ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ธรณีนี่นี้ใครครอง

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ณ แปลงทดลองปลูกข้าวโพดขนาดใหญ่ที่ปากช่อง...อาทิตย์สาดแสงอ่อนๆ ไล้ยอดข้าวโพดที่พลิ้วไหวไปตามแรงลมเหมือนคลื่นน้อยๆ โลดไล่กันไปในทะเลสีเขียว

นักเรียนเกษตรประมาณ 20 คน กำลังกระจายกันไปตามไร่ข้าวโพดที่กำลังออกฝัก ทุกคนขะมักเขม้นกับการเก็บข้อมูล จดรายงานการเจริญเติบโตของต้นข้าวโพด ต่างยังจดจำคำให้โอวาทของอธิการบดีในวันรับประกาศนียบัตรได้ขึ้นใจ

“อาจารย์มีความยินดีกับนักเรียนเกษตรฯทุกคนที่จบการศึกษาในวันนี้ หลังจากที่บากบั่นพากเพียรกันมากว่า 5 ปี อาจารย์หวังเป็นอย่างยิ่งว่า นักเรียนทุกคน จะได้นำวิชาความรู้ที่ได้เรียนมาไปพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง และน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวมาเป็นเครื่องเตือนใจว่า...”

อาจารย์หยุดนิดหนึ่งก่อนอัญเชิญพระราชดำรัสว่า

“ปัญญานั้นมีอยู่ 2 ลักษณะ คือปัญญาที่เกิดจากการเล่าเรียนจดจำอย่างหนึ่ง กับปัญญาที่เกิดจากการศึกษา สังเกตและพิจารณาจนรู้ชัดอย่างหนึ่ง นักเรียนเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาอบรมมาดีแล้ว จึงต้องสังเกตและศึกษาให้มาก ไม่มองข้ามแม้สิ่งเล็กน้อย เพราะแม้แต่ต้นหญ้าก็สามารถนำมาเทียบเคียงให้เป็นประโยชน์แก่การดำเนินชีวิตได้”

สุดท้ายอาจารย์อวยพรแก่นักเรียนที่เรียนจบว่า “ขอให้นักเรียนทุกคนประสบความสำเร็จในชีวิต และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรให้แก่ประเทศชาติสืบไป”

ระหว่างนักเรียนกำลังเก็บข้อมูลกันนั้น อาจารย์เดินมาที่ข้างหลังนักเรียนคนหนึ่งถามหาอาทิจ นักเรียนสองสามคนตรงนั้นช่วยกันถามหา มองหาและร้องเรียก “อาทิจ...อาทิจ...อาจารย์เรียก”

ครู่เดียวต้นข้าวโพดก็ไหวยวบเปิดเป็นทางเพราะอาทิจแหวกออกมา เขารีบวิ่งเข้าไปหาอาจารย์ถามอย่างกระตือรือร้น

“อาจารย์มีอะไรจะใช้ผมหรือครับ”

“พรุ่งนี้อาจารย์จะขึ้นไปสัมมนาที่พิพิธภัณฑ์โรงงานที่ฝาง เธอสนใจจะไปศึกษางานกับอาจารย์ไหม อาจารย์บอกเจ้าหน้าที่ไว้แล้วว่า อาจจะมีนักเรียนที่ได้ทุนเรียนดีขึ้นไปดูงานด้วย 3 คน หรือว่าจะกลับไปบ้านเลย”

“ไปสิครับ ผมอยากไป” อาทิจรีบบอกอย่างตื่นเต้นดีใจ

“ดีแล้ว ไปดูงานที่ในหลวงท่านทรงไว้ จะได้นำ ความรู้ไปใช้ให้เป็นสิริมงคลกับตัวเอง”

“ครับ...ขอบคุณมากครับอาจารย์” อาทิจยกมือไหว้อย่างนอบน้อม อาจารย์ยิ้มตบบ่าเขาเบา ก่อนเดินออกไป

อาทิจหันมาสบตากับเพื่อนๆพากันตะโกน “เย้ๆๆๆ” กระโดดโลดเต้น โยนสมุดรายงานในมือขึ้นฟ้ากันอย่างร่าเริง...

ooooooo

รุ่งขึ้น ที่หน้า “พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวง” ที่ฝาง อาทิจกับเพื่อนนักเรียนอีก 2 คน รวมทั้งนักท่องเที่ยวอีก 10 คน เดินตามเจ้าหน้าที่นำชมโครงการ เริ่มจากความหมายของตราสัญลักษณ์ของโรงงานและประวัติความเป็นมาของโรงงาน

อาทิจจดบันทึกอย่างสนใจมาก

ขณะนั้น มีรถกระบะขนส้มคันหนึ่งแล่นเข้ามาแบบกระตุกๆ พุ่งผ่านหลังอาทิจไปจอดส่งของที่ข้างโรงงาน

ทันทีที่รถจอด ดรุณี สาววัย 17 ท่าทางทะมัดทะแมง กระโดดลงจากฝั่งที่นั่งคนขับ หยิบกระเป๋าสะพายเก๋ๆแบบชาวเขาจะวิ่งไป แต่นึกอะไรได้วิ่งกลับมาที่รถร้องเรียก “ลุงเกร็ง...ลุงเกร็งงงง...”

ลุงเกร็งค่อยๆลืมตาขึ้นถามทั้งที่ยังนั่งเกร็งอยู่เพราะหวาดเสียวกับการขับรถของดรุณี ถอนใจโล่งอกเมื่อรู้ว่าถึงที่หมายรอดปลอดภัยแล้ว ดรุณีบอกลุงเกร็งให้ช่วยจัดเจ้าหน้าที่เอาส้มลง ตนจะไปชมพิพิธภัณฑ์หน่อย ว่าแล้ววิ่งตื๋อไปเลย

ooooooo

ดรุณีจ้ำอ้าวไปที่ลานกิจกรรมแต่ไม่เห็นใครแล้ว รีบเดินเข้าไปด้านใน เห็นเจ้าหน้าที่กำลังเชิญทุกคนไปชมอีกห้องหนึ่ง เธอรีบตามไป

เจ้าหน้าที่นำนักเรียนและนักท่องเที่ยวเข้าไปในห้องที่แสดงชีวิตชายขอบ เจ้าหน้าที่เชิญทุกคนนั่ง อาทิจกับเพื่อนๆเลือกมานั่งที่แถวหน้าประสาคนรักเรียนใฝ่รู้ อาทิจนั่งกลางเพื่อนทั้งสองนั่งขนาบ

ดรุณีเดินเข้ามา พอดีอาทิจเอาปากกาออกมาเตรียมจดปรากฏว่าเขียนไม่ออก หันไปถามเพื่อนว่ามีปากกาอีกด้ามไหมขอยืมหน่อย เพื่อนควานหาปากกาในกระเป๋า ทำให้ปากกาตัวเองหล่นกลิ้งไปเลยลุกไปหยิบ

ดรุณีเห็นมีที่ว่างจึงเข้าไปนั่งแทน อาทิจเหล่ๆเห็นปากกาในมือดรุณีนึกว่าเพื่อนส่งให้ยืม เอ่ยขอบใจแล้วหยิบปากกาไป พลางหันไปคุยกับเพื่อนอีกคน

เจ้าหน้าที่ปิดไฟในห้องเพื่อให้ทุกคนได้ชมวีดิทัศน์ เพื่อนคนนั้นที่ลุกไปหยิบปากกาเลยหาที่นั่งใหม่เพราะไม่อยากรบกวนสมาธิคนอื่น

ดรุณีดูสารคดีอย่างตั้งใจ จนจบไฟเปิดสว่าง เธอหันไปมองอาทิจที่เอาปากกาตนไป อาทิจรู้สึกมีคนมองอยู่จึงหันมายิ้มให้อย่างมีไมตรีไม่เฉลียวใจสักนิดว่าตนหยิบปากกาใครมา ดรุณีกำลังจะเอ่ยปากทวงปากกา ก็พอดีเจ้าหน้าที่เชิญไปพบกับคำตอบที่อยู่อีกห้องหนึ่ง

อาทิจลุกตามเจ้าหน้าที่ไป ดรุณีมองเคืองๆ บ่นตามหลัง “เอาของเขาไปแล้วยังจะมายิ้มให้อีก” พลางจ้ำตามไป

พอเข้าไปในห้องภาพเฉลย เจ้าหน้าที่เฉลยว่า “ผู้ที่มากับเฮลิคอปเตอร์นั้นคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

จากนั้นเชิญไปยังห้องโรงงานชั่วคราว ระหว่างนั้นเพื่อนนักเรียนกระซิบบอกอาทิจว่าผู้หญิงคนนั้นแอบมองเขาบ่อยๆ อีกคนบอกว่าไม่ใช่แอบมองเท่านั้นยังแอบเดินตามด้วย

อึดใจเดียว ดรุณีก็ทนไม่ได้เดินเข้าใกล้อาทิจร้องบอก “เดี๋ยว...อย่าเพิ่งไป” เพื่อนทั้งสองนึกว่าอาทิจเจอดีแน่แล้วต่างบอกว่าจะไปรอข้างนอกแล้วเลี่ยงไปเหมือนเปิดโอกาสให้เพื่อน ดรุณีเดินเข้าไปหาอาทิจบอกเขาว่า

“ช่วยเอาปากกาที่นายถือวิสาสะดึงจากมือฉันไปคืนมาด้วย”

อาทิจทำหน้าเหวอๆ พอนึกได้ก็รีบขอโทษและส่งปากกาคืนให้บอกว่านึกว่าของเพื่อนตน ดรุณีถามอย่างไม่ยอมให้แก้ตัวง่ายๆ ว่าตนนั่งอยู่ข้างเขาแล้วจะนึกว่าเป็นเพื่อนได้ยังไง อาทิจตอบอย่างไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดว่า

“คือ...ก็...เพื่อนผมเขานั่งตรงที่ที่คุณนั่งก่อน... เออ...เอาเป็นว่าผมขอโทษก็แล้วกันครับ”

“ทีหลังจะทำอะไรก็หัดดูตาม้าตาเรือซะบ้าง” ว่าแล้วก็สะบัดพรืดไป อาทิจมองตาปรอยพึมพำอ่อยๆ

“แค่ปากกานี้เนี่ยนะ?...”

ooooooo

เมื่อเข้ามาในห้องโรงงานชั่วคราว เจ้าหน้าที่เล่าถึงระยะแรกของการทำอาหารกระป๋องในโรงงานชั่วคราวประกอบภาพสไลด์มัลติวิชั่น

ดรุณีสนใจการทำอาหารกระป๋อง จึงเดินแทรกเข้าไปยืนด้านหน้าสุดข้างๆเพื่อนอาทิจ เธอมีสมาธิในการศึกษามาก ก้มๆเงยๆจดๆดูๆภาพเงาและฟังเสียงบรรยาย

นักท่องเที่ยวคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่าอยากเห็นเครื่องกระป๋องที่แปรรูป เจ้าหน้าที่จึงเชิญไปยังห้องที่มีจำหน่ายและให้ชิม นักท่องเที่ยวทยอยกันเดินตามเจ้าหน้าที่ไป

อาทิจศึกษาอย่างสนใจ ตามองที่ภาพปากพูดกับเพื่อนว่าเทคนิคน่าสนใจดี ดูแล้วเข้าใจง่าย เพื่อนคนหนึ่งทำเสียงอือเห็นด้วย แล้วเดินตามเจ้าหน้าที่ไปกับเพื่อนอีกคน อาทิจนึกว่าเพื่อนยังอยู่ เขาคุยไปเรื่อย ดรุณียืนอยู่ติดกันเหล่มองด่าด้วยสายตาทำนองว่า “อีตาบ้านี่อีกละ” แล้วจะผละไป

พลันเธอก็ชะงักกึกยืนตัวแข็งทื่อเมื่อถูกอาทิจรั้งไว้แล้วเอามือโอบไหล่บอกว่าอย่าเพิ่งไป ชวนดูภาพที่ฉายต่อ ดรุณีกัดฟันกรอด อาทิจเห็นเงียบไปเลยหันมอง เขาผงะยิ้มแหยๆ เมื่อเห็นว่าคนที่ตนโอบไหล่อยู่เป็นใคร เขารีบขอโทษบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ นึกว่าเพื่อน ว่าแล้วก็รีบจ้ำอ้าวไป ทั้งอายทั้งกลัวโดนด่า

ดรุณีโกรธจนอยากจะกรี๊ดให้ลั่นห้องแต่ไม่กล้า เลยได้แต่ยืนสูดลมหายใจลึกๆ ลึกๆ สะกดอารมณ์เต็มที่

ooooooo

ที่สวนส้มเนื้อที่กว้างขวางของย่าแดง ที่ทุกคนเรียกท่านว่าคุณย่า ปกติจะเงียบสงบเพราะแถวนั้นคนงานอยู่ประมาณ 20 คน ทุกคนทำงานขยันขันแข็ง แต่วันนี้มีเสียงแผดกรี๊ดดดด เสียงแหลมแหวกอากาศไปทั่วสวนส้ม

ตอนที่ 2

ดรุณีขยับรถเข้าที่จอด ปลดกุญแจรถ คว้ากระเป๋าสะพายและรายการของที่จะซื้อ ปิดประตูรถแล้วหันถามอาทิจที่เดินรวมกลุ่มมากับน้าแก้ว อึ่ง กับพัน ว่าจะไปหาใครที่สวนคุณย่า
“หาคุณย่า” ชายหนุ่มตอบกวน ถูกถามกวนยิ่งกว่าว่ามีธุระอะไร “ธุระส่วนตัว”

ทำท่ากร่างแต่ข่มอาทิจไม่ลง ดรุณีเลยหันไปลงกับอึ่ง พัน และน้าแก้ว ถามเสียงเข้มว่าจะมายืนอยู่ทำไม ให้เอารถเข็นลงมา แล้วถามหารายการของที่จะซื้อกับน้าแก้วว่าเอาไว้ที่ไหน น้าแก้วบอกว่าก็อยู่ในมือคุณณีนั่นแหละ ทำเอาดรุณีหน้าแตกแต่ทำไก๋กลบเกลื่อนไล่ทุกคนให้รีบไปซื้อของตามรายการเร็วๆ เดี๋ยวตลาดจะวายเสียก่อน

