทิจที่สวนส้ม เมื่อเขาเข้ามาเห็นสภาพของคุณย่าที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง เขาเปลี้ยไปทั้งตัวจนแทบไม่มีแรงยืน ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ สมองอื้ออึง ดวงตาพร่าพราย ความรู้สึกสูญเสียประดังเข้ามาจนแทบหายใจไม่ออก...

เมื่อได้สติ อาทิจก้มกราบแทบเท้าคุณย่า บอกน้าแก้วให้ช่วยโทรศัพท์บอกดรุณีด้วยว่ามีธุระด่วนให้รีบกลับมา แต่อย่าเพิ่งบอกเรื่องคุณย่าเสีย

เมื่อน้าแก้วออกไปแล้ว อาทิจโผเข้ากอดเอาหน้าซุกแทบเท้าคุณย่า ร้องไห้ออกมาอย่างหนัก ร้องให้สาสมกับที่ใจอยากร้อง...

น้าแก้วโทรศัพท์หาดรุณี โทร.เข้าโทรศัพท์บ้านไม่มีคนรับสาย โทร.เข้ามือถือก็ให้ฝากข้อความอีก น้าแก้วพยายามทำเสียงให้เป็นปกติ ฝากข้อความว่าให้กลับบ้านด่วนที่สุด คุณย่ามีธุระสำคัญจะคุยด้วย บอกให้ขึ้นเครื่องบินมาเลย น้าแก้วจะส่งคนไปรับที่สนามบินเอง

กลับมาบอกอาทิจแล้ว ชายหนุ่มฝากน้าแก้วให้เฝ้าคุณย่าก่อน ตนจะไปจัดการเรื่องสถานที่กับโลงให้เรียบร้อยและให้น้าแก้วช่วยโทร.แจ้งญาติๆ ทุกคนด้วย

อาทิจกับน้าแก้วจับมือมองหน้ากันน้ำตาไหลพราก ต่างรับรู้ถึงความเจ็บปวดของกันและกัน ได้แต่มองหน้าปลอบกันด้วยสายตา...

ดรุณีกลับมาเปิดโทรศัพท์ดู เจอมิสคอลเป็นสิบเที่ยวจากน้าแก้วบอกว่าคุณย่ามีธุระด่วน ก็ไม่สบายใจรีบกลับทันที

ooooooo

โลงศพคุณย่าตั้งอยู่ท่ามกลางสวนสวย ประดับด้วยดอกเก็ตถะวาดอกไม้ที่คุณย่าชอบมากมาย ทุกคนทำงานไปเช็ดน้ำตาไปด้วยความโศกเศร้า

ไม่นานนัก วิไลลักษณ์กับประเวทย์และลูกๆก็มาถึง วิไลลักษณ์วิ่งเซซังนำหน้าประเวทย์เข้ามา ถลาลงไปกับพื้นที่หน้าโลงศพร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ คร่ำครวญความหวังลึกๆ ที่ยังไม่สัมฤทธิ์ว่า

“โธ่...คุณแม่ไม่น่าเลย เมื่อวันก่อนยังกินข้าวด้วยกัน ยังคุยกันว่าจะยกที่ดินในเวียงให้วิไลอยู่แท้ๆ ไม่น่ามาด่วนจากไปเลย”

ประเวทย์ถามน้าแก้วว่าคุณแม่เป็นอะไร ทำไมถึงจากไปอย่างกะทันหันเช่นนี้ น้าแก้วบอกว่าท่านไม่ได้เป็นอะไร แต่หลังๆมานี่ท่านคงเหนื่อยและล้าไปตามวัย เพราะท่านทำงานไม่มีวันหยุดมาตลอด แถมตอนหลังๆยังอารมณ์ดี ชวนตนคุยอย่างยิ้มแย้มเหมือนท่านมีความสุขกับชีวิต

ประเวทย์ขอบใจอาทิจที่จัดการดูแลงานทุกอย่างด้วยดี วิไลลักษณ์ติงว่าน่าจะจัดที่วัดใหญ่ๆในเมือง คนจะได้มางานกันเยอะๆ เพราะลูกชายท่านเป็นถึงผู้ว่าฯ

“จัดที่นี่แหละเหมาะสมที่สุดแล้ว ท่านรักที่นี่ก็คงอยากอยู่อย่างสงบที่นี่” ประเวทย์ขัดขึ้น วิไลลักษณ์เลยแอบค้อนอย่างขัดใจ

แล้ววิไลลักษณ์ก็เรียกอาทิจไปคุยส่วนตัว ถามว่าคุณย่าสั่งเสียเรื่องพินัยกรรมอะไรบ้างหรือเปล่า เมื่ออาทิจบอกว่าไม่ทราบ และยังไม่อยากคุยเรื่องนี้ วิไลลักษณ์ก็พูดกันท่าว่า

“คุณย่าคงไม่อยากให้เราเสียใจ ท่านเคยพูดว่าจะยกสมบัติให้ตาเว ยายวิ แล้วก็ยายณีมากกว่าหลานคนอื่นๆ เพราะอยู่ใกล้ชิดท่านมานาน อาทิจคงไม่เสียใจนะ”

เมื่ออาทิจบอกว่าไม่ วิไลลักษณ์ก็แบะท่าว่า อาทิจก็ยังทำงานอยู่ที่นี่ได้ ถึงแม้ว่าจะมีคนอื่นมาครอบครองที่นี่แทนคุณย่าคือเวทางค์และวิยะดา เพราะท่านเปรยหลายครั้งแล้วว่าอยากให้เวทางค์กับดรุณีแต่งงานกัน จ้องหน้าอาทิจถามว่า

“เสียใจไหม”

“ไม่ครับ” อาทิจเก็บอาการเต็มที่ บอกว่าเมื่อเป็นความต้องการของคุณย่าก็เป็นเรื่องที่ตนต้องยินดีไม่ใช่เสียใจ แล้วขอตัวไปทำงานต่อ เมื่ออาทิจแยกไปแล้ว วิไลลักษณ์โทรศัพท์ถามเวทางค์อย่างหงุดหงิดว่า

“มาถึงเชียงใหม่รึยังตาเว ยายวิ ลูกหลานคนอื่นร้องไห้ตัดหน้าเราสองคนไปหมดแล้วนะ รีบมาไวๆเลย”

ส่วนดรุณีมาถึงสนามบินเชียงใหม่แล้ว เกร็งเป็นคนไปรับ เธอบอกว่าคิดว่าอาทิจจะมา เกร็งบอกว่าเขากำลังยุ่งมาก เธอถามอีกว่าที่สวนคุณย่ามีอะไรหรือ เกร็งน้ำตาคลอ ตัดบทว่าให้รีบกลับไปถามท่านเองก็แล้วกัน ดรุณีจึงรีบขึ้นรถไปด้วยความร้อนใจอยากรู้ว่าคุณย่ามีธุระด่วนอะไร

เมื่อดรุณีมาพบความจริงว่าคุณย่าไม่อยู่กันตนแล้ว เธอร้องไห้จนเป็นลม อาทิจถลาเข้าประคอง ถูกวิไลลักษณ์มากันท่า สั่งเวทางค์ให้อุ้มดรุณีกลับบ้านไปก่อน อาทิจจึงต้องหลีกทาง ได้แต่มองตามเวทางค์ที่อุ้มดรุณีไปด้วยความเป็นห่วง

ooooooo

พาดรุณีมานอนพักที่ห้องรับแขกบ้านคุณย่าแล้ว วิไลลักษณ์พยายามจะให้เวทางค์เฝ้าดรุณีในคืนนี้ เวทางค์ไม่กล้าชวนวิยะดาเป็นเพื่อน น้องสาวยิ่งไม่กล้ากลัวคุณย่าจะมาหา แม้วิไลลักษณ์จะไม่พอใจแต่ก็บังคับลูกไม่ได้ จึงพากันกลับ

เมื่ออาทิจกลับมา น้าแก้วถามว่างานเรียบร้อยดีไหม อาทิจบอกว่าเก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว และให้คนงานอยู่เป็นเพื่อนคุณย่าหลายสิบคน บอกว่า “ผมแวะมาดูน้องณี เป็นยังไงบ้างครับ”

“ฟื้นแล้วก็เป็นลมพับไปหลายตลบแล้วค่ะ น้าแก้วให้จิ๋วแจ๋วเฝ้าไว้ ปิดบ้านเสร็จก็จะขึ้นไปเช็ดตัวให้ เอ่อ...น้าแก้วรบกวนคุณอาทิจช่วยเฝ้าคุณณีสักประเดี๋ยวนะคะ อยากให้จิ๋วแจ๋วลงไปหายาแก้ไข้ให้คุณณีน่ะค่ะ”

ระหว่างอาทิจเฝ้าอยู่นั้น ดรุณีรู้สึกตัวขึ้นมาเพ้อหาคุณย่า ร้องไห้คร่ำครวญว่าคุณย่าทิ้งไปอย่างนี้ตนไม่เหลือใครแล้ว อาทิจสะเทือนใจกุมมือเธอบอกว่า “น้องณีไม่ได้อยู่คนเดียว น้องณียังมีพี่อีกคน” พอนึกได้อาทิจ รีบปล่อยมือจากเธอ ก็พอดีน้าแก้วยกน้ำอุ่นเข้ามาจะเช็ดตัวให้ เขาจึงขอตัวกลับไป

ooooooo

เย็นวันรุ่งขึ้น ดรุณีไปนั่งมองโลงศพคุณย่าน้ำตาเอ่อท้น เธอนั่งอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมง จนเมื่อพวกวิไลลักษณ์มาถึง วิไลลักษณ์โผเข้าหาดรุณีทันที ตีหน้าเศร้าเข้าไปกอดแสดงความเสียใจ เห็นใจ และเป็นห่วง ปลอบใจว่าอย่าคิดมาก...

เวทางค์กับวิยะดาตามเข้าไปปลอบใจ เวทางค์โอบดรุณีไว้ ในมุมที่อาทิจยืนอยู่เห็นเหมือนดรุณีซบอกเวทางค์ เขารู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก จนต้องเดินเลี่ยงไปด้วยความรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงส่วนเกินเท่านั้น...

เย็นนี้เอง ประวิทย์ก็มาถึง อาทิจไปรับพ่อด้วยความเสียใจที่พ่อมาก็ไม่เจอคุณย่าแล้ว ไม่ต่างกับประวิทย์ที่ต้องมากราบศพท่านโดยที่ไม่มีโอกาสได้ตอบแทนคุณของท่าน ยังไม่ได้ขอโทษท่านกับการกระทำของตัวเองในอดีต เขาปักธูปก้มกราบน้ำตาคลอ...

เมื่อดรุณีรู้ว่าประวิทย์คือพ่อของอาทิจ เธอลุกมาไหว้อย่างนอบน้อมด้วยความเคารพ

บ่ายวันต่อมา บรรดาลูกหลานญาติมิตรและคนงาน พากันมางานเผาศพคุณย่าบนกองฟอนกลางแจ้ง ระหว่างที่ไฟลุกจากกองฟอนนั้น ทุกคนยืนสงบนิ่งน้ำตาคลอ ต่างระลึกถึงคำสอนของคุณย่าที่ว่า

“...เราต้องไม่ลืมว่า มนุษย์กับธรรมชาติ คืออันหนึ่งอันเดียวกัน เราหว่านเมล็ดพันธุ์พืชจนออกดอกออกผลงดงามแล้ว เราต้องรู้จักหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความรัก ความเมตตาให้เจริญงอกงามในจิตใจของเราด้วย คนต้องพึ่งธรรมชาติฉันใดธรรมชาติก็ต้องพึ่งการดูแลเอาใจใส่จากคนฉันนั้น ทุกลมหายใจของสรรพสิ่งในโลกนี้ ต่างต้องพึ่งพาอาศัยกัน ทุกชีวิตจึงจะอยู่ได้อย่างมีความสุข”

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น อาทิจบอกประวิทย์ว่าอยากได้อัฐิกับเถ้าบางส่วนของคุณย่าไปฝังไว้บนเนินที่คุณย่าชอบ ถูกวิไลลักษณ์ท้วงติงว่านั่นเท่ากับแยกชิ้นส่วนของคุณย่าไปคนละทิศละทาง เราควรเอาใส่โกฏิไว้ที่บ้านตามประเพณีดีกว่า

แม้อาทิจจะผิดหวัง แต่ก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจนี้...

คุณย่าเขียนพินัยกรรมไว้สองฉบับ วันนี้ทนายอ่านพินัยกรรมฉบับแรกโดยมีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมานั่งฟังอย่างตั้งใจ

“ลูกๆทุกคนจะได้รับมรดกส่วนแรกเป็นเงินสดในธนาคารคนละ 3 ล้านบาท ส่วนทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์อื่นๆทั้งหมด จะอยู่ในพินัยกรรมฉบับที่ 2 ซึ่งจะเปิดก็ต่อเมื่อ น.ส.ดรุณี เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว ระหว่างที่ น.ส.ดรุณีศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย ให้นายอาทิจเป็นผู้ปกครองของ น.ส.ดรุณีและเป็นผู้ดูแลกิจการทั้งหมดแทนคุณย่าจนกว่า น.ส.ดรุณีจะเรียนจบ” อ่านเสร็จทนายถามทุกคนว่า “ไม่ทราบมีท่านใดจะคัดค้านอะไรไหมครับ”

ประวิทย์ยกมือค้านข้อแรก โดยขอสละสิทธิ์เงินส่วนแบ่ง 3 ล้าน ให้เอาไปเฉลี่ยให้น้องๆทุกคน เพราะที่ผ่านมาตนไม่ได้ดูแลน้องๆและช่วยเหลืองานคุณแม่เท่าที่ควร ยังความยินดีแก่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะวิไลลักษณ์ เมื่อทนายถามว่ามีท่านใดคัดค้านไหม เธอตอบเสียงใสเป็นคนแรกว่า “ไม่มีค่ะ”

ทนายจึงอ่านพินัยกรรมที่เขียนถึงอาทิจว่า “สุดท้ายนี้ย่าขอให้อาทิจย้ายขึ้นมาอยู่ที่ห้องของย่าและช่วยเอากระดูกและเถ้าของย่าไปฝังไว้บนยอดภูที่ย่าชอบไป ซึ่งอาทิจรู้ดีว่าอยู่ที่ไหน”

อาทิจขนลุกซู่ด้วยความดีใจ ในที่สุดเขาก็พาคุณย่าไปอยู่ในที่ที่ท่านรักจนได้

เมื่อทนายอ่านพินัยกรรมฉบับแรกจบแล้ว ประวิทย์ให้กำลังใจอาทิจให้ทำทุกอย่างที่คุณย่าฝากฝังไว้ให้สำเร็จและอย่าได้ตั้งความหวังว่าคุณย่าจะยกสมบัติเหล่านั้นให้เป็นอันขาด อาทิจบอกพ่ออย่างสบายใจว่าตนตั้งใจไว้แล้วว่าถึงคุณย่าจะไม่ให้อะไร ตนก็จะดูแลที่นี่ให้ท่าน จนกว่าเจ้าของตัวจริงจะมาดูแลแทน ถึงเวลานั้นตนก็จะไปบุกเบิกที่ดินทำกินของตัวเอง

ประวิทย์กับประเวทย์ก็ปรับความเข้าใจกัน ประวิทย์บอกว่าถ้าย้อนเวลาได้ตนจะไม่ทำอย่างในอดีต ประเวทย์ย้อนถามว่า ถ้าพี่ไม่ทำอย่างนั้นแล้ว วันนี้จะมีอาทิจมาดูแลสวนให้คุณย่าหรือ สองพี่น้องกอดกันด้วยความรักความเข้าใจกัน

ooooooo

ในวันที่อาทิจและดรุณีเอาเถ้ากระดูกของคุณย่าไปฝังไว้ยอดเขาที่ปลูกต้นเก็ตถะวาที่คุณย่าชอบไว้รายรอบแล้ว อาทิจให้เอาจดหมายของคุณย่าที่ฝากน้าแก้วไว้นานแล้ว แต่สั่งให้มอบให้หลังท่านสิ้นมาอ่าน ดรุณีกลั้นน้ำตาอ่านฟังกัน

คุณย่าเขียนถึงทั้งสองคน ฝากความหวังไว้ว่าจะช่วยกันสร้างชีวิตใหม่และปลูกฝังความรักในผืนดินให้ทุกชีวิตที่สวนคุณย่า คุณย่าบรรยายไว้จนดรุณีต้องกลั้นน้ำตาอ่านว่า...

“ย่าโชคดีเหลือเกินที่ได้เห็นหลานเติบโตเป็นหนุ่มสาวที่งดงามทั้งกายและใจ อิ่มใจที่ได้เห็นที่ดินของตัวเองเต็มไปด้วยไม้ผลที่กำลังออกดอกออกผลงดงามในขณะที่ยังมีลมหายใจ และสุขใจที่สุดเพราะแน่ใจว่าหลานทั้งสองจะเป็นตัวแทนสานต่องานของย่าต่อไป เท่านี้ย่าก็นอนตายตาหลับแล้ว

สำหรับพ่ออาทิจ ย่าขอให้พ่อช่วยดูแลน้องแทนย่าด้วย แม่ณีก็ต้องรักและเคารพพี่ ถ้าวันใดไม่มีย่าอยู่ด้วยแล้ว ย่าเชื่อเหลือเกินว่า พ่ออาทิจจะทำหน้าที่ดูแลแม่ณีแทนย่าได้เป็นอย่างดี...รักหลานทั้งสองสุดหัวใจ...ย่าแดง”

“พี่จะอยู่กับน้องณี จะดูแลน้องสาวของพี่คนนี้จนกว่าจะมีใครมาดูแลแทน”

ดรุณีโผเข้ากอดอาทิจไว้ร้องไห้โฮอย่างหมดความอดทน อาทิจกอดไว้ด้วยความรักและห่วงใย

ooooooo

เมื่อสิ้นคุณย่าแล้ว อาทิจทุ่มเททำงานแทนคุณย่า ใช้ทั้งพระเดชและพระคุณ ทั้งกระหนาบและกำราบพวกคนงานเกเรจนอยู่หมัด แม้ดรุณีจะเป็นห่วงเขาแต่เห็นการปกครองของเขาแล้วก็มั่นใจและให้กำลังใจ

แต่ก็ไม่วายถูกเวทางค์มายุแยงตะแคงรั่วว่า อาทิจอาจยุ่งกับงานจนไม่มีเวลามาเป็นผู้ปกครองและดูแลเธอตามที่คุณย่าเขียนจดหมายฝากฝังไว้ ทั้งเหน็บแนมถากถางอาทิจว่า อย่าทำงานล้ำเส้นในฐานะผู้ปกครองดรุณีก็แล้วกัน

แต่ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไร อาทิจก็ยังคงหนักแน่น มั่นคง ดำเนินชีวิต และทำงานต่อไปอย่างไม่ย่อท้อด้วยความมุ่งมั่น วันนี้ถึงเวลาทานอาหารเย็น เมื่อน้าแก้วตั้งโต๊ะแล้วบอกให้จิ๋วแจ๋วไปตามอาทิจมากินข้าว ดรุณีขัดขึ้นว่า

“ไม่ต้องหรอกจิ๋วแจ๋ว บางทีพี่อาทิจเขาคง...ไม่อยากมา เขาอาจจะเหนื่อยกับงาน จนไม่อยากมาดูแล “เด็กในปกครอง” คนนี้แล้วก็ได้”

“พี่ไม่เหนื่อย ถ้าเด็กในปกครองจะยอมให้ผู้ปกครองคนนี้ดูแล” อาทิจเข้ามาพอดีพูดแทรกขึ้น เขายิ้มและมองเธอด้วยแววตาอ่อนโยน อาทร ลึกซึ้ง จนดรุณีต้องหลบสายตาคู่นั้น พยายามควบคุมความรู้สึกและกิริยาให้เป็นปกติอย่างที่สุด

ooooooo

ตอนที่ 10

เย็นแล้ว เกร็งกับสามเกลอยังตัดแต่งกิ่งส้มอยู่ในสวน สามเกลอพากันสะกิดเมื่อเห็นดรุณีเดินเข้ามากับอาทิจ

ดรุณีถามอาทิจว่าจะปลูกข้าวหรือ เขาบอกว่าอีกไม่กี่วันก็จะปักดำแล้ว เธออาสาจะช่วย ยังไม่ทันคุยอะไรกันต่อ บรรดาคนงานก็แห่กันเข้ามาสวัสดี ทักทายกันเสียงขรม ไพฑูรชิงพูดเอาหน้าถามอาทิจว่าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับดรุณีไหม

“ไม่ต้องหรอกจ้ะ ณีต้องกลับบ้านทุกปิดเทอมอยู่แล้วไม่ใช่โอกาสพิเศษอะไร ยังไงก็ต้องขอบใจทุกคนมากนะที่ออกมารับ เอาเป็นว่า พรุ่งนี้มื้อกลางวัน ณีจะทำกับข้าวพิเศษมาให้ทุกคนกินก็แล้วกัน ดีไหมพี่อาทิจ”

สามเกลอหูผึ่ง ไม่ใช่เพราะจะได้กินอาหารพิเศษมื้อเที่ยง แต่เพราะทึ่งคำว่า “พี่” ที่ดรุณีเรียกอาทิจ

ตกเย็นอาทิจต้องไปกินข้าวบ้านคุณย่าตามปกติ แต่วันนี้เขาแต่งตัวดีเป็นพิเศษจนสามเกลอแซวกันคิกคัก เกร็งปรามทั้งสามว่า อย่าไปแซวอาทิจมากนักเดี๋ยวไก่จะตื่น แล้วอาทิจจะไม่กล้าจีบดรุณี สามเกลอทำคอย่นหุบปากเงียบ

ดรุณีเข้าครัวช่วยจัดผักล้างผัก น้าแก้วบอกให้ไปพักเสียเพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ พวกตนทำเองได้ ระหว่างนั้นเอง จิ๋วแจ๋วอุ้มตะวันเข้ามา ดรุณีถามว่าลูกใครหน้าตาน่าชังจังแล้วเข้าไปขออุ้ม

“ลูกแม่ทองประศรีค่ะคุณณี” จิ๋วแจ๋วส่งตะวันให้ดรุณี เธอใจหายวาบ มองหน้าเด็กอย่างพินิจพิจารณา พูดเปรยๆว่า อาทิจมีลูกโตขนาดนี้แล้วหรือ น้าแก้วเลยเล่าให้ฟังว่า

“ไม่ใช่ลูกคุณอาทิจหรอกค่ะคุณณี นังทองประศรีมันคลอดนายตะวันหลังจากที่คุณณีไปเรียนได้ 3 เดือน นับย้อนไปถึงวันที่บ้านนั้นมาโวยวายว่าคุณอาทิจไปทำมิดีมิร้ายลูกสาวเขา มันก็แค่ 7 เดือนเอง”

ดรุณีบอกว่าเด็กอาจคลอดก่อนกำหนดก็ได้ น้าแก้วยืนยันว่าตนไปคาดคั้นกับตุ๊มาแล้ว รู้ความจริงว่า ทองประศรีไปมีอะไรกับคนอื่นมาก่อนเลยมาจับอาทิจให้เป็นพ่อเด็ก และก็เป็นความซวยของอาทิจที่วันนั้นเมาหนักไปหน่อย

“แล้วหลังจากที่หนูไปเรียน เขา...หนูหมายถึงพี่อาทิจกับทองประศรีได้อยู่ด้วยกันรึเปล่าคะ”

“โอ๊ย...มันก็ตามไปเฝ้าคุณอาทิจตลอดล่ะค่ะ แต่คุณอาทิจไม่ใจอ่อนด้วย” ส่วนที่ดรุณีถามว่า อาทิจรับเป็นพ่อเด็กนั้นใช่ไหม อาทิจตอบเองเพราะเดินเข้ามาได้ยินพอดีว่า “ใช่”

ooooooo

เมื่อไปนั่งคุยกันที่มุมพักผ่อนบ้านคุณย่า โดยมีคุณย่านั่งอยู่ด้วย อาทิจชี้แจงว่า

“พี่สงสารเด็กตาดำๆที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ก็เลยยอมที่จะให้เด็กเรียกว่าพ่อ ไม่ถึงขั้นจดทะเบียนรับเป็นลูกหรอกนะ พี่ไม่อยากผูกมัดตัวเองด้วยสัญญาอะไรทั้งนั้น เพราะถ้าวันข้างหน้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา พันธะของสัญญามันจะมัดตัวเราจนดิ้นไม่หลุด”

คุณย่าบอกว่า ท่านเองก็รับเอาไว้เป็นหลานคนหนึ่ง เพราะลูกหลานคนงานเป็นร้อยๆคนเรายังช่วยได้ นี่เด็กอีกคนเดียวจะเป็นไรไป เลี้ยงไว้เอาบุญ ดรุณีถามว่าเหมือนที่คุณย่าเลี้ยงตนไว้ใช่ไหม คุณย่าแย้งทันทีว่า “แม่ณีเป็นน้องย่า”

“หนูรู้ตัวดีค่ะว่าหนูอยู่ในฐานะอะไร แต่ตอนนี้หนูยอมรับสถานภาพของหนูได้ เพราะหนูโตพอที่จะเข้าใจเรื่องทุกอย่างแล้ว” เธอหันไปพูดกับอาทิจว่า “ยังไงณีก็ต้องขอบคุณพี่อาทิจด้วยนะคะ ที่เป็นตัวอย่างที่ดี ทำให้ณีคิดเป็น ถ้าเรามัวแต่คิดถึงแต่เรื่องที่เราขาด เราจะเติมเต็มชีวิตที่เหลือให้ตัวเราเองและคนรอบข้างของเราได้ยังไง”

“ทีนี้แม่ณีก็เรียกพี่เขาว่า “พี่” ได้อย่างสนิทใจ ไม่ต้องให้ย่าบังคับแล้วสินะ” คุณย่ายิ้มแซวๆ

“ค่ะ...ขอบคุณนะคะ พี่อาทิจ”

คุณย่ายิ้มอย่างสบายใจ สองมือกอดหลานรักไว้สองข้างด้วยความรัก...

ooooooo

หลังจากทองประศรีคลอดตะวันเลี้ยงได้ 3 เดือนพอลูกหย่านมก็กลับไปขายของที่ร้านเพราะทนทำงานกลางแดดกลางดินไม่ได้ ซ้ำอาทิจก็ไม่เคยมาดูดำดูดีด้วย

กลับมาอยู่บ้านแล้วก็ยังถูกพ่อแม่ด่าที่ไปมั่วกับทองใบ บอกว่ายังดีที่ฝ่ายโน้นไม่ประจานออกมาให้ขายหน้า

ทองประศรีอัดอั้นตันใจวิ่งออกไปนั่งร้องไห้ที่น้ำตก บรรยงที่นั่งฟังอยู่อย่างเห็นใจตามไปปลอบ บอกทอง–ประศรีว่าตนเคยรักยังไงก็ยังรักเหมือนเดิม เสนอมาสร้างครอบครัวกันใหม่ไหม ไม่ต้องห่วงตะวันตนจะรักเหมือนลูกตัวเอง

บรรยงปลอบประโลมจนทองประศรีผวาเข้ากอดด้วยความซาบซึ้ง และในที่สุดทั้งสองก็ปล่อยใจไปตามอารมณ์ปรารถนา

เพราะมัวระเริงอยู่กับบรรยงจนดึก ทำให้ไม่ได้ไปรับตะวันตามปกติ ดรุณีอุ้มตะวันรอตั้งแต่หัวค่ำจนน้าแก้วบ่น อาทิจมาช่วยรับไปอุ้ม เขาอุ้มตะวันอย่างถนัดมือจนดรุณีชม น้าแก้วเลยแซวว่า ดูแล้วเหมือนครอบครัวพ่อแม่ลูกเลย

ไม่นานนัก ทองประศรีก็มารับตะวัน อ้างว่าที่มาดึกเพราะติดธุระสำคัญ ถูกน้าแก้วตำหนิ ดรุณีเลยตัดบทว่าวันหลังก็มารับเร็วกว่านี้ก็แล้วกันจะได้มีเวลาคุยเล่นกับลูกบ้างเพราะเด็กอายุหนึ่งขวบถึงสามขวบสมองเขาจะพัฒนาเร็วกว่าทุกช่วงอายุ

ทองประศรีรับตะวันไปแล้ว อาทิจขอบใจดรุณีที่ช่วยพูดให้ทองประศรีเข้าใจว่าตัวเองต้องรับผิดชอบลูกให้มากกว่านี้

“ไม่น่าเชื่อว่าเด็กกระโดกกระเดกอย่างณีจะพูดอะไรแบบนี้ได้ใช่ไหมคะ” ดรุณีถามหยอก

“เชื่อครับ ก็ตอนนี้น้องณีไม่ใช่เด็กแล้วนี่” อาทิจ ตอบจริงจัง ทำเอาดรุณีเขิน

ooooooo

หลังจากปักดำกล้าไปได้อาทิตย์เดียว ต้นข้าวก็ชูใบเขียวขจีแข็งแรงสวยงามไปทั้งทุ่ง อาทิจ คุณย่า ดรุณี และน้าแก้วมาดูผืนนาอย่างปลื้มใจ อาทิจคาดหวังว่าอีกไม่กี่เดือนข้าวก็ออกรวงสุกปลั่งให้เกี่ยวได้แล้ว

“อิจฉาทุกคนจังเลย หนูว่ามันน่าตื่นเต้นนะคะ ที่จะได้เห็นข้าวที่เราปลูกเองกับมือค่อยๆโตจนเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ยังไงก็เขียนจดหมายเล่าให้หนูฟังด้วยนะคะคุณย่า เอ๊ย...น้าแก้วเขียนนี่นา”

ดรุณีจำได้ว่าจดหมายที่คุณย่าเขียนถึงตนฉบับนั้นไม่ใช่ลายมือคุณย่าแถมยังเขียนตัวโตเท่าหม้อแกงด้วย น้าแก้วบอกว่าตนไม่ได้เขียน แล้วหันไปบอกอาทิจว่าคราวหลังเขียนหนังสือให้ตัวเล็กๆหน่อย

พอดรุณีรู้ว่าอาทิจเป็นคนเขียน ก็ถามว่า เขาเขียนตามคำสั่งคุณย่าใช่ไหม น้าแก้วตอบแทนอีกว่า ไม่ใช่เขียนตามคำสั่งคุณย่าเท่านั้นยังอ่านตามคำสั่งคุณย่าด้วย ดรุณีเขินจัดเมื่อรู้ว่าที่ตนเขียนถึงเขาแล้วบอกคุณย่าว่าอย่าบอกเขานั้น เขารู้หมดแล้ว

คุณย่ากับน้าแก้วเห็นอาการของดรุณีก็แอบสบตาอย่างรู้กันประสาผู้ใหญ่

ooooooo

วันต่อมา ดรุณีขับรถตะบึงไปบอกอาทิจว่า น้าแก้วบอกว่าจะมีพายุเข้าและน้ำป่าอาจทะลักผ่านทางบ้านแม่กลางน้อย อาทิจเป็นห่วงข้าวในนา รีบขับรถจะไปดูดรุณีตามไปด้วย เจอเกร็งสวนมาพร้อมกับสามเกลอ บอกว่าฝนตกหนักมากน้ำกำลังทะลักผ่านเส้นทางนั้นอันตรายมากให้กลับดีกว่า

อาทิจเป็นห่วงข้าวในนาบอกดรุณีให้กลับไปกับเกร็งตนจะดูนาข้าว ทุกคนจึงตัดสินใจไปด้วยกัน

ไปกลางทาง พบถนนถูกน้ำตัดขาด อาทิจยังจะหาทางอื่นไปให้ถึงที่นา เกร็งบอกว่ามีเส้นทางนี้เส้นทางเดียว แต่อาทิจยังไม่ยอมถอย จนดรุณีต้องเตือนสติว่า

“พี่อาทิจต้องคิดถึงใครอีกคนมากกว่าข้าวนะคะ คุณย่าจะเป็นยังไงถ้ารู้ว่าพี่อาทิจมายืนเสี่ยงอันตรายอยู่ตรงนี้” พูดแล้วเห็นอาทิจนิ่งไป เธอขอร้อง “กลับบ้านเรานะคะ คุณย่ารออยู่...” พลางจับมือเขาพากลับมาที่รถ

คุณย่ากับน้าแก้วคอยอยู่ด้วยความเป็นห่วงทั้งสองมาก พอเห็นกลับมาคุณย่าลุกยืนด้วยความดีใจ โล่งใจ อาทิจขอโทษคุณย่า ที่ไม่สามารถไปถึงที่นาได้เพราะน้ำป่าทะลักตัดถนนขาด

คุณย่าบอกว่าไม่จำเป็นต้องเข้าไปตอนนี้ อาทิจ บอกว่าตนเสียดายข้าวของคุณย่า คุณย่าอุตส่าห์ช่วยปลูก

“ไม่มีอะไรที่เป็นของย่า ถ้าจะให้ย่าเลือกระหว่างข้าวของที่ย่ามี กับชีวิตเราสองคน ย่าขอเลือกอย่างหลังแม้ย่าจะไม่เหลืออะไรเลย พรุ่งนี้ทุกอย่างอาจจะดี อาจจะไม่มีอะไรเลวร้ายอย่างที่เราคิดก็ได้”

คุณย่าโอบกอดทั้งสองไว้อย่างปลอบใจ ให้กำลังใจและให้ความหวัง...

แต่เมื่ออาทิจ คุณย่า ดรุณี พากันไปดูนาที่ล่มเพราะน้ำป่าแล้ว เขายิ่งเจ็บปวด ที่ความฝันของคุณย่าพังทลายไปต่อหน้า คุณย่าก็ยังเข้มแข็ง ให้กำลังใจเขาทั้งที่ท่านเองก็เจ็บปวดว่า

“ความฝันของย่ามีหลายอย่าง ย่าฝันจะปลูกส้ม ย่าก็ปลูก ล้มลุกคลุกคลานผิดหวัง เสียน้ำตากับมันมาก็บ่อยครั้ง แต่ย่าไม่เคยยอมแพ้ มนุษย์เราอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะเรามีใจที่แข็งแกร่ง เราล้มได้ ร้องไห้ได้ แต่ล้มเลิกความตั้งใจไม่ได้ เข้าใจไหมพ่อ”

“ครับ”

“เราเป็นแค่มดปลวกก็จริง แต่เราก็ขยันและอดทน พลังใจอันมหาศาลเท่านั้นที่จะทำให้เราอยู่กับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน เราจะปลูกข้าวกันใหม่ใช่ไหมพ่อ”

“ครับคุณย่า”

คุณย่าลูบหัวอาทิจที่ยิ้มทั้งน้ำตา ทุกคนต่างซาบซึ้งสะเทือนใจ มีแต่วิไลลักษณ์เท่านั้นที่มองอาทิจด้วยความริษยาที่ได้รับความเมตตาจากคุณย่าอย่างมาก

ooooooo

กลับมาทานอาหารกันที่บ้าน อาทิจบอกคุณย่าว่า เสาร์อาทิตย์นี้ตนจะขอแรงคนงานไปช่วยปลูกป่าแถวต้นน้ำเพื่อป้องกันที่ต้นเหตุ ดรุณีเห็นด้วยและตนจะช่วยทำฝายชะลอน้ำด้วย

“ปลูกตะไคร้กั้นแนวดินด้วยสิอาทิจ” วิไลลักษณ์เสนอขึ้นอย่างมั่นใจมาก อาทิจทำหน้างง เธอก็ยังอธิบายเป็นคุ้งเป็นแควว่า “อาเคยพาพวกผู้ใหญ่ไปดูงานที่โครงการหลวงบ่อยๆเห็นเขาปลูกตะไคร้กั้นน้ำตามคันดินกัน ตาสีตาสาที่ไหนก็รู้นะ เราเรียนมาทางนี้ไม่รู้เลยเหรอจ๊ะ...อู๊ยยยย...ขำ”

อาทิจเลยนึกได้ถามว่าหญ้าแฝกหรือเปล่า วิไลลักษณ์หัวเราะค้าง รู้ตัวว่าพูดผิดทำเป็นอุทานว่า

“ต๊ายยยย...จริงด้วยจ้ะ หญ้าแฝก...เมื่อกี้อาเผลอเรียกว่าอะไรนะ” ลูกทั้งสองบอกว่าตะไคร้ วิไลลักษณ์เลยยิ้มเจื่อน ตักของว่างกินกลบเกลื่อน

เมื่อกลับไปเล่าให้ประเวทย์ฟัง ถูกตำหนิว่า “นี่ไม่ใช่ เรื่องตลกนะ คุณวิไล คุณไม่ใช่มีฐานะเป็นแค่แม่ของลูกอย่างเดียว แต่คุณเป็นภรรยาของผู้ว่าฯด้วย คุณจะพูดผิดในเรื่องที่ชาวบ้านทั่วไปเขารู้ดีอยู่แล้วไม่ได้”

“แหม...ก็น้องคิดว่ามันเป็นตะไคร้จริงๆนี่คะ”

“ถ้าไม่รู้จริงก็ควรจะเลือกเป็นผู้ฟังมากกว่าจะลุกขึ้นมาพูด ทุกวันนี้มีแต่คนพูดในเรื่องที่ไม่รู้จริงมากพอดูอยู่แล้ว คุณอย่ากลายเป็นส่วนหนึ่งในนั้นเลย” พูดแล้วลุกเดินออกไปเลย ปล่อยให้แม่ลูกบ่นกันว่าคุณพ่ออารมณ์เสียมาจากไหนเนี่ย

วิไลลักษณ์ยังบงการบัญชาให้เวทางค์ต้องชิงทำคะแนนกับคุณย่า เพราะดูท่าอาทิจตีตื้นขึ้นมาเยอะแล้ว วิยะดาเห็นด้วย

“ถ้าลูกไม่อยากให้เจ้านั่นได้มรดกเท่าลูก และไม่อยากให้ยายณีเห็นมันดีกว่าลูก ลูกก็ต้องรีบทำคะแนน เจ้าอาทิจทำอะไรลูกต้องทำด้วย เอาชนะใจยายณีอย่างเดียวไม่ได้ ลูกต้องเอาชนะใจคุณย่าให้ได้ด้วย เข้าใจไหม”

เวทางค์พยักหน้าเซ็งๆที่งานนี้ต้องเหนื่อยและสกปรกอีกแน่ๆ

ooooooo

เวทางค์ไปปลูกหญ้าแฝกด้วย แต่ไปทำเปิ่นเสียท่าเสียหน้า ข้ามลำธารก็หกล้ม เห็นอาทิจปีนขึ้นไปปลูกหญ้าแฝกที่สูงชันก็อยากเอาชนะ หอบหญ้าแฝกปีนสูงและชันกว่าอาทิจ แต่พลาดท่ากลิ้งตกลงมา

แม้จะเจ็บแต่เวทางค์ก็แข็งใจวางฟอร์มเข้มแข็ง แต่ความเจ็บที่บั้นเอวก็สุดที่จะฝืนเลยเดินกุมสะโพกเขยกๆไป จนทุกคนมองอย่างสมเพช

เช้าวันรุ่งขึ้น อันเป็นวันที่ดรุณีต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ อาทิจไปที่แปลงกะหล่ำปลี มือทำงานแต่ตาคอยชำเลืองมองที่ถนน ใจคาดว่าป่านนี้ดรุณีคงนั่งรถเวทางค์ผ่านไปแล้ว

แล้วอาทิจก็ต้องกลับบ้านเพราะคุณย่าให้เกร็งมาตาม คุณย่าถามอาทิจว่าให้ไปเซ็นสัญญาซื้อขายแทนย่าที่กรุงเทพฯได้ไหม จะได้พาดรุณีไปส่งที่คอนโดฯด้วย อาทิจแปลกใจคิดว่าเวทางค์ไปส่งแล้ว

“คุณเวมารับไม่ได้ค่ะ โทร.มาบอกแก้วเมื่อครู่นี้เองว่ายังนอนเดี้ยงสะโพกครากอยู่เลย สงสัยจะโชว์พลังอนุรักษ์แมกไม้สายน้ำลำธารมากไปน่ะค่ะ” น้าแก้วเหน็บขำๆ

คุณย่าเร่งให้รีบไปเถอะเดี๋ยวจะไปถึงกรุงเทพฯค่ำเกินไป อาทิจกับดรุณียิ้มให้กันเชิงเห็นด้วย คุณย่ากับน้าแก้วมองหนุ่มสาวแล้วยิ้มให้กัน

ooooooo

ระหว่างทาง ดรุณีเล่าอย่างสนุกสนานกับการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยวันแรกให้อาทิจฟัง ชายหนุ่มฟังอย่างรู้สึกเพลินและสนุกไปด้วย แต่ครู่เดียวเธอเงียบไป พอหันมองปรากฏว่าหลับไปแล้ว เขาพึมพำยิ้มๆว่าสงสัยจะเหนื่อยกลับมาก็ทำแต่งาน

ดรุณีหลับยาวไปจนถึงกรุงเทพฯ อาทิจไม่รู้ว่าคอนโดฯของเธออยู่ไหน เลยขับไปเรื่อย พอดรุณีตื่นขึ้นมาเขาจึงถาม

เมื่อพาดรุณีไปส่งที่คอนโดฯแล้ว ดรุณีถามว่าแล้วเขาจะไปพักที่ไหน อาทิจบอกว่าคุณย่าจองโรงแรมไว้ให้แล้ว ต่างอวยพรให้หลับฝันดีแล้วอาทิจก็กลับไป

รุ่งขึ้น เมื่อไปถึงหน้าบริษัทส่งออกพืชผลทางการเกษตร ที่คุณย่าให้มาเซ็นสัญญาแทน ขณะเขาหันไปหยิบเอกสาร จึงเห็นกระเป๋าสตางค์ของดรุณีหล่นอยู่ที่พื้น เขาก้มเก็บกระเป๋าสตางค์ขึ้นมานึกเป็นห่วงเจ้าของกระเป๋า

ooooooo

ที่มหาวิทยาลัย ตุลยานี หรือตุ่น กำลังซ้อมควงคฑาในตำแหน่งดรัมเมเยอร์นำหน้าขบวนดนตรีที่เคลื่อนมาอย่างเป็นระเบียบ แต่ในจังหวะที่ตุ่นควงคฑาแล้วโยนขึ้นไปบนฟ้าตามแบบที่รุ่นพี่ทำเป็นตัวอย่าง ปรากฏว่าคฑาถูกโยนขึ้นไปอย่างไร้ทิศทาง ทำให้ตุ่นต้องวิ่งไล่ตามตะครุบจนหน้าคะมำ

แต่ไม่ทันที่ร่างจะล้มกระแทกพื้น ก็มีมือที่แข็งแรงมารับไว้ก่อน แม้จะรับอย่างแข็งแรงแต่สุภาพมาก เมื่อเธอตั้งหลักได้มือนั้นก็คลายออก เธอมองเจ้าของมือเต็มตา ขอบคุณเขา กำลังจะถามชื่อ รุ่นพี่คนหนึ่งก็เข้ามาถามเสียก่อนว่าเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บรึเปล่า เธอบอกว่าไม่เจ็บและหันไปมองทางผู้ช่วยเหลืออีกที รุ่นพี่ก็เร่งให้ไปซ้อมต่อ

“เอ้อ...คุณ...คุณ...” ตุ่นจะถามชื่อเขา แต่ชายหนุ่มบอกว่าไม่เป็นไรแล้วผละไปเลย

ที่แท้เขาคืออาทิจนั่นเอง อาทิจกำลังเอากระเป๋าสตางค์มาคืนดรุณีแต่มาประสบเหตุนี้เสียก่อน

ดรุณีดีใจมากบอกว่าตนหาทั้งคืนเลย ส่วนอาทิจ

ก็เป็นห่วงว่าวันนี้ทานอะไรหรือยัง มาเรียนได้อย่างไร ดรุณีบอกว่าตนเก็บสตางค์ไว้หลายที่เลยยังมีใช้อยู่ เธอชวนเขากินข้าวเย็นด้วยกันก่อนไหม อาทิจขอกลับเลยดีกว่าเดี๋ยวจะถึงบ้านดึกเกินไป คุณย่าจะเป็นห่วง ดรุณีเดินมาส่งนัดเจอกันตอนปิดเทอมก็แล้วกัน

พออาทิจขึ้นรถขับออกไป ตุ่นก็วิ่งมาหาดรุณีเล่าอย่างตื่นเต้นว่าเมื่อกี้ตนเจอใครไม่รู้ หล่อมากกกกก...

