ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

พิมมาลา

SHARE
ตอนที่ 14

วันเผาศพศรสิทธิ์...ฟ้างามไม่ค่อยพอใจนักที่มานิดามาร่วมงาน แต่น้ำนวลกลับเห็นว่าถ้าไม่มาจะน่าเกลียดกว่า เพราะยังไงเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาลุงสิทธิ์

พิมมาลาก็มางานนี้ อนุศรที่หงอยๆเลยมีรอยยิ้มขึ้นมาบ้าง

“ขอบใจมากนะหนูพิม อุตส่าห์มา”

“คุณสิทธิ์เป็นเจ้านายคนนึงของพิม ยังไงพิมก็ต้องมาค่ะคุณฟ้างาม ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะคุณนู”

“ครับ”

“ทราบมาว่าคุณนูไม่ค่อยสบาย ยังไงก็ต้องรักษาสุขภาพให้มากๆนะคะ”

“ผมคิดไม่ถึงเลยนะครับ ว่าจะมีโอกาสได้เจอกับคุณพิมอีก”

พิมมาลายิ้มเล็กน้อยไม่พูดอะไร น้ำนวลแอบกระซิบกับแวนว่าพี่พิมน่ารักจังเลย อุตส่าห์มาให้กำลังใจพี่นู...ขณะนั้นนางเหลียวซ้ายแลขวาเหมือนหาใครบางคน พอไม่เห็นจึงถามดลที่ยืนอยู่ข้างกัน

“นี่ดล แกเห็นพี่เพรียวรึเปล่า จะได้เวลาเผาแล้วทำไมยังไม่มาอีกล่ะ”

“ถ้าพี่เพรียวมาไม่ทันล่ะน่าเกลียดตายเลย ผู้บริหารเซนซูยามากันครบเลย”

พิมมาลาได้ยินดลและนางพูดจากด้านหลัง และมองไปก็เห็นจริงดังที่ดลพูด จึงบอกน้ำนวลว่าพี่ขอตัวไปห้องน้ำ พอเดินพ้นทุกคนมาในที่ลับตา พิมมาลาก็จัดแจงจะเปลี่ยนร่างกลับเป็นเพรียว

“จะทำอะไรน่ะ” เสียงรัมภาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ พิมมาลาถึงกับสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ

“เฮ้ย!”

รัมภามาในชุดดำไว้ทุกข์ พิมมาลาเห็นแล้วหน้าตูม บ่นอุบ

“เมื่อไหร่คุณจะเลิกมาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงซะทีนะ ถึงผมจะชินแล้ว แต่นี่มันในวัดนะคุณ บรรยากาศแบบเนี้ย เดี๋ยวผมก็หัวใจวายตายพอดีหรอก”

“ขวัญอ่อนซะจริง ไหนบอกว่าอยากให้อนุศรตัดใจได้ไง แล้วให้พิมมาลาโผล่มาทำไมยะ”

“ก็ผมสงสารคุณนูเค้า คุณพ่อก็เสีย ปัญหาเรื่องงานเรื่องญาติก็รุม แล้วยังต้องมาอกหักอีก ผมก็เลยให้เค้าได้เจอพิมมาลานิดนึงเผื่อจะมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง”

“แหม ทีเมื่อก่อนตอนเลิกกับสาวๆล่ะใจแข็งนัก เยื่อใยนิดๆหน่อยๆก็ไม่มี แต่พอจะเลิกกับผู้ชายล่ะก็ มีห่วงใยความรู้สึกกันด้วย คิดอะไรอ๊ะเปล่าเนี่ย”

“ไม่ต้องมาหาเรื่องผมเลย ผมกับคุณนูก็แค่คนอกหักเหมือนกัน ผมเลยเข้าใจความรู้สึกของเค้าก็เท่านั้นเอง ใครจะไปคิดลึกบ้าบอเหมือนคุณ เดี๋ยวก็ฟ้าผ่าตายพอดี”

พิมมาลาเปลี่ยนร่างเป็นเพรียวแล้วเดินกลับมาที่งาน เจอเมลานีจึงเข้าไปแสดงความเสียใจ ก่อนถามเธอว่าเดี๋ยวนี้ยังเที่ยวกลางคืนทุกวันอยู่รึเปล่า เมลานีกำลังจะตอบ แต่มานิดาเข้ามาแทรกเสียก่อน

“เม...จำที่แม่สั่งไม่ได้รึไง อย่าไปคุยกับพวกศัตรู เราไว้ใจใครไม่ได้ทั้งนั้น จะมาล้วงความลับรึเปล่าก็ไม่รู้”

เพรียวไม่คิดว่ามานิดาจะเป็นคนแบบนี้ไปได้ แต่เขาไม่พูดอะไรเดินเลี่ยงไปเฉยๆ

“เดชะบุญนะที่พ่อแกตายเพราะเส้นเลือดในสมองแตก ใครถามค่อยตอบได้เต็มปากหน่อย ถ้าต้องบอกว่าเป็นเอดส์ตายขายขี้หน้าเค้าแย่ แม่คงไม่กล้ามางาน”

“จะพูดอีกทำไมคะคุณแม่ คุณพ่อเสียไปแล้วนะคะ พูดถึงท่านในแง่ดีมั่งเถอะ”

“พูดดีไปทำไม มรดกไม่ให้แกซักบาท”

เมลานีถอนใจเซ็งๆ นิ่งไปอย่างไม่อยากเถียงด้วย ส่วนเพรียวพอเดินเลี่ยงไปก็เจออนุศรตรงดิ่งมาหาด้วยสีหน้าท่าทีร้อนรนกระวนกระวาย

“คุณเพรียวครับ เห็นคุณพิมรึเปล่าครับ”

“ไม่เห็นนี่ครับ ตั้งแต่มาผมยังไม่เจอเลย”

“สงสัยจะแอบหนีกลับไปแล้ว ไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ ผมเข้าใจทุกอย่าง อย่างน้อยได้พูดร่ำลาซักคำก็ยังดี”

เพรียวมองอนุศรด้วยความสงสารและเข้าใจ ตัดสินใจหลบไปเปลี่ยนเป็นพิมมาลาอีกครั้ง พออนุศรได้เห็นก็แทบจะพุ่งเข้าใส่

“คุณพิม...อยู่นี่เอง”

ขณะนั้นเอง น้ำนวลเดินเข้ามาหาพิมมาลา ถามหาพี่เพรียว เพราะพนักงานจะถ่ายรูปหมู่กัน พิมมาลาฟังแล้วอยากจะบ้าตาย เพิ่งเปลี่ยนมาแหม็บๆจะต้องเปลี่ยนกลับอีกแล้ว เลยแอบถอนใจหลายเฮือกด้วยความเหนื่อยอ่อน...

ถึงตอนจะกลับออกจากวัด เพรียวเดินไปเจอฟ้างามนั่งเศร้าอยู่คนเดียวใต้ร่มไม้ เข้ามาทักถามเธอว่ายังไม่กลับอีกหรือ ฟ้างามมองเลยไปทางเมรุเผาศพ พูดเหมือนรำพึงออกมา

“คนเราสุดท้ายก็แค่นี้เองนะเพรียว เวลาผ่านไปแค่ไม่กี่ปี ก็เหลือฉันอยู่คนเดียวแล้ว”

“คนเดียวที่ไหนกันครับ คุณฟ้างามยังมีคุณนู คุณน้ำ แล้วอีกไม่นานคุณน้ำก็จะมีหลานยายให้คุณฟ้างามอุ้มแล้วด้วย”

“หลานกับพี่น้องมันก็ไม่เหมือนกันหรอกนะ ฉันจำได้ตอนเด็กๆฉันสนิทกับพี่สิทธิ์มาก แต่พอโตขึ้นเราก็ห่างกันเรื่อยๆ จนตอนนี้หมดโอกาสจะได้เห็นหน้ากันแล้ว ฉันอดคิดไม่ได้นะว่าถ้าฉันอยู่ใกล้ชิดกับพี่สิทธิ์เหมือนเมื่อก่อน ฉันคงดูแลเค้าได้มากกว่านี้ พี่สิทธิ์อาจจะไม่ต้องอายุสั้นแบบนี้ก็ได้ เธออย่าเอาอย่างฉันนะเพรียว ให้เวลากับคนที่เรารักให้มากๆ เราไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น อย่าให้ต้องมานั่งเสียใจนึกเสียดายว่าไม่ได้ทำอะไรเอาตอนที่ทุกอย่างมันสายเกินไปแล้ว”

ฟังฟ้างามแล้วเพรียวเหมือนได้คิดบางอย่างเกี่ยวกับตัวเอง ค่ำนั้นเขาไปเลือกซื้อเครื่องวัดความดัน พร้อมกันนี้ก็โทร.หาแม่ที่บ้านถามไถ่อาการเจ็บไข้ได้ป่วยของพ่อ

“พ่อเค้าแข็งแรงดี ไม่ต้องห่วงหรอกเพรียว”

“แล้วพ่อเค้าทานยาตามที่หมอสั่งรึเปล่าครับ แม่ต้องคอยเตือนพ่อนะครับ โรคความดันประมาทไม่ได้”

“ไม่ต้องกลัว แม่ดูแลพ่อทุกฝีก้าวอยู่แล้ว สบายใจเถอะลูก...คุยกับพ่อเค้าหน่อยนะ” แม่ส่งโทรศัพท์ให้พ่อที่นั่งยิ้มแฉ่งอยู่ข้างๆ

“ว่าไงเพรียว”

“พ่อครับ พรุ่งนี้วันหยุด ผมจะไปหาพ่อนะครับ ผมซื้อเครื่องวัดความดันกับพวกวิตามินบำรุงไปฝากพ่อ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะสอนให้พ่อกับแม่ใช้เครื่องนะครับ”

“ขอบใจมากลูก มาให้ทันกินข้าวเที่ยงนะ พ่อจะรอ...เออๆ หวัดดีๆ” พ่อกดวางสาย แววตามีความสุขเหลือเกิน ชื่นชมลูกชายคนโปรด “ลูกเรานี่มันกตัญญูจริงๆนะแม่ เป็นห่วงพวกเราตลอดเลย”

แม่ยิ้มพยักพเยิด ภูมิใจและรักเพรียวที่สุดเหมือนกัน

ooooooo

รุ่งขึ้นเพรียวตั้งใจมากินข้าวกลางวันกับพ่อให้ทัน แต่พอมาถึงกลับพบว่าพ่อนอนสิ้นใจอยู่บนห้องโดยที่แม่และพี่สาวไม่มีใครรู้เลย...

เพรียวและทุกคนตกใจและเสียใจมากร่ำไห้กันระงม ไม่คาดคิดว่าพ่อจะจากไปอย่างกะทันหัน ด้านฟ้างามกับน้ำนวล และแวนทราบข่าวกันตอนหัวค่ำ ก็อดรู้สึกใจหายและสงสารเพรียวไม่ได้

“พักนี้เป็นยังไงไม่รู้นะ ต้องไปแต่งานศพ”

“แต่ละคนตายแบบไม่ทันตั้งตัวด้วยนะครับ”

“นั่นสิ จะว่าไปก็เสียเพราะเส้นเลือดในสมองแตกเหมือนกัน แต่ตายสบายผิดกัน พ่อเพรียวเค้าเหมือนนอนหลับไปเฉยๆ ส่วนลุงเราโกรธจัดล้มทั้งยืน นี่แหละทำบุญมาผิดกัน”

“พรุ่งนี้น้ำกับแวนจะไปงานศพพ่อพี่เพรียวนะคะน้างาม จะไปพร้อมกันมั้ย”

“ไปสิ ไม่ไปกับพวกแล้วน้าจะไปกับใครล่ะ” ฟ้างามพูดเศร้าๆ เหงาๆ จนน้ำนวลกับแวนรู้สึกแปลกใจชำเลืองมองกันไปมา พอถูกน้าสาวชวนให้อยู่ดูหนังแผ่นเป็นเพื่อน สองคนก็ไม่กล้าปฏิเสธ...

ส่วนรัมภาที่รู้เห็นก็พลอยไม่สบายใจไปด้วย คิดไม่ถึงว่าฟ้างามจะจิตตกขนาดนี้ นั่งบ่นอยู่ในห้องพักของเพรียวที่บ้านพ่อแม่ เพรียวกลับจากวัดมาเจอก็ตกใจนิดหน่อย

“อ้าวคุณ มานานแล้วเหรอ”

“ซักพักแล้ว เสียใจด้วยนะเพรียว”

“ผมยังตั้งหลักไม่ถูกเลยนะคุณรัมภา ตกลงพ่อผมตายจริงรึเปล่าเนี่ย มันเร็วจนเหมือนแค่ฝันร้าย”

“ชีวิตมนุษย์ก็แค่นี้แหละเพรียว เกิด แก่ เจ็บ ตาย หนีไม่พ้นหรอก หมั่นทำบุญไว้เยอะๆ”

“คุณเป็นนางฟ้า พอจะรู้มั้ยว่าตอนนี้พ่อผมเป็นยังไงบ้าง”

“รู้ แต่ฉันบอกไม่ได้หรอก มันอยู่นอกเหนืออำนาจของฉัน...พ่อของนายเค้าเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดโกงใคร ทำบุญบ้างตามโอกาส แม้จะลำเอียงรักนายมากไปหน่อยก็เถอะ แต่รวมๆแล้วก็ถือว่าเป็นคนดีคนนึง ต้องไปเกิดในภพภูมิที่ดีกว่าเดิมแน่ๆ ไม่ต้องห่วงหรอก”

“ขอบคุณนะครับคุณรัมภา แล้วคุณมาหาผมนี่มีธุระอะไรรึเปล่า”

“จะเรียกว่าธุระก็ไม่เชิง เอาเป็นว่าฉันมาขอความร่วมมือจากนายก็แล้วกัน นายไม่ทำก็ได้นะ แต่ถ้าทำ ก็จะเป็นกุศลติดตัวนายเอง ที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น”

“คุณจะให้ผมช่วยเหลือใครเหรอ”

“ฟ้างาม”

เพรียวมีสีหน้าสงสัยขึ้นมาทันที

ooooooo

บ่ายวันต่อมา แวนขับรถเข้ามาจอดในบริเวณวัด หลวงลุง พอลงจากรถเห็นสภาพวัดทั้งเล็กทั้งเก่าฟ้างาม อดคิดไม่ได้ว่าแวนกับน้ำนวลพามาผิดวัดหรือเปล่า

“วัดนี้แน่นะหนูน้ำ ทำไมมันโทรมนักล่ะ”

“ไม่ผิดหรอกค่ะ พวกพี่นางพี่ดลเค้าเคยมา เห็นว่าคุณลุงของพี่เพรียวเป็นเจ้าอาวาส แล้วพี่เพรียวก็บวชที่นี่ด้วยค่ะ”

“สงสัยจะศาลาโน้นนะครับ พี่เพรียวบอกว่าทำพิธีแบบจีน” แวนชี้มือไป

“เราเดินเข้าไปกันก่อน น้าขอเข้าห้องน้ำเดี๋ยว”

น้ำนวลกับแวนออกเดิน ส่วนฟ้างามแยกไปทางห้องน้ำ เดินไปบ่นไปว่าทำไมปล่อยวัดทรุดโทรมขนาดนี้ ไม่มีใครทำบุญบ้างเลยรึไง?

“คนทำบุญน่ะมีโยม แต่ทำกันเท่าที่จำเป็น”

เสียงนั้นทำให้ฟ้างามหันขวับไปมอง พอเห็นเป็นพระก็หน้าเสีย รีบเดินเข้าไปพนมมือไหว้

“ขอโทษค่ะหลวงพ่อ ดิฉันไม่ทันเห็นว่าหลวงพ่ออยู่ที่นี่ ก็เลยพูดมากไปหน่อย”

“ไม่เป็นไรหรอกโยม วัดของอาตมามันก็ทรุดโทรมจริงๆนั่นแหละ แต่ถึงโทรมมันก็สะอาดสะอ้าน พวกกุฏิ พวกโบสถ์ ก็สร้างไว้แข็งแรงดี เพียงแต่มันเก่าตามกาลเวลาเท่านั้นเอง”

“แต่ยังไงมันก็น่าจะมีการซ่อมแซมบ้างนะคะ ดิฉันรู้จักคนเยอะ ถ้ายังไงดิฉันเรี่ยไรเงินมาทำบุญให้ไหมคะ จะได้ปรับปรุงวัดให้สวยขึ้น”

“ขอบใจนะโยม แต่อาตมาคงรับไม่ได้หรอก”

“อ้าว ทำไมล่ะคะ ปรับปรุงวัดให้สวยขึ้นจะได้มีคนมาทำบุญที่วัดมากขึ้นไงคะ”

“คนที่มาวัดเค้าไม่ได้ศรัทธาที่ความสวยงามของวัดนะโยม อย่างนั้นเค้าเรียกว่าความหลงรูป ศรัทธาที่แท้จริงคือศรัทธาในพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านต่างหาก”

ขณะที่ฟ้างามสนทนาธรรมอยู่กับหลวงลุง เพรียวกับรัมภากำลังเดินคุยกันมาตามทางเดินหน้าโบสถ์

“หลวงลุงท่านเป็นพระที่ดี เคร่งในพระธรรมวินัย  เหมาะแล้วล่ะที่จะให้สั่งสอนฟ้างาม จะได้ไม่เตลิดเปิดเปิงแบบคราวนายทวิชาอีก”

“ไม่น่าเชื่อเลยนะครับ ว่าผู้หญิงเก่งอย่างคุณฟ้างามจะกลายเป็นคนเคว้งคว้างขี้เหงาไปได้”

“ตราบใดที่ยังมีกิเลส ไม่ว่ามนุษย์คนไหนมันก็ไม่ต่างกัน ซักเท่าไหร่หรอก ยิ่งคนมีจุดอ่อนอย่างฟ้างาม ถ้าไม่มีคนนำทางที่ดี ก็คงไม่แคล้วต้องตกเป็นเหยื่อพวกมนุษย์สิบแปดมงกุฎอีกแน่ๆ”

“ถ้าหลวงลุงสามารถช่วยคุณฟ้างามได้ ผมก็ยินดีเป็นคนประสานให้ เพราะมันไม่ใช่จะดีกับคุณฟ้างามคนเดียว มันยังส่งผลดีถึงคนอื่นๆด้วย”

“เน้นไปที่น้ำนวลคนเดียว ฉันก็ไม่ว่านายหรอก” รัมภากระเซ้าอย่างรู้ทัน เพรียวอมยิ้มยอมรับ

“เจอกันพักหลังนี่รู้สึกว่าเราไม่ค่อยทะเลาะกันเลยว่ามั้ย”

“อยากรู้มั้ยว่าเพราะอะไร”

เพรียวพยักหน้าแทนคำตอบ

“นายไม่ใช่เพรียวคนเดิมที่ฉันเคยเจอแล้ว ความรู้สึกนึกคิดของนายเปลี่ยนไปมาก ฉันเพิ่งจะมองเห็นว่านายหล่อก็เร็วๆนี้แหละ...รักษาเอาไว้ให้ดีนะเพรียว”

“ขอบคุณมากครับคุณรัมภา”

รัมภาและเพรียวยิ้มให้กันด้วยความรู้สึกดีๆ

ooooooo

ในศาลาวัด น้ำนวลกับแวนนั่งคุยกับถมแม่ของ เพรียว ถมเพิ่งรู้ว่าน้ำนวลท้อง ถ้ารู้ก่อนคงไม่ให้มางาน ศพ เพราะคนท้องคนป่วยโบราณเขาถือ

“น้ำก็เคยได้ยินมาเหมือนกันค่ะ แต่ถึงไงน้ำก็ยังอยากมาอยู่ดี”

“ถ้าห้ามคนป่วยไปงานศพ มีหวังชาตินี้ทั้งชาติแวนคงไปงานศพใครไม่ได้แล้วล่ะน้ำ เพราะอย่างแวน มันก็คงป่วยแบบนี้ไปจนตาย”

“พูดจาแบบนี้อีกแล้วนะแวน น้ำไม่ชอบเลย”

แวนหน้าเจื่อนรีบหาทางเลี่ยง “น้างามไปหลงทางที่ไหนเนี่ย แวนไปตามดีกว่า”

พอแวนเดินพ้นไป น้ำนวลลุกมาเอาน้ำดื่ม ถมมองตามน้ำนวลด้วยความเสียดาย อยากได้น้ำนวลเป็นสะใภ้แต่ต้องผิดหวัง เช่นเดียวกับยุพินกับสายพรพี่สาวของเพรียวที่อยู่หลังศาลา ต่างก็บ่นเสียดายน้ำนวล แวนเดินผ่านมาได้ยิน หยุดยืนฟังเงียบๆด้วยความสนใจ

“ฉันล่ะเสียดายคุณน้ำนวลจริงๆนะพี่พิน นึกว่าจะได้มาเป็นน้องสะใภ้ซะแล้ว ไม่น่าไปแต่งงานกับคนอื่นเลย”

“ของอย่างงี้มันขึ้นอยู่กับบุพเพสันนิวาส ตอนแรกคุณน้ำก็ดูมีใจให้เพรียวมันอยู่นะ แต่คงไม่ใช่คู่กัน”

“ก็แฟนเค้าเป็นถึงลูกรัฐมนตรี น้องเรามันจะเอาอะไรไปสู้เค้าได้ล่ะพี่”

“จะลูกใครคงไม่สำคัญหรอก เป็นเพราะเพรียวมันเจ้าชู้มากกว่า คุณน้ำเค้าเลยเลิกคบ”

“ก็จริง เพรียวมันกะล่อนจะตาย นิ่งๆอย่างคุณน้ำนวลไม่มีทางตามทัน มันต้องท่าทางซื่อๆเหมือนแฟนเค้าน่ะแหละถึงจะอยู่กันรอด”

แวนหน้าเศร้าขึ้นมาทันที เริ่มแน่ใจมากขึ้นว่าน้ำนวลกับเพรียวเคยมีใจแอบคบหากันมาก่อน...เขาเดินออกไปนั่งซึมที่มุมหนึ่งในวัด สักครู่เพรียวเดินถือถุงใส่ของรีบร้อนจะไปทางศาลาสวดศพ เห็นแวนก็เลยชะงัก แวะเข้ามาทัก

“มานั่งทำอะไรตรงนี้ครับคุณแวน”

แวนฝืนยิ้มให้ เพรียวเอะใจเป็นห่วง นั่งลงข้างๆ ถามแวนว่าปวดหัวหรือเปล่า

“เริ่มมีอาการครับ ต้องรีบหยุดคิดมาก”

“คุณแวนมีอะไรให้ต้องคิดมากอีกครับเนี่ย”

แวนมองหน้าเพรียวเหมือนชั่งใจจะพูดหรือไม่พูดดี แต่แล้วก็พูดออกมาว่า

“พี่เพรียวมีบุญคุณกับผมมากเลยนะครับ ทั้งช่วยชีวิตผม แล้วก็ยังช่วยเหลือน้ำอีกตั้งหลายครั้ง จนผมไม่รู้จะตอบแทนพี่ยังไงดีแล้ว”

“พูดอะไรอย่างงั้นครับคุณแวน ผมไม่เคยคิดว่าเป็นบุญคงบุญคุณอะไรเลย ผมก็แค่ช่วยเท่าที่ช่วยได้เท่านั้นเอง เป็นเรื่องของน้ำใจมากกว่า อย่าคิดมากสิครับ คิดมากกับเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ไงถึงได้ปวดหัว”

แวนฝืนยิ้มอีกครั้ง แม้เพรียวจะบอกไม่ให้เขาคิดมาก แต่แวนก็อดคิดเรื่องเพรียวกับน้ำนวลไม่ได้...คืนนั้นกลับไปถึงบ้าน แวนก็ยังหมกมุ่นครุ่นคิดจนนอนไม่หลับ ออกไปนั่ง

ที่ชิงช้าหน้าบ้านคนเดียว

“แวน...มานั่งตากน้ำค้างทำไม นี่มันดึกมากแล้วนะ”

“แวนยังไม่ง่วง”

“ไม่ง่วงก็นั่งเล่นเกมบนเตียงไปก็ได้นี่ เดี๋ยวก็ไม่สบายจนได้หรอก”

แวนหน้าขรึมลง เลื่อนมือมากุมมือภรรยาที่นั่งลงข้างกัน “น้ำ...แวนถามอะไรอย่างนึงสิ”

“คำถามยากรึเปล่า”

“ไม่รู้สิ...ถ้าแวนไม่ป่วยน้ำจะแต่งงานกับแวนมั้ย”

“ทำไมแวนถามน้ำแบบนี้ล่ะ”

“แวนก็แค่ถามดูเล่นๆ แต่ถ้าทำให้น้ำไม่สบายใจ แวนก็ขอโทษนะ”

“แวนจ๊ะ ตั้งแต่เรารู้จักกันมาเรามีแต่ให้สิ่งดีๆให้กันมาตลอด ไม่เคยทำร้ายกัน แล้วก็ไม่เคยทำให้อีกฝ่ายต้องเสียใจ แล้วน้ำก็มั่นใจนะว่าเราสองคนจะเป็นแบบนี้ตลอดไป”

แวนดึงน้ำนวลเข้ามากอดกระชับ “แวนก็มั่นใจ...แวนขอโทษนะ แวนคงไม่สบายก็เลยคิดไปเรื่อยเปื่อย จริงๆการที่น้ำอยู่กับแวนแล้วก็ดีกับแวนแบบนี้มันก็ดีที่สุดแล้วล่ะ แวนไม่น่างี่เง่าคิดอะไรเลอะเทอะเลย ต่อไปแวนจะไม่คิดเรื่องพวกนี้อีกแล้ว แวนขอโทษนะน้ำ”

น้ำนวลกอดตอบแวนด้วยรอยยิ้ม อยากเห็นแต่แวนมีความสุขตลอดไป

ooooooo

หลังเสร็จสิ้นพิธีศพพ่อแวนแล้ว ทนายนำพินัย-กรรมมาอ่านต่อหน้านางถมและลูกชายหญิงสามคน

“ตลาดทั้งสองแห่ง ตลอดจนตึกแถวในอำเภอและตึกแถวซึ่งเป็นที่อยู่ในปัจจุบัน ข้าพเจ้าขอยกให้นางถมภรรยาของข้าพเจ้า ส่วนที่ดินแปลงอื่นทั้งหมด และเงินในบัญชีฝากประจำจำนวนห้าร้อยหกสิบเอ็ดล้านบาท...”

