ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ธรณีนี่นี้ใครครอง

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

พออาทิจกลับจากกรุงเทพฯ ตะวันก็ทวงของเล่นทันที อาทิจจึงนั่งลิดใบกล้วยทำม้าก้านกล้วยให้ตะวันขี่เล่น ต๊อด อึ่ง กับพันเอาบ้าง พากันขี่ม้าก้านกล้วยเล่นกับตะวันอย่างสนุกสนาน

เพราะบรรยงถูกย้ายไปทำงานที่อื่น ทองประศรีจึงแอบมาดูลูกก่อนไป ชมว่าอาทิจอบรมตะวันดีเหลือเกิน ฝากน้าแก้วให้บอกอาทิจด้วยว่าตนฝากลูกไว้ก่อน บรรยงย้ายกลับมาทำงานใกล้ๆเมื่อไหร่จะมารับลูกไปอยู่ด้วย

“เออ...คุณอาทิจเขาไม่ว่าอะไรหรอก เขารักเอ็นดูนายตะวันจะตายไป” น้าแก้วพูดให้สบายใจ

ทองประศรีกับน้าแก้วยืนดูตะวันวัย 4 ขวบขี่ม้าก้านกล้วย โดยมีเด็กโข่งอีกสามคนขี่วิ่งเล่นด้วย ทองประศรีมองลูกอย่างรักใคร่ ส่วนน้าแก้วมองสามเด็กโข่งแล้วส่ายหน้าขำๆแกมสมเพช

ooooooo

หลายเดือนต่อมา ดรุณีสอบเสร็จแล้ว วิไลลักษณ์พาเวทางค์และวิยะดาชวนดรุณีไปฉลองกันที่ร้านอาหารหรู เวทางค์เอ่ยแสดงความยินดีที่ดรุณีสามารถเรียนจบได้ในสามปีครึ่ง

ดรุณีพูดออกตัวว่าที่จริงเพิ่งจะสอบเสร็จ น่าจะรอฟังผลก่อนถ้าผ่านค่อยเลี้ยงทีหลังก็ได้

“รอฟังว่าได้เกียรตินิยมอันดับ 1 หรือ 2 ดีกว่ามั้งน้องณี ไอ้ผ่านหรือไม่ผ่านค่อยไปลุ้นกับยายวิ” เวทางค์แขวะน้อง

“อย่างกับพี่เวจบมาอย่างเก๋กู้ดนักนี่ ก็คาบเส้นคาบดอกเหมือนกันแหละ” วิยะดาลอยหน้าย้อนพี่ชาย

“จะมาทะเลาะอะไรกันลูก วันนี้วันดีฤกษ์ดีเป็นศรีวันจ้ะ”

“พูดอย่างกับจะไปขอลูกสาวใครเลยนะคุณแม่” วิยะดาติง

วิไลลักษณ์พูดเป็นการผูกมัดดรุณีในทีว่า “ก็รู้อยู่แล้วว่าพี่เวเขารักใครอยู่” ดรุณีรู้ว่าตัวเองกำลังถูกพาดพิงจึงแกล้งถามว่ารักใครหรือ

“อ้าว...ก็เราน่ะสิยายณี แหม พี่เขาเทียวรับเทียวส่งขนาดนี้ ยังไม่รู้รึไงจ๊ะว่าเพราะเขารักเรา จริงไหมตาเว”

แล้ววิไลลักษณ์ก็ลากโยงไปถึงคุณย่าว่า ท่านเคยพูดไว้ว่าต้องการให้เธอลงเอยกับเวทางค์จะได้ช่วยกันดูแลสวน ดรุณีอึ้งไปครู่หนึ่งจึงตอบออกไปได้ว่าตนยังไม่พร้อม ยังไม่คิดจะมีครอบครัวตอนนี้

“ไม่ใช่เพราะมีใครอยู่นะ” วิไลลักษณ์ดักคอ พอดรุณีบอกว่าไม่มี ก็ทำท่าโล่งใจ “ถ้าอย่างนั้นก็แล้วไป ใช้เวลาดูใจอีกนิดก็ได้ หรือว่าจะไปเรียนต่อเมืองนอกด้วยกันดีไหม จะได้ดูกันแบบใกล้ชิดไปเลย”

“ณีอยากทำงานก่อนค่ะ”

วิไลลักษณ์กับเวทางค์สบตากันกับน้ำเสียงที่แข็งขึ้นของดรุณี แต่ไม่ทันพูดอะไรกันต่อ กานดาเพื่อนเก่าของวิไลลักษณ์ก็พารุจน์ลูกชายเข้ามาทักอย่างตื่นเต้น สองแม่ลูกเพิ่งกลับจากญี่ปุ่น แต่งตัวไฮโซสไตล์ญี่ปุ่น  ผู้ใหญ่ ทักทายกันแล้วแนะนำให้ลูกรู้จักกัน วิยะดาดี๊ด๊ายื่นมือผ่านหน้าแม่ไปเช็กแฮนด์กับรุจน์ตาเป็นประกายวิบวับ
ทั้งเวทางค์และดรุณีต่างมองวิยะดาอึ้ง...

