ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ธรณีนี่นี้ใครครอง

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

การเปิดโอกาสให้อาทิจกับตุ่นได้ใกล้ชิดกันของดรุณี ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองคือน้าแก้วกับเกร็งเฝ้ามองอย่างไม่สบายใจ เกร็งกลัวอาทิจจะใจอ่อนเข้าสักวัน เพราะตุ่นไม่มีอะไรด้อยกว่าดรุณีเลย มีเสน่ห์กว่าด้วยซ้ำไป

สายวันนี้ ขณะดรุณีกับตุ่นขี่จักรยานผ่านทางที่มีต้นนางพญาเสือโคร่งเรียงรายออกดอกสวยงามเพื่อไปเก็บสตรอเบอร์รี่กันนั้น ตุ่นบอกดรุณีว่าอาทิจจะพาตนไปเที่ยวน้ำตก ตุ่นนึกได้ถามดรุณีว่าจะแต่งงานแล้วหรือ ไม่เห็นบอกกันเลย ดรุณีเบรกจักรยานเอี๊ยด ถามว่าไปได้ยินเรื่องนี้มาจากไหน

“ตุ่นได้ยินพี่อาทิจคุยกับคนงานว่าณีมีแฟน แล้วก็จะแต่งงานกันเร็วๆนี้ ทำไมล่ะเป็นความลับเหรอ”

ดรุณีพยายามสะกดกลั้นอารมณ์บอกว่า ไม่ใช่ ตุ่นถามว่าแล้วอาทิจไปเอาข้อมูลมาจากไหน เพราะอาทิจยังบอกด้วยว่า เธออาจย้ายจากที่นี่ไปอยู่กับแฟนในเมืองอีกด้วย

ฟังเพื่อนแล้วดรุณีหมดอารมณ์ที่จะไปเก็บสตรอเบอร์รี่ บอกตุ่นว่านึกได้ว่ามีธุระด่วนต้องจัดการ เดี๋ยวจะพาตุ่นกลับบ้านก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาเก็บสตรอเบอร์รี่กัน ตุ่นจึงขี่จักรยานตามดรุณีกลับไปงงๆ

พาตุ่นกลับบ้านแล้ว ดรุณีถามน้าแก้วว่าอาทิจอยู่ไหน พอรู้ว่าไปที่แปลงบ๊วย เธอก็ปั่นจักรยานบ่ายหน้าไปทันที

อาทิจนั่งพักอยู่ใต้ต้นบ๊วย ระหว่างนั้นก็ใช้หญ้าแห้งถักแหวนอย่างตั้งอกตั้งใจ ดรุณีตรงดิ่งไปหาถามสีหน้าจริงจังว่า

“ยายตุ่นบอกว่าพี่อาทิจพูดกับคนงานว่าณีมีคู่หมั้นและกำลังจะแต่งงานกันจริงหรือเปล่า” อาทิจตอบสั้นๆว่าจริง เธอถามเสียงเครือว่า “พี่อาทิจพูดอย่างนี้ได้ยังไง...”

อาทิจพูดเสียงขื่นๆว่า เธอจะโกรธทำไมในเมื่อมันเป็นเรื่องจริงที่จะต้องเกิดขึ้น ดรุณีสวนไปว่าถึงจะเป็นเรื่องจริงแต่เขาก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนตน ไม่มีสิทธิ์ยกตนให้ใคร ย้ำเสียงสะท้านน้ำตาคลอว่า “ผู้ปกครอง ไม่ใช่เจ้าชีวิต!”

อาทิจเสียใจอย่างที่สุด บอกว่าถ้าเห็นว่าเป็นการก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวมากเกินไปต่อไปตนก็จะไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวของเธออีกแล้ว

“พี่อาทิจอยากให้ณีแต่งงานกับพี่เวใช่ไหม” ดรุณีถามเสียงเครือ อาทิจไม่ตอบแต่ย้อนถามว่า เธอเองก็อยากให้ตนเป็นแฟนกับตุ่นจริงหรือเปล่า “ณีอยากเห็นพี่อาทิจมีความสุข ยายตุ่นทำให้พี่อาทิจมีความสุขได้แน่”

“คุณเวก็เป็นผู้ชายที่มีทุกอย่างสมบูรณ์พร้อม พี่คิดว่าน้องณีจะมีความสุขถ้าได้อยู่กับคุณเว”

ดรุณีน้ำตาร่วงอย่างสุดที่จะอดกลั้นได้ บอกเขาว่า “ถ้าอย่างนั้นณี...ตามใจพี่อาทิจ” ส่วนอาทิจ ก็ตอบอย่างเจ็บปวดไม่น้อยกว่ากันว่า “เรื่องคุณตุ่น พี่ก็แล้วแต่น้องณี”

“ถ้างั้นก็ตกลงตามนี้” ดรุณีแข็งใจพูดแล้วขี่จักรยานออกไป อาทิจลุกพรวด ยกมือชะเง้อจะเรียก แต่แล้วก็ห้ามใจตัวเอง ก้มมองแหวนดอกหญ้าในมือหน้าสลด...

ooooooo

ดรุณีกลับถึงบ้าน ทั้งน้าแก้ว และตุ่นถามว่าอาทิจไม่กลับมาด้วยหรือ เธอบอกว่าคุยกันเสร็จอาทิจก็ทำงานต่อ ตุ่นบ่นว่าสงสัยอาทิจจะลืมเพราะนัดไว้ว่าจะพาตนไปเที่ยวน้ำตก ดรุณีจึงอาสาจะพาตุ่นไปส่งให้อาทิจ น้าแก้วดีใจคิดว่าดรุณีจะไปด้วยจัดแจงจะไปเตรียมของให้

“จัดให้ยายตุ่นคนเดียวก็พอค่ะ ณีไปส่งยายตุ่นแล้วจะกลับมาทำกับข้าว อยากกินแกงหอง ต้องแสดงฝีมือสักหน่อย”

จังหวะนั้นเอง จิ๋วแจ๋วพาตะวันเข้ามา น้าแก้วได้ทีทำเป็นถามตะวันว่ามาหาพ่อหรือ พ่อไม่อยู่ให้ไปกับน้าณีสิเพราะน้าณีกำลังจะไปหาพ่อพอดี ดรุณีรู้ทันเจตนาน้าแก้วเลยรีบเข้าไปหยอกตะวันกลบเกลื่อนเสีย