ขณะกำลังคุยกันอยู่นั่นเอง เวทางค์ก็เข้ามาเก๊กหน้าหล่อถามว่า “พี่เหรอ...” ทำเอาตุ่นเซ็งไปเลย

เวทางค์มาชวนดรุณีกับตุ่นไปเที่ยวญี่ปุ่นกันในช่วงปิดเทอมเพราะได้ตั๋วราคาถูกมา 3 ใบพอดี

ดรุณีบอกว่าตนนัดอาทิจไว้แล้วว่าจะไปหว่านข้าวกัน ส่วนตุ่นก็จะกลับไปหาแม่ พูดแล้วขอตัวไป บอกดรุณีว่าจะไปสืบว่าเขาคนนั้นชื่ออะไร เรียนคณะไหน ได้ความอย่างไรแล้วจะมาบอก เวทางค์ถามว่าใครหรือ

ดรุณีบอกว่าตนก็ไม่รู้ เวทางค์ให้เธอไปคิดเรื่องไปญี่ปุ่นอีกที ดรุณีตอบทันทีว่า ไม่คิด ไม่เปลี่ยนใจ ตนมีเวลาแค่อาทิตย์เดียวขอกลับไปปลูกข้าวดีกว่า เวทางค์ได้แต่พยักหน้ายิ้มแหยๆ กับคำตอบของสองสาวเดินหน้าแห้งกลับไป

ooooooo

1 เดือนต่อมา...

ดรุณีกับตุ่นต่างมุ่งมั่นในการเรียนอย่างมีสมาธิ ส่วนทางสวนคุณย่า อาทิจและทุกคนกำลังเก็บส้ม จัดและส่งส้มกันอย่างขะมักเขม้น ส่วนคุณย่าก็คอยแนะนำงานต่างๆ แก่อาทิจอยู่ไม่ห่าง

ดรุณีเขียนจดหมายถึงคุณย่า บอกคุณย่าว่า...

“ช่วงนี้หนูอาจจะไม่ได้เขียนจดหมายถึงคุณย่าบ่อยนัก เพราะต้องอ่านหนังสืออย่างหนักเพื่อเตรียมตัวสอบปลายภาค หนูสัญญาค่ะว่าหนูสอบเสร็จเมื่อไหร่ จะรีบขึ้นไปกราบเท้าคุณย่าทันที หนูจะกลับพร้อมพี่เวกับยายวินะคะ คุณย่าไม่ต้องเป็นห่วง...รักคุณย่ามากที่สุดในโลก...ดรุณี”

หลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์ ดรุณีก็กลับมากราบเท้าคุณย่า โดยมีน้าแก้วนั่งยิ้มแก้มแทบปริอยู่ข้างๆแต่คนที่ ตื่นเต้นจนหัวใจเต้นโครมครามคืออาทิจ ที่เดินเข้ามาเห็นพอดี

น้าแก้วชมไม่ขาดปากว่าดรุณีมาเที่ยวนี้เป็นสาวเต็มตัวและสวยมาก มารยาทก็งาม เรียบร้อยเหลือเกิน

“โตขึ้น สาวขึ้น สวยขึ้น น่ารักขึ้น ว่าไหมคะคุณอาทิจ” น้าแก้วถามอาทิจที่เดินเข้ามา ดรุณีได้ยินว่าอาทิจมาก็หันมองร้องทักอย่างตื่นเต้น

อาทิจเห็นหน้าดรุณีเต็มตาก็ตอบน้าแก้วว่า “น่ารัก ครับ” ทำเอาดรุณีเขิน เลยเปลี่ยนเรื่องคุยกับคุณย่ากลบเกลื่อนว่า

“เที่ยวนี้ หนูอยู่ได้อาทิตย์เดียวนะคะคุณย่า หนูลงเรียนซัมเมอร์ไว้ อยากจบเร็วๆ น่ะค่ะ” พอได้ยินอาทิจบอกว่าพรุ่งนี้ตนจะไปตกกล้า ดรุณีบอกเขาว่า “ที่หนู แวบขึ้นมานี่ก็เพราะจะมาช่วยพี่อาทิจตกกล้าน่ะค่ะ”

“ดีแล้วลูก เอ้า...ถ้าอย่างนั้นก็ตามย่ามานี่ทั้งคู่เลย ย่ามีอะไรจะให้” คุณย่าลุกเดินนำไป ดรุณีกับอาทิจจึงลุกตาม

สิ่งที่คุณย่าเอาให้ คือเมล็ดข้าวที่ท่านไปเก็บจากท้อง สนามหลวงที่ในหลวงท่านเสด็จในพระราชพิธีพืชมงคล ท่านพระราชทานพันธุ์ข้าวให้เกษตรกรนำไปปลูก คุณย่า

มอบให้อาทิจนำไปหว่านเพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเองกับที่นาของเรา

อาทิจรับถุงพันธุ์ข้าวขึ้นทูนเหนือหัว ดรุณียกมือไหว้ตาม ต่างรู้สึกตื้นตันใจยิ่งกว่าได้แก้วแหวนเงินทองมากมายนัก

ooooooo

เพราะคุณย่าทุ่มเทแนะนำและกระทั่งช่วยอาทิจทำโครงการต่างๆ มาตลอด ทำให้วันนี้ คุณย่ารู้สึกเหนื่อย น้าแก้วเป็นห่วง ไปเอายาหอมมาให้ ส่วนดรุณีก็มาบีบนวดให้คุณย่าด้วยความเป็นห่วง

“ย่าไม่ได้เป็นอะไรหรอกลูก แค่เหนื่อยง่ายตามประสาคนแก่น่ะ”

เมื่อคุณย่ากินยาหอมที่น้าแก้วเอามาให้แล้ว อาทิจขอไปดูกะหล่ำปลีกับสตรอเบอร์รี่ ดรุณีขอตามไปช่วยด้วย คุณย่าบอกว่าเกร็งคงเอารถเข้าเมืองไปแล้ว ให้เอารถของท่านไปก็ได้ อาทิจจะถีบจักรยานไป ดรุณีติงว่ากว่าจะถึงก็ค่ำพอดี

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ เดี๋ยวพี่พาไปทางลัด”

ดรุณีแปลกใจเพราะไม่เคยรู้ว่ามีทางลัด ได้แต่นึกสงสัยว่าทางไหน??

อาทิจขี่จักรยานพาดรุณีลัดเลาะไปตามทางเล็กๆ แต่พอโผล่ออกถนนใหญ่ ดรุณีก็ตะลึงพรึงเพริดกับ

สีชมพูหวานของดอกนางพญาเสือโคร่งที่บานสะพรั่งไปทั้งแถบ อาทิจถามว่าสวยไหม เธอบอกว่าสวยมาก ถามว่าเขารู้เส้นทางลัดนี้ได้ยังไง

“ปีก่อน พี่ถีบจักรยานเลาะมาดูที่ของคุณย่าแถวนี้ เห็นนางพญาเสือโคร่งออกดอกพอดี ก็เลยคิดว่าถ้ามีถนนตัดผ่านเส้นนี้  มันคงทำให้ทุกคนไปทำงานอย่างมีความสุข แถมยังร่นระยะทางไปไร่สตรอเบอร์รี่กับถนนเข้าเมืองได้อีกต่างหาก”

“พี่อาทิจก็เลยเกณฑ์คนงานมาทำถนน” ดรุณีถาม เขารับว่าใช่ ดรุณีเลยแซวอย่างปลื้มใจว่า “ใครเป็นคนงานพี่อาทิจนี่ต้องเก่งทุกอย่างเลยนะคะ ทั้งหมักปุ๋ย ทำไร่

ทำสวน ปลูกข้าว ทำถนน สารพัดอย่าง พี่อาทิจทำยังไง คนงานถึงได้ร่วมแรงร่วมใจได้ขนาดนี้”

อาทิจบอกว่าไม่ได้ทำอะไร แค่ทำให้เขาเห็น แล้วก็อยู่กับเขาจนงานเสร็จเท่านั้น ดรุณีบอกว่าอยากเก่งอย่างเขาจัง

“พี่ไม่ได้เก่งอะไรจริงๆนะครับ  เพียงแต่พี่ตั้งใจเต็มร้อยกับงานทุกอย่างที่พี่ทำ”

“นั่นล่ะค่ะที่ณีว่าสำคัญที่สุด จริงๆ คนเก่งๆในบ้านเรามีเยอะ  แต่เก่งแล้วตั้งใจทำงานเต็มร้อยมีน้อยมาก ณีอยากเป็นเหมือนพี่อาทิจ อาจจะไม่เก่งที่สุดแต่จะตั้งใจทำงานอย่างที่สุด...มีอะไรก็สั่งสอนด้วยนะคะ อาจารย์”

ดรุณีโค้งคารวะอาทิจท่าทางน่ารัก จนอาทิจเอามือขยี้หัวเธออย่างเอ็นดู วินาทีนั้นดรุณีรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด

อึดใจเดียว พออาทิจรู้สึกตัวก็เอามือออก ยิ้มให้เธอเก้อๆ

“พรุ่งนี้เรามาที่นี่อีกนะคะ ณีจะเอากล้องมาถ่ายรูปดอกนางพญาเสือโคร่งให้อาจารย์ที่คณะดู เผื่อจะเอาไปทดลองทำอะไรได้บ้าง”

“ได้เลยครับ...ลูกศิษย์” อาทิจหยอกแล้วพากันหัวเราะร่าเริงท่ามกลางดงนางพญาเสือโคร่งสีหวาน รับแสงอาทิตย์อ่อนๆ ที่ทอดลงมาเป็นลำ ช่างเป็นภาพที่สวยงามอย่างน่าอัศจรรย์จริงๆ...

ooooooo

บ่ายวันรุ่งขึ้น  อาทิจพาดรุณีมาที่นี่อีกครั้ง  เธอถ่ายรูปอย่างหลงใหล ถามอาทิจว่ามีข้อมูลของต้นนางพญาเสือโคร่งไหม  อาทิจยิ้มถูกใจ บอกว่านึกแล้วว่าจะต้องถาม ถ้าตนไม่ได้เตรียมอ่านข้อมูลมาละแย่เลย

แล้วอาทิจก็บรรยายข้อมูลของต้นนางพญาเสือโคร่งอย่างละเอียด ส่วนดรุณีก็จดยิกๆ เขาบรรยายทั้งความสวยงามและคุณประโยชน์อย่างครบถ้วน

ได้ข้อมูลจนพอใจแล้ว ดรุณีขอถ่ายรูปกับเขา บอกว่าจะเอาไปดูต่างหน้า  อาทิจมองลึกเข้าไปในดวงตาเธอ บอกว่าถ้าเธอใช้สมองจำก็อาจจะมีวันลืม  แต่ถ้าใช้ หัวใจจำ ภาพนั้นก็จะอยู่กับเราตลอดไป ไม่มีวันลืม...

คำชี้แจงของอาทิจทำเอาดรุณีหัวใจอ่อนยวบร่างเปลี้ยจนแทบจะยืนไม่ติด เธอรีบตัดบทว่า ไม่ถ่ายก็ได้ เราไปทำงานกันต่อเถอะ  พูดแล้วเดินลิ่วไปที่รถจักรยานเลยอาทิจตามไปถีบรถพาเธอกลับ มือที่เกาะเอวเขาไว้หลวมๆ ทำให้อาทิจไม่รู้เลยว่า หญิงสาวที่ซ้อนท้ายเขามานั้น ใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกร่างอยู่แล้ว...

ooooooo

ตอนที่ 9

วันนี้ ดรุณีไปดูผลสอบ ปรากฏว่าเธอสอบได้ แต่ทำเป็นตีหน้าเศร้ามาหาคุณย่าที่สวนส้ม พอเห็นหน้าหลานคุณย่าก็โผเข้ากอดปลอบใจว่าไม่เป็นไร ปีนี้ไม่ติดปีหน้าสอบใหม่ก็ได้ หรือไม่ก็หาที่เรียนใหม่

ดรุณียิ่งตีหน้าเศร้า ขอโทษคุณย่า แต่เป็นการขอโทษที่ต้องไปอยู่ไกลหูไกลตาคุณย่า พูดแล้วยิ้มเต็มหน้าอย่างปิดไม่อยู่ บอกคุณย่าว่า

“หนูสอบติดค่ะคุณย่า หนูสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วค่ะ”

คุณย่านึกถึงอาทิจทันที อยากให้เขาดีใจด้วย เลยแกล้งใช้ให้เอาเบี้ยเลี้ยงไปจ่ายคนงานที่แปลงสตรอเบอร์รี่แทนย่าที หยอดท้ายว่า “จะได้บอกข่าวดีกับพี่เขาด้วย”

ดรุณีขับรถไปที่แปลงสตรอเบอร์รี่ด้วยหัวใจเบิกบาน แต่ก็กลับคิดหนักว่าจะบอกเรื่องนี้กับอาทิจ

อย่างไรจึงจะแนบเนียนและตื่นเต้น โดยตัวเองก็ไม่ถูกมองว่าอวดเขา แต่จริงๆแล้วอยากอวดและอยากให้เขายอมรับว่าตนเก่ง

ทดลองซ้อมพูดอยู่หลายแบบ คิดละเอียดกระทั่งจะยิ้มอย่างไร ยิ้มแค่ไหนเวลาบอกจะได้ดูดี

แต่ขณะซ้อมยิ้มอยู่นั่นเอง อาทิจมาเจอเข้าถามว่า “มายังไงครับคุณณี” ทำเอาตกใจตั้งตัวไม่ทันตอบพรวดๆว่า

“เอ่อ...ขับรถมา...คุณย่าให้มาจ่ายเบี้ยเลี้ยงคนงาน” อาทิจบอกว่าที่จริงให้คนอื่นมาก็ได้เพราะพรุ่งนี้ก็ยังทัน ดรุณีอึกอักอ้ำอึ้ง เพราะที่จริงคุณย่าอยากให้มาบอกข่าวดีเรื่องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ด้วย เลยพูดไม่เต็มเสียงนักว่า “มันก็ใช่...แต่...มันมีเรื่องสำคัญมากอีกเรื่องที่คุณย่าอยากให้ฉันมาบอกนายด้วย”

อาทิจถามอย่างสนใจ แต่เธอไม่ทันพูด คนงานคนหนึ่งก็วิ่งมาบอกนายอ่องคนงานด้วยกันอย่างตื่นตกใจว่า ยอน เมียนายอ่องกำลังเจ็บท้องคลอดให้รีบไปดู

นายอ่องวิ่งมาหาอาทิจถามว่าจะทำอย่างไรดี เพราะโรงพยาบาลอยู่ไกลถึงในเมือง อาทิจจึงจะไปกับนายอ่อง เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยกันได้ ดรุณีเสนอให้เอารถตนไปก็แล้วกันเพราะตนเอารถมา ทุกคนจึงพากันวิ่งไปที่รถ

ไปถึงบ้านพักของนายอ่อง เจอยอนกำลังร้องเจ็บท้องคลอด เพื่อนบ้านมาบอกว่ายอนร้องอย่างนี้เป็นชั่วโมงแล้ว อาทิจบอกให้รีบอุ้มขึ้นรถพาไปโรงพยาบาล

แต่ยอนใกล้คลอดมากแล้ว อาทิจกับอ่องจึงตัดสินใจวางยอนลง อาทิจสั่งเพื่อนบ้านคนหนึ่งให้ไปต้มน้ำ สั่งอ่องให้รีบไปตัดไม้ไผ่มาไว้เตรียมตัดสายสะดือเด็ก ขอผ้าโยงให้ยอนด้วย

อาทิจจัดการทุกอย่างอย่างคล่องแคล่วทะมัดทะแมงราวกับหมอตำแยมืออาชีพทีเดียว

ส่วนดรุณีก็ช่วยจับช่วยบีบนวดให้กำลังใจยอน จนเมื่ออาทิจคลำท้องเห็นว่าเด็กเอาหัวลงแล้ว เขาบอกยอนให้เบ่ง แล้วทั้งตัวเขาและดรุณีก็ช่วยส่งเสียงเบ่งด้วย จนยอนคลอดลูกสาวออกมา เสียงอุแว้...ของเด็กเหมือนเสียงสวรรค์ที่ทำให้ทุกคนโล่งใจ แต่อาทิจก็ยังบอกให้พายอนกับลูกไปโรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัย

ดรุณีกับอาทิจเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เป็นปะหล่องสาวปะหล่องหนุ่ม เพื่อพายอนกับอ่องไปโรงพยาบาล

ดรุณีบอกว่าเสื้อผ้านี้เอาไว้ซักแล้วจะส่งมาคืน อ่องบอกว่าไม่ต้องคืน ถือว่าเป็นของเล็กน้อยที่ตนให้ไว้เป็นที่ระลึกที่ช่วยชีวิตลูกเมียตนไว้

อาทิจกับดรุณีให้ยอนกับลูกนั่งข้างหน้าและให้อ่องเป็นคนขับ ส่วนตนสองคนไปนั่งที่กระบะ มีเข่งใส่หน่อไม้ มีใบตองปิดคลุมไว้เต็มท้ายรถเตรียมจะเอาไปส่งร้านในเมือง แต่ยังพอมีที่ว่างให้ทั้งสองนั่งได้

อาทิจกับดรุณีนั่งเอาหลังพิงเข่งหน่อไม้ หันหน้าออกไปทางท้ายรถ ต่างมองหน้าและยิ้มให้กันด้วยความรู้สึกดีๆเป็นมิตรต่อกันเป็นครั้งแรก

ooooooo

นั่งรถไปครู่หนึ่ง อาทิจนึกได้ว่าดรุณีมีเรื่องจะบอก ดรุณีเองก็มีเรื่องจะถาม อาทิจจึงให้เธอถามก่อน

เธอทึ่งที่เขาทำคลอดได้อย่างทะมัดทะแมง อาทิจ

จึงเล่าให้ฟังว่า ตนเคยทำคลอดให้แม่ตอนแม่เจ็บท้องคลอดและพ่อไม่อยู่ หลังจากนั้นก็ทำคลอดให้น้องอีกหลายคน จึงทำได้อย่างที่เห็น

เล่าเรื่องของตัวเองแล้วถามดรุณีว่ามีอะไรจะบอกหรือ เธอนิ่งไปอึดใจตั้งหลักจะพูดแบบที่ซ้อมไว้ แต่เพราะมัวลีลาเกริ่นว่า “คุณย่าท่านสั่งมาว่า อยู่บ้านเดียวกัน มีเรื่องดีๆก็น่าจะต้องบอกกัน คือ...ฉัน...ฉัน...”

จู่ๆฝนก็ลงเม็ดมาอย่างเร็ว นายอ่องจอดรถลงมาบอกให้ดรุณีไปนั่งข้างหน้า เธอบอกว่าไม่เป็นไรเพราะประเดี๋ยวก็ถึงแล้ว อาทิจเลยหันไปหยิบใบตองมาให้เธอปิดหัว อดพูดเหน็บขำๆ ไม่ได้ว่า

“ประโยชน์อีกอย่างของกล้วย “ร่ม” ครับคุณณี พันธุ์นี้ไม่ได้ใบเรียวเล็กแบบกล้วยป่า รับรองว่ากันฝนพอได้ครับ”

ดรุณีคว้าใบกล้วยไปปิดหัวงอนๆ เป็นจังหวะที่นายอ่องขับรถเลี้ยวหักศอก เลยเหวี่ยงเธอไปเบียดจนกลายเป็นซบไหล่อาทิจ พอตั้งตัวได้รถก็เหว่ียงอีกทีทำให้อาทิจเสียหลักเอนเบียดเธอ เลยยิ้มแหยๆให้กัน และพยายามยึดตัวเองไว้กับรถท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย...

ooooooo

อาทิจขับรถกลับมาที่บ้านคุณย่า หลังจากพายอนกับอ่องส่งโรงพยาบาลและส่งหน่อไม้ที่ร้านในเมืองแล้ว เขาบอกดรุณีให้รีบขึ้นไปอาบน้ำอุ่นและสระผมเสีย ตัวชื้นนานๆจะเป็นหวัดเอา

“ฉันกระหม่อมหนาจะตาย ไม่เป็นอะไรง่ายๆหรอก” พูดแล้วยิ้มจริงใจขณะเอ่ยว่า “ขอบใจมากนะที่ช่วยยอนกับลูก พลอยทำให้ฉันได้ช่วยเขาไปด้วย ฉันจะเก็บความประทับใจวันนี้ไว้ในความทรงจำตลอดไป”

“การได้ช่วยเหลือคนทำให้เราอิ่มใจครับ”

“ฉันถือว่านี่เป็นของขวัญที่ทำให้ฉันอิ่มใจที่สุดในชีวิต นอกจากการทำให้คุณย่ามีความสุข” อาทิจบอกว่าคุณย่ามีความสุขเพราะเธอทุกวันอยู่แล้ว ดรุณีจึงบอกข่าวดีของตนผิดจากแบบที่ซ้อมไว้สิ้นเชิงแต่พูดจากหัวใจว่า “วันนี้ท่านอาจจะสุขมากกว่าทุกวัน เพราะฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้”

อาทิจตื่นเต้นดีใจกับเธอมาก ดรุณีบอกว่านี่คือข่าวดีที่ตนจะบอกเขา พูดแล้วแบมือขอของขวัญ เห็นอาทิจงงๆเลยถามว่า ถ้าน้องสาวเขาสอบติดแบบนี้เขาให้อะไรเป็นของขวัญ ตนก็ขอแบบนั้นแหละ

“เออะ...คือ...ผมไม่มีอะไรให้น้องหรอก ผมแค่กอดน้องแน่นๆ แล้วบอกเขาว่าผมรักและภูมิใจในตัวเขามากแค่ไหน คุณณี...คง...ไม่อยากให้ผมแสดงความยินดีแบบนี้...”

ดรุณีเขินจนหน้าแดง ไม่รู้จะตีหน้าอย่างไร เลยเฉไฉเอาตัวรอดไปว่า

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องยินดีก็ได้...ฉัน...” ดรุณีรู้สึกมือไม้เกะกะไปหมด ไม่รู้จะหาทางออกยังไง จู่ๆเธอก็จามออกมาเลยยิ้มเจื่อนๆบอกว่า “สงสัยจะเป็นหวัด เข้าไปหายากินก่อนนะ” ว่าแล้ววิ่งจู๊ดเข้าบ้านไปเลย

อาทิจยิ้มมองตามไปด้วยแววตาอ่อนโยนโดย

ไม่รู้ตัว พอรู้สึกตัวก็รีบหุบยิ้ม แล้วเผลอยิ้มออกมา

อีกอย่างไม่อาจห้ามหัวใจตัวเองได้

ooooooo

ที่ห้องพักผ่อนบ้านคุณย่า ดรุณีอาบน้ำสระผมเรียบร้อยแล้ว มาเล่าวีรกรรมหมอตำแยของอาทิจให้คุณย่าฟัง คุณย่าอุทานทึ่งว่า อาทิจเป็นหมอตำแยทำคลอดให้เด็กตั้ง 4 คนแล้วหรือ น้าแก้วถามว่าแล้วตอนอาทิจทำคลอดให้ยอน เธอทำอะไร

“หนูช่วยเชียร์ค่ะ” ดรุณียิ้มแหยๆ แต่ก็ดูภูมิใจเพราะได้ช่วยอุ้มทารกให้ตอนอาทิจตัดสายสะดือ แล้วยังช่วยเอาน้ำอุ่นทำความสะอาดให้เด็กด้วย

“ดีแล้วล่ะลูก การช่วยชีวิตไม่ว่าจะกับคนหรือสัตว์ถือว่าเป็นบุญเป็นกุศลทั้งนั้น อย่างน้อยก็ทำให้เราสุขใจ”

“สุขแบบทันตาเห็นเลยค่ะคุณย่า”ดรุณีเสียง

แจ่มใส ยิ้มอย่างมีความสุขจริงๆ “นี่หนูก็ขอบคุณหมอตำแยเขาไปที่เขาทำให้หนูได้ร่วมทำบุญใหญ่วันนี้ด้วย พูดแล้วก็ยังตื่นเต้นไม่หาย ใครจะคิดว่าในชีวิตนี้หนูจะมีโอกาสเป็นผู้ช่วยหมอตำแยกับเขาล่ะคะ การช่วยให้เด็กคนหนึ่งลืมตาขึ้นมาดูโลกได้นี่ มันสุดยอดจริงๆ”

คุณย่าสบตากับแก้วด้วยความรู้สึกเหมือนกันว่า วันนี้ฟังน้ำเสียงดรุณีที่พูดถึง “หมอตำแย” นั้นฟังดูอ่อนโยน สนิทปากมากเป็นพิเศษ

เช้าวันนี้ ขณะทุกคนทำงานกันอยู่ในสวนส้มที่กำลังติดลูกดกสะพรั่งนั้น เกร็งก็เข้ามาพร้อมดรุณี แล้วป่าวประกาศบอกทุกคนว่า วันนี้ทำงานแค่ครึ่งวันพอ เพราะคุณย่าจะเลี้ยงส่งดรุณีไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ เชิญทุกคนไปร่วมงานด้วย

ไพฑูรดี๊ด๊าถามดรุณีว่าอยากได้ของขวัญอะไรเดี๋ยวตนจะจัดให้ สามเกลอก็ประสานเสียงว่า พวกตนก็ยินดีจัดให้ ดรุณีขอบใจทุกคน ขอให้ไปร่วมกินข้าวด้วยเป็นของขวัญก็แล้วกัน ต๊อดเลยหันไปถามอาทิจว่า

“แล้วนายล่ะ มีของขวัญพิเศษอะไรจะให้คุณณีรึเปล่า”

เสียงพรรคพวกร้องเชียร์ดรุณีว่าอยากได้อะไรให้ขอเลย  ดรุณีนึกถึงเมื่อวานที่ตนขอของขวัญจาก      อาทิจแล้วก็เขินจนทำหน้าไม่ถูก ตัดบทขอตัวกลับเลย ทุกคนพากันงงกับท่าทีแปลกๆของเธอ มีแต่อาทิจเท่านั้นที่รู้ว่าเธอเขินอะไร...

เมื่อพากันไปตัดผักสลัดที่แปลง ต๊อดก็ยังไม่วายเซ้าซี้ถามว่าตกลงอาทิจมีของขวัญอะไรจะให้ดรุณี อาทิจพูดเลี่ยงๆว่าจะให้อะไรดี ในเมื่อเธอก็มีครบทุกอย่างแล้ว คงไม่ต้องการอะไรจากตนหรอก

อึ่งเสนอว่าน่าจะให้อะไรเล็กๆน้อยๆเป็นน้ำใจ ไม่ต้องลงทุนอะไรมากก็ได้ แต่เป็นของที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงของเขา แค่นี้ดรุณีก็ดีใจแย่แล้ว

ต๊อดเห็นอาทิจคิดไม่ออก เลยอาสาจะจัดให้เอง นั่นคือ ตัดผักสลัดสดๆ งามๆจากแปลงจัดใส่ตะกร้าอย่างสวยงามให้อาทิจเอาไปให้ อาทิจมองตะกร้าผักแล้วซ้อมพูดอยู่นาน จนสุดท้ายต้องปลุกใจตัวเองว่าเป็นไงเป็นกันแล้วเดินเข้าบ้านไป

ooooooo

ที่ระเบียงบ้านคุณย่า วิไลลักษณ์ เวทางค์และวิยะดากำลังอวยพรดรุณีกันอย่างยิ้มแย้มยินดี แล้ววิไลลักษณ์ก็เชียร์เวทางค์ให้เอาของขวัญให้น้องเลย

เวทางค์หยิบกล่องมาเปิด เป็นสร้อยประดับด้วยจี้มุกล้อมเพชรเล็กๆ น่ารักออกมามอบเป็นของขวัญที่เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ดรุณีไม่กล้ารับบอกว่าแค่มาแสดงความยินดีตนก็ดีใจแล้ว

“ไม่ได้สิจ๊ะ หนูณีเป็นคนพิเศษของพ่อเวเขานี่ ยังไงเขาก็ต้องหาของที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุดให้หนูณีจ้ะ กว่าจะได้สร้อยมุกเซาท์ซีเส้นนี้มา พี่เขาพาป้าเดินเสียทั่วเมืองเชียงใหม่ ความพยายามเป็นเลิศจริงๆ ลูกคนนี้...สวมสร้อยให้น้องสิจ๊ะตาเว”

วิไลลักษณ์ชงเองชมเอง จนเหมือนทั้งสองมีอะไรเป็นทางการกันแล้ว เวทางค์รับลูกจากแม่จัดแจงเอาสร้อยสวมให้ดรุณี เป็นจังหวะที่อาทิจถือตะกร้าผักสลัดเข้ามาเห็นพอดี เขาชะงัก มองตะกร้าผักในมือแล้วหันหลังเดินออกไป

น้าแก้วกำลังเอาน้ำเข้ามาพอดี อาทิจเลยฝากผักกับน้าแก้ว บอกว่าตัดผักมาให้คุณย่าแต่เห็นท่านมีแขกฝากน้าแก้วเอาให้ท่านด้วย

วิยะดากับวิไลลักษณ์ดูเวทางค์สวมสร้อยให้ดรุณีแล้วพากันกรี๊ดกร๊าดว่าบรรยากาศเหมือนงานหมั้นเลย แค่นั้นไม่พอ  วิไลลักษณ์ยังหันไปถามคุณย่าว่าคิดเหมือนตนไหม คุณย่าบอกว่าคิดเหมือนกัน วิไลลักษณ์ยิ้มแก้มแทบปริ แต่พอฟังประโยคต่อไปก็หน้าหุบ เมื่อคุณย่าพูดต่อว่า

“คิดว่า... เราแม่ลูกฟุ้งซ่านมากไปรึเปล่า หายากินหน่อยดีไหม”

ดรุณีเห็นน้าแก้วเอาตะกร้าผักมาวางก็ชมว่าผักงามมาก  น่ากินจัง น้าแก้วบอกว่าอาทิจตัดมา คุณย่าถามว่าแล้วเจ้าตัวอยู่ไหนล่ะ น้าแก้วบอกว่าออกไปเมื่อกี้นี้เอง เห็นบอกว่าไม่อยากรบกวนคุณย่า ดรุณีมองแวบไปที่นอกห้องทันที แต่ไม่เห็นเขาแล้ว

ที่บ้านพักไพฑูร ทองประศรีถูกตุ๊ยุให้ไปแสดงตัวประกาศให้ใครๆรู้ว่าตัวเองเป็นเมียอาทิจ ทองประศรีบอกว่าเขาไม่ได้เชิญ ตุ๊ทำตาโตบอกว่า เขาไม่เชิญเราก็เชิญตัวเองสิ ทองประศรีกลัวๆกล้าๆแต่บ้ายุ เลยไป

ooooooo

ค่ำแล้ว ที่ลานจัดเลี้ยงคนงาน เวทางค์ย่างบาร์บีคิวจานใหญ่มาให้คุณย่า ดรุณีกับวิยะดานั่งอยู่ด้วยกัน ครู่หนึ่ง อาทิจ เกร็ง และสามเกลอก็มาถึง วิยะดาดี๊ด๊าส่งเสียงเรียกอาทิจไปที่โต๊ะ พอเขามาถึงเธอก็เอาเสื้อแจ็กเก็ตให้ บอกว่าตนไปทัวร์ยุโรปกับคุณแม่ ซื้อมาฝากเขา

อาทิจขอบคุณแต่ไม่ขอรับไว้เพราะมันแพงเกินไป วิยะดาอ้อนว่า ตนซื้อมาแล้วก็ต้องรับ ไม่อย่างนั้นคนให้น้อยใจแย่ ทำให้อาทิจต้องรับไว้ เธอจัดแจงใส่ให้เขา ชมว่าใส่แล้วหล่อมาก บอกให้ใส่ไว้ตลอดงานเลย ห้ามถอด ถ้าถอดมีงอน

น้าแก้วบอกให้อาทิจนั่งด้วยกัน อาทิจขอไปนั่งกับพวกคนงานดีกว่า เขามองแวบไปทางดรุณีอีกครั้ง แล้วเดินไปหาสามเกลอที่นั่งจับกลุ่มกันอยู่ที่เตาบาร์บีคิว

สามเกลอชมว่าใส่เสื้อหล่อมาก ถามว่าใครซื้อให้ แล้วถามต่อทันทีว่าทำไมไม่นั่งกับดรุณี

“เขาคงอยากอยู่กับแฟนเขา เราเข้าไปก็เกะกะเขาเปล่าๆ” อาทิจตอบขรึมๆ  อึ่งกับพันมองไปเห็นเวทางค์ นั่งอยู่กับดรุณีก็ร้องพร้อมกันว่าไม่ใช่ แล้วไล่ให้อาทิจไปนั่งที่นั่น อาทิจไม่ยอมไป ต๊อดเลยส่งสัญญาณให้เกร็งเริ่มแผนการที่นัดกันไว้

เกร็งขึ้นไปเป็นตัวแทนคนงานแสดงความยินดีที่ดรุณีสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แล้วให้อาทิจมาเป่าแคนเพื่อแสดงความรักที่มีต่อดรุณี อาทิจถูกมัดมือชกจำต้องขึ้นไปเป่าแคน เขาเป่าสนุกขึ้นเรื่อยๆ ต๊อดเห็นว่าบรรยากาศขึ้นแล้วก็ไปแย่งแคนจากอาทิจไปเป่าและให้อาทิจไปโค้งดรุณีเปิดฟลอร์เพื่อคนอื่นๆจะได้ออกมาเต้นกันบ้าง

เสียงเชียร์เสียงยุดังเป็นจังหวะ จนอาทิจต้องลุกไปโค้งดรุณีออกไปเซิ้งกัน วิยะดาบอกดรุณีว่าเดี๋ยวตนขอแตะมือต่อ

ขณะบรรยากาศกำลังสนุกสนานนั่นเอง ทองประศรีกับตุ๊และไพฑูรก็มาถึง ตุ๊ยุทองประศรีให้ไปชิงอาทิจ มาเต้นกับตัวเอง ทองประศรีเต้นเข้าไปเบียดวิยะดา ถูกวิยะดากระแทกกระเด็นออกมา ทองประศรีพุ่งเข้าไปจะเล่นงานวิยะดา พลันก็ทำท่าพะอืดพะอมแล้วอ้วกพุ่งใส่วิยะดา เวทางค์เข้ามาเอาเรื่อง ก็ได้เรื่องสมใจ ถูกทองประศรีอ้วกใส่ไปอีกคน

วงแตกทันที อาทิจไล่ทองประศรีว่ามาทางไหนไปทางนั้นเลย ตุ๊เห็นท่าไม่ดีเลยลากทองประศรีออกจากงานไป

ส่วนวิยะดากับเวทางค์ก็รีบกลับบ้านไปล้างอ้วก ตัวเองก็เหม็นจนเกือบอ้วกไปด้วย

ไพฑูรกับตุ๊นึกว่าทองประศรีไปแอบกรึ๊บที่ไหนมาจนอ้วก ถามไปถามมาเลยรู้ว่าทองประศรีแพ้ท้อง!

ooooooo

อาทิจแสดงความรับผิดชอบทองประศรีที่ได้ชื่อว่าเป็นเมียตนมาก่อเหตุ คุณย่า น้าแก้วและดรุณีบอกว่าทุกคนเข้าใจเขา แล้วคุณย่าก็เอาซองที่ค่อนข้างหนาให้อาทิจ บอกว่าเป็นเงินเดือนของเขา ย่าให้เดือนละหนึ่งหมื่นห้าพันบาท ส่วนโอทีไม่ได้ให้ แต่จะให้เป็นผลกำไรที่ได้จากการขายผลผลิตในส่วนที่อาทิจทำไว้แทน ถามว่าพอใจไหม

อาทิจก้มกราบแทบเท้าคุณย่า บอกว่าเกิดมาตนยังไม่เคยจับเงินหมื่นเลย พรุ่งนี้ตนจะไปดูอะไหล่ปั๊มน้ำในเมือง และจะเอาเงินที่ได้นี้ฝากไปให้ที่บ้านด้วย คุณย่าถามว่าแบ่งให้เท่าไร เขาตอบทันทีว่า

“ให้หมดเลยครับ น้องๆที่บ้านไม่ได้กินอิ่มนอนหลับเหมือนผม เงินเดือนผมคงจะทำให้คุณพ่อคุณแม่กับน้องๆสบายขึ้นบ้าง”

คุณย่าลูบหัวอาทิจอย่างเมตตา อวยพรให้จำเริญๆ

ถามว่าแวะเข้าเมืองแล้วไปไกลกว่านั้นได้ไหม อาทิจบอกว่าได้ ถามว่าคุณย่าจะให้ไปไหนหรือ

“ไปส่งแม่ณีที่กรุงเทพฯน่ะพ่อ”

อาทิจหันมองดรุณีทันที รู้สึกใจหายวาบ เมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้เธอก็จะไปแล้ว...

ระหว่างเดินออกมาที่หน้าบ้านด้วยกันนั้น อาทิจเอ่ยขึ้นว่า เธอน่าจะเอารถไปใช้ที่กรุงเทพฯด้วย ดรุณี

หันขวับพูดอย่างระแวงว่า ถ้าเขาไม่อยากไปตนจะให้คุณย่าเปลี่ยนเป็นเกร็งหรือใครก็ได้ไปส่งแทน อาทิจตอบทันทีว่าอยากไป เพราะจะได้แวะไปหาลูกค้าที่สั่งผักกับผลไม้จากเราด้วย

ดรุณีเล่นแง่อีกว่า ถ้าไม่มีเรื่องงานเขาคงไม่เสียเวลาไปใช่ไหม

“การไปส่งคุณณีและดูแลให้ถึงที่ ไม่ได้ทำให้

ผมเสียเวลา มีอย่างอื่นที่ทำให้ผมเสียเวลามากกว่านี้” ดรุณีถามว่าอะไร “อย่างเช่น นั่งคิดทั้งวันว่าจะพูดแสดงความยินดีกับคุณณีว่ายังไงดี”

ดรุณีหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา อ้อมแอ้มว่าพรุ่งนี้มีเวลานั่งรถไปด้วยกันทั้งวัน คืนนี้ไปคิดก่อนก็ได้ พรุ่งนี้อยากบอกตอนไหนก็บอก พูดแล้วตัดบทกลบความเขินว่า ไปนอนเสียพรุ่งนี้ต้องขับรถทั้งวัน

หนุ่มสาวแยกไปกันละทางด้วยความรู้สึกเคอะเขิน ร้อนผ่าวๆ ซาบซ่าในอารมณ์...

ooooooo

รุ่งขึ้น อาทิจเตรียมตัวเตรียมใจมาทั้งคืนว่าวันนี้ไปส่งดรุณีและจะได้แสดงความยินดีที่เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้

แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า เวทางค์กับวิยะดาจะเดินทางกลับไปเรียนที่กรุงเทพฯเหมือนกัน วิไลลักษณ์พาลูกมารับดรุณีแต่เช้า

คุณย่ากำลังมาส่งดรุณีที่หน้าบ้าน อาทิจยืนอยู่ข้างรถพร้อมออกเดินทางแล้ว ทั้งหมดชะงักเมื่อวิไล–ลักษณ์ลงจากรถหรูมาบอกคุณย่าว่า

“ตาเวกับยายวิจะไปกรุงเทพฯวันนี้ เลยแวะมารับยายณีไปส่งที่คอนโดฯน่ะค่ะ จะได้รู้จักที่พักกันไว้ มีอะไรจะได้ช่วยเหลือดูแลกันได้”

“ไม่เป็นไรมั้งแม่วิไล แม่ให้พ่ออาทิจไปส่งยายณี เพราะพ่ออาทิจต้องลงไปทำธุระให้แม่อยู่แล้ว”

วิไลลักษณ์บอกว่าให้เวทางค์ไปส่งดีกว่า อยู่ทางโน้นจะได้คอยรับส่งดรุณีไปมหาวิทยาลัยด้วย แล้วจัดแจงให้เวทางค์เอากระเป๋าของดรุณีไปที่รถเลย คุณย่าเลยต้องให้ดรุณีไปกับเวทางค์

อาทิจยืนเก้อ แสนเสียดายที่อุตส่าห์คิดคำอวยพรทั้งคืนแต่ไม่มีโอกาสได้บอกเธอ...

