ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ธรณีนี่นี้ใครครอง

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

เพราะไข้เพิ่งลด ดรุณีรู้สึกหิวน้ำจึงลุกย่องไปที่ห้องครัวเพื่อเอาน้ำดื่ม น้าแก้วยังไม่นอนมาเห็นเข้าถามว่ามาทำอะไรหรือ พอรู้ว่ามาหาน้ำดื่ม น้าแก้วบ่นว่าทำไมไม่เรียกตน

ดรุณีรีบบอกว่าตนไม่ได้เป็นอะไรมากแค่มึนหัวนิดเดียว กินยาก็หายแล้ว ถามว่าอาทิจยังไม่กลับอีกหรือ น้าแก้วหยอกว่าคิดถึงหรือ เธอบอกหน้างอนๆว่า

“หนูอายต่างหาก ยังไม่อยากเจอไม่อยากสบตา หนูอาย” น้าแก้วบอกว่าสามเกลอเพิ่งลงจากไร่ข้าวโพดบอกว่าแมลงลง อาทิจเลยไปดูยังไม่กลับ

พูดแล้วน้าแก้วเดินเข้าไปในห้องครัว ดรุณียืนพิงขอบประตูรำพึงความในใจ เพราะนึกว่าน้าแก้วยังยืนอยู่ตรงนั้น

“หนูเห็นใจพี่อาทิจจริงๆ โตกว่าหนูแค่ไม่กี่ปี แต่ต้องรับผิดชอบแผ่นดินทุกตารางนิ้วแทนคุณย่าอยู่

คนเดียว ไหนจะดูแลคนงานเป็นร้อยๆอีก หนูเหนื่อยแทนจริงๆ ถ้ามีทางไหนที่หนูพอจะแบ่งเบาภาระได้หนูก็อยากทำ หนูอยากช่วยพี่อาทิจไปตลอดชีวิต”

“จริงนะ” เสียงอาทิจดังขึ้น ดรุณีตกใจหันมอง ตาสบกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อาทิจย้ำถามอีก “จะอยู่ช่วยพี่ไปตลอดชีวิต สัญญานะ”

“สัญญาค่ะ แต่พี่อาทิจก็ต้องสัญญานะว่าจะให้ณีช่วยไปตลอดชีวิต แม้ว่าพี่อาทิจจะมียายตุ่นเคียงข้างแล้วก็ตาม”

“สัญญาจ๊ะ สัญญานี้เป็นสัญญาระหว่างเราสองคน พี่กับน้องณี ไม่เกี่ยวกับใคร ตกลงไหม” พูดพลางยื่นนิ้วก้อยออกไป ดรุณียื่นก้อยตัวเองมาเกี่ยวตอบตกลงเขินๆ

จากนั้น ดรุณีบอกอาทิจว่าพรุ่งนี้จะโทร.ถามตุ่นว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงยังไม่ขึ้นมา อาทิจได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ

ooooooo

วิไลลักษณ์ไปถึงโรงพยาบาลได้เร็วทันใจ ไปเจอเวทางค์เฝ้าตุ่นจนฟุบหลับไปข้างเตียง เขาสะดุ้งตื่นกับการมาอย่างกับพายุบุแคมของแม่ วิไลลักษณ์สั่งทันทีว่า เขาต้องขึ้นไปหาดรุณีพรุ่งนี้ด้วยกันเพื่อหาฤกษ์หมั้นฤกษ์แต่ง ไม่ใช่มาเสียเวลาอยู่อย่างนี้

ตุ่นฮึดขึ้นมาลุกพรวดบอกว่าตนก็เสียเวลาเสียโอกาสเหมือนกัน เธอตัดสินใจออกจากโรงพยาบาลเดี๋ยวนั้นเลย บอกว่าจะไปหาอาทิจ

วิยะดารีบอาสาจะจองตั๋วเครื่องบินให้ แต่ก่อนไปขอถามสักนิดว่า จะไปหาคำตอบที่ทั้งเวทางค์และตุ่นก็รู้ดีอยู่แล้วหรือ เวทางค์ถามว่าเรื่องอะไร

“อ้าว...ก็ถ้าตาไม่บอดก็ต้องเห็นนะว่า พี่อาทิจกับยายณีเขารู้สึกยังไงต่อกัน วิไม่ได้ไปที่นั่นบ่อยเท่า

พี่เว วิยังสังเกตเห็นเลย นอกจากคนหูหนวกตาบอดเท่านั้นแหละที่จะไม่เห็นอะไร”

ตุ่นอ้างว่าดรุณีบอกตนแล้วว่า เธอกับอาทิจเป็นแค่พี่น้องกัน วิยะดาหัวเราะพูดอย่างรู้ทันว่าตุ่นเองก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่จริง แต่แล้วก็ตัดบทอย่างคร้านที่จะโต้เถียงเรื่องนี้กันอีกว่า

“เอาเถอะ...จะรู้มาก่อนหรือไม่รู้ก็ไม่สำคัญ เพราะตอนนี้คุณตุ่นก็รู้จากปากวิแล้ว เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องของคุณตุ่นกับพี่เวที่ต้องคิดให้ดี จริงๆแล้วเรื่องนี้มันจบง่าย เพียงแต่เปิดใจยอมรับความจริงให้ได้เท่านั้นเอง”

“ตุ่นรู้แล้ว แต่ตุ่นแน่ใจว่าพี่อาทิจรักและเลือกที่จะอยู่กับตุ่น” ตุ่นยังตะแบงไปจนได้

วิยะดามองตุ่นอย่างเอือมระอาคิดในใจว่า ว่าที่พี่สะใภ้ของตนคนนี้แรงไม่แพ้แม่เลย

ooooooo

เพียงตกเย็น ตุ่นก็มาถึงสวนส้มคุณย่า ทั้งอาทิจและดรุณีต่างแปลกใจและมึนงง เพราะตุ่นหายไปแบบติดต่อไม่ได้เลย แต่แล้วจู่ๆ ก็มาปรากฏตัวตรงหน้าราวกับปาฏิหาริย์

หลังจากทานอาหารกันแล้ว ตุ่นจู่โจมบอกอาทิจว่าตนอยากไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ถ้าอาทิจยอมรับทุนที่ขอไว้แล้วก็ไปอยู่ที่นั่นด้วยกันแต่งงานกันที่นั่น หรือถ้าเขาอยากกลับมาแต่งที่นี่ตนก็ไม่มีปัญหา

