ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

เสาร์๕ ตอนทับทิมสยาม

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

เสาร์๕ ตอนทับทิมสยาม ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

เครื่องบินส่วนตัวเอสตาบิท กำลังบินอยู่บนท้องฟ้าเข้าสู่เขตประเทศไทย โฮสเตจนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้ ดร.ฟอร์ด แม็คควีน นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญขององค์การนาซ่า ซึ่งนั่งทำงานในคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอยู่ และได้ยื่นเอกสารที่สตีเฟ่นลูกชายด็อกเตอร์มาส่งให้ดร.ฟอร์ดอ่านแล้วยิ้ม “เป็นอย่างที่คิดจริงๆ มันยังอยู่ในเมืองไทย”

โฮสเตจถามว่าอะไร ดร.ฟอร์ดตอบว่า ทับทิมสยาม โฮสเตจไม่เข้าใจอยู่ดีจึงค้อมหัวให้แล้วเดินกลับไป ดร.ฟอร์ดเปิดคอมพ์ มีภาพ อัลเบิร์ท ไอน์สไตน์ และมีสมการ E=MC2 ปรากฏขึ้นหน้าเว็บเพจเปิดให้เห็นการทดลองระเบิดปรมาณูจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เห็นความทุกข์ทรมานของคนญี่ปุ่น จากสงคราม...

ณ สำนักงานเสาร์ห้า อธิบดีอภิชัยกำลังคุยกับผู้พันอาจณรงค์ ด้วยท่าทีเคร่งเครียด ท่านเปิดคอมพ์ให้ดู สมการ E=MC2 แล้วถามว่ารู้จักไหม

“สมการที่เป็นต้นกำเนิดของระเบิดนิวเคลียร์ครับท่าน” อาจณรงค์ตอบ

“มีรายงานเข้ามาว่า ดร.ฟอร์ด แม็คควีน นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนิวเคลียร์ กำลังบินเข้ามาเมืองไทยด้วยเครื่องบินส่วนตัว” อภิชัยย้ำมันต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ ให้อาจณรงค์ รีบส่งสายไปติดตามความเคลื่อนไหวด่วน...

บนท้องฟ้า ที่เครื่องบิน ดร.ฟอร์ด บินอยู่ใกล้ถึงสุวรรณภูมิและได้ติดต่อขอแลนด์ดิ้งแล้วทันใดบนจอเรดาห์ก็ปรากฏกลุ่มก้อนบางอย่างเคลื่อนตัวเข้ามา ผู้ช่วยกัปตันรายงานว่าเป็นเมฆฝนแต่กัปตันไม่คิดเช่นนั้น ทั้งสองรีบประจำที่เพื่อทำการบังคับเครื่อง ที่ห้องผู้โดยสาร ไฟฟ้ากะพริบทำให้ดร.ฟอร์ดรู้ถึงความผิดปกติ จึงให้โฮสเตจไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น เครื่องบินโอนเอนอย่างน่ากลัว ผู้ช่วยบอกกัปตันว่าข้างหน้ามีพายุหมุน กัปตันกำลังจะบังคับเครื่องให้หักหลบ ดร.ฟอร์ดรอฟังไม่ไหวตามโฮสเตจมาที่ห้องนักบิน พอเห็นกัปตันจะหักหลบก็รีบห้าม

“อย่าหักหลบนะ เครื่องจะเสียการทรงตัว”

“แต่เรากำลังจะโดนพายุดูดเข้าไปนะครับ” กัปตันแย้ง

“นั่นไม่ใช่พายุ อย่าหลบมัน บินตรงไป”

กัปตันไม่เชื่อ ให้โฮสเตจและผู้ช่วยเอาตัว ดร.ฟอร์ดกลับไปนั่งที่ ดร.ฟอร์ดร้องลั่นให้เชื่อเขา อย่าหลบ เครื่องจะเสียหลัก ขาดคำเครื่องก็หมุนคว้าง และตกลงกลางป่าดงดิบชายแดนไทย

วันต่อมา หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าว...ดร.ฟอร์ด แม็คควีน นักวิทยาศาสตร์จากนาซ่าหายสาบสูญกลางป่าจังหวัดกาญจนบุรี...สตีเฟ่น ลูกชาย ดร.ฟอร์ด เชื่อว่าพ่อยังไม่ตาย สั่งลูกน้องราฮีมหาคนนำทางเข้าไปในป่านั่น เขาจะเข้าไปตามหาพ่อ ขณะนั่งรถโฟร์วีลไปตามทาง โดยราฮีมเป็นคนขับ สตีเฟ่นเห็นนักบวชท่าทางแปลกๆคนหนึ่งยืนอยู่ข้างทาง เขารู้สึกสะท้านอย่างประหลาด เมื่อเหลียวมองกลับไปอีกครั้ง นักบวชคนนั้นได้หายไปแล้ว สตีเฟ่นคิดว่าตนตาฝาด

มาถึงหมู่บ้านชายแดน สตีเฟ่นให้ราฮีมจ้างชาวบ้านใครก็ได้นำทางเดินป่าด้วยค่าจ้างสูงลิ่ว แต่พอทุกคนรู้ว่า จุดที่สตีเฟ่นจะไปคือ เขตสุสานช้าง ต่างก็ปฏิเสธแม้ว่าจะได้ค่าจ้างเพิ่มอีกเท่าไหร่ก็ตาม สตีเฟ่นหงุดหงิดมาขึ้นรถ ราฮีมกำลังจะออกรถ แห้งวิ่งเข้ามาเกาะรถแล้วบอกว่ามีคนจะพาไปสุสานช้างได้ สตีเฟ่นเห็นสภาพแห้งแล้วไม่อยากเชื่อ แต่แห้งบอกว่า มีอาจารณ์เณรช่วยได้สตีเฟ่นจึงยอมตาม แห้งไปที่บ้านอาจารย์เณร

“อาจารย์เณรของแกนี่เป็นพรานป่าใช่มั้ย” ราฮีมถามแห้ง

พอแห้งตอบว่าไม่ใช่ ราฮีมโมโหที่พามาทำไม แห้งรีบบอกว่า ไม่ใช่พรานแต่เก่งกว่าพราน ราฮีมสบถให้พาไปสุสานช้างได้ก็แล้วกัน แห้งตอบไม่...อาจารย์ไม่พาไป ราฮีมโกรธ ชักปืนออกมา แห้งตกใจยกมือไหว้

“อย่านาย อย่ายิง ถ้านายจะไปสุสานช้าง นายต้องให้อาจารย์เณรดูก่อน ท่านดูหมอเก่ง”

“ที่แท้ก็พามาหาหมอดูนี่เอง ไป กลับ” สตีเฟ่นไม่พอใจจะกลับไปขึ้นรถ

จู่ๆก็มีเสียงดังมาจากในบ้าน “รถเอ็งสตาร์ตไม่ติดหรอก”

ราฮีมขึ้นนั่งสตาร์ตเครื่อง รถไม่ยอมติดจริงๆ สองคนแปลกใจ เสียงอาจารย์เณรดังออกมาอีกว่า เครื่องบินตก ทุกคนตายหมด ยกเว้นพ่อเอ็ง ข้ารู้ ข้าเห็น สองคนมองหน้ากันงงๆ...

ทั้งสตีเฟ่นและราฮีมเข้ามานั่งตรงหน้าอาจารย์เณร มีลูกศิษย์สามคนคอยรับใช้อยู่ข้างหลัง แห้งนั่งถัดไปห่างๆ อาจารย์เณรรู้ว่าสตีเฟ่นไม่เชื่อถือตน จึงให้หยิบธนบัตรออกมาวางคู่กับกระดาษที่ตนเขียนตัวเลขไว้ ปรากฏว่า ตัวเลขตรงกัน ราฮีมหาว่าเล่นกล อาจารย์เณรจึงทำให้กระดาษในมือราฮีมไฟไหม้ขึ้นต่อหน้าต่อตา ราฮีมตกใจทิ้งกระดาษในมือ จะวิ่งหนี ก็เห็นภาพหลอนวิญญาณมาทำร้าย เขาร้องโวยวายกลัวแล้วๆ สตีเฟ่นจะเข้าช่วย อาจารย์เณรห้าม

“เรื่องนี้เอ็งไม่เกี่ยว ปล่อยให้ลูกน้องเอ็งมันโดนซะบ้าง”

ราฮีมกลัวลานจนร้องว่ายอมแล้วๆ...อาจารย์เณรแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ดูพอประปรายจนสตีเฟ่นเชื่อถือ อาจารย์เณรให้เขาตบรางวัลให้แห้งที่พามาพบตน เมื่อแห้งได้เงินก็กลับไป อาจารย์เณรเริ่มพิธีกรรม ให้ลูกศิษย์ยกบาตรน้ำมาตั้งตรงหน้า ตนหยิบไม้แกะสลักรูปดอกบัวจากแท่นบูชามากำไว้ในมือ นั่งหลับตาสักพัก เกิดพลังงานทำให้น้ำในบาตรหมุนวนแล้วยกตัวขึ้น เห็นภาพ ดร.ฟอร์ด เดินโซซัด โซเซเสื้อผ้าขาดวิ่นอยู่กลางป่า แสดงว่ายังมีชีวิตอยู่จริง สักพักก็เกิดไฟลุกพรึบในน้ำ ภาพหายไป อาจารย์เณรยกดอกบัวขึ้นไหว้ สตีเฟ่นถามว่านั่นอะไร

“มันคือดวงตาสวรรค์ เป็นของวิเศษที่มาจากทิเบต พระองค์หนึ่งท่านให้ข้ามา ถ้าเอ็งอยากจะรู้อยากจะเห็นอะไรก็ใช้ดวงตาสวรรค์นี่แหละมันจะทำให้เอ็งเห็นทุกอย่าง”

ราฮีมถามว่าข้างในเป็นอะไร อาจารย์เณรยิ้มเพราะไม่รู้เหมือนกัน พลันปรากฏร่างนักบวชชาวทิเบตชื่อ ซัมดอง เดินเข้ามาด้วยท่าทางถมึงทึงไม่เป็นมิตร

“หมอดูกระจอกอย่างเอ็ง ไม่มีวันรู้หรอกว่า ข้างในดวงตาสวรรค์มีอะไร ฮ่ะๆๆ”

ทุกคนชะงักหันมามอง อาจารย์เณรรีบเก็บดวงตาสวรรค์ใส่ย่ามแล้วถามว่าเอ็งเป็นใคร

“ยมทูตที่จะมาปลิดชีวิตเอ็ง” ซัมดองตอบ

อาจารย์เณรหันไปสั่งลูกศิษย์ยิงใส่ซัมดอง แต่กระสุนทำอะไรซัมดองไม่ได้เลย แถมปืนทั้งหมดกลายเป็นหิน พวกลูกศิษย์ตกใจ โยนทิ้งวิ่งหนี สตีเฟ่นกับราฮีมหาที่หลบดูเหตุการณ์ ซัมดองหันมาต่อสู้กับอาจารย์เณร ซัมดองหายตัวมาโผล่ด้านหลังและล็อกคออาจารย์เณร ล้วงเอาดวงตาสวรรค์ออกมาจากย่าม จากนั้นร่ายคาถา ดอกบัวบานออก เห็นเป็นลูกแก้วใส ส่องแสงจ้าพุ่งใส่หน้าอาจารย์เณร ซัมดองคำราม

“เอ็งไม่เคยรู้เลยใช่ไหมว่าข้างในดวงตาสวรรค์มันคืออะไร มันคือที่กักกันวิญญาณของเอ็งไง ไอ้เณร” ว่าแล้ววิญญาณอาจารย์เณรก็ถูกดูดเข้าไปอยู่ในดวงแก้ว “ในที่สุด ดวงสวรรค์ก็เป็นของข้า” ซัมดองปล่อยร่างไร้วิญญาณของอาจารย์เณรลงพื้นแล้วเดินออกไปจากบ้าน

สตีเฟ่นและราฮีมรีบตามซัมดองไป ไม่ทันไร ร่างซัมดองก็หายแวบไป ทั้งสองต่างตกใจ

ooooooo

ย่านธุรกิจแห่งหนึ่ง รถเก๋งคันหรูแล่นมาจอดหน้าธนาคาร คนขับวิ่งลงมาเปิดประตูให้เจ้านายซึ่งท่าทาง เป็นนักธุรกิจใหญ่ นำกระเป๋าเงินมาฝากธนาคาร พลันมีรถมอเตอร์ไซค์แล่นมากระชากกระเป๋าเงินไป กริ่งกับยูกิ ซึ่งเตร็ดเตร่อยู่แถวนั้นได้ยิน ทั้งสองประกาศ

“อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล” ว่าแล้วก็โผนเข้ากระชากคนบนมอเตอร์ไซค์ทั้งสองลงมา

เกิดการต่อสู้อย่างมีชั้นเชิง คนร้ายคนหนึ่งคว้ากระเป๋าขี่รถหนี กริ่งมีความสามารถพิเศษวิ่งได้เร็วเทียบคู่ไปกับมอเตอร์ไซค์ คนร้ายตกใจมองเข็มไมล์เห็นว่าตัวเองใช้ความเร็วสูง ก็หน้าตาตื่น ไม่ทันระวังชนเข้ากับรถที่สวนมา...ตำรวจเข้าเคลียร์พื้นที่และจับกุมคนร้ายไป

เดี่ยว สมเด็จกับบุษกร ขับรถมาตามถนนสายหนึ่ง เดี่ยวรู้สึกเขม่นตาต้องมีเหตุอะไรสักอย่าง พลันมีรถหน่วยกู้ภัยเปิดไซเรนวิ่งแซงไป เดี่ยวจึงขับรถตามและพบว่าเกิดเหตุคนจะโดดตึกฆ่าตัวตาย เดี่ยวแอบขึ้นไปบนตึกแล้วรวบตัวชายคนนั้นโดดลงบนเบาะลมที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้ ชายคนนั้นหน้าตาตื่นกลัว

ไม่คิดว่าจะเจอแบบนี้ เจ้าหน้าที่พาชายคนนั้นออกไป บุษกรเข้ามาดูเดี่ยวเห็นนอนนิ่งก็เรียก เดี่ยวค่อยๆลืมตาขึ้นพึมพำว่า

“นางฟ้า นางฟ้าจริงๆด้วย นี่ผมตายแล้วใช่มั้ยครับนางฟ้า”

“ตาบ้า...” บุษกรหยิกเดี่ยวจนร้องลั่น ผู้คนที่มุงดูหัวเราะกันกราว...

วันต่อมา บ้านแก๊งลูกหมูเป็นบ้านหลังใหญ่ดูมีฐานะ มีรั้วรอบขอบชิด เจนนี่กับยูกิแอบซุ่มสังเกตการณ์ เห็นชายฉกรรจ์ 5 คน ต้อนหญิงสาวประมาณ 12 คน ขึ้นรถตู้ มีรถเก๋งนำขบวนแล่นออกมา เจนนี่โทร.แจ้งกระแตว่ารถคนร้ายกำลังออกจากบ้าน เป็นรถตู้ติดสติกเกอร์สีแดงขาว จุดสังเกตเขียนคำว่า...เลือดมังกร...ให้แจ้งหน่วยเหนือเตรียมรับมือ กระแตรับทราบ เจนนี่หันมาบอกยูกิให้ขับรถตามห่างๆ

กระแตกับชลดาจอดรถซุ่มอยู่อีกจุด ส่องกล้องดู เห็นรถคนร้ายแล่นไปถนนไหนโทร.แจ้งไปยังผู้พันอาจณรงค์ ขณะนั้น บริเวณศาลเจ้ามีการแห่สิงโตผาดโผน ผู้พันอาจณรงค์ปลอมตัวเป็นโฆษกของงาน พ.อ.เชษฐ์ แต่งตัวเป็นเถ้าแก่ พออาจณรงค์แจ้งสถานการณ์เป็นรหัส

“งิ้วพร้อมแสดงเลี้ยวเถ้าแก่”

“ลื้อบอกพวกเด็กๆให้คอยต้อนรับกันดีๆอย่าให้เสียชื่อ” พ.อ.เชษฐ์ตอบกลับ

อาจณรงค์จุดประทัดแขวนเป็นการส่งสัญญาณ คณะสิงโตและขบวนแห่ แสดงฝีมือปืนป่ายผาดโผน ดอน ท่ากระดาน รับหน้าที่ตีกลองได้ยินเสียงประทัด ก็รัวกลองเป็นสัญญาณให้พรรคพวก ยอด นางพญายกหัวอาแปะขึ้นรับทราบแล้วร้องว่า อุปรากรจีนมากันแล้ว คนเชิดสิงโตคือ เทอด ยอดธง เร่งเชิดสิงโตให้คึกคักขึ้น พอรถขบวนคนร้ายแล่นมาก็ติดขบวนแห่สิงโต เจนนี่วิทยุแจ้งว่าพวกมันติดกับแล้ว

ยอดสวมหัวอาแปะเข้ามาขอโทษขอโพยคนขับรถ แล้วชวนคุยถามว่ารถนี่ขนยาไปปล่อยหรือ คนขับชักสีหน้าไม่พอใจ ยอดหัวเราะแล้วว่า

“ล้อเล่นน่า รถตู้แบบนี้ไม่ขนยาหรอก น่าจะขนลูกหมูไปขายมากกว่า”

“เฮ้ย...พูดดีๆลูกหมูอะไร”

“โห...อาเฮีย เชยหรือแกล้งเชยเนี่ย พวกขนลูกหมูก็คือพวกค้ามนุษย์ไง”

คนขับรถโวยวายหาว่าปากเสีย ยอดย้อนว่าเขาไม่ได้ปากเสีย แต่รถเฮียน่ะเสีย ว่าแล้วก็โรยตะปูเรือใบที่พื้น ทำให้รถยางแตก คนร้ายไหวตัวเกิดการยิงต่อสู้กัน สักพักก็รวบตัวคนร้ายไว้ได้หมด...รถคันหนึ่งแล่นมาจอด กริ่ง เดี่ยวและบุษกรเดินลงมา ยอดโวยทำไมเพิ่งมา กริ่งพูดขำๆว่าพวกเขามาให้กำลังใจ เทอดโต้ว่า

“กำลังใจน่ะผมมีของผมแล้ว ใช่มั้ยดอน”

“ถูกต้องที่สุด ยิงปืนไปมองตาหวานไป แบบนี้สู้ขาดใจเลย”

ชลดากับเจนนี่หมั่นไส้ เข้าไปหยิกดอนกับเทอด ทุกคนหยอกล้อกันอย่างเฮฮา

ooooooo

สตีเฟ่นกับราฮีมกลับมาที่คอนโดฯ พยายามค้นหาเรื่องราวของซัมดอง จนรู้ว่าซัมดองเป็นลิมโปเซ หรือนักบวชชาวทิเบต ทั้งสองรีบมาสืบหาที่ศาลเจ้าที่ซัมดองมาพำนักอยู่ ลุงเฝ้าศาลเจ้าพาทั้งสองมาที่พักของซัมดอง แต่ต้องแปลกใจที่ซัมดองหายตัวไป

ซัมดองพรางตัวไม่ให้ใครเห็น พอทุกคนกลับไป ซัมดองก็ปรากฏร่างขึ้น เขาหยิบดวงตาสวรรค์มาร่ายคาถาเพ่งมอง เห็นวิญญาณในลูกแก้วนั่น เขาถามวิญญาณเหล่านั้นว่า ฝรั่งนั่นมาทำไม ภาพในลูกแก้วปรากฏให้เห็นทับทิมสยาม ซัมดองรับรู้ถึงพลังของมันแล้วพึมพำ

“พวกมันจะนำข้าไปหาทับทิมสยาม พลังเหนือจักรวาลที่ข้าต้องการ”

ซัมดองมาปรากฏตัวขึ้นหลังลุงที่ยืนมองรถสตีเฟ่นแล่นออกไป ลุงสะดุ้งเมื่อเห็นซัมดองแล้วบอกว่า พวกอั้งม้อ มาหา ซัมดองตอบว่าข้ารู้แล้ว...