พาตุ่นไปถึงสวนส้มที่อาทิจกำลังเก็บส้มอยู่กับเกร็งและสามเกลอ ตุ่นเข้าไปฉอเลาะเจ๊าะแจ๊ะอาทิจว่าลืมแล้วหรือที่จะพาตนไปเที่ยวน้ำตก ดรุณียืนดูยืนฟังอยู่ อดเหน็บไม่ได้ว่า

“เรื่องสำคัญอย่างนี้ลืมได้ยังไงคะพี่อาทิจ ฝากดูแลยายตุ่นดีๆนะคะ อย่าลืมเรื่องที่เราคุยกันไว้”

อาทิจเจ็บแปลบไปถึงหัวใจ แต่ทำทีหันไปบอกตุ่นว่าตนไม่ลืม แต่ตอนนี้แดดแรงคิดว่าบ่ายแก่ๆ จะไปรับเธอที่บ้านแล้วจึงพูดกับดรุณีว่า “ส่วนเรื่องที่เราคุยกันไว้พี่ก็ไม่ลืม พี่รับปากว่าจะทำตามนั้น...ทุกอย่างแล้วแต่น้องณี”

ทั้งสองต่างพูดอย่างรู้นัยกัน เกร็งและสามเกลอเงี่ยหูฟังมองหน้าเหมือนถามกันว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนตุ่นไม่ได้สังเกตอะไรตั้งหน้าตั้งตาแต่จะเจ๊าะแจ๊ะอาทิจ รีบเข้าไปช่วยเขาเก็บส้ม

ดรุณียืนดูอาทิจกับตุ่นแล้วก็อดคิดถึงเมื่อสองปีก่อนไม่ได้ ที่ทั้งเธอและอาทิจต่างเย้าแหย่กันว่าอีกหน่อยอีกฝ่ายจะต้องแต่งงานและย้ายไปอยู่ที่อื่น

เวลานั้นดรุณีบอกเขาว่า “พี่อาทิจเป็นหัวใจของเราทุกคนที่นี่ เราจะอยู่กันโดยไม่มีหัวใจได้ยังไง” อาทิจย้อนถามว่าเรา...หมายถึงเธอด้วยหรือเปล่า

ดรุณีตอบทันทีว่า “แน่นอนที่สุดค่ะ พี่อาทิจคือหัวใจของณี...”

คิดถึงความรู้สึกที่คุยกันเมื่อสองปีก่อน กับอารมณ์ในเวลานี้แล้ว ดรุณียืนนิ่งเหมือนอยู่ในภวังค์จนตุ่นถามว่ายืนเฉยอยู่ทำไม รีบมาช่วยอาทิจเก็บส้มเถอะ ดรุณีบอกว่าตนจะกลับไปเตรียมอาหาร อวยพรเพื่อนเที่ยวให้สนุก แล้วรีบหันหลังเดินกลับอดน้ำตาคลอด้วยความน้อยใจไม่ได้...กับความจริงวันนี้ ที่ตนกลายเป็นส่วนเกินของเขาไปแล้ว...

ooooooo

กลับถึงบ้าน เจอน้าแก้วที่เดินเข้ามาพูดอย่างไม่สบายใจที่เธอปล่อยให้ตุ่นอยู่กับอาทิจตามลำพังอีกแล้ว น้าแก้วบอกว่าอยากให้เธอคิดให้ดีๆเรื่องอาทิจ

ดรุณีบอกว่าเราพูดเรื่องนี้กันหลายครั้งแล้ว ยืนยันว่าอาทิจรักตนแบบน้องสาว น้าแก้วติงว่ารู้ใจเขาจริงๆหรือแกล้งทำเป็นไม่รู้

“รู้สิคะ ณีรู้ว่าพี่อาทิจชอบยายตุ่น เขาสองคนเหมาะกันมาก ณีว่าอีกไม่นานเขาคงแต่งงานกัน แล้วก็ช่วยกันดูแลที่นี่ พี่อาทิจรักที่นี่คงไม่ย้ายไปไหน ยายตุ่นเองก็น่าจะปรับตัวให้อยู่ที่นี่ได้เพราะรักพี่อาทิจมาก”

“แล้วคุณณีล่ะคะ จะแต่งงานกับคุณเวแล้วไปอยู่บ้านท่านผู้ว่าฯ อย่างนั้นหรือคะ”

“พี่เวก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนี่คะน้าแก้ว ใครๆก็บอกว่าเขาเหมาะสมกับณีทุกอย่าง”

“ใครๆของคุณณีหมายถึงใครคะ” แล้วติงให้คิดว่า “ความเหมาะสมไม่ได้สำคัญมากไปกว่าความรักนะคะ น้าแก้วอยากให้คุณณีตัดเรื่องความเหมาะสมทิ้งไป แล้วลองถามใจตัวเองก่อนว่า คุณณีรักคุณเวรึเปล่า ที่สำคัญ...คุณณีพร้อมจะเสียคุณอาทิให้คุณตุ่นไปจริงๆไหม ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปนะคะ”

คำพูดของน้าแก้ว ทำให้ดรุณีอดคิดไม่ได้ว่า...เวลานี้ก็อาจจะสายเกินไปแล้ว แต่ก็ยังตัดสินใจที่จะทำให้อาทิจมีความสุขกับตุ่น เพราะ...นั่นคือความสุขของตัวเองด้วย

ooooooo

เกร็งกับสามเกลอเห็นอาทิจหายไปนาน ต่างอาสาจะไปดู เลยต้องจับไม้สั้นไม้ยาวกัน ปรากฏว่าต๊อดได้ไม้ยาว

อาทิจพาตุ่นมาที่น้ำตกตามสัญญาที่ให้ไว้กับเธอ ตุ่นบรรยายความรู้สึกของตัวเองนับแต่เจอเขาครั้งแรกเมื่ออยู่ปี 1 จากนั้นก็ฝันถึงเขาตลอด ตอนอยู่ปี 2 ปี 3 แม้จะได้เห็นเขาแต่ก็ไม่มีโอกาสเข้าไปคุย คลาดกันจนตนเกือบจะถอดใจอยู่แล้ว

ตุ่นเล่าอย่างดีใจว่า คิดไม่ถึงว่าชายในฝันของตนจะเป็นคนเดียวกับพี่ชายที่แสนดีของดรุณี เธอมองอาทิจอย่างแสนรักจนชายหนุ่มทำตัวไม่ถูก เลยชวนไปเดินชมน้ำตกแก้เขิน

ที่น้ำตกนี่เอง ตุ่นทำอุบายตกน้ำให้อาทิจลงไปช่วย ในสายน้ำที่ใสเย็นนี้ เสื้อผ้าบางเบาที่เปียกแนบเนื้อ ร่างกับร่างสัมผัสกันอย่างแนบชิด ตุ่นอดใจไม่ได้เป็นฝ่ายประคองหน้าอาทิจเข้าไปจูบด้วยอารมณ์ปรารถนาอย่างดูดดื่ม...