“ผมรอที่นี่นะ” อาทิจเอ่ยขึ้นเมื่อรู้ตัวว่าเป็นส่วนเกินของเธอ “คุณไม่ขอโทษผมก็ไม่เป็นไร แค่ไถ่โทษด้วยการให้ผมอาศัยรถไปด้วยก็พอแล้ว”

ดรุณีพูดอย่างไม่แยแสว่าจะรอที่ไหนก็เรื่องของนาย พูดแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์บอกให้ไปรอฝั่งโน้นดีกว่า แดดไม่ร้อน น้าแก้วมีแก่ใจบอกว่าเดี๋ยวซื้อของเสร็จแล้วจะไปตาม ดรุณีเร่งทุกคนไปกันได้แล้ว อึ่งกับพันจึงหิ้วตะกร้า เข็นรถตามไป

อาทิจเห็นดรุณีทำกุญแจรถตก เขาหยิบขึ้นมาจะเรียกดรุณี  แต่พอเงยหน้าขึ้นทุกคนก็หายไปจากตรงนั้นแล้ว เขาจึงเดินไปฝั่งตรงข้าม เข้าไปในร้านอาหาร เจ้าของร้านมาแจ้งรายการอาหารยาวเหยียด เสร็จแล้วถามว่าจะรับอะไรดีครับ

“น้ำแข็งเปล่าแก้วนึงครับพี่ พอดีคุณแม่ผมทำกับข้าวมาให้แล้ว” เจ้าของร้านทำหน้าเซ็ง อาทิจไม่ได้สังเกต เขาจัดแจงเอาห่อใบตองออกมาสองห่อ ห่อหนึ่งเป็นข้าวเหนียวนึ่งอีกห่อเป็นเนื้อย่างแดดเดียว

ดรุณีกับน้าแก้ว อึ่ง และพันยังอยู่ฝั่งตรงข้าม ดรุณีชะเง้อมองอาทิจแล้วสั่งทุกคนแยกย้ายไปซื้อของ น้าแก้วบอกว่าดีไปเร็วกลับเร็ว คุณคนนั้นจะได้ไม่ต้องรอนาน

“เร็วแต่ไม่ต้องรอค่ะ หนูไม่ได้รับปากเขานี่คะว่าจะให้เขาไปด้วย” พูดพลางเขม้นมองไปที่อาทิจ “เล่นสั่งข้าวมากินซะขนาดนั้นคงอีกนานกว่าจะกินเสร็จ ถ้าเรากลับแล้วมาไม่ทัน มันก็ไม่ใช่ความผิดของเรา จริงไหมคะ แล้วเจอกันที่รถเลยนะคะน้าแก้ว” พูดแล้วเดินไปเลย น้าแก้วมองตามหลังส่ายหน้าอย่างรู้ทัน แล้วเดินไปอีกทาง

อาทิจไม่ทันกินข้าว ก็มีหญิงจรจัดคนหนึ่งอุ้มลูกเข้ามาขอข้าวเจ้าของร้านกิน ถูกเจ้าของร้านไล่บอกว่าติดหนี้ข้าวเป็นร้อยแล้วยังมีหน้ามาขออีก อาทิจเห็นดังนั้นจึงเรียกหญิงจรจัดมากินกับตน เจ้าของร้านไม่ยอมให้นั่งเพราะไม่ได้ซื้ออะไรที่ร้าน อาทิจเลยให้สั่งน้ำแข็งเปล่าแก้วหนึ่ง แล้วเลื่อนข้าวกับเนื้อย่างแดดเดียวของตนให้หญิงคนนั้นกับลูกกิน

สองแม่ลูกกินอย่างหิวโหย อาทิจมองอย่างเวทนาจนตัวเองลืมความหิวไปเลย

ooooooo

ดรุณีกับน้าแก้ว อึ่ง และพันซื้อของเสร็จกลับมาแล้ว เธอเร่งทุกคนให้ไปกันได้เลย น้าแก้วท้วงติงว่ามันจะดีหรือ เดี๋ยวใครๆจะนินทาเอาได้ว่าคนที่สวนคุณย่าไม่มีน้ำใจ อึ่งกับพันเห็นด้วย ดรุณีโต้ว่าน้ำใจมีไว้ตอบแทนคนที่มีน้ำใจให้เราเท่านั้น

อาทิจได้ยินพอดีถามว่า แล้วการเก็บกุญแจรถที่คนทำตกไว้แล้วไม่ขโมยรถ แต่นำกุญแจมาคืนเจ้าของ อย่างนี้เรียกว่ามีน้ำใจไหม ดรุณีฉุกคิดได้ตบกระเป๋าหากุญแจรถจึงรู้ว่าหายไป
อาทิจยื่นกุญแจรถไปตรงหน้า เธอกระชากไป อาทิจถามว่า ในเมื่อตนมีน้ำใจเธอก็คงไม่กลืนน้ำลายตัวเอง จริงไหม พูดแล้วกระโดดขึ้นท้ายรถกระบะเลย ดรุณีสะบัดไปที่นั่งคนขับกระชากรถออกไป จนคนที่นั่งอยู่กระบะเทหัวทิ่มไปข้างหน้าแล้วกระดอนมาข้างหลังหัวทิ่มหัวตำ ไปตามกัน

ระหว่างทางกลับไปสวนส้ม อาทิจมองสองข้างทางอย่างศึกษาหาข้อมูล ส่วนอึ่งกับพันนั่งมองอาทิจนึกในใจว่าหมอนี่เป็นใครนะ ทำไมหล่อลากดินขนาดนี้ อาทิจหันมาเจอสายตาของทั้งสองก็ฉีกยิ้มให้แล้วมองไปทางอื่นอย่างไม่สนใจ

ส่วนที่หน้ารถ หลังจากน้าแก้วรู้ว่าอาทิจคือชายหนุ่มคนที่มากอดไหล่ดรุณีที่พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงเมื่อ

วันก่อน ก็หัวเราะชอบใจว่านี่ต้องเป็นเนื้อคู่กันแน่ๆ ถึงได้เจอกันแล้วเจอกันอีก สงสัยว่าหนุ่มนี่คงจะไปสมัครงานกับคุณย่า เหลียวมองข้างหลังแล้วพูดขำๆ ว่าพวกสาวๆที่ไร่คงไม่เป็นอันทำงานกันแน่ ขนาดอึ่งกับพันยังมองกันไม่วางตาเลย

“เดี๋ยวเถอะ...จะทำให้หายหล่อทั้งคนจ้องทั้งคนถูกจ้องเลย” ดรุณีพูดอย่างมันเขี้ยวแล้วกระชากรถวืดดดดเดียว คนข้างหลังก็ถูกเหวี่ยงไปกองกันข้างหน้าแล้วกระดอนมาข้างหลัง ร้องกันลั่นไปหมด

ดรุณียังตั้งหน้าตั้งตาแกล้งคนข้างหลังทั้งที่ตัวเองเพิ่งขับรถเป็นแท้ๆ จนเกือบประสานงากับรถที่สวนมา ดีที่หักหลบได้หวุดหวิด คราวนี้อาทิจทนไม่ได้แล้ว เขาลงไปนั่งเบียดดรุณีออกไป ขอเป็นคนขับรถเอง ดรุณียังทำอวดดีไม่ยอมให้ขับ

“ขับรถประสาอะไร จะพาทุกคนไปตายกันหมดแล้วรู้ตัวรึเปล่า” อาทิจเสียงดัง ดรุณีถามว่าแล้วเกี่ยวอะไรกับเขา “เกี่ยวสิ ในเมื่อผมนั่งรถมากับคุณ”

ดรุณีบอกว่าไม่พอใจก็โบกรถคันอื่นไปเอง อาทิจไม่ยอมเพราะตนต้องไปพบคุณย่าวันนี้ให้ได้ และต้องไปรถคันนี้ด้วยแล้วนั่งเบียด ดรุณีตวาดว่าเขาไม่มีสิทธิ์มาขับรถคุณย่า อาทิจถามว่าทำไมจะไม่มีสิทธิ์ในเมื่อตนก็เป็นหลานคุณย่าเหมือนกัน และก็ขับรถเป็นกว่าเธอหลายเท่า

ทุกคนเลยพากันอึ้งเมื่อรู้ว่าอาทิจเป็นหลานคุณย่า เขาจึงเปิดเผยตัวเองว่าชื่ออาทิจเท่านั้นเอง ดรุณีถึงกับตะลึงว่าที่แท้ก็นายคนนี้นี่เอง!

ooooooo

อาทิจขับรถมาจนถึงสวนส้ม น้าแก้วบอกดรุณีว่าตนจะจัดการกับของที่ซื้อมาเอง ให้เธอพาอาทิจไปพบคุณย่าก็แล้วกัน ดรุณีเดินอ้าวไปเลย จนน้าแก้วต้องพูดออกตัวกับอาทิจว่า เธอคงไม่คิดว่าเขาจะเป็นหลานคุณย่าเลยตั้งตัวไม่ทัน และคงรู้สึกผิดเรื่องขับรถด้วย แก้ต่างให้ว่า เธอเพิ่งขับรถเป็น ไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งเขาหรอก

“ผมไม่ติดใจอะไรหรอกครับ เพียงแต่คิดว่าจะทำยังไงถึงจะเอาชีวิตรอดมากราบคุณย่าได้เท่านั้น”

ดรุณีตะบึงตะบอนพาอาทิจไปหาคุณย่า พูดเหน็บว่าพอได้รับจดหมายก็รีบแจ้นมาเลย คุณย่ามองอาทิจที่เข้ามาอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว สัญชาตญาณความเป็นย่าหลานทำให้มองกันด้วยสายตาอบอุ่น ชิดเชื้อ

อาทิจเข้าไปก้มกราบแทบเท้าคุณย่า ดรุณีทำแสบแกล้งยื่นเท้าไปใกล้คุณย่าเลยเหมือนอาทิจกราบตนไปด้วย แต่อาทิจก็ไม่สนใจเมื่อคุณย่าถามว่ามาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ มาอย่างไร
อาทิจกับน้าแก้วช่วยกันเล่า คุณย่าเห็นรอยฟกช้ำที่แขนกับศอกของอาทิจถามว่าไปโดนอะไรมา อาทิจไม่อยากมีเรื่องตอบเลี่ยงไปแบบไม่โกหกแต่ก็พูดไม่หมดว่า ตนข้ามถนนแล้วไม่ทันเห็นรถที่แล่นมา กระโดดหลบเลยล้มกระแทกพื้นเอง

คุณย่าบ่นพวกวัยรุ่นที่เพิ่งหัดขับรถแล้วออกมากวนเมือง เตือนเขาต้องระวังตัวให้มาก อาทิจสะใจมากบอกคุณย่าว่า

“ครับ ผมจะระวังพวกวัยรุ่นกวนเมืองพวกนี้ให้มากครับ” พลางปรายตาไปทางดรุณี เธอตีหน้ายักษ์ใส่ ส่วนน้าแก้วรู้แกวแอบขำเบาๆ จากนั้นคุณย่าลำดับญาติให้ฟังว่า

“มาด้วยกันอย่างนี้พ่ออาทิจคงรู้จักกับแม่ณีแล้วสินะ แม่ณีเป็นน้องคนหนึ่งของย่า ก็ต้องมีศักดิ์เป็นย่าของพ่ออาทิจด้วย”

“นายอาทิจต้องเรียกหนูว่า คุณย่า ถูกไหมคะ” ดรุณีดี๊ด๊า พอคุณย่ารับว่าใช่ เธอก็หันไปยืดกับเขาทันที ทำเอาอาทิจกระอักกระอ่วนใจ คุณย่าตัดบทว่าคนไทยเรานิยมนับญาติกันตามอายุ ถามอาทิจว่าอายุเท่าไร พอรู้ว่า 20 เศษ คุณย่าบอกว่าแก่กว่าดรุณี 3 ปีเอง บอกดรุณีว่า ให้เธอเรียกอาทิจว่า “พี่” ก็แล้วกัน ทำเอาดรุณีปรับอารมณ์ไม่ทันหน้างํ้าไปเลย

แล้วคุณย่าก็ประทับใจหลานชายคนนี้ เมื่อจัดห้องพักให้แล้ว เขาบอกว่าตนกินอยู่ง่ายขอแค่เสื่อผืนหมอนใบ มีข้าวกินมีที่ดินให้ทำงาน แค่นั้นก็พอแล้ว

ตอนที่ 3

ที่หน้าร้านอะไหล่รถแทรกเตอร์ในเมืองเชียงใหม่ รถสปอร์ตหรูคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอด ชายหนุ่มหล่อ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมหรูเก๊กท่านายแบบก้าวลงจากรถมายืนเท่อยู่ข้างรถ เขาคือเวทางค์ ลูกชายผู้ว่าฯประเวทย์

ที่อีกด้านหนึ่งของรถ สาวน้อยแสนเปรี้ยว ก้าวลงมาในชุดกระโปรงสั้นโชว์เรียวขาถึงเหนือเข่า เสื้อกล้ามโชว์เนินอกใส่แว่นดำเก๋ไก๋ พอลงมาก็ถอดแว่นมองไปข้างหน้าด้วยท่านางแบบเช่นเดียวกัน  เธอคือวิยะดา น้องสาวของเวทางค์นั่นเอง...

