ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

เสาร์๕ ตอนทับทิมสยาม

SHARE
ตอนที่ 17

บริเวณใกล้เจดีย์ที่สตีเฟ่นซุ่มดูพวกเสือสนธิ์กับอินทร์ลาดตระเวนอยู่ ราฮีมวิทยุเข้ามาบอกว่าพวกตนมาถึงแล้ว สตีเฟ่นให้บุกเข้ามาหาตนเลย ราฮีมกับพวกจึงยิงใส่พวกที่ลาดตระเวนเมื่อเข้าถึง สตีเฟ่นได้สำเร็จ สตีเฟ่นก็สั่งการ

“แบ่งกำลังไว้ที่เจดีย์บางส่วน อีกส่วนหนึ่งตามฉันมา”

“ครับคุณสตีเฟ่น” ราฮีมโบกมือแบ่งลูกน้องเป็นสองส่วน

อีกมุมหนึ่ง ดอน ยอด กระแต และเจนนี่เห็นพวกราฮีมบุกเข้ามา จึงยิงปะทะกัน

“คุณยอด คุณดอน หลอกล่อพวกมันอยู่ที่นี่นะคะ” กระแตเอ่ยขึ้น

“คุณจะไปไหน” ยอดถาม

“ฉันกับเจนนี่จะอ้อมไปด้านหลัง”

“ระวังตัวด้วยนะ เจนนี่” ดอนอดเป็นห่วงไม่ได้

เจนนี่ยิ้มรับปากไม่ต้องห่วง สองสาวหลบหายไปในมุมมืด ยอดกับดอนยิงใส่พวกราฮีมเพื่อเรียกความสนใจ ขณะที่สองสาวเข้าประชิดด้านหลัง แล้วจัดการพวกราฮีมได้บางส่วน

“ตามมาทางนี้ครับ ที่ฐานเจดีย์ด้านโน้นมีช่องเล็กๆ ให้เข้าไป” ดอนบอกทุกคน

แต่พอดอนนำยอด เจนนี่ และกระแตจะเดินเข้าไปก็ชนกำแพงใสที่ซัมดองทำไว้

“มันปิดทางเข้าออก”

“ไหนคะ” กระแตลองเอามือแตะ ยอดกับเจนนี่ลองด้วย

“ทำไมผมก็แทรกตัวเข้าไปไม่ได้” ยอดแปลกใจ

“ต้องเป็นเวทมนตร์ของซัมดองแน่นอน” ดอนมั่นใจ...

อีกด้านของเจดีย์ เทอด เดี่ยว กริ่ง บุษกร ชลดา และยูกิวิ่งมาเจอกับสตีเฟ่นและพวกจึงยิงโต้ตอบกัน พวกเดี่ยวเสียเปรียบเพราะพวกสตีเฟ่นมีคลังอาวุธมาด้วย

“ประหยัดกระสุนกันหน่อยพวกเรา ฝ่ายตรงข้ามมีกำลังเหนือกว่าเรามาก” เดี่ยวเตือน

“เห็นตรงที่ราฮีมอยู่มั้ย ตรงนั้นมีคลังแสง” บุษกรชี้

“งั้นก็ระเบิดคลังแสงมันเลยสิ” ชลดาเสนอ

“ต้องหาใครไปจุดชนวน” ยูกิแย้ง

กริ่งอาสาจะวิ่งเข้าไปให้ แต่เทอดค้านว่าเขาไปได้สะดวกกว่า ว่าแล้วเทอดก็หายตัวแวบไป...เทอดแอบเปิดลังไม้ที่ใส่อาวุธดู แล้ววางระเบิดที่ถอดสลักเรียงสามสี่ลูก สตีเฟ่นหันมาเห็น

“เฮ้ย...นั่นแก...”

เทอดหายตัวไปทันที ชลดากับยูกิบอกเดี่ยวกับกริ่งให้ยิงคุ้มกันให้ด้วย สองสาววิ่งเข้าไปใกล้เพื่อยิงใส่ระเบิดที่เทอดไปวาง สตีเฟ่นรีบดึงราฮีมโดดหนีออกมาก่อนที่คลังแสงจะระเบิดลูกน้องที่หนีไม่ทันล้มตายไปหลายคน

เดี่ยวกับกริ่งวิ่งมาสมทบกับชลดา ยูกิ และบุษกร เทอดปรากฏตัวเข้าเคลียร์พื้นท่ี และเก็บอาวุธที่ยังใช้การได้มาไว้

“ตุนไว้เยอะๆนะคะ ของยังมีเหลืออีกเพียบ” ยูกิแจกจ่ายอาวุธให้เพื่อนๆ

“สตีเฟ่นกับราฮีมมันหนีไปด้านโน้น” เดี่ยวชี้

บุษกรให้แยกย้ายกัน เทอด กริ่ง และเดี่ยวจะตามสตีเฟ่นกับราฮีมไป ให้สามสาวเคลียร์พื้นที่และจัดการลูกน้องที่เหลือ

“ได้ค่ะ ไม่ต้องห่วง กระสุนเพียบแบบนี้ เราจัดการได้” ชลดารับรอง

สามหนุ่มพากันวิ่งออกไป ลูกสมุนโผล่ออกมา สามสาวจึงยิงใส่จัดการจนราบคาบ

ooooooo

สตีเฟ่นกับราฮีมหนีมาสมทบกับพวกอีกกลุ่ม แล้วหันมายิงสาดใส่เทอด เดี่ยว และกริ่ง สามคนต้องหลบหลังต้นไม้ใหญ่ ทันใด...ซัมดองปรากฏตัวขึ้นพร้อมร่างที่บาดเจ็บของเคน

“คุณเคน...” เดี่ยวหันมาเห็นตกใจ

“ถ้าไม่อยากให้ไอ้คนป่านี่ตาย พวกเอ็งจงวางอาวุธ” ซัมดองขู่

สตีเฟ่นเห็นว่าตัวเองได้เปรียบจึงออกมาจับเดี่ยว เทอด และกริ่งมัดไว้กับต้นไม้

“ฆ่ามันเลยซัมดอง อย่าปล่อยไว้เป็นเสี้ยนหนาม”

สตีเฟ่นยกปืนขึ้นเล็ง

“ยังฆ่าไม่ได้” ซัมดองเอ็ด

“แต่พวกนี้ไว้ใจไม่ได้ครับซัมดอง” ราฮีมเสริม

“วันนี้เอ็งได้ฆ่ามันแน่ แต่ต้องรอให้งานของข้าสำเร็จก่อน” ซัมดองผลักเคนล้มลงให้ไปมัดรวมกับพวกเดี่ยว

ทั้งหมดนี้ ต่ำแอบมองเหตุการณ์อยู่ ต่ำวิ่งกระหืดกระหอบกลับมาที่เจดีย์ พบดอน ยอด กระแต และเจนนี่ก็ร้องว่าแย่แล้ว

“มีอะไรคะพี่ต่ำ” เจนนี่ถาม

“รีบไปเร็ว คุณเดี่ยว คุณเทอด คุณกริ่ง คุณเคนถูกจับ”

ดอนรีบถามว่าอยู่ตรงไหน ต่ำให้ตามเขาไป...

ระหว่างนั้น พลบค่ำ ซัมดองทำพิธีเปิดดวงตาสวรรค์ออก ทำให้ลูกแก้วเรืองแสงไปทั่วบริเวณ พลันเห็นภาพ ดอน ยอด กระแต เจนนี่ และต่ำวิ่งอยู่มุมหนึ่ง ทำให้พวกดอน โดนสตีเฟ่นกับราฮีมเอาพวกไปล้อมจับ ต่ำอาศัยความมืดมุด หนีไปได้

พวกดอนโดนมัดและพาตัวมาหาซัมดอง ซัมดองสั่งสตีเฟ่นพาพวกเสาร์ห้าตามตนมา ราฮีมจึงถามแล้วคนอื่นๆ ซัมดองพูดอย่างเหี้ยมเกรียมว่า ฆ่าให้หมด แล้วเดินนำ สตีเฟ่นกับลูกน้องที่คุมตัวพวกเสาร์ห้าให้ตามไป ซัมดอง

ร่ายมนตร์ให้ทุกคนผ่านเข้าประตูไปได้ ราฮีมมองกระแต เจนนี่ และเคนที่ถูกมัด เพื่อจะจัดการตามคำสั่ง

บุษกร ชลดา และยูกิซึ่งแอบมองอยู่แถวทางเข้า จะตามพวกซัมดองเข้าไป แต่เข้าไม่ได้

“พวกเสาร์ห้าอยู่ข้างใน พวกเขาอยู่ในอันตราย” ชลดาเป็นห่วง

“นี่มันอะไรกัน ทำไมเข้าไปไม่ได้” บุษกรหงุดหงิด

พลันมีเสียงร้องโอยดังมาจากด้านนอก ยูกิบอกชลดากับบุษกรให้ไปดูกัน ออกมาเห็นต่ำกอดขาราฮีมไว้แน่นและกัดไม่ยอมปล่อย ลูกน้องพยายามช่วยกันดึง เมื่อไม่สำเร็จจึงชักปืนจะยิงต่ำ บุษกร ชลดา และยูกิเข้ามาช่วยเตะปืนกระเด็น ต่ำเห็นอย่างนั้นก็โดดหนี ไปช่วยแก้มัดเคน เจนนี่ และกระแต เคนฟื้นขึ้นดึงลูกดอกที่ปักอกออก แล้วเข้าช่วยสู้กับพวกราฮีม

ไม่นานก็จัดการได้หมด แต่ราฮีมหนีเอาตัวรอด ชลดาเห็นจึงชักปืนยิงใส่ กระสุนตัดขั้วหัวใจราฮีมล้มตาย จากนั้นเคนก็ขอตัว

“คุณจะไปไหน” เจนนี่ถาม

“ผมจะไปดูม่านฟ้า เธอสลบอยู่”

“ถ้าไงตามมาสมทบนะ เราจะอยู่แถวเจดีย์” กระแตย้ำเตือน

เคนรับปาก บุษกรให้รีบกลับไปช่วยพวกเสาร์ห้ากัน

ooooooo

ม่านฟ้ายังคงสลบอยู่กลางป่าจากที่สู้กับซัมดอง เคนตามมาเจอ เขย่าร่างม่านฟ้าให้รู้สึกตัว ม่านฟ้าเห็นบาดแผลที่หน้าอกเคนก็เสียใจ

“ฉันขอโทษที่ยิงถูกคุณ”

“ผมไม่เป็นไรแล้ว รีบไปกันเถอะ ตรงนี้อันตราย”

ม่านฟ้าหันไปมองที่ฝังศพบัวชุมอย่างอาลัยอาวรณ์ เคนให้รีบไปแล้วค่อยกลับมาใหม่

ด้านห้าสาวพยายามหาวิธีที่ผ่านเข้ากำแพงใสที่

ซัมดองสร้างไว้ แต่ไม่สำเร็จ เคนประคองม่านฟ้ากลับมาถึง ม่านฟ้าถามว่ากำลังทำอะไรกัน

“ซัมดองใช้เวทมนตร์ทำให้เราเข้าไปข้างในไม่ได้” เจนนี่บอก

“ผมขอลองหน่อยนะครับ” เคนคลำไปทั่วกำแพง...

ด้านบังเกอร์ แต้มกับพวกยังยิงต้านพวกนายพลจางลี่ แต่ก็เริ่มอ่อนแรง นายพลจางลี่ส่องกล้องประเมินสถานการณ์ แล้วสั่งเปาชาง

“เปาชาง แกพร้อมหรือยัง”

“พร้อมครับลุง”

นายพลจางลี่สั่งให้พวกประจัญบานเข้าไปเลย แต้มรู้ตัวว่าสู้ไม่ไหว จึงถอยมารวมกับพวกเสือสนธิ์ ลูกน้องเสือสนธิ์วิ่งมาบอกพวกเจนนี่ซึ่งยังหาทางเข้าไปในเจดีย์

“พวกนายพลจางลี่มันบุกเข้าบังเกอร์แล้วครับ”

“ถ้างั้นเราพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อนดีกว่า” ชลดาให้เลิกหาทางเข้า

“เห็นด้วยค่ะ รีบกลับไปช่วยพวกเรารักษาพื้นที่กันไว้ก่อน” บุษกรเห็นด้วย

ยูกิสั่งต่ำให้เฝ้าตรงนี้ไว้ มีอะไรเคลื่อนไหวให้ไปบอกพวกเธอ ต่ำรับคำ...พวกผู้หญิงออกมาช่วย

เสือสนธิ์กับอินทร์ “พวกเรามาแล้วค่ะ...”

แต้มซึ่งถอยร่นมา เตือนเสือสนธิ์กับอินทร์ “พวกเราต้องระวังแผนใหญ่ของมัน”

“แผนอะไร ผมไม่เข้าใจ” อินทร์สงสัย

“มันบุกแบบประจัญบานแบบนี้ แสดงว่าแผนต่อไปของมันก็คือบุกใหญ่”

“แสดงว่ามันกำลังทำให้เราพะวักพะวนจนไม่ระวังตัว” เสือสนธิ์วิเคราะห์

แต้มตอบว่าใช่ ให้เสือสนธิ์หาทางจัดการอะไรสักอย่าง เสือสนธิ์เรียกอ้วนมาสั่งให้ไประเบิดศูนย์บัญชาการของนายพลจางลี่เสีย อ้วนคว้าปืนยิงระเบิดแล้วเล็งไปยังศูนย์บัญชาการ...เสียงระเบิดตูมขึ้นไม่ห่างจุดที่นาตาชาถูกมัดอยู่

“เฮ้ย...จะปล่อยให้มันหยามแบบนี้ได้ไง”

นายพลจางลี่โวยวาย

“เดี๋ยวผมเอาคืนให้” เปาชางหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นสั่งการ “พวกเรา ตามแผน บุกหนักไปเลย ยึดบังเกอร์พวกมันให้ได้”

กองกำลังของเปาชางพากันระดมยิงทั้งกระสุนและระเบิดใส่บังเกอร์ของเสือสนธิ์และอินทร์ พวกเจนนี่และเสือสนธิ์กับทุกคนพากันหลบ อ้วนรายงาน

“ไม่ไหวแล้วครับนาย ตอนนี้พวกมันรุกคืบเข้ามาแล้ว”

“อยู่อย่างนี้เราเสร็จแน่” อินทร์หวั่นใจ

“คนอย่างเสือสนธิ์ไม่เคยถอยให้ใคร”

ภาพลูกน้องโดนยิงล้มตาย ทำให้แต้มเหลืออด คว้าปืนกลขึ้นมากราดยิงออกไป

“ไม่ไหวแล้วเว้ย...” แต้มร้องลั่น

“ตายเป็นตาย...” เสือสนธิ์ร่วมด้วย อินทร์กับอ้วนจึงออกมากระหน่ำยิงด้วย

ooooooo

ที่ชายป่า ผู้พันอาจณรงค์และกองทหาร เดินทางเข้ามาซุ่มดูเหตุการณ์ อาจณรงค์กำลังติดต่อพวกเสาร์ห้า “หน่วยเหนือเรียกเสาร์ห้าๆ...”

อินทร์เข้ามารับสัญญาณ “หน่วยเหนือ ตอนนี้เสาร์ห้าแยกออกไปปฏิบัติการที่เจดีย์ ผมเจ้าพ่ออินทร์”

“รับทราบ ผมผู้พันอาจณรงค์ ตอนนี้ผมกับทหารมาถึงแล้ว”

“ทันเวลาเลยครับผู้พัน ขอกำลังมาเสริมที่บังเกอร์ด่วน ตอนนี้พวกเรากำลังถูกบุกอย่างหนัก”

“รับทราบ ปฏิบัติ” ว่าแล้วอาจณรงค์ก็สั่งลูกน้อง “แบ่งกำลังเสริมไปที่บังเกอร์ อีกส่วนเข้าจัดการกับกองกำลังนายพลจางลี่ ปฏิบัติ”

ไม่นาน กองกำลังของนายพลจางลี่ก็ถูกกองทหารรุกเข้ามา เริ่มล่าถอย

“พวกมันเรียกกำลังทหารมาเสริม” เปาชางบอกนายพลจางลี่

“ยั้งเอาไว้ก่อน ไม่ต้องกลัว”

“ไม่ไหวแล้วครับนาย ถ้ายังสู้แบบนี้เราแพ้แน่” อาเตียวรายงาน

“ปัดโธ่เว้ย แล้วยังงี้จะได้ทับทิมสยามมายังไง” นายพลจางลี่โมโห

“ตัวประกันยังอยู่กับเรานะครับลุง ยังไงตอนนี้รักษาคนเอาไว้ก่อน ได้จังหวะเมื่อไหร่เราจะบุกทันที” เปาชางแนะนำ

“ก็ได้ งั้นพวกเรา ถอย” นายพลจางลี่สั่งกองกำลัง

กองกำลังทหารของอาจณรงค์เข้ายึดพื้นที่ เสียงปืนสงบลง พวกผู้หญิงกลับมาหาทางจะเข้าไปในเจดีย์ แต้มบอกว่าประตูทุกบาน หน้าต่างทุกช่อง โดนมันปิดด้วยเวทมนตร์

“เสาร์ห้าอยู่ข้างในกับ ดร.ฟอร์ด สตีเฟ่น แล้วก็ซัมดองค่ะ” กระแตกังวลใจ

“ฉันเป็นห่วงพวกเขา ไม่รู้ว่าป่านนี้เป็นไงบ้าง” เจนนี่ก็ห่วงไม่แพ้กัน

“ยังไงก็ตาม พวกเราต้องหาทางเข้าไปข้างในให้ได้ เพราะพรุ่งนี้เช้าคือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5” เสือสนธิ์ บอกทุกคน

“ค่ะ การทดลองที่พวกเขาต้องการกำลังจะเกิดขึ้นอีกไม่ช้า” บุษกรใจเสีย

“ถ้าการทดลองทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ คืนนี้คงเป็นคืนสุดท้ายแล้วสินะคะ” ชลดาใจหาย

อินทร์ปลอบสาวๆว่าทุกคนต้องปลอดภัย ยูกิก็หวังเช่นนั้น สายตาทุกคนที่มองไปยังเจดีย์อย่างมีความหวัง เพราะพระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว

ooooooo

ภายในเจดีย์ พวกเสาร์ห้าถูกมัดรวมกันอยู่มุมหนึ่ง ดร.ฟอร์ดกำลังชื่นชมทับทิมสยาม สตีเฟ่นเดินสำรวจตามมุมต่างๆ แล้วลองเรียกซัมดอง

“นี่แกเรียกอาจารย์ท่านทำไม” ดร.ฟอร์ดเอ็ด

“ฉันแค่สงสัยว่า อาจารย์ยังอยู่หรือเปล่า”

“อาจารย์โดนทำร้าย ท่านต้องสะสมพลังเพื่อรักษาตัวเอง แกอย่าไปรบกวนท่านเลย”

“ครับพ่อ” สตีเฟ่นเดินไปเปิดลังใส่อุปกรณ์การ ทดลองดู

“ดูอะไร สตีเฟ่น”

“พวกอุปกรณ์สำหรับใช้ในการทดลองของ ดร.วิทยา ที่ทิ้งไว้น่ะครับ”

“ไหนพ่อดูสิว่ามีอะไรบ้าง...เพอร์เฟกต์ มันเอาทุกอย่างที่พ่ออยากได้มาหมดเลย ฮ่าๆๆ”

กริ่งพยายามแก้มัดตัวเองโดยที่สองพ่อลูกไม่ทันสังเกต...พระจันทร์ขึ้นเต็มดวง ดร.วิทยากับฮวงกำลังปีนอยู่บนเจดีย์ เพื่อหาทางเข้าไป

“อีกไม่กี่ชั่วโมงพระอาทิตย์ก็จะขึ้นแล้วครับ ด็อกเตอร์”

“เร็ว ปีนไปข้างบน มีช่องแอบมองอยู่ตรงนั้น”

ดร.ฟอร์ดรื้ออุปกรณ์การทดลองออกมาจัดวางตามจุดที่ใช้งาน สตีเฟ่นหันมามองพวกเสาร์ห้าเพราะรู้สึกถึงความผิดปกติ ยอดจึงเบี่ยงเบนความสนใจ ชวนคุย

“นี่ถามจริงๆเหอะ ถ้าการทดลองพรุ่งนี้มีอันตราย พวกคุณไม่กลัวตายเลยหรือไง”

“วิญญาณนักวิทยาศาสตร์ ต้องทำทุกอย่างเพื่อตอบความอยากรู้อยากเห็น”

“ประตูถูกปิดไว้ด้วยเวทมนตร์แบบนี้ พวกแกจะออกไปได้ยังไง”

“นี่คิดจะหลอกถามกันหรือไง” สตีเฟ่นโวย

“โดนมัดแบบนี้ คิดว่าพวกเราจะรอดเหรอ” กริ่งช่วยคุย

“ฮ่ะๆรู้แล้วใช่มั้ยว่า พวกแกกำลังจะตาย” สตีเฟ่นหัวเราะเยาะ

“ถ้าจะตายยังไง ก็ขอให้ศพของเราได้กลับบ้าน” ดอนทำทีขอร้อง

สตีเฟ่นถามเยาะๆว่าฝันมากไปหรือเปล่า ยอดช่วยขอร้อง ว่าคนไทยถือว่าศพต้องทำพิธี

“แจ้งญาติพี่น้องเราแล้วบอกวิธีให้พวกเขาเข้ามาในเจดีย์ด้วย ไม่งั้นศพเราต้องติดอยู่ในนี้แน่” กริ่งหลอกถาม

“ไอ้หน้าโง่ ก็แค่กลั้นหายใจ พวกเอ็งก็ผ่านเข้าออกได้แล้ว”

“สตีเฟ่น หุบปาก แกพูดมากไปแล้ว” ดร.ฟอร์ดปรามลูกชาย

ดร.วิทยากับฮวงซึ่งแอบดูอยู่ข้างบน ได้ยินหันมาสบตากันยิ้มๆ จึงลองกลั้นหายใจยื่นมือเข้าไป สำเร็จเข้าไปได้ ทั้งสองจึงหย่อนตัวลงมา

ด้านหน้าเจดีย์ อาจณรงค์เข้ามา บุษกรจึงถามว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง อาจณรงค์ตอบว่า ทุกอย่างเรียบร้อยดี

“ผมเชื่อว่าพวกมันจะยังไม่โจมตีคืนนี้จนกว่า พรุ่งนี้เช้า ดร.ฟอร์ดจะออกมาพร้อมกับทับทิมสยาม”

“บางทีอาจไม่มีใครออกมาก็ได้นะคะ” ชลดากังวล

“หมายความว่ายังไง” เจนนี่ไม่เข้าใจ

ชลดายอมรับว่าตนอาจจะคิดมากไป ยูกิปลอบให้เพื่อนๆใจเย็น ทุกอย่างต้องเรียบร้อย เสือสนธิ์ชวนพวกผู้ชายไปจัดวางเวรยามและให้พวกผู้หญิงเฝ้าหน้าเจดีย์ไว้ เคนแยกตัวมานั่งทำสมาธิ สักพัก เคนเห็นร่างแคนปรากฏขึ้น

“พี่แคน...”

“น้องต้องปลดปล่อยวิญญาณที่อยู่ในดวงตาสวรรค์ออกมาให้ได้นะ”

“จะให้ฉันทำยังไง ก็ในเมื่อฉันเข้าไปในเจดีย์ไม่ได้เลย”

“นายต้องทำได้ ต้องทำได้...” ร่างแคนเลือนหายไป เคนสะดุ้งลืมตาขึ้น หลุดจากสมาธิ ม่านฟ้าซึ่งนั่งอยู่ไม่ห่าง มองด้วยความสงสัย...

ooooooo

เมื่อเคนสะดุ้งลืมตาจากสมาธิ ม่านฟ้าซึ่งนั่งอยู่ไม่ห่างแปลกใจเข้ามาถามว่าเขาคุยกับใคร เคนหน้าเศร้าลงตอบว่าเขาคุยกับพี่ชายที่ตายไปแล้ว ม่านฟ้าทำหน้างงๆ

“เรื่องบางเรื่องมันก็เชื่อได้ยากนะครับ”

“แต่ถ้ามาจากปากคนที่ฉันไว้ใจ ฉันพร้อมจะเชื่อเขาทุกอย่าง ฉันไว้ใจคุณค่ะเคน”

“แล้วถ้าพรุ่งนี้ ทับทิมสยามสีแดงของคุณสูญสลายไปกับการทดลอง คุณจะว่ายังไง”

“ฉันอาจจะเสียใจอยู่บ้าง ที่รักษามรดกของบรรพบุรุษเอาไว้ไม่ได้ แต่อย่างน้อยสิ่งที่ฉันทำลงไปก็เป็นไปเพื่อปกป้องเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ถ้าไม่มีทับทิมสยามแล้ว แลกมาด้วยความสงบสุข มันก็คุ้มนะคะ”

ตอนที่ 16

เห็นท่าไม่ดี เปาชางไต่ลงจากต้นไม้ เพื่อหามุมถนัดที่จะยิงฝ่ายตรงข้าม แต่แล้วจู่ๆรู้สึกเหมือนกำลังโดนชกจากคนที่มองไม่เห็น ปืนกระเด็นหลุดมือ เขาเซล้มลง ลุกขึ้นมองงงๆ

“ใครวะ เก่งจริงออกมาสิวะ ไอ้หมาลอบกัด”

เปาชางโดนชกอีกครั้ง

“แล้วลอบยิงคนอื่น เรียกว่าหมาลอบกัดหรือเปล่า

เปาชาง” เทอดปรากฏตัวขึ้น

เปาชางแค้นใจ ชักปืนสั้นออกมาจะยิงใส่ เทอดหลบหลังต้นไม้ เดี่ยวโผล่มาเตะปืนเปาชางกระเด็น แต่พอจะเข้าเล่นงาน ลูกน้องเปาชางคนหนึ่งโผล่มาจะยิงเขา เดี่ยวจึงต้องโดดหลบ

“สกัดมันไว้” เปาชางสั่งลูกน้อง ส่วนตัวเองถอยหนีเข้าป่า

เทอดเข้าช่วยเดี่ยวจัดการลูกน้องเปาชาง เดี่ยวจะตามไปจัดการเปาชาง เทอดห้ามไว้ให้ปล่อยไปก่อน รีบกลับไปที่ฐานจะดีกว่า สองคนจึงมุ่งหน้ากลับฐาน

อีกมุมหนึ่งของป่า สตีเฟ่น ราฮีม และลูกน้องซุ่มดูการต่อสู้ของนายพลจางลี่กับกลุ่มเสาร์ห้า สตีเฟ่นส่องกล้องมองหา ดร.ฟอร์ด แล้วบอกราฮีม

“พ่อฉันอยู่ในเจดีย์”

“แต่พวกมันวางกำลังไว้หนาแน่น เข้าไปตอนนี้คงยาก”

“ยังไงก็ต้องเข้าไป ก่อนที่พ่อฉันจะโดนพวกมันฆ่า”

ซัมดองปรากฏตัวในสภาพอิดโรยบาดเจ็บจากมีดอินทรีย์ บอกสตีเฟ่นว่าถ้าอยากเข้าไปให้ตามเขามา สตีเฟ่นดีใจ

“ดร.ฟอร์ดพ่อเอ็งยังไม่ตาย”

“งั้นอาจารย์ช่วยพ่อผมด้วยนะครับ”

“ตามข้ามา” ซัมดองเดินนำสตีเฟ่น

สตีเฟ่นหันมาสั่งราฮีม “พวกแกซุ่มกำลังคอยอยู่ที่นี่ ฉันจะเข้าไปกับซัมดอง”

ราฮีมรับคำ สตีเฟ่นเดินตามซัมดอง สักครู่ก็เลือนหายไปทั้งสองคน...

ขณะที่เปาชางหนีเข้ามาในป่า เจอต่ำกับบัวชุม และนาตาชาซึ่งถูกมัดติดกับต้นไม้อยู่ นาตาชา

หลับตาลุ้นเกรงเปาชางจะยิง บัวชุมกับต่ำพากันวิ่งหนีคนละทิศละทาง เปาชางจึงจับตัวนาตาชามาเป็นตัวประกัน

ooooooo

เสียงระเบิด เสียงปืนยังดังสนั่นจากแถว บังเกอร์อย่างต่อเนื่อง อ้วนซึ่งเฝ้าอยู่ในเจดีย์กับลูกน้อง ยืนชะเง้อมองตรงทางเข้า จู่ๆรู้สึกเหมือนโดนชนจนเซ

“เฮ้ย...อะไรวะ” อ้วนโวยวาย

“มีอะไรครับ” ลูกน้องถาม

“เหมือนมีคนผลักข้า” อ้วนรีบกลับเข้าไปในเจดีย์ มองไปรอบๆ พระประธานหาสิ่งผิดปกติ เห็น ดร.ฟอร์ด และ ดร.วิทยายังถูกมัดอยู่ทั้งสองคน โดยไม่รู้ว่า ดร.วิทยาแอบเอาเชือกที่มัดมือถูกับเหลี่ยมของผนังเพื่อให้ขาด ดร.ฟอร์ดเห็นภาพรางเลือน ค่อยๆชัดขึ้นเป็นซัมดองก็ยิ้ม

“นั่นด็อกเตอร์มองอะไร” อ้วนร้องถาม

ดร.ฟอร์ดส่ายหน้าทำทีไม่มีอะไร สตีเฟ่นปรากฏร่างขึ้น ลูกน้องอ้วนตกใจร้องเฮ้ย...พลันโดนซัดสลบลง ซัมดองใช้พลังซัดอ้วนกระเด็นไปชนผนังร่วงลงกับพื้น ดร.ฟอร์ดหัวเราะสะใจ

“ฮ่ะๆๆดีมากสตีเฟ่น แกทำได้ดีมาก”

“เป็นเพราะซัมดองที่ช่วยเราไว้ครับพ่อ”

“ขอบคุณมากครับซัมดองที่ช่วยพวกเรา”
“เอ็งจะได้ทุกอย่างที่ต้องการ ฮ่าๆๆๆ” ซัมดองหัวเราะ

สตีเฟ่นแก้มัดให้ ดร.ฟอร์ด ขณะเดียวกัน ดร.วิทยาก็ตัดเชือกตนเองขาดแต่ยังทำเฉย ซัมดองเข้ามานั่งทำสมาธิที่หน้าพระประธาน ดร.ฟอร์ดเห็นท่าทางอ่อนแรง

“อาจารย์เป็นยังไงบ้างครับ ท่าทางเหมือนบาดเจ็บ”

“มีดอินทรีย์ของพวกมัน ทำให้ข้าต้องเป็นแบบนี้”

สตีเฟ่นรับรองจะไม่ให้พวกนั้นใช้มีดอินทรีย์กับซัมดองได้อีก ซัมดองต้องรักษาตัวเอง

“ข้าขอเวลาทำสมาธิรวบรวมกำลัง อย่าให้ใครมารบกวน”

สตีเฟ่นรับปาก ร่างซัมดองค่อยๆเลือนหายไป อ้วนที่สลบอยู่ค่อยๆฟื้นขึ้นมา เห็น ดร.ฟอร์ดเป็นอิสระยืนอยู่กับสตีเฟ่น ก็แอบถอยหนี สตีเฟ่นหันมาเห็นรีบตามไปฆ่าปิดปาก เป็นโอกาสให้ ดร.วิทยาซึ่งเป็นอิสระเช่นกัน หาทางจะหนี

พอ ดร.ฟอร์ดหันมาเห็นก็โวยวาย “ไอ้ ดร.วิทยามันหนีไปแล้ว”

ดร.ฟอร์ดวิ่งตามแต่กลับโดน ดร.วิทยาผลักล้มลง ดร.ฟอร์ดเห็นปืนที่พื้นก็คว้ามาจะยิงใส่ ดร.วิทยาเห็นตัวเองเสียเปรียบจึงโดดหนีออกไปอีกทาง ดร.ฟอร์ดตั้งหลักได้วิ่งตาม

อ้วนหนีออกมาเจอพรรคพวก จึงช่วยยิงต้านสตีเฟ่นไว้ ดร.ฟอร์ดเห็นลูกชายกำลังเสียเปรียบ จึงกลับมาที่หน้าพระประธาน ร้องเรียกซัมดองให้ออกมาช่วยซัมดองปรากฏร่างแล้วกระอักเลือดออกมา ฉุนเฉียวใส่ ดร.ฟอร์ด

“แกทำลายพลังข้า...ดร.ฟอร์ด”

“แต่ว่าถ้าปล่อยไว้มันจะบุกเข้ามา”

“ไปเรียกสตีเฟ่นกลับเข้ามา”

ดร.ฟอร์ดวิ่งไปเรียกลูกชายให้ถอยกลับมาก่อน

สตีเฟ่นวิ่งเข้ามา ดร.ฟอร์ดขอให้ซัมดองช่วยอย่าให้ใครบุกเข้ามาในนี้

“เอาทับทิมสยามสีม่วงออกจากแท่นนั่น ข้าจะแปรพลังของมันให้เป็นม่านกัน ไม่ให้ใครเข้ามาภายในเจดีย์เด็ดขาด” ซัมดองสั่ง

ดร.ฟอร์ดรีบไปหยิบแท่นเรเดียมออกจากทับทิมสีม่วง ซัมดองนั่งสมาธิ ปรากฏแสงเรืองรองที่บริเวณประตูทางเข้าเจดีย์ สักพักแสงก็หายไป

“พลังของทับทิมสยามสีม่วงจะปิดเจดีย์แห่งนี้ ไม่ให้มีใครเข้าออกได้”

สตีเฟ่นเดินไปลองยื่นแขน แต่เหมือนมีกำแพงกั้นเอาไว้

“จริงด้วยครับ เหมือนมีกำแพงใสกั้นเอาไว้ ผมยื่นมือออกไปไม่ได้เลย”

“ตราบใดที่เอ็งมีลมหายใจ เอ็งก็จะผ่านเข้าออก ไม่ได้”

“แล้วถ้ากลั้นหายใจล่ะครับ”

“ฮ่ะๆ นั่นคือเคล็ดของการเข้าออกฮ่ะๆๆ”

สตีเฟ่นลองกลั้นหายใจ แล้วยื่นมือออกไป มือเขาผ่านออกไปได้สบาย “ออกได้จริงๆด้วยครับ”

“คราวนี้ถึงตาที่พวกเอ็งต้องตอบแทนข้าบ้างแล้ว”

“อาจารย์จะให้พวกเราทำอะไรครับ”  ดร.ฟอร์ดทำหน้าฉงน

“สตีเฟ่นเอ็งต้องจับตัวพวกเสาร์ห้ามาให้ข้าให้ได้ ไม่ยังงั้นพวกมันจะทำลายทุกอย่าง”

สตีเฟ่นรับปาก ซัมดองหลับตาลงทำสมาธิต่อ

ooooooo

ทางเข้าเจดีย์ อ้วนพาพวกมาซุ่มดู แต่พอพุ่งตัวไป เหมือนชนกำแพงบางอย่างที่มองไม่เห็น อ้วนตกใจว่ามันคืออะไร เทอดกับเดี่ยวตามมาสมทบ

“เกิดอะไรขึ้น” เทอดถามอ้วน

“สตีเฟ่น ดร.ฟอร์ด และซัมดองอยู่ข้างใน

พวกมันทำเวทมนตร์ปิดประตูเข้าออกไว้ครับ”

เดี่ยวกับเทอดลองเอามือลูบคลำหาทางเข้า แต่ก็ไม่สำเร็จ เดี่ยวตัดสินใจ

“งั้นผมจะกลับไปที่บังเกอร์ก่อน ทางนี้ให้วางกำลังคุมเชิงเอาไว้ก่อนนะครับ”

อ้วนรับคำ เดี่ยวกับเทอดพากันกลับไป...ดอน ยอด กริ่ง และพวกผู้หญิง อยู่ที่บังเกอร์กับแต้ม ช่วยกันยิ่งถล่มกองกำลังของนายพลจางลี่ เทอดกับเดี่ยวเข้ามาบอกเพื่อนๆ

 

ตอนที่ 15

บริเวณหน้าเจดีย์ มีลูกน้องเสือสนธิ์เฝ้าอยู่แน่นหนา ฮวงเข้ามารายงาน ดร.วิทยาว่าได้ขับไล่พวกสตีเฟ่นหนีเข้าป่าไปแล้ว ดร.วิทยาพอใจมากเพราะพรุ่งนี้จะเริ่มการทดลอง ไม่อยากให้ใครเข้ามาขัดจังหวะ อินทร์รับรองแข็งขันว่าเขากับลูกน้องจะเปลี่ยนเวรยามทุกสามชั่วโมง

การสนทนานี้ ได้มาเข้าหูเดี่ยว เขาจึงบอกต่อเพื่อนๆเสาร์ห้า ดอนเสนอว่าต้องเข้าไปช่วยบุษกร ชลดาและยูกิภายในคืนนี้ มิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายได้

“อันตรายจากการทดลองหรือครับ” กริ่งสงสัย

“ใช่ เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจากการทดลอง บางทีอาจเป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์” เทอดเดา

“ขออย่าให้เป็นแบบนั้นเลยครับ เพราะคนที่ตาย ไม่ใช่เฉพาะพวกเราแน่ อาจเป็นคนไทยทั้งประเทศก็ได้” ยอดกังวล

“แผนเป็นแบบนี้นะ พวกคุณแยกกันเจาะเข้าไปหลายๆจุดพร้อมๆกัน ทำให้พวกมันปั่นป่วน ถ้าตรงไหนเปิดจุดอ่อน ใครอยู่ใกล้ก็บุกเข้าไปเลย ส่วนนาตาชาให้เจ้าต่ำและบัวชุมคอยคุมเอาไว้ เข้าใจนะ” แต้มแจงแผนที่วางไว้ ทุกคนพยักหน้า และมัดนาตาชาไว้กับต้นไม้

ทุกคนแยกย้ายกันปฏิบัติหน้าที่ ดอนไปกับเจนนี่ ยอดไปกับกระแต เดี่ยว เทอด และกริ่งไปด้วยกัน เคนกับม่านฟ้าไปคู่กัน ส่วนแต้มแยกไปคนเดียว บัวชุมเอาผ้ามามัดปากนาตาชาไว้เกรงจะส่งเสียงให้เดือดร้อน

มุมหนึ่งในป่าที่ยอดและกระแตวิ่งมาซุ่มมองเข้าไปยังเจดีย์ เห็นมีเวรยามลาดตระเวน พอสบโอกาส กระแตจะวิ่งเข้าไป ยอดร้องเรียก “เดี๋ยว...”

“มีอะไรคะยอด”

“คือ...” ยอดเขินเล็กน้อย

“อะไรคะ...”

“ถ้าการทดลองพรุ่งนี้ทำให้เราต้องตาย ผมมีบางอย่างที่อยากจะบอกคุณ...กระแต”

กระแตรู้สึกถึงสายตาของยอดที่ส่งมา มันดูอบอุ่น ยอดดึงเธอเข้าไปกอด “ขอโทษนะครับกระแต บางทีนี่อาจเป็นกอดสุดท้ายที่ผมจะได้กอดคุณ”

“ค่ะ หากฉันเป็นอะไรไป ฉันก็อยากจะบอกว่าฉันแคร์คุณนะคะยอด ฉันอาจจะไม่หวาน สนใจแต่งานมากกว่าความรัก แต่คุณยังอยู่ในใจของฉันเสมอ”

สองคนกอดกันแนบแน่น ทันใด...มีคนฉายไฟส่องมา แล้วตะโกนถามว่ามาทำอะไรตรงนี้  ยอดบ่นพึม “โธ่ลูกพี่ขอเวลาสวีตกันก่อนก็ไม่ได้”

“เอ็งเป็นใคร” เวรยามเข้ามาถาม

ยอดตอบอย่างกวนๆว่าจำไม่ได้หรือ แล้วเดิน

เข้ามาชกเปรี้ยงเสยคางจนสลบ จากนั้นก็ดึงกระแตวิ่งลัดเลาะตรงเข้าไปยังเจดีย์...อีกด้าน เจนนี่ถือปืนเดินระแวดระวังมาที่ยามคนหนึ่ง แล้วซัดด้วยด้ามปืนล้มลง แต่กลับมียามอีกคนเอาปืนขู่ข้างหลังให้ทิ้งปืน ดอนเข้ามาช่วยซัดยามสลบ

“เกือบไปแล้ว” เจนนี่ถอนใจ

“ใครจะใจร้ายปล่อยให้คุณเป็นอะไรไปต่อหน้า”

“โปรยเสน่ห์ไปทั่ว มิน่าคนอื่นถึงได้...”

“อย่าพูดถึงคนอื่นเลยเจนนี่ ชีวิตที่เหลืออยู่เราจะมีกันแค่สองคน มาทำวันนี้ วินาทีนี้ให้ดีที่สุดนะ” ดอนเอานิ้วแตะปากเจนนี่ไม่ให้พูดต่อ

“ค่ะ อีกไม่กี่ชั่วโมง พระอาทิตย์ก็จะขึ้นแล้ว ถ้าโลกจะแตกก็ขอให้เราตายเคียงข้างกันนะคะดอน”

“ครับ ผมจะอยู่กับคุณเสมอ” สองคนเดินจูงมือกันตรงไปยังเจดีย์

ooooooo

บริเวณฐานเจดีย์ เทอด กริ่ง และเดี่ยวย่องเข้ามา มีเวรยามกำลังเดินตรวจตรา ทั้งสามคนหลบเข้ามุมมืด เมื่อยามเดินผ่านไป ทั้งสามออกมาปรึกษากัน

“พวกผู้หญิงคงถูกขังไว้ข้างในเจดีย์” เดี่ยวสงสัย

“แต่ทางเข้ามียามเฝ้าทุกประตูเลย” กริ่งกังวล

“ข้างบนมีช่องลม แทรกตัวเข้าไปได้ ผมรู้เส้นทาง”

“กริ่ง เดี่ยว ปีนกันสองคนนะ ผมขอทำอะไรง่ายๆดีกว่า ไปนะ” เทอดโบกมือหายตัวแวบ

“อ้าว...ทิ้งกันซะงั้น” กริ่งท้วง

“ไปกริ่ง เราสองคนมันลิงกลับชาติมาเกิด เอ้า ปีน”

เดี่ยวกับกริ่งพากันปีนขึ้นไปเข้าทางช่องลม...

ด้านหน้าองค์พระประธาน ฮวงกำลังเปิดภาพจากคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ซึ่งเป็นภาพวาดการสะท้อนแสง

ของทับทิมสยาม ดร.วิทยาหยิบทับทิมทั้งสามก้อนออกมาจากกล่อง ดร.ฟอร์ด บุษกร ชลดา และยูกิซึ่งถูกมัด มองอยู่เงียบๆ ฮวงกับ ดร.วิทยาจัดการวางทับทิมสยาม

“จากภาพวาด ผมว่าทับทิมสยามสีชมพูต้องวางไว้ตรงนี้ครับ”

“ใช่ ฉันว่าสีชมพูต้องอยู่ตรงนี้ ส่วนทับทิมสีแดงก็ต้องวางไว้ตรงนี้” ดร.วิทยาวางตามจุด

“แล้วสีม่วง...” ฮวงถาม

“สีม่วงก็อยู่ตรงโน้นไง”

“แต่ด็อกเตอร์ครับ ด็อกเตอร์จะเอาทับทิมสยาม

สีม่วงออกจากแท่นเรเดียมหรือครับ”

ดร.วิทยาลังเล เพราะก็เกรงปรากฏการณ์ภาพลวงตาอยู่เหมือนกัน ดร.ฟอร์ดฟังอยู่อดรนทนไม่ไหว ร้องบอก

“เรเดียมมันเป็นตัวสลายพลัง ถ้าไม่เอาออก การทดลองจะล้มเหลว”

“หุบปาก...” ดร.วิทยาไม่พอใจ

“แกต้องเอาแท่นเรเดียมออกไป เชื่อฉัน เพราะฉันเองก็อยากเห็นการทดลองครั้งนี้สำเร็จเหมือนกัน”

“แต่ถ้าไม่มีเรเดียม ทับทิมสีม่วงจะก่อให้เกิดปรากฏการณ์ภาพลวงตา” ดร.วิทยาลังเล

“ก็ดีน่ะสิ ปรากฏการณ์ภาพลวงตาที่เกิดขึ้นจะได้กลายเป็นกำแพงคุ้มครองเจดีย์แห่งนี้จากโลกภายนอก การทดลองพรุ่งนี้จะได้ราบรื่น”

“ก็ได้ เรื่องนี้ฉันจะเชื่อแก แต่เอาไว้ใกล้เวลาก่อน” ดร.วิทยาเอาทับทิมสีม่วงซึ่งยังอยู่บนแท่นเรเดียม วางตรงจุดที่กำหนด

“เดี๋ยวผมออกไปตรวจดูเวรยามก่อนนะครับ ด็อกเตอร์” ฮวงขอตัว ดร.วิทยาพยักหน้า...

ในขณะที่เดี่ยวกับกริ่งกำลังปีนป่ายหาทางเข้าไปในเจดีย์ อินทร์กับลูกน้องเห็นเอาปืนเล็ง

กริ่งตกใจร้องบอก “ใจเย็นนะครับ เราแค่มาออกกำลังกายกัน เดี๋ยวไปแล้ว”

“ลงมาเดี๋ยวนี้” อินทร์สั่ง

เดี่ยวบอกกริ่งว่าท่าทางอินทร์เอาจริงเพราะพวกลูกน้องเตรียมเหนี่ยวไก...

ภายในเจดีย์ บุษกร ชลดา และยูกิซึ่งโดนมัดอยู่รวมกัน รู้สึกมีใครบางคนกำลังช่วยแก้มัดให้พวกเธอ แต่เมื่อเห็น ดร.วิทยาหันมามอง สามสาวก็ทำเป็นชวนคุยเบี่ยงเบนความสนใจ

“พรุ่งนี้อะไรจะเกิดขึ้นบ้างคะ บอกฉันหน่อยได้มั้ย” บุษกรถามขึ้น

“ได้สิ ไหนๆพวกเธอก็จะตายแล้ว ฉันจะบอกให้ก็ได้ ทันทีที่แสงอาทิตย์แรกส่องผ่านประตูเจดีย์มา ลำแสงของมันก็จะไปกระทบกับทับทิมสยาม แล้วสะท้อนกันไปมาตามจุดที่ฉันวางทับทิมสยามไว้”

“ก็แค่แสงสะท้อนไปมา ไม่เห็นจะมีอะไร” ชลดา สงสัย

“ลองคิดถึงแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านแว่นขยายดูสิ ทับทิมสยามสามก้อนเนี้ย มีพลังรุนแรงยิ่งกว่าแว่นขยายหลายล้านเท่า การที่มันสะท้อนแสงส่องกระทบ วนเวียนกันไปมาไม่มีวันจบสิ้นแบบนี้ อะไรจะเกิดขึ้น เธอลองคิดดูซิ ฮ่ะๆ”

“ลำแสงของมันจะคมยิ่งกว่าลำแสงเลเซอร์ พลังงานที่เกิดขึ้นอาจจะทำลายล้างสิ่งมีชีวิตยิ่งกว่าปรมาณู” ยูกิคาดการณ์

“หรือไม่ก็เป็นพลังงานใหม่ที่นักวิทยาศาสตร์ในโลกไม่เคยรู้จักมาก่อน” ดร.ฟอร์ดแทรก

“แต่คุณไม่น่าหลอกเสือสนธิ์กับเจ้าพ่ออินทร์ให้เข้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย” บุษกรตำหนิ

“ฮ่ะๆ พวกมันอยากโง่เอง แค่เห็นฉันเป็นนักวิทยาศาสตร์ มีหน้ามีตาในสังคม พูดอะไรพวกมันก็เชื่อไปหมด ฮ่ะๆ นึกไม่ถึงว่าจะมีคนโง่แบบนี้ ฮ่ะๆๆ”

“แกมันเลวยิ่งกว่าฉัน ไอ้ด็อกเตอร์หัวขโมย” ดร.ฟอร์ด ระเบิดอารมณ์

ดร.วิทยาโกรธเข้ามาตบ ดร.ฟอร์ดจนเลือดกบปาก ข้างประตูทางเข้า เสือสนธิ์ยืนฟังสิ่งที่ ดร.วิทยาพูดอยู่เงียบๆ อินทร์กับลูกน้องพาเดี่ยวกับกริ่งเข้ามา

“พวกมันลอบเข้ามาครับ” อินทร์บอกเสือสนธิ์

“ดี เดี๋ยวฉันจัดการเอง”

“หมายความว่าไงครับ” อินทร์แปลกใจกับท่าทีของเสือสนธิ์ที่ยิ้มดูมีเลศนัย

เมื่อเสือสนธิ์คุมตัวเดี่ยวกับกริ่งเข้ามา ดร.วิทยาพอใจมาก ถามหาคนที่เหลือ กริ่งย้อนถามกวนๆว่าหมายถึงใคร ดร.วิทยาโมโหตบหน้ากริ่ง

“อู้...ตบแรงนะนั่น” เดี่ยวทำเสียงซู๊ด...เจ็บแทน

“ขอโทษครับ ผมขอคืนนะครับ” กริ่งบอกแล้วซัดเปรี้ยงเข้าที่หน้า ดร.วิทยา

“เฮ้ย...ทำไมปล่อยมันทำ” ดร.วิทยาโวยเสือสนธิ์

“ผมจะไม่ทำผิดอีกแล้ว ด็อกเตอร์” เสือสนธิ์ตอบ

“นี่แกโดนมันหลอก พวกมันกำลังจะทำลายชาติของเรานะเสือสนธิ์”

“เลิกเล่นละครเถอะครับ เรารู้ความจริงกันหมดแล้ว” เสือสนธิ์บอก ดร.วิทยา

เทอดปรากฏตัวขึ้น จับกุม ดร.วิทยา บุษกร ชดลา และยูกิหลุดจากพันธนาการ เข้าช่วยจับ

“ฮ่ะๆในที่สุดแกก็ล้มไม่เป็นท่า ไอ้ด็อกเตอร์หัวขโมย” ดร.ฟอร์ดหัวเราะชอบใจ

ดร.วิทยาร้องลั่นให้ปล่อยตน แต่ไม่เป็นผล แถมยังโดนมัดคู่กับ ดร.ฟอร์ดอีกต่างหาก

ooooooo

ด้านหน้าเจดีย์ ฮวงซึ่งยังลาดตระเวนอยู่ เห็นเงายอดกับกระแต จึงสะกิดลูกน้องยิงเปรี้ยงเข้าใส่ ทันใดมีปืนมาจ่อหลัง ฮวงกับลูกน้องชะงัก เป็นดอนและเจนนี่ที่เข้ามาปฏิวัติเงียบ อินทร์เดินเข้ามาพร้อมลูกน้อง ฮวงโวยวายปล่อยพวกเสาร์ห้า เข้ามาได้อย่างไร

“เวลาของแกหมดแล้วฮวง จับมันมัดไว้” อินทร์สั่งลูกน้อง

ยอดกับกระแตออกจากที่ซ่อนเข้ามาสมทบ พวก

เสาร์ห้าทั้งหมด และเสือสนธิ์เดินออกมาจากด้านในเจดีย์ เสือสนธิ์หันมากล่าวกับทุกคน

“ผมต้องขอโทษทุกคนด้วย ที่ผ่านมาผมเข้าใจพวกคุณผิดมาตลอด”

“ผมก็เช่นกัน โดน ดร.วิทยาตุ๋นซะเปื่อยเลย โชคดีที่ไหวตัวทัน” อินทร์ขอโทษเช่นกัน

“พวกเรารู้ดีว่าคุณสองคนไม่ใช่คนร้าย” ดอนยิ้มให้

“ที่แล้วมาก็ให้มันแล้วไป พวกเราไม่ถือสาอะไรหรอกครับ” เดี่ยวเสริม

ตอนที่ 14

พวกเสาร์ห้า พวกผู้หญิง เคน และม่านฟ้า ช่วยกันต่อสู้กับยักษ์ศุกร์และเหล่าปีศาจ จนสามารถหลอกล่อยักษ์ศุกร์มาติดกับมัดด้วยเถาวัลย์ตรึงไว้กับต้นไม้ใหญ่ได้ สำเร็จ เคนใช้มีดอินทรีย์จัดการเหล่าปีศาจ เคียงคู่กับม่านฟ้า

ไม่เพียงแค่นั้น หลุดจากเหล่าปีศาจก็ยังเจองูยักษ์ ทุกคนพากันวิ่งหนีหลบหลีก จนกระทั่งประตูมิติเปิดออก ส่องแสงเรืองรอง เคนร้องบอกทุกคน ต่างคนต่างช่วยคู่รักของตนเพื่อฝ่างูยักษ์ กระแตกับเจนนี่เกือบเสียที ยอดกับดอนเข้าไปช่วยหลุดผ่านประตูมิติมาได้อย่างหวุดหวิด

“ยอด คุณบาดเจ็บหรือเปล่า” กระแตถามด้วยความเป็นห่วง

“ไหนบอกไม่ห่วงผมไง”

“ก็ห่วงนิดหน่อย”

“ห่วงนิดห่วงหน่อย ห่วงน้อยๆแต่ห่วงนานๆนะกระแตนะ” ยอดอ้อน กระแตตอบว่าย่ะ

“ขอบคุณมากนะคะดอน ถ้าคุณไม่ช่วย ฉันคงอยู่ข้างในไม่ได้ออกมาแน่”

“ถ้าคุณอยู่ไหน ผมก็จะอยู่ที่นั่น ผมจะไม่มีวันทิ้งคุณเด็ดขาด”

ไม่ทันไร ดร.วิทยากับฮวง และลูกน้องจับบัวชุม แต้ม และต่ำโผล่เข้ามา ม่านฟ้าตกใจเมื่อเห็นบัวชุมถูกจับเป็นตัวประกัน ดอนสบถ...งานเข้าแล้วครับ

“องค์หญิงม่านฟ้า พระธิดาองค์สุดท้ายแห่งเชียงรุ้ง” ดร.วิทยาทำทีก้มหัวคำนับอย่างเยาะๆ

“แกต้องการอะไร”

“ทับทิมสยามสีแดงที่เธอครอบครองอยู่ไง”

“ทับทิมสยามไม่ได้อยู่กับฉัน”

“อย่ามาลูกเล่น ไม่งั้นนังบัวชุมตาย”

“คุณหนูไม่ต้องห่วง บัวชุมยอมตาย”

ฮวงโมโห กระชากบัวชุมมาจากลูกน้อง แล้วเค้นคอทรมาน ยอดก้าวออกมาต่อรองว่า ถ้าได้ทับทิมไปแล้ว จะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่ฆ่าพวกตน ดอนเสริมว่าให้ปล่อยแต้ม ต่ำ และบัวชุมก่อน ดร.วิทยายอมต่อเมื่อเอาทับทิมออกมาแลก ม่านฟ้าหยิบทับทิมในย่ามออกมาชูขึ้นกระทบแสงอาทิตย์เป็นประกาย ฮวงดันตัวบัวชุมเดินมาพร้อมแต้มและต่ำ เมื่อทั้งสามเดินมาใกล้ ม่านฟ้าก็โยนทับทิมขึ้น ฮวงกระโดนรับ ม่านฟ้าดึงบัวชุมวิ่งหนี ทุกคนพากันวิ่งหนีเพราะรู้ว่าพวก ดร.วิทยาตุกติกแน่ และก็จริงเพราะพวกมันยกปืนขึ้นยิงใส่

เดี่ยว กริ่ง และเทอดยิงสกัดให้พวกผู้หญิงหนีไปก่อน แต่ชลดาขอแสดงฝีมือเองบ้าง เทอด เดี่ยว และกริ่งจะส่งปืนให้ แต่ชลดา ยูกิ และบุษกรไม่รับ บอกว่าจะไปหาเอาข้างหน้า สามสาวโดดไปจัดการพวกลูกน้องดร.วิทยาที่ตามไล่ยิง และยึดอาวุธมาได้หมด สามหนุ่มยอมยกนิ้วให้

ดอน เจนนี่ ยอด และกระแตวิ่งมาอีกทางหนึ่ง ช่วยกันจัดการพวก ดร.วิทยาจนราบคาบ ดร.วิทยากับฮวงหนีไป ดอนบอกให้ตาม

“จุดหมายของพวกมันคือเจดีย์ เราต้องไปดักรอพวกมันที่นั่น”

เจนนี่บอก อาวุธพร้อมคนก็พร้อม ยอดและกระแตชูมือลุย...

ooooooo

ฮวงส่งทับทิมให้ ดร.วิทยา เขาดีใจมาก ในที่สุด ทับทิมทั้งสามก้อนก็ตกอยู่ในมือเขา ฮวงรายงานว่า พวกเสือสนธิ์กับอินทร์ล่วงหน้าไป

ที่เจดีย์แล้ว อาวุธหนักและกองกำลังพวกนั้นจะคุ้นกันการทดลองผ่านลุล่วงไปด้วยดี...ม่านฟ้า บัวชุม เคน แต้ม และต่ำแอบฟังอยู่ ม่านฟ้าโกรธแค้นจะออกไปยิง ดร.วิทยาทิ้ง แต้มห้ามไว้

“กำลังมันเหนือกว่าเรา สู้ตอนนี้เราแพ้แน่ คอยหาจังหวะแล้วค่อยลงมือดีกว่า”

“ผมเห็นพวกคุณเดี่ยวไปทางโน้นรีบไปสมทบพวกนั้นดีกว่าครับ” เคนบอกทุกคน

บริเวณเจดีย์ เสือสนธิ์กับอินทร์คุมลูกน้องสร้างบังเกอร์ ขุดสนามเพลาะ ติดตั้งยุทโธปกรณ์ตามจุดต่างๆ ลักษณะเหมือนค่ายทหารเพื่อคุมการเข้าออกเจดีย์ให้กระทำกันยาก

“ใกล้ถึงวันขึ้น 15 ค่ำแล้ว ดร.วิทยาคงจะมาถึงในไม่ช้า” เสือสนธิ์เอ่ยขึ้น

“เราสองคนก็จะได้รู้กันสักทีนะครับ ว่าความจริงมันคืออะไรกันแน่” อินทร์อยากรู้

ห่างออกมา เปาชางกับอาเตียวซุ่มสังเกตความเคลื่อนไหว เปาชางเห็นการก่อสร้างและอาวุธมากมาย เชื่อว่าต้องมีงานสำคัญแน่จึงสั่งอาเตียวไปรายงานนายพล จางลี่ให้มาที่นี่ด่วน

อีกมุมป่า กลุ่มของ ดร.ฟอร์ด สตีเฟ่น ราฮีม นาตาชา และลูกน้องเดินรอนแรมมา นาตาชารู้สึกตัวเองไม่ค่อยสบายจึงขอพัก ดร.ฟอร์ดให้กินยาแล้วเดินทางต่อ สตีเฟ่นกระซิบบอกน้อง

“เธอต้องรีบหายเร็วๆนะ เธอก็รู้ว่าพ่อไม่ชอบให้ใครมาเป็นตัวถ่วง”

“แต่ฉันป่วยนะพี่”

“เธอคิดว่าพ่อจะเห็นใจเหรอ”

นาตาชาก้มหน้าเสียใจ ที่พ่อสนใจแต่งานและการทดลองจนไม่เคยสนใจความเจ็บป่วยของตนซึ่งเป็นลูกบ้างเลย สตีเฟ่นเตือนว่า สิ่งที่พ่อทำ ถ้าสำเร็จพวกเราก็จะสบายไปด้วย มีเงินทองใช้มากมาย

“แต่กว่าจะถึงวันนั้น ฉันก็คงตายไปแล้ว พี่สตีเฟ่นไม่เบื่อหรือไง ที่วันๆอยู่แต่ในป่า สู้รบกับคนโน้นคนนี้ ทำไมเราไม่อยู่แบบสงบๆเหมือนคนอื่นเขาบ้าง”

“อย่าพูดอีก ถ้าพ่อได้ยินคงไม่ชอบใจแน่” สตีเฟ่นไม่พอใจกับความคิดของนาตาชา จึงเดินหนีออกมา

นาตาชาทรุดลงนอนอย่างอ่อนเพลีย ดร.ฟอร์ดไม่สนใจสั่งทุกคนออกเดินทางต่อ ราฮีมแย้งว่านาตาชาไปไม่ไหว ดร.ฟอร์ดจึงบอกให้ทิ้งไว้ สตีเฟ่นตกใจอ้าปากจะค้าน

“แกไม่ต้องกลัวสตีเฟ่น เราจะทิ้งยา ทิ้งอาหารเอาไว้ด้วย ถ้ามันฟื้นมันก็ตามไปเอง”

“แต่คุณนาตาชาเป็นผู้หญิงนะครับ” ราฮีมท้วง

“ถ้าเป็นลูกของฉัน มันก็ต้องเข้มแข็งกว่านี้ ใกล้วัน 15 ค่ำแล้ว เราต้องรีบเดินทาง อย่าให้นาตาชามาเป็นตัวถ่วง”

สตีเฟ่นจึงขอให้ทิ้งคนไว้ดูแลนาตาชาคนหนึ่ง ไม่อย่างนั้นอาจถูกเสือคาบไปกิน ดร.ฟอร์ดไม่ว่าอะไร สั่งทุกคนเดินทางอย่างไม่ไยดีลูกสาวเลย

เมื่อนาตาชาตื่นขึ้นมา พบว่าพ่อได้ทิ้งตนไปแล้วก็เสียใจ คนงานเอาอาหารและยาให้ทาน พลันมีเสียงคนเดินมา คนงานรีบบอกให้นาตาชาหลบซ่อนก่อน สักครู่ พวก ดร.วิทยาเดินมา ฮวงเห็นร่องรอยอาหารและข้าวของของนาตาชา ก็รีบบอก ดร.วิทยา อาจเป็นพวก ดร.ฟอร์ด

“งั้นก็หาให้เจอแล้วฆ่ามัน” ดร.วิทยาสั่งทุกคนแยกย้ายกันค้นหา

ฮวงถือปืนใกล้เข้ามาที่ซ่อนตัวนาตาชา คนงานเกรงจะไม่ปลอดภัย จึงลุกขึ้นวิ่งหนีออกไป นาตาชายังขดตัวอยู่ตรงนั้น ฮวงกับพวกตามไล่ยิงคนงาน นาตาชาฉวยโอกาสวิ่งหนีไปอีกทาง...เมื่อคนงานที่หนีถูกยิงตาย ฮวงรายงานว่าไม่มีคนอื่นอีก ดร.วิทยาจึงให้เดินทางไปที่เจดีย์ก่อนพวก ดร.ฟอร์ด เผอิญ ดอน ยอด กระแต และเจนนี่แอบมองอยู่มุมหนึ่ง นาตาชาเดินโงนเงนมาล้มลง เจนนี่กับกระแตเข้าไปดู รู้ว่าเธอมีไข้ ต่างแปลกใจที่ ดร.ฟอร์ดกับสตีเฟ่นไปไหน

“ผมว่ารีบพาไปหลบก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวพวกมันย้อนกลับมาจะเดือดร้อน” ยอดเตือน

เจนนี่กับกระแตประคองนาตาชาหนีมาจนใกล้มืดจึงพัก ปฐมพยาบาลนาตาชา จนเธอฟื้นเห็นเจนนี่ก็ตกใจ เจนนี่บอกไม่ต้องกลัว พวกตนไม่ทำอะไรหรอก นาตาชามองดอน ยอด และกระแต ดอนบอกว่าเธอสลบไป กระแตถามทำไมถึงถูกทิ้งไว้ลำพัง

“ฉันไม่สบาย คนอื่นๆไปที่เจดีย์”

“ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งพวกคุณได้เลยนะ” ยอดประชด

“มีสิ ความตายไง” นาตาชาพูดด้วยความน้อยใจ

“เราจำเป็นต้องควบคุมตัวคุณไว้ในฐานะคนร้ายที่ก่อความวุ่นวายให้กับบ้านเมือง”

นาตาชามองดอนอย่างสะเทือนใจ ล้มตัวลงนอนอย่างอ่อนเพลีย อยากทำอะไรก็เชิญ เจนนี่เอายาให้กิน

นาตาชาถามว่าตนจะเชื่อได้อย่างไรว่าไม่ใช่ยาพิษ เจนนี่ถอนใจบอกว่าถ้าคิดจะฆ่าคงไม่พามาด้วยหรอก นาตาชารับยามากินแล้วนอนต่อ เจนนี่ห่มผ้าให้ เธอแปลกใจที่ทำไมเจนนี่มาดูแล แต่นาตาชาก็ยังแสร้งทำเย่อหยิ่ง ไม่สนใจ

ooooooo

ในคืนนั้น ดอนกับเจนนี่นั่งคุยกันข้างกองไฟ ดอนถามอาการนาตาชา เจนนี่บอกว่าไข้ลดลงแล้ว แต่ต้องกินยาต่ออีกสักวันสองวัน ไม่อย่างนั้นไข้จะตีกลับ ดอนเตือนให้เจนนี่ระวังตัวไว้บ้าง เจนนี่บอกว่า ภายนอกนาตาชาดูแข็งกร้าว แต่ภายในไม่ได้เลวร้ายอะไร

“ภารกิจข้างหน้าอันตรายมาก ผมก็มัวแต่ทำงานจนไม่มีเวลาที่จะคุยกับคุณเลย”

“เราเกิดมาเพื่อต่อสู้กับพวกทำลายชาติค่ะ ดอน”

“ใช่ ผมดีใจนะที่ผมได้เจอกับคุณ แม้ภารกิจของเราจะเต็มไปด้วยอันตราย แต่การที่ได้ต่อสู้เคียงข้างกับคุณ มันทำให้ผมมีความสุข”

“ฉันก็เหมือนกันค่ะ คุณอยู่ที่ไหน ฉันก็จะอยู่กับคุณตลอดไป”

ดอนโน้มตัวเจนนี่มาจุมพิตที่หน้าผาก ทั้งคู่อิงแอบกันอย่างมีความสุข นาตาชามองภาพสองคนด้วยความเสียใจ

วันรุ่งขึ้น นาตาชาตื่นมาเห็นดอนทำอะไรง่วนอยู่ในขณะที่คนอื่นๆยังไม่ตื่น จึงขอให้เขาพาไปที่ลำธาร อยากล้างหน้าล้างตัว ดอนลังเลเล็กน้อย ก่อนจะยอมพยุงเธอเดินไป...มาถึงลำธาร ดอนแยกตัวมาวักน้ำล้างหน้า นาตาชามองดอนเศร้าๆก่อนจะถามเขา

“ดอน คุณรู้มั้ย ตอนแรกที่พ่อทิ้งฉันไว้ในป่า ฉันโกรธแล้วก็เสียใจมาก”

“พ่อคุณไม่ควรทำแบบนั้น”

“แต่ตอนนี้ ฉันอยากจะขอบคุณพ่อที่ทำให้ฉันมีโอกาสได้พบกับคุณ”

“คุณกำลังหว่านเสน่ห์” ดอนถอยห่าง

“ไม่ค่ะ ฉันไม่ได้หว่านเสน่ห์ แต่ฉันพูดสิ่งที่อยู่ในใจ”

“ไข้คุณลดหรือยัง”

“อย่าเปลี่ยนเรื่องสิคะ ฉันแค่อยากจะบอกคุณบางอย่าง”

“ครับ ผมฟังอยู่”

“ฉันอยากจะบอกคุณว่าฉันดีใจที่โลกนี้มีผู้ชายอย่างคุณ เราไม่จำเป็นต้องใกล้ชิด ไม่จำเป็นต้องรักกัน ขอเพียงแค่ตาของฉันได้มองเห็นคุณ รับรู้เรื่องของคุณมันก็สุขที่สุดแล้วสำหรับฉัน”

“กลับเถอะครับ คนอื่นๆคงตื่นแล้ว”

นาตาชาขึ้นจากน้ำมาดึงดอนไว้ แล้วเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนเขา “รู้มั้ยคะว่า ผู้หญิงที่มาเป็นแฟนของคุณ เป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก”

ตอนที่ 13

เลือดจากแผลกริ่งที่ดึงธนูไฟออก ทะลักมากขึ้น กริ่งไม่อยากเป็นตัวถ่วงให้เพื่อนๆหนีไม่รอด จึงขอให้ดอนกับยอดหนีไปก่อน ไม่ต้องเป็นห่วงเขา

“ไม่ได้ ธนูดอกนี้ มันควรจะปักที่ร่างผม ไม่ใช่คุณ” ยอดไม่ยอม

“ถ้าจะไปก็ต้องไปด้วยกัน” ดอนบอกแล้วประคองกริ่งคนละข้างกับยอด

บริเวณหน้าถํ้า เคน บัวชุม และตํ่าเดินงุ่นง่านหาทางเข้าไป แต้มนั่งมองอย่างสงบ บัวชุมบ่นว่าเมื่อไหร่ประตูจะเปิดอีกครั้ง

“เรื่องนี้ข้าก็จนปัญญา รู้แต่ว่าข้างในมันอันตราย”

“แล้วตอนนั้นลุงแต้มเข้าไปได้ยังไง” เคนถาม

“ข้ามาหาของป่า แล้วจู่ๆฝนก็ตก ข้าเลยวิ่งหาที่หลบ แต่ข้าเห็นป่าอีกป่าหนึ่ง มันสว่างไสว ฝนไม่ตก ข้าก็เลยลองเดินเข้าไป ผ่านประตูใสแบบที่เห็นเมื่อกี้นี้แหละ”

“ข้างในมันมีอะไร” ตํ่าอยากรู้

“ป่าข้างในหุบเขามรณะ ใบไม้สีสันแปลกตา ข้าเห็นโครงกระดูกพวกนายพรานที่หลงเข้ามาตายเกลื่อนพื้น”

“งูยักษ์ก็อยู่ในหุบเขามรณะใช่มั้ยลุง” ตํ่าถาม

แต้มเอ็ดไม่ให้พูดถึง ตํ่าเผลอพูดอีก “ลืมไป ลุงบอก ถ้าพูดถึงงูยักษ์แล้วมันจะมา”

“ไอ้ตํ่า เอ็งพูดสองครั้งแล้วนะ”

“พูดอะไรสองครั้งจ๊ะลุง พูดว่างูยักษ์เหรอ” พลันงูยักษ์โผล่ออกมาทันที

แต้มบอกทุกคนให้วิ่งหนีโดยเร็ว บัวชุมถามว่าจะไปทางไหนดี ไม่ว่าจะไปทางไหนก็เจองูดักหน้าตลอด แต้มโวยตํ่าเพราะปากไม่ดีแท้ๆ ตํ่าหน้าเหยขอโทษไม่ได้ตั้งใจ บัวชุม เตือนเคน

“เคน มีดที่หลวงพ่อให้มา เอามาใช้สิ”

เคนล้วงมีดอินทรีย์ออกมา ยกมือพนม “ขอพระคุ้มครองพวกเราด้วย”

งูชูหัวขึ้นมาจะฉก เคนปามีดปักกลางหน้า เลือดงูกระฉูดออกมางูเลื้อยหนีเข้าถํ้า เคนวิ่งตาม แต่แต้มห้ามไม่ให้ตาม

“ผมต้องไปครับ ผมต้องเข้าไปช่วยคนอื่นๆ” เคนบอกแต้มแล้ววิ่งเข้าไปในกำแพงวุ้น

แต้ม ตํ่า และบัวชุมมองอย่างตะลึง...

ooooooo

ขณะที่ดอนกับยอดประคองกริ่งวิ่งหนีธนูไฟที่ไล่หลังมา ทั้งสามล้มลง ดอนกับยอดลากกริ่งเข้ามาหลบ ยอดโมโหจะออกไปลุย กริ่งปรามอย่างอ่อนแรง ปล่อยเขาไว้ที่นี่อย่าให้เขาต้องเป็นตัวถ่วงแล้วรีบหนีไป แต่สองคนไม่ยอม พากันออกไปลุยฝ่าธนูไฟที่

ซัมดองยิงมา จนเข้ามายืนเผชิญหน้าด้วย ยอดร้องบอกให้พอได้แล้ว และมาสู้กันซึ่งๆหน้า

ซัมดองหัวเราะแล้วยื่นมือสองข้างออกมาทำท่าบีบคอ ทั้งที่อยู่ห่าง แต่ทั้งยอดและดอนก็เหมือนโดนบีบคออย่างแรง

“ที่หุบเขามรณะ เอ็งมันก็คือมนุษย์ธรรมดา ไม่มีวันสู้ ข้าได้” ซัมดองเหวี่ยงสองคนไปกอง

ทั้งสองพยายามลุกขึ้น ไม่ยอมแพ้ ซัมดองสะบัดมือใส่ ปรากฏลูกไฟพุ่งเข้าหาดอนและยอด ทั้งสองโดดหลบ แต่ไม่ว่าจะวิ่งไปทางไหนก็เจอซัมดองมาขวางหน้า บีบคอพวกเขาไว้ กริ่งพุ่งมาล็อกคอซัมดอง ช่วยให้ดอนกับยอดหลุดไปได้ ซัมดองสะบัดกริ่งออกแล้วปล่อยฝ่ามือไปกระแทกกริ่งลอยลิ่วตกพื้น กริ่งบอบช้ำหนัก กระอักเลือดออกมา ยอดกับดอนคลานเข้าไปหากริ่ง ซัมดองซัดฝ่ามือใส่ทั้งสามคนล้มลง กริ่งหมดสติทันที

“กริ่ง ฟื้นสิกริ่ง...” ยอดเขย่าตัวกริ่ง

ดอนเอามืออังจมูกกริ่งแล้วมองยอดอย่างหน้าเสียยอดร้อง ไม่จริง...ซัมดองหัวเราะร่า

“ซัมดอง แก...ตาย...” ยอดคลั่งแค้น วิ่งเข้าหาซัมดอง อย่างบ้าเลือด

ดอนวิ่งตาม ซัมดองบีบคอทั้งดอนและยอด ไม่ทันไรร่างซัมดอง ดอน และยอดก็เลือนหายไป เหลือกร่ิงนอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น

เคนหลุดเข้ามาในกำแพงวุ้น ซึ่งเป็นประตูเข้าหุบเขามรณะ เขาแปลกใจกับสภาพป่าที่แตกต่างจากเมื่อสักครู่ งูยักษ์ยังจ้องเล่นงานเคน มันฉกใส่ เคนต้องโดดหลบ มีดอินทรีย์หลุดจากมือ ดวงตาสวรรค์กลิ้งออกมาจากย่ามเปิดออก มันส่องแสงกระทบตางู ทำให้งูยักษ์ถอย
หนีเข้าป่าไป เคนประหลาดใจ มองลูกแก้ว เห็นภาพกริ่งนอนนิ่ง เขาตกใจรีบเก็บของออกตามหากริ่ง...