แต่เหมือนโชคช่วย เมื่อาทิจไปที่ธนาคารระหว่างทางเจอดรุณีเพราะเวทางค์ลืมของไว้ที่ร้านตัดเสื้อผ้าแถวนั้น อาทิจจึงได้อวยพรเธอด้วยคำพูดที่เรียบเรียงมาทั้งคืนว่า

“ผมยินดีด้วยนะครับคุณณี คุณเก่งมาก ผมรู้ว่าคุณย่าภูมิใจในตัวคุณมากแค่ไหน”

เป็นคำอวยพรที่สมใจดรุณีมาก เพราะเขายอมรับแล้วว่าตนเก่ง เธอยิ้มเต็มหน้าด้วยความภูมิใจ...

ooooooo

หลังจากรับน้องใหม่ที่มหาวิทยาลัยแล้ว ดรุณีเขียนจดหมายเล่าให้คุณย่าฟังว่าสนุกมาก เล่าถึงเพื่อนใหม่ที่คณะ โดยเฉพาะคือได้เพื่อนบัดดี้เพื่อดูแลกันเป็นที่ถูกใจมาก เธอชื่อตุลยานีหรือเรียกกันสั้นๆว่าตุ่น

ดรุณีเล่าถึงตุ่นอย่างมีความสุขว่า เป็นเพื่อนที่เข้ากันได้ดี คุยกันได้ทุกเรื่อง ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด จะมีเบื่อบ้างก็ตอนมีหนุ่มๆตามจีบเพียบเท่านั้น

จดหมายรำพันความคิดถึงคุณย่า แอบเลยไปถึงอาทิจและสามเกลอด้วย แต่สุดท้าย ก็ ป.ล.บอกคุณย่าว่าอย่าบอกอาทิจว่าตนถามถึงเขา

“ไม่ทันแล้ว” คุณย่าพูดยิ้มๆเพราะท่านให้อาทิจเป็นคนอ่านจดหมายให้ฟังนั่นเอง

หนึ่งในหนุ่มที่มาจีบตุ่นคือเวทางค์ เขาคุยโวโอ้อวดความร่ำรวยและของใช้ราคาแพงเรียกความสนใจจากตุ่น แต่ตุ่นไม่แยแสเธอบอกว่าของพวกนี้ตนไม่สนใจเพราะมีใช้ตั้งแต่เกิดแล้ว เวทางค์เลยหน้าม้านไปแต่ยังมุ่งมั่นที่จะจีบเพราะความสวย มีเสน่ห์ของเธอ

ooooooo

หนึ่งปีผ่านไป ดรุณีจบปี 1 แล้ว เธอกลับมากราบคุณย่าด้วยความคิดถึง ทั้งคุณย่าและน้าแก้วต่างมองดรุณีอย่างชื่นชมที่เธอเปลี่ยนแปลงไปมาก จากที่เป็นเด็กท่าทางโดกเดก กลายเป็นอ่อนโยน อ่อนน้อม นุ่มนวล และยังโตขึ้นมากด้วย

เมื่อไปดูแปลงกะหล่ำที่อาทิจและสามเกลอกำลังตัดใส่เข่งกันอยู่อย่างขะมักเขม้น เธอตื่นเต้นกับแปลงกะหล่ำปลีที่กว้างขวางสวยงามมาก ส่วนอาทิจและสามเกลอถึงกับมองตะลึง ที่ดรุณีโตขึ้น สวยขึ้น และที่สำคัญเธอร่าเริงอ่อนโยน เธอเอ่ยกับอาทิจอย่างปลื้มใจแทนเขาว่า

“ที่นี่สวยมากจริงๆที่สวยเพราะมันไม่ใช่ที่ที่จะมานั่งนอนมาวิ่งเล่นอย่างเดียว แต่มันสวยด้วยประโยชน์ของสิ่งที่ปลูกขึ้นมาด้วยความใส่ใจ จริงไหมคะพี่อาทิจ”

อาทิจตะลึงอึ้ง ไม่ใช่เพราะคำชมแต่เพราะได้ยินเธอเรียกว่า “พี่” ดรุณีเดาใจเขาออกบอกว่า

“ณีอยากเรียกพี่อาทิจว่าพี่ตั้งแต่วันที่ไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯแล้วค่ะ แต่ณีไม่กล้า ไม่แน่ใจด้วยว่าพี่อาทิจจะอยู่ให้เรียกจนวันที่ณีกลับมาวันนี้รึเปล่า”

“ผม...เอ่อ...ก็อยู่นี่ตลอดเวลา” อาทิจยังเก้อๆเขินๆ ยิ่งเมื่อดรุณีชมความมานะพยายามของเขาที่ทำให้สวนคุณย่าสมบูรณ์สวยงาม บอกเขาว่าคนที่ทำงานหนักและทำได้ดี สมควรที่ตนจะเรียกว่าพี่ได้อย่างเต็มปากเต็มคำและเต็มใจ ทั้งยังบอกให้เขาเรียกตนว่าน้องณีด้วยความสนิทใจ

“เราจะช่วยกันดูแลสวนคุณย่าด้วยกันนะคะพี่อาทิจ” ดรุณียื่นนิ้วก้อยไปให้สัญญา อาทิจเกี่ยวก้อยเธอเขินๆ รับคำอย่างหนักแน่นด้วยเสียงประหม่านิดๆว่า

“ครับ...สัญญา...”

ทั้งคู่เกี่ยวก้อยกันมองกะหล่ำปลียักษ์เป็นสิบๆไร่บนเนินอย่างมีความสุข...

ooooooo

ตอนที่ 8

ระหว่างซ้อนท้ายจักรยานมา ดรุณีจินตนาการถึงตอนรถลงเนิน  แล้วตัวเองต้องกระแทกเข้าที่แผ่นหลังของอาทิจ หน้าก็คงต้องซบหลังเขาและถ้าจะตกก็คงต้องกอดเขาไว้แน่น คิดแล้วก็ทำหน้าสยอง ร้องโวยวายให้เขาจอดและลงจากรถ ตนจะเป็นคนถีบเอง

อาทิจเปลี่ยนมาเป็นคนซ้อน แต่ดรุณีถีบไปได้อึดใจเดียวก็จินตนาการสลับกัน กลายเป็นอาทิจมาแนบแผ่นหลังตน หน้าซบหลังตนและกอดตนแน่นตอนรถลงเนิน คราวนี้ยิ่งสยอง จอดรถพรืดลงมาบอกว่า ขอคิดอีกทีว่าจะให้เขาถีบแล้วตนซ้อนดี หรือให้ตนถีบแล้วเขาซ้อนดี

ดรุณีนิ่งไปอึดใจ พอหันกลับมาอีกทีอาทิจก็เดินไปไกลแล้ว เธอบ่นตัวเองอย่างโล่งใจว่า

“ทำไมไม่คิดอย่างนี้เสียตั้งแต่แรกนะเรา”

กลับถึงบ้านก็นั่งกินข้าวเย็นกับคุณย่า อาทิจตักแกงหองราดข้าวกินอย่างเอร็ดอร่อย ทำเอาน้าแก้วยิ้มแป้น ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง

อาทิจบอกว่าอร่อยมาก ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยกินนี่แหละ บอกว่าชื่อแปลกดี หน้าตาก็คล้ายๆพะโล้ผสมแกงฮังเล คุณย่าเลยเล่าว่าช่วงนี้เห็นหน่อไม้ออกเยอะเลยให้น้าแก้วไปตัดมาซอยตากแห้ง ดรุณีเลยเอามาทำแกงหองเสียหม้อใหญ่ เพราะเป็นของโปรดของทั้งย่าและหลาน

“อ้าว...ผมเข้าใจว่าคุณย่าเป็นคนทำเสียอีก” อาทิจทำหน้างงๆ

เพราะปดอาทิจไว้ว่า คุณย่าทำเพื่อให้เขามากิน พอความลับแตกดรุณีเลยทำหน้าไม่ถูก แต่ก็เฉไฉไปจนได้ว่ายังไงเสียคุณย่าก็เป็นคนปรุงถือว่าเป็นคนทำนั่นแหละ แต่ตัวเองก็สาธยายทั้งเครื่องแกงและวิธีทำอย่างละเอียด จนอาทิจพูดกึ่งชมกึ่งแซวว่า “เชื่อแล้วครับว่าเป็นฝีมือคุณย่าน้อยทำคนเดียวจริงๆ”

คุณย่าหยอกว่า “ทั้งรสชาติหน้าตาพอจะเป็นแม่ศรีเรือนกับเขาได้เหมือนกันนะเรา” น้าแก้วยิ้มเต็มหน้าบอกว่า

“อย่างนี้เขาเรียกว่าเสน่ห์ปลายจวัก พ่อบ้านรักไปจนตาย แต่รายนี้เมื่อไหร่จะหาพ่อบ้านเจอกับเขาก็ไม่รู้”

“หนูไม่อยากจะหาเลย หนูจะเรียนๆๆๆอย่างเดียวให้จบไวๆ  จะได้กลับมาช่วยงานคุณย่า เพราะถึงเวลานั้น ใครบางคนอาจจะไม่อยู่แล้วก็ได้” ดรุณีไม่วายเหน็บไปถึงคนข้างๆ อาทิจรู้ตัวหน้าขรึมทันที พูดเหมือนรู้สถานะตัวเองดีว่า

“คุณคงอยากให้ผมไปจากที่นี่เร็วๆ”

เลยโต้เถียงเล่นแง่กันไปมา จนคุณย่าตัดบทขึ้นว่า

“ย่าไม่เคยไล่ลูกหลานออกจากชายคาตัวเอง

สักครั้ง มีแต่ลูกหลานที่ไม่อยากอยู่ เขาหนีย่าไปเอง เพราะฉะนั้น พ่อไม่ต้องกังวลใจ ตราบใดที่พ่อยังอยากอยู่ที่นี่และย่ายังมีลมหายใจ พ่อจะอยู่ที่นี่ได้ตราบเท่าที่ต้องการ”

อาทิจมองหน้าคุณย่าอย่างซาบซึ้ง แต่พอละสายตาจากคุณย่าก็ปะทะกับตาเขียวปั้ดของดรุณี อาทิจนึกน้อยใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า...เพราะอะไร?

ooooooo

เวทางค์กับวิยะดาคุยกันอย่างออกรสเรื่อง

ไปดูคอนเสิร์ตและส่งนักร้องเกาหลีขึ้นเครื่อง วิไล-ลักษณ์ไล่ให้รีบอาบน้ำแล้วขึ้นนอนเสีย ประเวทย์บ่นเบื่อๆว่า

“เออ...เข้านอนแต่หัววันบ้างก็ดี จะได้พักตาพักสมอง  พักหูบ้าง ไม่งั้น วันๆเอาแต่เล่นเกมส์ ฟังเพลงภาษาอะไรบ้างก็ไม่รู้ พ่อฟังแล้วปวดหัว”

สองพี่น้องงอแงยังไม่อยากนอน วิไลลักษณ์ต้องจ้างให้นอนคนละสามพัน เวทางค์ขอห้าพัน สุดท้ายแม่ก็ต้องยอม แต่มีข้อแม้ว่าพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า เพื่อขับรถส่งดรุณีไปสอบ

รุ่งขึ้น ดรุณีในชุดนักเรียนมัธยมปลายมานั่งรับพรจากคุณย่าก่อนไปสอบ เธอกราบที่ตักคุณย่า สัญญาว่าจะตั้งใจทำข้อสอบให้เต็มที่ น้าแก้วบอกให้รอเดี๋ยวตนจะไปเรียกตาเกร็งมาขับรถให้

น้าแก้วไม่ทันไป เวทางค์ก็เข้ามาบอกว่าตนจะไปส่งแล้วรอรับน้องณีกลับเอง คุณย่าไม่ต้องห่วง

บนถนนในสวนคุณย่านั่นเอง อาทิจ ต๊อด อึ่ง และพันถือเครื่องมือทำการผลิตกำลังจะไปที่แปลงกะหล่ำปลี อาทิจเห็นดอกหญ้าเล็กๆสีหวานที่พื้น ก็เก็บขึ้นมาดูและเดินปั่นก้านดอกเล่นไปตามทาง

เวทางค์ขับรถพาดรุณีผ่านมา เขาชะลอรถและเปิดกระจกทักหมายเย้ยอาทิจ สามเกลอเห็นดรุณีรู้ว่ากำลังจะไปสอบก็พากันเต้นเชียร์ลีดเดอร์ดูทั้งน่ารักและทะเล้น ดรุณีจึงลงจากรถไปขอบใจ อาทิจมือถือดอกหญ้ายืนกอดอกดูสามเกลอเต้นเสร็จ เอามือลงพอดี ดรุณีหันมาเห็นเหมือนเขาจะยื่นดอกไม้ให้ เธอขอบใจ รับดอกหญ้าไป

“โชคดีนะ” อาทิจอวยพร เวทางค์มองอย่างไม่พอใจบอกว่าสายแล้ว เร่งให้รีบขึ้นรถ แล้วเร่งเครื่องไปเลย

เวทางค์คอยจนดรุณีสอบเสร็จ เขามารับพร้อมดอกไม้ต่างประเทศช่อโตยื่นให้บอกว่า “แด่ความสำเร็จของน้องณี” แล้วชวนไปฉลองกัน

“ฉลองอะไรคะพี่เว จะออกหัวออกก้อยยังไม่รู้เลย รีบกลับดีกว่าค่ะ ณีอยากกลับไปเตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้”

ooooooo

กลับมาเจอคุณย่าเคลียร์บิลกับอาทิจเสร็จพอดี อาทิจจึงขอตัวไปทำงานต่อ แต่ชะงักเมื่อเห็นดรุณีถือดอกไม้ช่อโตลงจากรถ เวทางค์ตามลงมา พอเห็นอาทิจ เวทางค์ก็แกล้งถามคุณย่าเย้ยอาทิจว่าดอกไม้สวยไหม ตนซื้อให้น้องณี น้องชอบมากเลย

อาทิจสะท้อนใจเมื่อนึกถึงดอกหญ้าที่ตนให้ดรุณีไปเมื่อเช้านี้ เขาลุกขึ้นขอตัวกับคุณย่าจะไปทำงานต่อ พออาทิจเดินไป ดรุณีถามคุณย่าว่าอาทิจจะรีบไปไหน พอรู้ว่าเขาจะไปปลูกกะหล่ำ ก็ถามอย่างระแวงว่าปลูกตรงไหน

“ก็เนินที่คุณณีชอบไปวิ่งให้น้าแก้วไล่ตามตอนเด็กๆไงคะ” น้าแก้วตอบแทน

“อะไรนะ!” ดรุณีเสียงดัง หน้าตาเอาเรื่องขึ้นมาทันที

ชั่วอึดใจเดียว เธอก็ไปอาละวาดกับอาทิจ หาว่าเขาไม่ทำตามสัญญาที่เคยบอกว่าจะไม่แย่งของของตน อาทิจถามงงๆว่าตนแย่งอะไร

ดรุณีอ้างว่าที่ตรงนี้เป็นที่ที่ตนวิ่งเล่นมาแต่เด็กจะมาแย่งไปปลูกผักได้ยังไง ทำไมต้องมาแย่งที่ของตนด้วย

คุณย่าเดินเข้ามาถามว่าจะเก็บที่ตรงนี้ไว้ทำอะไรถ้ามีเหตุผลเพียงพอ ย่าก็จะให้อาทิจย้ายไปปลูกที่อื่นแทน ดรุณีสะอึกไปนิดหนึ่งคิดไม่ถึงว่าคุณย่าจะมา ตั้งสติหาเหตุผลและเรียบเรียงคำพูดให้ฟังน่าเชื่อถือว่า

“ก็...ที่นี่เป็นที่ที่เป็นความทรงจำของหนูกับ

คุณย่า” คุณย่าบอกว่าทุกที่ที่นี่เราล้วนเคยเดินไปด้วยกันมิต้องถือว่าเป็นความทรงจำหมดหรือ ดรุณีฟังแล้วจุกไปถึงยอดอก แต่ก็ยังอ้างข้างๆคูๆว่า “แต่...ที่นี่สำคัญมากสำหรับหนู ทุกครั้งที่คุณย่าออกไปข้างนอก หนูจะมายืนรอคุณย่าที่นี่ มันเป็นที่ที่ทำให้หนูเห็นคุณย่ากลับมา”

“เราจะเก็บภูเขาทั้งลูกเอาไว้มองใครเพียงคนเดียวกลับมาหาเราอย่างนั้นหรือ แล้วถ้าวันไหนย่าไม่กลับมาล่ะ”

ดรุณียังตะแบงไปตามประสา คุณย่าจึงอบรมว่า ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าหรอก เราทุกคนต้องตาย อยู่ที่ว่าเธออยากให้ย่าตายแล้วหายไปจากโลกนี้ หรืออยากให้มีคนพูดถึงย่าในแง่ดีบ้างเท่านั้น

อาทิจไม่อยากให้เป็นปัญหา บอกคุณย่าว่าตนย้ายที่ปลูกก็ได้ คุณย่ายังคงอบรมดรุณีต่อไปว่า

“ย่าเลี้ยงแม่ณีมา สอนให้รู้จักช่วยเหลือตัวเองเป็นทุกอย่าง เพราะอยากให้แม่ณีโตและยืนบนลำแข้งของตัวเองให้ได้ ถ้าแม่ณียังเป็นลูกแหง่อยู่อย่างนี้ ย่าคงต้องพิจารณาตัวเองว่าเลี้ยงเรามาไม่ดีพอ”

ดรุณีน้ำตาร่วง ยกมือไหว้ขอโทษคุณย่า อาทิจไม่ สบายใจเสนอจะย้ายไปปลูกที่อื่นดีกว่า ดรุณีเป็นฝ่ายพูดขึ้นเองว่า เขาจะปลูกให้เต็มเนินไปกี่ลูกก็ได้ ต่อไปนี้ตนไม่ว่าอะไรเขาอีกแล้ว คุณย่าอบรมอย่างเมตตาห่วงใยอีกว่า

“ย่าอยากให้แม่ณีเข้าใจเรื่องนี้ด้วยหัวใจและเหตุผล เพราะมันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าเราต้องฝืนใจทำอะไรเพื่อใครโดยที่เราไม่เข้าใจ”

“หนูเข้าใจค่ะคุณย่า หนูผิดที่คิดอะไรแบบเด็กๆ หนูขอโทษ”

“แม่ณีต้องก้าวข้ามการเป็นเด็กติดย่า ไปเป็นผู้ใหญ่ที่อยู่ในโลกของความเป็นจริงให้ได้ หมดเวลาที่เราจะคิดน้อยใจอะไรเป็นเด็กๆแล้ว จะเหลือก็แต่เวลาที่เราจะต้องร่วมมือกับพี่เขา สานต่องานที่สวนที่ไร่นี้ต่อไปเท่านั้น เข้าใจไหมลูก”

“ค่ะ” ดรุณีรับคำ เช็ดน้ำตาป้อยๆ

ทันใดนั้นเอง เกร็งก็วิ่งกระหืดกระหอบมาบอกว่าทองประศรีหอบข้าวของไปอยู่ที่บ้านอาทิจแล้ว ทุกคนชะงักหันมองหน้าอาทิจอย่างเห็นใจ...

ooooooo

ทองประศรีขนข้าวของมาอยู่ที่บ้านพักของอาทิจ ตกเย็นก็อาบน้ำประแป้งพรมน้ำหอมรอรับอาทิจพร้อมสำรับกับข้าวมีปลาร้าของโปรดของเขาด้วย

ปรากฏว่าอาทิจไม่กลับไปที่บ้าน แต่ไปกินข้าวบ้านคุณย่า กินข้าวเสร็จ น้าแก้วบอกว่าให้นอนที่นี่เสียเลยเพราะแปลงปลูกกะหล่ำอยู่ใกล้แค่นี้จะได้ไม่ต้องเดินไกล แล้วรวบรัดจะจัดที่นอนให้

“ไม่ต้องหรอกครับน้าแก้ว รบกวนเปล่าๆ ผมจะรักษาตัวให้รอดครับ” คุณย่าถามว่า จะหลบไปไหนได้ทางโน้นคงตามตอแยทั้งคืนแน่ อาทิจพูดยิ้มๆว่า “เขาคงไม่กล้าฉุดผมหรอกมังครับ”

“เออ...ถ้าโดนฉุดขึ้นมาก็ร้องให้มันดังๆนะ ย่าจะส่งคนไปช่วย” คุณย่าพูดขำๆ

เมื่อทองประศรีขนของไปอยู่ที่บ้านพัก อาทิจจึงให้ต๊อดซึ่งปกตินอนอยู่ด้วยกัน ไปขนของของตนเอามาไว้ที่บ้านพักคนงานให้หมด ตนจะมานอนที่นี่

เพราะทองประศรีไม่รู้ว่าอะไรเป็นของอาทิจบ้าง ต๊อดอ้างว่าตนมาขนของของตัวเอง พอต๊อดขนของไปหมดแล้ว ทองประศรียังรออาทิจกลับมากินข้าว สุดท้ายทนหิวไม่ไหวเลยปั้นจิ้ม...ปั้นจิ้ม  จนหมดทั้งข้าวเหนียวและปลาร้า

รุ่งขึ้น ทองประศรีไปที่บ้านคุณย่าถามว่าอาทิจไปไหน ทำไมเมื่อคืนไม่กลับไปนอนบ้าน น้าแก้วบอกว่าไม่รู้เหมือนกัน ถ้าอยากรู้ก็เดินหาเอา ที่ดินของคุณย่ามีแค่พันกว่าไร่ เดินหาเดี๋ยวก็คงเจอ

เวทางค์กำลังพาดรุณีไปสอบ พูดเยาะๆว่าอาทิจนี่ก็แปลก เมียก็ใช่ว่าจะขี้เหร่ทำเป็นเล่นตัวไปได้

“เรื่องส่วนตัวของเขา ไม่เกี่ยวกับเรา รีบไปกันดีกว่า” ดรุณีเร่งแล้วเดินไปขึ้นรถเลย

เวทางค์ขับรถผ่านแปลงปลูกกะหล่ำปลี อาทิจเห็นรถเวทางค์ผ่านไปก็คิดในใจว่า...ดรุณีคงไปสอบแล้ว...

ooooooo

รุ่งขึ้น น้าแก้วร้อนใจกลัวอาทิจจะพลาดท่าเสียทีให้ทองประศรี แอบไปถามเกร็งว่าเมื่อคืนอาทิจนอนที่ไหน พอรู้ว่ามานอนที่บ้านพักคนงานก็โล่งใจ แต่ก็ห่วงอีกว่าแล้วเวลาอื่นจะทำอย่างไร เกร็งบอกว่าไม่ต้องห่วง พวกตนจะดูแลอาทิจให้เหมือนจงอางหวงไข่เลยทีเดียว ทำให้น้าแก้วเบาใจหายห่วง

แต่พอคุณย่ารู้ก็บอกน้าแก้วว่า “ของอย่างนี้มัน อยู่ที่ใจ...เราเป็นคนนอกเราห่วงได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันก็ขึ้นอยู่กับใจเขาเท่านั้นว่าจะแข็งแกร่งและมั่นคงไปได้นานแค่ไหน” ทำให้น้าแก้วเข้าใจ ทำใจ และหันไปทำงานต่อ

บ่ายจัด เวทางค์ขับรถพาดรุณีกลับ ผ่านแปลงปลูกกะหล่ำ สามเกลอมองอาทิจเชิงหยั่งความรู้สึก ต๊อดเลียบเคียงถามว่าไม่อยากได้แบบนี้สักคันหรือ

“ไม่หรอก คนอื่นจะคิดยังไงฉันไม่รู้ แต่สำหรับฉัน...รถคือพาหนะที่ช่วยให้เราไปไหนมาไหนสะดวก ประหยัดเวลา แล้วก็ช่วยในการทำงานเท่านั้น ฉันใช้รถอะไรก็ได้ เพราะไม่ได้คิดเอาไปอวดใคร”

“แล้วตุ๊กตาหน้ารถล่ะ ต้องน่ารักไหม” พันแหยมบ้าง

“น่ารักรึเปล่าไม่สำคัญเท่ากับทำงานเป็นรึเปล่า ถ้าทำงานเป็น เข้าใจงานที่ฉันทำ อดทนอยู่ข้างฉันได้ เขาก็ดูน่ารักในสายตาฉัน”

สามเกลอมองหน้ากัน ต๊อดบอกว่า ความต้องการของเขาห่างไกลกับนิสัยของทองประศรีมาก อึ่งรีบบอกว่า แต่ใกล้เคียงกับนิสัยของดรุณี อาทิจตีหน้าขรึมใส่ทุกคน ตัดบทว่าตนจะไปรดน้ำผัก ให้สามเกลออยู่ที่นี่ก็แล้วกัน ทำเอาสามเกลอมองหน้ากันไปมา แล้วพันก็คำรามใส่อึ่งที่ทำให้เสียบรรยากาศ...“ไอ้อึ่งโอ่งเอ๊ยยยย...”

ดรุณีกลับถึงบ้าน พอรู้จากน้าแก้วว่า คุณย่าไปช่วยอาทิจรดน้ำใส่ปุ๋ยที่สวนผัก ก็ถามเวทางค์ว่าจะไปด้วยกันไหม เวทางค์ลังเลเพราะแดดยังจ้าตนไม่ได้เอาครีมกันแดดมา อีกทั้งกลัวขี้ควายจะฝังเข้าไปในเล็บเหมือนคราวก่อนที่ล้างอย่างไรก็ไม่ออก เหม็นอยู่หลายวัน แต่ก็ปากหวานว่า “แต่...พี่ก็อยากไปช่วยน้องณีนะ เอ...เอาไงดี...”

เวทางค์คิดหนัก แต่พอหันมามองอีกทีดรุณีก็ปั่นจักรยานไปไกลแล้ว เลยรีบคว้าจักรยานปั่นตามไป

ooooooo

ดรุณีไปถึงสวนผัก คุณย่าถามว่าวันนี้ทำข้อสอบได้ไหม เธอบอกว่าดีกว่าเมื่อวานหน่อยหนึ่ง เกร็งติงว่า มาถึงเหนื่อยๆน่าจะพักผ่อนก่อน ดรุณีกระฉับกระเฉงลงแปลงผักบอกว่า

“ไม่คะ หนูจะรีบทำอย่างที่คุณย่าสอน หมดเวลาที่จะเฉื่อยแฉะเป็นเด็กๆ แล้ว เหลือแต่เวลาที่เราต้องช่วยกันทำงานเท่านั้น ตอนนี้หนูสอบเสร็จแล้วด้วย พร้อมลุยเต็มที่ค่ะลุงเกร็ง”

ดรุณีรดน้ำผักอย่างเอาการเอางาน ครู่เดียวเวทางค์ก็มาถึงบ่นว่า น้องณีปั่นจักรยานเร็วจนตนตามไม่ทัน เธอชวนมาช่วยรดน้ำผักกัน เวทางค์ลังเลกลัวรองเท้าที่เพิ่งฝากเพื่อนซื้อจากอังกฤษจะเปื้อนโคลน เกร็งเสนอให้ช่วยถอนหน้าใส่ปุ๋ยก็ได้ เขาก็กลัวกลิ่นขี้วัวขี้ควายจะเหม็นติดมืออีก

คุณย่าเลยตัดบทว่า ปลูกผักปลูกหญ้ามือเท้าก็ต้องติดดิน ถ้ากลัวขี้วัวขี้ควายเหม็น ก็ให้กลับไปรอกินผักกินผลไม้ที่ได้จากดินจากขี้วัวขี้ควายพวกนี้ก็แล้วกัน

เรื่องเวทางค์ยังไม่ทันจบ ทองประศรีก็แจ๋มาทีเดียว อาทิจเลยใช้ให้ไปช่วยเกร็งถอนหญ้าลงปุ๋ย ทองประศรี ยิ้มหวานรับคำ แต่พอพ้นหน้าอาทิจก็ทำหน้าขยะแขยง

ส่วนเวทางค์รีบไปประคองสายยางให้ดรุณีรดน้ำผัก อาทิจเหลือบมองแล้วเดินเลี่ยงไปก้มหน้าก้มตารดน้ำอีกมุมหนึ่ง

ทำงานเสร็จกลับถึงบ้าน คุณย่าชวนเวทางค์อยู่กินข้าวเย็นด้วยกัน พอรู้ว่ามื้อนี้มีอาหารพื้นบ้านพวกน้ำพริกผักจิ้ม แกงผักหวาน เวทางค์ก็ทำท่าพะอืดพะอมบอกว่าตนกลับเลยดีกว่าไม่อยากปั้นข้าวเหนียวเพราะกลิ่นขี้ควายยังติดมืออยู่

ดรุณีบอกว่าใช้ส้อมจิ้มเอาก็ได้ เขาทำหน้าขยะแขยงบอกว่ากลิ่นยังโชยจมูกอยู่เลย แล้วขอลาคุณย่ากลับ

“เออ...แปลกจริงพ่อคนนี้ไม่ใช้มือไม่ใช่ส้อม แล้วจะเอาหลอดดูดข้าวกินรึไง” คุณย่าเสียงหน่าย หน้าเหนื่อย

ดรุณีกับน้าแก้วหัวเราะกันคิกคัก ที่คุณย่าช่างเปรียบเปรยได้น่าขำจริงๆ

ooooooo

ทองประศรีกลับไปรออาทิจที่บ้าน รอจนหิวทนไม่ไหวไปขอข้าวที่ห้องครัวคุณย่ากิน วางท่าเป็นนายสั่งน้าแก้วให้จัดสำรับให้ น้าแก้วชี้ให้ดูว่าอะไรอยู่ไหนแล้วให้ไปหยิบไปจกกินเอาเอง

จิ๋วแจ๋วนึกสนุก ถามทองประศรีว่า มาอยู่บ้านพักของอาทิจเจอผีนางตะเคียน ผีนางตานีบ้างไหม เห็นเขา ลือกันว่าดุนัก

ทองประศรีฟังแล้วหัวเราะก๊ากๆ บอกว่าขำมาก ถามว่านี่ พ.ศ.อะไรแล้วยังมาพูดเรื่องนี้กันอีก

น้าแก้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มาบอกคุณย่าว่าโล่งอกไปทีที่อาทิจไม่ยอมกลับมานอนกับแม่นั่น พูดอย่างคาดหมายว่า

“เมื่อไหร่มันจะเบื่อรอคุณอาทิจแล้วกลับไปอยู่บ้านมันเสียทีก็ไม่รู้นะคะ รู้ทั้งรู้ว่าผู้ชายเขาไม่สนใจก็ยังหน้าด้านหน้าทน ขนาดจิ๋วแจ๋วมันหลอกว่าที่บ้านคุณอาทิจมีผี มันยังไม่กลัวแถมหัวเราะใส่แก้วอีกต่างหาก”

“อย่าไปบังคับกะเกณฑ์อะไรใครเลย ถึงเวลาเขาทนไม่ได้ เขาก็ไปเองแหละ” คุณย่าติง

“ปล่อยเป็นภาระให้พระพรหมท่านลิขิตอย่างเดียวไม่ได้หรอกค่ะ หน้าด้านอย่างแม่นี่ มันต้องมีตัวช่วยให้ไปเร็วๆ”

แล้วน้าแก้วก็วางแผนให้จิ๋วแจ๋วกับต๊อดทำผีหลอกทองประศรี ทำเอาทองประศรีคลุมโปงตัวสั่นด้วยความกลัว

ต๊อดกับจิ๋วแจ๋วสะใจมาก หลอกทองประศรีแล้วไปหัวเราะกันคิกคัก แต่แล้วต่างก็ตกใจ เมื่อมีผีอีกสองตัวมาแลบลิ้นปลิ้นตาอยู่ข้างหน้า

ที่แท้อึ่งกับพันใส่หน้ากากผีมาหลอกสองคนนี้อีกที เพราะหมั่นไส้ที่ต๊อดแอบมาทำคะแนนจีบสาวไม่ชวนกัน

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น ทองประศรีแจ้นกลับบ้านไปเล่าให้พ่อแม่และน้องๆ ฟังว่า เมื่อคืนถูกผีหลอก ทองประสานฟังแล้วฟันธงว่าต้องเป็นผีนางตะเคียนกับผีนางตานีแน่เลย เพราะได้ยินเขาร่ำลือกันมานานแล้วว่าบ้านนั้นผีดุ

ทองประศรีด่าน้องว่า รู้แล้วทำไมไม่บอกกัน ทองประสานสวนไปว่า “ถึงบอกพี่ก็ต้องไปเฝ้าผัวพี่อยู่ดี”

“ผัวมันอยู่บ้านให้ฉันเฝ้าเสียที่ไหน มีแต่ผี” ทอง– ประศรีฟึดฟัด บอกพ่อกับแม่ว่าไม่กลับไปที่นั่นอีกแล้ว

คำมากับสิงห์ทองบอกว่า เราเสียเงินทองเสียเวลาไปมากแล้ว จะยอมขาดทุนง่ายๆไม่ได้ บอกว่าโลกนี้ไม่มีผีหรอก ถ้ามีก็ต้องหลอกอาทิจไปแล้ว

ตุ๊บอกทองประศรีว่าไม่ต้องกลัว ตนมีคาถาเด็ดให้ แล้วบอกทองประศรีให้พนมมือท่องตาม ท่องไว้ให้ขึ้นใจว่า

“อยากมีผัวก็ต้องไม่กลัวผี”

พอฟังคาถาเด็ด ทองประศรีก็ทิ้งมือลงอย่างหมดอาลัยตายอยากที่ในชีวิตจะมีผัวกับเขาทีก็ต้องมาเผชิญกับผีอีก

คุณย่ามารู้เอาตอนหลัง ดุน้าแก้วที่เป็นหัวโจกว่า ดีที่ทองประศรีไม่หัวใจวายตาย ไม่อย่างนั้นได้กลายเป็นเรื่องใหญ่แน่

ooooooo

หลังจากได้รับการอบรมจากคุณย่าแล้ว ดรุณีปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างรวดเร็ว จริงจัง พอสอบเสร็จก็ลงสวนลงแปลงผัก ช่วยทำงานอย่างเอาการเอางาน

จากการทำงานร่วมกัน ทำให้ความสัมพันธ์...ความ รู้สึกที่ดรุณีและอาทิจมีต่อกันก็ดีวันดีคืน

ที่สวนส้ม...ทั้งสองช่วยกันเก็บส้ม บางครั้งก็ใจตรงกันจะเก็บส้มลูกเดียวกันจนต่างเกี่ยงให้อีกฝ่ายเก็บ สุดท้ายคุณย่าที่ดูอยู่เลยเข้ามาเก็บส้มลูกนั้นเสียเอง หนุ่มสาวเลยมองหน้ายิ้มให้กันเจื่อนๆ

ที่แปลงปลูกกะหล่ำ ดรุณีกับคุณย่าไปช่วยปลูกกะหล่ำ อย่างเอาการเอางาน ทุกคนทำงานกันอย่างมีความสุข

ที่แปลงสตรอเบอร์รี่ อาทิจ คุณย่า และดรุณีช่วยกันรดน้ำ ดรุณีแกล้งฉีดน้ำใส่อาทิจจนเปียก แล้วทำเป็นขอโทษบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ เลยถูกอาทิจเอาคืน ฉีดใส่จนเธอเปียกโชกแล้วขอโทษพูดหน้าตาเฉยว่า “ไม่ได้ตั้งใจ...”

ที่แปลงผักสลัด วันนี้พากันมาตัดผักที่แปลง คุณย่าพูดอย่างภูมิใจแทนอาทิจว่างานชิ้นแรกของเขาสำเร็จแล้ว

ที่แปลงข้าวโพด ดรุณีถือสมุดเดินจดข้าวโพดอ่อนที่เพิ่งออกอย่างละเอียดยิบทุกต้นทุกฝัก จนอาทิจเปรยๆกับคุณย่าว่า “ละเอียดขนาดนี้คงไม่ตกหล่นสักสตางค์แน่ครับคุณย่า”

“อะแฮ่ม...นินทาอะไรได้ยินนะ” ดรุณีกระแอมกระไอแล้วนับและจดต่อ

อาทิจทำตาโตมองคุณย่าทำนองว่าอุตส่าห์พูดเบาๆแล้วได้ยินได้ไง??

ส่วนทองประศรีกัดฟันไปอยู่ที่บ้านพักของอาทิจอีก แต่ก็ถูกภาพหลอนหลอกเสียจนกลัวตัวสั่น กอดตัวเองมองไปรอบห้องด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยว...ยามนี้เธอไม่มีใครอยู่เคียงข้างเลยจริงๆไม่ว่าคนหรือผี...

ooooooo

คืนนี้ อาทิจนั่งค้นหนังสือจากหีบสมบัติของคุณย่าอย่างขะมักเขม้น หนังสือวางอยู่รอบตัว คุณย่ากับดรุณีซึ่งอาบน้ำเปลี่ยนชุดแล้วลงมาเห็น คุณย่าถามว่าเจอหนังสือที่ต้องการไหม

เรื่องของเรื่องคืออาทิจคิดอยากจะทำนา เพราะฝันไว้ว่าในชีวิตนี้จะขอเป็นชาวนากับเขาสักครั้ง ดรุณีติงว่าให้เพลาๆบ้างก็ดี ถามว่าเคยได้ยินคำว่า “พอเพียง” ที่ในหลวงท่านตรัสไว้บ้างไหม เลยถูกคุณย่าถามว่าพอเพียงในแง่ไหนล่ะ

แล้วคุณย่าก็อธิบายว่า “ถ้างานที่เราทำเป็นงานสุจริต และเราทำตามกำลังที่เรามี โดยไม่ได้ไปเบียดเบียนใคร ย่าว่าพี่เขามีแรงเท่าไหร่อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ เพราะย่าเชื่อว่างานที่พี่เขาทำ ยิ่งทำมากก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นมาก”

“แต่ถ้ามากเกินไป มันก็เกินคำว่า “พอเพียง” ไปรึเปล่าคะ”

คุณย่าชี้แจงว่า คำว่าพอเพียงของในหลวงไม่ได้หมายความว่าทำแค่พออยู่พอกินไปวันๆ แล้วพูดความเข้าใจของตัวเองให้ฟังว่า

“ความพอเพียงสำหรับย่าก็คือ การเดินสายกลางอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ อยู่อย่างมีสติ ไม่ประมาท ไม่ฟุ้งเฟ้อ และไม่เบียดเบียนใคร ไม่ว่ากับคนอื่นหรือแม้แต่กับตัวเราเอง”

อาทิจชี้แจงว่า ตนแค่อยากจะปลูกข้าวเอาไว้กินให้พวกเราเกือบสองร้อยชีวิตที่นี่มีข้าวกินกันโดยไม่ต้องซื้อจากที่อื่นเท่านั้นเอง แล้วขอเวลาเก็บข้อมูลจากหนังสืออีกสักนิด คุณย่าสนับสนุนเต็มที่ บอกว่าจะนานเท่าไรก็ ไม่ว่าขอแต่ให้ลงมือทำจริงๆ แล้วคุณย่าก็ถามดรุณีว่าอยากทำอะไรบ้างล่ะ

เธอบอกยาวเหยียดซึ่งล้วนแต่เป็นการแปรรูปผลผลิตที่เหลือจากขาย เช่น ส้ม สตรอเบอร์รี่ ทั้งทำเยลลี่ แช่อิ่ม เอาไว้ขายเอาไว้กิน คุณย่าเห็นด้วยแต่ตอนนี้ให้รอฟังผลสอบเสียก่อน

คุณย่ามองสองหลาน ยิ้มอย่างมีความสุข บอกว่า อีกไม่นานย่าคงได้กินข้าวฝีมือหลานชายและของหวานฝีมือหลานสาวเป็นแน่ แล้วโอบกอดหลานทั้งสองไว้ในแขนอย่างแสนรัก ส่วนอาทิจกับดรุณีก็อบอุ่นอยู่ในวงแขนของคุณย่าด้วยความรัก ศรัทธาและเทิดทูนอย่างหมดหัวใจ...

ooooooo

ตอนที่ 7

พรุ่งนี้จะแต่งงานอยู่แล้ว แต่ค่ำนี้อาทิจยังไปขออนุญาตคุณย่าเบิกเงินไปซื้อพันธุ์ข้าวโพดและกะหล่ำปลีเผื่อพรุ่งนี้คุณย่าอาจจะไปทำธุระที่ไหน

คุณย่าเกรงว่าอาทิจจะกลับมาไม่ทันพิธีแต่งงาน บอกให้เอาเกร็งไปด้วย เพราะเกร็งจะรู้แหล่งซื้อ ย้ำให้รีบไปรีบกลับก็แล้วกัน คุณย่าเห็นมีเสื้อวางอยู่ข้างตัวอาทิจ ถามว่าเสื้ออะไร อาทิจบอกว่าเป็นเสื้อตัวโปรดของตน ไม่ทราบโดนอะไรขาดเป็นรู

คุณย่าจึงให้ดุรณีชุนให้ เพราะคุณย่าเองก็สายตาไม่ดีแล้วอาจจะชุนได้ไม่ละเอียด น้าแก้วจัดแจงเอาเสื้อส่งให้ดรุณีบอกว่าชุนให้เนี้ยบเลยนะ

ดรุณีรับเสื้ออาทิจไปวางไว้ข้างตัวเหมือนไม่สนใจ พอกลางคืนเอาเสื้อมาชุนก็ทำกระแทกกระทั้นใส่เสื้อ บ่นอุบอิบ

“ปากก็บอกไม่อยากแต่ง ไม่รักไม่ชอบเขา แต่รีบงัดเสื้อออกมาให้ซ่อมเชียว...เตรียมใส่พรุ่งนี้ล่ะสิ โธ่เอ๊ย...นึกว่าฉันไม่รู้ไต๋รึไง ใจนายน่ะ ลอยไปอยู่กับเขาตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว”

ส่วนอาทิจ ออกจากบ้านคุณย่าแล้วก็เดินบ่นมาอย่างไม่สบายใจว่า

“ไม่น่าเล้ยเรา...เขายิ่งไม่ชอบหน้า ดันหางานไปให้เขาทำ” ให้เขาเกลียดเพิ่มขึ้นอีกจนได้ แค่นี้เขายังเกลียดนายไม่พอรึไง? เฮ้อ...อาทิจนะ...อาทิจ...”