วิยะดาชี้ให้พี่ชายดูพวกสาวแท้สาวเทียมที่กำลังกรี๊ดกันสติแตกมองมาทางนี้ เวทางค์พูดอย่างยโสว่า

“ขี้เกียจดู ไปไหนก็มีแต่ผู้หญิงกรี๊ด เบื่อแล้ว ไม่รู้จะกรี๊ดอะไรพี่นักหนา”

แต่ที่แท้บรรดาสาวแท้สาวเทียมเหล่านั้นไม่ได้กรี๊ดเวทางค์ แต่กรี๊ดคนที่อยู่ข้างหลังเขา คืออาทิจนั่นเอง

วิยะดามองเลยไปด้านหลังเวทางค์ เห็นอาทิจเดินเท่เข้าไปในร้านขายอะไหล่แทรกเตอร์ วิยะดากรี๊ดลั่นถามพี่ชายว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร เวทางค์หันมองบอกว่าเข้าร้านแบบนั้นจะเป็นใครได้นอกจากช่างซ่อมรถ ชวนไปกันเถอะตนหิวแล้ว

ที่ร้านอาหารนี่เอง เวทางค์กับวิยะดาเจอดรุณี ต่างทักทายกันด้วยความยินดี สองพี่น้องนึกว่าดรุณีมาทาน อาหารร้านหรู สมเป็นหลานผู้ว่าจริงๆ ดรุณีชี้แจงว่าร้านนี้ไปรับส้มที่สวนเป็นประจำ เขาให้บัตรลด 50% ก็เลยมาใช้บริการ แล้วชวนนั่งด้วยกันตามมารยาท

น้าแก้วถือถุงน้ำปูมาเจออาทิจยืนอยู่หน้าร้านชวนเข้าไปด้วยกัน อาทิจบอกว่าเห็นดรุณีเจอเพื่อนเลยคิดว่ายืนรอข้างนอกดีกว่า แล้วเปลี่ยนใจขอเอาของไปเก็บที่รถ แล้วจะนั่งรอที่นั่นเลย เชิญน้าแก้วตามสบายไม่ต้องห่วงตน

น้าแก้วเข้าไปเห็นเวทางค์กับวิยะดาก็เข้าไปทัก สองพี่น้องพยักหน้ารับอย่างถือตัว น้าแก้วถามดรุณีว่าไม่ทราบจะคุยกันนานไหม เพราะอาทิจไปรออยู่ที่รถ วิยะดาถามทันทีว่าใครคืออาทิจ หล่อไหม ดรุณีตัดบทว่าอย่าสนใจเลย แล้วถามเวทางค์ว่าจะเอาบัตรลด 50% ไว้ใช้ไหม

“ลูกผู้ว่าต้องจ่ายเต็มเท่านั้นจ้ะ ใช้บัตรลด 50 เปอร์เซ็นต์ อายเขาตาย” เวทางค์ทำท่ารังเกียจ ดรุณีเลยเก็บบัตรใส่กระเป๋า หยิบกาแฟและถุงขนมปังเดินออกไปกับน้าแก้ว

ooooooo

ดรุณีเดินมากับน้าแก้ว พอใกล้ถึงรถก็ยื่นให้น้าแก้วเอาไปให้อาทิจ สั่งว่าห้ามบอกว่าตนเป็นคนฝากมาให้ เพราะจริงๆแล้วตนก็ไม่ได้อยากให้ แต่คุณย่าให้เงินมาแล้วเดี๋ยวไปอ้อนคุณย่าว่าไม่มีใครซื้อข้าวซื้อน้ำให้กิน ตนจะเดือดร้อน น้าแก้วได้แต่ยิ้มแล้วส่ายหน้าอย่างเอ็นดู กับความเฮี้ยวของเธอ

พอน้าแก้วไปถึงก็ยื่นทุกอย่างที่ดรุณีใส่มือมาให้อาทิจที่ยืนพิงตึกอยู่ข้างรถบอกว่า มีคนฝากมาให้ อาทิจหันมองดรุณี เธอสะบัดหน้ากระชากเสียงพูดลอยๆ “ไม่ใช่ฉัน!!”

อาทิจถามว่าน้าแก้วซื้อมาหรือ พลางจะยกมือไหว้ขอบคุณ น้าแก้วรีบยกมือห้ามบอกว่าไม่ต้องไหว้ไม่ใช่ น้าแก้ว อาทิจเลยแกล้งพูดว่า “อ๋อ...รู้แล้ว สงสัยจะเป็นเพื่อนชายของคุณณีซื้อให้”

ดรุณีหันขวับชักสีหน้าใส่แต่พูดผ่านน้าแก้วให้บอกผู้ชายคนนั้นว่าอย่าหาเรื่อง ตนมาหาซื้อหนังสือไม่ได้นัดแฟนออกมาคุย อาทิจนึกสนุกเลยพูดผ่านน้าแก้วบ้าง ให้ช่วยอธิบายกับคนนี้ด้วยว่าตนพูดว่า เพื่อนชาย ไม่ได้พูดว่าแฟน

ทั้งสองโต้เถียงกันผ่านน้าแก้วทั้งที่น้าแก้วไม่ได้พูดอะไรเลย กระทบกระแทกกันไปมาจนอาทิจอบรมผ่านน้าแก้วว่า

“ผมว่าน้องคนนี้ของน้าแก้วท่าจะคิดมากนะครับ ผมจะหมายถึงแฟนได้ยังไง ในเมื่ออายุของน้องคนนี้สมควรจะตั้งใจเรียนอย่างเดียว ถ้าเป็นน้องสาวผม ผมจะสอนเขาว่าอย่าริอ่านมีแฟน”

อาทิจเห็นว่ายั่วดรุณีขึ้นก็ยิ่งยั่วจนเธอตอบโต้ไม่ออก น้าแก้วที่ยืนเป็นตัวกลางให้ทั้งสองโต้เถียงกันไปมาตัดบทว่า

“พอได้แล้วค่ะ ถ้าน้องคนนี้กับผู้ชายคนนั้นยืนทะเลาะกันอยู่อย่างนี้  แล้วทางคุณย่านู้นกับคนงานทางโน้นจะได้กินข้าวเย็นกันไหมคะ”

ทั้งคู่เลยหย่าศึก น้าแก้วยื่นกาแฟกับขนมปังให้อาทิจกินรองท้องก่อนเพราะต้องขับรถอีกนาน เขาบอกว่าแวะกินที่ไปรษณีย์มาแล้ว ดรุณีบ่นลอยๆว่ากินแล้วทำไมไม่บอกแต่แรกจะได้ไม่ต้องเปลืองสตางค์ซื้อ เลยถูกอาทิจจับเท็จว่า

“อ้าว...ตกลงนี่คุณเป็นคนซื้อให้ผมเหรอ แหม...ถ้าบอกเสียตั้งแต่แรก ผมกินฉลองศรัทธาไปนานแล้ว จะได้ไม่ต้องทะเลาะกันเป็นเด็กๆต่อหน้าน้าแก้วด้วย”

ดรุณีโกรธจนทำอะไรไม่ถูกเลยค้อนไล่ตั้งแต่น้าแก้วไปถึงอาทิจแล้วตะบึงตะบอนไปขึ้นรถ

อาทิจได้แต่ขำ ที่ดรุณีมาทำให้ตนกลายเป็นเด็กไปด้วย

ooooooo

ประเวทย์กับวิไลลักษณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่กับภรรยา พ่อแม่ของเวทางค์และวิยะดาเป็นครอบครัวที่ใช้ชีวิตหรูหราฟุ้งเฟ้อ ฟู่ฟ่า วันนี้เวทางค์กับวิยะดาที่ไปเรียนกรุงเทพฯกลับมาเยี่ยมบ้าน

เวทางค์กับวิยะดาบอกแม่ว่าเจอดรุณีที่ตลาดเมื่อครู่นี้ วิไลลักษณ์คาดว่าสิ้นเดือนพอดีดรุณีคงเอาเงินมาเข้าธนาคารให้คุณย่า แล้วเตือนลูกทั้งสองว่า ต้องอยู่ติดคุณย่าเข้าไว้ ไม่อย่างนั้นดรุณีจะได้จากคุณย่าไปหมด ชวนพรุ่งนี้ไปหากันเลยไหม

เวทางค์ไม่ไปเพราะนัดเพื่อนโยนโบว์ไว้แล้ว ส่วน วิยะดาก็ไม่ไปเพราะไปที่นั่นเหมือนอยู่หลังเขา ไม่มีสัญ– ญาณโทรศัพท์ จะบีบีกับใครก็ไม่ได้ ไปถึงคุณย่าก็คุยแต่เรื่องทำไร่ทำสวนน่าเบื่อจะตาย

“เบื่อยังไงก็ต้องไป ท่องเอาไว้สิ เงิน...เงิน...เงิน มรดกคุณย่ามีไม่ใช่น้อยนะ ลูกจะปล่อยให้ยายณีคว้าไปครองคนเดียวหรือจ๊ะ” วิไลลักษณ์หว่านล้อมแกมขู่ ลูกทั้งสองเลยมองหน้ากันเซ็งๆ

ooooooo

วันนี้ อาทิจกับต๊อดไปเล่นน้ำที่น้ำตกกัน แล้วทั้งสองก็ถูกดรุณีแหวใส่ว่าใครอนุญาตให้มาเล่นน้ำในที่ส่วนตัวของตน อาทิจทำหน้างงบอกว่าตนมาอาบน้ำที่นี่ทุกวันตั้งแต่แรกที่มาถึงไม่เห็นมีใครมาอ้างสิทธิ์เลย

ดรุณีไล่ให้ไปเล่นที่ปลายน้ำหรือที่มุมไหนก็ได้ อาทิจไม่อยากมีเรื่องเลยชวนต๊อดหลบไปเล่นอีกฟากหนึ่ง แต่แกล้งพูดดังๆให้เข้าหูดรุณีว่า

“ย้ายมาอาบปลายน้ำก็ดีเหมือนกัน เผื่อมีใครขึ้นไปเล่นน้ำตกชั้นบน หรือไม่ก็พวกช้างที่อาจจะฉี่ระหว่างเดินข้ามน้ำมันก็จะโดนพวกที่อยู่ต้นน้ำก่อน”

ซ้ำต๊อดยังประสานเสียงเป็นปี่เป็นขลุ่ยว่าถ้าเป็นช้างก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นคนนี่สิเรียกว่าฝันร้ายเลยละ

เป็นจังหวะเหมาะพอดีที่มีอะไรเป็นก้อนๆสีทองลอยตุ๊บป่อง...ๆมาสองสามก้อน สองหนุ่มทำเสียงสยองว่ามาแล้ว จิ๋วแจ๋วมองไปร้องบอกดรุณีว่าอึลอยมา ดรุณีร้องอย่างขยะแขยง แต่พอเพ่งมองดีๆกลายเป็นซังข้าวโพด อาทิจกับต๊อดหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็งที่หลอกดรุณีได้สำเร็จ

ดรุณีเจ็บใจที่ถูกหลอก กลับไปฟ้องคุณย่าว่าอาทิจ บุกรุกเข้าไปในที่ส่วนตัวของตน เลยถูกคุณย่าอบรมว่าน้ำตกเป็นที่สาธารณะ เราไม่มีสิทธิ์แสดงความเป็นเจ้าของแม้ว่ามันจะอยู่ในที่ของเราก็ตาม

ooooooo

ที่ร้านขายของชำของทองประศรี สาวเปรี้ยวเปลี่ยวเหงา เธอเป็นอีกคนที่ดีอกดีใจมากเมื่อรู้จากตุ๊ลูกหนี้ที่เป็นคนงานที่สวนส้มของคุณย่าว่ามีหลานชายของคุณย่ามาอยู่ด้วย ถามอย่างตื่นเต้นว่าหล่อไหม

ตุ๊เลยฉวยโอกาสขอเซ็นสบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน แป้งฝุ่น และยาทาเต่าด้วย ทองประศรีถามตุ๊ว่าแล้วเมื่อไรจะพาไปรู้จักหลานชายคุณย่า เสนอว่าพรุ่งนี้เลยได้ไหม

“จ้ะ...แต่สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน แป้งฝุ่น แล้วก็ยาทาเต่าน่ะขอเดี๋ยวนี้เลยนะ” ตุ๊เล่นทีเผลอเลยได้เซ็นของไปอีกเพียบ

ooooooo

วันนี้คุณย่าทำข้าวเหนียวมะม่วง ดรุณีชมว่าหน้าตาน่ากินจัง คุณย่าบอกว่าใกล้เสร็จแล้วให้ไปตามอาทิจมากินข้าวก็คงเสร็จพอดี ดรุณีบอกว่าอาทิจฝากจิ๋วแจ๋วบอกมาแล้วว่าจะกินกับคนงาน เพราะอยากซ่อมแทรกเตอร์ให้เสร็จ คุณย่าเลยเอาใส่ปิ่นโตให้ดรุณีขี่จักรยานไปส่ง มีทั้งกับข้าวและข้าวเหนียวมะม่วง

ดรุณีถึงกับเซ็ง เพราะคิดว่าวันนี้ไม่ต้องไปเป็นแจ๋วของอาทิจแล้วเชียว จำต้องเอาปิ่นโตแขวนที่แฮนด์จักรยานปั่นไปให้

อาทิจทำงานเพลินจึงมาเข้าแถวรับอาหารเป็นคนสุดท้าย ปรากฏว่ากับข้าวหมดเหลือแต่ติดก้นหม้อ เขาบอกน้าแก้วว่าไม่เป็นไรตนกินได้ จิ๋วแจ๋วรีบบอกว่าอย่าเพิ่งกิน เพราะดรุณีกำลังเอาปิ่นโตมาส่ง อาทิจเลยต้องหิ้วท้องรอทั้งที่หิวมาก

ดรุณีขี่จักรยานมาหลับตาสูดอากาศยามเย็นอย่างชื่นอกชื่นใจจนเกือบชนรถกระบะขนส้มที่สวนมา หักหลบเลยล้มทั้งคนทั้งรถ แต่น่าอัศจรรย์ที่ปิ่นโตทั้งเถากลับตั้งอย่างดีที่พื้น แทนที่จะดีใจ ดรุณีกลับคิดแก้เผ็ด

เมื่อไปถึงก็ทำทีเดินกะเผลกๆ จูงจักรยานเข้าไปบอกว่าจักรยานล้มอาหารในปิ่นโตหกหมด อาทิจหน้าแห้งเพราะหิวจัด ดรุณีแอบยิ้มที่แกล้งอาทิจได้ แม้แค่เพียงอาหารมื้อเดียวก็สะใจ๊...สะใจ...

ooooooo

วันนี้ วิไลลักษณ์พาเวทางค์กับวิยะดามาหาคุณย่าที่บ้าน ปากหวานทั้งแม่ทั้งลูกว่า คิดถึงคุณย่ามาก ถึงมากที่สุดในโลก คุณย่าขอบใจที่คิดถึงคนแก่ ถามถึงเรื่องเรียนของสองคน วิไลลักษณ์ต้องกล้อมแกล้มตอนแทนลูกว่า “ก็ดีค่ะ...”