อาทิจตั้งหลักไม่ทันอ้ำอึ้งพูดไม่ออก ตุ่นดูออกว่าเขาลังเล แต่ก็กลัวว่าตัวเองจะทนไม่ได้ถ้าถูกปฏิเสธ เลยตัดบท

“ยังไม่ต้องตอบตอนนี้ก็ได้ค่ะ ตุ่นให้เวลาพี่อาทิจคิดคืนหนึ่ง พรุ่งนี้ค่อยตอบตุ่นก็ได้”

ทันใดนั้นเอง วิไลลักษณ์ยิ้มร่าเข้ามาพูดเสียงดังว่า

“ป้ามาส่งข่าวน่ะจ้ะว่า พรุ่งนี้ครบกำหนดที่ตาเวจะมาฟังคำตอบจากเด็กในปกครองของอาทิจแล้ว” จากนั้นหันไปพูดกับดรุณีราวกับเธอตกปากรับคำแล้วว่า ตนตามใจเธอทุกอย่างทั้งเรื่องสินสอดทองหมั้น พิธีแต่งงาน จะแต่งในเมืองไทยหรือต่างประเทศ ก็ตามใจ

ทั้งอาทิจและดรุณีต่างมึนกับการถูกจู่โจมกดดันอย่างหนัก แสงสว่างอันสวยงามที่เพิ่งจะเริ่มต้นกำลังจะดับวูบลงแล้ว...

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น อาทิจออกมาที่ระเบียงตั้งแต่แสง อาทิตย์ยังไม่มาเยือนเพราะนอนไม่หลับ ดรุณีเองก็ออกมาแต่เช้าเพราะนอนไม่หลับเหมือนกัน เขาชวนดรุณีมาดูพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าด้วยกัน พูดเป็นนัยว่า

“พระอาทิตย์ที่ไหนก็ไม่สวยเท่ากับที่เรายืนมองเขาจากระเบียงคุณย่าด้วยกันที่นี่”

เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งสองคุยถึงอนาคตของกันและกัน ต่างพูดว่าไม่นานอีกฝ่ายก็จะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว อาทิจพูดอย่างหนักแน่นว่าตนจะไม่ไปจากที่นี่ ดรุณีแข็งใจบอกเขาว่า

“ณีไม่อยากให้พี่อาทิจอยู่ที่นี่ พี่อาทิจไปเถอะค่ะ ณีกับพี่เวจะช่วยกันดูแลที่นี่เอง”

ทั้งสองต่างมองหน้ากันนิ่ง...นาน...โดยไม่รู้ว่าตุ่นแอบดูอยู่ที่มุมหนึ่ง ภาพนั้นทำให้ตุ่นตระหนักด้วยความเจ็บปวดว่าทั้งสองรู้สึกอย่างไรต่อกัน...แต่เธอก็ยังย้ำกับตัวเองว่าจะแพ้ไม่ได้ เพราะในชีวิตมีแต่ชนะมาทุกเรื่อง!

เมื่อไปสวนส้มกับอาทิจ ตุ่นอ้อนเขาว่าแม่ตนจะบินมาจากออสเตรเลีย ถ้าเขาไม่ติดงานอยากให้ไปเจอแม่  เพราะท่านเองก็อยากเจอเขามาก พูดแล้วเห็นอาทิจนิ่งไป เธอดักคอว่า “หรือว่าพี่อาทิจห่วงอะไรที่นี่”

อาทิจคิดถึงคำพูดของดรุณีเมื่อเช้าที่บอกว่าไม่อยากให้เขาอยู่ที่นี่ ทำให้เขาเรียกสามเกลอมาสั่งงานทันทีว่า

“ถ้าคุณณีถามหา ก็บอกคุณณีด้วยว่าฉันจะเข้ากรุงเทพฯไปกับคุณตุ่น” ต๊อดถามว่าแล้วจะกลับเมื่อไร “ไม่รู้ อาจจะปีสองปีหรือไม่ก็ไม่กลับ” แล้วชวนตุ่นเดินไปกัน

ตุ่นดีใจจนน้ำตาคลอที่อาทิจเลือกที่จะไปกับตน โผเข้ากอดแล้วเกาะแขนเขาเดินไปอย่างมีความสุขมาก

สามเกลอพากันมองตาค้างแล้วโวยวายกระจองอแง เหมือนเด็กที่ถูกพรากวีรบุรุษในดวงใจของตนไป

ooooooo

ฝ่ายดรุณี เธอไปพบและคุยกับเวทางค์อย่างเข้มแข็ง ชัดเจน และเด็ดเดี่ยว เธอถามเขาตรงๆ ว่า

“พี่เวรักณีจริงๆ หรือคะ” ทำเอาเวทางค์มึน แต่ก็รีบบอกว่ารักจริง เธอถามอีกว่า “พี่เวรู้ไหมว่าณีชอบกินอะไร ชอบทำอะไร และฝันอยากทำอะไร” เห็นเขาอึ้ง เธอถามอีก “พี่เวไม่รู้ เพราะพี่เวไม่คิดอยากจะรู้ และที่ไม่อยากจะรู้ ก็เพราะพี่เวไม่ได้รักณีจริง”

“แต่พี่ก็พร้อมจะเรียนรู้นะน้องณี น้องณีแค่บอกพี่มาว่าอยากกินอะไร อยากทำอะไร พี่ตามใจน้องณีทุกอย่าง เพราะพี่รักน้องณี”

“ความรักไม่ใช่แค่การตามใจอีกฝ่ายนะคะพี่เว มันต้องมีความรู้สึกทุกอย่างรวมอยู่ในนั้น” แล้วเธอก็พรั่งพรูความรู้สึกที่ได้ซึมซับจากอาทิจ ทั้งความเข้าใจ เป็นห่วง ร่วมทุกข์ร่วมสุขให้เขาฟัง แล้วถามว่า “พี่เวคิดว่าพี่เวมีความรู้สึกแบบนั้นให้ณีรึเปล่า”

เวทางค์ตอบกล้อมแกล้มว่าก็มีเป็นบางเรื่อง ดรุณีสรุปให้ฟังว่านั่นเพราะเขาเอ็นดูตนอยู่บ้างในฐานะพี่น้องกัน เวทางค์ร้อนใจถามว่าที่พูดมานี้เพราะเธอมีใครในใจแล้วใช่ไหม พูดอย่างมีอารมณ์ว่า

“พี่รู้นะว่าไอ้หมอนั่นเป็นใคร แต่มันเป็นไปไม่ได้นะน้องณี น้องณีก็เห็นว่ามันกำลังจะไปมีความสุขกับคนอื่น”