ในห้องประชุมสำนักงานเสาร์ห้า ดร.อภิชัย พ.อ.เชษฐ์ และผู้พันอาจณรงค์ เข้ามานั่งประจำที่ ขณะที่กลุ่มเสาร์ห้าหญิงและกลุ่มเสาร์ห้าชายนั่งรออยู่ก่อนแล้ว อภิชัยกล่าวชมเชยทุกคนที่สามารถจับแก๊งค้ามนุษย์ได้ แล้วเริ่มประชุมภารกิจต่อไป เจนนี่ บุษกร กระแต ชลดา และยูกิ จัดการเปิดไฟล์ภาพต่างๆ แล้วอธิบายให้ ยอด เดี่ยว ดอน กริ่ง และเทอดฟังและซักถาม

จากการจับกุมแก๊งค้ายาเมื่อสามวันก่อน ได้เงินและทองคำมูลค่าประมาณร้อยล้าน จะมีการลำเลียงเงินเข้ามาในวันพรุ่งนี้ สายรายงานว่าอาจมีการปล้นโดยกองกำลังต่างชาติ

“นี่คือนายพลจางลี่ หัวหน้ากองกำลังชนกลุ่มน้อยตามแนวตะเข็บชายแดน ซึ่งแยกมาตั้งตัวเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับฝ่ายใด...เปาชาง หลานชายคนเดียวของจางลี่ จบการศึกษาจากรัสเซีย เชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยี และเคยเป็นแชมป์แม่นปืนสมัยเป็นนักศึกษา” เจนนี่เปิดภาพอธิบาย

“แต่พวกชนกลุ่มน้อย ไม่เคยมีประวัติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของไทยแบบนี้นี่ครับ” ดอนสงสัย

“แต่นายพลจางลี่คือข้อยกเว้น เพราะว่ากลุ่มของพวกมันถูกตัดขาดจากชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่น ทำให้ขาดท่อน้ำเลี้ยง” เชษฐ์อธิบาย

“ใช่ค่ะ จากที่เคยเป็นหัวหน้ารับยาเสพติดจากกลุ่มอื่นมาขายต่อ เมื่อถูกตัดขาด พวกนายพลจางลี่จึงหันมาทำงานอาชญากรรมในเมืองไทย เมื่อเสร็จงานก็จะรีบข้ามชายแดนกลับไป ทำให้ไม่มีใครทำอะไรพวกมันได้” เจนนี่รายงานต่อ

อภิชัยสรุปความว่าพรุ่งนี้ เงินและทองถูกลำเลียงเข้ามาและการปล้นครั้งนี้คงไม่ธรรมดาแน่ สั่งอาจณรงค์คุมกำลังพร้อมอาวุธให้พร้อม กริ่งพูดเล่นว่า เขาไม่กลัวเพราะเขาวิ่งได้เร็ว ยอดโวยคิดจะหนีรอดคนเดียวหรือ กริ่งทำตากรุ้มกริ่มใส่ยูกิ เขายังไม่อยากตายเพราะยังไม่ได้แต่งงาน ยูกิถลึงตาใส่ กริ่งจ๋อย ทุกคนหันมาวางแผนการทำงานกันอย่างจริงจัง

ooooooo

วันต่อมา เงินและทองคำถูกขนขึ้นรถซีเคียวริตี้ แล่นออกจากหน่วยราชการแห่งหนึ่ง มีรถตำรวจนำและปิดท้าย กริ่งปลอมตัวเป็นคนขับรถขนเงินมียอดเป็นพนักงาน อาเตียวลูกน้องนายพลจางลี่ ส่องกล้องมองแล้ววิทยุรายงานว่า ขบวนแล่นออกมาแล้วมีเจ้าหน้าที่ไม่เกิน 10 คน

ริมถนนแถวกิโลเมตรที่ 25 เห็นเปาชางกำลังยืนคุมลูกน้องให้ติดตั้งระเบิด นายพลจางลี่เข้ามาบอกว่า พวกมันกำลังมา เปาชางบอกทางนี้ก็พร้อมแล้ว ต่างพากันไปซุ่มตามจุดต่างๆ

ขณะเดียวกัน เดี่ยว ดอน เทิด และอาจณรงค์ นำกองกำลังทหารเดินเท้าผ่านเส้นทางในป่ามุ่งหน้าไปยังกิโลเมตรที่ 25 เช่นกัน เดี่ยวมีความสามารถทางการได้ยิน เขาได้ยินเสียงบางอย่างเป็นเสียงของนาฬิกาซึ่งหมายถึงระเบิด จึงบอกดอนซึ่งมีความสามารถในการมองทะลุทะลวงดอนเพ่งมองทะลุไปจนเห็นระเบิดถูกวางเอาไว้ตามจุดต่างๆไม่ต่ำกว่าสามจุด

ดอนโทร.แจ้งมายังกริ่ง แต่กริ่งใส่หูฟังเพลงขับรถอย่างเพลิดเพลิน ยอดจึงรับสายแทน

“ได้ข่าวว่าคุณชอบผลไม้ พอดีมีคนเขาจัดมะตูมกับน้อยหน่ารอคุณอยู่แถวทางโค้งประมาณกิโลเมตรที่ 25 ยังไงก็บอกคนอื่นๆต่อด้วย”ดอนพูดติดตลก

“ได้ กำลังเปรี้ยวปากอยู่พอดี”

ยอดหันมาบอกกริ่งแต่กริ่งไม่ได้ยิน ยอดจึงดึงหูฟังออกแล้วถามว่าหิวหรือยัง แวะรับผลไม้กิโลเมตรที่ 25 ก่อน กริ่งถามผลไม้อะไร ยอดตอบเดี๋ยวก็รู้แล้วเสียบหูฟังเพลงเสียเอง...กริ่งขับรถมาเรื่อยจนใกล้จุดที่ยอดบอก กริ่งวิทยุบอกรถตำรวจที่นำทางและตามมาว่าให้ขับช้าลงต้องแวะรับของ พอรถชะลอความเร็ว ยอดรู้สึกตัวถามกริ่งจอดทำไม กริ่งถามผลไม้อยู่ตรงไหน

“คุณกริ่ง ทำไมคุณซื่อยังงี้” ยอดโวยวาย ขาดคำเสียงระเบิดตูมตามขึ้น “นั่นไงผลไม้มะตูมกับน้อยหน่าไง หลบเร็วๆ”

กริ่งกับรถตำรวจหลบระเบิดเข้าข้างทาง กองกำลังนายพลจางลี่กราดกระสุนใส่ ทุกคนวิ่งออกมาหาที่กำบัง กลุ่มเสาร์ห้าตามมาสมทบ ช่วยกันยิงตอบโต้ เมื่อกลุ่มเสาร์ห้าผนึกกำลังกันทำให้กระบวนหมัดมวยที่ปล่อยออกมาวิจิตรพิสดาร ต่างเป็นกำแพงให้กันและกัน ทำให้เปาชางกับพวกสู้ไม่ได้ นายพลจางลี่สั่งถอย เปาชางวิ่งหนีไปยังรถที่อาเตียวรอรับหนีรอดไปได้

กลุ่มเสาร์ห้ากลับบ้านพักในสภาพใบหน้าบอบช้ำกันเป็นแถว เจนนี่ ชลดา บุษกร กระแต และยูกิต้องทำแผลให้คู่ของตน ยูกิบอกทุกคนว่าตนซื้อผลไม้ไว้ให้ ยอดกับกริ่งผวาเกรงจะเป็นมะตูมกับน้อยหน่าอีก ทุกคนหัวเราะกันครืน

ooooooo

มีหมู่บ้านแนวตะเข็บชายแดน เป็นหมู่บ้านของนายพลจางลี่ มีเวรยามถือปืนเดินกันไปมา ชาวบ้านที่เป็นชายแต่งกายคล้ายทหารครึ่งท่อน บ้านพักของนายพลจางลี่ใหญ่โตพอสมควร มีจานดาวเทียมและเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน

เปาชางยืนดูอาเตียวค้นหาประวัติพวกเสาร์ห้าในคอมพิวเตอร์ นายพลจางลี่เคยได้ยินกิตติศัพท์ของกลุ่มนี้มาก่อนว่าเป็นพวกเหนือมนุษย์ เปาชางว่าตนไม่กลัว ตนเสียดายเงินที่ชิงมาไม่ได้มากกว่า นายพลจางลี่ปลอบหลานชายว่า วันพระไม่ได้มีหนเดียวให้คอยเช็กข่าวไว้

ในคืนวันหนึ่ง สตีเฟ่นได้พบกับซัมดอง ปรากฏตัวขึ้นในรถ บอกให้เขาขับรถไปเรื่อยๆถ้าอยากจะพบพ่อ เขาจึงขับรถไปตามทางที่ซัมดองบอก เป็นถนนเปลี่ยวและมืด ซัมดองได้ยินเสียงบางอย่างนอกรถจึงให้จอด สตีเฟ่นหันมามองหน้าแต่พอหันกลับไปก็เห็นร่างคนคนหนึ่งพุ่งออกมาจากป่าข้างทาง เขารีบเบรกรถอย่างแรง ชายคนนั้นลักษณะเหมือนคนบ้า หนวดเครารุงรังเสื้อผ้าขาดวิ่น สตีเฟ่นลงจากรถมาโวยวายใส่แล้วเขาก็ได้เห็นว่าชายคนนั้นคือ ดร.ฟอร์ด

เขาจึงพาพ่อกลับมาที่คอนโดฯ อาบน้ำโกนหนวดเคราเรียบร้อย เห็นซัมดองนั่งกรรมฐานบนพื้น ดร.ฟอร์ดกระซิบถามลูกชายว่าเชื่อถือได้แน่หรือ สตีเฟ่นตอบว่าถ้าไม่ใช่เพราะซัมดองเขาก็คงไม่ได้พบพ่อ ซัมดองถามคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือ

“ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ ถ้าไม่มีอะไรพิสูจน์ก็คงเชื่อยาก” ดร.ฟอร์ดออกตัว

ซัมดองหยิบดวงตาสวรรค์ขึ้นมาร่ายเวทมนต์ มันกางออกเป็นลูกแก้วใส มองเห็นภาพเหตุการณ์ก่อนเครื่องบินตก และบอกว่าเป็นเพราะนักบินไม่เชื่อว่าสิ่งที่เกิดเป็นภาพลวงตา

“พื้นที่ตรงนั้น มีของล้ำค่าซ่อนตัวอยู่” ซัมดองบอกสองพ่อลูก

“ของล้ำค่าอะไรครับ” ดร.ฟอร์ดถามด้วยความทึ่ง

“ทับทิมสยาม...”

ดร.ฟอร์ดยิ้มกับลูกชาย เป็นอย่างที่เขาคิดไว้จริงๆและเริ่มศรัทธาในตัวซัมดอง...วันต่อมา นาตาชาเดินทางกลับมา ดร.ฟอร์ดบอกลูกสาวว่าอย่าเปิดเผยให้ใครรู้ว่าเขายังไม่ตาย หลังจากนั้น ดร.ฟอร์ดก็เริ่มปรึกษากับลูกๆและราฮีม เปิดภาพแผนที่จากดาวเทียมให้ดูเส้นทางที่เครื่องบินตก

“ถ้าจำไม่ผิด เส้นทางเข้าออกจะมองเห็นเจดีย์ใหญ่ สูงกว่าต้นไม้ แต่บริเวณนั้นเป็นเขตอันตรายเหมือนแดนสนธยา เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นแถวสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าทุกอย่างมันเหมือนจริง แต่ไม่ใช่ความจริง ลูกเรือที่รอดชีวิตมา ล้วนแล้วแต่ต้องจบชีวิตเพราะภาพลวงตาเหล่านั้น”

“อาจารย์ซัมดองบอกว่า  ตรงนั้นมีทับทิมสยามซ่อนตัวอยู่” สตีเฟ่นกล่าว

“ใช่ มันต้องเป็นทับทิมสยามสีม่วงเท่านั้น ที่จะทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้ได้ ถ้าเครื่องมือเราพร้อมเมื่อไหร่ก็ออกเดินทางกันได้ทันที”

สตีเฟ่นได้ให้ราฮีมเตรียมพวกแรงงานกับพวกลูกหาบไว้แล้ว ดร.ฟอร์ดย้ำว่าต้องปิดเป็นความลับอย่าให้พวกมันรู้ ราฮีมรับทราบ นาตาชาถามตนต้องทำอะไรบ้าง ดร.ฟอร์ดยิ้มมีเลศนัย

ooooooo

นาตาชาเดินทางมาที่สำนักงานเสาร์ห้า เกิดทะเลาะกับเจนนี่เรื่องที่จอดรถและได้ประฝีมือกันพอ ทำเนา ยูกิกับกริ่งเข้ามาห้าม เจนนี่รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาแน่

นาตาชามาว่าจ้างอภิชัยให้จัดกลุ่มเสาร์ห้าคอยคุ้มกันทับทิมสยามสีชมพูมูลค่ามหาศาลที่ตนเป็นผู้ถือครองอยู่ อภิชัยนิ่งฟังอย่างครุ่นคิดและตอบไปว่า ตนต้องขอฟังรายละเอียดก่อน

“ไม่มีปัญหาค่ะ แต่ฉันไม่ชอบพูดซ้ำซาก ถ้าไงขอนัดทีมของคุณให้พร้อมแล้วฉันจะเข้ามาบรีฟทีเดียว” ท่าทางนาตาชาเย่อหยิ่งเพราะคิดว่าอภิชัยคงตาโตกับเงินค่าจ้างของตน

กลุ่มเสาร์ห้าถูกเรียกเข้าประชุม ทีมเสาร์ห้าหญิงช่วยกันเปิดวีดิโอเรื่องราวทับทิมสยาม มีเสียงบรรยายว่า...ทับทิมสยาม ตำนานแห่งอัญมณีระดับโลก จากบันทึกของกินเนสส์บุ๊ก ทับทิมสยามที่ใหญ่ที่สุดในโลกประกอบไปด้วย ทับทิมสามก้อน คือ ทับทิมสีชมพู ทับทิมสีแดง และทับทิมสีม่วง ซึ่งแต่ละก้อน ต่างก็มีผู้ครอบครองสืบต่อกันมานานนับพันปี

ทับทิมสีม่วง ตกอยู่ในครอบครองของหมู่เจ้านายแห่งล้านนาหลายชั่วอายุคน แต่แล้วก็หายสาบสูญไป จนมีการค้นพบอีกครั้งที่หลุมฝังศพโบราณแห่งหนึ่งทางเหนือ เมื่อข่าวสะพัดออกไป ทับทิมสีม่วงก็ถูกปล้นและสูญหายไประหว่างการตามล่าของตำรวจระหว่าง พ.ศ. 2500

ทับทิมสีแดง อยู่ในการครอบครองของเทวีแห่งเชียงรุ้ง แคว้นสิบสองปันนา โดยประดับไว้บนมงกุฎเทวีและสืบทอดส่งต่อกันมาหลายรุ่น จนกระทั่งยุคล่าอาณานิคม เชียงรุ้งกลายเป็นส่วนหนึ่งของจีน ราชวงศ์เชียงรุ้งถูกคุกคามจึงหลบหนีมาเมืองไทยและนำมงกุฎเทวีติดมาด้วย แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเปิดเผยว่าใครเป็นผู้ครอบครอง เชื่อว่าขณะนี้ ทับทิมสีแดงยังอยู่ในเมืองไทย

ทับทิมสีชมพู ตกอยู่ในครอบครองของเจ้าฟ้าเมืองนาย แต่ต่อมาเมื่ออังกฤษเข้ายึดรัฐฉานและพม่าเป็นเมืองขึ้น มันจึงตกไปอยู่ในมือชาวอังกฤษคนหนึ่ง จากนั้นอีกหลายร้อยปี ก็ปรากฏอีกครั้งที่อเมริกาโดยผู้ครอบครองปัจจุบันคือ มิสนาตาชา แม็คควีน บุตรสาวของ ดร.ฟอร์ด...

วีดิโอจบลง พร้อมกับนาตาชาเดินเข้ามาปรบมือชมเชยกับข้อมูลที่หามาได้ถูกต้อง เธอแนะนำตัวกับทุกคน ยกเว้นเจนนี่ อธิบายจะมีงานแสดงอัญมณีแห่งตำนานที่ตนต้องเอาทับทิมสีชมพูออกมาแสดง เจนนี่ถามถึงจุดประสงค์ที่นำออกมา นาตาชาบอกว่าเรื่องนี้ตนจะแถลงในวันหน้า เจนนี่ว่าถ้าจะต้องทำงานร่วมกันต้องให้ข้อมูลมากที่สุด นาตาชา อ้างว่า ข้อมูลบางอย่างเป็นเรื่องส่วนตัว ขอให้พวกเสาร์ห้าวางระบบรักษาความปลอดภัยให้ดีที่สุดก็พอ รายละเอียดการจัดงานอยู่ในเอกสารของบริษัทออร์กะไนซ์แล้ว เธอวางแฟ้มเอกสารไว้ให้และหันมาถามอภิชัยว่าตนจะขอให้คนช่วยดูแลความปลอดภัยให้ระหว่างกลับไปขึ้นรถจะได้ไหม อภิชัยอนุญาต นาตาชาเลือกดอนแล้วหันไปยิ้มเย้ยเจนนี่

พอมาที่รถ นาตาชาก็ขอให้ดอนช่วยใช้ความสามารถพิเศษหาแหวนที่ตนทำตกในรถให้

“คุณทราบเรื่องความสามารถพิเศษของผมได้ยังไง”

“ถ้าจะบอกว่าฉันเป็นแฮกเกอร์คนหนึ่งที่พอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง คุณจะเชื่อมั้ยคะ”

“แสดงว่าคุณคงแฮกข้อมูลผมกับเพื่อนๆหมดแล้ว” ดอนเชื่อว่านาตาชาแค่อยากพิสูจน์

นาตาชาอ้างว่าก่อนจะร่วมงานกับใคร ตนต้องหาข้อมูลเสมอ ดอนจึงเตือนว่าอย่าไปเชื่อข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตนัก เพราะพวกตนก็เป็นแค่คนธรรมดา นาตาชาผิดหวังแต่ไม่ยอมแพ้

กลุ่มเสาร์ห้าประชุมกับอภิชัย เชษฐ์ และอาจณรงค์ ว่าการที่นาตาชาเอาทับทิมสีชมพูออกมาแสดงในงานเพื่อล่อให้คนที่ครอบครองที่เหลือออกมาแสดงตัว กระแตถามว่าทำไม อภิชัยว่าเรื่องนี้ เสาร์ห้าต้องหาคำตอบมาให้ เพราะอาจจะเกี่ยวพันกับการทดลองนิวเคลียร์ของ ดร.ฟอร์ด

ooooooo

ทับทิมสีชมพูถูกนาตาชานำออกมาจากตู้เซฟ มันส่องประกายจ้าให้สตีเฟ่นได้เห็นห้องกลายเป็นสวนดอกไม้และมีหญิงสาวสวยส่งยิ้มให้เขามากมาย นาตาชาส่งเสียงเรียกสติพี่ชายให้กลับมา สตีเฟ่นสะดุ้งเห็นสวนดอกไม้กลายเป็นห้องในคอนโดฯ นาตาชาวางทับทิมลงบนแท่นสีตะกั่วซึ่งทำจากเรเดียม  สตีเฟ่นรีบถามว่าเมื่อสักครู่เป็นภาพลวงตาหรือ

“ใช่ มันเป็นพลังลึกลับที่ทับทิมสร้างขึ้นมา วิธีที่จะควบคุมไม่ให้เกิดปรากฏการณ์นี้ เราต้องวางมันไว้บนแท่นเรเดียม เพื่อดูดซับพลังงานของมัน”

นาตาชายังอธิบายว่า ทับทิมสีชมพูจะสร้างภาพลวงตาด้านบวก แต่ทับทิมสีม่วงจะสร้างภาพลวงตาด้านลบ โดยจะอ่านจิตแล้วหยิบเอาสิ่งที่เรากลัวที่สุดมาสร้างเป็นภาพลวงตา ส่วนทับทิมสีแดง เป็นพลังแห่งความสมดุล เป็นตัวกลางระหว่างพลังด้านบวกและด้านลบไม่สามารถสร้างภาพลวงตาเองได้ สตีเฟ่นจึงมอบหมายให้นาตาชาเป็นคนสืบหาทับทิมสีแดง ส่วนตนกับพ่อจะเข้าป่าไปหาทับทิมสีม่วง เขาได้มอบภาพถ่ายครอบครัวๆหนึ่งให้ ในรูปประกอบด้วย พ่อจันทร์ทิพย์ แม่แพรตอง และลูกสาวม่านฟ้าวัยสามขวบ

“ครอบครัวสุดท้ายที่ได้ครอบครองทับทิมสีแดง แต่เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำเสียชีวิตเมื่อสิบปีก่อน ทับทิมหายไปพร้อมเด็กม่านฟ้า เชื่อว่าเด็กยังไม่ตาย...”