คุณย่าบอกว่าดีแล้ว เพราะเรียนเก่งๆทางโรงเรียนก็มีทุนให้ อย่างดรุณีก็ได้รับทุนมาตั้งแต่อยู่ ม.3 ย่าแทบไม่ต้องช่วยออกอะไรให้เลย ช่วยแค่ตำราเรียนนิดๆ หน่อยๆ ปีละไม่กี่พัน ถามว่าแล้วสองคนล่ะเป็นอย่างไร

เวทางค์บอกว่าของตนปีละเป็นล้าน คุณย่าตกใจว่าทำไมเยอะอย่างนี้ วิไลลักษณ์แก้ให้ว่าแค่เกือบล้านเท่านั้น เพราะต้องเสียค่าเล่าเรียน ค่าคอนโดฯ ค่าน้ำมัน ค่ากินอยู่ แล้วยังมีตำรากับอุปกรณ์การเรียนอีก วิยะดาแทรกขึ้นว่า ถ้าไม่ดื่มไม่เที่ยวก็อาจจะประหยัดกว่านี้ คุณย่าเลยถามว่า แล้วเธอล่ะยังช็อปของแบรนด์เนมตลอดใช่ไหม

วิไลลักษณ์รีบเปลี่ยนเรื่อง ถามว่าแล้วดรุณีหายไปไหน พอคุณย่าบอกว่า เอาปิ่นโตไปส่งอาทิจลูกของประวิทย์พี่ชายประเวทย์ ที่เรียนจบเกษตรแล้วอยากทำไร่ ทำสวน ประวิทย์เลยส่งมาอยู่ที่นี่

วิยะดาถามทันทีว่าหล่อไหม ส่วนวิไลลักษณ์ก็อยากให้เรียกมารู้จัก เพราะมีคุณอาเป็นถึงผู้ว่าฯเผื่อมีอะไรจะได้พึ่งพาได้

คุณย่าหน่ายๆกับสามแม่ลูกที่นิสัยถอดกันออกมาไม่มีผิด

ooooooo

เมื่อไม่มีกับข้าว อาทิจเลยตำส้มตำกินกับคนงาน อย่างเอร็ดอร่อย ดรุณีหมั่นไส้ที่ตั้งใจแกล้งอาทิจแต่เขากลับได้กินของชอบ เลยจะกลับ พอดีจิ๋วแจ๋วมาบอกอาทิจว่าคุณย่าให้มาตาม  เพราะวิไลลักษณ์มาที่บ้าน อาทิจทำหน้างงๆ เพราะไม่รู้ว่าวิไลลักษณ์เป็นใคร

พออาทิจมาถึง วิยะดาถึงกับกรี๊ดออกมาด้วยความดีใจที่เขาคือชายหนุ่มที่ตนเห็นที่ตลาดวันนั้น เพ้อว่าไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเป็นญาติกัน คุณย่าแนะนำลำดับญาติ แล้วก็นับอายุกัน เวทางค์แก่กว่าอาทิจเกือบ 2 ปี คุณย่าบอกให้อาทิจเรียกพี่ เวทางค์รีบบอกว่าไม่ต้องเรียกพี่หรอก ฟังดูแก๊แก่...เพื่อนในห้องเรียนอายุเท่าอาทิจก็มีถมไป

ส่วนวิยะดาพอได้ช่องก็รีบแนะนำชื่อเสียงเรียงนาม น้ำหนัก ส่วนสูง ส่วนโค้ง ส่วนเว้าของตัวเองครบถ้วน ถูกวิไลลักษณ์เบรก แล้วถามอาทิจว่าเทือกเถาเหล่ากอมาจากไหนหรือ

ถูกคุณย่าเบรกว่าจำเป็นด้วยหรือ มีผลต่อการทำงานหรือเปล่า วิไลลักษณ์ยืนยันว่าจำเป็น เพราะอุปนิสัยเกี่ยวพันกับสภาพแวดล้อมที่อยู่ด้วย ยกตัวอย่างเวทางค์ว่าเกิดที่ลอนดอนเลยดูสมาร์ท โอ่อ่า ถอดแบบผู้ดีอังกฤษมาทั้งดุ้น

“ของผมก็ ดอน ครับ อุดรฯ พ่อผมไปรับราชการที่นั่นพอดี” เวทางค์สอดขึ้นขำๆว่าอุดรราชสีมาน่ะเหรอ เลยถูกดรุณีกัดยิ้มๆว่า

“แหม...พี่เว กลับจากอังกฤษมาเป็นสิบปีแล้ว ยังสับสนเหมือนเพิ่งมาถึงเมื่อเช้าเลยนะคะ ไม่มีหรอกค่ะอุดรราชสีมาน่ะ มีแต่อุดรธานีค่ะ”

เวทางค์ตะแบงว่ามันก็คล้ายๆกันแหละ แล้วพูดข่มเชิงดูถูกอาทิจต่างๆนานาว่าพูดลาวได้ใช่ไหม ชอบกินปลาร้าใช่ไหม ทำท่ารังเกียจ ทั้งที่ตัวเองและแม่ตักส้มตำ ปลาร้าที่อาทิจตำมาฝากคุณย่ากินเอ๊า...กินเอา...

ส่วนวิยะดาก็ตั้งหน้าตั้งตาฉอเลาะอาทิจ ถามเรื่องซ่อมรถแทรกเตอร์ เขาบอกว่าเหลือเปลี่ยนน็อตอีกไม่กี่ตัวคาดว่าเย็นนี้คงเสร็จ วิยะดาจะอยู่เป็นกำลังใจเขา ถูกดรุณีปรามาสว่าอย่าดีกว่า เผื่อซ่อมเสร็จแล้วอาจจะสตาร์ต ไม่ติดก็ได้ เดี๋ยวอาทิจจะหน้าแตกเปล่าๆ แต่ในใจมีแผนอะไรบางอย่างแล้ว

“ปล่อยให้พี่เขาทำคนเดียวเถอะ เขาจะได้มีสมาธิเต็มที่ เดี๋ยวเราค่อยไปชื่นชมตอนมันใช้งานได้แล้วดีกว่า” คุณย่าแทรกขึ้นแล้วหันไปบอกอาทิจว่า “ย่าเป็นกำลังใจให้พ่ออาทิจนะ ย่าเชื่อว่าพ่อต้องทำได้”

เห็นคุณย่าเมตตาอาทิจมาก วิไลลักษณ์จิกตามองอย่าง ริษยา ส่วนดรุณีก็นึกขวางที่คุณย่าเอ็นดูอาทิจจนออกนอกหน้า

ooooooo

ฝ่ายทองประศรีโดยการสมรู้ร่วมคิดของตุ๊ พากันมาแถวโรงซ่อมแทรกเตอร์ ทองประศรีเอาห่วงฮูลาฮูปมาด้วย หมายมาส่ายยั่วอาทิจ ตุ๊เข้าไปสอดแนมก่อน ถ้าเห็นอาทิจอยู่ในนั้นก็จะส่งสัญญาณให้ทอง-ประศรีส่ายเข้าไปหา

ระหว่างรอต่างสัญญาณ ทองประศรีก็ซ้อมส่ายไปพลาง บังเอิญต๊อด อึ่ง กับพัน สามเกลอจอมซ่าเดินมาเจอ เลยแถเข้าไปแซว พอรู้ว่าทองประศรีจะมาเต๊าะอาทิจ เลยแกล้งส่ายเข้าหาทั้งที่ไม่มีห่วง ทำเอาทองประศรีสยองกับท่าอุบาทว์ของทั้งสาม จึงวิ่งฝ่าวงล้อมออกไป

ที่อีกมุมหนึ่ง ดรุณีย่องเข้าไปในห้องซ่อมแทรกเตอร์ แอบไปดูถุงใส่อะไหล่เห็นน็อตอยู่หลายตัวก็จ้องตาเป็นประกาย

“ถ้าน็อตหายไปสัก 2-3 ตัว คงทำไม่ได้มังคะคุณย่า เอ...หรือจะหายไปทั้งถุงดี อึ้ม...ปิดประตูตายเลยดีกว่า ทีนี้ล่ะนายอาทิจ นายได้หน้าแตกแน่” ว่าแล้วดรุณีก็เอาถุงอะไหล่น็อตใส่กระเป๋าสะพายวิ่งออกไป พลันก็ชะงักเมื่ออาทิจเดินมาพอดี

ที่จริงอาทิจไม่ได้เฉลียวใจอะไรเลย แต่ดรุณีมีพิรุธ พออาทิจบอกให้หยุดอยู่นิ่งๆก็รีบแก้ตัวพัลวัน ที่แท้อาทิจเห็นแมลงสาบที่พื้นแถวเท้าเธอ พอเห็นเป็นแมลงสาบเท่านั้น ดรุณีตกใจร้องกรี๊ด กระโดดกอดอาทิจแน่น ทำเอาอาทิจใจเต้นตูมตามจนลืมแมลงสาบไปเลย

พอรู้ตัว ดรุณีเขินจนแก้มแดง ทำเป็นบ่นกลบเกลื่อนว่า ต้องบอกคุณย่าให้คนงานมาทำความสะอาดแล้วเพราะแมลงสาบมากเหลือเกิน เธอเขินจนเดินสะดุดถังพลาสติกใส่น้ำจนเซ เลยยิ่งเขิน สุดท้ายวิ่งอ้าวออกไป อาทิจมองตามยิ้มๆ แต่เกิดอาการใจสั่น ร้อนวูบวาบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน...

ดรุณีเพิ่งกลับมาถึง ไม่ทันนั่ง จิ๋วแจ๋วก็วิ่งมาบอกอย่างตื่นเต้นว่า อาทิจให้มาบอกคุณย่าว่าซ่อมแทรกเตอร์เสร็จแล้ว คุณย่าดีใจมาก ส่วนดรุณีนึกกระหยิ่มในใจว่าเดี๋ยวก็รู้ จะออกหมู่หรือจ่า

เมื่อพากันไปดูที่โรงซ่อม ทีแรกสตาร์ตไม่ติด ทำเอากองเชียร์ใจเต้นตุ๊มๆต่อมๆ แต่พอลองอีกทีคราวนี้เครื่องยนต์ครางกระหึ่ม ทุกคนสีหน้าผ่อนคลายยิ้มแย้ม มีแต่ดรุณีที่นิ่งอย่างสงสัยว่าเป็นไปได้ไง??

ที่แท้ถุงน็อตอะไหล่ที่เธอไปขโมยมาเป็นถุงน็อตอะไหล่ที่ต๊อดซื้อมาเพื่อซ่อมรถจักรยานให้เธอนั่นเอง! ดรุณีเซ็งจนบอกไม่ถูก สุดท้ายก็ทำหน้าตาย คืนถุงอะไหล่ให้ต๊อด อ้างว่าตนเห็นหล่นอยู่เลยหยิบมา คืนต๊อดแล้วรีบจ้ำอ้าวไปเลย

พอมายืนสมทบกับคุณย่าดูอาทิจทดลองเครื่อง คุณย่าใช้ให้ไปเอาน้ำดื่มบ้านคนงานมาให้สักขัน พอดรุณีเดินไป คุณย่าก็เรียกอาทิจมาหา ดรุณีเอาขันน้ำมายื่นให้คุณย่า กลายเป็นคุณย่าให้ส่งต่อให้อาทิจดื่มแก้กระหาย ดรุณีส่งน้ำให้อาทิจท่าทางยังเขินๆ เมื่อนึกถึงเรื่องแมลงสาบที่ห้องซ่อมแทรกเตอร์

ขณะกำลังเขินกันอยู่นั่นเอง วิยะดาฉวยขันจากดรุณีส่งให้อาทิจแทน เธอดี๊ด๊าความหล่อของอาทิจจนดรุณียิ่งหมั่นไส้ชายหนุ่มเป็นทวีคูณ

ooooooo

วิไลลักษณ์มีแผนที่จะให้เวทางค์จับคู่กับดรุณี เพราะรู้ว่าคุณย่าเมตตาดรุณีและจะต้องยกสมบัติให้มากเป็นพิเศษ ส่วนวิยะดาที่ขอจับคู่กับอาทิจก็ถูกแม่เบรกว่าอาทิจเป็นพี่ชาย วิยะดาโต้ว่าดรุณีก็นับญาติกับเราได้เหมือนกัน

“ญาติจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ หน้าตาไม่เห็นเหมือนคุณปู่ทวดเลยสักนิด แต่จะใส่ใจไปทำไม สมัยนี้แค่มีเงินอย่างเดียวก็พอแล้ว เราต้องร่วมมือกันให้ตาเวกับยายณีลงเอยกันให้ได้นะลูก”

ประเวทย์เตือนว่า จะทำอะไรก็อย่าให้ตนต้องมีปัญหากับคุณแม่ก็แล้วกัน แล้วเดินออกไปอย่างไม่อยากยุ่งด้วย

แม้อาทิจจะถูกดรุณีก่อกวนและแผลงฤทธิ์ใส่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ทำให้เขาหวั่นไหวไขว้เขวกับความมุ่งมั่นที่จะทำการผลิตในที่ดินที่คุณย่าอนุญาต อีกทั้งได้กำลังใจจากคุณย่าทั้งคำแนะนำ สนับสนุนกำลังคนและทุนทรัพย์ แต่ทุกอย่างคุณย่าจะให้ทำอย่างเป็นระบบ มีระเบียบ โดยเฉพาะวินัยในด้านการเงิน คุณย่าสอนว่า

“จะทำการค้าต้องละเอียดรอบคอบ ไม่ใช่ตระหนี่ถี่เหนียว ย่ายอมเสียเงินเลี้ยงคนงานเป็นหมื่นเป็นแสนได้ แต่จะไม่ยอมเสียแม้แต่บาทเดียวเพราะความสะเพร่าของตัวเอง”

“ผมจะจำคำสอนของคุณย่าไว้ให้ขึ้นใจครับ” เป็นคำตอบที่เหมือนสัญญาที่อาทิจให้แก่คุณย่า

เพราะรู้คุณค่าของการกินผักและคุณย่าก็ชอบทานสลัด มาก อาทิจวางแผนปลูกผักหลายอย่าง ทั้งคุณย่าและน้าแก้ว บอกให้ดรุณีช่วยอาทิจทำสวนผักด้วย เธอบอกว่าได้ แต่จะใช้งานฟรีๆไม่ได้ อาทิจจึงเสนอขอจ่ายค่าแรงเป็นผักแทน

นอกจากอาทิจจะช่วยงานคุณย่าและทำสวนผักของตัวเองแล้ว เขายังตักเตือนติติงพวกต๊อด พัน อึ่ง ที่คึกคะนองลากเขาไปถ้ำมองหนังสด ว่าไม่ละอายใจบ้างหรือ ขู่ว่าถ้ายังขืนทำแบบนี้อีกจะบอกคุณย่าให้ตัดเงินเดือน

ดรุณียังคงถูกคุณย่าใช้จนกลายเป็นหน้าที่ที่จะต้องไปตามอาทิจมากินข้าวหรือไม่ก็ต้องเอาปิ่นโตไปส่งอาทิจที่สวน วันนี้ก็อีกแล้ว ดรุณีต้องเดินไปส่งปิ่นโตเพราะจักรยานยังซ่อมไม่เสร็จ ขากลับก็เดินบ่นกระปอดกระแปด ครู่เดียวก็เจอต๊อดโผล่มาบอกว่าจักรยานซ่อมเสร็จแล้ว เพื่อตอบแทนน้ำใจที่ต๊อดซ่อมจักรยานให้ ดรุณีถามว่าจะไปไหนเดี๋ยวตนจะไปส่ง

ต๊อดรีบบอกว่าพูดแล้วห้ามคืนคำ พลันก็หันป้องปากเรียกอาทิจออกมา พออาทิจออกมาต๊อดบอกว่าอาทิจ เป็นคนซ่อมจักรยานให้ แล้วทั้งสองก็ช่วยกันย้ำคำพูดของดรุณีให้เธอทำตามที่พูด จนดรุณีต้องยอม แต่มีข้อแม้ว่า

“ฉันยอมให้นายไปด้วยก็ได้ แต่นายต้องไปถีบให้ฉันนั่ง ได้ยินไหมมม!!!”