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น ต๊อดที่นอนอยู่กับอาทิจตื่นเต้นราวกับจะได้เป็นเจ้าบ่าวเสียเอง คอยเร่งอาทิจให้อาบน้ำแต่งตัว อาทิจไม่พูดอะไร คว้าเสื้อยีนตัวโปรดได้ก็เข้าห้องน้ำ

ที่บ้านทองประศรี เจ้าตัวตื่นมาแต่งตัวแต่ไก่โห่ สิงห์ทองกับคำมาคอยกำกับอยู่อย่างตื่นเต้น ส่วนบรรยงมานั่งตาละห้อย พูดแบบหมาหยอกไก่กับประภาศรีว่า ถ้าวันไหนอาทิจไม่ดีด้วยก็อย่าลืมว่าตนจ่อคิวคอยอยู่

ที่บ้านคุณย่า ทั้งคุณย่า น้าแก้ว และดรุณีกำลังเตรียมจะออกจากบ้านเช่นกัน เมื่ออาทิจใส่เสื้อยีนตัวโปรดเดินเข้ามาในบ้าน คุณย่าพูดอย่างเมตตาว่า

“ย่าไปร่วมงานด้วยไม่ได้นะพ่อ พอดีทางชมรมเกษตรของอำเภอเขามีจดหมายมาเชิญย่าไปร่วมสัมมนากับเขาน่ะ”

น้าแก้วบอกว่า ตนก็ต้องไปเตรียมกับข้าวให้คนงาน ส่วนดรุณีนั้น คุณย่าบอกว่าขอติดรถไปซื้อหนังสือในเมือง แต่จะให้คนพากลับมาก่อน อาจจะทันไปช่วยงานอาทิจในช่วงเย็นได้

“ตามสบายเถอะครับ ผมทราบว่าทุกคนมีธุระสำคัญที่ต้องทำ ผมมานี่ก็เพื่อจะขอกุญแจรถกระบะไปซื้อของตามที่เรียนคุณย่าไว้น่ะครับ”

คุณย่าเร่งน้าแก้วให้ไปหยิบกุญแจรถให้ เกรงอาทิจไปสายกลับช้าทางโน้นเขาจะรอ อาทิจหันมาสบตาดรุณีพอดี เลยขอบคุณที่ชุนเสื้อให้ชมว่าเรียบร้อยมาก

“คุณย่าสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำอย่างเรียบร้อย ไม่งั้นก็โดนดุแย่สิ” ดรุณีพูดอย่างไม่ยินดียินร้าย

คุณย่า อาทิจ น้าแก้ว และดรุณีเดินออกมา ก็เจอ กับขบวนแห่ขันหมากที่มีต๊อด อึ่ง พัน และเพื่อนๆ แบกอ้อย แบกกล้วย แห่กันมาอย่างครึกครื้น เชิญเจ้าบ่าวมานำหน้าขบวน

“ไปเถอะพ่อ...ย่าขออวยพรให้ชีวิตที่เริ่มต้นใหม่ของพ่อในวันนี้ เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยพลังแรงใจ ขอให้พ่อเดินไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ ถ้าก้าวแรกของพ่อมั่นคงแข็งแกร่ง ก้าวต่อไปก็จะแข็งแกร่งและมั่นคงตามกัน...นะพ่อนะ”

อาทิจก้มกราบแทบเท้าคุณย่า พูดอย่างซาบซึ้งว่า “ผมขอน้อมรับคำอวยพรของคุณย่าไว้เป็นมงคลกับชีวิตและการทำงานของผม ขอบพระคุณมากนะครับ ที่ให้โอกาสผมในการเริ่มต้นชีวิตใหม่”

สามเกลอและเพื่อนๆพากันเฮลั่นกับความตั้งใจมุ่งมั่นของอาทิจ แต่พอจะให้เข้าขบวนขันหมาก เขากลับบอกว่า

“ผมต้องไปซื้อของมาเตรียมปลูกผัก ปลูกข้าวโพด ไม่มีเวลาไปร่วมงานหรอกครับ อีกอย่างผมก็ไม่เคยพูดว่าผมจะไปร่วมงาน ไป...ลุงเกร็ง เดี๋ยวจะสาย” อาทิจหันไหว้ลาคุณย่า คุณย่าพยักหน้าอึ้งๆ น้าแก้วทำหน้าเหวอแต่แอบสะใจอยู่ลึกๆ

พวกขบวนขันหมากยืนค้าง ต่างเหวอไปตามกัน

ooooooo

ที่ร้านทองประศรี กำลังเตรียมงานกันอย่างคึกคัก ชาวบ้านทยอยกันมามากขึ้นทุกที แต่ละคนล้วนอยากเห็นหน้าเจ้าบ่าวที่เป็นหลานย่าแดงเจ้าของสวนส้มและที่ดินนับพันไร่

การรอคอยที่ยาวนาน ทำให้แขกเริ่มบ่น และทองประศรีที่ยิ้มหวานหน้าบานเป็นกระด้งแต่เช้า ก็ยิ้มจนเหงือกแห้งหน้าเฉา บอกให้ทองประสานกับทองประสมโทร.หาอาทิจ ทั้งสองก็ไม่มีเบอร์โทร. ตุ๊รู้ดีบอกว่าอาทิจไม่ได้ใช้มือถือ

ทันใดนั้น เสียงโห่ฮิ้วและกลองยาวของขบวนขันหมากที่คึกคักก็แว่ว ทุกคนยิ้มดีใจ ชาวบ้านกรูกันออกไปชะเง้อดูเจ้าบ่าว สิงห์ทองมองไปก็เริ่มหน้าเสียแต่ยังปั้นหน้ายิ้มเชิญทุกคนไปที่เต็นท์ด้านนอกกันเลยดีกว่า เดี๋ยวเจ้าบ่าวมาถึงจะได้ตักบาตรกันเลย

พอขบวนมาถึง สิงห์ทองกับคำมาปราดไปหาต๊อดถามว่า “ไอ้หลานคุณย่ามันไปมุดหัวอยู่ที่ไหน?!”

“ติดธุระ มาไม่ได้ มาได้แต่ขบวนแห่” ต๊อดบอก คำมาฮึดฮัดไม่ยอม อึ่งถามว่าไม่ยอมแล้วจะทำยังไง ถ้าจะไล่กลับพวกตนก็จะกลับเดี๋ยวนี้เลย

บรรยงเสนอว่า ถ้าจะขายผ้าเอาหน้ารอด ก็ให้เอาใครก็ได้ขึ้นเป็นเจ้าบ่าวแทนไปก่อน ต๊อด อึ่ง และพันแย่งกันเสนอตัว

ทองประศรีไม่เห็นด้วย เพราะทุกคนในละแวกนี้รู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้ว ใครเขาจะเชื่อ

ขณะกำลังวุ่นวายกับการหาคนเป็นเจ้าบ่าวแทนอาทิจนั่นเอง เวทางค์ก็ก้าวลงจากรถมาอย่างเท่ ตามด้วยวิยะดาที่ประโคมแต่งมาราวกับจะขึ้นเวทีประกวด

สิงห์ทองกับคำมาวิ่งออกมาต้อนรับอย่างแสนจะนอบน้อม เชิญทั้งสองเข้าไปนั่งในบ้าน

ครู่เดียว เวทางค์ก็โวยวายเมื่อฟังสิงห์ทองมากระซิบกระซาบจบ

“เฮ้ย...จะมาจับมัดมือชกอย่างนี้ได้ไง!!  ไม่เอา!! ฉันจะกลับบ้าน”

สิงห์ทองแทบจะกราบให้ช่วยรักษาหน้าลูกสาวตนด้วย ไพฑูรช่วยพูดว่าพวกตนก็อยากช่วย แต่ติดอยู่ที่ว่าชาวบ้านแถวนี้รู้จักพวกตนหมดแล้ว ตุ๊เยินยอว่าใครเห็นก็ต้องเชื่อว่าเขาคืออาทิจหลานคุณย่าแดง เพราะหล่อ เท่ ผิวพรรณดูดี หน้าตาก็ดูมีการศึกษา ทองประศรีแทรกเข้ามาขู่ว่า “ถ้าคุณไม่ช่วยศรี ศรีก็จะฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอดไป”

เวทางค์ถูกรุกหนัก หันถามวิยะดาว่าเอาไงดี วิยะดา ให้เลือกเอา ระหว่างยอมขายหน้าคนที่นี่ที่มีไม่กี่สิบคนหรือจะยอมขายหน้าทั้งประเทศที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งตายเพราะบีบจมูกตัวเอง

“ก็ได้...แต่อย่าถ่ายรูปให้เห็นหน้านะเว้ย ไม่งั้นฉันฟ้องคุณพ่อให้เล่นงานพวกแกทุกคนแน่”

บรรดาผู้เกี่ยวข้องที่เป็นคนวงใน พากันดีใจเหมือนรอดตาย แล้วพิธีแต่งงานก็ดำเนินไปโดยมีเวทางค์นั่งตั่งเป็นเจ้าบ่าวที่ก้มหน้างุดคอยหลบกล้องตลอดเวลา

ตกบ่าย อาทิจอยู่ที่แปลงปลูกข้าวโพด ต๊อด อึ่ง และพัน พากันหัวเราะร่ามาเล่าเรื่องงานแต่งงานให้ฟัง ผลัดกันเล่าแล้วพากันขำกลิ้ง จนอาทิจบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าขำเลย จะหัวเราะอะไรกันนักหนา

ขำกันจนพอแล้วอึ่งบอกว่า ทางนู้นฝากมาบอกให้เขาไปงานเลี้ยงฉลองคืนนี้ด้วย แล้วจะได้ส่งตัวเข้าหอเลย

“ฉันเคยบอกพวกนายแล้วไม่ใช่เหรอว่าฉันจะไม่ไปที่นั่นอีก” อาทิจหน้าขรึม

“อ้าว...แล้วจะหาใครเป็นตัวแทนล่ะทีนี้” เกร็งทำหน้าเหลอ มองคนโน้นคนนี้ให้ตัวเองอยู่ในสายตาของทุกคน...

ooooooo

บ่ายแก่ๆ เวทางค์กับวิยะดากลับมาที่ห้องพักผ่อนของคุณย่า วิยะดาหว่านล้อมให้เวทางค์กลับไปให้เขาส่งตัวเข้าหอแทนอาทิจอีกครั้ง คราวนี้เป็นตายอย่างไรเวทางค์ก็ไม่ยอม บอกว่าแค่เมื่อเช้าก็สยองแย่แล้ว

กลัวจะถูกพ่อแม่ทองประศรีตามมาอาละวาดอีก เวทางค์ชวนวิยะดารีบกลับดีกว่า ส่วนคุณย่าเอาไว้วันหลังค่อยมาใหม่ก็ได้ วิยะดาบ่นว่ายังโชว์ชุดใหม่ราคาห้าหมื่นไม่หนำใจเลย เวทางค์รับปากว่า เดี๋ยวพาไปเดินโชว์ในเมืองต่อก็แล้วกัน

เพราะคุณย่าสั่งให้ไปดูที่ปลูกกะหล่ำปลีกับอาทิจ ดรุณีไปนั่งอ่านตำรารอที่มุมโปรดของตัวเอง อ่านไปอ่านมาเริ่มง่วงเลยท่องเสียงดัง

อาทิจมาเดินสำรวจดิน ได้ยินเสียงดรุณีท่องตำราการดูดินและใส่ปุ๋ย ท่องตรงไหนติดขัดอาทิจก็บอกให้ เธอตกใจถามว่ามาได้ยังไง ที่นี่เป็นที่เดินเล่นของตน

“คุณมีอะไรที่เป็นของคุณเยอะจัง น้ำตก ภูเขา ที่ดิน บ้าน หรือแม้แต่คุณย่าก็เป็นของคุณ” ดรุณีเถียงฉอดๆ อาทิจเลยตัดบทเชิงอบรมว่า “ไม่มีใครเป็นเจ้าของใครหรือเป็นเจ้าของอะไรได้ตลอดไปหรอกครับ คุณอาจจะครอบครองได้แค่ช่วงเวลาหนึ่ง แล้วมันก็จะต้องเปลี่ยนมือเป็นของคนอื่น”

“ไหนนายบอกจะไม่แย่งทุกอย่างไปจากฉัน ไม่แย่งคุณย่าไปจากฉันไง”

“ผมไม่ได้หมายถึงตัวผม ผมพูดถึงมนุษย์ในโลกนี้ทุกคนว่า ไม่มีใครเป็นเจ้าของใครหรืออะไรได้ตลอดไป เพราะไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า คุณเข้าใจไหมครับ คุณดรุณี”

ดรุณีเถียงไปข้างๆคูๆ พอถูกต้อนจนเถียงไม่ออก ก็ทำเป็นหลอกตะโกนว่าคุณย่ามาแล้ว แล้วฉวยจักรยานปั่นออกไปเลย

ooooooo

พอกลับถึงบ้านก็โผเข้ากอดคุณย่าอ้อนว่าคิดถึงคุณย่าจัง คุณย่ายิ้มอย่างเอ็นดูเล่าว่า ตอนออกจากที่สัมมนาเจอประเวศน์ บอกว่าเวทางค์กับวิยะดาไป งานแต่งของอาทิจ ถามว่าแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

ดรุณีเล่าอย่างสนุกปากว่า ชุลมุนชุลเกกันใหญ่ คุณย่าฟังแล้วบอกว่า ที่อาทิจยอมแต่งงานก็เพราะอยากให้เรื่องจบๆไป และคงไม่ตั้งใจไปงานแต่แรกแล้ว วันนี้เลยไม่ไป

น้าแก้วบอกว่าวันนี้โล่งอกไปแล้ว แต่ไม่รู้พรุ่งนี้มะรืนนี้จะมีอะไรมาอีก และอาทิจจะทนมารยาร้อยเล่มเกวียนของทองประศรีได้หรือเปล่าก็ไม่รู้

“เราอย่ามองโลกในแง่ร้ายเลยค่ะน้าแก้ว เขาอาจจะอยู่กันอย่างมีความสุข มีลูกหัวปีท้ายปีกันก็ได้”

คุณย่าชมดรุณีว่าคิดดีกับเขาก็เป็นด้วย แล้วบอกให้เอาแกงโฮะไปให้อาทิจที เพราะประธานชมรมให้มามากมายเหลือเกิน ดรุณีหุบยิ้มทันทีถามว่า “ทำไมต้องเป็นหนู ให้จิ๋วแจ๋วไปก็ได้นี่”

“นึกแล้วว่าคิดดีก็คิดได้แป๊บเดียว” คุณย่าพูดยิ้มๆ แต่ดรุณีหน้าง้ำ คิดเถียงในใจว่า ตั้งแต่อาทิจมาคุณย่าไม่เคยชมตนเลย ถึงชมก็แป๊บเดียวเหมือนกัน

ooooooo

จนเย็น อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว อาทิจมานั่งเคลียร์บิลที่ไปซื้อของมา สามเกลอยืนหน้าเป็นอยู่ข้างๆ ถามว่าตกลงไม่ไปงานเลี้ยงแต่งงานจริงๆหรือ อาทิจตอบโดยไม่เงยหน้าว่า “ไม่”

อึ่งสอดขึ้นว่างั้นไว้รอเข้าหอเลยทีเดียวก็ได้  เดี๋ยวตนช่วยส่งตัว พันกับต๊อดขอเอาด้วย

“ดูพวกนายอยากไปกันเหลือเกินนะ งั้นพวกนายก็ไปสิ แต่ฉันไม่ไปนะ”

สามเกลอบ่นว่าเสียดายเงิน จ่ายไปตั้งหมื่นหนึ่ง อาทิจบอกว่าซื้อความรำคาญและตนก็จะต้องรีบทำงานหาเงินคืนคุณย่าด้วย ต๊อดเห็นท่าจะกล่อมไม่สำเร็จ เหลือบเห็นดรุณีเดินมาแต่ไกลก็พูดเป็นนัยว่า

“ก็ดีเหมือนกัน รักนวลสงวนตัวไว้ให้ใครอีกคนดีกว่า นั่นไงพูดถึงก็มาพอดี อายุยืนจริงๆ”

ดรุณีมาถึงก็พูดเสียงดังบอกสามเกลอกระแทกไปถึงอาทิจว่า

“บอกนายของพวกนายด้วยว่าคุณย่าให้เอาแกงโฮะมาให้”

อึ่งแซวว่าพูดดังขนาดนี้นายได้ยินแล้วล่ะ อาทิจเลยขอบใจทั้งที่ยังก้มหน้าเคลียร์บิลอยู่

สามเกลอหาทางแกล้งให้อาทิจไปส่งดรุณี ร้องหลอกดรุณีว่า “งู!” เธอจับได้ไล่ทันว่าถูกสามเกลอหลอก ก็จะกลับ อาทิจบอกให้ทั้งสามไปส่งเพราะแถวนี้งูชุม ถูกปฏิเสธพร้อมกันว่า “พวกเรากลัวงู” อาทิจรำคาญเลยไปส่งเอง

ระหว่างทาง ดรุณีบอกอาทิจว่าเขาควรจะไปหาทองประศรีบ้าง เดี๋ยวทางโน้นจะหาว่าคนทางนี้ใจดำ อาทิจชี้แจงว่า ตนทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว ไม่ทำให้ผู้ใหญ่ต้องเสียชื่อเสียหาย เงินก็จัดให้ตามที่เรียกร้องมา ดรุณีบอกว่าตนหมายถึงด้านจิตใจ เขาย้อนถามว่า

“คุณจะไม่ถามผมบ้างเหรอว่า ผมรู้สึกยังไง...ผมไม่ได้รักเขาและเขาก็ไม่ได้รักผม เราไม่ได้รักกัน ผมหวังว่าเราจะพูดเรื่องนี้เป็นครั้งสุดท้าย”

ดรุณีทำหน้าตกใจจะพูดอะไรอีก อาทิจตัดบทว่าไม่มีอะไรต้องพูดแล้ว เตือนเธอว่าอย่าห่วงคนอื่นให้มากนักเลย ให้ห่วงตัวเองบ้าง ที่แท้เธอจะบอกเขาว่ามีงูเห่าแผ่แม่เบี้ยอยู่ข้างๆ พออาทิจหันไปเห็นก็วางตะเกียงพนมมือสวดมนต์แผ่เมตตา

สวดเสร็จลืมตาดู งูยังแผ่แม่เบี้ยอยู่ ดรุณีแซวว่าภาษายากเกินไปมันเลยฟังไม่รู้เรื่อง ให้ลองแบบสั้นๆ ง่ายๆไหม

อาทิจมองงงๆ ว่าเธอพูดอะไรและจะทำอะไร ดรุณีก้าวออกไปยืนตรงหน้างูเห่าที่แผ่แม่เบี้ย แล้วเธอก็แผดเสียง

“กรี๊ดดดดด!”

เท่านั้นเอง งูเห่าตกใจเลื้อยหนีไปในพริบตา เธอหันมองอาทิจ เขายังยืนอึ้งกับวิธีไล่งูของเธอ

ส่งดรุณีถึงบ้านแล้วอาทิจจะกลับ เธอถามว่าไม่เข้าไปหาคุณย่าก่อนหรือ อาทิจบอกว่าท่านเหนื่อยมาทั้งวันแล้วให้ท่านพักผ่อนดีกว่า

น้าแก้วดูทั้งสองยืนคุยกันแล้วก็อดบ่นไม่ได้ว่า ทำไมไม่เป็นคู่นี้ที่ลงเอยกัน ทำไม...?? ได้ยินเสียงคุณย่าแซวมาว่า

“คิดอะไรเบาๆบ้างก็ดีนะแม่แก้ว” แล้วคุณย่าก็คิดเบาๆเองว่า “ทำไมไม่เป็นคู่นี้ที่ลงเอยกัน...”

ooooooo

เช้าวันใหม่ คุณย่าพาดรุณีไปช่วยอาทิจปลูกข้าวโพด โดยมีสามเกลอมาช่วยเขาอยู่ก่อนแล้ว อาทิจสอนวิธีหยอดข้าวโพดลงหลุมให้ดรุณี แล้วเขาก็เป็นคนขุดหลุมให้เธอเป็นคนหยอด ระหว่างนั้นก็ให้คุณย่านั่งให้กำลังใจอยู่ข้างแปลง

อาทิจขุดหลุมอย่างมืออาชีพ ส่วนดรุณีก็ตามหยอดยิกๆ บรรยากาศกำลังสดชื่นสนุกสนานด้วยการหยอกกันไปแหย่กันมานั่นเอง ทองประศรีก็กางร่มนุ่งกระโปรงใส่ส้นสูงเดินย่องแย่งมา ไปไหว้คุณย่าแล้วอ้อนอาทิจว่า เมียจะมาช่วยปลูก

ต๊อดหมั่นไส้ บอกว่า ทุกคนจับคู่ปลูกกันหมดแล้ว เหลือพันเป็นเศษอยู่คนเดียว ให้เธอจับคู่ปลูกกับพัน ทอง–ประศรีไม่เอา เกี่ยงกันไปมา จนอาทิจเอ็ดว่าจะทำงานหรือจะคุยกัน ทองประศรีเลยจำใจต้องจับคู่กับพัน ถูกบังคับให้ถอดรองเท้าส้นสูง เก็บร่ม หยอดข้าวโพดลงหลุมตามพันไป ดูทั้งน่าขำและน่าสมเพช

ooooooo

ระหว่างพักกินข้าวเที่ยงที่โรงอาหารสวนคุณย่า น้าแก้ว ดรุณี และจิ๋วแจ๋ว ช่วยกันตักอาหารแจกคนงาน จู่ๆเวทางค์กับวิยะดาก็มาที่นี่ พอมาถึงต่างก็มองหาเป้าหมายของตัวเอง อาทิจถามวิยะดาว่ามาหาคุณย่าหรือเธอบอกว่ามาหาเขา เวทางค์เอาบ้างอ้อนดรุณีว่ามาหาน้องณีคนเดียว

วิยะดาหมั่นไส้ ต่อว่าพี่ชายว่าหัดคิดเองบ้าง ดีแต่ พูดตามตนอยู่เรื่อย

สองพี่น้องมัวแต่ทะเลาะกัน พอวิยะดาหันมาอีกที อาทิจก็หายไปแล้ว ถามว่าอาทิจหายไปไหน สามเกลอแย่งกันเดาว่าไปสวนผัก หรือไปสวนกล้วย หรือไม่ก็แปลงข้าวโพด หรือแปลงสตรอเบอร์รี่ ไพฑูรนึกสนุกสอดเข้าไปบ้างว่าอาจไป สวนส้ม สองพี่น้องแค่ฟังก็งงแล้ว ไม่รู้จะไปหาที่ไหนยิ่งเมื่อเกร็งบอกว่า กว่าจะหาครบตามที่บอกก็คํ่าพอดี ก็ยิ่งหงุดหงิด

ฝ่ายทองประศรีไปหาตุ๊ที่บ้านพักของไพฑูร ให้ตุ๊นวดมือนวดเท้าให้ ปากก็บ่นอย่างเจ็บแค้นว่า

“ไอ้สามตัวนั่นมันแกล้งให้ฉันถอดรองเท้าวิ่งหยอดข้าวโพดกลางแดดเปรี้ยงๆ ดูสิพี่ตุ๊ ฉันจะกลายเป็นเนื้อแดดเดียวไปทั้งตัวแล้ว มือไม้ก็ถลอกปอกเปิกบวมฉึ่ง เล็บเลิบพังหมด”

ตุ๊ถามว่า แล้วอาทิจไม่ห้ามพวกนั้นเลยหรือ ทอง–ประศรีทำหน้างํ้าบอกว่า แม้แต่มองก็ยังไม่มองเลย เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเดียว

ตุ๊บอกว่า ขนาดหน้ายังไม่มองแบบนี้ ขืนปล่อยไว้มีหวังเสียของแน่ ยุว่า

“เขาไม่มอง เราก็ต้องทำให้เขามองเราให้ได้” ชี้ลงไปจะจะว่า “เขารักใคร เกรงใจใคร ก็ไปหาคนนั้นสิ”

ooooooo

อาทิจประคองคุณย่าเดินไปตามเนินที่สวยงามบนผืนดินที่จะปลูกกะหล่ำปลียักษ์ ถามคุณย่าว่าเดินไหวไหม

“ไหวสิพ่อ ย่าซื้อที่เอาไว้เยอะ ใครเดือดร้อนเอามาขาย ย่าก็ซื้อไว้ เพราะตัวเองชอบทำเกษตร เลยคิดว่ายังไงมันก็คงได้ใช้ประโยชน์ ปลูกนั่นนี่ให้คนได้กินยันยังคำ ย่าไม่ได้ขึ้นมาที่นี่เสียนาน...นานจนลืมไปเลยว่า เราก็มีที่สวยๆบนเนินกับเขาเหมือนกัน”

“ที่ผมเลือกที่นี่ก็เพราะอากาศบนนี้เย็นตลอดทั้งปี แล้วดินก็เป็นดินร่วนปนทราย ทำให้ระบายนํ้าได้ดี กะปลํ่าปลีชอบอากาศกับดินแบบนี้ครับ ถ้าดูแลดีๆก็จะได้นํ้าหนักต่อหัวมากกว่า 3 กิโลครับคุณย่า”

“ต้องเพาะกล้าไว้ก่อนรึเปล่าล่ะ”

“ครับ ผมจัดการเรียบร้อยแล้ว ถ้าคุณย่าเห็นด้วยว่าจะให้ปลูกที่นี่ได้ ผมก็จะเอาแทรกเตอร์มาไถดินให้ลึกสัก 20 เซน แล้วก็เอาปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกมาลงรองพื้นไว้เลยนะครับ”

“เอาสิ ถ้าพ่อเห็นว่าเหมาะสมก็ลงมือได้เลย”

“ขอบพระคุณนะครับคุณย่า ที่ให้โอกาสผมได้ลุกขึ้นยืน ให้ที่ผมได้หายใจอีกครั้ง ผมคงไม่กล้ารับปากว่าจะไม่เกิดข้อผิดพลาดในการทำงานขึ้นอีก แต่ผมจะทำอย่างตั้งใจ ทำอย่างสุดความสามารถครับคุณย่า”

“ไม่มีใครที่ไม่เคยทำอะไรผิดพลาดในชีวิตหรอกลูก อยู่ที่ว่าเราเอาความผิดพลาดนั้นมาปรับใช้ให้เป็นบทเรียนรึเปล่า ทำพลาดครั้งหนึ่งแล้วต้องพยายามไม่ให้พลาดซํ้าในเรื่องเดิมเป็นครั้งที่สอง เขาถึงจะเรียกว่า ผิดเป็นครู”

“ผมจะจำคำสอนของคุณย่าไว้ให้ขึ้นใจครับ”

“ย่าชอบคนตั้งใจทำงาน เพราะฉะนั้นขาดเหลืออะไรก็ให้บอกย่า”

“ตอนที่ผมไม่ได้เรียนต่อ ผมรู้สึกเสียใจมาก แต่ตอนนี้ ผมกลับรู้สึกว่าผมตัดสินใจถูกที่ออกมาทำงาน เพราะงานที่ผมทำมันคือห้องเรียนที่ผมจะเรียนรู้ได้อย่างไม่มีวันจบสิ้น ผมดีใจที่มีคุณย่าเป็นครูที่ทุ่มเททั้งกายใจสอนผมให้รู้จักคุณค่าของแผ่นดิน รู้จักผืนดินที่เป็นที่ทำกินของเรา คุณย่าทำให้ผมไม่เคยรู้สึกว่าชีวิตขาดอะไรเลยตั้งแต่ได้มาอยู่ที่นี่ ขอบพระคุณมากครับ” อาทิจก้มกราบที่ตักคุณย่าด้วยความเคารพ ศรัทธา บูชาจากใจ

คุณย่าเอาสองมือประคองหน้าอาทิจ มองเขาเต็มตา อยากจะบอกเหลือเกินว่า ท่านภูมิใจในตัวเขามากเพียงใด...

ooooooo

คำยุยงปลุกปั้นของตุ๊ ทำให้วันนี้ ทองประศรี พาสิงห์ทองและคำมาไปหาคุณย่าที่บ้านอีกครั้ง อาทิจเพิ่งพาคุณย่ากลับมา จิ๋วแจ๋วก็วิ่งหน้าตั้งมาบอกว่า สิงห์ทองพาครอบครัวมาอีกแล้ว

คุณย่าและอาทิจจึงไปพบทองประศรีและพ่อแม่เธอที่หน้าบ้าน น้าแก้วบอกว่าคุณย่ากับอาทิจมาแล้ว มีอะไรก็ว่ามาเลย

“นังหนูมันอายเขา งานแต่งเจ้าบ่าวก็ไม่มา งานเลี้ยงก็ไม่โผล่ แถมยังไม่มาเข้าหออีกต่างหาก” คำมาโพล่งขึ้นก่อน

อาทิจบอกว่าตนไม่ว่าง สิงห์ทองสวนไปทันทีว่ากลางวันไม่ว่างก็ไม่ว่ากัน แต่ทำไมกลางคืนถึงไม่กลับไปที่ร้านบ้าง ชาวบ้านจะได้นินทาไม่ได้

อาทิจบอกว่าตนไม่ว่าง ถ้าว่างเมื่อไรก็จะไป สิงห์ทองคาดคั้นว่าเมื่อไหร่

“ยังไม่รู้เหมือนกัน ผมเป็นคนชอบทำงานเสียด้วยเลยไม่ค่อยมีเวลาว่างกับใครเขา” แล้วพูดกับทองประศรีว่า “ฉันว่าเธออยู่ของเธอไปตามสบายดีกว่า อย่ากังวลเรื่องฉันนักเลย แล้วก็อย่าไปรบกวนพ่อแม่ให้มากนัก ฉันเองก็เกรงใจคุณย่าจะแย่อยู่แล้ว จำไว้เลยนะ ไม่ต้องมาตามอีก”

ทองประศรีเอามือปิดหน้าร้องไห้โฮๆ หันไปอ้อนวอนคุณย่าช่วยบังคับอาทิจให้รับผิดชอบด้วย คุณย่าบอกว่าเรื่องนี้ตนบังคับใครไม่ได้ คำมาดูท่าคุณย่าไม่ช่วยแน่ จึงเสนอว่า เมื่ออาทิจไม่ไปที่ร้านก็ให้ทองประศรีมาอยู่กับอาทิจที่นี่ ซึ่งคุณย่าก็ไม่ขัดข้อง บอกว่าอาทิจมีบ้านอยู่เป็นส่วนตัว อยากมาก็ตามใจ ไม่มีใครไปวุ่นวายอยู่แล้ว

คำมาถามอีกว่า แล้วถ้าเมียทางปากช่องของอาทิจ มาวุ่นวายจะทำอย่างไร คุณย่าบอกว่าเรื่องนี้ต้องไปตกลงกันเอง คำมาก้าวร้าวหาว่าคุณย่าพูดไม่เป็นผู้ใหญ่ โทษว่าที่อาทิจไม่ไปเข้าหอก็เพราะคุณย่ายุยง

“แกอวดดียังไงมาว่าฉัน ถ้าฉันไม่เป็นผู้ใหญ่ก็ไสหัวออกไปจากบ้านฉันเสียที ฉันไม่รู้เรื่องอะไรด้วยแล้ว จะเอาอะไรก็ให้ทั้งนั้น แล้วจะเอายังไงอีก”

คุณย่าไล่ตะเพิดแล้วกลับเข้าบ้านไปพร้อมกับดรุณีและน้าแก้ว

ตกเย็น ดรุณีปั่นจักรยานไปเรียกอาทิจที่แปลงผักสลัดให้ไปกินข้าวกับแกงหองที่คุณย่าอุตส่าห์ทำเอง

ทีแรกอาทิจไม่อยากไป บอกว่าจะอยู่กินกับสามเกลอที่สวน แต่ถูกสามเกลอท้วงติงว่า คุณย่าอุตส่าห์ทำเองควรจะไปกินอีกทั้งแกงหองอะไรนี่ แม้แต่ชื่อตนก็เพิ่งจะเคยได้ยิน บอกอาทิจว่าไปกินเสีย ถ้าเหลือก็อย่าลืมมุบมิบมาฝากกันบ้าง

อาทิจจึงตัดสินใจไป เกร็งบอกให้อาทิจขี่จักรยานให้ดรุณีซ้อนจะได้ไปถึงไว พอดรุณีขึ้นซ้อนท้าย พันมองแล้วก็บ่นกันเองว่า “ทำไมไม่เป็นคู่นี้วะ สวนคุณย่ามีเฮแน่เลย”

ooooooo

ตอนที่ 6

เจอตัวจริงคุณย่า สิงห์ทองที่ทำผยองพองขนก็สงบลง สุภาพขึ้น ถามคุณย่าว่ารู้เรื่องอาทิจไปเมามาเมื่อคืนนี้แล้วใช่ไหม คุณย่าบอกว่ารู้แล้ว สิงห์ทองชักสีหน้าถามว่ารู้แล้วทำไมถึงทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่อีก รู้รึเปล่าว่าลูกสาวตนนอนร้องไห้ทั้งคืน

คุณย่าไม่รู้เรื่องที่อาทิจถูกกล่าวหา เพราะเขายังไม่ทันเล่าก็ถูกคุณย่าเรียกให้กินข้าวต้มเสียก่อน สิงห์ทองถามว่าจะให้ตนพูดตรงๆไหม วิยะดาตัดบทว่าจะพูดอะไรก็ว่ามาเลยโยกโย้น่ารำคาญ

“ได้...หลานชายคุณย่าไปกินเหล้าที่ร้านผมแล้วปล้ำลูกสาวผมเมื่อคืนก่อน สุดท้ายบอกจะรับผิดชอบแล้วก็หายหัวไปเลย”

ทุกคนฟังแล้วตะลึงอึ้ง ทองประศรีแผดเสียงร้องไห้โฮๆ คำมารุกทันทีว่า

“คุณย่าเป็นย่า คุณย่าต้องรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้นนะคะ”

คุณย่าบอกว่าเรื่องนี้ตนไม่รู้เรื่อง จะถามอาทิจเอง คำมาท้าว่าแน่จริงให้เรียกมาถามต่อหน้าเลย คุณย่าบอกว่าอาทิจไม่สบาย แต่ไม่ต้องห่วง ตนจะคุยเรื่องนี้กับอาทิจ เอง ให้พวกสิงห์ทองกลับไปก่อน

ดรุณี วิยะดาและเวทางค์หันมองคุณย่าเป็นตาเดียว คุณย่าหันหลังเดินกลับไปที่บ้านพักของอาทิจ เล่าเรื่องสิงห์ทองพาลูกเมียมาโวยวายแล้วถามอาทิจว่ามันจริงอย่างที่เขาว่าหรือเปล่า

“ผมผิดครับคุณย่า ผมกราบขอโทษ” อาทิจก้มกราบที่ตักคุณย่า “ผมยอมรับว่าผมเลวที่เมาจนไม่รู้ตัว มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่แม่ของผู้หญิงคนนั้นกับน้องๆเข้ามาโวยวายว่าผมข่มเหงลูกสาวเขา”

คุณย่าถามว่าจริงไหม เขาบอกว่าตนเมาจำอะไรไม่ได้เลย รู้แต่ว่าตอนนั้นปวดหัวจนแทบจะระเบิด คุณย่า ถามว่าแล้วจะเอาอย่างไร เพราะพ่อแม่เขามาโวยวายให้รับผิดชอบลูกสาวเขา เขาคงไม่ยอมปล่อยเราแน่

อาทิจเสียใจมากที่ผิดสัญญากับแม่เรื่องเหล้า เพียงครั้งเดียวก็ก่อเรื่องให้คุณย่าต้องเดือดร้อนไปด้วยขนาดนี้ บอกคุณย่าว่าถ้าเขามาทวงคำตอบอีกเมื่อไหร่ ตนจะคุยกับเขาเอง บอกคุณย่าอย่าร้อนใจกับเรื่องนี้อีกเลย แล้วจะพาคุณย่าไปส่ง คุณย่าบอกไม่ต้องเพราะดรุณีเดินมาแล้ว อาทิจจึงขอตัวไปรดน้ำผักเพราะเว้นไปหลายวันแล้ว

คุณย่ามองตามอาทิจไปด้วยความเป็นห่วง ในขณะที่ดรุณีรู้สึกตัวเองผิดอย่างมหันต์ที่เป็นต้นเหตุทำให้เรื่องบานปลายถึงขนาดนี้

ดรุณีเปรยๆกับคุณย่าว่าถ้าอาทิจไม่เมา เรื่องก็คงไม่เป็นแบบนี้ พูดอย่างรู้สึกผิดว่า

“เขาคงเสียใจเรื่องที่หนูก่อไว้มากก็เลยไประบายเอากับเหล้า หนูขอโทษนะคะคุณย่าที่เป็นต้นเหตุให้เขาต้องเป็นแบบนี้” คุณย่าบอกว่าไม่เคยได้ยินอาทิจโทษเธอ “ก็เพราะเขาไม่โทษนี่ล่ะค่ะ ที่ทำให้หนูรู้สึกผิด ถ้าย้อนเวลากลับไปได้หนูจะไม่ก่อเรื่องแบบนี้”

“ใจเย็นๆก่อนเถอะ เรื่องมันอาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่เราคิดก็ได้” คุณย่ากอดดรุณีไว้อย่างปลอบใจ

ooooooo

ฝ่ายคำสิงห์กับคำมา กลับถึงบ้านก็วางแผนกันจะให้ยรรยงเป็นคนไปเจรจากับคุณหญิง ยรรยงคุยโวว่าให้เจ้าหน้าที่อย่างตนไปเจรจา ยังไงก็ไม่เสียเปรียบ ไม่มีใครกล้ามาเบ่งใส่ด้วย ยิ่งมีคลิปฉาวด้วย เชื่อว่าพวกมีหน้ามีตาในสังคมอย่างนี้ต้องยอมเพราะกลัวเสียชื่อเสียง

ตุ๊สอดขึ้นว่าถ้าอาทิจไม่ยอมแต่งก็ให้ขอค่าเลี้ยงดูค่าเสียหายจากคุณหญิงสักล้านสองล้าน เงินแค่นี้

ขนหน้าแข้งท่านไม่ร่วงหรอก ยรรยงเห็นด้วย เสนอว่าถ้าอาทิจไม่ยอมแต่ง มาแต่งกับตนทีหลังก็ได้

ทองประศรีเหยียดปากใส่โพล่งออกไปว่าไม่...ตนอยากให้ลูกได้ดี ถูกสิงห์ทองด่าว่า ขอให้เขายอมแต่งด้วยก็ดีแล้ว ยังไม่ทันได้คืบจะเอาศอกเสียแล้ว

ooooooo

เพราะรู้สึกตัวเองผิดมากที่เป็นต้นเหตุทำให้อาทิจต้องตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ ดรุณีจึงเอาใจใส่ดูแลเขาด้วยความเป็นห่วงเห็นใจอย่างเต็มใจ นอกจากเอาข้าวปลาอาหารไปส่งที่แปลงผักแล้ว ยังจัดยาให้ เห็นห้องรกก็จัดห้องให้จนเรียบร้อยสวยงาม

จัดยา รินน้ำใส่แก้วแล้วเขียนข้อความทิ้งไว้ว่า “กินยา แล้วดื่มน้ำให้หมดแก้ว” พออาทิจกลับมาถึงก็กินยาดื่มน้ำแล้วทิ้งตัวลงนอนหลับไปทันที

“จะลืมตาดูสักนิด ขอบคุณสักหน่อยก็ไม่ได้ สะอาดเรี่ยมอย่างกับอยู่บนสวรรค์ขนาดนี้” ดรุณีแอบดูอยู่บ่นกับตัวเองแล้วเข้าไปห่มผ้าให้เขา มือไปถูกตัวอาทิจ แล้วสะดุ้งเพราะตัวร้อนมาก บ่นอย่างเป็นห่วงว่า

“ทำไมตัวร้อนจี๋อย่างนี้ล่ะ บอกแล้วว่าอย่าออกไปตากแดด เห็นไหม ไข้ขึ้นอีกจนได้”

ดรุณีเช็ดตัวให้เพื่อลดไข้ อาทิจเพ้อ ไขว่คว้าเอามือเธอไปกุม เพ้อถึงแม่ ดรุณีปลอบเบาๆ ว่าไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไร เขากุมมือเธอเข้าไปแนบแก้ม แล้วเบียดตัวขึ้นนอนหนุนตักเหมือนทำกับแม่ตอนที่ตัวเองไม่สบาย

ดรุณีใจเต้นแรง ร้อนผ่าวไปทั้งหน้า นิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูก อาทิจเพ้อถึงแม่ พ่อ และน้องๆ แสดงความรักความห่วงใยและสุดท้ายเพ้อว่าจะไปรดน้ำผักเพราะไม่ได้รดมาหลายวันแล้ว ทำให้ดรุณีรับรู้ว่า หัวใจเขามีแต่พ่อแม่น้องๆ คุณย่าและงาน เธอค่อยๆ จับเขาให้นอนตามเดิม พลันก็ชะงักเมื่อเขาเพ้ออีก...

“ผมไม่ต้องการแย่งอะไรไปจากคุณ คุณเกลียดผมมากเลยเหรอคุณณี”

ดรุณีนิ่ง ตื้อไปทั้งสมอง มองอาทิจที่ปากแห้งผาก หน้าแดงเพราะพิษไข้ แม้ว่าตัวเองจะไม่เป็นไข้แต่ความรู้สึกจากที่ได้ยินเขาเพ้อ ทำให้เหมือนจับไข้ไปด้วย...