ลูกทั้งสามพากันตกใจ ทักท้วงกันใหญ่เพราะนึกว่าทนายอ่านตัวเลขจำนวนเงินผิด

“ไม่ผิดหรอกเพรียว พ่อเค้าไม่อยากให้ลูกๆฟุ้งเฟ้อจนเกินไป อยากให้สู้ชีวิตและอยู่อย่างพอเพียง” ถมอธิบายแทน

“ผมอ่านต่อนะครับ...ส่วนที่ดินแปลงอื่นทั้งหมด และเงินในบัญชีฝากประจำจำนวนห้าร้อยหกสิบเอ็ดล้านบาท ข้าพเจ้าขอยกให้นายเพรียว บุตรชายของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว”

เพรียวช็อก ไม่คิดว่าพ่อจะรวยขนาดนี้ แถมสมบัติยังตกเป็นของตนอีกด้วย ส่วนแม่กับพี่สาวของเพรียวมีท่าทีเฉยๆเหมือนรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าสมบัติต้องตกเป็นของเพรียว

“ไม่ทราบว่ามีอะไรสงสัยอีกไหมครับ” ทนายถาม

“พินัยกรรมมีแค่นี้เหรอครับ แล้วทำไมพี่ๆผมถึงไม่ได้อะไรเลยล่ะครับ”

“พ่อคงเห็นว่าพี่กับพรได้บ้านไปแล้วตอนแต่งงาน แล้วก็ยังได้เปอร์เซ็นต์จากตลาดแล้วก็โรงงานทอผ้าของแม่อีก ก็เลยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ให้น่ะเพรียว”

“พ่ออาจจะเห็นลูกชายสำคัญกว่าลูกสาว แต่ผมเห็นว่าลูกทุกคนสำคัญเท่าๆกัน เอางี้ละกัน คุณทนายครับ พอผมได้เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อไหร่ ผมจะโอนเงินสองในสามเข้าบัญชีพี่พินกับพี่พร”

ยุพินกับสายพรไม่อยากเชื่อหู มองเขม็งมาที่น้องชาย

“คุณทนายช่วยจัดการให้ด้วยนะครับ ส่วนเรื่องที่ดิน พี่อยากได้แปลงไหนก็เลือกเอาละกัน”

แม่กับพี่ๆ และแม้แต่ทนายก็อึ้งกันไปหมด ไม่มีใครคิดว่าเพรียวจะใจกว้างถึงขนาดโอนเงินเป็นร้อยๆล้านให้พี่สาวง่ายดายขนาดนี้ แต่ถมลำเอียงรักและห่วงเพรียวมากกว่าจึงท้วงขึ้นทันที

“โอ๊ย ไม่ต้องหรอกลูก นังสองคนนี้ยังไงก็ต้องได้เงินส่วนของแม่แล้วก็โรงงานทอผ้าอยู่แล้ว เพรียวไม่ต้องห่วงพี่เค้าหรอก”

“แม่ให้พี่เค้ามันก็สมควรแล้วล่ะครับ เพราะพี่เค้าช่วยงานแม่มากกว่าผม แต่นี่เป็นมรดกในส่วนของพ่อ ผมก็อยากให้พี่เค้าได้ส่วนแบ่งเหมือนกันครับ”

เสร็จเรื่อง เพรียวเดินออกมาจากบ้าน โดยมีสายพรสีหน้าไม่ค่อยสบายใจเดินตามออกมาเรียก


“เดี๋ยวเพรียว พี่มีเรื่องอยากจะคุยด้วยหน่อย”

“ว่าไงครับพี่พร”

“แกไม่ต้องทำอย่างงี้ก็ได้นะ พ่อเค้าตั้งใจจะยกให้แกอยู่แล้ว”

“ผมก็ตั้งใจจะให้พี่กับพี่พินเหมือนกัน”

“แล้วเพรียวไม่เสียดายเหรอ เงินเป็นร้อยๆล้านเชียวนะ”

“เสียดาย...แต่เราเป็นพี่น้องกันนะพี่ เลือดข้นกว่าน้ำ แล้วก็ข้นกว่าเงินในแบงก์ด้วย ผมไม่อยากให้พี่เกลียดผมจนตายเพราะเงินตัวเดียว”

สายพรน้ำตาคลอซึ้งใจน้อง พูดออกมาเสียงเครือๆ “ถึงพี่จะอิจฉาแก แต่ก็ไม่เคยเกลียดแกนะเพรียว”

“เสียฟอร์มพี่พรหมดเลย...ผมแบ่งมรดกให้ก็ยังกัดยังแขวะผมได้เหมือนเดิมนะพี่ ไม่งั้นรู้สึกแปลกๆ เหมือนไม่ได้กลับบ้านมาเจอพี่พร” โดนน้องชายแซว สายพรขำทั้งน้ำตา เพรียวย้ำอีกว่า “เราเป็นพี่น้องกัน มีกันอยู่แค่สามคน

เท่านี้ สุขสบายคนเดียวมันไม่สุขสุดๆเท่าเราสุขพร้อมกันหมดทุกคนหรอกครับ”

คราวนี้สายพรตื้นตันถึงกับดึงตัวน้องชายเข้ามากอด “ขอบใจมากนะเพรียว”

“ผมขอโทษที่เคยร้ายกาจใส่พวกพี่มาก่อน ผมรักพี่สองคนมากนะครับ”

สายพรน้ำตาไหลอย่างกลั้นไม่อยู่ กอดเพรียวแน่นขึ้นกว่าเดิม...

เมื่อปัญหาคาใจระหว่างสองพี่น้องถูกลบล้างจนหมดสิ้น นอกจากเจ้าตัวจะสบายใจกันแล้ว รัมภาก็พลอยยินดีไปกับเพรียวด้วย แล้วก็ดีใจที่เพรียวลดความเห็นแก่ตัวลงได้ แต่พอเจอกันจะเอ่ยชมก็กระดากปาก เพรียวเลยกระเซ้าว่า นึกไม่ออกหอมแก้มแทนก็ได้

“หน็อย...มันน่าชมมั้ยเนี่ย” รัมภาไม่พูดเปล่า ดัน ประตูรถกระแทกเพรียวจนร้องโอ๊ย

“รุนแรงจังเลย ผมเพิ่งเสียเงินไปสามร้อยกว่าล้าน ไม่สงสารกันมั่งรึไง เสียดายแทบร้องไห้”

“ก็แล้วให้ไปทำไมล่ะ”

“ก็มันไม่แฟร์ ผมต้องบังคับจิตใจตัวเองแทบแย่ให้ทำในสิ่งที่ควรทำมากกว่าสิ่งที่อยากทำ นี่ยังเสียดายไม่หายเลย”

“แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฉันว่านายคงแยกไม่ออกหรอกมั้งว่าอะไรควรทำ อะไรอยากทำ”

“นั่นสิ ไม่ควรรู้จักกับคุณเลย ไม่งั้นเป็นเศรษฐีไปแล้ว”

เสียงโทรศัพท์มือถือของเพรียวดังขัดจังหวะ เพรียวมีสองเครื่องหยิบสีดำออกมาดู แต่ไม่ใช่ ก็เลยหยิบสีชมพูขึ้นมาแทน แล้วบอกรัมภาว่า เต็มตาโทร.มา

“แล้วมาบอกฉันทำไม ก็รับไปสิ กิ๊กเก่านายไม่ใช่เหรอ”

“เค้าไม่ได้โทร.หาผม นี่มันเบอร์ของพิมมาลา”

“ชมพูเชียวนะยะ อยากใช้มานานแล้วสิ”

“บ้า...รู้ทัน” เพรียวแกล้งทำสะดิ้งอย่างผู้หญิงก่อนกดรับสาย...

แล้วค่ำนั้นเอง พิมมาลาก็ไปพบเต็มตาตามนัด เต็มตาดูซูบๆ หน้าตาก็เคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด

“ขอบใจเธอมากนะพิม ที่ยอมออกมาเจอฉัน”

“ไม่ต้องขอบใจหรอก ฉันบอกเธอแล้วไง ว่ามีปัญหาอะไรก็บอกฉันกับเพรียวได้ตลอดเวลา”

“ฉันจะกล้าบอกเพรียวได้ยังไง ฉันทำกับเค้าไว้เยอะ ถ้ายังไปขอความช่วยเหลือจากเค้าอีก ก็ไม่มียางอายแล้วล่ะ”

“คิดมากน่าเต็ม...ว่าแต่เต็มมีปัญหาอะไรเหรอ”

“มีคนไปรู้เรื่องว่าฉันป่วยเป็นอะไรแล้ว ฉันก็เลยไม่อยากอยู่ที่บ้าน กลัวพ่อกับพี่ๆน้องๆจะเดือดร้อนไปด้วย ฉันเลยย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ แต่ตอนนี้ยังหางานไม่ได้เลย เงินเก็บมันก็เริ่มร่อยหรอไปทุกทีแล้ว...เอ่อ...คือฉัน...” เต็มตาอึกๆอักๆ พิมมาลาเดาออกว่าเต็มตากระดากอายเลยรีบออกปากเสียเองว่า

“ฉันให้เธอยืมเงินไปหมุนก่อนได้นะ เธอต้องการเท่าไหร่ล่ะ”

“ห้าพันก็พอ”

พิมมาลานิ่งไป อดคิดไม่ได้ว่าเงินห้าพันเมื่อก่อนยังซื้อเสื้อผ้าชุดเดียวของเต็มตาไม่ได้เลย

“ขอบใจมากนะพิม เดี๋ยวฉันได้งานเมื่อไหร่จะรีบใช้คืนเธอทันทีเลย”

“จ้ะ ถ้าเธอไม่พอก็บอกฉันได้นะ ช่วงนี้ฉันพอมีเงิน”

“ขอบใจเธอจริงๆ ฉันจะไม่ลืมบุญคุณเธอเลย”

“ไม่เป็นไร ฉันเองก็อยากช่วยเธอนะเต็ม เจ็บป่วยแบบนี้เธออยู่ตัวคนเดียวคงลำบากมากสินะ”

“เรื่องโรคภัยมันก็ไม่เท่าไหร่หรอก แต่การอยู่ร่วมกับคนอื่นน่ะสิ ถ้าทุกคนเค้าเข้าใจและไม่รังเกียจฉันเหมือนเธอ ก็คงดีนะพิม”

พิมมาลามองเต็มด้วยสายตาสงสารเห็นใจ พอกลับถึงห้องพักกลายเป็นเพรียว เขาเอาโฉนดที่ดินของพ่อที่ยกให้มานั่งก้มหน้าก้มตาอ่าน ไม่สนใจรัมภาที่เดินนวยนาดในชุดสวยงามอลังการอยู่ด้านหลัง

“อ่านอะไรของนาย ไม่พูดไม่จา”

“โฉนดที่ดินที่พ่อให้ผมน่ะสิ ผมอยากรู้ว่ามันมีที่ไหนบ้าง”

“แล้วจะรู้ไปทำไม”

“อ่านใจผมได้ไม่ใช่เหรอ ลองอ่านดูซิ”

“อ๋อ นี่กล้าท้าฉันเหรอ...ได้” รัมภาเดินวนรอบตัวเพรียวช้าๆ สีหน้าเริ่มบึ้งตึงกว่าเดิม “ไปบวชมาหน่อยเดียว รู้จักทำจิตให้ว่างเป็นด้วยนะ ฉันยอมแพ้ก็ได้ย่ะ อ่านไม่ออก”

“นานๆจะได้ยินคำพูดนี้จากปากคุณซะที ก็ไม่มีอะไร ผมเห็นเต็มเค้าน่าสงสาร แล้วก็คงมีคนแบบเต็มอีกเยอะแยะ ผมก็เลยอยากจะตั้งสถานสงเคราะห์สำหรับคนที่ป่วยโรคนี้ พวกเค้าจะได้มาอยู่รวมกัน คนมีปัญหาเหมือนกันมาอยู่รวมกันก็คงสบายใจขึ้น แล้วค่อยหากิจกรรมให้พวกเค้าทำหารายได้เสริมไป”

“เฮ้อ ไม่น่าเชื่อจริงๆนะเนี่ย ว่าจากคนฉลาดแกมโกง เห็นแก่ตัว กลายเป็นคนรู้จักให้ ทำเพื่อคนอื่นไปซะได้”

“ขอบคุณครับ” เพรียวอุตส่าห์ยืดอกรับคำชม แต่กลายเป็นว่ารัมภาไม่ได้ชมเขา แต่ชมตัวเองที่ทำคอร์สดัดสันดานได้ผลดีเกินคาดต่างหาก

ooooooo

เช้าวันนี้มีนัดจะไปทำบุญกับน้ำนวลและฟ้างาม แต่แวนอาการไม่ค่อยดี วิงเวียนปวดศีรษะแทบเดินไม่ไหว แต่เขาไม่ยอมบอกความจริงกับน้ำนวล หลอกว่าท้องเสียถ่ายจนอ่อนเพลียขอนอนพักอยู่กับบ้าน

น้ำนวลเป็นห่วงเขามาก แต่จะผิดนัดกับน้าสาวก็ไม่ได้ จึงออกจากบ้านไปทั้งๆที่ยังกังวล ส่วนแวนก็เป็นห่วงน้ำนวลมากเหมือนกัน เพราะเธอกำลังท้อง จึงโทร.ไปขอร้องเพรียวให้ไปแทนตน

“ให้ผมไปแทน ทำไมล่ะครับ”

“ผมมีธุระสำคัญต้องไปทำน่ะครับ ผมเป็นห่วงน้ำ พี่เพรียวช่วยตามไปเป็นเพื่อนน้ำได้ไหมครับ ตั้งแต่น้ำปวดท้องคราวก่อน ผมก็กลัวไปหมด ถ้าเป็นไปได้ไม่อยากให้น้ำอยู่คนเดียวเลยครับ ถึงจะไปกับน้างาม ผมก็ห่วงว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นน้างามจะช่วยน้ำไม่ไหว บอกตรงๆนะครับผมไว้ใจพี่มากที่สุด”

“ก็ได้ครับคุณแวน เดี๋ยวผมไปเอง”

“อย่าบอกน้ำว่าผมขอให้พี่ไปประกบ ทำเป็นเจอโดยบังเอิญนะครับ...ครับพี่ ขอบคุณมากครับพี่เพรียว”

เพรียวทำตามคำขอของแวน ทำทีไปเจอน้ำนวลกับฟ้างามที่วัดโดยบังเอิญ แล้วก็นั่งฟังหลวงลุงเทศน์ด้วยกันกับชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่ง ระหว่างนี้เองน้ำนวลมีอาการวิงเวียน ซึ่งเธอบอกฟ้างามว่าสงสัยจะนั่งรถมานานแล้วมาเจอกลิ่นธูปอีก

“คนท้องคนไส้ก็อย่างงี้แหละ หนูน้ำออกไปเดินรับลมข้างนอกก่อนสิจ๊ะ เผื่อจะดีขึ้น...เพรียวช่วยไปเป็นเพื่อนหนูน้ำหน่อยสิ”

เพรียวหน้าเสีย ไม่ค่อยอยากอยู่ใกล้น้ำนวลมากเกินไป แต่พอน้ำนวลเดินออกไปด้วยท่าทีพะอืดพะอม เพรียวเป็นห่วงก็เลยต้องรีบตามเธอออกไป เพรียวเดินไปหยุดใกล้ๆ ใจนึงอยากจะช่วยลูบหลังน้ำนวลที่กำลังอาเจียน แต่อีกใจก็สั่งให้เพรียวชักมือกลับมา

“เป็นยังไงบ้างครับคุณน้ำ”

“ค่อยยังชั่วขึ้นแล้วค่ะ กลับเข้าไปหาน้างามเถอะค่ะ” เธอรีบเดินนำไปทันที เพรียวได้แต่ถอนใจหนักๆออกมา

ก่อนเดินตามไปห่างๆ

ทางด้านแวนที่รู้สึกตัวเองอาการไม่สู้ดี เขาตัดสินใจไปหาหมอที่โรงพยาบาล และอยู่รอฟังผลเอกซเรย์ด้วยความกระวนกระวายใจ

“ว่าไงครับหมอ อาการผมทรุดลงรึเปล่าครับ”

“ไม่หรอกครับ น่าจะเป็นผลมาจากความเครียดมากกว่า ก็เลยทำให้คุณปวดหัวมาก ขอโทษนะครับ พักนี้มีปัญหาอะไรรึเปล่าครับ”

“ก็มีบ้างครับ แต่มันจบไปแล้วล่ะครับ หมอครับ ผมจะยังไม่ตายใช่มั้ยครับ”

“โอ๊ย ไม่ตายหรอกครับคุณแวน ถ้าคุณแวนปฏิบัติตัวเคร่งครัดตามที่หมอแนะนำ ดูแลรักษาสุขภาพดีๆอย่าเครียด หลีกเลี่ยงที่จะถูกกระทบกระเทือนแรงๆ อยู่ได้จนแก่โน่นล่ะครับ”

“ได้อย่างงั้นก็ดีครับหมอ ผมห่วงทั้งลูกทั้งภรรยา น้ำเค้าเสียสละเพื่อผมมามากแล้วนะครับ ถ้าเค้าต้องกลายเป็นม่ายเลี้ยงลูกคนเดียวตั้งแต่อายุเท่านี้ ผมคงตายตาไม่หลับ”

ooooooo

เสร็จจากทำบุญ เพรียวพาสองน้าหลานไปที่รีสอร์ตเก่าแห่งหนึ่ง ซึ่งเพรียวตั้งใจจะปรับปรุงดัดแปลงที่นี่เป็นศูนย์พักฟื้นสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี

“มันจะไม่ลงทุนสูงไปหน่อยเหรอ” ฟ้างามติงขึ้นมา

“เรื่องสถานที่ตัดปัญหาไปได้ ไม่ต้องซื้อครับ รีสอร์ตนี้มีคนเอามาใช้หนี้พ่อผม ตอนนี้ตกเป็นของผมแล้ว เพียงแต่ลงทุนดัดแปลงอีกนิดหน่อย ตอนแรกผมตั้งใจจะทำเอง แต่คิดๆ ดูถ้าชวนพวกเรามาร่วมทำบุญด้วยกันน่าจะดีกว่า”

“ฉันเห็นด้วยนะ ให้เซนซูยาออกหน้าก็แล้วกัน จะได้มีกิจกรรมเพื่อสังคมต่อเนื่องหน่อย”

“ขอบคุณมากครับคุณฟ้างาม”

“ขอฉันเดินดูรอบๆหน่อยนะ”

“ตามสบายเลยครับ”

ฟ้างามเดินไปสำรวจอีกด้าน ในขณะที่น้ำนวลยิ่งดูก็ยิ่งชอบ บอกว่าที่นี่บรรยากาศดีมาก ถ้าโครงการพี่เพรียวเสร็จเมื่อไหร่ ตนกับแวนอาจจะขอมาเป็นอาสาสมัครเฝ้าที่นี่ให้

“แล้วงานที่เซนซูยาล่ะครับ”

“น้ำกะว่าถ้าคลอดเมื่อไหร่จะลาออกค่ะ”

“อะไรนะครับ”

“พี่เพรียวอย่าเพิ่งบอกน้างามนะคะ คือคุณหมอเคยแนะนำว่าแวนควรจะอยู่ในที่อากาศดีๆ แล้วก็ไม่มีสภาพแวดล้อมที่ทำให้เครียดง่าย ถ้าน้ำยังทำงานก็ต้องมีปัญหาเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้แก้อยู่ตลอด แวนก็ต้องกังวลไปกับน้ำด้วย น้ำก็เลยอยากเสียสละเพื่อแวนบ้าง”

“แต่คุณน้ำรักเซนซูยาแล้วก็รักงานมากนะครับ แล้วคุณน้ำจะยอมทิ้งทุกอย่างเลยเหรอ”

“ค่ะ น้ำรักงาน แต่น้ำก็ต้องทำหน้าที่ภรรยาที่ดีที่สุดเพื่อแวนด้วย ถึงเวลาที่น้ำต้องเลือกแล้ว...แวนสำคัญกว่างานค่ะ”

เพรียวซึมลงทันที ทั้งที่พยายามตัดใจแล้ว แต่ก็ยังเจ็บแปลบอย่างบอกไม่ถูก

ooooooo

กลับถึงบ้านในตอนค่ำ น้ำนวลเล่าเรื่องโครงการของเพรียวให้แวนฟัง แวนชื่นชมเพรียว และไม่วายตำหนิตัวเองว่า “แวนไม่เห็นเคยคิดทำอะไรให้ใครแบบนี้เลย”

“ทำบุญกับน้ำคนเดียวก็พอแล้วจ้ะ แล้วท้องเสียเป็น

ยังไงมั่ง”

แวนปั้นยิ้มบอกว่าหายดีแล้ว น้ำนวลขยับเข้ามาใกล้จับมือแวนก่อนบอกความตั้งใจที่จะลาออกจากงาน...แทนที่แวนจะดีใจกลับมีสีหน้าตกใจ

“น้ำอยากมีเวลาดูแลแวนมากกว่านี้ ถ้าน้ำยังทำงานอยู่ก็คงทำได้ไม่เต็มที่ แล้วคุณหมอก็บอกว่า...”

“เลิกเอาหมอมาอ้างซะทีเถอะน้ำ หมอเค้าก็พูดไปตามหลักวิชาการ แต่น้ำเคยถามแวนบ้างมั้ยว่าแวนรู้สึกยังไง” แวนสวนขึ้นมาเสียงดุดันจนน้ำนวลหน้าเสีย “ทุกวันนี้แวนก็เหมือนคนไร้ค่า หายใจทิ้งไปวันๆ ดีแต่ว่ามีเงินก็เลยไม่ถูกว่าเกาะเมียกิน ถ้าน้ำต้องออกจากงานเพื่อมาดูแลแวนอีก ก็เท่ากับแวนเป็นตัวถ่วงความเจริญของน้ำ แล้วศักดิ์ศรีของแวนมันจะเหลืออะไร”

“น้ำไม่เคยคิดอย่างนั้นเลยนะแวน”

“แต่แวนคิด แวนรู้ว่าน้ำรักงาน รักเซนซูยามากขนาดไหน ถ้าแวนเป็นต้นเหตุให้น้ำต้องทิ้งสิ่งที่น้ำรักมาอีก แวนจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองเลย น้ำอย่าทำให้แวนต้องเกลียดตัวเองไปมากกว่านี้เลยนะ”

“น้ำขอโทษนะแวน น้ำมัวแต่คิดแทนแวน ไม่เคยถามความรู้สึกของแวนเลย”

“แวนก็ต้องขอโทษน้ำเหมือนกันที่ทำให้เป็นห่วง

ต่อไปแวนจะดูแลสุขภาพแล้วก็ใส่ใจตัวเองมากกว่าเดิม น้ำจะได้ไม่ต้องเสียสละเพื่อแวนมากไปกว่านี้”

ทั้งคู่กอดกันแน่นน้ำตาคลอ ปรับความเข้าใจกันได้ในที่สุด...

ค่ำคืนเดียวกันที่คอนโดฯเมลานี นันท์มาส่งข่าวว่าอนุศรเตรียมให้แม่ที่อเมริกาเป็นพยานในศาลเรื่องที่มานิดายื่นคัดค้านพินัยกรรมของศรสิทธิ์

“อีกวันสองวันป้าใหญ่ก็คงเดินทางมาถึง คราวนี้ฝันของป้าพังทลายแน่”

“มันจะมาทำไมเอาตอนนี้ หายไปเป็นสิบๆปี ขนาดคุณสิทธิ์ตายยังไม่ยอมโผล่หัวมาเลย”

“ก็เค้าแม่ลูกกัน แม่ก็ต้องมาช่วยลูกอยู่แล้ว ที่สำคัญก็คงอยากแก้แค้นป้าด้วยล่ะ”

มานิดาเคร่งเครียด พอเห็นเมลานีเปิดประตูห้องเข้ามาก็รีบลุกไปหาอย่างร้อนใจ อ้าปากจะเล่าให้ฟัง แต่เมลานีกลับพูดสวนขึ้นว่า

“เรื่องมรดกอีกใช่ไหมคะแม่ พอเถอะค่ะแม่ เมเหนื่อยกับเรื่องนี้มาพอแล้ว ที่จริงตอนนี้ถึงเราจะไม่สุขสบายอู้ฟู่เหมือนเมื่อก่อน แต่ก็พออยู่กันได้ จบเรื่องนี้ซะทีเถอะค่ะ”

“แกจะมาอ่อนแอยอมพวกมันง่ายๆอย่างนี้ไม่ได้นะเม ฉันทำทุกอย่างก็เพื่อแกนะ”

“ถ้าแม่ทำเพื่อเมจริง แล้วทำไมไม่หยุดล่ะคะ เมเพิ่งไปสมัครเรียนใหม่ จบเมื่อไหร่เมจะทำงานเลี้ยงแม่เอง” พูดจบเมลานีเดินกลับเข้าห้องนอนทันที มานิดาด่าตามหลังด้วยความโมโห

“เงินเดือนไม่กี่พันมันจะพอยาไส้อะไร อย่าโง่ไปหน่อยเลย”

นันท์เห็นด้วยว่าเมลานีโง่ แล้วทำทีแนะนำมานิดาว่ายังพอมีหนทาง และถ้าแผนนี้สำเร็จ ตนขอทุกอย่างที่เมลานีจะได้ครึ่งนึง

“ครึ่งนึง แกเองก็มีเงินตั้งเยอะแยะ ยังจะมารีดเลือดเอากับปูอีกเหรอ”

“โธ่ป้า เงินได้มาง่ายมันก็หมดไปง่าย...ตามใจ งั้นป้าก็เตรียมชวดมรดกไปเถอะ”

นันท์ลุกขึ้นทำท่าจะไป มานิดาไม่มีทางเลือกเลยต้องง้อ เรียกนันท์มาคุยกันให้รู้เรื่อง

“ตกลงตามข้อเสนอผมก่อน มรดกส่วนที่เมจะได้หารสองกับผม”

“โอเค...แล้วแกมีแผนการยังไง”

นันท์แสยะยิ้มร้าย สายตาดุดันเหี้ยมเกรียม!

ooooooo

เย็นวันหนึ่งเพรียวฉายเดี่ยวไปงานแต่งอินทุพร อดีตคนเคยรัก ทั้งคู่มีโอกาสพูดคุยอโหสิกรรมกับเรื่องราวที่ผ่านมา แล้วในงานนี้เองเพียวยังได้เจอดารณีกิ๊กเก่าอีกคนที่ควงมากับทศกรด้วย

“ก็อย่างที่แกเห็นน่ะแหละ พอคุณมานิดากระเด็นออกไป ชีวิตฉันก็ดิ่งตาม เซ็งๆก็เลยไปเที่ยวออสเตรเลีย แล้วก็เจอกับดาเข้าพอดี” ทศกรบอกเล่า

“เราคุยกันหลายเรื่องค่ะพี่เพรียว บางอย่างสมัยก่อนก็ไม่กล้าพูดกัน พอได้เปิดใจคุยกันถึงได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เราก็เลยตัดสินใจลองกลับมาคบกันอีกครั้ง” ดารณีเสริมขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม

“ดีแล้วล่ะ ผมดีใจจริงๆนะ ที่เห็นพี่กับดาลงเอยกันได้”

“ไหนๆเจอแกที่นี่ก็ดีแล้ว ฉันจะได้ไม่ต้องไปบอกแกที่บริษัท คือฉันตั้งใจจะลาออกจากเซนซูยาแล้วไปช่วยดาเค้าดูแลร้านอาหารที่ออสเตรเลีย”

“จริงเหรอพี่”

“ฉันมันทำตัวเองจนอนาคตในเซนซูยาไม่เหลือแล้วจะอยู่ต่อไปเพื่ออะไรวะ แต่ยังไงฉันก็อยากจะขอบใจแกนะ

ถึงแกจะไม่พูดแต่ฉันก็รู้ว่าแกช่วยเหลือฉันไว้หลายเรื่องเหมือนกัน”

“ไม่เป็นไรหรอกพี่ ยังไงเราก็รุ่นพี่รุ่นน้องกัน เอ่อ แล้วพี่หาทำเลเปิดร้านอาหารได้แล้วเหรอ”

“ก็ร้านที่ดาเป็นผู้จัดการอยู่นั่นแหละค่ะ คุณลุงเจ้าของร้านเค้าอยากกลับมาอยู่เมืองไทยกับลูก  ก็เลยขายต่อให้ถูกๆ คุณแม่พี่ทศท่านเลยให้ยืมเงินมาลงทุน ถ้าพี่เพรียวไปเที่ยวซิดนีย์เมื่อไหร่ อย่าลืมแวะไปเยี่ยมพวกเราบ้างนะคะ”

“ไม่ต้องขัดเขินหรือเกรงใจเลยนะเพรียว เรื่องที่เคยขัดแย้งกัน ทิ้งมันเอาไว้ที่เมืองไทยให้หมด”

“คิดซะว่าเป็นกรรมที่เราเคยทำต่อกันมา ดาลืมมันไปหมดแล้วล่ะ”

“เอาสาวๆพกไปด้วยล่ะ อย่าให้เสียชื่อคาสโนว่า ได้ข่าวว่าช่วงนี้ฟอร์มตกไปเยอะไม่ใช่เหรอ อย่าโสดจนเพลิน ระวังฉันกับดามีลูกแซงหน้าไปก่อนล่ะ”

ดารณีตีแขนทศกรเบาๆด้วยความเขิน ทศกรก็ยิ่งกระหยิ่มยิ้มย่อง หวานกันเต็มที่ แต่เพรียวยิ้มแหยๆ ไม่รู้จะพูดอะไรดี วันนี้โดนทักเรื่องโสดเป็นหนที่สองแล้ว

กลับออกจากงานแต่งงานด้วยอาการเซ็งๆ เพรียวแวะไปนั่งละเลียดอาหารที่ร้านประจำ โดยมีรัมภานั่งคุยเป็นเพื่อน

“สนใจกันอยู่ได้ไอ้เรื่องไม่มีแฟนเนี่ย อยู่เป็นโสดคนเดียวมันผิดกฎหมายรึไงไม่ทราบ”

“ก็นายมันสร้างวีรกรรมไว้เยอะนี่ ใครจะเชื่อว่าน้ำหน้าอย่างนายจะทนเหงาอยู่ได้ เอางี้มั้ย ฉันแนะนำสาวสวยให้”

“คุณเหรอจะใจดีขนาดนั้น ถ้าไม่ใช่นางฟ้ามหาประลัยอย่างคุณ ก็ต้องเป็นพวกกินรี ยักษ์ หรือไม่ก็จำพวกครึ่งบนเป็นคนครึ่งล่างเป็นปลาอะไรซักอย่างแหละ”

“เป็นคนแท้ๆย่ะ จะเอามั้ย”

“ไม่ล่ะ ผมอยู่คนเดียวอย่างงี้ก็สบายดีอยู่แล้ว ไม่เห็นอยากจะมีใครเลย”

“เหรอ ฉันแนะนำว่าสั่งน้ำใบบัวบกมาเพิ่มอีกซักแก้วจะดีกว่านะ”

“ไม่ชอบกิน”

“แน่ใจ?” รัมภาหันมองไปทางประตู เพรียวมองตามก็ต้องตกใจเมื่อเห็นข่ายแก้วควงแฟนเข้ามาในร้าน

“อยู่เมืองจีนไม่ใช่เหรอ มาได้ไงวะ...ฝีมือคุณรึเปล่าเนี่ยรัมภา”

เพรียวบ่นพร้อมกับเบี่ยงหน้าหลบไม่ให้ข่ายแก้ว

เห็น ก็เลยไม่เห็นน้ำนวลกับแวนที่เดินเข้ามาและเลยเข้าไป ด้านใน

“มันเป็นวิบากกรรมของนายที่ต้องเจออยู่แล้ว แต่ฉันแค่ช่วยจัดคิวให้ใหม่เพื่อความสะใจเท่านั้นเอง”

เพรียวเจ็บใจมาก ลุกพรวดขึ้นยืน รัมภาถามทันทีว่าจะไปไหน?