วันงานแสดงอัญมณีแห่งตำนาน มีบอร์ดแสดงความเป็นมาของทับทิมสยามทั้งสามสี หน่วยรักษาความปลอดภัยทั้งในและนอกเครื่องแบบประจำแต่ละจุด รวมทั้งห้องคอนโทรล กล้องวงจรปิด ยอด เทอด และดอนมารับนาตาชาที่ห้องพัก นาตาชายั่วยวนทั้งสามให้หลงใหล

เปาชางกับลูกน้องปลอมตัวเป็นแขกเดินปะปนอยู่ในงาน กริ่งเห็นในห้องคอนโทรลจึงกดไมค์บอกเดี่ยวให้ค้นหา แต่รอดสายตาเดี่ยวไปได้ เปาชางกับพวกหลบขึ้นไปบนฝ้าเพดาน เดี่ยวกดไมค์ตอบกริ่งให้ระวังจุดควบคุมไฟฟ้า ระหว่างนั้นมีพนักงานเอาเอกสารมาให้กริ่งเซ็น กริ่งจึงละสายตาจากจอ ทำให้เปาชางกับพวกโดดลงที่ห้องควบคุมไฟฟ้าและลากพนักงานออกไป

กริ่งติดต่อห้องควบคุมไฟ ไม่มีคนตอบ สักพักคนของเปาชางที่สวมรอยแทนเข้ามานั่งประจำที่และรายงานว่าไม่มีอะไรผิดสังเกต...ระหว่างนั้น มีหญิงสาวสวยคนหนึ่งเข้ามาในงานพร้อมหญิงวัยกลางคน ท่าทางดูดีทั้งคู่ นักข่าวจะขอถ่ายรูปแต่ทั้งสองหลบหลีก ทั้งสองคือม่านฟ้า และพี่เลี้ยงบัวชุม ที่เข้ามาในงานเพื่อหาตัวหนานคำ คนที่ขโมยทับทิมสีแดงไปจากตน...

ooooooo

ตอนที่ 2

บรรยากาศในงานดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ยอด เทอด และดอนเดินนำนาตาชาเข้ามาในงาน พร้อมกล่อง นิรภัยที่มาวางลงบนแท่นดูโดดเด่น ในขณะที่หนาน-คำกับเมียเห็นข่าวงานแสดงทับทิมสยามสีชมพูในทีวี หนานคำตาวาวโรจน์คำรามว่าตนรอเวลานี้มานาน

นาตาชากล่าวสวัสดีชาวไทยทุกคน และเล่าถึงตำนานทับทิมสยามสามสีให้รู้จัก แถมประกาศว่า ถ้าใครมีทับทิม

อีกสองในครอบครอง ตนยินดีจะให้ราคาอย่างที่คาดไม่ถึง เทอดส่งรีโมตให้เธอกด กล่องนิรภัยค่อยๆเปิดออก นักข่าวและแขกในงานรวมทั้งม่านฟ้าและบัวชุมมองทับทิมสีชมพูอย่างตื่นตาตื่นใจ นาตาชาโพสท่าให้นักข่าวถ่ายภาพตนคู่กับทับทิมสีชมพู

ในห้องคอนโทรลที่กริ่งคุมอยู่ เขาสังเกตเห็นภาพในจอห้องควบคุมไฟฟ้า เจ้าหน้าที่มีท่าทางผิดปกติจึงกดไมค์ถามว่าทำอะไรกัน พนักงานในห้องนั้นหันมามองกล้องวงจรปิดแล้วยกปืนขึ้นยิงใส่ จอดับวูบลง กริ่งรีบติดต่อเดี่ยวให้ไปดูที่ห้องควบคุมไฟฟ้า เดี่ยวนำกำลังตำรวจไป จังหวะที่จะพังประตูเข้าไป คนร้ายวางระเบิดแล้วหนีกลับขึ้นฝ้าเพดานไป ระเบิดทำให้เดี่ยวกับตำรวจกระเด็นกระดอนกันไป ไฟฟ้าดับพรึบ

ยอดซึ่งอยู่ใกล้นาตาชาดึงเธอหลบ เปาชางห้อยตัวลงมา พุ่งไปยังทับทิม ดอน และเทอดรู้ทันกันไว้ได้ เกิดความชุลมุนวุ่นวาย แขกพากันหนี ม่านฟ้ากับบัวชุมวิ่งฝ่าเสียงปืนที่คนร้ายยิงกราด บัวชุมสะดุดล้ม ม่านฟ้าหันมาประคอง คนร้ายคนหนึ่งใช้ปืนจ่อม่านฟ้าแต่เธอพลิกตัวเข้าล็อกคอคนร้าย บัวชุมลุกขึ้นแย่งปืน คนร้ายเซล้มลงมองสองสาวอย่างแปลกใจ ม่านฟ้าดึงบัวชุมให้หนี แต่กลับเจอเดี่ยวยืนขวาง เดี่ยวยกปืนเล็ง สองสาวตกตะลึง บัวชุมเอาตัวบังม่านฟ้า

“ถ้าจะยิง ยิงข้า อย่ายิงคุณหนูนะ” บัวชุมร้องห้าม

เดี่ยวลั่นกระสุน บัวชุมสะดุ้ง สักพักเอามือจับอกและท้อง “เฮ้ย หนังเหนียว ยิงไม่เข้า”

ม่านฟ้าสะกิดให้บัวชุมมองไปข้างหลัง เดี่ยวยิงคนร้าย ม่านฟ้าขอบใจเดี่ยวที่ช่วยแล้วดึงบัวชุมวิ่งไป...ยอด เทอดและดอนกำลังยิงสู้กับพวกเปาชาง คนร้ายพุ่งไปจี้ตัวนาตาชามาเป็นตัวประกัน ดอนต่อรองขอเปลี่ยนตัว คนร้ายตะคอกไม่เอา ดอนแกล้งกลัวลาน เทอดบอกให้ปล่อยเป็นหน้าที่เขา แล้วหายตัวแวบมาโผล่หลังคนร้าย บิดแขนจนปืนร่วง นาตาชาตื่นเต้นกับความสามารถพิเศษของเทอด ยอดแย่งทับทิมจากเปาชางคืนมาได้ กริ่งตามมาสมทบ วิ่งแซงเปาชางมาดักหน้าแล้วยิงต่อสู้กัน แต่เปาชางกับพวกกระหน่ำยิงจนไม่อาจออกจากที่กำบังได้ เดี่ยวมาช่วย

ยอดคืนทับทิมให้นาตาชา เธอรับมาแล้วหยอดลงร่องอก ยอดกับเดี่ยวตาโต เปาชางหนีกระเซอะกระเซิงกลับมารวมกลุ่มกับนายพลจางลี่ เขาขอแก้ตัวด้วยการหยิบปืนติดกล้องทางไกลสำหรับซุ่มยิง จากในรถมาสองกระบอก สั่งอาเตียวไปด้วยกัน นายพลจางลี่ให้เวลาครึ่งชั่วโมง เปาชาง บอกลุงสตาร์ตรถรอไว้ได้เลย

ดอนกางแผนที่หาทางพาทุกคนหนีออกจากอาคาร เห็นว่ามีถนนด้านหลัง เดี่ยวเสนอตัวไปเอารถมารับทุกคนตรงจุดนั้นเพราะเทอดเสียพลังงานไปมากแล้ว...อาเตียวซุ่มอยู่บนมุมสูงเล็งปืนมาที่นาตาชา ขณะที่ดอนนำทุกคนหลบไปตามทางเดินเล็กๆ ดอนรู้สึกบางอย่างเพ่งสายตาออกไป บอกกริ่ง กริ่งรีบแปลงตัวเป็นพายุหมุนไปกระแทกอาเตียวล้มลง กระสุนเฉี่ยวหัวไหล่นาตาชาเลือดสาด ดอนเพ่งมองไปอีกทางเห็นเปาชางซุ่มอยู่อีกคนกำลังเล็งปืนมาที่ตน จึงพลิกตัวหลบและยิงสวน ดอนเห็นกริ่งเหนื่อยอ่อนหลบอยู่ไม่ห่างอาเตียว ซึ่งกำลังงงว่าอะไรมากระแทก

“กริ่งท่าจะพลังอ่อนล้า เทอด ยอด รีบไปช่วยกริ่งเร็ว”

อาเตียวตั้งสติได้จะหยิบปืน กริ่งรวบรวมพลังพุ่งไปแย่งปืน เปาชางหันมาช่วยอาเตียวยิงกริ่งบาดเจ็บ ยอดกับเทอดตามมาช่วย เทอดใช้ร่างบังกายพลางกริ่งไว้ ทำให้เปาชาง กับอาเตียวแปลกใจว่ากริ่งหายไปไหน ยอดยิงกันไว้ให้เทอดพากริ่งออกไป...ดอนประคองนาตาชามาที่รถที่เดี่ยวจอดรอ เดี่ยวลงช่วยเทอดประคองกริ่ง พอทุกคนขึ้นรถ เดี่ยวถามหายอด

“โน่น อยู่ข้างหน้า” ดอนชี้ไปหน้ารถเห็นยอดวิ่งอยู่กลางถนน

ยอดร้องบอกให้เดี่ยวขับตามมารับ รถนายพลจางลี่มาถึงกราดกระสุนเข้าใส่ เดี่ยวขับรถหลบกระสุนไม่สามารถจอดให้ยอดขึ้นได้ เทอดกับเดี่ยวตะโกนบอกยอดให้พุ่งทะลุเข้ามาในรถเลย ทุกคนลุ้น ยอดวิ่งคู่ไปกับรถตัดสินใจหาจังหวะพุ่งทะลุเข้ามานอนแอ้งแม้งในรถ เดี่ยวขับรถทะยานหนีฝุ่นตลบ นายพลจางลี่ไม่ลดละ ตามไล่ยิง เดี่ยวบอกเพื่อนๆว่า

“ผมได้ยินเสียงอะไรแปลกๆนะ แต่พลังผมเริ่มจะหมดแล้ว ช่วยกันมองหน่อย”

เทอดหันไปถามดอนว่าเห็นอะไรไหม ดอนบอกว่าตนก็พลังเริ่มอ่อน เห็นไม่ถนัด

“คุณมีความสามารถกันทุกคนจริงๆ ฉันไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อน” นาตาชาตื่นเต้น

ดอนพยายามเพ่งมองจนแน่ใจว่าระเบิดอาร์พีจีที่นายพลจางลี่ยิงไล่หลังมา เดี่ยวบ่น...ว่าแล้วเสียงคุ้นๆ ยอดบอกให้เหยียบมิดเลย เทอดเห็นป้ายห้ามเข้า สะพานขาดร้องบอกเดี่ยวแต่สายไป เดี่ยวตัดสินใจพุ่งรถขึ้นสะพานด้วยความเร็วสูง ทะยานข้ามไปอีกฝั่งอย่างหวุดหวิด รถนายพลจางลี่ตามมาถึงเบรกตัวโก่ง นายพลจางลี่ลงมายืนหงุดหงิดอาฆาตแค้น

ooooooo

วันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าว ทับทิมสยามถูกปล้น ตายเจ็บนับสิบ...เจนนี่ กระแต บุษกร  ชลดา  และ ยูกิ อ่านรายละเอียดของข่าวอย่างหงุดหงิดเล็กๆที่ทำไมพวกตนไม่ได้ร่วมทำงานนี้ด้วย ทั้งที่พวกตนกับกลุ่มเสาร์ห้าชายก็ทำงานเสี่ยงอันตรายด้วยกันมามากแล้ว

อาจณรงค์ถือแฟ้มเข้ามาบอกสาวๆอย่าคิดมากและให้ช่วยกันทำงานนี้ต่อ เป็นข้อมูลที่ได้รับมาว่า ยอดบัตรเครดิตของสตีเฟ่น แม็คควีนที่ผ่านมาเป็นเงิน เจ็ดแสนห้าหมื่นกว่าบาท รายการซื้อส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์เดินป่า เครื่องมือทางธรณีวิทยาเหมือนจะไปเปิดเหมืองแร่

“เอกสารใบสุดท้าย ข้อมูลการโทรศัพท์ติดต่อกับต่างประเทศ” อาจณรงค์ให้บุษกรเช็ก

“เป็นหมายเลขจากแถบตะวันออกกลาง ลงทะเบียนชื่อ มร.มูฮัมหมัด อับดุล ลาซัค” บุษกรเซิร์ชเข้ากูเกิ้ลพบหน้าจอเป็นภาพเว็บไซต์ของ FBI เห็นภาพมูฮัมหมัด คือหนึ่งในวายร้ายระดับโลกที่พัวพันการค้าอาวุธสงคราม

“สตีเฟ่นติดต่อกับพวกค้าอาวุธสงครามทำไม” กระแตสงสัย

“อันนี้เป็นภาพถ่ายที่ได้มาโดยบังเอิญ โดยที่ผมส่งสายไปติดตามความเคลื่อนไหวของสตีเฟ่น แล้วบังเอิญได้ภาพนี้มา” อาจณรงค์วางภาพถ่ายให้ทุกคนดู เป็นภาพระยะไกลของชายคนหนึ่งที่เดินคู่กับสตีเฟ่น แม้จะพรางตัวใส่แว่นแต่ก็ดูออกว่าคือ ดร.ฟอร์ด แม็คควีน “สายผมรายงานมาว่า ผู้ชายคนนี้เดินออกมาจากคอนโดฯกับสตีเฟ่นและมักจะไปไหนมาไหนด้วยกัน”

ห้าสาวมองหน้ากันอย่างครุ่นคิดว่า ทำไม ดร.ฟอร์ดต้องให้คนเข้าใจว่าเขาตายไปแล้ว และเกี่ยวโยงอะไรกับข้าวของเดินป่าที่ซื้อ...

โรงพยาบาลชานเมือง ที่นาตาชาและกริ่งนอนรักษาตัวอยู่ นาตาชารู้สึกตัวขึ้นมาพบดอนนั่งอยู่ เธอถามหาทับทิมทันที ดอนเปิดลิ้นชักข้างเตียงหยิบส่งให้และบอกว่าเขาเฝ้าไว้ให้ทั้งคืน

“พวกคนร้ายเมื่อคืนเป็นใครคะ”

“เป็นพวกกองกำลังชนกลุ่มน้อย พวกมันต้องการเงินเพื่อไปซื้ออาวุธ หัวหน้าคือนายพลจางลี่ หลานชายของมันชื่อเปาชาง”

นาตาชาแปลกใจเพราะรู้มาว่าพวกนี้หาเงินด้วยการค้ายา ดอนเล่าว่านายพลจางลี่ถูกกีดกันไม่ให้ค้ายา จึงหันไปหาเงินด้วยวิธีปล้น ดอนแปลกใจที่นาตาชารู้เรื่องในเมืองไทยเป็นอย่างดี เธอแก้ตัวว่า แม่เป็นคนไทย มักจะให้ตนอ่านข่าวที่เกี่ยวกับเมืองไทย ดอนไม่ติดใจสงสัย...นาตาชาอยากอาบน้ำ ดอนจึงออกไปรอนอกห้อง เทอดซึ่งเฝ้ากริ่งอีกห้องเห็นกริ่งยังหลับอยู่จึงออกมา ดอนเข้าไปดู กริ่งผวาชักปืนออกมาอย่างระวัง พอเห็นว่าเป็นดอนก็ขอโทษขอโพย ดอนถามถึงเดี่ยวกับยอด กริ่งตอบว่ากลับกรุงเทพฯไปแล้ว บ่ายๆจะมาใหม่

นาตาชาแอบโทร.ส่งข่าว ดร.ฟอร์ดในห้องน้ำ ว่าทับทิมยังอยู่ และเล่าเรื่องความสามารถพิเศษของกลุ่มเสาร์ห้ามีจริงๆ ดร.ฟอร์ดจึงให้ทำอย่างไรก็ได้ เอาตัวดอนกับเดี่ยวมาร่วมมือกับเรา

พอวางสาย ดร.ฟอร์ดหันมาบอกซัมดอง “อีกไม่นานครับอาจารย์ เราจะได้คนชื่อดอนและเดี่ยวมาเป็นพวกแน่นอน”

“มันต้องเป็นเช่นนั้น คำทำนายของข้าไม่เคยผิด”

“ทำไมเราต้องเอาพวกเสาร์ห้ามายุ่งกับงานของเราด้วยครับอาจารย์ ใช้ดวงตาสวรรค์หาทับทิมสยามก็ได้นี่ครับ” สตีเฟ่นแย้ง

“เอ็งคงไม่รู้สิว่า ทับทิมสยามมีพลังบางอย่างบดบัง ดวงตาสวรรค์มองไม่เห็น แต่สำหรับพวกเสาร์ห้ามันมีพลังพุทธคุณซึ่งเหนือกว่าสิ่งอื่นใด ข้าเชื่อว่ามันจะทำให้งานเราสำเร็จแน่นอน”

ราฮิมสงสัยว่าดอนกับเดี่ยวจะยอมหรือ ซัมดองว่าตนมีวิธีขอแค่เอาตัวมาให้ตนแล้วกัน

ooooooo

วิธีที่นาตาชาจะใช้มัดดอนกับเดี่ยวไว้ได้ก็คือ โปรยเสน่ห์ให้หลงใหลตน เผอิญดอนลืมมือถือไว้ในห้อง เธอจึงเมมเบอร์เขาไว้ด้วยการใช้เครื่องดอนโทร.เข้ามือถือตน ขณะกำลังเมมชื่อ เจนนี่โทร.เข้ามา นาตาชายิ้มเจ้าเล่ห์ กดรับสาย ทำเสียงงัวเงียๆ พอเจนนี่ขอพูดกับดอน ก็ส่งเสียง

“ดอนคะ ตื่นเถอะโทรศัพท์เข้ามาค่ะ ดอน...ไม่เอาค่ะ อย่าสิคะ ดอน...อย่าใจร้อน” นาตาชาแกล้งกดสายทิ้ง

เจนนี่หน้าเสียแต่ไม่อยากเล่าให้เพื่อนๆฟัง ยอดกับเดี่ยวกลับมาส่งข่าว ชลดา บุษกร และกระแตโวยทันทีว่าทำไมโทร.หาต้องปิดเครื่อง สองหนุ่มตอบว่าปฏิบัติงานอยู่ ยูกิถามอาการกริ่งอย่างเป็นห่วง เดี่ยวตอบว่ารายนั้นยังไม่ตายแผลแค่ถลอก สองหนุ่มเล่ารายละเอียด

“นี่แสดงว่าคุณดอนกำลังดูแลผู้หญิงที่ชื่อนาตาชาอยู่ใช่มั้ยคะ” เจนนี่ถาม

“ใช่ครับ คุณดอนเป็นคนรับอาสาดูแลคุณนาตาชามาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับ” ยอดตอบ

เจนนี่เก็บความรู้สึกขุ่นใจไว้...สามสาว กระแต บุษกรและเจนนี่ขอตามยอดกับเดี่ยวกลับไปเยี่ยมกริ่งด้วย พอมาถึงโรงพยาบาลชานเมือง กระแตชมว่าที่นี่อากาศดีจริงๆ ยอดรีบชวนกระแตไปดูสวนดอกไม้ของที่นี่ เดี่ยว บุษกร และเจนนี่เดินเข้าไปในโรงพยาบาล บังเอิญเจอหมอหน่อยเพื่อนเก่าของบุษกร จึงหยุดทักทายกัน เจนนี่ร้อนใจให้เดี่ยวอยู่เป็นเพื่อนบุษกร ตนจะเข้าไปเยี่ยมกริ่งก่อน แต่ที่จริงแล้วอยากไปดูดอนกับนาตาชา

ดอนกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ นาตาชาหาวิธีใกล้ชิดดอนจึงแกล้งร้องว่ามีแมลงกัดที่หลังให้ดอนมาช่วยเอาออกให้ ดอนชะโงกดูเก้ๆกังๆ นาตาชาแกล้งหันหน้ามาชนจมูกดอน เจนนี่เข้ามาเห็นเข้าใจว่าสองคนจูบกัน ยืนมองนิ่ง พอดอนหันมาเจอก็กล่าวขอโทษที่มาขัดจังหวะ นาตาชายิ้มกริ่มเข้าทาง ทำทีเป็นบอกดอนให้ออกไปก่อน ตนเคลียร์กับเจนนี่ให้เอง

พอดอนออกไป นาตาชาก็เปิดฉาก “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ฉันคงไม่สามารถปิดบังอะไรเธอได้อีก ในความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับดอน”

“มาบอกฉันทำไม” เจนนี่เชิดหน้าถาม

“ดอนเขาเป็นคนใจอ่อน แล้วก็ไม่อยากทำร้ายจิตใจของเธอ พวกผู้ชายน่ะยังไงก็ไม่ยอมรับเรื่องที่เขานอกใจง่ายๆหรอก”

“ฉันกับดอน ไม่ได้เป็นอะไรกัน”

“นั่นมันเรื่องของเธอ แต่เวลานี้ระหว่างเธอกับดอน มีฉันเพิ่มมาอีกหนึ่งคน หวังว่าเธอคงไม่รังเกียจนะ”

“ฉันไม่เคยได้ยินใครพูดจาได้น่าเกลียดเท่าเธอมาก่อนเลยนาตาชา” เจนนี่สะอิดสะเอียนจนทนไม่ไหว รีบเดินออกจากห้องไป นาตาชายิ้มอย่างมีชัย

เห็นเจนนี่ออกมาดอนยืนยิ้มให้ เจนนี่รู้สึกหงุดหงิด

เดินหนี ดอนเรียก เธอกลับบอกว่าอยากอยู่คนเดียว ดอนสลดไม่กล้าตาม เขากลับเข้าไปถามนาตาชาว่าคุยอะไรกับเจนนี่ นาตาชาใส่ไฟว่า ตนพยายามอธิบายแต่เจนนี่ไม่ยอมเข้าใจ เดี่ยวกับบุษกรตามเข้ามาถามมีเรื่องอะไร นาตาชารีบออกตัวว่าเจนนี่เข้าใจตนผิด เรื่องตนกับดอน เดี่ยวตบไหล่ปลอบใจดอน

บุษกรถามไถ่อาการนาตาชาและบอกว่าอีกสองสามวันหมอให้ออกจากโรงพยาบาลได้  บุษกรสังเกตเห็นผ้าพันแผลหลวมๆจึงเรียกพยาบาลเอาอุปกรณ์มาแล้วช่วยทำแผลให้ใหม่ นาตาชาทึ่งที่บุษกรทำได้ดี บุษกรจึงเล่าว่าตนเคยเป็นหมอมาก่อน นาตาชารีบตีสนิทขอเป็นเพื่อนกับพวกเสาร์ห้าหญิง แต่เกรงเจนนี่จะไม่ยอมรับ บุษกรรับปากจะคุยให้