“นั่นเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของความรักค่ะ เราควรยินดีที่จะได้เห็นคนที่เรารักมีความสุขไม่ใช่หรือคะ พี่เวยังมีอะไรคาใจอยู่อีกไหม ถ้าไม่มี ณีขอตัวก่อนนะคะ”

ดรุณีหันเดินผละไปทันทีอย่างไม่ยอมให้เขาเห็นน้ำตาที่ท้นออกมา เธอปลุกใจตัวเองเพื่อจะเดินไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็งต่อไป

เวทางค์ยืนอึ้ง เอ๋อ นึกไม่ถึงว่าดรุณีจะกล้าปฏิเสธตนอย่างนี้...

ooooooo

เมื่อตอบรับตุ่นไปเช่นนั้นแล้ว อาทิจพาตุ่นไปขึ้นรถ แล้วตัวเองเดินอ้อมมาทางที่นั่งคนขับ หันไปลาน้าแก้ว เกร็ง และไพฑูรที่มายืนส่งกันตาละห้อยว่า

“ฝากดูแลสวนคุณย่า ช่วยน้องณีกับคุณเวด้วยนะครับลุงเกร็ง พี่ฑูร”

“จะไปจริงๆหรือคะคุณอาทิจ ไม่สงสารคุณณีหรือคะ” น้าแก้วเสียงเครือ

“น้องณีมีคุณเวช่วยอยู่แล้ว ผมอยู่ด้วยก็จะทำให้อึดอัดใจกันเปล่าๆ...ผมลาทุกคนเลยนะครับ” อาทิจยกมือไหว้ทุกคนแล้วขึ้นรถขับออกไป

ดรุณีไปที่แปลงข้าวโพด เดินไปเจอน้าแก้ว เกร็ง ไพฑูร และสามเกลอนั่งจับเจ่ากันอยู่ใต้แนวข้าวโพด เธอถามว่าแล้วอาทิจกับตุ่นล่ะ น้าแก้วทำท่าจะร้องไห้บอกว่า “คุณอาทิจไปแล้วค่ะ”

พอรู้ว่าอาทิจพาตุ่นกลับกรุงเทพฯแล้ว ดรุณีใจหายวาบ ถามว่าไปนานหรือ น้าแก้วบอกว่าเมื่อครู่นี้เอง เธอเดินออกไปอย่างเลื่อนลอย พึมพำอย่างน้อยใจว่า “อยากไปจากที่นี่เร็วขนาดนี้เลยเหรอ จะอยู่ร่ำลากันสักคำก็ไม่มี”

ความคิดหนึ่งแวบเข้ามา ดรุณีเปลี่ยนเป็นเดินจ้ำและกลายเป็นวิ่งสุดฝีเท้าบ่ายหน้าไปที่เนินแปลงกะหล่ำปลี...

ooooooo

อาทิจขับรถเลี้ยวโค้งไปตามถนน ที่สองข้างทางเรียงรายด้วยต้นนางพญาเสือโคร่งกำลังออกดอกบานสะพรั่งสีหวานไปทั้งถนน รถพุ่งไปอย่างไม่มีทีท่าจะจอด แต่จู่ๆอาทิจก็เบรกกะทันหัน จนใบไม้ใบหญ้าริมถนนฟุ้งกระจาย

“ลืมอะไรหรือคะ” ตุ่นถามสีหน้าปกติทั้งที่ใจไม่ดี

อาทิจนิ่งไปครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจพูด “ผมไปจากที่นี่ไม่ได้คุณตุ่น ผมคิดว่าเวลาสองปีมันคงไม่นาน ผมคงทำใจให้รู้สึกเหมือนสองวันได้ แต่...ผมเพิ่งรู้ตัวเดี๋ยวนี้เองว่า ความจริงแล้ว ผมทนไม่ได้ที่จะจากที่นี่ไปแม้แต่วันเดียว ผมทิ้งแผ่นดินของคุณย่าไปไม่ได้”

เหมือนโลกหยุดหมุนฉับพลัน ตุ่นตัวชาวาบเมื่อได้ฟังสิ่งที่กลัวที่สุดจากชายในฝันของตน ถามเสียงสะท้านว่า

“เพราะถ้าทิ้งที่นี่ไป ก็เท่ากับทิ้งหัวใจของตัวเองไปด้วยใช่ไหมคะ”

ทั้งอาทิจและตุ่นมองหน้ากันนิ่ง ด้วยแววตาที่เจ็บปวดไม่น้อยกว่ากัน แต่...จากความรู้สึกที่ต่างกัน

ในที่สุด ตุ่นพูดความเจ็บปวดของตัวเองออกมาว่า...

“ตุ่นรู้ค่ะว่าหัวใจพี่อาทิจอยู่ที่ใคร...ตุ่นพยายามคิด พยายามเข้าข้างตัวเองเสมอว่า พี่อาทิจรักตุ่น...ก็ในเมื่อผู้ชายคนอื่นๆ ก็รักตุ่นมากกว่ายายณีทั้งนั้นนี่คะ ตุ่นไม่ผิดใช่ไหมคะที่คิดอย่างนี้” เมื่ออาทิจตอบเสียงแผ่วว่าครับ เธอยิ้มอย่างเจ็บปวดให้กับตัวเองขณะพูดต่อว่า “เพียงแต่...ผู้ชายพวกนั้นไม่ใช่พี่อาทิจ...”

“คุณตุ่น พี่กับน้องณี เราเป็นพี่...”

“พี่อาทิจรักยายณีค่ะ” ตุ่นขัดขึ้นทันที “ตุ่นมาทบทวนดูแล้ว ตุ่นเพิ่งเข้าใจ ทุกครั้งที่พี่อาทิจพูดกับตุ่น แต่ในแววตาของพี่อาทิจมีเงาสะท้อนของยายณีเสมอ รู้ตัวไหมคะ...พี่อาทิจคุยกับตุ่น แต่ใจกับสายตาของพี่อาทิจ อยู่กับยายณีตลอดเวลา”

อาทิจสงสารตุ่นมาก แต่เขาก็พูดได้แค่ “คุณตุ่น...ผม...ขอโทษ...”