อาทิจยอมตามเงื่อนไขเกเรของเธอ พอเริ่มขี่รถออกไป อาทิจบอกให้เธอกอดเอวเขาไว้แน่นๆเป็นตายอย่างไรดรุณีก็ไม่ยอมกอด จนกระทั่งอาทิจขี่จักรยานลงเนิน จักรยานพุ่งลงมาพาร่างดรุณีเทไปแนบสนิทกับแผ่นหลังของอาทิจทำท่าจะล้มจนเธอต้องกอดเขาไว้แน่น แต่พอรู้ตัวก็รีบปล่อยเปลี่ยนเป็นยึดรถไว้แน่น

อาทิจเห็นทั้งขำทั้งเอือมความรั้น เซี้ยว เฮี้ยว แก่นของเธอ แต่พอไปถึงบ้านน้าแก้วเห็นถึงกับชมว่า น่ารักจริงๆพี่ขี่น้องซ้อน

แต่พอมาถึงดรุณีก็ขอไปอาบน้ำก่อนบ่นว่าเหม็นเหงื่อคันคะเยอไปหมดแล้ว คุณย่าถามว่าแพ้เหงื่อตัวเองรึเปล่า หรือเหงื่อใคร ดรุณีไม่ตอบเดินปึงปังไปอาบน้ำจนคุณย่าส่ายหน้าบ่น “เออ...ดูทำเข้า...ผีเข้าผีออกจริงแม่คนนี้”

อาบน้ำเสร็จออกมาทานข้าว ทั้งอาทิจและดรุณี ต่างดูแลคุณย่ากันท่ากัน แย่งกันตักโน่นนี่นั่นให้คุณย่า จนพูนจาน น้าแก้วทนไม่ไหวบอกว่า คุณย่าไม่ใช่พระป่าจะได้รับประทานทุกอย่างรวมอยู่ในจานเดียวกันแบบนี้ ทั้งสองเลยยิ้มกันแหยๆ

วันนี้ อาทิจบอกคุณย่าว่าต่อไปมื้อเช้ามื้อกลางวันตนอาจจะไม่ได้มาทานกับคุณย่าเพราะจะอยู่ที่แปลงผัก คุณย่าก็ยังมีแก่ใจจะให้ดรุณีไปเอาปิ่นโตไปส่ง อาทิจเกรงใจบอกว่าดรุณีใกล้สอบแล้วให้ใช้เวลาไปดูหนังสือดีกว่า ตอนเย็นถ้าไม่ติดงานก็จะมาทานข้าวกับคุณย่าเหมือนเดิม พลางยกมือไหว้ลาคุณย่า

“ไปเถอะจ้ะ บุญรักษานะพ่อนะ” คุณย่าเอามือแตะบ่าอาทิจอย่างเอ็นดู

พออาทิจออกไปก็เป็นเรื่องทันที ดรุณีหาว่าเขาเจ้ากี้เจ้าการมาบงการชีวิตตน ตนรู้หน้าที่ของตัวเองดีว่าต้องสอบติดให้ได้ และสักวันจะเป็นด็อกเตอร์ให้เห็นเป็นบุญตาด้วยคอยดู!!

“เยอะไปไหมแม่ณี ย่ายังไม่เห็นพ่ออาทิจเขาจะบงการอะไรเราเลย คิดเรื่อยเปื่อยไปได้”

พอถูกคุณย่าเบรก ดรุณีก็พรั่งพรูความน้อยอกน้อยใจออกมาว่า อะไรๆตนก็สู้หลานคนโปรดของคุณย่าไม่ได้ ใครๆก็พูดถึงแต่เขา ดรุณีพูดไม่ทันขาดคำ เวทางค์ กับวิยะดาก็พากันเข้ามาสวัสดีคุณย่าแล้ววิยะดาก็ถามถึงอาทิจทันที

“เห็นไหมล่ะ” ดรุณีพูดงอนๆแต่ในใจนั้นตะโกนลั่นว่า “เซ็งชะมัด!!”

ooooooo

ทองประศรียังมุ่งมั่นที่จะเอาหลานคุณย่ามาเป็นผัวให้ได้ วันนี้ก็ให้ตุ๊แอบพาไปหมายได้เจออาทิจอีก เลยถูกตุ๊หลอกเซ็นข้าวสารไปเป็นเสบียงอีกสองถุงสบายๆ

แต่ครั้งนี้ก็ผิดหวังอีกตามเคย ไม่ได้เห็นแม้แต่หน้าอาทิจเพราะเขากำลังทำงานถูกกลุ่มคนงานบังไปบังมา จนกระทั่งคุณย่าพาดรุณี วิยะดา และเวทางค์มา ตุ๊เลยรีบพาทองประศรีหลบออกไป เพราะถ้าคุณย่าเห็นต่อไปจะไม่มีทางเข้ามาได้อีกเลย

เมื่อคุณย่ามาถึงโดยมีเวทางค์ประคองข้างหนึ่งและดรุณีประคองอีกข้างหนึ่ง ส่วนวิยะดามาถึงก็รี่เข้าไปเกาะแขนอาทิจทันที เมื่อพากันไปนั่งที่มุมสวยในสวน คุณย่าถามถึงเป้าหมายหลังเรียนจบของแต่ละคน เวทางค์ ต้องการเป็นผู้ว่าฯเหมือนพ่อ วิยะดาอยากเป็นแอร์โฮสเตสเพราะอยากท่องโลกกว้างและช็อปถึงแหล่งผลิตเลย

พอถามอาทิจกับดรุณี ทั้งสองตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “อยากเป็นเหมือนคุณย่า”

คุณย่าไม่ติติงใครเพราะขอแต่เราทำงานให้ดีที่สุด ไม่เบียดเบียนใคร ทำอย่างสุดกำลังด้วยความรัก ก็เชื่อได้ว่า ทุกคนจะเติบโตเป็นกำลังของประเทศชาติได้อย่างงดงาม ไม่จำเป็นต้องมาเป็นชาวไร่ชาวสวนกันหมดหรอก

แล้วจู่ๆเวทางค์ก็เกิดเปลี่ยนใจอยากเป็นอย่างดรุณีขึ้นมา และวิยะดาก็อยากเป็นอย่างอาทิจ คุณย่าเลยบอกว่า งั้นก็ลองดูแล้วหันมองอาทิจ ทำเอาชายหนุ่มงงว่าเกี่ยวอะไรกับตนด้วยเหรอ??

ที่แท้คุณย่าให้อาทิจพาทั้ง 3 คนไปสาธิตวิธีเพาะกล้าผักและการหมักปุ๋ย ใส่ปุ๋ย ฉีดยาฆ่าแมลง

เวทางค์ฟังอาทิจบรรยายการเพาะพันธุ์ผักขั้นตอนต่างๆ แล้วบอกว่าสบายมาก ง่ายกว่าปอกกล้วยเข้าปากอีก แต่พอไปดูถังหมักปุ๋ย เวทางค์ทะเล่อทะล่าเปิดฝาชะโงกลงไปดู สูดกลิ่นปุ๋ยหมักเข้าไปเต็มๆจนต้องวิ่งไปอ้วกแทบตาย ทั้งเวทางค์และวิยะดาเกือบถอดใจกับด่านหมักปุ๋ยชีวภาพนี้

ooooooo

ระหว่างที่ทองประศรีเดินตุปัดตุเป๋กลับด้วยความผิดหวังนั้น เจอทองใบพ่อค้าเร่วัย 35 ที่ทำทีจอดรถถามทาง พอทองประศรีบอกทางไปบ้าน ทองใบเรียกทองประศรีว่า “คุณผู้หญิง” ถามว่าจะไปทางไหน พอรู้ว่าจะไปบ้านนั้นก็ชวนขึ้นรถไปด้วยกัน ระหว่างนั้นก็ใช้สายตาโลมเลียอย่างหื่นจัด นึกในใจ “เสร็จกูแน่”

พอไปถึงบ้าน คำมาผู้เป็นแม่มองทองใบแล้วถามทองประศรีว่า “ผัวเอ็งรึนังศรี” ทองประศรีบอกว่าเจอกันกลางทาง เขาจะมาทางนี้เลยมาด้วย สิงห์ทองผู้เป็นพ่อเดินเมาแอ๋เข้ามาถามว่า แล้วตัวเธอเองไปไหนมา ทองประศรีตอบโพล่งไปว่า

“ก็ไปหาผัวไงจ๊ะพ่อ แต่พ่อกับแม่ไม่ต้องกลัวนะ คนอย่างฉันไม่ใฝ่ตํ่าไปมองไอ้พวกขี้เหล้า เศรษฐีธรรมดาก็ไม่เอา ระดับฉันต้องหลานคุณย่าเท่านั้น”

แต่พอตกกลางคืน ทองประศรีก็ไปหาทองใบที่แอบนัดพบกันที่นํ้าตกและก็ได้ผัวระดับพ่อค้าเร่จอมกะล่อนคืนนั้นเลย

ooooooo

เวทางค์กับวิยะดาพยายามกล้ำกลืนเพื่อเกาะติดคุณย่าตามแผนของวิไลลักษณ์ เวทางค์อวดรู้ในเรื่องการเกษตรทั้งที่ไม่รู้จริงจนถูกวิยะดาขัดคอบ่อยๆ และยิ่งอวดรู้ก็ยิ่งเผยความไม่รู้ จนทั้งอาทิจ คุณย่า และดรุณีพากันมองเขาขำๆ

แต่พอวิไลลักษณ์มารับกลับบ้าน ทั้งสองก็เข็ดขยาดที่จะมาที่ไร่คุณย่าอีก วิไลลักษณ์ต้องติดสินบนเวทางค์ว่าจะซื้อไอแพดให้ ส่วนวิยะดาก็จะซื้อบีบีรุ่นล่าสุดให้ ต่อรองกันจนวินาทีสุดท้าย วิไลลักษณ์ก็ต้องยอมตามเงื่อนไขของลูก

“ติดสินบนลูกอีกแล้วนะคุณ” ประเวทย์ติติง

“ก็แล้วแต่จะเรียกสิคะ ค่าจ้าง ของแลกเปลี่ยน หรือสินบน ยังไงน้องก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกของเราได้เป็นหลานเบอร์หนึ่งของคุณแม่ให้ได้”

วิไลลักษณ์พูดอย่างมั่นใจในเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงของตน ส่วนประเวทย์ก็ทำได้แค่ส่ายหน้าแล้วก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ

ooooooo

อาทิจขอคนงานมาช่วยที่แปลงผัก 4-5 คน เขาพยายามที่จะเร่งงานให้เสร็จ ซึ่งทุกคนก็ร่วมมือด้วยดี แต่เป็นที่เขม่นของไพฑูร คอยมาพูดยุแหย่ว่า รักนายกันจริง ไม่รู้ว่างานเสร็จแล้วนายจะเลี้ยงอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า

อาทิจบอกว่าเลี้ยงแน่ ทำเอาทุกคนหูผึ่งถามว่า

จริงรึเปล่า ต๊อดเสนอว่าเอาแบบมีกรึ๊บด้วย พันเสนอว่าเหล้ายานายหาส่วนปลาปิ้งพันจะจัดเอง

“แต่งานต้องเสร็จเย็นนี้” อาทิจมีข้อแม้ ทุกคนรับรองแข็งขัน ต๊อดเร่งให้เร็วเข้า ตนเปรี้ยวปากเต็มทีแล้ว ทุกคนเลยเร่งมือกันอย่างคึกคัก

“คุณอาทิจจะซื้อเหล้าเลี้ยงพวกเราจริงๆหรือครับ” เกร็งยังไม่วางใจนัก

“ไม่ซื้อ แต่จะต้มเองกับมือเลยครับ”

ไพฑูรได้ยินเต็มสองหู ตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์ขึ้นมา เขาเลี่ยงไปเล่าให้ดรุณีฟังหมายยืมมือดรุณีเล่นงานอาทิจ เพราะดรุณีรู้ดีว่าคุณย่าเกลียดพวกต้มเหล้าเถื่อนถึงขนาดไล่ออกเลยทีเดียว

ไพฑูรทำทีห้ามดรุณีว่าอย่าให้รู้ถึงหูคุณย่าเลย เพราะถ้าอาทิจรู้ว่าตนมาบอกเธอ ก็จะพาลเกลียดหน้าตนไปด้วย

“เอาเถอะน่าพี่ฑูร ณีไม่บอกหรอก รับรอง” แต่พอลับหลังไพฑูรก็พึมพำอย่างสะใจ “สนุกแน่...นายอาทิจ!!”