ดรุณีตามมาเห็นภาพนั้นอารมณ์ความรู้สึกที่จะมาแก้สถานการณ์ที่กำลังจะสายเกินไปมลายไปในพริบตา เธอประคองร่างที่เหมือนจะสิ้นแรงหันหลังวิ่งเตลิดกลับไป...

ต๊อดเดินตามหาอาทิจมาเจอดรุณีวิ่งเตลิดมาก็รีบหลบ เอะใจว่าเธอต้องไปเจออะไรมาแน่ๆ ย่องไปตามทางที่ดรุณีวิ่งมา แล้วต๊อดก็ตัวชาตะลึงงันกับการจูบกันอย่างดูดดื่มของอาทิจกับตุ่นท่ามกลางสายน้ำใสเย็นของน้ำตก...

ooooooo

เพราะมัววุ่นๆ กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นประจำวันจนดรุณีลืมวันเกิดของตัวเอง น้าแก้วบอกว่าตนเตรียมนัดคนงานที่สนิทๆ กันมาทำกับข้าวเลี้ยงวันเกิดให้แล้ว

ครู่ใหญ่ตุ่นก็กลับมาอย่างเริงร่าแจ่มใสพร้อมอาทิจ ชายหนุ่มเตือนให้ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อเสียเดี๋ยวจะไม่สบาย แล้วทำท่าจะออกไป น้าแก้วถามว่าคืนนี้พวกตนจะกินข้าวฉลองวันเกิดให้ดรุณี อาทิจคงไม่ลืมวันนี้ของเธอใช่ไหม

“ผมจำได้เสมอ ไม่เคยลืม ขอตัวก่อนนะ” อาทิจตอบเรียบๆแล้วเดินออกไป

เมื่อกลับขึ้นไปที่ห้องนอน ตุ่นอวยพรแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้เพื่อนรัก บ่นตัวเองว่ายังไม่มีของขวัญอะไรให้เลย เอาเป็นว่าเดี๋ยวร้องเพลงให้ก็แล้วกันนะ พูดแล้วหยิบอูคูเลเล่ที่วางอยู่บนเตียงติดมือลงไปด้วย

ที่บริเวณลานอเนกประสงค์สำหรับจัดเลี้ยงคนงาน เริ่มมีคนทยอยกันมาเรื่อยๆ เวทางค์มาเจอตุ่นที่กำลังชะเง้อหาอาทิจอยู่ เขารี่เข้าไปหาด้วยความดีใจเหมือนทุกครั้งที่ได้เจอเธอ แต่พอตุ่นเห็นอาทิจเท่านั้น เธอก็ผละจากเวทางค์ไปควงอาทิจทันที

ดรุณีลงมาร่วมงานในชุดสบายๆ แต่ดูเธอสวยงามจนทุกคนในงานมองตะลึง เสียงเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ดังขึ้น ทุกคนร้องอวยพรให้เธอด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ดรุณีขอบคุณทุกคนด้วยความซึ้งใจ

เวทางค์มอบแหวนเพชรวงน่ารักให้เป็นของขวัญวันเกิด สวมให้ที่นิ้วนางข้างขวาแล้วประคองขึ้นหอมอย่างอ่อนโยน อาทิจฝืนยิ้มแล้วปรบมือนำ ทุกคนจึงปรบมือตาม อึ่งหันมาบอกอาทิจว่า

“พี่เวให้ของขวัญแล้ว ทีนี้ก็ตานาย”

อาทิจหยิบแหวนดอกหญ้าขึ้นมาดู แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ ขอเป่าแคนแทนดีกว่า ตุ่นถืออูคูเลเล่เข้ามาขอแจมด้วย

ระหว่างที่อาทิจเป่าแคน และตุ่นเล่นอูคูเลเล่ประสานเสียงกันนั้น เวทางค์ที่นั่งอยู่กับดรุณีแอบเหล่ตุ่นเป็นระยะ อาทิจที่เป่าแคนอยู่ข้างตุ่นก็คอยชำเลืองมองดรุณีบ่อยๆ ตุ่นทั้งร้องทั้งเล่นอูคูเลเล่ก็ปรายตามาทางอาทิจกับดรุณีอย่างจับสังเกต ส่วนดรุณีแอบมองอาทิจแต่พอเขามองมาก็หลบตาทำเป็นหันไปสนใจเวทางค์แทน สายตา 4 คู่เลยพุ่งทแยงกันไปมาน่าเวียนหัว

ooooooo

เลิกงานแล้ว ดรุณีขึ้นไปกราบขอพรจากเถ้ากระดูกของคุณย่าที่ห้อง ขอให้ตนมีจิตใจสงบและเข้มแข็ง ขอให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี และขอให้อาทิจมีความสุขกับตุ่น

อาทิจเข้ามาได้ยิน เขาขอบคุณที่เธอยังนึกถึง บอกดรุณีว่า นาทีนี้ตนเข้าใจแล้วว่าเธออยากให้ตนลงเอยกับตุ่นมากแค่ไหน ดรุณีไม่คุยเรื่องนี้ ถามเลี่ยงไปว่าทุกคน กลับไปหมดแล้วใช่ไหม คืนนี้เขาจะค้างที่นี่หรือ

“พี่ขึ้นมาส่งคุณตุ่น แล้วจะไปนอนบ้านพักคนงาน” บอกแล้วเหมือนไม่มีอะไรจะพูดอีกเลยอวยพร “หลับฝันดีนะ” แล้วผละไปเลย

แต่พอลงมาข้างล่างก็เจอตุ่นมาดักรออยู่ เธอแสดงความรักความจริงใจและจริงจังกับเขา อาทิจถามว่าเธอจะยอมรับคนอย่างตนที่ไม่ใช่ผู้ชายที่ดีและมีทุกอย่างพร้อมไม่ว่าจะฐานะ เรื่องส่วนตัว ภาระต่อครอบครัวได้หรือ ตุ่นตอบโดยไม่ต้องคิดว่าตนรับได้ ให้คำยืนยันว่าเราจะสร้างครอบครัวด้วยกัน ทำให้อาทิจถึงกับอึ้ง ตอบได้เพียงสั้นๆ ว่า “ครับ” เท่านั้น