สามเกลอเป็นห่วงอาทิจ บอกไพฑูรว่าจะไปเช็ดตัว หุงข้าวและซักผ้าให้อาทิจ มากลางทางเจอเกร็งที่จะมาดูแลอาทิจเช่นกัน เลยไปด้วยกัน ไปถึงบ้านพักเจอดรุณีเปลี่ยนเสื้อให้อาทิจเสร็จและกำลังติดกระดุมเม็ดสุดท้ายพอดี เกร็งถามดรุณีว่ามาทำอะไรหรือ ดรุณีชี้แจงเก้อๆ เขินๆ ว่ามาจัดยาให้ จัดยาอย่างเดียวจริงๆ แล้วรีบขอตัวกลับ

ระหว่างที่ทั้งสี่ช่วยกันดูแลอาทิจอยู่นั่นเอง จิ๋วแจ๋วก็หน้าตื่นมาบอกว่า พ่อทองประศรีมาเอาเรื่องอาทิจอีกแล้ว สามเกลอจะไปรับหน้าแทน อาทิจบอกว่าไม่ต้อง ตนจะไปเอง

ooooooo

บ่ายนี้ ประเวทย์ วิไลลักษณ์ วิยะดา และเวทางค์ มาติดตามข่าวอาทิจ เจอสิงห์ทองพาทองประศรีและยรรยงมาอาละวาดพอดี ประเวทย์ออกไปรับหน้า แต่พอดีอาทิจมาถึง เขาซักถามทองประศรี 3 ข้อเพื่อพิสูจน์เหตุการณ์ในคืนนั้น

อาทิจบอกให้เล่ารายละเอียดที่กล่าวหาว่าเขาข่มขืน ถามว่าแล้วทำไมน้องสาวสองคนของเธออยู่ในเหตุการณ์จึงไม่ช่วยพี่สาวตัวเอง และถามว่าใครเป็นคนถอดกางเกงของตน

ทองประศรีกล้อมแกล้มเล่าเข้าข้างตัวเอง แต่พอพูดถึงกางเกง อึ่งก็แทรกขึ้นว่า กางเกงอาทิจรัดเปรี๊ยะจนพวกตนสองคนช่วยกันดึงแทบตายจึงถอดได้ แล้วทองประศรีถอดได้ยังไง ทองประศรีอ้างว่าอาทิจถอดเอง

ทองประศรีตอบคำถามของอาทิจแบบกล้อมแกล้มกลืน สิงห์ทองจึงให้ยรรยงเอารูปมายืนยันว่า เป็นรูปที่ทางทองประศรีเอามาเป็นหลักฐานในการแจ้งความ คุณย่าดึงรูปไปดูแล้วอึ้ง บอกพวกสิงห์ทองว่า

“ฉันจะคุยกับคนในครอบครัวก่อน แล้วจะติดต่อกลับไป”

เมื่อเอารูปไปดูกันแล้ว มีความรู้สึกเดียวกันว่า ทุกรูปอาทิจนิ่งไม่รู้สึกตัว ประเวทย์บอกว่าดูรูปแล้วพอจะมีทางออกอยู่ เขาชี้แจงว่า ถ้าอาทิจไม่อยากแต่งงานอยู่กินกับคนที่ไม่ได้รักกันมาก่อนก็ให้ลองเจรจาจ่ายค่าเสียหาย ถ้าทางโน้นพอใจก็จบ แต่ถ้าไม่ยอมก็คงต้องสู้กันในศาล คุณย่าที่นิ่งไปนาน เอ่ยขึ้นว่า

“ย่าไม่เคยดูถูกหรือแบ่งแยกคนที่ฐานะความเป็นอยู่...ย่าไม่ชอบครอบครัวนี้เพราะเขาเห็นแก่ตัว ยอมเป็นนายหน้าพานักลงทุนต่างชาติมากว้านซื้อที่นาจากพวกชาวนาด้วยกัน...บางคนก็โดนโกงซึ่งหน้าเพราะไม่รู้หนังสือ ที่ย่าเกลียดที่สุดก็คือการที่เขาไม่รู้จักคุณค่าของผืนดิน คนที่ไม่สำนึกในบุญคุณของแผ่นดิน สุดท้ายก็จะไม่มีอะไรเหลือ แม้แต่ที่จะให้ยืนหายใจ”

อาทิจขอเวลาอีกวันสองวันคิดดูว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี เขาไหว้ขอโทษประเวทย์ที่ทำให้ต้องมาเดือดร้อนไปด้วย ยืนยันว่า “ผมรับรองครับว่าจะทำทุกอย่างอย่างดีที่สุด เพื่อให้ทุกคนสบายใจ ผมขอตัวก่อนนะครับ”

วิไลลักษณ์ที่มีแผนจะกันอาทิจไปจากดรุณีเพื่อให้เวทางค์แทรกเข้าไป ทำทีขอไปโทรศัพท์ข้างนอก อ้างว่าในห้องสัญญาณไม่ดี แต่ที่แท้ต้องการตามไปคุยกับอาทิจ

วิไลลักษณ์ขอให้อาทิจเห็นแก่ประเวทย์ เห็นแก่คุณย่า เห็นแก่พ่อเขาที่เป็นข้าราชการว่า ถ้าลูกหลานมีประวัติด่างพร้อยย่อมกระทบความเชื่อถือของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาแน่ และถ้าเรื่องถึงศาล ทั้งพ่อเขาและประ– เวทย์ก็ต้องถูกเชิญไปให้ปากคำ จะกลายเป็นจุดบอดในชีวิตราชการ เพราะหลังจากนั้นก็ต้องถูกจับตามองและเพ่งเล็งตลอดเวลา

เป็นคำพูดที่ทำให้อาทิจคิดหนัก ในที่สุดเขาตัดสินใจยอมแต่งงานกับทองประศรีเพื่อปกป้องเกียรติยศชื่อเสียงของผู้ที่เคารพนับถือ

ระหว่างนั้น ดรุณีเฝ้าภาวนาให้อาทิจตัดสินใจให้ถูกต้อง เพราะไม่อย่างนั้นตนจะรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตเหมือนกัน

ooooooo

เมื่อตัดสินใจแล้ว อาทิจไปบอกคุณย่า ทุกคนตกใจเพราะไม่คิดว่าเขาจะเลือกออกทางนี้ คุณย่าและน้าแก้วทักท้วงให้คิดดีๆ อาทิจก็ยืนกรานคำเดิม จนคุณย่าถามว่า

“เราจะรักแม่นั่นได้เหรอ หรือคิดว่าอยู่กันไปก็รักกันได้เอง”

“ผมคงรักผู้หญิงคนนั้นไม่ลงหรอกครับ ที่ตัดสินใจอย่างนี้ก็เพราะต้องการจบปัญหาให้ได้ โดยไม่ทำให้ใครต้องร้อนใจเท่านั้นเอง”

“คุณอาทิจลองคิดอีกทีนะคะ ชีวิตทั้งชีวิตนะคะ” น้าแก้วติง

“ชีวิตของผมคงไม่จบที่ผู้หญิงคนนี้หรอกครับ ถึงให้เวลาผมคิดอีกกี่วัน ผมก็คงต้องเลือกแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ ผมอยากทำงานไม่อยากเสียเวลากับเรื่องนี้อีกแม้แต่วินาทีเดียว...คุณย่าจะกรุณาให้คนไปส่งข่าวให้ทางนั้นทราบได้ไหมครับ ให้เขาพาตำรวจมาด้วย ผมตกลงจะยอมความกับเขา แต่ก็มีรายละเอียดปลีกย่อยที่เขาต้องทำตามข้อตกลงของผมเหมือนกัน”

คุณย่าได้แต่นิ่งฟัง เพราะรู้แก่ใจดีว่า ไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนใจอาทิจได้แล้ว...

ooooooo

เพียงเช้าวันต่อมา ตุ๊ก็กระดี๊กระด๊าไปแจ้งข่าวนี้แก่ทองประศรี ทั้งบ้านดีอกดีใจยิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 เสียอีก

คำมาเตรียมเป็นเจ้ามือเปิดบ่อนที่บ้านจะใช้ชื่อว่าบ่อน “หลานสะใภ้คุณย่า” ทองประสานเตือนพี่สาวว่าได้ดีแล้วอย่าลืมตนสองคน ตุ๊ก็ย้ำว่า แล้วอย่าลืมพี่ตุ๊น่ะ เพราะยังไงก็เป็นคนแรกที่พาไปดูตัวอาทิจ

“ฉันไม่ลืมหรอกจ้ะ รอให้ฉันได้แต่งงานกับคุณ

อาทิจ ได้เป็นหลานสะใภ้คุณย่าจริงๆเมื่อไหร่ ฉันจะตอบแทน ทุกคนให้เต็มที่เลย”

“งั้นก็รีบไปหาคุณย่ากับคุณอาทิจกันเถอะจ้ะ เอาไอ้ยงไปด้วย คุณย่าท่านสั่งมา” ตุ๊เร่ง

ส่วนอาทิจ วันนี้รีบไปรดนํ้าแปลงผักที่ขาดนํ้าจนเฉากับต๊อด อึ่งและพัน ครู่ใหญ่ดรุณีก็มาตามบอกว่า

“คุณย่าให้มาตาม พวกนายสิงห์ทองมากันแล้ว” ระหว่างเดินกลับไปด้วยกัน ดรุณีถามว่า “นายคิดดีแล้วใช่ไหม”

อาทิจบอกว่าตนไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้ ตนปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ค่ามาพอแล้ว ดรุณีติงว่าถ้าจะใช้เวลาคิดอีกสักนิดก็ไม่มีใครว่าอะไร เพราะเรื่องครอบครัวเป็นเรื่องจำเป็น

“ยังไม่จำเป็นสำหรับผม สิ่งที่จำเป็นสำหรับผมตอนนี้คือการลุกขึ้นมาทำงานเพื่อพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ซึ่งมันจะทำให้คุณไม่สบายใจนัก ผมก็ต้องขอโทษด้วย” ดรุณีงง ถามว่าหมายความว่ายังไง “ผมอาจจะเคยล้ม แต่ผมจะลุกขึ้นมายืนใหม่ให้เร็วที่สุด ขอบคุณที่ทำให้ผมแข็งแกร่ง และรู้รสชาติของชีวิตเพียงแค่ชั่วข้ามคืน ขอบคุณที่ทำให้ผมจำได้ขึ้นใจว่า กล้วยป่าหน้าตามันเป็นยังไง”

ดรุณีมึน หูอื้ออึง งงว่า ตนพูดถึงเรื่องทองประศรีแท้ๆ วกกลับมาหาตนได้ยังไง...??

ooooooo

อาทิจไปถึง คุณย่านั่งอยู่บนเก้าอี้เป็นประธาน คนอื่นๆนั่งกระจายรายล้อมที่พื้น คุณย่าเอ่ยขึ้นว่า

“เมื่อมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว ก็ตกลงต่อหน้าคุณตำรวจเสียเลยว่า จะเอายังไง”

คุณย่าหันไปทางน้าแก้ว น้าแก้วรีบส่งสมุดบันทึกข้อตกลงซึ่งมีกระดาษก๊อบปี้แทรกไว้ให้ยรรยง บอกว่า ขอให้ทำสำเนาไว้ด้วย จะได้เก็บไว้เป็นหลักฐานด้วยกันทั้งสองฝ่าย

สิงห์ทองพูดขึ้นก่อนว่า เรียกร้องค่านํ้านม 5 แสนและขอให้จัดการแต่งงานให้ตามความเหมาะสม อาทิจ แย้งทันทีว่าทุกวันนี้ตนยังต้องกินอยู่กับคุณย่า ตนจะเอาที่ไหนมาให้ตั้ง 5 แสน

คำมาเสนอทันทีว่าลดลงหน่อยก็ได้เพราะไม่อยากขายหน้า ตุ๊เจ้ากี้เจ้าการเสนอว่า สี่แสนดีไหม คำมาตกลง อาทิจยืนยันว่าตนไม่มี สิงห์ทองลดลงมาเหลือสามแสนขาดตัว

ไม่ว่าจะลดลงมาเท่าไร อาทิจก็ยังคงยืนยันตามเดิมว่าตนไม่มี ตุ๊เลยกระซิบกระซาบอะไรกับคำมาให้ลดกระหน่ำลงมาเลย ไม่อย่างนั้นมีหวังอดแน่ คำมาแบไพ่ทันทีว่า

“ถ้างั้นค่านํ้านมไม่คิดก็ได้ แต่คุณต้องจัดงานแต่งงานให้นังหนูมันนะ”

อาทิจถามว่าเท่าไร สิงห์ทองตอบทันทีว่า สักแสนสองแสนก็น่าจะพอ

“จะแสนหรือสองแสนผมก็ไม่มีครับ ผมทำงานให้คุณย่าโดยไม่ได้รับเงินเดือน ท่านจ่ายเงินล่วงหน้าให้ครอบครัวผมไว้ ผมมาที่นี่เพื่อทำงานใช้หนี้ท่าน”

ต่อรองกันไปมา ตุ๊เสนอว่า งั้นก็เอาแค่พอรักษาหน้าไม่ให้แตกก็พอ สักห้าหมื่นเป็นไง? ทองประศรีกลัวไม่ได้แต่งลดลงมาเหลือสามหมื่น น้าแก้วก็ยังบอกว่าแพงไป ในที่สุดยรรยงทำบันทึกข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรอ่านให้ฟังกันว่า

“...ฝ่ายหญิงยินยอมที่จะไม่รับเงินค่านํ้านม 5 แสนบาท เหลือเพียงเงินที่ใช้ในการแต่งงาน ซึ่งเดิมเรียกไปสองแสนต่อรองกันไปมาแล้วเหลือหมื่นเดียว สรุปยอดที่ทางฝ่ายหญิงเสนอมาทั้งหมด 7 แสนลดเหลือ 1 หมื่นบาท” บรรยงอ่านแล้วถามว่ามีใครคัดค้านไหม ทุกคนนั่งเงียบ บรรยงจึงสรุปว่า “ถ้าอย่างนี้ก็เป็นอันตกลงด้วยดีตามนี้นะครับ”

“แต่ผมบอกก่อนนะครับว่าผมจดทะเบียนสมรสด้วยไม่ได้ เพราะผมจะไม่จดทะเบียนสมรสซ้อน ผมมีเมียอยู่แล้วที่ปากช่อง เราจดทะเบียนสมรสกันแล้ว”

เจอไม้นี้ของอาทิจ พวกสิงห์ทองก็มองหน้ากันไปมา

ในที่สุดพวกสิงห์ทองก็ต้องยอมคิดว่ากำขี้ดีกว่ากำตด แต่สิงห์ทองยังมีข้อแม้ว่า ถ้าทองประศรีมีลูก อาทิจต้องจดทะเบียนรับรองบุตร

เมื่อทุกอย่างจบลงแล้ว คุณย่านั่งนิ่ง แววตา

หม่นหมองเหมือนความหวังอะไรบางอย่างพังทลายไปต่อหน้าแล้ว...

ooooooo

จากวันนั้น อาทิจก็เงียบขรึม เอาแต่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่พูดไม่จากับใคร จนน้าแก้วบ่นกับคุณย่าว่า ไม่รู้อาทิจคิดอะไรอยู่ คุยด้วยร้อยคำก็ตอบเพียงคำสองคำ พวกคนงานก็พากันกลัวไม่กล้าเซ้าซี้

“ยังดีนะคะที่อุตส่าห์กุเรื่องเมียที่ปากช่องขึ้นมาอ้าง ถ้าต้องแต่งงานแล้วตีทะเบียนด้วยละก็ คุณอาทิจอาจจะเงียบจนเป็นใบ้ไปเลยก็ได้ อ้อ...ตอนจะกลับเข้าสวน แก้วเห็นเขาคุยกับตาเกร็งว่า ส่งส้มเสร็จจะเข้าไป รดน้ำผัก ไอ้สามลิงนั่นจะขอตามไปช่วย คุณอาทิจก็ห้าม บอกว่าจะทำเอง เฮ้อ...แก้วล่ะเหนื่อยแทน”

“เขาคงไม่อยากคิดอะไร เลยทำตัวให้ยุ่งๆทั้งวัน ก็เหมือนฉันนี่ไง ถ้าไม่หาอะไรทำให้มือไม่ว่างก็คงจะอดคิดสงสารหลานไม่ได้ เฮ้อ...อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดล่ะนะ” คุณย่าถอนหายใจปลงๆ

“แต่ทำทุกอย่างเองคนเดียวอย่างนั้น มันจะไม่เหนื่อยจนรากแตกหรือคะคุณย่า”

ดรุณีนั่งฟังเงียบๆ แต่ในใจคิดอะไรบางอย่าง บ่ายวันนี้เธอจึงไปรดน้ำผักให้อาทิจ รดน้ำไปร้องเพลงกล่อมผักและเต้นยึกยักอย่างเบิกบานใจ ไม่รู้ว่าอาทิจมายืนมองอยู่ พอรู้ตัวก็เขิน

“ขอบใจที่อุตส่าห์มาช่วยผมรดน้ำผัก”

“ถ้าคุณย่าไม่ใช้ให้มา ฉันก็คงไม่เสียเวลามา”

“ครับ...ผมทราบ...ยังไงคุณก็ไม่มีวันจะช่วยผมอย่างตั้งใจหรือเต็มใจ ต่อไปนี้ผมจะจำเอาไว้ให้ขึ้นใจว่า สิ่งที่คุณทำให้ผม มาจากคำสั่งของคุณย่าเท่านั้น” พูดแล้วเดินไปรดน้ำผักอีกมุมหนึ่ง

ดรุณีหาทางแกล้งแหย่ให้เขาพูดคุยด้วย แต่เขาก็ยังเงียบขรึม เลยแกล้งฉีดน้ำใส่ เขาก็เพียงแต่หันมองแล้วหันไปรดน้ำต่อ เธอยั่วจนเขาหันมาฉีดน้ำใส่บ้าง

ขณะนั้นเอง จิ๋วแจ๋วมาบอกอาทิจว่าคุณย่าให้ไปหาที่บ้าน เพราะนายสิงห์ทองยกขบวนมาอีกแล้ว

ทั้งนี้เพราะสิงห์ทองบอกทองประศรีให้แอบยักที่ของคุณย่าไว้ให้เยอะๆ เพราะที่เดี๋ยวนี้แพงยิ่งกว่าทอง คำมายุว่า ถ้าจะเอาต้องทำเลย เพราะโบราณสองไว้ว่าจะตีเหล็กต้องตีตอนมันร้อน แล้วสามพ่อแม่ลูกก็แห่กันไปบ้านคุณย่าอีกครั้งเพื่อร่นวันแต่งงานให้เร็วขึ้น คุณย่าจึงให้จิ๋วแจ๋วไปตามอาทิจมาเจรจา

ooooooo

สิงห์ทองมายื่นเงื่อนไขให้จัดงานแต่ง พรุ่งนี้เลย น้าแก้วถามว่าจะรีบไปทำไม คำมาบอกว่า กลัวอาทิจหนีแล้วทองประศรีจะฆ่าตัวตาย

น้าแก้วโต้เถียงกับสิงห์ทอง คำมาและทองประศรีอยู่นาน อาทิจตัดบทว่า ตามใจเขาเถอะจะแต่งวันนี้พรุ่งนี้หรือปีหน้าก็ต้องแต่งอยู่ดี

“ถ้างั้นก็ตกลงตามนี้ ผมขอเบิกเงินหมื่นหนึ่งตามสัญญาที่ตกลงกันไว้เลยนะคุณย่า จะเอาไปเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานน่ะ” สิงห์ทองทวงทันที

คุณย่าได้แต่ทำหน้าละเหี่ยใจกับความงกของคนบ้านนี้

เมื่อพวกสิงห์ทองกลับไปแล้ว น้าแก้วเสนอว่าให้อาทิจหนีไปเลยดีไหม คุณย่าถามว่า ถ้าเขาหนีไปมันจะดีกว่านี้ไหม

“ผมไม่หนีหรอกครับคุณย่า ผมไม่อยากให้ที่บ้านไม่สบายใจ อีกอย่างถ้าผมไม่อยู่นี่ โอกาสที่จะได้ทำงานบนที่ดินของตัวเองอย่างที่ฝันไว้มันคงเป็นไปได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลย”

“ยังจะคิดเรื่องงานได้อีกนะคะ” น้าแก้วสะเทือนใจจนเสียงเครือ

“เหตุผลสำคัญที่สุดอีกข้อก็คือ ผมไม่อยากตัดโอกาสตัวเอง ถ้าผมหนีผมกลายเป็นคนที่ต้องมีชนักปักหลังไปตลอดชีวิต หมดโอกาสจะได้พิสูจน์ตัวเองว่าผมข่มเหงผู้หญิงนั้นจริงรึเปล่า”

คุณย่าถามว่าแล้วจะไปหาซื้อเสื้อผ้าในเมืองไหม อาทิจไม่เอา เพราะเงินหนึ่งหมื่นที่คุณย่าให้ไปก็ถือเป็นพระคุณมากแล้ว ส่วนเรื่องเสื้อผ้านั้นตนไม่ห่วง เพราะมันก็เป็นแค่วันทำงานวันหนึ่งของตนเท่านั้น แล้วเปลี่ยนเรื่องขอคุณย่าว่า

“คุณย่าครับ ถ้าผมจะขออนุญาตคุณย่าปลูกข้าวโพดกับกะหล่ำปลีเพิ่มอีกจะได้ไหมครับ ถ้าคุณย่า... เอ่อ...จะกรุณาไว้ใจผม” คุณย่าถามอย่างเป็นห่วงว่ามันจะไม่หนักไปหรือ “ผมอยากทำงานให้หนักให้เหนื่อย เวลานอนจะได้หลับสนิท ไม่ต้องคิดอะไรครับ”

คุณย่าถามว่าทำไมถึงอยากปลูกข้าวโพดกับกะหล่ำปลี

อาทิจบอกว่า ข้าวโพดใช้เวลาไม่นาน ส่วนกะหล่ำปลี ตนจะเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม หาพันธุ์ดีๆใส่ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ เราก็จะได้กะหล่ำปลีคุณภาพดี ยิ่งน้ำหนักมาก ราคาก็ยิ่งดี เขาเรียกว่ากะหล่ำปลียักษ์

“เอา...ถ้างั้นก็มองหาทำเลเอา ถ้าพ่อเห็นว่าตรงไหนที่ยังเป็นที่ดินว่างๆ และเหมาะที่จะทำก็มาบอกย่าแล้วกัน” แล้วหันบอกดรุณีว่าควรไปดูที่กับอาทิจด้วย จะได้เรียนรู้งานเอาไว้ แล้วถามว่า “เมื่อกี้ไปไหนมาล่ะ ย่าจะให้ไปตามพี่เขาที่แปลงผักก็ไม่เห็น ต้องวาน

จิ๋วแจ๋วไปแทน”

ดรุณีอึกอักตอบไม่ออก จิ๋วแจ๋วปากไวตอบแทนว่า “คุณณีก็อยู่ที่แปลงผักไงคะคุณย่า ตอนจิ๋วแจ๋วไปถึงเห็นคุณณีช่วยคุณอาทิจรดน้ำผักอยู่ค่ะ”

“เออ...รู้จักไปช่วยพี่เขาบ้างก็ดี อะไรที่พอจะช่วยได้ก็ต้องช่วย ไม่ต้องรอให้ย่าสั่ง”

ดรุณีทำหน้าไม่ถูก ในขณะที่อาทิจนึกในใจว่า “ไหนเมื่อกี้บอกว่าคุณย่าสั่งให้ไปช่วยไง???” แต่ไม่ถามให้เสียหน้า

ooooooo

พอกลับถึงบ้าน สิงห์ทองกับคำมาก็ป่าวประกาศเชิญชวนชาวบ้านมางานแต่งงานของทองประศรีกับหลานรักของคุณย่าแดงเจ้าของที่ดินหลายพันไร่ สิงห์-ทองป่าวประกาศเชิญทุกคนมาร่วมงานนี้ด้วย

ฝ่ายวิไลลักษณ์กับประเวทย์ต่างอ้างว่าติดงานพรุ่งนี้ไม่สามารถไปงานแต่งของอาทิจได้ ประเวทย์ถามคุณย่าว่าจะไปเป็นประธานในงานหรือเปล่า

“ไม่หรอก แม่บอกพ่ออาทิจแล้วว่าแม่ไม่อยากฝืนตัวเอง ถ้ายังรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อประเวทย์ แม่ก็จะฝืนทำอะไรตรงข้ามกับใจตัวเองได้บ้าง แต่นี่แม่แก่แล้ว”

วิยะดาบอกว่าตนว่าง พรุ่งนี้จะแต่งตัวประชันเอาให้เจ้าสาวจืดไปเลย เวทางค์พูดต่ออย่างสะใจว่า

“ผมก็ว่างครับคุณย่า ผมอยากมาดูน้ำหน้า เอ๊ย...ดูหน้าเจ้าบ่าวเขาหน่อยว่าเขาแฮปปี้ขนาดไหน ไปด้วยกันนะจ๊ะน้องณี”

ดรุณีฝืนยิ้ม เพราะเอือมระอากับแม่ลูกแก๊งนี้เต็มทีแล้ว...

ooooooo

ตอนที่ 5

สายวันนี้ ตุ๊ทำลับๆล่อๆ วิ่งจู๊ดเข้ามาในร้านทองประศรี ทุกคนมองกันอย่างแปลกใจ บรรยงถามประสาตำรวจว่าเป็นอะไรทำท่าอย่างกับตีนแมวไปฉกของใครเขามา

ตุ๊ป้องปากบอกว่ามีเรื่องเด็ด ทุกคนหูผึ่ง สิงห์ทองถามว่าเรื่องเด็ดอะไร ตุ๊ทำท่าตื่นเต้นเล่าว่า นังซ่อนกลิ่นลูกสาวผู้ใหญ่ทองกับน้าจิต แอบไปอุ๊บอิ๊บกับหนุ่มเซลส์ขายยา พอมันฟันแล้วทิ้งเลย

สิงห์ทองโพล่งไปทันทีว่าอีหรอบเดียวกับไอ้ทองใบเลย ตุ๊เล่าต่ออย่างมันในอารมณ์ว่า

“อื้อหือ...บ้านแทบระเบิด เพราะไม่ใช่ลูกสาวจะเสียตัวอย่างเดียว ดันโอ้กอ้ากขึ้นมาด้วยน่ะสิ อุตส่าห์ตั้งชื่อลูกสาวว่าซ่อนกลิ่น ตอนนี้ซ่อนไม่ทันแล้วกลิ่นมันหึ่งไปทั้งหมู่บ้านเลย จะออกไปไหนทีแทบต้องเอาปี๊บคลุมหัวแทนหมวกกันเลยล่ะ”

สิงห์ทองคำรามว่า ถ้าเป็นลูกสาวบ้านนี้พ่อจะฆ่าให้ตายคามือเลย คนระดับนี้ถ้ามาข้องแวะกับลูกสาวตน จะจับเจี๋ยนเสียให้เข็ด พูดแล้วของขึ้น ลุกขึ้นคว้าบรรยงไปขึ้นเข่าแทงศอกกระทืบเท้าใส่ แต่พอปล่อยบรรยงก็ร้องหายาดม

ทองประศรีนั่งสะดุ้งเฮือกๆ นึกหวั่นใจขึ้นมา บอกพ่อกับแม่ว่าจะไปสั่งของในเมือง จะรีบไปรีบมา ตุ๊รีบลุกบอกว่าตนก็จะไปซื้อยาพอดี เลยออกไปด้วยกัน

ระหว่างทองประศรีเดินไป สิงห์ทองมองสะโพกลูกแล้วเปรยๆกับคำมาผู้เป็นเมียว่า

“ทำไมสะโพกนังศรีมันผายนักวะ ยังกับโดนของมาแล้วงั้นล่ะ”

ooooooo

อาทิจตั้งหน้าตั้งตาลงหน่อกล้วย ไม่ไปกินข้าวกินปลา จนต๊อด อึ่งกับพันเป็นห่วงเอาข้าวเอาน้ำมาส่ง อาทิจขอบใจบอกให้วางไว้เดี๋ยวจะขึ้นไปกินเอง ให้กลับไปทำงานกันเถอะ

ระหว่างนั้น พันสะดุดตาว่าทำไมหน่อกล้วยที่อาทิจปลูกใบมันลีบก้านมันเล็กอย่างนั้น ถามว่าไปซื้อมาจากไหน

“ไม่ได้ซื้อ มันมีอยู่ในที่คุณย่าเป็นดง แค่ออกแรงขุดเท่านั้นเอง”

ต๊อดนึกออก แต่ไม่ทันพูดอะไร ไพฑูรก็มาเร่งให้กลับไปทำงาน เดี๋ยวทางนี้ตนจัดการเอง ต๊อดยังคันปากยิบๆ ไพฑูรทั้งร้องห้ามและปรามด้วยสายตา แล้วลากทั้งสามไปทำงานที่สวนส้มคุณย่า

ทั้งอึ่ง พัน และต๊อด ต่างไม่เห็นด้วยกับการกระทำของไพฑูรว่าทำให้อาทิจเหนื่อยเปล่า หน้าแตกด้วย ต๊อดจะไปบอกอาทิจ พันกับอึ่งเอาด้วย ไพฑูรถามว่าสามคนจะเดือดร้อนอะไรนักหนา เรื่องนี้ก็แค่ดรุณีจะแหย่อาทิจเล่นๆ กระทั่งขู่ว่า

“ถ้าพวกเอ็งบอกก็เท่ากับพวกเอ็งตั้งตัวเป็นศัตรูกับคุณดรุณี เอ็งคิดว่าใครจะขึ้นมาดูแลที่นี่แทนคุณย่า ใครที่จะเป็นคนจ้างพวกเอ็งทำงานต่อไป คิดดูให้ดี”

ถูกไพฑูรเอาไม้นี้มาขู่ ทั้งสามเลยจุกพูดไม่ออก

ooooooo

อาทิจยังปลูกกล้วยอย่างอดทนมุ่งมั่น เวลาพักเหนื่อยก็ไปนั่งเขียนจดหมายที่ใต้ต้นไม้ เล่าถึงการปลูกกล้วยอย่างมีความสุข บอกว่าคุณย่านอกจากสนับสนุนโครงการนี้แล้วยังจะให้เงินเดือนและส่วนแบ่งจากการขายกล้วยให้ตนด้วย ชมทุกคนที่นี่ว่าเป็นมิตร และร่วมแรงร่วมใจทำงานกับตนดีมาก สุดท้ายเขาเขียนว่า

“...นับวันผมยิ่งรักที่นี่มากขึ้นทุกที แต่ก็ไม่มีวันลืมบ้านของเรา บ้านที่มีพ่อ แม่ และน้องรอผมอยู่...คิดถึงคุณพ่อคุณแม่และน้องๆทุกคนสุดหัวใจครับ...อาทิจ”

จนกระทั่งเย็น เลิกงานแล้ว คนงานบ้างเดินบ้างขี่จักรยานกลับบ้าน อาทิจทักทายอย่างอัธยาศัยดีว่าเลิกงานกันแล้วหรือ คนงานเข้ามายืนดูอาทิจที่กำลังปลูกกล้วย แล้วหันมองหน้ากันอย่างงวยงง

แล้วเรื่องก็ถึงหูคุณย่า เมื่อน้าแก้วมาบอกว่า จิ๋วแจ๋วเล่าว่าคนงานคุยกันถึงเรื่องอาทิจเอากล้วยป่ามาปลูกในแปลง

คุณย่าหน้าเครียด ดุทุกคนที่มายืนเงียบกริบอยู่ข้างหลังว่าสนุกมากไหม เห็นหลานตนเป็นตัวตลกหรือไง ปล่อยให้ปลูกกล้วยป่าเป็นไร่ๆ อย่างนี้ได้ยังไง ถามเสียง เครียด “หัวใจพวกแกทำด้วยอะไรหา!!”

อาทิจทั้งเสียใจ เสียความรู้สึก เขาขอโทษคุณย่า สบตาดรุณีแล้ววิ่งหนีไปอย่างสุดที่จะทนกับสายตาของทุกคนได้ คุณย่าเรียกไพฑูรมาดุว่า ให้มาช่วยอาทิจขุด หน่อกล้วยแล้วทำไมไม่บอกว่ามันเป็นกล้วยป่า ไพฑูร อึกอักแล้วโยนกลองว่าดรุณีไม่ให้บอก ทำเอาดรุณีเสียวสันหลังวาบ

“แล้วแกก็บ้าจี้ไปกับเด็กมัน” คุณย่าเอ็ดไวฑูร แล้วสั่งให้ไปซื้อหน่อกล้วยที่หนองสะพือ ให้รื้อและปลูกใหม่ทั้งหมดภายในคืนนี้ ให้ทำคนเดียว ถ้าใครช่วยจะตัดเบี้ยเลี้ยงให้หมดทุกคน พูดให้สำเหนียกว่า “จะได้รู้สึกเสียบ้างว่าการเสียเหงื่อเสียแรงมันเป็นยังไง” แล้วหันเรียก “เจ้าต๊อด เจ้าอึ่ง เจ้าพัน”

ทั้งสามหัวหดยกมือไหว้พร้อมกันบอกว่ากลัวแล้ว คุณย่าสั่งทั้งสามให้ไปดูอาทิจ แล้วสั่งดรุณีเสียงเข้ม

“แม่ณี...ตามย่ามาเดี๋ยวนี้!!!”

อาทิจวิ่งเตลิดไป ทั้งอาย เสียใจ และสมเพชตัวเอง ที่เหนือกว่านั้นคือกลัวคุณย่าจะไม่เมตตาและเชื่อถือตนอีกต่อไป

ooooooo

ทองประศรีไปในเมืองกับตุ๊ เห็นตุ๊ไปซื้อชุดทดสอบการตั้งครรภ์ คุยอวดทองประศรีอย่างผู้รู้ถึงวิธีเทสต์การตั้งครรภ์อย่างละเอียด ทองประศรีฟังอย่างสนใจ เมื่อตุ๊ซื้อเสร็จออกจากร้าน ก็แอบวกไปซื้อบ้าง ตุ๊ตามไปดูถามว่าซื้ออะไร ทองประศรีบอกว่าซื้อยาแต้มสิว กว่าจะโกหกเอาตัวรอดจากตุ๊ได้ก็เล่นเอาเหนื่อย

กลับถึงบ้าน ทองประศรีเอาชุดทดสอบการตั้งครรภ์ไปแอบทดสอบที่ดงต้นไม้หลังร้าน ผลบอกว่าตั้งครรภ์ ทองประศรีหน้าซีดปฏิเสธว่าไม่จริ๊ง...ไม่จริง

คำมาตะโกนเรียกทองประศรี ถามว่าไปทำอะไรที่นั่น ทองประศรีบอกว่ามาฉี่ ถูกแม่ด่าว่าส้วมก็มีทำไมไม่เข้า สั่งให้รีบกลับมาเพราะยรรยงมารออยู่ที่ร้าน ส่วนตนกับพ่อจะไปจั่ว

“มาทำไมวะ!!!” ทองประศรีฟึดฟัด ก้มมองท้องตัวเองเอามือลูบเหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ พอกลับเข้าร้านก็รี่เข้าไปที่โต๊ะยรรยง เวลามาส่งกับแกล้มก็ก้มเสียจนคอเสื้อย้วยมองเห็นเข้าไปเกือบถึงสะดือ ทำเอาพวก

ขี้เหล้าในร้านน้ำลายหกเรียกให้ไปบริการพวกตนบ้าง

ชั่วอึดใจเดียว อาทิจก็เดินอย่างหมดอาลัยผ่านมา คนงานตะโกนเรียกให้กินเหล้าด้วยกัน พอทองประศรีได้ยินชื่ออาทิจก็สนใจจี๋ ประดิษฐ์หน้าให้ดูดีมีสกุล ออกไปส่งเสียงหวาน “เชิญค่า...”

หลังจากนั้นก็ทิ้งยรรยงหันมาเอาใจอาทิจ พอถูกต่อว่าก็สั่งปิดร้านไล่ทุกคนออกไป แต่พออาทิจออกก็ไปดึงกลับมานั่งกินต่อ ซ้ำยังนั่งอ่อยฉอเลาะว่า นั่งเป็นเพื่อน แล้วก็หน้าเจื่อนเมื่ออาทิจบอกว่า

“ฉันอยากอยู่คนเดียว ต้องการเพื่อนเมื่อไหร่แล้วจะบอก”

ooooooo

ดรุณีคลานเข้าไปหาคุณย่าอย่างรู้ชะตาตัวเอง รีบขอโทษคุณย่า บอกว่าที่ทำไปเพียงเพื่อต้องการให้คุณย่าเห็นว่า

“เขาไม่ได้วิเศษกว่าใคร เขาก็แค่คนคนหนึ่งที่ทำอะไรผิดพลาดได้เท่านั้นเอง”

คุณย่าถามว่าบอกด้วยวิธีอื่นไม่ได้หรือ ทำไมต้องทำร้ายความรู้สึกความตั้งใจกันอย่างนี้ด้วย คุณย่าอบรมยาวเหยียดให้เห็นถึงความเหน็ดเหนื่อยของอาทิจที่ต้องสูญเปล่า เสียแรงกายพอได้พักก็มีแรง แต่ถ้าเขาเสียแรงใจอะไรจะเกิดขึ้น? ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าเราถูกคนมาหัวเราะเยาะในสิ่งที่ทำจะรู้สึกอย่างไร

คุณย่าสอน อบรม จนดรุณีน้ำตาคลอ ยอมรับผิดและขอโทษคุณย่าอีกครั้ง

“ไม่ใช่ย่า หนูต้องขอโทษพี่เขาตอนเขากลับมา เข้าใจไหม” คุณย่าสั่ง ดรุณีไม่ตอบเอาแต่นั่งก้มพยักหน้าหงึกๆ

จนค่ำ ต๊อด อึ่ง กับพัน ที่คุณย่าใช้ให้ไปตามอาทิจยังไม่กลับ คุณย่าเป็นห่วงไม่รู้อาทิจเตลิดไปไหน

กลัวเขาจะหนีกลับบ้าน จนสามคนกลับมาบอกว่าตามหาอาทิจไม่เจอ คุณย่าให้เอารถออกไปหาอีกรอบและคุณย่าจะไปด้วย

ต๊อด อึ่ง กับพัน ต่างก้มหน้าบอกว่าขับรถไม่เป็น น้าแก้วจึงให้ไปตามตาเกร็งมา

“ไม่ต้องไปตามลุงเกร็งหรอก ฉันขับเอง” ดรุณีอาสา หันไปบอกคุณย่าว่า “คุณย่าไม่ต้องไปหรอกค่ะ หนูจัดการเรื่องนี้เอง น้าแก้วหาข้าวให้คุณย่ากินก่อนนะคะ ไม่ต้องรอหนู” แล้วเรียกสามเกลอจอมซ่าให้ไปด้วยกัน

ดรุณี เกร็ง ต๊อด อึ่ง และพัน ตระเวนหาอาทิจไปทั่ว ไปถึงเรือนเพาะกล้าตะโกนเรียกก็ไม่มีเสียงตอบรับ ต๊อดฉุกคิดได้ ชวนกันไปที่ร้านทองประศรี

อาทิจเมาอยู่ที่ร้านทองประศรี ถูกพี่น้องสามทองรวมหัวกันจะจับมาเป็นเขยใหญ่ของบ้านให้ได้ พออาทิจเมาหลับไป สามพี่น้องก็ช่วยกันทั้งลากทั้งหิ้วจะพาไปห้องนอนทองประศรี อาทิจเมารู้สึกตัวบ้างไม่รู้สึกตัวบ้าง พอรู้สึกตัวก็ตวัดแข้งขามือไม้เสียสามสาวกระเด็นไปคนละทาง

แต่สามพี่น้องไม่ยอมแพ้ สุดท้ายพาอาทิจขึ้นไปที่ห้องนอนทองประศรีได้สำเร็จ ทองประสานกับทองประสมถูกพี่สาวไล่ออกจากห้อง แต่สองสาวเสนอว่า ต้องถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน เลยต้องมาจัดฉากกันบนเตียง

ทองประศรีเปลื้องผ้าอยู่ใต้ผ้าห่มเรียบร้อยแล้ว แต่อาทิจฤทธิ์มากทั้งถีบทั้งถอง จนสุดท้ายสองสาวเจ็บตัวจนยอมแพ้ เลยตกลงว่าถ่ายมันทั้งอย่างนี้แหละ โดยถ่ายให้เห็นทองประศรีเป็นหลัก บังๆคล่อมๆตัวอาทิจไว้ แล้วหันหน้ามองกล้อง จากนั้นก็ถ่ายรูป

ทองประศรีร้องไห้กระซิกๆอยู่ข้างอาทิจเหมือนเพิ่งถูกข่มขืนไปหยกๆ

ooooooo

ฝ่ายพวกดรุณีมาถึงร้านทองประศรีเห็นปิด

ร้านแล้ว ดรุณีคิดว่าอาทิจไม่น่าวิ่งมาถึงที่นี่ เลยชวนกันกลับกลัวดึกเกินไปคุณย่าจะเป็นห่วง

คุณย่ารออยู่จนสามทุ่มก็ยังกินข้าวไม่ลง น้าแก้วปลอบใจว่า อาทิจไม่ใช่คนวู่วามคงไม่ทำอะไรอย่างขาดสติ และดรุณีเองก็คาดไม่ถึงว่าเรื่องจะลุกลามถึงเพียงนี้ เชื่อว่าถ้าอาทิจตั้งหลักได้ก็จะกลับมาเอง คุณย่าอย่าเป็นห่วงมากเลย

คุณย่าคอยจนพวกดรุณีกลับมา เธอบอกว่าช่วยกันตามหาทุกซอกทุกมุมแล้วไม่เจอ อาจเพราะมืดด้วยเลยหายาก บอกคุณย่าว่าพรุ่งนี้จะออกตามหาอีกที ยังไงตนจะต้องพาอาทิจกลับมาหาคุณย่าให้ได้

“ถ้าเขายังอยู่ที่นี่...” คุณย่าเปรยขึ้นเหมือนเสียใจอยู่ลึกๆ ทำให้ดรุณีรู้สึกเหมือนมีอะไรแล่นขึ้นมาจุกแน่นที่คอ...

เมื่อกลับไปห้องนอนตัวเอง ดรุณียังไม่อาจนอนหลับได้ ถามน้าแก้วที่มาดูแลว่า รู้ไหมว่าอาทิจหายไปไหน ตนไม่มีเจตนาให้เรื่องมันบานปลายอย่างนี้เลย กลัวเขาได้รับอันตรายถึงชีวิต น้าแก้วเชื่อว่าอาทิจเป็นคนดีพระท่านต้องคุ้มครอง

ทองประศรียังถอดกางเกงอาทิจไม่สำเร็จ คำมาก็กลับมา เข้าไปด่าทองประศรีว่า พอตนไม่อยู่ก็พาผู้ชายมานอน แต่พอรู้ว่าอาทิจเป็นหลานคุณย่าก็เปลี่ยนเสียง ยุให้จับอาทิจให้ได้ แล้วหันไปข่มขู่อาทิจว่าต้องรับผิดชอบลูกสาวตน ไม่เพียงเท่านั้น ยังสั่งให้ทองประสมเอากระดาษมาให้อาทิจเซ็นชื่อไว้เป็นหลักฐานด้วย

อาทิจทั้งเมา ทั้งมึน ปวดหัวรุนแรง แต่เป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมเซ็นรับผิดชอบอะไร บอกว่าตนจะกลับบ้านและจะไม่หนีไปไหนด้วย พูดแล้วลุกเดินโซซัดโซเซออกไป สามสาวกับแม่ได้แต่มองไม่กล้าทัดทานแต่อย่างใด

อาทิจกลับไปถึงสวนส้ม อากาศหนาวเย็นในยามดึกและร่างกายที่อ่อนเพลีย ปวดหัวรุนแรง ทำให้เขาทรุดนอนกับพื้น เพ้อ “เราทำอะไรลงไป คุณพ่อ...คุณแม่

คุณย่า...คุณย่าครับ...ผม...ผมขอโทษ” แล้วเขาก็นอนขดตัวหลับไปอย่างโดดเดี่ยวกลางสวนส้ม...