ส่วนไพฑูรเล่าให้ดรุณีฟังแล้วก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เสี้ยมให้ย่ากับหลานผิดใจกันได้

ooooooo

ตอนที่ 4

เช้านี้  ตุ๊ไปที่ร้านขายของชำเพื่อบอกทองประศรีว่าอาทิจจะลงกล้าผักแล้ว แต่แปลกใจที่ทองประศรี

ไม่กระตือรือร้นเหมือนเคย จัดของไปถามไปว่าร้อนหรือเปล่า คนเยอะไหม ถ้าคุณย่าอยู่ล่ะจะว่ายังไง

ตุ๊ติงว่าถามเหมือนไม่อยากไป ทองประศรีบ่นกระปอดกระแปดว่ามันเสียอารมณ์ที่ไปหลายทีแล้วไม่เจอ

ทองประสานกับทองประสมน้องสาวสองคนยุ

พี่สาวว่ายรรยงก็ไม่เลว ทองประศรีร้องยี้ว่าเป็นแค่สิบตำรวจโท

ระหว่างนั้น ทองใบก็เดินยิ้มกริ่มเข้ามาขอซื้อมีดโกนหนวด พูดเป็นนัย ตาเป็นประกายว่า มีคนบอกว่าโดนแล้วมันจั๊กจี้ ทองประศรีฟังแล้วเขิน แต่พอหยิบมีดโกนหนวดให้ ทองใบส่งเงินพร้อมกับจดหมายน้อยนัด “ที่เก่าเวลาเดิม” ทองประศรีอ่านแล้วยิ่งสะเทิ้นเขินอาย

ตุ๊นั่งกินกล้วยนํ้าว้าอยู่ที่โต๊ะเห็นอาการของทั้งคู่แล้วฟันธงว่า “ไม่ธรรมดา...อะอ๊า...ไม่ธรรมดา”

ooooooo

เย็นนี้เอง เมื่อคุณย่าไปนั่งที่โต๊ะอาหารแล้วถามดรุณีว่าอาทิจยังไม่มาอีกหรือ เธอได้โอกาสทำเป็น พูดว่า ต๊อดมาบอกแล้วว่าเย็นนี้อาทิจไม่มากิน เพราะจะกินกับคนงานและมีเหล้าด้วย ซํ้าเป็นเหล้าเถื่อนต้มกันเองอีกต่างหาก

เป็นเรื่องทันที คุณย่าบ่นว่าทำไมทำอย่างนั้น ตนเคยห้ามแล้ว ต๊อดไม่บอกอาทิจเลยรึไง น้าแก้วติงว่าคนอย่างอาทิจไม่น่าจะกล้าทำ ดูไม่น่าจะเป็นคนดื่มด้วย

“น้าแก้วน่ะมองคนในแง่ดีเกินไป คนที่ดีเว่อร์อย่างนายอาทิจนี่ล่ะ ที่มักจะซ่อนความร้ายกาจที่เรานึกไม่ถึงไว้ข้างในเชื่อหนูสิ” ดรุณีเป่าหู ทันใดนั้น มีเสียงคนเมาร้องเพลงและคุยกันขโมงโฉงเฉงแว่วมา ดรุณียุทันทีว่า “นั่นไงคะ ปาร์ตี้เหล้าเถื่อนเริ่มขึ้นแล้วน่ะค่ะ”

“ไปดูหน่อยสิ” คุณย่าวางช้อนทั้งที่ยังไม่ทันได้กินเลย ดรุณีรีบลุกตามไปอย่างสะใจ

ooooooo

ไปถึงลานนั่งเล่นบ้านพักอาทิจ เห็นต๊อดกำลังยกแก้วขึ้นเชิญชวนทุกคนดื่มท่าทางเมาแอ๋ทีเดียว

คุณย่าเข้าไปถามเสียงเข้มว่าทำอะไรกัน อาทิจรีบวางแก้ว ยกมือไหว้ขอโทษคุณย่าที่พวกตนเสียงดังไปหน่อย

คุณย่าไม่สนใจคาดคั้นว่า อยากรู้ว่าที่ดื่มกันอยู่นี้ มันอะไร ดรุณีแทรกขึ้นทันทีว่า จะเป็นอะไรได้ถ้าไม่ใช่เหล้า แล้วก็เป็นเหล้าเถื่อนด้วย พลางชี้ไปที่เตา หม้อ ที่ยังวางอยู่เป็นหลักฐานครบครัน

แค่เห็นท่าทางไม่พอใจของคุณย่า ทุกคนก็พากันเกร็ง ใจคอไม่ดีแล้ว ต่างอึกอัก ดรุณียิ่งมั่นใจว่าจับได้คาหนังคาเขาแน่แล้ว จนกระทั่งอึ่งบอกว่าพวกตนไม่ได้เมา และที่กินนี่ก็ไม่ใช่เหล้า เกร็งจึงชี้แจงว่า

พวกตนเมาดิบประชดอาทิจที่บอกว่าจะต้มเหล้าให้ดื่ม แต่พอเอาเข้าจริงกลับต้มนํ้ามะตูมกับนํ้าเปล่า ส่วนเตากับหม้อนั่นก็เตรียมไว้ต้มปลาที่ช่วยกันไปหามา

ดรุณีถึงกับใบ้กินสนิท ส่วนคุณย่าบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็แล้วไป บ่นดรุณีว่าไปได้ยินจากใครมาหรือคิดเองเออเอง แล้วคุณย่าก็ชะงักกับกลิ่นหอมที่โชยมา พันบอกว่ากลิ่นปลาเผา คุณย่าบ่นๆว่าเมื่อกี้รีบมาเลยยังไม่ทันได้กินข้าว ชวนดรุณีกินด้วยกันเสียที่นี่เลย ดรุณีบอกว่าตนไม่หิวแล้วทำท่าจะกลับ

“คุณณีรังเกียจพวกเราเหรอครับ พวกเรากลับก็ได้นะครับ คุณณีจะได้กินข้าวกับคนในครอบครัว ไปพวกเรา” ต๊อดลุกขึ้น

“ฉันไม่เคยเห็นพวกเราเป็นคนอื่น เราทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน” ดรุณีหันกลับมา

“งั้นก็กินข้าวด้วยกันสิครับ” อาทิจชวนยิ้มจริงใจ แต่มีเหน็บนิดๆในนํ้าเสียง ดรุณีเลยมาร่วมวง

ดรุณีนั่งข้างๆคุณย่า แกะปลาเผากินอย่างเอร็ดอร่อยกว่าใครเพื่อน ส่วนพวกหนุ่มๆก็เคาะจานร้องเพลงแบบเมาดิบกันอย่างครื้นเครง

ครู่หนึ่ง คุณย่าอยากฟังเสียงแคนขึ้นมา บอกว่าวันก่อนได้ยินต๊อดเป่าเพราะดี ดรุณีก็ยุให้เป่าบอกว่าไม่เคยคิดว่าต๊อดจะเป่าได้ เพราะอย่างนั้น ต๊อดทำหน้าปุเลี่ยนๆ บอกว่าที่ว่าเพราะนั้นตนไม่ได้เป่าหรอก ชี้ไปทางอาทิจบอกว่า

“ฝีมือนายครับไม่ใช่ผม...เอ้าโชว์เลยนาย จัดเต็มซวดๆเด้อ”

อาทิจรับแคนไปเป่าสบายๆ ทำเอาทุกคนเคลิ้มกับเสียงแคนอันไพเราะ ดรุณีเองหลังจากหน้าแตกเพราะชมผิดคนแล้วก็นั่งเท้าคางฟังเพลิน แต่พอเห็นอาทิจเหลือบมาก็รีบยืดตัวตรง นั่งคอแข็งทำเหมือนไม่ได้สนใจฟังสักนิด

ooooooo

ทองประศรีไประเริงกับทองใบ “ที่เก่าเวลาเดิม” กลับมาอย่างอิ่มเอมใจเพราะทองใบบอกว่า กลับไปคราวนี้จะให้เจ้าพ่อกับเจ้าแม่มาสู่ขอ ทองประศรีตื่นเต้นดีใจมาก ไม่คิดไม่ฝันว่าตัวเองจะมีวาสนาได้เป็นสะใภ้เจ้า

กลับมาถึงบ้านถูกคำมาตวาดแว้ดว่าไปไหนมา ทองประศรีชะงักไปนิดหนึ่งแล้วปดหน้าตาเฉยว่าไปหาอาทิจมา สิงห์ทองถามว่าอาทิจไหน ทองประสานตอบแทนพี่สาวว่า

“ก็หลานคุณย่าแดง เจ้าของสวนแถวนี้ไงพ่อ พี่ศรีเขาเล็งไว้กะทำผัว”

สิงห์ทองเสียงอ่อนลงทันที บอกว่าค่อยยังชั่ว มีผัวทั้งทีก็ต้องหาที่มันรวยๆเข้าไว้ ฝ่ายคำมาก็ผสมโรงว่า อย่าเอาไอ้พวกที่ไม่มีหลักแหล่งอย่างพ่อค้าเร่ขายยาถ่ายนั่นเชียว

ทองประศรีอวดว่าทองใบเป็นเจ้าของกิจการ มีชาติตระกูล พ่อแม่อาจจะเป็นเจ้าก็ได้  คำมาขำกลิ้งถามว่าเจ้าพ่อเจ้าแม่เข้าทรงหรือ ถ้ารวยขนาดนั้นมาเร่ขายของทำไม ทองประศรีโต้ว่าแบบในละครที่พระเอกเป็นเศรษฐีพันล้านแต่ปลอมตัวออกมาหารักแท้ไง

“อีบ้า...เรื่องแบบนี้มันมีแต่ในนิยายเท่านั้นเว้ย” คำมาด่า

“ข้าว่า...จับคุณอาทิจให้อยู่หมัดยังจะง่ายกว่าหาพระเอกในนิยายเน่าๆแบบนั้นนะ” สิงห์ทองแนะ

ทองประศรีสะกดกลั้นเต็มที่ทั้งที่อยากจะตะโกนให้ทุกคนรู้ว่า “ผัวฉันเป็นเจ้า!!”

ooooooo

เช้านี้ ดรุณีถูกคุณย่าใช้ให้ไปตามอาทิจมาพบ ไปถึงเห็นเขากำลังถือสายยางรดนํ้าผักเพลิน เรียกอย่างไรก็ไม่ได้ยินเลยเข้าไปตีเพียะ! อาทิจสะดุ้งหันสายยางใส่ เลยกลายเป็นฉีดนํ้าใส่ดรุณีเปียกม่อลอกม่อแลก

ดรุณีโกรธจนแทบจะเข้าไปขยํ้าคอเขา อาทิจรีบขอโทษ บอกเสียงอ่อยว่าคุณย่ามีธุระกับตนหรือ เดี๋ยวจะตามไป เห็นดรุณีทำท่าจะเดินกลับเลยหันไปรดนํ้าอีกแปลง ดรุณีอาศัยทีเผลอวกกลับมาแย่งสายยางฉีด ใส่เขาจนเปียกปอน

อาทิจสั่งให้ไปปิดนํ้า ดรุณีสวนไปอย่างถือดีว่าไม่ปิด โต้เถียงกันไม่ถึงอึดใจก็เล่นสงครามฉีดนํ้าใส่กันอีก ฉีดใส่กันจนดินแฉะลื่นล้มไปด้วยกันหน้าดรุณีเกือบชนหน้าอาทิจ เลยต่างมองกันอึ้ง พอรู้สึกตัวต่างก็อายรีบผละออกมา เห็นนํ้าในสายยางพุ่งกระฉูดสะบัดอย่างไร้ทิศทาง ก็ตกใจรีบลุกจะไปปิดนํ้า ลื่นล้มคลุกคลานกันเลอะเทอะไปหมด

อาทิจเอาผ้าขนหนูผืนเล็กมาจะเช็ดหน้าเช็ดผมให้ เขาดูแลเหมือนทำกับน้องๆที่บ้าน ทำเอาดรุณีเขินรีบดึงผ้าขนหนูไปทำเอง อาทิจยังดูอย่างเป็นห่วงเห็นมดไต่ที่ผมก็ช่วยหยิบออกให้ ท่าทางเขาเป็นธรรมชาติอบอุ่น แต่ดรุณีกลับเขินจนทำตัวไม่ถูกเลยจะกลับ

อาทิจพูดตามหลังว่า “เด็ก” เธอหันขวับมาแหวใส่ ว่าบอกกี่ครั้งแล้วว่าตนไม่ใช่เด็ก เขาเลยอบรมว่าถ้า ไม่ใช่เด็กก็ต้องรู้จักขอบคุณคนที่ช่วยเหลือ เธอเลยกระชากเสียง “ขอบใจ”

“นอกจากขอบใจเป็นแล้ว คนที่มีวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่ ต้องรู้จักตอบแทนคนที่ช่วยเหลือเราด้วย เช่น ให้นั่งจักรยานไปด้วยอะไรแบบเนี้ย”

ดรุณีกลั้นใจบอกว่า “นายถีบฉันนั่ง แล้วทีหลังก็ไม่ต้องมาทำอะไรให้เป็นบุญคุณกันอีก” พูดแล้วค้อนควับ ปาผ้าขนหนูคืนแล้วสะบัดหน้าไป อาทิจเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ เขาปะทะคารมกับดรุณีจนรู้สึกว่าวันไหนไม่ได้ปะทะกันเหมือนชีวิตขาดอะไรไปสักอย่าง

ooooooo

ดรุณีซ้อนท้ายจักรยานที่อาทิจขี่กลับมาถึงบ้าน ทั้งคุณย่าและน้าแก้วมองอย่างแปลกใจ คุณย่าถามว่าไปคลุกขี้โคลนที่ไหนกันมา ดรุณีโบ้ยให้ถามอาทิจ อาทิจเล่าเลี่ยงๆ ดรุณีทนไม่ได้เลยเล่าฉอดๆ โทษว่าอาทิจแกล้งตน พอถูกคุณย่าดักคอว่าตัวเองไม่ได้ตอบโต้เลยใช่ไหม เลยพูดไม่ออก

เมื่อไล่ให้ไปอาบน้ำกัน คุณย่าเอาชุดของคุณปู่ไปให้อาทิจเปลี่ยน พอดรุณีมาเห็นก็อ้อนว่าตนก็อยากใส่ชุดของคุณย่าบ้าง คุณย่าเลยไปเอามาให้ใส่