น้าแก้วซุ่มดูอยู่ทนไม่ไหวเดินออกมาถามอาทิจว่ายังไม่กลับหรือ พวกสามเกลอรอกลับบ้านด้วยกันอยู่ อาทิจจึงบอกตุ่น “พรุ่งนี้เจอกันครับ” แล้วผละไปด้วยความรู้สึกโล่งใจที่ไม่ต้องตอบคำถามยากๆ จากเธออีก

กลับถึงห้องนอน ตุ่นเล่าให้ดรุณีฟังถึงการคุยกับอาทิจเมื่อครู่นี้ เธอฝันไปไกลถึงขั้นอยากสร้างครอบครัวกับเขามีลูกกับเขา เธอพร่ำเพ้อจนดรุณีแสดงความยินดีด้วยกับความรักที่กำลังหวานฉ่ำของเพื่อน ทั้งที่ในหัวใจตัวเองแห้งแล้งจนบอกไม่ถูก

ooooooo

น้าแก้วเห็นความสนิทสนมกันของตุ่นกับอาทิจ ที่พัฒนาลึกซึ้งขึ้นทุกที และดรุณีก็เศร้าสร้อยหงอยเหงาลงทุกที ก็ทนไม่ได้ บอกตัวเองว่าต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว

เช้าวันต่อมา น้าแก้วเห็นดรุณีกำลังเตรียมผลไม้ทำของหวานอยู่ในครัว จึงเดินเข้าไปถามว่าตุ่นอยู่ไหน ดรุณีบอกว่าอยู่กับแฟนเขา น้าแก้วทนไม่ได้ถามว่าตกลงเธออยากให้ตุ่นแต่งงานกับอาทิจจริงๆ หรือ ดรุณีบอกว่าไม่ใช่แค่อยาก ตอนนี้กำลังเชียร์ว่าเมื่อไหร่ทั้งคู่จะแต่งงานกัน

“ไม่ได้นะคะคุณณี คุณย่าท่านสั่งน้าแก้วเอาไว้ก่อนที่ท่านจะเสีย ท่านอยากให้คุณณีกับคุณอาทิจแต่งงานกัน”

“ตกลงคุณย่าสั่งไว้ยังไงกันแน่คะ คุณป้าวิไลบอกอย่างน้าแก้วบอกอีกอย่าง” แล้วเธอก็ตัดบทว่า “คุณย่าจะสั่งไว้ยังไงมันก็ไม่สำคัญเท่ากับใจพี่อาทิจหรอกค่ะ พี่อาทิจรักยายตุ่นไม่ใช่ณี เราจะไปบังคับเขาได้ยังไง”

น้าแก้วพยายามกล่อมดรุณี เธอบอกน้าแก้วว่าเราอย่าฝืนทำอะไรขัดกับความจริงที่มันเป็นอยู่เลย น้าแก้วเปรยอย่างมุ่งมั่นว่า บางครั้งคนเราก็ต้องฝืนทำอะไรเพื่อสิ่งที่มันควรจะเป็น

ooooooo

สายวันนี้ อาทิจกับตุ่นไปเก็บสตรอเบอร์รี่ที่แปลง ตุ่นเห็นแหวนดอกหญ้าที่นิ้วอาทิจ พอรู้ว่าเขาสานเองก็ตื่นเต้นอยากได้ อาทิจจึงถอดสวมให้ เธอยิ้มอย่างมีความสุขบอกว่า ตนถือว่านี่เป็นแหวนหมั้นของเรา

“ตุ่นรักพี่อาทิจที่สุดในโลกเลยค่ะ” ตุ่นโผเข้ากอดอาทิจไว้เต็มตัว

“ขอบคุณนะครับที่รักผู้ชายธรรมดาๆ อย่างผม” อาทิจกอดตอบด้วยความรู้สึกดีๆ และพร้อมจะมีครอบครัวกับผู้หญิงที่รักเขาและเขาก็กำลังเริ่มรักเธอ...

เมื่อไปเจอดรุณีที่สวนส้ม ตุ่นกรีดนิ้วอวดแหวนดอกหญ้าบอกว่า นี่คือแหวนที่อาทิจหมั้นตนไว้ก่อน

“ไหน ใครจะหมั้นใคร หา!!” เสียงทองประศรี

แหวขึ้น พรวดออกมาจ้องหน้าตุ่นราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แล้วประกาศตัวว่าเป็นเมียของอาทิจ มีลูกด้วยกันคือตะวัน ด่าตุ่นว่าหน้าตาก็ดีฐานะก็ดียังมาแย่งผัวชาวบ้านอย่างตน

ตุ่นตกใจถามดรุณีว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร ดรุณีพยายามกันทองประศรีออกไป บอกตุ่นว่าอย่าไปฟัง แต่ทองประศรีก็ยังอาละวาดแว้ดใส่ดรุณีหาว่าพาเพื่อนมาแย่งผัวตน อาทิจพรวดเข้ามาตวาดใส่ทองประศรีให้ออกไปเดี๋ยวนี้

ตุ่นที่กำลังฝันหวานถึงอนาคตที่จะแต่งงานกับอาทิจ ถูกทองประศรีด่าประจานก็หน้าซีดเผือดเหมือนถูกฟ้าผ่าลงมาตรงหน้า เธอวิ่งเตลิดไปอย่างสติแตก ส่วนทองประศรี เกือบถูกอาทิจจับโยนทิ้งก็รีบวิ่งหนีเอาตัวรอด อาทิจจึงวิ่งตามตุ่นไปท่ามกลางความตกใจ งงงัน ของทุกคน

ooooooo

ทองประศรีทำงานเสร็จก็ไปรับค่าจ้างจากน้าแก้ว บอกน้าแก้วว่าตนไม่ขอรับค่าจ้างเพราะทำแค่นี้ก็ยังตอบแทนบุญคุณคุณย่าได้ไม่เท่าขี้เล็บ แต่ขอว่าอย่าให้ตนทำแบบนี้อีก ตนสงสารอาทิจที่เสียใจมาก และที่สำคัญคือมันไม่ใช่เรื่องจริง

ทั้งดรุณีและอาทิจไปเคาะประตูเรียกตุ่นเท่าไรก็ไม่ยอมเปิด เธอขังตัวเองร้องไห้กับความฝันที่พังทลายไม่มีชิ้นดี สุดท้ายเธอตัดสินใจหนีกลับกรุงเทพฯโดยขอให้น้าแก้วช่วยหาคนไปส่งตนที่สนามบินเดี๋ยวนี้เลย