ดอนตามมาหาเจนี่ซึ่งยืนสงบสติอารมณ์อยู่ในสวน เธอทบทวนเรื่องราวอย่างชั่งใจแล้วขอโทษดอนที่วู่วาม ดอนใจชื้นขึ้นชวนเธอกลับไปเยี่ยมกริ่ง

ooooooo

เปาชางหาพิกัดที่กริ่งกับนาตาชารักษาตัวได้ ว่าเป็นโรงพยาบาลชานเมือง นายพลจางลี่สั่งให้หานักฆ่าฝีมือดีที่สุด เปาชางเรียกไอ้แซมรถซิ่งมาให้แม้ค่าตัวจะแพงลิ่วแต่เชื่อมือได้

เมื่อตั้งสติได้หันกลับมาทำความเข้าใจกับดอน เจนนี่และดอนก็พากันกลับมาที่ห้องนาตาชา กระแตกับบุษกรกำลังดูแลชวนพูดคุย นาตาชาทำเป็นดีใจที่ได้เพื่อนใหม่ พอเห็นเจนนี่เข้ามาก็ชวนมาดูรูปดอกไม้ด้วยกัน เจนนี่ฝืนยิ้มเพราะรู้ว่านาตาชาเสแสร้ง

“เรื่องดอกไม้ฉันไม่ค่อยสนหรอกค่ะ” เจนนี่บอกนาตาชา

“แหม...แปลกจังเลยค่ะ เป็นผู้หญิงแต่ไม่สนใจดอกไม้”

“คุณเจนนี่เขาสนใจเรื่องจิตวิทยา ชอบศึกษาเรื่องพฤติกรรมมนุษย์อะไรพวกนี้แหละค่ะ” บุษกรแก้ตัวให้

นาตาชาทำเป็นสนใจถามมีอะไรบ้าง

“ก็อย่างบางคนชอบเสแสร้ง บางคนชอบปั่นให้คนอื่นแตกกัน แล้วที่สำคัญพวกนี้ชอบตีสองหน้า คนแบบนี้คุณนาตาชาเคยเห็นบ้างมั้ยคะ”

นาตาชารู้ว่าเจนนี่แขวะ เธอฉลาดไม่ตอบโต้ หันไปอ้อนกับดอนให้ดูแลเจนนี่ดีๆทั้งเก่งทั้งสวยแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆสายตาเธอแอบเยาะเย้ยใส่เจนนี่

กลุ่มเสาร์ห้าทั้งหญิงและชายพากันขึ้นรถจะกลับ เหลือดอนกับเทอดที่อยู่ดูแลกริ่งและนาตาชา รถแล่นออกไปไม่ทันไร ไอ้แซมกับพวกที่เปาชางจ้างมา ไล่กราดยิงใส่รถพวกเสาร์ห้าเดี่ยวขับรถหนีและหาจังหวะหักรถขวางให้ยอดและสาวๆยิงตอบโต้จนรถไอ้แซมพลิกคว่ำระเบิดตูม ไฟลุกท่วมทั้งคัน นายพลจางลี่โมโหมาก เปาชางขอโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง

ทุกคนกลับมารวมตัวที่โรงพยาบาล เทอดถามว่าแน่ใจหรือว่าเป็นพวกนายพลจางลี่ เดี่ยวมั่นใจเพราะมีศัตรูอยู่กลุ่มเดียว และนี่คงเป็นเพียงการเริ่มต้น ยอดเป็นห่วงนาตาชา ดอนเห็นว่าเราจะเป็นเป้านิ่งให้พวกโจรกระหน่ำ ควรจะพานาตาชาไปอยู่ที่อื่น

แต่เดี่ยวค้าน “เราไม่ไปไหนทั้งนั้น เพราะถ้ามันคิดว่าเราเป็นเป้านิ่ง เราก็ต้องเป็นอย่างที่มันคิด”

“แสดงว่าจะซ้อนแผนพวกมัน” กริ่งถาม เทอดตอบแทนว่าแน่นอน ยอดตื่นเต้นตบเอาแผลกริ่ง ถึงกับสะดุ้ง เดี่ยวเรียกทุกคนประชุม

ตกบ่าย เดี่ยว ยอด กระแต บุษกร และยูกิเดินออกจากโรงพยาบาล โดยมีบุรุษพยาบาลเข็นรถคนไข้ขึ้นรถพยาบาล กลุ่มเสาร์ห้าแยกไปขึ้นรถอีกคันแล้วขับนำรถพยาบาลออกไป มีรถคันหนึ่งจอดซุ่มอยู่ คนในรถกำลังจับตามอง มีหัวหน้าลูกน้องสามสี่คน พอเห็นกลุ่มเสาร์ห้าอยู่ที่นี่จริงก็สั่งลูกน้องลงมือจัดการนาตาชาในคืนนี้...

หารู้ไม่ว่า เดี่ยวกับพวกพานาตาชาออกมาอยู่เซฟเฮาส์โดยมียูกิ กระแตและบุษกรคอยดูแลความปลอดภัย นาตาชาขอติดต่อพี่ชายแต่กระแตห้ามไว้ อาจทำให้คนร้ายแกะรอยได้ นาตาชาทำหน้าเซ็ง ยอดกับเดี่ยวกลับไปสมทบกับดอนและเทอดที่โรงพยาบาล

ในคืนนั้น มีหมอกับผู้ช่วยปลอม ทำทีเข็นรถยาผ่านเคาน์เตอร์ที่มีพยาบาลเวรอยู่สองคนมายังห้องพักนาตาชา ซึ่งดอนยืนเฝ้าอยู่หน้าห้อง หมอปลอมบอกดอนว่าเช็กร่างกายคนไข้ก่อนจะออกจากโรงพยาบาล ดอนเลี่ยงให้ทั้งสองเข็นรถยาเข้าไป แล้วแอบวิทยุบอกพรรคพวกว่ามันมาแล้ว เทอดให้เดี่ยวตามไปช่วยดอนกับยอด กริ่งมาช่วยเทอดซุ่มอยู่ด้านล่าง

หมอกับผู้ช่วยปลอม เข้ามาให้ห้องบอกคนไข้ว่าจะมาฉีดยาบำรุงให้ คนไข้นอนหันหลังพูดกับหมอว่าเชิญค่ะ...ขณะที่หมอกำลังจะฉีดยา คนไข้ซึ่งที่จริงคือเจนนี่เตะหลอดไซรินจ์

กระเด็นแล้วลุกขึ้นต่อสู้ ดอนจะตามเข้ามาช่วยปรากฏว่าห้องถูกล็อก พยาบาลได้ยินเสียงเอะอะวิ่งมาดู พอดอนบอกว่าห้องคนไข้ล็อกก็จะไปเอากุญแจมาไขให้ แต่ยอดว่าไม่ทันกาล เขามุดเข้าใต้ประตูแล้วยืดตัวไปเปิดล็อก พยาบาลตกใจวิ่งหนีหน้าตาตื่นไป ดอนกับยอดเข้ามาในห้องได้ เจนนี่เสียจังหวะถูกคนร้ายจับเอาปืนจ่อให้บอกที่ซ่อนทับทิม อีกคนยิงสกัดดอนกับยอดไว้ แม้พลังยอดจะอ่อนลงแต่เขาก็ฮึดวิ่งทะลุกำแพงมาด้านหลังคนร้ายที่จี้เจนนี่ไปที่ระเบียง สองคนร้ายตกใจ เจนนี่ฉวยโอกาสพลิกตัวหลุดออกมา คนร้ายถูกยิงคว่ำไปหนึ่งอีกคนจะโดดหนี แต่พลาดตกตึกมากระแทกพื้น เทอดกับกริ่งวิ่งมาจับร่างพลิกขึ้นเพื่อถามว่าใครใช้มา คนร้ายพูดได้แค่คำว่า ด็อกเตอร์ก็ขาดใจตาย เทอดกับกริ่งสงสัยว่าใช่ ดร.ฟอร์ดหรือเปล่า

ooooooo

วันต่อมา กลุ่มเสาร์ห้าทั้งหญิงและชายเข้าประชุมกับอภิชัย เชษฐ์ และอาจณรงค์ ขาดแต่ดอนที่ยังเฝ้าดูแลนาตาชาอยู่ที่เซฟเฮาส์ เชษฐ์ถามคิดว่าคนร้ายเมื่อคืนเป็นพวก ดร.ฟอร์ดหรือ เทอดว่าไม่ใช่ เพราะพ่อไม่น่าจะให้คนมาปล้นทับทิมจากลูก เจนนี่เห็นด้วย เดี่ยวสงสัยคนร้ายจะเอาตัวนาตาชาไปเพื่ออะไร อาจณรงค์เอาแฟลชไดรฟ์ที่กริ่งบันทึกภาพรถคนร้ายไว้ได้มาเปิด

“นี่เป็นรถของคนร้ายที่ผมถ่ายได้ก่อนที่พวกมันจะหนีไป ข้างในมีคนประมาณสามคน มีลักษณะเป็นหัวหน้าอยู่คนหนึ่ง คือคนนั่งเบาะด้านหลัง” กริ่งอธิบายภาพเอง

อภิชัยให้ขยายภาพดูหน้า เชษฐ์รู้สึกคุ้นหน้าแต่ภาพไม่ค่อยชัด อภิชัยให้เจนนี่เช็กทะเบียนรถ เจนนี่กดคอมพิวเตอร์สักพัก รายงานข้อมูล

“เป็นรถของทางราชการ สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ เอ๊ะ...แสดงว่า คนร้ายเกี่ยวพันกับหน่วยงานราชการเหรอคะ”

“จำได้แล้วค่ะ ถ้าสังกัดหน่วยงานวิทยาศาสตร์ล่ะก็ มีอยู่คนนึงที่หน้าตาคล้ายๆแบบนี้” บุษกรนึกได้ “ดร.วิทยา เกิดประกาย นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง”

“จริงสิ แต่ ดร.คนนี้ เคยเป็นอาจารย์ของลูกไม่ใช่หรอ” อภิชัยถามบุษกร

“เป็นอาจารย์พิเศษที่เคยมาบรรยายเกี่ยวกับเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ 2-3 ครั้งค่ะ”

ยอดรีบหาภาพชัดๆของ ดร.วิทยามาเทียบกับภาพที่ไม่ค่อยชัดนั่น เมื่อทุกคนได้เห็นก็แน่ใจว่าใช่คนเดียวกัน เชษฐ์ถามบุษกรพอจะรู้อะไรเกี่ยวกับ ดร.คนนี้บ้าง

“ดร.วิทยา เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการคัดเลือกจากองค์การนาซาให้เข้าไปฝึกงานประมาณ 3 ปี ระหว่างนั้น ดร.วิทยาเคยเป็นผู้ช่วยของ ดร.ฟอร์ด หลังจากนั้น ดร.วิทยาก็กลับมาเมืองไทย ได้เงินสนับสนุนจากรัฐบาลให้ทำโครงการวิจัยเกี่ยวกับพลังงานจากแร่ธาตุ”

“ถ้างั้น ดร.ฟอร์ดน่าจะมีเงื่อนงำบางอย่างในการเข้ามาเมืองไทยครั้งนี้” อภิชัยคาดเดา

เจนนี่กับเทอดวิเคราะห์ว่าช่างบังเอิญที่นาตาชาเอาทับทิมสีชมพูกลับมาเมืองไทย เชษฐ์ข้องใจถามบุษกรว่าแร่ธาตุมีพลังงานอะไรบ้าง บุษกรเปลี่ยนภาพบนจอเป็นภาพไอน์สไตน์ และสมการ E=MC2 แล้วตามด้วยภาพระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมา ก่อนที่จะอธิบายว่า

“แร่ยูเรเนียม เมื่อนำมาทดลองตามสมการของไอน์สไตน์แล้ว จะให้พลังงานที่ร้ายแรงที่สุด นั่นก็คือ ระเบิดนิวเคลียร์”

“หรือว่าพวกเขาแย่งชิงทับทิมสยามกันเพื่อใช้ในการทดลองระเบิดชนิดใหม่” ชลดาถาม

ทุกคนเห็นภาพผลกระทบจากระเบิดนิวเคลียร์ที่คนญี่ปุ่นได้รับ ต่างไม่ยอมให้เกิดขึ้นในประเทศไทยแน่

ooooooo

ในขณะที่ ดร.ฟอร์ดกับสตีเฟ่น ให้ราฮีมขับรถพาเข้าป่าไปยังหมู่บ้านช้างร้อง จุดนัดพบพวกลูกหาบและแรงงานรับจ้าง จากนั้นจะเริ่มเดินเท้าเข้าไป ดร.ฟอร์ดพอจะจำได้ว่า ถ้าไปตามลำธาร เดินไปเรื่อยๆจนเห็นเจดีย์บนเนินเขา แสดงว่ามาถูกทาง ราฮีมรายงานว่า ลูกหาบที่เขาหามา นอกจากเป็นแรงงานแล้ว ยังชำนาญเรื่องอาวุธจะทำหน้าที่คุ้มกันด้วย

“แกแน่ใจได้ยังไงว่าคนงานพวกนี้ มันจะไม่ปล้นเรา” ดร.ฟอร์ดถาม

ราฮีมตอบว่ามั่นใจเพราะหัวหน้าพวกนั้นเป็นพี่เมียเขาเอง...มาถึงหมู่บ้าน หัวหน้าลูกหาบชื่อมะโหนก ออกมาต้อนรับ ดร.ฟอร์ดเห็นร่างกายลูกหาบแล้วพอใจในความกำยำของทุกคน มะโหนกรับรองในความบึก...ไม่เพียงเท่านั้น สตีเฟ่นยังเอาอาวุธที่สั่งตรงมาจากตะวันออกกลางล้วนมีประสิทธิภาพเยี่ยมออกมาให้พ่อดู ทุกคนพร้อมที่จะเดินป่า

ขบวนของ ดร.ฟอร์ดเดินมากลางป่าสักพัก จู่ๆเสียงนกป่าก็ดังขึ้นอย่างน่าประหลาด เป็นเสียงหวีดร้องก้องมาจากทิศหนึ่ง สักครู่ก็มีเสียงนกป่าจากอีกทิศ ส่งเสียงขานรับกลับมา แล้วเสียงนกก็เริ่มดังระงมไปทุกทิศทุกทาง ทุกคนหยุดเพราะรู้สึกผิดปกติสงสัยจะถูกล้อม มะโหนกขยับตรวจดูลาดเลา พลันเหยียบกับดักโดนแหรวบตัวลอยขึ้นไปค้างบนต้นไม้ ไม่ทันไรเสียงปืนกระหน่ำยิงมาจากทุกทิศ ทุกคนหาที่กำบัง

ฝ่ายที่โจมตีคือกองกำลังต่างชาติของเปาชาง อาเตียว รายงานเปาชางว่า พวกนี้คงเป็นนักท่องเที่ยว เปาชางว่ามากันขนาดนี้ต้องมีเงินแน่ ให้ปล้นมาให้หมด ฝ่าย ดร.ฟอร์ดสั่งแจกอาวุธลูกหาบทุกคน เกิดการยิงต่อสู้กันดุเดือด อาเตียวเอากล้องยกขึ้นถ่าย ดร.ฟอร์ดและสตีเฟ่น มะโหนกช่วยเหลือตัวเองด้วยการตัดเชือกพลิกตัวกลับลงมา เปาชางเห็นแล้วทึ่ง อาเตียวเตือน

“อย่าประมาท พวกมันไม่ใช่คนธรรมดา บางทีพวกมันอาจเป็นพวกทหาร พวกเราไม่ควรขัดแย้งกับพวกทหารไทย ไม่งั้นจะเป็นการเพิ่มศัตรูโดยไม่จำเป็น”

เปาชางจึงสั่งลูกน้องถอยด่วน สตีเฟ่นเห็นเช่นนั้นสั่งให้ตาม แต่ราฮีมแย้งไม่ควรตาม สตีเฟ่นไม่พอใจ ดร.ฟอร์ดเห็นด้วยถ้าไม่อยากตายก็อย่าตามไป อีกอย่างงานของเราสำคัญกว่า มะโหนกเข้ามารายงานว่า พวกนั้นมาปล้นเพราะต้องการเงินเท่านั้น

เปาชางกลับมาเอาภาพที่อาเตียวถ่ายมาเปิดขยายภาพ ให้นายพลจางลี่ดู ว่าฝรั่งสองคนนี้เป็นใคร พอเห็นภาพและ ค้นหาข้อมูลก็ได้รู้ว่า คือ ดร.ฟอร์ด แม็คควีน ที่มีลูกสาวเป็นคนที่ครอบครองทับทิมสยามอยู่

“ส่วนอีกคนก็คือ สตีเฟ่น ลูกชาย ดร.ฟอร์ด แล้วนี่ก็ไอ้ราฮีมจอมโหด นักฆ่าที่ถูกส่งไปฝึกในหน่วยจู่โจมที่ตะวันออกกลาง แล้วพวกที่มากับมันก็ลักษณะเหมือนทหาร พวกมันมุ่งหน้าไปทางป่าสุสานช้าง” เปาชางสาธยาย แล้วคิดได้ “ถ้าเครื่องบินมันตกแถวนั้น มันก็ต้องกลับไปเอาของสำคัญออกมา”

นายพลจางลี่สงสัยว่าจะเป็นทับทิมสยาม เปาชางแปลกใจก็ทับทิมอยู่กับลูกสาวตัวเอง

“นั่นมันทับทิมสยามสีชมพู อย่าลืมที่ว่าทับทิมสยามสีม่วงกับสีแดงยังไม่มีใครหาพบ บางทีพวกมันอาจจะรู้ระแคะระคายอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้”

เปาชางแปลกใจที่ลุงรู้เรื่องนี้ดี นายพลจางลี่บอกว่าตนค้นคว้าเรื่องนี้มานานแล้ว และรู้ว่ามันมีค่ามาก เปาชาง จึงบอกว่าตนจะให้คนติดตามเงียบๆและคอยส่งข่าว สบโอกาสค่อยลงมือ

“ดีมากหลานรัก ส่วนนาตาชาลูกสาวมันตอนนี้อย่าเพิ่งทำอะไร ปล่อยให้ไอ้พวกเสาร์ห้ามันตายใจไปก่อน ยังไงลุงจะต้องเอาคืนพวกมันให้ได้” สายตานายพลจางลี่เต็มไปด้วยแผนร้าย

ooooooo

ป่าบริเวณใกล้หมู่บ้านเสือหมอบ มีชายแปลกหน้าสองคนกำลังวิ่งไล่จับไก่ชน ซึ่งมีลักษณะสง่างาม ไอ้ต่ำเข้ามาขวาง ร้องถามรู้ไหมว่าไก่นี่เป็นของใคร สองขโมยตอบว่า ของใครไม่สน สนแต่ว่ามันขายได้เป็นแสน

“เฮ้ย...ไม่ได้ ไอ้นี่ไม่รู้จักที่ตายซะแล้ว ไอ้สะท้านฟ้านี่เป็นไก่ชนของเจ้าพ่ออินทร์นะโว้ย”

สองขโมยไม่เชื่อวิ่งตามไก่ไปอีก โชคร้ายติดบ่วงคล้องขาทั้งสองคนขึ้นไปห้อยหัวกลางอากาศร้องโวยวาย ทันใดมีเสียงปืนดังขึ้นสองนัดตัดเชือกขาด สองคนหล่นตุ๊บลงมา อินทร์ถือปืนสั้นเดินเข้ามาถามว่าเข้ามาในเขตบ้านตนทำไม สองคนกลัวลานรีบบอกว่ามาสมัครงาน ไอ้ต่ำแย้งว่าสองคนมาขโมยไก่ อินทร์โกรธ

“ไอ้สะท้านฟ้าของข้าน่ะเหรอ มันหลุดออกมาได้ไงวะ แล้วตอนนี้มันหนีไปไหน”

“มันไม่ไปไหนหรอกครับ มันอยู่ที่นี่” ฮวงอุ้มไก่เดินเข้ามา

อินทร์หันไปตามเสียงถามว่าเป็นใคร ฮวงส่งไก่ให้ไอ้ต่ำแล้วตอบว่าเขามาหาเจ้าพ่ออินทร์ อินทร์ย้อนถาม “เอ็งเป็นคนต่างถิ่นซิท่า ถึงไม่รู้จักข้า...”

ฮวงรีบยกมือไหว้แล้วบอกว่าเขามาจากกรุงเทพฯ มีเรื่องมาคุยด้วย อินทร์ดักคอว่าถ้าเป็นเรื่องผิดกฎหมายไม่ต้องมาคุย เขาวางมือนานแล้ว ฮวงบอกว่าเขาแค่มาขอความช่วยเหลือ เพื่อช่วยชาติบ้านเมือง ถ้าไม่ปฏิเสธเขาจะพาเจ้านายมาพบ

ไม่นาน ฮวงก็พา ดร.วิทยามาพบ ฮวงแนะนำว่า ดร.วิทยาเคยทำงานให้กับองค์การนาซาที่เป็นข่าวดังเมื่อปีก่อน อินทร์พอจำได้ ดร.วิทยารีบเยินยอ

“ตอนนี้บ้านเมืองกำลังต้องการความช่วยเหลือ เพราะผมเห็นว่าเจ้าพ่ออินทร์กับเสือสนธิ์เท่านั้นที่พอจะช่วยประเทศของเราได้” ดร.วิทยารีบขอให้พาเขาไปพบเสือสนธิ์ อินทร์ตรองดูสักพักก่อนจะตอบว่า เขาจะลองนัดให้...