ooooooo

ก่อนกลับบ้าน ดรุณีเขียนจดหมายบอกอาทิจ ย้ำว่าตนจะเอาความรักกลับมาฝาก เมื่อถึงวันกลับ ดรุณีพาตุ่นกลับด้วย  คาดหวังว่าอาทิจจะมารับที่สนามบิน กลายเป็นเกร็งมารับเพราะอาทิจติดธุระ ตุ่นแอบเซ็งเพราะเตรียมสวยไว้เต็มที่เลยเก้อ

พอมาถึงบ้าน ดรุณีให้เกร็งเอากระเป๋าไปเก็บแล้วตัวเองพาตุ่นไปหาอาทิจที่แปลงกะหล่ำปลีทันที ร้องบอกเขาว่า

“ณีหอบความรักมาฝากพี่อาทิจด้วยนะคะ”

อาทิจงงๆเลยมองไปข้างหลัง เห็นตุ่นเดินตามมา อาทิจร้องทักดีใจเหมือนได้เจอน้องสาวอีกคน แต่ตุ่นประดิษฐ์ยิ้มยกมือไหว้อ่อนช้อยทักเสียงอ่อนหวาน “สวัสดีค่ะพี่อาทิจ...คิดถึงจัง” ทำเอาอาทิจเขินไปเลย

ooooooo

เมื่อพาตุ่นกลับมาบ้าน ดรุณีแนะนำให้รู้จักน้าแก้ว พอน้าแก้วได้ยินชื่อตุ่นก็จำได้ว่าดรุณีเคยพูดถึงเพื่อนคนนี้ให้ฟังบ่อยๆ อึดใจเดียวจิ๋วแจ๋วก็จูงตะวันเข้ามาบอกให้ตะวันธุจ้าดรุณี เธอจับแก้มเด็กน้อยอย่างเอ็นดูทักว่าโตขึ้นเยอะเลย

ตุ่นแปลกใจว่าตะวันเป็นลูกใคร ดรุณีเกือบพลั้งปากออกไปแล้ว ดีแต่ยั้งไว้ทัน บอกเพื่อนว่าตะวันเป็นลูกของญาติห่างๆ พ่อแม่ไปทำงาน คุณย่าเลยเอามาเลี้ยง แล้วบอกจิ๋วแจ๋วให้พาตุ่นขึ้นไปพักผ่อนข้างในก่อนเดี๋ยวตนตามไป

ดรุณีกำชับน้าแก้วอย่าบอกเรื่องตะวันให้ตุ่นรู้ รอให้ตุ่นกับอาทิจสนิทกันมากกว่านี้ก่อนค่อยบอกเดี๋ยวอาทิจจะเสียคะแนนหมด น้าแก้วถามว่าเธอจะให้อาทิจ จีบตุ่นหรือ

“หนูก็อยากจะแก้ตัวกับพี่อาทิจ หนูเคยทำให้ชีวิตพี่อาทิจพังเพราะผู้หญิงคนนั้น หนูก็อยากจะแนะนำผู้หญิงดีๆที่คู่ควรกับพี่อาทิจให้ ก็เท่านั้นเอง”

“ไม่ได้นะคะ” น้าแก้วสวนไปทันที ดรุณีพยายามพรรณนาข้อดีของตุ่นและเชื่อว่าถ้าสองคนรักกันแล้ว ความรักจะทำให้ตุ่นยอมรับได้ทุกอย่าง แต่น้าแก้วก็ยังยืนกระต่ายขาเดียวว่า ตุ่นกับอาทิจจะรักกันไม่ได้

“ถ้าเขารักกันขึ้นมาจริงๆ น้าแก้วจะไปห้ามเขาได้เหรอคะ” ดรุณีถามอย่างเป็นต่อแล้วให้น้าแก้วพาตะวันไปอาบน้ำกินข้าว ส่วนตัวเองเดินเข้าบ้านไป น้าแก้วได้แต่พึมพำตามหลังอย่างใจคอไม่ดีว่า

“คุณณี...ไม่ได้นะคะคุณณี...ได้ยินไหมคะ!!”

ooooooo

ดรุณีพาตุ่นขึ้นไปกราบคุณย่าที่ห้อง เห็นมีที่นอนปูอยู่ข้างเตียงคุณย่า ตุ่นถามว่ามีใครมานอนห้องคุณย่าหรือ ดรุณีคาดว่าคงเป็นอาทิจ เขาย้ายขึ้นมานอนห้องนี้ตามที่คุณย่าสั่งไว้ คงไม่กล้าขึ้นไปนอนบนเตียง