น้าแก้วทำหน้าตกใจ แต่แอบดีใจที่แผนการของตนสำเร็จแล้ว

ตกเย็น ดรุณีจะขึ้นไปตามตุ่นลงมากินข้าว น้าแก้วทำเป็นแปลกใจบอกว่าตุ่นไปแล้วไม่ใช่หรือ เห็นหิ้วกระเป๋าออกไปทางหลังบ้าน เจอกันก็ขอให้ช่วยไปส่งที่สนามบิน ตนเลย ให้อั๋นเอารถไปส่งเมื่อครู่นี้เอง นึกว่าดรุณีรู้แล้วเสียอีก

ทั้งดรุณีและอาทิจรีบออกไปทันที น้าแก้วตกใจตะโกนบอกว่าไม่ใช่ไปเมื่อครู่นี้แต่ไปนานแล้ว แต่ไม่มีใครฟังเลยยกมือท่วมหัวภาวนาให้คุณย่าช่วยอย่าให้สองคนนี้ตามทันเลย

อาทิจกับดรุณีปั่นจักรยานสุดแรงตามกันไปจนถึงปลายเนิน อาทิจทิ้งจักรยานวิ่งขึ้นเนินไปดรุณีทำตามวิ่งกันขึ้นไปจนถึงยอดเนิน มองไปเห็นรถจากสวนคุณย่าแล่นอยู่ที่ถนนบนเขาอีกลูกหนึ่งกำลังขับผ่านไป อาทิจป้องปากตะโกนสุดเสียง

“คุณตุ่นนนน!!!!!”

ดรุณีมองอาทิจอย่างสงสารจับใจ...

ในยามทดท้อหมดกำลังใจเช่นนี้ อาทิจขึ้นไปหาคุณย่าที่เนินฝังเถ้ากระดูก รำพึงกับคุณย่าอย่างเจ็บปวดว่า

“คุณย่าเคยบอกผมว่า ความรักเป็นความรู้สึกที่บริสุทธิ์และงดงามที่สุดที่มนุษย์มีให้กันใช่ไหมครับ...ทำไมความรู้สึกที่บริสุทธิ์และงดงามถึงทำให้เราเจ็บปวดได้ขนาดนี้ คุณย่าช่วยให้ผมเข้มแข็งด้วยนะครับ”

“เราไปตามยายตุ่นกันเถอะค่ะ” ดรุณีเข้ามาข้างหลังเขา อาทิจหันมองแล้วส่ายหน้า บอกดรุณีว่า

“ไม่ดีกว่าน้องณี ถ้าคุณตุ่นรับตัวตนของพี่ไม่ได้วันนี้ พรุ่งนี้ หรือวันไหนๆ เขาก็คงรับไม่ได้อยู่ดี”

ดรุณีบอกว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะตุ่นเข้าใจผิด อาทิจ ก็ยังไม่แน่ใจว่าถ้าตุ่นยอมฟังตนแล้วไม่จากไปแบบนี้ อาทิจบอกว่าตนเลือกที่จะอยู่อย่างเจ็บปวดดีกว่าไปสร้างความรำคาญให้ใคร ดรุณีได้แต่นั่งลงข้างๆ เขาจับมือเขาไว้อย่างให้กำลังใจ

ooooooo

รุ่งขึ้นเกร็งกับสามเกลอไปทำงานที่สวนส้ม ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันว่าอาทิจคงไม่มากระมัง คงไปนั่งอกกลัดหนองอยู่ที่ไหนสักที่เป็นแน่

“งานมีตั้งเยอะแยะ มารวมตัวกันทำอะไรอยู่นี่” เสียงอาทิจถามขึ้น ทุกคนหันมองทั้งแปลกใจทั้งดีใจ ต๊อดบอกว่านึกว่านายจะไม่มาแล้ว “ทำไม...ความรู้สึกของฉัน ไม่สำคัญเท่ากับความรับผิดชอบ ถ้าไม่ล้มหมอนนอนเสื่อหรือใกล้ตาย ฉันไม่มีวันหยุดงาน ฉันไม่หยุด นั่นก็หมาย ความว่าพวกนายก็หยุดไม่ได้เหมือนกัน แยกย้ายกันไปทำงานได้แล้ว”

สามเกลอกับเกร็งรีบลงมือเก็บส้ม ส่วนอาทิจแยกไปเก็บส้มอีกมุมหนึ่ง น้าแก้วเดินไปคุยด้วยอย่างรู้สึกผิด

“น้าแก้วดีใจนะคะที่คุณอาทิจไม่เสียใจจนกระทั่งทำอะไรไม่ได้”

“เสียใจก็เสียใจครับน้าแก้ว แต่ชีวิตมันต้องดำเนินต่อไป ผมจะเอาปัญหาของผมคนเดียวมาทำให้เป็นปัญหาของพวกเราทุกคนได้ยังไง เรื่องคุณตุ่น...ผมก็ได้แต่หวังว่าเขาจะยอมรับฟังและเข้าใจผมสักวัน”

พูดแล้วอาทิจทำงานต่อ ดรุณีที่ยืนฟังอยู่ใกล้ๆ มองเขาอย่างครุ่นคิด เมื่อโทรศัพท์ไปหาก็ไม่รับสาย เธอจึงตัดสินใจไปหาตุ่นที่คอนโดฯ เล่าความจริงทั้งหมดของอาทิจกับทองประศรีให้ฟัง

ตุ่นยอมรับว่าเมื่อเกิดเรื่องใหม่ๆ ตนโกรธอาทิจมาก แต่เมื่อตั้งสติได้จึงรู้ว่าตนไม่ได้โกรธดรุณีและอาทิจ แต่สมเพชตัวเองต่างหาก ดรุณีทำหน้างงบอกว่าไม่เข้าใจ ตุ่นจึงเล่าเรื่องของครอบครัวตัวเองให้ฟังว่า

“พ่อแม่ตุ่นแยกทางกันตั้งแต่ตุ่นยังเด็ก ตุ่นจำวันที่ พ่อจากไปกับผู้หญิงคนใหม่ของพ่อได้ติดตา ตุ่นจำได้ว่า ตุ่นร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหล แล้วตุ่นก็บอกตัวเองตั้งแต่วันนั้นว่า ตุ่นจะไม่ทำอย่างพ่อ ชาตินี้ตุ่นจะไม่มีวันพรากลูกพรากพ่อจากใครเป็นอันขาด แต่สุดท้าย...ตุ่นก็เดินตามรอยพ่อจนได้...”