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น ต๊อดไปพบอาทิจนอนขดตัวอยู่ในสวนส้ม รีบให้อึ่งกับพันพากลับไปที่ห้อง แล้วรีบไปบอกคุณย่า ทั้งคุณย่า น้าแก้วและดรุณีต่างยิ้มออกมาอย่างโล่งอก

คุณย่ารีบไปที่ห้องนอนอาทิจที่บ้านพัก พบเขายังนอนหนาวสั่นปากซีดไข้สูงและเพ้อตลอดเวลา คุณย่าโผเข้าหาด้วยความเป็นห่วง สงสาร

อาทิจเพ้อขอโทษแม่ไม่ขาดปาก เพราะจิตใต้สำนึกของเขายังจำคำสอนของแม่ได้เสมอ ทั้งเรื่องการรักษาศีล 5 โดยเฉพาะคือเรื่องดื่ม แม่สอนว่า “แม่ขอให้ลูกดื่มอย่างมีสติ ให้ใจเราเป็นนายเหล้า ไม่ใช่ยอมให้เหล้าเป็นนายเรา รับปากแม่ได้ไหม”

เวลานั้นเขารับปากแม่ว่า “ครับคุณแม่ ผมจะอยู่ห่างมันให้มากที่สุดครับ” แต่วันนี้เขาผิดคำสัญญาที่ให้กับแม่ ยิ่งเมื่อนึกถึงคำข่มขู่ให้รับผิดชอบต่อทองประศรีที่ถูกกล่าวหาว่าเขาข่มขืนขณะเมา อาทิจก็ยิ่งรู้สึกผิดจนเพ้อตลอดเวลา

เมื่อเริ่มได้สติและเห็นคุณย่ามานั่งเฝ้าอยู่ อาทิจเอ่ยอย่างอ่อนล้า “ผมขอโทษ...” แล้วหลับตาลงอีกครั้ง

คุณย่าตกใจ เอามืออังหน้าผากแล้วบอกดรุณีให้รีบโทรศัพท์ตามหมอ หันไปถามอึ่งกับพันว่าเช็ดตัวให้อาทิจบ้างหรือยัง ทั้งสองบอกว่ายังเพราะไม่กล้า กลัวเขาชัก คุณย่าจึงจะเช็ดตัวให้เอง สั่งต๊อดให้รีบติดไฟต้มน้ำ

เช็ดตัวให้อาทิจแล้ว คุณย่าบอกอึ่งกับพันให้เอาผ้าคลุมตัวอาทิจ แล้วบอกอึ่งกับพันให้ไปทำงานได้แล้ว แต่ให้ต๊อดแวะไปบอกดรุณีให้ทำข้าวต้มกับไข่เจียวมาให้อาทิจด้วย

พอต๊อดบอก ดรุณีโวยวายว่าทำไมต้องเป็นตน โบ้ยว่าน่าจะเป็นน้าแก้ว โยนกลองให้จิ๋วแจ๋ว แต่จิ๋วแจ๋วต้องไปดูแลอาหารให้คนงาน น้าแก้วหว่านล้อมว่า

“ไปต้มข้าวต้มให้พี่เขาเถอะค่ะคุณณี ถ้าคุณณีรู้สึกผิด การทำอาหารให้ก็นับเป็นการขอโทษที่ดีนะคะ”

“ได้...หนูจะทำ แต่ไม่ใช่หนูรู้สึกผิดอะไรกับนายอาทิจนะคะ หนูแค่ไม่อยากรู้สึกผิดถ้าต้องขัดคำสั่งคุณย่าเท่านั้น”

พูดแล้วลุกเดินเชิดออกไป น้าแก้วถอนใจแต่ก็อดยิ้มไม่ได้กับอารมณ์ที่จะเอาชนะคะคานกับอาทิจของดรุณี

ooooooo

หมอมาตรวจอาทิจแล้วบอกให้ต้องพักผ่อน 3–4 วัน ยาฆ่าเชื้อต้องกินให้หมด ส่วนยาตัวอื่นถ้าไม่มีอาการแล้วก็หยุดกินได้

คุณย่าให้น้าแก้วไปส่งหมอ อาทิจมองคุณย่าด้วยแววตาร้อนผ่าว พิษไข้ทางกายแม้จะรุนแรงแต่ก็ยังน้อยกว่าพิษที่ค้างอยู่ในใจมากมายนัก...เขาบอกคุณย่าว่ามีเรื่องที่ต้องสารภาพผิด คุณย่าเข้าใจว่าเป็นเรื่องหน่อกล้วย บอกว่า การที่เราไม่รู้เรื่อง เรื่องอะไรมันไม่ใช่ความผิด

“คุณย่าครับ...มันไม่ใช่แค่เรื่องนั้น...มัน...”

อาทิจไม่ทันพูดจบ ดรุณีก็เอาข้าวต้มกับไข่เจียวจักรพรรดิเข้ามา คุณย่าเลยบอกให้ลุกขึ้นมากินข้าวต้มก่อน

แล้วดรุณีก็เซ็งสุดๆ เมื่ออาทิจลุกไม่ขึ้น คุณย่าก็ให้มาช่วยประคอง อาทิจกินไม่ถนัดก็บอกให้ป้อน

เธอตักข้าวต้มร้อนๆป้อนก็ถูกคุณย่าบอกให้เป่าก่อน

เธอก็เป่าพรวดๆจนข้าวต้มกระเด็นไปติดหน้าอาทิจ คุณย่าส่งผ้าให้เช็ด เธอก็เช็ดพรืดๆแล้วป้อนใหม่โดยไม่ยอมมองหน้า ทำให้ช้อนกับปากไปกันคนละทิศละทาง จนอาทิจต้องอ้าปากไล่งับช้อนทุลักทุเล

ป้อนเสร็จคุณย่าถามอาทิจว่าอร่อยไหม พออาทิจบอกว่าอร่อย คุณย่าก็สั่งดรุณีให้ทำมาทุกมื้อจนกว่าอาทิจจะหาย ดรุณีเซ็งจนอยากจะกลั้นใจตายเสียตรงนั้นเลย

ข่าวอาทิจข่มขืนทองประศรีไปถึงหูประเวทย์เพราะนายอำเภอโทร.มาบอกด้วยเกรงเรื่องจะกระทบกระเทือนถึงผู้ว่าฯและคุณย่า

วิยะดาไม่เชื่อว่าอาทิจจะหน้ามืดขนาดนั้น ส่วนเวทางค์สะใจเพราะเท่ากับกำจัดเสี้ยนหนามหัวใจ ตนจะได้จีบดรุณีได้อย่างไร้คู่แข่ง

ooooooo

อาทิจป่วยครั้งนี้ ดรุณีถูกคุณย่าสั่งให้ดูแลเขาทุกอย่าง ตั้งแต่เช็ดตัวจนซักเสื้อผ้าให้ เมื่ออาทิจแข็งแรงขึ้น คุณย่าเรียกทั้งสองมานั่งซ้ายคนขวาคน อบรมว่า

“เราสองคนเป็นคนที่ย่ารักมาก ถึงจะเป็นหลาน

แต่ย่าก็รักเหมือนลูก หวังจะปลูกฝังให้เป็นหลักเป็นฐานมั่นคงต่อไป เราสองคนเป็นรุ่นสุดท้ายปลายแถวแล้ว

ต้องช่วยกันเก็บและกวาด แบ่งงานแบ่งหน้าที่กันสองคนเมื่อย่าเป็นอะไรไป”

“คุณย่าอย่าพูดอย่างนั้นสิคะ” ดรุณีใจคอไม่ดี

คุณย่าบอกว่า เราต้องยอมรับความจริงว่าคนเราไม่อาจอยู่ค้ำฟ้าได้ บอกอาทิจว่า

“พ่ออาทิจเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นานก็จริง แต่ย่าก็เห็นแก่พ่อของหลานที่ไม่ได้อะไรจากย่าเลยนอกจากเงินที่ขโมยไปเท่านั้น ลูกคนอื่นๆเขาได้กันจนตั้งเนื้อตั้งตัวได้หมดแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าพ่ออาทิจทำตัวดี ก็จะได้ส่วนที่พ่อเราเขาจะได้แทน ส่วนแม่ณี...ย่าเลี้ยงมากับมือ ย่าก็รักเหมือนลูก”

ดรุณีโผกอดคุณย่าพูดน้ำตาคลออย่างซาบซึ้งว่า “หนูก็รักคุณย่าค่ะ”

คุณย่าสั่งเสียว่า ย่าตายอยู่กับใครคนนั้นก็จะได้ทรัพย์สมบัติที่เหลืออยู่ไปดูแล คุณย่าชี้แจงว่า

“มันไม่ใช่เงินทองมหาศาล แต่มันเป็นที่ดินทำกินซึ่งถ้าเราดูแลดีๆมันก็จะอยู่กับเราต่อไปจนชั่วลูกชั่วหลาน เวลานี้ย่าก็เห็นแต่เราสองคนที่จะช่วยกันปกป้องดูแลคนในบ้านและคนงานให้อยู่เย็นเป็นสุขแทนย่าได้ ย่าขอให้เราสองคนปรองดองกันหน่อยได้ไหม ย่าขอร้อง แม่ณีก็อย่าอิจฉาพี่เขาเลย ถึงย่าจะแบ่งสมบัติให้พี่เขาไปแล้ว ในส่วนที่เป็นของเราจะกินไปจนตายก็ไม่หมด”

ดรุณีทำหน้างอนๆ บอกว่าตนไม่ได้อิจฉาอาทิจ แค่กลัวคุณย่าจะรักเขามากกว่าตนเท่านั้น อาทิจจึงเอ่ยขึ้นว่า

“คุณย่าครับ รักผมให้น้อยกว่าคุณณีสักนิดหนึ่งก็ได้ครับ ให้คุณณี 99% ผมขอแค่ 1% ก็พอ”

เห็นทั้งสองอ่อนข้อให้กัน คุณย่าบอกดรุณีให้ขอโทษอาทิจเรื่องหน่อกล้วยป่าเสีย ดรุณีจำใจยกมือไหว้แบบขอไปที กระชากเสียง “ขอโทษ” คุณย่าอบรมเรื่องมารยาทอีกเล็กน้อยแล้วกำชับว่า ต่อไปให้เรียกอาทิจว่าพี่ เพราะตัวเองเป็นน้องแล้วมาเรียกเขาว่า “นายอาทิจ” มันไม่เหมาะ ทำเอาดรุณีแทบจะร้องไห้ออกมาทำท่าจะโต้แย้ง อาทิจสงสารเลยตัดบทว่า

“เอาเถอะครับคุณย่า คุณณีถนัดจะเรียกผมยังไงก็แล้วแต่สะดวกเถอะครับ อย่าบังคับเธอเลย ถ้าวันหนึ่งผมทำให้คุณณีเรียกผมว่า “พี่” ได้อย่างสนิทใจ เธอจะเรียกเองครับ”

ดรุณีค้อนงอนๆ แต่รู้สึกดีที่เขาไม่ถือโอกาสบังคับตน ส่วนคุณย่าโอบกอดทั้งสองไว้ ยิ้มพอใจที่หลานรักทั้งสองอ่อนข้อและเริ่มญาติดีต่อกัน

น้าแก้วเห็นคุณย่าอารมณ์ดีก็เดาว่าอาทิจอาการดีขึ้นแล้วใช่ไหม คุณย่าร้อยมะลิเสร็จพอดี วางใส่ถาดบอกน้าแก้วว่า

“นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่ทำให้อิ่มใจที่สุดคือการได้คุยกับหลานสองคนพร้อมหน้าพร้อมตา ฉันอยากให้สวน

คุณย่าอยู่คู่กับคนในครอบครัวจนชั่วลูกชั่วหลานก็เลยขอให้พ่ออาทิจกับแม่ณีปรองดองกันเพื่อรักษาสวนคุณย่าไว้”

แต่คุณย่าก็ปรารภว่า สำหรับอาทิจนั้นไม่มีปัญหาอะไรเพราะชอบทำกินกับผืนดินอยู่แล้ว แต่เขาจะอยู่ที่นี่ได้นานได้ทนหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับดรุณี แต่ดูๆแล้ววันนี้ท่าทีดรุณีก็อ่อนลงมาก ยอมขอโทษอาทิจตามที่สัญญากับตนไว้ น้าแก้วบอกว่าไม่เพียงแค่นั้น ยังซักเสื้อผ้าให้อาทิจด้วย คุณย่าชมว่า

“ข้อดีของแม่ณีคือรู้ตัวว่าทำผิดแล้วยอมรับผิด” น้าแก้วบอกว่าอาทิจคงสบายใจขึ้น คุณย่าเปรยขึ้นว่า “ฉันก็ได้แต่หวัง” แต่พอน้าแก้วถามว่าหวังอะไร คุณย่ากลับบอกว่า “ไม่มีอะไรหรอก เอาไว้ถึงวันนั้นก่อน แล้วแกก็จะรู้เอง ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆฉันคงได้นอนตายตาหลับล่ะคราวนี้...”

น้าแก้วมองคุณย่าที่ยิ้มอย่างมีความหวังแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า คุณย่าคิดอะไรอยู่...หวังอะไรไว้...

ooooooo

วันต่อมา เมื่อเวทางค์มารู้เรื่องอาทิจขุดกล้วยป่าไปปลูกก็หัวเราะเยาะอย่างขบขันที่นักเรียนเกษตรดูกล้วยป่าไม่ออก ในขณะที่ดาริกาสงสารอาทิจที่วิ่งเตลิดไปด้วยความเสียใจและอับอายจนเป็นไข้ รำคาญเวทางค์ที่เยาะเย้ยอาทิจไม่เลิกเลยชวนดรุณีไปเยี่ยมอาทิจกันดีกว่า

แต่ไม่ทันไปกัน จิ๋วแจ๋วก็วิ่งมาบอกดรุณีว่ามีคนมาหาคุณย่า ทุกคนจึงพากันออกไปหน้าบ้าน เจอสิงห์ทอง คำมาและทองประศรี หน้าตาเอาเรื่องยืนอยู่ ดรุณีถามว่า “มีธุระอะไรหรือจ๊ะ”

สิงห์ทองถามว่าคุณย่าอยู่ไหน ดรุณีบอกว่าไม่อยู่มีธุระอะไรฝากตนไว้ก็ได้ สิงห์ทองถามกวนๆว่าเป็นคุณย่ารึเปล่า

“ไม่ใช่คุณย่า แต่เป็นหลานคุณย่า เป็นลูกผู้ว่าฯด้วยเว้ย มีอะไรไหม” เวทางค์สะอึกออกไปตวาดถาม

สิงห์ทองนึกว่าเป็นอาทิจ แต่ทองประศรีบอกว่าคนนี้ไม่ใช่อาทิจ เวทางค์สะดุดหูถามว่าทำไมต้องเป็นอาทิจ สิงห์ทองตัดบทว่า ในเมื่อเขาไม่ใช่อาทิจ ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาคุยด้วย แล้วทำเสียงเข้มถามดรุณีว่า “ว่าไงคุณย่าอยู่ไหน”

“ก็บอกว่าไม่อยู่ ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไง”  วิยะดาเริ่มโมโห

“รู้เรื่องโว้ย แต่ไม่อยากคุยกับเด็ก อยากคุยกับคนแก่หัวหงอกด้วยกัน จะได้พูดทีเดียวจบ บอกมาสิว่า... คุณย่าอยู่ไหน!”

คุณย่าเดินออกมาพร้อมน้าแก้ว มองสามพ่อแม่ลูกหน้านิ่ง ถามเรียบๆแต่น้ำเสียงทรงอำนาจน่าเกรงขามว่า

“ฉันอยู่นี่ มีอะไรก็ว่ามา”

ooooooo

ตอนที่ 4

เช้านี้  ตุ๊ไปที่ร้านขายของชำเพื่อบอกทองประศรีว่าอาทิจจะลงกล้าผักแล้ว แต่แปลกใจที่ทองประศรี

ไม่กระตือรือร้นเหมือนเคย จัดของไปถามไปว่าร้อนหรือเปล่า คนเยอะไหม ถ้าคุณย่าอยู่ล่ะจะว่ายังไง

ตุ๊ติงว่าถามเหมือนไม่อยากไป ทองประศรีบ่นกระปอดกระแปดว่ามันเสียอารมณ์ที่ไปหลายทีแล้วไม่เจอ

ทองประสานกับทองประสมน้องสาวสองคนยุ

พี่สาวว่ายรรยงก็ไม่เลว ทองประศรีร้องยี้ว่าเป็นแค่สิบตำรวจโท

ระหว่างนั้น ทองใบก็เดินยิ้มกริ่มเข้ามาขอซื้อมีดโกนหนวด พูดเป็นนัย ตาเป็นประกายว่า มีคนบอกว่าโดนแล้วมันจั๊กจี้ ทองประศรีฟังแล้วเขิน แต่พอหยิบมีดโกนหนวดให้ ทองใบส่งเงินพร้อมกับจดหมายน้อยนัด “ที่เก่าเวลาเดิม” ทองประศรีอ่านแล้วยิ่งสะเทิ้นเขินอาย

ตุ๊นั่งกินกล้วยนํ้าว้าอยู่ที่โต๊ะเห็นอาการของทั้งคู่แล้วฟันธงว่า “ไม่ธรรมดา...อะอ๊า...ไม่ธรรมดา”

ooooooo

เย็นนี้เอง เมื่อคุณย่าไปนั่งที่โต๊ะอาหารแล้วถามดรุณีว่าอาทิจยังไม่มาอีกหรือ เธอได้โอกาสทำเป็น พูดว่า ต๊อดมาบอกแล้วว่าเย็นนี้อาทิจไม่มากิน เพราะจะกินกับคนงานและมีเหล้าด้วย ซํ้าเป็นเหล้าเถื่อนต้มกันเองอีกต่างหาก

เป็นเรื่องทันที คุณย่าบ่นว่าทำไมทำอย่างนั้น ตนเคยห้ามแล้ว ต๊อดไม่บอกอาทิจเลยรึไง น้าแก้วติงว่าคนอย่างอาทิจไม่น่าจะกล้าทำ ดูไม่น่าจะเป็นคนดื่มด้วย

“น้าแก้วน่ะมองคนในแง่ดีเกินไป คนที่ดีเว่อร์อย่างนายอาทิจนี่ล่ะ ที่มักจะซ่อนความร้ายกาจที่เรานึกไม่ถึงไว้ข้างในเชื่อหนูสิ” ดรุณีเป่าหู ทันใดนั้น มีเสียงคนเมาร้องเพลงและคุยกันขโมงโฉงเฉงแว่วมา ดรุณียุทันทีว่า “นั่นไงคะ ปาร์ตี้เหล้าเถื่อนเริ่มขึ้นแล้วน่ะค่ะ”

“ไปดูหน่อยสิ” คุณย่าวางช้อนทั้งที่ยังไม่ทันได้กินเลย ดรุณีรีบลุกตามไปอย่างสะใจ

ooooooo

ไปถึงลานนั่งเล่นบ้านพักอาทิจ เห็นต๊อดกำลังยกแก้วขึ้นเชิญชวนทุกคนดื่มท่าทางเมาแอ๋ทีเดียว

คุณย่าเข้าไปถามเสียงเข้มว่าทำอะไรกัน อาทิจรีบวางแก้ว ยกมือไหว้ขอโทษคุณย่าที่พวกตนเสียงดังไปหน่อย

คุณย่าไม่สนใจคาดคั้นว่า อยากรู้ว่าที่ดื่มกันอยู่นี้ มันอะไร ดรุณีแทรกขึ้นทันทีว่า จะเป็นอะไรได้ถ้าไม่ใช่เหล้า แล้วก็เป็นเหล้าเถื่อนด้วย พลางชี้ไปที่เตา หม้อ ที่ยังวางอยู่เป็นหลักฐานครบครัน

แค่เห็นท่าทางไม่พอใจของคุณย่า ทุกคนก็พากันเกร็ง ใจคอไม่ดีแล้ว ต่างอึกอัก ดรุณียิ่งมั่นใจว่าจับได้คาหนังคาเขาแน่แล้ว จนกระทั่งอึ่งบอกว่าพวกตนไม่ได้เมา และที่กินนี่ก็ไม่ใช่เหล้า เกร็งจึงชี้แจงว่า

พวกตนเมาดิบประชดอาทิจที่บอกว่าจะต้มเหล้าให้ดื่ม แต่พอเอาเข้าจริงกลับต้มนํ้ามะตูมกับนํ้าเปล่า ส่วนเตากับหม้อนั่นก็เตรียมไว้ต้มปลาที่ช่วยกันไปหามา

ดรุณีถึงกับใบ้กินสนิท ส่วนคุณย่าบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็แล้วไป บ่นดรุณีว่าไปได้ยินจากใครมาหรือคิดเองเออเอง แล้วคุณย่าก็ชะงักกับกลิ่นหอมที่โชยมา พันบอกว่ากลิ่นปลาเผา คุณย่าบ่นๆว่าเมื่อกี้รีบมาเลยยังไม่ทันได้กินข้าว ชวนดรุณีกินด้วยกันเสียที่นี่เลย ดรุณีบอกว่าตนไม่หิวแล้วทำท่าจะกลับ

“คุณณีรังเกียจพวกเราเหรอครับ พวกเรากลับก็ได้นะครับ คุณณีจะได้กินข้าวกับคนในครอบครัว ไปพวกเรา” ต๊อดลุกขึ้น

“ฉันไม่เคยเห็นพวกเราเป็นคนอื่น เราทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน” ดรุณีหันกลับมา

“งั้นก็กินข้าวด้วยกันสิครับ” อาทิจชวนยิ้มจริงใจ แต่มีเหน็บนิดๆในนํ้าเสียง ดรุณีเลยมาร่วมวง

ดรุณีนั่งข้างๆคุณย่า แกะปลาเผากินอย่างเอร็ดอร่อยกว่าใครเพื่อน ส่วนพวกหนุ่มๆก็เคาะจานร้องเพลงแบบเมาดิบกันอย่างครื้นเครง

ครู่หนึ่ง คุณย่าอยากฟังเสียงแคนขึ้นมา บอกว่าวันก่อนได้ยินต๊อดเป่าเพราะดี ดรุณีก็ยุให้เป่าบอกว่าไม่เคยคิดว่าต๊อดจะเป่าได้ เพราะอย่างนั้น ต๊อดทำหน้าปุเลี่ยนๆ บอกว่าที่ว่าเพราะนั้นตนไม่ได้เป่าหรอก ชี้ไปทางอาทิจบอกว่า

“ฝีมือนายครับไม่ใช่ผม...เอ้าโชว์เลยนาย จัดเต็มซวดๆเด้อ”

อาทิจรับแคนไปเป่าสบายๆ ทำเอาทุกคนเคลิ้มกับเสียงแคนอันไพเราะ ดรุณีเองหลังจากหน้าแตกเพราะชมผิดคนแล้วก็นั่งเท้าคางฟังเพลิน แต่พอเห็นอาทิจเหลือบมาก็รีบยืดตัวตรง นั่งคอแข็งทำเหมือนไม่ได้สนใจฟังสักนิด

ooooooo

ทองประศรีไประเริงกับทองใบ “ที่เก่าเวลาเดิม” กลับมาอย่างอิ่มเอมใจเพราะทองใบบอกว่า กลับไปคราวนี้จะให้เจ้าพ่อกับเจ้าแม่มาสู่ขอ ทองประศรีตื่นเต้นดีใจมาก ไม่คิดไม่ฝันว่าตัวเองจะมีวาสนาได้เป็นสะใภ้เจ้า

กลับมาถึงบ้านถูกคำมาตวาดแว้ดว่าไปไหนมา ทองประศรีชะงักไปนิดหนึ่งแล้วปดหน้าตาเฉยว่าไปหาอาทิจมา สิงห์ทองถามว่าอาทิจไหน ทองประสานตอบแทนพี่สาวว่า

“ก็หลานคุณย่าแดง เจ้าของสวนแถวนี้ไงพ่อ พี่ศรีเขาเล็งไว้กะทำผัว”

สิงห์ทองเสียงอ่อนลงทันที บอกว่าค่อยยังชั่ว มีผัวทั้งทีก็ต้องหาที่มันรวยๆเข้าไว้ ฝ่ายคำมาก็ผสมโรงว่า อย่าเอาไอ้พวกที่ไม่มีหลักแหล่งอย่างพ่อค้าเร่ขายยาถ่ายนั่นเชียว

ทองประศรีอวดว่าทองใบเป็นเจ้าของกิจการ มีชาติตระกูล พ่อแม่อาจจะเป็นเจ้าก็ได้  คำมาขำกลิ้งถามว่าเจ้าพ่อเจ้าแม่เข้าทรงหรือ ถ้ารวยขนาดนั้นมาเร่ขายของทำไม ทองประศรีโต้ว่าแบบในละครที่พระเอกเป็นเศรษฐีพันล้านแต่ปลอมตัวออกมาหารักแท้ไง

“อีบ้า...เรื่องแบบนี้มันมีแต่ในนิยายเท่านั้นเว้ย” คำมาด่า

“ข้าว่า...จับคุณอาทิจให้อยู่หมัดยังจะง่ายกว่าหาพระเอกในนิยายเน่าๆแบบนั้นนะ” สิงห์ทองแนะ

ทองประศรีสะกดกลั้นเต็มที่ทั้งที่อยากจะตะโกนให้ทุกคนรู้ว่า “ผัวฉันเป็นเจ้า!!”

ooooooo

เช้านี้ ดรุณีถูกคุณย่าใช้ให้ไปตามอาทิจมาพบ ไปถึงเห็นเขากำลังถือสายยางรดนํ้าผักเพลิน เรียกอย่างไรก็ไม่ได้ยินเลยเข้าไปตีเพียะ! อาทิจสะดุ้งหันสายยางใส่ เลยกลายเป็นฉีดนํ้าใส่ดรุณีเปียกม่อลอกม่อแลก

ดรุณีโกรธจนแทบจะเข้าไปขยํ้าคอเขา อาทิจรีบขอโทษ บอกเสียงอ่อยว่าคุณย่ามีธุระกับตนหรือ เดี๋ยวจะตามไป เห็นดรุณีทำท่าจะเดินกลับเลยหันไปรดนํ้าอีกแปลง ดรุณีอาศัยทีเผลอวกกลับมาแย่งสายยางฉีด ใส่เขาจนเปียกปอน

อาทิจสั่งให้ไปปิดนํ้า ดรุณีสวนไปอย่างถือดีว่าไม่ปิด โต้เถียงกันไม่ถึงอึดใจก็เล่นสงครามฉีดนํ้าใส่กันอีก ฉีดใส่กันจนดินแฉะลื่นล้มไปด้วยกันหน้าดรุณีเกือบชนหน้าอาทิจ เลยต่างมองกันอึ้ง พอรู้สึกตัวต่างก็อายรีบผละออกมา เห็นนํ้าในสายยางพุ่งกระฉูดสะบัดอย่างไร้ทิศทาง ก็ตกใจรีบลุกจะไปปิดนํ้า ลื่นล้มคลุกคลานกันเลอะเทอะไปหมด

อาทิจเอาผ้าขนหนูผืนเล็กมาจะเช็ดหน้าเช็ดผมให้ เขาดูแลเหมือนทำกับน้องๆที่บ้าน ทำเอาดรุณีเขินรีบดึงผ้าขนหนูไปทำเอง อาทิจยังดูอย่างเป็นห่วงเห็นมดไต่ที่ผมก็ช่วยหยิบออกให้ ท่าทางเขาเป็นธรรมชาติอบอุ่น แต่ดรุณีกลับเขินจนทำตัวไม่ถูกเลยจะกลับ

อาทิจพูดตามหลังว่า “เด็ก” เธอหันขวับมาแหวใส่ ว่าบอกกี่ครั้งแล้วว่าตนไม่ใช่เด็ก เขาเลยอบรมว่าถ้า ไม่ใช่เด็กก็ต้องรู้จักขอบคุณคนที่ช่วยเหลือ เธอเลยกระชากเสียง “ขอบใจ”

“นอกจากขอบใจเป็นแล้ว คนที่มีวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่ ต้องรู้จักตอบแทนคนที่ช่วยเหลือเราด้วย เช่น ให้นั่งจักรยานไปด้วยอะไรแบบเนี้ย”

ดรุณีกลั้นใจบอกว่า “นายถีบฉันนั่ง แล้วทีหลังก็ไม่ต้องมาทำอะไรให้เป็นบุญคุณกันอีก” พูดแล้วค้อนควับ ปาผ้าขนหนูคืนแล้วสะบัดหน้าไป อาทิจเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ เขาปะทะคารมกับดรุณีจนรู้สึกว่าวันไหนไม่ได้ปะทะกันเหมือนชีวิตขาดอะไรไปสักอย่าง

ooooooo

ดรุณีซ้อนท้ายจักรยานที่อาทิจขี่กลับมาถึงบ้าน ทั้งคุณย่าและน้าแก้วมองอย่างแปลกใจ คุณย่าถามว่าไปคลุกขี้โคลนที่ไหนกันมา ดรุณีโบ้ยให้ถามอาทิจ อาทิจเล่าเลี่ยงๆ ดรุณีทนไม่ได้เลยเล่าฉอดๆ โทษว่าอาทิจแกล้งตน พอถูกคุณย่าดักคอว่าตัวเองไม่ได้ตอบโต้เลยใช่ไหม เลยพูดไม่ออก

เมื่อไล่ให้ไปอาบน้ำกัน คุณย่าเอาชุดของคุณปู่ไปให้อาทิจเปลี่ยน พอดรุณีมาเห็นก็อ้อนว่าตนก็อยากใส่ชุดของคุณย่าบ้าง คุณย่าเลยไปเอามาให้ใส่

อาทิจในชุดเสื้อม่อฮ่อมกางเกงเลเดินมาหาคุณย่า ทั้งคุณย่าและน้าแก้วมองตะลึงอึ้งเพราะเขาเหมือนคุณปู่เหลือเกิน คุณย่าเอาจดหมายจากทางบ้านให้อาทิจ เขาอยากเปิดอ่านตอนนั้นใจแทบขาด แต่ก็ยับยั้งชั่งใจเอาใส่กระเป๋าและไปเก็บส้มตามคำชวนของคุณย่า

พอต๊อด อึ่ง และพันเห็นอาทิจกับดรุณีก็พากันอุทานว่า ดรุณีสวยน่ารัก อาทิจก็หล่อตะพึดตะพือ เกร็งเข้ามาทักว่า

“เห็นคุณหนูกับคุณอาทิจใส่ชุดนี้แล้วเหมือนย้อนเวลากลับไปเห็นคุณปู่กับคุณย่าทำงานด้วยกันเมื่อตอนลุงยังเด็ก...เหมือนมาก”

อาทิจอาศัยเวลาพักกลางวันหามุมสงบไปนั่งอ่านจดหมายจากทางบ้าน ดรุณีพูดเหน็บกับน้าแก้วว่า คงเป็นจดหมายแฟนถึงต้องหลบไปอ่าน เพราะกลัวคุณย่ารู้ แล้วบรรยายข้อเสียของการมีแฟนว่า

“การมีแฟนทำให้ไม่มีสมาธิ สะเพร่า เลินเล่อ สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะมัวฝันถึงแฟน”

พอน้าแก้วบอกว่า  นั่นเป็นจดหมายจากทางบ้านไม่ใช่แฟน เพราะตอนคุณย่าเอาให้ตนอยู่ด้วย ดรุณีเลยจ๋อยไป

ooooooo

อาทิจอ่านจดหมายของพ่อกับแม่อย่างมีความสุข มีกำลังใจที่จะทำให้ความฝันของตนและความหวังของพ่อแม่เป็นจริง ยิ่งเมื่อได้อ่านที่น้องๆแต่ละคนเขียนต่อท้ายจดหมายของพ่อกับแม่ อาทิจก็แทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เขาอยากจะบอกกับทุกคนเหลือเกินว่า ทุกตัวอักษรนั้นมีความหมายต่อเขามากมายเพียงใด

บ่ายจัด คุณย่านอนพักผ่อนให้น้าแก้วกับจิ๋วแจ๋วนวดให้ที่บ้าน จิ๋วแจ๋วบอกว่า เย็นนี้อาทิจจะเอาผักลงปลูกที่แปลง ตนขออนุญาตคุณย่าไปช่วยอาทิจได้ไหม น้าแก้วบอกว่าไม่ต้องขอหรอก เพราะทุกคนต้องไปช่วยอาทิจอยู่แล้ว

ดรุณีสวนขึ้นทันควันว่าตนไม่ไป เพราะต้องดูหนังสือเตรียมสอบและดูแลคุณย่า เพราะคุณย่าปวดเนื้อปวดตัวไม่ค่อยสบาย เธอพูดไม่ทันขาดคำ อาทิจก็คลานเข้ามาหาคุณย่า ขอให้ไปลงผักต้นแรกเพื่อเป็นสิริมงคลด้วย

ดรุณีกันท่าทุกทางเพื่อไม่ให้คุณย่าไป จนคุณย่าขัดขึ้นว่า ให้อาทิจไปทำงานต่อเถอะ แล้วย่าจะไป ดรุณีงอนตุปัดตุป่องหาว่าคุณย่าไม่เห็นความหวังดีของตน คุณย่าเลยบอกว่า ถ้าอยากอ่านหนังสือย่าก็ไม่ว่า ย่าไปกับน้าแก้วกับจิ๋วแจ๋วเองก็ได้

“เชิญคุณณีอ่านหนังสือตามสบายนะคะ” น้าแก้วย้ำ ดรุณีเลยยิ่งกระฟัดกระเฟียดที่ไม่มีใครเข้าข้างตนเลยสักคน

ตกเย็น คุณย่าไปปลูกผักต้นแรกลงในแปลงให้อาทิจเพื่อเป็นสิริมงคล คำอวยพรของคุณย่าลึกซึ้งกินใจจนทุกคนน้ำตาคลอ โดยเฉพาะอาทิจถึงกับก้มกราบแทบเท้าคุณย่าเมื่อได้รับพรว่า

“...ย่าขอให้พ่อเป็นดั่งเมล็ดพันธุ์ของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ว่าจะไปตกอยู่ที่ใด ก็มีแต่นำพาความอุดมสมบูรณ์ ความงดงามไปสู่ที่นั่น นะพ่อนะ”

คุณย่ากอดอาทิจไว้แน่น บอกว่า “นับแต่นี้ไป พ่ออาทิจคือเกษตรกรเต็มตัวแล้วนะ”

อาทิจรับคำด้วยความภาคภูมิใจ จากนั้น ทุกคนกรูกันไปหยิบผักที่เพาะในตะแกรงแยกย้ายกันไปปลูก มีแต่ดรุณีเท่านั้นที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ถือว่าตนมาดูแลคุณย่าไม่ได้มาช่วยปลูกผัก แต่ดูไปดูมาก็อดไม่ได้เมื่อเห็น

ต๊อดจับผักแรง อึ่งปลูกจนชิดกันเกินไป และพันก็ปลูกไม่เป็นแถวเป็นแนว ขัดใจนักเลยลงมือปลูกเสียเอง

คุณย่าเห็นอาทิจกับดรุณีทำตัวเหมือนขมิ้นกับปูนเจอกันทีไรได้เรื่องทุกที คืนนี้ ปรารภกับน้าแก้วว่า สองคนนี้จะปรองดองกันได้ไหม บอกน้าแก้วว่า

“ฉันเองก็ไม่รู้จะฝากผีฝากไข้กับใคร นอกจากสองคนนี้ แต่มันก็ทะเลาะกันเสียจริง”

น้าแก้วคาดว่าเพราะดรุณีขี้งอนขี้น้อยใจ ตัวเองเคยเป็นหนึ่งของคุณย่า พออาทิจมาก็เลยอิจฉากลัวคุณย่าจะรักอาทิจมากกว่า อีกทั้งอาทิจเป็นคนอัธยาศัยดีไม่ถือตัว ใครๆก็เทใจให้ ดรุณีก็เลยยิ่งระแวง แต่ก็เชื่อว่าอาทิจจะพิสูจน์ความตั้งใจของเขาให้ดรุณีเห็นจนได้ ขนาดน้องผู้หญิงหลายคนเขายังเอาอยู่ นับประสาอะไรกับดรุณีแค่คนเดียว

“มันจะไม่ง่ายก็เพราะความดื้อรั้นของแม่ณีนี่แหละ” คุณย่าอดกังวลไม่ได้

อาทิจอาศัยช่วงเวลากลางคืนตอบจดหมายของพ่อ แม่ และน้องๆ เขาบรรยายความสุขในการทำงานของตนที่ได้รับกำลังใจและการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจากคุณย่า ให้สัญญากับทุกคนที่บ้านว่า

“...ผมจะตั้งใจ จะอดทนเพื่อพวกเราทุกคน ฝากความคิดถึงน้องๆทุกคนด้วยนะครับ บอกพวกเขาด้วยว่า พี่อาทิจรักพวกเขาเหลือเกิน...รักและคิดถึงคุณพ่อคุณแม่เสมอ...อาทิจ”

ส่วนดรุณีก็อ่านหนังสืออย่างหนักมุ่งมั่นที่จะเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ จะไม่ทำให้คุณย่าผิดหวัง แต่คุณย่ากลับบอกว่า ท่านไม่ตึงเครียดกับเรื่องเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่ ขอแต่ให้เธอทุ่มเทและทำให้ดีที่สุด ถ้าสอบไม่ได้ก็คือไม่ได้ เพราะความรู้ไม่ได้มีแค่ในห้องเรียนสี่เหลี่ยม พูดจากประสบการณ์ของตัวเองว่า

“เราสามารถเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา เรียนรู้จากการได้เห็นของจริง ได้สัมผัส ได้ลงมือทำ ได้พูดคุยกับคนที่ทำเป็นจริงๆ ซึ่งนั่นสำคัญกว่าการเรียนในห้องสี่เหลี่ยมมากมายนัก”

ดรุณีโผเข้ากอดคุณย่าไว้ด้วยความซาบซึ้งใจในความรัก ความเมตตาที่ได้รับจากคุณย่าอย่างมากมายเสมอมา

ooooooo

ทองประศรีฝันเฟื่องที่จะได้เป็นสะใภ้เจ้า แต่รอแล้วรอเล่าทองใบก็ไม่มาสู่ขอเสียที เลยรวบรัดให้ทองใบมาทาบทามกับพ่อแม่ก่อนก็ได้ ทองใบอ้างว่าตนมาในสภาพพ่อค้าเร่แบบนี้ ขืนไปพูดกับพ่อแม่มีหวังถูกฆ่าตายก่อน

ทองใบใช้ความกะล่อนกล่อมทองประศรีหลอกกินฟรีไปเรื่อยๆ

ส่วนตุ๊ที่เอาอาทิจมาล่อทองประศรีหลอกเซ็นของไปมากมายแล้ว แต่มาวันนี้ทองประศรีไม่แยแส จนตุ๊แปลกใจ เชื่อว่าทองประศรีต้องมีคนใหม่แล้วแน่ๆ ที่กะจะเอาอาทิจมาอ่อยขอเซ็นน้ำมันเซ็นไข่ไปกินเลยอด

ooooooo

วิไลลักษณ์ยังหมายที่จะได้สมบัติจากคุณย่า นอกจากพาลูกๆมาใกล้ชิดทำเป็นขยันขันแข็งเอาใจคุณย่า และตัวเองก็มาอ้อนคุณย่าว่าจะออกงานสังคมใหญ่ เอ่ยปากขอยืมเครื่องเพชรชุดใหญ่ใส่ไปงานเพื่อให้สมศักดิ์ศรี คุณย่าบอกว่าชุดใหญ่ไม่มีก็ขอชุดเล็ก คุณย่าบอกว่าชุดเล็กก็ไม่มี แต่จะเอาหีบสมบัติล้ำค่ามาให้ดู

สามแม่ลูกตาโตพากันชะโงกเข้าไปดูหีบสมบัติที่คุณย่าเปิด ปรากฏว่ามีแต่หนังสือเกี่ยวกับการเกษตรที่คุณย่าบอกว่าเก็บสะสมมาตั้งแต่คุณย่ายังสาว บอกว่าจะยืมไปอ่านก็ไม่หวง แต่อ่านเสร็จแล้วต้องเอามาคืน ปรากฏว่าไม่มีใครสนใจเลย

วิยะดาที่ทำเป็นสนใจการเพาะปลูกก็เพียงเพื่อจะได้ใกล้ชิดฉอเลาะอาทิจเท่านั้น เวทางค์ก็กล้ำกลืนกับการใช้แรงงานแค่รดน้ำผักแปลงเล็กๆก็บ่นว่าทำไมไม่ติดสปริงเกิลหรือทำฝนเทียม ใช้สายยางรดแบบนี้โลว์เทคมาก

แล้วทั้งคู่ก็ถอดใจเมื่ออาทิจจะพาไปดูการทำปุ๋ยชีวภาพ แค่พูดถึงทั้งสองก็แทบจะอ้วกแล้ว สุดท้ายอาทิจเลยต้องไปคนเดียว

ระหว่างทางนี่เอง เขาได้เห็นสวนกล้วยที่เขียวชอุ่มร่มรื่น มีเครือกล้วยห้อยสวยงาม อาทิจก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาทันที

พอกลับมา เขาเสนอคุณย่าว่าอยากทำสวนกล้วย เพราะกล้วยใช้ประโยชน์ได้ทั้งต้น คุณย่าเห็นด้วยเพราะตัวเองก็ชอบกินกล้วยอยู่แล้ว ถามอาทิจว่าแล้วจะไปหาหน่อกล้วยที่ไหน อาทิจบอกว่าไปขุดเอาจากแปลงที่เห็น ขอแค่เอารถไปขนเท่านั้น

ดรุณีหูผึ่ง แต่พอขยับจะพูด น้าแก้วก็พูดดักคอเสียก่อนว่า

“แต่ต้องคิดค่าน้ำมันและค่าเสื่อมสภาพ คุณณีจะพูดอย่างนี้ใช่ไหมคะ”

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมจะทำบัญชีละเอียดเหมือนตอนปลูกผักทุกอย่าง”

คุณย่าบอกให้ทำเลยสนับสนุนเต็มที่ แล้วย่าจะให้เงินเดือนด้วย ดรุณีสะอึกขึ้นมาติงว่าไหนคุณย่าตอบจดหมายคุณลุงไปว่าจะให้อาทิจมาทำงานที่นี่ก็ได้ แต่จะไม่ได้รับเงินเดือนไง

“ใช่ ถ้านั่นเป็นงานที่ย่าทำมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ทั้งแปลงผักกับสวนกล้วยมันเป็นงานที่พี่เขาทำขึ้นเอง พี่เขาก็ควรจะได้เงินเดือนและผลกำไรจากน้ำพักน้ำแรงของเขาด้วย มันถึงจะยุติธรรม แล้วย่าจะดูให้นะพ่อนะที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่เท่าไหร่”

“ขอบพระคุณครับคุณย่า” อาทิจกราบที่ตักคุณย่า ดรุณีตาร้อนผ่าวทั้งหมั่นไส้อาทิจและน้อยใจคุณย่าระคนกัน

แต่เธอไม่ยอมแพ้ มุ่งมั่นที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ บอกน้าแก้วที่เข้ามาคุยว่า

“จบมาเมื่อไหร่หนูจะสู้นายนั่นไม่ถอยเลย คอยดู!!!”

ooooooo

หลังจากทำสวนมาทั้งวัน ตกกลางคืน อาทิจเอาแคนมาเป่าให้ต๊อด อึ่ง กับพันได้เซิ้งกันให้ผ่อนคลายเบิกบานใจ เซิ้งไปได้พักใหญ่ อึ่งเสนอว่าเราน่าจะไปที่ร้านทองประศรี ที่นั่นมีอะไรๆน่าสนุกมากมาย เช่น คาราโอเกะ เหล้ายาปลาปิ้ง อาทิจน่าจะไปเปิดหูเปิดตาบ้าง

“ฉันไม่ชอบเที่ยวอย่างนั้น ฉันชอบอยู่กับดินกับต้นไม้”

ต๊อดเลยแซวว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบอยู่กับดินกับต้นไม้เหมือนกัน อาทิจถามว่าใคร ต๊อดกับอึ่งตอบพร้อมกันว่า

“คุณณี”

ดรุณีที่เดินมาจะเอาเรื่องอาทิจที่เป่าแคนหนวกหูรบกวนการอ่านหนังสือของตน ได้ยินหนุ่มๆคุยกันก็ชะงักแอบฟังเก็บข้อมูลเพื่อเอาไปฟ้องคุณย่า ยิ่งต๊อดกับอึ่งเอ่ยชื่อตนก็เงี่ยหูฟัง ซ้ำอาทิจยังทำเสียงสยองปนเบื่อหน่ายว่า

“เขาเกลียดฉันยังกับอะไรดี วันๆเคยพูดดีกันที่ไหน” พันติงว่าคุณณีน่ารักออกนิสัยดีด้วย “ก็อาจจะเป็นอย่างที่นายว่า เขาอาจจะดีกับคนอื่น แต่ไม่ใช่ฉัน ที่สำคัญ...ฉันไม่ชอบผู้หญิงที่นิสัยเหมือนเด็กๆ ฉันไม่มีเวลาไปตามงอนง้อใคร แค่ทำงานก็แทบไม่มีเวลาหายใจแล้ว”

ดรุณีหน้าง้ำเมื่อรู้ว่า ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลังอาทิจก็ยังคงมองตนเป็นเด็กอยู่ร่ำไป

เมื่อคุณย่าอนุญาตและสนับสนุนการทำสวนกล้วย อาทิจลงมือไถที่ทันที ขณะกำลังไถที่อยู่ ดรุณีก็มาตะโกนโหวกเหวก บอกว่าคุณย่าให้มาเรียกไปกินข้าว ทั้งคู่พูดกันไม่เข้าหูตามเคย เรื่องง่ายๆเลยกลายเป็นเรื่องยาก พูดกันไม่รู้เรื่อง อาทิจเลยแกล้งยั่วว่าหงุดหงิดขี้โมโหระวังจะ...เขาทิ้งไว้แค่นั้น

ดรุณีอาละวาดเข้าไปทุบเขา บอกให้พูดมาว่าจะ... อะไร อาทิจเลยกระโดดลงจากรถ เป็นจังหวะที่ดรุณีโน้มตัวเข้าหาเขาเต็มที่เลยตกลงไปเข่ากระแทกพื้นทั้งสองข้างลุกไม่ขึ้น นั่งร้องโอดโอย จึงเป็นหน้าที่ของอาทิจ ที่ต้องแสดงความเป็นสุภาพบุรุษจะพาไปที่จักรยาน ถามว่าจะให้อุ้มเข้าสะเอวหรือจะขี่หลังแบบเกาหลี

ดรุณีเลือกขี่หลัง ก็ถูกเหน็บอีกว่ามีแฟนหน้าเกาหลีเลยต้องเลือกแบบเกาหลี

แม้จะเป็นคู่กัดแต่พอได้ใกล้ชิดสัมผัสร่างกัน ความ รู้สึกอื่นก็แทรกเข้ามา ต่างรู้สึกวูบวาบยังไงบอกไม่ถูก

แต่พอไปถึงบ้าน เวทางค์เห็นอาทิจประคองดรุณีขึ้นบ้านก็หึงขึ้นมา หาว่าอาทิจแต๊ะอั๋งดรุณี แล้วแย่งทำหน้าที่แทน คุณย่าจึงบอกอาทิจให้ไปกินข้าวก่อน

คุณย่าให้เวทางค์ไปเอากล่องอุปกรณ์ทำแผลให้ พอได้กล่องปรากฏว่าแว่นคุณย่าหาย เลยต้องให้เวทางค์ ทำแผลให้ แต่พอเวทางค์เปิดดูแผลเห็นเลือดเท่านั้น ก็เป็นลมหงายผึ่งไปเลย

อาทิจจึงถูกเรียกมาทำแผลแทน เขาทำแผลอย่างคล่องแคล่ว เอาสำลีชุบแอลกอฮอล์จนชุ่มเพื่อล้างแผลวางแช่ไว้ที่แผล แสบจนดรุณีร้องลั่น ดรุณีโมโหคิดว่าเขาแกล้งเลยดีดติ่งหูเขาจนร้องลั่นไปเหมือนกัน ทำเอาคุณย่างงว่าใครเป็นคนเจ็บกันแน่

ooooooo

ทองประศรียัง “ไปตามนัด” กับทองใบเป็นประจำ ที่น้ำตก เฝ้ารอวันที่จะได้เป็นสะใภ้เจ้า แต่วันแล้ววันเล่าทองใบก็เอาแต่บ่ายเบี่ยง จนวันนี้ทองประศรีถามว่าพรุ่งนี้เช้าไปเลยได้ไหม

“เดี๋ยวจ้ะ...รอก่อน รอเจ้าพ่อเจ้าแม่พี่นะจ๊ะ ท่านจะมาถึงที่นี่ช่วงบ่าย” แล้วบอกทองประศรีให้เตรียมแต่งตัวสวยๆรอรับเจ้าพ่อเจ้าแม่ได้เลย

พอกลับบ้าน ทองประศรีบอกพ่อแม่และน้องๆว่าให้ทุกคนเตรียมเอาเสื้อผ้าชุดที่สวยที่สุด ดีที่สุดออกมาแต่ง และทำผมแต่งหน้าให้สวยงามด้วย เพราะจะมีแขกกิตติมศักดิ์มาเยี่ยม

ทุกคนพากันงงกับแขกกิตติมศักดิ์ของทองประ–ศรีว่าเป็นใคร??