ในขณะที่เทอด เดี่ยว และม่านฟ้า ถูกมัดไว้ในรังงู ซึ่ง มีไข่งูยักษ์เรียงรายอยู่ ยักษ์ศุกร์เป็นชายร่างสูงใหญ่ ท่าทางเหมือนปีศาจเดินเข้ามา ม่านฟ้าร้องลั่น

“ปล่อยพวกเราออกจากที่นี่นะ ไอ้ยักษ์บ้า”

“ถ้าซัมดองไม่สั่ง ข้าไม่ปล่อย ฮ่าๆๆ” ยักษ์ศุกร์วางถาดอาหารตรงหน้า “กินซะให้อ้วน ถ้าลูกงูออกมาจากไข่จะได้กินพวกเอ็งเป็นอาหาร ฮ่าๆๆ”

“มัดไว้ยังงี้จะกินได้ไง แก้มัดสิ” เดี่ยวร้องบอก

ยักษ์ศุกร์กลับว่าไม่ต้องใช้มือกินก็ได้ ว่าแล้วก็เดินตึงๆออกไป เทอดค่อยๆเขี่ยเปลือกงูที่แตกหล่นอยู่บนพื้นเข้ามา ใช้ตัดเชือกที่มัดตนเองอยู่จนขาด แล้วไปช่วยเพื่อนๆพากันหนี แต่แล้วทั้งสามก็เจอยักษ์ศุกร์ขวางทาง สามคนผนึกกำลังกันจะล้มยักษ์ศุกร์ให้ได้ แต่ดูท่าจะไม่เป็นผล ม่านฟ้าจึงล่อให้ยักษ์ศุกร์ตามออกมานอกรัง เข้าไปในป่า เทอดมองไปเห็นกิ่งไม้ใหญ่ที่ใกล้หัก จึงส่งสัญญาณบอกเดี่ยว ให้ช่วยม่านฟ้าหลอกล่อยักษ์ศุกร์มายืนใต้ต้นไม้ แล้วเทอดโหนเถาวัลย์ขึ้นไปกระทืบกิ่งไม้ใหญ่นั่น หักลงมาใส่หัว ทำให้ยักษ์ศุกร์สลบและถูกทับอยู่กับพื้น

ooooooo

มีลานพิธีกลางป่าหุบเขามรณะ กระแต บุษกร เจนี่ ชลดา และยูกิ ถูกมัดไว้รวมกัน โดยมีกลุ่มปีศาจของซัมดองควบคุมอยู่...ซัมดองปรากฏตัวขึ้นพร้อมดอนกับยอดซึ่งถูกมัดไว้ เขาสั่งปีศาจให้เอาสองคนไปมัดรวมกับพวกผู้หญิง ยอดกับดอนสบตากร่ิงอย่างเศร้าเสียใจ ไม่รู้จะบอกพวกเธออย่างไรดีเกี่ยวกับการตายของกริ่ง

ซัมดองเดินเข้ามา ยอดถามอย่างกราดเกรี้ยวว่าต้องการอะไร ซัมดองหัวเราะสะใจ

“ฮ่ะๆๆต้องการกำจัดคนอย่างพวกเอ็งไง เสาร์ห้า ฮ่ะๆๆ”

“ฆ่าฉันสิ ฆ่าฉันแล้วเอาชีวิตเพื่อนของฉันคืนมา”

“ใช่ เอาชีวิตกริ่งคืนมา เอาชีวิตฉันไปแทน” ดอนโวยวาย

ยูกิแทบช็อกเมื่อได้ยินเช่นนั้น “ไม่จริง ไม่จริง คุณกริ่งไม่เป็นอะไรใช่มั้ย”

“ผมขอโทษยูกิ ผมดูแลกริ่งไม่ได้ ผมขอโทษ” ยอดสลดลง

“กริ่งช่วยให้พวกเรารอด แต่ตัวเขาต้องบาดเจ็บ” ดอนสะอื้น

“ฮ่าๆๆคืนเดือนมืดใกล้เข้ามาแล้ว ฮ่าๆๆ” ซัมดองหัวเราะแล้วนั่งบริกรรมคาถา

พวกผู้หญิงน้ำตาไหลรินสะเทือนใจเรื่องกริ่ง เดี่ยว เทอด และม่านฟ้าแอบฟังอยู่หลังพุ่มไม้ พวกเขาไม่อยากเชื่อว่ากริ่งจะตาย ม่านฟ้าสันนิษฐานว่า

“บางทีคุณกริ่งอาจแค่สลบหรือหมดสติ พวกเราน่าจะตามไปพิสูจน์ให้เห็นกับตานะคะ”

“ใช่ อย่างน้อยถ้ากริ่งเป็นอะไรจริง เราก็ต้องเห็นกับตา” เดี่ยวเห็นด้วย

ว่าอย่างไรว่าตามกัน เทอดจึงบอกว่าจะกลับมาช่วยพวกผู้หญิงกับดอนและยอดทีหลัง ม่านฟ้าสนับสนุนเพราะตอนนี้ก็สู้ซัมดองไม่ได้ ทั้งสามจึงหลบกลับไป...

ร่างกริ่งซึ่งนอนอยู่ วิญญาณเขาออกจากร่างมายืนมองร่างตัวเองด้วยความตกใจ เขาพยายามจะกลับเข้าร่างก็ไม่สำเร็จ พลันมีพระธุดงค์ปรากฏตัวขึ้น เรียกให้วิญญาณกริ่งตามไป ซัมดองปรากฏตัวขึ้น มองตามพระธุดงค์และวิญญาณกริ่งอย่างเจ็บใจ สั่งปีศาจให้บังร่างกริ่งไว้ คืนนี้ตนจะทำพิธีเรียกพระในตัวกริ่งออกมาให้ได้ ทันใด...ซัมดองรู้สึกมีคนเดินมา จึงหายตัวแวบ

เคนแกะรอยตามหากริ่งมาถึงจุดนี้ เขาได้ยินเหมือนเสียงสวดมนต์ เคนชะงักตะโกนถาม

“เสียงใคร ใคร...ออกมา”

เมฆบนฟ้าเริ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ลมพัดแรง สายฟ้าฟาดลงมา พวกปีศาจปรากฏตัวล้อมเคน เคนใช้ปืนแคนยิงใส่ ปีศาจลงแต่กลับลุกขึ้นมาใหม่ แล้วจะเข้าจับตัวเขา เคนต่อสู้ซัมดองจึงใช้พลังบีบคอเคนไว้

“แกมีดวงตาสวรรค์”

“ดวงตาสวรรค์เป็นของข้า”

“ตายซะเถอะ” ซัมดองเหวี่ยงร่างเคนไปกระแทกต้นไม้

เคนบอบช้ำค่อยลุกขึ้น หยิบมีดอินทรีย์ออกมาขว้าง ตัดร่างปีศาจแล้วพุ่งเข้าใส่ซัมดองแต่ซัมดองหลบทัน มีดวกกลับมาหาเคน ซัมดองพึมพำคาถา สายฟ้าฟาดเปรี้ยง ลมพัดแรง ร่างยักษ์ศุกร์ที่โดนท่อนไม้ทับอยู่ ฟื้นขึ้น ส่งเสียงคำราม พื้นดินสะเทือน ยักษ์ศุกร์วิ่งมาขวางหน้าเคน ซัมดองสั่งให้เอาดวงตาสวรรค์จากเคนมาให้ตน ยักษ์ศุกร์จับร่างเคนยกขึ้น เคนใช้มีดอินทรีย์ฟันมือ ยักษ์ศุกร์ร้องลั่นปล่อยเคนหล่นลง ดวงตาสวรรค์ในย่ามไหลออกมา ซัมดองรีบเข้ามาจะหยิบแต่เทอดโผล่มาแย่งไปก่อน ซัมดองร้องลั่นให้เอาคืนมา

“ผมเก็บได้ก็ต้องเป็นของผมสิ” เทอดกวน

ซัมดองโกรธแค้น พึมพำคาถา เทอดเห็นท่าไม่ดีโยนให้เดี่ยว ยักษ์ศุกร์ตามไปแย่ง เดี่ยวจึงโยนต่อให้ม่านฟ้า แต่ซัมดองคว้ามือม่านฟ้าไว้ ดวงตาสวรรค์จึงกระเด็นตกมาเป็นของซัมดองอย่างง่ายดาย ยักษ์ศุกร์กลับมายืนข้างซัมดอง

“ได้ดวงตาสวรรค์ไปแล้วก็ปล่อยพวกเราเถอะซัมดอง” เทอดต่อรอง

“ราหูอมจันทร์คืนนี้ พวกเอ็งเสาร์ห้าทุกคนต้องไปหาข้าที่ลานประหาร ไม่อย่างนั้น นังผู้หญิงตายแน่ฮ่าๆๆ” พูดจบซัมดองกับยักษ์ศุกร์ก็เลือนหายไป

เดี่ยวถามเทอดจะเอาอย่างไร เทอดให้ไปตามหากริ่งก่อนที่จะมืด ทั้งสามจึงพากันไป...แต่แล้วจนมืดค่ำ พวกเขาก็หาร่างกริ่งไม่พบ เพราะพวกปีศาจบังไว้ เทอดเงยหน้ามองดวงจันทร์เห็นว่าได้เวลาที่ต้องไปลานประหาร ตามที่ซัมดองบอก

“แต่เรายังหาคุณกริ่งไม่เจอ” เดี่ยวท้วง

“ปล่อยฉันกับคุณเคนหาต่อ แล้วคุณสองคนไปเถอะค่ะ ก่อนที่ซัมดองจะทำอะไรลงไป” ม่านฟ้าเสนอ เดี่ยวกับเทอดเห็นตามนั้นเพราะพวกเขาก็เป็นห่วงพวกผู้หญิง

ooooooo

ที่ลานประหาร ดอนกับยอดยังเศร้าสลดใจที่เสียเพื่อนรักอย่างกริ่งไป ยูกิเองก็ร้องไห้ ดอนกับยอดถูกแยกมามัดไว้ที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ส่วนพวกผู้หญิงถูกมัดบนเวที เตรียมการแขวนคอ ซัมดอง มองพระจันทร์ ซึ่งกำลังเริ่มมีปรากฏการณ์จันทร-คราสเกิดขึ้น

“ได้เวลาที่พวกเอ็งต้องตายแล้ว จับมันแขวนคอ”

พวกปีศาจเอาห่วงคล้องคอ เจนนี่ บุษกร ชลดา กระแต และยูกิ ยอดกับดอนร้องขอให้รอเพื่อนๆที่กำลังมา ซัมดองไม่สนใจ สั่งพวกปีศาจเตรียมผลักพวกผู้หญิงลงร่องที่เปิดไว้...เดี่ยวกับเทอดวิ่งเข้ามา

“หยุดนะ...พวกเรามาแล้ว”

ซัมดองสั่งพวกปีศาจจับเทอดกับเดี่ยว เทอดร้องบอกว่าไม่...ต้องปล่อยพวกผู้หญิงก่อนแล้วเขาสองคนจะยอมให้จับ ซัมดองตกลง ให้พวกปีศาจเอาตัวพวกผู้หญิงลงมา

“คราวนี้เอ็งสองคนมาหาข้าเดี๋ยวนี้...ถ้าไม่มา เพื่อนของเอ็งตายแน่”

บุษกรรั้งเดี่ยวไว้ เดี่ยวบอกเธอว่า คืนนี้ซัมดองจะทำพิธีเรียกพระในตัวพวกเขา บุษกรหน้าเสีย “ถ้าเอาพระไป พวกคุณจะเป็นยังไง”

“พระคือชีวิต ถ้าไม่มีพระ เราก็ตาย”

บุษกรกับเพื่อนๆช็อก ชลดาไม่ยอมดึงเทอดไว้ไม่ยอมให้ไป เทอดปลอบแล้วเตือนว่าชีวิตดอนกับยอดอยู่ในมือซัมดอง เขากับเดี่ยวต้องไปช่วย เขาอยากให้พวกเธอหนีไปก่อน ออกไปจากหุบเขามรณะนี้ให้ได้ ชลดาไม่ยอมไปจะสู้เคียงข้างเทอด บุษกรเห็นด้วย

“พวกคุณต้องเชื่อผม หลบไปก่อน อย่าทำให้พวกเราต้องห่วงหน้าพะวงหลัง”

เจนนี่เห็นจริงกับที่เทอดพูด จึงบอกเพื่อนๆว่า ปล่อยพวกผู้ชายไว้ที่นี่ พวกเราหนีไปตั้งหลักแล้วกลับมาตลบหลังจะดีกว่า ชลดาโผกอดเทอด บุษกรกอดเดี่ยวร่ำลา ต่างสัญญาว่าจะกลับมาเจอกัน เทอดร้องบอกซัม ดองให้ปล่อยพวกผู้หญิงหนีไปให้ตลอดรอดฝั่ง แล้วพวกเขาจะยอมทุกอย่าง ซัมดองตกลง พวกผู้หญิงพากันวิ่งหายเข้าไปในป่า

ซัมดองนั่งลงบริกรรมคาถา เทอด เดี่ยว ดอน และยอด ถูกมัดเรียงกันตรงหน้าดวงตาสวรรค์ แสงจากลูกแก้วเรืองรองออกมา...เมื่อนั้น ร่างกริ่งซึ่งถูกปีศาจบดบังไว้ก็ปรากฏขึ้น ทำให้เคนกับม่านฟ้าซึ่งกำลังค้นหา เห็นร่างกริ่งและเหล่าปีศาจ เคนใช้มีดอินทรีย์จัดการเหล่าปีศาจ

ooooooo

หลังจากพวกผู้หญิงหนีออกมา ก็รวมตัวกันปรึกษาจะกลับไปช่วยพวกเสาร์ห้าตอนที่ซัมดองกำลังทำพิธี พลัน ปรากฏร่างพระธุดงค์ขึ้นมา

“โยม อาตมามาช่วย โยมอย่าเข้าไปเลย อันตราย” หลวงพ่อให้ทุกคนตามท่านไป...

ขณะที่ซัมดองกำลังทำพิธีเรียกพระออกจากร่าง

เสาร์ห้า ร่างกริ่งเดินเข้ามา ลักษณะเหมือนโดนมนตร์สะกด พวกเสาร์ห้าต่างดีใจระคนแปลกใจ ซัมดองลืมตาขึ้น

เงยหน้ามองฟ้าเห็นเงาราหูอมจันทร์ เคลื่อนตัวมาบดบังพระจันทร์มืดมิด

“เงาของราหูเต็มดวงแล้ว ฮ่าๆ ได้เวลาแล้ว”

ซัมดองหลับตาบริกรรมคาถา

พวกเสาร์ห้ากระตุกเหมือนโดนมนตร์สะกด พระในตัวลอยขึ้นเหนือหัว ส่องพลังมายังซัมดอง ทำให้เขาเรืองแสงเหมือนซึมซับพลังเหล่านั้น ทันใด ก็มีมีดอินทรีย์ลอยมาจากกริ่ง หมุนคว้างตัดเชือกที่มัดพวกเสาร์ห้า แล้วหมุนคว้างเข้าปักร่างซัมดอง ถึงกับสะดุ้งเฮือก พระทุกองค์กลับสู่ร่างพวกเสาร์ห้า ร่างกริ่งกลายเป็นเคน

“ได้เวลาตายของแกแล้ว ซัมดอง”

ซัมดองทั้งเจ็บทั้งแค้น ดึงมีดออกจากร่างแล้วปา

กลับหมายสังหารเคน แต่เคนยกมือรับมีดไว้อย่างง่ายดาย

ซัมดองตกใจ เขาสูญเสียพลังไปอย่างมากจึงถอยหนี แต่ยังตะโกนเรียกยักษ์ศุกร์ให้ออกมาพร้อมพวกปีศาจ จัดการพวกเสาร์ห้าและเคน...เคนใช้มีดอินทรีย์ปาใส่พวกปีศาจและยักษ์ศุกร์ เปิดทางพาพวกเสาร์ห้าหนีรอดมาได้

กลุ่มผู้หญิงซึ่งเดินตามพระธุดงค์มา พบกริ่งนอนบาดเจ็บอยู่ ยูกิดีใจ โผกอดกริ่ง เขาร้องโอ๊ยเพราะยังเจ็บแผล ยูกิร้องไห้ กริ่งถามว่าร้องทำไม

“พวกเขาบอกว่าคุณตายแล้ว”

“โชคดีที่หลวงพ่อท่านช่วยเอาไว้ ไม่งั้นผมคงไม่รอด”

เจนนี่ถามถึงเคน ม่านฟ้าบอกว่า กริ่งใช้วิชาแปลงร่างให้เคนไปช่วยพวกเสาร์ห้า ชลดาแปลกใจเพราะรู้ว่าในหุบเขามรณะ วิชาอาคมใช้การไม่ได้

“จุดที่พวกโยมยืนตรงนี้ คือปากประตูของหุบเขามรณะ อภิญญาและอำนาจพุทธคุณยังคงอยู่ แต่ถ้าหลุดออกจากบริเวณนี้ ทุกอย่างจะใช้การไม่ได้” หลวงพ่อชี้แจง

“ทุกคนต้องมารวมตัวกันที่นี่ รอเวลาให้ประตูเปิด จะได้หลุดออกจากที่นี่ซะที” กริ่งบอก

แต่บุษกรเป็นห่วงพวกเสาร์ห้า กระแตเห็นเคนพาพวกเสาร์ห้ามาพอดี ทุกคนโผกอดกันตามคู่ของตนอย่างดีใจ หลวงพ่อจึงบอกว่า ได้เวลาที่ตนต้องไปแล้ว ให้ทุกคนรอจนกว่าประตูเวลาจะเปิดออก ว่าแล้วหลวงพ่อก็เลือนหายไป ทุกคนก้มกราบ

ไม่ทันไร พื้นดินก็สะเทือนเนื่องจากการเดินของยักษ์ศุกร์ ทุกคนเตรียมตั้งรับ...ด้าน แต้ม บัวชุม และต่ำ ตกใจตื่นเพราะสะเทือนไปด้วย แต้มได้ยินเสียงเหมือนคนคุยกัน จึงรีบบอกให้ทุกคนหลบ แต่ไม่ทัน เพราะ ดร.วิทยา ฮวง และลูกน้องโผล่มาเสียก่อน

ooooooo

ตอนที่ 12

เมื่อทับทิมสีม่วงถูกวางกลับบนแท่นเรเดี่ยม ทุกอย่างก็สงบลง ฝูงผึ้งเลือนหายไป ทุกคนตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“ผึ้งมาจากไหนกัน” เสือสนธิ์ละล่ำละลักถาม

“มันเป็นภาพลวงตาจากทับทิมสยามสีม่วง ดร.วิทยาอธิบาย”

“แล้วทำไมมันต่อยเราได้จริงๆ” อินทร์ข้องใจ

“ปรากฏการณ์ภาพลวงตาเป็นจริงเสมอ ถ้าเราเชื่อ”

“เหมือนกองทัพทหารญี่ปุ่นในป่าที่เราเจอใช่มั้ย” เสือสนธิ์ถาม

“ใช่ ทับทิมสยามสีม่วงอยู่ที่ไหน ที่นั่นก็จะมีปรากฏการณ์ภาพลวงตา ยกเว้นจะเอาวางไว้บนแท่นเรเดี่ยม”

“พลังอำนาจของทับทิมสยาม น่ากลัวจริงๆครับ” ฮวงทึ่ง

ดร.วิทยาให้ฮวงเอายาไปแจกจ่ายพวกที่โดนผึ้งต่อย... บัวชุมกับม่านฟ้าโผล่ออกมาจากเต็นท์เมื่อเห็นว่าทุกอย่างสงบลงแล้ว บัวชุมบอกม่านฟ้าให้รีบหนี อยู่ต่อไปไม่ได้อีก

“พี่บัวชุมวิ่งนำไปเลย เร็ว”

บัวชุมวิ่งนำม่านฟ้าหนีหายเข้าไปในป่า ลับหลังทั้งคู่เพียงเล็กน้อย ฮวง ดร.วิทยา อินทร์ เสือสนธิ์ และอ้วน ก็เดินมา ฮวงเข้าไปเปิดเต็นท์ดู ไม่เห็นทั้งม่านฟ้าและบัวชุม

“มันหนีไปแล้วครับ”

“โง่จริงๆ ทำไมไม่ทิ้งใครเฝ้าพวกมัน” ดร.วิทยาโวย

“ถึงยังไงมันสองคนก็ต้องหาทางหนีกันอยู่แล้วครับ นังบัวกับม่านฟ้า พวกมันรู้จักกันมาก่อน” ฮวงรายงาน

“ยังไงก็ช่าง รีบแกะรอยเอาตัวมันกลับมาให้ได้...คุณสองคนเฝ้าอยู่ที่นี่ เดี๋ยวผม ฮวง และอ้วนจะออกไปตามล่าสองคนนั่นเอง” ดร.วิทยาบอกเสือสนธิ์กับอินทร์

อ้วนทำการสำรวจพื้นที่แล้วนำทาง

ooooooo

กลุ่มเสาร์ห้าซึ่งพักผ่อนกันอยู่ใต้ต้นไม้ โดยมีเคน ต่ำ และแต้ม อยู่บนห้างใกล้ๆ ดอนใช้ตาทิพย์มองไปเห็นม่านฟ้ากับบัวชุมกำลังวิ่งหนีอยู่ในป่า เดี่ยวเองก็ได้ยินเสียงเช่นกัน

“ผมได้ยินเสียง”

“ครับ เป็นเสียงของม่านฟ้ากับบัวชุม สองคนนั้นกำลังหนี”

เทอด ยอด และกริ่ง พากันเข้ามาหา ถามว่าสองสาวอยู่ที่ไหน ดอนตอบว่าไปทางเหนือ

“ตามไปช่วยกันดีกว่า” กริ่งบอกทุกคน

เดี่ยวหันไปบอกเคน ตํ่า และแต้ม “เราจะไปช่วยม่านฟ้า ลุงแต้ม เคน พี่ตํ่า รอที่นี่นะ”

“ตํ่าไปด้วย ตํ่าเป็นห่วงม่านฟ้า”

“เป็นภาระเขาเปล่าๆ รออยู่ที่นี่แหละ” แต้มเอ็ด

ตํ่าบ่นอุบว่ากีดกัน เคนปลอบว่าม่านฟ้าอาจจะหนีมาทางนี้ก็ได้ ตํ่าสีหน้าดีขึ้น เตรียมพร้อมรอรับ แต้มหมั่นไส้ความไม่เจียมตัวของตํ่า

ooooooo

ภายในป่า ม่านฟ้ากับบัวชุมพากันวิ่งลัดเลาะไปเรื่อยๆ จนเหนื่อยอ่อนจึงชะลอฝีเท้า บัวชุมเป็นห่วงให้ม่านฟ้าพักก่อน แต่ม่านฟ้าเห็นว่ายังไม่ควรพัก

ไม่ทันไร เสียงนกบินพึ่บพั่บ เป็นสัญญาณว่าอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามา ม่านฟ้าหันมองไปรอบๆ กระซิบกับบัวชุมให้รีบไปต่อ พวกมันคงกำลังมา...ขณะย่องหนี ม่านฟ้าเกิดลื่นล้ม

“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” บัวชุมถามอย่างห่วงใย

ม่านฟ้าบอกว่าเจ็บขา บัวชุมถามว่าเดินไหวไหม ม่านฟ้าพยักหน้าต้องไหวแม้จะเจ็บมาก สองสาวพยายามหาที่ซ่อนตัว อ้วนแกะรอยเท้าตามมาติดๆ

“มันมาทางนี้ครับนาย รอยเท้ายังอุ่นอยู่เลย”

สองสาวหลบอยู่หลังพุ่มไม้ ขณะที่พวก ดร.วิทยาวิ่งตามอ้วนกันมา บัวชุมเห็นว่าหากปล่อยให้พวกนั้นเห็นรอยเท้าแบบนี้ จะไม่ปลอดภัยแน่ จึงเบี่ยงเบนความสนใจ

“หนีเร็ว พวกมันมาแล้วค่ะ” บัวชุมตะโกนขึ้นแล้ววิ่งแยกไปอีกทาง

“เร็ว มันอยู่นั่น ตามเร็ว” ดร.วิทยาได้ยินบอกพวกให้ตาม

ม่านฟ้าคลานออกมาจากพุ่มไม้หน้าตาตื่นเป็นห่วง พยายามลุกขึ้นจะตามไปช่วยบัวชุม เธอหยิบหน้าไม้มายันพื้น ยอดเข้ามาด้านหลังอุดปากเธอไว้

“อย่าส่งเสียง” พอเห็นม่านฟ้าสงบลงจึงปล่อย

“ฉันจะไปช่วยพี่บัวชุม”

“ใจเย็นๆ ถ้าไปตอนนี้เธอเสร็จแน่” กริ่งปราม

เดี่ยวเห็นด้วย “ใช่ ถ้าถูกจับคราวนี้ เธอเสียเปรียบ มันจะไม่วางใจเธอและบัวชุมอีก”

“แต่ฉันต้องไปช่วยพี่บัวชุม พี่บัวชุมเสี่ยงชีวิตเพื่อฉัน”

“เราต้องช่วยบัวชุมแน่ แต่รอจังหวะให้เหมาะ” เทอดยํ้า เพราะเห็นม่านฟ้าดึงดัน

“รีบพาม่านฟ้าหลบไปก่อนเถอะ ถ้ามันย้อนกลับมาจะอันตราย” ดอนเตือน

เดี่ยวจึงเอ่ยขอโทษ แล้วอุ้มม่านฟ้าไปกับพวกตน

ooooooo

บัวชุมหนีมาสักพัก ก็ถูกจับตัวได้ ดร.วิทยาเค้นถามว่าเป็นใคร เกี่ยวข้องอะไรกับม่านฟ้า บัวชุมดิ้นรนไม่ยอมบอก ดร.วิทยาโมโหเข้าบีบคอจนเธอดิ้นทุรนทุราย

“บอกมาเดี๋ยวนี้ บอก”

“โอ๊ย...เจ็บ บอกแล้ว บอก...”

“ว่ามา...” ดร.วิทยาคลายมือออก

“ฉันเป็นคนรับใช้ คุณหนูม่านฟ้าเป็นนายของฉัน”

“นายแกคงจ่ายดีสินะ ถึงได้ยอมมาเสี่ยงชีวิตแบบนี้”

ฮวงไม่พอใจบอก ดร.วิทยาให้ยิงทิ้งไปเลย ดร.วิทยาปราม

“อย่า...ถึงไม่มีม่านฟ้า แต่มันก็ต้องรู้แน่ๆว่าทับทิมสยามสีแดงอยู่ที่ไหน”

“บอกมาว่าทับทิมสยามสีแดงอยู่ที่ไหน” ฮวงชักปืนออกมาขู่บัวชุม

บัวชุมหวาดกลัวไม่น้อย “อย่า อย่ายิงฉันเลย”

ดร.วิทยาถามอีกครั้งว่าทับทิมสยามอยู่ที่ไหน ฮวงกระชับปืน บัวชุมเม้มปากไม่ยอมพูด ดร.วิทยาโมโหตบหน้าบัวชุมฉาดใหญ่

“ไอ้คนชั่ว ไอ้บ้า ไอ้พวกบ้ารังแกผู้หญิง”

ดร.วิทยาโผนเข้าบีบคออย่างแรง บัวชุมดิ้นขลุกขลัก “โอ๊ย...ปล่อยนะ ถ้าแกฆ่าฉัน แกจะไม่ได้ทับทิมสยาม”

ดร.วิทยาชะงักปล่อยมือ “งั้นก็บอกมาว่าซ่อนเอาไว้ตรงไหน”

บัวชุมขอเวลาคิด ฮวงเงื้อปืนจะตบด้วยความหมั่นไส้ ดร.วิทยาห้าม

“อย่าฮวง ปล่อยมัน...ก็ได้นังบัว ข้าจะให้เวลาเอ็ง พามันกลับไปที่แคมป์ เราจะไปตั้งหลักที่นั่น” ดร.วิทยาเดินนำทุกคนกลับ

ฮวงกระชากบัวชุมตามไป

ooooooo

ม่านฟ้ากับพวกเสาร์ห้าซุ่มดูอยู่ ม่านฟ้าจะออกไปช่วยบัวชุม แต่ทุกคนดึงไว้ ม่านฟ้าบอกว่าตนปล่อยให้บัวชุมตายไม่ได้ เทอดปลอบให้เหตุผลว่า

“มันไม่ฆ่าบัวชุมแน่ จนกว่ามันจะได้ทับทิมสยามสีแดง”

“ใจเย็นนะครับม่านฟ้า อย่าวู่วาม” ยอดช่วยปลอบ

“เกมของมันคือทับทิมสยาม เราต้องชิงความเป็นผู้นำ” ดอนเปรย

“ม่านฟ้าเธอต้องพาพวกเราไปขุดเอาทับทิมสยามสีแดงก่อนที่พวกมันจะไปถึง”

เดี่ยวบอกม่านฟ้า แต่เธอย้อนถามแล้วบัวชุมล่ะ กริ่งขอให้เชื่อใจพวกตน จะไม่ทิ้งบัวชุมแน่ ม่านฟ้าตัดสินใจยอมพาพวกเสาร์ห้าไปขุดเอาทับทิมสีแดง...

กลุ่ม ดร.วิทยากลับมาถึงแคมป์ เสือสนธิ์ถามว่าได้ตัวบัวชุมมาคนเดียวเองหรือ ดร.วิทยาตอบอย่างหงุดหงิดว่าม่านฟ้าหนีไปได้ อินทร์จึงบอกว่า

“งั้นต้องเค้นสอบนังบัวนะครับ ผมว่ามันต้องรู้ที่ซ่อนทับทิมสยามแน่นอน”

“จับนังตัวดีมัดไว้ที่ต้นไม้ แล้วจัดเวรยามคอยเฝ้าไว้ ให้มันอดข้าวอดนํ้าจนกว่ามันจะยอมบอก” ดร.วิทยาสั่งฮวง

ฮวงรับคำสั่งแล้วลากตัวบัวชุมไป บัวชุมร้องว่าเจ็บๆ ฮวงตวาด ถ้าไม่บอกว่าทับทิมสยามอยู่ที่ไหนก็หุบปาก

“ฉันจะให้เวลาแกจนถึงพรุ่งนี้ ถ้าไม่บอก แกตาย” ดร.วิทยากำชับอย่างดุดัน

ฮวงลากบัวชุมมามัดติดกับต้นไม้ จัดเวรยามเฝ้า

ooooooo

กลุ่มเสาร์ห้ากลับมาประชุมกับเคน แต้ม และตํ่า ที่จุดที่พัก เทอดเสนอให้แบ่งกำลังทำงาน พวกเขาจะไปขุดทับทิมกับม่านฟ้า ให้เคน แต้ม และตํ่า คอยติดตามพวก ดร.วิทยาอย่าให้คลาดสายตา

“ไม่มีปัญหา ทางนี้พวกลุงรับมือได้”

“แล้วถ้ามีจังหวะชิงตัวบัวชุมออกมาได้ก็ตัดสินใจได้เลย ไม่ต้องรอพวกเรา” ดอนบอก

เคนเห็นสีหน้าม่านฟ้า รู้ว่ากังวลใจเรื่องบัวชุม จึงพูดปลอบให้สบายใจว่า พวกเขาจะคอยจับตาดูไม่ให้พวกมันทำอะไรบัวชุมได้เด็ดขาด ม่านฟ้ายิ้มขอบคุณเคน ตํ่ารีบเสนอหน้าบอกว่า เขาจะคอยช่วยอีกแรง ม่านฟ้ายิ้มให้และเอ่ยฝากบัวชุมกับตํ่า

“เรารีบเดินทางก่อนที่มันจะไหวตัวกันเถอะครับ” ยอดเตือนทุกคน

แต้มถามว่าจะไม่พักกันก่อนหรือ กริ่งพูดขำๆว่ายังมีเวลาพักอีกเยอะ แต้มสีหน้าครุ่นคิดตัดสินใจพูดออกมาว่า ก่อนไปตนอยากเตือนบางอย่าง ทุกคนหันมาฟัง

“พวกคุณคงเคยได้ยินที่โบราณว่าไว้ เวลาเดินป่าต้องไม่พูดในเรื่องที่ไม่ดีใช่มั้ย”

“ลุงแต้มกำลังจะบอกอะไรพวกเราครับ” ดอนสงสัย

“ความชั่วร้ายมันรอเราอยู่ อย่าเปิดประตูให้มันออกมา”

เดี่ยวไม่เข้าใจถามว่าหมายถึงอะไร แต้มพูดอะไรไม่ได้มาก ได้แต่เตือน

“ลุงพูดมากกว่านี้ไม่ได้จริงๆ พวกคุณไปเถอะ แล้วจำคำเตือนของลุงไว้ให้ดี”

“พวกเราจะจำไว้ครับ” เทอดรับปากแทนทุกคน

ม่านฟ้ากับกลุ่มเสาร์ห้าพากันออกเดินทาง แต้มมองตามอย่างห่วงๆกังวลในความปลอดภัยของพวกเขา...

วันรุ่งขึ้น กลุ่มเสาร์ห้ากับม่านฟ้าเดินลัดเลาะไปตามป่า สักพักก็หยุด ยอดปีนต้นไม้ขึ้นไปส่องกล้อง ถามม่านฟ้าว่าไปทางทิศตะวันตกใช่ไหม ม่านฟ้าตอบว่าใช่อยู่ริมหน้าผา

“งั้นก็อีกไม่ไกล ผมเห็นหน้าผาแล้ว”

“อีกกี่กิโลแม้วครับคุณยอด” กริ่งร้องถาม

“เดินไปเรื่อยๆ เย็นนี้ก็ถึง” ยอดส่องกล้องไปสะดุดภาพบางอย่าง “เฮ้ย...”

กริ่งร้องถามว่าอะไร ยอดรีบบอก “ดอนครับ คุณช่วยมองหน่อย ที่ผมเห็นมันของจริงหรือภาพลวงตากันแน่”

ดอนใช้ตาทิพย์มองออกไปเห็น กระแต บุษกร ชลดา ยูกิ และเจนนี่ ถูกมัดไว้ มีกลุ่มของ ดร.ฟอร์ด สตีเฟ่น นาตาชา  และราฮีมกับลูกน้องจำนวนหนึ่งอยู่ไม่ห่าง ดอนบอกไปตามที่เห็น

“แล้วซัมดองล่ะ” เดี่ยวถาม

“ผมมองไม่เห็น”

ยอดลงจากต้นไม้มาสมทบกับเพื่อนๆ เทอดบอกต้องไปช่วย ยอดวิ่งนำไปทางทิศที่เขาเห็น...เข้ามาจนใกล้ กลุ่มเสาร์ห้าปรึกษาวางแผนกัน

“ถ้าเรายิงตอนนี้ กระสุนอาจโดนพวกผู้หญิงได้” ยอดกังวล

“ต้องมีใครส่งสัญญาณให้พวกผู้หญิงรู้ พวกเธอจะได้หลบเวลาเราโจมตี” เดี่ยวเสนอ

เทอดอาสาเป็นคนไปเอง จะไปแก้มัดให้พวกผู้หญิง เดี่ยวให้ทุกคนกระจายตัวกัน ใช้แผนยิงหลอกให้พวกนั้นหลงทิศ เปิดทางให้เทอดเข้าไปทำงานได้สะดวกๆกริ่งเห็นสีหน้าดอนกังวลอะไรบางอย่าง จึงถาม

“ดอนมีอะไรหรือเปล่าครับ”

“ผมรู้สึกเหมือนมีบางอย่างที่ผิดปกติ” กริ่งถามว่าอะไร ดอนถอนใจ “ผมไม่รู้ครับ แต่บางทีผมอาจจะคิดมากไป”

“งั้นก็ตามแผนเดิมนะครับ ม่านฟ้า ตามผมมาครับ” เดี่ยวสั่งการ

ตอนที่ 11

เมื่อเห็นว่า ดร.วิทยากับฮวงเดินไปไกลแล้ว บัวชุมก็หันมาดูแลม่านฟ้าว่าเจ็บปวดตรงไหนบ้าง ม่านฟ้าทำเข้มแข็งไม่อยากให้บัวชุมเป็นห่วง

“ทานยาก่อนนะคะคุณหนู ทำตัวให้แข็งแรง เวลาหนีจะได้ไม่มีอุปสรรค” บัวชุมเตือน

วันต่อมา เคนสะพายตะกร้า ทำทีมาหาสมุนไพรกับต่ำ เพื่อลอบมาดูม่านฟ้า เจอบัวชุมกำลังตากผ้าอยู่ ทีแรกบัวชุมไม่ยอมให้เคนเข้ามาใกล้ชิดม่านฟ้า แต่พอเคนต่อว่าอย่าเอาอารมณ์ส่วนตัวมาทำให้งานเสีย บัวชุมจึงยอม...ม่านฟ้าเห็นเคนเข้ามาก็ตกใจ บัวชุมรีบบอก

“ไม่ต้องกลัวค่ะคุณหนู ถ้ามันรังแกคุณหนูอีก บัวชุมยอมตาย”

“ท่าทางเธออ่อนเพลีย คงจะเสียเลือดมาก เอ้านี่ ยาสมุนไพรบำรุงเลือด” เคนเห็นสีหน้าม่านฟ้า เธอไม่ยอมรับอ้างว่ามียากินแล้ว เคนหยิบดู “นี่เป็นยาแก้ไข้ แก้อักเสบธรรมดา ไม่มีตัวยาบำรุงเลือด รับไปสิ”

บัวชุมแย้งจะเชื่อได้อย่างไรว่าเคนไม่ได้วางยาม่านฟ้า เคนบอกว่าเราเป็นพวกเดียวกันหากไม่เชื่อใจกันแล้ว จะพาม่านฟ้าหนีออกไปได้อย่างไร บัวชุมจึงขู่ว่า ถ้าม่านฟ้าเป็นอะไรเพราะยาเขา ตนเอาตายแน่ ต่ำฟังแล้วเอือมระอา เคนกับต่ำจะกลับออกไป บัวชุมนึกได้ ฝากให้หาสมุนไพรบางตัวให้ด้วย

เคนออกมาส่งข่าวกับกลุ่มเสาร์ห้าซึ่งมาตั้งแคมป์อยู่ไม่ไกล แต้มกับต่ำมาด้วย เทอดถามแต้มถึงลู่ทางเข้าหมู่บ้าน ดอนรู้สึกเหมือนมีคนมาแอบมอง เดี่ยวรีบเงี่ยหูฟัง บอกเคนช่วยดูแลแคมป์ไว้ที กลุ่มเสาร์ห้ากระชับปืนออกไปตระเวนดู เห็นพวกอาเตียวประมาณหกคน จึงแยกย้ายกันจัดการ อาเตียวหนีรอดไปได้ ลูกน้องถูกจับตายไปหนึ่งเพราะจะยิงเดี่ยวจึงโดนยิงสวน

เช้าวันใหม่...บัวชุมกำลังถูบ้านเสือสนธิ์อยู่ ดร.วิทยาเดินมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ จึงรีบไปชงกาแฟมาให้ ฮวงท้วงอย่าเพิ่งดื่มเพราะไม่ค่อยไว้ใจบัวชุม แต่ ดร.วิทยาไม่สนใจซดฮวบแล้วยังชมว่าอร่อย แล้วถามบัวชุมถึงยาที่เคยบอก

“หนูได้มาแล้วจ้ะ ตอนนี้กำลังหลอกให้มันกินอยู่ ประเดี๋ยวก็ติด”

“ดีมาก แกไปได้แล้ว” ดร.วิทยาไล่บัวชุม

“ผมไม่ค่อยไว้ใจนังนี่เลยครับ ท่าทางมันยังไงไม่รู้” ฮวงมองตามหลังบัวชุม

“อย่าคิดมาก พวกบ้านนอกคอกนาก็ยังงี้ ถ้าไงแกก็จับตาดูมัน หากมีอะไรผิดปกติก็มาบอกฉัน”

ฮวงรับคำ ดร.วิทยาหยิบถ้วยกาแฟมาจิบอีกครั้ง...

บัวชุมมาดูแลม่านฟ้าเห็นสีหน้าเธอสดใสขึ้น จึงรู้ว่าเป็นเพราะยาของเคน ม่านฟ้าว่าตนไม่รู้สึกเวียนหัวเหมือนก่อน

“ถ้างั้นรออีกสองสามวัน ค่อยหาทางหนีกันนะคะ”

“พี่บัวชุมสำรวจเส้นทางในหมู่บ้านหรือยัง”

“เจ้าคนชื่อเคนกับพี่ต่ำบอกว่าจะไปสำรวจแล้วมาบอกค่ะ เอ้อ คุณหนูคะ ถ้าพวกมันมาบัวชุมจะแกล้งทำเป็นกรอกยาผีเจาะปากให้คุณหนูดื่ม แต่จริงๆมันเป็นน้ำชาค่ะ ดื่มได้ไม่มีพิษ”

“จ้ะ ว่าแต่เรื่องยาสั่งที่ขอกับนายเคนน่ะ เป็นไง”

“บัวชุมเพิ่งแอบเทใส่กาแฟให้ไอ้ด็อกเตอร์กินเมื่อกี้นี้เอง”

“ไม่มีใครสงสัยอะไรนะ”

“มันเป็นยาสั่ง ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น รับรองไม่มีใครสงสัยหรอกค่ะ”

พลันมีเสียงคนคุมรายงาน ดร.วิทยาอยู่หน้าบ้าน ม่านฟ้ารีบล้มตัวลงนอน บัวชุมทำทีกรอกยาเธออยู่ ม่านฟ้าขัดขืนโดนบัวชุมตี ดร.วิทยาเข้ามาสั่งให้หยุด ตีทำไม

“ก็มันสำออยจ้ะ ไม่ยอมกินยา”

“ยาอะไร”

“ก็ยาที่หนูเคยคุยกับด็อกเตอร์ไงคะ”

ดร.วิทยายิ้มย่อง แล้วหันไปพยักหน้ากับฮวง ให้จัดการทรมานม่านฟ้า บัวชุมตกใจเผลอเข้าขวาง ฮวงถามว่าเกี่ยวอะไรด้วย ดร.วิทยาไล่บัวชุมออกไป บัวชุมละล้าละลังจนโดนตวาดอีกครั้ง จึงเดินออกไป ดร.วิทยาล็อกประตูทันที บัวชุมใจเสียจะช่วยอย่างไรดี

ดร.วิทยาเค้นถามม่านฟ้าเอาทับทิมไปซ่อนที่ไหน ม่านฟ้าไม่ยอมบอก จึงสั่งฮวงทำอะไรก็ได้เขาอนุญาต ฮวงยิ้มกริ่มเข้าปลุกปล้ำ ม่านฟ้าดิ้นรนต่อสู้สุดแรง

“ฮ่ะๆ พวกปากแข็งมันต้องโดนแบบนี้” ดร.วิทยาหัวเราะสะใจ

บัวชุมได้ยินเสียงก็ร้อนรน คนคุมหน้าบ้านเห็นถามบัวชุมมายืนทำอะไรจะไปไหนก็ไป บัวชุมน้ำตาคลอเดินออกมา แล้วตัดสินใจคว้าไม้จะกลับไปช่วยม่านฟ้า

“เอาวะ ตายเป็นตาย บัวชุมยอมให้คุณหนูถูกรังแกไม่ได้”

เคนกับต่ำเข้ามาขวางหน้า แล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น บัวชุมโวยหน้าอย่างนี้จะมาช่วยอะไรได้ เคนพยายามถามว่าข้างในบ้านมีกี่คน บัวชุมตอบว่าสามคน เคนกระซิบแผนที่จะช่วยม่านฟ้า

ooooooo

ยิ่งเห็นม่านฟ้าต่อสู้ ดร.วิทยายิ่งชอบใจ ทันใด ม่านฟ้าคว้าขวดน้ำได้ฟาดเปรี้ยงลงบนหัวฮวงเลือดอาบ ดร.วิทยาหัวเราะชอบใจ ฮวงโมโหยิ่งรุกเข้าหา ม่านฟ้าเอาขวดที่แตกเป็นปากฉลามมาเป็นอาวุธป้องกันตัว ดร.วิทยาเห็นว่าฮวงคนเดียวคงเอาไม่อยู่จึงเข้าไปช่วย

พลันเสียงบัวชุมร้องลั่นว่า ไฟไหม้ๆ มีคนมาเคาะประตูเรียกให้หนี ดร.วิทยาให้ฮวงออกไปดู พอเปิดประตูก็เห็นควันทะลักเข้ามาจนสำลักควัน ฮวงพยุง ดร.วิทยาออกไป บัวชุมเข้ามาอุ้มร่างม่านฟ้าออกไปเช่นกัน

ด้านนอก ลูกน้องช่วยกันดับไฟ มีเคนกับต่ำปะปนอยู่ด้วย ฮวงถามบัวชุมว่า

“นังคนสวยของข้ามันเป็นอะไรหรือเปล่า”

บัวชุมกัดฟันกรอด “อู๊ย...นังนี่เหรอ ตายยากตายเย็น ไม่ตายง่ายๆหรอก”

“ดี มันยังตายไม่ได้จนกว่ามันจะบอกความลับเรื่องทับทิมสยามซะก่อน” ดร.วิทยาบอก

“หรือไม่ก็จนกว่ามันจะได้เป็นเมียผมก่อนครับเจ้านาย ฮ่าๆๆ” ฮวงเสริม

บัวชุมก้มหน้าข่มอารมณ์ ลูกน้องเข้ามารายงานว่าไฟดับหมดแล้ว ดร.วิทยาถามว่าไหม้ได้อย่างไร ลูกน้องรายงานว่า อาจมีใครเผอเรอทำตะเกียงน้ำมันตกไว้ ฮวงบอก ดร.วิทยาว่าไม่มีอะไรแล้ว ตนขอจัดการม่านฟ้าต่อ ดร.วิทยาว่าได้เลย บัวชุมแย้งว่าม่านฟ้ายังสลบอยู่

“สลบนั่นแหละดี จะได้ไม่ต้องเหนื่อย” ฮวงจะเข้าอุ้มม่านฟ้า บัวชุมลืมตัวยื้อไว้

“ฮ่ะๆ แกนี่มันร้ายจริงๆ ไอ้ฮวง” ดร.วิทยาหัวเราะ จู่ๆก็เกิดหน้ามืดล้มตึงไป

ฮวงตกใจปล่อยม่านฟ้าเข้าไปดูเจ้านาย บัวชุมรีบประคองม่านฟ้ากลับเข้าบ้าน ฮวงอุ้ม ดร.วิทยาไปยังบ้านเสือสนธิ์ ทั้งอินทร์และเสือสนธิ์แปลกใจว่า ดร.วิทยาเป็นอะไร ฮวงบอกว่าอาจจะหายใจเอาควันไฟเข้าปอดมากไป ทั้งสองจึงคลายความสงสัย...

บัวชุมเช็ดหน้าเช็ดตาให้ม่านฟ้า เธอฟื้นขึ้นมาถามบัวชุมทันทีว่าเป็นอะไรหรือเปล่า

“คุณหนูถามอะไรอย่างนั้น จะมาห่วงบัวชุมทำไม ต้องห่วงตัวเองสิคะ”

“แต่ฉันไม่เป็นอะไรนี่ ไม่มีใครทำอะไรฉันได้ใช่มั้ย”

“ค่ะ ไม่มีใครทำอะไรคุณหนูของบัวชุมได้ ไอ้ด็อกเตอร์มันโดนฤทธิ์ยาสั่งก็เลยสลบไป”

ไม่ทันไร มีเสียงเคาะประตู บัวชุมตกใจ รีบส่งมีดให้ม่านฟ้าไว้ป้องกันตัว แต่คนที่เปิดเข้ามาเป็นเคนกับต่ำ เคนมาส่งข่าวว่ากำลังลาดตระเวนทางหนีทีไล่แล้วจะรีบมาพาหนี บัวชุมขอให้ไว พรุ่งนี้ยิ่งดี

ooooooo

แต้มเดินนำทางอาจณรงค์มาที่แคมป์พวกเสาร์ห้า เพื่อมารับตัวคนของอาเตียวที่พวกเขาจับได้ไปสอบปากคำ ระหว่างนั้น ยอด กริ่ง และดอนออกลาดตระเวน อาจณรงค์กับลูกน้องจึงเอาตัวคนร้ายกลับไป โดยแต้มนำทางกลับ

ทุกอย่างอยู่ในสายตาเปาชาง ซึ่งยกพวกมาซุ่มดูกับอาเตียว เปาชางเห็นว่าพวกของอาจณรงค์มีมากจะชิงตัวลูกน้องกลับมาคงยาก จึงใช้วิธีกำจัดด้วยการเป่าลูกดอกอาบยาพิษใส่ ลูกน้องที่ถูกจับทุกคน อาจณรงค์กับพวกยิงกราดไปทิศทางของลูกดอก เปาชางกับพวกเผ่นหนี

“ผู้พันกลับไปรายงานหน่วยเหนือ ส่งกองกำลังมาหนุนอีก ส่วนผมจะกลับไปบอกพวกเสาร์ห้าเอง” แต้มแยกตัวกลับไป

ภายในป่าที่ดอน ยอด และกริ่งกำลังสำรวจรอยเท้ากวาง ยอดว่า แถวนี้คงมีดินโป่งแน่ ถึงมีรอยเท้ากวางหลายตัว

“ดินโป่งนี่น่าจะอร่อยเหมือนกันนะครับคุณยอด” กริ่งกระเซ้า

“อยากเป็นกวางหรือครับคุณกริ่ง”

“ไม่ได้อยากเป็นกวาง แต่อยากมีแฟนชื่อกวาง”

ยอดถามว่ากวางญี่ปุ่นหรือเปล่า กริ่งหัวเราะร่า ดอนรู้สึกบางอย่าง ส่งสัญญาณบอกเพื่อนๆให้เงียบ ยอดถามว่ามีอะไร

“ผมรู้สึกเหมือนมีคนอยู่แถวนี้”

“ใครครับ” กริ่งถาม

“ผมมองไม่เห็น แปลกมาก...”

จู่ๆ ลมพัดแรง บรรยากาศรอบข้างที่สว่างเริ่มมืด

สลัวลง กริ่งสังหรณ์ใจ

“ผมว่านี่มันไม่ธรรมดาแล้วนะครับ”

ยอดมองไปเห็นเงาดำของใครบางคนยืนอยู่ตรงต้นไม้ ดอนเอ่ยขึ้น “ซัมดอง...”

ขาดคำ ซัมดองก็ปรากฏตัวขึ้น “ฮ่ะๆเจอกันอีกแล้ว”

“อารมณ์ดีจริงนะ หัวเราะได้ตลอด” กริ่งหมั่นไส้

ซัมดองหยุดหัวเราะแล้วพุ่งเข้าบีบคอกริ่งอย่างแรง กริ่งตั้งตัวไม่ทัน ดอนกับยอดเข้าช่วย ซัมดองสะบัดสามคนกระเด็นไปกระแทกต้นไม้ล้มลงพากันจุก ซัมดองร่ายมนตร์ แยกร่างเป็นสามเข้าบีบคอทั้งดอน ยอด และกริ่ง ทั้งสามดิ้นรนจนอ่อนแรง

เดี่ยวนอนอยู่ที่แคมป์สะดุ้งเฮือก ได้ยินเสียงร้องของเพื่อนๆ เทอดตกใจถามว่ามีอะไร

“ผมได้ยินดอน ยอด กริ่งกำลังร้องขอความช่วยเหลือ”

“เสียงมาจากทางไหน”

“ทางเหนือครับ” เดี่ยวเดินไป เทอดคว้าปืนวิ่งตาม...