“ก็ไปแปลงกายเป็นพิมมาลาน่ะสิ วันนี้นายเพรียวทนเสียฟอร์มต่อไปไม่ไหวแล้ว ถ้าผมโดนถามเรื่องทำไมไม่มีแฟนอีกครั้งเดียว ผมคงกระอักเลือดตายคาที่”

เพรียวเดินตัวลีบไปเข้าห้องน้ำ โดยไม่ทันสังเกตว่าน้ำนวลเดินตามหลังมาเข้าห้องน้ำเช่นกัน น้ำนวลเพิ่งเห็นเพรียวตอนเลี้ยวเข้าห้องน้ำชายไป  กะว่าจะรอทักทายสักหน่อย แต่กลายเป็นว่าเห็นพิมมาลาเดินออกมา น้ำนวลถึงกับยืนอึ้ง งงเป็นไก่ตา
แตก

พอพิมมาลากลับเข้ามาในร้านอาหาร ข่ายแก้วเห็นเข้าก็รีบลุกมาทักด้วยท่าทีตื่นเต้น

“ดีใจจังเลยได้เจอพิมอีก แล้วนี่กลับมาเมืองไทยตั้งแต่เมื่อไหร่จ๊ะ”

“พิมก็ไปๆมาๆน่ะค่ะ เอ่อ แล้วพี่ข่ายล่ะคะ เห็นว่าต้องอยู่ที่จีนอีกหลายเดือนไม่ใช่เหรอคะ ทำไมกลับมาเร็วนักล่ะ”

“พอดีพี่กลับมาทำธุระนิดหน่อยน่ะจ้ะ”

น้ำนวลเดินกลับมามองหาพิมมาลา เป็นจังหวะเดียวกับที่ข่ายแก้วจูงพิมมาลาไปนั่งที่โต๊ะในสุด น้ำนวลจึงมองหาไม่เห็น

“แล้วพิมล่ะจ๊ะ ตอนนี้มีใครรึยัง” ข่ายแก้วชวนคุย

“พิมก็อยู่คนเดียวเหมือนเดิมแหละ”

“สวยๆอย่างพิมอยู่เป็นโสดได้ยังไง ไม่เหงาเหรอ ระวังนะจ๊ะ เลือกนักมักได้แร่”

พิมมาลาเซ็งสุดๆ อุตส่าห์แปลงร่างแล้วก็ไม่พ้นคำถามนี้ซะที ฝ่ายน้ำนวลเมื่อหาพิมมาลาไม่เจอก็เดินกลับออกไปมองหาแถวหน้าร้าน ทันใดก็เห็นพิมมาลาเดินบ่นออกมา


“มันฤดูเลือกคู่รึไงเนี่ย มาสวีตให้อิจฉาแล้วยังจะถามเรื่องแฟนอยู่ได้ ยัยรัมภาจอมจัดฉาก ฝากไว้ก่อนเถอะ”

น้ำนวลตั้งใจว่าจะเข้าไปทัก แต่พอพิมมาลาเดินผ่านพุ่มไม้แล้วโผล่ออกมาอีกทีก็กลายเป็นเพรียวไปแล้ว

“น้ำ...จะไปไหน” เสียงแวนดังขึ้นทำให้น้ำนวลชะงักกึก ส่วนเพรียวตกใจหันขวับมาทันที

“อ้าวพี่เพรียว มาได้ยังไงครับเนี่ย”

เพรียวไม่ได้สนใจแวนสักเท่าไหร่ อึกๆอักๆถามน้ำนวลว่าเห็นอะไรบ้าง น้ำนวลตอบเหมือนรำพึงว่า “พี่พิม” เพรียวใจหล่นวูบ ยกสองมือกุมหน้า พูดพึมพำ “ตายแน่ๆกู”

“พี่พิมหายไปไหนแล้วคะ”

คำถามของน้ำนวลทำให้เพรียวฉุกคิด น้ำนวลอาจไม่เห็นตอนแปลงร่างก็ได้ รีบลดมือลง ปั้นหน้าสู้

“อ้าว นี่พิมก็มาเหรอ พี่ไม่ยักเห็น พี่มีธุระ แล้วค่อยคุยกันนะ” เพรียวตัดบทแล้วชิ่งหนีไปเลย

แวนเห็นน้ำนวลยังยืนอึ้ง หน้าตางงๆ ถามเธอว่ามีอะไรหรือเปล่า น้ำนวลไม่ตอบแต่ชวนแวนกลับเข้าไปในร้าน ทั้งๆที่ยังติดใจสงสัยไม่คลาย...

เพรียวรีบร้อนไปขึ้นรถ เจอรัมภาก็เลยต่อว่ายกใหญ่ เหมาว่าเป็นฝีมือรัมภาทั้งหมด

“เรื่องอื่นน่ะใช่ แต่เรื่องหนูน้ำ ภาเปล่านา...เค้ามาเอง”

“คุณน้ำเห็นอะไรมากน้อยแค่ไหนก็ไม่รู้”

“อย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก ฉันจะไม่ยอมให้นายเป็นพิมมาลาได้ตามใจชอบอีกต่อไปแล้ว ฉันไม่ควรใจอ่อนหลวมตัวทำผิดร่วมกับนายเลยจริงๆ”

“เราทำเพื่อช่วยคนที่เราสองคนรักต่างหาก”

“ฉันไม่ใช่คน ถ้าเกิดเรื่องสุ่มเสี่ยงยังงี้ขึ้นอีก เลิกมาอ้างว่าต้องเป็นพิมมาลาเพื่ออยู่ดูแลหนูน้ำตอนกำลังท้องได้เลย ฉันจะอุดหูไม่ฟัง แล้วลากนายไปสวนขวัญทันที เข้าใจมั้ย”
รัมภาจิ้มหัวเพรียวไสไปกระแทกกระจกหน้าต่างรถ เจ็บจนร้องโอ๊ย!

ooooooo

สายๆวันรุ่งขึ้น น้ำนวลกับแวนเห็นเมลานีเข้ามาในเซนซูยา สองคนแอบตามไปเงียบๆ และซุ่มฟังเธอคุยกับอนุศรในร้านกาแฟภายในห้างนั่นเอง

“พี่นูต้องเชื่อเมนะ เมไม่โกหกพี่หรอก พี่นันท์ต้องคิดวางแผนเล่นงานพี่อยู่แน่ๆ”

“แล้วเมมาบอกพี่ทำไม”

“ก็เราเป็นพี่น้องกัน เมไม่อยากเห็นพี่นูได้รับอันตราย”

“นี่เมยังนับพี่เป็นญาติอยู่อีกเหรอ”

“เมยอมรับว่าเมผิด แต่พี่นูคิดว่าเมมีทางเลือกมากนักเหรอ แล้วทุกวันนี้เมก็พยายามชดใช้ความผิดของตัวเองอยู่ จะไม่มีใครยอมให้โอกาสเมบ้างเลยรึไง”

“ทุกคนเคยให้โอกาสเมกับแม่เมมามากเกินไปแล้ว”

“โอเค พี่นูจะคิดยังไงก็ตามใจ เมถือว่าเมได้เตือนพี่แล้ว เชื่อไม่เชื่อก็สุดแล้วแต่พี่เถอะ”

“บอกแม่เมด้วยนะ ว่าจะใช้วิธีไหนก็ไม่มีทางได้อะไรเพิ่มขึ้นหรอก ทางที่ดีถอนฟ้องซะเถอะ”

“ทั้งพี่นูทั้งแม่ก็คิดแต่เรื่องเงิน เมจะบอกอะไรให้นะว่าเมไม่อยากได้เงินพวกนั้นแล้ว ต่อให้เอามากองตรงหน้า เมก็ไม่เอา” เมลานีกล่าวทิ้งท้ายก่อนเดินออกไป อนุศรมองตามส่ายหน้าไม่เชื่อ

อย่าว่าแต่อนุศรไม่เชื่อเลย ขนาดเพรียวพอรู้จากน้ำนวลที่โทร.มาเล่าให้ฟังก็ยังมีอาการลังเล

“คุณเมเนี่ยนะครับ บอกว่าเอาเงินมากองตรงหน้าก็ไม่สน”

“ค่ะ ถ้าน้ำไม่ได้ยินกับหู ก็คงไม่อยากเชื่อเหมือนกัน ที่จริงพี่นูน่าจะฟังคำเตือนของเมไว้บ้าง”

“คุณนูคงระแวงกลัวจะตกหลุมพรางอีกน่ะสิครับ”

“ถ้าโลกนี้จะมีใครซักคนที่เปลี่ยนใจพี่นูได้ ก็คงจะมีแต่พี่พิมเท่านั้นล่ะค่ะ แต่พูดไปก็เท่านั้นล่ะ ไม่รู้จะไปตามตัวพี่พิมได้ที่ไหนเหมือนกัน อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด น้ำทำใจไว้แล้ว เอ่อ น้ำขอโทษนะคะ วันนี้วันหยุดพี่เพรียวไม่น่ารบกวนเลย งั้นแค่นี้ก่อนนะคะ”

เพรียววางสายแล้วเงยหน้ามองเพดานพูดลอยๆ  “พิมมาลา ต้องออกทำความดีอีกแล้วนะคุณรัมภา”

ooooooo

แล้วเย็นนั้นเอง พิมมาลาก็มาปรากฏตัวที่บ้านอนุศร แต่ต้องตกใจแทบช็อกเมื่อเห็นน้ำนวลนั่งหน้าตาบอกบุญไม่รับอยู่ในห้องโถง

“คุณน้ำมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ”

“น้ำควรจะเป็นฝ่ายถามพี่พิมมากกว่า”


พิมมาลาหน้าเสีย พอจะรู้แล้วว่าตนหลงกลน้ำนวล แต่ก็ถอยไม่ทันเสียแล้ว

“พี่นูไม่อยู่บ้านหรอกค่ะ น้ำเปลี่ยนนัดให้พี่นูไปพบลูกค้าแทนน้างาม...พี่พิมคะ น้ำรักพี่พิมมากนะคะ รักเหมือนเป็นพี่สาวแท้ๆของน้ำเลย ขนาดลูกในท้องของน้ำ น้ำก็ตั้งใจว่าถ้าเป็นผู้หญิงจะให้ชื่อเดียวกับพี่ พี่พิมรู้มั้ยคะว่าการถูกคนที่เรารักหลอกลวงมันเสียความรู้สึกมากแค่ไหน”

“พี่...พี่ไม่เคยหลอกคุณน้ำเลยนะคะ ที่ผ่านมาพี่ก็ดี กับคุณน้ำมาตลอด”

“น้ำทราบค่ะ พี่พิมไม่ใช่แค่ดีกับน้ำแต่ถือว่าเป็นผู้มีพระคุณกับน้ำด้วยซ้ำ น้ำถึงไม่เคยโกรธพี่พิมเลย แค่ผิดหวังและเสียใจมากเท่านั้นเอง”

“แรงยิ่งกว่าโกรธอีกนะคะ”

“พี่พิมมาคุยกับพี่นูเพราะรู้เรื่องจากพี่เพรียวใช่ไหมคะ น้ำเพิ่งคุยกับพี่เพรียวเมื่อตอนบ่าย ก็แสดงว่าพี่สองคนติดต่อถึงกันตลอด ปะติดปะต่อกับเหตุการณ์ที่ร้านอาหาร

วันก่อน แค่นี้น้ำก็รู้แล้วค่ะว่าอะไรเป็นอะไร”

พิมมาลาตกใจมาก หลับตาปี๋ หัวใจแทบหยุดเต้น

“พี่พิมกับพี่เพรียว...แอบคบกันอยู่ใช่ไหมคะ”

ไม่คาดฝันว่าความลับสวรรค์จะยังเป็นความลับ! เพรียวค่อยๆลืมตาด้วยความรู้สึกโล่งอก

“ทำไมคะ น้ำไม่เห็นว่ามันจะเสียหายตรงไหนเลย ทำไมพี่สองคนถึงต้องหลอกน้ำด้วย หลอกน้ำคนเดียวไม่พอ ยังหลอกพี่นูอีก รู้มั้ยคะว่าพี่นูน่าสงสารแค่ไหน”

“มันไม่ใช่อย่างที่คุณน้ำคิดนะคะ พี่กับเพรียวไม่มีทางเป็นแฟนกันได้หรอกค่ะ”

“ถึงขนาดนี้แล้วพี่พิมยังไม่ยอมรับอีกเหรอคะ ก็ได้ค่ะ ถ้าพี่สองคนกล้ามายืนยันกับน้ำพร้อมกัน น้ำก็จะเชื่อ”

“พี่กับเพรียว...พร้อมกัน?”

“ค่ะ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจกับน้ำ คืนนี้ทุ่มตรงน้ำจะรอพี่สองคนอยู่ที่ร้านประจำ หวังว่าน้ำคงจะได้เจอพี่พิมกับพี่เพรียวพร้อมกันทั้งสองคนนะคะ ถ้าไม่เป็นตามนั้น น้ำจะไม่ยอมพบหน้าพี่ทั้งสองคนอีกเลย”

น้ำนวลกล่าวหนักแน่นจริงจัง พิมมาลาหน้าซีดกลุ้มสุดๆ เข่าอ่อนทรุดลงทันทีที่น้ำนวลผละจากไป

“โธ่คุณน้ำ แล้วพี่จะแบ่งเซลล์ไปพบคุณน้ำพร้อมกันได้ยังไงล่ะครับ...เครียดโว้ย!”

ต่อมาเมื่อเพรียวกลับไปอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากรัมภา กลับเจอนางฟ้าแสนสวยตอกหน้าให้ว่า

“เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้เอาเอง นี่แหละบทลงโทษจากสวรรค์”

“ถ้าผมผิดคุณก็ต้องผิด เพราะคุณนั่นแหละเป็นคนเริ่มสาปผมก่อน”

“พูดอย่างนี้ แก้ปัญหาเอาเองเลย ฉันไปล่ะ”

เพรียวรีบต้อนหน้าต้อนหลัง เอ่ยปากขอโทษซ้ำไปซ้ำมา แต่รัมภาก็ยังเมินหน้าหนีท่าเดียว

“ถ้าคุณไม่ช่วย ผมจะบอกความจริงทั้งหมดที่คุณสาปผมให้คุณน้ำรู้เลย”

“ก็เรื่องของนายสิ”

“คุณรัมภา รอเดี๋ยวสิ ผมทำจริงๆนะ” เพรียวพยายามเว้าวอนเต็มที่ เดินตามรัมภาต้อยๆ

ooooooo

ใกล้ค่ำ  แวนกำลังจะออกจากสนามกอล์ฟพร้อม อนุศร พอรู้ว่าแวนนัดน้ำนวลที่ร้านอาหารเพื่อคุยธุระ บางอย่างกับพิมมาลาและเพรียว อนุศรอยากเจอ

พิมมาลาจึงอาสาขับรถพาแวนไป พอรถเคลื่อนตัว นันท์ซึ่งแอบจับตาทั้งคู่อยู่ก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทร.ออกทันที

ที่ร้านอาหารริมน้ำยามค่ำคืน น้ำนวลเลือกโต๊ะค่อนข้างเป็นส่วนตัว เธอนั่งรออยู่สักครู่เพรียวก็มาถึง

“แล้วพี่พิมล่ะคะ”

“เราจะไม่คุยกันตามลำพังก่อนเหรอครับคุณน้ำ”

“เราหมดเรื่องคุยกันตามลำพังไปนานแล้วล่ะค่ะ”

เพรียวลงนั่งหน้าจ๋อยๆ แล้วยิ่งซีดไปกันใหญ่เมื่อน้ำนวลบอกว่า

“เดี๋ยวแวนกับพี่นูจะตามมาสมทบนะคะ หวังว่าพี่พิมจะมาถึงก่อน”

“เรื่องที่ผมจะเล่าให้คุณน้ำฟังมันเหลือเชื่อมาก ผมแอบหวังว่าคุณน้ำจะเชื่อผมบ้าง แต่ถ้าเป็นคนอื่นไม่มีทางแน่ๆ”ป

“น้ำบอกแล้วไงคะ ถ้าพี่พิมกับพี่เพรียวกล้ามายืนยันพร้อมๆกันต่อหน้าน้ำ น้ำก็จะเชื่อทุกเรื่อง”

“แต่ผมไม่สามารถให้พิมมาลามายืนยันพร้อมกับผมได้หรอกครับคุณน้ำ”

“ทำไมล่ะคะ”

เพรียวกำลังจะพูดความจริง แต่ทันใดก็มีเหตุทำให้เขาชะงัก น้ำนวลเห็นรัมภาในชุดสีดำสนิท หน้าตาเศร้าหมอง ถือดอกไม้จันทน์เดินผ่านแล้วจางหายไป น้ำนวลมือเย็นเฉียบ ความหนาวเย็นแผ่ซ่านขึ้นมาจากก้นบึ้งของจิตใจ สัมผัสได้ว่า

รัมภาพยายามมาบอกอะไรตนสักอย่าง

เพรียวสงสัยหันมองตามแต่ไม่เห็นอะไร พอหันกลับมาก็พบว่าน้ำนวลเป็นลมหมดสติไปแล้ว เขาตกใจมากรีบอุ้มเธอมาที่รถจะพาไปโรงพยาบาล แต่เธอรู้สึกตัวขึ้นมาเสียก่อน แล้วเล่าให้เขาฟังอย่างใจคอไม่ดีว่า

“มันอาจจะดูไม่น่าเชื่อนะคะ แต่ตั้งแต่จำความได้น้ำเห็นผู้หญิงคนนึงมาตลอด น้ำไม่รู้เหมือนกันว่าเธอเป็นใคร แต่เธอเป็นคนสวยมาก แล้วก็ใจดีมากด้วย เธอชื่อรัมภา เธอมักจะมาหาน้ำ มาคุย มาเล่นกับน้ำ ทุกครั้งที่น้ำเจอเธอ เธอจะยิ้มแย้มแจ่มใส แต่งตัวสวยสดใส มีความสุขอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อกี้ที่น้ำเห็นเธอ เธอแต่งตัวเหมือนจะไปงานศพ หน้าตาก็เศร้าหมองแบบที่น้ำไม่เคยเห็นมาก่อน ต้องมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นแน่ๆ น้ำไม่สบายใจเลยค่ะ”

เพรียวอึ้ง สีหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ทราบดีว่าถ้ารัมภาทำแบบนี้ก็เหมือนมาเตือนว่าต้องมีการสูญเสียเกิดขึ้นแน่...

แล้วก็เป็นจริง รถอนุศรที่มีแวนนั่งมาด้วยถูกมือปืนไล่ยิงตกข้างทาง ทั้งคู่ถูกยิงเลือดอาบและอาจถึงตายคาที่ถ้าไม่มีรถคันอื่นขับผ่านมาเจอ

เมื่อทั้งคู่ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล น้ำนวล เพรียวและฟ้างามทราบข่าวรีบตามมาด้วยความแตกตื่นตกใจ อนุศรถูกยิงหลายนัดแต่โชคดีไม่เข้าที่สำคัญ ผ่าตัดเรียบร้อยแล้วไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ส่วนแวนถูกยิงถากไหล่ไปนิดเดียว  แต่มีอาการตาพร่าและปวดหัวรุนแรงกำลังส่งให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองตรวจรักษา

ฟังหมออธิบายแล้วทุกคนหน้าซีดเผือด...อนุศรโดนยิงตั้งหลายนัดกลับรอดปลอดภัย ในขณะที่แวนกระสุนแค่ถากกลับมีเลือดออกในสมองเพราะแรงกระทบกระเทือนอันตรายกว่ามาก

ไม่ทันพ้นคืนนั้น แวนจากไปอย่างสงบโดยที่ใครก็ช่วยไม่ได้ แม้แต่นางฟ้ารัมภาที่เพรียววิงวอนขอร้องก็บอกว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม แต่ก่อนสิ้นใจแวนได้ฝากฝังน้ำนวลและลูกในท้องไว้กับเพรียว โดยที่นํ้านวลไม่รู้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนทำให้น้ำนวลเสียใจมากเอาแต่ร้องไห้จนไม่อาจข่มตาหลับลงได้ รัมภาต้องมาปลอบอยู่พักใหญ่ก่อนจะไปปลุกเพรียวในตอนเช้าตรู่ให้มาใส่บาตรเป็นเพื่อนน้ำนวล

ช่วงสายๆ ตำรวจแจ้งฟ้างามว่าจับมือปืนได้แล้ว มือปืนสารภาพว่านันท์กับมานิดาเป็นผู้บงการ ฟ้างามกับน้ำนวลนึกไม่ถึงว่าทั้งคู่จะก่อเรื่องร้ายแรงขนาดนี้ได้ เมื่อตำรวจตามไปจับที่คอนโดฯเมลานี นันท์ไหวตัวทันหนีรอดอย่างหวุดหวิด แต่มานิดาจนมุมถูกควบคุมตัวในสภาพสติแตกขวัญหนีดีฝ่อ

ในงานสวดศพแวน ไม่มีใครคาดคิดว่านันท์จะย้อนกลับมาหาน้ำนวล โดยนันท์ฉวยโอกาสตอนน้ำนวลมีอาการวิงเวียนหลบควันธูปออกไปนั่งนอกศาลาโผล่เข้ามากระชากตัวเธอไปในมุมมืด

“อย่าแหกปาก! ฉันไม่ได้จะทำอะไรแกซะหน่อย ฉันมีเรื่องอยากจะขอร้องแก แกไปคุยกับพ่อผัวแกหน่อยสิ ฉันไม่ได้ตั้งใจฆ่าไอ้แวนมันจริงๆนะ คนที่ฉันจะฆ่าคือไอ้นู เรื่องไอ้แวนมันเป็นอุบัติเหตุ ฉันสัญญาว่าฉันจะหนีไปให้ไกลที่สุด จะไม่กลับมาเหยียบเมืองไทยอีกเลยก็ได้ ขอให้พ่อไอ้แวนมันเลิกตามล่าฉันซะที”

“คงยากแหละพี่นันท์ คุณพ่อแวนโกรธมาก ลูกใครใครก็รัก ยิ่งเป็นลูกคนเดียวด้วย”

“แกลองพูดแล้วเหรอ ใจคอแกคงอยากให้ฉันตายตามผัวแกไปใช่มั้ย”

จังหวะนี้เอง ฟ้างามกับเพรียวถือขนมและนมออกมาให้น้ำนวล นันท์เหลือบเห็นรีบล็อกตัวน้ำนวลแล้วขู่สองคนนั้นว่าอย่าเข้ามา ไม่งั้นตนยิงจริงๆ

“ใจเย็นๆก่อนนะครับคุณนันท์ ตำรวจอยู่เต็มงานไปหมด ถ้าคุณยิงพวกเรา คุณก็หนีไม่รอดหรอก”

“พี่ไม่อยากติดคุกไม่ใช่เหรอ เอาพวกเราไปเป็นตัวประกันดีกว่า อย่างน้อยเกิดอะไรขึ้นพี่ก็ยังพอจะหนีทัน”

น้ำนวลช่วยเพรียวถ่วงเวลา นันท์คิดตาม ไม่มีทางอื่นจึงหันไปพูดกับเพรียว

“แกกับน้างามเดินนำไปทางนั้นก่อน อย่ามาลูกเล่นนะ”

สองคนเหลือบมองกันก่อนจะเดินนำหน้าไป ส่วนนันท์ดึงน้ำนวลเดินตามไปติดๆ โดยไม่รู้ว่าที่ด้านหลังต้นไม้ดลกับนางเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทั้งคู่แตกตื่นตกใจฉี่แทบราด ดลตั้งสติได้ก่อนรีบวิ่งกลับไปตามคนมาช่วย

นันท์ใช้ปืนขู่บังคับเพรียวจะให้ขับพาหนี แต่เพรียวถ่วงเวลาด้วยการทำเป็นกลัวมือไม้สั่นไขกุญแจรถไม่ได้ แล้วฉวยจังหวะที่นันท์เผลอเข้าแย่งปืน พร้อมตะโกนบอกให้น้ำนวลกับฟ้างามหนีไป น้ำนวลห่วงเพรียวแต่จำใจไปกับฟ้างาม

เพรียวแข็งแรงกว่าบิดมือนันท์จนปืนหลุดร่วง จากนั้นทั้งคู่ก็แลกหมัดกันครู่หนึ่งก่อนนันท์จะหันไปคว้าปืนที่พื้นขึ้นมาเล็งใส่เพรียว เพรียวจวนตัวเลยฉุกคิดขึ้น กลายร่างเป็นพิมมาลาต่อหน้าต่อตานันท์ เท่านั้นเองนันท์อึ้งช็อก คิดว่าผีหลอกจะวิ่งหนี แต่พอหันหลังไปก็เห็นรัมภาหน้าซีดขาวในชุดดำยืนอยู่ข้างหลังแล้วกลายร่างเป็นพิมมาลาต่อหน้าต่อตาอีกคน

นันท์ช็อกหนักกว่าเดิมมองพิมมาลาทั้งสองคนสลับกันไปมา ก่อนจะสติแตกร้องลั่นว่าผีหลอกวิ่งเตลิดหนีไปทันที แต่ไปได้ไม่เท่าไหร่ก็โดนตำรวจล็อกตัวกลับมาที่ศาลาสวดศพแวน