เป็นการลงทุนอย่างมาก ที่ทุกคนต้องไปเช่าชุดและจ้างช่างมาแต่งหน้าแต่งผม แล้วตั้งหน้าตั้งตารอแขกกิตติมศักดิ์กัน เมื่อได้เวลาปรากฏว่ายรรยงในชุดตำรวจยศสิบโทเต็มยศเดินเท่เข้ามา ทำเอาทุกคนแทบเป็นลมนึกว่าเป็นแขกกิตติมศักดิ์ แต่เพราะอยากอวด ทองประศรีเลยชวนยรรยงร่วมอยู่ต้อนรับแขกกิตติมศักดิ์ของครอบครัวด้วย

คอยกันจนเงก ตุ๊ก็รีบเข้ามาถามว่าตนมาสายหรือเปล่า ทองประศรีบอกว่าแขกกิตติมศักดิ์ยังไม่มาเลย

“แล้วไป นึกว่ามาไม่ทัน นี่ถ้าไม่เจอไอ้รถขายของชำนั่น พี่ตุ๊คงมาถึงเร็วกว่านี้”

ทองประศรีดีใจถามว่าเจอกันที่ไหน ตุ๊เล่าว่า เจอทองใบที่ถนนทางเข้าหมู่บ้าน เล่าถึงความขี้หลีเจ้าชู้ยักษ์ของทองใบ พอเจอก็ถามว่าคุณผู้หญิงจะไปไหนอาสาจะไปส่ง แต่พอตุ๊บอกว่าไปบ้านทองประศรี ทองใบก็กระโดดขึ้นรถเผ่นไปเลย แถมยังตะโกนใส่หน้าตนด้วยว่าจะไม่กลับมาที่นี่อีกเด็ดขาด

พอตุ๊เล่า ทองประสานกับทองประสมก็เล่ากันฉอดๆ บ้างว่า หมอนี่แหละเวลาทองประศรีไม่อยู่มักจะมาชวนไปเที่ยวเล่นที่น้ำตกกัน ที่จะคุยกันได้นานหน่อยก็เรื่องยี่เก เพราะเป็นคอยี่เกเหมือนกัน ยรรยงฟังอยู่ด้วยเลยแฉแหลกว่า

“ไอ้พระเอกยี่เกเก่านี่แหละ ที่ไปฟาดผู้หญิงหนอง– สะพือมาไม่รู้กี่คนต่อกี่คน จนฉันรับแจ้งความไม่ไหว ตำรวจที่โรงพักถึงกับตั้งฉายาให้มันว่า ทองใบจอมตะบันฟันแล้วทิ้ง”

“พี่ตุ๊ไปเจอมันที่ไหน” ทองประศรีถามเครียด

“ก็ทางเข้าหมู่บ้านนั่นแหละ ป่านนี้คงถึงถนนใหญ่แล้วมั้ง”

ทองประศรีหายใจเสียงครือ...ปากคอสั่นจะเป็นลมเสียให้ได้ พอตั้งหลักได้ทองประศรีก็วิ่งทางลัดไปดัก เจอทองใบกำลังประคองสาวสะโพกดินระเบิดจะพาขึ้นรถพอดี แต่พอเห็นทองประศรีเท่านั้นก็ทิ้งหญิงสาวคนนั้นขึ้นรถเผ่นแนบไปเลย

“ไอ้ทองใบ...ไอ้เลว แกจะหนีไปไหน ไอ้ยี่เกบ้านนอก แกทำอย่างนี้กับฉันได้ยังไง ไหนล่ะวัง ไหนล่ะเจ้าพ่อเจ้าแม่ของแก มันอยู่ไหน ไอ้กะล่อน ไอ้คนเลว!!!”

ทองประศรีแทบจะหมดแรงอยู่ตรงนั้น เจ็บทั้งตัวและเจ็บทั้งใจเหมือนตายทั้งเป็น

เมื่อกลับมา ถูกทั้งพ่อทั้งแม่คาดคั้นถามว่าไปตามทองใบทำไม แล้วแขกกิตติมศักดิ์ที่ว่าเป็นใคร ทองประศรีหาทางโกหกเพื่อให้เรื่องเลวร้ายน้อยที่สุด

เธอปดพ่อกับแม่ว่าที่ไปตามทองใบ เพราะมันเป็นหนี้ตนถึงสองพันบาท ส่วนแขกกิตติมศักดิ์ที่ว่านั้นคืออาทิจหลานคุณย่า ได้ข่าวว่าคนงานจะชวนมาเที่ยวที่ร้านเรา เลยถูกด่าทั้งสองเรื่องว่า แค่เงินสองพันจะร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรขนาดนี้ทำไม นึกว่าเสียตัวให้มันเสียอีก ส่วนหลานคุณย่านั้น อย่าหวังว่าเขาจะมาเที่ยวร้านชำอย่างเรา ระดับเขาต้องไปเที่ยวที่หรูมีแอร์เย็นฉํ่ามีสาวสวยคอยปรนนิบัติ บอกให้เลิกฝันลมๆแล้งๆได้แล้ว

ทองประศรีกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ได้แต่เจ็บชํ้า นํ้าใจจนอกแทบระเบิดอยู่คนเดียว

ooooooo

วันนี้ อาทิจจะไปขุดหน่อกล้วย วิยะดา เวทางค์ และดรุณีต่างก็อ้างเหตุผลที่ไปด้วยไม่ได้ คุณย่าจึงให้ไพฑูรไปช่วย ไพฑูรไปถึงก็ทำเป็นไม่สบายจนอาทิจต้องให้นั่งพักที่รถ แล้วตัวเองไปขุดหน่อกล้วยคนเดียว

ไพฑูรกลับมาเล่าให้ดรุณีฟังว่า อาทิจไปขุดหน่อกล้วยป่าจะเอามาปลูก ดรุณีสะใจมาก หาทางกันพวกที่ดูกล้วยเป็น ไม่ให้ไปช่วยปลูกในวันรุ่งขึ้น อีกด้านหนึ่งก็พูดยั่วยุว่างานแค่นี้เขาทำคนเดียวก็ได้หมายให้อาทิจฮึด จะได้หลงปลูกกล้วยป่า โดยคิดว่าเป็นกล้วยบ้าน แอบนึกสะใจว่า “คราวนี้ล่ะ นายต้องได้เป็นเทวดาตกสวรรค์แน่ ฮิ...ๆ...ๆ”

เช้าวันรุ่งขึ้น อาทิจจะไปลงหน่อกล้วย คุณย่าจะไปดูให้กำลังใจ แต่ถูกดรุณีมาอ้อนให้ไปตรวจบัญชีที่ออฟฟิศในเมืองกับตน เพื่อกันไม่ให้คุณย่าไปเห็นหน่อกล้วย เพื่ออาทิจจะได้หลงปลูกกล้วยป่าไปทั้งสวนเลย

อาทิจมารับคุณย่าตามนัด ถูกดรุณีกันท่าไม่ให้พบ บอกว่าคุณย่าจะไปตรวจบัญชีกับตนในเมือง อาทิจจึงฝากให้บอกคุณย่าด้วยว่าตนมาแล้ว แต่พอเขาจะกลับ ก็ถูก ดรุณีพูดแดกดันว่า

“ทีหน้าทีหลังจะทำอะไรก็คิดให้ดีก่อนนะ อย่าเที่ยวหลงตัวเองว่าปลูกผักได้ แล้วจะทำอย่างอื่นได้ตามไปด้วย”

อาทิจบอกว่าตนยอมเจ็บตัว เพราะอย่างน้อยก็เป็นประสบการณ์ชีวิตในวันข้างหน้า ดีกว่าบางคนที่เอาแต่บริหารปากไม่รู้จักฝึกที่จะบริหารสมองของตัวเอง

ถูกอาทิจด่ากลับเนียนๆ ดรุณีฮึดขึ้นมาบอกว่าตนไม่เดือดร้อนหรอก เพราะคนที่จะเดือดร้อนคือเขา พออาทิจมองงงๆ เธออวยพรประชด “ขอให้นายโชคดี ทำงานอย่างมีความสุขก็แล้วกัน” ปากพูดอย่างนั้นแต่ใจอาฆาตว่า “ในเมื่อนายไม่ลดราวาศอกให้ฉัน เรื่องอะไรฉันจะต้องเห็นใจนาย”

ooooooo

ตอนที่ 3

ที่หน้าร้านอะไหล่รถแทรกเตอร์ในเมืองเชียงใหม่ รถสปอร์ตหรูคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอด ชายหนุ่มหล่อ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมหรูเก๊กท่านายแบบก้าวลงจากรถมายืนเท่อยู่ข้างรถ เขาคือเวทางค์ ลูกชายผู้ว่าฯประเวทย์

ที่อีกด้านหนึ่งของรถ สาวน้อยแสนเปรี้ยว ก้าวลงมาในชุดกระโปรงสั้นโชว์เรียวขาถึงเหนือเข่า เสื้อกล้ามโชว์เนินอกใส่แว่นดำเก๋ไก๋ พอลงมาก็ถอดแว่นมองไปข้างหน้าด้วยท่านางแบบเช่นเดียวกัน  เธอคือวิยะดา น้องสาวของเวทางค์นั่นเอง...

วิยะดาชี้ให้พี่ชายดูพวกสาวแท้สาวเทียมที่กำลังกรี๊ดกันสติแตกมองมาทางนี้ เวทางค์พูดอย่างยโสว่า

“ขี้เกียจดู ไปไหนก็มีแต่ผู้หญิงกรี๊ด เบื่อแล้ว ไม่รู้จะกรี๊ดอะไรพี่นักหนา”

แต่ที่แท้บรรดาสาวแท้สาวเทียมเหล่านั้นไม่ได้กรี๊ดเวทางค์ แต่กรี๊ดคนที่อยู่ข้างหลังเขา คืออาทิจนั่นเอง

วิยะดามองเลยไปด้านหลังเวทางค์ เห็นอาทิจเดินเท่เข้าไปในร้านขายอะไหล่แทรกเตอร์ วิยะดากรี๊ดลั่นถามพี่ชายว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร เวทางค์หันมองบอกว่าเข้าร้านแบบนั้นจะเป็นใครได้นอกจากช่างซ่อมรถ ชวนไปกันเถอะตนหิวแล้ว

ที่ร้านอาหารนี่เอง เวทางค์กับวิยะดาเจอดรุณี ต่างทักทายกันด้วยความยินดี สองพี่น้องนึกว่าดรุณีมาทาน อาหารร้านหรู สมเป็นหลานผู้ว่าจริงๆ ดรุณีชี้แจงว่าร้านนี้ไปรับส้มที่สวนเป็นประจำ เขาให้บัตรลด 50% ก็เลยมาใช้บริการ แล้วชวนนั่งด้วยกันตามมารยาท

น้าแก้วถือถุงน้ำปูมาเจออาทิจยืนอยู่หน้าร้านชวนเข้าไปด้วยกัน อาทิจบอกว่าเห็นดรุณีเจอเพื่อนเลยคิดว่ายืนรอข้างนอกดีกว่า แล้วเปลี่ยนใจขอเอาของไปเก็บที่รถ แล้วจะนั่งรอที่นั่นเลย เชิญน้าแก้วตามสบายไม่ต้องห่วงตน

น้าแก้วเข้าไปเห็นเวทางค์กับวิยะดาก็เข้าไปทัก สองพี่น้องพยักหน้ารับอย่างถือตัว น้าแก้วถามดรุณีว่าไม่ทราบจะคุยกันนานไหม เพราะอาทิจไปรออยู่ที่รถ วิยะดาถามทันทีว่าใครคืออาทิจ หล่อไหม ดรุณีตัดบทว่าอย่าสนใจเลย แล้วถามเวทางค์ว่าจะเอาบัตรลด 50% ไว้ใช้ไหม

“ลูกผู้ว่าต้องจ่ายเต็มเท่านั้นจ้ะ ใช้บัตรลด 50 เปอร์เซ็นต์ อายเขาตาย” เวทางค์ทำท่ารังเกียจ ดรุณีเลยเก็บบัตรใส่กระเป๋า หยิบกาแฟและถุงขนมปังเดินออกไปกับน้าแก้ว

ooooooo

ดรุณีเดินมากับน้าแก้ว พอใกล้ถึงรถก็ยื่นให้น้าแก้วเอาไปให้อาทิจ สั่งว่าห้ามบอกว่าตนเป็นคนฝากมาให้ เพราะจริงๆแล้วตนก็ไม่ได้อยากให้ แต่คุณย่าให้เงินมาแล้วเดี๋ยวไปอ้อนคุณย่าว่าไม่มีใครซื้อข้าวซื้อน้ำให้กิน ตนจะเดือดร้อน น้าแก้วได้แต่ยิ้มแล้วส่ายหน้าอย่างเอ็นดู กับความเฮี้ยวของเธอ

พอน้าแก้วไปถึงก็ยื่นทุกอย่างที่ดรุณีใส่มือมาให้อาทิจที่ยืนพิงตึกอยู่ข้างรถบอกว่า มีคนฝากมาให้ อาทิจหันมองดรุณี เธอสะบัดหน้ากระชากเสียงพูดลอยๆ “ไม่ใช่ฉัน!!”

อาทิจถามว่าน้าแก้วซื้อมาหรือ พลางจะยกมือไหว้ขอบคุณ น้าแก้วรีบยกมือห้ามบอกว่าไม่ต้องไหว้ไม่ใช่ น้าแก้ว อาทิจเลยแกล้งพูดว่า “อ๋อ...รู้แล้ว สงสัยจะเป็นเพื่อนชายของคุณณีซื้อให้”

ดรุณีหันขวับชักสีหน้าใส่แต่พูดผ่านน้าแก้วให้บอกผู้ชายคนนั้นว่าอย่าหาเรื่อง ตนมาหาซื้อหนังสือไม่ได้นัดแฟนออกมาคุย อาทิจนึกสนุกเลยพูดผ่านน้าแก้วบ้าง ให้ช่วยอธิบายกับคนนี้ด้วยว่าตนพูดว่า เพื่อนชาย ไม่ได้พูดว่าแฟน

ทั้งสองโต้เถียงกันผ่านน้าแก้วทั้งที่น้าแก้วไม่ได้พูดอะไรเลย กระทบกระแทกกันไปมาจนอาทิจอบรมผ่านน้าแก้วว่า

“ผมว่าน้องคนนี้ของน้าแก้วท่าจะคิดมากนะครับ ผมจะหมายถึงแฟนได้ยังไง ในเมื่ออายุของน้องคนนี้สมควรจะตั้งใจเรียนอย่างเดียว ถ้าเป็นน้องสาวผม ผมจะสอนเขาว่าอย่าริอ่านมีแฟน”

อาทิจเห็นว่ายั่วดรุณีขึ้นก็ยิ่งยั่วจนเธอตอบโต้ไม่ออก น้าแก้วที่ยืนเป็นตัวกลางให้ทั้งสองโต้เถียงกันไปมาตัดบทว่า

“พอได้แล้วค่ะ ถ้าน้องคนนี้กับผู้ชายคนนั้นยืนทะเลาะกันอยู่อย่างนี้  แล้วทางคุณย่านู้นกับคนงานทางโน้นจะได้กินข้าวเย็นกันไหมคะ”

ทั้งคู่เลยหย่าศึก น้าแก้วยื่นกาแฟกับขนมปังให้อาทิจกินรองท้องก่อนเพราะต้องขับรถอีกนาน เขาบอกว่าแวะกินที่ไปรษณีย์มาแล้ว ดรุณีบ่นลอยๆว่ากินแล้วทำไมไม่บอกแต่แรกจะได้ไม่ต้องเปลืองสตางค์ซื้อ เลยถูกอาทิจจับเท็จว่า

“อ้าว...ตกลงนี่คุณเป็นคนซื้อให้ผมเหรอ แหม...ถ้าบอกเสียตั้งแต่แรก ผมกินฉลองศรัทธาไปนานแล้ว จะได้ไม่ต้องทะเลาะกันเป็นเด็กๆต่อหน้าน้าแก้วด้วย”

ดรุณีโกรธจนทำอะไรไม่ถูกเลยค้อนไล่ตั้งแต่น้าแก้วไปถึงอาทิจแล้วตะบึงตะบอนไปขึ้นรถ

อาทิจได้แต่ขำ ที่ดรุณีมาทำให้ตนกลายเป็นเด็กไปด้วย

ooooooo

ประเวทย์กับวิไลลักษณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่กับภรรยา พ่อแม่ของเวทางค์และวิยะดาเป็นครอบครัวที่ใช้ชีวิตหรูหราฟุ้งเฟ้อ ฟู่ฟ่า วันนี้เวทางค์กับวิยะดาที่ไปเรียนกรุงเทพฯกลับมาเยี่ยมบ้าน

เวทางค์กับวิยะดาบอกแม่ว่าเจอดรุณีที่ตลาดเมื่อครู่นี้ วิไลลักษณ์คาดว่าสิ้นเดือนพอดีดรุณีคงเอาเงินมาเข้าธนาคารให้คุณย่า แล้วเตือนลูกทั้งสองว่า ต้องอยู่ติดคุณย่าเข้าไว้ ไม่อย่างนั้นดรุณีจะได้จากคุณย่าไปหมด ชวนพรุ่งนี้ไปหากันเลยไหม

เวทางค์ไม่ไปเพราะนัดเพื่อนโยนโบว์ไว้แล้ว ส่วน วิยะดาก็ไม่ไปเพราะไปที่นั่นเหมือนอยู่หลังเขา ไม่มีสัญ– ญาณโทรศัพท์ จะบีบีกับใครก็ไม่ได้ ไปถึงคุณย่าก็คุยแต่เรื่องทำไร่ทำสวนน่าเบื่อจะตาย

“เบื่อยังไงก็ต้องไป ท่องเอาไว้สิ เงิน...เงิน...เงิน มรดกคุณย่ามีไม่ใช่น้อยนะ ลูกจะปล่อยให้ยายณีคว้าไปครองคนเดียวหรือจ๊ะ” วิไลลักษณ์หว่านล้อมแกมขู่ ลูกทั้งสองเลยมองหน้ากันเซ็งๆ

ooooooo

วันนี้ อาทิจกับต๊อดไปเล่นน้ำที่น้ำตกกัน แล้วทั้งสองก็ถูกดรุณีแหวใส่ว่าใครอนุญาตให้มาเล่นน้ำในที่ส่วนตัวของตน อาทิจทำหน้างงบอกว่าตนมาอาบน้ำที่นี่ทุกวันตั้งแต่แรกที่มาถึงไม่เห็นมีใครมาอ้างสิทธิ์เลย

ดรุณีไล่ให้ไปเล่นที่ปลายน้ำหรือที่มุมไหนก็ได้ อาทิจไม่อยากมีเรื่องเลยชวนต๊อดหลบไปเล่นอีกฟากหนึ่ง แต่แกล้งพูดดังๆให้เข้าหูดรุณีว่า

“ย้ายมาอาบปลายน้ำก็ดีเหมือนกัน เผื่อมีใครขึ้นไปเล่นน้ำตกชั้นบน หรือไม่ก็พวกช้างที่อาจจะฉี่ระหว่างเดินข้ามน้ำมันก็จะโดนพวกที่อยู่ต้นน้ำก่อน”

ซ้ำต๊อดยังประสานเสียงเป็นปี่เป็นขลุ่ยว่าถ้าเป็นช้างก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นคนนี่สิเรียกว่าฝันร้ายเลยละ

เป็นจังหวะเหมาะพอดีที่มีอะไรเป็นก้อนๆสีทองลอยตุ๊บป่อง...ๆมาสองสามก้อน สองหนุ่มทำเสียงสยองว่ามาแล้ว จิ๋วแจ๋วมองไปร้องบอกดรุณีว่าอึลอยมา ดรุณีร้องอย่างขยะแขยง แต่พอเพ่งมองดีๆกลายเป็นซังข้าวโพด อาทิจกับต๊อดหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็งที่หลอกดรุณีได้สำเร็จ

ดรุณีเจ็บใจที่ถูกหลอก กลับไปฟ้องคุณย่าว่าอาทิจ บุกรุกเข้าไปในที่ส่วนตัวของตน เลยถูกคุณย่าอบรมว่าน้ำตกเป็นที่สาธารณะ เราไม่มีสิทธิ์แสดงความเป็นเจ้าของแม้ว่ามันจะอยู่ในที่ของเราก็ตาม

ooooooo

ที่ร้านขายของชำของทองประศรี สาวเปรี้ยวเปลี่ยวเหงา เธอเป็นอีกคนที่ดีอกดีใจมากเมื่อรู้จากตุ๊ลูกหนี้ที่เป็นคนงานที่สวนส้มของคุณย่าว่ามีหลานชายของคุณย่ามาอยู่ด้วย ถามอย่างตื่นเต้นว่าหล่อไหม

ตุ๊เลยฉวยโอกาสขอเซ็นสบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน แป้งฝุ่น และยาทาเต่าด้วย ทองประศรีถามตุ๊ว่าแล้วเมื่อไรจะพาไปรู้จักหลานชายคุณย่า เสนอว่าพรุ่งนี้เลยได้ไหม

“จ้ะ...แต่สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน แป้งฝุ่น แล้วก็ยาทาเต่าน่ะขอเดี๋ยวนี้เลยนะ” ตุ๊เล่นทีเผลอเลยได้เซ็นของไปอีกเพียบ

ooooooo

วันนี้คุณย่าทำข้าวเหนียวมะม่วง ดรุณีชมว่าหน้าตาน่ากินจัง คุณย่าบอกว่าใกล้เสร็จแล้วให้ไปตามอาทิจมากินข้าวก็คงเสร็จพอดี ดรุณีบอกว่าอาทิจฝากจิ๋วแจ๋วบอกมาแล้วว่าจะกินกับคนงาน เพราะอยากซ่อมแทรกเตอร์ให้เสร็จ คุณย่าเลยเอาใส่ปิ่นโตให้ดรุณีขี่จักรยานไปส่ง มีทั้งกับข้าวและข้าวเหนียวมะม่วง

ดรุณีถึงกับเซ็ง เพราะคิดว่าวันนี้ไม่ต้องไปเป็นแจ๋วของอาทิจแล้วเชียว จำต้องเอาปิ่นโตแขวนที่แฮนด์จักรยานปั่นไปให้

อาทิจทำงานเพลินจึงมาเข้าแถวรับอาหารเป็นคนสุดท้าย ปรากฏว่ากับข้าวหมดเหลือแต่ติดก้นหม้อ เขาบอกน้าแก้วว่าไม่เป็นไรตนกินได้ จิ๋วแจ๋วรีบบอกว่าอย่าเพิ่งกิน เพราะดรุณีกำลังเอาปิ่นโตมาส่ง อาทิจเลยต้องหิ้วท้องรอทั้งที่หิวมาก

ดรุณีขี่จักรยานมาหลับตาสูดอากาศยามเย็นอย่างชื่นอกชื่นใจจนเกือบชนรถกระบะขนส้มที่สวนมา หักหลบเลยล้มทั้งคนทั้งรถ แต่น่าอัศจรรย์ที่ปิ่นโตทั้งเถากลับตั้งอย่างดีที่พื้น แทนที่จะดีใจ ดรุณีกลับคิดแก้เผ็ด

เมื่อไปถึงก็ทำทีเดินกะเผลกๆ จูงจักรยานเข้าไปบอกว่าจักรยานล้มอาหารในปิ่นโตหกหมด อาทิจหน้าแห้งเพราะหิวจัด ดรุณีแอบยิ้มที่แกล้งอาทิจได้ แม้แค่เพียงอาหารมื้อเดียวก็สะใจ๊...สะใจ...

ooooooo

วันนี้ วิไลลักษณ์พาเวทางค์กับวิยะดามาหาคุณย่าที่บ้าน ปากหวานทั้งแม่ทั้งลูกว่า คิดถึงคุณย่ามาก ถึงมากที่สุดในโลก คุณย่าขอบใจที่คิดถึงคนแก่ ถามถึงเรื่องเรียนของสองคน วิไลลักษณ์ต้องกล้อมแกล้มตอนแทนลูกว่า “ก็ดีค่ะ...”

คุณย่าบอกว่าดีแล้ว เพราะเรียนเก่งๆทางโรงเรียนก็มีทุนให้ อย่างดรุณีก็ได้รับทุนมาตั้งแต่อยู่ ม.3 ย่าแทบไม่ต้องช่วยออกอะไรให้เลย ช่วยแค่ตำราเรียนนิดๆ หน่อยๆ ปีละไม่กี่พัน ถามว่าแล้วสองคนล่ะเป็นอย่างไร

เวทางค์บอกว่าของตนปีละเป็นล้าน คุณย่าตกใจว่าทำไมเยอะอย่างนี้ วิไลลักษณ์แก้ให้ว่าแค่เกือบล้านเท่านั้น เพราะต้องเสียค่าเล่าเรียน ค่าคอนโดฯ ค่าน้ำมัน ค่ากินอยู่ แล้วยังมีตำรากับอุปกรณ์การเรียนอีก วิยะดาแทรกขึ้นว่า ถ้าไม่ดื่มไม่เที่ยวก็อาจจะประหยัดกว่านี้ คุณย่าเลยถามว่า แล้วเธอล่ะยังช็อปของแบรนด์เนมตลอดใช่ไหม

วิไลลักษณ์รีบเปลี่ยนเรื่อง ถามว่าแล้วดรุณีหายไปไหน พอคุณย่าบอกว่า เอาปิ่นโตไปส่งอาทิจลูกของประวิทย์พี่ชายประเวทย์ ที่เรียนจบเกษตรแล้วอยากทำไร่ ทำสวน ประวิทย์เลยส่งมาอยู่ที่นี่

วิยะดาถามทันทีว่าหล่อไหม ส่วนวิไลลักษณ์ก็อยากให้เรียกมารู้จัก เพราะมีคุณอาเป็นถึงผู้ว่าฯเผื่อมีอะไรจะได้พึ่งพาได้

คุณย่าหน่ายๆกับสามแม่ลูกที่นิสัยถอดกันออกมาไม่มีผิด

ooooooo

เมื่อไม่มีกับข้าว อาทิจเลยตำส้มตำกินกับคนงาน อย่างเอร็ดอร่อย ดรุณีหมั่นไส้ที่ตั้งใจแกล้งอาทิจแต่เขากลับได้กินของชอบ เลยจะกลับ พอดีจิ๋วแจ๋วมาบอกอาทิจว่าคุณย่าให้มาตาม  เพราะวิไลลักษณ์มาที่บ้าน อาทิจทำหน้างงๆ เพราะไม่รู้ว่าวิไลลักษณ์เป็นใคร

พออาทิจมาถึง วิยะดาถึงกับกรี๊ดออกมาด้วยความดีใจที่เขาคือชายหนุ่มที่ตนเห็นที่ตลาดวันนั้น เพ้อว่าไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเป็นญาติกัน คุณย่าแนะนำลำดับญาติ แล้วก็นับอายุกัน เวทางค์แก่กว่าอาทิจเกือบ 2 ปี คุณย่าบอกให้อาทิจเรียกพี่ เวทางค์รีบบอกว่าไม่ต้องเรียกพี่หรอก ฟังดูแก๊แก่...เพื่อนในห้องเรียนอายุเท่าอาทิจก็มีถมไป

ส่วนวิยะดาพอได้ช่องก็รีบแนะนำชื่อเสียงเรียงนาม น้ำหนัก ส่วนสูง ส่วนโค้ง ส่วนเว้าของตัวเองครบถ้วน ถูกวิไลลักษณ์เบรก แล้วถามอาทิจว่าเทือกเถาเหล่ากอมาจากไหนหรือ

ถูกคุณย่าเบรกว่าจำเป็นด้วยหรือ มีผลต่อการทำงานหรือเปล่า วิไลลักษณ์ยืนยันว่าจำเป็น เพราะอุปนิสัยเกี่ยวพันกับสภาพแวดล้อมที่อยู่ด้วย ยกตัวอย่างเวทางค์ว่าเกิดที่ลอนดอนเลยดูสมาร์ท โอ่อ่า ถอดแบบผู้ดีอังกฤษมาทั้งดุ้น

“ของผมก็ ดอน ครับ อุดรฯ พ่อผมไปรับราชการที่นั่นพอดี” เวทางค์สอดขึ้นขำๆว่าอุดรราชสีมาน่ะเหรอ เลยถูกดรุณีกัดยิ้มๆว่า

“แหม...พี่เว กลับจากอังกฤษมาเป็นสิบปีแล้ว ยังสับสนเหมือนเพิ่งมาถึงเมื่อเช้าเลยนะคะ ไม่มีหรอกค่ะอุดรราชสีมาน่ะ มีแต่อุดรธานีค่ะ”

เวทางค์ตะแบงว่ามันก็คล้ายๆกันแหละ แล้วพูดข่มเชิงดูถูกอาทิจต่างๆนานาว่าพูดลาวได้ใช่ไหม ชอบกินปลาร้าใช่ไหม ทำท่ารังเกียจ ทั้งที่ตัวเองและแม่ตักส้มตำ ปลาร้าที่อาทิจตำมาฝากคุณย่ากินเอ๊า...กินเอา...

ส่วนวิยะดาก็ตั้งหน้าตั้งตาฉอเลาะอาทิจ ถามเรื่องซ่อมรถแทรกเตอร์ เขาบอกว่าเหลือเปลี่ยนน็อตอีกไม่กี่ตัวคาดว่าเย็นนี้คงเสร็จ วิยะดาจะอยู่เป็นกำลังใจเขา ถูกดรุณีปรามาสว่าอย่าดีกว่า เผื่อซ่อมเสร็จแล้วอาจจะสตาร์ต ไม่ติดก็ได้ เดี๋ยวอาทิจจะหน้าแตกเปล่าๆ แต่ในใจมีแผนอะไรบางอย่างแล้ว

“ปล่อยให้พี่เขาทำคนเดียวเถอะ เขาจะได้มีสมาธิเต็มที่ เดี๋ยวเราค่อยไปชื่นชมตอนมันใช้งานได้แล้วดีกว่า” คุณย่าแทรกขึ้นแล้วหันไปบอกอาทิจว่า “ย่าเป็นกำลังใจให้พ่ออาทิจนะ ย่าเชื่อว่าพ่อต้องทำได้”

เห็นคุณย่าเมตตาอาทิจมาก วิไลลักษณ์จิกตามองอย่าง ริษยา ส่วนดรุณีก็นึกขวางที่คุณย่าเอ็นดูอาทิจจนออกนอกหน้า

ooooooo

ฝ่ายทองประศรีโดยการสมรู้ร่วมคิดของตุ๊ พากันมาแถวโรงซ่อมแทรกเตอร์ ทองประศรีเอาห่วงฮูลาฮูปมาด้วย หมายมาส่ายยั่วอาทิจ ตุ๊เข้าไปสอดแนมก่อน ถ้าเห็นอาทิจอยู่ในนั้นก็จะส่งสัญญาณให้ทอง-ประศรีส่ายเข้าไปหา

ระหว่างรอต่างสัญญาณ ทองประศรีก็ซ้อมส่ายไปพลาง บังเอิญต๊อด อึ่ง กับพัน สามเกลอจอมซ่าเดินมาเจอ เลยแถเข้าไปแซว พอรู้ว่าทองประศรีจะมาเต๊าะอาทิจ เลยแกล้งส่ายเข้าหาทั้งที่ไม่มีห่วง ทำเอาทองประศรีสยองกับท่าอุบาทว์ของทั้งสาม จึงวิ่งฝ่าวงล้อมออกไป

ที่อีกมุมหนึ่ง ดรุณีย่องเข้าไปในห้องซ่อมแทรกเตอร์ แอบไปดูถุงใส่อะไหล่เห็นน็อตอยู่หลายตัวก็จ้องตาเป็นประกาย

“ถ้าน็อตหายไปสัก 2-3 ตัว คงทำไม่ได้มังคะคุณย่า เอ...หรือจะหายไปทั้งถุงดี อึ้ม...ปิดประตูตายเลยดีกว่า ทีนี้ล่ะนายอาทิจ นายได้หน้าแตกแน่” ว่าแล้วดรุณีก็เอาถุงอะไหล่น็อตใส่กระเป๋าสะพายวิ่งออกไป พลันก็ชะงักเมื่ออาทิจเดินมาพอดี

ที่จริงอาทิจไม่ได้เฉลียวใจอะไรเลย แต่ดรุณีมีพิรุธ พออาทิจบอกให้หยุดอยู่นิ่งๆก็รีบแก้ตัวพัลวัน ที่แท้อาทิจเห็นแมลงสาบที่พื้นแถวเท้าเธอ พอเห็นเป็นแมลงสาบเท่านั้น ดรุณีตกใจร้องกรี๊ด กระโดดกอดอาทิจแน่น ทำเอาอาทิจใจเต้นตูมตามจนลืมแมลงสาบไปเลย

พอรู้ตัว ดรุณีเขินจนแก้มแดง ทำเป็นบ่นกลบเกลื่อนว่า ต้องบอกคุณย่าให้คนงานมาทำความสะอาดแล้วเพราะแมลงสาบมากเหลือเกิน เธอเขินจนเดินสะดุดถังพลาสติกใส่น้ำจนเซ เลยยิ่งเขิน สุดท้ายวิ่งอ้าวออกไป อาทิจมองตามยิ้มๆ แต่เกิดอาการใจสั่น ร้อนวูบวาบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน...

ดรุณีเพิ่งกลับมาถึง ไม่ทันนั่ง จิ๋วแจ๋วก็วิ่งมาบอกอย่างตื่นเต้นว่า อาทิจให้มาบอกคุณย่าว่าซ่อมแทรกเตอร์เสร็จแล้ว คุณย่าดีใจมาก ส่วนดรุณีนึกกระหยิ่มในใจว่าเดี๋ยวก็รู้ จะออกหมู่หรือจ่า

เมื่อพากันไปดูที่โรงซ่อม ทีแรกสตาร์ตไม่ติด ทำเอากองเชียร์ใจเต้นตุ๊มๆต่อมๆ แต่พอลองอีกทีคราวนี้เครื่องยนต์ครางกระหึ่ม ทุกคนสีหน้าผ่อนคลายยิ้มแย้ม มีแต่ดรุณีที่นิ่งอย่างสงสัยว่าเป็นไปได้ไง??