อาทิจในชุดเสื้อม่อฮ่อมกางเกงเลเดินมาหาคุณย่า ทั้งคุณย่าและน้าแก้วมองตะลึงอึ้งเพราะเขาเหมือนคุณปู่เหลือเกิน คุณย่าเอาจดหมายจากทางบ้านให้อาทิจ เขาอยากเปิดอ่านตอนนั้นใจแทบขาด แต่ก็ยับยั้งชั่งใจเอาใส่กระเป๋าและไปเก็บส้มตามคำชวนของคุณย่า

พอต๊อด อึ่ง และพันเห็นอาทิจกับดรุณีก็พากันอุทานว่า ดรุณีสวยน่ารัก อาทิจก็หล่อตะพึดตะพือ เกร็งเข้ามาทักว่า

“เห็นคุณหนูกับคุณอาทิจใส่ชุดนี้แล้วเหมือนย้อนเวลากลับไปเห็นคุณปู่กับคุณย่าทำงานด้วยกันเมื่อตอนลุงยังเด็ก...เหมือนมาก”

อาทิจอาศัยเวลาพักกลางวันหามุมสงบไปนั่งอ่านจดหมายจากทางบ้าน ดรุณีพูดเหน็บกับน้าแก้วว่า คงเป็นจดหมายแฟนถึงต้องหลบไปอ่าน เพราะกลัวคุณย่ารู้ แล้วบรรยายข้อเสียของการมีแฟนว่า

“การมีแฟนทำให้ไม่มีสมาธิ สะเพร่า เลินเล่อ สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะมัวฝันถึงแฟน”

พอน้าแก้วบอกว่า  นั่นเป็นจดหมายจากทางบ้านไม่ใช่แฟน เพราะตอนคุณย่าเอาให้ตนอยู่ด้วย ดรุณีเลยจ๋อยไป

ooooooo

อาทิจอ่านจดหมายของพ่อกับแม่อย่างมีความสุข มีกำลังใจที่จะทำให้ความฝันของตนและความหวังของพ่อแม่เป็นจริง ยิ่งเมื่อได้อ่านที่น้องๆแต่ละคนเขียนต่อท้ายจดหมายของพ่อกับแม่ อาทิจก็แทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เขาอยากจะบอกกับทุกคนเหลือเกินว่า ทุกตัวอักษรนั้นมีความหมายต่อเขามากมายเพียงใด

บ่ายจัด คุณย่านอนพักผ่อนให้น้าแก้วกับจิ๋วแจ๋วนวดให้ที่บ้าน จิ๋วแจ๋วบอกว่า เย็นนี้อาทิจจะเอาผักลงปลูกที่แปลง ตนขออนุญาตคุณย่าไปช่วยอาทิจได้ไหม น้าแก้วบอกว่าไม่ต้องขอหรอก เพราะทุกคนต้องไปช่วยอาทิจอยู่แล้ว

ดรุณีสวนขึ้นทันควันว่าตนไม่ไป เพราะต้องดูหนังสือเตรียมสอบและดูแลคุณย่า เพราะคุณย่าปวดเนื้อปวดตัวไม่ค่อยสบาย เธอพูดไม่ทันขาดคำ อาทิจก็คลานเข้ามาหาคุณย่า ขอให้ไปลงผักต้นแรกเพื่อเป็นสิริมงคลด้วย

ดรุณีกันท่าทุกทางเพื่อไม่ให้คุณย่าไป จนคุณย่าขัดขึ้นว่า ให้อาทิจไปทำงานต่อเถอะ แล้วย่าจะไป ดรุณีงอนตุปัดตุป่องหาว่าคุณย่าไม่เห็นความหวังดีของตน คุณย่าเลยบอกว่า ถ้าอยากอ่านหนังสือย่าก็ไม่ว่า ย่าไปกับน้าแก้วกับจิ๋วแจ๋วเองก็ได้

“เชิญคุณณีอ่านหนังสือตามสบายนะคะ” น้าแก้วย้ำ ดรุณีเลยยิ่งกระฟัดกระเฟียดที่ไม่มีใครเข้าข้างตนเลยสักคน

ตกเย็น คุณย่าไปปลูกผักต้นแรกลงในแปลงให้อาทิจเพื่อเป็นสิริมงคล คำอวยพรของคุณย่าลึกซึ้งกินใจจนทุกคนน้ำตาคลอ โดยเฉพาะอาทิจถึงกับก้มกราบแทบเท้าคุณย่าเมื่อได้รับพรว่า

“...ย่าขอให้พ่อเป็นดั่งเมล็ดพันธุ์ของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ว่าจะไปตกอยู่ที่ใด ก็มีแต่นำพาความอุดมสมบูรณ์ ความงดงามไปสู่ที่นั่น นะพ่อนะ”

คุณย่ากอดอาทิจไว้แน่น บอกว่า “นับแต่นี้ไป พ่ออาทิจคือเกษตรกรเต็มตัวแล้วนะ”

อาทิจรับคำด้วยความภาคภูมิใจ จากนั้น ทุกคนกรูกันไปหยิบผักที่เพาะในตะแกรงแยกย้ายกันไปปลูก มีแต่ดรุณีเท่านั้นที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ถือว่าตนมาดูแลคุณย่าไม่ได้มาช่วยปลูกผัก แต่ดูไปดูมาก็อดไม่ได้เมื่อเห็น

ต๊อดจับผักแรง อึ่งปลูกจนชิดกันเกินไป และพันก็ปลูกไม่เป็นแถวเป็นแนว ขัดใจนักเลยลงมือปลูกเสียเอง

คุณย่าเห็นอาทิจกับดรุณีทำตัวเหมือนขมิ้นกับปูนเจอกันทีไรได้เรื่องทุกที คืนนี้ ปรารภกับน้าแก้วว่า สองคนนี้จะปรองดองกันได้ไหม บอกน้าแก้วว่า

“ฉันเองก็ไม่รู้จะฝากผีฝากไข้กับใคร นอกจากสองคนนี้ แต่มันก็ทะเลาะกันเสียจริง”

น้าแก้วคาดว่าเพราะดรุณีขี้งอนขี้น้อยใจ ตัวเองเคยเป็นหนึ่งของคุณย่า พออาทิจมาก็เลยอิจฉากลัวคุณย่าจะรักอาทิจมากกว่า อีกทั้งอาทิจเป็นคนอัธยาศัยดีไม่ถือตัว ใครๆก็เทใจให้ ดรุณีก็เลยยิ่งระแวง แต่ก็เชื่อว่าอาทิจจะพิสูจน์ความตั้งใจของเขาให้ดรุณีเห็นจนได้ ขนาดน้องผู้หญิงหลายคนเขายังเอาอยู่ นับประสาอะไรกับดรุณีแค่คนเดียว

“มันจะไม่ง่ายก็เพราะความดื้อรั้นของแม่ณีนี่แหละ” คุณย่าอดกังวลไม่ได้

อาทิจอาศัยช่วงเวลากลางคืนตอบจดหมายของพ่อ แม่ และน้องๆ เขาบรรยายความสุขในการทำงานของตนที่ได้รับกำลังใจและการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจากคุณย่า ให้สัญญากับทุกคนที่บ้านว่า

“...ผมจะตั้งใจ จะอดทนเพื่อพวกเราทุกคน ฝากความคิดถึงน้องๆทุกคนด้วยนะครับ บอกพวกเขาด้วยว่า พี่อาทิจรักพวกเขาเหลือเกิน...รักและคิดถึงคุณพ่อคุณแม่เสมอ...อาทิจ”

ส่วนดรุณีก็อ่านหนังสืออย่างหนักมุ่งมั่นที่จะเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ จะไม่ทำให้คุณย่าผิดหวัง แต่คุณย่ากลับบอกว่า ท่านไม่ตึงเครียดกับเรื่องเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่ ขอแต่ให้เธอทุ่มเทและทำให้ดีที่สุด ถ้าสอบไม่ได้ก็คือไม่ได้ เพราะความรู้ไม่ได้มีแค่ในห้องเรียนสี่เหลี่ยม พูดจากประสบการณ์ของตัวเองว่า

“เราสามารถเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา เรียนรู้จากการได้เห็นของจริง ได้สัมผัส ได้ลงมือทำ ได้พูดคุยกับคนที่ทำเป็นจริงๆ ซึ่งนั่นสำคัญกว่าการเรียนในห้องสี่เหลี่ยมมากมายนัก”

ดรุณีโผเข้ากอดคุณย่าไว้ด้วยความซาบซึ้งใจในความรัก ความเมตตาที่ได้รับจากคุณย่าอย่างมากมายเสมอมา

ooooooo

ทองประศรีฝันเฟื่องที่จะได้เป็นสะใภ้เจ้า แต่รอแล้วรอเล่าทองใบก็ไม่มาสู่ขอเสียที เลยรวบรัดให้ทองใบมาทาบทามกับพ่อแม่ก่อนก็ได้ ทองใบอ้างว่าตนมาในสภาพพ่อค้าเร่แบบนี้ ขืนไปพูดกับพ่อแม่มีหวังถูกฆ่าตายก่อน

ทองใบใช้ความกะล่อนกล่อมทองประศรีหลอกกินฟรีไปเรื่อยๆ

ส่วนตุ๊ที่เอาอาทิจมาล่อทองประศรีหลอกเซ็นของไปมากมายแล้ว แต่มาวันนี้ทองประศรีไม่แยแส จนตุ๊แปลกใจ เชื่อว่าทองประศรีต้องมีคนใหม่แล้วแน่ๆ ที่กะจะเอาอาทิจมาอ่อยขอเซ็นน้ำมันเซ็นไข่ไปกินเลยอด

ooooooo

วิไลลักษณ์ยังหมายที่จะได้สมบัติจากคุณย่า นอกจากพาลูกๆมาใกล้ชิดทำเป็นขยันขันแข็งเอาใจคุณย่า และตัวเองก็มาอ้อนคุณย่าว่าจะออกงานสังคมใหญ่ เอ่ยปากขอยืมเครื่องเพชรชุดใหญ่ใส่ไปงานเพื่อให้สมศักดิ์ศรี คุณย่าบอกว่าชุดใหญ่ไม่มีก็ขอชุดเล็ก คุณย่าบอกว่าชุดเล็กก็ไม่มี แต่จะเอาหีบสมบัติล้ำค่ามาให้ดู

สามแม่ลูกตาโตพากันชะโงกเข้าไปดูหีบสมบัติที่คุณย่าเปิด ปรากฏว่ามีแต่หนังสือเกี่ยวกับการเกษตรที่คุณย่าบอกว่าเก็บสะสมมาตั้งแต่คุณย่ายังสาว บอกว่าจะยืมไปอ่านก็ไม่หวง แต่อ่านเสร็จแล้วต้องเอามาคืน ปรากฏว่าไม่มีใครสนใจเลย

วิยะดาที่ทำเป็นสนใจการเพาะปลูกก็เพียงเพื่อจะได้ใกล้ชิดฉอเลาะอาทิจเท่านั้น เวทางค์ก็กล้ำกลืนกับการใช้แรงงานแค่รดน้ำผักแปลงเล็กๆก็บ่นว่าทำไมไม่ติดสปริงเกิลหรือทำฝนเทียม ใช้สายยางรดแบบนี้โลว์เทคมาก

แล้วทั้งคู่ก็ถอดใจเมื่ออาทิจจะพาไปดูการทำปุ๋ยชีวภาพ แค่พูดถึงทั้งสองก็แทบจะอ้วกแล้ว สุดท้ายอาทิจเลยต้องไปคนเดียว

ระหว่างทางนี่เอง เขาได้เห็นสวนกล้วยที่เขียวชอุ่มร่มรื่น มีเครือกล้วยห้อยสวยงาม อาทิจก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาทันที

พอกลับมา เขาเสนอคุณย่าว่าอยากทำสวนกล้วย เพราะกล้วยใช้ประโยชน์ได้ทั้งต้น คุณย่าเห็นด้วยเพราะตัวเองก็ชอบกินกล้วยอยู่แล้ว ถามอาทิจว่าแล้วจะไปหาหน่อกล้วยที่ไหน อาทิจบอกว่าไปขุดเอาจากแปลงที่เห็น ขอแค่เอารถไปขนเท่านั้น

ดรุณีหูผึ่ง แต่พอขยับจะพูด น้าแก้วก็พูดดักคอเสียก่อนว่า

“แต่ต้องคิดค่าน้ำมันและค่าเสื่อมสภาพ คุณณีจะพูดอย่างนี้ใช่ไหมคะ”

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมจะทำบัญชีละเอียดเหมือนตอนปลูกผักทุกอย่าง”

คุณย่าบอกให้ทำเลยสนับสนุนเต็มที่ แล้วย่าจะให้เงินเดือนด้วย ดรุณีสะอึกขึ้นมาติงว่าไหนคุณย่าตอบจดหมายคุณลุงไปว่าจะให้อาทิจมาทำงานที่นี่ก็ได้ แต่จะไม่ได้รับเงินเดือนไง

“ใช่ ถ้านั่นเป็นงานที่ย่าทำมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ทั้งแปลงผักกับสวนกล้วยมันเป็นงานที่พี่เขาทำขึ้นเอง พี่เขาก็ควรจะได้เงินเดือนและผลกำไรจากน้ำพักน้ำแรงของเขาด้วย มันถึงจะยุติธรรม แล้วย่าจะดูให้นะพ่อนะที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่เท่าไหร่”

“ขอบพระคุณครับคุณย่า” อาทิจกราบที่ตักคุณย่า ดรุณีตาร้อนผ่าวทั้งหมั่นไส้อาทิจและน้อยใจคุณย่าระคนกัน

แต่เธอไม่ยอมแพ้ มุ่งมั่นที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ บอกน้าแก้วที่เข้ามาคุยว่า

“จบมาเมื่อไหร่หนูจะสู้นายนั่นไม่ถอยเลย คอยดู!!!”

ooooooo

หลังจากทำสวนมาทั้งวัน ตกกลางคืน อาทิจเอาแคนมาเป่าให้ต๊อด อึ่ง กับพันได้เซิ้งกันให้ผ่อนคลายเบิกบานใจ เซิ้งไปได้พักใหญ่ อึ่งเสนอว่าเราน่าจะไปที่ร้านทองประศรี ที่นั่นมีอะไรๆน่าสนุกมากมาย เช่น คาราโอเกะ เหล้ายาปลาปิ้ง อาทิจน่าจะไปเปิดหูเปิดตาบ้าง