ไม่กี่วัน อินทร์ก็พา ดร.วิทยากับฮวงมาพบเสือสนธิ์ที่บ้าน ดร.วิทยารีบใส่ไฟว่าถ้าทับทิมสยามทั้งสามก้อนตกในมือ ดร.ฟอร์ด จะเป็นอันตรายต่อประเทศไทยมาก สองคนไม่อยากเชื่อ...

ooooooo

ตอนที่ 3

ดร.วิทยา เล่าเรื่องทับทิมสยามให้อินทร์กับเสือสนธิ์ฟัง และว่า ดร.ฟอร์ดจะใช้พลังของทับทิมสยามแปลงเป็นระเบิดแบบใหม่ที่มีอานุภาพร้ายแรงกว่าระเบิดปรมาณูหลายเท่า แม้ยังไม่ค่อยเชื่อ อินทร์ถามว่าต้องการให้พวกเขาช่วยอะไร ดร.วิทยารีบบอกว่า อยากให้ช่วยชิงทับทิมทั้งสามก้อนไม่ให้ตกในมือ ดร.ฟอร์ด เพื่อจะได้ไม่มีการทดลองระเบิดบ้าๆนั่น

“ดร.มีข้อมูลไหมว่า ไอ้ทับทิมทั้งสามก้อนมันอยู่ที่ไหนกันบ้าง” เสือสนธิ์ถาม

“เท่าที่รู้ตอนนี้ ทับทิมสีชมพูอยู่กับนาตาชา ลูกสาวดร.ฟอร์ด ทับทิมสีม่วง ผมเชื่อว่าต้องอยู่ในสุสานช้าง เพราะสายของผมรายงานมาว่า ดร.ฟอร์ดกับลูกชายของมันกำลังค้นหาอยู่ ส่วนทับทิมสีแดง ข้อมูลล่าสุดอยู่กับผู้ชายที่ชื่อ

หนานคำ” ฮวงหยิบรูปถ่ายหนานคำให้ทั้งสองดู...

ในขณะที่หนานคำกำลังคุยอยู่กับนั้ม นักข่าวภูธรในร้านค้าแถวต่างจังหวัด โดยมีลูกน้องจันตา จันเป็ง และคำปัน ยืนสอดส่องคุ้มกัน หนานคำขอให้ช่วยติดต่อนาตาชา เพื่อจะขายทับทิมสยามสีแดงและเสนอให้ค่านายหน้า 30% นั้มว่าไม่มีปัญหา แต่เขาจะเชื่อได้อย่างไรว่าทับทิมไม่ใช่ของปลอม หนานคำว่าเขาไม่กล้าหลอกพวกฝรั่งหรอก นั้มจึงถามไปได้มาอย่างไร

หนานคำอึกอักกว่าจะยอมเล่าว่า “คือว่า ไอ้ทับทิมที่ผมได้มาน่ะ เดิมมันเป็นของเจ้าจันทร์ทิพย์กับแม่นายแพรตอง”

“เจ้าจันทร์ทิพย์ ที่เป็นหลานเจ้าพวงจันทร์ เชื้อสายเจ้าเชียงรุ้งใช่มั้ย” นั้มพอรู้มาบ้าง

“นั่นแหละ ตอนที่ผมหนุ่มๆผมเข้าไปทำงานรับใช้ที่คุ้มเจ้าจันทร์ทิพย์กับแม่นายแพรตอง ตอนนั้น ม่านฟ้าอายุ 7 ขวบ มีบัวชุมเป็นพี่เลี้ยง”

หนานคำเล่าถึงอดีต เจ้าจันทร์ทิพย์มักจะไปไหว้พระธาตุทุกปีและจะนำทับทิมสีแดงติดตัวไปด้วย “เดิมทับทิมสีแดงประดับอยู่บนมงกุฎของเจ้าเชียงรุ้ง ไม่ทราบด้วยเหตุอันใด มงกุฎหายไปเหลือแต่ทับทิม ผมวางแผนที่จะชิงทับทิม เพราะรู้มาว่าทับทิมสยามมีค่ามาก”

ขณะที่รถแล่นขึ้นเขา สักพักก็กระตุก หนานคำเลี้ยวเข้าข้างทางลึกๆเจ้าจันทร์ทิพย์ทักว่าทำไมต้องเข้ามาลึกขนาดนี้ หนานคำอ้างว่าเกรงรถบรรทุกเสยเอา ม่านฟ้าปวดท้องให้บัวชุมพาเข้าไปหาที่ปลดทุกข์ แพรตองเกรงจะโดนแมลงกัดต่อยจึงให้บัวชุมถือกระเป๋ายาไปด้วย ระหว่างยืนรอม่านฟ้า ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นสองนัด  ม่านฟ้าสะดุ้งวิ่งมากอดบัวชุม ทั้งสองย่องกลับมาที่รถ เห็นแพรตองโดนยิงบาดเจ็บ และเจ้าจันทร์ทิพย์กำลังต่อสู้กับหนานคำ และหนานคำก็ยิงเจ้าจันทร์ทิพย์ล้มลง ชิงทับทิมมาได้ แพรตองกระเสือกกระสนมาหาเจ้าจันทร์ทิพย์ จึงโดนยิงอีกนัดแน่นิ่งไป ม่านฟ้าจะร้องกรี๊ด บัวชุมเอามืออุดปากไว้ทัน หลังจากนั้น หนานคำก็เอาศพทั้งสองคนใส่รถแล้วปล่อยให้รถแล่นตกเขาไป กลับมาตามหาม่านฟ้ากับบัวชุมแต่ไม่เจอ

นั้มฟังแล้วทึ่ง “หนานคำทำแนบเนียนมาก ความโลภมันทำให้คนทำได้ทุกอย่าง”

“ไม่มีใครสงสัยอะไร เพราะคิดว่ารถของเจ้าตกเขาไฟคลอกตายทั้งครอบครัว เรื่องทับทิมสยามก็ไม่มีใครรู้นอกจากผมคนเดียว”

“มิน่าล่ะ แกถึงได้รอดคดีมาเป็นสิบปี”

“ผมซ่อนทับทิมสยามเอาไว้ยังไม่รีบขายให้ใคร ก็เพราะอยากให้ทุกคนลืม จนมาเห็นแหม่มที่ประกาศหาซื้อทับทิมสยามสีแดงในทีวีนี่แหละ”

นั้มถามว่าเก็บไว้ที่ไหน หนานคำอึกอักก่อนจะยอมบอกว่าเก็บไว้ที่บ้าน นั้มจึงบอกว่าติดต่อแหม่มได้เขาจะไปบอกที่บ้าน หนานคำกับลูกน้องกลับไป นั้มโทร.บอกอินทร์ว่าเรื่องที่ให้สืบ ทับทิมสีแดงอยู่กับหนานคำที่บ้าน อินทร์จะส่งคนมาให้นั้มรอรับด้วย จากนั้นนั้มก็โทร.บอกฮวงอีกคน ฮวงมาพบกับนั้ม ทั้งสองตามจันตา จันเป็งและคำปันไปเที่ยวบาร์ในเมือง นั้มชี้บอกฮวงว่าสามคนนี้เป็นลูกน้องหนานคำ สามคนดื่มเหล้าคุยกันเฮฮา ฉลองที่จะได้เงินแสน

“โห...ถ้าพวกเราได้เป็นแสน แล้วพี่หนานคำจะได้เท่าไหร่” คำปันถามขึ้น

บัวชุมกับม่านฟ้าแอบฟังทั้งสามคุยกัน...อีกฟากฮวงนั่งมองสามคน คำปันสังเกตเห็นชี้ให้พวกดูว่าไอ้คนนั้นตามมาตั้งแต่ก่อนเข้าบาร์ พวกคำปันลุกจากโต๊ะมาหาเรื่องฮวงทันที เกิดการต่อสู้กันอย่างเมามัน บัวชุมจะพาม่านฟ้าหนีแต่เธอไม่ยอมไป จะรอตามสามคนกลับ เพราะเชื่อว่าต้องพบหนานคำแน่ ม่านฟ้าใช้วิธีร้องตะโกนว่าตำรวจมาๆได้ผลวงแตกหนีกันกระเจิง

เป็นอย่างที่คาด ม่านฟ้ากับบัวชุมตามสามคนมาจนถึงบ้านหนานคำ บัวชุมเห็นจำได้ว่าใช่หนานคำจริงๆม่านฟ้าจึงแอบย่องขึ้นบ้านไปค้นหาทับทิมสีแดง  ขณะที่หนานคำกำลังเอ็ดตะโรกับลูกน้องที่ไปก่อเรื่องกันมาจนสะบักสะบอมแบบนี้ และเกรงว่าพวกนั้นจะตามมาขโมยทับทิมของตน จึงสั่งให้ทั้งสามอยู่ยามรอบๆบ้าน

ม่านฟ้ากับบัวชุมรื้อค้นจนพบทับทิมสีแดง แต่หนานคำกับเมียเข้ามาเจอพอดี หนานคำจำบัวชุมได้ จึงเดาว่าอีกคนต้องเป็นม่านฟ้า เกิดการยื้อแย่งทับทิมกัน จันตา จันเป็งและคำปันได้ยินเสียง ไม่ทันจะขึ้นไปดู รถ ดร.วิทยาแล่นเข้ามา ฮวงและลูกน้องลงมาจากรถ จันเป็งกับพวกคิดว่าตามมาเอาเรื่อง จึงตะลุมบอนกันอีก...บนบ้าน บัวชุมถูกหนานคำฟาดหัวเลือดอาบ ม่านฟ้าเข้ามาช่วยจึงโดนหนานคำชิงทับทิมคืนไปได้ แล้ววิ่งหนีลงจากบ้านพร้อมกับเมีย ออกมาเห็นจันตา จันเป็ง และคำปันถูกพวกฮวงยิง สองผัวเมียชะงักยืนงง ดร.วิทยาลงจากรถมา ชักปืนยิงใส่หนานคำกับเมียตายคาที่ แล้วหยิบทับทิมสีแดงไป ม่านฟ้ากับบัวชุมเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ม่านฟ้าจะไปแย่งทับทิมคืนมาเพราะอุตส่าห์ตามหามาเป็นสิบปี แต่บัวชุมรั้งไว้ ด้วยความรีบร้อนจึงชนของหล่น ดร.วิทยาได้ยินสั่งฮวงขึ้นไปดู สองคนซ่อนตัวมิดชิด ฮวงไม่เห็นจึงพากันกลับไป

ม่านฟ้าเสียใจมาก บัวชุมปลอบจะสืบหาที่อยู่ ดร.วิทยา คนนี้มาให้ได้ ม่านฟ้าสาบานจะตามล่าจนถึงที่สุด...

ได้ทับทิมแล้ว ดร.วิทยานำกลับมาให้อินทร์กับเสือสนธิ์ดู และขอบคุณถ้าไม่ได้คนของเสือสนธิ์ช่วย ตนคงทำงานไม่สะดวกแบบนี้ ทั้งอินทร์กับเสือสนธิ์ตะลึงกับความงามของทับทิม แล้วลองถามว่าถ้าขายจะได้ราคาสักเท่าไหร่ ดร.วิทยาตอบว่า เหยียบร้อยล้าน

“ถึงราคาจะสูงขนาดนี้ แต่ถ้าเอามาเทียบกับชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ได้หรอกครับ” ดร.วิทยาสร้างภาพเป็นคนดี

เสือสนธิ์กับอินทร์เห็นด้วย ถึงได้เงินมากมายแต่ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ จะมีประโยชน์อะไร ดร.วิทยาได้ทีรีบบอกว่าเป้าหมายต่อไปคือทับทิมสีชมพู ที่อยู่กับนาตาชา ทั้งสองยินดีร่วมมือ

ooooooo

สองสามวันต่อมา ดอนยืนมองรอบๆเซฟเฮาส์ดูความเรียบร้อย เดี่ยวขับรถพากระแตกับบุษกรเข้ามา บุษกรมาทำแผลให้นาตาชา เห็นว่าหายดีไม่มีอะไรน่าห่วง นาตาชาจึงขอกลับบ้านแต่เดี่ยวแย้งว่า จะไม่ปลอดภัย  เธอว่าเธอกลับไปอยู่กับพี่ชายที่คอนโดฯส่วนตัว กระแตบอกว่าตอนนี้สตีเฟ่นไม่อยู่ รู้สึกจะเข้าป่า นาตาชาแปลกใจที่ทำไมถึงรู้ บุษกรจึงถามว่ารู้ไหมว่าไปกับใคร

“ฉันพอเดาออกค่ะ ก็อย่างที่ทุกคนทราบว่าพ่อของเราหายสาบสูญไป ถ้าคุณเป็นลูกก็ต้องทำทุกวิถีทางที่จะนำพ่อกลับมา”

“อะไรทำให้คุณเชื่อว่า ดร.ฟอร์ดยังไม่ตาย” ดอนถาม

“ถ้าพวกคุณอยากรู้จริงๆฉันจะพาไป โอเคนะคะ” นาตาชามองทุกคนอย่างท้าทาย

เดี่ยวยอมขับรถพาทุกคนไปตามที่นาตาชาบอกทาง นาตาชาเล่าไปในรถว่า ซัมดองเป็นนักบวชชาวทิเบตที่มีความสามารถพิเศษเหนือธรรมชาติ ตนกับพี่ชายศรัทธา

“แปลกนะคะที่ฝรั่งอย่างพวกคุณ สนใจเรื่องแบบนี้” กระแตข้องใจ

“ก็ถ้าฉันไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง ก็คงเห็นว่ามันเป็นเรื่องงมงาย แต่สิ่งที่กลุ่มเสาร์ห้าแสดงให้ฉันเห็นในวันนั้น มันก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเรื่องเหนือธรรมชาติมีจริง”

ดอนกับเดี่ยวทึ่งอยากเจออาจารย์เก่งๆแบบนี้มานานแล้ว บุษกรเตือนให้แจ้งยูกิก่อนว่าจะพานาตาชาไปไหน นาตาชากลัวเสียแผนรีบแย้งไม่กลัวโดนจับสัญญาณได้ สะกดรอยตามหรือ ดอนถามความเห็นเดี่ยว นาตาชาเห็นสองหนุ่มลังเล จึงหว่านเสน่ห์ว่าไปเดี๋ยวเดียวก็กลับ พวกเสาร์ห้าก็อยู่หลายคน เดี่ยวกับดอนจึงยอม นาตาชาจึงขอร้องให้ทุกคนปิดมือถือด้วย

เจนนี่มาที่เซฟเฮาส์ รู้ว่าไม่มีใครอยู่ โทร.หาดอนกับคนอื่นๆก็ปิดสาย จึงโทร.ไปหาชลดาที่ออฟฟิศ ชลดาถามยูกิที่อยู่ด้วยกันว่า พวกดอนโทร.มาบอกไหมว่าไปไหน ยูกิส่ายหน้า

“เล่นหายตัวไปแบบนี้มันน่าเป็นห่วง ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า” เจนนี่กังวลใจ

“นั่นสิ พวกนั้นไม่มีใครแจ้งยูกิกันเลย” ชลดาบ่น

“ผิดขั้นตอนกันแบบนี้ คงต้องมีบทลงโทษกันบ้างแล้ว” เจนนี่ชักไม่พอใจ

“นึกออกแล้ว ที่รถคุณเดี่ยวติดสัญญาณกันขโมยแบบที่มีสัญญาณจีพีเอส เราจะแคร็กรหัสไปที่บริษัทประกันภัยแล้ว ให้เขาเปิดเครื่องสแกนสัญญาณให้” ยูกิเสนอ

“ได้ยินมั้ยเจนนี่” ชลดาพูดไปในโทรศัพท์

เจนนี่เห็นดีด้วย ให้ยูกิบอกเส้นทางมา ตนจะขับรถตามพวกดอนไป...

รถของเดี่ยวมาจอดหน้าศาลเจ้า ลุงที่เฝ้าศาลออกมาต้อนรับและบอกว่า ซัมดองลิมโปเซกำลังรออยู่ ทุกคนมองหน้ากันอย่างแปลกใจ ขณะที่นาตาชาแอบยิ้มมุมปาก ลุงพาทุกคนมาที่ห้องซัมดอง ซึ่งตกแต่งแบบทิเบต มีเครื่องรางและภาพเขียนที่ดูแปลกตา ดอนเดินมาหยุดมองที่ดวงตาสวรรค์ซึ่งวางอยู่บนหิ้ง เดี่ยวได้ยินเสียงบางอย่างเดินมาหยุดคู่กับดอน

“ผมได้ยินบางอย่าง ดังมาจากที่นี่” เดี่ยวเปรย

“ผมก็เห็นเหมือนมีใครถูกขังเอาไว้”

นาตาชาเข้ามาบอกว่า นี่เป็นของศักดิ์สิทธิ์จากทิเบต บุษกรกับกระแตเข้ามาสมทบถามว่า มันคืออะไร ซัมดองเดิน

ออกมาจากผนังห้องมาหยิบดวงตาสวรรค์ ทุกคนตะลึง ซัมดองทักทายทุกคนอย่างถูกต้อง บุษกรถามรู้จักพวกตนด้วยหรือ

“ข้ารู้ทุกอย่างที่อยากรู้...ดวงตาสวรรค์คือตาที่สาม มันทำให้ทุกคนมองเห็นในสิ่งที่พวกเขาต้องการ ไม่ว่าจะเป็นอดีต อนาคต หรือแม้แต่สิ่งลี้ลับในอีกมิตินึง” ซัมดองร่ายมนต์

สักครู่ ดวงตาสวรรค์ส่องประกายเรืองรอง ทุกคนมองอย่างตื่นเต้น ภาพในลูกแก้วนั่นปรากฏภาพในวัยเด็กของกลุ่มเสาร์ห้าแต่ละคน

“เสาร์ห้า พวกเจ้าคือดวงแก้วห้าประการ เกิดมาเพื่อบำเพ็ญวิริยะบารมี...ตาทิพย์ของเอ็งไม่ต่างจากดวงตาสวรรค์ของข้า เห็นในสิ่งที่อยากเห็น” ซัมดองบอกดอนแล้วหันไปทางเดี่ยว “หูของเอ็งมันก็ได้ยิน ไปไกลเท่าที่ใจของเอ็งต้องการ แต่น่าเสียดายที่พวกเอ็งมีจุดอ่อน”

“จุดอ่อนของพวกเราคืออะไร” ดอนหยั่งเชิงถาม

“หลังจากพวกเอ็งใช้ความสามารถพิเศษแล้ว พลังของพวกเอ็งจะหมดลงอย่างรวดเร็วโชคยังดีที่พวกเอ็งเอาตัวรอดมาได้ทุกครั้ง”

“อาจารย์สามารถแก้จุดอ่อนของพวกเขาได้ใช่มั้ยคะ” นาตาชาดึงเข้าแผน

ซัมดองยิ้มอย่างรู้กัน แล้วบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่เกินความสามารถของตน บุษกรกับกระแตรีบขอเป็นลูกศิษย์ด้วย ซัมดองยิ้มอย่างพอใจ

เจนนี่ขับรถมาถึงหน้าศาลเจ้า แล้วแอบย่องเข้าไปโดยติดต่อกับชลดาและยูกิตลอดทาง...ดอน เดี่ยว บุษกร และกระแตกำลังนั่งพนมมืออยู่หน้าดวงตาสวรรค์ ที่ส่องแสงกระทบหน้าทุกคน ซัมดองบริกรรมคาถาอยู่ไม่ห่าง บอกทุกคนให้ทำสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าออก สักพักก็พยักหน้าให้นาตาชาออกไปจากห้อง แล้วเขาก็ยกดวงตาสวรรค์ขึ้น ร่ายมนต์อีกครั้งเกิดเงาดำพุ่งเข้าใส่หน้าผากดอน เดี่ยว บุษกร และกระแต ทุกคนลืมตาพรึ่บขึ้น ดวงตาเปลี่ยนไปราวคนละคน เจนนี่แอบมองเห็นเหตุการณ์พอดีตกใจมาก ซัมดองพูดกับทั้งสี่คนว่า

“ต่อไป พวกเจ้าจะต้องทำตามที่ข้าสั่ง เพราะพวกเจ้าคือบริวารของข้า”

“ครับ...ซัมดอง”... “ค่ะ...ซัมดอง”

“พวกเจ้าจงหาทางทำลายศัตรู โดยการแทรกซึมคอยสืบความลับอย่าให้มันรู้ตัว จำเอาไว้ ศัตรูของพวกเจ้าก็คือกลุ่มเสาร์ห้า”

เจนนี่ตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน พลันเห็นนาตาชาเดินมาจึงรีบหลบ...ซัมดองให้ทั้งสี่คนตามออกมาพบนาตาชาแล้วบอกเธอว่า พวกนี้ตกอยู่ใต้อำนาจมนต์ของตนแล้ว ต่อไปจะทำตามคำสั่งเธอ นาตาชาจึงขอทดสอบ เธอส่งปืนให้เดี่ยวแล้วสั่งให้ยิงบุษกร เดี่ยวรับปืนมาแล้วยกขึ้นยิงบุษกรทันทีเสียงปืนดังแชะ เพราะปืนไม่มีกระสุน นาตาชายิ้มอย่างพอใจ

“ดีมาก แสดงว่า เวทย์มนต์ของอาจารย์ได้ผลจริงๆถ้าทุกอย่างสำเร็จ ฉันจะบอกให้พ่อสมนาคุณอาจารย์ไม่อั้น”

“ข้าต้องได้ในสิ่งที่เหมาะสมกับข้า ฮึๆ” ซัมดองหัวเราะเยือกเย็นเพราะสิ่งที่เขาต้องการคือทับทิมสยามเช่นกัน แต่ไม่มีใครรู้ทัน

ooooooo

เมื่อเห็นเดี่ยว ดอน กระแต และบุษกรพานาตาชา ขึ้นรถไป เจนนี่ก็ออกจากที่ซ่อนขึ้นรถหมายขับตาม แต่ไม่ลืมที่จะติดต่อกลับไปบอกที่สำนักงานเสาร์ห้า ยอดรับสายแล้วบอกว่าเขารู้เรื่องจากชลดาแล้วจะรีบตามไปกับเทอดและกริ่ง โดยตามสัญญาณจีพีเอสรถเดี่ยว ให้สองสาวประจำการอยู่สำนักงาน เผื่อมีอะไรฉุกเฉินจะได้ติดต่อกันได้

รถของเดี่ยวแล่นไปตามถนน นาตาชายิ้มอย่างพอใจที่พวกเสาร์ห้าอยู่ในคำสั่งของตนอย่างง่ายตาย จึงออกคำสั่งให้กระแตกับบุษกร คอยรายงานความเคลื่อนไหวของพวกเสาร์ห้า ส่วนดอนกับเดี่ยว ให้ศึกษาแผนที่เส้นทางป่าสุสานช้างให้ละเอียด พร้อมเมื่อไหร่ตนจะสั่งให้พาตนกับซัมดองเข้าป่าไปหาพ่อกับพี่ชาย ทุกคนรับทราบ

นาตาชาสังเกตเห็นรถเจนนี่ตามมา ดอนกับเดี่ยวเห็นเช่นกัน จึงขับหนี สักพักนาตาชาสั่ง

“จอดรถ แล้วทำทุกอย่างให้ปกติ อย่าให้เจนนี่สงสัย”

พอรถจอดข้างทาง นาตาชา กระแต และบุษกรลงจากรถไปหาเจนนี่ เธอต่อว่าที่ไปไหนไม่รายงาน บุษกรกับกระแตแก้ตัวว่าออกมาขับรถเล่น ที่ปิดโทรศัพท์เพราะเกรงถูกจับสัญญาณได้ นาตาชาออกรับว่าเป็นความผิดของตน ขณะที่สาวๆอยู่นอกรถ เดี่ยวกับดอนเริ่มมองหน้ากันเพื่อสำรวจว่าอีกฝ่ายตกอยู่ในอำนาจมนต์ดำหรือไม่

“เดี่ยว...นาย...”