ที่แท้ถุงน็อตอะไหล่ที่เธอไปขโมยมาเป็นถุงน็อตอะไหล่ที่ต๊อดซื้อมาเพื่อซ่อมรถจักรยานให้เธอนั่นเอง! ดรุณีเซ็งจนบอกไม่ถูก สุดท้ายก็ทำหน้าตาย คืนถุงอะไหล่ให้ต๊อด อ้างว่าตนเห็นหล่นอยู่เลยหยิบมา คืนต๊อดแล้วรีบจ้ำอ้าวไปเลย

พอมายืนสมทบกับคุณย่าดูอาทิจทดลองเครื่อง คุณย่าใช้ให้ไปเอาน้ำดื่มบ้านคนงานมาให้สักขัน พอดรุณีเดินไป คุณย่าก็เรียกอาทิจมาหา ดรุณีเอาขันน้ำมายื่นให้คุณย่า กลายเป็นคุณย่าให้ส่งต่อให้อาทิจดื่มแก้กระหาย ดรุณีส่งน้ำให้อาทิจท่าทางยังเขินๆ เมื่อนึกถึงเรื่องแมลงสาบที่ห้องซ่อมแทรกเตอร์

ขณะกำลังเขินกันอยู่นั่นเอง วิยะดาฉวยขันจากดรุณีส่งให้อาทิจแทน เธอดี๊ด๊าความหล่อของอาทิจจนดรุณียิ่งหมั่นไส้ชายหนุ่มเป็นทวีคูณ

ooooooo

วิไลลักษณ์มีแผนที่จะให้เวทางค์จับคู่กับดรุณี เพราะรู้ว่าคุณย่าเมตตาดรุณีและจะต้องยกสมบัติให้มากเป็นพิเศษ ส่วนวิยะดาที่ขอจับคู่กับอาทิจก็ถูกแม่เบรกว่าอาทิจเป็นพี่ชาย วิยะดาโต้ว่าดรุณีก็นับญาติกับเราได้เหมือนกัน

“ญาติจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ หน้าตาไม่เห็นเหมือนคุณปู่ทวดเลยสักนิด แต่จะใส่ใจไปทำไม สมัยนี้แค่มีเงินอย่างเดียวก็พอแล้ว เราต้องร่วมมือกันให้ตาเวกับยายณีลงเอยกันให้ได้นะลูก”

ประเวทย์เตือนว่า จะทำอะไรก็อย่าให้ตนต้องมีปัญหากับคุณแม่ก็แล้วกัน แล้วเดินออกไปอย่างไม่อยากยุ่งด้วย

แม้อาทิจจะถูกดรุณีก่อกวนและแผลงฤทธิ์ใส่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ทำให้เขาหวั่นไหวไขว้เขวกับความมุ่งมั่นที่จะทำการผลิตในที่ดินที่คุณย่าอนุญาต อีกทั้งได้กำลังใจจากคุณย่าทั้งคำแนะนำ สนับสนุนกำลังคนและทุนทรัพย์ แต่ทุกอย่างคุณย่าจะให้ทำอย่างเป็นระบบ มีระเบียบ โดยเฉพาะวินัยในด้านการเงิน คุณย่าสอนว่า

“จะทำการค้าต้องละเอียดรอบคอบ ไม่ใช่ตระหนี่ถี่เหนียว ย่ายอมเสียเงินเลี้ยงคนงานเป็นหมื่นเป็นแสนได้ แต่จะไม่ยอมเสียแม้แต่บาทเดียวเพราะความสะเพร่าของตัวเอง”

“ผมจะจำคำสอนของคุณย่าไว้ให้ขึ้นใจครับ” เป็นคำตอบที่เหมือนสัญญาที่อาทิจให้แก่คุณย่า

เพราะรู้คุณค่าของการกินผักและคุณย่าก็ชอบทานสลัด มาก อาทิจวางแผนปลูกผักหลายอย่าง ทั้งคุณย่าและน้าแก้ว บอกให้ดรุณีช่วยอาทิจทำสวนผักด้วย เธอบอกว่าได้ แต่จะใช้งานฟรีๆไม่ได้ อาทิจจึงเสนอขอจ่ายค่าแรงเป็นผักแทน

นอกจากอาทิจจะช่วยงานคุณย่าและทำสวนผักของตัวเองแล้ว เขายังตักเตือนติติงพวกต๊อด พัน อึ่ง ที่คึกคะนองลากเขาไปถ้ำมองหนังสด ว่าไม่ละอายใจบ้างหรือ ขู่ว่าถ้ายังขืนทำแบบนี้อีกจะบอกคุณย่าให้ตัดเงินเดือน

ดรุณียังคงถูกคุณย่าใช้จนกลายเป็นหน้าที่ที่จะต้องไปตามอาทิจมากินข้าวหรือไม่ก็ต้องเอาปิ่นโตไปส่งอาทิจที่สวน วันนี้ก็อีกแล้ว ดรุณีต้องเดินไปส่งปิ่นโตเพราะจักรยานยังซ่อมไม่เสร็จ ขากลับก็เดินบ่นกระปอดกระแปด ครู่เดียวก็เจอต๊อดโผล่มาบอกว่าจักรยานซ่อมเสร็จแล้ว เพื่อตอบแทนน้ำใจที่ต๊อดซ่อมจักรยานให้ ดรุณีถามว่าจะไปไหนเดี๋ยวตนจะไปส่ง

ต๊อดรีบบอกว่าพูดแล้วห้ามคืนคำ พลันก็หันป้องปากเรียกอาทิจออกมา พออาทิจออกมาต๊อดบอกว่าอาทิจ เป็นคนซ่อมจักรยานให้ แล้วทั้งสองก็ช่วยกันย้ำคำพูดของดรุณีให้เธอทำตามที่พูด จนดรุณีต้องยอม แต่มีข้อแม้ว่า

“ฉันยอมให้นายไปด้วยก็ได้ แต่นายต้องไปถีบให้ฉันนั่ง ได้ยินไหมมม!!!”

อาทิจยอมตามเงื่อนไขเกเรของเธอ พอเริ่มขี่รถออกไป อาทิจบอกให้เธอกอดเอวเขาไว้แน่นๆเป็นตายอย่างไรดรุณีก็ไม่ยอมกอด จนกระทั่งอาทิจขี่จักรยานลงเนิน จักรยานพุ่งลงมาพาร่างดรุณีเทไปแนบสนิทกับแผ่นหลังของอาทิจทำท่าจะล้มจนเธอต้องกอดเขาไว้แน่น แต่พอรู้ตัวก็รีบปล่อยเปลี่ยนเป็นยึดรถไว้แน่น

อาทิจเห็นทั้งขำทั้งเอือมความรั้น เซี้ยว เฮี้ยว แก่นของเธอ แต่พอไปถึงบ้านน้าแก้วเห็นถึงกับชมว่า น่ารักจริงๆพี่ขี่น้องซ้อน

แต่พอมาถึงดรุณีก็ขอไปอาบน้ำก่อนบ่นว่าเหม็นเหงื่อคันคะเยอไปหมดแล้ว คุณย่าถามว่าแพ้เหงื่อตัวเองรึเปล่า หรือเหงื่อใคร ดรุณีไม่ตอบเดินปึงปังไปอาบน้ำจนคุณย่าส่ายหน้าบ่น “เออ...ดูทำเข้า...ผีเข้าผีออกจริงแม่คนนี้”

อาบน้ำเสร็จออกมาทานข้าว ทั้งอาทิจและดรุณี ต่างดูแลคุณย่ากันท่ากัน แย่งกันตักโน่นนี่นั่นให้คุณย่า จนพูนจาน น้าแก้วทนไม่ไหวบอกว่า คุณย่าไม่ใช่พระป่าจะได้รับประทานทุกอย่างรวมอยู่ในจานเดียวกันแบบนี้ ทั้งสองเลยยิ้มกันแหยๆ

วันนี้ อาทิจบอกคุณย่าว่าต่อไปมื้อเช้ามื้อกลางวันตนอาจจะไม่ได้มาทานกับคุณย่าเพราะจะอยู่ที่แปลงผัก คุณย่าก็ยังมีแก่ใจจะให้ดรุณีไปเอาปิ่นโตไปส่ง อาทิจเกรงใจบอกว่าดรุณีใกล้สอบแล้วให้ใช้เวลาไปดูหนังสือดีกว่า ตอนเย็นถ้าไม่ติดงานก็จะมาทานข้าวกับคุณย่าเหมือนเดิม พลางยกมือไหว้ลาคุณย่า

“ไปเถอะจ้ะ บุญรักษานะพ่อนะ” คุณย่าเอามือแตะบ่าอาทิจอย่างเอ็นดู

พออาทิจออกไปก็เป็นเรื่องทันที ดรุณีหาว่าเขาเจ้ากี้เจ้าการมาบงการชีวิตตน ตนรู้หน้าที่ของตัวเองดีว่าต้องสอบติดให้ได้ และสักวันจะเป็นด็อกเตอร์ให้เห็นเป็นบุญตาด้วยคอยดู!!

“เยอะไปไหมแม่ณี ย่ายังไม่เห็นพ่ออาทิจเขาจะบงการอะไรเราเลย คิดเรื่อยเปื่อยไปได้”

พอถูกคุณย่าเบรก ดรุณีก็พรั่งพรูความน้อยอกน้อยใจออกมาว่า อะไรๆตนก็สู้หลานคนโปรดของคุณย่าไม่ได้ ใครๆก็พูดถึงแต่เขา ดรุณีพูดไม่ทันขาดคำ เวทางค์ กับวิยะดาก็พากันเข้ามาสวัสดีคุณย่าแล้ววิยะดาก็ถามถึงอาทิจทันที

“เห็นไหมล่ะ” ดรุณีพูดงอนๆแต่ในใจนั้นตะโกนลั่นว่า “เซ็งชะมัด!!”

ooooooo

ทองประศรียังมุ่งมั่นที่จะเอาหลานคุณย่ามาเป็นผัวให้ได้ วันนี้ก็ให้ตุ๊แอบพาไปหมายได้เจออาทิจอีก เลยถูกตุ๊หลอกเซ็นข้าวสารไปเป็นเสบียงอีกสองถุงสบายๆ

แต่ครั้งนี้ก็ผิดหวังอีกตามเคย ไม่ได้เห็นแม้แต่หน้าอาทิจเพราะเขากำลังทำงานถูกกลุ่มคนงานบังไปบังมา จนกระทั่งคุณย่าพาดรุณี วิยะดา และเวทางค์มา ตุ๊เลยรีบพาทองประศรีหลบออกไป เพราะถ้าคุณย่าเห็นต่อไปจะไม่มีทางเข้ามาได้อีกเลย

เมื่อคุณย่ามาถึงโดยมีเวทางค์ประคองข้างหนึ่งและดรุณีประคองอีกข้างหนึ่ง ส่วนวิยะดามาถึงก็รี่เข้าไปเกาะแขนอาทิจทันที เมื่อพากันไปนั่งที่มุมสวยในสวน คุณย่าถามถึงเป้าหมายหลังเรียนจบของแต่ละคน เวทางค์ ต้องการเป็นผู้ว่าฯเหมือนพ่อ วิยะดาอยากเป็นแอร์โฮสเตสเพราะอยากท่องโลกกว้างและช็อปถึงแหล่งผลิตเลย

พอถามอาทิจกับดรุณี ทั้งสองตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “อยากเป็นเหมือนคุณย่า”

คุณย่าไม่ติติงใครเพราะขอแต่เราทำงานให้ดีที่สุด ไม่เบียดเบียนใคร ทำอย่างสุดกำลังด้วยความรัก ก็เชื่อได้ว่า ทุกคนจะเติบโตเป็นกำลังของประเทศชาติได้อย่างงดงาม ไม่จำเป็นต้องมาเป็นชาวไร่ชาวสวนกันหมดหรอก

แล้วจู่ๆเวทางค์ก็เกิดเปลี่ยนใจอยากเป็นอย่างดรุณีขึ้นมา และวิยะดาก็อยากเป็นอย่างอาทิจ คุณย่าเลยบอกว่า งั้นก็ลองดูแล้วหันมองอาทิจ ทำเอาชายหนุ่มงงว่าเกี่ยวอะไรกับตนด้วยเหรอ??

ที่แท้คุณย่าให้อาทิจพาทั้ง 3 คนไปสาธิตวิธีเพาะกล้าผักและการหมักปุ๋ย ใส่ปุ๋ย ฉีดยาฆ่าแมลง

เวทางค์ฟังอาทิจบรรยายการเพาะพันธุ์ผักขั้นตอนต่างๆ แล้วบอกว่าสบายมาก ง่ายกว่าปอกกล้วยเข้าปากอีก แต่พอไปดูถังหมักปุ๋ย เวทางค์ทะเล่อทะล่าเปิดฝาชะโงกลงไปดู สูดกลิ่นปุ๋ยหมักเข้าไปเต็มๆจนต้องวิ่งไปอ้วกแทบตาย ทั้งเวทางค์และวิยะดาเกือบถอดใจกับด่านหมักปุ๋ยชีวภาพนี้

ooooooo

ระหว่างที่ทองประศรีเดินตุปัดตุเป๋กลับด้วยความผิดหวังนั้น เจอทองใบพ่อค้าเร่วัย 35 ที่ทำทีจอดรถถามทาง พอทองประศรีบอกทางไปบ้าน ทองใบเรียกทองประศรีว่า “คุณผู้หญิง” ถามว่าจะไปทางไหน พอรู้ว่าจะไปบ้านนั้นก็ชวนขึ้นรถไปด้วยกัน ระหว่างนั้นก็ใช้สายตาโลมเลียอย่างหื่นจัด นึกในใจ “เสร็จกูแน่”

พอไปถึงบ้าน คำมาผู้เป็นแม่มองทองใบแล้วถามทองประศรีว่า “ผัวเอ็งรึนังศรี” ทองประศรีบอกว่าเจอกันกลางทาง เขาจะมาทางนี้เลยมาด้วย สิงห์ทองผู้เป็นพ่อเดินเมาแอ๋เข้ามาถามว่า แล้วตัวเธอเองไปไหนมา ทองประศรีตอบโพล่งไปว่า

“ก็ไปหาผัวไงจ๊ะพ่อ แต่พ่อกับแม่ไม่ต้องกลัวนะ คนอย่างฉันไม่ใฝ่ตํ่าไปมองไอ้พวกขี้เหล้า เศรษฐีธรรมดาก็ไม่เอา ระดับฉันต้องหลานคุณย่าเท่านั้น”

แต่พอตกกลางคืน ทองประศรีก็ไปหาทองใบที่แอบนัดพบกันที่นํ้าตกและก็ได้ผัวระดับพ่อค้าเร่จอมกะล่อนคืนนั้นเลย

ooooooo

เวทางค์กับวิยะดาพยายามกล้ำกลืนเพื่อเกาะติดคุณย่าตามแผนของวิไลลักษณ์ เวทางค์อวดรู้ในเรื่องการเกษตรทั้งที่ไม่รู้จริงจนถูกวิยะดาขัดคอบ่อยๆ และยิ่งอวดรู้ก็ยิ่งเผยความไม่รู้ จนทั้งอาทิจ คุณย่า และดรุณีพากันมองเขาขำๆ

แต่พอวิไลลักษณ์มารับกลับบ้าน ทั้งสองก็เข็ดขยาดที่จะมาที่ไร่คุณย่าอีก วิไลลักษณ์ต้องติดสินบนเวทางค์ว่าจะซื้อไอแพดให้ ส่วนวิยะดาก็จะซื้อบีบีรุ่นล่าสุดให้ ต่อรองกันจนวินาทีสุดท้าย วิไลลักษณ์ก็ต้องยอมตามเงื่อนไขของลูก

“ติดสินบนลูกอีกแล้วนะคุณ” ประเวทย์ติติง

“ก็แล้วแต่จะเรียกสิคะ ค่าจ้าง ของแลกเปลี่ยน หรือสินบน ยังไงน้องก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกของเราได้เป็นหลานเบอร์หนึ่งของคุณแม่ให้ได้”

วิไลลักษณ์พูดอย่างมั่นใจในเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงของตน ส่วนประเวทย์ก็ทำได้แค่ส่ายหน้าแล้วก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ

ooooooo

อาทิจขอคนงานมาช่วยที่แปลงผัก 4-5 คน เขาพยายามที่จะเร่งงานให้เสร็จ ซึ่งทุกคนก็ร่วมมือด้วยดี แต่เป็นที่เขม่นของไพฑูร คอยมาพูดยุแหย่ว่า รักนายกันจริง ไม่รู้ว่างานเสร็จแล้วนายจะเลี้ยงอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า

อาทิจบอกว่าเลี้ยงแน่ ทำเอาทุกคนหูผึ่งถามว่า

จริงรึเปล่า ต๊อดเสนอว่าเอาแบบมีกรึ๊บด้วย พันเสนอว่าเหล้ายานายหาส่วนปลาปิ้งพันจะจัดเอง

“แต่งานต้องเสร็จเย็นนี้” อาทิจมีข้อแม้ ทุกคนรับรองแข็งขัน ต๊อดเร่งให้เร็วเข้า ตนเปรี้ยวปากเต็มทีแล้ว ทุกคนเลยเร่งมือกันอย่างคึกคัก

“คุณอาทิจจะซื้อเหล้าเลี้ยงพวกเราจริงๆหรือครับ” เกร็งยังไม่วางใจนัก

“ไม่ซื้อ แต่จะต้มเองกับมือเลยครับ”

ไพฑูรได้ยินเต็มสองหู ตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์ขึ้นมา เขาเลี่ยงไปเล่าให้ดรุณีฟังหมายยืมมือดรุณีเล่นงานอาทิจ เพราะดรุณีรู้ดีว่าคุณย่าเกลียดพวกต้มเหล้าเถื่อนถึงขนาดไล่ออกเลยทีเดียว

ไพฑูรทำทีห้ามดรุณีว่าอย่าให้รู้ถึงหูคุณย่าเลย เพราะถ้าอาทิจรู้ว่าตนมาบอกเธอ ก็จะพาลเกลียดหน้าตนไปด้วย

“เอาเถอะน่าพี่ฑูร ณีไม่บอกหรอก รับรอง” แต่พอลับหลังไพฑูรก็พึมพำอย่างสะใจ “สนุกแน่...นายอาทิจ!!”

ส่วนไพฑูรเล่าให้ดรุณีฟังแล้วก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เสี้ยมให้ย่ากับหลานผิดใจกันได้

ooooooo

ตอนที่ 2

ดรุณีขยับรถเข้าที่จอด ปลดกุญแจรถ คว้ากระเป๋าสะพายและรายการของที่จะซื้อ ปิดประตูรถแล้วหันถามอาทิจที่เดินรวมกลุ่มมากับน้าแก้ว อึ่ง กับพัน ว่าจะไปหาใครที่สวนคุณย่า
“หาคุณย่า” ชายหนุ่มตอบกวน ถูกถามกวนยิ่งกว่าว่ามีธุระอะไร “ธุระส่วนตัว”

ทำท่ากร่างแต่ข่มอาทิจไม่ลง ดรุณีเลยหันไปลงกับอึ่ง พัน และน้าแก้ว ถามเสียงเข้มว่าจะมายืนอยู่ทำไม ให้เอารถเข็นลงมา แล้วถามหารายการของที่จะซื้อกับน้าแก้วว่าเอาไว้ที่ไหน น้าแก้วบอกว่าก็อยู่ในมือคุณณีนั่นแหละ ทำเอาดรุณีหน้าแตกแต่ทำไก๋กลบเกลื่อนไล่ทุกคนให้รีบไปซื้อของตามรายการเร็วๆ เดี๋ยวตลาดจะวายเสียก่อน

“ผมรอที่นี่นะ” อาทิจเอ่ยขึ้นเมื่อรู้ตัวว่าเป็นส่วนเกินของเธอ “คุณไม่ขอโทษผมก็ไม่เป็นไร แค่ไถ่โทษด้วยการให้ผมอาศัยรถไปด้วยก็พอแล้ว”

ดรุณีพูดอย่างไม่แยแสว่าจะรอที่ไหนก็เรื่องของนาย พูดแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์บอกให้ไปรอฝั่งโน้นดีกว่า แดดไม่ร้อน น้าแก้วมีแก่ใจบอกว่าเดี๋ยวซื้อของเสร็จแล้วจะไปตาม ดรุณีเร่งทุกคนไปกันได้แล้ว อึ่งกับพันจึงหิ้วตะกร้า เข็นรถตามไป

อาทิจเห็นดรุณีทำกุญแจรถตก เขาหยิบขึ้นมาจะเรียกดรุณี  แต่พอเงยหน้าขึ้นทุกคนก็หายไปจากตรงนั้นแล้ว เขาจึงเดินไปฝั่งตรงข้าม เข้าไปในร้านอาหาร เจ้าของร้านมาแจ้งรายการอาหารยาวเหยียด เสร็จแล้วถามว่าจะรับอะไรดีครับ

“น้ำแข็งเปล่าแก้วนึงครับพี่ พอดีคุณแม่ผมทำกับข้าวมาให้แล้ว” เจ้าของร้านทำหน้าเซ็ง อาทิจไม่ได้สังเกต เขาจัดแจงเอาห่อใบตองออกมาสองห่อ ห่อหนึ่งเป็นข้าวเหนียวนึ่งอีกห่อเป็นเนื้อย่างแดดเดียว

ดรุณีกับน้าแก้ว อึ่ง และพันยังอยู่ฝั่งตรงข้าม ดรุณีชะเง้อมองอาทิจแล้วสั่งทุกคนแยกย้ายไปซื้อของ น้าแก้วบอกว่าดีไปเร็วกลับเร็ว คุณคนนั้นจะได้ไม่ต้องรอนาน

“เร็วแต่ไม่ต้องรอค่ะ หนูไม่ได้รับปากเขานี่คะว่าจะให้เขาไปด้วย” พูดพลางเขม้นมองไปที่อาทิจ “เล่นสั่งข้าวมากินซะขนาดนั้นคงอีกนานกว่าจะกินเสร็จ ถ้าเรากลับแล้วมาไม่ทัน มันก็ไม่ใช่ความผิดของเรา จริงไหมคะ แล้วเจอกันที่รถเลยนะคะน้าแก้ว” พูดแล้วเดินไปเลย น้าแก้วมองตามหลังส่ายหน้าอย่างรู้ทัน แล้วเดินไปอีกทาง

อาทิจไม่ทันกินข้าว ก็มีหญิงจรจัดคนหนึ่งอุ้มลูกเข้ามาขอข้าวเจ้าของร้านกิน ถูกเจ้าของร้านไล่บอกว่าติดหนี้ข้าวเป็นร้อยแล้วยังมีหน้ามาขออีก อาทิจเห็นดังนั้นจึงเรียกหญิงจรจัดมากินกับตน เจ้าของร้านไม่ยอมให้นั่งเพราะไม่ได้ซื้ออะไรที่ร้าน อาทิจเลยให้สั่งน้ำแข็งเปล่าแก้วหนึ่ง แล้วเลื่อนข้าวกับเนื้อย่างแดดเดียวของตนให้หญิงคนนั้นกับลูกกิน

สองแม่ลูกกินอย่างหิวโหย อาทิจมองอย่างเวทนาจนตัวเองลืมความหิวไปเลย

ooooooo

ดรุณีกับน้าแก้ว อึ่ง และพันซื้อของเสร็จกลับมาแล้ว เธอเร่งทุกคนให้ไปกันได้เลย น้าแก้วท้วงติงว่ามันจะดีหรือ เดี๋ยวใครๆจะนินทาเอาได้ว่าคนที่สวนคุณย่าไม่มีน้ำใจ อึ่งกับพันเห็นด้วย ดรุณีโต้ว่าน้ำใจมีไว้ตอบแทนคนที่มีน้ำใจให้เราเท่านั้น

อาทิจได้ยินพอดีถามว่า แล้วการเก็บกุญแจรถที่คนทำตกไว้แล้วไม่ขโมยรถ แต่นำกุญแจมาคืนเจ้าของ อย่างนี้เรียกว่ามีน้ำใจไหม ดรุณีฉุกคิดได้ตบกระเป๋าหากุญแจรถจึงรู้ว่าหายไป
อาทิจยื่นกุญแจรถไปตรงหน้า เธอกระชากไป อาทิจถามว่า ในเมื่อตนมีน้ำใจเธอก็คงไม่กลืนน้ำลายตัวเอง จริงไหม พูดแล้วกระโดดขึ้นท้ายรถกระบะเลย ดรุณีสะบัดไปที่นั่งคนขับกระชากรถออกไป จนคนที่นั่งอยู่กระบะเทหัวทิ่มไปข้างหน้าแล้วกระดอนมาข้างหลังหัวทิ่มหัวตำ ไปตามกัน

ระหว่างทางกลับไปสวนส้ม อาทิจมองสองข้างทางอย่างศึกษาหาข้อมูล ส่วนอึ่งกับพันนั่งมองอาทิจนึกในใจว่าหมอนี่เป็นใครนะ ทำไมหล่อลากดินขนาดนี้ อาทิจหันมาเจอสายตาของทั้งสองก็ฉีกยิ้มให้แล้วมองไปทางอื่นอย่างไม่สนใจ

ส่วนที่หน้ารถ หลังจากน้าแก้วรู้ว่าอาทิจคือชายหนุ่มคนที่มากอดไหล่ดรุณีที่พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงเมื่อ

วันก่อน ก็หัวเราะชอบใจว่านี่ต้องเป็นเนื้อคู่กันแน่ๆ ถึงได้เจอกันแล้วเจอกันอีก สงสัยว่าหนุ่มนี่คงจะไปสมัครงานกับคุณย่า เหลียวมองข้างหลังแล้วพูดขำๆ ว่าพวกสาวๆที่ไร่คงไม่เป็นอันทำงานกันแน่ ขนาดอึ่งกับพันยังมองกันไม่วางตาเลย

“เดี๋ยวเถอะ...จะทำให้หายหล่อทั้งคนจ้องทั้งคนถูกจ้องเลย” ดรุณีพูดอย่างมันเขี้ยวแล้วกระชากรถวืดดดดเดียว คนข้างหลังก็ถูกเหวี่ยงไปกองกันข้างหน้าแล้วกระดอนมาข้างหลัง ร้องกันลั่นไปหมด

ดรุณียังตั้งหน้าตั้งตาแกล้งคนข้างหลังทั้งที่ตัวเองเพิ่งขับรถเป็นแท้ๆ จนเกือบประสานงากับรถที่สวนมา ดีที่หักหลบได้หวุดหวิด คราวนี้อาทิจทนไม่ได้แล้ว เขาลงไปนั่งเบียดดรุณีออกไป ขอเป็นคนขับรถเอง ดรุณียังทำอวดดีไม่ยอมให้ขับ

“ขับรถประสาอะไร จะพาทุกคนไปตายกันหมดแล้วรู้ตัวรึเปล่า” อาทิจเสียงดัง ดรุณีถามว่าแล้วเกี่ยวอะไรกับเขา “เกี่ยวสิ ในเมื่อผมนั่งรถมากับคุณ”

ดรุณีบอกว่าไม่พอใจก็โบกรถคันอื่นไปเอง อาทิจไม่ยอมเพราะตนต้องไปพบคุณย่าวันนี้ให้ได้ และต้องไปรถคันนี้ด้วยแล้วนั่งเบียด ดรุณีตวาดว่าเขาไม่มีสิทธิ์มาขับรถคุณย่า อาทิจถามว่าทำไมจะไม่มีสิทธิ์ในเมื่อตนก็เป็นหลานคุณย่าเหมือนกัน และก็ขับรถเป็นกว่าเธอหลายเท่า

ทุกคนเลยพากันอึ้งเมื่อรู้ว่าอาทิจเป็นหลานคุณย่า เขาจึงเปิดเผยตัวเองว่าชื่ออาทิจเท่านั้นเอง ดรุณีถึงกับตะลึงว่าที่แท้ก็นายคนนี้นี่เอง!

ooooooo

อาทิจขับรถมาจนถึงสวนส้ม น้าแก้วบอกดรุณีว่าตนจะจัดการกับของที่ซื้อมาเอง ให้เธอพาอาทิจไปพบคุณย่าก็แล้วกัน ดรุณีเดินอ้าวไปเลย จนน้าแก้วต้องพูดออกตัวกับอาทิจว่า เธอคงไม่คิดว่าเขาจะเป็นหลานคุณย่าเลยตั้งตัวไม่ทัน และคงรู้สึกผิดเรื่องขับรถด้วย แก้ต่างให้ว่า เธอเพิ่งขับรถเป็น ไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งเขาหรอก

“ผมไม่ติดใจอะไรหรอกครับ เพียงแต่คิดว่าจะทำยังไงถึงจะเอาชีวิตรอดมากราบคุณย่าได้เท่านั้น”

ดรุณีตะบึงตะบอนพาอาทิจไปหาคุณย่า พูดเหน็บว่าพอได้รับจดหมายก็รีบแจ้นมาเลย คุณย่ามองอาทิจที่เข้ามาอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว สัญชาตญาณความเป็นย่าหลานทำให้มองกันด้วยสายตาอบอุ่น ชิดเชื้อ

อาทิจเข้าไปก้มกราบแทบเท้าคุณย่า ดรุณีทำแสบแกล้งยื่นเท้าไปใกล้คุณย่าเลยเหมือนอาทิจกราบตนไปด้วย แต่อาทิจก็ไม่สนใจเมื่อคุณย่าถามว่ามาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ มาอย่างไร
อาทิจกับน้าแก้วช่วยกันเล่า คุณย่าเห็นรอยฟกช้ำที่แขนกับศอกของอาทิจถามว่าไปโดนอะไรมา อาทิจไม่อยากมีเรื่องตอบเลี่ยงไปแบบไม่โกหกแต่ก็พูดไม่หมดว่า ตนข้ามถนนแล้วไม่ทันเห็นรถที่แล่นมา กระโดดหลบเลยล้มกระแทกพื้นเอง

คุณย่าบ่นพวกวัยรุ่นที่เพิ่งหัดขับรถแล้วออกมากวนเมือง เตือนเขาต้องระวังตัวให้มาก อาทิจสะใจมากบอกคุณย่าว่า

“ครับ ผมจะระวังพวกวัยรุ่นกวนเมืองพวกนี้ให้มากครับ” พลางปรายตาไปทางดรุณี เธอตีหน้ายักษ์ใส่ ส่วนน้าแก้วรู้แกวแอบขำเบาๆ จากนั้นคุณย่าลำดับญาติให้ฟังว่า

“มาด้วยกันอย่างนี้พ่ออาทิจคงรู้จักกับแม่ณีแล้วสินะ แม่ณีเป็นน้องคนหนึ่งของย่า ก็ต้องมีศักดิ์เป็นย่าของพ่ออาทิจด้วย”

“นายอาทิจต้องเรียกหนูว่า คุณย่า ถูกไหมคะ” ดรุณีดี๊ด๊า พอคุณย่ารับว่าใช่ เธอก็หันไปยืดกับเขาทันที ทำเอาอาทิจกระอักกระอ่วนใจ คุณย่าตัดบทว่าคนไทยเรานิยมนับญาติกันตามอายุ ถามอาทิจว่าอายุเท่าไร พอรู้ว่า 20 เศษ คุณย่าบอกว่าแก่กว่าดรุณี 3 ปีเอง บอกดรุณีว่า ให้เธอเรียกอาทิจว่า “พี่” ก็แล้วกัน ทำเอาดรุณีปรับอารมณ์ไม่ทันหน้างํ้าไปเลย

แล้วคุณย่าก็ประทับใจหลานชายคนนี้ เมื่อจัดห้องพักให้แล้ว เขาบอกว่าตนกินอยู่ง่ายขอแค่เสื่อผืนหมอนใบ มีข้าวกินมีที่ดินให้ทำงาน แค่นั้นก็พอแล้ว

ตอนที่ 1

ณ แปลงทดลองปลูกข้าวโพดขนาดใหญ่ที่ปากช่อง...อาทิตย์สาดแสงอ่อนๆ ไล้ยอดข้าวโพดที่พลิ้วไหวไปตามแรงลมเหมือนคลื่นน้อยๆ โลดไล่กันไปในทะเลสีเขียว

นักเรียนเกษตรประมาณ 20 คน กำลังกระจายกันไปตามไร่ข้าวโพดที่กำลังออกฝัก ทุกคนขะมักเขม้นกับการเก็บข้อมูล จดรายงานการเจริญเติบโตของต้นข้าวโพด ต่างยังจดจำคำให้โอวาทของอธิการบดีในวันรับประกาศนียบัตรได้ขึ้นใจ

“อาจารย์มีความยินดีกับนักเรียนเกษตรฯทุกคนที่จบการศึกษาในวันนี้ หลังจากที่บากบั่นพากเพียรกันมากว่า 5 ปี อาจารย์หวังเป็นอย่างยิ่งว่า นักเรียนทุกคน จะได้นำวิชาความรู้ที่ได้เรียนมาไปพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง และน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวมาเป็นเครื่องเตือนใจว่า...”

อาจารย์หยุดนิดหนึ่งก่อนอัญเชิญพระราชดำรัสว่า

“ปัญญานั้นมีอยู่ 2 ลักษณะ คือปัญญาที่เกิดจากการเล่าเรียนจดจำอย่างหนึ่ง กับปัญญาที่เกิดจากการศึกษา สังเกตและพิจารณาจนรู้ชัดอย่างหนึ่ง นักเรียนเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาอบรมมาดีแล้ว จึงต้องสังเกตและศึกษาให้มาก ไม่มองข้ามแม้สิ่งเล็กน้อย เพราะแม้แต่ต้นหญ้าก็สามารถนำมาเทียบเคียงให้เป็นประโยชน์แก่การดำเนินชีวิตได้”

สุดท้ายอาจารย์อวยพรแก่นักเรียนที่เรียนจบว่า “ขอให้นักเรียนทุกคนประสบความสำเร็จในชีวิต และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรให้แก่ประเทศชาติสืบไป”

ระหว่างนักเรียนกำลังเก็บข้อมูลกันนั้น อาจารย์เดินมาที่ข้างหลังนักเรียนคนหนึ่งถามหาอาทิจ นักเรียนสองสามคนตรงนั้นช่วยกันถามหา มองหาและร้องเรียก “อาทิจ...อาทิจ...อาจารย์เรียก”

ครู่เดียวต้นข้าวโพดก็ไหวยวบเปิดเป็นทางเพราะอาทิจแหวกออกมา เขารีบวิ่งเข้าไปหาอาจารย์ถามอย่างกระตือรือร้น

“อาจารย์มีอะไรจะใช้ผมหรือครับ”

“พรุ่งนี้อาจารย์จะขึ้นไปสัมมนาที่พิพิธภัณฑ์โรงงานที่ฝาง เธอสนใจจะไปศึกษางานกับอาจารย์ไหม อาจารย์บอกเจ้าหน้าที่ไว้แล้วว่า อาจจะมีนักเรียนที่ได้ทุนเรียนดีขึ้นไปดูงานด้วย 3 คน หรือว่าจะกลับไปบ้านเลย”

“ไปสิครับ ผมอยากไป” อาทิจรีบบอกอย่างตื่นเต้นดีใจ

“ดีแล้ว ไปดูงานที่ในหลวงท่านทรงไว้ จะได้นำ ความรู้ไปใช้ให้เป็นสิริมงคลกับตัวเอง”

“ครับ...ขอบคุณมากครับอาจารย์” อาทิจยกมือไหว้อย่างนอบน้อม อาจารย์ยิ้มตบบ่าเขาเบา ก่อนเดินออกไป

อาทิจหันมาสบตากับเพื่อนๆพากันตะโกน “เย้ๆๆๆ” กระโดดโลดเต้น โยนสมุดรายงานในมือขึ้นฟ้ากันอย่างร่าเริง...

ooooooo

รุ่งขึ้น ที่หน้า “พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวง” ที่ฝาง อาทิจกับเพื่อนนักเรียนอีก 2 คน รวมทั้งนักท่องเที่ยวอีก 10 คน เดินตามเจ้าหน้าที่นำชมโครงการ เริ่มจากความหมายของตราสัญลักษณ์ของโรงงานและประวัติความเป็นมาของโรงงาน

อาทิจจดบันทึกอย่างสนใจมาก

ขณะนั้น มีรถกระบะขนส้มคันหนึ่งแล่นเข้ามาแบบกระตุกๆ พุ่งผ่านหลังอาทิจไปจอดส่งของที่ข้างโรงงาน

ทันทีที่รถจอด ดรุณี สาววัย 17 ท่าทางทะมัดทะแมง กระโดดลงจากฝั่งที่นั่งคนขับ หยิบกระเป๋าสะพายเก๋ๆแบบชาวเขาจะวิ่งไป แต่นึกอะไรได้วิ่งกลับมาที่รถร้องเรียก “ลุงเกร็ง...ลุงเกร็งงงง...”

ลุงเกร็งค่อยๆลืมตาขึ้นถามทั้งที่ยังนั่งเกร็งอยู่เพราะหวาดเสียวกับการขับรถของดรุณี ถอนใจโล่งอกเมื่อรู้ว่าถึงที่หมายรอดปลอดภัยแล้ว ดรุณีบอกลุงเกร็งให้ช่วยจัดเจ้าหน้าที่เอาส้มลง ตนจะไปชมพิพิธภัณฑ์หน่อย ว่าแล้ววิ่งตื๋อไปเลย

ooooooo

ดรุณีจ้ำอ้าวไปที่ลานกิจกรรมแต่ไม่เห็นใครแล้ว รีบเดินเข้าไปด้านใน เห็นเจ้าหน้าที่กำลังเชิญทุกคนไปชมอีกห้องหนึ่ง เธอรีบตามไป

เจ้าหน้าที่นำนักเรียนและนักท่องเที่ยวเข้าไปในห้องที่แสดงชีวิตชายขอบ เจ้าหน้าที่เชิญทุกคนนั่ง อาทิจกับเพื่อนๆเลือกมานั่งที่แถวหน้าประสาคนรักเรียนใฝ่รู้ อาทิจนั่งกลางเพื่อนทั้งสองนั่งขนาบ

ดรุณีเดินเข้ามา พอดีอาทิจเอาปากกาออกมาเตรียมจดปรากฏว่าเขียนไม่ออก หันไปถามเพื่อนว่ามีปากกาอีกด้ามไหมขอยืมหน่อย เพื่อนควานหาปากกาในกระเป๋า ทำให้ปากกาตัวเองหล่นกลิ้งไปเลยลุกไปหยิบ

ดรุณีเห็นมีที่ว่างจึงเข้าไปนั่งแทน อาทิจเหล่ๆเห็นปากกาในมือดรุณีนึกว่าเพื่อนส่งให้ยืม เอ่ยขอบใจแล้วหยิบปากกาไป พลางหันไปคุยกับเพื่อนอีกคน

เจ้าหน้าที่ปิดไฟในห้องเพื่อให้ทุกคนได้ชมวีดิทัศน์ เพื่อนคนนั้นที่ลุกไปหยิบปากกาเลยหาที่นั่งใหม่เพราะไม่อยากรบกวนสมาธิคนอื่น

ดรุณีดูสารคดีอย่างตั้งใจ จนจบไฟเปิดสว่าง เธอหันไปมองอาทิจที่เอาปากกาตนไป อาทิจรู้สึกมีคนมองอยู่จึงหันมายิ้มให้อย่างมีไมตรีไม่เฉลียวใจสักนิดว่าตนหยิบปากกาใครมา ดรุณีกำลังจะเอ่ยปากทวงปากกา ก็พอดีเจ้าหน้าที่เชิญไปพบกับคำตอบที่อยู่อีกห้องหนึ่ง

อาทิจลุกตามเจ้าหน้าที่ไป ดรุณีมองเคืองๆ บ่นตามหลัง “เอาของเขาไปแล้วยังจะมายิ้มให้อีก” พลางจ้ำตามไป

พอเข้าไปในห้องภาพเฉลย เจ้าหน้าที่เฉลยว่า “ผู้ที่มากับเฮลิคอปเตอร์นั้นคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

จากนั้นเชิญไปยังห้องโรงงานชั่วคราว ระหว่างนั้นเพื่อนนักเรียนกระซิบบอกอาทิจว่าผู้หญิงคนนั้นแอบมองเขาบ่อยๆ อีกคนบอกว่าไม่ใช่แอบมองเท่านั้นยังแอบเดินตามด้วย

อึดใจเดียว ดรุณีก็ทนไม่ได้เดินเข้าใกล้อาทิจร้องบอก “เดี๋ยว...อย่าเพิ่งไป” เพื่อนทั้งสองนึกว่าอาทิจเจอดีแน่แล้วต่างบอกว่าจะไปรอข้างนอกแล้วเลี่ยงไปเหมือนเปิดโอกาสให้เพื่อน ดรุณีเดินเข้าไปหาอาทิจบอกเขาว่า

“ช่วยเอาปากกาที่นายถือวิสาสะดึงจากมือฉันไปคืนมาด้วย”

อาทิจทำหน้าเหวอๆ พอนึกได้ก็รีบขอโทษและส่งปากกาคืนให้บอกว่านึกว่าของเพื่อนตน ดรุณีถามอย่างไม่ยอมให้แก้ตัวง่ายๆ ว่าตนนั่งอยู่ข้างเขาแล้วจะนึกว่าเป็นเพื่อนได้ยังไง อาทิจตอบอย่างไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดว่า

“คือ...ก็...เพื่อนผมเขานั่งตรงที่ที่คุณนั่งก่อน... เออ...เอาเป็นว่าผมขอโทษก็แล้วกันครับ”

“ทีหลังจะทำอะไรก็หัดดูตาม้าตาเรือซะบ้าง” ว่าแล้วก็สะบัดพรืดไป อาทิจมองตาปรอยพึมพำอ่อยๆ

“แค่ปากกานี้เนี่ยนะ?...”

ooooooo

เมื่อเข้ามาในห้องโรงงานชั่วคราว เจ้าหน้าที่เล่าถึงระยะแรกของการทำอาหารกระป๋องในโรงงานชั่วคราวประกอบภาพสไลด์มัลติวิชั่น

ดรุณีสนใจการทำอาหารกระป๋อง จึงเดินแทรกเข้าไปยืนด้านหน้าสุดข้างๆเพื่อนอาทิจ เธอมีสมาธิในการศึกษามาก ก้มๆเงยๆจดๆดูๆภาพเงาและฟังเสียงบรรยาย

นักท่องเที่ยวคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่าอยากเห็นเครื่องกระป๋องที่แปรรูป เจ้าหน้าที่จึงเชิญไปยังห้องที่มีจำหน่ายและให้ชิม นักท่องเที่ยวทยอยกันเดินตามเจ้าหน้าที่ไป

อาทิจศึกษาอย่างสนใจ ตามองที่ภาพปากพูดกับเพื่อนว่าเทคนิคน่าสนใจดี ดูแล้วเข้าใจง่าย เพื่อนคนหนึ่งทำเสียงอือเห็นด้วย แล้วเดินตามเจ้าหน้าที่ไปกับเพื่อนอีกคน อาทิจนึกว่าเพื่อนยังอยู่ เขาคุยไปเรื่อย ดรุณียืนอยู่ติดกันเหล่มองด่าด้วยสายตาทำนองว่า “อีตาบ้านี่อีกละ” แล้วจะผละไป

พลันเธอก็ชะงักกึกยืนตัวแข็งทื่อเมื่อถูกอาทิจรั้งไว้แล้วเอามือโอบไหล่บอกว่าอย่าเพิ่งไป ชวนดูภาพที่ฉายต่อ ดรุณีกัดฟันกรอด อาทิจเห็นเงียบไปเลยหันมอง เขาผงะยิ้มแหยๆ เมื่อเห็นว่าคนที่ตนโอบไหล่อยู่เป็นใคร เขารีบขอโทษบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ นึกว่าเพื่อน ว่าแล้วก็รีบจ้ำอ้าวไป ทั้งอายทั้งกลัวโดนด่า

ดรุณีโกรธจนอยากจะกรี๊ดให้ลั่นห้องแต่ไม่กล้า เลยได้แต่ยืนสูดลมหายใจลึกๆ ลึกๆ สะกดอารมณ์เต็มที่

ooooooo

ที่สวนส้มเนื้อที่กว้างขวางของย่าแดง ที่ทุกคนเรียกท่านว่าคุณย่า ปกติจะเงียบสงบเพราะแถวนั้นคนงานอยู่ประมาณ 20 คน ทุกคนทำงานขยันขันแข็ง แต่วันนี้มีเสียงแผดกรี๊ดดดด เสียงแหลมแหวกอากาศไปทั่วสวนส้ม

ธรณีนี่นี้ใครครอง เรื่องย่อละคร

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"คิมเบอร์ลี่" เก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ออกแรงปะทะ "น้ำหนึ่ง" ใน "สองเสน่หา"

"คิมเบอร์ลี่" เก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ออกแรงปะทะ "น้ำหนึ่ง" ใน "สองเสน่หา"
6 พ.ค. 2564

06:31 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 6 พฤษภาคม 2564 เวลา 15:35 น.