“ทำบาปทำกรรมเอาไว้เยอะ เลยเจอดีในวัดเข้าจนได้ เอาไงดีคะคุณฟ้างาม” ศรีทรัพย์แม่ของแวนจ้องนันท์อย่างชิงชัง

“ก็ว่าไปตามกฎหมาย ถือซะว่าดิฉันไม่เคยมีหลานคนนี้ก็แล้วกัน”

“น้างาม ผมไม่อยากติดคุก ผมเป็นหลานชายแท้ๆของน้างามนะครับ” นันท์วิงวอนน้าสาวแล้วหันมาทางพ่อแม่แวน “ผมเป็นพี่ชายน้ำนวลนะ ทนเห็นหลานคุณมีลุงแท้ๆเป็นนักโทษอยู่ในคุกได้เหรอ”

พ่อแวนไม่แคร์ ให้ตำรวจช่วยพาไปขังไว้ก่อน อยู่ตรงนี้ก็อับอาย รบกวนคนอื่นเขา แวนคงรับรู้แล้วว่าฆาตกรถูกจับตัวได้แล้ว

ตำรวจช่วยกันลากนันท์ที่โวยวายดิ้นรนขัดขืนออกไป ฟ้างามใจแข็งไม่ยอมมองหลานชายแม้แต่น้อย ปล่อยให้กฎหมายลงโทษสมกับความผิดที่เขาก่อขึ้น

สวดศพเสร็จในคืนนั้น  น้ำนวลดักรอเพรียวที่ลานจอดรถ ขอร้องเขาอย่างจริงจังว่า

“ทีหลังพี่เพรียวอย่าทำแบบนี้อีกนะ อย่าเอาตัวเองเสี่ยงช่วยน้ำ อย่าทำเรื่องเสี่ยงอันตรายแบบนี้อีก สัญญากับน้ำได้ไหมคะ”

“ถึงกับต้องสัญญาเลยเหรอครับ”

“น้ำไม่ได้พูดเล่นนะคะ น้ำเพิ่งเสียแวนไป ถ้าน้ำต้องเสียพี่...หรือใครๆที่ใกล้ชิดกับน้ำไปอีก น้ำคงทนรับไม่ได้แล้ว”

“ครับคุณน้ำ ผมให้สัญญา”

“ขอบคุณค่ะพี่เพรียว” น้ำนวลกลั้นน้ำตาไม่อยู่ แล้วรีบปาดทิ้งอย่างอายๆ พูดแก้เก้อว่า “คนท้องก็อย่างนี้ล่ะค่ะ อารมณ์วูบวาบไปหน่อย อย่าถือสาเลยนะคะ”

เพรียวยิ้มให้ มองเธอด้วยสายตาที่มีแต่ความรักและห่วงใย ซึ้งใจที่เธอยังคงมีใจห่วงใยตนอยู่ พอกลับไปถึงห้องพัก เพรียวก็ยังนอนยิ้มปลาบปลื้มไม่หาย โดนรัมภากระแหนะกระแหนว่าปลื้มอะไรนักหนา ไม่หลับไม่นอน

“ผมเพิ่งรู้ว่าความสุขที่สุดกับเศร้าที่สุดสามารถรวมอยู่ในที่เดียวและเวลาเดียวกันได้”

รัมภาเหยียดปากหมั่นไส้ เพรียวลุกขึ้นนั่งพูดขึงขัง

“ผมพูดจริงๆนะคุณรัมภา ผมสุขที่สุดที่รู้ว่าคุณน้ำห่วงใยผมอยู่ แต่ผมก็เศร้าใจที่ไม่สามารถปกป้องคุณน้ำได้ ทำให้คุณน้ำต้องเป็นแม่ม่ายเลี้ยงลูกคนเดียวตั้งแต่ยังสาว อุตส่าห์ยื้อพิมมาลาเอาไว้ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย”

“ทุกอย่างมันถูกกำหนดมาแล้วล่ะ”

“กำหนดไว้ว่าอะไรเหรอ ผมจะได้แต่งงานกับคุณน้ำใช่มั้ย”

“แวนเพิ่งตายไป อย่าบุ่มบ่ามทำอะไรทุเรศๆนะนายเพรียว”

“ผมรู้แล้วน่า ผมก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหายซะหน่อย แค่ฝันหวานไปตามเรื่องมันผิดตรงไหน คุณสบายใจได้ อย่างน้อยจนกว่าคุณน้ำจะคลอดลูก ผมไม่มีทางทำให้เธอตกเป็นขี้ปากใครเพราะตัวผมแน่ๆ”

รัมภาพอใจในความคิดดีทำดีของเพรียว แต่ไม่เอ่ยปากชมออกมา

ooooooo

วันเวลาผ่านไป  น้ำนวลคลอดลูกสาวน่ารักน่าชังตั้งชื่อว่าพิมมาลาอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรกกับแวน เพรียวปลื้มใจเหมือนเป็นลูกของตัวเอง พูดขึ้นลอยๆขณะยืนมองทารกน้อยในตู้อบ

“คุณแวน...คุณเห็นหนูพิมแล้วใช่มั้ย ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะทำตามที่รับปากไว้กับคุณ ผมจะดูแลหนูพิมให้เหมือนเป็นลูกของผมเองเลย”

จากนั้นเพรียวกลับไปที่ห้องพักคนไข้ อนุศรกำลังคุยกับน้ำนวลหันมาถามเพรียวทันทีว่า เป็นยังไงบ้าง หนูพิมมาลาหลานของตนน่ารักดีไหม

“เด็กเล็กๆต้องบอกว่าน่าเกลียดน่าชังครับคุณนู จะได้เลี้ยงง่ายๆ”

“เพรียวเค้ารู้ดีเหมือนเคยมีลูกมาก่อนเลยนะน้ำ” อนุศรกระเซ้ายิ้มๆ

“แหม...คุณนู แซวยังงี้ตัดหัวผมเลยดีกว่า ปิดช่องทางทำคะแนนหมดเลย” เพรียวเหล่มองไปทางน้ำนวล แต่เธอทำไม่รู้ไม่ชี้ เพรียวจึงชวนอนุศรคุยต่อ “ผมคุยกับข่ายแก้วแล้วนะครับ เค้าตกลงจะกลับมารับตำแหน่งแทนคุณน้ำ แต่คง ต้องเป็นเดือนหน้านะครับ เพราะเค้ากำลังจะแต่งงาน”

ตอนที่ 13

ผ่านไปหนึ่งเดือน กลุ่มก๊วนของนางตื่นเต้นพากันไปเลือกลองชุดเพื่อไปร่วมงานแต่งงานน้ำนวลกับแวนในวันพรุ่งนี้ เพรียวก็ไปกับเขาด้วยแต่สีหน้าไม่สดชื่นเอาเสียเลย แต่พอข่ายแก้วทักว่าเป็นอะไร เพรียวก็ส่ายหน้าก่อนปั้นยิ้มให้

“งั้นข่ายขอคุยอะไรด้วยเดี๋ยวสิ”

“คุยกับผมสองคนไม่กลัวเจ้าดลมันเข้าใจผิดเอาอีกเหรอ”

“ข่ายเลิกกับดลแล้วล่ะ”

เพรียวสีหน้าตกใจ เดินตามข่ายแก้วไปคุยกันในร้านกาแฟใกล้ๆ

“ทำไมล่ะข่าย ก็เห็นไปกันได้ดีไม่ใช่เหรอ”

“มันก็ดี แต่ว่าไงดีล่ะ เราต่างกันเกินไปมั้ง อายุเค้าก็ น้อยกว่า หน้าที่การงานเค้าก็สู้เราไม่ได้ เหมือนรับได้แต่ก็มีปัญหาทะเลาะกันบ่อย ดลเองเค้าก็รู้ตัวนะ เราก็เลยพูดกันตรงๆ แล้วก็จากกันด้วยดี”

“ถ้าข่ายตัดสินใจแล้วก็ตามใจเถอะ คนเราถ้ามันไปกันไม่ได้ยื้อกันไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร”

“เอ้อ เพรียวจำคุณเฉินที่เป็นลูกค้าเราได้มั้ย”

“ลูกค้าชั้นดีของเรา ทำไมผมจะจำไม่ได้ล่ะ”

“ข่ายได้คุยกับเค้า ช่วงที่ทำโปรเจกต์ใหม่น่ะ เค้าก็เลยชวนข่ายให้ไปทำงานกับเค้าที่เซี่ยงไฮ้ ข่ายก็เลยอยากจะมาชวนเพรียวไปด้วยกัน เค้าให้เงินเดือนมากกว่าที่นี่ตั้งสี่ห้าเท่าเลยนะ”

“คิดดีแล้วเหรอข่าย ถึงเงินจะดี แต่งานหนักมากเลยนะ ข่ายอยู่ที่นี่ต่อ ยังไงก็ต้องได้ขึ้นแทนคุณน้ำอยู่แล้ว จะไปเสี่ยงทำไม”

“ถึงจะขึ้นแทนคุณน้ำ ก็ยังได้น้อยกว่าอยู่ดี ส่วนเรื่องลำบากข่ายไม่กลัวหรอก เพรียวก็รู้จักข่ายดีนี่”

“แต่ผมคงไปไม่ได้หรอก ยังไงผมก็ยังอยากอยู่ที่เซน–

ซูยามากกว่า”

“ข่ายว่าแล้วว่าเพรียวต้องตอบยังงี้ เพรียวนี่รักเซน–ซูยาจริงๆเลยนะ นี่ถ้าไม่รู้จักกันมาก่อน ข่ายต้องนึกว่าเพรียวหวังอะไรที่นี่แน่ๆเลย”

เพรียวหน้าเจื่อนลงทันที เพราะจริงๆเขาก็ยังเป็นห่วง น้ำนวลอยู่นั่นเอง แต่พยายามทำใจไม่ให้ฟุ้งซ่านที่น้ำนวลกำลังจะแต่งงาน เพรียวกลับเข้ามาทำงานต่อจนถึงสี่ทุ่มแล้วจึงกลับออกไปนั่งเศร้าที่ผับแห่งหนึ่ง ดื่มไปสักพักก็มีสาวแวะเวียนมาทอดสะพานแต่เพรียวไม่สนใจ จนบริกรแปลกใจเข้ามาถามว่าพี่เป็นอะไร ทำหน้าเหมือนคนอกหัก

โดนเข้าเต็มๆ เพรียวถึงกับเจ็บจี๊ด แทบจะร้องไห้ออกมา...ขณะเดียวกันนั้น น้ำนวลเตรียมเก็บสิ่งของจำเป็นเพื่อย้ายไปอยู่เรือนหอกับแวน ของสำคัญที่ลืมไม่ได้ก็คือรูปของรัมภา แต่ของที่เป็นอดีตกับเพรียวทุกอย่าง เธอเลือกที่จะเก็บลงกล่องปิดตายทิ้งเอาไว้ที่นี่

ooooooo

งานตอนเช้าเป็นพิธีรดน้ำสังข์ที่บ้านฟ้างาม มีแขกเหรื่อเพื่อนฝูงที่สนิทมากันมากมาย ขณะงานดำเนินไปนั้น จู่ๆฟ้างามก็ให้ข่ายแก้วมาตามมานิดากับเมลานีที่กำลังช่วยต้อนรับแขกไปพบที่ห้องทำงาน

ฟ้างามโวยวายใส่มานิดา โดยมีอนุศรยืนหน้าเครียดอยู่ใกล้ๆ ในขณะที่เมลานีท่าทางหวาดกลัว ผิดกับมานิดาที่ดูเฉยๆ แล้วก็พร้อมที่จะตอบโต้อย่างไม่เกรงกลัว

“กินบนเรือนขี้รดบนหลังคา ตระกูลฉันดีกับเธอทุกอย่างแต่กลับไปเอาคนนอกเข้ามาซื้อกิจการของครอบครัวฉัน แบบนี้ไม่เรียกว่าเนรคุณแล้วจะเรียกว่าอะไร”

“แน่ใจเหรอคะว่าดีกับฉันทุกอย่าง มีใครเคยคิดแล้วให้เกียรติว่าฉันเป็นสะใภ้ของบ้านนี้บ้างคะ เห็นมีแต่คนจ้องจะเหยียบฉันให้จมดินกันทั้งนั้น”

“แล้วที่มีกินใช้กันฟุ่มเฟือยทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะเซน–ซูยาเหรอมานิดา เธอยังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีกเหรอ”

“แต่อางามคะ ในพินัยกรรมของคุณพ่อ พวกเราก็แทบจะไม่ได้อะไรเลย ถ้าเราไม่ทำแบบนี้เมกับแม่ก็อดตายสิคะ”

“แต่เมกับแม่ได้ไปเยอะมากแล้วนะ พี่ว่าที่คุณพ่อทำพินัยกรรมแบบนี้ ก็น่าจะยุติธรรมดีอยู่แล้ว” อนุศรออกตัวแทนพ่อ

“ดิฉันน่ะเหรอคะได้เยอะ มันก็พอๆกับเมียน้อยทุกคนของพ่อคุณน่ะแหละ เพียงแต่ได้ออกหน้าออกตาเท่านั้นเอง ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปถามคุณสิทธิ์ดูสิคะ”

“คุณก็รู้ว่าผมห่วงสุขภาพคุณพ่อ ไม่อย่างงั้นจะต้องมาคุยกับคุณเป็นการส่วนตัวอย่างนี้เหรอ”

“ฉันขอเตือนเธอเป็นครั้งสุดท้ายนะมานิดา หยุดเอาบริษัทของฉันไปเร่ขายได้แล้ว ไม่อย่างงั้นเราได้เห็นดีกันแน่” ฟ้างามประกาศกร้าว แต่มานิดากลัวซะที่ไหน ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีกวนๆ

“ก็อยากเห็นอยู่เหมือนกันค่ะ รีบๆโชว์นะคะ ฉันจะอดใจรอไม่ไหวอยู่แล้ว...ไปยัยเม ไปรับแขกต่อกันเถอะ”

ฟ้างามมองตามสองแม่ลูกอย่างเจ็บใจ แล้วถามอนุศรว่าพวกมันกว้านซื้อหุ้นเซนซูยาไปได้เท่าไหร่แล้ว

“สิบกว่าเปอร์เซ็นต์แล้วครับ คุณมานิดาเป็นตัวตั้งตัวตีพามิสเตอร์คิมไปไล่ซื้อ แถมให้ราคาดีซะด้วย ก็เลยกว้านซื้อได้เร็ว”

“รอให้เสร็จงานแต่งน้ำก่อนเถอะ ถึงเวลาต้องแตกหักซะที มีนิ้วร้ายก็ต้องรีบตัดทิ้ง”

จากนั้นสองอาหลานพากันออกมารดน้ำสังข์ให้บ่าวสาวด้วยความปลาบปลื้มยินดี แต่นึกไม่ถึงว่านันท์จะโผล่เข้ามาป่วนด้วยอาการมึนเมา ทำให้พ่อแม่แวนไม่พอใจ ศรสิทธิ์กับฟ้างามเกรงใจมาก พยายามปรามและไล่นันท์ออกจากงาน แต่นันท์หาได้สนใจ แม้แต่มานิดาที่เป็นพวกเดียวกันนันท์ก็ยังไม่ฟัง จนแวนทนไม่ไหวลุกขึ้นจะตะบันหน้านันท์

จังหวะนี้เองเพรียวเข้ามาล็อกนันท์แล้วลากออกไปนอกบ้าน นันท์โวยวายดิ้นรนตลอดแต่ก็สู้แรงเพรียวไม่ไหว พอถึงสวนหลังบ้านเพรียวยอมปล่อย นันท์โมโหมากด่าเพรียวว่าไอ้หมารับใช้ สะเออะไม่เข้าเรื่อง

“คุณนันท์คงลืมไปแล้วนะครับ ว่าระหว่างคุณกับผมยังมีคดีที่ยังไม่ได้สะสางกันอยู่”

“กูขายหุ้นไปหมดแล้ว มึงจะมาเอาเรื่องอะไรกูอีกวะ”

“ใช่ ผมรับปากคุณว่าถ้าคุณขายหุ้นแล้วออกจากเซน–ซูยาไป ผมจะไม่เอาเรื่องคุณ แต่คุณก็ต้องไม่ลืมนะครับว่าคดียังไม่หมดอายุความ ผมอาจจะเปลี่ยนใจขึ้นมาตอนไหนก็ได้”

“มึงหลอกกูเหรอ ไอ้...” นันท์กระชากคอเสื้อเพรียวจะชก

“คิดดูดีๆก่อนออกหมัดนะคุณ ถ้าเรื่องถึงโรงพักรับรองไม่จบง่ายๆแน่ และผมเชื่อว่าคงไม่มีญาติคุณคนไหนออกโรงปกป้องคุณอีกแล้ว”

นันท์แทบหายเมา กำหมัดค้างไม่กล้าต่อย เปลี่ยนเป็นผลักอกเพรียวแล้วชี้หน้าอาฆาตก่อนเดินไม่ตรงทาง

ออกไป เพรียวมองตาม ถอนใจหนักๆกับความเกเรไม่เลิกของนันท์...

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ฟ้างามกับอนุศรคิดเห็นตรงกันว่านันท์ไม่ได้กลัวเกรงมานิดาสักเท่าไหร่ ที่รวมหัวกันก็เพื่อผลประโยชน์มากกว่า ต่อไปถ้าแบ่งผลประโยชน์กันไม่ลงตัว คงไม่แคล้วทะเลาะกันเองแน่ ถึงตอนนั้นฝ่ายเราก็มีสิทธิ์พลิกสถานการณ์ได้เหมือนกัน

เป็นเช่นนั้นจริงๆ มานิดากับเมลานีไม่พอใจอย่างมาก เสร็จพิธีในตอนเช้าจึงตามไปต่อว่านันท์เป็นการใหญ่ ซึ่งนันท์ก็เถียงไม่ลดละ

“นึกว่าฉันโง่เหรอ ที่ช่วยฉันไว้ก็เพราะต้องการผลประโยชน์จากฉันเหมือนกัน นี่ไง ฉันพามิสเตอร์คิมมาให้แล้ว ถ้าไม่ได้ฉัน พวกเธอจะมีไพ่อะไรไปสู้ไอ้นูกับน้างาม คิดๆดูแล้ว ฉันตะหากที่เป็นฝ่ายมีบุญคุณกับเธอ”

“ฟังมันพูดสิคะคุณแม่ ไม่ทันไรมันก็เนรคุณให้แล้ว”

“เบาๆกันหน่อยได้มั้ย เสียงดังออกไปนอกห้องแล้ว กลัวคนอื่นไม่รู้ปัญหาครอบครัวเรารึไง ฉันไม่ได้หน้าด้านหน้าหนาเหมือนเราสองคนหรอกนะ” ว่าแล้วมานิดาก็ปรับท่าทีเอาน้ำเย็นเข้าลูบ “นันท์ ป้าขอนะจ๊ะ ป้าต้องการแค่เซนซูยาเท่านั้น ไม่ได้ต้องการสร้างศัตรูเพิ่ม โดยเฉพาะบิ๊กๆอย่างพ่อแวน ป้าไม่อยากเสี่ยง”

“ปอดแหกไปได้ป้า แต่เอาเหอะ เมื่อป้าขอผมก็จะให้ ถ้าไอ้แวนกับนังน้ำมันไม่มาขวางทางผม ผมก็ไม่ยุ่งกับมันอีก พอใจรึยัง” นันท์ลุกพรวดปึงปังออกไป เมลานีจ้องตามด้วยความแค้น

“เมบอกแล้วว่าไม่น่าช่วยมันไว้เลย ตอนไอ้นันท์มันกำลังสิ้นท่าน่าจะปล่อยให้มันขายหุ้นแล้วก็หนีไปเมืองนอกซะก็สิ้นเรื่อง แล้วดูสิคะว่าตอนนี้เป็นไง ช่วยงูเห่าเอาไว้ชัดๆ”

“ไม่ใช่ว่าแม่ไม่รู้หรอกนะเม แต่เราต้องทนเอาไว้ ตอนนี้ นันท์มันเป็นเศรษฐีนะเม เป็นธรรมดาแหละ คนยิ่งรวยก็ยิ่งหัวเราะดัง ก็ยิ่งเอาแต่ใจ...เอาเถอะ หมดประโยชน์เมื่อไหร่ แม่เขี่ยมันทิ้งแน่” มานิดาหน้าเหี้ยม เกลียดนันท์ไม่น้อยเหมือนกัน...

ตกเย็นเตรียมตัวไปงานเลี้ยงฉลองสมรสน้ำนวลกับแวนที่โรงแรม เพรียวยิ่งเศร้า ยืนมองหน้าตัวเองในกระจก แล้วรำพึงออกมา

“รัมภา...ถ้าคุณได้ยินที่ผมพูดก็ขอให้คุณรู้ไว้ว่าวันนี้ เป็นวันที่ผมเจ็บปวดที่สุด แต่ผมก็จะทำเพื่อความสุขของคุณน้ำ คุณเองก็ให้พรผมด้วยนะ ให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี อย่าให้ผม ขาดใจตายกลางงานเค้าล่ะ”

ไม่มีเสียงตอบกลับมาของรัมภาเช่นเคย เพรียวหันไปหยิบกล่องของขวัญที่เตรียมไว้ก่อนจะออกจากห้องพัก...พอถึงในงานถูกแวนลากไปถ่ายรูปด้วย เพรียวต้องฝืนใจอย่างแรง ชมบ่าวสาวสวยหล่อสมกัน ก่อนจะพาตัวเองเลี่ยงออกจากงาน ไปด้วยหัวใจที่แตกสลายไม่มีชิ้นดี

ooooooo

ฟ้ายังไม่สาง หลวงลุงตื่นนอนจะลงมาทำวัตรเช้า เห็นรถเพรียวจอดอยู่หน้ากุฏิจึงเดินเข้ามาเรียกใกล้ๆ เพรียว สะดุ้งเล็กน้อยก่อนเปิดประตูลงจากรถไปกราบหลวงลุง

“ผมมารบกวนหลวงลุงรึเปล่าครับ”

“ไม่กวนหรอก ข้าตื่นตีสามมาสวดมนต์ทุกวันอยู่แล้ว เพรียวเอ๊ย รุ่มร้อนมาอีกล่ะซิ ถ้าเอ็งยังระงับเหตุไม่ได้ บวชแล้วจะได้พระธรรมเหรอ”

“ผมอยากบวชเพื่อทดแทนพระคุณพ่อกับแม่ครับ ส่วนเรื่องอื่น ถ้าได้ก็ดี แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขอแค่พ่อกับแม่ ดีใจที่เห็นผ้าเหลืองก็พอแล้วครับ”

“ก็ดี เอ็งคิดได้อย่างงั้นก็ดี”

“หลวงลุงครับ ผมอยากจะทุกข์น้อยกว่านี้ ผมควรจะ ทำยังไงดีครับ ผมเชื่อเรื่องทำดีทำชั่วนะครับ เวลาผมทุกข์ ผมถึง ไม่คิดจะทำชั่ว แต่อยู่เฉยๆแบบนี้มันก็ทรมานเหลือเกินครับ”

“เอ็งก็ต้องทำความดีต่อไป คนเราถ้าหมั่นทำบุญทำกุศล อีกหน่อยจิตใจก็จะผ่องใสขึ้น ทุกข์ก็เบาบางลงไปเอง”

“อีกหน่อยเหรอครับ ผมไม่หวังหลายๆปีข้างหน้าหรอกครับ ขอแค่ผ่านแต่ละคืนไปได้ผมก็ดีใจแล้วล่ะครับ...คืนนี้ มันช่างยาวนานเหลือเกินหลวงลุง ไม่รู้เมื่อไหร่มันจะเช้าซะที”

“ก็ลองเอ็งมีความสุขสิ ขี้คร้านเวลาจะติดปีกบินซะอีก มา...เอ็งตามข้ามาเจ้าเพรียว”

เพรียวยิ้มบางๆอย่างเห็นด้วย ลุกขึ้นเดินตามหลวงลุงไปในโบสถ์เพื่อทำสมาธิและสนทนาธรรม ซึ่งก็ทำให้เพรียวรู้สึกผ่อนคลาย จิตใจสงบลงได้บ้าง

ooooooo

เพิ่งผ่านการแต่งงานมาได้สองสามวัน น้ำนวลมีความจำเป็นต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัด แวนไม่ว่าแถมยังถือโอกาสนี้เป็นการฮันนีมูน แต่พอจะขึ้นรถ แวนนึกได้ว่าวันนี้เป็นวันที่เพรียวบวช แวนอยากไปมาก เช่นเดียวกับศรีทรัพย์ที่ต้องการไปร่วมทำบุญด้วย

เมื่อดูเวลาแล้วน่าจะยังทันอยู่ สองแม่ลูกกระตือรือร้นจะไปด้วยกัน แต่จู่ๆแวนเกิดซวนเซมึนงงแทบยืนไม่ไหว ทั้งศรีทรัพย์และน้ำนวลต้องรีบพาเขาส่งโรงพยาบาลทันที

หลังจากหมอตรวจอาการแล้วให้แวนนอนพักผ่อน แต่แวนไม่ได้หลับ เขาแค่หลับตาจึงได้ยินศรีทรัพย์กับน้ำนวล พูดคุยกันเรื่องอาการเจ็บป่วยของเขาด้วยความเป็นห่วง

และกังวล นี่เองทำให้แวนรู้สึกแย่ที่ตนเหมือนคนเห็นแก่ตัวเอาชีวิตน้ำนวลมาผูกติดกับตนไว้...

พิธีบวชของเพรียวผ่านไปด้วยดีท่ามกลางความปลาบปลื้มชื่นใจของทุกคนในครอบครัว โดยมีหลวงลุงเป็นพระอุปัชฌาย์ แต่พอพระเพรียวต้องอยู่กุฏิเก่าๆโทรมๆ โยมพ่อโยมแม่ทำท่าจะไม่ยอม ก็เลยโดนหลวงลุงเทศนา อีกทั้ง พระเพรียวเองก็ตั้งใจจะศึกษาพระธรรม ถ้าอยู่สุขสบายเกินไปเกรงจะขัดเกลาจิตใจไม่ได้

เมื่อตกลงกันได้แล้ว พระเพรียวจะกลับเข้ากุฏิ ทันใดนั้นเองมีแสงสว่างเรืองรองอยู่เบื้องหน้า มองไปก็เห็นรัมภาในชุดสีขาวบริสุทธิ์นั่งพับเพียบก้มกราบสามครั้ง พระเพรียวยิ้มบางๆดีใจที่ได้เห็นรัมภาอีกครั้ง คาดว่าคงเป็นการลาจากกันอย่างถาวร

ใกล้ค่ำวันเดียวกันนี้ ศรสิทธิ์ต้องเดินทางไปรักษาตัวกับหมอที่อเมริกา โดยอนุศรได้ติดต่อจัดการทุกอย่างไว้ให้หมดแล้ว รวมทั้งแม่ของอนุศรที่อยู่ทางโน้นก็ยินดีให้ความช่วยเหลือและดูแลอดีตสามี...

ooooooo

เช้าวันหนึ่งในห้องประชุมออฟฟิศเซนซูยา ฟ้างามกับมานิดาเกิดงัดข้อกันต่อหน้าคณะกรรมการ ต่างฝ่ายต่างมีอารมณ์ โดยเฉพาะฟ้างามนั้นฉุนเฉียวเป็นอย่างมาก
“เธอถือดียังไงมาออกคำสั่งย้ายคนโน้นคนนี้ตามใจชอบ”

“คุณฟ้างามพูดขึ้นมาก็ดีแล้วค่ะ ดิฉันจะได้อธิบายให้ทุกท่านทราบพร้อมกันเลยทีเดียว” มานิดาสบตาเมลานี อย่างรู้กัน โดยไม่ต้องพูดอะไรเมลานีก็ลุกขึ้นเดินแจกเอกสาร

“นี่เป็นเอกสารแสดงสัดส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัทค่ะ เผื่อจะกำลังยุ่งกันอยู่เลยไม่ทันได้เข้าเว็บเช็กข่าวจาก ก.ล.ต.