ตุ่นอยากฟังความจริงจากปากอาทิจเอง แต่เธอจะไม่ขึ้นไปหาเขา บอกว่าถ้าอาทิจรักตนจริงต้องลงมาหาตนที่นี่

“ได้จ้ะ ณีจะบอกพี่อาทิจให้ พี่อาทิจต้องดีใจที่สุดเลยล่ะ” ดรุณียิ้มอย่างโล่งใจ

ดรุณีกลับถึงบ้านเป็นเวลาอาหารเย็นพอดี อาทิจ รอกินข้าวอยู่ เธอเดินยิ้มกริ่มเข้าไปบอกว่าวันนี้ตนไปหาตุ่นมา ไปอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้ตุ่นฟัง ตุ่นเข้าใจและใจอ่อน เพียงแต่อาทิจต้องไปง้อหน่อยเท่านั้น พลางเอารูปที่ตุ่นฝากมาให้อาทิจ หยอกเขาว่า “เอาไปกอดให้ชื่นใจก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยไปกอดตัวจริงเองเลย เพราะณีนัดตุ่นไว้แล้ว เร็วทันใจดีไหมคะ”

ooooooo

พรุ่งนี้จะเดินทางไปพบตุ่นแล้ว อาทิจไปเดินเล่นในสวนส้มแล้วถูกงูเห่ากัด เขาร้องเรียกดรุณี เธอวิ่งไปดูพอรู้ว่าถูกงูเห่ากัดก็รีบเอาผ้ารัดไว้เหนือแผล ใช้ปากดูดพิษงู และพยายามไม่ให้เขาหลับ น้าแก้วบอกจิ๋วแจ๋วให้รีบไปเรียกเกร็งมาดู

ขณะน้าแก้วจะเข้าไปช่วยดรุณีพยุงอาทิจกลับเข้าบ้านนั่นเอง เห็นรูปตุ่นตกอยู่จึงหยิบเหน็บเอวไว้

เกร็งมีบทเรียนในการรักษาคนถูกงูเห่ากัดและมียาสำรองไว้พร้อมอยู่แล้ว มาให้ยาอาทิจแล้วบอกน้าแก้ว ว่าพรุ่งนี้ก็ลุกขึ้นมาเดินปร๋อได้แล้ว น้าแก้วฮึดฮัดไม่อยากให้หายเร็วอาทิจจะได้ไปหาตุ่นไม่ได้ตามนัด

ส่วนดรุณีดีใจที่อาทิจไม่เป็นอะไร อาทิจยิ้มซีดๆ บอกเธอว่า

“พี่คิดว่าพี่ไม่รอดแล้ว...ขอบคุณน้องณีมากนะ น้องณีอยู่เคียงข้างตอนพี่ป่วยทุกครั้ง ครั้งที่แล้วก็ตอนไม่สบายเป็นไข้ป่า แล้วครั้งนี้ก็มาโดนงูกัดอีก”

ความห่วงใยและดูแลอย่างดีกระทั่งเสี่ยงชีวิตดูดพิษงูให้อาทิจของดรุณี ทำให้เขายิ่งรู้สึกซึ้งในน้ำใจของเธอ รู้สึกปลอดภัย มีความสุขเมื่อได้อยู่ใกล้เธอ จนกระทั่ง... ลืมสนิทว่า พรุ่งนี้นัดกับใครไว้...

ooooooo

รุ่งขึ้น พออาทิจลืมตาตื่นเห็นแดดส่องสว่างจ้าแล้ว เขาตกใจลุกขึ้นรีบไปเข้าห้องน้ำเจ็บขาจนเซ ดรุณีรีบเข้าประคอง แต่รับน้ำหนักไม่ไหวจนอาทิจเซหน้าเกือบชนกัน ต่างมองกันนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น

น้าแก้วยกข้าวต้มขึ้นมาพอดี ทั้งสองรีบผละจากกัน น้าแก้วนึกโมโหตัวเองว่าไม่น่าขึ้นมาขัดจังหวะเลย เมื่อวางข้าวต้มแล้วน้าแก้วนึกได้เอารูปตุ่นมาขยำจนยับยู่ยี่ แล้วเอาไปให้อาทิจดูบอกว่าไม่รู้ทำไมเป็นแบบนี้

ดรุณีรู้ทันน้าแก้ว เลยพูดให้เจ็บใจว่า ไม่เป็นไรเดี๋ยวก็ได้ไปเจอไปกอดตัวจริงกันแล้ว เลยถูกน้าแก้วแอบค้อนเคืองๆ

เสร็จจากดูแลอาทิจแล้ว ดรุณีไปที่โรงงานแว็กซ์ส้ม พอมีเวลาก็โทร.บอกตุ่นว่าอาทิจถูกงูกัดวันนี้มาหาไม่ได้ ตุ่นตกใจเป็นห่วงอาทิจจึงจะเดินทางมาดูแลเขาเอง พอดีเวทางค์มา เธอจึงวานให้ขับรถไปส่งที่สนามบิน เวทางค์ขับไม่ทันใจก็ขอขับเอง เอื้อมมือจะจับพวงมาลัย พอดีมีรถมอเตอร์ไซค์โผล่พรวดออกจากซอย เวทางค์เบรกอย่างแรงทำให้ตุ่นเสียหลักได้รับบาดเจ็บที่ข้อมือ แทนที่จะได้เดินทางไปสนามบินเลยต้องเข้าโรงพยาบาลแทน

ส่วนอาทิจรู้สึกมีความสุขและสบายใจที่ได้อยู่ใกล้ชิดดรุณี ได้รับการดูแลด้วยความห่วงใยจากเธอ อาการอ้อนที่ไม่เคยมีและทำไม่เป็นก็เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เมื่อดรุณีตักกับข้าวให้กิน ก็อ้อนว่า

“น้องณีกินเป็นเพื่อนพี่นะจ๊ะ”

ดรุณีจึงนั่งกินเป็นเพื่อน บอกว่าตนโทร.บอกตุ่นเรื่อง เขาถูกงูกัดแล้ว ตุ่นจะรีบขึ้นมาดูแลเขาเอง พูดหยอกว่า

“รับรองค่ะ ว่ายายตุ่นทำให้พี่อาทิจหายวันหายคืนแน่ๆ”

“คนอื่นอาจจะช่วยให้พี่หายเร็ว แต่คนที่ทำให้พี่อยากมีชีวิตรอด ไม่ยอมตายไปกับพิษงูเมื่อคืนนี้คือน้องณี... น้องรู้ไหมว่าสิ่งที่น้องณีทำเพื่อพี่ มีค่ามากแค่ไหน มันทำให้พี่อยากมีลมหายใจเพื่อตื่นมาอยู่กับน้องณีทุกวัน...”