ตุ่นทำท่าตื่นเต้นซาบซ่าที่ได้เข้ามาถึงห้องนอนของชายในฝัน ทันใดนั้นอาทิจเปิดประตูเข้ามา ดรุณีรีบบอกว่าตนพาตุ่นมากราบคุณย่า ชายหนุ่มจึงขอตัวไปรอข้างนอก ตุ่นบอกไม่ต้องเพราะตนกำลังจะออกไปอยู่แล้ว ดรุณีจึงชวนเย็นนี้อยู่กินข้าวด้วยกัน

พออาทิจรับคำสองสาวก็กิ๊กกั๊กกันอย่างสมใจ แต่พอเข้าห้องนอน ตุ่นก็ตาโตตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าห้องตนกับห้องคุณย่าที่อาทิจมาอยู่ ใช้ห้องน้ำห้องเดียวกัน มีประตูเปิดเข้าออกได้จากทั้งสองห้อง

ตุ่นดี๊ด๊าตื่นเต้นจนดรุณีเตือนเพื่อนรักว่าให้เก็บกิริยาไว้บ้าง เพราะ “พี่อาทิจไม่ค่อยได้พูดคุยสุงสิงกับผู้หญิงที่ไหน ขืนจู่โจมมากๆเดี๋ยวหัวใจจะวายตายกันพอดี”

“ผู้ชายรักนวลสงวนตัวอย่างนี้ สเปกเลย ขอบใจมากนะณี” ตุ่นยิ้มแก้มแทบปริ ฮัมเพลงอย่างมีความสุข

ตุ่นรุกอาทิจอย่างไม่ปล่อยโอกาสให้ผ่านไป ยุให้ใช้โทรศัพท์มือถือหรือบีบีจะได้เอาไว้คุยกับคนพิเศษ อาทิจบอกว่าไม่มีเวลา ถ้าวันๆเอาแต่คุยโทรศัพท์คงไม่ได้ทำอะไร เสียเวลาทำงานเปล่าๆ

ตุ่นรุกอาทิจจนน้าแก้วทนไม่ได้ พูดแทรกขึ้นว่า อาทิจก็เป็นแบบนี้แหละหายใจเข้าออกมีแต่งานๆๆๆ

“อูยยย...ผู้ชายทำงานเก่งๆอย่างนี้ล่ะคะ มีเสน่ห์สุดๆ”

ตุ่นจีบอาทิจซึ่งหน้า ทำเอาชายหนุ่มเขินจนหูแดง ส่วนน้าแก้วเซ็งที่อุตส่าห์เหน็บแล้วยังหน้าระรื่นโมเมไปจนได้

ooooooo

หลังอาหาร ทั้งสามพากันมานั่งเล่นที่ระเบียง ตุ่นสูดอากาศอย่างชื่นใจ บอกว่าอากาศดีจัง ดอกไม้ก็หอม ถามดรุณีว่าดอกพุดซ้อนใช่ไหม ดรุณีบอกว่าใช่แต่ทางเหนือเรียกดอกเก็ตถะวา อาทิจเสริมว่าทางอีสานเรียกว่าดอกอินทะวา

ครู่หนึ่งตุ่นชวนไปเดินย่อยอาหารกันดีไหมแล้วค่อยกลับมานั่งดูพระจันทร์กัน ดรุณีเห็นด้วยเพราะอยากลุ้นให้อาทิจกับตุ่นได้ใกล้ชิดกัน

พากันเดินไปที่สวนส้มคุณย่า ตุ่นบอกว่าอยากอยู่ที่นี่นานๆ ถามว่าจะต้องขออนุญาตใคร ดรุณีบอกว่าเธออยากอยู่นานแค่ไหนก็ได้ส่วนอาทิจตอบเรียบๆว่า “ยินดีครับ”

ดรุณีแกล้งขู่เพื่อนว่าแต่ต้องระวังงูและหมูป่าออกมาเพ่นพ่านด้วยก็แล้วกัน ตุ่นก็ทำเป็นกลัวผวาเข้ากอดอาทิจเนียนๆ

น้าแก้ว ต๊อด พัน และอึ่งจับตาดูอยู่ น้าแก้วยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกขวางหูขวางตาตุ่น เปรยๆขึ้นว่าผู้หญิงคนนี้จริตจะก้านแพรวพราวน่าดู

เมื่อพากันไปนั่งที่มุมนั่งเล่นในสวนส้ม ดรุณีชมว่า นอกจากตุ่นจะเป็นดาวมหาวิทยาลัยแล้วยังเป็นนักร้องของมหาวิทยาลัยด้วย ทำทีถามอาทิจว่าอยากฟังไหม พอชายหนุ่มตอบตามมารยาทว่าอยากฟัง ตุ่นเสนอทันทีว่าจะร้องเพลง “ลาวดวงเดือน” ดีไหม

“เพลงนี้คุณพ่อผมชอบร้องให้คุณแม่กับลูกๆฟังบ่อยๆ ผมชอบมากครับ”