“สิริรวมตอนนี้คือมิสเตอร์คิมถือหุ้นเซนซูยาอยู่สี่สิบเปอร์เซ็นต์” มานิดาประกาศด้วยรอยยิ้ม ฟ้างามโต้ทันทีว่าเป็นไปไม่ได้ มันเร็วเกินไป เมลานีจึงแนะนำน้างามให้เลขาฯอัพเดตข้อมูลตอนนี้ดู ฟ้างามชะงักหน้าเสีย เช่นเดียวกับน้ำนวลและอนุศรที่ตกใจไม่แพ้กัน

“อำนาจเงินนี่ดูถูกไม่ได้นะคะคุณฟ้างาม ตอนนี้ฉันเป็นตัวแทนรับมอบอำนาจที่ถูกต้องตามกฎหมายของมิสเตอร์คิม เอกสารแนบอยู่ด้านหลังเรียบร้อยแล้วนะคะ” มานิดาสำทับอย่างสะใจ

“พวกเธอมันเล่นตุกติก ใช้นอมินีกว้านซื้อหุ้นใช่มั้ย” ฟ้างามระเบิดเสียงลั่นห้อง มานิดาลอยหน้าลอยตาไม่แคร์ไม่ตอบ

“แต่ถึงจะมีสี่สิบเปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับที่น้างาม น้ำ แล้วก็แวนมีรวมกันนี่คะ” น้ำนวลท้วงขึ้นมา

“แล้วถ้ารวมหุ้นของผมอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ก็เป็นหกสิบ คุณยังไม่มีสิทธิบริหารเหนือพวกเราหรอกนะครับคุณมานิดา”

“นั่นมันของคุณพ่อต่างหากค่ะพี่นู คุณพ่อทำพินัยกรรมยกให้พี่ก็จริง แต่ตอนนี้คุณพ่อท่านยังอยู่นะคะ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่หุ้นของพี่”

เมลานีพูดถูกจนพวกฟ้างามเถียงไม่ออก มานิดาจึงรวบรัดตัดบท

“เอาล่ะค่ะทุกท่าน เราพร้อมจะเริ่มประชุมกันได้รึยังคะ”

คณะกรรมการทุกคนหันมองกันตาปริบๆ ในขณะที่น้ำนวล ฟ้างาม และอนุศรสีหน้าเคร่งเครียดคิดหาทางแก้เกม สองแม่ลูกตัวแสบ...

สถานการณ์ในเซนซูยาเลวร้ายลงทุกที พนักงานหลายฝ่ายหลายคนกำลังเดือดร้อนจากผลพวงการเปลี่ยนแปลงระบบงานของมานิดาที่ประกาศตัวเป็นศัตรูกับฟ้างามอย่างชัดเจน นางกับดลที่เป็นคนของน้ำนวลก็พลอยจะโดนไปด้วย ส่วนข่ายแก้วรอดตัวเพราะกำลังจะลาออกในเดือนหน้านี้แล้ว

เมื่อมีปัญหา พวกนางอดคิดถึงเพรียวกับพิมมาลาขึ้นมาไม่ได้ น้ำนวลเองก็รู้สึกเช่นนั้น แต่ไม่กล้าที่จะไปรบกวนพระ ส่วนพิมมาลาก็ไม่รู้ว่าหายไปอยู่แห่งหนตำบลใด

ผ่านไปเกือบเดือนสถานการณ์มีแต่แย่ลง ที่สุดดลกับนางก็อดรนทนไม่ไหวดั้นด้นไปหาพระเพรียวถึงวัด เท่านั้นเองพระก็ขอสึกในวันนี้ทันทีเลย จนพ่อแม่และพี่สาวแทบตั้งตัวกันไม่ทัน แต่สำหรับหลวงลุงนั้นไม่ว่าอะไร เพราะที่แล้วมาถือว่าเพรียวทำหน้าที่ได้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว มีงานการ อะไรก็รีบไปทำซะ อย่าให้เสียหาย...
ooooooo

อนุศรกลุ้มและว้าวุ่นใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นในบริษัท นึกอยากจะปรึกษาพ่อที่อเมริกาบ้าง แต่พอโทร.ไปได้ยินเสียงพ่อไอ แค่นั้นลูกชายก็ไม่กล้าเอาเรื่องไม่สบายใจไปให้

“นูทำถูกแล้วล่ะที่ไม่บอกพ่อเค้า บอกไปพ่อเค้าก็กลุ้มใจเปล่าๆ ช่วยอะไรเราไม่ได้หรอก อารู้นิสัยพี่สิทธิ์ดี เค้าเป็นคนอ่อน ช่วงแรกๆก็อาจจะโกรธ แต่พอยัยมานิดามันหลบฉาก เค้าก็หาย แล้วก็กลับมาซ้ำรอยเดิมอีกนั่นแหละ สู้ให้เค้าพักรักษาตัวให้เต็มที่ไปเลยดีกว่า”

“ผมสงสารพ่อนะครับอา ถ้าพ่อรู้ว่าลูกกับเมียใหม่ต้องมาห้ำหั่นแย่งสมบัติกันเองแบบนี้ พ่อจะเสียใจขนาดไหน ทำไมคุณมานิดากับเมไม่คิดบ้างก็ไม่รู้”

“ผู้หญิงอย่างนั้นจะมีสมองส่วนไหนไปคิด ในหัวมันก็มีแต่เงิน ส่วนแม่เมก็เชื้อไม่ทิ้งแถวหรอก”

“ตอนนี้คุณมานิดาคุมฝ่ายบุคคลไว้ทั้งหมด เล่นย้ายคนเข้าออกกันตามใจชอบจนระบบงานเละไปหมดแล้ว ผมกลัวว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเซนซูยาจะเสียคนเก่งคนดีไปหมดนะครับ”

“แต่ยังไงฝ่ายการเงินทั้งหมดก็ยังอยู่ในมืออา พวกมัน จะกินนอกกินในก็ไม่ถนัดนักหรอก เราคงต้องช่วยกันประคองสถานการณ์เอาไว้ให้ได้ก่อน แล้วค่อยคิดหาทางตอบโต้เล่นงาน พวกมันคืน”

แต่ดูเหมือนฝ่ายฟ้างามจะโดนเล่นงานซะมากกว่า เพราะบ่ายนี้เองน้ำนวลถูกนันท์เข้ามายึดห้องทำงาน แถมยัง จะยุบฝ่ายการตลาดและโฆษณา

“เซนซูยาเป็นห้างสรรพสินค้า จะไม่ทำการตลาดกับโฆษณาได้ยังไง”

“ทำสิ ใครว่าไม่ทำล่ะ เพียงแต่ป้ามานิดาเค้าเปลี่ยนไปให้คนอื่นทำแทนที่ไม่ใช่แก แต่เป็นฉันเอง แล้วก็ไม่ใช่แค่ตำแหน่งเดียวด้วย กลับมาคราวนี้ฉันกะจะควบซัก 4-5 เก้าอี้”

“ทำเกินไปแล้วนะพี่นันท์”

“โดนถอดหลุดเก้าอี้แค่นี้โกรธมากเลยเหรอน้องรัก แล้วทีตอนแกทำกับฉันล่ะ”

น้ำนวลถอนใจจะเดินหนีไป แต่โดนพี่ชายกระชากไหล่อย่างแรง

“ถ้าโกรธจนทนไม่ไหวก็เลือกเอา...รวบรวมหุ้นให้มากกว่าพวกฉัน หรือไม่ก็ขายหุ้นของแกให้พวกฉันซะ เหมือนที่แกเคยบีบให้ฉันขายหุ้นของฉันยังไงล่ะ”

“พี่นันท์กำลังสมคบกับคนอื่นพังบ้านตัวเองอยู่รู้ตัวมั้ย”

“ก็อยากบีบให้ฉันไม่มีบ้านจะอยู่ก่อนทำไมล่ะ เมื่อฉันอยู่ไม่ได้ คนอื่นก็อย่าหวังว่าจะอยู่กันอย่างมีความสุขอีกเลย” ว่าแล้วนันท์ก็เดินกระแทกไหล่น้องสาวกลับออกไป น้ำนวลมองตามด้วยความอ่อนใจ ความเคียดแค้นกำลังบังตานันท์จนมองไม่เห็นการกระทำอกตัญญูของตัวเอง

ต่อมา เมื่อแวนรู้เรื่องจากน้ำนวลก็โมโหแทน เขาเปรียบนันท์เป็นตัวเชื้อโรคที่ตายยากตายเย็น

“แวนว่าถ้ามันยังกลับเข้าป่วนน้ำได้แบบนี้ ก็อย่าไปทำมันเลย ลาออกมาทำงานกับป๋า หรือไม่ก็อยู่เฉยๆดีกว่า แวนมีปัญญาเลี้ยงน้ำอยู่แล้ว”

“เอาไว้ให้ถึงที่สุดก่อนนะแวน แต่ยังไงน้ำก็ขอรักษาสมบัติของคุณตาให้สุดกำลังความสามารถก่อน ถ้าไม่ไหวแล้วจริงๆ ค่อยทำตามที่แวนแนะนำนะ”

“นี่เป็นครั้งแรกเลยนะน้ำ ที่แวนรู้สึกเซ็งตัวเองมากขนาดเนี้ย เวลาแบบนี้แวนน่าจะช่วยอะไรน้ำได้บ้าง แต่แวนก็ทำอะไรไม่ได้เลยซักอย่าง ปล่อยให้น้ำต้องเผชิญปัญหาอยู่คนเดียว”

“พูดอะไรอย่างงั้นจ๊ะแวน แค่แวนเป็นกำลังใจให้น้ำแบบนี้ ก็ช่วยน้ำได้เยอะแล้วล่ะจ้ะ”

“ตอนนี้แวนคิดถึงพี่พิมกับพี่เพรียวจริงๆเลย นี่ถ้ามีพวกเค้าอยู่คงมีไอเดียดีๆ ช่วยกอบกู้สถานการณ์ ได้บ้างแหละ”

“น้ำเข้าใจนะว่าพี่สองคนนั่นเค้าเป็นคนเก่ง แล้วก็เคยช่วยเหลือเรามามาก แต่พี่พิมเค้าย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้แล้ว ส่วนพี่เพรียว...น้ำละอายใจที่จะต้องไปขอให้เค้ามาช่วยเราอีก”

“ทำไมล่ะน้ำ แวนไม่เห็นจะเสียหายอะไรเลยที่จะขอความช่วยเหลือจากพี่เค้า มีเรื่องอะไรต้องละอายใจเหรอ น้ำไปทำอะไรผิดกับพี่เค้าไว้เหรอ”

“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ น้ำใช้คำพูดผิดไปหน่อยน่ะแวน งั้นรอพระท่านสึกก่อนดีกว่า อย่าเอาเรื่องร้อนใจไปรบกวนพระท่านเลยนะ”

“พระเพรียวจะสึกเมื่อไหร่เหรอ”

“น้ำก็ไม่ได้จำซะด้วยสิ ไหนๆวันนี้น้ำก็ไม่ได้ทำงานแล้วเราไปดูหนังกันดีกว่านะ”

แวนย้ิมรับแต่ไม่วายประชดว่า เป็นหนังรอบแรกตั้งแต่ แต่งงาน  คู่เราสวีตกันมากเลย...

ด้านเพรียว  สึกปุ๊บก็รีบเข้ากรุงเทพฯปั๊บ แต่พอมาถึง เซนซูยากลับเจอทศกรเยาะหยันว่าจะรีบสึกมาทำไม  กลับมา ก็ไม่มีงานอะไรให้ทำหรอก

“ก็ไม่แน่หรอกพี่ทศ บางทีผมอาจจะมีงานให้ทำเต็มไปหมดเลยก็ได้”

ทศกรแค่นหัวเราะ เดินนำไปหยุดหน้าห้องทำงานเพรียวที่มีเอกสารและข้าวของกองสุมเอาไว้

“นี่มันอะไรกันน่ะพี่ทศ ของของผมทำไมถึงมาอยู่ข้างนอกห้อง ถึงคุณมานิดาจะคุมฝ่ายบุคคลแต่ก็มีอำนาจไล่พนักงานระดับล่างออกได้เท่านั้น ไม่ใช่รองกรรมการผู้จัดการอย่างผมนะพี่”

“ใครจะไปกล้าไล่ท่านรองอย่างท่านเพรียวออกได้ล่ะครับ เพียงแต่ตอนนี้เซนซูยาต้องปรับโครงสร้างพนักงานใหม่ ก็เลยให้แกพักผ่อนไปก่อนจนกว่าจะปรับเสร็จ แกน่าจะดีใจนะที่งานก็ไม่ต้องทำ แต่ยังได้เงินเดือนเหมียนเดิม ฉันยังอิจฉาแกเลยว่ะ”

เพรียวจ้องหน้าทศกรด้วยความไม่พอใจ “แล้วต้องใช้เวลาปรับนานเท่าไหร่”

“ไม่รู้ อยากรู้ก็ไปถามคุณมานิดาเอาเอง แล้วของพวกนี้ขนไหวรึเปล่า ถ้าไม่ไหวก็ให้ลูกน้องเก่ามาช่วยแล้วกันนะ เพราะคนอื่นๆเค้ามีงานทำกันหมด ไม่ได้ว่างเหมือนพวกก๊วนแก”

ทศกรเดินหัวเราะหึๆจากไปอย่างสะใจ เพรียวอยากจะอัดซักทีแต่ก็ไม่กล้า ได้แต่จ้องตามด้วยความแค้น จากนั้นก็เก็บรวบรวมสิ่งของตัวเองใส่กล่องเอากลับออกมา ขณะเขาเดินบ่นมาถึงหน้าออฟฟิศไม่นึกว่าจะเจอรัมภาในชุดสาวยาคูลท์ เพรียวดีใจมากทิ้งกล่องในมือแล้วโผเข้ากอดรัมภาแน่น

“นี่ปล่อยนะ เดี๋ยวก็สาปให้เป็นผู้หญิงอีกหรอก”

เพรียวฟังซะที่ไหน กลับอุ้มรัมภาหมุนไปรอบๆ จนผู้คนที่เดินผ่านไปมาพากันมองแปลกใจว่าเขาเพี้ยนอะไรขึ้นมาถึงทำท่าบ้าบออยู่คนเดียว...

หามุมสงบได้แล้ว รัมภานั่งกอดอกหน้าหงิกจ้องมองเพรียวตาขวางๆ

“ก็คุณเล่นหายไปเป็นเดือนๆ ผมเรียกยังไงก็ไม่ยอมตอบนี่นา ผมก็ต้องคิดถึงคุณมากเป็นธรรมดา”

“แล้วรู้มั้ยว่านายไม่สมควรมาแตะต้องเนื้อตัวฉัน”

“ขอโทษ...ตอนที่คุณมาหาผมวันบวช ผมนึกว่าจะได้เจอคุณเป็นครั้งสุดท้ายแล้วซะอีก”

“แล้วมันเรื่องอะไรฉันถึงต้องมาหานายอีกด้วยล่ะ นายไม่ได้เป็นคนสำคัญขนาดนั้นซักหน่อย หลงตัวเองไปรึเปล่า”

“มันไม่เกี่ยวกับเรื่องหลงไม่หลงเลยคุณ ก็คนเราเป็นเพื่อนฝูงกัน อยู่ๆหายไปมันก็เหมือนขาดอะไรไป”

“ลามปาม ฉันไปเป็นเพื่อนกับนายตั้งแต่เมื่อไหร่ นายกับฉันมันคนละระดับกัน หัดเจียมตัวซะมั่ง หน็อย...หิ่งห้อยส่องก้นซู่ แสงจันทร์ปัดเทียบเทียมรัตน์อัน เอี่ยมข้า...เคยได้ยินรึเปล่ายะ ไม่เจียมตัว”

“ด่าเป็นกลอนเลยนะ สมอายุจริงจริ๊ง”

“พูดไม่เข้าหู เดี๋ยวไปซะเลย” รัมภาลุกยืน เพรียวไม่ให้ไปรีบดึงเธอนั่งลงอย่างเดิม

“แล้วตกลงนางฟ้าไฮโซอย่างคุณยอมกลับมาหาผมด้วยเรื่องอะไรไม่ทราบครับ”

“ก็เรื่องเดียวกับที่นายกำลังกลุ้มใจอยู่นี่ล่ะ”

“ว่าไปคุณนางฟ้า”

“ในอนาคต หนูน้ำจะต้องเป็นผู้บริหารเซนซูยา แล้วก็ทำได้ดีไม่แพ้ฟ้างามด้วย แต่ถ้าเซนซูยายังเป็นแบบเนี้ย มันคงจะเจ๊งก่อนจะถึงมือหนูน้ำ”

“คุณก็เลยต้องการให้ผมช่วย เพราะนางฟ้าอย่างคุณทำเองไม่ได้ ผิดกฎใช่มั้ยล่ะ”

“แล้วนายอยากจะช่วยลูกสาวฉันมั้ยล่ะ”

“อยากสิ ไม่เห็นต้องถาม แต่สภาพผมตอนนี้ท่าจะยากนะคุณ ถ้าเป็นพิมมาลายังจะพอมองเห็นช่องทาง”

“แล้วถ้าฉันสามารถให้พรนายได้ล่ะ นายจะเป็นพิมมาลาที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่นายต้องการ มีตัวช่วยอย่างนี้ปัญหาต่างๆพอจะง่ายขึ้นมั้ยล่ะ”

เพียงรัมภาดีดนิ้วมือ พร้อมๆกับเพรียวคิดอยากเป็นพิมมาลาก็ได้ดังใจ พออยากกลับเป็นเพรียวก็ได้ทันทีอีก จากนั้นก็คิดกลับไปกลับมาจนรัมภาชักจะเวียนหัว

“ขอบคุณมากครับคุณรัมภา ผมจะใช้เสน่ห์ของพิมมาลาให้เป็นประโยชน์ที่สุด หาทางช่วยคุณน้ำให้ได้”

และแล้วค่ำนั้นเอง พิมมาลาก็ไปปรากฏตัวหว่านเสน่ห์ทศกรเพื่อล้วงความลับว่ามานิดากำลังคิดจะทำอะไรบ้าง ตนอยากกลับมาทำงานที่เซนซูยาอีกก็เลยจำเป็นต้องรู้ความเคลื่อนไหว ทศกรเชื่อสนิทเพราะเคลิ้มความสวยเซ็กซี่ของพิมมาลา คุยน้ำลายแตกฟองว่าตอนนี้มานิดามีแผนจะสร้างเซนซูยาสาขาใหม่ งานนี้กะฟันเละ แล้วคนที่ได้รับความไว้วางใจให้คุมงานก็คือตนนั่นเอง

“พิมสนใจงานนี้จังเลยค่ะ พี่ทศช่วยเล่าให้พิมฟังอย่างละเอียดได้ไหมคะ” พิมมาลาไม่พูดเปล่า จงใจวางมือลงที่ต้นขาทศกรก่อนลูบไล้ไปมาเบาๆ

ทศกรสะดุ้งเฮือกตาเบิกกว้าง ปากคอสั่นด้วยความหวาดเสียว พูดลิ้นพัน “ดะ...ดะ...ได้สิครับคุณพิม พี่ทศพร้อมเปิดอกเล่าทั้งคืนเลย”

พิมมาลาโปรยยิ้มหวาน ส่งสายตาเซ็กซี่ยั่วยวนตลอด... ผ่านไปพักใหญ่ ทศกรก็เมาเละไม่เป็นท่า นอนแผ่สองสลึงที่เบาะหลังรถตัวเอง โดยมีพิมมาลายืนหอบอยู่ข้างรถ บ่นกับรัมภาว่าปวดไหล่แทบหลุด

“ต้องขอชมนะว่าลีลาการยั่วยวนของนายเนียนขึ้นเยอะ ไม่เก้ๆกังๆเหมือนตอนยั่วนายทวิชา”

“แล้วคุณจะให้ผมล้วงความลับไอ้ทศทำไม ถึงจะตอบโต้คุณมานิดาได้บ้าง แต่ก็แค่เล็กน้อย ยังแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้หรอก”

“ฉันรู้หรอกย่ะ ฉันอยากอัพเดตให้นายรู้ว่าพวกมันคิดทำอะไรกันอยู่ แล้วฉันก็อยากจะทดสอบลีลายั่วยวนของนายดูก่อนด้วย เพราะงานนี้พลาดไม่ได้”

“แล้วผ่านมั้ยล่ะ”

“ผู้หญิงแท้ๆยังอาย...นี่ ถ้าจะจัดการมานิดาตัดปีกตัดหางให้ได้จริงๆ ก็ต้องเล่นงานที่นายทุน ซึ่งก็คือมิสเตอร์คิม”

เมื่อได้คำแนะนำจากรัมภาแล้ว รุ่งขึ้นพิมมาลาจึงเดินหน้าเข้ามาในเซนซูยา เป็นจังหวะเวลาที่บรรดาพนักงานกำลังวุ่นวายกันพอดี เพราะมีคำสั่งปรับเปลี่ยนโยกย้ายครั้งใหญ่จากมานิดาอีกแล้ว พอนางกับดลเห็นพิมมาลาก็พากันแปลกใจ ก่อนทั้งหมดจะพากันไปกินอาหารกลางวันที่ร้านภายในห้างนั่นเอง

นางกับดลสวาปามอาหารอย่างเอร็ดอร่อย เพราะไม่ได้กินของดีมานาน โดยมีพิมมาลานั่งมองอึ้งๆงงๆ ถามว่าตายอดตายอยากมาจากไหนกัน?

“โดนลดเงินเดือน 50 เปอร์เซ็นต์ขนาดนี้ จะมีปัญญามานั่งร้านหรูๆ กินอาหารแพงๆได้ไงคุณพิม”

“ไม่ติดว่าเป็นคู่กัดกันมาก่อนฉันจะสั่งใส่กล่องกลับไปกินบ้านอีกนะยะ แล้วนี่เธอมีธุระอะไรจะคุยกับพวกเรา อย่าบอกนะว่าอยากกลับมาเซนซูยาอีก...อย่ามาเลย ตอนนี้เซนซูยาเละเทะหมดแล้ว”

“เละยังไง” พิมมาลาซักเพื่อเก็บข้อมูล

“ก็ชิงอำนาจกันจนเละน่ะสิ คุณมานิดาก็ย้ายคนมั่ว บีบคนออกสารพัด คุณฟ้างามก็เลยแก้เผ็ดด้วยการคุมเงินซะอย่างเข้ม ค่าใช้จ่ายเห็บหอยอะไรก็ต้องมีบิลหมด”

“ไอ้ที่เคยหมกเคยเม้มได้มั่ง หมดกันเลย”  ดลหลุดปาก เลยโดนนางหยิกแขนหมับเข้าให้

“ที่ฉันมาหาพวกเธอก็เพราะเรื่องนี้แหละ ฉันมีแผนที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อที่เซนซูยาจะได้กลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากพวกเธอนิดหน่อย”

นางกับดลถามเป็นเสียงเดียวกันว่า เธอมีแผนการอะไร แล้วพวกเราจะช่วยได้ยังไง

“ง่ายๆ ฉันจะเจอมิสเตอร์คิมได้ที่ไหน ฉันอยากรู้ตารางเวลาแต่ละวันของเค้าว่าไปไหนมาไหน  อยู่ที่ไหน ประชุมกับใคร ถ้าพวกเธออยากกลับไปทำงานตำแหน่งเดิม ก็ไปสืบหาข้อมูลของมิสเตอร์คิมมาให้ฉันอย่างเร็วที่สุด”

แน่นอน! นางกับดลต้องการตำแหน่งและเงินเดือนกลับมาเหมือนเดิม ดังนั้นครั้งนี้ทั้งคู่จึงต้องใช้ความพยายามอย่างเต็มที่...

เย็นนั้นน้ำนวลพาแวนไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล เนื่องจากระยะนี้แวนมีอาการคลื่นไส้อาเจียนบ่อยๆ แต่แวนไม่ยอมตรวจคนเดียว น้ำนวลจึงต้องตรวจเป็นเพื่อน ผลปรากฏว่าน้ำนวลท้อง และที่แวนมีอาการอย่างนั้นก็เพราะแพ้ท้องแทนภรรยานั่นเอง

น้ำนวลดีใจมาก แต่แวนช็อก หน้าตาเคร่งเครียดเป็นกังวลจนน้ำนวลดูออก ถามเขาว่าเป็นอะไร ไม่ดีใจเหรอที่กำลังจะมีลูกกับเธอ

“ไม่ใช่อย่างงั้นหรอกน้ำ...คือแวนไม่คิดว่าเราจะมีลูก คนอย่างแวนเนี่ยนะจะเป็นพ่อคนได้ นึกภาพไม่ออกเลย”

“เราแต่งงานกันก็ต้องคาดหวังจะมีลูกด้วยกันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอแวน”

“ถ้าเป็นคนอื่นก็คงใช่ แวนพยายามป้องกันแล้ว ไม่คิดว่าจะพลาดได้”

น้ำนวลรู้สึกวูบ เสียใจที่แวนพูดแบบนี้ แวนจึงตัดสินใจพูดสิ่งที่ล่วงรู้แล้วเก็บงำเอาไว้

“แวนไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนนะน้ำ ถ้าเรามีลูกด้วยกันอีกภาระทั้งหมดมันก็จะตกอยู่ที่น้ำคนเดียว”

“นี่แวนรู้เรื่องแล้วเหรอ” น้ำนวลสีหน้าตกใจ

“น้ำนึกว่าแวนดูอาการตัวเองไม่ออกเหรอ มันไม่เหมือนเดิม...แวนอยากรู้เลยไปตามจี้ถามจนคุณหมอบอกความจริงมาหมดแล้วล่ะ  จริงๆแวนสงสัยตั้งแต่น้ำเลื่อนกำหนดการแต่งแล้ว ตอนแรกเราก็แค่คุยๆกัน อยู่ๆน้ำก็เร่งให้แต่งงานเร็วขึ้น แบบแวนตั้งตัวไม่ทันเลย ขอบคุณมากนะน้ำ ที่ยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อดูแลแวน แวนเป็นห่วงน้ำมากนะ  ถ้าแวนเป็นอะไรไป แวนอยากให้น้ำมีใครซักคนคอยดูแล ดีกว่าต้องเป็นแม่ม่ายเลี้ยงลูกอยู่คนเดียว”

น้ำนวลจับมือแวนบีบให้กำลังใจ “แวนจ๋า...นี่แวนไม่อยากให้น้ำมีลูกเพราะกลัวเป็นแม่ม่ายลูกติดอย่างงั้นเหรอ แล้วถ้าเกิดแวนอยู่ได้ไปจนแก่ ไม่โชคร้ายอย่างที่กลัวๆกันอยู่ เราสองคนก็อดมีลูกน่ะสิ เราอย่าทำหรือไม่ทำอะไรเพราะความกลัวเลยนะแวน เชื่อน้ำนะ ทำชีวิตเราให้ดีที่สุดในปัจจุบันดีกว่า แล้วอนาคตก็จะดีเองแหละ”

“แวนจะเชื่อน้ำนะ แวนคิดไม่เข้าท่าเอง ขอโทษนะน้ำ แวนจะไม่คิดแบบนี้อีกแล้ว...แวนขอโทษนะน้ำ”

ทั้งคู่สวมกอดกัน ต่างแอบน้ำตาซึมออกมา...

ooooooo

ไม่ทันข้ามวัน นางกับดลหาข้อมูลมิสเตอร์คิมได้รวดเร็วทันใจพิมมาลา ค่ำนั้นพิมมาลาจึงไปปรากฏตัวยั่วยวนมิสเตอร์คิมถึงห้องพักในโรงแรม ก่อนจะกลายเป็นเพรียวจัดการเขาซะหมอบกระแต แล้วค้นหาข้อมูลส่วนตัวของเขาในคอมพิวเตอร์ตามคำบอกกล่าวของรัมภา

แต่ในระหว่างนี้เองนันท์ดันโผล่เข้ามา แต่ก็ขัดขวางเพรียวไม่ได้ เพรียวได้ข้อมูลนั้นไปแล้วหนีรอดลอยนวลเพราะมีรัมภาคอยช่วยเหลือ นันท์เจ็บใจและวิตกกังวลเป็นอย่างมาก รีบโทร.บอกมานิดาให้รู้ตัว ส่วนเพรียวหลังได้ข้อมูลลับของมิส– เตอร์คิมมาก็รีบส่งอีเมลไปให้น้ำนวลในนามของ  “รัมภาดิแองเจิ้ล”

“แวน...มีคนส่งข้อมูลของมิสเตอร์คิมมาให้น้ำ เค้าทำธุรกิจบังหน้า เราพอจะมีทางออกให้เซนซูยาแล้วล่ะ”

จากนั้นน้ำนวลโทร.ไปบอกเล่ารายละเอียดให้ฟ้างามฟัง ฟ้างามสะใจเป็นบ้า ตั้งใจจะโทร.ไปเยาะมานิดาให้กระอัก แต่เวลานั้นมานิดากำลังคุยโทรศัพท์กับมิสเตอร์คิมด้วยสีหน้าตื่นตกใจสุดๆ

“คุณจะขายหุ้นเซนซูยาทิ้งทั้งหมด พูดเล่นรึเปล่าคะคุณคิม...อะไรนะ คุณทำอย่างนี้ไม่ได้นะ เรามีหุ้นในมือตั้งสี่สิบ เปอร์เซ็นต์ อีกนิดเดียวก็ยึดเซนซูยาได้แล้ว คุณ...ฮัลโหลๆไอ้บ้าเอ๊ย”

มานิดาตัดสายอย่างหงุดหงิด เพราะมิสเตอร์คิมวางสายไปดื้อๆ เมลานีร้อนรนถามแม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมนายคิมต้องขายหุ้นทิ้ง

“ก็เบื้องหลังมันทำแต่ธุรกิจผิดกฎหมาย มันกลัวพวกนั้นเอาหลักฐานให้ตำรวจน่ะสิ ปอดแหกชะมัด”

“นังฟ้างามต้องอยู่เบื้องหลังแผนการครั้งนี้แน่ๆ อีแม่มด...”