“ฉันเอง...ดอน ฉันยังเหมือนเดิม นายล่ะ”

“ฉันก็ยังเหมือนเดิม อำนาจพุทธคุณช่วยคุ้มครองเราสองคนไม่ให้ถูกครอบงำ จากมนต์ดำของซัมดอง”

เดี่ยวสงสัยแล้วกระแตกับบุษกร ดอนว่าอาจจะตกอยู่ในอำนาจแล้วเลยถามว่าเมื่อกี้ทำไมเดี่ยวถึงกล้ายิงบุษกร เดี่ยวบอกว่า โชคดีที่เขาชินกับน้ำหนักปืน จึงรู้ว่าปืนไม่มีกระสุน ดอนติงว่ามันเสี่ยงเกินไป เดี่ยวยอมรับว่าเขาบ้าไปหน่อย ทั้งสองตกลงกันว่าจะทำตามน้ำไปก่อนแล้วหาทางช่วยบุษกรกับกระแต โดยไม่ให้พวกมันจับได้

อีกมุมหนึ่ง รถของ ดร.วิทยากับลูกน้อง จับตามองกลุ่มของดอน รอจังหวะที่จะจับตัวนาตาชามา โดยพวกดอนไม่ทันเห็น...ดอนกับเดี่ยวลงจากรถมาช่วยเคลียร์กับเจนนี่ ว่าพวกเขาผิดที่ไม่โทร.รายงาน ทีหลังจะไม่ทำอีก แล้วชวนกันกลับเซฟเฮ้าส์ นาตาชาส่งสายตายิ้มเยาะเจนนี่จนเธอผิดสังเกต ทันใด...ลูกน้องอินทร์ก็เข้ามาจับตัวนาตาชา รถ ดร.วิทยาแล่นมารับตัวโดยลูกน้องยิงสกัดไว้ รถยอด กริ่ง และเทอดแล่นมาถึง เดี่ยวรีบตะโกนบอกให้ตามรถ ดร.วิทยาไป เดี่ยวรีบไปขับรถ กระแตกับบุษกรตามไปด้วย ดอนย้ายมาขับรถเจนนี่ ทั้งสามคันตามไปช่วยนาตาชา ดร.วิทยาวิทยุสั่งการ ไม่ทันไรก็มีระเบิดสกัดรถที่ตาม และกระหน่ำยิงใส่รถทั้งสามคัน พวกเสาร์ห้าพากันลงจากรถหาที่กำบังยิงต่อสู้ เจนนี่เห็นกระแตกับบุษกรไม่ยิงโต้เหมือนอย่างเคย

“กระแต บุษกร ทำไมคุณไม่ยิงโต้ตอบพวกมัน พวกคุณเป็นอะไรไป”

“เปล่า ไม่มีอะไร” กระแตรีบปฏิเสธ บุษกรถามว่าเจนนี่ข้องใจอะไร

“ฉันก็แค่เป็นห่วง”

“เป็นห่วงตัวเองก่อนดีกว่า” กระแตสวน แล้วหันปืนมาทางเจนนี่ ด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม

เจนนี่ตกใจถามว่านี่มันอะไรกัน กระแตพูดยิ้มๆว่า ถ้าตนทำปืนลั่น ทุกคนก็คงเข้าใจว่าเธอถูกฝ่ายนั้นยิง เจนนี่หน้าเสีย กระแตทำท่าจะลั่นไก จู่ๆก็หัวเราะออกมาแล้วบอกว่าล้อเล่น เจนนี่รู้สึกหวั่นใจว่าเพื่อนทั้งสองเปลี่ยนไปแล้ว

กว่าควันระเบิดจะสงบ รถพวก ดร.วิทยาก็หนีไปได้ กลุ่มเสาร์ห้าปรึกษากันว่าคุ้นหน้าพวกนั้นว่าเป็นคนของเจ้าพ่ออินทร์ ต่างแปลกใจว่าทำไมไปร่วมมือกับ ดร.วิทยา ทั้งที่เดิมเป็นพวกตน กระแตกับบุษกรเข้ามาสมทบท่าทางเป็นปกติ บอกว่าจะช่วยเจนนี่สืบหาความจริง

ooooooo

หลังจากนั้น เจนนี่ก็จับตามองบุษกรกับกระแต สองคนมักจะทำงานกันเงียบๆไม่พูดคุยกับคนอื่นๆเหมือนเคย ชลดาถามเจนนี่ว่าเป็นอะไร ท่าทางเหมือนมีเรื่องอะไร ยูกิเข้ามาสมทบเจนนี่พยักพเยิดให้ดูบุษกรกับกระแต ตนดูท่าทางไม่เหมือนเดิม แต่ชลดากับยูกิมองไม่ออก เจนนี่กำลังจะเล่า ยอดยกอาหารออกมาขัดจังหวะ

“มาแว้วๆสุดยอดของความอร่อยจากพ่อครัวหัวป่า”

เทอดกับกริ่งถือของตามมา “รับรองอร่อยทุกอย่าง เทอดชวนชิมครับผม”

กระแตกับบุษกรชวนกันมาดูว่ามีอะไรบ้าง ยูกิกระซิบชลดากับเจนนี่ว่า ไม่เห็นบุษกรกับกระแตผิดปกติตรงไหน แล้วหาว่าเจนนี่คิดมากไป...ดอนกับเดี่ยวเห็นสายตาสงสัยของเจนนี่ จึงปรึกษากันว่าจะเอาอย่างไรดี เดี่ยวคิดว่า

“ถ้าเราบอกเธอ เรื่องของเราไม่ได้ถูกครอบงำ แผนการอาจจะล้มเหลว ผมว่าเราน่าจะปล่อยให้เจนนี่สงสัยอย่างนี้ไปก่อนดีกว่า”

ดอนตกลงตามนี้ เดี่ยวถือจานอาหารตามออกมา เจนนี่มองอย่างจับพิรุธแล้วเข้าไปหาดอนในครัว ตัดสินใจถามว่าพวกเขาไปทำอะไรที่ศาลเจ้า ดอนปฏิเสธว่าไม่มีอะไร

“แต่ฉันเห็น”

“เห็นอะไร”

“พวกคุณทุกคนเหมือนถูกครอบงำ”

ดอนหาว่าเจนนี่ตาฝาดและพูดเป็นนัยๆว่า สิ่งที่เธอเห็นไม่เป็นอย่างที่คิดหรอก ดอนถือของเดินออกไป เจนนี่รู้สึกขุ่นใจมากขึ้น

ooooooo

ภายในบ้านเสือสนธิ์ นาตาชาถูกมัดไว้กับเก้าอี้ ฮวงค้นตัวหาทับทิมสยามแต่ไม่พบ นาตาชาโวยวายให้ปล่อยตน พลันมือถือเธอดังขึ้น ดร.วิทยาดึงมารับสายเอง สตีเฟ่นโทร.มา ดร.วิทยากรอกเสียงลงไปว่าตนจับน้องสาวเขาไว้ ให้เขาเอาทับทิมสีชมพูมาแลกเปลี่ยน

“แต่ฉันออกไปไม่ได้ ตอนนี้พวกฉันอยู่ในป่าสุสานช้าง” สตีเฟ่นพูดอึกอักๆ

ดร.ฟอร์ดข้องใจเข้ามาฟัง สตีเฟ่นบอก ดร.วิทยาว่าพวกเขากำลังค้นหาทับทิมสีม่วง เชื่อว่าอยู่แถวนี้ แล้วต่อรองให้เอาตัวนาตาชามาแลกที่นี่ จะได้ทั้งสองก้อนไป

“แล้วฉันจะเชื่อได้ยังไงว่าแกไม่หลอกฉัน”

ดร.ฟอร์ดดึงโทรศัพท์มาพูดเอง “คนอย่าง ดร.ฟอร์ดไม่เคยโกหกหวังว่าแกคงจำฉันได้นะ”

ดร.วิทยาแปลกใจที่ ดร.ฟอร์ดยังไม่ตาย เขาจึงตกลงจะเดินทางไป จากนั้น ดร.วิทยาก็หันมาถามนาตาชาว่าจะไปสุสานช้าง นาตาชาย้อนถามว่ารู้เส้นทางลับหรือ ดร.วิทยาไม่เข้าใจ

“ใช่ เส้นทางลับที่จะผ่านเขตภาพลวงตาเข้าไปในป่าสุสานช้าง”

“ก็เธอไงนาตาชา เธอนั่นแหละที่จะนำทางฉันไป”

“ไม่ใช่ฉัน...คนที่จะนำทางได้คือ คุณเดี่ยว คุณดอน พวกเสาร์ห้า”

ดร.วิทยามองนาตาชาอย่างข้องใจ เธอยิ้มอย่างมีเลศนัย...ไม่นาน นาตาชาก็ถูกแก้มัดให้ โทร.หาเดี่ยวกับดอน เดี่ยวรับสายเปิดเสียงให้ดอนฟังด้วย ทั้งสองทำเป็นรับฟังคำสั่ง นาตาชาสั่งสองหนุ่มให้เตรียมพร้อมเดินทางไปสุสานช้างพรุ่งนี้อย่าแพร่งพรายให้ใครรู้ สองหนุ่มรับทราบ

พอวางสาย สองหนุ่มก็หันมาปรึกษากัน เดี่ยวเห็นว่าถ้าอยากได้ลูกเสือต้องเข้าถ้ำเสือ...วิทยาทึ่งที่นาตาชาสั่งพวกเสาร์ห้าได้ อินทร์กับเสือสนธิ์ไม่อยากเชื่อ นาตาชาให้คอยดูต่อไป เสือสนธิ์จึงว่า ถ้าพวกเสาร์ห้าเป็นศัตรูของชาติก็เท่ากับว่า เป็นศัตรูพวกตนด้วย ดร.วิทยาถามว่า พร้อมจะเดินทางตอนเช้าไหม และให้นาตาชานัดสองหนุ่มเสาร์ห้าไปเจอที่หมู่บ้านช้างร้อง

ในคืนนั้น เจนนี่ ยอด เทอด และกริ่งพยายามหาพิกัดจับสัญญาณไปที่หมู่บ้านของเสือสนธิ์ เพราะเชื่อว่านาตาชา ถูกจับไปไว้ที่นั่น เทอดยังสงสัยว่าเสือสนธิ์เกี่ยวอะไรด้วย

“บางทีกลุ่มของเจ้าพ่ออินทร์กับเสือสนธิ์น่าจะเป็นแนวร่วมของ ดร.วิทยา” เจนนี่สงสัย

เทอดไม่อยากเชื่อ เจนนี่ขอร้องว่าตอนนี้ตนไว้ใจพวกเขาสามคนเท่านั้น อย่าบอกดอน เดี่ยว กระแต และบุษกร ส่วนยูกิกับชลดาไม่มีอะไร กริ่งจึงเสนอ

“งั้นผมจะติดต่อสัปเหร่อแต้มให้ลองช่วยสืบเรื่องที่หมู่บ้านเสือสนธิ์ดู...”

ไอ้ต่ำเป็นคนที่แต้มส่งไปสืบที่หมู่บ้านเสือสนธิ์ ว่าจะยกขบวนกันไปไหน ต่ำทำทีเอาหมากมาฝากเสือสนธิ์แล้วเลียบ เคียงถามจนรู้ว่าจะไปสุสานช้าง ก็รีบกลับมารายงานแต้ม

“จริงจ๊ะลุงแต้ม ฉันเห็นมากับตาได้ยินมากับหู”

แต้มโทร.บอกกริ่งทันที ว่าเสือสนธิ์กับอินทร์เดินทางไปกับ ดร.วิทยา กริ่งสงสัยว่าทั้งสองโดนหลอกใช้ แต้มว่าน่าจะใช่ และผู้หญิงที่ถูกจับมาก็เดินทางไปด้วย สงสัยว่าจะมีการแลกเปลี่ยนกับอะไรบางอย่างจาก ดร.ฟอร์ด ซึ่งน่าจะเป็นทับทิมสยาม

ooooooo

วันรุ่งขึ้น กริ่งเห็นดอนกับเดี่ยวขึ้นรถขับออกไป กริ่งตามมาไม่ทัน เจนนี่วิ่งมาสมทบถามว่าสองคนนั่นไปไหน กริ่งตอบว่าถามไม่ทันแต่น่าแปลกใจเพราะสองคนไม่เคยทำตัวแบบนี้

“อาจเป็นเพราะพวกเขาถูกครอบงำก็ได้”

“ครอบงำ ไม่ใช่เรื่องเล็กแล้วนะ” กริ่งมองหน้าเจนนี่เชิงปรึกษาจะรายงานหัวหน้าไหม

ขบวนรถ ดร.วิทยามาถึงหมู่บ้านช้างร้อง นาตาชาแกล้งขอเข้าห้องน้ำ แล้วแอบโทร.บอกดอนให้กระแตกับบุษกรไปรับซัมดองเดินทางไปสุสานช้าง เป็นความลับห้ามบอกใคร  เจนนี่ แอบเห็นยิ่งสงสัย บุษกรปรินต์แผนที่จากคอมฯที่เดี่ยวกับดอนทำไว้ แล้วเก็บกระเป๋าเดินทางอย่างรวดเร็ว ยูกิกับชลดาก็เห็นเริ่มรู้สึกว่าสองคนนั่นดูแปลกๆไปจริงๆ

เจนนี่ซุ่มมองกระแตกับบุษกรขนของขึ้นรถขับออกไป เจนนี่จะตาม ยูกิกับชลดาสะพายเป้ตามมาสมทบขอไปด้วย สามคนจึงสะกดรอยตามบุษกรกับกระแตจนมาถึงศาลเจ้า และได้เห็นว่าเพื่อนทั้งสองมารับซัมดอง

เมื่อเดี่ยวกับดอนมาถึงหมู่บ้านช้างร้อง อินทร์กับเสือสนธิ์มองด้วยความสงสัย ดอนถาม

“เดี๋ยว...เจ้าพ่ออินทร์กับเสือสนธิ์มาเป็นพวก ดร.วิทยาได้ยังไง”

“มันต้องมีที่มาที่ไป แต่ยังไงเราต้องทำเป็นจำไม่ได้เหมือนโดนมนตร์สะกด เพื่อไม่ให้พวกมันสงสัย” เดี่ยวกับดอนเดินเข้าไปหานาตาชา

นาตาชาสั่งสองหนุ่มนำทางไปสุสานช้าง ดร.วิทยาทึ่งที่นาตาชาสามารถสั่งพวกเสาร์ห้าได้ อินทร์กระซิบถามเสือเผ่นทำไมดอนกับเดี่ยวทำเหมือนไม่รู้จักพวกตน...ห่างออกไปมุมหนึ่งม่านฟ้ากับบัวชุมซุ่มมองอยู่ และสะกดรอยตาม...พอถึงจุดพัก อินทร์เข้ามาถามเดี่ยวว่าจำเขาไม่ได้หรือ เดี่ยวทักทายอย่างห่างเหินแล้วเดินไป เสือสนธิ์เข้ามาถามว่ามีอะไร อินทร์ตอบว่าเดี่ยวทำเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

“ก็ดี ใครที่มันทรยศชาติ เราก็ไม่สมควรที่จะจดจำ” เสือสนธิ์บอกเพื่อนแล้วชวนเดินต่อ

รถกระแตกับบุษกรที่นำซัมดองมาจอดข้างทางเข้าป่า แล้วลงเดินเท้า เจนนี่จะตาม ยูกิแย้ง

“แต่เราไม่ได้เอาอะไรติดตัวมากันเลยนะ”

“กลัวอะไร เรามีทั้งปืนทั้งมีด” ชลดาว่า แต่ยูกิหมายถึงเสื้อผ้าและอาหาร เจนนี่บอกว่าในรถตนมีของกินอยู่บ้าง จึงเปิดท้ายรถเอาของใส่เป้สะพายตามเข้าป่าไป

เดินมาได้สักพัก บรรยากาศเริ่มวังเวง ซัมดองรู้สึกตัวว่ามีคนตาม จึงให้บุษกรกับกระแตเดินตามรอยเท้าตนอย่าให้หลุดรอด พอสองคนเดินตามซัมดอง สักครู่ทั้งสามก็หายไปต่อหน้าต่อตา เจนนี่กับพวก สามคนตกตะลึง เดินตามหาสักครู่ก็รู้สึกตัวว่าพวกตนหลงป่า จะโทร.ขอความช่วยเหลือก็ไม่มีสัญญาณ

ขณะที่สามสาวเดินไปมา ก็พบกับเปาชางและอาเตียว สองคนยิ้มกริ่มคิดจะปล้นทั้งทรัพย์สินและตัวสาวๆ เกิดการต่อสู้กัน จู่ๆก็มีเสียงแคนดังแว่วมา ทุกคนชะงักชั่วครู่ ชลดาฉวยโอกาสดึงเจนนี่กับยูกิวิ่งหนี เปาชางกับอาเตียววิ่งตามแต่ก็โดนสามสาวยิงสวน พลันเสียงแคนดังขึ้นอีก

“เสียงแคน ทำไมเหมือนกับเสียงแคนของ...” เจนนี่เปรย

“หรือว่าจะเป็น แคน คนป่า” ยูกิสงสัย แต่ชลดาว่าแคนตายไปแล้ว ยูกิเริ่มกลัวจะเป็นผี

เจนนี่ให้เพื่อนๆวิ่งไปตามเสียงแคน เปาชางกับอาเตียว ไล่ยิง สามสาวเห็นเหมือนคนยืนเป่าแคนอยู่ข้างหน้า ก็วิ่งไปทางนั้น ภาพชายเป่าแคนห่างออกไปอยู่กลางสายน้ำตก สักครู่ก็หายวับไป เปาชางกับอาเตียวตามมาทันสุดหน้าผา ร้องบอกสาวๆให้มามีความสุขกันดีกว่า พลันก็มีปืนกลยิงสาดใส่เปาชางและอาเตียว สองคนวิ่งหนีกระเจิง

สามสาวหันมามองบุรุษลึกลับ แล้วต้องประหลาดใจ เจนนี่รีบถาม “แคน...แคนใช่มั้ย”

“ผมไม่ใช่แคน ผมชื่อเคน” ใบหน้าเคนเหมือนแคน เพื่อนที่จากไปแล้วของสามสาว...

ooooooo

ตอนที่ 4

แคนที่ใช้เป่าเป็นเพลงกลับกลายเป็นปืนกลยิงกราดใส่เปาชางและอาเตียวจนต้องโดดหนี เจนนี่ ยูกิ และชลดาเข้าไปหาชายที่ช่วยพวกตน