แค่นั้นเอง ตุ่นก็เริ่มครวญเพลง “ลาวดวงเดือน” ร้องเอื้อนเสียงใสเจื้อยแจ้วอย่างมีความสุขมากที่ได้ร้องเพลงให้ชายในฝันฟังใต้แสงจันทร์นวลลออ....

ooooooo

วิไลลักษณ์หัวเสียเมื่อเวทางค์กลับมากับวิยะดาเท่านั้น ประเวศย์ถามว่า ไหนว่าจะรับดรุณีกลับมาด้วย เวทางค์ปดว่า เธอหนีกลับมาเองก่อนแล้ว วิไลลักษณ์จะไปต่อว่าดรุณีที่ไม่รอเวทางค์ทั้งที่นัดกันไว้แล้ว

ถูกวิยะดาติงว่าก่อนไปให้ถามเวทางค์เสียก่อนว่าได้นัดดรุณีไว้จริงหรือเปล่า เดี๋ยวจะหน้าแตก

พอวิไลลักษณ์หันไปถาม เวทางค์ตอบเสียงอ่อยๆ ว่า “ผม...เอ่อ...ลืม....” วิไลลักษณ์เปลี่ยนเป็นสั่งเวทางค์ให้ไปขอโทษดรุณีเดี๋ยวนี้เลย ให้เอาวิยะดาไปเป็นเพื่อนด้วยก็ได้

“ไม่ได้ค่ะคุณแม่ วิต้องเตรียมอ่านหนังสือสวดมนต์ อาทิตย์หน้าวินัดนั่งสมาธิกับพี่รุจน์” พอแม่กับพี่ชายถามว่ารุจน์ไหน วิยะดาตอบเขินๆ ว่า “ก็ลูกชายป้ากานดาเพื่อนคุณแม่ไงคะ วิอยากให้เขาเซอร์ไพรส์น่ะค่ะว่า เจอกันแค่หนสองหนก็สวดมนต์ได้ทั้งเล่มแล้ว วิขอตัวก่อนนะคะ” ว่าแล้วก็ลุกเดินสงบเสงี่ยมไป

สามพ่อแม่ลูกมองตามวิยะดาตาค้างอย่างไม่อยากเชื่อเลยว่า วิยะดาที่ซ่าเปรี้ยวจนเข็ดฟันจะหันมาสนใจทางนี้ได้

ooooooo

วันนี้อาทิจไปสวนส้ม ตุ่นขอตามไปด้วย เมื่อเขาจะเอาแทรกเตอร์มาปรับหน้าดินผืนใหม่ ตุ่นอ้อนอยากลองขับดูบ้าง ชายหนุ่มจึงให้ขึ้นรถ ดรุณีหาเหตุเปิดทางให้เพื่อน จึงขอตัวกลับไปเตรียมอาหารกลางวัน โดยฝากอาทิจให้ดูแลตุ่นให้ด้วย

ทำอาหารเสร็จตักใส่ปิ่นโตจะเอาไปส่งอาทิจกับตุ่นที่กำลังปรับหน้าดิน เวทางค์มาถึงพอดีดรุณีจึงชวนไปด้วยกัน

น้าแก้วเห็นดรุณีไปกับเวทางค์แล้วก็ทอดถอนใจพึมพำ “ทำไมมันถึงได้ผิดฝาผิดตัวอย่างนี้...เฮ้ออ...”

เมื่อไปถึง ดรุณีเห็นตุ่นสนิทสนมกับอาทิจอยู่บนรถแทรกเตอร์ก็ดีใจ ร้องบอกเสียงใสว่า เอาข้าวมาส่ง ตุ่นชวนดรุณีกับเวทางค์กินด้วยกัน เวทางค์ปฏิเสธทันทีบอกว่าไม่ชอบกินข้าวกลางแดดแบบนี้ แล้วชวนดรุณีกลับไปกินที่บ้านกัน

ดรุณีเองลุ้นเพื่อนกับอาทิจอยู่แล้ว จึงยอมกลับไปโดยง่าย พอทั้งสองเดินไป ตุ่นก็เปรยๆ กับอาทิจว่า

“ยายณีนี่โชคดีที่สุดเลย อยากได้อะไร อยากทำอะไร สั่งพี่เวได้ทุกอย่าง พี่เวก็ตามใจสารพัด ตั้งแต่รู้จักกัน ตุ่นยังไม่เห็นพี่เวขัดใจยายณีแม้แต่ครั้งเดียว”

ฟังตุ่นแล้วอาทิจรู้สึกอารมณ์หมองไปทันทีแต่ก็ไม่แสดงอาการอะไรออกมา ชวนกันกินข้าวท่ามกลางสายตาสามเกลอกับเกร็งที่แอบดูและคาดเดากันไปต่างๆ นานา เมื่อเห็นตุ่นป้อนข้าวให้อาทิจก็มองกันตาค้าง ส่วนอาทิจหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำที่ถูกสาวป้อนข้าวให้ทั้งที่ไม่ได้เจ็บป่วยอะไรเลย

ooooooo

เมื่ออาทิจกับตุ่นกลับถึงบ้านตอนเย็น น้าแก้วถามทันทีว่า แล้วดรุณีล่ะ พอรู้ว่าเธอไปกินข้าวกับ