ไม่ทันขาดคำ เสียงโทรศัพท์มือถือมานิดาดังขึ้นพอดี มานิดาดูเบอร์ก่อนกดรับด้วยความโมโห แต่ไม่ทันได้พูดอะไร เสียงฟ้างามดังมาก่อน

“จบเกมซะทีนะมานิดา เธอจะลาออกเองหรือให้ฉันไล่ออกดีล่ะ ฉันอยากจะทำตามใจเธอซักครั้ง เป็นครั้งสุดท้าย” เสียงโทรศัพท์บ้านดังฟ้างามได้ทีเหยียบซ้ำให้อีก “แค่นี้ก่อนนะ เลขาฯฉันคงติดต่อมิสเตอร์คิมให้ได้แล้ว ดูซิว่าฉันจะกดราคาซื้อหุ้นคืนได้เท่าไหร่...กู๊ดไนต์”

มานิดาแค้นจนพูดไม่ออก แทบจะโยนโทรศัพท์ในมือทิ้ง

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น พนักงานหลายคนช่วยกันขนของใช้ของทศกรออกจากห้องทำงานโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของทศกรที่ก้าวตามมาอย่างแตกตื่นตกใจ กลัวตกงาน พอเขาหันไปเห็นเพรียวเดินเข้ามาพร้อมนางกับดล ก็พุ่งไปอ้อนวอนปากคอสั่น

“เพรียว...แก...เอ่อ ท่านรองครับ ผมขอร้องนะครับ ขอโอกาสให้ผมแก้ตัวอีกซักครั้งเถอะครับ ผมจะไม่ทำตัวแบบเดิมอีกแล้ว ให้อภัยผมด้วยนะครับ”

“ทีทำคนอื่นเค้าไม่คิด  พอโดนบ้างทำเป็นร้อง สมน้ำหน้า ขนไปทิ้งเลยพวกเรา” ดลสั่งการเสียงดัง ทศกรเหล่มองเจ็บใจ แต่ไม่กล้าออกฤทธิ์อะไร ตั้งหน้าอ้อนวอนเพรียวต่อไป

“น้องเพรียวคร้าบ...เห็นแก่ความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องสถาบันเดียวกัน อย่าทำพี่เลยนะ อภัยให้พี่เถอะ ลดตำแหน่งพี่ขนาดนั้นพี่จะเอาเงินที่ไหนไปผ่อนบ้าน ผ่อนรถ แล้วไหนจะหนี้บัตรเครดิตอีก พี่ต้องอดตายแน่ๆเลยน้องเพรียว”

“อย่าหาว่าผมใจร้ายใจดำเลยนะพี่ แต่ตอนนี้คุณนูเอา ฝ่ายบุคคลไปดูแลเองหมดแล้ว ผมคงช่วยพี่ไม่ได้หรอก พี่คงต้องไปขอร้องคุณนูที่เกลียดขี้หน้าพี่มากๆเอาเองแล้วล่ะ”

เพรียวเดินเลี่ยงไป ทศกรหน้าซีดเป็นไก่ต้ม เข่าอ่อนแหกปากร้องไห้โฮอย่างหมดฟอร์ม  เพรียวกลับไปที่ห้อง

ทำงานของตน เจอน้ำนวลกับแวนนั่งรออยู่ แวนมาบอกข่าวดี ว่าน้ำนวลท้อง เพรียวได้ฟังถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปั้นยิ้มทำทีกระตือรือร้นเพื่อไม่ให้เป็นพิรุธ

“ยินดีด้วยครับ...ยินดีด้วยนะคุณน้ำ คุณน้ำต้องดูแลตัวเองดีๆนะครับ”

“ค่ะพี่เพรียว”

“ตอนผมรู้เรื่อง ผมช็อกแทบหงายหลังเลยนะพี่ น้ำเค้าไม่มีอาการอะไรเลย ไม่แพ้ท้อง ไม่เวียนหัว ผมเองซะอีกอ้วกแทบตาย สงสัยจะแพ้ท้องแทนน้ำเค้า น้ำเค้าต้องทำงานแล้วก็ยังมีความรับผิดชอบอีกตั้งหลายอย่าง ถ้าทำได้ผมอยากจะท้องแทนน้ำจริงๆเลย ผมว่างงานอยู่แล้ว น้ำจะได้ไม่ต้องลำบาก”

เพรียวมองเห็นความรักที่แวนมีให้น้ำนวลแล้วก็หน้าสลดลงอย่างเจ็บปวดใจ แต่ก็ต้องตั้งสติให้ทำใจ ตัดใจจากน้ำนวลให้ได้เร็วที่สุด

ถึงจะพยายามสักแค่ไหนแต่เพรียวก็ยังตกอยู่ในความหมองเศร้า ออกไปนั่งเหม่อคนเดียวจนโดนรัมภาโผล่มาก่อกวนแกล้งแหย่

“แหม พอรู้ว่าลูกสาวฉันกำลังจะมีลูก ถึงกับซึมไปเลยเหรอ จริงๆน่าจะทำใจได้ตั้งนานแล้วน้า...”

“ตกลงคุณเป็นนางฟ้าแน่รึเปล่า ชอบพูดจาทำร้ายจิตใจคนอื่นเค้าซะจริง”

“แต่ยังไงฉันก็ขอชื่นชมนะ ไปบวชแล้วดีขึ้นเยอะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนไม่โวยวายก็คงฟูมฟายไปแล้ว”

“ก็เพราะผมทำตามที่หลวงลุงสอนน่ะสิ ท่านสอนให้ผมดีใจที่เห็นคนที่เรารักมีความสุข ผมก็พยายามทำนะ แม้ว่าจะดีใจแห้งๆ ยิ้มแหยๆก็เหอะ”

รัมภามองเพรียวแล้วยิ้มบางๆ รู้สึกว่าเพรียวดีขึ้นกว่าเดิมเยอะจริงๆ

ooooooo

ศรสิทธิ์เดินทางกลับบ้านโดยไม่บอกคนทางนี้ ล่วงหน้า อนุศรเห็นสภาพพ่อซีดเซียวทรุดโทรมลงมากก็ใจเสียอยู่เหมือนกัน

“พ่อน่าจะโทร.มาบอกผมก่อนนะครับ ผมจะได้บินไปรับ ไม่ต้องนั่งเครื่องบินมากับพยาบาลแบบนี้”

“พ่อไม่อยากรบกวน ทุกคนก็มีงานทำกันทั้งนั้น พ่อก็แค่อยากกลับมาตายที่บ้านเท่านั้นเอง”

“คุณอย่าคิดมากเลยนะคะ โรคแทรกนิดๆหน่อยๆ รักษาหายก็หมดปัญหา รับรองอยู่ได้เป็นสิบๆปี” มานิดาปั้นยิ้มปลอบใจ แต่พอโดนศรสิทธิ์แขวะเธอก็ชักสีหน้าเล็กน้อย

“ไม่ต้องเป็นสิบๆปีหรอก แค่เธอไม่รังเกียจฉัน ฉันก็ดีใจมากแล้วล่ะ”

“คุณพ่อเพิ่งเดินทางมาเหนื่อยๆ เมว่านอนพักผ่อนก่อนดีกว่านะคะ มีอะไรค่อยคุยกันทีหลังก็ได้”

ศรสิทธิ์เอนตัวลงนอนบนเตียงตามที่เมลานีบอก อนุศร ดึงผ้าห่มห่มให้พ่อก่อนเดินตามมานิดาและเมลานีออกมาจากห้อง

“ทำไมอาการของคุณพ่อถึงทรุดลงได้ล่ะคะพี่นู ตอนไป ยังดีกว่านี้ตั้งเยอะ ไหนคุณพ่อบอกว่ายาต้านใช้ได้ผลดี

ไม่ใช่เหรอคะ”

“คุณพ่อมีโรคแทรกหลายโรค  พออาการทรุดลงคุณพ่อก็ไม่มีกำลังใจจะสู้ต่อ มันก็เลยยิ่งไปกันใหญ่ ปัญหาของเราพักไว้ชั่วคราวก่อนนะครับ ผมไม่อยากให้คุณพ่อไม่สบายใจ”

“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ยังไงคุณสิทธิ์ก็เป็นสามี เป็นพ่อของลูกสาวฉันเหมือนกัน ฉันรู้ว่าควรปฏิบัติตัวยังไง ถึงเค้าจะไม่เขียนพินัยกรรมยกอะไรให้ฉันกับลูกเลยก็เถอะ”

“ก็ดีครับ” พูดจบอนุศรเดินเลี่ยงไป มานิดาหันมองกลับมาที่ห้องนอนศรสิทธิ์ด้วยสีหน้าหนักใจ ถ้าศรสิทธิ์เกิดเป็นอะไรขึ้นมาตอนนี้ตนกับลูกสาวเดือดร้อนแน่ๆ

ooooooo

ตอนที่ 12

ค่ำลงเพรียวต้องเป็นพิมมาลาทั้งที่ยังอยู่ในเซนซูยา พิมมาลาเลยต้องอยู่แต่ในห้องทำงานเพราะกลัวจะมีคนอื่นเห็นเข้า แล้วพิมมาลาก็นั่งบ่นกับรัมภาด้วยเรื่องที่นันท์ทำตัวเป็นหมาบ้า ไม่น่าเกิดมาเป็นพี่ชายน้ำนวล...ลงท้ายถามรัมภาว่า สวรรค์ทำอะไรผิดพลาดหรือเปล่า

“มันไม่มีอะไรผิดหรอก แต่นี่แหละคือสีสันของโลกนาย ที่โลกของฉันไม่มี”

“สีสันตรงไหน”

“ก็โลกกลมๆของนายเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างสรรพสิ่งที่ตรงข้ามกันที่สุดไงล่ะ บุคคลประเสริฐเลิศล้นอย่างพระสัมมา– สัมพุทธเจ้า ก็ทรงบังเกิดและตรัสรู้ในยุคเดียวกับคนที่ต้องลงโลกันตมหานรกอย่างพระเทวทัต แล้วอย่างงี้มันจะแปลกอะไร ที่หนูน้ำจะมีพี่ชายอย่างนายนันท์ ถูกต้องมั้ย”

“เข้าใจละ ส่วนสวรรค์ของคุณก็ต้องมีแต่คนที่ทำความดีสร้างบุญกุศลในระดับเดียวกันกับคุณเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์อยู่เพราะฉะนั้นก็เลยไม่มีสีสันแบบโลกของผม”

“เก่งนี่...ต๊าย อธิบายนิดเดียวก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง อย่างงี้ต้องให้เป็นผู้หญิงตลอดไปซะแล้ว จะได้ไม่กลับไปโง่เหมือนเดิม”

“ผมยังยืนยันคำเดิมนะว่าโง่สุดของผมก็คือตอนที่ไปจีบคุณน่ะแหละ...นี่คุณ ผมอยากกลับห้องแล้ว คุณช่วยไปดูให้หน่อยสิว่าคนอื่นๆเค้ากลับไปหมดรึยัง”

“ทำไม ถ้ามีคนอื่นทำงานอยู่ นายกลับไม่ได้เหรอ”

“ไม่เห็นเหรอ ผมนั่งอกเด้งอยู่เนี่ย พิมมาลายื่นใบลาออกไปแล้ว ถ้าขืนโผล่ออกมาจากห้องเพรียวได้เป็นเรื่องน่ะสิ รู้แล้วยังจะถามอีก ถ้ากลับได้จะอยู่ทำงานถึงป่านนี้เหรอ”

“ฉันไม่ทันได้สังเกตนี่ยะ เดี๋ยวเป็นชายเดี๋ยวเป็นหญิง อะไรก็ไม่รู้ปวดหัวหมดแล้ว อ้ะ อยากไปก็ไปสิ หนูน้ำกับฟ้างามประชุมอยู่ชั้นบน ถ้านายลงลิฟต์ไปตอนนี้ไม่เจอใครหรอก”

“ขอบใจที่บอก” ว่าแล้วพิมมาลาเดินกรีดกรายเด้งหน้าเด้งหลังออกไปจากห้อง โดยมีสายตาสุดเอือมของรัมภามองตามด้วยความหมั่นไส้

ไม่ทันจะกลับออกจากเซนซูยา พิมมาลาก็เดินไปเจอแวนทุรนทุรายปวดหัวอย่างหนัก เธอตกใจมากรีบโทร.บอกน้ำนวลแล้วพาแวนส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว พอถึงมือหมอแวนก็ปลอดภัยแต่ยังต้องนอนพัก น้ำนวลกับพิมมาลาจึงมีโอกาสคุยกันตามลำพัง พิมมาลาจำได้ว่าแวนเคยปวดหัวรุนแรงแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ถ้ายังไม่หายสนิท ก็น่าจะเลื่อนการแต่งงานออกไปก่อน

“น้ำรู้ค่ะว่าพี่พิมห่วงน้ำ แต่ถึงยังไงน้ำก็เลื่อนงานแต่งไม่ได้หรอกค่ะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

“ทำไมล่ะคะ ในเมื่อคุณแวนยังไม่หายดี ก็น่าจะรอให้หายก่อนแล้วค่อยแต่งไม่ดีกว่าเหรอคะ”

“พี่พิมก็รู้ไม่ใช่เหรอคะว่ามันไม่มีประโยชน์ ถ้าน้ำเลื่อนงานแต่งมันก็ไม่ต่างกับการทิ้งแวนหรอกค่ะ น้ำไม่มีวันทิ้งแวนเด็ดขาด”

พิมมาลาท่าทางแปลกใจกับคำพูดของน้ำนวล ไม่เข้าใจที่เธอบอกว่าตน “รู้” หมายความว่ายังไง...หลังจากนั้นพิมมาลาพยายามไปเซ้าซี้ถามรัมภา แต่ก็ไม่ได้คำตอบ ดังนั้นเขาจึงต้องไปสืบด้วยตัวเอง

เป้าหมายแรกก็คือฟ้างาม เพรียวตั้งใจสืบถามฟ้างามถึงเรื่องที่น้ำนวลต้องเร่งเวลาแต่งงานกับแวน แต่เช้านี้ฟ้างามติดธุระสำคัญไม่เข้าออฟฟิศ เจอแต่อนุศรที่จะมาหาฟ้างามเพื่อคุยงาน อนุศรจึงถือโอกาสนี้ชวนเพรียวไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน เพราะอยากจะคุยเรื่องพิมมาลา โดยมีแวนตามมาร่วมโต๊ะด้วยอีกคน

“ผมจ้างนักสืบตั้งหลายบริษัท แต่ไม่มีใครหาตัวคุณพิมเจอเลยซักคน แถมนามสกุลเชิงไกรลาสก็หาไม่ได้ เล่นเอามืดแปดด้านกันไปหมด”

“นี่ถ้าเป็นหนัง พี่พิมต้องเป็นสายลับขององค์กรมหา–ประลัยใต้ดิน ที่มุ่งหวังทำลายล้างโลกแหงๆ คิดดูดิหาตัวยังไงก็ไม่เจอ แต่นึกจะโผล่ก็โผล่ขึ้นมาซะเฉยๆ อย่างเมื่อวานยังมาช่วยผมไว้เลย” แวนพูดไปเรื่อยโดยไม่รู้ว่าเพรียวแอบเหล่ไม่ชอบใจ

“พี่ถึงอยากจะขอความช่วยเหลือจากแวนแล้วก็

คุณเพรียวนี่ไง ถ้าเจอคุณพิมอีกเมื่อไหร่ช่วยถ่วงเวลาเอาไว้แล้วโทร.บอกพี่ทันที พี่อยากจะเจอเค้ามาก”

“ได้เลยพี่นู ผมเชียร์ให้พี่ได้ลงเอยกับคุณพิมอยู่แล้ว ถ้าไม่หมดสติชักดิ้นชักงอแบบเมื่อวานซะก่อนนะ”

เพรียวเคืองนึกอยากจะบอกให้พวกเขาลงเอยกันเอง ตนจะได้ไม่เหนื่อยหาทางแย่งน้ำนวลกลับมา...แล้วเพรียวก็กล่อมอนุศรให้ลืมพิมมาลา คนเพียบพร้อมอย่างเขาหาผู้หญิงที่ดีกว่าเธอได้ไม่ยาก แต่อนุศรก็ดึงดันว่าหลงรักเธอไปแล้ว คงยากที่จะเปลี่ยนใจ

เสียงโทรศัพท์มือถืออนุศรดังขัดจังหวะ ดูเบอร์แล้วอนุศรจึงขอตัวสักครู่ เพรียวอยู่ทางนี้กับแวนก็ซักถามอาการป่วยว่าค่อยยังชั่วแล้วเหรอ ถึงออกมาข้างนอกได้

“หายเป็นปลิดทิ้งเลยพี่ ไอ้หัวนี่ก็แปลกเหมือนกัน บทจะมีอาการก็ปุบปับไม่ทันตั้งตัว แต่พอหายก็แข็งแรงดีทุกอย่าง ไม่รู้เป็นโรคอะไรของมัน เออ พี่เพรียว พี่เคยเป็นแฟนกับคนชื่อเต็มที่เป็นเด็กของลุงสิทธิ์ใช่มั้ยครับ”

เพรียวตอบรับทั้งที่แปลกใจว่าแวนถามทำไม แต่พอได้ยินแวนบอกว่าศรสิทธิ์ติดเชื้อเอชไอวี เพรียวถึงกับผงะตกใจ

“ผมไม่รู้ว่าแฟนเก่าพี่ติดด้วยรึเปล่า ทางที่ดีพี่น่าจะไปตรวจเลือดนะครับ”

เพรียวหน้าซีด ไม่คิดว่าศรสิทธิ์จะเป็นเอดส์ แล้วก็ไม่แน่ใจด้วยว่าตอนคบกับตน เต็มตามีอะไรกับศรสิทธิ์หรือยัง ถ้าเต็มตาจับปลาสองมือ ตนก็มีโอกาสไม่รอดเหมือนกัน

ขณะเดียวกันนั้น ฟ้างาม มานิดา และเมลานีก็รับรู้เรื่องนี้แล้วเช่นกัน เมลานีรับไม่ได้ร่ำไห้โวยวายอับอายที่พ่อเป็นโรคร้าย ศรสิทธิ์ใจเสียอยู่แล้วก็ยิ่งท้อแท้ไปกันใหญ่ เพราะแม้แต่ลูกแท้ๆก็ยังรังเกียจ ดีหน่อยที่มานิดายังปลอบบ้าง สำหรับฟ้างามนั้นเห็นใจและสงสารพี่ชาย ให้กำลังใจเต็มที่

“พี่สิทธิ์อย่าคิดมากเลยค่ะ ถ้าเราทานยาต้านไวรัสตามที่หมอสั่ง บางคนอยู่เป็นสิบๆปีจนแก่ตายก็ยังไม่มีอาการเลยด้วยซ้ำไป ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกค่ะ กำลังใจสำคัญที่สุด”

“ขอบใจมากนะงามที่ให้กำลังใจพี่ แต่พี่ก็ไม่รู้จะอยู่รอความตายได้อีกนานซักแค่ไหน ตอนนี้ก็ห่วงแต่เรื่องทรัพย์สิน เท่านั้นล่ะ พี่อยากจะจัดการให้เรียบร้อยก่อนตอนที่ยังมีเรี่ยวแรงอยู่”

“พี่สิทธิ์มีอะไรให้งามช่วยก็บอกมาได้เลยนะคะ”

“พี่อยากจะทำพินัยกรรมยกหุ้นเซนซูยาของพี่ทั้งหมดให้เจ้านูมัน งามช่วยจัดการให้พี่หน่อยนะ แต่เรื่องที่พี่ป่วยอย่าเพิ่งบอกนูล่ะ นูต้องบริหารงาน พี่ไม่อยากให้เค้ามีเรื่องกังวลใจ”

“ค่ะพี่สิทธิ์” ฟ้างามตอบรับ แอบชำเลืองมองมานิดาที่พยายามปั้นหน้านิ่งเอาไว้ ทั้งที่ในใจเดือดปุดไม่พอใจศรสิทธิ์อย่างมาก

แล้วพอพ้นจากสองคนพี่น้องนั้นมา มานิดาก็รีบหารือลูกสาวเพราะกลัวตัวเองจะไม่เหลือสมบัติอะไรเลย ถ้าศรสิทธิ์ยกหุ้นทั้งหมดให้อนุศร ครั้นจะไปขอร้องแบ่งหุ้นจากอนุศรตามที่เมลานีแนะนำก็รู้คำตอบอยู่แล้วว่าต้องผิดหวัง เพราะอนุศรไม่มีทางเผื่อแผ่เห็นแก่คนที่ทำให้แม่ของเขาช้ำใจจนต้องหนีไปอยู่เมืองนอกแน่

“อะไรมันจะซวยขนาดนี้ แล้วนี่แม่จะติดโรคจากพ่ออีกคนมั้ยเนี่ย”

“จะบ้าเหรอ ฉันจะไปติดโรคจากพ่อแกได้ยังไง แม่มันสินค้าเอ็กซ์โปร โละสต็อกไปแล้ว ไม่ได้มีอะไรกับพ่อแกจะสิบปีแล้วมั้ง...โอ๊ย หงุดหงิดจริงๆ”

มานิดาเดินอารมณ์เสียออกไป เมลานีถอนใจหน้าตาเคร่งเครียด อนาคตท่าทางจะไม่สดใสซะแล้ว...ฝ่ายนายเพรียวหรือพิมมาลา เย็นนั้นก็แจ้นไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาล ผลปรากฏว่าปลอดโรคโล่งใจไปที จากนั้นก็ต้องไปแก้ปัญหาหัวใจต่อ เขาต้องรู้ให้ได้ว่าความลับของน้ำนวลคืออะไร

ค่ำนั้นเองพิมมาลาไปดักเจออนุศรที่คอนโดฯ อนุศรดีใจสุดๆ และยินดีตอบคำถามทุกเรื่องที่เธออยากรู้ พิมมาลาไม่ไว้ใจเหลียวซ้ายแลขวากลัวรัมภาตามมาขัดขวาง ก่อนขอขึ้นไปคุยกับเขาบนห้องจะดีกว่า แต่พอเปิดประตูห้องก็มีวายร้ายสองคนพุ่งมาจากข้างในหวังฟาดหัวอนุศรด้วยไม้ แต่กลายเป็นว่าเกือบโดนพิมมาลาที่เดินนำหน้า อนุศรตกใจมากกระชากพิมมาลาหนีออกจากห้องไปโดยเร็ว

ไม่นานนักทั้งสองคนก็ไปบอกเล่าให้ฟ้างามกับน้ำนวลฟังถึงบ้าน น้ำนวลไม่ปักใจเชื่อเมื่อพิมมาลาคาดเดาว่านันท์น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะนันท์ยอมขายหุ้นแล้ว เขาจะทำร้ายอนุศรด้วยสาเหตุอะไรอีก

“คนพาลมันไม่มีเหตุผลหรอกค่ะคุณน้ำ...ขอโทษ

นะคะ คุณฟ้างาม ทราบมาว่าตอนนี้คุณศรสิทธิ์ไม่ค่อยสบาย ไม่ทราบว่ามีการพูดเรื่องทรัพย์สินอะไรบ้างรึเปล่าคะ”

“นี่เธอรู้เรื่องได้ยังไง”

พิมมาลาชะงักที่ตนพลาดไป น้ำนวลเหล่มองพิมมาลารู้สึกติดใจสงสัยอะไรบางอย่างขึ้นมา ในขณะที่ฟ้างามอึกๆ อักๆหน้าเสียเพราะรับปากศรสิทธิ์ไว้แล้วว่าจะไม่พูด แต่ก็งงไปหมดที่พิมมาลารู้เรื่องนี้ จนหาทางเลี่ยงไม่ทัน

เมื่ออนุศรรู้ความจริงว่าพ่อป่วยเป็นเอดส์ ก็รีบไปพบพ่อถึงห้องนอนอย่างไม่รังเกียจ ไม่ต่อว่า ที่สำคัญไม่ทอดทิ้งพ่ออย่างเด็ดขาด ศรสิทธิ์ตื้นตันใจน้ำตาเอ่อขึ้นมาอย่างกลั้นไม่อยู่ กอดลูกชายแน่น ในเวลาแบบนี้ความรักและกำลังใจจากลูกคือสิ่งที่มีค่าที่สุด

ส่วนเพรียวนั้นอดเป็นห่วงเต็มตาไม่ได้ สายวันรุ่งขึ้นตั้งใจจะไปพูดคุยกับเธอ แต่ปรากฏว่าเคาน์เตอร์ที่เคยวางเครื่องสำอางของเต็มตาว่างเปล่า สอบถามอยู่ครู่หนึ่งก็ได้ความว่าเต็มตายกเลิกสัญญาเช่าไปแล้ว นั่นยิ่งทำให้เพรียวเป็นห่วงเธอถึงขนาดโทร.เข้ามือถือ แต่เธอปิดเครื่อง เขาจึงฝากข้อความเอาไว้ให้เธอโทร.กลับ เขาพร้อมช่วยเหลือถ้าเธอต้องการ ยังไงเราก็ยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม

รัมภานึกชื่นชมเพรียวแต่แกล้งแขวะให้ว่าสมเป็นคาส– โนว่าตัวพ่อจริงๆ ขนาดเลิกกันไปแล้วยังคอยดูแลจิตใจกันอีก

“ผมไม่ชอบที่เต็มเค้าทิ้งศักดิ์ศรี แต่ก็ไม่เคยคิดอยากให้ชีวิตเค้าต้องเจอกับเรื่องร้ายๆแบบนี้หรอก แล้วที่คุณมานี่