“ปืนคุณน่าทึ่งมาก ฉันไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน รูปร่างเหมือนแคน” ยูกิแปลกใจ

“บางครั้งใช้เป่า บางครั้งใช้เป็นปืนเมื่อจำเป็น”

ไม่ทันไร เปาชางโผล่ออกมาจากต้นไม้ยิงใส่พวกเจนนี่ เธอยิงสวนโดนเปาชางที่ไหล่เลือดสาด อาเตียวยิงโต้ เกิดการยิงใส่กัน ไม่นานอาเตียวก็ประคองเปาชางหนีหัวซุก หัวซุน เจนนี่โผล่มามอง ชลดากับยูกิค่อยๆออกมาสมทบ

“แล้วคนที่เป่าแคนล่ะ เมื่อกี้ยังอยู่นี่” ชลดามองไปรอบๆ

“บ้าที่สุด นึกอยากจะมาก็มา อยากจะไปก็ไป” เจนนี่สบถ

ทุกอย่างเงียบจนสามสาวเริ่มรู้สึกผิดปกติ เจนนี่ได้กลิ่นสาบ ทุกคนก้มดมตัวเองแล้วส่ายหน้าไม่ใช่ตน พลันยูกิเห็นเสือด้านหลังเจนนี่ ก็ตกใจชี้บอก แต่เจนนี่คิดว่าเพื่อน

ล้อเล่น ชลดาช่วยยืนยันว่าจริงๆเจนนี่จึงบอกเพื่อนๆว่าตนนับหนึ่งถึงสามแล้วจะหันไปยิงให้เพื่อนๆวิ่งหนีให้เร็วที่สุด พอนับถึงสองเสียงชายคนหนึ่งตะโกนว่า...อย่ายิง อยู่นิ่งๆชายคนนั้นเดินออกมาบอก

“ทุกคนค่อยๆถอยไปที่ต้นไม้ แล้วปีนขึ้นไป ผมทำที่พักไว้บนนั้น”

เสือคำรามแล้วย่อตัวพร้อมกระโจน สามสาววิ่งไปปีนต้นไม้ เสือกระโจนใส่ชายคนนั้น เขาหลบทันแล้วโดดขึ้นต้นไม้อย่างคล่องแคล่ว เสือได้แต่แหงนมองคำรามอย่างขัดใจ ชายคนนั้นแนะนำตัวว่าเขาชื่อ เคน และบอกทุกคนอย่าเพิ่งลงไปเพราะเสือยังซุ่มอยู่

“พวกเราเคยมีเพื่อนคนหนึ่ง ชื่อแคน คุณหน้าเหมือนเขามาก ถามจริงๆเถอะ คุณเป็นอะไรกับแคน” ชลดาถาม

เคนไม่ตอบแถมโหนเถาวัลย์ออกไป สักพักเขาก็กลับมาพร้อมน้ำในกระบอกไม้ไผ่และผลไม้ ชลดาถามย้ำอีกครั้งว่าเขาเป็นอะไรกับแคน

“ผมเป็นน้องของแคน เราเป็นคู่แฝด เราเกิดและโตมาด้วยกันที่หมู่บ้านกลางป่า จนกระทั่งวันที่พวกโจรเข้ามาปล้นหมู่บ้าน พ่อกับแม่พาพวกเราหนี แต่ผมตามไม่ทันจึงหลงอยู่กลางป่าจนมีชาวบ้านเก็บไปเลี้ยง”

“แล้วคุณรู้มั้ยว่าแคนเขา...” ชลดาพูดไม่ออก เคนตอบแทนว่า ตายแล้วใช่ไหม ชลดาพยักหน้าแล้วถามว่ารู้ได้อย่างไร

เคนยิ้มๆไม่ตอบ สามสาวรู้สึกว่าเคนทำตัวลึกลับมาก เจนนี่จึงขอให้เคนพาพวกตนไปสุสานช้าง เคนอึ้งเพราะไม่มีใครอยากไปที่นั่น เขาโหนเถาวัลย์ออกไปอีกครั้ง...

แผลที่เปาชางโดนยิง เลือดไหลจนเขาอ่อนเพลีย

อาเตียวประคองเดินมาจนถึงริมน้ำ เปาชางไปต่อไม่ไหว

อาเตียวบอกให้แข็งใจหน่อยเพราะกลิ่นเลือดจะทำให้เสือตามมา ไม่ทันขาดคำเสียงเสือคำราม อาเตียวสะดุ้งทิ้งเปาชางตกน้ำลอยไป ตัวเองวิ่งเตลิดข้ามน้ำไปอีกฝั่ง

ooooooo

อภิชัย เชษฐ์ และอาจณรงค์เข้าประชุมกับกลุ่มเสาร์ห้า ต้องแปลกใจที่เหลือเพียงยอด กริ่งและเทอดเท่านั้น เทอดรายงานว่าทุกคนไม่ได้เหลวไหล เพียงแต่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ กริ่งรายงาน

“ตอนนี้นาตาชา เริ่มเปิดเผยตัวจริงของเธอออกมาแล้วว่าเธอต้องการอะไรจากเรา...เจนนี่รายงานมาว่า นาตาชาได้ใช้เวทมนตร์ครอบงำ คุณดอน คุณเดี่ยว กระแต และบุษกร เพื่อต้องการใช้งาน และตอนนี้พวกเขาก็พากันมุ่งหน้าไปยังป่าสุสานช้าง พิกัดที่เครื่องบิน ดร.ฟอร์ดตก”

อภิชัย เชษฐ์ และอาจณรงค์สงสัยว่าต้องเกี่ยวกับการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ ยอดขออนุญาตให้เขาสามคนดูแลภารกิจนี้ อภิชัยอนุญาตและหวังว่าพลังความดีของเสาร์ห้าจะเอาชนะเรื่องเลวร้ายนี้ได้อีกครั้ง

สามหนุ่มเสาร์ห้าที่เหลือ เตรียมสัพเพเหระเดินทางเข้าป่า อาจณรงค์ขับรถมาส่งชายป่าด้วยตัวเอง...

นายพลจางลี่เล่นงานอาเตียวที่ทิ้งเปาชางหลานชายไว้ในป่าทั้งที่บาดเจ็บ สั่งให้กลับไปตามหา ถ้าไม่พบไม่ต้องกลับมาให้เห็นหน้า...ขณะเดียวกัน ม่านฟ้ากับบัวชุมสะกดรอยตามกลุ่ม ดร.วิทยา ม่านฟ้าเห็นเดี่ยวก็จำได้ว่าคือคนที่เคยช่วยตนกับบัวชุมในงานแสดงอัญมณี จึงชักไม่แน่ใจว่าเดี่ยวเป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่

ดร.วิทยาเริ่มไม่เชื่อใจว่านาตาชาเดินมาถูกทาง

นาตาชาเล่นลิ้นว่าเขาไม่มีทางเลือก

“มีเธอเป็นตัวประกัน ยังไงฉันก็ถือไพ่เหนือกว่าวันยังค่ำ” ดร.วิทยาโต้

“คิดว่าพ่อจะรักฉันมากกว่าทับทิมสยามงั้นเหรอ” ท่าทางนาตาชาพูดด้วยความน้อยใจ “คนอย่าง ดร.ฟอร์ดน่ะ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการทดลองของเขาหรอก”

วิทยาไม่เชื่อ ดอนกับเดี่ยวกระซิบกันว่า ที่นี่ดูแปลกๆและมองเข็มทิศในมือซึ่งวิ่งรวนไม่รู้ทิศรู้ทาง นาตาชา เข้ามาดูด้วยคนแล้วรู้สึกว่า คงเข้าเขตภาพลวงตาอย่างที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง มองไปรอบๆเหมือนมีมิติซ้อนอยู่ พยายามเงี่ยหูฟังก็ไม่มีเสียงนกเสียงแมลงอย่างเคย เดี่ยวนิ่งฟังเห็นจริง

“ถ้างั้นก็ใช่ จากนี้ไประวังตัวให้ดี ถ้าฉันไปไหน คุณสองคนต้องตามให้ทัน อย่าห่างฉัน”

“ครับ นาตาชา” ดอนกับเดี่ยวรับคำพร้อมกัน

“พวกเรากำลังอยู่ในเขตอาถรรพณ์ภาพลวงตา”

นาตาชาบอกสองหนุ่มเริ่มระวังตัว...

ม่านฟ้ากับบัวชุมก็เริ่มรู้สึกว่ารอบๆตัวแปลกไป เหมือนมีคนจ้องมอง ม่านฟ้าเตือนบัวชุมว่าลางสังหรณ์ของตนเตือนให้ระวังอันตราย...เสือสนธิ์กับอินทร์เริ่มตาฝาดเห็นอะไรต่ออะไรเคลื่อนไหว จึงช่วยกันส่องกล้องมอง พลันก็ได้เห็นกองกำลังทหารญี่ปุ่น ดร.วิทยาได้ยินมองออกไปบ้าง เขาก็เห็นเช่นกัน รีบสั่งฮวงกับลูกหาบหยิบปืนพร้อมสู้ เสียงกระสุนสาดยิงมา เกิดการยิงตอบโต้กัน ม่านฟ้าได้ยินเสียงแปลกใจเพราะมองไปไม่เห็นมีฝ่ายตรงข้าม บัวชุมดึงม่านฟ้าให้หลบหนี แต่แล้วม่านฟ้าก็เห็นหนานคำปรากฏตัวขึ้น บัวชุมรีบบอก

“ไอ้หนานคำมันตายไปแล้วนี่คะคุณหนู”

“ก็นั่นไง มันเดินมาแล้ว”

“ไอ้หนานคำมันเป็นผีหรือเปล่าคะคุณหนู”

ม่านฟ้าเห็นหนานคำเข้ามาทำร้ายตน จึงชักมีดมาแทง แต่หนานคำแค่ชะงัก ดึงมีดออกไม่เป็นอะไร บัวชุมเริ่มเห็นอย่างที่ม่านฟ้าเห็น เข้าไปช่วยดึงม่านฟ้าหนี หนานคำค่อยๆเลือนหายไป

ดอน เดี่ยว และนาตาชาพากันหลบหลังต้นไม้ แต่ทั้งสามไม่เห็นกองกำลังทหารญี่ปุ่น สักพักก็ค่อยๆเห็น ดอนแปลกใจที่เหมือนทหารญี่ปุ่นโบราณ ทั้งอาวุธก็ดูโบราณ

นาตาชาเตือนทั้งสองคนว่า นั่นไม่ใช่เรื่องจริงเป็นภาพลวงตา ดร.วิทยาร้องบอกนาตาชาให้พากันมาหลบตรงพวกเขา อินทร์เสนอให้ถอย เสือสนธิ์เห็นด้วย ระหว่างที่พากันวิ่งหนี ทุกคนได้ยินเสียงระเบิดไล่หลัง ต่างก็หนีเอาตัวรอด นาตาชาเห็นเป็นจังหวะที่เธอกับดอน เดี่ยวจะหนีแยกตัวออกไป

อินทร์ เสือสนธิ์กับลูกน้องช่วยกันยิงตอบโต้ทหารญี่ปุ่น แต่พวกมันดูจะมากขึ้น อินทร์จึงบอก ดร.วิทยา “เราต้านไม่อยู่แน่ รีบหนีก่อนที่พวกมันจะบุกเข้ามาถึงตัว”

พอรู้ว่านาตาชาหนีไป ดร.วิทยาสั่วฮวงไปลากตัวกลับมาให้ได้...สามคนพากันหนีมามุมหนึ่ง นาตาชาบอกดอนกับเดี่ยวว่า ต้องหาเจดีย์ให้เจอ สองคนแปลกใจที่มีเจดีย์ในป่า ไม่ทันไรฮวงกับพวกตามมาไล่ยิง แต่แล้วก็สู้ดอนกับเดี่ยวไม่ได้ แถมนาตาชายังเป็นมวย เธอต่อสู้ ฮวงจึงผลักเธอแทบตกหน้าผา ดอนกับเดี่ยวจัดการฮวงกับลูกน้องกระเจิง เดี่ยวปาระเบิดไล่หลัง

นาตาชาร้องให้ช่วยด้วย เพราะตนเกาะรากไม้ริมหน้าผาอยู่ ดอนกับเดี่ยวช่วยกันดึงเธอขึ้นมา ทันใด...

นาตาชาเห็นเจดีย์ร้างอยู่กลางป่าโน่น ดอนและเดี่ยวมองด้วยความทึ่ง...ทั้งสามพากันเดินตัดตรงไปยังเจดีย์ร้างนั่น ยิ่งใกล้บรรยากาศของป่าก็เริ่มแปลกไป มีภาพซ้อนขึ้นมา ดอนสะกิดถามเดี่ยวว่าเห็นอะไรบ้างไหม ต่างอธิบายสิ่งที่เห็นไม่ถูก นาตาชาจึงเตือน
“ที่นี่คือเขตภาพลวงตา พลังงานบางอย่างทำให้บรรยากาศบริเวณนี้เต็มไปด้วยมิติที่ซ้อนทับกันอยู่ เหมือนแถวสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าหรือไม่ก็ทะเลปีศาจของญี่ปุ่น”

“แล้วทหารญี่ปุ่นที่เราเห็นเมื่อกี้ล่ะ” เดี่ยวถาม

“พลังงานที่อยู่ในเขตภาพลวงตา จะดึงเอาจิตใต้สำนึกออกมาสร้างเป็นภาพเสมือนจริง กองทัพทหารนั่นก็คือภาพลวงตาจากจิตใต้สำนึกของใครสักคนนึงในกลุ่ม ดร.วิทยา ซึ่งเมื่อคนหนึ่งเห็น ภาพจะชัดขึ้น แล้วทำให้คนที่อยู่ใกล้เคียงพลอยเห็นไปด้วย”

“แล้วอาวุธ กระสุนปืนที่พวกทหารญี่ปุ่นยิงมา มันเหมือนของจริง...” ดอนสงสัย

“ฉันกับพ่อศึกษาเรื่องแบบนี้มามาก จนแน่ใจว่ามีแต่พลังงานจากทับทิมสยามสีม่วงเท่านั้นที่จะสร้างภาพลวงตาแบบนี้ขึ้นมาได้ และนี่ก็คือหน้าที่ของพวกคุณที่ต้องมา

ช่วยฉันค้นหาทับทิมสยามสีม่วง”

ดอนกับเดี่ยวอึ้ง นาตาชาพาสองหนุ่มเดินตรงไปที่เจดีย์ มันโผล่ยอดออกมาจากพุ่มไม้ พลัน...มีเงาคนปรากฏขึ้น นาตาชาชะงัก ดอนกับเดี่ยวกระชับปืนในมือ เงานั้นค่อยๆชัดขึ้นเป็น ดร.ฟอร์ด นาตาชาดีใจวิ่งเข้าไปหา แต่สีหน้า ดร.ฟอร์ดดูดุดัน เขาต่อว่าเธอทำให้งานเขาล่าช้าไป เธอพยายามบอกว่า ดร.วิทยากักตัวไว้ แต่ ดร.ฟอร์ดไม่ฟังกลับตวาด

“กี่ครั้งแล้วที่การทดลองของฉันล้มเหลวเพราะแก แกเกิดมาทำไม แกเป็นลูกที่ฉันไม่ต้องการ แกมันสมควรตาย นาตาชา” ดร.ฟอร์ดบีบคอนาตาชาจนล้มลง แล้วชักปืนมาเล็ง

ดอนกับเดี่ยวรู้สึกว่ามันรุนแรงเกินพ่อลูกแล้ว จึงเข้าไปแย่งปืน เกิดการต่อสู้กัน ปืนลั่นถูก ดร.ฟอร์ดทรุดลง ดอนตกใจเพราะปืนอยู่ในมือเขา แต่แล้ว ดร.ฟอร์ดกลับล้วงเข้าไปดึงลูกกระสุนออกจากลำตัว ปรี่เข้าจะฆ่านาตาชา เธอเริ่มรู้แล้วว่านี่คือภาพลวงตา

“หนีเร็ว นั่นไม่ใช่เรื่องจริง มันคือภาพลวงตา” นาตาชา ร้องบอกดอนกับเดี่ยว

สองหนุ่มรีบตามนาตาชาไป เธอเห็นแสงแดดส่องไปที่เจดีย์ นาตาชาบอกสองหนุ่ม “เราต้องรอเงาเจดีย์ทอดลงมาที่พื้น ตามมาเร็ว เดินตามเงาของเจดีย์อย่าหลุดออกจากเงาเด็ดขาด”

“มันเป็นปรากฏการทางวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์กันแน่” ดอนชักสงสัย

สักพัก บรรยากาศดูสดใสแตกต่างจากเมื่อครู่ ร่างนาตาชา ดอน และเดี่ยว เหมือนหลุดพ้นจากเขตภาพลวงตา ไม่ทันไรท้องฟ้าแปรปรวนอีกเมฆฝนลอยมารวมตัวอย่างรวดเร็ว ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา เดี่ยวบอกให้รีบไปหลบในเจดีย์...ข้างในเจดีย์ มีพระพุทธรูปเก่าปางห้ามญาติองค์หนึ่งตั้งเด่นเป็นสง่า ดอนรับรู้ถึงพลังบางอย่างในนี้ เขาไม่สามารถมองทะลุออกไปได้ เดี่ยวก็รู้สึกเช่นกัน ทั้งสองไม่อาจใช้พลังพิเศษได้ ดอนเห็นมีบันไดเล็กๆที่ใช้ปีนขึ้นไปบนยอดเจดีย์

“เราลองขึ้นไปดูข้างบนกันมั้ย” ดอนชวน นาตาชาจะตามไปด้วย

เดี่ยวห้ามไว้ “คุณเป็นผู้หญิง ไม่ควรที่จะปีนขึ้นไปอยู่บนที่สูงเหนือพระประธาน”

นาตาชาจึงรอด้านล่าง สองหนุ่มปีนขึ้นไปจนถึงช่องออกไปด้านนอกเจดีย์ เดี่ยวเห็นข้างนอกก็มีบันไดขึ้นไปอีก ทั้งสองจะปีนต่อไปจนถึงยอด เดี่ยวได้ยินเสียงบางอย่างรีบบอกดอนว่า

“ดอน ฉันได้ยินเหมือนเสียงงู”

ดอนจึงเพ่งสายตาทะลุออกไป เห็นงูเห่าขดตัวอยู่ข้างบันได มันแผ่เบี้ยพร้อมจะฉก จึงบอกเดี่ยวให้อยู่นิ่งๆ

ทั้งสองรอจังหวะพองูฉกลงบนมือเดี่ยวซึ่งดึงมือหลบทันจึงไถลลง ดอนเข้าดันตัวเดี่ยวไว้ แผ่นดินเริ่มไหว มีอิฐหินร่วงกราวลงด้านล่าง สองหนุ่มรีบปีนกลับลงมา พานาตาชาวิ่งหนีออกจากใต้ฐานเจดีย์ ภายนอกบรรยากาศมืดครึ้ม ฟ้าคะนอง สามคนวิ่งเซไปมาเนื่องจากแผ่นดินไหว แล้วก็ล้มลงท่ามกลางเศษอิฐหินร่วงหล่น ฝุ่นฟุ้งกระจาย

พักใหญ่ ทุกอย่างหยุด ท้องฟ้าสว่างขึ้น ดอนถามนาตาชาว่าตอนนี้พวกเราอยู่ที่ไหน ไม่ทันไรก็มีกลุ่มคนมากมาย อาวุธครบครันล้อมพวกเขา นาตาชามองไปรอบๆเห็นชายคนหนึ่งแหวกออกมาจากกลุ่มคน เขาคนนั้นคือ ดร.ฟอร์ด นาตาชาตะลึง แต่ยังหวาดๆว่าเป็นภาพลวงตา

“นี่แกจำพ่อไม่ได้หรือไง” ดร.ฟอร์ดถามลูกสาว

สตีเฟ่นตามเข้ามา นาตาชาถามว่าใช่พี่กับพ่อจริงหรือ สตีเฟ่นเข้ามาดึงน้องสาวถามว่ากลัวอะไร นาตาชาจึงเล่าเรื่องที่ผ่านมาให้ฟัง ดร.ฟอร์ดมองดอนกับเดี่ยว ทั้งสองแนะนำตัว

ดอนกับเดี่ยวถูกพามาที่แคมป์ เขาต้องทึ่งเมื่อเห็นที่นี่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกทุกอย่าง แม้กระทั่งจานดาวเทียมและมีสัญญาณโทรศัพท์พร้อมทำงานได้ทุกอย่าง

“แต่พวกคุณ ห้ามใช้โทรศัพท์ ห้ามติดต่อกับคนภายนอก ทุกอย่างที่นี่เป็นความลับ”