เวทางค์ น้าแก้วก็หน้าเสียถามว่าทำไมตุ่นไม่ไปด้วย เห็นสนิทกับเวทางค์ไม่ใช่หรือ

แล้วน้าแก้วก็ยิ่งหงุดหงิดเมื่อรู้ว่าตุ่นหัดขับรถแทรกเตอร์กับอาทิจ ถามว่าอยู่กันสองต่อสองหรือ

พออาทิจบอกว่าใช่ น้าแก้วกัดฟันกรอดบอกว่า อยากจะเขกกะโหลกสามเกลอนักที่ให้อาทิจทำงานคนเดียว ทั้งที่ลึกๆ แล้วน้าแก้วโกรธที่ทั้งสามปล่อยให้อาทิจอยู่กับตุ่นตามลำพัง กลัวอาทิจจะเสียท่าตุ่นที่น้าแก้วมองว่าเป็นคนมีจริตจะก้านและอ่อยอาทิจมาตลอด

น้าแก้วฮึดฮัดจนอาทิจถามว่าเป็นอะไร ถูกตอบ

ประชดว่าคลื่นไส้คล้ายจะอ้วก อาทิจพาซื่อบอกให้ไปพักเสียเดี๋ยวตนทำอะไรง่ายๆ กินกันสองคนก็ได้ ตุ่นรีบอ้อนทันทีว่า อยากกินสลัดทูน่า อาทิจรับปากแล้วเดินเข้าครัวตุ่นรีบตามไปช่วย

น้าแก้วทำฟึดฟัดแต่แล้วก็รีบตามอาทิจไปกันท่าไม่ให้ทั้งสองอยู่ด้วยกันตามลำพัง สุดท้ายน้าแก้วก็กันอาทิจออกไปจนได้ อ้างว่าได้ยินดรุณีชมว่าตุ่นทำสลัดทูน่าอร่อย อยากให้ตุ่นช่วยสอนเคล็ดลับให้ด้วย

อาทิจไปชะเง้อคอยดรุณีที่หน้าบ้านด้วยความกังวล ไม่นานนัก เวทางค์ก็ขับรถมาส่งเธอที่บ้าน เวทางค์ชมว่าข้าวอบสับปะรดฝีมือดรุณีว่าอร่อยมาก ตนคิดจะเอามาฝากอาทิจแต่เสียดายหมดเสียก่อน

“ขอบคุณนะครับที่นึกถึง แต่ผมอิ่มแล้ว ขอตัวนะครับ” อาทิจเดินออกไปเลย

พอน้าแก้วกับตุ่นยกสลัดทูน่าจานใหญ่ออกมาปรากฏว่าอาทิจไม่อยู่แล้ว ทั้งน้าแก้วและตุ่นต่างแปลกใจที่ดรุณีบอกว่า อาทิจบอกว่าอิ่มแล้วและไปไหนก็ไม่รู้

เวทางค์สวมรอยบอกตุ่นว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวตนช่วยกินเอง น้าแก้วได้ทีเลยบอกดรุณีให้ขึ้นไปอาบน้ำก่อน ส่วนตัวเองคอยดูแลที่โต๊ะอาหาร แกล้งจัดให้สองคนนั่งเบียดจนแทบจะเกยตักกัน แล้วยืนยิ้มสะใจ

ฝ่ายอาทิจไปกินข้าวกับพวกสามเกลอที่บ้านพักคนงาน เท่านั้นไม่พอยังสั่งให้จัดที่นอนให้ตนด้วยเพราะคืนนี้จะนอนที่นี่

ooooooo

เช้ามืด อาทิจไปเอาเสื้อผ้าและอาบน้ำที่บ้านคุณย่า เจอดรุณีตื่นจะมาอาบน้ำพอดี เธอบอกให้เขาอาบก่อนเพราะอาบเร็ว

วันนี้อาทิจไปตรวจดูน้ำในนาข้าว อึดใจเดียวตุ่นก็วิ่งเริงร่าร้องเรียกเขามาตามคันนาไม่ดูทาง เลยพลัดตกคันนา อาทิจรีบวิ่งไปประคองขึ้นมา ตุ่นขอบคุณมองตาใสปิ๊ง ดรุณีเดินตามหลังมาบอกอาทิจว่าตุ่นอยากไปดูไร่สตรอเบอร์รี่ให้ช่วยพาไปหน่อย อาทิจบอกว่าวันนี้เขาต้องไปดูคนงานแพ็กส้ม