มาถึงเห็นดอน ยอด และกริ่งถูกมัดติดต้นไม้ใหญ่ มีปีศาจรุมล้อมจะฉีกร่างพวกเขา เดี่ยวกับเทอดเข้ามาช่วย ซัมดองหัวเราะร่าที่มากันครบแบบนี้ ซัมดองเป่ามนตร์ร่ายคาถา ปีศาจปรากฏร่างอีกหลายตน เข้าฉุดรั้งเดี่ยวกับเทอด เดี่ยว

พยายามจะแก้มัดให้เพื่อนๆ แต่ถูกดึงไว้ จึงยื่นมีดให้ดอนช่วยตัวเองก่อน เทอดเองก็โดนรุมทึ้ง ดอนพยายามตัดเชือกจนขาด จากนั้นเสาร์ห้าก็รวมตัวกันอีกครั้ง

“ฮึๆ นึกว่าจะสู้ข้าได้เหรอ ฮ่าๆๆๆ” ซัมดองร่ายมนตร์อีก ปรากฏร่างปีศาจจำนวนมาก

กลุ่มเสาร์ห้าต่อสู้จนอ่อนแรงกำลังจะพ่ายแพ้ แต้มโผล่มามุมหนึ่งยืนมองเหตุการณ์ ซัมดองเอาดวงตาสวรรค์ออกมา ร่ายมนตร์ เปิดออกเป็นลูกแก้วเรืองแสงไปทั่ว พวกเสาร์ห้าถูกปีศาจจับล็อกตัวไว้ หันหน้ามาทางซัมดอง พลังจากดวงตาสวรรค์ดึงดูดเอาพระในตัวกลุ่มเสาร์ห้าลอยขึ้นมา ซัมดองร่ายเวทมนตร์เพื่อให้พระหลุดออกมาเป็นของตน

แต้มค่อยๆย่องมาด้านหลังซัมดอง ถอดสร้อยพระจากคอมาพนมมือไหว้

“ขออำนาจพุทธคุณโปรดช่วยคนทำดีด้วยเถิด” แต้มวิ่งเข้าไปเอาสร้อยพระคล้องดวงตาสวรรค์ แสงดับวูบ ดวงตาสวรรค์หล่นพื้นปิดลูกแก้วดังเดิม ฝูงปีศาจเลือนหายไป พวกเสาร์ห้าเป็นอิสระ ซัมดองบาดเจ็บจากพลังพุทธคุณ เห็นท่าไม่ดีรีบหายตัวไป แต้มเข้าไปเก็บดวงตาสวรรค์ขึ้นมา
ทุกคนกลับมาที่แคมป์ พวกเสาร์ห้าท่าทางเหนื่อยอ่อนขอบคุณแต้มที่มาช่วย แต้มบอกว่าโชคดีที่เขาจะกลับมาเตือนให้ระวังพวกเปาชาง ที่ตามดูความเคลื่อนไหวพวกเขา

“ซัมดองก็ตามล่าพวกเราไม่หยุด” กริ่งบ่น

“ผมเชื่อว่า มันต้องกลับมาเอาดวงตาสวรรค์คืนแน่นอน” ดอนมั่นใจ

“ไอ้ดวงตาสวรรค์นี่มันเปิดยังไง” แต้มพยายามหาวิธีเปิด เดี่ยวจึงบอกว่า

“ก่อนเปิดมันจะต้องร่ายเวทมนตร์บางอย่างครับ แต่ผมฟังไม่ออกว่ามันพูดว่ายังไง”

“เคนเคยบอกว่าเขาต้องการที่จะปลดปล่อยดวงวิญญาณที่ถูกขังไว้ในดวงตาสวรรค์” เทอดนึกได้ แต้มจึงคิดได้ว่า เขาจะกลับไปบอกเคนที่หมู่บ้านให้มาพบพวกเทอด

ooooooo

วันต่อมา ขณะที่เคนกับต่ำทำทีเป็นเก็บสมุนไพรไปเรื่อย อ้วนเข้ามาไล่ให้ไปไกลๆเพราะแถวนี้เป็นเขตคลังแสง ห้ามคนนอกผ่าน เคนกับต่ำแกล้งไม่รู้จักว่าคลังแสงคืออะไร แต่ก็หาทางเข้าไปใกล้เพื่อดูลาดเลา ทันใด ต่ำรู้สึกเหมือนมีคนมาตบบ่า ถามเคนมีอะไร เคนส่ายหน้าสักพักต่ำก็โดนตีก้นอีกจึงโวยวายใส่เคน เทอดปรากฏตัวขึ้น สองคนสะดุ้ง

“บ้านนี้มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ” เทอดบอกเคน

“ใช่ครับ เหมือนกำลังจัดที่ทางเตรียมทำอะไรสักอย่าง”

พลันรถกระบะแล่นมาจอด สามคนรีบหลบ มีคนออกมาขนของจากรถเป็นลังไม้ไปเก็บในบ้าน เทอดบอกเคนกับต่ำว่าเขาจะเข้าไปดู ว่าแล้วเทอดก็หายตัวเข้าไป...อ้วนดูแลคนขนลังไม้วางให้เป็นระเบียบ เทอดงัดฝาลังเปิดดูว่าข้างในเป็นอะไร อ้วนเดินมาเห็นโวยวายลูกน้องว่าใครมาเปิด ลูกน้องตอบว่ามันคงจะเลื่อนตอนขนมาวาง

ไม่ทันไร เทอดเปิดดูอีกลัง มีคนเดินมาชน ฝาหล่นโครม อ้วนเอ็ดตะโร “อะไรวะ”

“ไม่รู้พี่ เหมือนมีใครก็ไม่รู้อยู่ในห้องนี้”

“ใครล่ะ”

“มองไม่เห็น ฉันเดินชนมัน แล้วลังก็หล่นได้เอง”

“พวกเอ็งแยกย้ายกันหาซิ มีใครแปลกปลอมอยู่ในห้องหรือเปล่า” อ้วนสั่ง

ทุกคนแยกย้ายกันค้นหา เทอดเห็นของในลังเป็นอาวุธสงคราม รีบกลับออกมาบอกเคน

“มันสะสมอาวุธหนักไว้เพียบ”

“แต่ก่อนหน้านี้ ต่ำไม่เคยเห็น"

“แสดงว่ามันเพิ่งเริ่มสะสมอาวุธ"

“มันกำลังเตรียมทำอะไรกัน” เคนสงสัย

“พวกคุณรีบออกจากที่นี่แล้วไปเจอผมที่แคมป์นะ มีบางอย่างที่จะให้คุณดู”

เคนรับปาก เทอดหายตัววับไป...เคน ต่ำ และแต้ม ตามไปที่แคมป์พวกเสาร์ห้า เล่าเรื่องที่พบเห็นให้ดอน กริ่ง เดี่ยว และยอดฟัง แต้มสงสัยว่าคงกำลังวางแผนบางอย่างแน่ ยอดถามถึงม่านฟ้าเป็นอย่างไรบ้าง เคนตอบว่าดีขึ้นถึงแม้ยังไม่เต็มร้อย

“แล้วเรามีแผนที่จะช่วยม่านฟ้ายังไงครับ” กริ่งถาม

“เวรยามในหมู่บ้านหนาแน่นมาก ถ้าจะบุกเข้าไปช่วยก็คงต้องปะทะแน่” เคนกังวล

“ไม่ได้ครับ ปะทะไม่ได้ คนในหมู่บ้านเสือหมอบ ไม่ใช่คนเลว เราต้องหลีกเลี่ยงการทำร้ายพวกเขา” ดอนบอกทุกคน

เดี่ยวหนักใจที่ไม่สามารถเปลี่ยนใจเสือสนธิ์กับอินทร์ได้เสียที ยอดเสนอให้หลอกล่อพวกนั้นเอาตัวม่านฟ้าออกมานอกหมู่บ้าน กริ่งเห็นด้วย

“อย่างน้อยกำลังของพวกนั้นก็จะถูกแบ่งให้เฝ้าหมู่บ้านส่วนหนึ่ง และอีกส่วนก็จะออกมาคุ้มกันม่านฟ้า เมื่อได้โอกาส เราจะหาทางช่วยม่านฟ้าอีกที โอเคนะครับ”

ทุกคนเห็นด้วยกับกริ่ง เทอดหยิบดวงตาสวรรค์ออกมาส่งให้เคน เขาตื่นเต้นถามว่าได้มาจากไหน เทอดบอกว่าได้จากซัมดองแต่ไม่รู้วิธีเปิด เคนหน้าเสียเพราะตนก็ไม่รู้เช่นกัน

คืนนั้น แต้ม เคนและต่ำกลับมาบ้าน แต้มเอาข้าวสารเสกจากย่ามมาบริกรรมคาถาแล้วโปรยไปรอบๆ ต่ำถามว่าทำอะไร

“ข้ารู้สึกเหมือนมีคนตาม”

ต่ำกวาดตามองหาไม่เห็นมีใคร แต้มให้สองคนรีบเข้าบ้าน อย่าออกไปไหนจนกว่าจะเช้า ต่ำกับเคนเข้าบ้านไป แต้มมองไปรอบๆอย่างไม่ค่อยวางใจ

ขณะที่ทั้งสามคนหลับอยู่ ดวงตาสวรรค์ก็เปิดออก แล้วเรืองแสงส่องสว่างออกมา เคนเริ่มฝัน ว่าแคนเดินเข้ามาหา เรียกเขาให้ตามไป เคนลุกขึ้นเดินตามพี่ชายเข้าไปในป่า บรรยากาศดูวังเวง น่าสะพรึงกลัว วิญญาณต่างปรากฏตัวขึ้น ส่งเสียงขอความช่วยเหลือ ยื่นมือมาหาเคน แคนบอกน้องชายว่า

“เคน แกต้องช่วยพี่น้องของเราปลดปล่อยวิญญาณบรรพบุรุษที่โดนขัง ช่วยพี่น้องเรานะเคน” สีหน้าเคนหวาดระแวงและตื่นตระหนก

เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมา เหงื่อท่วมหน้า ตกใจกับสิ่งที่ฝันเห็น ดวงตาสวรรค์ดับแสงลง เขาลุกไปหยิบมันลงมาจากหิ้งพระ นั่งมองว่าจะเปิดออกได้อย่างไร แต้มเดินเข้ามาถามว่าฝันร้ายหรือ เคนพยักหน้า

“ภารกิจของแกเป็นเรื่องสำคัญ”

“แต่ผมไม่รู้วิธี ไม่รู้ต้องทำยังไง”

“สักวันแกจะรู้ อย่าละทิ้งหน้าที่ของตัวเองก็แล้วกัน”

เคนรับปาก ทั้งที่เครียด มองดวงตาสวรรค์อย่างหนักใจ... นอกหน้าต่าง มีร่างซัมดองปรากฏขึ้น แววตาอาฆาต แล้วเลือนหายไปโดยที่ทั้งเคนและแต้มไม่รู้เลย

ooooooo

หลังจากที่ ดร.วิทยาสลบไปเพราะยาสั่งในกาแฟที่บัวชุมชงให้ ไม่มีใครรู้เพราะไม่มีกลิ่นและไม่มีรส ฮวงเฝ้าดูแลจนฟื้น ดร.วิทยารู้สึกมิึนงง จับต้นชนปลายว่าเกิดอะไรขึ้น

“ด็อกเตอร์หลับไปหลายวันเลย ตั้งแต่วันที่ไฟไหม้”

“งั้นเหรอ”

“ผมพาด็อกเตอร์ไปหาหมอ แต่หมอบอกไม่เป็นไร ให้นอนหลับมากๆ”

“นี่ฉันคงหลับเป็นตายเลยสินะ ถึงไม่รู้ว่าแกพาฉันไปหาหมอมา”

บัวชุมเดินเข้ามา ทำเป็นดีใจที่เห็น ดร.วิทยาฟื้น

“เออ แกหาอะไรให้ฉันกินหน่อยสิ นังบัว...หิว”

“ทานกาแฟก่อนนะคะ แล้วเดี๋ยวหนูจะไปทำข้าวต้มให้”

“ด็อกเตอร์เพิ่งฟื้นไข้ แกจะให้กินกาแฟได้ยังไง” ฮวงเอ็ดบัวชุม

“คือ เอ้อ หนูไม่รู้...”

“ดีแล้วฮวง ฉันเองก็อยากกินกาแฟเหมือนกัน ไม่เป็นไรหรอกน่า”

บัวชุมรีบวิ่งไปชงกาแฟให้ด้วยความดีใจ...ฮวงประคอง ดร.วิทยาออกมาจากห้อง เห็นเสือสนธิ์กับอินทร์นั่งดูทีวีกันอยู่ เสือสนธิ์ทักว่าหายดีแล้วหรือ ดร.วิทยาตอบดีขึ้นมากไม่ต้องห่วง

“เรื่องอาวุธที่ด็อกเตอร์บอกให้พวกเราสั่ง ตอนนี้เรียบร้อยแล้ว” อินทร์รายงาน

“ดีมาก ถ้าเราได้ทับทิมสยามสีแดงมาเมื่อไหร่ การทดลองของเราก็จะเริ่มขึ้นทันที”

“เราจะกลับไปที่เจดีย์อีกครั้งใช่มั้ยครับ” เสือสนธิ์ถาม

“ใช่ ฉันคาดว่าพวกไอ้ ดร.ฟอร์ด คงต้องไปดักรอพวกเราที่นั่นแน่นอน”

“อย่าห่วงเลยครับ กองกำลังของผมกับของเสือสนธิ์ จะผนึกกำลังกันต่อต้านคนเลวอย่าง ดร.ฟอร์ดแน่นอน”

บัวชุมถือกาแฟมาให้ ดร.วิทยา เขาเลยถามเรื่องสมุนไพรว่านผีเจาะปากไปถึงไหนแล้ว บัวชุมรายงานว่าตนกรอกปากให้ม่านฟ้ากินทุกวัน ตอนนี้ติดงอมแงม ดร.วิทยา ยิ้มย่อง ยกกาแฟขึ้นซดจนหมดแก้ว

เผอิญในทีวีมีข่าวเชิญชวนท่องเที่ยวงานมหัศจรรย์พนมรุ้ง “ทุก 15 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี ปรากฏการณ์มหัศจรรย์ แสงอาทิตย์ลอดผ่าน 15 ช่องประตูของปราสาทหินพนมรุ้งเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของคนโบราณที่คำนวณเอาไว้อย่างแม่นยำ...”

ฮวงสงสัย “ด็อกเตอร์ครับ แสงอาทิตย์ลอดช่องประตูในวัน 15 ค่ำ เดือน 5 จะเกี่ยวอะไรกับภาพวาดที่ด็อกเตอร์เคยเล่าให้ผมฟังหรือเปล่าครับ”

ดร.วิทยาฉุกคิดขึ้นได้ “จริงสิ 15 ค่ำ เดือน 5 นี่เหลืออีกกี่วัน”

“อีกสองอาทิตย์ครับ”

“เราจะพลาดโอกาสนี้ไม่ได้ เราต้องหาทับทิมสยามสีแดงมาให้ทันให้ได้ ฉันเชื่อว่า นี่แหละคือปริศนาที่เราต้องค้นหา”

บัวชุมได้ยินทั้งหมด แอบถอยฉากออกมาจากห้อง...เธอตรงมาที่บ้านที่ขังม่านฟ้า เคนกับต่ำแอบเข้ามาเช่นกัน บัวชุมรีบบอกเรื่องที่ได้ยินมา

“15 ค่ำ เดือน 5 ยังไงต้องหาทับทิมสยามให้ได้ก่อนวันนี้ค่ะคุณหนู”

“งั้นเราต้องรีบหนี” ม่านฟ้าบอกบัวชุม

บัวชุมจึงหันไปถามเคนว่าพวกตนควรหนีไปทางไหน เคนอธิบาย

“ถ้าอยู่ในหมู่บ้านหนียาก ชาวบ้านทุกคนเป็นพวกของเสือสนธิ์ ไม่มีทางเล็ดลอดสายตาไปได้”

“แล้วจะมีใครเข้ามาช่วยพวกเรารึเปล่า” ม่านฟ้าถาม

“ทางกลุ่มเสาร์ห้าต้องการให้ม่านฟ้าหลอกพา ดร.วิทยาออกจากหมู่บ้าน แล้วค่อยหาทางชิงตัวหนีระหว่างทาง”

ม่านฟ้าครุ่นคิด บัวชุมคิดได้ บอกว่า “เอางี้สิคะ ถ้ามันมาถามเรื่องทับทิมสยาม คุณหนูก็บอกเรื่องที่เราฝังเอาไว้ในป่า แล้วก็พาพวกมันไปขุดหา”

“ดีครับ ถ้าเข้าป่าเราจะได้เปรียบ”

“ม่านฟ้าไม่ต้องเป็นห่วงนะ พี่ต่ำจะดูแลม่านฟ้าเอง” ต่ำกะลิ้มกะเหลี่ย

ม่านฟ้าขอบคุณ ต่ำยิ้มปลื้ม เคนบอกต่ำให้รีบออกไปดีกว่า เดี๋ยวพวกมันเข้ามาเจอ ต่ำโบกไม้โบกมือร่ำลา บอกให้นอนหลับสบาย บัวชุมหมั่นไส้

“กลางวันแสกๆใครจะมานอนกันอีก”

“ไม่สวยยังปากร้ายอีก” ต่ำแขวะ

“ย่ะ พ่อหนุ่มเจ้าเสน่ห์เท่ระเบิด” บัวชุมประชด

“อย่างน้อยตาเธอก็ยังมีแวว ไปกันเถอะเคน พี่ต่ำต้องไปตากแดดให้ดำอีกนิด เดี๋ยวม่านฟ้าจะสับสน แยกไม่ออกระหว่างนิชคุณกับพี่ต่ำ” ต่ำยักคิ้วเย้ยบัวชุม เคนดึงต่ำออกประตู แต่แล้วต้องชะงัก เพราะเห็น ดร.วิทยา ฮวง เสือสนธิ์ และอินทร์กำลังพากันมาที่นี่

ทั้งหมดเดินคุยกันมา ดร.วิทยาเล่าให้เสือสนธิ์กับอินทร์ฟังว่า “ไอ้สมุนไพรที่นังบัวมันเอาให้ม่านฟ้ากินก็เหมือนยาเสพติดนั่นแหละ กินแล้วก็ติด หากไม่ได้กินก็ลงแดง ทีนี้เราจะเค้นให้มันบอกเราได้ว่าทับทิมสยามสีแดงซ่อนไว้ที่ไหน”

“ด็อกเตอร์ฉลาดจริงๆครับ ที่คิดวิธีนี้ได้” เสือสนธิ์ชม

“ความจริงฉันไม่ได้คิด แต่นังบัวมันเสนอ”

อินทร์ทึ่งที่บัวฉลาดไปทุกเรื่อง...บัวชุมใจหายใจคว่ำเมื่อเคนบอกว่าพวก ดร.วิทยากำลังเดินตรงมา เธอมองไปรอบบ้านเห็นเสื่อ มุ้ง จึงเอามาห่อตัวเคนกับต่ำ แล้วบอกม่านฟ้าให้แกล้งทำเป็นลงแดง หิวยา ม่านฟ้าหน้าตื่นจะทำอย่างไรดี ว่าแล้วก็ลงนอนดิ้นไปดิ้นมา บัวชุมจับไว้

“หิวเหรอ นังสำออย หิวใช่มั้ย” บัวชุมแกล้งส่งเสียงดัง

“ให้ยาฉันนะ ขอยาๆ”

ดร.วิทยากับพวกเดินเข้ามา “ไงนังบัว ม่านฟ้าเป็นอะไร”

“มันเสี้ยนยาจ้ะนาย ดูสิจ๊ะ ดิ้นใหญ่เลย”

ม่านฟ้าดิ้นทุรนทุรายขอยา ดร.วิทยาสะใจ “ถ้าอยากได้ยา ก็บอกมาว่าทับทิมอยู่ไหน”

“ไม่...ขอยา ไม่ไหวแล้ว ขอยา”

บัวชุมทำเป็นเอ็ดว่าอย่ามาสำออย อยากได้ยาก็ตอบคำถามเร็ว ม่านฟ้าพยักหน้า

“จ้ะๆ ทับทิมสยามสีแดง ฉันฝังไว้ในป่า อยู่ในป่าจ้ะ เอายามา ยา...”

เสือสนธิ์ถามว่าป่าแถวไหน ม่านฟ้าส่ายหน้าอีกว่าตนไม่รู้ แต่พาไปถูก เธอดิ้นรนร้องขอยา อินทร์สงสารบอกบัวชุมให้ยาก่อนที่จะขาดใจตายเสียก่อน บัวชุมหยิบขวดยาที่ตนใส่น้ำชารินใส่แก้วส่งให้ม่านฟ้าดื่ม

ดร.วิทยาถามเสือสนธิ์กับอินทร์พร้อมเดินทางพรุ่งนี้ไหม ทั้งสองไม่มีปัญหา ดร.วิทยาจึงบอกให้เตรียมพาม่านฟ้าไปด้วยกันพรุ่งนี้ ทันใด เสียงต่ำจามออกมา ทุกคนชะงักหันมอง บัวชุมรีบสวมรอยว่าตนเอง ทุกคนหลงเชื่อจึงพากันกลับออกไป เคนขยับตัว ทำให้กระป๋องที่วางอยู่ข้างบนหล่นลงมา บัวชุมคว้ามาถือ ทุกคนหันกลับมามอง เธอยิ้มเรี่ยๆ ขอโทษที่ทำหลุดมือ

ต่ำกับเคนออกจากที่ซ่อน เหงื่อแตกพลั่ก ต่ำบ่นว่าร้อน เคนจุ๊ปากให้เบาๆ และให้รีบออกไปจากที่นี่โดยเร็ว

ooooooo

วันรุ่งขึ้น กองคาราวานเดินป่าตั้งขบวนที่ลานหมู่บ้าน ลูกหาบจำนวนมากมาย เนื่องจากต้องขนอาวุธสงครามไปด้วย ฮวงกับอ้วนเดินตรวจดูความเรียบร้อย

ดร.วิทยามาถึงถามหาม่านฟ้า ฮวงรายงานว่าให้บัวไปพามาแล้ว ดร.วิทยาไม่ลืมที่จะถามเรื่องอาวุธ ให้ขนไปให้เต็มที่ เสือสนธิ์รับรองว่าเอาไปเต็มพิกัด อินทร์ยังบอกอีกว่าเขาคัดคนงานพวกหน่วยกล้าตาย ทั้งคนของตนและของเสือสนธิ์ ดร.วิทยาชมเชย

ตอนที่ 10

ข้อมูลที่ฮวงขโมยมาจากสำนักงานเสาร์ห้า ถูกเปิดในคอมพิวเตอร์ อินทร์กับเสือสนธิ์ร่วมดูอยู่กับดร.วิทยา

“ใช่แล้ว...ภาพนี้ฉันจำได้ อยู่ที่ผนังเจดีย์” ดร.วิทยายิ้มย่อง

เสือสนธิ์กับอินทร์ถามเป็นภาพอะไร ดร.วิทยาชี้ให้ดูแสงสะท้อนในภาพ มันมาจากสามจุดแล้วเกิดแสงสว่างขึ้นที่หน้าพระประธาน อินทร์พึมพำว่าเป็นแสงจากทับทิมสยามทั้งสามก้อน ดร.วิทยาตอบว่าใช่ ฮวงถามแล้วที่แสงมาสว่างหน้าพระประธานหมายถึงอะไร

“มันคือผลลัพธ์ของการทดลองที่พวก ดร.ฟอร์ดกำลังค้นคว้าอยู่”

“พลังงานนิวเคลียร์เหรอครับ” เสือสนธิ์ถาม

“ผมไม่แน่ใจ เพราะพลังงานที่เราเห็นในภาพ จุดกำเนิดมันมาจากแสงแล้วก็ทับทิมสยามทั้งสามก้อน มันไม่ควรเป็นพลังงานนิวเคลียร์”

ฮวงคิดว่าอาจเป็นพลังงานที่คนโบราณค้นพบแล้ว แต่พวกเรายังไม่รู้จัก ดร.วิทยาเห็นด้วยและบอกทุกคนว่า พลังงานนี้ไม่ควรตกอยู่ในมือคนชั่วอย่าง ดร.ฟอร์ด เสือสนธิ์กับอินทร์รับรองจะช่วยขัดขวางเต็มที่ ให้พวกเขาทำอย่างไรบอกมาได้เลย ดร.วิทยายิ้มเจ้าเล่ห์

ไม่ทันไร อ้วนถือหนังสือพิมพ์เข้ามา บอกว่ามีข่าวเกี่ยวกับทับทิมสยาม เสือสนธิ์ให้ฮวงอ่าน “ในที่สุด ทายาทจากเชียงรุ้งก็ปรากฏตัวพร้อมทับทิมสยามสีแดง เธอประกาศพร้อมสละทับทิมสยามสีแดงเพื่อให้เป็นไปตามพินัยกรรมบรรพบุรุษ ที่ต้องการให้ทับทิมสยามทั้งสามก้อนกลับมารวมตัวกัน”

“ทายาทจากเชียงรุ้ง...ใครกัน” ดร.วิทยาพึมพำ

ฮวงเอารูปในหนังสือพิมพ์ให้ทุกคนดู อินทร์จำได้ว่าเป็นผู้หญิงที่เจอในป่าและเชื่อว่าคือคนที่ขโมยทับทิมไปจากเขา เสือสนธิ์ว่าโง่มากที่ประกาศตัวเชิญชวนแบบนี้ แต่ ดร.วิทยาสงสัย

“บางทีสิ่งที่เราว่าเป็นบัตรเชิญ อาจเป็นกับดักก็ได้นะ”

“ด็อกเตอร์หมายความว่ายังไง” เสือสนธิ์ข้องใจ

“ลองคิดดูดีๆ ถ้าไม่แน่จริงก็ไม่มีใครประกาศลงสื่อแบบนี้ ผมว่าเรื่องนี้มันมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ แต่พวกคุณไม่ต้องห่วง ขอเวลาผมอ่านเกมต่ออีกหน่อย แล้วจากนั้น ผมจะบอกว่าพวกเราควรทำอะไร” ดร.วิทยามองหนังสือพิมพ์อย่างครุ่นคิด

ooooooo

ด้าน ดร.ฟอร์ดก็เห็นข่าวนี้เช่นกัน ราฮีมเช็กข้อมูลว่าม่านฟ้าเป็นทายาทเชียงรุ้งจริงหรือไม่ ผลออกมาว่าเป็นตัวจริง ดร.ฟอร์ดดีใจแสดงว่าทับทิมสีแดงก็เป็นของจริง เขาสั่งนาตาชาโทร.ติดต่อขอซื้อทันทีแต่นาตาชารู้สึกผิดสังเกต ดร.ฟอร์ดไม่สนใจ ให้เอาทับทิมนั้นมาให้ได้

นาตาชาจึงต้องโทร.หาม่านฟ้า ยูกิบอกอย่าเพิ่งรับ ขอตนเช็กหมายเลขก่อน แล้วจึงบอกให้รับได้ ม่านฟ้ากด

รับสาย เสียงนาตาชาถามว่าเธอใช่ทายาทเชียงรุ้งหรือไม่ ม่านฟ้าตอบว่าใช่

“เธอจะขายทับทิมสยามสีแดงเท่าไหร่” นาตาชาบอกความต้องการทันที

ม่านฟ้าย้อนถามว่าเธอเป็นใคร นาตาชาตอบ “ฉัน... นาตาชา เธอจะขายทับทิมเท่าไหร่”

“ฉันจะขายทับทิมสยามก็ต่อเมื่อ ผู้ที่รับซื้อคือผู้ที่ครอบครองทับทิมสยามอีกสองก้อน”

“แน่นอน เธอก็น่าจะรู้ว่าตอนนี้ทับทิมสยามทั้งสองก้อนอยู่กับฉัน”

“เงินสดห้าสิบล้าน คุณคงจ่ายได้”

“แพงไป...”

“งั้นเจ็ดสิบล้าน สำหรับคนที่ไม่มีปัญญาจ่ายอย่างคุณ”

“นี่เธอบ้าหรือเปล่า”

“ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ถ้ายังคิดจะซื้อ ฉันขอร้อยล้าน หากช้ากว่านี้ฉันจะเปลี่ยนสกุลเงินเป็นดอลลาร์ ตกลงมั้ย”

“ก็ได้ ฉันตกลง”

“แล้วฉันจะแน่ใจได้ยังไงว่าเธอมีทับทิมสยามทั้งสองก้อนจริงๆ”

“มันเกี่ยวอะไร ฉันมีเงินให้เธอ มันก็น่าจะจบ”

“ร้อยยี่สิบล้าน ถ้าทำตามเงื่อนไขฉันได้ ค่อยติดต่อมา ฉันไม่ชอบคนที่คุยไม่รู้เรื่อง” ม่านฟ้ากดสายทิ้งทันที

ชลดาถามยูกิรู้หรือยังว่าโทร.มาจากไหน ยูกิตอบเป็นหมายเลขเติมเงิน ยังสแกนไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน กระแตก็รับรู้เหมือนมีสัญญาณรบกวนตลอดเวลา

ด้านนาตาชาหงุดหงิดที่ม่านฟ้าเล่นตัวมาก ดร.ฟอร์ดไม่พอใจสั่งนาตาชาโทร.กลับไปอีกครั้ง แล้วทำตามเงื่อนไขทุกอย่าง นัดหมายจุดส่งของให้ได้ ราฮีมท้วงไม่น่าไว้ใจทางนั้นอาจจับสัญญาณที่อยู่ของพวกเรา สตีเฟ่นว่าไม่ต้องห่วง ตนมีเครื่องรบกวนสัญญาณ นาตาชาจึงโทร.กลับไปอีกครั้ง ยูกิกับกระแตยังค้นหาที่อยู่ของนาตาชา

พลันโทรศัพท์ดังขึ้น ชลดาบอกม่านฟ้าทำตามแผนเลย ม่านฟ้ารับสาย นาตาชาโพล่ง

“เอาล่ะ ฉันพร้อมที่จะทำตามเงื่อนไขของเธอทุกอย่าง”

ม่านฟ้าย้อนถามว่าทำอย่างไร นาตาชาบอกว่าตนจะเอาทับทิมสีม่วงกับสีชมพูไปให้ดูวันที่นัดพบ ม่านฟ้าสวนว่าพร้อมเงินสดหนึ่งร้อยยี่สิบล้านบาทถ้วน นาตาชาเจ็บใจแต่ก็ถามสถานที่ ม่านฟ้านัดพรุ่งนี้ตนจะติดต่อกลับไป เตรียมเงินให้พร้อม นาตาชารับปากแล้ววางสาย

“บ้าจริงๆเราไม่รู้ที่อยู่ของพวกมันเลย” กระแตสบถ

“ถ้างั้นก็เล่นตามเกม” ยูกิเสนอ

บัวชุมเป็นห่วงม่านฟ้า ชลดารับรองความปลอดภัยเพราะพวกเสาร์ห้าจะตามคุ้มครอง

ooooooo

วันรุ่งขึ้น ชลดา ยูกิ และกระแต ปลอมตัวเป็นสาว เชียงรุ้งชื่อ  เอื้องคำ  เอื้องโรย  และเอื้องหลวง ผู้ติดตามม่านฟ้า สีหน้าม่านฟ้าดูเป็นกังวล ชลดาถามว่ากลัวหรือ ม่านฟ้าตอบว่าเปล่า แต่กังวลเรื่องบัวชุมมากกว่า ตนเชื่อว่าบัวชุมไม่ยอมอยู่กับบ้านเฉยๆแน่

“อย่าคิดมากเลยม่านฟ้า เดินตามแผนไปก่อน ถ้ากังวลเรื่องอื่นเดี๋ยวงานเราจะเสีย” กระแตเตือนแล้วพาม่านฟ้าขึ้นรถ โดยตนทำหน้าที่ขับรถ

อ้วนลูกน้องเสือสนธิ์ แอบส่องกล้องมองแล้วโทร.รายงาน ดร.วิทยา ว่าม่านฟ้าขึ้นรถออกมาจากสำนักงานเสาร์ห้า ดร.วิทยาซึ่งอยู่ในรถอีกจุดหนึ่งรับทราบและคิดแล้วว่าต้องเป็นการล่อ อีกมุมหนึ่งเจนนี่ส่องกล้องมอง ดร.วิทยา

อยู่ในรถที่บุษกรประจำที่คนขับ สองสาวยังมองไม่ถนัดว่าใช่รถ ดร.วิทยาหรือไม่ จึงขับรถตามไปก่อน

รถปฏิบัติการของเสาร์ห้าจอดอยู่ที่หนึ่ง ดอน เดี่ยวและเคนคุมระบบคอมพิวเตอร์และการติดต่อของทุกคน บุษกรรายงานเข้ามา

“คุณเดี่ยวคะ มีรถอีกคันกำลังขับตามรถม่านฟ้า รถติดฟิล์มดำมากกล้องส่องไม่เห็นข้างในค่ะ ตอนนี้พวกเราอยู่ถนนด้านข้างสำนักงานค่ะ”

ดอนได้ยินรีบกดภาพวงจรปิด เห็นรถม่านฟ้าวิ่งนำ มีรถคนร้ายวิ่งตาม ดอนบอกเดี่ยวให้เช็กหมายเลขทะเบียน จึงพบว่าเป็นรถ ดร.วิทยา เดี่ยวแจ้งไปที่บุษกรซึ่งอยู่กับเจนนี่ บุษกรจึงบอกว่าเดี๋ยวตนจะจัดการเอง เดี่ยวเตือนให้ระวังตัวด้วยความเป็นห่วง ดอนเป็นห่วงเกรงสองสาวจะเอาไม่อยู่

เคนขอไปช่วยแต่เดี่ยวให้รอดูก่อน ถ้าเห็นท่าไม่ดีค่อยไป

บุษกรขับรถไปปาดหน้ารถอ้วนกับลูกน้อง อ้วนกับลูกน้องลงมาโวยวายเกิดการต่อสู้กัน ลูกน้องถูกจับใส่กุญแจมือ อ้วนฉวยโอกาสขับรถหนีไปได้ บุษกรแจ้งเดี่ยวว่าหนีไปได้คนหนึ่ง

“คุณกับเจนนี่สแตนด์บายไว้นะ อย่าเพิ่งเข้าไปข้างในท่าเรือ รอคำสั่งอยู่ด้านนอก”

บุษกรรับคำ เจนนี่ให้เรียกสายตรวจมาเอาตัวคนร้ายที่จับได้ไป...อ้วนโทร.บอก ดร.วิทยาและกลับมาสมทบ ดร.วิทยาหงุดหงิดแต่ยังมีแผนสอง

ในขณะที่ อินทร์กับเสือสนธิ์ จัดตั้งจานรับสัญญาณเล็กๆ

คล้ายจานดาวเทียมอยู่มุมหนึ่งในบริเวณท่าเรือ แล้วแจ้งกลับไปที่ ดร.วิทยาว่าเรียบร้อยแล้ว ดร.วิทยายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ จากนี้เขาก็จะรู้ความเคลื่อนไหวของทุกคน รวมทั้งพิกัดที่พวกมันอยู่

จุดนัดพบของนาตาชากับม่านฟ้าคือ ที่ท่าเรือนี้ มีตู้คอนเทนเนอร์วางอยู่เต็มไปหมด ยอด เทอด และกริ่งกระจายกันอยู่ตามมุมต่างๆ เฝ้าดูความเคลื่อนไหว ยอดส่องกล้องเห็นรถนาตาชาแล่นเข้ามา รีบสื่อสารบอกกริ่งกับเทอดว่าเธอมากับราฮีม กริ่งกับเทอดแปลกใจที่ทำไมสตีเฟ่นไม่มาด้วย แสดงว่าต้องซุ่มดูอยู่ในท่าเรือแล้ว

ราฮีมจอดรถตรงที่นาตาชานัดหมาย ไม่ทันไร รถม่านฟ้าแล่นมาจอดตรงหน้า ม่านฟ้าโทร.หานาตาชาทันที และรายงานว่าตนมากันสี่คน ทั้งสามเป็นบริวาร ให้นาตาชาลงมาจากรถ

“ฉันจะแน่ใจได้ยังไงว่าเธอไม่ตุกติก”

“ถึงตรงนี้แล้ว ถ้าเธอเปลี่ยนใจก็กลับไป” ม่านฟ้าขู่

นาตาชายอมลงจากรถพร้อมกล่องใส่ทับทิมและกระเป๋าเงิน ราฮีมตามลงมาถือของ ด้านม่านฟ้ากับพวกก็ลงมา นาตาชามองสามสาวอย่างฉงน ม่านฟ้ารีบเบี่ยงเบนความสนใจ

“นี่พี่เอื้องคำ พี่เอื้องโรยแล้วก็พี่เอื้องหลวง พวกเราเป็นชาวเชียงรุ้ง ไหนล่ะเงินร้อยล้าน”

ราฮีมเปิดกระเป๋าเงินโชว์ นาตาชาถามแล้วไหนทับทิมสยามสีแดง ม่านฟ้าอ้างว่าต้องแน่ใจก่อนว่า มีทับทิมอีกสองก้อนแน่ นาตาชาจึงเปิดกล่องให้ดู ม่านฟ้าขอดูใกล้ๆ

“ยังไม่ได้ จนกว่าฉันจะได้เห็นทับทิมสยามก่อน”

ม่านฟ้าตกลง หันไปหยักหน้าให้ชลดาเอาทับทิมออกมาจากย่ามส่งให้ตน นาตาชาขอดูใกล้ๆบ้าง ม่านฟ้าขอรับเงินก่อน ราฮีมส่งกระเป๋าให้ ชลดายื่นมือไปรับ จังหวะนั้น เธอก็จับมือราฮีมบิดแล้วถีบราฮีมเซล้มไป กระแตเข้าช่วยซ้ำ เงินในกระเป๋ากระจาย ทำให้เห็นว่าเป็นแบงก์ปลอม นาตาชา ชักปืนออกมา แต่ม่านฟ้าปัดทัน ยูกิเข้าไปกระชากกล่องทับทิมแล้วส่งให้ม่านฟ้า

“ไปที่รถเร็ว”

“ชลดา เธอไปกับม่านฟ้า” กระแตร้องบอก แล้วหันมาสู้กับราฮีม

ชลดากับม่านฟ้าวิ่งมาขึ้นรถเทอดที่แล่นมารับ กระแตกับยูกิสู้กับราฮีม และนาตาชา แล้วหาจังหวะวิ่งไปขึ้นรถขับไปคนละทางกับรถเทอด นาตาชากับราฮีมตั้งตัวได้รีบขึ้นรถขับตาม

ooooooo

รถคันที่กระแตกับยูกิขับหนีออกมาเกิดเสียสตาร์ตไม่ติด ในขณะที่รถสตีเฟ่นมาดักหน้า และจะยิงเข้าใส่ ยอดโผล่พรวดเข้ามาในรถ สองสาวตกใจ ยอดให้กระแตหลบ เขาจะขับรถให้เอง แล้วยอดก็สตาร์ตจนรถติด ขับพรืดออกไป สตีเฟ่นยกปืน RPG-7 ประทับบ่ายิงไล่หลัง

รถเทอดขับหนีรถราฮีมกับนาตาชา ซึ่งไล่ยิงอย่างกระชั้นชิด เทอดวิทยุบอกกริ่งให้ช่วย กริ่งวิ่งมาด้วยความเร็ว แย่งปืนจากมือนาตาชาที่ยื่นออกมายิง ทำให้ราฮีมตกใจเสียหลัก รถปัดตกข้างทาง ยางแตก...รถยอดที่ขับมา เกือบชนกริ่งที่วิ่งอยู่กลางถนน ยูกิร้องบอกให้ระวัง

ยอดมองหลังเห็นสตีเฟ่นยังตามไล่ยิง จึงวิทยุบอกกริ่งว่าจอดไม่ได้ ให้โดดขึ้นรถมาเลย ยูกิเปิดประตูรอ ร้องบอกกริ่งให้โดด กริ่งโดดเข้ามา เป็นวินาทีเสี่ยงตายที่สตีเฟ่นยิงใส่ ยอดหักรถหลบพ้นระเบิดได้ทันท่วงที...

ในรถปฏิบัติการ ดอนเห็นบัวชุมแอบเข้าไปในท่าเรือ เคนรู้ว่าบัวชุมคงเป็นห่วงม่านฟ้าจึงอาสาไปจัดการให้...เคนวิ่งลัดเลาะมาดักหน้าบัวชุมเพื่อขอให้กลับไปก่อน แต่บัวชุมกลับผลักเคนกระเด็นแล้ววิ่งหนีไป

รถเทอดซึ่งมีม่านฟ้ากับชลดานั่งมา เจอกับรถอินทร์และเสือสนธิ์ขวางถนนอยู่

“เราไม่ควรปะทะกับพวกเขานะเทอด พวกเขาโดนหลอกใช้” ชลดาเตือน

ม่านฟ้าเห็นรถของยอดตามมาข้างหลัง เทอดจึงรีบวิทยุบอกว่า เจอพวกเสือสนธิ์กับอินทร์ขวางอยู่ ยอดบอกข้างหลังก็มีสตีเฟ่นไล่ยิง เทอดจึงตัดสินใจให้ลงจากรถแยกย้ายกันหนี...ทั้งสองกลุ่มจึงลงจากรถ ยิงสกัดวิ่งหนีมารวมกัน ม่านฟ้าเปิดกล่องดูรู้ว่าทับทิมเป็นของปลอม

“คิดแล้วเชียว” ชลดาบ่นอุบ

สตีเฟ่นเห็นพวกเสาร์ห้ายิงสู้กับพวกเสือสนธิ์และอินทร์ จึงโทร.แจ้ง ดร.ฟอร์ด

“งานนี้กลุ่มไอ้ ดร.วิทยามันมาด้วยครับ”

“มันต้องมาแน่ ฉันคาดเอาไว้แล้ว”

ดร.ฟอร์ดให้ถอนตัวออกมาก่อน มีโอกาสเมื่อไหร่ค่อยไปชิงทับทิมสีชมพูใหม่...ดอนจับคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ได้รีบบอกเดี่ยวหาพิกัดทันที เดี่ยวเช็กคอมพิวเตอร์สักครู่

“พิกัดปลายสายอยู่ที่รีสอร์ตแถวนครนายกครับ”

“งานนี้ได้ยืดเส้นยืดสายกับเขาซะที” ดอนรีบโทร.แจ้งบุษกรอีกต่อให้ไปที่พัก ดร.ฟอร์ด

ดร.วิทยากับฮวงดูที่เครื่องจับสัญญาณภายในรถ ทั้งสองใส่หูฟังได้ยินการสนทนาเช่นกัน ด้านเสือสนธิ์กับอินทร์ ซึ่งรุกคืบเข้าหากลุ่มเสาร์ห้า ยูกิเห็นรถสตีเฟ่นถอนตัวไปจึงบอกพรรคพวก กระแตบอกเพื่อนๆว่าเดี่ยวติดต่อมาบอกว่ากำลังไปหา ดร.ฟอร์ด กริ่งแปลกใจ

“แต่ผมไม่เข้าใจว่า เจ้าพ่ออินทร์กับเสือสนธิ์กำลังเล่นอะไรกันแน่”

“พวกเขาคงไม่รู้ว่าทับทิมสยามเป็นของปลอม” ยอดสันนิษฐาน

“อย่างนี้ไม่สนุกเลย จะทำอะไรรุนแรงก็ไม่ได้ เพราะพวกเขาก็เป็นเพื่อนเรา” ชลดาบ่น

“ผมว่าบางที พวกเขาอาจจะถ่วงเวลาเราไว้”

“ถ่วงเวลาเรื่องอะไรคะเทอด” ยูกิถาม

“ดร.วิทยาคงให้เจ้าพ่ออินทร์กับเสือสนธิ์ถ่วงเวลาพวกเราเอาไว้ แล้วส่งคนไปชิงทับทิมของแท้มาจาก ดร.ฟอร์ดแน่ๆ”

“อย่างนี้เดี่ยวกับดอนก็งานเข้าน่ะสิ” ยอดสังหรณ์ใจ

กริ่งให้รีบหาทางถอนตัวจากตรงนี้ดีกว่า ยอดบอกกระแตไปเตรียมรถ ให้ชลดากับยูกิคุ้มกันม่านฟ้าไปขึ้นรถเขา เทอด และกริ่งจะยิงคุ้มกันไว้ ทุกคนปฏิบัติการ...พวกเสือสนธิ์กับอินทร์ขยับเข้ามาใกล้ สักครู่ก็เงียบเสียงลง ยอด เทอด และกริ่งแปลกใจ เทอดหลบฉากออกมาดูลาดเลา แล้วพลาดถูกอินทร์เอาปืนจ่อ กริ่งเข้ามาจ่อปืนที่อินทร์อีกต่อ เสือสนธิ์จ่อปืนที่กริ่งบอกให้วางปืนลง ยอดเข้ามาจ่อปืนที่เสือสนธิ์อย่างเป็นต่อ ใครกันแน่ต้องทิ้งปืน

“พวกคุณกำลังถูกหลอกใช้นะครับ เจ้าพ่ออินทร์” เทอดเกลี้ยกล่อม

“ไม่...ดร.วิทยาเป็นคนดี พวกแกต่างหากที่ทรยศชาติ” อินทร์ไม่เชื่อ

“ดร.วิทยาไม่ได้ดีอย่างที่คุณคิด คุณกำลังเข้าข้างคนผิด” กริ่งช่วยพูด

“ใช่ครับ เจ้าพ่ออินทร์กับเสือสนธิ์เคยร่วมงานกับพวกเรา อย่างน้อยก็น่าจะรู้ว่าพวกเราไม่เคยคิดทรยศชาติ” ยอดเสริม

“ระวังจะโดนหลอก อย่าไปฟังมัน จัดการมันเลย” เสือสนธิ์แย้ง

อินทร์กระทุ้งปืนใส่เทอด “ทิ้งปืนซะ ยังไงพวกเราก็ล้อมไว้หมดแล้ว”

“คุณต่างหากที่ต้องทิ้งปืน แล้วกลับตัวซะ ยังไงคุณก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้” เทอดย้ำ

ลูกน้องเสือสนธิ์กับอินทร์เข้ามาล้อมเล็งปืนมาที่กลุ่มเสาร์ห้า เสือสนธิ์สั่งให้ยิง เทอดหายตัวหลบกระสุน ยอดพลิกตัวหลบแล้วแทรกกำแพงหายไป กริ่งวิ่งจู๊ดเหมือนลมพัดไป ทุกคนตกใจ พวกลูกน้องตื่นกลัวคิดว่าสามคนเป็นผี ยิ่งเทอดส่งเสียงลอยมา

“เราไม่อยากทำอันตรายพวกคุณ ลองคิดดูให้ดีนะครับเสือสนธิ์ เจ้าพ่ออินทร์”

เสือสนธิ์ยิงเปรี้ยงๆไปตามทิศทางของเสียง เทอดปรากฏตัวกระชากปืนเสือสนธิ์หล่นแล้วหายแวบไปอีก ยอดโผล่ออกจากผนัง เตะลูกน้องเสือสนธิ์แล้วหลบกลับไป กริ่งวิ่งมาแย่งปืนแต่ละคนและกระแทกล้มกันไป พวกลูกน้องต่างหวาดผวา

“ถอยก่อนดีกว่าครับ ยังไงเราก็สู้ไม่ได้แน่” อินทร์บอกเสือสนธิ์ เขาจึงสั่งลูกน้องถอย...

ooooooo

ตอนที่ 9

หน้ากระท่อมที่ขังยูกิ ชลดา และบัวชุมยังมียาม เฝ้าสองคน ม่านฟ้าในชุดชาวบ้านเดินมาอ้างว่าจะเก็บจานข้าว ยามเปิดประตูให้เข้าไป บัวชุมเข้ามากอดม่านฟ้า  เธอรีบบอกทุกคนว่าถ้าจะหนีต้องหนีตอนนี้ ยูกิถามสถานการณ์ข้างนอก ม่านฟ้าอธิบายว่า มียามเฝ้าสองคน วิ่งไปอีกหน่อยจะเจออีกสี่ห้าคน ชลดาจึงบอกว่ายามสองคนข้างหน้าตนกับยูกิจัดการเอง บัวชุมว่าตนก็เป็นมวยตนช่วยได้ ยามเข้ามาเรียกให้ม่านฟ้ารีบกลับไป

ม่านฟ้าถือจานเดินออกมาแล้วแกล้งสะดุดจานหล่น ร้องให้ยามช่วยเก็บ สองยามเข้าช่วย ชลดากับยูกิฉวยโอกาสออก มาจัดการอย่างง่ายดาย...สี่สาวอยู่ในชุดชาวบ้านปะปนกับคนอื่นๆ ไปแต่แล้วกลับมีคนจำได้ร้องขึ้นว่า นักโทษหนี ทุกคนมองมาที่พวกเธอ ทั้งสี่สาวจึงตั้งท่าต่อสู้จนเอาตัวรอดออกมาได้...

หน่วยเหนือได้รับรายงานที่พวกเสาร์ห้าส่งมา อภิชัย พ.อ.เชษฐ์ และอาจณรงค์ ประชุมวางแผนตามไปช่วย...เช้านั้น ดอน เดี่ยว และเทอด กำลังค้นหางู ดอนเชื่อว่าทับทิมสีม่วงจะอยู่บนยอดเจดีย์ เดี่ยวอาสาปีนขึ้นไป ดอนย้ำให้ระวังงู เทอดเร่งให้รีบปีนขึ้นไปก่อนที่พวกมันจะตื่นขึ้นมากัน

ด้านกระแตกับบุษกร ช่วยกันยั่วยามทั้งสองที่หลอกมาที่ลำธาร แล้วจัดการน็อกด้วยเชิงมวย ยอดกับกริ่งที่ตามมาคุ้มครอง พูดกันว่าไม่ต้องช่วยเลย กลายเป็นมาเชียร์มวย ทั้งสี่คนรีบกลับไปช่วยพวกดอน

ขณะนั้น พวกนายพลจางลี่และเปาชางเดินผ่านป่าเขาวงกตเข้ามาอย่างง่ายดาย มาถึงเห็นเดี่ยวปีนอยู่บนยอดเจดีย์ นายพลจางลี่สั่งลูกน้องกระจายกำลังล้อมไว้รอแย่ง ทับทิมมาให้ได้

ที่แคมป์พยาบาล มะโหนกรับรู้ด้วยสัญชาตญาณของสัตว์ว่ากำลังมีภัยมาคุกคามทับทิมสยาม จึงเกิดอาการคลั่ง ทำร้ายคนในแคมป์ ราฮีมรีบมารายงาน ดร.ฟอร์ดกับลูกๆ ทุกคนมาที่แคมป์พยาบาล ราฮีมสั่งมะโหนกให้หยุด มะโหนกคำรามแล้วมองออกไปข้างนอก

“ทำไมพิษงูถึงได้เปลี่ยนคนให้กลายเป็นแบบนี้ได้คะพ่อ”

“ยังมีงูหลายพันธุ์ที่มนุษย์ยังไม่รู้จัก บางทีงูที่กัด

มะโหนกก็น่าจะอยู่ในประเภทนั้น”

สตีเฟ่นสงสัยว่ามะโหนกต้องการจะบอกว่ามีอะไรอยู่ข้างนอก ดร.ฟอร์ดจึงให้ปล่อยออกไป แล้วตามไปดู...ในขณะที่เดี่ยวขึ้นไปถึงยอดแต่มองเข้าไปไม่เห็น เขาได้ยินเสียงงู จึงบอกดอนให้เพ่งมองที ดอนเพ่งไปเห็นงูเลื้อยอยู่รอบรัง

ของมัน เขาเห็นทับทิมสีม่วงอยู่ในรัง

“ตอนนี้มันหันหลังให้ คุณค่อยๆเอื้อมมือเข้าไปช้าๆ ผมเห็นทับทิมสยามแล้ว เลื่อนมือไปที่สิบสามนาฬิกา ช้าๆค่อยๆหยิบขึ้นมาเลย” ดอนบอก เดี่ยวทำตามจนหยิบทับทิมได้ ดอนให้เดี่ยวดึงมือออกมาโดยด่วนเพราะงูกำลังจะฉก

งูจึงฉกพลาดเป้า เดี่ยวไต่ลงมา นายพลจางลี่กับเปาชาง มองแล้วคาดคะเนว่า เดี่ยวเจอทับทิมแล้วแน่ จึงรี่เข้าไปแล้วยิงใส่เดี่ยว...ดร.ฟอร์ดกับพวกได้ยินเสียง
“ใครยิงปืน”

“ไม่น่าจะใช่คนของเรานะคะ”

“รีบวิทยุเรียกคนของเรามาเร็ว” สตีเฟ่นสั่งราฮีมแล้วบอก ดร.ฟอร์ดอย่าเพิ่งผลีผลามเข้าไป
เปาชางปีนตามขึ้นไปจะแย่งทับทิมจากเดี่ยว เกิดการต่อสู้กันอย่างดุเดือด หวาดเสียว ดอนกับเทอดถูกคนของเปาชางเอาปืนจี้คุมตัวไว้ กระแตและบุษกรกลับมาเห็น

“ผมว่าเรากำลังตกอยู่ในวงล้อมพวกมันนะ ดูสิ มีทหารของพวกมันซุ่มอยู่เต็มไปหมด”

“แย่แล้ว นี่มันขนกันมาเป็นกองทัพเลยเหรอเนี่ย” กระแตมองไปรอบๆ

บุษกรมองไปเห็นเจนนี่กับเคนซ่อนอยู่มุมหนึ่ง “ใช่เจนนี่หรือเปล่า”

กระแตแปลกใจว่ามากับใคร ยอดบอกว่าคนนั้นชื่อเคนเป็นคู่แฝดของแคน บุษกรถามว่ารู้จักกันแล้วหรือ ยอด ตอบว่าเคนช่วยพวกเขาไว้มาก กริ่งวิ่งปรู๊ดไปหาเจนนี่จะให้ มาอยู่รวมกัน เคนกำลังจะดึงเจนนี่กลับออกไป เพราะรู้ว่าต้องมีการยิงกันแน่ เจนนี่จะไปช่วยเทอดกับดอน กริ่งโผล่มาบอกทั้งสองคนให้ไปอยู่ด้วยกัน รอจังหวะช่วยดอนกับเทอด

การต่อสู้กันของเดี่ยวกับเปาชางเป็นไปอย่างดุเดือด เดี่ยวเสียเปรียบเพราะมือข้างหนึ่งกำทับทิมอยู่ แต่แล้วเขาก็ฉวยโอกาสโดดหลบกระสุนลงมาที่พื้นขาแพลงเล็กน้อย กลุ่มดร.ฟอร์ดกับสตีเฟ่นมาถึงพอดี เปาชางลงจากเจดีย์มายืนกับนายพลจางลี่ เดี่ยวถูกล้อมด้วยสองพวก ต่างใช่ปืนเล็งมาที่เขาเพื่อให้ส่งทับทิมให้ นายพลจางลี่ดึงตัวเทอดกับดอนมาเป็นตัวประกันต่อรอง
“เอาสิ เพื่อนของเอ็งอยู่กับข้า อยากให้มันตายใช่มั้ย”

เดี่ยวลังเลไม่รู้จะส่งให้ฝ่ายไหนดี ยอดกับกริ่งปรึกษากัน ให้กระจายกันบุกเข้าไปช่วย แต่ไม่ทันไรมะโหนกโผล่พรวดมาส่งเสียงคำราม กระโดดเข้าทำร้ายนายพลจางลี่

นาตาชาฉวยโอกาสแย่งทับทิมจากมือเดี่ยวไปแล้วโยนต่อให้ ดร.ฟอร์ด เดี่ยวโจนเข้าช่วยเทอดกับดอน พวกยอดกับพวกกริ่งเข้าชาร์จทหาร เปาชางยิงมะโหนกตายคาที่ นายพลจางลี่หันมาเห็นทับทิมตกอยู่ในมือ ดร.ฟอร์ด แล้วเปิดศึกยิงใส่กัน

มีสามฝ่ายยิงสู้กัน คือพวก ดร.ฟอร์ด พวกนายพลจางลี่ และกลุ่มเสาร์ห้า อาเตียวฉวยโอกาสจับตัวเจนนี่ได้ลากไปเป็นตัวประกัน พลันมีเสียงเฮลิคอปเตอร์ดังขึ้น กลุ่มเสาร์ห้ามองไปรู้ว่าเป็นพวกหน่วยเหนือ แต่คงลงจอดไม่ได้ ดอนบอกทุกคนว่า ภารกิจยังไม่จบเพราะยังไม่ได้ทับทิมมา ดอนตาม ดร.ฟอร์ดไป เดี่ยวตามไปช่วยด้วย

“เทอด คุณอยู่คอยประสานงานกับผู้พันอาจณรงค์นะครับ ผมกับกริ่งจะไปช่วยเจนนี่”

“จะให้ฉันกับบุษกรช่วยอะไรคะ” กระแตถามเทอด

เทอดให้สองสาวช่วยยิงสกัดให้คอปเตอร์ลงจอดได้ ดร.ฟอร์ดแปลกใจว่าคอปเตอร์เป็นของใคร สตีเฟ่นมองไปเห็นเป็นของทหาร

“แสดงว่าไอ้พวกเสาร์ห้ามันทรยศเรา” ดร.ฟอร์ดเจ็บใจ

สตีเฟ่นให้นาตาชาอยู่กับพ่อ เขาจะไปช่วยราฮีมยิงสกัดไม่ให้นายพลจางลี่เข้ามาใกล้ ซัมดองปรากฏตัวขึ้น ถาม ดร.ฟอร์ดว่าได้ทับทิมสีม่วงมาแล้วใช่ไหม

“ใช่ครับ ผมได้มาแล้ว ทับทิมสีชมพูก็อยู่กับผม”

“ขอข้าดูหน่อย”

ดร.ฟอร์ดลังเลเล็กน้อย แต่พอเห็นสายตาแข็งกร้าวของซัมดองก็ส่งทับทิมสีม่วงให้ ซัมดองถามหาทับทิมสีชมพู ดร.ฟอร์ดอึกอักไม่อยากให้ แต่เกรงพลังอำนาจของซัมดอง จึงต้องยอม
“ทับทิมสยามสีชมพู ผมเก็บไว้กับตัวตลอดเวลา ผมไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น”

ซัมดองส่องดูทับทิมทั้งสอง “พลังของมันแข็งกร้าว ข้ารับรู้ได้”

“ขาดอยู่แต่ทับทิมสยามสีแดง ผมคิดว่าไอ้ ดร.วิทยามันต้องรู้แน่ๆว่าอยู่ที่ไหน”

“ดร.ฟอร์ด...เอ็งจงระวัง มันอาจจะอยู่กับเอ็งไม่ได้นาน”

ดร.ฟอร์ดชะงัก สะดุดในคำพูดของซัมดอง จึงคว้าทับทิมทั้งสองมาเก็บใส่กระเป๋าอย่างหวาดระแวง “ผมไม่มีวันให้ทับทิมสยามกับใครเด็ดขาด”

“ข้าเตือนแล้ว...”

ดร.ฟอร์ดไม่พอใจคำพูดของซัมดอง บอกนาตาชาให้พาตนหนีไปจากที่นี่ นาตาชาชวนซัมดองไปด้วยกัน แต่ซัมดองบอกว่าไม่ต้องห่วงตน แล้วหายตัวแวบไปพร้อมกับเสียงเตือน ดร.ฟอร์ดให้จำที่เตือนเอาไว้

ooooooo

ดอนกับเดี่ยวลัดเลาะมาตามทาง เห็นนาตาชากับ ดร.ฟอร์ดวิ่งไปทางลำธาร เดี่ยวจึงบอกว่าตนจะแยกไปดักหน้า ให้ดอนตามพวกนั้นไป ดอนไปไม่ทันไร ซัมดองปรากฏตัวตรงหน้า

“เดี๋ยว สมเด็จ...ตามข้ามา”

“ไม่ ไม่มีวันที่เวทมนตร์ของซัมดองจะทำอะไรพวกเราได้อีก”

ซัมดองร่ายเวทมนตร์ สักครู่ชี้มือขึ้นไปบนท้องฟ้า เกิดปรากฏการณ์สุริยคราส ท้องฟ้ามืดครึ้มลง เดี่ยวรู้สึกเหมือนมีมือมาจับตัว แล้วเหวี่ยงไปกระแทกต้นไม้อย่างแรง ลมพัดกระโชกใบไม้ร่วงปลิวตามกระแสลม ซัมดองเอาดวงตาสวรรค์ออกมา แสงจากลูกแก้วดูดร่างเดี่ยวเข้าไป พลันท้องฟ้าก็กลับคืนสู่ปกติ

สถานการณ์ทางนายพลจางลี่กับเปาชางยิงต่อสู้กับสตีเฟ่นและราฮีมอย่างได้เปรียบ

“บุกเข้าไป เปาชาง แกไปชิงทับทิมสยามมาให้ลุง แบ่งพวกทหารไปกับแก”

“ได้ครับลุง” เปาชางสั่งทหารตามไปจำนวนหนึ่ง

สตีเฟ่นรู้ว่าพวกตนเป็นรอง ราฮีมบอกให้หนีกันดีกว่า อย่างไรเสียทับทิมก็อยู่กับฝ่ายเราแล้ว ทันใด สตีเฟ่นเห็นเปาชางเอาพวกตามไปทางพ่อกับน้องจึงรีบตามไป

เทอด กระแต บุษกร และเคนช่วยกันยิงสกัดให้คอปเตอร์ลงจอดสำเร็จ ทหารหน่วยจู่โจมพิเศษของทีมเสาร์ห้า พากันกรูลงมาพร้อมอาวุธครบมือ หนึ่งในนั้นคือ ผู้พันอาจณรงค์

“พอได้ข่าวจากอีเมล์ที่คุณส่งมา ผมก็เตรียมพร้อมทันที”

“ขอบคุณมากครับผู้พัน มาได้จังหวะพอดี”

“กำลังสนับสนุนส่วนที่เหลือ กำลังตามมาสมทบ แผนที่ที่คุณส่งมา พิกัดชัดเจนดีมาก แต่ไอ้เรื่องการเข้ามาในเขตภาพลวงตานี่มันยังไง”

“ก็อย่างที่ผมบอกไว้ในเมล์นั่นแหละครับ กำชับพวกทหารให้รอจังหวะ เงาเจดีย์ทอดยาวเมื่อไหร่จึงค่อยเดินเข้ามา อย่าใจร้อน เพราะมันอันตราย”

“ผมจะวิทยุไปกำชับพวกที่เดินเท้าเข้ามาอีกที”

เทอดให้ตามเขาไป อาจณรงค์ส่งสัญญาณให้ทหารหน่วยจู่โจมกระจายกำลังกันไปตามจุดต่างๆ...นายพลจางลี่กับอาเตียวซุ่มมองว่าทหารที่ลงมาจากคอปเตอร์เป็นพวกไหน พอรู้ว่าเป็นพวกเสาร์ห้า อาเตียวเตือนให้ถอย แต่นายพลจางลี่ไม่ยอม จะต้องได้ทับทิมสยามก่อน เขาสั่งลูกน้องยิงต้านพวกทหารไว้ เจนนี่ยังถูกมัดมือ นายพลจางลี่จะเอาตัวกลับไปที่

หมู่บ้านของตน

เจนนี่ดิ้นรนช่วยตัวเองแต่ไม่สำเร็จ พลันเหลือบไปเห็น ยอด กริ่งซุ่มอยู่ จึงแกล้งบอกอาเตียวให้ช่วยเกาหลังให้ตนหน่อย อาเตียวงง

“ฉันคันหลัง มัดฉันไว้อย่างนี้ ฉันเกาไม่ได้” เจนนี่โวย

“อย่ามาลูกไม้”

“เร็วๆสิ ไม่ไหวแล้วนะ คันจะตายอยู่แล้ว” เจนนี่หันหลังให้

พออาเตียวมองที่หลังเจนนี่ ยอดกับกริ่งก็โผล่มาจัดการอาเตียวกับลูกน้องบริเวณนั้น แล้วแก้มัดให้เจนนี่ พาหนีไป อาเตียวฟื้นมาเสียก่อน คว้าปืนยิงไล่หลัง แล้ววิ่งมารวมกับนายพลจางลี่ รายงานว่าเจนนี่หนีไปได้แล้ว เสาร์ห้ามาช่วย นายพลจางลี่โวยวายหันกระบอกปืนเอ็ม 79 ที่กำลังยิงกับพวกอาจณรงค์ มายิงไล่ยอด กริ่ง และเจนนี่ สามคนวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง

ooooooo

พวกเปาชางเข้ามาค้นหาทับทิมในแคมป์ ดร.ฟอร์ด เจอกับพวกสตีเฟ่น จึงยิงตอบโต้กันพักหนึ่ง ราฮีมเห็นว่าพวกตนตกเป็นรองจึงบอกสตีเฟ่นให้หนี เจอกับทหารหน่วยจู่โจม จึงสู้กันอีก กว่าจะรอดออกมาได้แทบแย่

เสียงปืนดังใกล้เข้ามา นาตาชาพา ดร.ฟอร์ดหนีและยิงป้องกันไปด้วย เปาชางโผล่มาชาร์จตัวนาตาชาไว้ แล้วใช้ต่อรองกับ ดร.ฟอร์ด

“ส่งทับทิมมาเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นลูกสาวแกตายแน่”

“นาตาชา...หวังว่าแกคงเข้าใจพ่อนะ” ดร.ฟอร์ดมองลูกสาว พูดโดยไม่ต้องไตร่ตรอง

“พ่อ...” นาตาชาช็อกที่พ่อกำลังจะทิ้งตน

เปาชางยิงไล่หลัง ดร.ฟอร์ด นาตาชายังห่วงพ่อใช้ตัวกระแทกเปาชางให้ยิงไปทางอื่น เปาชางโกรธผลักเธอล้มลงและจะยิงใส่ ดอนเข้ามาช่วย บอกนาตาชาให้หนีไปก่อน

อาเตียวส่องกล้องทางไกล เห็นทหารหน่วยจู่โจมกำลังบุกป่ามาเสริม รีบรายงานนายพลจางลี่ “ท่านครับ พวกมันมีทหารชุดใหม่มาเสริมกำลัง”

“มันมาได้ยังไง” นายพลจางลี่ตกใจ ว่าข้ามภาพลวงตามาได้อย่างไร รีบสั่งพวกถอนตัวและให้วิทยุบอกเปาชางด้วย

“พวกมันตัดสัญญาณสื่อสารครับ” อาเตียวพยายามวิทยุสื่อสาร

“งั้นเอ็งเอาทหารไป แล้วไปเอาตัวหลานข้ากลับมาให้ได้ จากนั้นก็ต่างคนต่างหนี”

อาเตียวรับคำและเอากำลังไปส่วนหนึ่ง...ดอนกับเปาชางยังคงต่อสู้กันอยู่ อาเตียวตามมาเล็งปืนจะยิงใส่ดอน กริ่งมาทันใช้ความไววิ่งเข้ากระแทกอาเตียวจนปืนหล่น

“เฮ้ย...อะไรวะ” อาเตียวงง แต่ก็ตะโกนบอกเปาชาง ว่านายพลจางลี่สั่งให้ถอย

ดอนเข้ามาสมทบกับกลุ่มเสาร์ห้า เปาชางยังไม่ยอมถอย จะตามเอาทับทิมจาก ดร.ฟอร์ดมาให้ได้ก่อน ดอนสังเกตเห็น

เปาชางหลบออกไป ยอดถามว่ามีอะไร

“เปาชางมันกำลังหลบออกไป”

“ไปไหน...”

“ทับทิมสยามอยู่กับ ดร.ฟอร์ด มันกำลังไปที่นั่น ผมจะตามมันไป”

“ทางนี้ผมเอาอยู่นะ เดี๋ยวยิงคุ้มกันให้” ยอดยิงสกัดให้ดอนวิ่งออกไป

ooooooo

ดร.ฟอร์ดวิ่งมาถึงมุมหนึ่งอย่างเหนื่อยหอบ สตี-เฟ่นตามมาเจอ บอกพ่อให้รีบไปที่คอปเตอร์ ก่อนที่พวกมันจะรู้ตัว ดร.ฟอร์ดชมว่าทำดีมาก สตีเฟ่นถามหาน้องแต่ ดร.ฟอร์ดกลับตอบว่า

“ทับทิมสยามยังอยู่ แกไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น”

สตีเฟ่นยังงงๆประคอง ดร.ฟอร์ดมาถึงลานจอดคอปเตอร์ นาตาชาวิ่งตามมาไกลๆ สตีเฟ่นเห็นน้องจะวิ่งไปรับ ดร.ฟอร์ดบอกให้รีบหนีเร็ว แต่สตีเฟ่นไม่ยอม โดดลงวิ่งไปหา...

เปาชางวิ่งลัดเลาะไปตามป่า ดอนแอบตามไม่ให้เห็น ทันใด ปรากฏร่างซัมดองออกมาขวางดอน พร้อมกับกล่าวว่า “ได้เวลาของแกแล้ว”

ดอนชะงัก ซัมดองร่ายเวทมนตร์ ดอนรู้สึกเหมือนมีมือมาดึงร่างเขาไว้ ดิ้นเท่าไหร่ก็ไม่หลุด ซัมดองสวดมนต์พึมพำ ร่างดอนเลือนหายไป...