คงไม่ใช่แค่จะมาแขวะผมหรอกนะ มีธุระอะไรก็พูดๆมาเถอะ”

รัมภาแย้มเรื่องที่อนุศรจะโดนทำร้ายว่าเป็นฝีมือนันท์กับมานิดา เพรียวนึกอยู่แล้ว เมื่อแน่ใจเช่นนี้จึงรีบไปบอกฟ้างาม เท่านั้นเองฟ้างามก็พยายามติดต่อมือถือสองแม่ลูก แต่ พวกเขาเหมือนนกรู้จริงๆ ปิดเครื่องหายตัวไปทั้งแม่ทั้งลูก

“น้างามอย่าเพิ่งสรุปว่าเป็นฝีมือของป้ามานิดาเลยค่ะ ทางตำรวจเค้าก็ยังไม่ได้ปักใจซะทีเดียว บางทีอาจจะไม่เกี่ยวกับป้าเค้าก็ได้นะคะ”

“จะไม่เกี่ยวได้ยังไง ถ้านูเป็นอะไรไป ยัยเมก็ต้องเป็นทายาทคนเดียวของพี่สิทธิ์ แล้วมีเหรอว่ามันจะไม่ทำ นี่ถ้าไม่เห็นว่าพี่สิทธิ์ไม่สบาย น้ารายงานไปแล้ว ว่าเมียน้อยคิดจะกำจัดลูกชายตัวเอง”

“แต่น้ำว่าอาจไม่ใช่ก็ได้นะคะ มันสาวถึงตัวง่ายเกินไป”

“รู้จักป้าเธอน้อยไปซะแล้วน้ำ ยัยนี่มันแปดเหลี่ยมสิบสองคมจะตายไป คิดซับคิดซ้อนย้อนกลเก่งนัก ถึงหน้าตาจะดูไม่ค่อยฉลาดนักก็เถอะ ช่วงน้าน้าไม่อยากทิ้งทางนี้ไปไหนไกลๆเลย บอกตรงๆว่าไม่สบายใจ เรื่องที่นัดกับน้ำไว้ว่าจะไปดูงานก่อสร้างสาขาที่เชียงราย น้าขอเปลี่ยนใจไม่ไปด้วยแล้วนะ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะน้างาม น้ำไปคนเดียวได้ค่ะ”

“จะไปคนเดียวได้ยังไง หนูดูแค่การตกแต่งภายในก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว ถ้าต้องมาดูแลส่วนของน้าแทนอีกจะหนักเกินไป เรื่องนี้ปล่อยให้เพรียวเค้าจัดการละกัน”

“น้างามจะให้พี่เพรียวไปแทนเหรอคะ”

“จ้ะ ก็เพรียวเค้าเป็นมือขวาน้า น้าไปไม่ได้ก็ต้องให้เค้าไปแทนสิ ทำไมเหรอ”

“เปล่าค่ะ” ปากบอกเปล่า แต่ท่าทางน้ำนวลอึดอัดไม่น้อย ที่รู้ว่าต้องไปกับเพรียวสองต่อสอง แม้จะไปเรื่องงานก็ไม่สบายใจอยู่ดี จึงคิดจะชวนแวนไปด้วย แต่แวนไม่ว่าง งานนี้เพรียวเลยกระหยิ่มยิ้มย่อง วาดหวังว่าไปกันสองคนคงโรแมนติกน่าดู

แต่ค่ำนั้นเพรียวในคราบพิมมาลาก็โดนรัมภาดักคอในร้านอาหารเกาหลีแห่งหนึ่ง

“บอกไว้ก่อนนะว่าอย่ามาสร้างความอึดอัดให้หนูน้ำอีก ที่แล้วมาลูกสาวฉันก็น่าสงสารพอแล้วย่ะ”

“ถ้าเลือกทำตามหัวใจตัวเอง คุณน้ำก็ไม่ต้องมาทนทุกข์อย่างงี้หรอก ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณน้ำถึงเลือกเจ้าแวน ทั้งๆที่เค้ารักผมอยู่”

“จ้างให้ก็ไม่บอก”

“ไม่เป็นไร ยังไงไปเชียงรายคราวนี้ผมก็ต้องรู้อยู่ดีนั่นแหละ อยู่กันสองต่อสองไม่มีก้างมาคอยขัดแข้งขัดขา จะใจแข็งได้ซะแค่ไหนกันเชียว”

“คิดจะทำอะไรลูกฉันยะ บอกไว้ก่อนนะ ถ้านายคิดล่วงเกินหนูน้ำล่ะก็ ได้เป็นผู้หญิงไปจนตายแน่นายเพรียว”

“นี่คุณรัมภา อย่ามาดูถูกกันนะ ถึงผมจะเจ้าชู้ผมก็ มีจรรยาบรรณ”

“ต๊าย...เพิ่งเคยได้ยิน”

“แน่นอน ผมไม่เคยใช้กำลังกับผู้หญิงอยู่แล้ว ผมไม่ใช่ไอ้นันท์” พูดขาดคำ พิมมาลาก็เหลือบไปเห็นนันท์เดินนำหน้าชายต่างชาติคนหนึ่งเข้าไปด้านในซึ่งเป็นห้องส่วนตัวสำหรับลูกค้าวีไอพี พิมมาลาสังหรณ์ใจทันทีว่าต้องมีอะไรไม่ดีแน่จึงแอบไปด้อมๆมองๆ แล้วก็เห็นว่าข้างในนั้นยังมีมานิดากับเมลานีีรวมอยู่ด้วย

ด้วยความสงสัยใคร่รู้ พิมมาลาจึงขอยืมชุดสาวเกาหลีที่รัมภาใส่ปลอมตัวเข้าไปเป็นสาวเสิร์ฟ ทำให้ได้ยินพวกมานิดาคุยกับมิสเตอร์คิมที่ติดต่อให้มาซื้อหุ้นเทกโอเวอร์เซนซูยา พิมมาลาไม่พอใจแต่ยังไม่กล้าทำอะไร นอกจากตั้งท่าจะกลับออกไป แต่โชคไม่ดีโดนมิสเตอร์คิมแต๊ะอั๋งจับก้นเข้าให้พอเธอ โวยวาย พวกมานิดาเลยจำหน้าได้

พิมมาลาตกใจที่ความแตก คว้าถ้วยซุปสาดใส่มิสเตอร์คิมก่อนจะวิ่งเผ่นหนีออกมานอกห้องทันที โดยมีนันท์ไล่กวดมาด้วยความแค้น และเขาเกือบจะจับตัวพิมมาลาได้ ถ้ารัมภาไม่ซิ่งรถกระบะมาช่วยพิมมาลาเอาไว้

ช่วยให้พ้นเงื้อมมือนันท์มาแล้ว รัมภาปล่อยพิมมาลาทิ้งกลางทาง เพราะตัวเองมีธุระสำคัญต้องไปเข้าฝันน้ำนวลที่กำลังมีเรื่องไม่สบายใจอย่างมาก

ในฝัน น้ำนวลดีใจมากที่ได้เจอรัมภา หลังจากไม่เคยเห็นกันมานาน จนนึกว่าจะไม่ได้เจอเธออีกแล้ว

“ฉันไม่เคยหายไปไหนหรอกจ้ะ ก็อยู่ข้างๆคอยดูแลคุ้มครองหนูน้ำนี่แหละ เพียงแต่หลายปีมาเนี่ยหนูเติบโตขึ้นมาก ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น หนูก็ผ่านมันไปได้ ไม่ใช่เด็กๆที่เอาแต่ร้องไห้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ก็เลยไม่จำเป็นที่ฉันจะต้องมานั่งปลอบโยนหนูอีกไงจ๊ะ”

“ไม่จริงหรอกค่ะ ไม่ใช่ทุกเรื่องที่น้ำจะแก้ไขได้ อย่างน้อยก็เรื่องที่น้ำเจออยู่ตอนนี้”

“หนูไม่สบายใจที่เพรียวมาสารภาพรักกับหนูใช่มั้ย”

“ค่ะ แปลกใช่ไหมคะ พี่เพรียวเป็นทั้งรักครั้งแรกและเป็นผู้ชายที่น้ำเคยอยากเอาชนะมากที่สุด วันนึงพอเค้าสารภาพรักกับน้ำ น้ำควรที่จะดีใจ แต่น้ำกลับรับรักเค้าไม่ได้”

“หนูเสียใจที่ไม่สมหวังในความรัก แต่หนูก็ดีใจที่ไม่ทำให้แวนต้องผิดหวังไม่ใช่เหรอ”

“ค่ะ น้ำคิดว่าน้ำทำในสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นหนูก็ต้องก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็งสิจ๊ะ ส่วนเรื่องเพรียว ถ้าเค้ามีค่าพอสำหรับความรักของหนู เค้าก็จะเข้าใจและชื่นชมในการตัดสินใจของหนู แต่ถ้าเค้าเห็นแก่ตัว ก็แสดงว่าเค้าไม่มีค่าคู่ควรกับหนู หนูก็อย่าไปเสียใจกับคนพรรค์นั้นเลยจ้ะ”

น้ำนวลคิดตามที่รัมภาพูด ก็เริ่มมีกำลังใจและหายกลัดกลุ้มไปได้เยอะ

ooooooo

เช้าขึ้นเข้าออฟฟิศเพื่อเตรียมตัวไปเชียงรายกับน้ำนวล แต่เพรียวไม่ลืมเล่าเรื่องที่ไปรู้เห็นมาเมื่อคืนให้ฟ้างามกับอนุศรฟัง เพื่อพวกเขาจะได้ระวังและป้องกันวายร้ายอย่างมานิดากับนันท์ไว้ให้ดี

เมื่อไปถึงสถานที่ก่อสร้างห้างเซนซูยาสาขาเชียงราย ปรากฏว่างานคืบหน้าไปมากด้วยความราบรื่น น้ำนวลกับเพรียวจึงหมดห่วง พูดคุยให้คำแนะนำเพิ่มเติมกับวิศวกรไปบ้างก่อนที่เพรียวจะชวนน้ำนวลกลับโรงแรมที่พักก่อนหกโมงเย็น เพราะถ้าถึงเวลานั้นปุ๊บ เพรียวจะต้องเปลี่ยนเป็นพิมมาลาตามกติกา ซึ่งคราวนี้รัมภาไม่มีลดหย่อนผ่อนปรนให้แน่นอน

ใกล้หกโมงเย็นแล้วแต่น้ำนวลยังไม่เสร็จงาน เพรียวก็เลยจะต้องกลับก่อน แต่ไม่ทันที่เพรียวจะเปลี่ยนเป็นพิมมาลาก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น นันท์พาลูกน้องมาวางเพลิงห้างใหม่ แต่ไม่สำเร็จเพราะน้ำนวลเห็นเข้าเสียก่อน น้ำนวลก็เลยโดนลูกน้องนันท์ทำร้ายจนสลบ และอาจถึงตายถ้าเพรียวไม่ย้อนกลับมาและช่วยเธอไว้ทันเวลา

ส่วนที่กรุงเทพฯ เมลานีเริ่มเบื่อหน่ายกับแผนการของแม่และนันท์ จึงคิดจะหลบไปเที่ยวญี่ปุ่นสักหนึ่งเดือน แต่มานิดาไม่ยอม พยายามโน้มน้าวให้ลูกสาวอยู่ช่วยกัน ไม่เช่นนั้นในอนาคตเราสองแม่ลูกต้องหมดตัว แล้วเมลานีเองนั่นแหละที่จะแย่ เพราะใช้เงินเป็นเบี้ยจมไม่ลงอย่างนี้ สุดท้ายก็ไม่แคล้วเป็นเมียน้อยเสี่ยแก่ๆซักคน

เป็นอันว่าคำขู่ของมานิดาเป็นผล เมลานีเปลี่ยนใจไม่ไปญี่ปุ่น ทั้งๆที่ยังเครียดและเป็นกังวลอย่างยิ่ง

ฟากเพรียวกับน้ำนวลที่เชียงราย เพรียวพาน้ำนวลกลับมาดูแลปฐมพยาบาลที่โรงแรม ไม่นานนักเธอก็ฟื้น แต่ยังรู้สึกเจ็บบริเวณต้นคอที่ถูกตี น้ำนวลขอบคุณเพรียวที่ช่วยตนไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เวลาเกิดเรื่องเดือดร้อนทีไร ถ้าไม่ใช่พิมมาลา ก็เป็นเพรียวที่คอยช่วยตนทุกที

“จะกี่ครั้งก็ไม่สำคัญหรอกครับ คุณน้ำก็รู้ว่าผมยินดีที่จะช่วยเหลือคุณน้ำตลอดเวลา”

“อย่าดีกับน้ำแบบนี้อีกเลยค่ะพี่เพรียว ยิ่งพี่ดีกับน้ำมากเท่าไหร่ น้ำก็ยิ่งรู้สึกผิดมากเท่านั้น”

“ทำไมต้องรู้สึกผิดด้วยล่ะครับ การทำตามหัวใจตัวเอง มันยากขนาดนั้นเลยเหรอ”

“มันไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้วค่ะพี่เพรียว”

“คุณน้ำจะทำร้ายจิตใจตัวเองไปถึงไหนครับ”

“มันก็แค่ความรู้สึกแย่ๆชั่วคราวเท่านั้นล่ะค่ะพี่เพรียว แต่ถ้าน้ำทิ้งแวน ตลอดชีวิตนี้น้ำคงไม่มีวันมีความสุขได้อีกเลย”

เพรียวหน้าสลด เสียใจมากจนพูดอะไรไม่ออก น้ำนวลใจแข็งเกินกว่าที่ตนคิดไว้มาก แต่หารู้ไม่ว่าน้ำนวลอัดอั้นตันใจแทบแย่ แอบซับน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่...

ครู่ต่อมา เพรียวออกไปเดินที่สวนโรงแรม คำพูดเมื่อครู่ของน้ำนวลยังคงก้องอยู่ในหัวเขาตลอดเวลา แต่พอเจอรัมภา เขาก็รีบขอบคุณเธอที่ยอมให้เขาเป็นผู้ชายต่อจนถึงตอนนี้ รัมภาบอกไม่เป็นไร ถือว่าตอบแทนที่เขาช่วยลูกสาวของตนไว้

พูดขาดคำ เพรียวก็เปลี่ยนเป็นพิมมาลาทันที พิม–มาลายังพยายามจะพูดเรื่องหัวใจ แต่รัมภาเบี่ยงประเด็นให้คิดเรื่องที่สาขาถูกลอบวางเพลิงดีกว่าว่าเป็นฝีมือใคร

“ไม่ต้องเสียเวลาคิดเลย ก็รู้ๆกันอยู่ คุณรัมภาคืนนี้คุณอยู่คุยเป็นเพื่อนผมทั้งคืนได้มั้ย ผมนอนไม่หลับแน่ๆ คงคิดแต่เรื่องคุณน้ำซ้ำไปซ้ำมาอยู่ยังงี้”

“ทีงี้ล่ะมาอ้อน...นายเดินไปทางด้านโน้นเลย รับรองได้ว่านายจะมีเรื่องให้ทำทั้งคืนแน่นอน”

“ด้านหลังโรงแรมน่ะเหรอ...มีอะไร”

เมื่อพิมมาลาไปตามที่รัมภาบอก ก็เจอยามสูงอายุคนหนึ่งกำลังปวดท้องอย่างหนัก พอพาแกไปหาหมอที่คลินิกถึงได้รู้ว่าแกเป็นพ่อของเต็มตานั่นเอง

เสร็จเรื่องพ่อแล้วเต็มตาได้คุยกับพิมมาลาตามลำพัง เต็มตาเสียใจที่สุดกับชะตากรรมของตัวเองที่ติดเชื้อเอชไอวี

“ก็อย่างที่เธอเห็นนั่นแหละ ฉันเองก็ไม่ได้ดิบดีอะไรนักหรอก บ้านฉันไม่มีเงิน พ่อฉันก็เป็นแค่ยาม พี่น้องก็มีตั้งหลายคน ฉันถึงได้พยายามถีบตัวเอง ขยันเรียนจนได้งานดีเงินดี แต่มันก็ยังไม่ทันใจ จนฉันต้องยอมเดินทางลัด สุดท้ายก็ต้องกลับมาตายรัง”

“อย่าเพิ่งท้อสิเต็ม โรคนี้ถ้าดูแลตัวเองดีๆมันก็อยู่ได้เหมือนคนปกติเลยนะ เธอยังทำอะไรได้อีกตั้งหลายอย่าง หมดหวังตอนนี้มันไม่เร็วไปหน่อยเหรอ”

“แล้วจะให้ฉันทำไปเพื่ออะไร ยังไงฉันก็ต้องตายอยู่ดี ตอนนี้อย่าว่าแต่ทำงานเลย แม้แต่ออกไปนอกบ้าน ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ฉันก็ไม่อยากออกไปให้ใครเห็น”

“ยิ่งอยู่คนเดียวมันจะไม่ยิ่งแย่ไปใหญ่เหรอเต็ม เอ่อ ลองโทร.ไปคุยกับเพรียวเค้าบ้างสิ เค้าเคยติดต่อหาเธอไม่ใช่เหรอ”

“เธอคิดว่าฉันยังมีหน้าไปคุยกับเค้าอีกเหรอ ตอนที่เค้าตกอับ ฉันคิดว่าเค้าหมดท่าแล้ว ก็เลยรีบไปคว้าคุณศรสิทธิ์ แล้วตอนนี้เค้ากลับได้ดียิ่งกว่าเดิม ในขณะที่ฉันเป็นตัวเชื้อโรค แล้วใครเค้ายังอยากจะคุยกับฉัน”

พิมมาลาจับมือเต็มตาและดึงเข้ามากอดปลอบใจ “อย่าดูถูกตัวเองอย่างงั้นสิเต็ม เธอไม่ใช่ตัวเชื้อโรคซะหน่อย ไม่มีอะไรจะมาทำร้ายเธอได้เท่ากับความคิดของตัวเธอเองหรอกนะเต็ม”

เต็มตาอึ้งอยู่ครู่นึง คิดไม่ถึงว่าพิมมาลาจะกอดตนโดยไม่รังเกียจแม้แต่น้อย ก่อนจะกอดพิมมาลาคืนแล้วปล่อยโฮออกมาเต็มที่อย่างสุดกลั้น...

ooooooo

เช้าวันต่อมา เพรียวลงจากห้องพักมาเจอน้ำนวลคุยกับศรีทรัพย์แม่ของแวนอยู่่ตรงล็อบบี้ เพรียวเข้ามายกมือไหว้ศรีทรัพย์ และทักทายพูดคุยกันด้วยดี โดยเฉพาะศรีทรัพย์นั้นเอ็นดูเพรียวมากเพราะเขาช่วยชีวิตแวนไว้ตอนเครื่องบินตก

พ่อของแวนเป็น ส.ส.อยู่เชียงราย ศรีทรัพย์จึงมาที่นี่บ่อย ซึ่งคราวนี้เธอจะชวนน้ำนวลไปทำบุญ แต่พอดีงานของน้ำนวลยังไม่เสร็จ เพรียวจึงอาสาไปเป็นเพื่อนศรีทรัพย์ เพราะคิดจะล้วงความลับที่ยังค้างคาใจ

และแล้วการไปทำบุญครั้งนี้ก็ทำให้เพรียวได้กระจ่างใจ ศรีทรัพย์มาทำบุญเพื่อขอพรพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองแวนให้มีชีวิตอยู่นานๆ เพราะแวนเลือดออกที่ก้านสมองโอกาสรอดริบหรี่

เพรียวตกใจสุดๆ คิดไม่ถึงว่าความลับนั้นก็คืออาการป่วยของแวนที่ไม่หายขาดและจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เมื่อกลับมาที่โรงแรมเพรียวจึงโวยวายหัวฟัดหัวเหวี่ยงเอากับรัมภา

“มิน่า คุณน้ำถึงได้บอกว่าแวนเป็นรักครั้งสุดท้ายไม่มีวันที่จะทอดทิ้งเค้า ก็เพราะเจ้าแวนไม่หายขาด จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้นี่เอง คุณน้ำถึงต้องเร่งแต่งงานเพื่ออยู่ดูแลเจ้าแวน ตอบแทนความดีที่เจ้าแวนเคยมีให้”

“ทีหลังฉันเตือนอะไรก็หัดฟังซะมั่ง ฉันบอกแล้วว่าให้ปล่อยไปตามที่หนูน้ำตัดสินใจ อย่าไปค้นหาเหตุผลของมัน นายก็ไม่ฟัง แล้วทีนี้ไงล่ะ มีแต่จะทุกข์ใจมากกว่าเดิม”

“ทำไมคุณถึงไม่ห้ามคุณน้ำ ถ้าแวนอยู่ได้ซักสิบยี่สิบปีก็ยังพอว่า แต่ถ้าแต่งงานไปสามวัน แล้วคุณน้ำต้องกลายเป็นม่าย แล้วจะทำยังไง”

“ก็ไม่ยังไง มันเป็นสิ่งที่หนูน้ำเลือกแล้ว ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง ลูกสาวฉันก็พร้อมที่จะสู้กับมัน”

“ผมไม่เข้าใจ ทำไมคุณน้ำถึงต้องยอมเสียเปรียบขนาดนั้น”

“ไม่แปลกหรอกที่นายจะไม่เข้าใจ คนที่คิดถึงแต่ผลประโยชน์ได้เปรียบเสียเปรียบอย่างนายจะเข้าใจเหตุผลของคนที่ยึดถือน้ำใจและการเสียสละได้ยังไงล่ะ”

เพรียวอึ้งไปครู่หนึ่ง ถอนใจออกมาอย่างหงุดหงิด “นี่ถ้าตอนนั้นผมไม่ทำให้คุณน้ำเสียใจจนต้องหนีไป คุณน้ำก็คงไม่เจอกับแวน หรือถึงเจอก็คงไม่ผูกพันกันจนต้องยอมเสียสละตัวเองขนาดนี้”

“ไม่มีใครรู้อนาคตหรอกเพรียว เพราะทุกสิ่งในโลกนี้ถูกผูกกันด้วยกรรม การตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาทีอาจจะก่อให้เกิดกรรมต่อเนื่องกันข้ามภพข้ามชาติเลยก็ได้ เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของนายหรือว่าใครทั้งนั้น อย่าโทษตัวเองเลย”

“แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าอนาคตของคุณน้ำจะน่าสงสารขนาดไหน แล้วแวนก็ควรจะต้องรู้ด้วยว่าคุณน้ำเสียสละเพื่อเค้า ถ้าเค้าไม่เห็นแก่ตัวจนเกินไป ก็ควรจะต้องปล่อยคุณน้ำให้เป็นอิสระ ไม่ใช่ผูกติดไว้กับตัวแบบนี้  ผมจะต้องพูดกับแวนให้รู้เรื่อง”

“ฉันแนะนำว่าอย่าเลย”

เพรียวไม่ฟัง เดินเลี่ยงไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ooooooo

แต่แล้วความตั้งใจของเพรียวก็มีอันต้องล้มเลิกเมื่อมาเห็นสภาพแวนอาการไม่สู้ดี ขนาดเดินก็ยังเซจะล้ม หากเพรียวบอกความจริงที่น้ำนวลต้องแต่งงานด้วย แวนมิเจ็บปวดทุรนทุรายไร้ความสุข ที่สำคัญเขาจะทำใจได้หรือไม่กับชีวิตตัวเองที่อาจเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว

เพรียวคิดสับสนว้าวุ่นใจอย่างมาก จนคืนนั้นขับรถไปนอกเมืองแล้วไปจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าวัดหลวงลุงที่จังหวัดบ้านเกิดโดยไม่รู้ตัว กระทั่งเช้าตายิ้มมาเคาะกระจกรถอยู่นานเพรียวถึงสะดุ้งตื่น แล้วยืนยันกับหลวงลุงว่าตนไม่ได้เมาอย่างที่ตายิ้มว่า เมื่อคืนตนเสียใจมาก รู้อย่างเดียวว่าอยากหนีไปให้พ้นๆ ก็เลยขับรถมาเรื่อยไม่มีจุดหมาย จำไม่ได้จริงๆว่าเผลอหลับไปตอนไหน

“มันก็คงเป็นความเคยชินล่ะมั้ง ที่ทำให้เอ็งขับรถมาถึงที่นี่ ก็ยังดีที่เอ็งไม่เตลิดเปิดเปิงจนเป็นเรื่องราวใหญ่โต ไหน...มีอะไรจะเล่าให้ข้าฟังมั้ย”

“ผมทุกข์ใจเหลือเกินครับหลวงลุง ผมต้องทนเห็นคนที่ผมรักเป็นของคนอื่น โดยที่ผมทำอะไรไม่ได้เลย แต่ถ้าผมขัดขวางก็เท่ากับผมต้องทำร้ายความรู้สึกของคนอีกหลายคน ผมควรจะทำยังไงดีครับ”
“เอ็งเลือกแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะทำยังไง ไม่อย่างงั้นเอ็งคงไม่มานั่งทุกข์อยู่ที่นี่คนเดียวหรอก จริงมั้ย”

เพรียวอึ้ง หลวงลุงพูดถูกเพราะตนไม่สามารถทำร้ายแวน และความตั้งใจของน้ำนวลได้ เลยต้องหนีมาที่นี่จริงๆ

“หลวงลุงครับ ถ้าผมจะขอบวชจะได้ไหมครับ”

“เอ็งคิดเหรอว่าหนีเข้าวัดแล้วมันจะพ้น คนเราหนีใจตัวเองมันหนีไม่พ้นหรอก ก็เหมือนหมาขี้เรื้อน ต่อให้วิ่งไปนอนบนฟูกแพร มันก็ยังคัน เพราะแผลที่อยู่ที่ตัวของมันเอง”

“แต่อย่างน้อยวัดก็อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ นะครับ คงไม่มีใครหรืออะไรมารบกวนผมซักพัก แล้วผมเองก็ไม่ได้เป็นคนดีอะไรนัก ผมถึงไม่มีแรงจะต่อต้านความทุกข์ที่เกิดขึ้นได้ ถึงต้องขอให้หลวงลุงช่วยระงับให้ผม อย่างน้อยชั่วคราวก็ยังดีครับ”

“ข้าช่วยเอ็งได้ แต่เอ็งก็ต้องดูกาลเทศะก่อน งานการไปจัดการให้เรียบร้อย อย่าให้มีปัญหา แล้วก็ไปบอกพ่อแม่เอ็งซะ พวกเค้าจะได้ดีใจ แล้วที่สำคัญเอ็งต้องกลับเป็นผู้ชายเต็มตัวเสียก่อน ถ้าเป็นทั้งหญิงทั้งชาย พระพุทธเจ้าท่านห้ามไว้ว่าบวชไม่ได้”

เพรียวสีหน้าเคร่งขรึมเมื่อนึกถึงสิ่งที่หลวงลุงบอกทั้งหมด ต่อมาเมื่อเพรียวแวะไปบอกเรื่องบวชแก่ครอบครัว ทุกคนดีใจมาก โดยเฉพาะพ่อแม่นั้นถึงกับน้ำตาซึมที่จะได้เกาะชายผ้าเหลืองลูกชายคนเดียว

ในขณะที่เพรียวยังทำใจรับไม่ได้กับความผิดหวังในรักครั้งนี้...น้ำนวลก็ต้องเดินหน้าเตรียมการเรื่องงานแต่ง บ่ายวันนี้เธอกับแวนพากันไปลองชุด เธอเอาใจแวนเป็นอย่างดี ไม่ยอมให้เขาเครียดหรือเหนื่อยแม้แต่น้อย เพราะไม่อยากเห็นอาการปวดหัวของเขากำเริบขึ้นมาอีก


ส่วนเพรียว หลังบอกทางครอบครัวเรื่องบวชแล้ว เพรียวย้อนกลับไปที่วัดอีกครั้ง คราวนี้เจอรัมภาใส่ชุดขาวราวกับมาถือศีล จึงแขวะเธอว่าวัดนี้รับแต่คน ไม่รับอมนุษย์

