ตอนที่ 1
“ไม่ต้องห่วงนะครับอาจารย์ ผมจะช่วยสอนน้องๆอย่างเต็มที่เท่าที่ความสามารถทั้งหมดของผมจะมี อาจารย์ต้องหายเร็วๆนะครับ ดนตรีไทยต้องไม่มีวันตาย”
“ขอบคุณนะยชญ์” โฉมยงค์มองยชญ์อย่างตื้นตัน “ขอบคุณมากจริงๆ พี่รู้ว่าเธอค่อนข้างลำบากใจเรื่องเม ความจริงถึงเมจะห้าวๆ กระโดกกระเดกไปบ้าง แต่เขาก็เป็นเด็กดี ตั้งใจฝึกซ้อมและเชื่อฟังดีมาก พี่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงมีปัญหาแต่กับเธอ”
“อาจจะเป็นเพราะผมชอบไปจี้จุดความเป็นลิงทโมนของเขามั้งครับ” ยชญ์ตอบปนหัวเราะ “บอกตรงๆ ผมไม่ชอบจริงๆเด็กผู้หญิงที่ชอบทำตัวเหมือนผู้ชาย เรียนดนตรีไทยซะเปล่า ถ้าไม่ติดว่าฝีมือดี มีพรสวรรค์ ผมว่ายัยเมเนี่ย น่าจะย้ายไปอยู่ชมรมเทควันโดหรือมวยไทยจะเหมาะกว่า”
โฉมยงค์พลอยขำไปด้วย แล้วทั้งสองก็มองมาโนชอย่างเป็นห่วง...
ooooooo
เย็นแล้ว แพรกับมิ่งกมลหรือมิ่งเพื่อนสนิทของเม นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะใต้ต้นไม้หน้าคณะ เมเดินหน้าบอกบุญไม่รับมานั่งกระแทกลง แพรกับมิ่งเงยหน้าถามขำๆว่าเป็นอะไร ท้องผูกเหรอ??
เมกระแทกเสียงว่าท้องผูกเจ็ดวันยังดีกว่าที่พี่ยชญ์มาคุมการซ้อมอีก มิ่งถามว่าทำไม พี่ยชญ์มาคุมดีจะตาย แค่ตนรู้ข่าวก็กระชุ่มกระชวยอยากมาซ้อมทุกวันเลย ถามแพรว่า “แกล่ะคิดยังไง?”
แพรบอกว่าพี่ยชญ์น่ารักจะตาย ตนเป็นแฟนคลับพี่เขาตั้งแต่วันแรกที่เห็นเลยล่ะ ยิ่งได้รู้จัก ยิ่งใกล้ชิดก็ยิ่งฟินสุดๆ
“เว่อร์...พวกแกเห็นแต่ด้านดีของเขา เคยเห็นด้านแย่บ้างหรือยังล่ะ” แล้วเล่าให้เพื่อนทั้งสองฟังว่า...
ครั้งหนึ่งในห้องซ้อมดนตรีไทย ตนกำลังนุ่งผ้าแดงเก้ๆกังๆ จู่ๆเสียงยชญ์ก็สั่งให้ถอดออก ตนตกใจถามว่าอะไรนะ ยชญ์สั่ง “ถอดออกแล้วม้วนใหม่ให้เรียบร้อย ฉันจะทำให้ดู”
ตนจึงถอดผ้าออกแต่ข้างในนุ่งกางเกงขาสั้น ยชญ์เข้ามาจัดผ้าชายโจงกระเบนม้วนพับอย่างเรียบร้อยก่อนเหน็บที่เอวด้านหลังอย่างชำนาญ เสร็จแล้วส่ายหน้าบ่น “เด็กสมัยนี้มือไม้แข็งจริงๆ”
ตอนนั้นตนก้มกราบอย่างเรียบร้อย ยชญ์สะดุ้งถอยห่าง ตนเงยหน้ายิ้มหวานพูดประชด “ขอบพระคุณเจ้าค่ะคุณพี่” แล้วลุกขึ้นยิ้มอย่างสะใจ “สงสัยจะสติไม่ดี” ยชญ์พูดลอยๆ ตนฉุน พอตนหันกลับไปอีกทียชญ์หายไปแล้ว ตนเลยได้แต่ยืนแค้น
เล่าด้านแย่ของยชญ์ให้แพรกับมิ่งฟังแล้ว บ่นตบท้ายว่า
“ปากร้ายปากเสียยิ่งกว่าไอ้มอมหลังตึกคณะ เราอีก”
มิ่งปรามเมว่าอย่ามาใส่ร้ายพี่ยชญ์นะ เปรียบเทียบไอดอลตนเป็นหมาเลยเหรอ แย้งว่าพี่ยชญ์มีแต่ด้านสว่างไม่มีด้านมืดหรอก พูดแบบนี้พี่เขาเสียหายหมด แพรก็ว่าเมมีอคติ ต้องเปิดหู เปิดตา เปิดใจมองพี่ยชญ์ดีๆ แล้วจะเห็นความเป็นสุภาพบุรุษที่น่ารักอ่อนโยนของพี่เขาเหมือนที่พวกเราเห็น ถามมิ่งว่าจริงไหม มิ่งบอกว่าแพรพูดถูกแล้วยกมือแตะอย่างพวกเดียวกัน