อีกมุมหนึ่ง ยอด กริ่ง เจนนี่กำลังยิงปะทะกับอาเตียวและพวก สักครู่ เทอด กระแต บุษกร และเคนมาสมทบ เทอดบอกว่านายพลจากลี่หนีไปได้

“ถ้างั้นก็เหลือแต่ลูกน้องของมัน จัดการได้ไม่ยาก” กริ่งยิ้มย่อง

เจนนี่ขอปล่อยให้พวกผู้หญิงลุยบ้าง เคนตามไปคุ้มกัน เทอดยิ้ม “ผู้หญิงหน่วยเราแต่ละคน ห้าวๆทั้งนั้น”

“ใครได้เป็นแฟนล่ะก็...” ยอดพูดค้างไว้

“อ๊ะๆรู้นะ คิดไรอยู่” กริ่งล้อ

“อะไรกริ่ง คุณคิดคนเดียวหรือเปล่า”

“ผมคิดเหมือนเทอด”

“อ้าว โดนซะงั้น”

ทันใด ปรากฏร่างซัมดองเรียก “เทอด ยอดธง ยอด นางพญา กริ่ง คลองตะเคียน”

สามคนหันมาตกใจ เตรียมจะหนี แต่แล้วทั้งสามคนรู้สึกเหมือนโดนดึงรั้งไว้ พยายามดิ้นสะบัดก็ไม่หลุด เสียงซัมดองร่ายมนต์ ร่างทั้งสามคนเลือนหายไป

ooooooo

ขณะที่นาตาชาวิ่งตามมาที่คอปเตอร์ โดน

เปาชางไล่ยิงมาติดๆ สตีเฟ่นวิ่งมาช่วยยิงใส่เปาชาง แล้วดึงน้องสาววิ่งไปจนสามารถขึ้นคอปเตอร์ได้ทัน เปาชางแค้นใจยิงใส่คอปเตอร์แต่ไม่เป็นผล อาเตียวตามมาบอกเปาชางให้รีบหนี ไม่ทันไร เจนนี่ กระแต บุษกรและเคนวิ่งมา เปาชางเห็นจึงยอมถอนตัวหนีไปกับอาเตียว

ทีมของอาจณรงค์กำลังเคลียร์พื้นที่ เคน เจนนี่ กระแตและบุษกรกลับมาสมทบ ทุกคนแปลกใจที่พวกเสาร์ห้าหายไป เคนมองไปรอบๆพยายามรับความรู้สึกจากจิตสัมผัส เหมือนมีบางอย่างเกิดขึ้น เขาเดินไปตามทิศทางที่การรับรู้จากสัมผัสพิเศษของเขานำทางไป จนกระทั่งมาหยุดยืนในป่าแห่งหนึ่ง เขาได้ยินเสียงสวดมนต์ของซัมดองดังแว่วมาจากอีกมิติหนึ่ง

เคนค่อยๆหลับตาลง แล้วเดินไปยังทิศที่มาของเสียงจู่ๆเขาก็ทะลุมาอีกมิติหนึ่ง...แล้วเขาก็ได้เห็นพวกเสาร์ห้า ถูกมัดตรึงไว้บนไม้กางเขน เรียงรายกัน ด้านหน้ามีกองไฟลุกโชนอยู่ ซัมดองนั่งหน้ากองไฟ กำลังสวดมนต์พึมพำ ลมพัดใบไม้ปลิว สายฟ้าแล่บแปลบปลาบ บรรยากาศน่ากลัว เคนแปลกใจที่เขาสามารถทะลุมิติเข้ามาในมิติของซัมดองได้ เคนเห็นดวงตาสวรรค์ตั้งอยู่หน้าซัมดอง ได้ยินเสียงวิญญาณร้องให้เขาช่วยปลดปล่อย

ซัมดองเริ่มรับรู้ว่ามีคนแปลกปลอมเข้ามา เคนเดินมาใกล้ดวงตาสวรรค์ ซัมดองลืมตาขึ้น ชี้นิ้วไปที่เคน ร่างเคนกระเด็นลอยไปฟาดพื้นสลบไป ซัมดองร่ายมนต์ต่อ ดวงตาสวรรค์ส่องแสงเป็นประกายสาดส่องไปทั่ว ซัมดองชูดวงตาสวรรค์ขึ้นเหนือหัว สายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมายังลูกแก้ว พวกเสาร์ห้าสะดุ้งเฮือกรู้สึกเจ็บปวด

ซัมดองเอ่ยชื่อแต่ละคน เดี่ยว สมเด็จ, ดอน ท่ากระดาน, เทอด ยอดธง, ยอด นางพญา และกริ่ง คลองตะเคียน แล้วอัญเชิญพระประจำตัวของแต่ละคน ออกมาสถิตกับตน พระประจำตัวแต่ละคนลอยขึ้นมาเหนือหัว เรืองแสงเจิดจ้า จากนั้นก็ค่อยๆ

รวมกันเป็นองค์เดียว ซัมดองสวดมนต์เพื่อดึงพระทั้งห้าเข้ามาหาตน พวกเสาร์ห้าท่าทางเจ็บปวดและเหนื่อยอ่อน เพราะต่างก็สวดมนต์เพื่อรวมใจเป็นหนึ่งสู้กับเวทมนตร์ของซัมดอง ท่ามกลางสายลมและสายฟ้าที่ผ่าเปรี้ยงลงมา

ตอนที่ 8

เศษอิฐหินในเจดีย์ร่วงหล่น ภาพเขียนบนผนังร้าวไปเรื่อย แล้วพังครืนลงมา ทุกคนพากันวิ่งหนีออกมา แผ่นดินไหวแรงขึ้น สักพักจึงสงบลง สตีเฟ่นกับนาตาชารีบดูแล ดร.ฟอร์ด

“พ่อปลอดภัยนะครับ”

“ฉันไม่เป็นอะไร”

“ทำไมอยู่ๆก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้นมา” นาตาชาข้องใจ

“นั่นสิ เรากำลังจะรู้ที่ซ่อนของทับทิมสยามสีม่วงอยู่แล้ว” สตีเฟ่นหงุดหงิด

ดร.ฟอร์ดจะให้ซัมดองทำพิธีต่อ แต่ซัมดองปฏิเสธ “ทุกอย่างต้องมีเวลาของมัน แผ่นดินไหวครั้งนี้ บังเกิดขึ้นเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องการจะเตือนให้พวกเรารู้จักรอคอย”

สตีเฟ่นถามว่าเมื่อไหร่ ซัมดองตอบว่ายังให้คำตอบไม่ได้ เมื่อถึงเวลาก็รู้เอง ดร.ฟอร์ดให้กลุ่มเสาร์ห้า บุษกร และกระแตเข้าไปสำรวจความเสียหายข้างใน แล้วกลับมา รายงาน...เดี่ยวพยายามเข้าใกล้บุษกร แต่กระแตประกบแจ

“น่าเสียดาย ตรงนี้มีภาพวาดโบราณ ดูแล้วเป็นภาพปริศนาอะไรสักอย่าง” กระแตเปรย

“ใช่ ภาพที่เราเคยถ่ายเอาไว้ไง ไม่น่าพังลงมาเลย”

“โชคดีที่ตัวเจดีย์ไม่เป็นอะไรมาก” กระแตเดินแยกไปสำรวจอีกทาง

เดี่ยวได้โอกาสเข้าหาบุษกรเพื่อถามว่าเธอปลอดภัยดีไหม บุษกรตอบว่าไม่เป็นอะไร กระแตเดินกลับมา เดี่ยวจึงถามเธออีกคน แต่กระแตตอบอย่างไม่พอใจ

“คุณไม่ต้องมาเป็นห่วงพวกเรา ต่างคนต่างทำงานดีกว่า ฉันกับบุษกรดูแลตัวเองได้ กลับไปทำงานต่อเถอะ บุษกร” กระแตดึงบุษกรออกไป

ยอดกับพวกเข้ามาหาเดี่ยว บอกว่าท่าทางกระแตแรงไปหน่อย เทอดว่าต้องหาทางคลายมนต์ดำจากตัวสองสาวโดยเร็ว กริ่งถามดอนมองไม่เห็นหรือว่าทับทิมสีม่วงอยู่ตรงไหน

“มันเหมือนมีอะไรมาบัง ถึงจะเห็นแต่ก็ไม่ได้เห็นทั้งหมด มีบางอย่างปกคลุม ฉันเดาว่าจะเป็นพลังพุทธคุณ”

“บางทีคงต้องรอเวลาอย่างที่ซัมดองว่าจริงๆ” เทอดสันนิษฐาน...

ooooooo

วันต่อมา คณะของเสือสนธิ์ อินทร์กลับมายังหมู่บ้าน ต่ำลอบเข้ามาเมียงๆมองๆ นั้มเห็นคว้าคอเสื้อมาถามว่าแอบดูอะไร ต่ำรีบบอกว่าเขาแค่ดีใจที่เสือสนธิ์กลับมา อินทร์ได้รับรายงานจากพวกพรานป่าว่า เห็นคนบ้าหลงป่า เดินอยู่ใกล้ๆที่นี่ ท่าทางหวาดกลัว ฮวงสงสัยอาจเป็น ดร.วิทยา เสือสนธิ์จึงให้ไปดูกัน

ต่ำกำลังรายงานแต้มว่า พวกเสือสนธิ์กลับมาแล้วแต่ขาด ดร.วิทยาไปคนหนึ่ง

“ไม่น่าเป็นไปได้ คนสำคัญระดับนี้ ทำไมถึง...” แต้มพูดไม่ทันจบ ได้ยินเสียงคนกรีดร้อง

ทั้งสองวิ่งออกไปดู เห็นชายร่างกายขะมุกขะมอม เสื้อผ้าขาดวิ่น วิ่งกรีดร้องเหมือนคนเสียสติที่ชายป่า จึงตามไปจับตัวมา ถึงได้เห็นว่าคือ ดร.วิทยานั่นเอง แต้มเอาตัวมาให้เสือสนธิ์ อินทร์แปลกใจที่แต้มรู้จัก ดร.วิทยาได้อย่างไร แสดงว่าคงชอบสอดรู้สอดเห็น จึงกำชับ

“รู้แล้วก็อย่าปากโป้ง ไม่งั้นจะไม่มีคนทำศพ เพราะสัปเหร่อจะเป็นศพซะเอง”

แต้มรับปาก เขายินดีทำงานเพื่อชาติ...

ฮวงจับ ดร.วิทยาอาบน้ำโกนหนวด แต่งตัวใหม่ท่าทางดร.ยังหวาดผวา มองหน้าฮวง

“ใช่ครับ ผมฮวงที่ทำงานกับด็อกเตอร์ไง จำไม่ได้เหรอ”

“ฮวง...ใช่ ฮวงแกช่วยฉันด้วยนะ ช่วยฉันด้วย”

“ด็อกเตอร์ปลอดภัยแล้วครับ ไม่มีใครทำอะไร ดร.อีกแล้ว”

ไม่ทันไร เสือสนธิ์ อินทร์เดินเข้ามา ดร.วิทยาตกใจร้องโวยวายว่าจะมาฆ่าตน เสือสนธิ์เข้าใจว่าพวก ดร.ฟอร์ดคงทำร้าย ดร.วิทยาจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

“ผมสงสาร ดร.วิทยาจริงๆอุทิศตัวเพื่อปกป้องชาติ แต่ตัวเองกลับมาเป็นแบบนี้” อินทร์ยังหลงเข้าใจว่า ดร.วิทยาทำเพื่อชาติบ้านเมือง

อินทร์สั่งฮวงดูแล ดร.วิทยาให้ดี ขาดเหลืออะไรให้มาบอกเขา...

วันต่อมา ชลดากับยูกิกำลังหลงป่าหาทางกลับไปสมทบกับเคนและเจนนี่ มาเจอบัวชุมติดอยู่ในแหห้อยอยู่บนต้นไม้ จึงช่วยกันตัดเชือกพาลงมา บัวชุมตกใจตื่นสีหน้าหวาดกลัว ชลดากับยูกิแนะนำตัวว่าไม่ต้องกลัว บัวชุมนึกถึงม่านฟ้า

“ฉันขอตัวไปหาเจ้านายฉันก่อนนะ”

ชลดากับยูกิขอไปด้วย พบม่านฟ้านอนตัวสั่นอยู่ในพุ่มไม้ ชลดารีบเข้าดูอาการ สงสัยจะเป็นไข้ป่า จึงเอายาควินินให้กิน และยื่นผ้ากับกระติกน้ำให้

“ได้ยาไปแล้ว อีกสักพักไข้ก็ลด เดี๋ยวเธอเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ก็จะดีขึ้น เอานี่ผ้ากับน้ำ”

ยูกิเห็นท่าทางบัวชุมดูแลเอาใจใส่ม่านฟ้าอย่างดี จึงถามว่าคงรักเจ้านายมาก บัวชุมบอกว่าเหลือกันอยู่แค่สองคน ญาติก็อยู่ไกลถึงสิบสองปันนา

“นี่พวกเธอไม่ใช่คนไทยเหรอ” ยูกิถาม

“เราเป็นคนไทยค่ะ คนสิบสองปันนาทุกคนก็เป็นคนไทย เรายังคิดถึงความเป็นไทยอยู่เสมอ” บัวชุมยืนยัน

“แคว้นสิบสองปันนา เคยเป็นของไทยมาก่อนเหรอ” ยูกิสงสัย

ชลดาอธิบาย “ใช่ เมื่อก่อนในสมัยรัชกาลที่ 5 สิบสอง–ปันนาเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรไทย แต่ต่อมาก็ถูกประเทศมหาอำนาจยึดครองไป”

“ใช่ค่ะ หลังจากถูกมหาอำนาจยึดครอง ครอบครัวของคุณหนูม่านฟ้า ก็อพยพลงมาอยู่ที่เชียงใหม่ ส่วนญาติคนอื่นก็กระจัดกระจายกันไป พอพ่อกับแม่คุณหนูม่านฟ้าตาย พวกเราก็เหลือกันแค่สองคนนี่แหละค่ะ” บัวชุมไม่อยากเล่าละเอียดเธอขอตัวไปหามื้อเย็นให้ทุกคนทานกัน ฝากดูแลม่านฟ้าด้วย...ชลดากับยูกิรู้สึกได้ว่ามีอะไรปิดบังอยู่

ooooooo

ในแคมป์ที่พักพวกเสาร์ห้า เทอดกับดอนกำลังช่วยกันเขียนแผนที่ทางเข้ามาที่นี่ไว้ส่งให้หน่วยเหนือ กริ่งช่วยเสริม ทางแรกเป็นทางเข้าที่ต้องผ่านเขตภาพ ลวงตา มีเคล็ดลับที่จะผ่านได้คือ รอเงาของเจดีย์ทอดยาวลงพื้น แล้วเดินตามเงา ภาพลวงตาจะทำอะไรไม่ได้เด็ดขาด

“เป็นเพราะพลังพุทธคุณใช่ไหม” กริ่งคาดเดา

ดอนตอบว่าใช่ แล้วทางเข้าที่สอง อยู่อีกด้านหนึ่งซึ่งผ่านป่าเขาวงกต เข้าแล้วออกยากเป็นป่าอาถรรพ์ กริ่งถามวิธีผ่าน

“ต้องเดินตรง ตรงอย่างเดียว” ดอนบอก

เทอดว่าแผนที่สมบูรณ์เมื่อไหร่เขาจะส่งทันที ดอนถามว่าเดี่ยวกับยอดไปไหน

“ยอด ผมให้ไปสืบเรื่องคลังอาวุธของพวกมันว่ามีอะไรบ้าง ส่วนเดี่ยว ผมว่าน่าจะไปหาคุณบุษกรนะ” เทอดสาธยาย...

ยอดลอบเข้าไปในคลังแสง และถ่ายรูปอาวุธต่างๆในนั้นไว้ และต้องทึ่งเพราะมีอาวุธสงครามมากมายพร้อมกระสุน มะโหนกกับลูกน้องเข้ามา ยอดรีบแทรกตัวเข้ากำแพง มะโหนกรู้สึกผิดปกติแต่ไม่เห็นอะไร จึงกลับออกไป ยอดโผล่ออกมา ถอนใจ พลันมีปืนมาจ่อ

“นึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณบุษกรนี่เอง” ยอดสะดุ้ง เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็โล่งอก

บุษกรถามว่าเขามาทำอะไรที่นี่ ยอดอ้างว่ามาเดินเล่น บุษกรว่าตรงนี้เป็นเขตหวงห้าม ยอดทำเป็นงงไม่รู้ เขาเพิ่งมาอยู่ บุษกรไม่เชื่อจะพาตัวไปพบ ดร.ฟอร์ด ยอดขอร้องอย่าซีเรียส

“ตามฉันมาเดี๋ยวนี้เร็ว”

“จะพาผมไปไหน”

“ไม่ต้องถาม เร็ว” บุษกรเอาปืนดันให้ยอดเดิน...

ในขณะที่ เดี่ยวเดินตามหาบุษกร นาตาชามาขวางหน้า ถามว่ามองหาใครอยู่ เดี่ยวตอบตามตรงว่าหาบุษกร

“ดูคุณจะสนใจบุษกรเป็นพิเศษกว่าใครเลยนะคะ”

“ครับ ผมมีธุระที่จะต้องคุยกับเธอ”

“คุยกับฉันแทนได้มั้ยคะ”

เดี่ยวอึกอัก นาตาชาเข้ามาคลอเคลีย เดี่ยวถอยห่าง นาตาชายิ้มแล้วชมว่า ผู้ชายแบบนี้น่าสนใจ “อย่าคิดถึง บุษกรเลยค่ะ เพราะตอนนี้ยังไงบุษกรก็คงไม่คิดถึงคุณนักหรอก”

“คุณรู้ใช่ไหม ว่าบุษกรอยู่ที่ไหน” ...นาตาชาไม่ตอบแต่ยิ้มอย่างมีเลศนัย

บุษกรเอาปืนจี้ยอดมาที่มุมลับตาคน แล้วบอกให้เขาหยุด จากนั้นก็ลดปืนลงแล้วโผเข้ากอดยอด ยอดตกใจ “เฮ้ย...อะไรครับ อย่าทำแบบนี้ครับ”

“กอดฉันสิ ไม่งั้นฉันยิงคุณแน่” บุษกรยกปืนจ่อยอด เขาจึงต้องเลยตามเลย

นาตาชาพาเดี่ยวเข้ามา บุษกรเปลี่ยนท่าทีเป็นร้อง ทำนองว่ายอดปลุกปล้ำตน  เดี่ยวโกรธปรี่เข้าชกยอด “ไอ้เพื่อนทรยศ...”

“อะไรกันคุณเดี่ยว มาต่อยผมทำไม”

“เห็นอยู่ตำตา ยังจะมาถามอีก” เดี่ยวประเคนเข้าอีกหมัด

บุษกรขยิบตาให้นาตาชา สองสาวเข้าดึงสองคนให้ แยกกัน นาตาชาดึงยอดออกไปปล่อยบุษกรให้อยู่กับเดี่ยว บุษกรบีบน้ำตาเสียใจ เดี่ยวถามว่าเกิดอะไรขึ้น

“คุณยอดค่ะ เขาบอกว่าคุณเดี่ยวต้องการพบ แล้วพาฉันมาตรงนี้ พอเห็นไม่มีใครเขาก็ลวนลามฉัน ถ้าเดี่ยวกับคุณนาตาชาไม่เข้ามาช่วย ฉันคง...”

“ไม่เป็นไรครับ ต่อไปผมจะดูแลคุณเอง ผมจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก” เดี่ยวโอบกอดบุษกร เธอแอบยิ้มที่เดี่ยวหลงกล...

นาตาชาพายอดแยกออกมา แล้วถามยอดว่าเกิดอะไรขึ้น ยอดเล่าตามจริง นาตาชาถามว่ายอดชอบบุษกรไหม ยอดปฏิเสธคงเป็นเรื่องเข้าใจผิด นาตาชาทำเป็นตกใจที่เห็นหน้ายอดฟกช้ำเธอใช้มือลูบไล้ ยอดต้องจับมือเธอออก บอกว่าเขาไม่เป็นอะไร

“ไม่เป็นไรไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันเป่าให้นะคะ” นาตาชาเป่ารอยช้ำให้ยอดแบบยั่วยวน “ตอนเด็กๆเวลาเป็นรอยช้ำ แม่ฉันชอบเป่าให้ แล้วก็บอกว่าหาย ไม่กี่วันแผลก็หายจริงๆ”

ยอดตะขิดตะขวงใจชวนเธอกลับ นาตาชายิ้มยั่วแล้วจูบที่รอยช้ำของยอดก่อนจะบอกว่า

“ฉันอยากจะให้คุณรู้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะยืนเคียงข้างคุณเสมอนะคะยอด ขอให้แผลหายเร็วๆนะคะ”นาตาชาเดินกลับไป ปล่อยให้ยอดยืนอึ้งอยู่คนเดียว

กลับมาที่แคมป์ นาตาชาชมบุษกรทำได้ดีมาก เรื่องที่เกิดขึ้นคงทำให้เดี่ยวกับยอดบาดหมางกัน ขอให้ทั้งกระแตและบุษกรทำตามที่ตนสั่ง ทำให้พวกเสาร์ห้าแตกแยกกันให้จงได้

เดี่ยวกับยอดกลับมาที่พัก ท่าทางบาดหมางกันจนเพื่อนๆ สังเกตเห็น ยอดส่งกล้องที่ไปถ่ายคลังแสงให้แล้วเดินไป ดอนแปลกใจว่าสองคนมีเรื่องอะไรกัน กริ่งให้ช่วยกันทำงานก่อน เรื่องอื่นไว้ทีหลัง...

ooooooo

ม่านฟ้ารู้สึกตัวขึ้นมา ต้องแปลกใจเมื่อเห็นชลดากับยูกิ บัวชุมรีบเล่าว่าสองคนมาช่วยตนและช่วยรักษาม่านฟ้าด้วย บัวชุมเอาข้าวต้มมาป้อนให้และจัดให้ชลดากับยูกิด้วย

“พวกคุณกำลังจะไปไหนกัน” ม่านฟ้าถามขึ้น

“เรากำลังจะไปที่เจดีย์กลางป่า”

“ไปทำอะไรที่นั่นคะ”

“พวกเราเป็นนักสำรวจ” ชลดาอ้าง

“แต่มันอันตรายนะคะ ฉันเห็นหลายคนกำลังไปที่นั่น พวกนั้นท่าทางไม่น่าไว้วางใจเลย”

“จริงด้วยค่ะ พวกกองโจรก็มี คุณสองคนต้องระวังตัวด้วยนะคะ ทานข้าวต้มหน่อยนะคะคุณหนู” บัวชุมเสริมแล้วหันมาป้อนข้าวม่านฟ้าต่อ...

ขณะเดียวกัน เปาชางกับอาเตียวกำลังส่องกล้องมองหาม่านฟ้า เห็นควันไฟจึงลงจากหน้าผามาดูว่าเป็นพวกคนป่าหรือม่านฟ้า

สาวๆกำลังล้างหน้าล้างตาริมลำธาร บัวชุมเก็บของเตรียมเดินทาง ม่านฟ้าอาการดีขึ้นมาก

“จากนี้พวกเธอจะไปไหนกันต่อ” ยูกิถาม

“อย่างแรกก็คงต้องหาทางออกจากป่า” ม่านฟ้าตอบ

“ใช่ค่ะ พวกคุณก็อย่าเพิ่งไปที่เจดีย์เลย บัวชุมกลัวพวกโจรน่ะค่ะ โดยเฉพาะไอ้วายร้ายอย่างเปาชาง” บัวชุมหวั่นใจ

ตอนที่ 7

ดร.วิทยาถูกมัดขังไว้มุมหนึ่งในเจดีย์ เขาพยายามเอาเชือกที่มัดข้อมือถูกับขอบกำแพง ขณะเดียวกันก็มองภาพวาดบนผนัง เห็นการสะท้อนแสงไปมาของหิน เขารู้ทันทีว่าต้องหมายถึงทับทิมสยาม ในที่สุดเชือกที่ข้อมือก็ขาด เขาปรี่มาดูภาพบนผนังใกล้ๆ

“จุดสะท้อนแสง 3 จุด ในเจดีย์ตรงนี้สีแดง สีชมพู แล้วก็สีม่วง...อาจจะหมายถึงทับทิมสยามทั้งสามก้อน ใช่ ต้องเป็นทับทิมสยามแน่นอน แสงที่เกิดจากมุมสะท้อนสามมุมแล้วจะเกิดผลอะไร” ดร.วิทยาครุ่นคิด

พลันได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา ดร.วิทยารีบกลับไปนั่งที่เดิม ทำทียังถูกมัด มีคนเอาข้าวมาให้ เขาจึงบอกไม่แก้มัดแล้วจะกินอย่างไร พอคนคุมเข้ามาใกล้ เขาก็ใช้มือทุบต้นคอสลบ วิ่งหนีออกมา เจอคนของ ดร.ฟอร์ดอีก เขาจึงหนีเข้าไปในป่าเขาวงกต คนคุมยิงไล่หลัง ดร.ฟอร์ดกับพวกได้ยินเสียงปืน ลูกน้องวิ่งมารายงานว่า ดร.วิทยาหนี ดร.ฟอร์ดสั่งสตีเฟ่นเอาตัวกลับมาให้ได้

ดร.วิทยาเริ่มรู้สึกแปลๆ “นี่มันอะไรกันวะ”

สมุน ดร.ฟอร์ดไล่ตามมาสองคน ตะโกนเตือนกันว่าให้มองตรงอย่างเดียวอย่าเลี้ยวไปไหน ดร.วิทยาซึ่งหลบอยู่ได้ยิน รีบทำบ้าง...สตีเฟ่นพาดอนกับเดี่ยวมาช่วย ให้ดอนใช้ตาทิพย์มองหา ดอนชี้ตำแหน่งที่เห็น ทุกคนจึงตามไปยิงไล่หลัง ดร.วิทยาตกใจวิ่งหนีเตลิดจนลืมที่ต้องเดินตรง ภาพลวงตาจึงเล่นงาน ดอนบอกสตีเฟ่นว่า ดร.วิทยาเริ่มหลงป่าแล้ว สตีเฟ่นยิงไล่มั่วๆเผอิญโดนหัวไหล่ ดร.วิทยา เซถลาพลัดตกหน้าผาลงไป

“มันหายไปไหน” สตีเฟ่นถามดอน

“มันตกหน้าผาไปแล้ว”

“งั้นก็คงไม่รอด” ราฮีมคาดเดา

สตีเฟ่นว่าศพคงอยู่ข้างล่าง เดี่ยวรู้สึกได้ว่าตรงนี้พ้นเขตป่าเขาวงกตแล้ว ราฮีมบอกว่าใช่เป็นป่าทิศใต้ เป็นเส้นทางลัด พอดีลูกน้องชี้ว่า มีควันไฟลอยออกมาจากมุมหนึ่งของป่า สตีเฟ่นกับพวกหันไปมอง

“ดอน ใช้ตาทิพย์ของแกดูสิว่าเป็นใคร” สตีเฟ่นสั่ง

ดอนเพ่งออกไปเห็น ยอด เทอด กริ่ง เคน ยูกิ ชลดาและเจนนี่ กำลังล้อมวงกันกินอาหารกระป๋องกันรอบกองไฟ เขาจึงไม่สามารถบอกสตีเฟ่นได้ ราฮีมถามว่าเห็นอะไร

“ตอนนี้ พลังของผมเริ่มอ่อนแล้ว เห็นภาพไม่ชัด” ดอนอ้าง

“บอกมาว่ามันเป็นใคร พวกของ ดร.วิทยาหรือเปล่า” สตีเฟ่นถาม

“ไม่ใช่ น่าจะเป็นพวกวัยรุ่นเดินป่า พลังผมหมดแล้ว ผมไม่เห็นอะไรแล้ว”

สตีเฟ่นหงุดหงิด ราฮีมจึงบอกให้เดินไปดูให้เห็นกับตาดีกว่า ทุกคนพากันเดินลงจากหน้าผา เดี่ยวรีบเข้ามากระซิบดอน

“ฉันได้ยินเสียงยอด กลุ่มคนที่ควันไฟนั่น เป็นพวกเราน่ะสิ”

“เราต้องหาทางเตือนพวกเขา” ดอนบอกเดี่ยว ทั้งสองรีบเดินลงจากหน้าผา

ooooooo

กลุ่มเสาร์ห้ากับเคน กำลังกินอาหารกระป๋องกัน เคนบอกทุกคนว่าให้รีบกิน จะได้มีเวลาช่วยกันหาทางลัดเข้าไปในเจดีย์ เจนนี่บ่นกระปอดกระแปดว่ากินแต่อาหารกระป๋องจนหน้าเธอจะเป็นกระป๋องอยู่แล้ว ชลดาจึงเสนอ

“เอางี้สิ พวกผู้หญิงไปหาปลากันดีมั้ย ปล่อยให้พวกผู้ชายหาเส้นทางไปเจดีย์”

เจนนี่เห็นดีด้วย จะได้กินปลาจริงๆบ้าง ยูกิแย้งว่าพวกเราทำอาหารไม่เป็น กริ่งบอกให้กินเป็นปลาดิบเหมือนคนญี่ปุ่น ยูกิโวยว่าปลาไทย จะกินได้หรือ

“กินทุกอย่างที่ยูกิทำ” กริ่งหยอดคำหวาน

“แหมคุณกริ่ง เกรงใจคนอื่นบ้าง เดี๋ยวมดขึ้น เห็นใจคนที่แฟนไม่สนใจบ้าง” เทอดแหย่

“พูดให้ดีนะคุณเทอด แฟนคนไหนของคุณไม่สนใจ เดี๋ยวเถอะๆ” ชลดาค้อนขวับ

ยอดหมั่นไส้ “เซ็งจริงจริ๊ง...ว้าเหว่ที่สุดแถวนี้มีนางไม้โสดๆมั้ยครับ อยากปรึกษาปัญหาหัวใจสักหน่อย...ไปพวกเรา ออกไปหาเส้นทางกันดีกว่า”

กลุ่มหญิงกับชายจึงแยกกันไป...เคนกับกลุ่มเสาร์ห้าเดินสำรวจทางสักพัก เคนเอ่ยขึ้น

“พวกพรานป่าเคยทำทางลัดเพื่อเข้าไปที่เจดีย์ โดยไม่ต้องผ่านเขตภาพลวงตา ผมเองก็เคยใช้เส้นทางนี้ไปยังเจดีย์มาแล้วเมื่อตอนเด็กๆ”

“แล้วเส้นทางที่คุณว่านี้ มันปลอดภัยหรือเปล่า” เทอดถาม

“อย่างน้อยก็ไม่มีตัวประหลาดๆโผล่มาให้เห็น”

เคนบอก

“แล้วจะหาเส้นทางนี้ได้ยังไง”

“ปากทางจะมีต้นไม้ใหญ่ มีเครื่องหมายกากบาทที่โคนต้น ช่วยกันหาดูตามแนวนี้”

ต่างคนต่างแยกย้ายกันหา เทอดบอกถ้าใครเจอให้ยิงปืนบอกเป็นสัญญาณ

ooooooo

ฝ่ายสาวๆไม่สามารถจับปลาได้ ต่างเริ่มหงุดหงิด ปรึกษากันว่าเปลี่ยนไปล่าสัตว์ดีกว่า...มุมหนึ่งของป่า ม่านฟ้ากับบัวชุมกำลังชื่นชมกับความงามของทับทิมสยามสีแดงที่ตนขโมยคืนมาได้จากอินทร์ ในเต็นท์ของ ดร.วิทยา

“สวยจังเลยพี่บัวชุม ดูเวลาทับทิมต้องแสงอาทิตย์แล้วเป็นประกาย งามมากเลย”

“จริงด้วยค่ะคุณหนู บัวชุมเพิ่งมองเห็นทับทิมสยามชัดๆก็วันนี้นี่เอง”

ม่านฟ้าหยิบมงกุฎเทวีออกมาจากย่าม แล้วเอาทับทิมสยามสีแดง ติดกลับคืนที่ตำแหน่งเดิม แล้วเอามงกุฎมาสวมหัว บัวชุมมองอย่างชื่นชม

“คุณหนูงามมาก งดงามเหลือเกิน”

“ต่อจากนี้ เป็นตายยังไง ฉันจะไม่มีวันที่จะให้ใครมาเอาทับทิมสยามไปจากฉันได้”

“แต่คุณหนูคะ สถานการณ์ตอนนี้เต็มไปด้วยอันตราย บัวชุมว่าถ้าไอ้พวกนั้นมันรู้ว่าทับทิมสยามหายไป มันต้องออกล่าตัวเราสองคนแน่”

“งั้นเรารีบออกจากป่าดีกว่าพี่บัวชุม”

“แต่กว่าจะออกจากป่าก็คงอีกหลายวัน บัวชุมเกรงว่า...”

“นั่นสินะ ถ้าพวกมันตามเราทัน เราคงรักษามงกุฎเทวีและทับทิมสยามไม่ได้แน่”

สองคนช่วยกันคิด แล้วตกลงว่าจะฝังมงกุฎที่ประดับทับทิมแล้วไว้ก่อน เรื่องเงียบค่อยกลับมาเอา สองสาวช่วยกันมองหาที่เหมาะๆแล้วเอาผ้าห่อมงกุฎไว้ ขุดหลุมฝังกลบอย่างดี

“ทำเครื่องหมายเอาไว้ตรงนี้แหละ ถ้ากลับมาอีกที พี่บัวชุมจำได้ใช่มั้ย” ม่านฟ้าใช้มีดสลักเครื่องหมายที่ต้นไม้ใกล้

“จำได้ค่ะ ดูสิคุณหนูเปื้อนไปหมดแล้ว ไปล้างตัวที่ลำธารก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวบัวชุมจะไปหาอะไรมาให้กิน” บัวชุมคว้าหน้าไม้เดินไป

ม่านฟ้าลงมาที่ริมลำธาร...เคนเดินสำรวจเส้นทางมา เห็นม่านฟ้า เขาตะลึงพยายามขยี้ตา

“ผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว นี่มันของจริงหรือภาพลวงตากันแน่”

เคนตัดสินใจเดินเข้ามาใกล้ ม่านฟ้ากำลังเพลินกับการล้างเนื้อตัว เคนเข้ามาโอบกอดเธอ

“ว้าย ปล่อยนะ ปล่อย”

“เอาสิ หายตัวไปอีกสิ หายไปเลย” เคนกอดม่านฟ้าไว้แน่น

“ไอ้บ้า ปล่อยฉัน ปล่อย”

“เธอนี่เหมือนคนจริงๆเลยนะ แรงก็เยอะ ไหนขอหอมที” เคนปล้ำหอมแก้ม

ม่านฟ้าร้องให้บัวชุมช่วย เคนนึกสนุกให้เรียกมาเลย จะปล้ำทั้งสองคน บัวชุมกลับมาถึงตกใจเข้าช่วยดึงม่านฟ้าออกมา

“อ้าว เพื่อนมาจริงๆด้วย ทำไมไม่เห็นสวยเลย” เคนยังคิดว่าเป็นภาพลวงตา

บัวชุมโกรธ ชักมีดออกมาพุ่งเข้าแทง เคนเบี่ยงหลบแล้วจับมือบัวชุมไว้ เธอดิ้นรนจนพลาดมีดบาดมือร้องโอ๊ย ปล่อยมีดหล่นลง เคนตกใจถอยห่างออก ม่านฟ้าเข้าไปหาบัวชุม

“พวกเธอเป็นใคร เข้ามาในป่านี้ทำไม มันอันตรายรู้ไหม” เคนเริ่มรู้ว่าม่านฟ้าเป็นคนจริง

“ฉันว่าแกนั่นแหละ ตัวอันตราย ไปให้ห่างๆพวกฉัน...ไป” บัวชุมโวยไล่

เคนรู้สึกผิดมองม่านฟ้าอย่างขอโทษ “ก็ได้...ฉันไปก็ได้”

ม่านฟ้ากับบัวชุมรีบวิ่งเข้าป่าหายไป เคนหันกลับมามองอีกทีจึงไม่เห็นทั้งสองสาวอีก...เคนลัดเลาะป่ากลับมาที่พวกเจนนี่อยู่ สาวๆคิดว่าสัตว์ป่า เล็งปืนเตรียมจะยิง ดีที่เคนโผล่ออกมาเสียก่อน ทุกคนลดปืนลง เจนนี่รีบถามว่าพบทางเข้าเจดีย์ไหม เคนส่ายหน้า ทันใด เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่าง จึงก้มลงฟังที่พื้น

“มีคนกำลังมาทางนี้”

“ไม่ใช่พวกคุณกริ่ง คุณยอด คุณเทอดหรือคะ” ยูกิถาม

“ไม่ใช่...เสียงน้ำหนักเท้า มันมากันหลายคน หลบเร็ว” เคนบอกสาวๆ

ไม่ทันขาดคำ ก็มีเสียงปืนยิงรัวเข้ามา ทุกคนโดดหลบ เป็นกลุ่มสตีเฟ่นที่ลงจากหน้าผามา ดอนกับเดี่ยวแกล้งยิงไปทางอื่น ยอด เทอด และกริ่งได้ยินเสียงปืน ชักเป็นห่วงพวกผู้หญิง จึงวกกลับมาช่วย เทอดถามเคนว่าเป็นพวกไหน เคนบอกว่าพวกสตีเฟ่น แต่มีดอนกับเดี่ยวด้วย

กลุ่มเสาร์ห้ากับเคนหลบเข้าประตูต้นไม้ได้ทัน แล้วพยายามฟังเสียง สตีเฟ่นพูดกับราฮีม

“มันวิ่งมาแถวนี้”

“ใช่ครับ มันต้องซ่อนอยู่แถวนี้แน่” ราฮีมเห็นด้วย

สตีเฟ่นให้ดอนใช้ตาทิพย์มองหา ดอนอ้างว่าพลังเขาหมด สตีเฟ่นโกรธ ราฮีมถามเดี่ยวได้ยินเสียงอะไรไหม เดี่ยวเงี่ยหูฟัง รู้ว่าพวกเสาร์ห้าอยู่ในต้นไม้จึงต้องโกหกว่า

“พวกมันไม่ได้อยู่ตรงนี้ ผมไม่ได้ยินอะไรเลย”

“ไม่จริง อย่างน้อยแกต้องได้ยินพวกมันเดิน” ราฮีมท้วงแล้วก้มฟังที่พื้น เงยขึ้นมาบอกสตีเฟ่นว่าไม่มีความเคลื่อนไหว

พลันสมุนร้องขึ้นว่า มีรองเท้าหายไปทางต้นไม้ ดอน กับเดี่ยวใจหายเพราะรู้ว่าเพื่อนซ่อนอยู่บริเวณนั้น สตีเฟ่นกับราฮีมมองตามรอยเท้าที่หายไปใกล้ต้นไม้ ชักสงสัยว่าจะมีประตูกล เคน ยอด เทอด กริ่ง ยูกิ ชลดา และเจนนี่เตรียมพร้อมอยู่ในต้นไม้ ดอนกับเดี่ยวลุ้นเกรงเพื่อนๆเป็นอันตราย สตีเฟ่นหงุดหงิดที่หาไม่เจอ ราฮีมสงสัยอาจเป็นแผนลวง สตีเฟ่นจึงให้กลับ

พวกเทอดโล่งอก พากันเดินออกมาอย่างระแวดระวัง เทอดจะตามพวกนั้นไป ยอดแย้งว่าอันตราย เทอดจะหายตัวไป กริ่งขอไปด้วย แต่เทอดห้าม

“ไม่ได้ ถ้าไปกันหลายคน พวกมันจะรู้ตัว อย่างน้อยดอนกับเดี่ยวก็น่าจะรู้ก่อน”

“นั่นสิ เรายังวางใจดอนกับเดี่ยวไม่ได้” ยอดเห็นด้วย

“ไม่ต้องห่วงผม ถ้าผมรู้ทางเข้าออกแล้วจะรีบกลับมาบอกพวกคุณ”

ชลดาบอกว่าตนจะรอ เทอดทำท่าจะหอมแก้ม ยอดแกล้งกระแอมแซวว่าให้งานเลิกก่อนก็ได้ เคนให้คนอื่นๆลงไปในถ้ำกันก่อน เกรงพวกมันกลับมา

ระหว่างทาง สตีเฟ่นรู้สึกเหมือนมีคนตามแต่คิดว่า ตนคิดมากไปเอง ดอนกับเดี่ยวรู้สึกเช่นกัน และรู้ว่าเป็นเทอด สอง คนจึงเดินรั้งท้าย เทอดปรากฏตัวให้เห็น เดี่ยวถามถึงคนอื่นๆ

“รออยู่ในถ้ำ ว่าแต่นายสองคนยังเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า” เทอดตอบแต่ยังระแวง

“ฉันเหมือนเดิมทุกอย่าง” เดี่ยวยืนยัน

“ถ้างั้นเดี่ยวต้องไปเคลียร์กับคุณยอดแล้วล่ะ”

“พวกเราต้องทำตัวไม่ให้พวกมันสงสัย หวังว่าคงเข้าใจ” ดอนอธิบาย

“ว่าแล้วเรื่องมันต้องเป็นอย่างนี้”

“พวกเรารีบเดินตามพวกมันไปกันเถอะ ไอ้ราฮีมมันเริ่มสงสัยแล้ว” ดอนเตือน

เทอดหายตัวแวบ เดี่ยวกับดอนทำทีเป็นหยุดฉี่ข้างทาง ราฮีมร้องเรียกให้รีบไป ทั้งสองเดินผ่านราฮีมไปอย่างเร็ว

ราฮีมมองไปรอบๆก่อนจะเดินตามไป

ooooooo

เสือสนธิ์ อินทร์ ฮวง นั้ม และลูกน้องตามหาสองสาวที่คิดว่าเข้าไปขโมยทับทิมสยามจากพวกตนมา พวกเขาส่องกล้องจากหน้าผา เห็นม่านฟ้ากับบัวชุม พักผ่อนอยู่ริมลำธาร แต่พวกเขาเห็นหน้าบัวชุมไม่ถนัด อินทร์แค้นใจขอล่วงหน้าไปก่อน

ม่านฟ้ารู้สึกเหมือนตัวเองจะป่วย เธอเดินเกือบเหยียบกับดัก ดีที่บัวชุมเห็นก่อนจึงร้องบอกให้หยุดเดิน แต่ไม่ทันไร อินทร์กับลูกน้องตามมาทัน ไล่ยิง สองสาวถอยหนี ลูกน้องอินทร์จึงเหยียบกับดักขึ้นไปห้อยบนต้นไม้ ฮวงโวย “ไอ้โง่เอ๊ย ไม่ดูตาม้าตาเรือ”

“รีบตามไปเร็ว ไอ้นี่ปล่อยมันไว้ก่อน” อินทร์สั่ง

อินทร์กับฮวงไล่ยิงม่านฟ้ากับบัวชุมไป แต่ด้วยความที่บัวชุมชำนาญป่ามากกว่าจึงหนีพ้นไปได้ ฮวงเห็นว่าใกล้มืดแล้วจึงห้ามอินทร์ตามต่อเกรงจะหลงป่า อินทร์จึงกลับมาสมทบกับกลุ่มเสือสนธิ์ เพื่อหาทางออกจากป่า

รอดจากการถูกไล่ยิงมาได้ ม่านฟ้านั่งพักเหนื่อย บัวชุม จัดแจงที่พักแรมให้ ม่านฟ้านึกถึงตอนที่ถูกเคนลวนลาม สักครู่น้ำตาก็ไหลออกมา เจ็บใจที่ตนเป็นถึงเจ้าหญิง แต่มาโดนคนป่าลวนลาม บัวชุมปลอบใจ

“อย่าร้องไห้ไปเลย เข้มแข็งไว้ พวกผู้ชายมันก็เลวอย่างนี้เหมือนๆกันหมดแหละค่ะ”

“ม่านฟ้าเกลียด เกลียดผู้ชายคนนั้น”

“พี่บัวก็เกลียดค่ะ คอยดูนะ ถ้าเจอมันอีกพี่บัวชุมจะต้องฆ่ามันให้ได้” บัวชุมกอดม่านฟ้าจึงรู้สึกว่าเธอตัวร้อน

“ไม่เป็นไร วันนี้คงจะเหนื่อยมากไปหน่อย”

“ยาเม็ดก็หมดแล้วด้วยสิ” บัวชุมค้นยาในย่าม

“พี่บัวชุมไม่ต้องห่วง ฟ้าคงไม่ได้เป็นอะไร พรุ่งนี้ก็คงหาย”

บัวชุมจัดแจงให้ม่านฟ้านอนพัก ไม่ทันไร สองสาวได้ยินเสียงนกบินกับพรึ่บพรั่บ แมลงจิ้งหรีดส่งเสียง จู่ๆเงียบเสียงลง ม่านฟ้ากับบัวชุมลุกขึ้น สงสัยว่ามีคนตามมา สองสาววิ่งไปหลบหลังพุ่มไม้...เปาชางกับอาเตียวและลูกน้องพากันเดินมา เปาชางบอกทุกคนว่าจะค้างแรมที่นี่

“ทำไงดีพี่บัวชุม หนีเสือปะจระเข้แท้ๆ” ม่านฟ้ากระซิบ

บัวชุมดึงม่านฟ้าค่อยๆถอยหนี อาการป่วยของม่านฟ้า ทำให้เธอหน้ามืด ทรุดฮวบลง บัวชุมประคองพาไป ผ้าที่ใช้ห่มตกอยู่

ooooooo

เมื่อสตีเฟ่นกลับมารายงานว่า ยิง ดร.วิทยาตกหน้าผาลงไป ซัมดองซึ่งนั่งสมาธิมอง เห็นว่ายังไม่ตาย ร่างลอยน้ำไป ทันใด ซัมดองรู้สึกว่าในห้องมีใครบางคนแฝงตัวเข้ามา ซัมดองบอกดอนให้ใช้ตาทิพย์มองดู ดอนเพ่งมองเห็นเทอดทำท่าจุ๊ปาก และตัวเขาพยายามจะออกไปแต่ติดว่ามีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นอยู่ ดอนจึงแกล้งขยี้ตาทำเป็นมองไม่ถนัด

“เกิดอะไรขึ้นคุณดอน” นาตาชาแปลกใจ

“วันนี้ผมใช้พลังมากไป ทำให้มองไม่ค่อยถนัด”

สตีเฟ่นไม่พอใจ ดร.ฟอร์ดถามดูว่าไม่ได้เล่นตลกใช่ไหม ดอนรับรองแข็งขันว่าเขามองไม่ชัดจริงๆ ซัมดองจึงหยิบดวงตาสวรรค์ขึ้นมาร่ายเวทมนตร์ ปรากฏภาพเทอดซ่อนตัวอยู่หลังพระประธาน ซัมดองจึงร่ายเวทมนตร์เป่าออกไป ทำให้ร่างเทอดปรากฏขึ้น

“ที่แท้คุณเทอดนี่เอง” นาตาชาเรียก

สตีเฟ่นจะยิงแต่ซัมดองห้ามไว้ “ข้าจะใช้เวทมนตร์ครอบมันเอง จับมันมาตรงนี้”

ดอนกับเดี่ยวจับเทอดมานั่งตรงหน้าซัมดอง เมื่อซัมดองร่ายมนตร์สักพัก เทอดก็สงบลง ซัมดองลืมตาขึ้นบอกเทอดว่า ต่อไปต้องเชื่อฟังเจ้านายใหม่เท่านั้น เทอดรับคำ ดร.ฟอร์ดหยิบปืนส่งให้เทอด
“เพื่อเป็นการพิสูจน์ ยิงเพื่อนแกทั้งสองคนเดี๋ยวนี้”

“ได้ครับ” เทอดรับปืนมาเล็งไปยังดอน “ดร.ฟอร์ดสั่งให้แกตาย แกก็ต้องตาย”

นาตาชาทนเสียดอนไปไม่ได้ “อย่านะ อย่าฆ่าคุณดอนเลยค่ะ”

ดร.ฟอร์ดไล่นาตาชาให้หลีกไป “ตาทิพย์ของมันใช้ไม่ได้ มันก็หมดประโยชน์สำหรับเราเอาตัวนาตาชาออกไป”

สตีเฟ่นจับน้องสาวหลบไป เทอดเล็งปืน ดอนกับเดี่ยวรู้สึกเกร็ง ดร.ฟอร์ดย้ำให้ยิง เทอดตัดสินใจยิงออกไป เสียงปืนดังแชะ ดร.ฟอร์ดยิ้มดีใจ

“เอาล่ะ แกผ่านการทดสอบแล้ว”

นาตาชาโล่งอก...ดร.ฟอร์ดบอกเทอดให้ไปพักร่วมกับดอนและเดี่ยว สตีเฟ่นมองตามสามคนเดินออกไปแล้วถามพ่อว่า “เราไม่ควรปล่อยให้พวกมันอยู่ด้วยกันนะครับพ่อ”

“แกไม่ต้องห่วง ฉันมีแผนการที่จะใช้ประโยชน์จากพวกมัน ถ้าจะห่วง แกควรไปห่วงน้องสาวแกดีกว่า ฉันคิดว่าท่าทีมันแปลกๆกับไอ้ดอน”

สตีเฟ่นรับปากว่าจะจัดการเรื่องนี้เอง...

เมื่อสามคนได้อยู่กันตามลำพัง ดอนกับเดี่ยวสังเกตเทอดว่าโดนมนต์ดำควบคุมหรือไม่ เดี่ยวจึงลองเรียกเทอดและถามว่า ใครคือเจ้านาย

“ซัมดอง ดร.ฟอร์ด สตีเฟ่น นาตาชา”

ดอนกับเดี่ยวส่ายหน้า เลี่ยงมาปรึกษากันว่าจะเอาอย่างไรกันดี เทอดกลายเป็นพวกนั้นไปแล้ว เทอดเดินเข้ามาทำตาถมึงทึง ดอนถามว่ารู้จักเสาร์ห้าไหม เทอดตอบ “เสาร์ห้าคือศัตรู...”

“ใช่ เสาร์ห้าคือศัตรู” เดี่ยวเออออไปด้วย

“แต่ฉันหล่อที่สุดในเสาร์ห้า” เทอดพูดหน้าตาเฉย เห็นดอนกับเดี่ยวเหวอ เทอดถาม “อึ้งไปเลย เถียงไม่ออกล่ะสิ”

“เฮ้ย...นี่เทอด...นาย...” ดอนกับเดี่ยวร้องพร้อมกัน

“ก็ฉันน่ะสิ พวกแกความจำเสื่อมกันหรือยังไง”

“แสดงว่านายไม่ได้โดนมนต์ดำ” เดี่ยวถาม

“คนดีผีคุ้ม ขอโทษ นายสองคนไหลตามน้ำหลอกพวกมันได้ ฉันก็ทำได้เหมือนกัน ตกลงฉันหล่อที่สุดในเสาร์ห้า คอนเฟิร์ม”

“เอาเข้าไป ว่างมากก็ชมตัวเองซะงั้น” ดอนเบ้ปาก

“โทษทีนะ นายจะสุดหล่อ แต่ความสมาร์ทและเซ็กซี่น่ะ ฉันเร้าใจกว่า อันนี้คุณบุษกรคอนเฟิร์มมา” เดี่ยวยืดอก

“โห...มีแหล่งอ้างอิงด้วย”

สามหนุ่มหัวเราะเกทับกันประสาเพื่อน

ooooooo

เช้าวันต่อมา ที่ริมลำธาร ดร.วิทยาในสภาพบอบช้ำ นอนสลบริมน้ำ ค่อยๆลืมตาขึ้นมา เขามองไปรอบๆพยายามลุกขึ้น เดินหายเข้าไปในป่า

บุษกรกำลังเดินไปที่เต็นท์ทำงาน เดี่ยวมาขวางหน้า ชวนเธอไปกับเขา บุษกรไม่ไปแต่ถูกเดี่ยวดึงรั้งไปจนได้ ที่ลับตาคน บุษกรบอกให้ปล่อยตนได้แล้ว มีอะไรก็ว่ามา

“มองผมสิ...คุณยังจำเรื่องของเราได้ใช่มั้ย” เดี่ยวมองตาบุษกร

สายตาบุษกรเหมือนมีภาพความหลังแวบเข้ามา เธอเรียกเดี่ยวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เดี่ยวดีใจ ดึงเธอเข้ามากอด “คุณจำได้ใช่มั้ยบุษกร ความจำของคุณกลับมาแล้ว”

กระแตผ่านมาเห็นเรียกบุษกร เธอได้สติผลักเดี่ยวออก “ปล่อยนะ ปล่อยฉัน”

“คุณกำลังจะทำอะไรคุณเดี่ยว” กระแตถาม

“เรื่องนี้คุณไม่เกี่ยวกระแต”

“แต่ ดร.สั่งไว้ ห้ามมีเรื่องชู้สาว จำไม่ได้หรือไง”

“แต่บุษกรกับผมเคยสนิทกันมาก่อน คุณจำได้แล้วใช่มั้ยบุษกร”

“ไม่...ฉันจำไม่ได้” บุษกรส่ายหน้า

เดี่ยวให้มองตาเขา กระแตเข้ามาขวาง บอกเดี่ยวให้หยุด ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นตนจะฟ้อง ดร.ฟอร์ด เดี่ยวจึงยอมชะงัก กระแตพาบุษกรเดินไป พ้นจากเดี่ยวมาได้ กระแตเตือนบุษกร

“ทีหลังเธอต้องระวังตัว อย่าอยู่สองต่อสองกับพวกผู้ชายอีก”

“แต่บางทีฉันอาจจะเคยสนิทกับเขาจริงๆก็ได้”

“แล้วไง...อย่าลืมสิว่าเราต้องอุทิศตัวให้กับงานที่ ดร.ฟอร์ดสั่งมา”

“ใช่ เราต้องเชื่อฟัง ดร.ฟอร์ด” บุษกรคล้อยตาม

กระแตชวนกันไปรายงาน ดร.ฟอร์ด และรับรองกับ ดร.ฟอร์ดว่า พวกตนจะอุทิศตัวเพื่อทำงานให้ ดร.จะไม่ทำให้งานเสียเด็ดขาด ดร.ฟอร์ดยินดีอย่างยิ่ง

“ต่อไปเธอสองคนจับตาดูพวกดอน เดี่ยวแล้วก็สมาชิกใหม่คือเทอดให้ดี พวกมันเหมือนงูพิษ เลี้ยงให้ดีมันก็เป็นประโยชน์ แต่ถ้าพลาดมันก็จะแว้งกัดพวกเรา เข้าใจมั้ย”

สองสาวรับปากรับคำแล้วกลับออกไป...ดร.ฟอร์ดหันมาสั่งสตีเฟ่น ไปบอกนาตาชาให้ใช้เสน่ห์ในตัวให้เป็นประโยชน์ สตีเฟ่นจึงมาหานาตาชาที่แคมป์ที่พัก เห็นน้องสาวกำลังดูรูปดอนในคอมพิวเตอร์
“ทำอะไร....”

“ก็ไม่มีอะไร แค่ดูเว็บไปเรื่อยๆ”

“เมื่อวานทำไมทำแบบนั้น” สตีเฟ่นหมายถึงเรื่องที่ปกป้องดอน

“นี่พี่กำลังคิดว่าฉันชอบผู้ชายคนนั้นเหรอ”

“ก็ไม่แน่ เพราะมันก็หน้าตาไม่เลวนี่”

“แต่เขาเป็นศัตรู”

“คิดอย่างงั้นก็ดี เอาล่ะ ฉันมีภารกิจมาให้แกทำ” สตีเฟ่นยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์...

ooooooo

ขณะที่เดี่ยวกำลังอาบน้ำอยู่ที่ลำธาร นาตาชาเข้ามานั่งมอง เดี่ยวรู้สึกตัวหันมาถามว่ามีธุระอะไรกับเขา นาตาชายิ้มยั่วยวนขอลงไปอาบน้ำด้วยคน เดี่ยวตอบว่าดี แต่พอดีเขาอาบเสร็จแล้ว นาตาชาเข้าไปขวาง

“อย่าเพิ่งรีบสิคะ ฉันอยากมีคนช่วยถูหลังให้” นาตาชาลูบไล้ที่หน้าอกเดี่ยว

“อย่าครับ นาตาชา” เดี่ยวจับมือเธอไว้

“ทำไมล่ะ คุณไม่เชื่อฟังฉันแล้วเหรอ”

“แต่มันไม่เหมาะ”

“ฉันรู้ว่าคุณเหงา ฉันเองก็ไม่ต่างจากคุณนักหรอก... ปลดปล่อยหัวใจให้เป็นอิสระเถอะค่ะคุณเดี่ยว อย่าขังมันไว้เลย” นาตาชารุกคืบเข้าลูบไล้เดี่ยว

เดี่ยวรั้งมือเธอไว้ แล้วรีบบอกว่าเขาต้องไปทำงาน เดี่ยวรีบเดินหนีไป นาตาชามองตามอย่างยิ้มเยาะ...จากนั้นนาตาชาก็มายั่วเทอดบ้าง เห็นเทอดเดินสำรวจพื้นที่อยู่จึงเข้ามาทัก

“มาทำอะไรแถวนี้คะคุณเทอด”

“ผมแค่มาเดินสำรวจสถานที่ครับ”

“นี่คุณเป็นสายลับหรือคะ”

“ผมทำงานให้ ดร.ฟอร์ดเท่านั้น”

“ค่ะ ฉันเชื่อ” นาตาชาแกล้งเดินสะดุด เซจะล้ม

เทอดเข้าประคอง เธอบอกว่ามึนหัวช่วยหาที่พักหน่อย เทอดจึงอุ้มเข้าไปในเต็นท์ พอวางลง เธอกลับโน้มคอเขาไว้ เทอดขอให้ปล่อยก่อน เขาจะไปหายามาให้

“อย่าลำบากเลยค่ะ ฉันต้องการคุณมากกว่า”

เทอดชะงักมองนาตาชานิ่ง เธอส่งสายตายั่วยวน “อย่าใช้คำว่าแต่กับฉัน จำได้มั้ยว่าคุณต้องทำตามคำสั่งของฉัน”

นาตาชาดึงเทอดเข้ามาจะจูบ เทอดรั้งตัวเองไว้ “ไม่ได้ครับ ผมทำไม่ได้”

“ฉันชอบคุณมานานแล้วนะคุณเทอด อย่าใจร้ายกับฉันสิคะ”

เทอดเดินหนี นาตาชาตามมาขวาง “ให้ผมไปเถอะครับคุณนาตาชา”

“อย่าทำเป็นโง่หน่อยเลยน่าคุณเทอด”

“ขอโทษครับ” เทอดพยายามหนี นาตาชายิ้มแล้วบอกว่า ตนรู้ว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษ และนี่แหละคือเสน่ห์ของเขา เทอดรีบเดินหนีออกมา...

เมื่อยั่วเทอดจนพอใจแล้ว นาตาชาก็มุ่งมาที่ดอน เห็นเขากำลังเปิดเว็บในคอมพิวเตอร์ จึงเข้ามานั่งข้างๆแล้วถามว่าทำอะไรอยู่ ดอนตอบว่ากำลังหาข้อมูลทับทิมสยาม นาตาชาวางมือลงบนมือดอน เขาชะงักหันมองหน้าเธอ

“คุณหน้าแดงเชียว เขินหรือคะ”

“คือ ผมไม่คุ้น”

“ค่ะ ฉันเองก็ไม่คุ้น”

“ขอบคุณมากนะครับ กับเรื่องเมื่อวาน”

“ฉันตายแทนคุณได้เสมอค่ะ”

“แต่ผม...” ดอนอึ้ง

“ฉันรู้ค่ะ ว่าคุณไม่ได้สนใจฉัน แต่ไม่เป็นไรค่ะ ฉันได้ตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่า โลกนี้มีผู้ชายอย่างคุณ เท่านี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ”

“เราเป็นเพื่อนกันดีกว่านะครับ มิตรภาพยืนยาวกว่าสิ่งอื่นใด”

“ค่ะ มิตรภาพระหว่างเราจะยืนยาวต่อไป” นาตาชาปล่อยมือที่กุมมือดอน เธอมองเขาอย่างซึ้งใจเพราะเธอตกหลุมรักเขาจริงๆ ดอนยิ้มรับไมตรีอย่างเพื่อน

ทุกอย่างอยู่ในสายตา  ดร.ฟอร์ดกับสตีเฟ่น ดร.ฟอร์ดชมลูกสาวว่าทำได้ดีมาก ใช้เสน่ห์ยั่วให้ทั้งสามยอมทำตามที่สั่ง สตีเฟ่นเตือน

“แต่ต้องระวังอย่าให้พวกมันรู้ว่าแกทำแบบนี้กับพวกมันทุกคน”

“พี่คิดว่าฉันโง่ขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

ดร.ฟอร์ดชมเชยและให้เดินหน้าต่อไป รอจังหวะที่จะทำลายพวกมัน นาตาชารับคำ

ooooooo

เปาชางเจอผ้าห่มกันหนาวของม่านฟ้าตกอยู่ เขาจำได้ว่าเป็นของเธอ ที่พุ่มไม้แห่งหนึ่งม่านฟ้านอนจับไข้หนาวสั่นอยู่ บัวชุมไปหาน้ำดื่ม เปาชางกับอาเตียวเดินใกล้เข้ามา บัวชุมกลับมาเห็น ตัดสินใจล่อให้เปาชางมาสนใจตน เกรงจะเจอม่านฟ้า ทั้งเปาชางและอาเตียวรีบตามไป

เปาชางสั่งอาเตียวให้จับเป็น อาเตียววิ่งตามเข้าไปในป่า เขาจับบัวชุมได้ บัวชุมแกล้งยั่ว

“โอ๊ย อย่าปล่อยนะ อย่าปล่อย กอดให้แน่นๆ”

“อ้าว...ว่าง่ายซะด้วย” อาเตียวแปลกใจ

บัวชุมบอกว่าหน้าตี๋แบบนี้ตนชอบ ให้ไปหลังพุ่มไม้กัน บัวชุมบอกลูกน้องอาเตียวให้รอทีละคน พอเข้าไปหลังพุ่่มไม้ ก็จัดการอาเตียวจนสลบ แล้วเรียกคนต่อไปเข้ามา พอลูกน้องอาเตียวเข้ามาก็โดนไม้ฟาดสลบเหมือด บัวชุมเก็บปืนจะหนี เจอเปาชางมาขวางทาง เขาถามว่าม่านฟ้าอยู่ไหน บัวชุมไม่บอกแถมยิงใส่ เปาชางโดดหลบ บัวชุมวิ่งกลับมาจะหาม่านฟ้า แต่โดนกับดัก รวบตัวลอยขึ้นไป โชคดีที่เปาชางกับพวกไม่เห็น จึงวิ่งเลยไป...

ooooooo

หน้าพระประธาน ภายในเจดีย์ ซัมดองให้เทอด ดอนและเดี่ยวทำสมาธิ เพ่งมองไปที่ดวงตาสวรรค์ ดร.ฟอร์ด สตีเฟ่น นาตาชา บุษกรและกระแตยืนมองห่างๆ ซัมดองกล่าว

“แกสามคนมีพลังพุทธคุณ ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ ช่วยเปิดที่ซ่อนของทับทิมสยามออกมา”

ดอน เดี่ยวและเทอดเพ่งมองไปที่ดวงตาสวรรค์ สักครู่ก็มีประกายแสงสว่างเรืองรองจากลูกแก้ว ทับทิมสยามสีม่วงปรากฏขึ้น แต่มีงูตัวหนึ่งเลื้อยวนอยู่รอบๆทับทิม ในภาพที่เห็นมองไม่ออกว่าอยู่ที่ไหน ดร.ฟอร์ดตื่นเต้นที่ได้เห็น ไม่ทันไร ภาพก็ค่อยๆเลือนหายไป ดร.ฟอร์ดโวย

“ทำไมไม่ทำต่อ เมื่อกี้ยังมองไม่ถนัดเลยว่าทับทิมสีม่วงอยู่ที่ไหน”

“พลังของพวกมันสามคนยังไม่มากพอ” ซัมดองกล่าว

กระแตโพล่งออกมาว่า ถ้าห้าคนล่ะ “เสาร์ห้า เราได้พวกมันมาครบห้าคน รวมพลังกันเราต้องหาทับทิมสยามสีม่วงเจอแน่นอน”

“ถูกต้อง ถ้าเราได้เสาร์ห้ามาเป็นพวกทั้งหมดก็จะง่ายขึ้น”ซัมดองเห็นด้วย

ดร.ฟอร์ดสั่งสตีเฟ่นจัดการ สตีเฟ่นเรียกดอน เดี่ยวและเทอดไปด้วยกัน โดยราฮีม มะโหนกกับลูกน้องตามไปด้วย สตีเฟ่นให้กลุ่มเทอดนำทางไป

ขณะที่สามสาว เจนนี่ ชลดา และยูกิเล่นน้ำในลำธาร กริ่งกับยอดนั่งคุมเชิง เคนเดินมาด้วยท่าทางอ่อนเพลีย เขาขอให้ยอดออกไปหาอาหารกับกริ่งแทน เขารู้สึกไม่ค่อยสบาย เจนนี่ร้องบอกยอดกับกริ่งว่ามื้อนี้ตนอยากได้หมูป่า

พวกสตีเฟ่นเดินทางมาถึงมุมหนึ่ง เทอดบอกว่าใกล้จะถึงที่พักของพวกเขาแล้ว สตีเฟ่นสั่งแยกย้ายเป็นสามกลุ่ม ให้จับยอดกับกริ่งมาเป็นๆ คนอื่นๆจัดการอย่างไรก็ได้ ราฮีมท้วงไม่น่าให้ดอน เดี่ยว และเทอดไปด้วยกัน

“ฉันไม่โง่อย่างนั้นหรอก แกสองคนแอบตามพวกมันไปเงียบๆ ได้โอกาสก็ปิดล้อมแล้วจับพวกมันให้ได้”สตีเฟ่นสั่งราฮีมกับมะโหนก

ยอดกับกริ่งตามหาหมูป่าเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จนมาได้ยินเสียงคนมาก็รีบหลบ เห็นเทอด ดอน และเดี่ยวเดินปรึกษากันอยู่ หาทางเข้าถ้ำ ดอนถามว่าพวกเราจะทำอย่างไรกัน จะสู้หรือหนี

“อย่าทำแบบนั้น ภารกิจเรายังไม่เสร็จ” เดี่ยวท้วง

“ใช่ กว่าจะทำให้พวกมันไว้วางใจได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เราต้องทำให้ยอดกับกริ่งมาร่วมด้วย” เทอดแนะ

แต่ดอนเป็นห่วงพวกผู้หญิง เดี่ยวเห็นด้วย พลันได้ยินเสียงมีคนตามมา ดอนเพ่งมองออกไป “ใช่ครับ พวกมันซุ่มมองเราอยู่ ตอนนี้มันกำลังแยกย้ายปิดล้อมเราไว้...ยอด กริ่งอยู่นั่น”

เทอดอาสาไปจัดการเอง เขาเดินไปหยุดหน้าที่ซ่อนยอดกับกริ่ง “คุณยอด คุณกริ่ง ผมรู้ว่าคุณซ่อนอยู่ตรงนั้น ออกมาเถอะ”

สองหนุ่มยังไม่ค่อยไว้ใจ กระชับปืนถามถึงดอนกับเดี่ยว เทอดบอกว่ายังไม่วางใจพวกเขาก็ไม่เป็นไร เทอด หันไปบอกดอนกับเดี่ยวให้วางปืนพร้อมกับตน ยอดกับกริ่งยอมเดินเข้ามาใกล้ กริ่งถามว่ามีบางคนเป็นพวก ดร.ฟอร์ดไปแล้วใช่หรือเปล่า เทอดยอมรับแล้วทั้งสามก็กรูเข้าจับตัวยอดกับกริ่ง เกิดปืนลั่นขึ้นฟ้า

เจนนี่ ยูกิ และชลดาเข้าใจว่ายอดกับกริ่งยิงสัตว์ แต่ เคนไม่คิดอย่างนั้น คว้าปืนวิ่งออกไปสามสาวจึงตาม...ยอดกับกริ่งชกต่อยกับดอน เดี่ยว และเทอด

“ไม่นึกเลยว่าพวกเราจะต้องมาจบลงแบบนี้” ยอดพูดไปชกต่อยไป

“วันนี้เพื่อนก็เพื่อนเถอะ ไม่ยั้งให้แล้ว” กริ่งเป็นฟืนเป็นไฟ

เทอดพยายามอธิบาย ดอนบอกยอดกับกริ่งสู้ต่อไป ทำให้เหมือนจริง สองคนแปลกใจ นี่มันอะไรกัน เดี่ยวสรุปความว่า ต่อยให้สมบทบาทแล้วยอมให้พวกเขาจับ สองคนเริ่มจะเข้าใจแต่พอพวกเคนกับสาวๆวิ่งมา เทอดส่งสัญญาณให้หลบไป ชลดาไม่เข้าใจ ดอนขยิบตาว่าพวกคนร้ายซุ่มมองอยู่ ดอนเกรงพวกมันจับพวกผู้หญิงไปด้วย จึงร้องบอกราฮีมและมะโหนก

“เจอแล้ว พวกมันอยู่นี่”

เคนพอจะเข้าใจแผนการจึงยิงสกัดพาสามสาวหนี ดอน เดี่ยว และเทอดล็อกตัวยอดกับกริ่งไว้ มะโหนกกับลูกน้องยังตามล่าพวกเคน แต่แล้วก็สู้ไม่ได้เคนกับสามสาวหนีรอดไป โดยมะโหนกพลาดท่าตกต้นไม้ขาแพลง ลูกน้องโดนกับดักตกหลุมพราง...