“ฉันไม่ชอบเที่ยวอย่างนั้น ฉันชอบอยู่กับดินกับต้นไม้”

ต๊อดเลยแซวว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบอยู่กับดินกับต้นไม้เหมือนกัน อาทิจถามว่าใคร ต๊อดกับอึ่งตอบพร้อมกันว่า

“คุณณี”

ดรุณีที่เดินมาจะเอาเรื่องอาทิจที่เป่าแคนหนวกหูรบกวนการอ่านหนังสือของตน ได้ยินหนุ่มๆคุยกันก็ชะงักแอบฟังเก็บข้อมูลเพื่อเอาไปฟ้องคุณย่า ยิ่งต๊อดกับอึ่งเอ่ยชื่อตนก็เงี่ยหูฟัง ซ้ำอาทิจยังทำเสียงสยองปนเบื่อหน่ายว่า

“เขาเกลียดฉันยังกับอะไรดี วันๆเคยพูดดีกันที่ไหน” พันติงว่าคุณณีน่ารักออกนิสัยดีด้วย “ก็อาจจะเป็นอย่างที่นายว่า เขาอาจจะดีกับคนอื่น แต่ไม่ใช่ฉัน ที่สำคัญ...ฉันไม่ชอบผู้หญิงที่นิสัยเหมือนเด็กๆ ฉันไม่มีเวลาไปตามงอนง้อใคร แค่ทำงานก็แทบไม่มีเวลาหายใจแล้ว”

ดรุณีหน้าง้ำเมื่อรู้ว่า ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลังอาทิจก็ยังคงมองตนเป็นเด็กอยู่ร่ำไป

เมื่อคุณย่าอนุญาตและสนับสนุนการทำสวนกล้วย อาทิจลงมือไถที่ทันที ขณะกำลังไถที่อยู่ ดรุณีก็มาตะโกนโหวกเหวก บอกว่าคุณย่าให้มาเรียกไปกินข้าว ทั้งคู่พูดกันไม่เข้าหูตามเคย เรื่องง่ายๆเลยกลายเป็นเรื่องยาก พูดกันไม่รู้เรื่อง อาทิจเลยแกล้งยั่วว่าหงุดหงิดขี้โมโหระวังจะ...เขาทิ้งไว้แค่นั้น

ดรุณีอาละวาดเข้าไปทุบเขา บอกให้พูดมาว่าจะ... อะไร อาทิจเลยกระโดดลงจากรถ เป็นจังหวะที่ดรุณีโน้มตัวเข้าหาเขาเต็มที่เลยตกลงไปเข่ากระแทกพื้นทั้งสองข้างลุกไม่ขึ้น นั่งร้องโอดโอย จึงเป็นหน้าที่ของอาทิจ ที่ต้องแสดงความเป็นสุภาพบุรุษจะพาไปที่จักรยาน ถามว่าจะให้อุ้มเข้าสะเอวหรือจะขี่หลังแบบเกาหลี

ดรุณีเลือกขี่หลัง ก็ถูกเหน็บอีกว่ามีแฟนหน้าเกาหลีเลยต้องเลือกแบบเกาหลี

แม้จะเป็นคู่กัดแต่พอได้ใกล้ชิดสัมผัสร่างกัน ความ รู้สึกอื่นก็แทรกเข้ามา ต่างรู้สึกวูบวาบยังไงบอกไม่ถูก

แต่พอไปถึงบ้าน เวทางค์เห็นอาทิจประคองดรุณีขึ้นบ้านก็หึงขึ้นมา หาว่าอาทิจแต๊ะอั๋งดรุณี แล้วแย่งทำหน้าที่แทน คุณย่าจึงบอกอาทิจให้ไปกินข้าวก่อน

คุณย่าให้เวทางค์ไปเอากล่องอุปกรณ์ทำแผลให้ พอได้กล่องปรากฏว่าแว่นคุณย่าหาย เลยต้องให้เวทางค์ ทำแผลให้ แต่พอเวทางค์เปิดดูแผลเห็นเลือดเท่านั้น ก็เป็นลมหงายผึ่งไปเลย

อาทิจจึงถูกเรียกมาทำแผลแทน เขาทำแผลอย่างคล่องแคล่ว เอาสำลีชุบแอลกอฮอล์จนชุ่มเพื่อล้างแผลวางแช่ไว้ที่แผล แสบจนดรุณีร้องลั่น ดรุณีโมโหคิดว่าเขาแกล้งเลยดีดติ่งหูเขาจนร้องลั่นไปเหมือนกัน ทำเอาคุณย่างงว่าใครเป็นคนเจ็บกันแน่

ooooooo

ทองประศรียัง “ไปตามนัด” กับทองใบเป็นประจำ ที่น้ำตก เฝ้ารอวันที่จะได้เป็นสะใภ้เจ้า แต่วันแล้ววันเล่าทองใบก็เอาแต่บ่ายเบี่ยง จนวันนี้ทองประศรีถามว่าพรุ่งนี้เช้าไปเลยได้ไหม

“เดี๋ยวจ้ะ...รอก่อน รอเจ้าพ่อเจ้าแม่พี่นะจ๊ะ ท่านจะมาถึงที่นี่ช่วงบ่าย” แล้วบอกทองประศรีให้เตรียมแต่งตัวสวยๆรอรับเจ้าพ่อเจ้าแม่ได้เลย

พอกลับบ้าน ทองประศรีบอกพ่อแม่และน้องๆว่าให้ทุกคนเตรียมเอาเสื้อผ้าชุดที่สวยที่สุด ดีที่สุดออกมาแต่ง และทำผมแต่งหน้าให้สวยงามด้วย เพราะจะมีแขกกิตติมศักดิ์มาเยี่ยม

ทุกคนพากันงงกับแขกกิตติมศักดิ์ของทองประ–ศรีว่าเป็นใคร??

เป็นการลงทุนอย่างมาก ที่ทุกคนต้องไปเช่าชุดและจ้างช่างมาแต่งหน้าแต่งผม แล้วตั้งหน้าตั้งตารอแขกกิตติมศักดิ์กัน เมื่อได้เวลาปรากฏว่ายรรยงในชุดตำรวจยศสิบโทเต็มยศเดินเท่เข้ามา ทำเอาทุกคนแทบเป็นลมนึกว่าเป็นแขกกิตติมศักดิ์ แต่เพราะอยากอวด ทองประศรีเลยชวนยรรยงร่วมอยู่ต้อนรับแขกกิตติมศักดิ์ของครอบครัวด้วย

คอยกันจนเงก ตุ๊ก็รีบเข้ามาถามว่าตนมาสายหรือเปล่า ทองประศรีบอกว่าแขกกิตติมศักดิ์ยังไม่มาเลย

“แล้วไป นึกว่ามาไม่ทัน นี่ถ้าไม่เจอไอ้รถขายของชำนั่น พี่ตุ๊คงมาถึงเร็วกว่านี้”

ทองประศรีดีใจถามว่าเจอกันที่ไหน ตุ๊เล่าว่า เจอทองใบที่ถนนทางเข้าหมู่บ้าน เล่าถึงความขี้หลีเจ้าชู้ยักษ์ของทองใบ พอเจอก็ถามว่าคุณผู้หญิงจะไปไหนอาสาจะไปส่ง แต่พอตุ๊บอกว่าไปบ้านทองประศรี ทองใบก็กระโดดขึ้นรถเผ่นไปเลย แถมยังตะโกนใส่หน้าตนด้วยว่าจะไม่กลับมาที่นี่อีกเด็ดขาด

พอตุ๊เล่า ทองประสานกับทองประสมก็เล่ากันฉอดๆ บ้างว่า หมอนี่แหละเวลาทองประศรีไม่อยู่มักจะมาชวนไปเที่ยวเล่นที่น้ำตกกัน ที่จะคุยกันได้นานหน่อยก็เรื่องยี่เก เพราะเป็นคอยี่เกเหมือนกัน ยรรยงฟังอยู่ด้วยเลยแฉแหลกว่า

“ไอ้พระเอกยี่เกเก่านี่แหละ ที่ไปฟาดผู้หญิงหนอง– สะพือมาไม่รู้กี่คนต่อกี่คน จนฉันรับแจ้งความไม่ไหว ตำรวจที่โรงพักถึงกับตั้งฉายาให้มันว่า ทองใบจอมตะบันฟันแล้วทิ้ง”

“พี่ตุ๊ไปเจอมันที่ไหน” ทองประศรีถามเครียด

“ก็ทางเข้าหมู่บ้านนั่นแหละ ป่านนี้คงถึงถนนใหญ่แล้วมั้ง”

ทองประศรีหายใจเสียงครือ...ปากคอสั่นจะเป็นลมเสียให้ได้ พอตั้งหลักได้ทองประศรีก็วิ่งทางลัดไปดัก เจอทองใบกำลังประคองสาวสะโพกดินระเบิดจะพาขึ้นรถพอดี แต่พอเห็นทองประศรีเท่านั้นก็ทิ้งหญิงสาวคนนั้นขึ้นรถเผ่นแนบไปเลย

“ไอ้ทองใบ...ไอ้เลว แกจะหนีไปไหน ไอ้ยี่เกบ้านนอก แกทำอย่างนี้กับฉันได้ยังไง ไหนล่ะวัง ไหนล่ะเจ้าพ่อเจ้าแม่ของแก มันอยู่ไหน ไอ้กะล่อน ไอ้คนเลว!!!”

ทองประศรีแทบจะหมดแรงอยู่ตรงนั้น เจ็บทั้งตัวและเจ็บทั้งใจเหมือนตายทั้งเป็น

เมื่อกลับมา ถูกทั้งพ่อทั้งแม่คาดคั้นถามว่าไปตามทองใบทำไม แล้วแขกกิตติมศักดิ์ที่ว่าเป็นใคร ทองประศรีหาทางโกหกเพื่อให้เรื่องเลวร้ายน้อยที่สุด

เธอปดพ่อกับแม่ว่าที่ไปตามทองใบ เพราะมันเป็นหนี้ตนถึงสองพันบาท ส่วนแขกกิตติมศักดิ์ที่ว่านั้นคืออาทิจหลานคุณย่า ได้ข่าวว่าคนงานจะชวนมาเที่ยวที่ร้านเรา เลยถูกด่าทั้งสองเรื่องว่า แค่เงินสองพันจะร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรขนาดนี้ทำไม นึกว่าเสียตัวให้มันเสียอีก ส่วนหลานคุณย่านั้น อย่าหวังว่าเขาจะมาเที่ยวร้านชำอย่างเรา ระดับเขาต้องไปเที่ยวที่หรูมีแอร์เย็นฉํ่ามีสาวสวยคอยปรนนิบัติ บอกให้เลิกฝันลมๆแล้งๆได้แล้ว

ทองประศรีกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ได้แต่เจ็บชํ้า นํ้าใจจนอกแทบระเบิดอยู่คนเดียว

ooooooo

วันนี้ อาทิจจะไปขุดหน่อกล้วย วิยะดา เวทางค์ และดรุณีต่างก็อ้างเหตุผลที่ไปด้วยไม่ได้ คุณย่าจึงให้ไพฑูรไปช่วย ไพฑูรไปถึงก็ทำเป็นไม่สบายจนอาทิจต้องให้นั่งพักที่รถ แล้วตัวเองไปขุดหน่อกล้วยคนเดียว

ไพฑูรกลับมาเล่าให้ดรุณีฟังว่า อาทิจไปขุดหน่อกล้วยป่าจะเอามาปลูก ดรุณีสะใจมาก หาทางกันพวกที่ดูกล้วยเป็น ไม่ให้ไปช่วยปลูกในวันรุ่งขึ้น อีกด้านหนึ่งก็พูดยั่วยุว่างานแค่นี้เขาทำคนเดียวก็ได้หมายให้อาทิจฮึด จะได้หลงปลูกกล้วยป่า โดยคิดว่าเป็นกล้วยบ้าน แอบนึกสะใจว่า “คราวนี้ล่ะ นายต้องได้เป็นเทวดาตกสวรรค์แน่ ฮิ...ๆ...ๆ”

เช้าวันรุ่งขึ้น อาทิจจะไปลงหน่อกล้วย คุณย่าจะไปดูให้กำลังใจ แต่ถูกดรุณีมาอ้อนให้ไปตรวจบัญชีที่ออฟฟิศในเมืองกับตน เพื่อกันไม่ให้คุณย่าไปเห็นหน่อกล้วย เพื่ออาทิจจะได้หลงปลูกกล้วยป่าไปทั้งสวนเลย

อาทิจมารับคุณย่าตามนัด ถูกดรุณีกันท่าไม่ให้พบ บอกว่าคุณย่าจะไปตรวจบัญชีกับตนในเมือง อาทิจจึงฝากให้บอกคุณย่าด้วยว่าตนมาแล้ว แต่พอเขาจะกลับ ก็ถูก ดรุณีพูดแดกดันว่า

“ทีหน้าทีหลังจะทำอะไรก็คิดให้ดีก่อนนะ อย่าเที่ยวหลงตัวเองว่าปลูกผักได้ แล้วจะทำอย่างอื่นได้ตามไปด้วย”

อาทิจบอกว่าตนยอมเจ็บตัว เพราะอย่างน้อยก็เป็นประสบการณ์ชีวิตในวันข้างหน้า ดีกว่าบางคนที่เอาแต่บริหารปากไม่รู้จักฝึกที่จะบริหารสมองของตัวเอง

ถูกอาทิจด่ากลับเนียนๆ ดรุณีฮึดขึ้นมาบอกว่าตนไม่เดือดร้อนหรอก เพราะคนที่จะเดือดร้อนคือเขา พออาทิจมองงงๆ เธออวยพรประชด “ขอให้นายโชคดี ทำงานอย่างมีความสุขก็แล้วกัน” ปากพูดอย่างนั้นแต่ใจอาฆาตว่า “ในเมื่อนายไม่ลดราวาศอกให้ฉัน เรื่องอะไรฉันจะต้องเห็นใจนาย”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สะใภ้เจ้าสัว EP.11 ไตรวิช เริ่มหึงหวง ฟ้าใส ทั้งที่เป็นแค่เมียหลอกๆ
21 เม.ย. 2564

01:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 21 เมษายน 2564 เวลา 02:24 น.