“ไม่ต้องห่วงค่ะ เดี๋ยวณีจัดการแทนเอง” ดรุณีเปิดโอกาสให้เขากับตุ่นเต็มที่

พอน้าแก้วรู้ก็โวยวายว่า “ปล่อยให้อยู่ด้วยกันอีกแล้ว!!!” น้าแก้วกลัวว่าตุ่นจะใช้เสน่ห์ล่อให้อาทิจหลง

“นั่นล่ะวัตถุประสงค์ ยิ่งรักกันเร็วเท่าไหร่ หนูก็จะได้อุ้มหลานเร็วขึ้นเท่านั้น” น้าแก้วถามว่าไม่รักไม่หวงอาทิจเลยหรือ “รักค่ะ แต่ไม่หวง หวงไปก็ไม่มีประโยชน์ ยังไงพี่อาทิจก็ต้องมีครอบครัวและผู้หญิงที่สมบูรณ์พร้อมอย่างยายตุ่นก็เหมาะกับพี่อาทิจที่สุด”

น้าแก้วฟังแล้วอยากจะเป็นลม ดรุณียิ้มขำๆ ชวนน้าแก้วมาทำขนมปังหน้าหมูกันดีกว่าจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน

ooooooo

มาอยู่ได้เพียงสองวัน ตุ่นก็เริ่มรับรู้ความจริงว่า คนที่นี่ต่างลุ้นให้อาทิจคู่กับดรุณี แต่ดรุณีก็ยังเพียรให้อาทิจได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับตุ่น จนน้าแก้วทนไม่ได้บอกว่าเดี๋ยวเกิดเขารักกันขึ้นมาจริงๆ น้ำตาจะเช็ดหัวเข่า

“จะยิ้มทั้งวันล่ะสิไม่ว่า หนูยินดีทำทุกอย่างเพื่อให้พี่อาทิจมีความสุข” ดรุณีตอบอย่างร่าเริงแจ่มใส

พอดีตุ่นกลับจากไร่สตรอเบอร์รี่ มาบอกดรุณีอย่างตื่นเต้นว่าไร่สตรอเบอร์รี่สวยมาก อากาศหนาวโรแมนติกสุดๆ เลย คุยอวดว่าอาทิจยังจะพาไปเที่ยวที่แปลงลาเวนเดอร์กับแปลงบ๊วยด้วย อาทิจชวนดรุณีไปด้วยเพราะยังไม่เคยเห็นเหมือนกัน

“ไปเถอะค่ะคุณณี คุณอาทิจปลูกสองอย่างนั้นให้คุณณีโดยเฉพาะค่ะ” พูดแล้วน้าแก้วแอบสะใจที่เอาคืนตุ่นได้สักดอกสองดอกก็ยังดี ซึ่งก็ได้ผล เพราะทำให้ตุ่นเริ่มสะดุดใจว่าอาทิจทำอะไรต่ออะไรให้ดรุณีหลายอย่างเหลือเกิน...

เมื่อไปถึงแปลงลาเวนเดอร์ ทั้งตุ่นและดรุณีต่าง ตื่นตาตื่นใจในความสวยงามของดอกลาเวนเดอร์สีม่วงอ่อน ตุ่นเสนอให้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก ดรุณีเป็นคนถ่ายรูปให้ อาทิจยืนตัวแข็งทื่อ ส่วนตุ่นเอนตัวเข้าหาอย่างแนบชิดทำให้เขายิ่งเกร็ง

ดรุณีจัดท่าปรับท่าให้ทั้งสองพยายามให้ใกล้ชิดกันที่สุด เลยก้าวพลาดเท้าแพลง ทั้งอาทิจและตุ่นเลยต้องหันมาดูแลคนเจ็บแทน อาทิจดูแลดรุณีอย่างห่วงใยมาก จนตุ่นรู้สึกและจับตาสังเกตความสัมพันธ์ของทั้งคู่

เพราะดรุณีเท้าแพลง ตุ่นจึงเสนอให้ซ้อนท้ายจักรยานอาทิจ ส่วนตนจะถีบไปเอง แต่เจ้ากรรม! ระหว่างทางเจอเวทางค์เข้า ฝ่ายนั้นรีบจอดรถลงมาดู ตุ่นได้ทีจึงเสนอให้ดรุณีกลับไปกับเวทางค์ ส่วนตนจะถีบจักรยานเป็นเพื่อนอาทิจกลับไปเอง

กลับถึงบ้านคุณย่าแล้ว เวทางค์หาเรื่องอาทิจสั่งห้ามอยู่กับดรุณีตามลำพัง เพราะดรุณีต้องแต่งงานกับตนตามคำสั่งของคุณย่า ดูถูกอาทิจว่า

“นายไม่มีอะไรคู่ควรกับน้องณีสักอย่าง ไม่ว่าจะฐานะ การศึกษา หรือหน้าตาในสังคม ที่สำคัญนายต้องไม่ลืมว่าน้องณีเป็นน้องสาวของคุณย่า เพราะฉะนั้นน้องณีก็นับเป็นย่าของนายด้วย”