“ไม่ต้องขอโทษตุ่นหรอกค่ะ” ตุ่นเช็ดน้ำตาจนแห้ง “ที่ตุ่นมานี่ก็เพราะอยากจะเผชิญหน้ากับความจริง  และก็อยากจะเห็นพี่อาทิจอีกสักครั้งก่อนจะไปเมืองนอกเท่านั้น”

อาทิจพูดอย่างเจียมตัวว่าตนไม่มีคุณค่าขนาดนั้น บอกตุ่นว่าเธอยังมีอนาคตที่ดีรออยู่ข้างหน้า ตุ่นพยายามพูดให้เข้มแข็งว่าตนก็คิดอย่างนั้น คิดว่าตัวเองคงไม่เหมาะ กับที่นี่เท่าไร

“คุณตุ่นต้องได้เจอคนที่ดีกว่าผมแน่ๆ”

“ค่ะ...ตุ่นก็หวังอย่างนั้น แต่มันคงเป็นไปได้ยาก เพราะผู้ชายที่เป็นรักครั้งแรกของตุ่น เขาน่ารักและเป็นคนดีเหลือเกิน”

“คุณตุ่นก็เป็นคนที่น่ารักและเป็นคนดี”

“แต่ไม่มากพอที่พี่อาทิจจะรัก ยังไงตุ่นก็ต้องขอบคุณพี่อาทิจนะคะ อย่างน้อย เราก็มีช่วงเวลาดีๆด้วยกัน...ลาก่อนค่ะ”

ตุ่นจะอ้อมไปขึ้นรถทางคนขับ อาทิจเอ่ยอย่างห่วงใยว่า “ผมไปส่งครับ” ทำให้ตุ่นน้ำตาไหลพรากอีกครั้ง ทั้งซาบซึ้งและเสียดายชายในฝันที่แสนดีคนนี้...

ooooooo

ดรุณีวิ่งไต่เนินขึ้นไปจนถึงจุดชมวิวที่มองเห็นถนนทอดตัวไปตามแนวเขาเบื้องหน้า เธอเห็นรถคุณย่าแล่นลัดเลาะทิวเขาห่างไกลออกไปทุกที...ทุกที...จนเมื่อรถลับสายตาไปแล้ว จึงไต่เนินลงมาน้ำตาคลอด้วยความน้อยใจ...

กลางเนินข้าวสีทองสุดสายตา...ดรุณีวิ่งมายืนเหนื่อยหอบ น้ำตาอาบหน้า ความทดท้อเกาะกุมหัวใจจนรู้สึกมืดไปทั้งแปดด้าน...ไม่มีวันไหนหลังจากที่คุณย่าจากไปแล้ว ที่ดรุณีจะรู้สึกถึงความสูญเสียในชีวิตเท่ากับการที่อาทิจจากไปในวันนี้...

“คุณย่าคะ...คุณย่าอยู่ที่นี่หรือเปล่า...คุณย่าอยู่กับหนูนะคะ หนูจะดูแลที่นี่แทนพี่อาทิจเอง...”

“ผมขออยู่ด้วยคนได้ไหมครับคุณย่า” เสียงอาทิจดังจากข้างหลัง ดรุณีชะงักหันมองตกใจแทบช็อกอุทานเรียกเขาเหมือนไม่เชื่อสายตาตัวเอง อาทิจพูดเหมือนตัดพ้อว่า “มีใครบางคนเขาไม่อยากให้ผมอยู่ที่นี่แล้ว คุณย่าจะอนุญาตให้ผมอยู่ที่นี่ต่ออีกสักวันสองวันได้ไหมครับ”

“พี่อาทิจ...ณี...เออ...แล้วยายตุ่นล่ะคะ” พออาทิจ บอกว่าไปแล้ว เธอจ้องหน้าเขาถาม “แล้วพี่อาทิจ??”

อาทิจเลี่ยงไม่ตอบคำถามของเธอ แต่ปลอบเธออย่างอ่อนโยน เช็ดน้ำตาให้อย่างเบามือ จนเมื่อดรุณีหยุดร้องไห้ เธอถามเขาว่าไม่ไปกับตุ่นหรือ คำตอบของเขาทำให้เธอหน้าเจื่อนไปเล็กน้อยว่า “ไปจ้ะ...แต่ไม่ใช่วันนี้”

“ในเมื่อจะต้องไปอยู่แล้ว ทำไมไม่ตามไปเดี๋ยวนี้เลยคะ” น้ำเสียงเหมือนห่วงแต่ตัดพ้อนิดๆ น้อยใจหน่อยๆ เมื่ออาทิจบอกว่าเขายังต้องปิดบัญชีรายจ่ายของเดือนนี้ให้เสร็จ เพราะอีกสองวันก็จะสิ้นเดือนแล้ว เธอเอ่ยเสียงแผ่วว่า “ขอบคุณนะคะที่ยังเป็นห่วงงานจนนาทีสุดท้าย”

“เสร็จงานแล้ว น้องณีไปกับพี่นะ” อาทิจแกล้ง แหย่อีก ทำให้ดรุณีน้อยใจจนแทบจะกลั้นน้ำตาไม่ได้ แต่ก็ยังแข็งใจบอกเขาว่า

“ค่ะ ยิ่งพี่อาทิจรีบไปทำความเข้าใจกับยายตุ่นได้เร็วเท่าไหร่ ณีก็จะได้ยินดีกับความสุขของพี่อาทิจเร็วขึ้นเท่านั้น”

“ขอบใจมากนะน้องณี” อาทิจกุมมือเธอขึ้นบีบเบาๆด้วยความซึ้งใจจริงๆ ดรุณีฝืนยิ้มทั้งที่ใจเศร้าเหลือเกิน...

ooooooo

ที่แปลงข้าวโพด น้าแก้ว เกร็ง และสามเกลอยังนั่งกอดเข่าเจ่าจุกกันหน้าเศร้า ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปกับไร่คุณย่า เกร็งให้กำลังใจว่าดรุณียังอยู่ มันคงไม่แย่อย่างที่พวกเราคิดหรอก

อึ่งบ่นกระปอดกระแปดว่า จะมีเมียทำไมนายต้องไปจากสวนคุณย่าด้วย พันบอกว่าก็เพราะเมียนายไม่อยู่ที่นี่ อึ่งถามว่าแล้วทำไมไม่เลือกคนที่อยู่ที่นี่ล่ะ ไพฑูรรำคาญไล่ให้อึ่งไปถามอาทิจที่กรุงเทพฯเอาเอง

แล้วทุกคนก็มองตาค้าง เมื่อเห็นอาทิจเดินมากับดรุณี ต่างพากันเฮด้วยความดีใจ น้าแก้วลุกขึ้นประกาศอย่างภูมิอกภูมิใจสุดๆว่า “หมายความว่าคุณอาทิจเลือกคนที่นี่” ทุกคนเฮกันอีกรอบ ดรุณีเดินเข้ามาบอกทุกคนว่า