นาตาชาบอกสตีเฟ่นว่า ทีมของเสาร์ห้ากำลังพาซัมดองมาที่นี่ี่ ต้องมีคนออกไปรับ ดร.ฟอร์ดจึงให้สตีเฟ่นเป็นคนไปรอรับ เดี่ยวให้เบอร์โทร.ของบุษกรเพื่อหาพิกัด สตีเฟ่นป้อนข้อมูลเข้าคอมฯสักครู่ก็รู้ว่า ประมาณพรุ่งนี้คงมาถึง ดร.ฟอร์ดชื่นชมความสามารถของลูกชาย ทำให้นาตาชารู้สึกน้อยใจที่พ่อไม่เคยชมตนบ้างเลย ทั้งที่ตนเอาดอนกับเดี่ยวมาเป็นพวกได้

ooooooo

ฮวงพาพรรคพวกที่บาดเจ็บกลับมาให้เสือสนธิ์ กับอินทร์ปฐมพยาบาล ดร.วิทยาต่อว่าที่ปล่อยให้

นาตาชาหนีไปได้ ฮวงว่าพวกนั้นไม่ธรรมดา แถมนาตาชาก็เป็นมวย

ในขณะที่ม่านฟ้ากับบัวชุมหลงป่า เดินวนไปวนมา จนมาถึงริมลำธาร ทั้งสองพบร่างเปาชางที่บาดเจ็บสลบไสลริมนํ้า ด้วยมนุษยธรรมจึงยอมช่วยทั้งที่ไม่รู้ว่าเป็นคนดีหรือคนร้ายกันแน่ เปาชางฟื้นขึ้นมาพบว่า ม่านฟ้ากำลังทำแผล ให้ และบัวชุมก่อไฟ เปาชางรู้สึกชอบม่านฟ้า พอถูกถามว่า ไปโดนอะไรมา จึงโกหกว่าตนจะกลับบ้านฝั่งโน้น แต่โดนปล้น ม่านฟ้าหลงเชื่อ

ขณะเดียวกัน ยอด เทอด และกริ่ง แกะรอยจนพบรอยเท้าที่ปรากฏอยู่ในป่า

“ทำไมส่วนใหญ่เป็นรอยเท้าผู้ชาย น่าจะมีไม่ตํ่ากว่าสิบคน” เทอดสันนิษฐาน

“ไม่มีรอยรองเท้าผู้หญิงเลยเหรอคุณเทอด” ยอดถาม

กริ่งสังเกตเห็นรอยเท้าผู้หญิงสามคน สงสัยจะเป็นเจนนี่ ชลดา และยูกิ มุ่งหน้าไปทางเหนือ จึงคิดจะตาม แต่ไม่ทันจะไป ยอดได้ยินเสียงคน เทอดก้มลงเอาหูแนบพื้นฟัง บอกให้หลบกลุ่มสตีเฟ่น ราฮีม และลูกน้องประมาณสิบคนเดินมา ในมือสตีเฟ่นมีเครื่องจีพีเอสแบบมือถือ

“มีคลื่นสัญญาณโทรศัพท์อ่อนๆอยู่ห่างไปไม่เกินสองกิโล” สตีเฟ่นเอ่ยขึ้น

“ไม่รู้พวกไหน เอ็งสองคนไปทางนี้อย่าส่งเสียง” ราฮีมสั่งลูกน้อง

เทอด ยอด กริ่งกระซิบถามกันว่า พวกนี้จะไปไหน เทอดให้ตามไป...จนพบบุษกรกับกระแตเดินหาสัญญาณโทรศัพท์อยู่ พวกสตีเฟ่นเข้ามาจะปลดอาวุธสองสาว แต่สองสาวต่อสู้ ยอด เทอด และกริ่งตามมาเห็น ยอดจะเข้าไปช่วย แต่เทอดรั้งไว้ เพราะเห็นซัมดองนั่งทำสมาธิอยู่ห่างๆ กระแตร้องให้อาจารย์ช่วย พอสตีเฟ่นเห็นซัมดองจึงปล่อยตัวสองสาวเปลี่ยนเป็นกรุ้มกริ่ม

“ผมชื่อสตีเฟ่น ยินดีที่ได้รู้จักครับ และผมต้องขอโทษที่เราเข้าใจผิด”

สองสาวตาขวางใส่ ราฮีมเตือนให้ทุกคนรีบกลับ พวกยอดแอบตามไปอย่างเงียบๆ...ท้องฟ้าใกล้มืด สตีเฟ่นสั่งพักระหว่างทาง สตีเฟ่นนำอาหารมาให้ซัมดอง

“ข้าไม่กิน”

“จริงสิ ผมลืมไปว่า...”

ซัมดองยกมือให้สตีเฟ่นหยุดพูด แล้วบอกว่ามีคนตามมา เป็นชายสามคนอยู่ในพุ่มไม้ใหญ่ สตีเฟ่นส่งสัญญาณบอกราฮีม ขณะเดียวกัน ลูกน้องราฮีมเข้ามากะลิ้มกะเหลี่ยบุษกรกับกระแต แต่ถูกสองสาวจับทุ่มจนหงอ พรรคพวกเห็นแล้วเข็ดขยาดกลับออกไป ยอดเห็นจังหวะปลอดคน ดอดเข้ามาหากระแต สองสาวตกใจถามมาได้อย่างไร

“ก็เห็นพวกคุณหายไป ผม คุณเทอด คุณกริ่งเลยมาตาม”

บุษกรถามว่าสองคนนั่นอยู่ไหน ยอดชี้ว่าหลบอยู่ด้านโน้น กระแตพยักหน้าให้สัญญาณบุษกรไปบอกสตีเฟ่น ยอดถามว่าจะไปไหน กระแตรีบบอกว่า ให้เราอยู่กันลำพังไง

“ผมอยากให้คุณกับบุษกร หนีออกมาจากคนพวกนี้ มันอันตราย”

กระแตเข้าเคล้าเคลียยอด หว่านเสน่ห์อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ยอดรู้สึกแปลกใจ

“กระแต นี่คุณปกติดีหรือเปล่า”

“ยอด คุณกลัวอะไร คุณลืมความรักที่เรามีต่อกันแล้วเหรอ”

ยอดรู้สึกว่ามีคนมาจะหลบแต่กระแตกลับจับเขาไว้ “คิดว่าจะหนีง่ายๆเหรอ”

“นี่มันอะไรกัน กระแต”

“แกเป็นศัตรู ฉันต้องกำจัดเสาร์ห้าทุกคน”

ยอดตกใจ บุษกรนำสตีเฟ่น ราฮีมกับพวกเข้ามา ยอดรีบโดดหนีเข้าป่า พวกราฮีมยิงไล่หลัง กริ่งกับเทอดตกใจลุกขึ้นมองเห็นยอดวิ่งหนีมา เทอดนำกริ่งกับยอดหลบบริเวณต้นไม้ใหญ่ที่มีร่มเงามืดครึ้มใช้ร่างบังไว้ ทำให้สตีเฟ่น ราฮีมกับพวกตามมาไม่เห็น ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวตรงไหนก็ยิงกราดเข้าไป ปรากฏเป็นนกแตกฮือออกมา ยอดอยากจะยิงสวนแต่เทอดห้าม ควรเก็บกระสุนไว้ กริ่งถามพวกเราจะเอาอย่างไร

“เราจะใช้วิชาของเราหลอกล่อพวกมันดีกว่า” เทอดเสนอ

“ฟังแล้วน่าสนุก โอเค งั้นเราแยกกัน” ยอดชักมัน ต่างแยกย้ายไปคนละทาง

กริ่งวิ่งฉิวออกไปทางหนึ่ง เทอดหายตัวไป เหลือยอดที่ต้องรีบแทรกตัวเข้าไปในต้นไม้ใหญ่ ทำให้สตีเฟ่นกับพวกไม่เห็นใคร ทั้งที่เมื่อสักครู่ได้ยินเหมือนคนคุยกัน เทอดกับกริ่งที่ออกไปล่อทำเสียงให้พวกสตีเฟ่นไล่ยิง กริ่งเริ่มอ่อนแรงทรุดลงกับพื้นหอบตัวโยน พวกราฮีมใกล้เข้ามา เทอดต้องเข้ามาช่วยทำเสียงให้พวกนั้นหันมาสนใจแล้วหายตัวแวบไปโผล่อีกทาง ยอดออกจากต้นไม้มาดึงกริ่งไปหลบหลังต้นไม้ สักพักเทอดมาปรากฏตัว ทั้งสามเริ่มอ่อนแรง

“ขอบใจมากเทอด ยอด ที่ช่วยฉันไว้” กริ่งยิ้มให้เพื่อนๆ

“พวกเราใช้พลังกันมากไป” เทอดเองก็เหนื่อย

สตีเฟ่นมาขอซัมดองให้หาวิธีจัดการ ซัมดองแนะปล่อยให้พวกมันตายใจ ได้โอกาสเมื่อไหร่ค่อยจัดการ สตีเฟ่นกับพวกจึงแยกย้ายกันไปพัก ซัมดองหยิบดวงตาสวรรค์ออกมาร่ายมนตร์เห็นอดีตของสามคนตั้งแต่ในวัยเด็ก จนเห็นอาจารย์ลุ๊กเสกพระประจำตัวเข้าร่างแต่ละคน

“ที่แท้ก็พวกเสาร์ห้า ดี...สักวันอำนาจพุทธคุณที่อยู่ในตัวพวกมันจะต้องมาเป็นของข้า” ซัมดองแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม

ooooooo

ในความฝันของเคน เขาฝันว่าแคนพี่ชายฝาแฝดของเขามาปรากฏตัว และบอกเขาว่า ดวงวิญญาณบรรพบุรุษของพวกเราถูกขังอยู่ในลูกแก้ว มีเขาคนเดียวที่จะช่วยให้พ้นจากการทรมานนั่นได้ เคนเห็นวิญญาณร้องครวญครางอยู่ในลูกแก้ว...เคนกระสับกระส่ายจนสะดุ้งตื่น เห็นเจนนี่นั่งมองเขาอยู่ เธอถามเขาว่า ฝันร้ายหรือ เคนลุกหนีไปอย่างรู้สึกเสียหน้า

เจนนี่ตามมาขอโทษว่าตนพูดอะไรผิดไป เคนส่ายหน้าไม่มีอะไร เจนนี่อึดอัด จึงบอกว่า

“คุณคงไม่พอใจที่พวกฉันอยู่ที่นี่ เอาเป็นว่าพรุ่งนี้พวกฉันจะไป ขอบคุณมากที่ช่วยฉันกับเพื่อนๆไว้” พูดจบเจนนี่เดินกลับไป เคนมองตามอย่างครุ่นคิดว่าควรช่วยเธอหรือปล่อยไปดี...

วันรุ่งขึ้น เจนนี่ ชลดา และยูกิเตรียมตัวเดินทาง เคนหายตัวไป สามสาวเป็นห่วงเกรงจะถูกเสือคาบไป แต่เจนนี่คิดอีกอย่าง ดูเคนไม่ค่อยพอใจที่พวกตนมาพักที่นี่ จึงบอกให้เดินทางกันเลยดีกว่า จำได้ว่าต้องไปทางเหนือ พอเริ่มออกเดิน ก็มีเสียงเคนดังขึ้น สามสาวหยุดหันไปมอง

“เคน คุณหายไปไหนมาทั้งคืน” ชลดารีบถามเมื่อเห็นเคนเดินมา

“ป่าคือบ้านของผม ที่ผมกลับมาเพราะเป็นห่วงพวกคุณ”

ยูกิจึงขอให้เคนพาพวกเธอไปป่าสุสานช้าง เคนตอบตกลงแต่ยังวางฟอร์มว่าเขาเดินเร็วให้เดินตามให้ทัน

ooooooo

อาการของเปาชางดีขึ้น เขารู้สึกชอบม่านฟ้ามากจึงคิดปลุกปล้ำ บัวชุมเข้ามาช่วยเอาไม้ฟาดหัวแล้วพาม่านฟ้าวิ่งหนีไป ม่านฟ้าเสียใจที่ไว้ใจคนชั่ว บัวชุมปลอบ

“คุณหนูคือเชื้อสายของเจ้าชีวิต บัวชุมต้องจงรักภักดี ไม่ว่าคุณหนูจะตกทุกข์ได้ยากยังไง บัวชุมก็ทิ้งคุณหนูไม่ได้”

“บัวชุมคือครอบครัวของฉัน ชีวิตฉันเหลือบัวชุมเพียงคนเดียว” ม่านฟ้ากอดบัวชุมร้องไห้

“ไม่ค่ะ บัวชุมไม่ตีเสมอนาย ขอบัวชุมเป็นแค่ข้ารับใช้ก็เป็นบุญหัวกับวงศ์ตระกูลแล้วค่ะ คุณหนูต้องเข้มแข็ง สักวันคุณหนูจะต้องเป็นผู้นำของชาวเชียงรุ้งที่เหลืออยู่ อย่าร้องไห้ค่ะ”

ม่านฟ้าปาดน้ำตา รับปากจะไม่ทำให้บัวชุมผิดหวัง ตนจะเอาทับทิมสีม่วงกลับมาให้ได้ สองคนเห็นเจดีย์กลางป่า ต่างมุ่งหน้าไปที่นั่น...เปาชางโซซัดโซเซมาตามทางในป่า จนได้พบกับพวกอาเตียว แล้วพาเขากลับไปที่พักนายพลจางลี่

กลุ่มของสตีเฟ่นที่พาบุษกร กระแต และซัมดองมุ่งหน้าไปสุสานช้าง ก็เริ่มพบกับภาพลวงตา โดยจิตใต้สำนึกของกระแตสร้างเป็นภาพขึ้น มีเสียงดนตรีแบบอีสาน ปราสาทหินแบบขอมปรากฏขึ้น หญิงสาวนุ่งซิ่นแบบอีสานมาร่ายรำฟ้อนกันตรึม พวกนางฟ้อนเข้ามาดึงกระแตกับบุษกรเข้าไปในปราสาท แล้วออกมาในชุดนางรำ สตีเฟ่น ราฮีม และลูกน้องต่างหลงใหล สาวๆนางรำ ยอด เทอด และกริ่งที่ตามมา แปลกใจว่านางรำพวกนั้นมาจากไหน ยอดเศร้าใจที่เห็นกระแตมีท่าทียั่วยวนผู้ชายเหล่านั้น

ซัมดองรู้ดีว่านี่คือภาพลวงตา จึงเรียกสตีเฟ่นให้สติคืนมา ใช้ไม้เท้าร่ายมนตร์ออกไป

“ตั้งสติไว้ อย่าหลงกลภาพลวงตา”

“จริงสิ นี่มันภาพลวงตา ผมเผลอไป”

“รีบพาทุกคนเดินทางต่อ” ซัมดองร่ายมนตร์ให้ทุกคนคืนสติ ยกเว้นกระแตกับบุษกร

สตีเฟ่นเข้าไปดึงสองสาวออกจากกลุ่มนางรำ ทันใด... นางรำเหล่านั้นก็กลายร่างเป็นฝูงปีศาจ สองสาวคืนสภาพเดิมพยายามวิ่งหนีให้พ้น จนเข้าเขตเงาเจดีย์ ก็เหมือนข้ามมาอีกมิติหนึ่ง ยอด เทอด และกริ่งที่ตามมาใกล้ๆไม่ทันได้เข้าไปในเงาของเจดีย์ จึงโดนฝูงปีศาจรุมทึ้ง

“ข่าวดีว่ะ ทำอะไรมันไม่ได้เลย” เทอดบอกเพื่อนๆ

“มีข่าวจะบอกเหมือนกัน กระสุนก็ทำอะไรมันไม่ได้เลย” กริ่งบอกเช่นกัน

ยอดเข้ามารวมตัวกับเพื่อนๆ เทอดให้แยกกันตัวใครตัวมัน กริ่งจึงวิ่งจู๊ดไป เทอดหายตัวแวบ เหลือยอดที่ไม่รู้จะแทรกตัวเข้าไปไหนดี ปีศาจรุมทึ้งเขา ยอดจึงต้องมุดออกหว่างขาพวกผี แล้ววิ่งหนีจนมานั่งเหนื่อยหอบอยู่ข้างเจดีย์ เทอดกับกริ่งตามมาสมทบ

“พวกนั้นหายไปหมดแล้ว เอาไงกันดี” เทอดท่าทางหมดพลัง

“ยังไงก็ต้องตาม แต่รอให้ผีพวกนั้นเผลอก่อนดีไหม” กริ่งเสนอ

“ดี ฉันเหนื่อยเต็มทนแล้ว ขอพักก่อน” ยอดเห็นด้วย

ทั้งสามจึงหามุมนอนพัก ไม่ทันไร จิตใต้สำนึกของยอดสร้างภาพกิ้งก่ายักษ์ขึ้นมา กริ่งได้ยินเสียงนึกว่าช้างมา เพราะใกล้บริเวณสุสานช้าง แต่พอทุกคนลุกมองเห็นกิ้งก่ายักษ์ก็ตกใจพากันมุดหลบเข้าซอกหิน กิ้งก่าแลบลิ้นเข้าไปควานตัว ตวัดได้ตัวเทอดออกมา ยอดกับกริ่งช่วยกันดึงตัวเทอดกลับมา ยอดนิ่งคิด เทอดร้องลั่น

“มัวทำอะไรคุณยอด เดี๋ยวก็ได้ไปนอนในท้องกิ้งก่าหรอก”

“ผมแค่คิดอยากให้เหมือนในหนัง พระเอกกำลังจนตรอก แล้วจู่ๆก็มีสัตว์อีกตัวโผล่มาไล่กัดกิ้งก่าตัวแรกหนีไป”

“สัตว์อีกตัวเหรอ” กริ่งถาม

“ช้าง ช้างตัวใหญ่ๆโผล่มาไล่กิ้งก่า” ยอดพูดไม่ทันขาดคำ มีเสียงตึงตังและเสียงกิ้งก่าร้อง

สามหนุ่มโผล่ออกมาดู เห็นช้างตัวใหญ่ต่อสู้กับกิ้งก่า เทอดสบถว่ายอดคิดอะไรก็ได้อย่างนั้น ยอดจึงรีบคิดถึง

นางแบบปฏิทินเซ็กซี่ๆ แต่ไม่เห็นปรากฏ กริ่งรีบบอกให้

หนีจากที่นี่ดีกว่า...สามหนุ่มหลุดออกมาจากเขตภาพลวงตา มาถึงริมลำธาร ต่างวักนํ้าล้างหน้าอย่างเหนื่อยอ่อน

“ถามจริงๆนะคุณยอด ก่อนที่จะเจอกิ้งก่า คุณกำลัง คิดอะไร” เทอดอดถามไม่ได้

ยอดตอบว่าเขาคิดถึงผู้หญิงสวยๆ เทอดถามอีกว่า คิดถึงกิ้งก่าบ้างหรือเปล่า ยอดบอกมีแว้บๆ เพราะเขาเกลียดสัตว์เลื้อยคลาน เทอดจึงมั่นใจว่าเป็นเพราะจิตใต้สำนึกของยอดสร้างภาพลวงตานั้นขึ้นมา ยอดถามแล้วทำไมไม่มีสาวสวยออกมาบ้าง

“ผมว่าภาพลวงตามันอาจจะเกิดขึ้นเฉพาะสิ่งที่เรากลัวเท่านั้น”

“แล้วนี่จะมีอะไรโผล่มาอีกหรือเปล่า” กริ่งชักหวั่น

เทอดว่าก็อย่าไปคิดถึงสิ่งที่เรากลัว กริ่งบ่นพูดง่ายแต่ทำยาก เสียงนกร้องจิ้งหรีดระงม ทำให้สามหนุ่มรู้สึกว่าบรรยากาศแตกต่างกับเมื่อครู่ จึงตกลงจะพักค้างแรมตรงนี้...

ขณะที่สตีเฟ่นมาถึงแคมป์ของ ดร.ฟอร์ดก็จัดแบ่งที่พัก นาตาชาให้บุษกรกับกระแตมานอนกับตน แต่สตีเฟ่นแย้งให้สองสาวแยกพักต่างหากดีกว่า ดร.ฟอร์ดรู้ทัน ประกาศให้สามสาวนอนด้วยกัน และสั่งห้ามมีเรื่องชู้สาวเกิดขึ้น งานต้องมาก่อน สตีเฟ่นผิดหวังเล็กน้อย

ซัมดองซึ่งนั่งหลับตาอยู่ ลืมตาขึ้นแล้วกล่าวว่า “ป่าแถวนี้มีพลังบางอย่างปกคลุม”

“พลังงานของทับทิมสยามสีม่วง” ดร.ฟอร์ดคาดเดา

แต่ซัมดองว่าไม่ใช่ ดร.ฟอร์ดสงสัยยังมีพลังงานอะไรอีก ซัมดองตอบว่า พลังบริสุทธิ์ ใส สะอาด บางเบา แต่แรงกล้า มีอำนาจเหนือสิ่งอื่นใด ดอนเอ่ยขึ้นว่า...พลังพุทธคุณ

“จริงสิ แกมีตาที่สาม แกเห็นใช่มั้ย”

ดอนตอบว่า ตนไม่เห็นแต่สัมผัสได้ ซัมดองหันมาถามเดี่ยว เขาตอบว่าได้ยินเสียงสวดมนต์ สตีเฟ่นว่าตนไม่เห็นได้ยิน ซัมดองอธิบายว่าพวกฝรั่งไม่มีวันเข้าใจเรื่องนี้...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.8 คีย์ ขอร้องให้ ตุลยา ที่มีสัมผัสพิเศษช่วยให้ได้คุยกับมน
15 เม.ย. 2564

06:10 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 15 เมษายน 2564 เวลา 08:13 น.