“ถ้าน้องณีเป็นย่าของผม น้องณีก็ต้องเป็นย่าของคุณเวด้วยเหมือนกัน คุณพ่อคุณเวกับคุณพ่อผมเป็นพี่น้องกัน อย่าลืมสิครับ” อาทิจตอบโต้ไปอย่างสุดที่จะทนฟังเวทางค์พล่ามต่อไปได้ เวทางค์ถึงกับเบรกแตกทำท่าจะโวยวาย อาทิจขัดขึ้นว่า “เอาเป็นว่า ผมเข้าใจความต้องการของคุณย่าและผมก็พร้อมจะทำตามที่ท่านสั่ง คุณเวไม่ต้องเป็นห่วงครับ”

อาทิจเปลี่ยนใจ เดินย้อนกลับเข้าไปในบ้านเพื่อตัดปัญหาที่จะรบกวนจิตใจต่อไป ด้วยการย้ายออกจากห้องนอนคุณย่าไปนอนที่บ้านพักคนงานแทน

ดรุณีพูดอย่างน้อยใจว่า เขาจะมาอยู่ที่บ้านนี้

ต่อเมื่อไม่มีตนอยู่ที่นี่ใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นตนย้ายไปอยู่ที่อื่นก็ได้

“น้องณีคงอยากย้ายเข้าเมืองเร็วๆ เพราะบ้านผู้ว่าฯ สะดวกสบายทุกอย่าง” อาทิจพูดอย่างน้อยใจตัวเอง

“ค่ะ...พี่อาทิจก็คงอยากอยู่กับใครบางคนที่นี่โดยไม่มีณีเหมือนกัน” ดรุณีเหน็บกลับเสียงสะท้านอย่างน้อยใจเช่นกัน

“น้องณีกับคุณตุ่นอยู่ที่นี่ตามสบายเถอะครับ พี่อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ ไม่ลำบากหรอก พี่ไปนะ” พูดแล้วหิ้วกระเป๋าไปเลย ทิ้งดรุณียืนจุกจนหายใจแทบไม่ออก เข้าใจว่าการที่อาทิจไม่ปฏิเสธที่ตนพูดก็คือการรับโดยปริยายนั้นเอง...

ooooooo

วิไลลักษณ์ยังคอยเคี่ยวเข็นคอยลุ้นให้เวทางค์ ทำคะแนนกับดรุณีและหาทางข่มอาทิจลงให้ได้  หาว่าอาทิจเหิมเกริมที่ย้อนเวทางค์เรื่องนับญาติดรุณีเป็นคุณย่า ถูกประเวทย์ขัดคอว่าอาทิจคงจะรู้ความจริงอยู่แล้วเพียงแต่ไม่พูดเท่านั้นเอง

“ถ้าอย่างนั้นก็เหลือเรื่องความต้องการของคุณแม่เรื่องเดียว ที่จะทำให้เจ้าอาทิจกระเด็นออกไปจากชีวิตของยายณีได้”

ประเวทย์ถามว่าความต้องการอะไร วิไลลักษณ์ พูดอย่างมั่นใจว่าคุณแม่ต้องการให้ดรุณีกับเวทางค์ลงเอยกัน

“ความต้องการของคุณแม่ผมหรือคุณแม่ตาเว” ประเวทย์ถามประชด เตือนว่า “ผมกับคุณแม่ไม่ได้ใกล้ชิดกันมากก็จริง แต่ท่านเป็นแม่ผมนะ คุณคิดว่าผมไม่รู้จักคุณแม่ผมเลยเหรอ จะทำอะไรก็อย่าพาดพิงถึงท่านเลย” วิไลลักษณ์ยังยืนยันเสียงแข็งว่าคุณแม่ต้องการอย่างนั้นจริงๆ “อย่าไปบังคับใจใครเลยคุณวิไล ไม่ต้องพูดถึงยายณี แค่ตาเว...คุณเคยลองถามลูกดูบ้างรึยังว่า รักชอบยายณีรึเปล่า”

เวทางค์บอกว่าแล้วแต่คุณแม่ วิไลลักษณ์ได้ทีรีบสำทับประเวทย์ว่าได้ยินแล้วใช่ไหม หวังว่าคงไม่ลุกขึ้นมาคัดค้านตนเรื่องนี้อีก ประเวทย์ยังไม่ยอม บอกว่า “ทำให้ยายณีตกลงใจเรื่องนี้ก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน” แล้วเดินออกไปนอกห้อง

“แม่จะปล่อยเรื่องนี้ไว้ไม่ได้แล้ว เราต้องรีบจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนที่จะเปิดพินัยกรรม”

ทันใดนั้นเอง วิยะดาที่นั่งอ่านหนังสืออยู่เงียบๆ จู่ๆ ก็อ่านออกเสียงว่า...