“พี่อาทิจเลือกอยู่กับคนที่นี่แค่วันสองวัน แล้วก็จะลงไปหาคุณตุ่นจ้ะ”

เสียงเฮและกระโดดโลดเต้นที่เห็นเมื่อครู่หยุดกึก มือตก หน้าเหี่ยว ตาแห้งไปตามกัน โดยเฉพาะน้าแก้วถึงกับอ้าปากค้างเหงือกแห้งไปเลย

กลับถึงบ้านตอนเย็น น้าแก้วถามดรุณีอย่าง รับไม่ได้ว่าอาทิจจะอยู่เพื่อเคลียร์บัญชีเท่านั้นหรือ

อาทิจเดินมาได้ยินทั้งสองกำลังคุยถึงตนอยู่จึงหยุดฟัง ได้ยินน้าแก้วพูดอย่างระแวงว่า

“แต่น้าแก้วว่าคุณอาทิจต้องมีอะไรมากกว่านั้น อีกอย่าง...ถ้าเหตุผลมีแค่นี้ ทำไมคุณตุ่นถึงไม่อยู่รอคุณอาทิจ ทำไมถึงได้กลับไปก่อน”

“มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขาสองคน ณีไม่กล้าไปวุ่นวายหรอกค่ะ”

“แล้วเรื่องคุณเว คุณณีตัดสินใจยังไงล่ะคะ อย่าบอกนะว่าคุณณีจะแต่งงานกับคุณเว แล้วมาดูแลสวนคุณย่าแทนคุณอาทิจด้วยกันจริงๆ”

อาทิจเงี่ยหูฟัง ลุ้นคำตอบจนแทบจะลืมหายใจ

“หนูนับถือพี่เวอย่างพี่ชาย ไม่ว่าพี่อาทิจจะอยู่หรือไปจากที่นี่ ก็ไม่ทำให้หนูเปลี่ยนความรู้สึกได้หรอกค่ะ หนูปฏิเสธพี่เวไปแล้ว”

อาทิจหายใจโล่งอกยิ้มออกมาเต็มหน้า เดินตัวปลิวไปจนลืมมองพื้น เลยเตะข้าวของล้มโครม ทำให้ดรุณีกับน้าแก้วชะงักหันมอง น้าแก้วตะโกนถามว่าใคร อาทิจทำเสียงแมวร้องแล้วย่องกริบไปอย่างเร็ว

“แมวบ้านไหนมาเพ่นพ่านแถวนี้” น้าแก้วบ่น ส่วนดรุณีก้มหน้าถักเสื้อไหมพรมที่ตั้งใจถักให้อาทิจแต่ยังไม่เสร็จสักที ถักไป ถอนใจไป

ooooooo

อาทิจกลับไปที่ลานกินข้าวของคนงาน คว้าแคนมาเป่าอย่างเบิกบานใจกับเรื่องที่แอบได้ยินมา อาทิจเป่าแคนโยกตัวไปมาอย่างมีความสุข จนน้าแก้วเอะใจ ลากเกร็งออกไป

น้าแก้วพูดกับเกร็งอย่างตึงเครียดว่าเราจะยอมให้เรื่องจบแบบนี้ไม่ได้ ต้องหาทางทำอย่างไรให้สวนคุณย่ายังคงอยู่ต่อไป เพราะถ้าอาทิจไปแล้ว อีกหน่อยดรุณีก็ต้องใจอ่อนกับเวทางค์ ถึงตอนนั้นเวทางค์ก็จะขึ้นมาปกครองสวนคุณย่า จากนั้นสวนคุณย่าก็อาจถูกแบ่งขายหรือไม่ก็เปลี่ยนมือ

เกร็งถามว่าแล้วจะให้ตนทำอย่างไร น้าแก้วสั่งเข้มว่า

“แกต้องหายาที่ทำให้คนรักกัน มาให้คุณอาทิจกับคุณณีกิน”

“เฮ้ยยยย...ไม่ได้...ไม่เอา...มันบาป!!” เกร็งปฏิเสธเสียงหลง

ooooooo

ที่ร้านทองประศรี ตุ๊กับไพฑูรย์นั่งวิพากษ์วิจารณ์ความสัมพันธ์สามเส้าของอาทิจ ตุ่น และดุรณีกันอย่างสนุกปาก ตุ๊เชื่อว่าอาทิจต้องรักตุ่นมากถึงได้ทิ้งสวนคุณย่าไปได้ ถ้าอาทิจไปจริงๆแล้วใครขึ้นมาแทนเขาได้

ทองประศรีนั่งฟังอยู่นาน ขัดขึ้นด้วยท่าทีและน้ำเสียงที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้นว่า

“พี่อาทิจเขาเหนื่อยมามากแล้ว ให้เขาได้พัก

ได้อยู่กับคนที่เขารักบ้างเถอะ”

ส่วนที่บ้านผู้ว่าฯวิไลลักษณ์เป็นฟืนเป็นไฟ เมื่อรู้ว่าดรุณีปฏิเสธเวทางค์ วิยะดาบอกแม่ให้ปลงเสียเถอะดรุณีอาจจะไม่ใช่เนื้อคู่ของเวทางค์แต่เป็นเนื้อคู่ของอาทิจ เหมือนที่ตนเป็นเนื้อคู่ของรุจน์ก็ได้ พูดแล้วหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข

วิไลลักษณ์โทษว่าที่เป็นแบบนี้เพราะคุณแม่ที่ไปตามอาทิจมาช่วยงาน ถ้าไม่มีอาทิจ ดรุณีต้องเลือกเวทางค์ ผู้ชายที่เริ่ดที่สุดในย่านนี้แน่ ยิ่งพูดก็ยิ่งมีอารมณ์ถึงขึ้นจะไปบังคับให้พวกนั้นเปิดพินัยกรรมเร็วๆ อยากรู้เหมือนกันว่าคุณแม่จะลำเอียงขนาดไหน

ประเวทย์ทนฟังเมียพล่ามก้าวร้าวแม่ไม่ได้ ปรามว่ากรุณาให้เกียรติดวงวิญญาณของท่านด้วย ที่ผ่านมาตนทนฟังเธอนินทาแม่มานานแล้ว ต่อไปนี้ห้ามพูดพาดพิงถึงท่านในแง่ไม่ดีอีก ตำหนิวิไลลักษณ์ว่า