ยอดและกริ่งถูกมัดไว้ในเจดีย์ตรงหน้าพระประธาน ซัมดองร่ายมนตร์ดำครอบงำ

“แกสองคนสุดท้ายที่จะมาเพิ่มพลังให้กับดวงตาสวรรค์ของข้า”

ดร.ฟอร์ดดีใจให้หาทับทิมสยามสีม่วงให้เลย ซัมดอง จึงให้เสาร์ห้ามานั่งล้อมวง เพ่งสมาธิไปที่ดวงตาสวรรค์ ค้นหาทับทิมสยาม ทั้งห้าคนเพ่งมองลูกแก้วปรากฏภาพทับทิมสยามสีม่วง แต่มีงูพิษขดตัวล้อมไว้ ดร.ฟอร์ดร้องว่า “นั่นไง อยู่นั่น”

ทันใด แผ่นดินเกิดไหวสั่นสะเทือน ดวงตาสวรรค์ล้มลงตกพื้น ภาพที่ผนังร่วงหล่นลงมา ทุกคนพากันวิ่งหนีออกจากในเจดีย์...

ooooooo

ตอนที่ 6

เมื่อเคนพาเจนนี่ ชลดา และยูกิเข้าประตูต้นไม้ ซึ่งทางเข้าแคบแต่ด้านในเป็นถ้ำกว้างขวาง ยูกิปฐมพยาบาลข้อเท้าให้ชลดา เคนปีนขึ้นไปแอบมองพวกเปาชางว่ากลับกันไปหรือยัง เจนนี่ตามออกมา เคนตกใจเล็งปืนใส่พอเห็นเป็นเจนนี่ก็บอกให้กลับเข้าไป

“คับแคบยังงี้ จะเข้าไปหมดได้ยังไง” เจนนี่บ่น

“ทางเข้าแคบแต่ข้างในกว้าง...เข้าเฝือกเป็นหรือเปล่า” เคนถามเจนนี่

“เป็น”

“ดี คุณชลดาจะได้ไม่เจ็บมากไปกว่านี้”

“แล้วใช้อะไรเป็นเฝือกดีล่ะ” เจนนี่มองไปรอบๆ

“ลองหาเอาแถวนี้ก็แล้วกัน” เคนชี้ให้เจนนี่หาตรงกองอุปกรณ์ต่างๆ

“ของในถ้ำนี้เป็นของคุณเหรอ” ยูกิแปลกใจ

“จะว่างั้นก็ได้”

“แล้วคุณไปเอามาจากไหน ดูสิมีทั้งเสื้อผ้าผู้หญิง ผู้ชาย สวยๆทั้งนั้นเลย” เจนนี่หยิบดู

“อาหารกระป๋องก็มีเจนนี่ ดูสิ...นี่ไง แบตเตอรี่ก็มี ลูกกระสุนก็เพียบ ไดนาไมต์ก็มี”

“มันตกมาจากฟ้า” เคนตอบยูกิ

“หมายความว่าไงคะคุณเคน” ชลดางง

“ก็จากเครื่องบินไง ป่าแถวนี้เครื่องบินตกบ่อย ของพวกนี้ส่วนใหญ่ก็มาจากกระเป๋าเดินทางในเครื่องบินเกือบทั้งนั้น”

“ดีเหมือนกัน พวกเราจะได้มีเสื้อผ้าเปลี่ยนซักที”

ชลดาดีใจ

เจนนี่จัดการเข้าเฝือกให้ชลดา ยูกิหยิบยามาใส่แผลให้ก่อน โดยดูแล้วยายังไม่หมดอายุ

ooooooo

ด้าน ฝ่ายเทอด ยอด และกริ่ง กำลังเก็บของเตรียมเดินทางต่อ เทอดได้ยินเสียงบางอย่างจึงก้มลงเอาหูแนบพื้น แล้วบอกเพื่อนๆว่ามีเสียงคนเดินมุ่งหน้ามาทางนี้ สามหนุ่มพากันหลบ สักพักก็เห็นพวก ดร.วิทยา เสือสนธิ์ อินทร์ และลูกน้องเดินเข้ามา พูดคุยกันถึงเจดีย์กลางป่า

“ตามพิกัดแล้ว เจดีย์น่าจะอยู่ข้างหน้า” อินทร์พูดขึ้น

“ดร.ฟอร์ดกับพวกของมันต้องอยู่ที่นั่นแน่นอน”

ดร.วิทยาคาดเดา

“แต่ว่า...”

“แต่ว่าอะไร” เสือสนธิ์อยากรู้

“มันเป็นพิกัดใกล้เคียงกับจุดที่เราเคยเจอกับไอ้พวกทหารญี่ปุ่น ถ้างั้นทุกคนเตรียมตัวให้ดี” อินทร์เตือน

“ไอ้ทหารผีบ้านั่นมันยิงไม่ตาย ยังงี้พวกเราจะรับมือกับมันยังไงดี” เสือสนธิ์ถาม

“ผมเองก็ยังไม่รู้ แต่ยังไงก็ต้องเดินหน้า ไม่งั้นเราก็ไม่มีวันชนะ” ดร.วิทยาไม่ยอมแพ้

เสือสนธิ์ว่า เอาไงเอากัน ว่าแล้วพวก ดร.วิทยาก็พากันเดินไป ยอดถามว่าจะตามไปดีไหม

“ฉันว่าไม่ควร เพราะถ้ามันถอย ยังไงก็ต้องเจอพวกเรา” เทอดไม่เห็นด้วย

“เจอก็ลุยเลยน่ะสิ กลัวอะไร” กริ่งคึกคะนอง

“กลัว เปลืองแรงครับ ลุยกับมันตอนนี้ยังไม่ได้ ภารกิจของเราคือ ต้องไปสืบหาดอน เดี่ยว และเรื่องของ ดร.ฟอร์ดให้ได้ก่อน คนพวกนี้ไม่ใช่เป้าหมาย”

ยอดจึงให้ทั้งสองตามเขามา

ooooooo

วัน รุ่งขึ้น เคนออกไปตรวจตรานอกถ้ำ เจนนี่ถือโอกาสออกมาบ้าง สำรวจเส้นทางไปทั่ว ในขณะที่ยูกิทำแผลให้ชลดา อาการเธอดีขึ้นเพราะได้ยาดีจึงพอจะเดินได้คล่องขึ้น

“แล้วนี่ เจนนี่กับคุณเคนหายไปไหน” ชลดานึกได้

“ผมอยู่นี่”

“เจนนี่ไม่ได้อยู่หน้าถ้ำเหรอคะ คุณเคน” ยูกิถาม

“ผมไม่เห็น”

“เจนนี่คงออกไปสำรวจเส้นทาง” ชลดาคาดเดา

“ทำไมซุกซนอย่างนี้ เดี๋ยวก็เกิดเรื่องอีกหรอก ผมจะออกไปดูเจนนี่หน่อย” เคนบ่น

“งั้นฉันกับชลดาขอไปด้วย”

“แต่ว่า...คุณชลดา...”

“ขาฉันค่อยยังชั่วแล้วล่ะค่ะ”

“ไม่ต้องห่วงฉันกับชลดาหรอกน่า ปืนมีกระสุนพร้อม”

สองสาวเดินไปเตรียมของพร้อมเดินทาง...

ใน ขณะที่เจนนี่เดินสำรวจรอยเท้าต่างๆ สักครู่ก็เหยียบกับดัก โดนแหรวบตัวลอยไปห้อยอยู่บนต้นไม้ เจนนี่ร้องโวยวายให้คนช่วยจนหมดแรง...พอได้ยินเสียงเพื่อนๆ ร้องเรียกก็ตะโกนบอกว่าตนอยู่นี่

“เจนนี่ ขึ้นไปทำอะไรบนนั้น” ชลดากับยูกิร้องถาม

“ช่วยด้วยๆ ช่วยเราด้วย”

“ฮ่าๆ นึกว่าจะเก่ง” เคนหัวเราะเยาะเพราะความหมั่นไส้

“อย่ามาหัวเราะเยาะฉัน ปล่อยฉันลงมาเดี๋ยวนี้”

เคนปามีดไปตัดเชือก ทำให้เจนนี่ร่วงหล่นตุ๊บลงมา เธอร้องโอดโอย

“เป็นไงบ้าง” เคนเข้ามาถาม

“ตาบ้า ฉันเจ็บนะ ปล่อยลงมาดีๆก็ไม่ได้”

“ไม่มีอะไรหักหรอกน่ะ ลุกขึ้นได้แล้ว”

“ไม่ต้องมายุ่ง ลุกก็ได้” เจนนี่หน้าหงิกลุกขึ้น

“แล้วไอ้กับดักนี่ ฝีมือใครกัน” ยูกิถาม

“ของผมเอง ทำไว้ดักสัตว์แล้วก็โจรป่า”

“แล้วยังมีอีกไหม” ชลดาถาม

“มีทั้งป่านั่นแหละ ผมทำเอาไว้หลายจุด ไม่ต้องกลัว ไปกับผมไม่โดนกับดักแน่ ยกเว้นพวกดื้อ” เคนแขวะเจนนี่

“ย่ะๆ ฉันผิด ฉันไม่ดี ฉันหัวดื้อ” เจนนี่สะบัดหน้าด้วยความโกรธ

“เอาล่ะๆ ทุกคนตามผมมา” เคนพามาที่ต้นไม้

ต้น หนึ่ง แล้วบอกสาวๆ “ผมจะบอกพวกคุณเอาไว้นะ ถ้าจวนตัวและต้องการที่หลบภัย ให้มองหาต้นไม้ใหญ่ที่มีรอยขวานบากแบบนี้  ภายในต้นไม้ผมทำประตูกลเอาไว้หลบภัย” เคนชี้ให้ดูรอยบากแล้วผลักประตูต้นไม้เข้าไป

“คุณนี่มีไอเดียแปลกๆ เก่งจังเลย” ชลดาชม

เจนนี่ค้อนขวับอย่างหมั่นไส้ เคนขำแล้วบอกสาวๆ

ได้เวลาเดินทางต่อ...จนกระทั่งใกล้เขตป่าภาพลวงตา เห็นยอดเจดีย์โผล่เหนือยอดไม้ เคนชะงักลังเลที่จะเดินต่อ

“มีอะไรคะคุณเคน”

“แถวนี้เป็นเขตอันตราย”

“อันตรายยังไง มีเสือเหรอคะ” ชลดาสงสัย

“ไม่ครับ ไม่มี”

“ถ้าไม่มีเสือ ก็ไม่เห็นต้องกลัวอะไรนี่ ไปเถอะ

ฉันอยากจะไปที่เจดีย์” เจนนี่ยังอวดเก่ง

ยูกิถามความเห็นเคน เคนให้ทุกคนรอตรงนี้ก่อน เขาจะไปสำรวจเส้นทางแล้วจะกลับมา

“ไม่เห็นต้องยุ่งยากเลย ก็ไปพร้อมๆกันก็หมดเรื่อง” เจนนี่รำคาญ

“ที่นี่มันอันตรายเกินกว่าที่คุณคิด”

“ฉันมีปืน” เจนนี่ชูปืนขึ้น

เคน มองหน้าเจนนี่ที่ดูยังอวดเก่ง จึงย้ำที่นี่อันตรายอย่าออกไปไหน แต่พอเคนไปแล้ว ยูกินั่งนวดขาที่ยังเจ็บให้ชลดา เจนนี่ท่าทางหงุดหงิด เดินออกไป ยูกิร้องเรียก

“จะไปไหนเจนนี่”

“เคนไปสำรวจได้ ฉันก็ไปมั่งสิ”

“อย่าไปไหนไกลนะเจนนี่ เคนบอกให้รอที่นี่”

“ไม่ต้องห่วง ถ้ามีอะไรฉันจะยิงปืนส่งสัญญาณ” เจนนี่เดินหายไป

“เจนนี่หัวดื้อจริงๆเดี๋ยวก็โดนอีกหรอก” ชลดาบ่น

ooooooo

ไม่ทัน ไร เจนนี่ก็เจอภาพลวงตาเข้าจนได้ เป็นพ่อกับแม่ของเธอร้องให้ช่วย ทั้งสองถูกมัดติดกับต้นไม้ เจนนี่ตกใจมากลืมนึกถึงความเป็นไปได้ รีบวิ่งเข้าไปช่วย ยังไม่ทันถึงตัวก็ตกลงไปในทรายดูด เธอตกใจมากตะเกียกตะกายจะหยิบปืนที่หล่นอยู่เพื่อยิงขอความช่วยเหลือ

ยู กิรู้สึกเป็นห่วงเจนนี่จึงตามออกไปดู ให้ชลดานั่งพักอยู่คนเดียว และแล้ว ชลดาก็เจอภาพลวงตาเป็นคนป่าเข้ามาจับตัวเธอไปมัดไว้กับเสาไม้กางเขน...ยูกิ ซึ่งเดินออกไป ไม่เท่าไหร่ก็เจอกับกลุ่มผีดิบ ซึ่งเธอยิงใส่ก็ไม่สะดุ้งสะเทือน กลับเดินก้าวย่างเข้าหาเธอเรื่อยๆ

เคน ซึ่งเดินสำรวจทางมาเจอกับม่านฟ้าโดยบังเอิญ เขาจำได้ว่าคือหญิงสาวที่ร่ายรำบนชะง่อนผาริมลำธาร ม่านฟ้ากำลังรอบัวชุมไปหาอาหาร ตกใจใช้หน้าไม้ยิงใส่เคนแต่เขาหลบทัน เธอวิ่งหนีไป เคนจะตามพอดีได้ยินเสียงปืนของยูกิ จึงรีบไปตามเสียงปืน เห็นยูกิกำลังถูกผีดิบทำร้าย เขาเข้าช่วย พากันกลับมาที่ชลดารออยู่ ก็พบว่าชลดาถูกมัดติดไม้กางเขนกำลังจะถูกเผา เคนใช้ปืนกลกราดยิงใส่พวกคนป่า ให้ยูกิไปแก้มัดชลดา ทั้งสามรีบไปตามหาเจนนี่อีกคน

เจนนี่ยัง กระเสือกกระสนจนหยิบปืนยิงขึ้นฟ้ารัวหมดแม็กแล้วจมลงในทรายดูด ทันใดมีมือเคนมาดึงเธอขึ้น ชลดากับยูกิช่วยรั้งร่างเคนไว้อีกต่อ

“จับแน่นๆอย่าปล่อยนะ” เคนพยายามดึงมือเจนนี่ลากขึ้นมา

กว่าจะขึ้นมาได้ทำเอาทุกคนเหนื่อยหอบ เคนต่อว่าเจนนี่ทันที “ต่อไปคุณต้องเชื่อฟังผมอย่าดื้ออีก”

“ค่ะ ฉันเชื่อแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าที่นี่มันอันตรายจริงๆ”

“อันตรายอย่างนึกไม่ถึง” ยูกิยอมรับ

“เราเองก็ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะต้องมาเจอเหตุการณ์แปลกๆ” ชลดาถอนใจ

ทุกคนยอมรับว่าที่นี่อันตรายอย่างคาดไม่ถึงจริงๆ

ooooooo

ในเต็นท์ทำงาน บุษกรกำลังค้นข้อมูลจากคอม-พิวเตอร์ เดี่ยวเข้ามาทำทีทักทายคนงานที่คุมเครื่อง แล้วเข้ามานั่งข้างบุษกร เลียบเคียงถาม

“พวกคุณกำลังทำอะไร”

“ฉันหาข้อมูลให้ ดร.ฟอร์ด”

“หาข้อมูลเกี่ยวกับอะไร”

“บทความวิจารณ์ทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์”

“ดร.ฟอร์ดคงกำลังรวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับสมการนี้”

“แน่นอน แต่ละความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ก็จะมีมุมที่พวกเขาค้นพบต่างๆกัน”

“เอ้อ แล้วคุณพอจะรู้ความเคลื่อนไหวของพวกเสาร์ห้า มั้ย” เดี่ยวหยั่งเชิง

บุษกรหงุดหงิดขึ้นมาทันที เดี่ยวทำเป็นว่าเขาแค่อยากรู้ความเคลื่อนไหวของศัตรู

“ถ้าจะให้เดา ฉันคาดว่าพวกเสาร์ห้าตอนนี้กำลังหาวิธีข้ามเขตภาพลวงตาเข้ามาที่นี่”

“คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่เข้ามา แต่ถึงเข้ามาได้ก็ยังต้องมาเจอป่าเขาวงกต คงไม่รอดแน่ๆ”

“การเดินให้หลุดจากเขาวงกต ไม่เห็นจะยาก”

“คุณรู้วิธีเหรอ”

“ใช่ นาตาชาบอกเคล็ดลับฉันกับกระแตแล้ว”

“บอกผมหน่อยได้มั้ย”

“ถ้าอยากรู้ คุณก็ลองไปถามกระแตสิ เธออยู่ที่ป่าเขาวงกต” บุษกรแนะ

ooooooo

ในขณะที่กระแตกำลังทดลองวิธีผ่านป่าเขาวงกต เธอมองออกไปเห็นภาพในป่าเริ่มบิดเบี้ยว จึงทบทวนกับตัวเอง

“วิธี ผ่านป่าเขาวงกต อย่างแรกที่ต้องมีก็คือสมาธิ จากนั้นก็มองไปข้างหน้าอย่างเดียว ถ้ามองที่อื่น มิติของป่าก็จะเปิดออก แล้วหลอกให้เราหลงเข้าไป” กระแตทดลองมองไปข้างๆแล้วกลับมามองข้างหน้า ภาพดูบิดเบี้ยว จึงตั้งสมาธิใหม่

เธอเดินไปข้างหน้าและโยนก้อนหินไป ตามทางเป็นเครื่องหมายให้รู้ทิศทางกลับ พลันดอนโผล่มาเรียก กระแตสะดุ้งถามเขามาที่นี่ทำไม ดอนย้อนว่าเขาต้องถามเธอมากกว่า

“ฉันก็แค่มาทดสอบสิ่งที่ฉันรู้มา”

“คุณมีแผนที่จะหนีจากที่นี่ใช่มั้ย” ดอนแกล้งถาม

“อย่ามาดูถูก ฉันทำงานให้ ดร.ฟอร์ด และฉันก็จะไม่มีวันทรยศเขาเด็ดขาด”

“ดี ถ้างั้นเราก็พวกเดียวกัน” ดอนแกล้งพูดให้ตายใจ

กระแตถามว่ามีอะไร ดอนบอกว่าอยากชวนไปดูอะไรบางอย่างที่เจดีย์ กระแตหลงเชื่อ แต่กว่าจะพ้นป่าเขาวงกตมาได้ทำเอากระแตเหนื่อยหอบ

ดอนยืนขำรออยู่ก่อน “บอกให้ตามผมมาก็ไม่เชื่อ”

“ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่ามันจะยุ่งยากขนาดนี้ ไหนล่ะจะให้ดูอะไร”

ดอน นำเข้าไปในเจดีย์...เดี่ยวก็หลอกบุษกรมาที่เจดีย์เช่นกัน เขากำลังชวนเธอกราบพระประธาน ตอนแรกบุษกรไม่ยอม เธอบอกว่าเธอไหว้แต่ซัมดองเท่านั้น แต่พอเดี่ยวบอกว่าซัมดองยังไหว้พระเลย บุษกรจึงนั่งพนมมือ ไม่ทันจะกราบ กระแตเข้ามาห้าม

“เธอไม่ควรไหว้สิ่งอื่นนอกจากซัมดอง...ไหนคุณพาฉันมาดูอะไร” กระแตถามดอน

“เดี๋ยวก็ได้ เราไหว้พระกันก่อน”

กระแต ไม่ยอม อ้างแต่ว่าต้องไปถามซัมดองก่อน บุษกรได้ยินอย่างนั้นก็ลุกขึ้น เดี่ยวถอนใจที่ไม่สำเร็จ ดอนกับเดี่ยวจึงเปลี่ยนแผนให้สองสาวมาดูภาพที่ผนัง สองสาวดูแล้วทำหน้าเบื่อๆไม่เข้าใจ และว่าเป็นภาพจากจินตนาการ ไม่มีอะไรสำคัญ สองสาวพากันกลับออกไป

“กระแตดูจะกร้าวกว่าบุษกรนะคุณเดี่ยว” ดอนเปรย

“นั่นสิ ผมกล่อมบุษกรเกือบจะสำเร็จอยู่แล้วเชียว”

“ยังไงเราก็ต้องหาวิธีคลายมนต์ดำที่ครอบงำกระแตและบุษกรให้ได้”

ดอนกับเดี่ยวพากันเดินออกไป

ooooooo

กลุ่ม ดร.วิทยาเดินทางมาหนึ่งวันหนึ่งคืน ใกล้เจดีย์เข้าไปทุกที ก็เริ่มรู้สึกแปลกๆเหมือนมีคนเฝ้ามอง เสือสนธิ์เกรงจะเป็นพวกทหารญี่ปุ่นอีก และแล้วพวกเขาก็เจอกับพวกผีตองเหลืองพุ่งหอกเข้าใส่ อินทร์ร้องเตือนทุกคนหลบ เสือสนธิ์ให้ระวังเพราะพวกมันกินคน ฮวงกับนั้มและสมุนกระหนํ่ายิงใส่ผีตองเหลืองเท่าไหร่พวกมันก็ไม่ตาย...

เทอดได้ยินเสียง ปีนต้นไม้ขึ้นไปดู กลับลงมาบอกให้ยอดกับกริ่งหลบ กริ่งทำท่าจะวิ่ง ยอดดึงไว้ กริ่งถามมีอะไร

“ถ้าแกไปก่อน ฉันตามไม่ทัน”

“แหะๆโทษที พอดีของมันเคยว่ะ” ยอด กริ่ง และเทอดถอยหลบไปมุมหนึ่ง

ขณะ เดียวกัน เจนนี่กำลังล้างตัวอยู่ริมลำธาร เคนได้ยินเสียงคนเดินใกล้เข้ามา เขาบอกสาวๆให้รีบกลับไปถํ้า เจนนี่แย้งว่าอยู่ตั้งไกล เคนบอกไม่ไกลหรอก แล้วพามาที่ต้นไม้ใหญ่ที่มีเครื่องหมาย ในขณะที่เทอด ยอด และกริ่งถอยหนีมาเรื่อยจนใกล้ต้นไม้ใหญ่

“ตรงนี้น่าจะปลอดภัย” เทอดบอกเพื่อนๆ

“หลบตรงไหนดี” กริ่งถาม

“ไปที่ต้นไม้นั่นดีกว่าครับ” เทอดชี้ไปที่ต้นไม้ใหญ่...

พวก ดร.วิทยาซึ่งมีนั้มนำทาง เห็นรอยเท้าเหมือนคนเพิ่งเดินผ่านไป จึงบอกให้ทุกคนหยุดก่อน ฮวงก้มลงสำรวจ

“จริงครับ เป็นรอยรองเท้าผู้ชายประมาณ 3 คน”

“ตรงนี้เป็นรอยรองเท้าผู้หญิง” นั้มชี้อีกรอย

เสือสนธิ์ถามว่ารอยใหม่หรือเก่า นั้มตอบว่ารอยใหม่ แสดงว่าคงหลบอยู่แถวนี้ อินทร์สั่งลูกน้องค้นหา เทอด ยอดและกริ่งหลบบริเวณต้นไม้ใหญ่ ยอดบอกถ้าเทอดหายตัวไปเขาจะแทรกเข้าต้นไม้ กริ่งร้องแล้วเขาล่ะ ถ้าวิ่งตอนนี้ไม่รอดกระสุนแน่

“ฉันไม่ทิ้งนายหรอกน่ากริ่ง” ยอดบอก

กริ่งหันมาขอบใจ แต่ต้องแปลกใจเพราะเทอดและยอดหายไปแล้ว กริ่งร้อง “อ้าว ไหนบอกไม่ทิ้งกัน”

ขาดคำ กริ่งก็โดนกระชากเข้าไปในต้นไม้

พวก ดร.วิทยามาถึงไม่เห็นใครสักคน ต่างตะโกนถามกันว่ามีใครเจอไหม เมื่อไม่มีใครเจอก็พากันเดินทางต่อไป

ooooooo

ภายในต้นไม้ กริ่งคลานเข้ามาตามช่องทาง โดยมียูกิคลานตามมา จนมาถึงถ้ำ เขาต้องแปลกใจเมื่อเห็นเทอด ยอด ชลดา และเจนนี่นั่งมองอยู่ กริ่งถามยูกินี่มันอะไรกัน ยูกิตอบว่านี่คือถ้ำหลบภัย กริ่งถามเทอดกับยอดเข้ามาได้อย่างไร

“ฉันกับเทอดต้องขอบคุณ เจนนี่กับชลดา ที่ช่วยพาเราหลบเข้ามาที่นี่”

“ความจริงต้องขอบคุณ คุณเคน ที่เขาพาเรามาหลบอยู่ในนี้” ชลดาโบ้ยความดีให้เคน

เคนเดินถือกระบอกน้ำมาแจกให้ทุกคน ยอด เทอด และกริ่งตกใจ เคนรีบแนะนำตัวว่าเขาชื่อเคน เป็นฝาแฝดของแคน เจนนี่ให้หนุ่มๆไปเลือกเสื้อผ้าเปลี่ยนกันตามใจชอบ...

พวก ดร.วิทยากลับมาที่แคมป์ เปิดคอมฯค้นข้อมูลจนได้รู้ว่า เหตุการณ์แปลกๆที่พบเจอเป็นผลมาจากทับทิมสีม่วง ที่สามารถสร้างภาพลวงตาขึ้นมาจากจิตใต้สำนึกของคนได้

“ใช่ครับ ทับทิมสีม่วงจะจับเอาเฉพาะเรื่องในแง่ลบหรือเรื่องร้ายๆ ขณะที่ทับทิมสีชมพูจะให้ภาพลวงตาทางด้านบวก หรือเรื่องดีๆเท่านั้น” ดร.วิทยาอธิบายต่อเนื่อง

“แล้วไอ้ทับทิมสยามสีแดงล่ะครับ” เสือสนธิ์ถาม

“ทับทิมสยามสีแดง จะซึมซับเอาพลังทั้งแง่บวกแง่ลบเอาไว้ด้วยกัน ตัวมันจึงมีลักษณะเป็นกลางๆ เหมาะสำหรับการใช้ปรับสมดุลให้กับจิตคน”

อินทร์กับเสือสนธิ์จึงเข้าใจแล้วว่า สิ่งที่พบเจอเป็นเพียงภาพลวงตา เสือสนธิ์ถามว่าจะเอาชนะมันได้อย่างไร ดร.วิทยาว่าขอเวลาศึกษาหน่อย

กลุ่มเทอด เจนนี่ และเคนออกมาก่อไฟล้อมวงกันหน้าถ้ำ และพูดคุยกันถึงสิ่งร้ายๆที่พบเจอกันมา มีเคนคนเดียวที่บอกว่าเขาเจอเจ้าหญิง เทอดเย้าว่าคงสวย เคนตอบว่าใช่แถมดุด้วย

พอทุกคนสรุปความได้ว่า สิ่งที่พบเจอมาจากจิตใต้สำนึกของแต่ละคน เจนนี่ถามเคนมีวิธีไปที่เจดีย์กลางป่านั่นไหม เคนตอบว่า

“พวกพรานป่าทำเครื่องหมายนำทางเอาไว้ แต่ผมยังหาไม่เจอ”

เทอดจึงอาสาพรุ่งนี้เขาจะช่วยออกค้นหา เคนยินดีเพราะหลายคนช่วยกันจะเร็วขึ้น...

ooooooo

วันรุ่งขึ้น ภายในเจดีย์ หน้าพระประธาน ซัมดอง ดอน และเดี่ยวนั่งทำสมาธิ แต่ดอนกับเดี่ยวมีเครื่องมือวัดคลื่นไฟฟ้าติดตามตัว แล้วโยงสายมายังเครื่องมือวัดคลื่น ซึ่งมี ดร.ฟอร์ด และลูกน้องควบคุม สตีเฟ่นกับนาตาชาเฝ้ามองด้วยความสนใจ

เส้นกราฟบนจอนิ่งสงบ แสดงว่าทั้งดอนและเดี่ยวอยู่ในสมาธิขั้นสูง ซัมดองลืมตาขึ้นมองไปที่ทั้งสองคน เขาหยิบดวงตาสวรรค์ออกมา ร่ายเวทมนตร์ ลูกแก้วส่องแสง

ไปยังร่างของดอนและเดี่ยว สักครู่ก็ปรากฏภาพพระท่ากระดานอยู่ในร่างของดอน และพระสมเด็จปรากฏบนร่างของเดี่ยว มีแสงเรืองรองสร้างความตื่นเต้นให้กับทุกคน โดยเฉพาะซัมดองซึ่งต้องการพลังพระพุทธคุณที่แฝงตัวในร่างของทั้งสองคน

“ทำไมสองคนนี้มีพระในร่าง” ดร.ฟอร์ดถาม

“พวกเขาเป็นคนพิเศษ แตกต่างจากมนุษย์คนอื่น” ซัมดองอธิบาย

นาตาชาถามว่าสามารถดึงเอาพระออกมาได้ไหม ซัมดองว่าได้ สตีเฟ่นให้ดึงมาไว้ในร่างเขา ซัมดองบอกว่าไม่ได้เพราะบารมียังไม่ถึง นาตาชาจึงถามอีกว่า แล้วร่างซัมดองเองล่ะ

“ข้าจะลองดู” ซัมดองยกดวงตาสวรรค์มาไว้ที่อก รวบรวมสมาธิ พยายามดึงพลังจากตัวดอน เดี่ยวออกมา แต่แล้วก็เหมือนมีแรงกระแทกใส่ดวงตาสวรรค์ ซัมดองสะดุ้งเฮือกลืมตาขึ้น

“เกิดอะไรขึ้นคะซัมดอง”

“พลังพุทธคุณแข็งกล้า วันนี้ยังไม่เหมาะที่จะทำ”

ซัมดองผ่อนคลายลง

ดอนกับเดี่ยวลืมตาขึ้น สตีเฟ่นถามว่าเห็นอะไรบ้าง สองคนตอบเหมือนกันว่า เห็นกลุ่มพวก ดร.วิทยา พยายามหาทางเข้ามาในนี้ สตีเฟ่นจะออกไปจัดการ ซัมดองให้พาดอนกับเดี่ยวไปช่วย ดร.ฟอร์ดค้านแล้วใครจะช่วยเขาหาทับทิมสยาม

“เรื่องทับทิมสยาม เรายังมีเวลา แต่สองคนนี้จะช่วยนำทางพวกแกไปยังแคมป์ของพวกมันได้” ซัมดองบอก ดร.ฟอร์ด

“จริงสิ เอาคุณดอนกับคุณเดี่ยวไป ดีกว่าใช้จีพีเอสนำทางซะอีกนะ” นาตาชาเห็นด้วย

ดร.ฟอร์ดจึงบอกสตีเฟ่น ถล่มพวกมันให้หมด ยกเว้น ดร.วิทยาให้เอาตัวมาให้เขา สตีเฟ่นว่าคนทรยศจะเอาตัวมาทำไม ดร.ฟอร์ดว่า ตนต้องการสมองมันมาไขปริศนาของสมการ

ooooooo

ทุกคนในแคมป์ของ ดร.วิทยากำลังพักผ่อนกันอย่างสบาย ไม่ทันระแวดระวังภัย ดร.วิทยาครุ่นคิดว่าทำไม ดร.ฟอร์ดถึงผ่านเข้าไปในเจดีย์ได้ อินทร์คาดเดา เพราะ ดร.ฟอร์ดมีทับทิมสีชมพู จึงพอจะรู้วิธี ดร.วิทยาพยักหน้าอาจจะใช่ พอดีเสือสนธิ์กับฮวงเข้ามาบอกว่าจะออกไปหาเสบียง อินทร์จึงบอกว่าเขากับนั้มจะดูแลทางนี้เอง

สตีเฟ่นส่องกล้องส่องทางไกล เห็นเสือสนธิ์กับฮวงพาลูกน้องเดินออกจากแคมป์ จึงแบ่งกำลังตัวเองเป็นสองกอง ให้มะโหนกนำทีมไปล่าเสือสนธิ์ และสั่งดอนกับเดี่ยวจัดการพวกในแคมป์ แต่แอบสั่งให้ราฮีมเฝ้าจับตาดูการทำงานของดอนกับเดี่ยว ตัวเขาจะไปดักในป่า

ราฮีมจะแย้ง สตีเฟ่นห้าม “ไม่มีแต่ ถ้าเห็นพวกมันทรยศเมื่อไหร่ จัดการได้เลย”

ราฮีมรับคำ แต่พอคล้อยหลังสตีเฟ่น เขาก็ส่งกล้องส่องทางไกลให้สมชายลูกน้องทำหน้าที่แทน เพราะตนคันไม้คันมืออยากออกไปลุยมากกว่า

ระหว่างที่เสือสนธิ์ ฮวงและลูกน้องกำลังเดินป่า สอดส่องหารอยเท้าสัตว์กันอยู่ก็ได้ยินเสียงคล้ายนกร้องเป็นสัญญาณ ฮวงชะงักเพราะรู้ว่ามันผิดปกติ

“นี่ไม่ใช่เสียงนกครับ แต่เป็นเสียงสัญญาณ”

เสือสนธิ์ถามว่าสัญญาณของใคร ฮวงว่าอาจเป็นโจรป่า เสือสนธิ์ตั้งรับถ้ามาเจอดีแน่ ไม่ทันไรมีเสียงแหวกอากาศมา ฮวงร้องบอกทุกคนให้หลบ เพราะมันเป็นเสียงระเบิด ทุกคนพากันโจนหลบ ระเบิดตูมมากลางวง คนของเสือสนธิ์กราดกระสุนตอบโต้ เสือสนธิ์สั่งให้หยุดเพราะยังไม่เห็นพวกโจรสักคน พลันมีกระสุนยิงเข้ามาใส่สมุนล้มลง เสือสนธิ์ร้องสั่งให้แยกย้ายกันอย่าอยู่เป็นเป้านิ่ง ไม่ทันที่จะแยกตัวกันไป สมุนเสือสนธิ์ก็โดนยิ่งร่วงไปอีกสองคน

“ไอ้บ้าเอ๊ย มันเป็นใครกันวะ” เสือสนธิ์สบถ

ฮวงกับพวกลุกขึ้นยิงสู้ทั้งที่รู้ว่าพวกตนเป็นรอง...เสียงปืนทำให้พวกเทอดได้ยิน

“ออกไปดูดีกว่า บางทีเราอาจเจอดอนกับเดี่ยว” กริ่งเสนอ

เจนนี่ ชลดา และยูกิเตรียมอาวุธ เทอดห้าม “ผมว่าผู้หญิงไม่ควรไป”

“ทำไม...” ยูกิไม่พอใจ

“พวกเราแค่ไปสังเกตการณ์ยังไม่ได้ปะทะ” เทอดบอกสาวๆ

“ใช่ครับ ไปกันน้อยคนน่าจะดีกว่า” ยอดเสริม

เมื่อสามหนุ่มไปแล้ว เจนนี่ถามหาเคน เคนเดินถือไก่ป่าเข้ามาให้สาวๆทำอาหาร

ooooooo

แคมป์ของ ดร.วิทยา ถูกดอนกับเดี่ยวลอบเข้ามาวางระเบิด ทำลายแหล่งกำเนิดไฟฟ้าของแคมป์ อินทร์เข้ามา ประจวบกับสมชายลูกน้องราฮีมโผล่มาด้านหลัง ดอนเห็นจึงต้องออกจากที่ซ่อน ประจันหน้ากับอินทร์และยกปืนขึ้นเล็งออกไป อินทร์ตกใจด่าดอน

“ดอน ที่แท้แกมันก็ไอ้พวกขายชาติ”

ดอนลั่นกระสุนออกไป อินทร์สะดุ้งแต่แล้วจึงรู้ว่าดอนยิงสมชายที่อยู่ด้านหลังซึ่งกำลังจะยิงตน อินทร์จึงถามดอน “แกยังเหมือนเดิมใช่มั้ยดอน...”

“ผมพูดอะไรไม่ได้ทั้งนั้น” ดอนถือปืนเดินออกไปพร้อมเดี่ยว...

ดร.วิทยาหนีออกมาจากแคมป์ มาถูกราฮีมจับตัวได้อินทร์ตามมาช่วย กำลังต่อสู้กัน ดร.วิทยาฉวยโอกาสหนี 

สตีเฟ่นตามไล่ยิง...เสือสนธิ์กับฮวงหนีรอดจากพวกมะโหนกได้ กลับมาที่แคมป์ จึงเห็นแคมป์พังเหลือแต่ซาก มีนั้ม

นอนสลบอยู่ ฮวงเข้าไปเขย่าให้ได้สติ

“ไอ้นั้ม ฟื้นได้แล้วเกิดอะไรขึ้นที่นี่”

“เราโดนโจมตีไม่รู้ตัว”

“แล้ว ดร.วิทยากับเจ้าพ่ออินทร์ล่ะ” เสือสนธิ์ถาม

“ดร.วิทยาหนีพวกมันไปได้เจ้าพ่ออินทร์คงตาม พวกมันไป”

เสือสนธิ์จึงตามไปช่วย...จังหวะนั้น อินทร์ยังสู้อยู่กับราฮีม อินทร์กำลังจะเสียที ดอนกับเดี่ยวซุ่มดูเหตุการณ์ ดอนถามเดี่ยว

“เราน่าจะไปช่วยเจ้าพ่ออินทร์นะเดี่ยว”

“ตอนนี้เราคงช่วยอะไรไม่ได้”

“ฉันทนไม่ได้ที่เห็นพวกมันทำร้ายเจ้าพ่ออินทร์” ดอนฮึดฮัดจะออกไป

“เราต้องอดทนนะดอน ทำตัวให้กลมกลืนกับพวกมันจนกว่าภารกิจของเราจะสำเร็จ”

พออินทร์กำลังเสียทีราฮีม เสือสนธิ์กับพวกมาช่วยทัน ราฮีมตกอยู่ในวงล้อม ดอนถามเดี่ยวคราวนี้จะเอาอย่างไร

“ถ้าจะให้พวกมันซื้อใจก็ตอนนี้แหละ” เดี่ยวเสนอให้เข้าช่วยราฮีมเพื่อให้ตายใจ

ดอนกับเดี่ยวจึงโผล่ออกมายิงสกัด ทำให้พวกเสือสนธิ์หลบกันกระเจิง แล้วดอนกับเดี่ยวก็ดึงตัวราฮีมหนีออกมาได้ เสือสนธิ์จะตามแต่อินทร์ห้ามไว้ให้ไปช่วย ดร.วิทยา ขณะเดียวกันสตีเฟ่นจับตัว ดร.วิทยาได้ลากตัวกลับไปแคมป์ อินทร์กับเสือสนธิ์ตามไปห่าง...

ตรงมุมที่เทอด ยอด และกริ่งซุ่มมอง เห็นดอนกับเดี่ยวอยู่ในกลุ่มของสตีเฟ่น จับตัว ดร.วิทยาเดินผ่านไป เดี่ยวเดินรั้งท้ายดูความปลอดภัย ยอดจึงแทรกตัวเข้าไปเรียกเดี่ยว

“เดี่ยว...ฉัน เทอด กริ่ง มาตามหานาย”

เดี่ยวได้ยินราฮีมเดินมาใกล้ เกรงจะเห็นยอด จึงตัดสินใจตะโกน “พวกมันอยู่นี่...”

เดี่ยวชักปืนเล็งใส่ยอด ยอดตกใจไม่คิดว่าเดี่ยวจะทำแบบนี้ ยอดถามเดี่ยวว่าจำเขาไม่ได้หรือ เดี่ยวรีบพูด “หนีเร็ว มันมากันแล้ว”

เดี่ยวเห็นยอดลังเล และราฮีมเดินใกล้เข้ามา จึงลั่นกระสุนเฉียดยอด เพื่อให้หลบไป ปากก็แกล้งตะโกนว่าคิดว่าจะหนีพ้นหรือ เดี่ยวยิงออกไปอีกหลายนัด ราฮีมจึงไม่เห็นยอด

ขณะเดียวกัน พวกเสือสนธิ์กับอินทร์ตามเสียงปืนไป...กลุ่มสตีเฟ่นมาจนถึงเจดีย์ ดอนกับเดี่ยวรั้งท้ายคอยมองว่าพวกอินทร์ตามมาทันหรือเปล่า ทุกคนหยุดมองฟ้า ดร.วิทยาแปลกใจ

“เงาทอดมาแล้ว ไปเร็ว” สักพักสตีเฟ่นบอกลูกน้องทุกคนพากันเดินตามเงาเจดีย์เข้าไป

พวกเสือสนธิ์กับอินทร์มาทันเห็นพวกสตีเฟ่นเดินเข้าไปในเจดีย์ก็รีบตาม แต่กลับเจอฝูงปีศาจออกมาขวาง พวกเสือสนธิ์ยิงใส่แต่ทำอะไรมันไม่ได้ จึงพากันถอยก่อน...

ยอดวิ่งกลับมาสมทบกับเทอดและกริ่ง เทอดถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง

“ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าเดี่ยวจะทำกับผมอย่างนั้น”

“เดี่ยวทำอะไรคุณ” กริ่งถาม

“ตะโกนเรียกพวกมันให้มาจับผม ผมว่าเดี่ยวน่าจะเป็นพวกมัน”

“งั้นกลับไปถ้ำกันก่อน  แล้วเราค่อยคุยกันเรื่องนี้”

เทอดแนะนำ

ooooooo

มาถึง ดร.วิทยาถูกผลักล้มลงตรงหน้า ดร.ฟอร์ด ซึ่งหัวเราะสะใจ ดร.วิทยาร้องขอให้ช่วยเขาด้วยอย่าให้พวกมันทำอะไรตน

“ได้...ฉันจะช่วยแก” ดร.ฟอร์ดเข้ามาตบหน้า ดร.วิทยา “แกขโมยความรู้ ขโมยทุกอย่างที่ฉันคิดไปเป็นของแก แม้แต่เรื่องทับทิมสยามแกยังไม่เว้น ไอ้หัวขโมย”

นาตาชาเข้ามาห้าม “พอแล้วค่ะพ่อเดี๋ยวมันตาย”

“พ่ออยากเห็นมันตาย คนอย่างมันต้องตายอย่างทรมาน ไอ้คนทรยศ” ดร.ฟอร์ดยังทำร้าย

นาตาชาห้ามอีกครั้ง ดร.ฟอร์ดจึงสั่งลูกน้องเอา ดร.วิทยาไปขังไว้ อย่าให้เห็นเดือนเห็นตะวัน ดร.วิทยาถูกลากไปขังใต้เจดีย์ สตีเฟ่นรายงาน ดร.ฟอร์ด

“เดี่ยวบอกว่าได้ทำลายเครื่องมือสื่อสารของพวกมันหมดแล้ว”

“ดีมาก ทุกคนทำได้ดีมาก แกด้วยสตีเฟ่น งานนี้แกทำได้ดีมากลูกพ่อ”

สตีเฟ่นให้ลูกน้อง ดอน และเดี่ยวไปพักผ่อนได้

นาตาชาถามสตีเฟ่นว่าดอนกับเดี่ยวทำงานเป็นอย่างไรบ้าง

“ก็ถือว่า โอเค อย่างน้อยมันก็ช่วยราฮีมเอาไว้”

“ใช่ครับ ผมกำลังจะเสียที แต่พวกมันมาช่วยเอาไว้”

“แสดงว่าเวทมนตร์ของซัมดองได้ผล” นาตาชายิ้มย่อง

“แต่ยังไงก็อย่าประมาท พวกแกต้องคอยเช็กสัญญาณโทรศัพท์บ่อยๆ เราจะได้รู้ว่าพวกมันแอบติดต่อใครหรือเปล่า” ดร.ฟอร์ดย้ำ

นาตาชารับคำจะดูแลอย่างเข้มงวด ดร.ฟอร์ดยิ้มอย่างพอใจ

ooooooo

กลุ่มเสือสนธิ์กับอินทร์ กลับมาที่แคมป์ซึ่งพังไปหมด คิดจะค้นหาทับทิมสยามสีแดงที่ ดร.วิทยาเอามาจากหนานคำ เพราะคาดว่า ดร.วิทยาคงไม่ได้เอาติดตัวไป...ไม่มีใครเห็นว่า ม่านฟ้ากับบัวชุม ซุ่มแอบมองอยู่เงียบๆ

อินทร์ยกหีบใส่ของขึ้นมาจากเศษที่หักพัง และได้เจอทับทิมสยามสีแดงในนั้นเข้าจริงๆ

“งดงามมาก ข้าไม่เคยเห็นทับทิมสยามที่ไหนงามเหมือนเม็ดนี้เลย” เสือสนธิ์ตะลึง

“ประกายแสงงดงาม บ่งบอกถึงคุณค่าของมัน”

“เราต้องเก็บทับทิมสยามเม็ดนี้เอาไว้ให้ดี จนกว่าจะช่วย ดร.วิทยาได้”

อินทร์รับรองจะดูแลทับทิมเม็ดนี้เป็นอย่างดี เสือสนธิ์เห็นว่าใกล้มืดแล้ว จึงให้พักกันที่นี่ก่อน เช้าค่อยเดินทางต่อ ฮวงกับนั้มและสมุนจัดแจงที่พัก

คืนนั้น ม่านฟ้ากับบัวชุมแต่งชุดพรางตัวปิดหน้าดูทะมัดทะแมง ย่องเข้ามา เอาไม้ซางเป่าลูกดอกอาบยาสลบใส่พวกที่อยู่ยาม แล้วตรงมาที่กองไฟ โรยผงยาลิงหลับ และรมยาตามเต็นท์ทุกเต็นท์

“จะถึงตายมั้ยพี่บัวชุม”

“ไม่หรอกค่ะ ก็แค่ตื่นยากกว่าเดิม แต่คุณหนูระวังอย่าสูดควันเข้าไปก็แล้วกัน บัวชุมขี้เกียจแบก”

“ระวังตัวเองเหอะ” ม่านฟ้าโต้

สองสาวเดินสำรวจมาถึงเต็นท์ใหญ่ บัวชุมบอกม่าน–ฟ้าว่า ทับทิมน่าจะอยู่กับอินทร์ บัวชุมดูต้นทางให้ม่านฟ้า ไปเอาออกมา ม่านฟ้าค้นทั้งเต็นท์จนเห็นแสงลอดมาจากใต้หมอนที่อินทร์นอน เธอพยายามจะล้วงมือไปหยิบ แต่อินทร์ก็พลิกตัวไปมา ยากที่เธอจะหยิบได้ บัวชุมต้องเข้ามาช่วย ม่านฟ้าจึงเอาทับทิมออกมาได้ อินทร์ยกแขนมากอดก่าย

บัวชุม เธอพยายามดันมือเขาออกแล้วบ่น

“สวยก็เลือกนะยะ ขอโทษ” ว่าแล้วก็รีบตามม่านฟ้าออกไป สองสาววิ่งหายเข้าป่าไป

ooooooo

ตอนที่ 5

จากที่ซัมดองหาว่าคนต่างชาติไม่มีวันเข้าใจพลังพุทธคุณ ดร.ฟอร์ดแย้งว่า ตนเคยได้ยินมาว่า ศาสนาพุทธพูดถึงสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆที่เรียกว่าเชื้อโรค ก่อนที่วิทยาศาสตร์จะค้นพบเป็นพันปี แต่ปัจจุบันกลับหลงผิดคิดว่า อะไรที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้เป็นเรื่องเหลวไหล

“ฮ่ะๆๆแต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะผมจะได้เป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกที่ค้นพบพลังงานเหนือธรรมชาติ คือพลังพุทธคุณ ผมจะต้องยิ่งใหญ่กว่าอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ฮ่ะๆๆ”

“เอ้อ ขอโทษครับด็อกเตอร์ แล้วพวกเสาร์ห้าที่แอบติดตามพวกเรามา จะจัดการยังไงกับพวกมันดีครับ” ราฮีมถาม

สตีเฟ่นเห็นว่าพวกเสาร์ห้าคงติดอยู่เขตภาพลวงตา เข้ามาไม่ถึง ดร.ฟอร์ดจึงสั่งให้ออกไปจัดการฆ่าให้หมด แต่ซัมดองห้าม “ต้องจับเป็น แล้วพาตัวมาหาข้า พวกมันมีประโยชน์สำหรับงานของเรา ห้ามฆ่าพวกมันเด็ดขาด”

ดอนกับเดี่ยวได้ยินแล้วต้องหันมามองหน้ากัน...

ในขณะที่กลุ่มเจนนี่ซึ่งเคนได้ไปหาปลามาให้ปิ้งกินกันอย่างเอร็ดอร่อย พลันมีเสียงบางอย่าง เคนให้สาวๆขึ้นไปหลบบนต้นไม้ ห้ามลงมา เขาคว้าแคนเดินออกไปซุ่มตรวจตราอย่างระมัดระวัง จนเห็นนั้มกับลูกน้องนับสิบคนกำลังแบกสัมภาระพวกเครื่องปั่นไฟ จานดาวเทียม คอมพิวเตอร์และเครื่องไฟฟ้าอื่นๆ เพื่อไปส่งให้อินทร์ซึ่งอยู่กับ ดร.วิทยา ลูกน้องเริ่มเหนื่อยล้า ขอพัก นั้มไม่พอใจยิงคนที่ขอพักทิ้ง ทำให้คนอื่นๆไม่กล้าอีก

นั้มชำนาญการเดินป่า จึงได้ยินเสียงเคลื่อนไหวของเคน สั่งลูกน้องยิงกระหน่ำ แต่เคนใช้ความไวหลบและยิงสวนจนกระสุนหมด เจนนี่กับพวกได้ยินเสียงปืนเป็นห่วงเคน จึงลงจากต้นไม้ ตามเสียงปืนไปช่วย ยูกิวางแผน

“ถ้าเรายิงใส่กองคาราวานพวกนี้ พวกที่ตามล่าเคนต้องรีบกลับมารวมกันที่นี่”

“จริงสินะ มันคงคิดว่าพวกเราเป็นกองโจรดักปล้นมัน” ชลดาเห็นด้วย

“ถ้างั้นก็ทำให้ดูเหมือนว่า พวกเรามีมากกว่าสามคน ตกลงมั้ย” เจนนี่บอกเพื่อนๆ

สามสาวยิงแล้วสลับเปลี่ยนจุดไปเรื่อย ทำให้พวกนั้มกลับมารวมตัวกันเพื่อป้องกันทรัพย์สิน สามสาวต่างวิ่งหนี เคนโผล่ขึ้นมาจากหลุมพรางร้องเรียกสามสาวให้เข้ามาหลบ นั้มเจ็บใจคิดว่าพวกปล้นหนีไปได้

เวลาผ่านไป พวกนั้มเดินทางไปแล้ว เคน เจนนี่ ยูกิ และชลดาขึ้นมาจากหลุม เคนต่อว่าทำไมไม่เชื่อที่เขาให้ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ เจนนี่ไม่พอใจ

“นี่คุณเคน เราอุตส่าห์มาช่วย ยังจะหาว่าพวกเรายุ่งอีก”

เคนถามว่าช่วยอย่างไร ชลดาตอบแทนว่า ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจไม่ให้พวกมันไล่เขาจนมุม ยูกิเบ้ปากบ่นไม่น่าช่วยเลย เคนยิ้มขอโทษสามสาว ทำให้ทั้งสามอารมณ์ดีขึ้น

“แล้วพวกมันเป็นใคร คุณพอจะรู้ไหม” เจนนี่ถาม

“ได้ยินว่า พวกมันกำลังขนของไปให้คนที่ชื่อ ดร.วิทยา”

สามสาวตกใจต้องตามกลุ่มนั้นไป จะได้เจอตัว ดร. วิทยา เคนอยากรู้ว่า ดร.วิทยาเป็นใคร ชลดาตอบว่าเรื่องมันยาวให้รีบตามไปก่อนแล้วจะเล่าระหว่างทาง เคนจึงนำทางไป

ooooooo

ข้างสตีเฟ่นกับราฮีม ให้มะโหนกกับลูกน้องนำทางไปตามล่าเทอด กริ่ง และยอด เพื่อเอาตัวมาให้ซัมดอง มะโหนกกับลูกน้องเจอกลุ่มเทอดซึ่งพักผ่อนอยู่ จึงเข้าไปตะลุมบอนกัน แต่แล้วเจอพลังพิเศษของเสาร์ห้าเข้า คิดว่าพวกนี้เป็นผีพากันวิ่งเตลิดหนีกลับมาที่สตีเฟ่นรออยู่กับราฮีม

“ลูกน้องเอ็ง เป็นบ้าอะไรกันวะ” ราฮีมถามมะโหนก

“จะอะไรอีกล่ะนาย ก็ไอ้สามคนนั้นมันเป็นผี”

“ผีเผออะไรกันวะ พวกมันไม่ใช่ผี แต่มันมีความสามารถพิเศษเหนือคนธรรมดา” สตีเฟ่นบอกมะโหนก แต่ พอมะโหนกว่างานนี้ไม่สำเร็จแน่ สตีเฟ่นโวย “จะยอมแพ้ง่ายๆได้ไง สั่งพวกแกให้กลับมากัน เดี่ยวฉันจะจัดการพวกมันเอง”

สตีเฟ่นจะเดินไป ราฮีมรั้งไว้อย่าใจร้อน เพราะจวนสว่างแล้ว จะเสียเปรียบ มะโหนกใจชื้นขึ้นจึงขอแก้ตัวอีกครั้ง แต่ตอนนี้ต้องรีบกลับที่พัก ก่อนที่จะเกิดภาพลวงตาขึ้นอีก

สตีเฟ่นยอมพากันกลับไป กลุ่มเทอด ยอด และกริ่งโผล่ออกจากที่ซ่อน กริ่งให้ตามพวกนั้นไป จะได้ข้ามเขตเข้าไปได้ เทอดอาสาไปดูลาดเลา เทอดหายตัวตามพวกสตีเฟ่นไป เห็นพวกนั้นเดินเข้าเจดีย์ไปได้อย่างง่ายดาย แต่ไม่รู้ว่าพวกนั้นต้องเดินตามเงาของเจดีย์

พอเทอด ยอด และกริ่งจะเข้าไปบ้าง ก็มีเสียงสาวเซ็กซี่สองคนมาร้องเรียกให้มาช่วยถ่ายรูปให้พวกตน ยอดกับกริ่งพยายามมองว่านี่ของจริงหรือภาพลวงตา กริ่งว่าน่าจะจริงเพราะเห็นเหมือนกัน แต่เทอดไม่เชื่อ ดึงยอดกับกริ่งกลับมา ทันใด
สาวสองคนก็กลายเป็นปีศาจรุมทึ้ง เทอดหายตัวแวบไป กริ่งสะบัดตัวออกวิ่งจู๊ดหนี เหลือยอดร้องโวยวายกว่าจะสะบัดตัวออกได้

สามหนุ่มมารวมตัวกันนั่งเหนื่อยหอบ ยอดบ่นนี่มันเรื่องบ้าอะไรกันอีก เทอดโวยใครเป็นคนคิดถึงนางแบบ ยอดส่ายหน้าแล้วทั้งสองหันไปมองกริ่ง กริ่งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยม

“อ้าว ตกลงเป็นผมเหรอ...ก็เช้าๆแบบนี้ คิดถึงแล้วมันสดชื่นดี”

ยอดถามเทอดจะพ้นเขตภาพลวงตาได้อย่างไร เทอดนึกได้ว่าได้ยินพวกสตีเฟ่นพูดกันถึงรอเวลาเข้าออก ยอดแย้งว่าพวกเราก็ตามมาติดๆทำไมยังเข้าไปไม่ได้

“แต่ตอนที่ผมหายตัวเดินไปพร้อมๆพวกมันก็ดูเหมือนจะเข้าได้อยู่แล้ว ถ้าไม่หันมาเห็นนางแบบของคุณกริ่งโผล่มาซะก่อน”

“แสดงว่ายังมีบางอย่างที่เรายังไม่รู้” ยอดบ่นแล้วแกล้งโทษกริ่งว่าคิดถึงนางแบบทั้งทีหาที่หน้าตาดีกว่านี้หน่อยก็ไม่ได้

“กลิ่นด้วย ทีหลังขอแบบไม่มีกลิ่นก็โอเคนะ” เทอดเสริม

“เอาเข้าไป ออเดอร์กันใหญ่เลย” กริ่งทำเป็นงอน ใครอย่าพลาดมาบ้างแล้วกัน สามหนุ่มหัวเราะกันครืน

ooooooo

ดร.วิทยาแปลกใจที่หานาตาชา ดอน และเดี่ยวไม่เจอ ฮวงเข้ามารายงานว่าคนของตนเห็นว่ามีกองกำลังประมาณสิบคน อาวุธพร้อมเดินตรงมาทางนี้ เสือสนธิ์สั่งเตรียมพร้อมเกรงเป็นพวกปล้น อินทร์ให้ดร.วิทยากับเสือสนธิ์อยู่ป้องกันแคมป์ ตนจะพาพวกไปจัดการ

อินทร์กับลูกน้องซุ่มตั้งรับ ปรากฏว่าเป็นพวกนั้มที่ขนของมาส่ง สองฝ่ายเกือบปะทะกันเอง ดีที่อินทร์สังเกตเห็นนั้มเสียก่อน นั้มดีใจเพราะคิดว่าพวกตนจะหลงป่าเสียแล้ว

“แล้วของที่ข้าสั่ง เอามาครบหรือเปล่า”

“เรียบร้อยครับ เอามาครบทุกอย่าง...ว่าแต่ทำไมให้ผมขนข้าวของมาเยอะเหลือเกิน”

“เอาล่ะ เอ็งไม่ต้องสงสัยอะไรทั้งนั้น อยู่ไปเดี๋ยวก็รู้เอง ตามข้ามา” อินทร์พาไปที่แคมป์

พอ ดร.วิทยาเห็นของที่อินทร์กับเสือสนธิ์ให้ลูกน้องหามาให้ก็ดีใจ อินทร์กับเสือสนธิ์บอกว่า ถ้าทำเพื่อประเทศชาติ เขายินดีช่วยเต็มที่...ข้าวของถูกเซตเรียบร้อย ดร.วิทยาทดลองใช้งานทันที เขาเซิร์ชกูเกิ้ลแผนที่ป่า เห็นเจดีย์ใหญ่ซ่อนตัวอยู่ ก็สนใจ

“ดูนี่สิ ช่วยผมดูหน่อยว่านี่มันอะไร”

เสือสนธิ์ว่าคล้ายโบราณสถาน อินทร์มองแล้วบอกว่าเป็นเจดีย์กลางป่า ดร.วิทยาเห็นว่าพิกัดไม่ห่างจากที่พักนี่เท่าไหร่ ต้องเดินไปทางทิศตะวันตก ทุกคนเชื่อว่า ดร.ฟอร์ดและทับทิมสีม่วงต้องอยู่ที่นั่น...เคนกับพวกเจนนี่สะกดรอยตามกลุ่มนั้นมาจนถึงที่นี่ ทึ่งกับอุปกรณ์ที่พวกมันติดตั้ง และเชื่อที่ ดร.วิทยาสรุป จึงตกลงกันว่าจะมุ่งหน้าไปทิศตะวันตกเพื่อให้ถึงสุสานช้างก่อน

สตีเฟ่น ราฮีม และมะโหนกกลับมามือเปล่า ดร.ฟอร์ดโวยที่ทำงานพลาด สตีเฟ่นจะบอกเหตุผลแต่พ่อไม่ฟังและไล่ไปให้พ้นหน้า นาตาชาสงสารพี่ชาย เข้ามาปลอบ

“อย่าซีเรียส พี่ก็รู้ว่าพ่อเป็นยังไง”

“แต่เธอก็รู้ว่าถ้าพี่ทำงานไม่สำเร็จ พ่อก็จะไม่เห็นเราอยู่ในสายตาอีกต่อไป”

“เรื่องนี้ฉันรู้ดีกว่าใคร พี่ไปพักเถอะ พรุ่งนี้ค่อยแก้ตัวใหม่” นาตาชาน้ำตาคลอแต่ฝืนเข้มแข็ง...