อาทิจทั้งอ้อนทั้งหวานเสียจนดรุณีเขินหัวใจแทบละลายอยู่ตรงนั้น

สามเกลอแอบดูอยู่ ต่างทำท่าพะอืดพะอมจะอ้วกกับความหวานของอาทิจ อาทิจรู้ทันกับเสียงประหลาดนั้นแต่ทำเฉยอยู่ จนน้าแก้วเอาน้ำร้อนมาให้ผสมน้ำเย็นเช็ดตัว อาทิจขอน้ำร้อนจากน้าแก้วเอาไปสาดตรงหน้าต่าง มีเสียงประหลาดๆร้องลั่น น้าแก้วตกใจบอกว่าเสียงเหมือนคนร้อง อาทิจพูดหน้าตาเฉยว่า

“ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมนั่งแถวนี้แล้วรู้สึกคันๆ ก็เลยลองเอาน้ำร้อนฆ่าเชื้อสักหน่อย อาจจะเป็นพวกเห็บพวกหมัด”

น้าแก้วกับดรุณีมองหน้ากันงงๆ  ส่วนอาทิจเหลือบมองออกไปข้างนอก เห็นสามเกลอวิ่งหนีกันขาขวิดก็อดขำไม่ได้

ooooooo

ระหว่างที่ตุ่นเข้าโรงพยาบาลนั้น เวทางค์ดูแล เธออย่างใกล้ชิด น่าแปลกที่คนอย่างเขายอมให้ตุ่นเหวี่ยงวีนได้อย่างไม่น่าเชื่อ จนวิยะดาที่มาเยี่ยมตุ่นเห็นแล้วนึกในใจว่า ช่างเป็นคู่กัดที่สมน้ำสมเนื้อกันจริงๆ

ทั้งคู่โต้เถียงกันได้ทุกเรื่องแม้แต่อาการคัน เมื่อตุ่นบอกว่าคัน เวทางค์ก็เกาให้ เธอโวยวายว่าเกาไม่ถูกที่คัน จนวิยะดาต้องลุกขึ้นมาหย่าศึก เอาธรรมะมาเตือนใจว่า

“เอาล่ะค่ะ อย่าเถียงกันเลยนะคะ พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรามีสติอยู่กับปัจจุบัน คุณตุ่นคันก็ลองเอาใจจดจ่ออยู่กับอาการคัน แล้วท่องคันหนอ...คันหนอ...ในใจดูไหมคะ”

ตุ่นพยายามตั้งสติ ทำตามคำแนะนำของวิยะดา วิยะดาให้กำลังใจว่า ฝึกไปนานๆ เราก็จะชิน ดูอย่างตนสิตอนนี้ตัดรัก โลภ โกรธ หลงไปได้เยอะเลย

ทันใดนั้นโทรศัพท์มือถือเธอดังขึ้น วิยะดาดูหน้าจอเห็นชื่อรุจน์ก็ตาโตตื่นเต้นร้องทักเสียงอ่อนหวาน

“สวัสดีค่ะคุณรุจน์ ว่างค่ะ...วันที่เท่าไหร่ วัดอะไรอยู่ที่ไหนคะ ค่ะ...ได้ค่า...ขอบคุณนะคะที่นึกถึงวิ แล้วเจอกันค่ะ”

พอกดปิดโทรศัพท์ วิยะดาก็เลิกประดิษฐ์ท่าประดิษฐ์เสียง แผดร้องกรี๊ด พล่ามเหมือนสติแตก...

“กรี๊ดดดด คุณรุจน์โทร.มาชวนวิไปปฏิบัติธรรม อ๊ายยยย...เดี๋ยววิต้องกลับไปเซตชุดนั่งสมาธิ ชุดเดินจงกรมก่อนนะพี่เว” แล้วหันไปพูดกับตุ่น “คุณตุ่นอย่ายอมกับกิเลสและสังขารของเรานะคะ กำหนดลมหายใจและ

ตั้งสติให้ดีเท่านั้นค่ะ กรี๊ดดดด...อ๊ายยยยย จะได้เจอกันแล้ว วิไปก่อนนะคะ”

ทั้งเวทางค์และตุ่นมองวิยะดาตาค้าง กับอาการดี๊ด๊าที่เต็มไปด้วยกิเลสของเธอ

ooooooo

อาทิจยังเดินไม่ถนัด แต่ก็รั้นจะไปสวนกับดรุณีให้ได้ พอเธอไม่ให้ไป ก็อ้อนว่าคันแผล ดรุณีถอนผมตัวเองออกมาจับปลายสองข้างแล้วกลิ้งไปมาที่แผลให้หายคัน

ความใกล้ชิดทำให้อาทิจมองหน้าดรุณีไม่วางตา จนเธอรู้สึกตัว พอสบตาเขาเธอก็รีบหลบ และเตรียมตัวไปแปลงกะหล่ำปลี อาทิจตามไปจนได้ ไปถึงก็ลงมือช่วยทำงาน จนดรุณีต้องเรียกต๊อดให้มาพาไปนั่งพักเสีย

สามเกลอจับตาดูอาทิจอยู่ เห็นเขาอ้อนผิดคิวก็พากันขำ อึ่งปากไวแซวว่า

“แสดงให้เนียนหน่อย งูกัดขาซ้ายไม่ใช่หรือ ทำไม กะเผลกขวาล่ะ”

“ทำไมล่ะ กัดซ้ายแต่ระบมถึงขวาเว้ย มีปัญหาอะไรไหม” อาทิจตะแบงแก้เกี้ยวแล้วเดินกะเผลกไปนั่งที่กระท่อม

เมื่อย้ายไปเก็บสตรอเบอร์รี่ อาทิจก็ช่วยเก็บอีก ดรุณีบ่นว่าทำไมไม่อยู่รอตุ่นที่บ้านก็ไม่รู้

“ก็พี่อยากอยู่กับน้องณีมากกว่านี่” อาทิจหลุดออกไป พอดรุณีมองขวับ เขาแก้เก้อว่า “เออ...คือ พี่อยากทำงาน”

แล้วต่างก็เก็บสตรอเบอร์รี่ไปเขินกันไป จนได้เวลาเลิกงานกลับบ้าน ดรุณีประคองอาทิจเข้าบ้านบอกให้เขารีบไปอาบน้ำก่อนเดี๋ยวตุ่นคงมาแล้ว อาทิจเกี่ยงให้เธออาบก่อนเพราะตนอาบเร็ว