“แทนที่จะเป็นห่วงความรู้สึกของตาเว กลับมานั่งพะวงอยู่กับสมบัติซึ่งคุณไม่ได้สร้างมันขึ้นมา คุณทำถูกรึเปล่าคุณวิไล”

ถูกประเวทย์ปรามและตำหนิรุนแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน วิไลลักษณ์ก็แทบสติแตกวิ่งร้องไห้ออกไป

“บัวมีหลายระดับค่ะคุณพ่อ คุณพ่อไม่ต้องห่วงนะคะ วิกับคุณแม่คงจะค่อยๆโผล่พ้นน้ำได้สักวัน” วิยะดามองตามแม่ไปแต่พูดให้กำลังใจพ่อ

ooooooo

ดรุณีถักเสื้อไหมพรมให้อาทิจเสร็จแล้ว ให้เขาลองสวมให้ดู อาทิจสวมเสื้อแล้วทำกรุ้มกริ่มถามว่า “หล่อไหม” ทำเอาเธอเขิน เฉไฉว่าหล่อสมกับความสวยของตุ่น แล้วให้ถอดเพื่อเอาไปแต่งชายเสื้อ จะได้ทันให้เขาใส่ไปหาตุ่นพรุ่งนี้

ระหว่างที่ดรุณีซ่อมชายเสื้อนั้น อาทิจนั่งมองด้วยแววตาหวานซึ้งตลอดเวลา จนดรุณีเขินบอกให้รีบไปนอนเสีย เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าเตรียมเดินทาง อาทิจเลยต้องลุกเดินออกไป

น้าแก้วคอยท่าอยู่ลุกไปขวางไม่ให้อาทิจออกไป ทั้งอ้างทั้งอ้อนว่า

“เพราะ...เอ่อ...เพราะยังไม่ได้ชิมน้ำส้มคั้นของน้าแก้วเลย เดี๋ยวน้าแก้วไปเอามาให้นะคะ คุณณีด้วย รอแป๊บนะคะ น้าแก้วเตรียมไว้แล้ว แค่หยดน้ำมนต์...เอ๊ย... เหยาะเกลือนิดเดียวค่ะ เดี๋ยวมานะคะ” ว่าแล้ววิ่งออกไป แต่ไม่วางใจวิ่งกลับมากำชับอีกว่า “สัญญานะคะว่าจะไม่หนีไปไหน”

ทั้งอาทิจและดรุณีต่างรู้สึกแปลกๆกับท่าทางลนๆของน้าแก้ว นึกสงสัยว่าแค่น้ำส้มแก้วเดียวทำไมต้องวุ่นวายขนาดนี้

น้าแก้วรีบเข้าไปในครัว เกร็งพูดอย่างมั่นใจว่า “หยดน้ำสมุนไพรนี่ลงไปแก้วละหยด รับรอง...เอาอยู่”

“ถ้าเอาไม่อยู่ละก็ตาเกร็ง แกตายยยยย!!!” น้าแก้วขู่เพราะนี่เป็นไม้ตาย ไม้สุดท้ายที่จะพลาดไม่ได้แล้ว

ooooooo

หลังจากเอาน้ำส้มคั้นมาเคี่ยวเข็ญให้อาทิจกับดรุณีดื่มจนหมดแก้วแล้ว น้าแก้วกะเวลาเห็นว่าพอเหมาะจึงขอตัวไปนอน  เปิดโอกาสให้ยาเด็ดของเกร็งสำแดงฤทธิ์ต่อไป

คืนนี้แม้อากาศจะเย็นมาก แต่ทั้งอาทิจและดรุณีก็ไปเดินเล่นในสวนส้ม ต่างกอดตัวเองให้หายหนาว เดินคุยกันไป มีแง่งอนและตัดพ้อต่อว่ากันประสาหนุ่มสาว ตอนหนึ่งดรุณีพูดลุ้นว่า ตุ่นรักเขามาก เขาเป็นชายในฝันของตุ่นมานาน

“พี่อาจจะเป็นผู้ชายในฝันของใครก็ได้ แต่พี่อยากเป็นผู้ชายในชีวิตจริงของผู้หญิงเพียงคนเดียว อยากรู้ไหมว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร” พูดแล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของดรุณีปานจะกลืนกิน จนเธอรู้สึกวูบวาบเหมือนจะเป็นไข้ แข็งใจตอบไปว่าจะเป็นใครถ้าไม่ใช่ตุ่น

อาทิจแกล้งยั่วแกล้งลองใจดรุณี เพราะตัวเองมีเป้าหมายชัดเจนกับเธออยู่แล้ว ส่วนดรุณีแม้จะพยายามปฏิเสธใจตัวเอง แต่ก็หวั่นไหวทุกครั้งที่ได้สบตาที่บอกถึงความในใจของอาทิจ

ในที่สุดอาทิจก็อดใจไม่ได้ กอดดรุณีไว้เต็มแขน ดรุณีใจสั่นตัวสั่นอยู่กับอกเขา อยากจะดิ้นแต่ก็ไม่มีแม้แต่แรงที่จะขยับ ยิ่งเมื่ออาทิจโน้มหน้าลงเอาปลายจมูกไล้จากหน้าผากลงมาถึงริมฝีปากอุ่น ดรุณีก็แทบจะละลายในอ้อมกอดเขา

“รู้แล้วใช่ไหมว่าผู้หญิงที่พี่รักคือใคร”

อาทิจพูดเสียงประหม่า แล้วบรรจงจูบอย่างอ่อนโยน นิ่มนวล แต่ทำให้ดรุณีรุ่มร้อนพลุ่งพล่านเหมือนหลุดไปจากความรู้สึกของตัวเอง...

ในที่สุด ต่างก็ปล่อยใจไปตามความปรารถนาที่โหยหากันและกันมานานแสนนาน...

“พี่รักน้องณี...” อาทิจกระซิบบอก เขากอดหอมเธออย่างแสนรัก จนดรุณีได้สติบอกให้กลับบ้านกันเถอะ น้ำค้างลงหนักและเสื้อผ้าก็ชื้นหมดแล้ว

ooooooo

คืนนี้ อาทิจอ้อนจนได้นอนที่ห้องดรุณี...