คณะของ ดร.ฟอร์ด เข้ามาถึงเขตป่าเขาวงกต ลักษณะเป็นป่าธรรมดา อยู่ใกล้ๆบริเวณเจดีย์ มีเทวรูปเก่าๆและงาช้างกองไว้ระเกะระกะ แต่ละมุมของป่าดูคล้ายๆกัน ทำให้คนที่เดินเข้าไปแล้วจะหาทางออกได้ยาก...เดี่ยวเดินชะลอ มองบุษกรอย่างเป็นห่วง เธอหันมามองอย่างเฉยเมยเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ซัมดองรับรู้ถึงพลังบางอย่าง เขามองไปรอบๆแล้วพูดว่า

“ที่นี่ไม่ใช่ป่าธรรมดา”

“จุดนี้เป็นสุสานช้าง เพราะเป็นแหล่งที่ช้างป่าตายกันที่นี่” ดร.ฟอร์ดบอกทุกคน และให้ซัมดอง ดอน และเดี่ยวเดินสำรวจได้ตามใจชอบ

นาตาชาจะค้าน ดร.ฟอร์ดห้ามไว้ แล้วบอกดอนกับเดี่ยวว่า เขากับลูกจะรอตรงนี้ ซัมดอง ดอน และเดี่ยวจึงเดินออกไปสำรวจ นาตาชาถาม ดร.ฟอร์ด

“ทำไมพ่อไม่บอกพวกเขาว่าที่นี่มันเป็นป่าเขาวงกต”

“ฉันต้องการทดสอบพวกมัน ถ้าเก่งจริง พวกมันก็ต้องหาทางกลับมาที่นี่ได้” ว่าแล้ว ดร.ฟอร์ดก็หันไปบอกกระแตกับบุษกร “พวกเธอก็เหมือนกัน ถ้าไม่อยากหลงป่าก็อย่าแยกตัวออกไป เข้าใจไหม” สองสาวรับคำ ดร.ฟอร์ด

ซัมดองเดินแยกไปทาง ดอนกับเดี่ยวเดินไปอีกทางสักครู่เดี่ยวก็หยุดก้มมองรอยเท้าที่พื้น พอเงยหน้าเรียกดอนให้มาดู เขาก็ไม่เห็นดอนเสียแล้ว แถมภาพป่าก็ดูบิดเบี้ยว ดอนซึ่งเดินนำหน้าเห็นเดี่ยวเงียบไปหันมามอง ก็เห็นป่าบิดเบี้ยวแต่ไม่เห็นเดี่ยว ต่างคนต่างเรียกกัน

ซัมดองเริ่มเห็นภาพป่าบิดๆเบี้ยวๆ เขาหยุดนิ่งเพราะรู้ทันทีว่าที่นี่คือป่าเขาวงกต ซัมดองหยิบดวงตาสวรรค์ขึ้นมา

ร่ายมนตร์ ดวงแก้วส่องสว่างขึ้น ภาพป่ากลับคืนสู่ปกติ เขาจึงเดินกลับออกมาอย่างง่ายดาย...ผิดกับดอนและเดี่ยว ที่ต่างเรียกกันแต่ไม่ได้ยินกัน ดอนจึงหลับตาตั้งสมาธิแล้วค่อยลืมตามองอีกครั้ง เขามองผ่านภาพป่าบิดเบี้ยวไปเห็นเดี่ยวเดินเรียกหาตนอยู่ ดอนพยายามเดินเข้าไปใกล้เดี่ยว แต่ดูเหมือนมีพลังอะไรมาดันเขาออก ดอนเรียกเดี่ยว

“เดี่ยวๆ พยายามฟังฉัน เดี่ยว”

เดี่ยวได้ยินเสียงแว่วๆ “ดอนใช่มั้ย เสียงเบามาก

ฉันแทบไม่ได้ยินเลย”

“ฟังนะ ฉันอยู่ใกล้ๆนายทางขวา” เห็นเดี่ยวหันมาแต่ไม่เห็นตน ดอนจึงบอก “ฉันอยู่ตรงหน้านาย ยื่นมือออกมาจับมือฉัน”

เดี่ยวค่อยๆยื่นมือออกไป แต่เหมือนมีพลังต้านไว้ ดอนพยายามที่จะจับมือเดี่ยว ที่สุดทั้งสองก็จับมือกันได้ มิติที่บดบังทั้งสองไว้ก็พังทลายลง เดี่ยวแปลกใจนี่มันอะไรกัน

“คงเป็นอาถรรพ์ของป่าที่ทำให้คนเดินป่ามองไม่เห็นกัน” ดอนบอกแล้วชวนกลับออกไป

ดร.ฟอร์ดปรบมือต้อนรับเมื่อเห็นดอนกับเดี่ยวกลับออกมา ซัมดองยืนอยู่ก่อนแล้ว ดร.ฟอร์ดเฉลยว่าป่าตรงนี้เป็นป่าเขาวงกต ดอนกับเดี่ยวทวนคำอย่างประหลาดใจ

“ถูกต้อง ทุกแห่งที่เป็นสุสานช้าง ป่าจะสร้างอำนาจพิเศษที่เรียกว่าเขาวงกต คอยคุ้มกันไม่ให้ใครเข้ามาทำอันตรายช้างที่กำลังจะตาย”

“นักวิทยาศาสตร์อย่างคุณ เชื่อเรื่องอาถรรพ์ของ

ป่าด้วยเหรอครับ” เดี่ยวย้อนถาม

“ก็เห็นอยู่แล้วว่าเรื่องนี้มีอยู่จริง ผมจะปฏิเสธได้ยังไง”

“คุณเป็นนักวิทยาศาสตร์ใจกว้างจริงๆ ที่กล้ายอมรับในเรื่องที่ยังพิสูจน์ไม่ได้” ดอนชม

“นักวิทยาศาสตร์ที่เปิดใจเรียนรู้ เรื่องที่อยู่นอกกรอบ ย่อมเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่เหนือทุกคน ฮ่ะๆ” ดร.ฟอร์ดชื่นชมตัวเองอย่างลำพองใจ ก่อนที่จะบอกดอนกับเดี่ยวว่า เขายอมรับให้ทั้งสองเข้ามาทำงานให้เขาแล้ว

ดร.ฟอร์ดพาทุกคนเข้ามาในเจดีย์ เดี่ยวกระซิบกับดอนว่า ต้องช่วยให้บุษกรกับกระแตพ้นจากมนต์ดำของซัมดองเสียที ดอนพยักหน้าเห็นด้วย...ดร.ฟอร์ดบัญชาการ

“คุณเดี่ยวไปกับคุณบุษกร คุณดอนไปกับคุณกระแต ส่วนผม อาจารย์และนาตาชาจะอยู่แถวนี้ ผมเชื่อว่าทับทิมสยามสีม่วงน่าจะซ่อนไว้ที่บริเวณนี้”

กระแตกับบุษกรต่างมีเครื่องมือหาแร่ธาตุติดตัว

ซัมดองเข้าไปนั่งสมาธิข้างใน ดร.ฟอร์ดนำไป ซัมดองเข้ามา กราบพระประธานแล้วมองลวดลายบนภาพวาดแบบโบราณสีจางประปราย

“พลังพุทธคุณของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นี่แรงกล้ามาก ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาทับทิมสยามเจอ”

“ถ้ายังงั้นผมจะทำลายที่นี่ทิ้ง งานของเราจะได้ง่ายขึ้น”

“คิดให้ดีด็อกเตอร์ พลังพุทธคุณทำให้พวกคุณปลอดภัยจากสิ่งชั่วร้าย ถ้าไม่มีเจดีย์และสถานที่แห่งนี้ คุณคงไม่ปลอดภัยมาถึงทุกวันนี้”

“แล้วอาจารย์มีวิธียังไงที่จะช่วยผมหาทับทิมสยาม”

“ถ้าเราได้พลังพิเศษของพวกเสาร์ห้ามาช่วย ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น”

นาตาชาเดินเข้ามาบอกว่าตนช่วยได้ ดร.ฟอร์ดไม่ค่อยเชื่อ อ้างว่าสตีเฟ่นยังพลาด นาตาชาว่าตนมีวิธีไม่อย่างนั้นคงเอาตัวดอนกับเดี่ยวมาไม่ได้ ตนจะใช้ทั้งสองเป็นตัวล่อ ดร.ฟอร์ดหัวเราะอย่างพอใจและชมนาตาชาเป็นครั้งแรกว่า เก่ง ฉลาดกว่าที่ตนคิด

ooooooo

มุมหนึ่งในเจดีย์ที่ผนังกำแพงเป็นภาพวาดโบราณสีจางๆ เป็นภาพแสงอาทิตย์ที่สาดส่องมาที่เจดีย์แล้วเกิดแสงสะท้อนออกไปรอบด้านของเจดีย์ อีกมุมเป็นภาพวาดพระประธาน แสดงภาพแสงอาทิตย์ส่องเข้ามาด้านใน แล้วสะท้อนไปมาตามจุดต่างๆโดยจุดที่สะท้อนจะมีภาพของหินสีแสดงตำแหน่งการวางทับทิมสยามที่ด้านหน้าพระประธาน

บุษกรยืนมองอย่างสำรวจ ในมือมีเครื่องมือตรวจหาแร่ธาตุ เธอหยิบมือถือออกมาถ่ายภาพบนกำแพงไว้ เดี่ยวมองแล้วพยายามชวนคุยเพื่อดึงสติเธอให้หลุดจากอำนาจมนต์ดำ เดี่ยวถามบุษกรว่ายังจำเรื่องของเขากับเธอได้บ้างไหม บุษกรว่าตนจำเขาได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในเสาร์ห้า

“เราเป็นเพื่อนร่วมงานกัน และตอนนี้ฉันก็ทำงานให้กับ ดร.ฟอร์ดและนาตาชา”

“คุณมาทางนี้หน่อย บุษกร” เดี่ยวให้เธอมาตรงหน้าพระประธาน

หวังจะให้เธอสวดมนต์ล้างอำนาจมนต์ดำ แต่พอเดี่ยวเริ่มสวด บุษกรก็ลุกพรวดขึ้นและบอกว่าตนทำแบบนี้ไม่ได้ เดี่ยวขอให้แค่สวดมนต์เท่านั้น บุษกรย้อนถามว่าจะทำอะไร

“ผมแค่อยากให้เราเหมือนเดิม ผมกำลังจะช่วยคุณนะบุษกร”

“ไม่ ออกไป ไปให้พ้น ฉันไม่ต้องการให้ใครมาช่วย ภารกิจของคุณก็คือ ต้องค้นหาทับทิมสยามสีม่วงให้ ดร.ฟอร์ดอย่ามาทำอะไรแบบนี้อีกเด็ดขาด” บุษกรหันกลับเดินไป

เดี่ยวอึ้งกับปฏิกิริยาของบุษกร...ขณะเดียวกัน ดอนก็พยายามจะทำให้กระแตหลุดจากอำนาจมนต์ดำเช่นกัน ดอนมองกระแตจนเธอถามว่ามองอะไร ดอนจึงถามว่าเธอรู้ตัวไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่ กระแตตอบว่ารู้ ตนกำลังทำงานให้ ดร.ฟอร์ด นาตาชา และซัมดอง คือผู้นำทางจิตวิญญาณของตน ดอนถอนใจที่กระแตจำอะไรไม่ได้ กระแตโพล่งออกมา

“ถ้าหมายถึงเรื่องของเสาร์ห้า และภารกิจเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างที่ฉันเคยหลงผิดไป ฉันลืมไปหมดแล้ว คุณก็เหมือนกัน ถ้าคุณยังงมงายอยู่กับเรื่องเสาร์ห้าอยู่ล่ะก็ฉันคงต้องเอาเรื่องนี้ไปบอก ดร.ฟอร์ดแน่นอน”

ดอนจำต้องเออออไปว่าเขาจงรักภักดีต่อ ดร.ฟอร์ด กระแตจึงบอกว่าตนจะจับตาดู ดอนจึงย้อนว่าเขาก็จะคอยทดสอบเธอเช่นกัน...ดอนหนักใจแอบมาปรึกษากับเดี่ยวว่าไม่ได้ผล คงต้องหาวิธีล้างมนต์ดำให้สองสาว กระแตเข้ามาถามว่าคุยอะไรกันทำไมไม่ทำงาน เดี่ยวแก้ตัวว่าได้ยินเสียงประหลาดจึงให้ดอนลองเพ่งดู ดอนโมเมว่าเห็นแสงสีม่วงอยู่ในนี้และในป่า เดี่ยวจึงบอกให้สองสาวสำรวจในนี้ เขากับดอนจะไปสำรวจในป่าแถวนี้

ooooooo

ตั้งแต่เปาชางกลับมาที่หมู่บ้านนายพลจางลี่ ดูซึมๆไปเพราะคิดถึงม่านฟ้า นายพลจางลี่เห็นอาการหลานชาย พอจะเดาออกว่าคงกำลังมีความรัก จึงเข้ามาเลียบเคียงถามว่าแอบไปหลงรักผู้หญิงคนไหนในหมู่บ้านให้บอก ผู้หญิงในหมู่บ้านทุกคนยินดีเป็นเมียเขา

“ผู้หญิงที่ผมชอบไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านหรอกครับลุง... เกิดมาผมไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหนมากเท่า...ม่านฟ้ามาก่อนเลย”

“ม่านฟ้า...แล้วแกไปเจอม่านฟ้าที่ไหน”

“ในป่าครับ เธอช่วยผมไว้ตอนผมถูกยิง” เปาชางเล่าว่าม่านฟ้ามากับพี่เลี้ยง

นายพลจางลี่จึงบอกให้ไปตามหาถ้าคิดว่ารักจริง

เปาชางดีใจ แถมนายพลจางลี่ยังสั่งอาเตียวให้ตามคุ้มครองอย่าปล่อยให้หลานตนต้องบาดเจ็บเหมือนครั้งก่อน และสั่งงานไปด้วย

“สายของเรารายงานว่า ในป่ามีคนแปลกหน้าเข้ามาตั้งแคมป์กันหลายคน และมีคนเห็นแหม่มนาตาชาเจ้าของทับทิมอยู่ในป่าด้วย ถ้ารู้เบาะแสยังไงก็รีบส่งข่าวมา ข้าจะเอากำลังไปสมทบ ถ้าเป็นแหม่มนาตาชาจริง ทับทิมสยามก็ต้องอยู่กับมันแน่นอน”

เปาชางเข้ามาบอกว่าเขาจะเดินทางแล้ว นายพลจางลี่ อวยพรให้หาผู้หญิงที่รักให้เจอ แล้วตนจะจัดงานแต่งงานให้เจ็ดวันเจ็ดคืน

ในขณะที่ม่านฟ้ากับบัวชุมเข้ามาใกล้เขตป่าภาพลวงตา ทั้งสองยืนมองยอดเจดีย์ที่โผล่พ้นยอดไม้ ม่านฟ้าบอกบัวชุมว่าต้องไปให้ถึงที่นั่น บัวชุมรู้สึกแปลกๆ ไม่ทันไรก็เกิดภาพลวงตา ปรากฏเจ้าจันทร์ทิพย์มายืนเรียกม่านฟ้า เธอดีใจจะเข้าไปหา แต่บัวชุมรั้งไว้เพราะเจ้าตายไปนานแล้ว เจ้าจันทร์ทิพย์พยายามพูดว่าลูกไม่รักพ่อแล้วหรือ ม่านฟ้าน้ำตาพรั่งพรู บัวชุมยังดึงไว้ เจ้าจันทร์ทิพย์โกรธด่าว่าที่ม่านฟ้าปล่อยให้ทับทิมสีม่วง สมบัติประจำตระกูลหายไป

“มงกุฎเทวียังอยู่กับหนูค่ะ แต่ทับทิมสยาม หนูขอโทษค่ะพ่อ” ม่านฟ้าร้องไห้

“แกมันเนรคุณ ฉันเกลียดแก ม่านฟ้า แกไม่ใช่ลูกฉัน”

ม่านฟ้าร้องไห้โฮ สัญญาจะตามทับทิมกลับคืนมา ขอให้พ่อยกโทษให้ อย่าเกลียดตน บัวชุมดึงรั้งม่านฟ้าไว้ เจ้าจันทร์ทิพย์เริ่มกลายเป็นปีศาจ และมีปีศาจตัวอื่นๆโผล่มาอีก ม่านฟ้ากับบัวชุมต้องใช้อาวุธสำคัญที่มีคือหน้าไม้ปกป้องตัวแล้ววิ่งหนีเข้าป่าไป...จนมาหมดแรงใกล้ลำธารม่านฟ้าร้องไห้สะอึกสะอื้นเพราะที่พ่อพูดแทงใจดำตนมาตลอด บัวชุมต้องปลอบประโลม

เย็นวันนั้น ม่านฟ้าอาบน้ำชําระร่างกาย แล้วแต่งตัวชุดทายาทเทวีแห่งเชียงรุ้ง บัวชุมก็อยู่ในชุดเชียงรุ้ง ถือมงกุฎเทวีที่เอาดอกไม้ประดับตำแหน่งที่ทับทิมสีม่วงหายไป เอามาสวมให้ม่านฟ้า แล้วกล่าวว่า

“แด่...องค์หญิงม่านฟ้า เทวีแห่งเชียงรุ้ง”

ม่านฟ้ายังหน้าเศร้า แต่ก็ยืนขึ้นประกาศ ขอดินแดนเชียงรุ้งจงยั่งยืน ขอทุกคนอย่าลืมเชียงรุ้ง ม่านฟ้าเริ่มร่ายรำอย่างอ่อนช้อย เป็นการระบายความอัดอั้นในใจของเธอและภาระที่แบกไว้ตั้งแต่เด็ก

อีกมุมหนึ่ง เคนมาตักน้ำในลำธาร เขามองไปเห็นม่านฟ้า ถึงกับตะลึงหลงใหลในความงามของเธอ เผอิญเจนนี่เข้ามาเรียกเคนเพราะหายมานาน เคนสะดุ้งหันมอง พอหันกลับไป ม่านฟ้าก็หายไปแล้ว เคนไม่อยากบอกเรื่องนี้กับเจนนี่ จึงตักน้ำ ใส่กระบอกแล้วเดินตามเจนนี่กลับไป

ม่านฟ้ากับบัวชุมออกจากที่ซ่อน ต่างแปลกใจว่าสองคนนั่นเป็นใคร บัวชุมเตือนอย่าไว้ใจใครอีก เดี๋ยวจะเหมือนเปาชางที่ช่วยไว้ครั้งก่อน สองสาวรีบเก็บของเพื่อเดินทางต่อ

ooooooo

ในแคมป์ที่ดอนกับเดี่ยวได้พัก ทั้งสองคุยกันว่าป่านนี้เพื่อนๆคงออกตามหากันแล้ว คงต้องส่งข่าวให้หน่วยเหนือทราบ ดอนขอไปเพ่งมองสำรวจพื้นที่ก่อน เดี่ยวจึงช่วยตรวจตรา

ระหว่างนั้น นาตาชาไปอาบน้ำที่ลำธารกลับมาที่แคมป์ เห็นกระแตกับบุษกรช่วยกันทำความสะอาด จึงเกรงใจที่ทั้งสองอุตส่าห์ทำความสะอาดทั้งที่นี่และแคมป์ของ ดร.ฟอร์ด ด้วย เธอเลยให้สองสาวไปอาบน้ำที่ลำธารบ้าง

ขณะที่สองสาวกำลังเล่นน้ำอย่างสบาย เปาชางมาเห็น เกิดอารมณ์คุกรุ่น เข้าไปขออาบน้ำด้วย สองสาวเดินขึ้นจากน้ำไม่ไยดี เปาชางไม่พอใจ ดึงมือกระแตไว้ บุษกรเข้ามาช่วยจึงโดนเปาชางรวบตัวมากอดรัดจะปลุกปล้ำแทน ดร.ฟอร์ดมาเห็นพอดีโกรธจัด ตบหน้าลูกชายฉาดใหญ่

“สารเลว ฉันสั่งแล้วใช่มั้ยว่าไม่ให้แกทำแบบนี้”

“แต่ว่า...”

“หุบปาก ถ้าแกไม่ฟังคำสั่งฉันก็ออกไป” ดร.ฟอร์ดหันมาสั่งสองสาวอย่าออกมาเวลากลางคืนอีก

สตีเฟ่นฮึดฮัดเดินออกมา ราฮีมเข้ามารายงานให้ไปดูพวกเสาร์ห้าว่ามีท่าทางเหมือนกำลังสำรวจแต่ละแคมป์ ดูน่าสงสัย สตีเฟ่นกำลังอารมณ์ไม่ดีจึงว่าอยากรู้ก็ให้ไปถาม ราฮีมจึงเข้าไป

“มาทำอะไรแถวนี้” ราฮีมถามเดี่ยว

“ผมเพียงแต่มาตรวจดูความเรียบร้อย ก็เท่านั้นเอง”

สตีเฟ่นจึงสั่งให้กลับที่พัก แล้วกำชับราฮีมคอยจับตาดูทั้งเดี่ยวและดอนไว้...เดี่ยวเดินกลับผ่านกลุ่มมะโหนกกับลูกน้องที่นั่งดื่มเฮฮากันอยู่ มะโหนกชวนเดี่ยวให้ดื่มด้วยกัน เดี่ยวขอตัว มะโหนกไม่พอใจเกิดชกต่อยกัน มะโหนกสู้ไม่ได้ ชักปืนจะยิงเดี่ยว ดร.ฟอร์ดผ่านมายิงปืนขึ้นฟ้าห้ามแล้วเอ็ดตะโรใส่ ถ้ามีเรื่องกันอีก ตาย...

เดี่ยวกลับมาหาดอนที่แคมป์บ่นว่า “ที่นี่ป่าเถื่อนกันจริงๆ คนงานที่นี่เป็นพวกทหารเก่าทั้งนั้น แต่ละคนไม่ธรรมดา ดร.ฟอร์ดจ้างพวกนี้ด้วยราคาที่สูงมาก ทุกคนจึงทำงานกันอย่างถวายหัว”

“เราน่าจะหาทางส่งข่าวให้พวกเรารู้ถึงความเคลื่อนไหวของเรา” ดอนใช้สายตาสแกนไปยังเต็นท์ที่ไว้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆ เห็นมีคนงานใส่หูฟังอยู่ตลอดเวลา จึงรู้ว่ามีการดักฟังสัญญาณตลอด

“ถึงว่า ที่มันไม่ยึดโทรศัพท์พวกเราก็เพราะว่ามันจะล้วงความลับพวกเรานี่เอง”

“ถ้าจะส่งข่าว ปลอดภัยที่สุดน่าจะใช้อินเตอร์เน็ตนะ เพราะว่าเราสามารถล้างข้อมูลที่เราส่งไปได้” ดอนเสนอ

“ถ้างั้นคุณดอนจัดการเรื่องนี้นะ ผมจะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจให้”

สองหนุ่มพากันตรงไปที่เต็นท์ทำงาน ทำเป็นเข้าไปคุยกับคนงานที่อยู่หน้าคอมฯ ถามว่ามีเกมอะไรเล่นบ้าง คนงานบอกว่าคอมฯเป็นของนายฝรั่ง เดี่ยวจึงบอกว่าตอนนี้นายไม่อยู่ ขอเขากับเพื่อนผ่อนคลายกันหน่อย คนงานจึงชี้ไปเครื่องที่ว่างอยู่ ดอนตรงไปที่เครื่องนั้น เดี่ยวชวนคนงานคุยและเปิดภาพสาวในแคมฟร็อกให้ดู

ดอนพิมพ์ข้อความส่งข่าวหน่วยเหนือและเพื่อนๆทุกคน “ขณะนี้ ผม ดอน เดี่ยว กระแต บุษกร อยู่ในแคมป์ของ ดร.ฟอร์ด บริเวณใจกลางป่าสุสานช้าง มีเจดีย์ใหญ่เป็นเป้าหมาย ภารกิจคือการหาทับทิมสยามสีม่วง คนงานที่นี่เป็นทหารเก่า อาวุธครบมือ หากต้องการเข้ามาให้...

ข้อความพิมพ์ไม่ทันเสร็จ เดี่ยวมาบอกว่าสตีเฟ่นกับพวกมา ดอนรีบส่งแล้วลบล้างข้อมูลอย่างรวดเร็ว สตีเฟ่นมาถึง ถามดอนกับเดี่ยวว่ามาทำไม สองหนุ่มอ้างว่าเหงาจึงมาขอเล่นเกมแล้วพากันออกไป ราฮีมเอ็ดลูกน้องที่ปล่อยให้สองคนมายุ่งกับคอมฯ แต่สตีเฟ่นกลับบอกว่า

“ไม่เป็นไร ถ้ามันอยากจะใช้ก็ให้มันใช้ แกไปเช็กทีว่าเมื่อกี้มันทำอะไรบ้าง”

ราฮีมเช็กสักพักไม่พบอะไร จึงบอกสตีเฟ่นว่า คงมาเล่นเกมจริงๆ

ดอนกับเดี่ยวได้แต่หวังว่า พรรคพวกคงได้รับข้อความ... และแล้ว ยอดก็ได้รับข้อความแต่เห็นว่าข้อความไม่สมบูรณ์จึงโทร.กลับไปหาดอน ดอนสะดุ้ง เดี่ยวเตือนอย่ารับปล่อยให้สายหลุดไป สตีเฟ่นจับสัญญาณได้รอดักฟัง แต่กลับเงียบไม่มีการพูดคุยอะไร ยอดแปลกใจที่ดอนไม่รับสาย เทอดจึงให้รอดอนติดต่อกลับมาใหม่

ยูกิได้รับข้อความ รีบเปิดอ่านจะติดต่อกลับแต่แบตเตอรี่หมดเสียก่อน จึงไม่สามารถติดต่อกลับไปได้ พลันมีเสียงแคนดังขึ้น ยูกิสงสัยว่าเคนคงจะเตือนภัยพวกตน ไม่ทันไร เสียงยิงกราดมา สามสาวรีบหลบแล้วยิงสู้ เป็นกลุ่มของเปาชางที่เห็นกองไฟของพวกเธอจึงยิงเข้าใส่ สามสาววิ่งหนีมา ชลดาเกิดล้มขาแพลง เจนนี่กับยูกิเข้าประคองพาวิ่ง เคนโดดลงมาจากต้นไม้ช่วยยิงสกัดให้ แล้วส่งปืนให้ยูกิกับเจนนี่ช่วยยิงกันไว้ เขาอุ้มชลดาพาหนีมาจนถึงหน้าผา
“โดดลงไป โดดเร็ว” เคนบอกทุกคน

สามสาวไม่ยอม เคนเตือนว่าถ้าถูกจับได้จะเจออะไรรู้ไหม สามสาวไม่สนใจเพราะไม่กล้าโดด ต่างตั้งรับยิงสู้จนกระสุนหมด เคนกระโดดลงไปก่อน สามสาวเห็นสายตาหื่นกระหายของพวกเปาชาง ตัดสินใจโดดตามเคนลงไป...จากแอ่งน้ำที่ทุกคนโผล่ขึ้นมา เคนพาทุกคนเดินต่อ สามสาวขอนั่งพัก ชลดากะเผลกไปหาที่นั่ง เคนร้องให้หยุด เธอชะงักถามมีอะไร

“ตรงนั้นเป็นหลุมพราง ถ้าอีกก้าวเดียวล่ะก็...คุณตกลงไปแน่” เคนจูงชลดาเลี่ยงออกมา

ยูกิถามว่ามีหลุมพรางแบบนี้อีกมากไหม เคนตอบว่า เขาทำไว้เองเต็มไปหมด ฉะนั้นควรเดินตามเขาถ้าไม่อยากตกลงไป เคนพาทุกคนมาที่ต้นไม้ใหญ่ จากนั้นเปิดประตูเข้าไปในต้นไม้ สามสาวตะลึง เคนบอกทุกคนว่าข้างล่างเป็นถ้ำ ยูกิทึ่ง เจนนี่กับชลดายอมรับว่าเคนมีไอเดียแปลกๆ เคนให้ทุกคนรีบลงไปก่อนที่พวกเปาชางจะตามมาทัน...

ooooooo

ตอนที่ 4

แคนที่ใช้เป่าเป็นเพลงกลับกลายเป็นปืนกลยิงกราดใส่เปาชางและอาเตียวจนต้องโดดหนี เจนนี่ ยูกิ และชลดาเข้าไปหาชายที่ช่วยพวกตน

“ปืนคุณน่าทึ่งมาก ฉันไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน รูปร่างเหมือนแคน” ยูกิแปลกใจ

“บางครั้งใช้เป่า บางครั้งใช้เป็นปืนเมื่อจำเป็น”

ไม่ทันไร เปาชางโผล่ออกมาจากต้นไม้ยิงใส่พวกเจนนี่ เธอยิงสวนโดนเปาชางที่ไหล่เลือดสาด อาเตียวยิงโต้ เกิดการยิงใส่กัน ไม่นานอาเตียวก็ประคองเปาชางหนีหัวซุก หัวซุน เจนนี่โผล่มามอง ชลดากับยูกิค่อยๆออกมาสมทบ

“แล้วคนที่เป่าแคนล่ะ เมื่อกี้ยังอยู่นี่” ชลดามองไปรอบๆ

“บ้าที่สุด นึกอยากจะมาก็มา อยากจะไปก็ไป” เจนนี่สบถ

ทุกอย่างเงียบจนสามสาวเริ่มรู้สึกผิดปกติ เจนนี่ได้กลิ่นสาบ ทุกคนก้มดมตัวเองแล้วส่ายหน้าไม่ใช่ตน พลันยูกิเห็นเสือด้านหลังเจนนี่ ก็ตกใจชี้บอก แต่เจนนี่คิดว่าเพื่อน

ล้อเล่น ชลดาช่วยยืนยันว่าจริงๆเจนนี่จึงบอกเพื่อนๆว่าตนนับหนึ่งถึงสามแล้วจะหันไปยิงให้เพื่อนๆวิ่งหนีให้เร็วที่สุด พอนับถึงสองเสียงชายคนหนึ่งตะโกนว่า...อย่ายิง อยู่นิ่งๆชายคนนั้นเดินออกมาบอก

“ทุกคนค่อยๆถอยไปที่ต้นไม้ แล้วปีนขึ้นไป ผมทำที่พักไว้บนนั้น”

เสือคำรามแล้วย่อตัวพร้อมกระโจน สามสาววิ่งไปปีนต้นไม้ เสือกระโจนใส่ชายคนนั้น เขาหลบทันแล้วโดดขึ้นต้นไม้อย่างคล่องแคล่ว เสือได้แต่แหงนมองคำรามอย่างขัดใจ ชายคนนั้นแนะนำตัวว่าเขาชื่อ เคน และบอกทุกคนอย่าเพิ่งลงไปเพราะเสือยังซุ่มอยู่

“พวกเราเคยมีเพื่อนคนหนึ่ง ชื่อแคน คุณหน้าเหมือนเขามาก ถามจริงๆเถอะ คุณเป็นอะไรกับแคน” ชลดาถาม

เคนไม่ตอบแถมโหนเถาวัลย์ออกไป สักพักเขาก็กลับมาพร้อมน้ำในกระบอกไม้ไผ่และผลไม้ ชลดาถามย้ำอีกครั้งว่าเขาเป็นอะไรกับแคน

“ผมเป็นน้องของแคน เราเป็นคู่แฝด เราเกิดและโตมาด้วยกันที่หมู่บ้านกลางป่า จนกระทั่งวันที่พวกโจรเข้ามาปล้นหมู่บ้าน พ่อกับแม่พาพวกเราหนี แต่ผมตามไม่ทันจึงหลงอยู่กลางป่าจนมีชาวบ้านเก็บไปเลี้ยง”

“แล้วคุณรู้มั้ยว่าแคนเขา...” ชลดาพูดไม่ออก เคนตอบแทนว่า ตายแล้วใช่ไหม ชลดาพยักหน้าแล้วถามว่ารู้ได้อย่างไร

เคนยิ้มๆไม่ตอบ สามสาวรู้สึกว่าเคนทำตัวลึกลับมาก เจนนี่จึงขอให้เคนพาพวกตนไปสุสานช้าง เคนอึ้งเพราะไม่มีใครอยากไปที่นั่น เขาโหนเถาวัลย์ออกไปอีกครั้ง...

แผลที่เปาชางโดนยิง เลือดไหลจนเขาอ่อนเพลีย

อาเตียวประคองเดินมาจนถึงริมน้ำ เปาชางไปต่อไม่ไหว

อาเตียวบอกให้แข็งใจหน่อยเพราะกลิ่นเลือดจะทำให้เสือตามมา ไม่ทันขาดคำเสียงเสือคำราม อาเตียวสะดุ้งทิ้งเปาชางตกน้ำลอยไป ตัวเองวิ่งเตลิดข้ามน้ำไปอีกฝั่ง

ooooooo

อภิชัย เชษฐ์ และอาจณรงค์เข้าประชุมกับกลุ่มเสาร์ห้า ต้องแปลกใจที่เหลือเพียงยอด กริ่งและเทอดเท่านั้น เทอดรายงานว่าทุกคนไม่ได้เหลวไหล เพียงแต่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ กริ่งรายงาน

“ตอนนี้นาตาชา เริ่มเปิดเผยตัวจริงของเธอออกมาแล้วว่าเธอต้องการอะไรจากเรา...เจนนี่รายงานมาว่า นาตาชาได้ใช้เวทมนตร์ครอบงำ คุณดอน คุณเดี่ยว กระแต และบุษกร เพื่อต้องการใช้งาน และตอนนี้พวกเขาก็พากันมุ่งหน้าไปยังป่าสุสานช้าง พิกัดที่เครื่องบิน ดร.ฟอร์ดตก”

อภิชัย เชษฐ์ และอาจณรงค์สงสัยว่าต้องเกี่ยวกับการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ ยอดขออนุญาตให้เขาสามคนดูแลภารกิจนี้ อภิชัยอนุญาตและหวังว่าพลังความดีของเสาร์ห้าจะเอาชนะเรื่องเลวร้ายนี้ได้อีกครั้ง

สามหนุ่มเสาร์ห้าที่เหลือ เตรียมสัพเพเหระเดินทางเข้าป่า อาจณรงค์ขับรถมาส่งชายป่าด้วยตัวเอง...

นายพลจางลี่เล่นงานอาเตียวที่ทิ้งเปาชางหลานชายไว้ในป่าทั้งที่บาดเจ็บ สั่งให้กลับไปตามหา ถ้าไม่พบไม่ต้องกลับมาให้เห็นหน้า...ขณะเดียวกัน ม่านฟ้ากับบัวชุมสะกดรอยตามกลุ่ม ดร.วิทยา ม่านฟ้าเห็นเดี่ยวก็จำได้ว่าคือคนที่เคยช่วยตนกับบัวชุมในงานแสดงอัญมณี จึงชักไม่แน่ใจว่าเดี่ยวเป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่

ดร.วิทยาเริ่มไม่เชื่อใจว่านาตาชาเดินมาถูกทาง

นาตาชาเล่นลิ้นว่าเขาไม่มีทางเลือก

“มีเธอเป็นตัวประกัน ยังไงฉันก็ถือไพ่เหนือกว่าวันยังค่ำ” ดร.วิทยาโต้

“คิดว่าพ่อจะรักฉันมากกว่าทับทิมสยามงั้นเหรอ” ท่าทางนาตาชาพูดด้วยความน้อยใจ “คนอย่าง ดร.ฟอร์ดน่ะ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการทดลองของเขาหรอก”

วิทยาไม่เชื่อ ดอนกับเดี่ยวกระซิบกันว่า ที่นี่ดูแปลกๆและมองเข็มทิศในมือซึ่งวิ่งรวนไม่รู้ทิศรู้ทาง นาตาชา เข้ามาดูด้วยคนแล้วรู้สึกว่า คงเข้าเขตภาพลวงตาอย่างที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง มองไปรอบๆเหมือนมีมิติซ้อนอยู่ พยายามเงี่ยหูฟังก็ไม่มีเสียงนกเสียงแมลงอย่างเคย เดี่ยวนิ่งฟังเห็นจริง

“ถ้างั้นก็ใช่ จากนี้ไประวังตัวให้ดี ถ้าฉันไปไหน คุณสองคนต้องตามให้ทัน อย่าห่างฉัน”

“ครับ นาตาชา” ดอนกับเดี่ยวรับคำพร้อมกัน

“พวกเรากำลังอยู่ในเขตอาถรรพณ์ภาพลวงตา”

นาตาชาบอกสองหนุ่มเริ่มระวังตัว...

ม่านฟ้ากับบัวชุมก็เริ่มรู้สึกว่ารอบๆตัวแปลกไป เหมือนมีคนจ้องมอง ม่านฟ้าเตือนบัวชุมว่าลางสังหรณ์ของตนเตือนให้ระวังอันตราย...เสือสนธิ์กับอินทร์เริ่มตาฝาดเห็นอะไรต่ออะไรเคลื่อนไหว จึงช่วยกันส่องกล้องมอง พลันก็ได้เห็นกองกำลังทหารญี่ปุ่น ดร.วิทยาได้ยินมองออกไปบ้าง เขาก็เห็นเช่นกัน รีบสั่งฮวงกับลูกหาบหยิบปืนพร้อมสู้ เสียงกระสุนสาดยิงมา เกิดการยิงตอบโต้กัน ม่านฟ้าได้ยินเสียงแปลกใจเพราะมองไปไม่เห็นมีฝ่ายตรงข้าม บัวชุมดึงม่านฟ้าให้หลบหนี แต่แล้วม่านฟ้าก็เห็นหนานคำปรากฏตัวขึ้น บัวชุมรีบบอก

“ไอ้หนานคำมันตายไปแล้วนี่คะคุณหนู”

“ก็นั่นไง มันเดินมาแล้ว”

“ไอ้หนานคำมันเป็นผีหรือเปล่าคะคุณหนู”

ม่านฟ้าเห็นหนานคำเข้ามาทำร้ายตน จึงชักมีดมาแทง แต่หนานคำแค่ชะงัก ดึงมีดออกไม่เป็นอะไร บัวชุมเริ่มเห็นอย่างที่ม่านฟ้าเห็น เข้าไปช่วยดึงม่านฟ้าหนี หนานคำค่อยๆเลือนหายไป

ดอน เดี่ยว และนาตาชาพากันหลบหลังต้นไม้ แต่ทั้งสามไม่เห็นกองกำลังทหารญี่ปุ่น สักพักก็ค่อยๆเห็น ดอนแปลกใจที่เหมือนทหารญี่ปุ่นโบราณ ทั้งอาวุธก็ดูโบราณ

นาตาชาเตือนทั้งสองคนว่า นั่นไม่ใช่เรื่องจริงเป็นภาพลวงตา ดร.วิทยาร้องบอกนาตาชาให้พากันมาหลบตรงพวกเขา อินทร์เสนอให้ถอย เสือสนธิ์เห็นด้วย ระหว่างที่พากันวิ่งหนี ทุกคนได้ยินเสียงระเบิดไล่หลัง ต่างก็หนีเอาตัวรอด นาตาชาเห็นเป็นจังหวะที่เธอกับดอน เดี่ยวจะหนีแยกตัวออกไป

อินทร์ เสือสนธิ์กับลูกน้องช่วยกันยิงตอบโต้ทหารญี่ปุ่น แต่พวกมันดูจะมากขึ้น อินทร์จึงบอก ดร.วิทยา “เราต้านไม่อยู่แน่ รีบหนีก่อนที่พวกมันจะบุกเข้ามาถึงตัว”

พอรู้ว่านาตาชาหนีไป ดร.วิทยาสั่วฮวงไปลากตัวกลับมาให้ได้...สามคนพากันหนีมามุมหนึ่ง นาตาชาบอกดอนกับเดี่ยวว่า ต้องหาเจดีย์ให้เจอ สองคนแปลกใจที่มีเจดีย์ในป่า ไม่ทันไรฮวงกับพวกตามมาไล่ยิง แต่แล้วก็สู้ดอนกับเดี่ยวไม่ได้ แถมนาตาชายังเป็นมวย เธอต่อสู้ ฮวงจึงผลักเธอแทบตกหน้าผา ดอนกับเดี่ยวจัดการฮวงกับลูกน้องกระเจิง เดี่ยวปาระเบิดไล่หลัง

นาตาชาร้องให้ช่วยด้วย เพราะตนเกาะรากไม้ริมหน้าผาอยู่ ดอนกับเดี่ยวช่วยกันดึงเธอขึ้นมา ทันใด...

นาตาชาเห็นเจดีย์ร้างอยู่กลางป่าโน่น ดอนและเดี่ยวมองด้วยความทึ่ง...ทั้งสามพากันเดินตัดตรงไปยังเจดีย์ร้างนั่น ยิ่งใกล้บรรยากาศของป่าก็เริ่มแปลกไป มีภาพซ้อนขึ้นมา ดอนสะกิดถามเดี่ยวว่าเห็นอะไรบ้างไหม ต่างอธิบายสิ่งที่เห็นไม่ถูก นาตาชาจึงเตือน
“ที่นี่คือเขตภาพลวงตา พลังงานบางอย่างทำให้บรรยากาศบริเวณนี้เต็มไปด้วยมิติที่ซ้อนทับกันอยู่ เหมือนแถวสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าหรือไม่ก็ทะเลปีศาจของญี่ปุ่น”

“แล้วทหารญี่ปุ่นที่เราเห็นเมื่อกี้ล่ะ” เดี่ยวถาม

“พลังงานที่อยู่ในเขตภาพลวงตา จะดึงเอาจิตใต้สำนึกออกมาสร้างเป็นภาพเสมือนจริง กองทัพทหารนั่นก็คือภาพลวงตาจากจิตใต้สำนึกของใครสักคนนึงในกลุ่ม ดร.วิทยา ซึ่งเมื่อคนหนึ่งเห็น ภาพจะชัดขึ้น แล้วทำให้คนที่อยู่ใกล้เคียงพลอยเห็นไปด้วย”

“แล้วอาวุธ กระสุนปืนที่พวกทหารญี่ปุ่นยิงมา มันเหมือนของจริง...” ดอนสงสัย

“ฉันกับพ่อศึกษาเรื่องแบบนี้มามาก จนแน่ใจว่ามีแต่พลังงานจากทับทิมสยามสีม่วงเท่านั้นที่จะสร้างภาพลวงตาแบบนี้ขึ้นมาได้ และนี่ก็คือหน้าที่ของพวกคุณที่ต้องมา

ช่วยฉันค้นหาทับทิมสยามสีม่วง”

ดอนกับเดี่ยวอึ้ง นาตาชาพาสองหนุ่มเดินตรงไปที่เจดีย์ มันโผล่ยอดออกมาจากพุ่มไม้ พลัน...มีเงาคนปรากฏขึ้น นาตาชาชะงัก ดอนกับเดี่ยวกระชับปืนในมือ เงานั้นค่อยๆชัดขึ้นเป็น ดร.ฟอร์ด นาตาชาดีใจวิ่งเข้าไปหา แต่สีหน้า ดร.ฟอร์ดดูดุดัน เขาต่อว่าเธอทำให้งานเขาล่าช้าไป เธอพยายามบอกว่า ดร.วิทยากักตัวไว้ แต่ ดร.ฟอร์ดไม่ฟังกลับตวาด

“กี่ครั้งแล้วที่การทดลองของฉันล้มเหลวเพราะแก แกเกิดมาทำไม แกเป็นลูกที่ฉันไม่ต้องการ แกมันสมควรตาย นาตาชา” ดร.ฟอร์ดบีบคอนาตาชาจนล้มลง แล้วชักปืนมาเล็ง

ดอนกับเดี่ยวรู้สึกว่ามันรุนแรงเกินพ่อลูกแล้ว จึงเข้าไปแย่งปืน เกิดการต่อสู้กัน ปืนลั่นถูก ดร.ฟอร์ดทรุดลง ดอนตกใจเพราะปืนอยู่ในมือเขา แต่แล้ว ดร.ฟอร์ดกลับล้วงเข้าไปดึงลูกกระสุนออกจากลำตัว ปรี่เข้าจะฆ่านาตาชา เธอเริ่มรู้แล้วว่านี่คือภาพลวงตา

“หนีเร็ว นั่นไม่ใช่เรื่องจริง มันคือภาพลวงตา” นาตาชา ร้องบอกดอนกับเดี่ยว

สองหนุ่มรีบตามนาตาชาไป เธอเห็นแสงแดดส่องไปที่เจดีย์ นาตาชาบอกสองหนุ่ม “เราต้องรอเงาเจดีย์ทอดลงมาที่พื้น ตามมาเร็ว เดินตามเงาของเจดีย์อย่าหลุดออกจากเงาเด็ดขาด”

“มันเป็นปรากฏการทางวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์กันแน่” ดอนชักสงสัย

สักพัก บรรยากาศดูสดใสแตกต่างจากเมื่อครู่ ร่างนาตาชา ดอน และเดี่ยว เหมือนหลุดพ้นจากเขตภาพลวงตา ไม่ทันไรท้องฟ้าแปรปรวนอีกเมฆฝนลอยมารวมตัวอย่างรวดเร็ว ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา เดี่ยวบอกให้รีบไปหลบในเจดีย์...ข้างในเจดีย์ มีพระพุทธรูปเก่าปางห้ามญาติองค์หนึ่งตั้งเด่นเป็นสง่า ดอนรับรู้ถึงพลังบางอย่างในนี้ เขาไม่สามารถมองทะลุออกไปได้ เดี่ยวก็รู้สึกเช่นกัน ทั้งสองไม่อาจใช้พลังพิเศษได้ ดอนเห็นมีบันไดเล็กๆที่ใช้ปีนขึ้นไปบนยอดเจดีย์

“เราลองขึ้นไปดูข้างบนกันมั้ย” ดอนชวน นาตาชาจะตามไปด้วย

เดี่ยวห้ามไว้ “คุณเป็นผู้หญิง ไม่ควรที่จะปีนขึ้นไปอยู่บนที่สูงเหนือพระประธาน”

นาตาชาจึงรอด้านล่าง สองหนุ่มปีนขึ้นไปจนถึงช่องออกไปด้านนอกเจดีย์ เดี่ยวเห็นข้างนอกก็มีบันไดขึ้นไปอีก ทั้งสองจะปีนต่อไปจนถึงยอด เดี่ยวได้ยินเสียงบางอย่างรีบบอกดอนว่า

“ดอน ฉันได้ยินเหมือนเสียงงู”

ดอนจึงเพ่งสายตาทะลุออกไป เห็นงูเห่าขดตัวอยู่ข้างบันได มันแผ่เบี้ยพร้อมจะฉก จึงบอกเดี่ยวให้อยู่นิ่งๆ

ทั้งสองรอจังหวะพองูฉกลงบนมือเดี่ยวซึ่งดึงมือหลบทันจึงไถลลง ดอนเข้าดันตัวเดี่ยวไว้ แผ่นดินเริ่มไหว มีอิฐหินร่วงกราวลงด้านล่าง สองหนุ่มรีบปีนกลับลงมา พานาตาชาวิ่งหนีออกจากใต้ฐานเจดีย์ ภายนอกบรรยากาศมืดครึ้ม ฟ้าคะนอง สามคนวิ่งเซไปมาเนื่องจากแผ่นดินไหว แล้วก็ล้มลงท่ามกลางเศษอิฐหินร่วงหล่น ฝุ่นฟุ้งกระจาย

พักใหญ่ ทุกอย่างหยุด ท้องฟ้าสว่างขึ้น ดอนถามนาตาชาว่าตอนนี้พวกเราอยู่ที่ไหน ไม่ทันไรก็มีกลุ่มคนมากมาย อาวุธครบครันล้อมพวกเขา นาตาชามองไปรอบๆเห็นชายคนหนึ่งแหวกออกมาจากกลุ่มคน เขาคนนั้นคือ ดร.ฟอร์ด นาตาชาตะลึง แต่ยังหวาดๆว่าเป็นภาพลวงตา

“นี่แกจำพ่อไม่ได้หรือไง” ดร.ฟอร์ดถามลูกสาว

สตีเฟ่นตามเข้ามา นาตาชาถามว่าใช่พี่กับพ่อจริงหรือ สตีเฟ่นเข้ามาดึงน้องสาวถามว่ากลัวอะไร นาตาชาจึงเล่าเรื่องที่ผ่านมาให้ฟัง ดร.ฟอร์ดมองดอนกับเดี่ยว ทั้งสองแนะนำตัว

ดอนกับเดี่ยวถูกพามาที่แคมป์ เขาต้องทึ่งเมื่อเห็นที่นี่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกทุกอย่าง แม้กระทั่งจานดาวเทียมและมีสัญญาณโทรศัพท์พร้อมทำงานได้ทุกอย่าง

“แต่พวกคุณ ห้ามใช้โทรศัพท์ ห้ามติดต่อกับคนภายนอก ทุกอย่างที่นี่เป็นความลับ”

นาตาชาบอกสตีเฟ่นว่า ทีมของเสาร์ห้ากำลังพาซัมดองมาที่นี่ี่ ต้องมีคนออกไปรับ ดร.ฟอร์ดจึงให้สตีเฟ่นเป็นคนไปรอรับ เดี่ยวให้เบอร์โทร.ของบุษกรเพื่อหาพิกัด สตีเฟ่นป้อนข้อมูลเข้าคอมฯสักครู่ก็รู้ว่า ประมาณพรุ่งนี้คงมาถึง ดร.ฟอร์ดชื่นชมความสามารถของลูกชาย ทำให้นาตาชารู้สึกน้อยใจที่พ่อไม่เคยชมตนบ้างเลย ทั้งที่ตนเอาดอนกับเดี่ยวมาเป็นพวกได้

ooooooo

ฮวงพาพรรคพวกที่บาดเจ็บกลับมาให้เสือสนธิ์ กับอินทร์ปฐมพยาบาล ดร.วิทยาต่อว่าที่ปล่อยให้

นาตาชาหนีไปได้ ฮวงว่าพวกนั้นไม่ธรรมดา แถมนาตาชาก็เป็นมวย

ในขณะที่ม่านฟ้ากับบัวชุมหลงป่า เดินวนไปวนมา จนมาถึงริมลำธาร ทั้งสองพบร่างเปาชางที่บาดเจ็บสลบไสลริมนํ้า ด้วยมนุษยธรรมจึงยอมช่วยทั้งที่ไม่รู้ว่าเป็นคนดีหรือคนร้ายกันแน่ เปาชางฟื้นขึ้นมาพบว่า ม่านฟ้ากำลังทำแผล ให้ และบัวชุมก่อไฟ เปาชางรู้สึกชอบม่านฟ้า พอถูกถามว่า ไปโดนอะไรมา จึงโกหกว่าตนจะกลับบ้านฝั่งโน้น แต่โดนปล้น ม่านฟ้าหลงเชื่อ

ขณะเดียวกัน ยอด เทอด และกริ่ง แกะรอยจนพบรอยเท้าที่ปรากฏอยู่ในป่า

“ทำไมส่วนใหญ่เป็นรอยเท้าผู้ชาย น่าจะมีไม่ตํ่ากว่าสิบคน” เทอดสันนิษฐาน

“ไม่มีรอยรองเท้าผู้หญิงเลยเหรอคุณเทอด” ยอดถาม

กริ่งสังเกตเห็นรอยเท้าผู้หญิงสามคน สงสัยจะเป็นเจนนี่ ชลดา และยูกิ มุ่งหน้าไปทางเหนือ จึงคิดจะตาม แต่ไม่ทันจะไป ยอดได้ยินเสียงคน เทอดก้มลงเอาหูแนบพื้นฟัง บอกให้หลบกลุ่มสตีเฟ่น ราฮีม และลูกน้องประมาณสิบคนเดินมา ในมือสตีเฟ่นมีเครื่องจีพีเอสแบบมือถือ

“มีคลื่นสัญญาณโทรศัพท์อ่อนๆอยู่ห่างไปไม่เกินสองกิโล” สตีเฟ่นเอ่ยขึ้น

“ไม่รู้พวกไหน เอ็งสองคนไปทางนี้อย่าส่งเสียง” ราฮีมสั่งลูกน้อง

เทอด ยอด กริ่งกระซิบถามกันว่า พวกนี้จะไปไหน เทอดให้ตามไป...จนพบบุษกรกับกระแตเดินหาสัญญาณโทรศัพท์อยู่ พวกสตีเฟ่นเข้ามาจะปลดอาวุธสองสาว แต่สองสาวต่อสู้ ยอด เทอด และกริ่งตามมาเห็น ยอดจะเข้าไปช่วย แต่เทอดรั้งไว้ เพราะเห็นซัมดองนั่งทำสมาธิอยู่ห่างๆ กระแตร้องให้อาจารย์ช่วย พอสตีเฟ่นเห็นซัมดองจึงปล่อยตัวสองสาวเปลี่ยนเป็นกรุ้มกริ่ม

“ผมชื่อสตีเฟ่น ยินดีที่ได้รู้จักครับ และผมต้องขอโทษที่เราเข้าใจผิด”

สองสาวตาขวางใส่ ราฮีมเตือนให้ทุกคนรีบกลับ พวกยอดแอบตามไปอย่างเงียบๆ...ท้องฟ้าใกล้มืด สตีเฟ่นสั่งพักระหว่างทาง สตีเฟ่นนำอาหารมาให้ซัมดอง

“ข้าไม่กิน”

“จริงสิ ผมลืมไปว่า...”

ซัมดองยกมือให้สตีเฟ่นหยุดพูด แล้วบอกว่ามีคนตามมา เป็นชายสามคนอยู่ในพุ่มไม้ใหญ่ สตีเฟ่นส่งสัญญาณบอกราฮีม ขณะเดียวกัน ลูกน้องราฮีมเข้ามากะลิ้มกะเหลี่ยบุษกรกับกระแต แต่ถูกสองสาวจับทุ่มจนหงอ พรรคพวกเห็นแล้วเข็ดขยาดกลับออกไป ยอดเห็นจังหวะปลอดคน ดอดเข้ามาหากระแต สองสาวตกใจถามมาได้อย่างไร

“ก็เห็นพวกคุณหายไป ผม คุณเทอด คุณกริ่งเลยมาตาม”

บุษกรถามว่าสองคนนั่นอยู่ไหน ยอดชี้ว่าหลบอยู่ด้านโน้น กระแตพยักหน้าให้สัญญาณบุษกรไปบอกสตีเฟ่น ยอดถามว่าจะไปไหน กระแตรีบบอกว่า ให้เราอยู่กันลำพังไง

“ผมอยากให้คุณกับบุษกร หนีออกมาจากคนพวกนี้ มันอันตราย”

กระแตเข้าเคล้าเคลียยอด หว่านเสน่ห์อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ยอดรู้สึกแปลกใจ

“กระแต นี่คุณปกติดีหรือเปล่า”

“ยอด คุณกลัวอะไร คุณลืมความรักที่เรามีต่อกันแล้วเหรอ”

ยอดรู้สึกว่ามีคนมาจะหลบแต่กระแตกลับจับเขาไว้ “คิดว่าจะหนีง่ายๆเหรอ”

“นี่มันอะไรกัน กระแต”

“แกเป็นศัตรู ฉันต้องกำจัดเสาร์ห้าทุกคน”

ยอดตกใจ บุษกรนำสตีเฟ่น ราฮีมกับพวกเข้ามา ยอดรีบโดดหนีเข้าป่า พวกราฮีมยิงไล่หลัง กริ่งกับเทอดตกใจลุกขึ้นมองเห็นยอดวิ่งหนีมา เทอดนำกริ่งกับยอดหลบบริเวณต้นไม้ใหญ่ที่มีร่มเงามืดครึ้มใช้ร่างบังไว้ ทำให้สตีเฟ่น ราฮีมกับพวกตามมาไม่เห็น ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวตรงไหนก็ยิงกราดเข้าไป ปรากฏเป็นนกแตกฮือออกมา ยอดอยากจะยิงสวนแต่เทอดห้าม ควรเก็บกระสุนไว้ กริ่งถามพวกเราจะเอาอย่างไร

“เราจะใช้วิชาของเราหลอกล่อพวกมันดีกว่า” เทอดเสนอ

“ฟังแล้วน่าสนุก โอเค งั้นเราแยกกัน” ยอดชักมัน ต่างแยกย้ายไปคนละทาง

กริ่งวิ่งฉิวออกไปทางหนึ่ง เทอดหายตัวไป เหลือยอดที่ต้องรีบแทรกตัวเข้าไปในต้นไม้ใหญ่ ทำให้สตีเฟ่นกับพวกไม่เห็นใคร ทั้งที่เมื่อสักครู่ได้ยินเหมือนคนคุยกัน เทอดกับกริ่งที่ออกไปล่อทำเสียงให้พวกสตีเฟ่นไล่ยิง กริ่งเริ่มอ่อนแรงทรุดลงกับพื้นหอบตัวโยน พวกราฮีมใกล้เข้ามา เทอดต้องเข้ามาช่วยทำเสียงให้พวกนั้นหันมาสนใจแล้วหายตัวแวบไปโผล่อีกทาง ยอดออกจากต้นไม้มาดึงกริ่งไปหลบหลังต้นไม้ สักพักเทอดมาปรากฏตัว ทั้งสามเริ่มอ่อนแรง

“ขอบใจมากเทอด ยอด ที่ช่วยฉันไว้” กริ่งยิ้มให้เพื่อนๆ

“พวกเราใช้พลังกันมากไป” เทอดเองก็เหนื่อย

สตีเฟ่นมาขอซัมดองให้หาวิธีจัดการ ซัมดองแนะปล่อยให้พวกมันตายใจ ได้โอกาสเมื่อไหร่ค่อยจัดการ สตีเฟ่นกับพวกจึงแยกย้ายกันไปพัก ซัมดองหยิบดวงตาสวรรค์ออกมาร่ายมนตร์เห็นอดีตของสามคนตั้งแต่ในวัยเด็ก จนเห็นอาจารย์ลุ๊กเสกพระประจำตัวเข้าร่างแต่ละคน

“ที่แท้ก็พวกเสาร์ห้า ดี...สักวันอำนาจพุทธคุณที่อยู่ในตัวพวกมันจะต้องมาเป็นของข้า” ซัมดองแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม

ooooooo

ในความฝันของเคน เขาฝันว่าแคนพี่ชายฝาแฝดของเขามาปรากฏตัว และบอกเขาว่า ดวงวิญญาณบรรพบุรุษของพวกเราถูกขังอยู่ในลูกแก้ว มีเขาคนเดียวที่จะช่วยให้พ้นจากการทรมานนั่นได้ เคนเห็นวิญญาณร้องครวญครางอยู่ในลูกแก้ว...เคนกระสับกระส่ายจนสะดุ้งตื่น เห็นเจนนี่นั่งมองเขาอยู่ เธอถามเขาว่า ฝันร้ายหรือ เคนลุกหนีไปอย่างรู้สึกเสียหน้า

เจนนี่ตามมาขอโทษว่าตนพูดอะไรผิดไป เคนส่ายหน้าไม่มีอะไร เจนนี่อึดอัด จึงบอกว่า

“คุณคงไม่พอใจที่พวกฉันอยู่ที่นี่ เอาเป็นว่าพรุ่งนี้พวกฉันจะไป ขอบคุณมากที่ช่วยฉันกับเพื่อนๆไว้” พูดจบเจนนี่เดินกลับไป เคนมองตามอย่างครุ่นคิดว่าควรช่วยเธอหรือปล่อยไปดี...

วันรุ่งขึ้น เจนนี่ ชลดา และยูกิเตรียมตัวเดินทาง เคนหายตัวไป สามสาวเป็นห่วงเกรงจะถูกเสือคาบไป แต่เจนนี่คิดอีกอย่าง ดูเคนไม่ค่อยพอใจที่พวกตนมาพักที่นี่ จึงบอกให้เดินทางกันเลยดีกว่า จำได้ว่าต้องไปทางเหนือ พอเริ่มออกเดิน ก็มีเสียงเคนดังขึ้น สามสาวหยุดหันไปมอง

“เคน คุณหายไปไหนมาทั้งคืน” ชลดารีบถามเมื่อเห็นเคนเดินมา

“ป่าคือบ้านของผม ที่ผมกลับมาเพราะเป็นห่วงพวกคุณ”

ยูกิจึงขอให้เคนพาพวกเธอไปป่าสุสานช้าง เคนตอบตกลงแต่ยังวางฟอร์มว่าเขาเดินเร็วให้เดินตามให้ทัน

ooooooo

อาการของเปาชางดีขึ้น เขารู้สึกชอบม่านฟ้ามากจึงคิดปลุกปล้ำ บัวชุมเข้ามาช่วยเอาไม้ฟาดหัวแล้วพาม่านฟ้าวิ่งหนีไป ม่านฟ้าเสียใจที่ไว้ใจคนชั่ว บัวชุมปลอบ

“คุณหนูคือเชื้อสายของเจ้าชีวิต บัวชุมต้องจงรักภักดี ไม่ว่าคุณหนูจะตกทุกข์ได้ยากยังไง บัวชุมก็ทิ้งคุณหนูไม่ได้”

“บัวชุมคือครอบครัวของฉัน ชีวิตฉันเหลือบัวชุมเพียงคนเดียว” ม่านฟ้ากอดบัวชุมร้องไห้

“ไม่ค่ะ บัวชุมไม่ตีเสมอนาย ขอบัวชุมเป็นแค่ข้ารับใช้ก็เป็นบุญหัวกับวงศ์ตระกูลแล้วค่ะ คุณหนูต้องเข้มแข็ง สักวันคุณหนูจะต้องเป็นผู้นำของชาวเชียงรุ้งที่เหลืออยู่ อย่าร้องไห้ค่ะ”

ม่านฟ้าปาดน้ำตา รับปากจะไม่ทำให้บัวชุมผิดหวัง ตนจะเอาทับทิมสีม่วงกลับมาให้ได้ สองคนเห็นเจดีย์กลางป่า ต่างมุ่งหน้าไปที่นั่น...เปาชางโซซัดโซเซมาตามทางในป่า จนได้พบกับพวกอาเตียว แล้วพาเขากลับไปที่พักนายพลจางลี่

กลุ่มของสตีเฟ่นที่พาบุษกร กระแต และซัมดองมุ่งหน้าไปสุสานช้าง ก็เริ่มพบกับภาพลวงตา โดยจิตใต้สำนึกของกระแตสร้างเป็นภาพขึ้น มีเสียงดนตรีแบบอีสาน ปราสาทหินแบบขอมปรากฏขึ้น หญิงสาวนุ่งซิ่นแบบอีสานมาร่ายรำฟ้อนกันตรึม พวกนางฟ้อนเข้ามาดึงกระแตกับบุษกรเข้าไปในปราสาท แล้วออกมาในชุดนางรำ สตีเฟ่น ราฮีม และลูกน้องต่างหลงใหล สาวๆนางรำ ยอด เทอด และกริ่งที่ตามมา แปลกใจว่านางรำพวกนั้นมาจากไหน ยอดเศร้าใจที่เห็นกระแตมีท่าทียั่วยวนผู้ชายเหล่านั้น

ซัมดองรู้ดีว่านี่คือภาพลวงตา จึงเรียกสตีเฟ่นให้สติคืนมา ใช้ไม้เท้าร่ายมนตร์ออกไป

“ตั้งสติไว้ อย่าหลงกลภาพลวงตา”

“จริงสิ นี่มันภาพลวงตา ผมเผลอไป”

“รีบพาทุกคนเดินทางต่อ” ซัมดองร่ายมนตร์ให้ทุกคนคืนสติ ยกเว้นกระแตกับบุษกร

สตีเฟ่นเข้าไปดึงสองสาวออกจากกลุ่มนางรำ ทันใด... นางรำเหล่านั้นก็กลายร่างเป็นฝูงปีศาจ สองสาวคืนสภาพเดิมพยายามวิ่งหนีให้พ้น จนเข้าเขตเงาเจดีย์ ก็เหมือนข้ามมาอีกมิติหนึ่ง ยอด เทอด และกริ่งที่ตามมาใกล้ๆไม่ทันได้เข้าไปในเงาของเจดีย์ จึงโดนฝูงปีศาจรุมทึ้ง

“ข่าวดีว่ะ ทำอะไรมันไม่ได้เลย” เทอดบอกเพื่อนๆ

“มีข่าวจะบอกเหมือนกัน กระสุนก็ทำอะไรมันไม่ได้เลย” กริ่งบอกเช่นกัน

ยอดเข้ามารวมตัวกับเพื่อนๆ เทอดให้แยกกันตัวใครตัวมัน กริ่งจึงวิ่งจู๊ดไป เทอดหายตัวแวบ เหลือยอดที่ไม่รู้จะแทรกตัวเข้าไปไหนดี ปีศาจรุมทึ้งเขา ยอดจึงต้องมุดออกหว่างขาพวกผี แล้ววิ่งหนีจนมานั่งเหนื่อยหอบอยู่ข้างเจดีย์ เทอดกับกริ่งตามมาสมทบ

“พวกนั้นหายไปหมดแล้ว เอาไงกันดี” เทอดท่าทางหมดพลัง

“ยังไงก็ต้องตาม แต่รอให้ผีพวกนั้นเผลอก่อนดีไหม” กริ่งเสนอ

“ดี ฉันเหนื่อยเต็มทนแล้ว ขอพักก่อน” ยอดเห็นด้วย

ทั้งสามจึงหามุมนอนพัก ไม่ทันไร จิตใต้สำนึกของยอดสร้างภาพกิ้งก่ายักษ์ขึ้นมา กริ่งได้ยินเสียงนึกว่าช้างมา เพราะใกล้บริเวณสุสานช้าง แต่พอทุกคนลุกมองเห็นกิ้งก่ายักษ์ก็ตกใจพากันมุดหลบเข้าซอกหิน กิ้งก่าแลบลิ้นเข้าไปควานตัว ตวัดได้ตัวเทอดออกมา ยอดกับกริ่งช่วยกันดึงตัวเทอดกลับมา ยอดนิ่งคิด เทอดร้องลั่น

“มัวทำอะไรคุณยอด เดี๋ยวก็ได้ไปนอนในท้องกิ้งก่าหรอก”

“ผมแค่คิดอยากให้เหมือนในหนัง พระเอกกำลังจนตรอก แล้วจู่ๆก็มีสัตว์อีกตัวโผล่มาไล่กัดกิ้งก่าตัวแรกหนีไป”

“สัตว์อีกตัวเหรอ” กริ่งถาม

“ช้าง ช้างตัวใหญ่ๆโผล่มาไล่กิ้งก่า” ยอดพูดไม่ทันขาดคำ มีเสียงตึงตังและเสียงกิ้งก่าร้อง

สามหนุ่มโผล่ออกมาดู เห็นช้างตัวใหญ่ต่อสู้กับกิ้งก่า เทอดสบถว่ายอดคิดอะไรก็ได้อย่างนั้น ยอดจึงรีบคิดถึง

นางแบบปฏิทินเซ็กซี่ๆ แต่ไม่เห็นปรากฏ กริ่งรีบบอกให้

หนีจากที่นี่ดีกว่า...สามหนุ่มหลุดออกมาจากเขตภาพลวงตา มาถึงริมลำธาร ต่างวักนํ้าล้างหน้าอย่างเหนื่อยอ่อน

“ถามจริงๆนะคุณยอด ก่อนที่จะเจอกิ้งก่า คุณกำลัง คิดอะไร” เทอดอดถามไม่ได้

ยอดตอบว่าเขาคิดถึงผู้หญิงสวยๆ เทอดถามอีกว่า คิดถึงกิ้งก่าบ้างหรือเปล่า ยอดบอกมีแว้บๆ เพราะเขาเกลียดสัตว์เลื้อยคลาน เทอดจึงมั่นใจว่าเป็นเพราะจิตใต้สำนึกของยอดสร้างภาพลวงตานั้นขึ้นมา ยอดถามแล้วทำไมไม่มีสาวสวยออกมาบ้าง

“ผมว่าภาพลวงตามันอาจจะเกิดขึ้นเฉพาะสิ่งที่เรากลัวเท่านั้น”

“แล้วนี่จะมีอะไรโผล่มาอีกหรือเปล่า” กริ่งชักหวั่น

เทอดว่าก็อย่าไปคิดถึงสิ่งที่เรากลัว กริ่งบ่นพูดง่ายแต่ทำยาก เสียงนกร้องจิ้งหรีดระงม ทำให้สามหนุ่มรู้สึกว่าบรรยากาศแตกต่างกับเมื่อครู่ จึงตกลงจะพักค้างแรมตรงนี้...