“ความสุขเป็นรางวัลแห่งชีวิต ความทุกข์เป็นโอกาสทองในการสร้างบารมี อดได้  ทนได้  รอได้  ด้วยใจดี เป็นบันไดก้าวไปสู่พระนิพพาน” แล้ววิยะดาก็เปรยๆว่า “พระอาจารย์มิตซูโอะ เทศน์ได้ตรงจริงๆ”

วิไลลักษณ์ฟังแล้วหน้าบอกบุญไม่รับขึ้นมาทันทีที่ถูกลูกสาวเอาบทความธรรมะมาอ่านแทงใจดำ

ooooooo

บ่ายแล้ว ดรุณีเอาของว่างช่วงบ่ายไปให้อาทิจ

กับตุ่นที่ทุ่งนา ได้ยินเสียงตุ่นร้องเพลงรักให้อาทิจฟังอย่างหวานหยดย้อย อาทิจฟังแล้วก็เขินจนหูแดง ตุ่นรุกหนัก ประคองหน้าเขาร้องเพลงบอกรักอย่างใกล้ชิด

ดรุณีเห็นภาพนั้นรู้สึกตัวเองเป็นส่วนเกินไปทันที เธอหันหลังกลับด้วยความรู้สึกร้อนวูบวาบจนตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไร

บ่ายแก่ๆ เมื่ออาทิจกลับถึงบ้าน วิไลลักษณ์ก็มาขอคุยด้วยในฐานะที่เขาเป็นผู้ปกครองของดรุณี บอกเขาว่า มาแจ้งในฐานะผู้ปกครองของดรุณีว่า ตนจะขอหมั้นดรุณีกับเวทางค์ อาทิจบอกว่าตนต้องถามดรุณีเพราะเธอบรรลุนิติภาวะแล้ว ตนเป็นเพียงผู้ปกครอง

ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญอย่างนี้แทนได้

“ขอบใจจ้ะ ถ้าอาทิจรักยายณีจริงๆก็ต้องมองออกใช่ไหมจ๊ะว่าผู้ชายที่เหมาะสมกับยายณีทุกด้านในย่านนี้ มีแค่ตาเวคนเดียวเท่านั้น” วิไลลักษณ์กันท่าทิ้งท้ายก่อนกลับไป

เย็นแล้ว ดรุณีไปกราบคุณย่าที่เนินฝังเถ้าด้วยความว้าวุ่นใจกับความรู้สึกของตัวเอง  อาทิจไปเจอท่ีนั่นบอกเธอว่าวิไลลักษณ์มาทาบทามขอหมั้นเธอกับเวทางค์ ดรุณีใจหายวาบถามว่าแล้วเขาตอบไปอย่างไร อาทิจบอกว่าจะตอบเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากยินดีด้วยในฐานะผู้ปกครอง

ดรุณีพยายามที่จะให้เขาพูดความรู้สึก แต่จนแล้ว จนรอดเขาก็บอกเพียงแต่ว่ายินดีด้วยและเหมาะสมกันทุกอย่าง จนเธอทนไม่ได้เอ่ยเสียงเครือว่า

“ณีเข้าใจค่ะ ถ้าพี่อาทิจอยากจะอยู่ที่นี่ตามลำพังกับยายตุ่น ณีไปอยู่กับน้าแก้วก็ได้ แต่ขอร้องล่ะค่ะ อย่าผลักไสณีไปอยู่ที่อื่นได้ไหมคะ...อย่าใจดำกับณีขนาดนั้น...” คำสุดท้ายเสียงเธอเครือและน้ำตาคลอ...

“พี่ไปส่งนะน้องณี...ให้พี่ไปส่งนะ” อาทิจไม่รู้จะพูดอะไรดีกว่านี้ ทำให้ดรุณียิ่งน้อยใจว่าเขาคงไม่ได้คิดอะไรมากกว่านี้จริงๆ

เพราะต่างก็มีความรู้สึกที่เหมือนมีอะไรบางอย่างปิดกั้นอยู่ ที่จนแล้วจนรอดก็ได้แต่เก็บไว้ในมุมลึกๆ ของหัวใจ ทั้งไม่กล้าพูด ไม่อาจพูด และไม่แน่ใจที่จะพูดจึงกลายเป็นเหมือนม่านกั้นหัวใจของกันและกัน  ที่ทั้งเจ็บปวด อัดอั้น ทรมานใจ

แต่...ทั้งดรุณี และอาทิจ ต่างก็ยังเก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจ...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"อาเล็ก" บุกทวงคืนร่าง “กระทิง” ไม่ยอมเปิดศึกวางมวย ใน “แค้นรักสลับชะตา”

"อาเล็ก" บุกทวงคืนร่าง “กระทิง” ไม่ยอมเปิดศึกวางมวย ใน “แค้นรักสลับชะตา”
19 มิ.ย 2564

10:25 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564 เวลา 17:50 น.