วันรุ่งขึ้น ดรุณีตื่นขึ้นมาเห็นอาทิจยังนอนยิ้มอย่างมีความสุขอยู่ข้างๆ เธอถามว่ายังไม่ไปทำงานหรือ เขาอ้อนว่าอยากอยู่กับเมีย วันนี้จะขอลาหยุดสักวัน

ดรุณีกลัวใครจะมาเห็นเขาอยู่ในห้องตน เร่งให้รีบไปสั่งงานก่อนเดี๋ยวจะได้ไปหาตุ่นด้วยกัน อาทิจไปสั่งงานเกร็งกับต๊อด เขามองต้นข้าวในนาคะเนว่า อีกสักอาทิตย์สองอาทิตย์ถึงจะเกี่ยวข้าวได้ พึมพำว่า “ยังพอมีเวลา”

อาทิจฝากเกร็งให้ดูแลที่นี่ด้วย พูดแล้วรีบเดินกลับไปเลย จนต๊อดถามเกร็งว่า

“วันนี้นายเป็นอะไรลุกลี้ลุกลน เหมือนไม่อยากมาทำงาน เมื่อกี้แวะไปที่สวนส้มก็ฝากพี่ฑูรดูแล ที่ไร่กะหล่ำปลีให้ไอ้อึ่งจัดการ สวนไอ้พันถูกส่งไปเก็บกล้วย นายไม่เคยเป็นอย่างนี้เลย มันยังไงๆ อยู่นา...” พูดแล้วมองอาทิจที่บึ่งมอเตอร์ไซค์กลับไปอย่างเร็วด้วยความสงสัยมาก

กลับมาถึงบ้าน อาทิจก็โผเข้ากอดดรุณีจากด้านหลังอย่างถวิลหา ถามว่าจัดกระเป๋าเสร็จหรือยัง ดรุณีบอกว่าเสร็จแล้ว อาทิจถามว่าทำไมมีใบเดียวแล้วของเธอล่ะ

“ณีไปเป็นเพื่อนพี่อาทิจ ส่งพี่อาทิจให้ถึงมือยายตุ่นแล้วณีก็กลับ จะให้เตรียมเสื้อผ้าไปทำไม” เธอบอกเขาอย่างตัดใจว่า “พี่อาทิจ...เรื่องระหว่างเราเมื่อคืนนี้ พี่อาทิจลืมมัน...”

“อย่าพูดแบบนี้อีกนะน้องณี” อาทิจขัดขึ้นทันที “พี่ไม่มีวันลืมเรื่องเมื่อคืนนี้ เพราะพี่ไม่เคยลืมเรื่องระหว่างเรา นับตั้งแต่วินาทีแรกที่เราเจอกันด้วยซ้ำไป”

ดรุณีรู้สึกหัวใจเป็นสุขอย่างประหลาด แต่ก็เป็นทุกข์อย่างสาหัส เมื่อนึกถึงความยุ่งยากที่จะตามมา....

ooooooo

เวทางค์ตัดสินใจขอแม่ไปเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เมืองนอก บอกวิไลลักษณ์ว่าตนคิดว่าตัวเอง ไม่เหมาะกับงานปกครองที่แม่เคี่ยวเข็ญให้เรียน

วิไลลักษณ์โวยวายว่าจะตามตุ่นไปใช่ไหม ตัดพ้อต่อว่าเวทางค์ที่ทำให้แม่ผิดหวัง ไหนบอกว่าอยากเป็นผู้ว่าฯเหมือนพ่อ อยากเป็นทูตเหมือนคุณลุง เธอพูดเสียจนประเวทย์ทนไม่ได้พูดขัดขึ้นว่า

“ก็คุณพูดกรอกหูลูกทุกวัน ตาเวอยากจะเป็นในสิ่งที่แม่ต้องการเพราะเขารักแม่ต่างหาก คุณไม่ได้กำหนดชีวิตและอนาคตของลูกอย่างเดียว แต่คุณคือคนที่กำหนดจิตใจของเขาไว้ด้วย ถ้าคุณย้อนกลับไปคิดให้ดี คุณจะเห็นว่าตาเวไม่เคยขัดใจคุณเรื่องยายณีเลย ตาเวยอมตามใจคุณ ก็เพราะรักแม่ของเขาเท่านั้น”

วิไลลักษณ์อึ้งไปกับความจริงที่ประเวทย์พูด  มองเวทางค์น้ำตาคลอ

“ถึงเวลาที่คุณควรจะรักลูกให้มากเหมือนอย่างที่ลูกรักคุณแล้วคุณวิไล  ปล่อยให้เขาได้โต  ได้เดินไปข้างหน้าบนเส้นทางที่เขาเลือกเอง  แล้วคุณจะมีความสุขที่เห็นลูกของคุณมีความสุข คุณจำได้ไหมว่า คุณได้ยินเสียงหัวเราะได้เห็นรอยยิ้มของตาเวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”

วิไลลักษณ์ร้องไห้โฮออกมาด้วยความเสียใจ

โผเข้ากอดเวทางค์ “แม่ขอโทษลูก...แม่ขอโทษ”

เวทางค์ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา  สองแม่ลูกกอดกันด้วยความรัก ความเข้าใจและมีความสุข วิยะดาโผเข้ากอดพ่อน้ำตาอาบหน้าแต่ยิ้มอย่างมีความสุขเช่นกัน

ooooooo

ดรุณีนั่งรถไปกับอาทิจ เธอรู้สึกตะครั่นตะครอ อาทิจจึงเอนเบาะให้เธอนอน แล้วเธอก็นอนหลับยาว ลืมตาอีกทีก็มาอยู่ริมทะเลแล้ว

อาทิจถามว่าเธออยากมาทะเลไม่ใช่หรือ ดรุณีจึงจำได้ว่าเคยบอกอาทิจว่าถ้าแต่งงานในความเป็นจริงก็อยากแต่งในสวนส้มคุณย่า แต่ถ้าแต่งงานในฝันก็อยากแต่งที่ทะเลเพราะในชีวิตยังไม่เคยเห็นทะเลเลย

ทั้งสองพักผ่อนที่ชายทะเลสวยหยอกล้อกันอย่างมีความสุข ที่นี่เอง อาทิจขอเธอแต่งงาน  ชี้แจงว่าเรื่องตุ่นนั้นไม่ต้องห่วงเพราะตุ่นรู้อยู่แล้วว่าเราต้องมีวันนี้กัน  ดรุณี

ปลื้มปีติจนน้ำตาคลอ  พูดไม่ออกได้แต่พยักหน้ายิ้มทั้งน้ำตา

วันต่อมา อาทิจพาดรุณีไปกราบพ่อและแม่ที่บ้าน พ่อ แม่ และน้องๆ  ดีใจมากที่อาทิจกลับมาเยี่ยม  และปลื้มปีติที่เขาพาสะใภ้แสนน่ารักมาด้วย