ขณะที่สตีเฟ่นมาถึงแคมป์ของ ดร.ฟอร์ดก็จัดแบ่งที่พัก นาตาชาให้บุษกรกับกระแตมานอนกับตน แต่สตีเฟ่นแย้งให้สองสาวแยกพักต่างหากดีกว่า ดร.ฟอร์ดรู้ทัน ประกาศให้สามสาวนอนด้วยกัน และสั่งห้ามมีเรื่องชู้สาวเกิดขึ้น งานต้องมาก่อน สตีเฟ่นผิดหวังเล็กน้อย

ซัมดองซึ่งนั่งหลับตาอยู่ ลืมตาขึ้นแล้วกล่าวว่า “ป่าแถวนี้มีพลังบางอย่างปกคลุม”

“พลังงานของทับทิมสยามสีม่วง” ดร.ฟอร์ดคาดเดา

แต่ซัมดองว่าไม่ใช่ ดร.ฟอร์ดสงสัยยังมีพลังงานอะไรอีก ซัมดองตอบว่า พลังบริสุทธิ์ ใส สะอาด บางเบา แต่แรงกล้า มีอำนาจเหนือสิ่งอื่นใด ดอนเอ่ยขึ้นว่า...พลังพุทธคุณ

“จริงสิ แกมีตาที่สาม แกเห็นใช่มั้ย”

ดอนตอบว่า ตนไม่เห็นแต่สัมผัสได้ ซัมดองหันมาถามเดี่ยว เขาตอบว่าได้ยินเสียงสวดมนต์ สตีเฟ่นว่าตนไม่เห็นได้ยิน ซัมดองอธิบายว่าพวกฝรั่งไม่มีวันเข้าใจเรื่องนี้...

ooooooo

ตอนที่ 3

ดร.วิทยา เล่าเรื่องทับทิมสยามให้อินทร์กับเสือสนธิ์ฟัง และว่า ดร.ฟอร์ดจะใช้พลังของทับทิมสยามแปลงเป็นระเบิดแบบใหม่ที่มีอานุภาพร้ายแรงกว่าระเบิดปรมาณูหลายเท่า แม้ยังไม่ค่อยเชื่อ อินทร์ถามว่าต้องการให้พวกเขาช่วยอะไร ดร.วิทยารีบบอกว่า อยากให้ช่วยชิงทับทิมทั้งสามก้อนไม่ให้ตกในมือ ดร.ฟอร์ด เพื่อจะได้ไม่มีการทดลองระเบิดบ้าๆนั่น

“ดร.มีข้อมูลไหมว่า ไอ้ทับทิมทั้งสามก้อนมันอยู่ที่ไหนกันบ้าง” เสือสนธิ์ถาม

“เท่าที่รู้ตอนนี้ ทับทิมสีชมพูอยู่กับนาตาชา ลูกสาวดร.ฟอร์ด ทับทิมสีม่วง ผมเชื่อว่าต้องอยู่ในสุสานช้าง เพราะสายของผมรายงานมาว่า ดร.ฟอร์ดกับลูกชายของมันกำลังค้นหาอยู่ ส่วนทับทิมสีแดง ข้อมูลล่าสุดอยู่กับผู้ชายที่ชื่อ

หนานคำ” ฮวงหยิบรูปถ่ายหนานคำให้ทั้งสองดู...

ในขณะที่หนานคำกำลังคุยอยู่กับนั้ม นักข่าวภูธรในร้านค้าแถวต่างจังหวัด โดยมีลูกน้องจันตา จันเป็ง และคำปัน ยืนสอดส่องคุ้มกัน หนานคำขอให้ช่วยติดต่อนาตาชา เพื่อจะขายทับทิมสยามสีแดงและเสนอให้ค่านายหน้า 30% นั้มว่าไม่มีปัญหา แต่เขาจะเชื่อได้อย่างไรว่าทับทิมไม่ใช่ของปลอม หนานคำว่าเขาไม่กล้าหลอกพวกฝรั่งหรอก นั้มจึงถามไปได้มาอย่างไร

หนานคำอึกอักกว่าจะยอมเล่าว่า “คือว่า ไอ้ทับทิมที่ผมได้มาน่ะ เดิมมันเป็นของเจ้าจันทร์ทิพย์กับแม่นายแพรตอง”

“เจ้าจันทร์ทิพย์ ที่เป็นหลานเจ้าพวงจันทร์ เชื้อสายเจ้าเชียงรุ้งใช่มั้ย” นั้มพอรู้มาบ้าง

“นั่นแหละ ตอนที่ผมหนุ่มๆผมเข้าไปทำงานรับใช้ที่คุ้มเจ้าจันทร์ทิพย์กับแม่นายแพรตอง ตอนนั้น ม่านฟ้าอายุ 7 ขวบ มีบัวชุมเป็นพี่เลี้ยง”

หนานคำเล่าถึงอดีต เจ้าจันทร์ทิพย์มักจะไปไหว้พระธาตุทุกปีและจะนำทับทิมสีแดงติดตัวไปด้วย “เดิมทับทิมสีแดงประดับอยู่บนมงกุฎของเจ้าเชียงรุ้ง ไม่ทราบด้วยเหตุอันใด มงกุฎหายไปเหลือแต่ทับทิม ผมวางแผนที่จะชิงทับทิม เพราะรู้มาว่าทับทิมสยามมีค่ามาก”

ขณะที่รถแล่นขึ้นเขา สักพักก็กระตุก หนานคำเลี้ยวเข้าข้างทางลึกๆเจ้าจันทร์ทิพย์ทักว่าทำไมต้องเข้ามาลึกขนาดนี้ หนานคำอ้างว่าเกรงรถบรรทุกเสยเอา ม่านฟ้าปวดท้องให้บัวชุมพาเข้าไปหาที่ปลดทุกข์ แพรตองเกรงจะโดนแมลงกัดต่อยจึงให้บัวชุมถือกระเป๋ายาไปด้วย ระหว่างยืนรอม่านฟ้า ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นสองนัด  ม่านฟ้าสะดุ้งวิ่งมากอดบัวชุม ทั้งสองย่องกลับมาที่รถ เห็นแพรตองโดนยิงบาดเจ็บ และเจ้าจันทร์ทิพย์กำลังต่อสู้กับหนานคำ และหนานคำก็ยิงเจ้าจันทร์ทิพย์ล้มลง ชิงทับทิมมาได้ แพรตองกระเสือกกระสนมาหาเจ้าจันทร์ทิพย์ จึงโดนยิงอีกนัดแน่นิ่งไป ม่านฟ้าจะร้องกรี๊ด บัวชุมเอามืออุดปากไว้ทัน หลังจากนั้น หนานคำก็เอาศพทั้งสองคนใส่รถแล้วปล่อยให้รถแล่นตกเขาไป กลับมาตามหาม่านฟ้ากับบัวชุมแต่ไม่เจอ

นั้มฟังแล้วทึ่ง “หนานคำทำแนบเนียนมาก ความโลภมันทำให้คนทำได้ทุกอย่าง”

“ไม่มีใครสงสัยอะไร เพราะคิดว่ารถของเจ้าตกเขาไฟคลอกตายทั้งครอบครัว เรื่องทับทิมสยามก็ไม่มีใครรู้นอกจากผมคนเดียว”

“มิน่าล่ะ แกถึงได้รอดคดีมาเป็นสิบปี”

“ผมซ่อนทับทิมสยามเอาไว้ยังไม่รีบขายให้ใคร ก็เพราะอยากให้ทุกคนลืม จนมาเห็นแหม่มที่ประกาศหาซื้อทับทิมสยามสีแดงในทีวีนี่แหละ”

นั้มถามว่าเก็บไว้ที่ไหน หนานคำอึกอักก่อนจะยอมบอกว่าเก็บไว้ที่บ้าน นั้มจึงบอกว่าติดต่อแหม่มได้เขาจะไปบอกที่บ้าน หนานคำกับลูกน้องกลับไป นั้มโทร.บอกอินทร์ว่าเรื่องที่ให้สืบ ทับทิมสีแดงอยู่กับหนานคำที่บ้าน อินทร์จะส่งคนมาให้นั้มรอรับด้วย จากนั้นนั้มก็โทร.บอกฮวงอีกคน ฮวงมาพบกับนั้ม ทั้งสองตามจันตา จันเป็งและคำปันไปเที่ยวบาร์ในเมือง นั้มชี้บอกฮวงว่าสามคนนี้เป็นลูกน้องหนานคำ สามคนดื่มเหล้าคุยกันเฮฮา ฉลองที่จะได้เงินแสน

“โห...ถ้าพวกเราได้เป็นแสน แล้วพี่หนานคำจะได้เท่าไหร่” คำปันถามขึ้น

บัวชุมกับม่านฟ้าแอบฟังทั้งสามคุยกัน...อีกฟากฮวงนั่งมองสามคน คำปันสังเกตเห็นชี้ให้พวกดูว่าไอ้คนนั้นตามมาตั้งแต่ก่อนเข้าบาร์ พวกคำปันลุกจากโต๊ะมาหาเรื่องฮวงทันที เกิดการต่อสู้กันอย่างเมามัน บัวชุมจะพาม่านฟ้าหนีแต่เธอไม่ยอมไป จะรอตามสามคนกลับ เพราะเชื่อว่าต้องพบหนานคำแน่ ม่านฟ้าใช้วิธีร้องตะโกนว่าตำรวจมาๆได้ผลวงแตกหนีกันกระเจิง

เป็นอย่างที่คาด ม่านฟ้ากับบัวชุมตามสามคนมาจนถึงบ้านหนานคำ บัวชุมเห็นจำได้ว่าใช่หนานคำจริงๆม่านฟ้าจึงแอบย่องขึ้นบ้านไปค้นหาทับทิมสีแดง  ขณะที่หนานคำกำลังเอ็ดตะโรกับลูกน้องที่ไปก่อเรื่องกันมาจนสะบักสะบอมแบบนี้ และเกรงว่าพวกนั้นจะตามมาขโมยทับทิมของตน จึงสั่งให้ทั้งสามอยู่ยามรอบๆบ้าน

ม่านฟ้ากับบัวชุมรื้อค้นจนพบทับทิมสีแดง แต่หนานคำกับเมียเข้ามาเจอพอดี หนานคำจำบัวชุมได้ จึงเดาว่าอีกคนต้องเป็นม่านฟ้า เกิดการยื้อแย่งทับทิมกัน จันตา จันเป็งและคำปันได้ยินเสียง ไม่ทันจะขึ้นไปดู รถ ดร.วิทยาแล่นเข้ามา ฮวงและลูกน้องลงมาจากรถ จันเป็งกับพวกคิดว่าตามมาเอาเรื่อง จึงตะลุมบอนกันอีก...บนบ้าน บัวชุมถูกหนานคำฟาดหัวเลือดอาบ ม่านฟ้าเข้ามาช่วยจึงโดนหนานคำชิงทับทิมคืนไปได้ แล้ววิ่งหนีลงจากบ้านพร้อมกับเมีย ออกมาเห็นจันตา จันเป็ง และคำปันถูกพวกฮวงยิง สองผัวเมียชะงักยืนงง ดร.วิทยาลงจากรถมา ชักปืนยิงใส่หนานคำกับเมียตายคาที่ แล้วหยิบทับทิมสีแดงไป ม่านฟ้ากับบัวชุมเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ม่านฟ้าจะไปแย่งทับทิมคืนมาเพราะอุตส่าห์ตามหามาเป็นสิบปี แต่บัวชุมรั้งไว้ ด้วยความรีบร้อนจึงชนของหล่น ดร.วิทยาได้ยินสั่งฮวงขึ้นไปดู สองคนซ่อนตัวมิดชิด ฮวงไม่เห็นจึงพากันกลับไป

ม่านฟ้าเสียใจมาก บัวชุมปลอบจะสืบหาที่อยู่ ดร.วิทยา คนนี้มาให้ได้ ม่านฟ้าสาบานจะตามล่าจนถึงที่สุด...

ได้ทับทิมแล้ว ดร.วิทยานำกลับมาให้อินทร์กับเสือสนธิ์ดู และขอบคุณถ้าไม่ได้คนของเสือสนธิ์ช่วย ตนคงทำงานไม่สะดวกแบบนี้ ทั้งอินทร์กับเสือสนธิ์ตะลึงกับความงามของทับทิม แล้วลองถามว่าถ้าขายจะได้ราคาสักเท่าไหร่ ดร.วิทยาตอบว่า เหยียบร้อยล้าน

“ถึงราคาจะสูงขนาดนี้ แต่ถ้าเอามาเทียบกับชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ได้หรอกครับ” ดร.วิทยาสร้างภาพเป็นคนดี

เสือสนธิ์กับอินทร์เห็นด้วย ถึงได้เงินมากมายแต่ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ จะมีประโยชน์อะไร ดร.วิทยาได้ทีรีบบอกว่าเป้าหมายต่อไปคือทับทิมสีชมพู ที่อยู่กับนาตาชา ทั้งสองยินดีร่วมมือ

ooooooo

สองสามวันต่อมา ดอนยืนมองรอบๆเซฟเฮาส์ดูความเรียบร้อย เดี่ยวขับรถพากระแตกับบุษกรเข้ามา บุษกรมาทำแผลให้นาตาชา เห็นว่าหายดีไม่มีอะไรน่าห่วง นาตาชาจึงขอกลับบ้านแต่เดี่ยวแย้งว่า จะไม่ปลอดภัย  เธอว่าเธอกลับไปอยู่กับพี่ชายที่คอนโดฯส่วนตัว กระแตบอกว่าตอนนี้สตีเฟ่นไม่อยู่ รู้สึกจะเข้าป่า นาตาชาแปลกใจที่ทำไมถึงรู้ บุษกรจึงถามว่ารู้ไหมว่าไปกับใคร

“ฉันพอเดาออกค่ะ ก็อย่างที่ทุกคนทราบว่าพ่อของเราหายสาบสูญไป ถ้าคุณเป็นลูกก็ต้องทำทุกวิถีทางที่จะนำพ่อกลับมา”

“อะไรทำให้คุณเชื่อว่า ดร.ฟอร์ดยังไม่ตาย” ดอนถาม

“ถ้าพวกคุณอยากรู้จริงๆฉันจะพาไป โอเคนะคะ” นาตาชามองทุกคนอย่างท้าทาย

เดี่ยวยอมขับรถพาทุกคนไปตามที่นาตาชาบอกทาง นาตาชาเล่าไปในรถว่า ซัมดองเป็นนักบวชชาวทิเบตที่มีความสามารถพิเศษเหนือธรรมชาติ ตนกับพี่ชายศรัทธา

“แปลกนะคะที่ฝรั่งอย่างพวกคุณ สนใจเรื่องแบบนี้” กระแตข้องใจ

“ก็ถ้าฉันไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง ก็คงเห็นว่ามันเป็นเรื่องงมงาย แต่สิ่งที่กลุ่มเสาร์ห้าแสดงให้ฉันเห็นในวันนั้น มันก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเรื่องเหนือธรรมชาติมีจริง”

ดอนกับเดี่ยวทึ่งอยากเจออาจารย์เก่งๆแบบนี้มานานแล้ว บุษกรเตือนให้แจ้งยูกิก่อนว่าจะพานาตาชาไปไหน นาตาชากลัวเสียแผนรีบแย้งไม่กลัวโดนจับสัญญาณได้ สะกดรอยตามหรือ ดอนถามความเห็นเดี่ยว นาตาชาเห็นสองหนุ่มลังเล จึงหว่านเสน่ห์ว่าไปเดี๋ยวเดียวก็กลับ พวกเสาร์ห้าก็อยู่หลายคน เดี่ยวกับดอนจึงยอม นาตาชาจึงขอร้องให้ทุกคนปิดมือถือด้วย

เจนนี่มาที่เซฟเฮาส์ รู้ว่าไม่มีใครอยู่ โทร.หาดอนกับคนอื่นๆก็ปิดสาย จึงโทร.ไปหาชลดาที่ออฟฟิศ ชลดาถามยูกิที่อยู่ด้วยกันว่า พวกดอนโทร.มาบอกไหมว่าไปไหน ยูกิส่ายหน้า

“เล่นหายตัวไปแบบนี้มันน่าเป็นห่วง ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า” เจนนี่กังวลใจ

“นั่นสิ พวกนั้นไม่มีใครแจ้งยูกิกันเลย” ชลดาบ่น

“ผิดขั้นตอนกันแบบนี้ คงต้องมีบทลงโทษกันบ้างแล้ว” เจนนี่ชักไม่พอใจ

“นึกออกแล้ว ที่รถคุณเดี่ยวติดสัญญาณกันขโมยแบบที่มีสัญญาณจีพีเอส เราจะแคร็กรหัสไปที่บริษัทประกันภัยแล้ว ให้เขาเปิดเครื่องสแกนสัญญาณให้” ยูกิเสนอ

“ได้ยินมั้ยเจนนี่” ชลดาพูดไปในโทรศัพท์

เจนนี่เห็นดีด้วย ให้ยูกิบอกเส้นทางมา ตนจะขับรถตามพวกดอนไป...

รถของเดี่ยวมาจอดหน้าศาลเจ้า ลุงที่เฝ้าศาลออกมาต้อนรับและบอกว่า ซัมดองลิมโปเซกำลังรออยู่ ทุกคนมองหน้ากันอย่างแปลกใจ ขณะที่นาตาชาแอบยิ้มมุมปาก ลุงพาทุกคนมาที่ห้องซัมดอง ซึ่งตกแต่งแบบทิเบต มีเครื่องรางและภาพเขียนที่ดูแปลกตา ดอนเดินมาหยุดมองที่ดวงตาสวรรค์ซึ่งวางอยู่บนหิ้ง เดี่ยวได้ยินเสียงบางอย่างเดินมาหยุดคู่กับดอน

“ผมได้ยินบางอย่าง ดังมาจากที่นี่” เดี่ยวเปรย

“ผมก็เห็นเหมือนมีใครถูกขังเอาไว้”

นาตาชาเข้ามาบอกว่า นี่เป็นของศักดิ์สิทธิ์จากทิเบต บุษกรกับกระแตเข้ามาสมทบถามว่า มันคืออะไร ซัมดองเดิน

ออกมาจากผนังห้องมาหยิบดวงตาสวรรค์ ทุกคนตะลึง ซัมดองทักทายทุกคนอย่างถูกต้อง บุษกรถามรู้จักพวกตนด้วยหรือ

“ข้ารู้ทุกอย่างที่อยากรู้...ดวงตาสวรรค์คือตาที่สาม มันทำให้ทุกคนมองเห็นในสิ่งที่พวกเขาต้องการ ไม่ว่าจะเป็นอดีต อนาคต หรือแม้แต่สิ่งลี้ลับในอีกมิตินึง” ซัมดองร่ายมนต์

สักครู่ ดวงตาสวรรค์ส่องประกายเรืองรอง ทุกคนมองอย่างตื่นเต้น ภาพในลูกแก้วนั่นปรากฏภาพในวัยเด็กของกลุ่มเสาร์ห้าแต่ละคน

“เสาร์ห้า พวกเจ้าคือดวงแก้วห้าประการ เกิดมาเพื่อบำเพ็ญวิริยะบารมี...ตาทิพย์ของเอ็งไม่ต่างจากดวงตาสวรรค์ของข้า เห็นในสิ่งที่อยากเห็น” ซัมดองบอกดอนแล้วหันไปทางเดี่ยว “หูของเอ็งมันก็ได้ยิน ไปไกลเท่าที่ใจของเอ็งต้องการ แต่น่าเสียดายที่พวกเอ็งมีจุดอ่อน”

“จุดอ่อนของพวกเราคืออะไร” ดอนหยั่งเชิงถาม

“หลังจากพวกเอ็งใช้ความสามารถพิเศษแล้ว พลังของพวกเอ็งจะหมดลงอย่างรวดเร็วโชคยังดีที่พวกเอ็งเอาตัวรอดมาได้ทุกครั้ง”

“อาจารย์สามารถแก้จุดอ่อนของพวกเขาได้ใช่มั้ยคะ” นาตาชาดึงเข้าแผน

ซัมดองยิ้มอย่างรู้กัน แล้วบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่เกินความสามารถของตน บุษกรกับกระแตรีบขอเป็นลูกศิษย์ด้วย ซัมดองยิ้มอย่างพอใจ

เจนนี่ขับรถมาถึงหน้าศาลเจ้า แล้วแอบย่องเข้าไปโดยติดต่อกับชลดาและยูกิตลอดทาง...ดอน เดี่ยว บุษกร และกระแตกำลังนั่งพนมมืออยู่หน้าดวงตาสวรรค์ ที่ส่องแสงกระทบหน้าทุกคน ซัมดองบริกรรมคาถาอยู่ไม่ห่าง บอกทุกคนให้ทำสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าออก สักพักก็พยักหน้าให้นาตาชาออกไปจากห้อง แล้วเขาก็ยกดวงตาสวรรค์ขึ้น ร่ายมนต์อีกครั้งเกิดเงาดำพุ่งเข้าใส่หน้าผากดอน เดี่ยว บุษกร และกระแต ทุกคนลืมตาพรึ่บขึ้น ดวงตาเปลี่ยนไปราวคนละคน เจนนี่แอบมองเห็นเหตุการณ์พอดีตกใจมาก ซัมดองพูดกับทั้งสี่คนว่า

“ต่อไป พวกเจ้าจะต้องทำตามที่ข้าสั่ง เพราะพวกเจ้าคือบริวารของข้า”

“ครับ...ซัมดอง”... “ค่ะ...ซัมดอง”

“พวกเจ้าจงหาทางทำลายศัตรู โดยการแทรกซึมคอยสืบความลับอย่าให้มันรู้ตัว จำเอาไว้ ศัตรูของพวกเจ้าก็คือกลุ่มเสาร์ห้า”

เจนนี่ตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน พลันเห็นนาตาชาเดินมาจึงรีบหลบ...ซัมดองให้ทั้งสี่คนตามออกมาพบนาตาชาแล้วบอกเธอว่า พวกนี้ตกอยู่ใต้อำนาจมนต์ของตนแล้ว ต่อไปจะทำตามคำสั่งเธอ นาตาชาจึงขอทดสอบ เธอส่งปืนให้เดี่ยวแล้วสั่งให้ยิงบุษกร เดี่ยวรับปืนมาแล้วยกขึ้นยิงบุษกรทันทีเสียงปืนดังแชะ เพราะปืนไม่มีกระสุน นาตาชายิ้มอย่างพอใจ

“ดีมาก แสดงว่า เวทย์มนต์ของอาจารย์ได้ผลจริงๆถ้าทุกอย่างสำเร็จ ฉันจะบอกให้พ่อสมนาคุณอาจารย์ไม่อั้น”

“ข้าต้องได้ในสิ่งที่เหมาะสมกับข้า ฮึๆ” ซัมดองหัวเราะเยือกเย็นเพราะสิ่งที่เขาต้องการคือทับทิมสยามเช่นกัน แต่ไม่มีใครรู้ทัน

ooooooo

เมื่อเห็นเดี่ยว ดอน กระแต และบุษกรพานาตาชา ขึ้นรถไป เจนนี่ก็ออกจากที่ซ่อนขึ้นรถหมายขับตาม แต่ไม่ลืมที่จะติดต่อกลับไปบอกที่สำนักงานเสาร์ห้า ยอดรับสายแล้วบอกว่าเขารู้เรื่องจากชลดาแล้วจะรีบตามไปกับเทอดและกริ่ง โดยตามสัญญาณจีพีเอสรถเดี่ยว ให้สองสาวประจำการอยู่สำนักงาน เผื่อมีอะไรฉุกเฉินจะได้ติดต่อกันได้

รถของเดี่ยวแล่นไปตามถนน นาตาชายิ้มอย่างพอใจที่พวกเสาร์ห้าอยู่ในคำสั่งของตนอย่างง่ายตาย จึงออกคำสั่งให้กระแตกับบุษกร คอยรายงานความเคลื่อนไหวของพวกเสาร์ห้า ส่วนดอนกับเดี่ยว ให้ศึกษาแผนที่เส้นทางป่าสุสานช้างให้ละเอียด พร้อมเมื่อไหร่ตนจะสั่งให้พาตนกับซัมดองเข้าป่าไปหาพ่อกับพี่ชาย ทุกคนรับทราบ

นาตาชาสังเกตเห็นรถเจนนี่ตามมา ดอนกับเดี่ยวเห็นเช่นกัน จึงขับหนี สักพักนาตาชาสั่ง

“จอดรถ แล้วทำทุกอย่างให้ปกติ อย่าให้เจนนี่สงสัย”

พอรถจอดข้างทาง นาตาชา กระแต และบุษกรลงจากรถไปหาเจนนี่ เธอต่อว่าที่ไปไหนไม่รายงาน บุษกรกับกระแตแก้ตัวว่าออกมาขับรถเล่น ที่ปิดโทรศัพท์เพราะเกรงถูกจับสัญญาณได้ นาตาชาออกรับว่าเป็นความผิดของตน ขณะที่สาวๆอยู่นอกรถ เดี่ยวกับดอนเริ่มมองหน้ากันเพื่อสำรวจว่าอีกฝ่ายตกอยู่ในอำนาจมนต์ดำหรือไม่

“เดี่ยว...นาย...”

“ฉันเอง...ดอน ฉันยังเหมือนเดิม นายล่ะ”

“ฉันก็ยังเหมือนเดิม อำนาจพุทธคุณช่วยคุ้มครองเราสองคนไม่ให้ถูกครอบงำ จากมนต์ดำของซัมดอง”

เดี่ยวสงสัยแล้วกระแตกับบุษกร ดอนว่าอาจจะตกอยู่ในอำนาจแล้วเลยถามว่าเมื่อกี้ทำไมเดี่ยวถึงกล้ายิงบุษกร เดี่ยวบอกว่า โชคดีที่เขาชินกับน้ำหนักปืน จึงรู้ว่าปืนไม่มีกระสุน ดอนติงว่ามันเสี่ยงเกินไป เดี่ยวยอมรับว่าเขาบ้าไปหน่อย ทั้งสองตกลงกันว่าจะทำตามน้ำไปก่อนแล้วหาทางช่วยบุษกรกับกระแต โดยไม่ให้พวกมันจับได้

อีกมุมหนึ่ง รถของ ดร.วิทยากับลูกน้อง จับตามองกลุ่มของดอน รอจังหวะที่จะจับตัวนาตาชามา โดยพวกดอนไม่ทันเห็น...ดอนกับเดี่ยวลงจากรถมาช่วยเคลียร์กับเจนนี่ ว่าพวกเขาผิดที่ไม่โทร.รายงาน ทีหลังจะไม่ทำอีก แล้วชวนกันกลับเซฟเฮ้าส์ นาตาชาส่งสายตายิ้มเยาะเจนนี่จนเธอผิดสังเกต ทันใด...ลูกน้องอินทร์ก็เข้ามาจับตัวนาตาชา รถ ดร.วิทยาแล่นมารับตัวโดยลูกน้องยิงสกัดไว้ รถยอด กริ่ง และเทอดแล่นมาถึง เดี่ยวรีบตะโกนบอกให้ตามรถ ดร.วิทยาไป เดี่ยวรีบไปขับรถ กระแตกับบุษกรตามไปด้วย ดอนย้ายมาขับรถเจนนี่ ทั้งสามคันตามไปช่วยนาตาชา ดร.วิทยาวิทยุสั่งการ ไม่ทันไรก็มีระเบิดสกัดรถที่ตาม และกระหน่ำยิงใส่รถทั้งสามคัน พวกเสาร์ห้าพากันลงจากรถหาที่กำบังยิงต่อสู้ เจนนี่เห็นกระแตกับบุษกรไม่ยิงโต้เหมือนอย่างเคย

“กระแต บุษกร ทำไมคุณไม่ยิงโต้ตอบพวกมัน พวกคุณเป็นอะไรไป”

“เปล่า ไม่มีอะไร” กระแตรีบปฏิเสธ บุษกรถามว่าเจนนี่ข้องใจอะไร

“ฉันก็แค่เป็นห่วง”

“เป็นห่วงตัวเองก่อนดีกว่า” กระแตสวน แล้วหันปืนมาทางเจนนี่ ด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม

เจนนี่ตกใจถามว่านี่มันอะไรกัน กระแตพูดยิ้มๆว่า ถ้าตนทำปืนลั่น ทุกคนก็คงเข้าใจว่าเธอถูกฝ่ายนั้นยิง เจนนี่หน้าเสีย กระแตทำท่าจะลั่นไก จู่ๆก็หัวเราะออกมาแล้วบอกว่าล้อเล่น เจนนี่รู้สึกหวั่นใจว่าเพื่อนทั้งสองเปลี่ยนไปแล้ว

กว่าควันระเบิดจะสงบ รถพวก ดร.วิทยาก็หนีไปได้ กลุ่มเสาร์ห้าปรึกษากันว่าคุ้นหน้าพวกนั้นว่าเป็นคนของเจ้าพ่ออินทร์ ต่างแปลกใจว่าทำไมไปร่วมมือกับ ดร.วิทยา ทั้งที่เดิมเป็นพวกตน กระแตกับบุษกรเข้ามาสมทบท่าทางเป็นปกติ บอกว่าจะช่วยเจนนี่สืบหาความจริง

ooooooo

หลังจากนั้น เจนนี่ก็จับตามองบุษกรกับกระแต สองคนมักจะทำงานกันเงียบๆไม่พูดคุยกับคนอื่นๆเหมือนเคย ชลดาถามเจนนี่ว่าเป็นอะไร ท่าทางเหมือนมีเรื่องอะไร ยูกิเข้ามาสมทบเจนนี่พยักพเยิดให้ดูบุษกรกับกระแต ตนดูท่าทางไม่เหมือนเดิม แต่ชลดากับยูกิมองไม่ออก เจนนี่กำลังจะเล่า ยอดยกอาหารออกมาขัดจังหวะ

“มาแว้วๆสุดยอดของความอร่อยจากพ่อครัวหัวป่า”

เทอดกับกริ่งถือของตามมา “รับรองอร่อยทุกอย่าง เทอดชวนชิมครับผม”

กระแตกับบุษกรชวนกันมาดูว่ามีอะไรบ้าง ยูกิกระซิบชลดากับเจนนี่ว่า ไม่เห็นบุษกรกับกระแตผิดปกติตรงไหน แล้วหาว่าเจนนี่คิดมากไป...ดอนกับเดี่ยวเห็นสายตาสงสัยของเจนนี่ จึงปรึกษากันว่าจะเอาอย่างไรดี เดี่ยวคิดว่า

“ถ้าเราบอกเธอ เรื่องของเราไม่ได้ถูกครอบงำ แผนการอาจจะล้มเหลว ผมว่าเราน่าจะปล่อยให้เจนนี่สงสัยอย่างนี้ไปก่อนดีกว่า”

ดอนตกลงตามนี้ เดี่ยวถือจานอาหารตามออกมา เจนนี่มองอย่างจับพิรุธแล้วเข้าไปหาดอนในครัว ตัดสินใจถามว่าพวกเขาไปทำอะไรที่ศาลเจ้า ดอนปฏิเสธว่าไม่มีอะไร

“แต่ฉันเห็น”

“เห็นอะไร”

“พวกคุณทุกคนเหมือนถูกครอบงำ”

ดอนหาว่าเจนนี่ตาฝาดและพูดเป็นนัยๆว่า สิ่งที่เธอเห็นไม่เป็นอย่างที่คิดหรอก ดอนถือของเดินออกไป เจนนี่รู้สึกขุ่นใจมากขึ้น

ooooooo

ภายในบ้านเสือสนธิ์ นาตาชาถูกมัดไว้กับเก้าอี้ ฮวงค้นตัวหาทับทิมสยามแต่ไม่พบ นาตาชาโวยวายให้ปล่อยตน พลันมือถือเธอดังขึ้น ดร.วิทยาดึงมารับสายเอง สตีเฟ่นโทร.มา ดร.วิทยากรอกเสียงลงไปว่าตนจับน้องสาวเขาไว้ ให้เขาเอาทับทิมสีชมพูมาแลกเปลี่ยน

“แต่ฉันออกไปไม่ได้ ตอนนี้พวกฉันอยู่ในป่าสุสานช้าง” สตีเฟ่นพูดอึกอักๆ

ดร.ฟอร์ดข้องใจเข้ามาฟัง สตีเฟ่นบอก ดร.วิทยาว่าพวกเขากำลังค้นหาทับทิมสีม่วง เชื่อว่าอยู่แถวนี้ แล้วต่อรองให้เอาตัวนาตาชามาแลกที่นี่ จะได้ทั้งสองก้อนไป

“แล้วฉันจะเชื่อได้ยังไงว่าแกไม่หลอกฉัน”

ดร.ฟอร์ดดึงโทรศัพท์มาพูดเอง “คนอย่าง ดร.ฟอร์ดไม่เคยโกหกหวังว่าแกคงจำฉันได้นะ”

ดร.วิทยาแปลกใจที่ ดร.ฟอร์ดยังไม่ตาย เขาจึงตกลงจะเดินทางไป จากนั้น ดร.วิทยาก็หันมาถามนาตาชาว่าจะไปสุสานช้าง นาตาชาย้อนถามว่ารู้เส้นทางลับหรือ ดร.วิทยาไม่เข้าใจ

“ใช่ เส้นทางลับที่จะผ่านเขตภาพลวงตาเข้าไปในป่าสุสานช้าง”

“ก็เธอไงนาตาชา เธอนั่นแหละที่จะนำทางฉันไป”

“ไม่ใช่ฉัน...คนที่จะนำทางได้คือ คุณเดี่ยว คุณดอน พวกเสาร์ห้า”

ดร.วิทยามองนาตาชาอย่างข้องใจ เธอยิ้มอย่างมีเลศนัย...ไม่นาน นาตาชาก็ถูกแก้มัดให้ โทร.หาเดี่ยวกับดอน เดี่ยวรับสายเปิดเสียงให้ดอนฟังด้วย ทั้งสองทำเป็นรับฟังคำสั่ง นาตาชาสั่งสองหนุ่มให้เตรียมพร้อมเดินทางไปสุสานช้างพรุ่งนี้อย่าแพร่งพรายให้ใครรู้ สองหนุ่มรับทราบ

พอวางสาย สองหนุ่มก็หันมาปรึกษากัน เดี่ยวเห็นว่าถ้าอยากได้ลูกเสือต้องเข้าถ้ำเสือ...วิทยาทึ่งที่นาตาชาสั่งพวกเสาร์ห้าได้ อินทร์กับเสือสนธิ์ไม่อยากเชื่อ นาตาชาให้คอยดูต่อไป เสือสนธิ์จึงว่า ถ้าพวกเสาร์ห้าเป็นศัตรูของชาติก็เท่ากับว่า เป็นศัตรูพวกตนด้วย ดร.วิทยาถามว่า พร้อมจะเดินทางตอนเช้าไหม และให้นาตาชานัดสองหนุ่มเสาร์ห้าไปเจอที่หมู่บ้านช้างร้อง

ในคืนนั้น เจนนี่ ยอด เทอด และกริ่งพยายามหาพิกัดจับสัญญาณไปที่หมู่บ้านของเสือสนธิ์ เพราะเชื่อว่านาตาชา ถูกจับไปไว้ที่นั่น เทอดยังสงสัยว่าเสือสนธิ์เกี่ยวอะไรด้วย

“บางทีกลุ่มของเจ้าพ่ออินทร์กับเสือสนธิ์น่าจะเป็นแนวร่วมของ ดร.วิทยา” เจนนี่สงสัย

เทอดไม่อยากเชื่อ เจนนี่ขอร้องว่าตอนนี้ตนไว้ใจพวกเขาสามคนเท่านั้น อย่าบอกดอน เดี่ยว กระแต และบุษกร ส่วนยูกิกับชลดาไม่มีอะไร กริ่งจึงเสนอ

“งั้นผมจะติดต่อสัปเหร่อแต้มให้ลองช่วยสืบเรื่องที่หมู่บ้านเสือสนธิ์ดู...”

ไอ้ต่ำเป็นคนที่แต้มส่งไปสืบที่หมู่บ้านเสือสนธิ์ ว่าจะยกขบวนกันไปไหน ต่ำทำทีเอาหมากมาฝากเสือสนธิ์แล้วเลียบ เคียงถามจนรู้ว่าจะไปสุสานช้าง ก็รีบกลับมารายงานแต้ม

“จริงจ๊ะลุงแต้ม ฉันเห็นมากับตาได้ยินมากับหู”

แต้มโทร.บอกกริ่งทันที ว่าเสือสนธิ์กับอินทร์เดินทางไปกับ ดร.วิทยา กริ่งสงสัยว่าทั้งสองโดนหลอกใช้ แต้มว่าน่าจะใช่ และผู้หญิงที่ถูกจับมาก็เดินทางไปด้วย สงสัยว่าจะมีการแลกเปลี่ยนกับอะไรบางอย่างจาก ดร.ฟอร์ด ซึ่งน่าจะเป็นทับทิมสยาม

ooooooo

วันรุ่งขึ้น กริ่งเห็นดอนกับเดี่ยวขึ้นรถขับออกไป กริ่งตามมาไม่ทัน เจนนี่วิ่งมาสมทบถามว่าสองคนนั่นไปไหน กริ่งตอบว่าถามไม่ทันแต่น่าแปลกใจเพราะสองคนไม่เคยทำตัวแบบนี้

“อาจเป็นเพราะพวกเขาถูกครอบงำก็ได้”

“ครอบงำ ไม่ใช่เรื่องเล็กแล้วนะ” กริ่งมองหน้าเจนนี่เชิงปรึกษาจะรายงานหัวหน้าไหม

ขบวนรถ ดร.วิทยามาถึงหมู่บ้านช้างร้อง นาตาชาแกล้งขอเข้าห้องน้ำ แล้วแอบโทร.บอกดอนให้กระแตกับบุษกรไปรับซัมดองเดินทางไปสุสานช้าง เป็นความลับห้ามบอกใคร  เจนนี่ แอบเห็นยิ่งสงสัย บุษกรปรินต์แผนที่จากคอมฯที่เดี่ยวกับดอนทำไว้ แล้วเก็บกระเป๋าเดินทางอย่างรวดเร็ว ยูกิกับชลดาก็เห็นเริ่มรู้สึกว่าสองคนนั่นดูแปลกๆไปจริงๆ

เจนนี่ซุ่มมองกระแตกับบุษกรขนของขึ้นรถขับออกไป เจนนี่จะตาม ยูกิกับชลดาสะพายเป้ตามมาสมทบขอไปด้วย สามคนจึงสะกดรอยตามบุษกรกับกระแตจนมาถึงศาลเจ้า และได้เห็นว่าเพื่อนทั้งสองมารับซัมดอง

เมื่อเดี่ยวกับดอนมาถึงหมู่บ้านช้างร้อง อินทร์กับเสือสนธิ์มองด้วยความสงสัย ดอนถาม

“เดี๋ยว...เจ้าพ่ออินทร์กับเสือสนธิ์มาเป็นพวก ดร.วิทยาได้ยังไง”

“มันต้องมีที่มาที่ไป แต่ยังไงเราต้องทำเป็นจำไม่ได้เหมือนโดนมนตร์สะกด เพื่อไม่ให้พวกมันสงสัย” เดี่ยวกับดอนเดินเข้าไปหานาตาชา

นาตาชาสั่งสองหนุ่มนำทางไปสุสานช้าง ดร.วิทยาทึ่งที่นาตาชาสามารถสั่งพวกเสาร์ห้าได้ อินทร์กระซิบถามเสือเผ่นทำไมดอนกับเดี่ยวทำเหมือนไม่รู้จักพวกตน...ห่างออกไปมุมหนึ่งม่านฟ้ากับบัวชุมซุ่มมองอยู่ และสะกดรอยตาม...พอถึงจุดพัก อินทร์เข้ามาถามเดี่ยวว่าจำเขาไม่ได้หรือ เดี่ยวทักทายอย่างห่างเหินแล้วเดินไป เสือสนธิ์เข้ามาถามว่ามีอะไร อินทร์ตอบว่าเดี่ยวทำเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

“ก็ดี ใครที่มันทรยศชาติ เราก็ไม่สมควรที่จะจดจำ” เสือสนธิ์บอกเพื่อนแล้วชวนเดินต่อ

รถกระแตกับบุษกรที่นำซัมดองมาจอดข้างทางเข้าป่า แล้วลงเดินเท้า เจนนี่จะตาม ยูกิแย้ง

“แต่เราไม่ได้เอาอะไรติดตัวมากันเลยนะ”

“กลัวอะไร เรามีทั้งปืนทั้งมีด” ชลดาว่า แต่ยูกิหมายถึงเสื้อผ้าและอาหาร เจนนี่บอกว่าในรถตนมีของกินอยู่บ้าง จึงเปิดท้ายรถเอาของใส่เป้สะพายตามเข้าป่าไป

เดินมาได้สักพัก บรรยากาศเริ่มวังเวง ซัมดองรู้สึกตัวว่ามีคนตาม จึงให้บุษกรกับกระแตเดินตามรอยเท้าตนอย่าให้หลุดรอด พอสองคนเดินตามซัมดอง สักครู่ทั้งสามก็หายไปต่อหน้าต่อตา เจนนี่กับพวก สามคนตกตะลึง เดินตามหาสักครู่ก็รู้สึกตัวว่าพวกตนหลงป่า จะโทร.ขอความช่วยเหลือก็ไม่มีสัญญาณ

ขณะที่สามสาวเดินไปมา ก็พบกับเปาชางและอาเตียว สองคนยิ้มกริ่มคิดจะปล้นทั้งทรัพย์สินและตัวสาวๆ เกิดการต่อสู้กัน จู่ๆก็มีเสียงแคนดังแว่วมา ทุกคนชะงักชั่วครู่ ชลดาฉวยโอกาสดึงเจนนี่กับยูกิวิ่งหนี เปาชางกับอาเตียววิ่งตามแต่ก็โดนสามสาวยิงสวน พลันเสียงแคนดังขึ้นอีก

“เสียงแคน ทำไมเหมือนกับเสียงแคนของ...” เจนนี่เปรย

“หรือว่าจะเป็น แคน คนป่า” ยูกิสงสัย แต่ชลดาว่าแคนตายไปแล้ว ยูกิเริ่มกลัวจะเป็นผี

เจนนี่ให้เพื่อนๆวิ่งไปตามเสียงแคน เปาชางกับอาเตียว ไล่ยิง สามสาวเห็นเหมือนคนยืนเป่าแคนอยู่ข้างหน้า ก็วิ่งไปทางนั้น ภาพชายเป่าแคนห่างออกไปอยู่กลางสายน้ำตก สักครู่ก็หายวับไป เปาชางกับอาเตียวตามมาทันสุดหน้าผา ร้องบอกสาวๆให้มามีความสุขกันดีกว่า พลันก็มีปืนกลยิงสาดใส่เปาชางและอาเตียว สองคนวิ่งหนีกระเจิง

สามสาวหันมามองบุรุษลึกลับ แล้วต้องประหลาดใจ เจนนี่รีบถาม “แคน...แคนใช่มั้ย”

“ผมไม่ใช่แคน ผมชื่อเคน” ใบหน้าเคนเหมือนแคน เพื่อนที่จากไปแล้วของสามสาว...

ooooooo

ตอนที่ 2

บรรยากาศในงานดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ยอด เทอด และดอนเดินนำนาตาชาเข้ามาในงาน พร้อมกล่อง นิรภัยที่มาวางลงบนแท่นดูโดดเด่น ในขณะที่หนาน-คำกับเมียเห็นข่าวงานแสดงทับทิมสยามสีชมพูในทีวี หนานคำตาวาวโรจน์คำรามว่าตนรอเวลานี้มานาน

นาตาชากล่าวสวัสดีชาวไทยทุกคน และเล่าถึงตำนานทับทิมสยามสามสีให้รู้จัก แถมประกาศว่า ถ้าใครมีทับทิม

อีกสองในครอบครอง ตนยินดีจะให้ราคาอย่างที่คาดไม่ถึง เทอดส่งรีโมตให้เธอกด กล่องนิรภัยค่อยๆเปิดออก นักข่าวและแขกในงานรวมทั้งม่านฟ้าและบัวชุมมองทับทิมสีชมพูอย่างตื่นตาตื่นใจ นาตาชาโพสท่าให้นักข่าวถ่ายภาพตนคู่กับทับทิมสีชมพู

ในห้องคอนโทรลที่กริ่งคุมอยู่ เขาสังเกตเห็นภาพในจอห้องควบคุมไฟฟ้า เจ้าหน้าที่มีท่าทางผิดปกติจึงกดไมค์ถามว่าทำอะไรกัน พนักงานในห้องนั้นหันมามองกล้องวงจรปิดแล้วยกปืนขึ้นยิงใส่ จอดับวูบลง กริ่งรีบติดต่อเดี่ยวให้ไปดูที่ห้องควบคุมไฟฟ้า เดี่ยวนำกำลังตำรวจไป จังหวะที่จะพังประตูเข้าไป คนร้ายวางระเบิดแล้วหนีกลับขึ้นฝ้าเพดานไป ระเบิดทำให้เดี่ยวกับตำรวจกระเด็นกระดอนกันไป ไฟฟ้าดับพรึบ

ยอดซึ่งอยู่ใกล้นาตาชาดึงเธอหลบ เปาชางห้อยตัวลงมา พุ่งไปยังทับทิม ดอน และเทอดรู้ทันกันไว้ได้ เกิดความชุลมุนวุ่นวาย แขกพากันหนี ม่านฟ้ากับบัวชุมวิ่งฝ่าเสียงปืนที่คนร้ายยิงกราด บัวชุมสะดุดล้ม ม่านฟ้าหันมาประคอง คนร้ายคนหนึ่งใช้ปืนจ่อม่านฟ้าแต่เธอพลิกตัวเข้าล็อกคอคนร้าย บัวชุมลุกขึ้นแย่งปืน คนร้ายเซล้มลงมองสองสาวอย่างแปลกใจ ม่านฟ้าดึงบัวชุมให้หนี แต่กลับเจอเดี่ยวยืนขวาง เดี่ยวยกปืนเล็ง สองสาวตกตะลึง บัวชุมเอาตัวบังม่านฟ้า

“ถ้าจะยิง ยิงข้า อย่ายิงคุณหนูนะ” บัวชุมร้องห้าม

เดี่ยวลั่นกระสุน บัวชุมสะดุ้ง สักพักเอามือจับอกและท้อง “เฮ้ย หนังเหนียว ยิงไม่เข้า”

ม่านฟ้าสะกิดให้บัวชุมมองไปข้างหลัง เดี่ยวยิงคนร้าย ม่านฟ้าขอบใจเดี่ยวที่ช่วยแล้วดึงบัวชุมวิ่งไป...ยอด เทอดและดอนกำลังยิงสู้กับพวกเปาชาง คนร้ายพุ่งไปจี้ตัวนาตาชามาเป็นตัวประกัน ดอนต่อรองขอเปลี่ยนตัว คนร้ายตะคอกไม่เอา ดอนแกล้งกลัวลาน เทอดบอกให้ปล่อยเป็นหน้าที่เขา แล้วหายตัวแวบมาโผล่หลังคนร้าย บิดแขนจนปืนร่วง นาตาชาตื่นเต้นกับความสามารถพิเศษของเทอด ยอดแย่งทับทิมจากเปาชางคืนมาได้ กริ่งตามมาสมทบ วิ่งแซงเปาชางมาดักหน้าแล้วยิงต่อสู้กัน แต่เปาชางกับพวกกระหน่ำยิงจนไม่อาจออกจากที่กำบังได้ เดี่ยวมาช่วย

ยอดคืนทับทิมให้นาตาชา เธอรับมาแล้วหยอดลงร่องอก ยอดกับเดี่ยวตาโต เปาชางหนีกระเซอะกระเซิงกลับมารวมกลุ่มกับนายพลจางลี่ เขาขอแก้ตัวด้วยการหยิบปืนติดกล้องทางไกลสำหรับซุ่มยิง จากในรถมาสองกระบอก สั่งอาเตียวไปด้วยกัน นายพลจางลี่ให้เวลาครึ่งชั่วโมง เปาชาง บอกลุงสตาร์ตรถรอไว้ได้เลย

ดอนกางแผนที่หาทางพาทุกคนหนีออกจากอาคาร เห็นว่ามีถนนด้านหลัง เดี่ยวเสนอตัวไปเอารถมารับทุกคนตรงจุดนั้นเพราะเทอดเสียพลังงานไปมากแล้ว...อาเตียวซุ่มอยู่บนมุมสูงเล็งปืนมาที่นาตาชา ขณะที่ดอนนำทุกคนหลบไปตามทางเดินเล็กๆ ดอนรู้สึกบางอย่างเพ่งสายตาออกไป บอกกริ่ง กริ่งรีบแปลงตัวเป็นพายุหมุนไปกระแทกอาเตียวล้มลง กระสุนเฉี่ยวหัวไหล่นาตาชาเลือดสาด ดอนเพ่งมองไปอีกทางเห็นเปาชางซุ่มอยู่อีกคนกำลังเล็งปืนมาที่ตน จึงพลิกตัวหลบและยิงสวน ดอนเห็นกริ่งเหนื่อยอ่อนหลบอยู่ไม่ห่างอาเตียว ซึ่งกำลังงงว่าอะไรมากระแทก

“กริ่งท่าจะพลังอ่อนล้า เทอด ยอด รีบไปช่วยกริ่งเร็ว”

อาเตียวตั้งสติได้จะหยิบปืน กริ่งรวบรวมพลังพุ่งไปแย่งปืน เปาชางหันมาช่วยอาเตียวยิงกริ่งบาดเจ็บ ยอดกับเทอดตามมาช่วย เทอดใช้ร่างบังกายพลางกริ่งไว้ ทำให้เปาชาง กับอาเตียวแปลกใจว่ากริ่งหายไปไหน ยอดยิงกันไว้ให้เทอดพากริ่งออกไป...ดอนประคองนาตาชามาที่รถที่เดี่ยวจอดรอ เดี่ยวลงช่วยเทอดประคองกริ่ง พอทุกคนขึ้นรถ เดี่ยวถามหายอด

“โน่น อยู่ข้างหน้า” ดอนชี้ไปหน้ารถเห็นยอดวิ่งอยู่กลางถนน

ยอดร้องบอกให้เดี่ยวขับตามมารับ รถนายพลจางลี่มาถึงกราดกระสุนเข้าใส่ เดี่ยวขับรถหลบกระสุนไม่สามารถจอดให้ยอดขึ้นได้ เทอดกับเดี่ยวตะโกนบอกยอดให้พุ่งทะลุเข้ามาในรถเลย ทุกคนลุ้น ยอดวิ่งคู่ไปกับรถตัดสินใจหาจังหวะพุ่งทะลุเข้ามานอนแอ้งแม้งในรถ เดี่ยวขับรถทะยานหนีฝุ่นตลบ นายพลจางลี่ไม่ลดละ ตามไล่ยิง เดี่ยวบอกเพื่อนๆว่า

“ผมได้ยินเสียงอะไรแปลกๆนะ แต่พลังผมเริ่มจะหมดแล้ว ช่วยกันมองหน่อย”

เทอดหันไปถามดอนว่าเห็นอะไรไหม ดอนบอกว่าตนก็พลังเริ่มอ่อน เห็นไม่ถนัด

“คุณมีความสามารถกันทุกคนจริงๆ ฉันไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อน” นาตาชาตื่นเต้น

ดอนพยายามเพ่งมองจนแน่ใจว่าระเบิดอาร์พีจีที่นายพลจางลี่ยิงไล่หลังมา เดี่ยวบ่น...ว่าแล้วเสียงคุ้นๆ ยอดบอกให้เหยียบมิดเลย เทอดเห็นป้ายห้ามเข้า สะพานขาดร้องบอกเดี่ยวแต่สายไป เดี่ยวตัดสินใจพุ่งรถขึ้นสะพานด้วยความเร็วสูง ทะยานข้ามไปอีกฝั่งอย่างหวุดหวิด รถนายพลจางลี่ตามมาถึงเบรกตัวโก่ง นายพลจางลี่ลงมายืนหงุดหงิดอาฆาตแค้น

ooooooo

วันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าว ทับทิมสยามถูกปล้น ตายเจ็บนับสิบ...เจนนี่ กระแต บุษกร  ชลดา  และ ยูกิ อ่านรายละเอียดของข่าวอย่างหงุดหงิดเล็กๆที่ทำไมพวกตนไม่ได้ร่วมทำงานนี้ด้วย ทั้งที่พวกตนกับกลุ่มเสาร์ห้าชายก็ทำงานเสี่ยงอันตรายด้วยกันมามากแล้ว

อาจณรงค์ถือแฟ้มเข้ามาบอกสาวๆอย่าคิดมากและให้ช่วยกันทำงานนี้ต่อ เป็นข้อมูลที่ได้รับมาว่า ยอดบัตรเครดิตของสตีเฟ่น แม็คควีนที่ผ่านมาเป็นเงิน เจ็ดแสนห้าหมื่นกว่าบาท รายการซื้อส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์เดินป่า เครื่องมือทางธรณีวิทยาเหมือนจะไปเปิดเหมืองแร่

“เอกสารใบสุดท้าย ข้อมูลการโทรศัพท์ติดต่อกับต่างประเทศ” อาจณรงค์ให้บุษกรเช็ก

“เป็นหมายเลขจากแถบตะวันออกกลาง ลงทะเบียนชื่อ มร.มูฮัมหมัด อับดุล ลาซัค” บุษกรเซิร์ชเข้ากูเกิ้ลพบหน้าจอเป็นภาพเว็บไซต์ของ FBI เห็นภาพมูฮัมหมัด คือหนึ่งในวายร้ายระดับโลกที่พัวพันการค้าอาวุธสงคราม

“สตีเฟ่นติดต่อกับพวกค้าอาวุธสงครามทำไม” กระแตสงสัย

“อันนี้เป็นภาพถ่ายที่ได้มาโดยบังเอิญ โดยที่ผมส่งสายไปติดตามความเคลื่อนไหวของสตีเฟ่น แล้วบังเอิญได้ภาพนี้มา” อาจณรงค์วางภาพถ่ายให้ทุกคนดู เป็นภาพระยะไกลของชายคนหนึ่งที่เดินคู่กับสตีเฟ่น แม้จะพรางตัวใส่แว่นแต่ก็ดูออกว่าคือ ดร.ฟอร์ด แม็คควีน “สายผมรายงานมาว่า ผู้ชายคนนี้เดินออกมาจากคอนโดฯกับสตีเฟ่นและมักจะไปไหนมาไหนด้วยกัน”

ห้าสาวมองหน้ากันอย่างครุ่นคิดว่า ทำไม ดร.ฟอร์ดต้องให้คนเข้าใจว่าเขาตายไปแล้ว และเกี่ยวโยงอะไรกับข้าวของเดินป่าที่ซื้อ...

โรงพยาบาลชานเมือง ที่นาตาชาและกริ่งนอนรักษาตัวอยู่ นาตาชารู้สึกตัวขึ้นมาพบดอนนั่งอยู่ เธอถามหาทับทิมทันที ดอนเปิดลิ้นชักข้างเตียงหยิบส่งให้และบอกว่าเขาเฝ้าไว้ให้ทั้งคืน

“พวกคนร้ายเมื่อคืนเป็นใครคะ”

“เป็นพวกกองกำลังชนกลุ่มน้อย พวกมันต้องการเงินเพื่อไปซื้ออาวุธ หัวหน้าคือนายพลจางลี่ หลานชายของมันชื่อเปาชาง”

นาตาชาแปลกใจเพราะรู้มาว่าพวกนี้หาเงินด้วยการค้ายา ดอนเล่าว่านายพลจางลี่ถูกกีดกันไม่ให้ค้ายา จึงหันไปหาเงินด้วยวิธีปล้น ดอนแปลกใจที่นาตาชารู้เรื่องในเมืองไทยเป็นอย่างดี เธอแก้ตัวว่า แม่เป็นคนไทย มักจะให้ตนอ่านข่าวที่เกี่ยวกับเมืองไทย ดอนไม่ติดใจสงสัย...นาตาชาอยากอาบน้ำ ดอนจึงออกไปรอนอกห้อง เทอดซึ่งเฝ้ากริ่งอีกห้องเห็นกริ่งยังหลับอยู่จึงออกมา ดอนเข้าไปดู กริ่งผวาชักปืนออกมาอย่างระวัง พอเห็นว่าเป็นดอนก็ขอโทษขอโพย ดอนถามถึงเดี่ยวกับยอด กริ่งตอบว่ากลับกรุงเทพฯไปแล้ว บ่ายๆจะมาใหม่

นาตาชาแอบโทร.ส่งข่าว ดร.ฟอร์ดในห้องน้ำ ว่าทับทิมยังอยู่ และเล่าเรื่องความสามารถพิเศษของกลุ่มเสาร์ห้ามีจริงๆ ดร.ฟอร์ดจึงให้ทำอย่างไรก็ได้ เอาตัวดอนกับเดี่ยวมาร่วมมือกับเรา

พอวางสาย ดร.ฟอร์ดหันมาบอกซัมดอง “อีกไม่นานครับอาจารย์ เราจะได้คนชื่อดอนและเดี่ยวมาเป็นพวกแน่นอน”

“มันต้องเป็นเช่นนั้น คำทำนายของข้าไม่เคยผิด”

“ทำไมเราต้องเอาพวกเสาร์ห้ามายุ่งกับงานของเราด้วยครับอาจารย์ ใช้ดวงตาสวรรค์หาทับทิมสยามก็ได้นี่ครับ” สตีเฟ่นแย้ง

“เอ็งคงไม่รู้สิว่า ทับทิมสยามมีพลังบางอย่างบดบัง ดวงตาสวรรค์มองไม่เห็น แต่สำหรับพวกเสาร์ห้ามันมีพลังพุทธคุณซึ่งเหนือกว่าสิ่งอื่นใด ข้าเชื่อว่ามันจะทำให้งานเราสำเร็จแน่นอน”

ราฮิมสงสัยว่าดอนกับเดี่ยวจะยอมหรือ ซัมดองว่าตนมีวิธีขอแค่เอาตัวมาให้ตนแล้วกัน

ooooooo

วิธีที่นาตาชาจะใช้มัดดอนกับเดี่ยวไว้ได้ก็คือ โปรยเสน่ห์ให้หลงใหลตน เผอิญดอนลืมมือถือไว้ในห้อง เธอจึงเมมเบอร์เขาไว้ด้วยการใช้เครื่องดอนโทร.เข้ามือถือตน ขณะกำลังเมมชื่อ เจนนี่โทร.เข้ามา นาตาชายิ้มเจ้าเล่ห์ กดรับสาย ทำเสียงงัวเงียๆ พอเจนนี่ขอพูดกับดอน ก็ส่งเสียง

“ดอนคะ ตื่นเถอะโทรศัพท์เข้ามาค่ะ ดอน...ไม่เอาค่ะ อย่าสิคะ ดอน...อย่าใจร้อน” นาตาชาแกล้งกดสายทิ้ง

เจนนี่หน้าเสียแต่ไม่อยากเล่าให้เพื่อนๆฟัง ยอดกับเดี่ยวกลับมาส่งข่าว ชลดา บุษกร และกระแตโวยทันทีว่าทำไมโทร.หาต้องปิดเครื่อง สองหนุ่มตอบว่าปฏิบัติงานอยู่ ยูกิถามอาการกริ่งอย่างเป็นห่วง เดี่ยวตอบว่ารายนั้นยังไม่ตายแผลแค่ถลอก สองหนุ่มเล่ารายละเอียด

“นี่แสดงว่าคุณดอนกำลังดูแลผู้หญิงที่ชื่อนาตาชาอยู่ใช่มั้ยคะ” เจนนี่ถาม

“ใช่ครับ คุณดอนเป็นคนรับอาสาดูแลคุณนาตาชามาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับ” ยอดตอบ

เจนนี่เก็บความรู้สึกขุ่นใจไว้...สามสาว กระแต บุษกรและเจนนี่ขอตามยอดกับเดี่ยวกลับไปเยี่ยมกริ่งด้วย พอมาถึงโรงพยาบาลชานเมือง กระแตชมว่าที่นี่อากาศดีจริงๆ ยอดรีบชวนกระแตไปดูสวนดอกไม้ของที่นี่ เดี่ยว บุษกร และเจนนี่เดินเข้าไปในโรงพยาบาล บังเอิญเจอหมอหน่อยเพื่อนเก่าของบุษกร จึงหยุดทักทายกัน เจนนี่ร้อนใจให้เดี่ยวอยู่เป็นเพื่อนบุษกร ตนจะเข้าไปเยี่ยมกริ่งก่อน แต่ที่จริงแล้วอยากไปดูดอนกับนาตาชา

ดอนกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ นาตาชาหาวิธีใกล้ชิดดอนจึงแกล้งร้องว่ามีแมลงกัดที่หลังให้ดอนมาช่วยเอาออกให้ ดอนชะโงกดูเก้ๆกังๆ นาตาชาแกล้งหันหน้ามาชนจมูกดอน เจนนี่เข้ามาเห็นเข้าใจว่าสองคนจูบกัน ยืนมองนิ่ง พอดอนหันมาเจอก็กล่าวขอโทษที่มาขัดจังหวะ นาตาชายิ้มกริ่มเข้าทาง ทำทีเป็นบอกดอนให้ออกไปก่อน ตนเคลียร์กับเจนนี่ให้เอง

พอดอนออกไป นาตาชาก็เปิดฉาก “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ฉันคงไม่สามารถปิดบังอะไรเธอได้อีก ในความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับดอน”

“มาบอกฉันทำไม” เจนนี่เชิดหน้าถาม

“ดอนเขาเป็นคนใจอ่อน แล้วก็ไม่อยากทำร้ายจิตใจของเธอ พวกผู้ชายน่ะยังไงก็ไม่ยอมรับเรื่องที่เขานอกใจง่ายๆหรอก”

“ฉันกับดอน ไม่ได้เป็นอะไรกัน”

“นั่นมันเรื่องของเธอ แต่เวลานี้ระหว่างเธอกับดอน มีฉันเพิ่มมาอีกหนึ่งคน หวังว่าเธอคงไม่รังเกียจนะ”

“ฉันไม่เคยได้ยินใครพูดจาได้น่าเกลียดเท่าเธอมาก่อนเลยนาตาชา” เจนนี่สะอิดสะเอียนจนทนไม่ไหว รีบเดินออกจากห้องไป นาตาชายิ้มอย่างมีชัย

เห็นเจนนี่ออกมาดอนยืนยิ้มให้ เจนนี่รู้สึกหงุดหงิด

เดินหนี ดอนเรียก เธอกลับบอกว่าอยากอยู่คนเดียว ดอนสลดไม่กล้าตาม เขากลับเข้าไปถามนาตาชาว่าคุยอะไรกับเจนนี่ นาตาชาใส่ไฟว่า ตนพยายามอธิบายแต่เจนนี่ไม่ยอมเข้าใจ เดี่ยวกับบุษกรตามเข้ามาถามมีเรื่องอะไร นาตาชารีบออกตัวว่าเจนนี่เข้าใจตนผิด เรื่องตนกับดอน เดี่ยวตบไหล่ปลอบใจดอน

บุษกรถามไถ่อาการนาตาชาและบอกว่าอีกสองสามวันหมอให้ออกจากโรงพยาบาลได้  บุษกรสังเกตเห็นผ้าพันแผลหลวมๆจึงเรียกพยาบาลเอาอุปกรณ์มาแล้วช่วยทำแผลให้ใหม่ นาตาชาทึ่งที่บุษกรทำได้ดี บุษกรจึงเล่าว่าตนเคยเป็นหมอมาก่อน นาตาชารีบตีสนิทขอเป็นเพื่อนกับพวกเสาร์ห้าหญิง แต่เกรงเจนนี่จะไม่ยอมรับ บุษกรรับปากจะคุยให้

ดอนตามมาหาเจนี่ซึ่งยืนสงบสติอารมณ์อยู่ในสวน เธอทบทวนเรื่องราวอย่างชั่งใจแล้วขอโทษดอนที่วู่วาม ดอนใจชื้นขึ้นชวนเธอกลับไปเยี่ยมกริ่ง

ooooooo

เปาชางหาพิกัดที่กริ่งกับนาตาชารักษาตัวได้ ว่าเป็นโรงพยาบาลชานเมือง นายพลจางลี่สั่งให้หานักฆ่าฝีมือดีที่สุด เปาชางเรียกไอ้แซมรถซิ่งมาให้แม้ค่าตัวจะแพงลิ่วแต่เชื่อมือได้

เมื่อตั้งสติได้หันกลับมาทำความเข้าใจกับดอน เจนนี่และดอนก็พากันกลับมาที่ห้องนาตาชา กระแตกับบุษกรกำลังดูแลชวนพูดคุย นาตาชาทำเป็นดีใจที่ได้เพื่อนใหม่ พอเห็นเจนนี่เข้ามาก็ชวนมาดูรูปดอกไม้ด้วยกัน เจนนี่ฝืนยิ้มเพราะรู้ว่านาตาชาเสแสร้ง

“เรื่องดอกไม้ฉันไม่ค่อยสนหรอกค่ะ” เจนนี่บอกนาตาชา

“แหม...แปลกจังเลยค่ะ เป็นผู้หญิงแต่ไม่สนใจดอกไม้”

“คุณเจนนี่เขาสนใจเรื่องจิตวิทยา ชอบศึกษาเรื่องพฤติกรรมมนุษย์อะไรพวกนี้แหละค่ะ” บุษกรแก้ตัวให้

นาตาชาทำเป็นสนใจถามมีอะไรบ้าง

“ก็อย่างบางคนชอบเสแสร้ง บางคนชอบปั่นให้คนอื่นแตกกัน แล้วที่สำคัญพวกนี้ชอบตีสองหน้า คนแบบนี้คุณนาตาชาเคยเห็นบ้างมั้ยคะ”

นาตาชารู้ว่าเจนนี่แขวะ เธอฉลาดไม่ตอบโต้ หันไปอ้อนกับดอนให้ดูแลเจนนี่ดีๆทั้งเก่งทั้งสวยแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆสายตาเธอแอบเยาะเย้ยใส่เจนนี่

กลุ่มเสาร์ห้าทั้งหญิงและชายพากันขึ้นรถจะกลับ เหลือดอนกับเทอดที่อยู่ดูแลกริ่งและนาตาชา รถแล่นออกไปไม่ทันไร ไอ้แซมกับพวกที่เปาชางจ้างมา ไล่กราดยิงใส่รถพวกเสาร์ห้าเดี่ยวขับรถหนีและหาจังหวะหักรถขวางให้ยอดและสาวๆยิงตอบโต้จนรถไอ้แซมพลิกคว่ำระเบิดตูม ไฟลุกท่วมทั้งคัน นายพลจางลี่โมโหมาก เปาชางขอโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง

ทุกคนกลับมารวมตัวที่โรงพยาบาล เทอดถามว่าแน่ใจหรือว่าเป็นพวกนายพลจางลี่ เดี่ยวมั่นใจเพราะมีศัตรูอยู่กลุ่มเดียว และนี่คงเป็นเพียงการเริ่มต้น ยอดเป็นห่วงนาตาชา ดอนเห็นว่าเราจะเป็นเป้านิ่งให้พวกโจรกระหน่ำ ควรจะพานาตาชาไปอยู่ที่อื่น

แต่เดี่ยวค้าน “เราไม่ไปไหนทั้งนั้น เพราะถ้ามันคิดว่าเราเป็นเป้านิ่ง เราก็ต้องเป็นอย่างที่มันคิด”

“แสดงว่าจะซ้อนแผนพวกมัน” กริ่งถาม เทอดตอบแทนว่าแน่นอน ยอดตื่นเต้นตบเอาแผลกริ่ง ถึงกับสะดุ้ง เดี่ยวเรียกทุกคนประชุม

ตกบ่าย เดี่ยว ยอด กระแต บุษกร และยูกิเดินออกจากโรงพยาบาล โดยมีบุรุษพยาบาลเข็นรถคนไข้ขึ้นรถพยาบาล กลุ่มเสาร์ห้าแยกไปขึ้นรถอีกคันแล้วขับนำรถพยาบาลออกไป มีรถคันหนึ่งจอดซุ่มอยู่ คนในรถกำลังจับตามอง มีหัวหน้าลูกน้องสามสี่คน พอเห็นกลุ่มเสาร์ห้าอยู่ที่นี่จริงก็สั่งลูกน้องลงมือจัดการนาตาชาในคืนนี้...