ปรากฏว่าดรุณีเข้าไปอาบน้ำสระผม เธอเป็นลมคาห้องน้ำเพราะไปตากแดดมาทั้งวัน เจอน้ำเย็นๆ เข้าร่างกายปรับไม่ทันทำให้หน้ามืดเป็นลมล้มโครม

อาทิจได้ยินเสียงล้มรีบเข้าไปดู เห็นเธอนอนเปียกชุ่มอยู่ที่พื้น ฝักบัวยังเปิดอยู่ เขารีบปิดฝักบัวแล้วเอาผ้าขนหนูห่อตัวอุ้มออกไปวางที่ห้องนอนของเธอ

ครู่หนึ่ง เธอเพ้อ “หนาว...คุณย่า...หนาว...” อาทิจหยิบผ้านวมห่มให้อีกชั้น กระนั้นเธอก็ยังเพ้อ “ณีหนาว...หนาวเหลือเกิน...พี่อาทิจ...” อาทิจจับมือเธอบีบแน่น เอามือถูมือเธอให้อุ่นด้วยความห่วงใย...

ooooooo

เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมา ดรุณีถามน้าแก้วที่เฝ้าอยู่ว่าตนเป็นอะไร

“ก็เป็นลมน่ะสิคะ เห็นคุณอาทิจบอกว่าทำงานตากแดดทั้งวัน พอมาสระผม มาเจอน้ำเย็นๆเข้า ร่างกายมันช็อกปรับตัวไม่ทันน่ะค่ะ”

พอดรุณีทบทวนเหตุการณ์ ก็ตกใจถามน้าแก้วว่าอาทิจอุ้มตนออกมาทั้งที่ตัวเปียกอย่างนั้นหรือ แล้วเสื้อผ้าล่ะ!?

พอรู้ว่าอาทิจเป็นคนจัดการให้ทั้งหมด ดรุณีทำหน้าอยากร้องไห้ถามว่าทำไมน้าแก้วไม่มาทำให้

“น้าแก้วอยู่เสียที่ไหนคะ พอคุณณีกับคุณอาทิจ

กลับเข้ามา น้าแก้วก็ออกไปทำข้าวเย็นให้คนงานที่โรงครัวนู่นน่ะค่ะ แล้วคุณอาทิจจะปล่อยให้คุณณีนอนตัวเปียกอยู่อย่างนั้นได้ยังไง พี่เขาเปลี่ยนให้มันก็ถูกแล้วนี่คะ ทีตอนพี่เขาป่วย คุณณียังทำได้เลย”

“มันไม่เหมือนกัน... โอ๊ยยยย แล้วถ้าหนูเจอหน้าพี่อาทิจหนูจะทำหน้ายังไงเนี่ย” ดรุณีทำหน้าอยากร้องไห้

น้าแก้วบอกว่าใจเย็นๆยังพอมีเวลาคิดอยู่ แต่ไม่ทันสิ้นเสียงของน้าแก้ว เสียงอาทิจก็เรียกดรุณีแทรกเข้ามา เธอตกใจรีบล้มตัวลงนอนหลับตาปี๋ อาทิจโผล่เข้ามาในห้องพอดี

“น้องณีเป็นยังไงบ้างครับน้าแก้ว” น้าแก้วบอกว่าฟื้นแล้วและหลับไปอีกแล้ว “ถ้างั้น ผมฝากน้าแก้วดูให้น้องณีนอนพักเยอะๆนะครับ” พูดแล้วเดินออกไปเลย น้าแก้วหันมองดรุณีบอกขำๆว่า

“ไม่ต้องข่มตาแล้ว ขนตากระเพื่อมเป็นเกลียวคลื่นเชียว คุณอาทิจไปแล้วค่ะ”

ดรุณีค่อยๆลืมตาขึ้นทีละข้าง พอแน่ใจว่าอาทิจไม่อยู่จริงๆแล้วจึงถอนใจโล่งอก

ooooooo

ที่บ้านพักผู้ว่าฯ วิยะดากลับเข้ามาในชุดสีขาวแต่หัวจดเท้า วิไลลักษณ์ปรี่เข้ามาถามว่าแล้วเวทางค์ล่ะ วิยะดาบอกว่าไม่รู้เพราะตนไปนั่งสมาธิมา

วิไลลักษณ์ซักไซ้จนรู้ว่าเวทางค์ไปกรุงเทพฯ ประสบอุบัติเหตุทางรถ ตัวเวทางค์เองไม่เป็นไรแต่คนที่นั่งข้างๆมือบวม นิ้วเดี้ยง

“ตาเวพาใครไปเจ็บหา ยายวิ” พอวิยะดาบอกว่าชื่อตุ่นเป็นเพื่อนสนิทดรุณีเท่านั้น วิไลลักษณ์ก็ตาลุกถามว่า “ตาเวไปสนิทสนมกับแม่นั่นตั้งแต่เมื่อไหร่ ไหน เล่ามาเดี๋ยวนี้นะ”

“เขาก็รู้จักกันตั้งแต่ยายณียังเรียนอยู่นั่นล่ะค่ะคุณแม่ แต่วิว่าตอนนี้ความสนิทมันน่าจะพรั่งพรูกว่าเดิมเยอะ”

“ก็ไหนตาเวเคยบอกว่าแม่นั่นปิ๊งนายอาทิจ

ไม่ใช่เหรอ แล้วยังไง...คิดจะเปลี่ยนมาจับตาเวงั้นเหรอ”

“วิว่าเขาคงไม่ได้คิดจะจับพี่เวหรอกค่ะ พี่เวน่าจะเป็นฝ่ายจับเขามากกว่า”

“ไม่ได้นะ แม่ไม่ยอม! ตาเวต้องแต่งงานกับยายณีเท่านั้น เป็นไงเป็นกัน!!!” วิไลลักษณ์เต้นเป็นเจ้าเข้า

ประเวทย์กับวิยะดาหันสบตาอย่างรู้กันว่า เป็นเรื่องแน่...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"อาเล็ก" บุกทวงคืนร่าง “กระทิง” ไม่ยอมเปิดศึกวางมวย ใน “แค้นรักสลับชะตา”

"อาเล็ก" บุกทวงคืนร่าง “กระทิง” ไม่ยอมเปิดศึกวางมวย ใน “แค้นรักสลับชะตา”
19 มิ.ย 2564

10:25 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564 เวลา 18:14 น.