พ่อกับแม่พาทั้งสองไปนั่งที่หน้าหิ้งพระในห้องนอน ทำพิธีกันง่ายๆ แต่เปี่ยมด้วยความรัก ประวิทย์เอ่ยกับทั้งสองว่า

“พ่อปลื้มใจที่สุด ที่ลูกของพ่อได้เป็นฝั่งเป็นฝาในวันนี้ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ก็ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และดูใจกันไม่น้อย ฉะนั้นไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรในวันข้างหน้า ลูกต้องชั่งใจและนึกถึงวันคืนที่ร่วมสร้างกันมา  แล้วลูกจะพบว่าปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้ด้วยความรัก ความเข้าใจที่มีต่อกันนะลูกนะ”

ส่วนแม่พูนทรัพย์ก็ฝากฝังให้ดูแลกันและกัน  พูดกับดรุณีว่า “อาทิจอาจจะไม่ใช่ผู้ชายที่ดีที่สุด แต่แม่เชื่อเหลือเกินว่าอาทิจจะดูแลหนูณีได้อย่างดีที่สุดนะลูก”

หลังจากนั้น ประวิทย์พาทั้งสองไปจดทะเบียนสมรสที่อำเภอ เป็นการประเดิมตำแหน่งนายอำเภอของเขาเป็นคู่แรกถือเป็นมงคลชีวิตของอาทิจและดรุณีอย่างยิ่ง

ooooooo

กลับมาถึงกรุงเทพฯ อาทิจและดรุณีไปหาตุ่น

ที่คอนโดฯ เจอตุ่นลากกระเป๋ากำลังจะไปสนามบิน

พอดี เพื่อนรักทั้งสองต่างสวมกอดกันด้วยความรักไม่เปลี่ยนแปลง

ตุ่นอวยพรอาทิจกับดรุณีให้มีความสุขในชีวิตครอบครัว ดีใจกับเพื่อนที่ลงเอยกับพี่ชายที่แสนดีคนนี้ พร้อมทั้งมอบของขวัญให้ด้วย

ขณะกำลังจะแยกกันนั่นเอง เวทางค์ก็กระหืด– กระหอบมาถึง ตุ่นต่อว่างอนๆ ว่าถ้ามาสายอีกนาทีเดียวตนจะไม่ให้ไปส่งจริงๆด้วย เวทางค์ยิ้มกริ่มบอกว่า

“หาแคร์ไม่ ยังไงก็ต้องขึ้นเครื่องบินลำเดียวกันอยู่แล้ว พี่ซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวบินเดียวกัน ที่นั่งติดกันเพื่อไปถึงจุดหมายปลายทางเดียวกัน และเรียนที่มหา– วิทยาลัยเดียวกับน้องตุ่นไว้แล้วจ้ะ”

ooooooo

อาทิจกับดรุณีกลับมาถึงบ้านก็ต้องเจอปัญหาหนัก เมื่อสิงห์ทองรับจ้างนายทุนเป็นนายหน้ามาเกลี้ยกล่อมหว่านล้อมคนงานของสวนคุณย่าให้ไปทำงานต่างประเทศ ล่อใจด้วยเงินเดือนก้อนโต สิงห์ทองใส่ร้ายป้ายสีคุณย่าและสวนคุณย่าว่า ขูดรีดกดขี่คนงาน เอาเปรียบคนงาน กดคนงานเหมือนทาส

ขณะที่น้าแก้ว เกร็ง และต๊อดกำลังหนักใจว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะมีคนงานจำนวนไม่น้อยสมัครจะไปกับสิงห์ทอง โชคดีที่อาทิจกับดรุณีกลับมาพอดีจึงแก้ปัญหาได้ทัน

สิงห์ทองถูกอาทิจตอบโต้ด้วยเหตุผล หลักฐานการจ้างและปกครองคนงานที่คุณย่าทำมา ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายแรงงาน คุณย่าปกครองทุกคนให้อยู่อย่างอาทรต่อกันเหมือนพี่น้อง

อาทิจชี้แจ้งจนคนงานที่สมัครจะไปกับสิงห์ทองพากันเปลี่ยนใจ

ส่วนดรุณีก็หางานให้พวกแม่บ้านของคนงานได้มีงานทำหารายได้ช่วยครอบครัว ด้วยการนำผลไม้ในสวนมาแปรรูป เธอพูดกับพวกแม่บ้านว่า

“งานพวกนี้ มันไม่ใช่แค่จะสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว แต่มันยังสร้างคุณค่าให้ตัวเราเองด้วย”

“เอ้า...ทีนี้ใครจะออกก็ออกไป ใครอยากทำงานกับนายกับคุณณีก็ตามมา” ต๊อดประกาศแล้วเดินนำไป พวกคนงานพากันเดินตามต๊อดไปเป็นพรวน

“เดี๋ยวสิเว้ย อย่าเพิ่งไป ไอ้โง่เอ๊ย...พวกมึงจะโง่ดักดานไปถึงไหน” สิงห์ทองด่ากราด

“แกน่ะสิโง่!! ไปหลงเชื่อได้พวกนายทุนนั่นได้ แล้วที่ทางที่เอาไปค้ำเขาไว้จะเอาคืนยังไงไม่มีแม้แต่หมาไปทำงานกับพวกมันอย่างนี้น่ะ หา! ไอ้สิงห์ทอง!! ไอ้โง่!!!” คำมาด่าผัววิ่งเข้าไปทุบอั้กๆจน 3 ทองต้องเข้าไปห้ามแม่กันชุลมุน

ooooooo

เย็นวันต่อมา วิไลลักษณ์ก็มาเสนอให้ดรุณี กับอาทิจเปิดพินัยกรรมฉบับที่ 2 ของคุณย่า พูดประชดว่า ดรุณีเรียนจบนานแล้ว และอาทิจก็คงอยากจะขยับฐานะของตัวเองจากผู้ปกครองไปอยู่ในฐานะอื่นเหมือนกัน

ดรุณีบอกวิไลลักษณ์ว่า “ถ้าคุณป้าต้องการให้เปิดพินัยกรรม ณีกับพี่อาทิจก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกค่ะ แต่กรุณาอย่ามองพี่อาทิจในแง่ไม่ดีเลยนะคะ เพราะยังไงพี่อาทิจก็เป็นหลานแท้ๆของคุณป้า ณีต่างหากที่ไม่ได้เป็นอะไรกับใครเลย”

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป
23 มิ.ย 2564

14:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2564 เวลา 14:52 น.