หารู้ไม่ว่า เดี่ยวกับพวกพานาตาชาออกมาอยู่เซฟเฮาส์โดยมียูกิ กระแตและบุษกรคอยดูแลความปลอดภัย นาตาชาขอติดต่อพี่ชายแต่กระแตห้ามไว้ อาจทำให้คนร้ายแกะรอยได้ นาตาชาทำหน้าเซ็ง ยอดกับเดี่ยวกลับไปสมทบกับดอนและเทอดที่โรงพยาบาล

ในคืนนั้น มีหมอกับผู้ช่วยปลอม ทำทีเข็นรถยาผ่านเคาน์เตอร์ที่มีพยาบาลเวรอยู่สองคนมายังห้องพักนาตาชา ซึ่งดอนยืนเฝ้าอยู่หน้าห้อง หมอปลอมบอกดอนว่าเช็กร่างกายคนไข้ก่อนจะออกจากโรงพยาบาล ดอนเลี่ยงให้ทั้งสองเข็นรถยาเข้าไป แล้วแอบวิทยุบอกพรรคพวกว่ามันมาแล้ว เทอดให้เดี่ยวตามไปช่วยดอนกับยอด กริ่งมาช่วยเทอดซุ่มอยู่ด้านล่าง

หมอกับผู้ช่วยปลอม เข้ามาให้ห้องบอกคนไข้ว่าจะมาฉีดยาบำรุงให้ คนไข้นอนหันหลังพูดกับหมอว่าเชิญค่ะ...ขณะที่หมอกำลังจะฉีดยา คนไข้ซึ่งที่จริงคือเจนนี่เตะหลอดไซรินจ์

กระเด็นแล้วลุกขึ้นต่อสู้ ดอนจะตามเข้ามาช่วยปรากฏว่าห้องถูกล็อก พยาบาลได้ยินเสียงเอะอะวิ่งมาดู พอดอนบอกว่าห้องคนไข้ล็อกก็จะไปเอากุญแจมาไขให้ แต่ยอดว่าไม่ทันกาล เขามุดเข้าใต้ประตูแล้วยืดตัวไปเปิดล็อก พยาบาลตกใจวิ่งหนีหน้าตาตื่นไป ดอนกับยอดเข้ามาในห้องได้ เจนนี่เสียจังหวะถูกคนร้ายจับเอาปืนจ่อให้บอกที่ซ่อนทับทิม อีกคนยิงสกัดดอนกับยอดไว้ แม้พลังยอดจะอ่อนลงแต่เขาก็ฮึดวิ่งทะลุกำแพงมาด้านหลังคนร้ายที่จี้เจนนี่ไปที่ระเบียง สองคนร้ายตกใจ เจนนี่ฉวยโอกาสพลิกตัวหลุดออกมา คนร้ายถูกยิงคว่ำไปหนึ่งอีกคนจะโดดหนี แต่พลาดตกตึกมากระแทกพื้น เทอดกับกริ่งวิ่งมาจับร่างพลิกขึ้นเพื่อถามว่าใครใช้มา คนร้ายพูดได้แค่คำว่า ด็อกเตอร์ก็ขาดใจตาย เทอดกับกริ่งสงสัยว่าใช่ ดร.ฟอร์ดหรือเปล่า

ooooooo

วันต่อมา กลุ่มเสาร์ห้าทั้งหญิงและชายเข้าประชุมกับอภิชัย เชษฐ์ และอาจณรงค์ ขาดแต่ดอนที่ยังเฝ้าดูแลนาตาชาอยู่ที่เซฟเฮาส์ เชษฐ์ถามคิดว่าคนร้ายเมื่อคืนเป็นพวก ดร.ฟอร์ดหรือ เทอดว่าไม่ใช่ เพราะพ่อไม่น่าจะให้คนมาปล้นทับทิมจากลูก เจนนี่เห็นด้วย เดี่ยวสงสัยคนร้ายจะเอาตัวนาตาชาไปเพื่ออะไร อาจณรงค์เอาแฟลชไดรฟ์ที่กริ่งบันทึกภาพรถคนร้ายไว้ได้มาเปิด

“นี่เป็นรถของคนร้ายที่ผมถ่ายได้ก่อนที่พวกมันจะหนีไป ข้างในมีคนประมาณสามคน มีลักษณะเป็นหัวหน้าอยู่คนหนึ่ง คือคนนั่งเบาะด้านหลัง” กริ่งอธิบายภาพเอง

อภิชัยให้ขยายภาพดูหน้า เชษฐ์รู้สึกคุ้นหน้าแต่ภาพไม่ค่อยชัด อภิชัยให้เจนนี่เช็กทะเบียนรถ เจนนี่กดคอมพิวเตอร์สักพัก รายงานข้อมูล

“เป็นรถของทางราชการ สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ เอ๊ะ...แสดงว่า คนร้ายเกี่ยวพันกับหน่วยงานราชการเหรอคะ”

“จำได้แล้วค่ะ ถ้าสังกัดหน่วยงานวิทยาศาสตร์ล่ะก็ มีอยู่คนนึงที่หน้าตาคล้ายๆแบบนี้” บุษกรนึกได้ “ดร.วิทยา เกิดประกาย นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง”

“จริงสิ แต่ ดร.คนนี้ เคยเป็นอาจารย์ของลูกไม่ใช่หรอ” อภิชัยถามบุษกร

“เป็นอาจารย์พิเศษที่เคยมาบรรยายเกี่ยวกับเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ 2-3 ครั้งค่ะ”

ยอดรีบหาภาพชัดๆของ ดร.วิทยามาเทียบกับภาพที่ไม่ค่อยชัดนั่น เมื่อทุกคนได้เห็นก็แน่ใจว่าใช่คนเดียวกัน เชษฐ์ถามบุษกรพอจะรู้อะไรเกี่ยวกับ ดร.คนนี้บ้าง

“ดร.วิทยา เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการคัดเลือกจากองค์การนาซาให้เข้าไปฝึกงานประมาณ 3 ปี ระหว่างนั้น ดร.วิทยาเคยเป็นผู้ช่วยของ ดร.ฟอร์ด หลังจากนั้น ดร.วิทยาก็กลับมาเมืองไทย ได้เงินสนับสนุนจากรัฐบาลให้ทำโครงการวิจัยเกี่ยวกับพลังงานจากแร่ธาตุ”

“ถ้างั้น ดร.ฟอร์ดน่าจะมีเงื่อนงำบางอย่างในการเข้ามาเมืองไทยครั้งนี้” อภิชัยคาดเดา

เจนนี่กับเทอดวิเคราะห์ว่าช่างบังเอิญที่นาตาชาเอาทับทิมสีชมพูกลับมาเมืองไทย เชษฐ์ข้องใจถามบุษกรว่าแร่ธาตุมีพลังงานอะไรบ้าง บุษกรเปลี่ยนภาพบนจอเป็นภาพไอน์สไตน์ และสมการ E=MC2 แล้วตามด้วยภาพระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมา ก่อนที่จะอธิบายว่า

“แร่ยูเรเนียม เมื่อนำมาทดลองตามสมการของไอน์สไตน์แล้ว จะให้พลังงานที่ร้ายแรงที่สุด นั่นก็คือ ระเบิดนิวเคลียร์”

“หรือว่าพวกเขาแย่งชิงทับทิมสยามกันเพื่อใช้ในการทดลองระเบิดชนิดใหม่” ชลดาถาม

ทุกคนเห็นภาพผลกระทบจากระเบิดนิวเคลียร์ที่คนญี่ปุ่นได้รับ ต่างไม่ยอมให้เกิดขึ้นในประเทศไทยแน่

ooooooo

ในขณะที่ ดร.ฟอร์ดกับสตีเฟ่น ให้ราฮีมขับรถพาเข้าป่าไปยังหมู่บ้านช้างร้อง จุดนัดพบพวกลูกหาบและแรงงานรับจ้าง จากนั้นจะเริ่มเดินเท้าเข้าไป ดร.ฟอร์ดพอจะจำได้ว่า ถ้าไปตามลำธาร เดินไปเรื่อยๆจนเห็นเจดีย์บนเนินเขา แสดงว่ามาถูกทาง ราฮีมรายงานว่า ลูกหาบที่เขาหามา นอกจากเป็นแรงงานแล้ว ยังชำนาญเรื่องอาวุธจะทำหน้าที่คุ้มกันด้วย

“แกแน่ใจได้ยังไงว่าคนงานพวกนี้ มันจะไม่ปล้นเรา” ดร.ฟอร์ดถาม

ราฮีมตอบว่ามั่นใจเพราะหัวหน้าพวกนั้นเป็นพี่เมียเขาเอง...มาถึงหมู่บ้าน หัวหน้าลูกหาบชื่อมะโหนก ออกมาต้อนรับ ดร.ฟอร์ดเห็นร่างกายลูกหาบแล้วพอใจในความกำยำของทุกคน มะโหนกรับรองในความบึก...ไม่เพียงเท่านั้น สตีเฟ่นยังเอาอาวุธที่สั่งตรงมาจากตะวันออกกลางล้วนมีประสิทธิภาพเยี่ยมออกมาให้พ่อดู ทุกคนพร้อมที่จะเดินป่า

ขบวนของ ดร.ฟอร์ดเดินมากลางป่าสักพัก จู่ๆเสียงนกป่าก็ดังขึ้นอย่างน่าประหลาด เป็นเสียงหวีดร้องก้องมาจากทิศหนึ่ง สักครู่ก็มีเสียงนกป่าจากอีกทิศ ส่งเสียงขานรับกลับมา แล้วเสียงนกก็เริ่มดังระงมไปทุกทิศทุกทาง ทุกคนหยุดเพราะรู้สึกผิดปกติสงสัยจะถูกล้อม มะโหนกขยับตรวจดูลาดเลา พลันเหยียบกับดักโดนแหรวบตัวลอยขึ้นไปค้างบนต้นไม้ ไม่ทันไรเสียงปืนกระหน่ำยิงมาจากทุกทิศ ทุกคนหาที่กำบัง

ฝ่ายที่โจมตีคือกองกำลังต่างชาติของเปาชาง อาเตียว รายงานเปาชางว่า พวกนี้คงเป็นนักท่องเที่ยว เปาชางว่ามากันขนาดนี้ต้องมีเงินแน่ ให้ปล้นมาให้หมด ฝ่าย ดร.ฟอร์ดสั่งแจกอาวุธลูกหาบทุกคน เกิดการยิงต่อสู้กันดุเดือด อาเตียวเอากล้องยกขึ้นถ่าย ดร.ฟอร์ดและสตีเฟ่น มะโหนกช่วยเหลือตัวเองด้วยการตัดเชือกพลิกตัวกลับลงมา เปาชางเห็นแล้วทึ่ง อาเตียวเตือน

“อย่าประมาท พวกมันไม่ใช่คนธรรมดา บางทีพวกมันอาจเป็นพวกทหาร พวกเราไม่ควรขัดแย้งกับพวกทหารไทย ไม่งั้นจะเป็นการเพิ่มศัตรูโดยไม่จำเป็น”

เปาชางจึงสั่งลูกน้องถอยด่วน สตีเฟ่นเห็นเช่นนั้นสั่งให้ตาม แต่ราฮีมแย้งไม่ควรตาม สตีเฟ่นไม่พอใจ ดร.ฟอร์ดเห็นด้วยถ้าไม่อยากตายก็อย่าตามไป อีกอย่างงานของเราสำคัญกว่า มะโหนกเข้ามารายงานว่า พวกนั้นมาปล้นเพราะต้องการเงินเท่านั้น

เปาชางกลับมาเอาภาพที่อาเตียวถ่ายมาเปิดขยายภาพ ให้นายพลจางลี่ดู ว่าฝรั่งสองคนนี้เป็นใคร พอเห็นภาพและ ค้นหาข้อมูลก็ได้รู้ว่า คือ ดร.ฟอร์ด แม็คควีน ที่มีลูกสาวเป็นคนที่ครอบครองทับทิมสยามอยู่

“ส่วนอีกคนก็คือ สตีเฟ่น ลูกชาย ดร.ฟอร์ด แล้วนี่ก็ไอ้ราฮีมจอมโหด นักฆ่าที่ถูกส่งไปฝึกในหน่วยจู่โจมที่ตะวันออกกลาง แล้วพวกที่มากับมันก็ลักษณะเหมือนทหาร พวกมันมุ่งหน้าไปทางป่าสุสานช้าง” เปาชางสาธยาย แล้วคิดได้ “ถ้าเครื่องบินมันตกแถวนั้น มันก็ต้องกลับไปเอาของสำคัญออกมา”

นายพลจางลี่สงสัยว่าจะเป็นทับทิมสยาม เปาชางแปลกใจก็ทับทิมอยู่กับลูกสาวตัวเอง

“นั่นมันทับทิมสยามสีชมพู อย่าลืมที่ว่าทับทิมสยามสีม่วงกับสีแดงยังไม่มีใครหาพบ บางทีพวกมันอาจจะรู้ระแคะระคายอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้”

เปาชางแปลกใจที่ลุงรู้เรื่องนี้ดี นายพลจางลี่บอกว่าตนค้นคว้าเรื่องนี้มานานแล้ว และรู้ว่ามันมีค่ามาก เปาชาง จึงบอกว่าตนจะให้คนติดตามเงียบๆและคอยส่งข่าว สบโอกาสค่อยลงมือ

“ดีมากหลานรัก ส่วนนาตาชาลูกสาวมันตอนนี้อย่าเพิ่งทำอะไร ปล่อยให้ไอ้พวกเสาร์ห้ามันตายใจไปก่อน ยังไงลุงจะต้องเอาคืนพวกมันให้ได้” สายตานายพลจางลี่เต็มไปด้วยแผนร้าย

ooooooo

ป่าบริเวณใกล้หมู่บ้านเสือหมอบ มีชายแปลกหน้าสองคนกำลังวิ่งไล่จับไก่ชน ซึ่งมีลักษณะสง่างาม ไอ้ต่ำเข้ามาขวาง ร้องถามรู้ไหมว่าไก่นี่เป็นของใคร สองขโมยตอบว่า ของใครไม่สน สนแต่ว่ามันขายได้เป็นแสน

“เฮ้ย...ไม่ได้ ไอ้นี่ไม่รู้จักที่ตายซะแล้ว ไอ้สะท้านฟ้านี่เป็นไก่ชนของเจ้าพ่ออินทร์นะโว้ย”

สองขโมยไม่เชื่อวิ่งตามไก่ไปอีก โชคร้ายติดบ่วงคล้องขาทั้งสองคนขึ้นไปห้อยหัวกลางอากาศร้องโวยวาย ทันใดมีเสียงปืนดังขึ้นสองนัดตัดเชือกขาด สองคนหล่นตุ๊บลงมา อินทร์ถือปืนสั้นเดินเข้ามาถามว่าเข้ามาในเขตบ้านตนทำไม สองคนกลัวลานรีบบอกว่ามาสมัครงาน ไอ้ต่ำแย้งว่าสองคนมาขโมยไก่ อินทร์โกรธ

“ไอ้สะท้านฟ้าของข้าน่ะเหรอ มันหลุดออกมาได้ไงวะ แล้วตอนนี้มันหนีไปไหน”

“มันไม่ไปไหนหรอกครับ มันอยู่ที่นี่” ฮวงอุ้มไก่เดินเข้ามา

อินทร์หันไปตามเสียงถามว่าเป็นใคร ฮวงส่งไก่ให้ไอ้ต่ำแล้วตอบว่าเขามาหาเจ้าพ่ออินทร์ อินทร์ย้อนถาม “เอ็งเป็นคนต่างถิ่นซิท่า ถึงไม่รู้จักข้า...”

ฮวงรีบยกมือไหว้แล้วบอกว่าเขามาจากกรุงเทพฯ มีเรื่องมาคุยด้วย อินทร์ดักคอว่าถ้าเป็นเรื่องผิดกฎหมายไม่ต้องมาคุย เขาวางมือนานแล้ว ฮวงบอกว่าเขาแค่มาขอความช่วยเหลือ เพื่อช่วยชาติบ้านเมือง ถ้าไม่ปฏิเสธเขาจะพาเจ้านายมาพบ

ไม่นาน ฮวงก็พา ดร.วิทยามาพบ ฮวงแนะนำว่า ดร.วิทยาเคยทำงานให้กับองค์การนาซาที่เป็นข่าวดังเมื่อปีก่อน อินทร์พอจำได้ ดร.วิทยารีบเยินยอ

“ตอนนี้บ้านเมืองกำลังต้องการความช่วยเหลือ เพราะผมเห็นว่าเจ้าพ่ออินทร์กับเสือสนธิ์เท่านั้นที่พอจะช่วยประเทศของเราได้” ดร.วิทยารีบขอให้พาเขาไปพบเสือสนธิ์ อินทร์ตรองดูสักพักก่อนจะตอบว่า เขาจะลองนัดให้...

ไม่กี่วัน อินทร์ก็พา ดร.วิทยากับฮวงมาพบเสือสนธิ์ที่บ้าน ดร.วิทยารีบใส่ไฟว่าถ้าทับทิมสยามทั้งสามก้อนตกในมือ ดร.ฟอร์ด จะเป็นอันตรายต่อประเทศไทยมาก สองคนไม่อยากเชื่อ...

ooooooo

ตอนที่ 1

เครื่องบินส่วนตัวเอสตาบิท กำลังบินอยู่บนท้องฟ้าเข้าสู่เขตประเทศไทย โฮสเตจนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้ ดร.ฟอร์ด แม็คควีน นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญขององค์การนาซ่า ซึ่งนั่งทำงานในคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอยู่ และได้ยื่นเอกสารที่สตีเฟ่นลูกชายด็อกเตอร์มาส่งให้ดร.ฟอร์ดอ่านแล้วยิ้ม “เป็นอย่างที่คิดจริงๆ มันยังอยู่ในเมืองไทย”

โฮสเตจถามว่าอะไร ดร.ฟอร์ดตอบว่า ทับทิมสยาม โฮสเตจไม่เข้าใจอยู่ดีจึงค้อมหัวให้แล้วเดินกลับไป ดร.ฟอร์ดเปิดคอมพ์ มีภาพ อัลเบิร์ท ไอน์สไตน์ และมีสมการ E=MC2 ปรากฏขึ้นหน้าเว็บเพจเปิดให้เห็นการทดลองระเบิดปรมาณูจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เห็นความทุกข์ทรมานของคนญี่ปุ่น จากสงคราม...

ณ สำนักงานเสาร์ห้า อธิบดีอภิชัยกำลังคุยกับผู้พันอาจณรงค์ ด้วยท่าทีเคร่งเครียด ท่านเปิดคอมพ์ให้ดู สมการ E=MC2 แล้วถามว่ารู้จักไหม

“สมการที่เป็นต้นกำเนิดของระเบิดนิวเคลียร์ครับท่าน” อาจณรงค์ตอบ

“มีรายงานเข้ามาว่า ดร.ฟอร์ด แม็คควีน นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนิวเคลียร์ กำลังบินเข้ามาเมืองไทยด้วยเครื่องบินส่วนตัว” อภิชัยย้ำมันต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ ให้อาจณรงค์ รีบส่งสายไปติดตามความเคลื่อนไหวด่วน...

บนท้องฟ้า ที่เครื่องบิน ดร.ฟอร์ด บินอยู่ใกล้ถึงสุวรรณภูมิและได้ติดต่อขอแลนด์ดิ้งแล้วทันใดบนจอเรดาห์ก็ปรากฏกลุ่มก้อนบางอย่างเคลื่อนตัวเข้ามา ผู้ช่วยกัปตันรายงานว่าเป็นเมฆฝนแต่กัปตันไม่คิดเช่นนั้น ทั้งสองรีบประจำที่เพื่อทำการบังคับเครื่อง ที่ห้องผู้โดยสาร ไฟฟ้ากะพริบทำให้ดร.ฟอร์ดรู้ถึงความผิดปกติ จึงให้โฮสเตจไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น เครื่องบินโอนเอนอย่างน่ากลัว ผู้ช่วยบอกกัปตันว่าข้างหน้ามีพายุหมุน กัปตันกำลังจะบังคับเครื่องให้หักหลบ ดร.ฟอร์ดรอฟังไม่ไหวตามโฮสเตจมาที่ห้องนักบิน พอเห็นกัปตันจะหักหลบก็รีบห้าม

“อย่าหักหลบนะ เครื่องจะเสียการทรงตัว”

“แต่เรากำลังจะโดนพายุดูดเข้าไปนะครับ” กัปตันแย้ง

“นั่นไม่ใช่พายุ อย่าหลบมัน บินตรงไป”

กัปตันไม่เชื่อ ให้โฮสเตจและผู้ช่วยเอาตัว ดร.ฟอร์ดกลับไปนั่งที่ ดร.ฟอร์ดร้องลั่นให้เชื่อเขา อย่าหลบ เครื่องจะเสียหลัก ขาดคำเครื่องก็หมุนคว้าง และตกลงกลางป่าดงดิบชายแดนไทย

วันต่อมา หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าว...ดร.ฟอร์ด แม็คควีน นักวิทยาศาสตร์จากนาซ่าหายสาบสูญกลางป่าจังหวัดกาญจนบุรี...สตีเฟ่น ลูกชาย ดร.ฟอร์ด เชื่อว่าพ่อยังไม่ตาย สั่งลูกน้องราฮีมหาคนนำทางเข้าไปในป่านั่น เขาจะเข้าไปตามหาพ่อ ขณะนั่งรถโฟร์วีลไปตามทาง โดยราฮีมเป็นคนขับ สตีเฟ่นเห็นนักบวชท่าทางแปลกๆคนหนึ่งยืนอยู่ข้างทาง เขารู้สึกสะท้านอย่างประหลาด เมื่อเหลียวมองกลับไปอีกครั้ง นักบวชคนนั้นได้หายไปแล้ว สตีเฟ่นคิดว่าตนตาฝาด

มาถึงหมู่บ้านชายแดน สตีเฟ่นให้ราฮีมจ้างชาวบ้านใครก็ได้นำทางเดินป่าด้วยค่าจ้างสูงลิ่ว แต่พอทุกคนรู้ว่า จุดที่สตีเฟ่นจะไปคือ เขตสุสานช้าง ต่างก็ปฏิเสธแม้ว่าจะได้ค่าจ้างเพิ่มอีกเท่าไหร่ก็ตาม สตีเฟ่นหงุดหงิดมาขึ้นรถ ราฮีมกำลังจะออกรถ แห้งวิ่งเข้ามาเกาะรถแล้วบอกว่ามีคนจะพาไปสุสานช้างได้ สตีเฟ่นเห็นสภาพแห้งแล้วไม่อยากเชื่อ แต่แห้งบอกว่า มีอาจารณ์เณรช่วยได้สตีเฟ่นจึงยอมตาม แห้งไปที่บ้านอาจารย์เณร

“อาจารย์เณรของแกนี่เป็นพรานป่าใช่มั้ย” ราฮีมถามแห้ง

พอแห้งตอบว่าไม่ใช่ ราฮีมโมโหที่พามาทำไม แห้งรีบบอกว่า ไม่ใช่พรานแต่เก่งกว่าพราน ราฮีมสบถให้พาไปสุสานช้างได้ก็แล้วกัน แห้งตอบไม่...อาจารย์ไม่พาไป ราฮีมโกรธ ชักปืนออกมา แห้งตกใจยกมือไหว้

“อย่านาย อย่ายิง ถ้านายจะไปสุสานช้าง นายต้องให้อาจารย์เณรดูก่อน ท่านดูหมอเก่ง”

“ที่แท้ก็พามาหาหมอดูนี่เอง ไป กลับ” สตีเฟ่นไม่พอใจจะกลับไปขึ้นรถ

จู่ๆก็มีเสียงดังมาจากในบ้าน “รถเอ็งสตาร์ตไม่ติดหรอก”

ราฮีมขึ้นนั่งสตาร์ตเครื่อง รถไม่ยอมติดจริงๆ สองคนแปลกใจ เสียงอาจารย์เณรดังออกมาอีกว่า เครื่องบินตก ทุกคนตายหมด ยกเว้นพ่อเอ็ง ข้ารู้ ข้าเห็น สองคนมองหน้ากันงงๆ...

ทั้งสตีเฟ่นและราฮีมเข้ามานั่งตรงหน้าอาจารย์เณร มีลูกศิษย์สามคนคอยรับใช้อยู่ข้างหลัง แห้งนั่งถัดไปห่างๆ อาจารย์เณรรู้ว่าสตีเฟ่นไม่เชื่อถือตน จึงให้หยิบธนบัตรออกมาวางคู่กับกระดาษที่ตนเขียนตัวเลขไว้ ปรากฏว่า ตัวเลขตรงกัน ราฮีมหาว่าเล่นกล อาจารย์เณรจึงทำให้กระดาษในมือราฮีมไฟไหม้ขึ้นต่อหน้าต่อตา ราฮีมตกใจทิ้งกระดาษในมือ จะวิ่งหนี ก็เห็นภาพหลอนวิญญาณมาทำร้าย เขาร้องโวยวายกลัวแล้วๆ สตีเฟ่นจะเข้าช่วย อาจารย์เณรห้าม

“เรื่องนี้เอ็งไม่เกี่ยว ปล่อยให้ลูกน้องเอ็งมันโดนซะบ้าง”

ราฮีมกลัวลานจนร้องว่ายอมแล้วๆ...อาจารย์เณรแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ดูพอประปรายจนสตีเฟ่นเชื่อถือ อาจารย์เณรให้เขาตบรางวัลให้แห้งที่พามาพบตน เมื่อแห้งได้เงินก็กลับไป อาจารย์เณรเริ่มพิธีกรรม ให้ลูกศิษย์ยกบาตรน้ำมาตั้งตรงหน้า ตนหยิบไม้แกะสลักรูปดอกบัวจากแท่นบูชามากำไว้ในมือ นั่งหลับตาสักพัก เกิดพลังงานทำให้น้ำในบาตรหมุนวนแล้วยกตัวขึ้น เห็นภาพ ดร.ฟอร์ด เดินโซซัด โซเซเสื้อผ้าขาดวิ่นอยู่กลางป่า แสดงว่ายังมีชีวิตอยู่จริง สักพักก็เกิดไฟลุกพรึบในน้ำ ภาพหายไป อาจารย์เณรยกดอกบัวขึ้นไหว้ สตีเฟ่นถามว่านั่นอะไร

“มันคือดวงตาสวรรค์ เป็นของวิเศษที่มาจากทิเบต พระองค์หนึ่งท่านให้ข้ามา ถ้าเอ็งอยากจะรู้อยากจะเห็นอะไรก็ใช้ดวงตาสวรรค์นี่แหละมันจะทำให้เอ็งเห็นทุกอย่าง”

ราฮีมถามว่าข้างในเป็นอะไร อาจารย์เณรยิ้มเพราะไม่รู้เหมือนกัน พลันปรากฏร่างนักบวชชาวทิเบตชื่อ ซัมดอง เดินเข้ามาด้วยท่าทางถมึงทึงไม่เป็นมิตร

“หมอดูกระจอกอย่างเอ็ง ไม่มีวันรู้หรอกว่า ข้างในดวงตาสวรรค์มีอะไร ฮ่ะๆๆ”

ทุกคนชะงักหันมามอง อาจารย์เณรรีบเก็บดวงตาสวรรค์ใส่ย่ามแล้วถามว่าเอ็งเป็นใคร

“ยมทูตที่จะมาปลิดชีวิตเอ็ง” ซัมดองตอบ

อาจารย์เณรหันไปสั่งลูกศิษย์ยิงใส่ซัมดอง แต่กระสุนทำอะไรซัมดองไม่ได้เลย แถมปืนทั้งหมดกลายเป็นหิน พวกลูกศิษย์ตกใจ โยนทิ้งวิ่งหนี สตีเฟ่นกับราฮีมหาที่หลบดูเหตุการณ์ ซัมดองหันมาต่อสู้กับอาจารย์เณร ซัมดองหายตัวมาโผล่ด้านหลังและล็อกคออาจารย์เณร ล้วงเอาดวงตาสวรรค์ออกมาจากย่าม จากนั้นร่ายคาถา ดอกบัวบานออก เห็นเป็นลูกแก้วใส ส่องแสงจ้าพุ่งใส่หน้าอาจารย์เณร ซัมดองคำราม

“เอ็งไม่เคยรู้เลยใช่ไหมว่าข้างในดวงตาสวรรค์มันคืออะไร มันคือที่กักกันวิญญาณของเอ็งไง ไอ้เณร” ว่าแล้ววิญญาณอาจารย์เณรก็ถูกดูดเข้าไปอยู่ในดวงแก้ว “ในที่สุด ดวงสวรรค์ก็เป็นของข้า” ซัมดองปล่อยร่างไร้วิญญาณของอาจารย์เณรลงพื้นแล้วเดินออกไปจากบ้าน

สตีเฟ่นและราฮีมรีบตามซัมดองไป ไม่ทันไร ร่างซัมดองก็หายแวบไป ทั้งสองต่างตกใจ

ooooooo

ย่านธุรกิจแห่งหนึ่ง รถเก๋งคันหรูแล่นมาจอดหน้าธนาคาร คนขับวิ่งลงมาเปิดประตูให้เจ้านายซึ่งท่าทาง เป็นนักธุรกิจใหญ่ นำกระเป๋าเงินมาฝากธนาคาร พลันมีรถมอเตอร์ไซค์แล่นมากระชากกระเป๋าเงินไป กริ่งกับยูกิ ซึ่งเตร็ดเตร่อยู่แถวนั้นได้ยิน ทั้งสองประกาศ

“อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล” ว่าแล้วก็โผนเข้ากระชากคนบนมอเตอร์ไซค์ทั้งสองลงมา

เกิดการต่อสู้อย่างมีชั้นเชิง คนร้ายคนหนึ่งคว้ากระเป๋าขี่รถหนี กริ่งมีความสามารถพิเศษวิ่งได้เร็วเทียบคู่ไปกับมอเตอร์ไซค์ คนร้ายตกใจมองเข็มไมล์เห็นว่าตัวเองใช้ความเร็วสูง ก็หน้าตาตื่น ไม่ทันระวังชนเข้ากับรถที่สวนมา...ตำรวจเข้าเคลียร์พื้นที่และจับกุมคนร้ายไป

เดี่ยว สมเด็จกับบุษกร ขับรถมาตามถนนสายหนึ่ง เดี่ยวรู้สึกเขม่นตาต้องมีเหตุอะไรสักอย่าง พลันมีรถหน่วยกู้ภัยเปิดไซเรนวิ่งแซงไป เดี่ยวจึงขับรถตามและพบว่าเกิดเหตุคนจะโดดตึกฆ่าตัวตาย เดี่ยวแอบขึ้นไปบนตึกแล้วรวบตัวชายคนนั้นโดดลงบนเบาะลมที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้ ชายคนนั้นหน้าตาตื่นกลัว

ไม่คิดว่าจะเจอแบบนี้ เจ้าหน้าที่พาชายคนนั้นออกไป บุษกรเข้ามาดูเดี่ยวเห็นนอนนิ่งก็เรียก เดี่ยวค่อยๆลืมตาขึ้นพึมพำว่า

“นางฟ้า นางฟ้าจริงๆด้วย นี่ผมตายแล้วใช่มั้ยครับนางฟ้า”

“ตาบ้า...” บุษกรหยิกเดี่ยวจนร้องลั่น ผู้คนที่มุงดูหัวเราะกันกราว...

วันต่อมา บ้านแก๊งลูกหมูเป็นบ้านหลังใหญ่ดูมีฐานะ มีรั้วรอบขอบชิด เจนนี่กับยูกิแอบซุ่มสังเกตการณ์ เห็นชายฉกรรจ์ 5 คน ต้อนหญิงสาวประมาณ 12 คน ขึ้นรถตู้ มีรถเก๋งนำขบวนแล่นออกมา เจนนี่โทร.แจ้งกระแตว่ารถคนร้ายกำลังออกจากบ้าน เป็นรถตู้ติดสติกเกอร์สีแดงขาว จุดสังเกตเขียนคำว่า...เลือดมังกร...ให้แจ้งหน่วยเหนือเตรียมรับมือ กระแตรับทราบ เจนนี่หันมาบอกยูกิให้ขับรถตามห่างๆ

กระแตกับชลดาจอดรถซุ่มอยู่อีกจุด ส่องกล้องดู เห็นรถคนร้ายแล่นไปถนนไหนโทร.แจ้งไปยังผู้พันอาจณรงค์ ขณะนั้น บริเวณศาลเจ้ามีการแห่สิงโตผาดโผน ผู้พันอาจณรงค์ปลอมตัวเป็นโฆษกของงาน พ.อ.เชษฐ์ แต่งตัวเป็นเถ้าแก่ พออาจณรงค์แจ้งสถานการณ์เป็นรหัส

“งิ้วพร้อมแสดงเลี้ยวเถ้าแก่”

“ลื้อบอกพวกเด็กๆให้คอยต้อนรับกันดีๆอย่าให้เสียชื่อ” พ.อ.เชษฐ์ตอบกลับ

อาจณรงค์จุดประทัดแขวนเป็นการส่งสัญญาณ คณะสิงโตและขบวนแห่ แสดงฝีมือปืนป่ายผาดโผน ดอน ท่ากระดาน รับหน้าที่ตีกลองได้ยินเสียงประทัด ก็รัวกลองเป็นสัญญาณให้พรรคพวก ยอด นางพญายกหัวอาแปะขึ้นรับทราบแล้วร้องว่า อุปรากรจีนมากันแล้ว คนเชิดสิงโตคือ เทอด ยอดธง เร่งเชิดสิงโตให้คึกคักขึ้น พอรถขบวนคนร้ายแล่นมาก็ติดขบวนแห่สิงโต เจนนี่วิทยุแจ้งว่าพวกมันติดกับแล้ว

ยอดสวมหัวอาแปะเข้ามาขอโทษขอโพยคนขับรถ แล้วชวนคุยถามว่ารถนี่ขนยาไปปล่อยหรือ คนขับชักสีหน้าไม่พอใจ ยอดหัวเราะแล้วว่า

“ล้อเล่นน่า รถตู้แบบนี้ไม่ขนยาหรอก น่าจะขนลูกหมูไปขายมากกว่า”

“เฮ้ย...พูดดีๆลูกหมูอะไร”

“โห...อาเฮีย เชยหรือแกล้งเชยเนี่ย พวกขนลูกหมูก็คือพวกค้ามนุษย์ไง”

คนขับรถโวยวายหาว่าปากเสีย ยอดย้อนว่าเขาไม่ได้ปากเสีย แต่รถเฮียน่ะเสีย ว่าแล้วก็โรยตะปูเรือใบที่พื้น ทำให้รถยางแตก คนร้ายไหวตัวเกิดการยิงต่อสู้กัน สักพักก็รวบตัวคนร้ายไว้ได้หมด...รถคันหนึ่งแล่นมาจอด กริ่ง เดี่ยวและบุษกรเดินลงมา ยอดโวยทำไมเพิ่งมา กริ่งพูดขำๆว่าพวกเขามาให้กำลังใจ เทอดโต้ว่า

“กำลังใจน่ะผมมีของผมแล้ว ใช่มั้ยดอน”

“ถูกต้องที่สุด ยิงปืนไปมองตาหวานไป แบบนี้สู้ขาดใจเลย”

ชลดากับเจนนี่หมั่นไส้ เข้าไปหยิกดอนกับเทอด ทุกคนหยอกล้อกันอย่างเฮฮา

ooooooo

สตีเฟ่นกับราฮีมกลับมาที่คอนโดฯ พยายามค้นหาเรื่องราวของซัมดอง จนรู้ว่าซัมดองเป็นลิมโปเซ หรือนักบวชชาวทิเบต ทั้งสองรีบมาสืบหาที่ศาลเจ้าที่ซัมดองมาพำนักอยู่ ลุงเฝ้าศาลเจ้าพาทั้งสองมาที่พักของซัมดอง แต่ต้องแปลกใจที่ซัมดองหายตัวไป

ซัมดองพรางตัวไม่ให้ใครเห็น พอทุกคนกลับไป ซัมดองก็ปรากฏร่างขึ้น เขาหยิบดวงตาสวรรค์มาร่ายคาถาเพ่งมอง เห็นวิญญาณในลูกแก้วนั่น เขาถามวิญญาณเหล่านั้นว่า ฝรั่งนั่นมาทำไม ภาพในลูกแก้วปรากฏให้เห็นทับทิมสยาม ซัมดองรับรู้ถึงพลังของมันแล้วพึมพำ

“พวกมันจะนำข้าไปหาทับทิมสยาม พลังเหนือจักรวาลที่ข้าต้องการ”

ซัมดองมาปรากฏตัวขึ้นหลังลุงที่ยืนมองรถสตีเฟ่นแล่นออกไป ลุงสะดุ้งเมื่อเห็นซัมดองแล้วบอกว่า พวกอั้งม้อ มาหา ซัมดองตอบว่าข้ารู้แล้ว...

ในห้องประชุมสำนักงานเสาร์ห้า ดร.อภิชัย พ.อ.เชษฐ์ และผู้พันอาจณรงค์ เข้ามานั่งประจำที่ ขณะที่กลุ่มเสาร์ห้าหญิงและกลุ่มเสาร์ห้าชายนั่งรออยู่ก่อนแล้ว อภิชัยกล่าวชมเชยทุกคนที่สามารถจับแก๊งค้ามนุษย์ได้ แล้วเริ่มประชุมภารกิจต่อไป เจนนี่ บุษกร กระแต ชลดา และยูกิ จัดการเปิดไฟล์ภาพต่างๆ แล้วอธิบายให้ ยอด เดี่ยว ดอน กริ่ง และเทอดฟังและซักถาม

จากการจับกุมแก๊งค้ายาเมื่อสามวันก่อน ได้เงินและทองคำมูลค่าประมาณร้อยล้าน จะมีการลำเลียงเงินเข้ามาในวันพรุ่งนี้ สายรายงานว่าอาจมีการปล้นโดยกองกำลังต่างชาติ

“นี่คือนายพลจางลี่ หัวหน้ากองกำลังชนกลุ่มน้อยตามแนวตะเข็บชายแดน ซึ่งแยกมาตั้งตัวเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับฝ่ายใด...เปาชาง หลานชายคนเดียวของจางลี่ จบการศึกษาจากรัสเซีย เชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยี และเคยเป็นแชมป์แม่นปืนสมัยเป็นนักศึกษา” เจนนี่เปิดภาพอธิบาย

“แต่พวกชนกลุ่มน้อย ไม่เคยมีประวัติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของไทยแบบนี้นี่ครับ” ดอนสงสัย

“แต่นายพลจางลี่คือข้อยกเว้น เพราะว่ากลุ่มของพวกมันถูกตัดขาดจากชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่น ทำให้ขาดท่อน้ำเลี้ยง” เชษฐ์อธิบาย

“ใช่ค่ะ จากที่เคยเป็นหัวหน้ารับยาเสพติดจากกลุ่มอื่นมาขายต่อ เมื่อถูกตัดขาด พวกนายพลจางลี่จึงหันมาทำงานอาชญากรรมในเมืองไทย เมื่อเสร็จงานก็จะรีบข้ามชายแดนกลับไป ทำให้ไม่มีใครทำอะไรพวกมันได้” เจนนี่รายงานต่อ

อภิชัยสรุปความว่าพรุ่งนี้ เงินและทองถูกลำเลียงเข้ามาและการปล้นครั้งนี้คงไม่ธรรมดาแน่ สั่งอาจณรงค์คุมกำลังพร้อมอาวุธให้พร้อม กริ่งพูดเล่นว่า เขาไม่กลัวเพราะเขาวิ่งได้เร็ว ยอดโวยคิดจะหนีรอดคนเดียวหรือ กริ่งทำตากรุ้มกริ่มใส่ยูกิ เขายังไม่อยากตายเพราะยังไม่ได้แต่งงาน ยูกิถลึงตาใส่ กริ่งจ๋อย ทุกคนหันมาวางแผนการทำงานกันอย่างจริงจัง

ooooooo

วันต่อมา เงินและทองคำถูกขนขึ้นรถซีเคียวริตี้ แล่นออกจากหน่วยราชการแห่งหนึ่ง มีรถตำรวจนำและปิดท้าย กริ่งปลอมตัวเป็นคนขับรถขนเงินมียอดเป็นพนักงาน อาเตียวลูกน้องนายพลจางลี่ ส่องกล้องมองแล้ววิทยุรายงานว่า ขบวนแล่นออกมาแล้วมีเจ้าหน้าที่ไม่เกิน 10 คน

ริมถนนแถวกิโลเมตรที่ 25 เห็นเปาชางกำลังยืนคุมลูกน้องให้ติดตั้งระเบิด นายพลจางลี่เข้ามาบอกว่า พวกมันกำลังมา เปาชางบอกทางนี้ก็พร้อมแล้ว ต่างพากันไปซุ่มตามจุดต่างๆ

ขณะเดียวกัน เดี่ยว ดอน เทิด และอาจณรงค์ นำกองกำลังทหารเดินเท้าผ่านเส้นทางในป่ามุ่งหน้าไปยังกิโลเมตรที่ 25 เช่นกัน เดี่ยวมีความสามารถทางการได้ยิน เขาได้ยินเสียงบางอย่างเป็นเสียงของนาฬิกาซึ่งหมายถึงระเบิด จึงบอกดอนซึ่งมีความสามารถในการมองทะลุทะลวงดอนเพ่งมองทะลุไปจนเห็นระเบิดถูกวางเอาไว้ตามจุดต่างๆไม่ต่ำกว่าสามจุด

ดอนโทร.แจ้งมายังกริ่ง แต่กริ่งใส่หูฟังเพลงขับรถอย่างเพลิดเพลิน ยอดจึงรับสายแทน

“ได้ข่าวว่าคุณชอบผลไม้ พอดีมีคนเขาจัดมะตูมกับน้อยหน่ารอคุณอยู่แถวทางโค้งประมาณกิโลเมตรที่ 25 ยังไงก็บอกคนอื่นๆต่อด้วย”ดอนพูดติดตลก

“ได้ กำลังเปรี้ยวปากอยู่พอดี”

ยอดหันมาบอกกริ่งแต่กริ่งไม่ได้ยิน ยอดจึงดึงหูฟังออกแล้วถามว่าหิวหรือยัง แวะรับผลไม้กิโลเมตรที่ 25 ก่อน กริ่งถามผลไม้อะไร ยอดตอบเดี๋ยวก็รู้แล้วเสียบหูฟังเพลงเสียเอง...กริ่งขับรถมาเรื่อยจนใกล้จุดที่ยอดบอก กริ่งวิทยุบอกรถตำรวจที่นำทางและตามมาว่าให้ขับช้าลงต้องแวะรับของ พอรถชะลอความเร็ว ยอดรู้สึกตัวถามกริ่งจอดทำไม กริ่งถามผลไม้อยู่ตรงไหน

“คุณกริ่ง ทำไมคุณซื่อยังงี้” ยอดโวยวาย ขาดคำเสียงระเบิดตูมตามขึ้น “นั่นไงผลไม้มะตูมกับน้อยหน่าไง หลบเร็วๆ”

กริ่งกับรถตำรวจหลบระเบิดเข้าข้างทาง กองกำลังนายพลจางลี่กราดกระสุนใส่ ทุกคนวิ่งออกมาหาที่กำบัง กลุ่มเสาร์ห้าตามมาสมทบ ช่วยกันยิงตอบโต้ เมื่อกลุ่มเสาร์ห้าผนึกกำลังกันทำให้กระบวนหมัดมวยที่ปล่อยออกมาวิจิตรพิสดาร ต่างเป็นกำแพงให้กันและกัน ทำให้เปาชางกับพวกสู้ไม่ได้ นายพลจางลี่สั่งถอย เปาชางวิ่งหนีไปยังรถที่อาเตียวรอรับหนีรอดไปได้

กลุ่มเสาร์ห้ากลับบ้านพักในสภาพใบหน้าบอบช้ำกันเป็นแถว เจนนี่ ชลดา บุษกร กระแต และยูกิต้องทำแผลให้คู่ของตน ยูกิบอกทุกคนว่าตนซื้อผลไม้ไว้ให้ ยอดกับกริ่งผวาเกรงจะเป็นมะตูมกับน้อยหน่าอีก ทุกคนหัวเราะกันครืน

ooooooo

มีหมู่บ้านแนวตะเข็บชายแดน เป็นหมู่บ้านของนายพลจางลี่ มีเวรยามถือปืนเดินกันไปมา ชาวบ้านที่เป็นชายแต่งกายคล้ายทหารครึ่งท่อน บ้านพักของนายพลจางลี่ใหญ่โตพอสมควร มีจานดาวเทียมและเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน

เปาชางยืนดูอาเตียวค้นหาประวัติพวกเสาร์ห้าในคอมพิวเตอร์ นายพลจางลี่เคยได้ยินกิตติศัพท์ของกลุ่มนี้มาก่อนว่าเป็นพวกเหนือมนุษย์ เปาชางว่าตนไม่กลัว ตนเสียดายเงินที่ชิงมาไม่ได้มากกว่า นายพลจางลี่ปลอบหลานชายว่า วันพระไม่ได้มีหนเดียวให้คอยเช็กข่าวไว้

ในคืนวันหนึ่ง สตีเฟ่นได้พบกับซัมดอง ปรากฏตัวขึ้นในรถ บอกให้เขาขับรถไปเรื่อยๆถ้าอยากจะพบพ่อ เขาจึงขับรถไปตามทางที่ซัมดองบอก เป็นถนนเปลี่ยวและมืด ซัมดองได้ยินเสียงบางอย่างนอกรถจึงให้จอด สตีเฟ่นหันมามองหน้าแต่พอหันกลับไปก็เห็นร่างคนคนหนึ่งพุ่งออกมาจากป่าข้างทาง เขารีบเบรกรถอย่างแรง ชายคนนั้นลักษณะเหมือนคนบ้า หนวดเครารุงรังเสื้อผ้าขาดวิ่น สตีเฟ่นลงจากรถมาโวยวายใส่แล้วเขาก็ได้เห็นว่าชายคนนั้นคือ ดร.ฟอร์ด

เขาจึงพาพ่อกลับมาที่คอนโดฯ อาบน้ำโกนหนวดเคราเรียบร้อย เห็นซัมดองนั่งกรรมฐานบนพื้น ดร.ฟอร์ดกระซิบถามลูกชายว่าเชื่อถือได้แน่หรือ สตีเฟ่นตอบว่าถ้าไม่ใช่เพราะซัมดองเขาก็คงไม่ได้พบพ่อ ซัมดองถามคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือ

“ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ ถ้าไม่มีอะไรพิสูจน์ก็คงเชื่อยาก” ดร.ฟอร์ดออกตัว

ซัมดองหยิบดวงตาสวรรค์ขึ้นมาร่ายเวทมนต์ มันกางออกเป็นลูกแก้วใส มองเห็นภาพเหตุการณ์ก่อนเครื่องบินตก และบอกว่าเป็นเพราะนักบินไม่เชื่อว่าสิ่งที่เกิดเป็นภาพลวงตา

“พื้นที่ตรงนั้น มีของล้ำค่าซ่อนตัวอยู่” ซัมดองบอกสองพ่อลูก

“ของล้ำค่าอะไรครับ” ดร.ฟอร์ดถามด้วยความทึ่ง

“ทับทิมสยาม...”

ดร.ฟอร์ดยิ้มกับลูกชาย เป็นอย่างที่เขาคิดไว้จริงๆและเริ่มศรัทธาในตัวซัมดอง...วันต่อมา นาตาชาเดินทางกลับมา ดร.ฟอร์ดบอกลูกสาวว่าอย่าเปิดเผยให้ใครรู้ว่าเขายังไม่ตาย หลังจากนั้น ดร.ฟอร์ดก็เริ่มปรึกษากับลูกๆและราฮีม เปิดภาพแผนที่จากดาวเทียมให้ดูเส้นทางที่เครื่องบินตก

“ถ้าจำไม่ผิด เส้นทางเข้าออกจะมองเห็นเจดีย์ใหญ่ สูงกว่าต้นไม้ แต่บริเวณนั้นเป็นเขตอันตรายเหมือนแดนสนธยา เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นแถวสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าทุกอย่างมันเหมือนจริง แต่ไม่ใช่ความจริง ลูกเรือที่รอดชีวิตมา ล้วนแล้วแต่ต้องจบชีวิตเพราะภาพลวงตาเหล่านั้น”

“อาจารย์ซัมดองบอกว่า  ตรงนั้นมีทับทิมสยามซ่อนตัวอยู่” สตีเฟ่นกล่าว

“ใช่ มันต้องเป็นทับทิมสยามสีม่วงเท่านั้น ที่จะทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้ได้ ถ้าเครื่องมือเราพร้อมเมื่อไหร่ก็ออกเดินทางกันได้ทันที”

สตีเฟ่นได้ให้ราฮีมเตรียมพวกแรงงานกับพวกลูกหาบไว้แล้ว ดร.ฟอร์ดย้ำว่าต้องปิดเป็นความลับอย่าให้พวกมันรู้ ราฮีมรับทราบ นาตาชาถามตนต้องทำอะไรบ้าง ดร.ฟอร์ดยิ้มมีเลศนัย

ooooooo

นาตาชาเดินทางมาที่สำนักงานเสาร์ห้า เกิดทะเลาะกับเจนนี่เรื่องที่จอดรถและได้ประฝีมือกันพอ ทำเนา ยูกิกับกริ่งเข้ามาห้าม เจนนี่รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาแน่

นาตาชามาว่าจ้างอภิชัยให้จัดกลุ่มเสาร์ห้าคอยคุ้มกันทับทิมสยามสีชมพูมูลค่ามหาศาลที่ตนเป็นผู้ถือครองอยู่ อภิชัยนิ่งฟังอย่างครุ่นคิดและตอบไปว่า ตนต้องขอฟังรายละเอียดก่อน

“ไม่มีปัญหาค่ะ แต่ฉันไม่ชอบพูดซ้ำซาก ถ้าไงขอนัดทีมของคุณให้พร้อมแล้วฉันจะเข้ามาบรีฟทีเดียว” ท่าทางนาตาชาเย่อหยิ่งเพราะคิดว่าอภิชัยคงตาโตกับเงินค่าจ้างของตน

กลุ่มเสาร์ห้าถูกเรียกเข้าประชุม ทีมเสาร์ห้าหญิงช่วยกันเปิดวีดิโอเรื่องราวทับทิมสยาม มีเสียงบรรยายว่า...ทับทิมสยาม ตำนานแห่งอัญมณีระดับโลก จากบันทึกของกินเนสส์บุ๊ก ทับทิมสยามที่ใหญ่ที่สุดในโลกประกอบไปด้วย ทับทิมสามก้อน คือ ทับทิมสีชมพู ทับทิมสีแดง และทับทิมสีม่วง ซึ่งแต่ละก้อน ต่างก็มีผู้ครอบครองสืบต่อกันมานานนับพันปี

ทับทิมสีม่วง ตกอยู่ในครอบครองของหมู่เจ้านายแห่งล้านนาหลายชั่วอายุคน แต่แล้วก็หายสาบสูญไป จนมีการค้นพบอีกครั้งที่หลุมฝังศพโบราณแห่งหนึ่งทางเหนือ เมื่อข่าวสะพัดออกไป ทับทิมสีม่วงก็ถูกปล้นและสูญหายไประหว่างการตามล่าของตำรวจระหว่าง พ.ศ. 2500

ทับทิมสีแดง อยู่ในการครอบครองของเทวีแห่งเชียงรุ้ง แคว้นสิบสองปันนา โดยประดับไว้บนมงกุฎเทวีและสืบทอดส่งต่อกันมาหลายรุ่น จนกระทั่งยุคล่าอาณานิคม เชียงรุ้งกลายเป็นส่วนหนึ่งของจีน ราชวงศ์เชียงรุ้งถูกคุกคามจึงหลบหนีมาเมืองไทยและนำมงกุฎเทวีติดมาด้วย แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเปิดเผยว่าใครเป็นผู้ครอบครอง เชื่อว่าขณะนี้ ทับทิมสีแดงยังอยู่ในเมืองไทย

ทับทิมสีชมพู ตกอยู่ในครอบครองของเจ้าฟ้าเมืองนาย แต่ต่อมาเมื่ออังกฤษเข้ายึดรัฐฉานและพม่าเป็นเมืองขึ้น มันจึงตกไปอยู่ในมือชาวอังกฤษคนหนึ่ง จากนั้นอีกหลายร้อยปี ก็ปรากฏอีกครั้งที่อเมริกาโดยผู้ครอบครองปัจจุบันคือ มิสนาตาชา แม็คควีน บุตรสาวของ ดร.ฟอร์ด...

วีดิโอจบลง พร้อมกับนาตาชาเดินเข้ามาปรบมือชมเชยกับข้อมูลที่หามาได้ถูกต้อง เธอแนะนำตัวกับทุกคน ยกเว้นเจนนี่ อธิบายจะมีงานแสดงอัญมณีแห่งตำนานที่ตนต้องเอาทับทิมสีชมพูออกมาแสดง เจนนี่ถามถึงจุดประสงค์ที่นำออกมา นาตาชาบอกว่าเรื่องนี้ตนจะแถลงในวันหน้า เจนนี่ว่าถ้าจะต้องทำงานร่วมกันต้องให้ข้อมูลมากที่สุด นาตาชา อ้างว่า ข้อมูลบางอย่างเป็นเรื่องส่วนตัว ขอให้พวกเสาร์ห้าวางระบบรักษาความปลอดภัยให้ดีที่สุดก็พอ รายละเอียดการจัดงานอยู่ในเอกสารของบริษัทออร์กะไนซ์แล้ว เธอวางแฟ้มเอกสารไว้ให้และหันมาถามอภิชัยว่าตนจะขอให้คนช่วยดูแลความปลอดภัยให้ระหว่างกลับไปขึ้นรถจะได้ไหม อภิชัยอนุญาต นาตาชาเลือกดอนแล้วหันไปยิ้มเย้ยเจนนี่

พอมาที่รถ นาตาชาก็ขอให้ดอนช่วยใช้ความสามารถพิเศษหาแหวนที่ตนทำตกในรถให้

“คุณทราบเรื่องความสามารถพิเศษของผมได้ยังไง”

“ถ้าจะบอกว่าฉันเป็นแฮกเกอร์คนหนึ่งที่พอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง คุณจะเชื่อมั้ยคะ”

“แสดงว่าคุณคงแฮกข้อมูลผมกับเพื่อนๆหมดแล้ว” ดอนเชื่อว่านาตาชาแค่อยากพิสูจน์

นาตาชาอ้างว่าก่อนจะร่วมงานกับใคร ตนต้องหาข้อมูลเสมอ ดอนจึงเตือนว่าอย่าไปเชื่อข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตนัก เพราะพวกตนก็เป็นแค่คนธรรมดา นาตาชาผิดหวังแต่ไม่ยอมแพ้

กลุ่มเสาร์ห้าประชุมกับอภิชัย เชษฐ์ และอาจณรงค์ ว่าการที่นาตาชาเอาทับทิมสีชมพูออกมาแสดงในงานเพื่อล่อให้คนที่ครอบครองที่เหลือออกมาแสดงตัว กระแตถามว่าทำไม อภิชัยว่าเรื่องนี้ เสาร์ห้าต้องหาคำตอบมาให้ เพราะอาจจะเกี่ยวพันกับการทดลองนิวเคลียร์ของ ดร.ฟอร์ด

ooooooo

ทับทิมสีชมพูถูกนาตาชานำออกมาจากตู้เซฟ มันส่องประกายจ้าให้สตีเฟ่นได้เห็นห้องกลายเป็นสวนดอกไม้และมีหญิงสาวสวยส่งยิ้มให้เขามากมาย นาตาชาส่งเสียงเรียกสติพี่ชายให้กลับมา สตีเฟ่นสะดุ้งเห็นสวนดอกไม้กลายเป็นห้องในคอนโดฯ นาตาชาวางทับทิมลงบนแท่นสีตะกั่วซึ่งทำจากเรเดียม  สตีเฟ่นรีบถามว่าเมื่อสักครู่เป็นภาพลวงตาหรือ

“ใช่ มันเป็นพลังลึกลับที่ทับทิมสร้างขึ้นมา วิธีที่จะควบคุมไม่ให้เกิดปรากฏการณ์นี้ เราต้องวางมันไว้บนแท่นเรเดียม เพื่อดูดซับพลังงานของมัน”

นาตาชายังอธิบายว่า ทับทิมสีชมพูจะสร้างภาพลวงตาด้านบวก แต่ทับทิมสีม่วงจะสร้างภาพลวงตาด้านลบ โดยจะอ่านจิตแล้วหยิบเอาสิ่งที่เรากลัวที่สุดมาสร้างเป็นภาพลวงตา ส่วนทับทิมสีแดง เป็นพลังแห่งความสมดุล เป็นตัวกลางระหว่างพลังด้านบวกและด้านลบไม่สามารถสร้างภาพลวงตาเองได้ สตีเฟ่นจึงมอบหมายให้นาตาชาเป็นคนสืบหาทับทิมสีแดง ส่วนตนกับพ่อจะเข้าป่าไปหาทับทิมสีม่วง เขาได้มอบภาพถ่ายครอบครัวๆหนึ่งให้ ในรูปประกอบด้วย พ่อจันทร์ทิพย์ แม่แพรตอง และลูกสาวม่านฟ้าวัยสามขวบ

“ครอบครัวสุดท้ายที่ได้ครอบครองทับทิมสีแดง แต่เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำเสียชีวิตเมื่อสิบปีก่อน ทับทิมหายไปพร้อมเด็กม่านฟ้า เชื่อว่าเด็กยังไม่ตาย...”

วันงานแสดงอัญมณีแห่งตำนาน มีบอร์ดแสดงความเป็นมาของทับทิมสยามทั้งสามสี หน่วยรักษาความปลอดภัยทั้งในและนอกเครื่องแบบประจำแต่ละจุด รวมทั้งห้องคอนโทรล กล้องวงจรปิด ยอด เทอด และดอนมารับนาตาชาที่ห้องพัก นาตาชายั่วยวนทั้งสามให้หลงใหล

เปาชางกับลูกน้องปลอมตัวเป็นแขกเดินปะปนอยู่ในงาน กริ่งเห็นในห้องคอนโทรลจึงกดไมค์บอกเดี่ยวให้ค้นหา แต่รอดสายตาเดี่ยวไปได้ เปาชางกับพวกหลบขึ้นไปบนฝ้าเพดาน เดี่ยวกดไมค์ตอบกริ่งให้ระวังจุดควบคุมไฟฟ้า ระหว่างนั้นมีพนักงานเอาเอกสารมาให้กริ่งเซ็น กริ่งจึงละสายตาจากจอ ทำให้เปาชางกับพวกโดดลงที่ห้องควบคุมไฟฟ้าและลากพนักงานออกไป

กริ่งติดต่อห้องควบคุมไฟ ไม่มีคนตอบ สักพักคนของเปาชางที่สวมรอยแทนเข้ามานั่งประจำที่และรายงานว่าไม่มีอะไรผิดสังเกต...ระหว่างนั้น มีหญิงสาวสวยคนหนึ่งเข้ามาในงานพร้อมหญิงวัยกลางคน ท่าทางดูดีทั้งคู่ นักข่าวจะขอถ่ายรูปแต่ทั้งสองหลบหลีก ทั้งสองคือม่านฟ้า และพี่เลี้ยงบัวชุม ที่เข้ามาในงานเพื่อหาตัวหนานคำ คนที่ขโมยทับทิมสีแดงไปจากตน...

ooooooo

เสาร์๕ ตอนทับทิมสยาม เรื่องย่อละคร

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"อ๊อฟ" ปั้น "บีบี" เป็นผู้จัด จับคู่ "ณเดชน์-โบว์" “มนต์รักหนองผักกะแยง”

"อ๊อฟ" ปั้น "บีบี" เป็นผู้จัด จับคู่ "ณเดชน์-โบว์" “มนต์รักหนองผักกะแยง”
10 พ.ค. 2564

00:15 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม 2564 เวลา 07:04 น.