“โอ๊ย...จะบ้าตาย” เมทุบโต๊ะปัง “นี่พวกแกเป็นเพื่อนฉันหรือเป็นสาวกของอีตาพี่ยชญ์กันแน่ แก้แทนทุกเรื่องเลย”
แพรกับมิ่งหน้าจ๋อยที่เมโกรธจริงๆ มิ่งเลยจะไปซื้อมะม่วงดองของโปรดเมมาให้กินคลายเครียด แพรไปด้วย พอเพื่อนรักทั้งสองคล้อยหลังไปเมก็บ่นอุบอิบ “ไอ้พวกไส้ติ่งมันน่าจับตัดทิ้งให้หมด”
แพรลืมเอามือถือไป โทรศัพท์ดังขึ้น เมมองจอเห็นเป็นชื่อพี่ยชญ์ก็ตาวาว หยิบโทรศัพท์กดรับดัดเสียงห้าวแบบผู้ชาย “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งสวัสดีครับ” ปลายสายเงียบ เมปิดปากหัวเราะขำ แต่แล้วก็สะดุ้งเมื่อเสียงยชญ์ดุมาว่า
“ฉันรู้นะว่าเป็นเธอเมญากร ใช่เวลาเล่นพิเรนทร์หรือเปล่า”
“แล้วใครใช้ให้โทร.มาเจ๊าะแจ๊ะรุ่นน้องล่ะ เป็นรุ่นพี่ก็วางตัวให้เหมาะสมหน่อยซี้”
“ฉันจะโทร.มาบอกว่าอาจารย์มาโนชเสียแล้ว ช่วยบอกทุกๆคนที่คณะด้วย” พูดจบวางสายเลย
“อาจารย์...” เมตกใจมาก ความทะเล้นหายเป็นปลิดทิ้ง
ooooooo
คืนนี้ที่ศาลาสวดศพ ยชญ์กับเมร่วมเล่นดนตรีกับวง มีมิ่งตีฉิ่งร่วมด้วย โฉมยงค์ยืนน้ำตาไหลอยู่อีกมุมหนึ่ง ครู่หนึ่งแพรถือถาดน้ำเข้ามาบอกว่า ด็อกเตอร์พิบูลมา
โฉมยงค์รีบเช็ดน้ำตาเดินไปรับด็อกเตอร์พิบูลที่เดินนำคนถือพวงหรีดเข้ามา
ด็อกเตอร์พิบูลแสดงความเสียใจกับโฉมยงค์ มอบพวงหรีดแล้วมองไปที่วงดนตรีที่บรรเลงจบพอดี นักดนตรีลุกแยกย้ายกันไป ด็อกเตอร์พูดลอยๆว่า “น่าเสียดายเหมือนกันนะ” โฉมยงค์ถามงงๆ “คะ?”
“ก็วงดนตรีไทยของอาจารย์มาโนชน่ะสิ...เมื่ออาจารย์มาเสียกะทันหันแบบนี้ เรื่องการประกวดผมว่าเราควรเบรกไว้ก่อน เพราะตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยไม่มีนโยบายจะรับบุคลากรเพิ่ม” โฉมยงค์ตกใจแย้งว่าทำแบบนั้นไม่ได้นะ ด็อกเตอร์พิบูลเสียงแข็งว่า “อย่าดื้อไปเลยคุณโฉมยงค์ คุณเองก็ไม่มีความรู้ความสามารถทางด้านดนตรี แล้วใครจะมาดูแลการซ้อม”
“ผมเองครับ” เสียงยชญ์แทรกเข้ามา แล้วเข้ามายกมือไหว้
“คุณเป็นใคร” ด็อกเตอร์พิบูลเสียงกระด้าง มองยชญ์ตั้งแต่หัวจดเท้าอย่างไม่พอใจ
“ดิฉันขอแนะนำ ยชญ์ วิจิตรวาทิน ค่ะ” ด็อกเตอร์ทวนนามสกุลวิจิตรวาทินงงๆ โฉมยงค์จึงแนะนำต่อว่า “ด็อกเตอร์คงพอได้ยินชื่อเสียงของตระกูลวิจิตรวาทินมาบ้างนะคะ เพราะต้นตระกูลนี้ล้วนแต่เป็นโบราณาจารย์ด้านดนตรีไทย คุณพุก คุณตาทวดของยชญ์เป็นถึงศิษย์สายตรงของพระประดิษฐ์ไพเราะ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ในเรื่องดนตรีหลายชนิด แต่ที่ชำนาญมากที่สุดคือซอสามสาย”
“คุณทวดเก่งก็ไม่ได้แปลว่าหลานจะเก่งไปด้วยนี่คุณโฉมยงค์”