“บนสวรรค์ก็มีวัดย่ะ ฉันไม่ง้อหรอก เจดีย์จุฬามณีน่ะเคยได้ยินมั้ย เห็นว่าจะบวช ฉันก็เลยจะมาอโหสิให้ซะหน่อย ปากอย่างงี้ จองเวรกันต่อเลยดีกว่า”

“เกินไปรึเปล่าคุณ โถ...จะมาอโหสิให้ผม คุณน่ะแกล้งผมเอา แกล้งผมเอา ยังจะมีอะไรอโหสิอีก ผมต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายอโหสิให้คุณ”

“ยังจะพยศอยู่อีกนะ เดี๋ยวแม่ก็ไปประท้วงหน้าโบสถ์ไม่ให้บวชซะเลยนี่”

เพรียวตกใจ กลัวอิทธิฤทธิ์รัมภาจนขึ้นสมอง ร้องห้ามเสียงหลง และขอโทษขอโพย รัมภาเลยหยวนๆ แล้วถามถึงเหตุผลที่จู่ๆเพรียวเปลี่ยนใจไม่ทำให้น้ำนวลกับแวนเลิกกัน ทั้งที่ตอนแรกเห็นกระเหี้ยนกระหือรือเหลือเกิน

“ก็เพราะตอนที่ผมไปหาแวน เขาอาการไม่สู้ดี แต่ผมก็เห็นเค้ามีความสุขมากที่จะได้แต่งงาน มันเป็นความสุขที่กำลังจะได้อยู่กับคนที่เค้ารัก แล้วมันก็ทำให้ผมเข้าใจว่าทำไมคุณน้ำถึงทำแบบนี้ สิ่งที่คุณน้ำเลือกมันเป็นสิ่งสวยงามนะรัมภา แล้วใครก็ตามที่ทำให้มันเกิดรอยร้าว ไม่ต้องถึงกับแตกพังหรอก มันก็เลวเกินคนแล้วล่ะ”

“ฟังดูเหมือนไม่ได้พูดออกจากปากคนอย่างนายเพรียวเลยนะ...แล้วนี่นายจะกลับไปสวนขวัญเพื่อแก้คำสาปกับฉันเมื่อไหร่ล่ะ นายจะได้กลับมาบวชเพื่อชำระล้างคราบกิเลสให้พร้อมสำหรับการกลับมาทำหน้าที่มนุษย์อีกครั้งไงล่ะ”

เพรียวสีหน้าขรึมลง ในที่สุดวันที่ตนจะได้ลาขาดจากการเป็นพิมมาลาก็มาถึงแล้ว

ooooooo

เมื่อค่ำนั้นเป็นพิมมาลาซึ่งน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว จึงนัดพบน้ำนวลเพื่อบอกลา และต้องขอโทษที่ไปงานแต่งของเธอกับแวนไม่ได้ แต่ก็ขอแสดงความยินดีและอวยพรให้ทั้งคู่มีความสุขตลอดไป

น้ำนวลสวมกอดอาลัยอาวรณ์พิมมาลาไม่น้อย พอพิมมาลาจะผละจากไป อนุศรก็ปรากฏตัว ประกาศไม่ยอมให้พิมมาลาหนีตนไปไหนอีกแล้ว พิมมาลาจึงลากแขนเขาออกไปคุยกันตามลำพัง โดยมีสายตาน้ำนวลมองตามด้วยความเป็นห่วง

อนุศรอยากรู้ว่าเป็นเพราะตนรุกหนักหรือเปล่า พิมมาลาถึงต้องไปจากเซนซูยา ทั้งที่งานและผู้ร่วมงานก็ดีไม่เห็นมี ปัญหาอะไร

“ไม่เกี่ยวกับคุณหรอกค่ะ พิมมาทำงานที่เซนซูยาด้วยเหตุผลบางอย่าง เมื่อหมดหน้าที่แล้วพิมก็ต้องไปค่ะ คุณอย่ามาเสียเวลาทำความเข้าใจกับพิมเลยนะคะ คนดีๆอย่างคุณนูหาผู้หญิงที่ดีกว่าพิมได้ไม่รู้ตั้งกี่เท่า ลืมพิมซะเถอะนะคะ”

“ให้ผมไปตายยังจะง่ายกว่าให้ผมลืมคุณ แล้วก็อย่าผลักไสให้ผมไปหาผู้หญิงที่ดีกว่าคุณพิมเลยนะครับ ลองเราถ้ารักแล้วก็คือรัก ถ้าต้องมาเปรียบเทียบว่าใครดีกว่าใครแล้วจะเรียกว่าความรักได้ยังไง”

อนุศรไม่พูดเปล่า จ้องตาพิมมาลาอย่างจริงจังจริงใจ ทำเอาอีกฝ่ายซึ้งแทบระทวยถ้าไม่ติดว่าตัวตนข้างในจริงๆ ก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน

“คุณพิมครับ ไม่ว่าคุณกำลังมีปัญหาอะไร จะเรื่องเงิน เรื่องงาน หรือโดนใครบังคับ ผมก็พร้อมจะสู้ไปกับคุณหรือต่อให้คุณเคยเป็นผู้ชายมาก่อนอย่างที่เค้าลือกัน ผมก็รับได้นะครับ”

“จะบ้าเหรอคุณนู ฉันไม่ใช่...” พูดแค่นั้นก็ฉุกคิดในใจว่า เราก็เป็นผู้ชายมาก่อนจริงๆนี่หว่า

“หรือว่าคุณจะชอบผู้หญิงด้วยกันเหมือนอย่างที่นางบอกผม”

คราวนี้พิมมาลาชะงักกึก บอกตัวเองอยู่ในใจว่าแน่นอน ตนชอบผู้หญิงจริงๆ แต่ไม่รู้จะพูดยังไงออกมา ก็เลยโวยลั่น

“โอ๊ย คุณทำฉันสับสนไปหมดแล้วนะเนี่ย คุณนูคะ คุณอย่าไปฟังยัยนางปากไม่มีหูรูดนักเลย เอาเป็นว่ามันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดทั้งหมดนั่นแหละ”
“แล้วมันเป็นยังไงล่ะครับ คุณบอกผมมาสิ”

“พิมไม่มีอะไรจะบอกทั้งนั้นล่ะค่ะ สรุปว่าพิมเข้าใจคุณนะคะ เพราะเราก็หัวอกเดียวกัน แต่พิมไม่ได้รักคุณค่ะ แล้วก็ไม่มีทางที่จะรักคุณได้ด้วย...ลาก่อนตลอดกาล ขีดเส้นใต้สองเส้น เน้นตัวหนาด้วย ตลอดกาลค่ะ” พูดจบก็ตบบ่าเขาหนักๆ แล้วสะบัดหน้าเดินหนีไปทันที

อนุศรยืนซึมอกหักหมดสภาพ ไม่มีแรงแม้จะเรียกชื่อทัดทาน ฝ่ายรัมภาพอเจอพิมมาลาก็ต่อว่าทันทีว่าใจร้ายที่สุด อนุศรออกจะดีแสนดีเพียบพร้อมทุกอย่าง ไม่น่าทำกับเขาแบบนั้นได้ลงคอ

“เจ็บครั้งเดียวเดี๋ยวก็หาย เค้าจะได้มองหาคนใหม่ ดีกว่าปล่อยให้เรื้อรังมันจะเป็นบาปติดตัวผมเปล่าๆ แล้วนี่คุณไปดริ๊งก์ที่ไหนมาเนี่ย เมาแอ๋เลย”

“ฉันไปงานเลี้ยงที่เทือกเขาโอลิมปัสมาน่ะสิ น้ำอมฤตที่โน่นดีกรีแรงกว่าน้ำโสมหลายเท่า ก็เลยเมามากไปนิ้ดนึง”

“แหวะ หึ่งมาเชียว แล้วนี่จะไหวมั้ยเนี่ย ผมอุตส่าห์เคลียร์ทุกอย่างเรียบร้อยเพื่อจะได้กลับไปสวนขวัญกับคุณแล้วนะ”

“ไหวซิไหว เรื่องแค่นี้เอง กวีเอกชาติคุณยังเคยบอกเลยไม่ใช่เหรอ ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน ฉันแค่เมาเหล้า ไม่ได้เมารักซะหน่อย จะไม่ไหวได้ยังไง”

อีกครู่เดียว รัมภาก็พาพิมมาลาสู่สวนขวัญเชิงเขาไกรลาส พอจะถูกถอนคำสาปจริงๆ พิมมาลารู้สึกใจหายเหมือนกัน ท่าทางอาลัยอาวรณ์รัมภา กลัวว่าจะไม่ได้เจอกันอีก ถ้าตนกลับเป็นผู้ชายถาวรแล้ว

“รัมภา คุณจะมาพบผมอีกมั้ย”

“จะให้ฉันมาทำไมล่ะ ธุระฉันจบแล้ว”

“คุณมาเยี่ยมผมก็ได้นี่ ที่ผ่านมาผมมีคุณเป็นเพื่อนอยู่คนเดียว ทะเลาะกันบ้างดีกันบ้าง ก็ยังดีกว่าไม่มีใครซะเลย ถึงคุณทำผมแสบแต่ผมก็ไม่เคยเกลียดคุณเลยนะรัมภา”

“ขอบใจย่ะ ฟังแล้วมันน่ามาหาซะเหลือเกินนะ ไปไป๊ มัวแต่พิรี้พิไรอยู่นั่นแหละ เดี๋ยวฉันก็เปลี่ยนใจซะหรอก”

“ผมลาล่ะนะรัมภา ถึงมิตรภาพของเรามันไม่ค่อยจะสวยเท่าไหร่ ผมก็รู้สึกว่าคุณเป็นคนใจดีนะ หลายครั้งผมรู้ว่าใจจริงคุณไม่ได้เกลียดผมอย่างที่แสดงออกหรอก ส่วนผมไม่เคยเกลียดคุณอยู่แล้ว บางครั้งผมอยากเป็นเพื่อนกับคุณด้วยซ้ำ เพราะงั้นขอให้เราลาจากกันอย่างเพื่อนนะรัมภา”

รัมภาพยักหน้ารับ พิมมาลาหน้าละห้อยจะขอกอดสักที แต่รัมภาแว้ดใส่ทันควัน

“อย่าเข้ามานะ เดี๋ยวจะไม่ได้กลับเป็นผู้ชายครบทุกส่วน บางหน่วยอาจเล็กลีบกว่าเดิม”

พิมมาลาแหยงรีบหนีบเป้าเล็กน้อย บ่นงึมงัมว่าใจร้าย แล้วหันหลังเดินไปทางทะเลสาบที่หมอกลงจัด...

เช้าแล้ว เพรียวสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนในห้องพัก พอตั้งสติได้ก็รีบจับหน้าตา ลูบคลำหน้าอกตัวเองทันที ปรากฏว่าเป็นผู้ชายทุกกระเบียดนิ้ว ทุกอย่างครบถ้วน แต่เขาอยากรู้ว่ารัมภาหายไปจริงหรือเปล่า จึงทดสอบด้วยการเรียกและ พูดคุยด้วย หรือแม้แต่แกล้งด่า แต่ทั้งห้องยังคงเงียบ ไม่มีเสียงตอบกลับมาของรัมภาเหมือนเคย ทำให้เพรียวอดรู้สึกเศร้าปนเหงาในใจขึ้นมาไม่ได้

ooooooo

ตอนที่ 11

1 เดือนต่อมา แวนอาการดีขึ้นมากแต่ยังเดินเองไม่ถนัด ต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุง ที่สำคัญตอนนี้แวนเบื่อการอยู่บ้านเป็นอย่างมาก พอดีน้ำนวลกำลังจะไปดูความเรียบร้อยห้างเซนซูยาสาขาใหม่ที่พัทยาจึงชวนแวนไปด้วย พิมมาลารู้เข้าก็ไม่พอใจ คิดจะตามไปเป็นก้าง โดยมาขอแลกงานกับข่ายแก้วที่ต้องเดินทางไปพร้อมน้ำนวล

ข่ายแก้วถูกพิมมาลาอ้อนจนใจอ่อน แล้วในวันเดียวกัน จู่ๆดารณีก็มาขอคุยพิมมาลา ดารณีตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อไปเป็นผู้จัดการร้านอาหารที่ออสเตรเลีย ซึ่งมีเพื่อนแนะนำให้ ถ้าตั้งหลักได้เธอจะรับแม่ไปอยู่ด้วย

“ดามีเพื่อนอยู่ออสเตรเลียด้วยเหรอ”

“เค้าเรียนปริญญาเอกอยู่ จริงๆเมื่อก่อนเราก็ไม่ค่อยชอบหน้ากันเท่าไหร่หรอก เพราะเค้าเป็นแฟนเก่าพี่เพรียว ชื่ออิน ไม่รู้เธอรู้จักรึเปล่า”

พิมมาลาตาเบิกโพลง ตอบอึกๆอักๆว่าไม่รู้จัก แต่เคยได้ยินเพรียวพูดถึง แล้วถามดารณีว่าไปสนิทกับอินตั้งแต่เมื่อไหร่

“ก็ไม่นานนักหรอก เราเจอกันในอินเตอร์เน็ต แช็ตกันไปมาก็เลยเม้าท์เพรียวกันมันปาก อินปากจัดมาก ด่าเพรียวแสบถึงใจฉันจริงๆ เลยคุยถูกคอกันไปเลย แฉเรื่องบนเตียงมันหยด”

พิมมาลาแทบสำลักกระอักกระอ่วน แต่ก็กลั้นใจฟังดารณีสาธยายถึงอินทุพรต่อไปอีกนิด ก่อนตัดบทอวยพรให้ดารณีโชคดีกับงานใหม่

“ขอบใจเธออีกครั้งนะพิม เธอทำให้ฉันตาสว่าง รู้จักยืนบนขาของตัวเอง ไม่คิดแต่จะพึ่งคนอื่นเหมือนเมื่อก่อน”

“ฉันก็ดีใจจ้ะ  ที่คำแนะนำของฉันเป็นประโยชน์กับเธอ”

“พิม...ฉันมีเรื่องอยากจะขอรบกวนให้เธอช่วยหน่อย”

เรื่องที่ดารณีขอร้องพิมมาลาก็คือ เธอต้องการพบทศกรอีกสักครั้ง เมื่อพิมมาลาไปเจรจาให้ ทศกรมีอาการลังเลอย่างมาก พิมมาลาจึงต้องชักแม่น้ำทั้งห้าหว่านล้อมโน้มน้าวกว่าทศกรจะยินยอม และนำพามาซึ่งการพูดจาจากกันด้วยดีของทั้งคู่ที่เคยคบหากันอยู่พักหนึ่ง

เสร็จภารกิจเพื่อคนอื่นแล้ว คืนนั้นเพรียวกลับห้องพักเตรียมตัวจัดกระเป๋าเดินทางไปพัทยา  เช่นเดียวกับรัมภาที่จะตามไปขัดขวางขัดคอเพรียว  ระหว่างนี้เองอนุศรโทร.เข้ามือถือพิมมาลา เพรียวจึงวานให้รัมภารับแทน เพราะรู้ดีว่ารัมภาเลียนเสียงพิมมาลาได้อยู่แล้ว

อนุศรโทร.มาเลื่อนนัดให้พิมมาลาไปงานปาร์ตี้คืนนี้

เร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมง แต่พอพิมมาลาไปถึง ปรากฏว่าไม่มีเพื่อนคนอื่นๆของอนุศรเลยสักคน

“ผมขอโทษนะครับคุณพิม จริงๆงานปาร์ตี้เริ่มเวลาเดิม แต่ผมเลื่อนนัดให้คุณพิมมาเร็วขึ้นชั่วโมงนึงเพราะผมอยากมีเวลาอยู่กับคุณพิมตามลำพังน่ะครับ”

พิมมาลานิ่งอึ้ง คิดในใจว่า...ซวยแล้วกู พลาดจนได้!

“คุณพิมโกรธผมเหรอครับ”

“อ๋อ เปล่าหรอกค่ะ คุณนูมีงานอะไรจะคุยกับพิมเหรอคะ”

“ถ้าไม่ใช่เรื่องงาน คุณพิมคงไม่อยากคุยกับผมสินะครับ คุณพิมรู้ไหมครับว่าผมประทับใจคุณตั้งแต่เห็นครั้งแรกแล้ว”

“รู้ค่ะ ดิฉันไม่แปลกใจ เพราะเคยได้ยินผู้ชายหลายคนบอกอย่างงี้เหมือนกัน แต่มันก็จบลงแบบอุบาทว์ เอ๊ย ไม่ค่อยเอาไหนเท่าไหร่น่ะค่ะ”

“ผมไม่แปลกใจเลยครับ คุณเป็นคนสวยคงมีผู้ชายมารุมชอบหลายคน แต่คงไม่มีใครใช่จริงๆสำหรับคุณ ถ้าเป็นอย่างนี้คุณพิมจะไม่ลองเปิดใจรับผมบ้างเหรอครับ บางทีผมอาจจะเป็นคนที่คุณพิมรออยู่ก็ได้”

พิมมาลาชักตงิดๆ คิดในใจคำพูดนี้คุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน...แล้วพยายามบ่ายเบี่ยงเรื่องมีแฟน บอกเขาว่า ทุกวันนี้อยู่คนเดียวสบายกว่า

“สบาย แต่ไม่อบอุ่นเหมือนกับเรามีใครซักคนที่แคร์เรา แล้วเราก็แคร์เค้าอยู่นะครับ เพราะเค้าจะช่วยเติมส่วนที่ขาดของคุณให้เต็ม”

“นั่นไง ว่าแล้วว่าเคยได้ยินที่ไหน ไอ้มุกเติมเต็มเนี่ยมันไม้ตายจีบหญิงสมัยก่อนของฉันเลยนี่หว่า ทำได้เกือบดีนะเนี่ยคุณนู เสียดายที่มาใช้กับตัวพ่ออย่างผม” พิมมาลาพูดกับตัวเองในใจ แล้วอมยิ้มออกมา

“คุณพิมไม่เชื่อผมเหรอครับ”

“เปล่าหรอกค่ะ พิมก็แค่คิดว่าผู้ชายชอบทำอะไรคล้ายๆกันเท่านั้นเอง พิมขอบคุณมากนะคะที่คุณให้เกียรติพิม แต่เราสองคนยังรู้จักกันน้อยเกินไป คุณไม่รู้หรอกค่ะ ว่าตัวตนที่แท้จริงของพิมเป็นยังไง”

“ใครว่าล่ะครับ ผมเชื่อว่าผมรู้จักตัวจริงของคุณมากกว่าที่คุณคิดซะอีก ตอนพบคุณครั้งแรก ผมนึกในใจว่าผู้หญิงคนนี้สวยจังเลย แต่คุณก็ทำให้ผมทึ่ง เพราะคุณไม่ได้มีแค่ความสวย คุณเป็นคนฉลาด เข้มแข็ง มีศักดิ์ศรี ไม่แสนงอนเอาแต่ใจ จนผมยังเคยนึกเลยว่าถ้าคุณเป็นผู้ชายคงเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับผม”

“คุณนูคะ พิมยอมรับว่าเป็นคนชอบทำงาน แต่อย่างอื่นมันเป็นภาพลวงตา เอ่อ มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดหรอกค่ะ”

“แล้วมันเป็นยังไงล่ะครับ ขอเพียงแค่คุณพิมเปิดใจ

ให้ผมเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นยังไง ผมก็รับได้ทั้งนั้นล่ะครับ”

พิมมาลาปั้นยิ้มแหย คิดอยู่ในใจว่า...เปิดแล้วจะหนาว ศึกช้างชนช้างเลยล่ะแก

โชคช่วยจริงๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น พิมมาลาฉวยโอกาสนี้เลี่ยงไปต้อนรับเพื่อนๆของเขา

ooooooo

รุ่งขึ้นเป็นวันเดินทางไปพัทยา แวนมาขึ้นรถไปพร้อมน้ำนวลและอนุศรที่บ้านฟ้างาม ก่อนขึ้นรถ อนุศรเล่าเรื่องพิมมาลาเคยอกหักให้ฟัง แวนกับน้ำนวลเลยฟันธงว่าเหตุนี้เองทำให้พิมมาลาเข็ดขยาดผู้ชาย ถึงไม่ยอมมีแฟนสักที

“แต่พี่ก็ยังมีความหวังนะ เพราะอย่างน้อยที่สุดพี่ก็รู้ว่าคุณพิมยังไม่มีใคร ถ้าพี่ทำให้เธอมั่นใจได้ คุณพิมก็อาจจะให้โอกาสพี่”

“ผมเชียร์พี่นูขาดใจเลยครับ พี่พิมทั้งสวยทั้งเก่งอย่างนี้ หาไม่ได้ง่ายๆนะพี่”

“ขอบใจมากแวน งานนี้ถึงไหนถึงกัน ยังไงพี่ก็ต้องทำให้เค้าลืมอดีตให้ได้ ไปกันเถอะ ป่านนี้คุณพิมคงออกเดินทางแล้ว จะได้ไปถึงพร้อมๆกัน”

พิมมาลาไปถึงโรงแรมที่พักก่อนหน้าพวกน้ำนวลเล็กน้อย พอเช็กอินเอาสัมภาระเข้าไปเก็บในห้อง พิมมาลา

ก็พูดกับตัวเองอย่างมีความหวัง  “อากาศสดชื่นอย่างนี้เหมาะกับการสานความสัมพันธ์จริงจริ๊ง”

“สร้างความสัมพันธ์ให้ตัวเอง แต่ไปทำลายความสัมพันธ์ของคนอื่นน่ะสิ” รัมภาปรากฏตัวในชุดว่ายน้ำย้อนยุค พิมมาลาหน้าบึ้งตึงอย่างสุดเซ็ง

“คุณรับปากผมแล้วนะ ว่าจะไม่ยุ่งเรื่องนี้ เป็นนางฟ้าโกหกไม่ได้นะคุณ”

“ไม่ต้องมาดักคอฉันเลยย่ะ ไม่เห็นเหรอว่าฉันเตรียมตัวมาพักผ่อน ไม่ได้คิดจะยุ่งเรื่องของใครซะหน่อย”

พิมมาลาเดินออกไปยืนที่ระเบียง เห็นน้ำนวลกำลังประคองแวนอยู่ริมสระน้ำ

“เผลอไม่ได้เลยนะ ผมไม่มีเวลาทะเลาะกับคุณแล้ว” พูดจบพิมมาลาก็เดินลิ่วออกจากห้อง รัมภาส่ายหน้า บ่นอย่างหนักใจ

“นี่ละน้า...ที่เค้าว่า ยิ่งแก้ก็ยิ่งพัน”

พิมมาลาโมโหหึง ตั้งใจลงมาเป็นก้างขวางคอแวนกับน้ำนวล แต่ดันมาเจออนุศร แล้วก็หลีกหนีเขาไม่ได้เสียด้วย เพราะทั้งน้ำนวลและแวนต่างก็ทำตัวเป็นกามเทพเปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้เดินเล่นกันตามลำพังที่ชายหาด

ตกเย็นกลับขึ้นไปที่ห้องพัก พิมมาลาหงุดหงิดเป็นบ้า ก่นด่าแวนทำเป็นซื่อบื้อแต่เอาจริงก็แสบไม่ใช่เล่น รัมภาไม่พอใจโผล่มาต่อว่า

“ยังมีหน้าไปว่าคนอื่นเค้าอีก นี่แหละ ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว”

“ผมไปให้ทุกข์ใครตอนไหน พูดไม่กี่คำก็โดนเจ้าแวนมันเสียบเข้าให้แล้ว มันต่างหากที่เล่นงานผม คุณอย่าหลับหูหลับตาเข้าข้างกันหน่อยเลย”

“ก็เจตนานายมันไม่ดีตั้งแต่ต้นแล้ว คิดจะไปเป็นก้างคนอื่นเค้า มันก็ต้องโดนอย่างงี้แหละ แล้วแวนเค้าก็ไม่ได้ตั้งใจด้วย แค่อยากจะเปิดโอกาสให้อนุศรก็เท่านั้นเอง”

ยิ่งฟัง พิมมาลาก็ยิ่งหงุดหงิด ดูนาฬิกาข้อมือ รัมภาแปลกใจถามว่าดูนาฬิกาทำไม พิมมาลาไม่ตอบแต่นับถอยหลังรอเวลาถึงหกโมงเย็นตรงเป๊ะ ร่างพิมมาลาก็เปลี่ยนเป็นเพรียวทันที

“วันนี้ผมหมดโอกาสใกล้ชิดคุณน้ำแล้ว ขอไปเที่ยวให้หายเซ็งหน่อยเถอะ หวังว่าคุณคงเคารพสิทธิส่วนบุคคลของผมบ้างนะ ไม่ใช่ตามตัวติดแจไปทุกที่ เข้าใจ๋”

“ฉันก็ไม่อยากเป็นตากุ้งยิงหรอกย่ะ ชิ”

เพรียวไปเที่ยวผับ แล้วเจอเมลานีกับกลุ่มเพื่อนโดยบังเอิญ เมลานีทำเจ้าชู้กรุ้มกริ่มใส่เพรียวก่อนจะดื่มกันจนมึนเมาแล้วไปต่อที่ห้องพักของเธอ แล้วก็เกือบจะลงเอยนอนด้วยกัน ถ้าเพรียวไม่หวนคิดถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เขาเคยทำผิดพลาดเป็นเหตุให้น้ำนวลตัดใจไปจากเขา แต่ตอนนี้เพรียวรู้ใจตัวเองแล้วว่ารักน้ำนวลมากขนาดไหน จึงไม่มีทางที่เขาจะทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำ
รอยอีกเด็ดขาด

เพรียวอ้างกับเมลานีว่าขอลงไปซื้อถุงยางอนามัย แต่แล้วก็ปล่อยให้เมลานีรอเก้อ พอเช้าขึ้นเมลานีลงไปเจอน้ำนวล แวน อนุศร และพิมมาลาที่ห้องอาหารของโรงแรม เธอถามหาเพรียวด้วยสีหน้าท่าทีหงุดหงิด ทำเอาทุกคนพากันงงว่าเกิดอะไรขึ้น ยกเว้นพิมมาลาที่หน้าเจื่อน คอยแต่หลบสายตาไม่กล้ามองเมลานี

“พวกเราไม่ได้มากับคุณเพรียวซะหน่อย จะไปรู้ได้ยังไง แล้วนี่เมมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

“เมจะมาเมื่อไหร่ก็ช่างเมเถอะพี่นู ตกลงพวกพี่ไม่ได้เจอเพรียวแน่นะ”

“ไม่ได้เจอจริงๆจ้ะเม พวกเรามาทำงาน เมื่อวานพอทานข้าวเย็นเสร็จก็ยังไม่ได้ออกไปไหนกันเลย”

“งั้นถ้าเจอเพรียวก็ฝากบอกด้วยนะว่าให้ไปลงนรกซะ” เมลานีสะบัดหน้าเดินกลับไปอย่างอารมณ์เสีย

แวนมองตามแล้วเปรยขึ้นว่า สงสัยเมื่อคืนจะอารมณ์ค้าง...เท่านั้นเองน้ำนวลหน้าเสียทันที แม้จะบอกตัวเองว่าเป็นสิทธิของเพรียวแต่ก็ยังแสลงใจลึกๆอยู่ดี แต่พิมมาลาหน้าบึ้งตึงไม่พอใจคำพูดแวน จึงทักท้วง

“ไม่ใช่มั้งคะคุณแวน น่าจะไม่พอใจเรื่องอื่นมากกว่า”

“ถึงไม่ใช่ ผมว่าก็ใกล้เคียงล่ะพี่ คาสโนว่าเพรียวนี่ร้ายจริงๆ”

น้ำนวลหน้าสลดลงไปอีก ในขณะที่พิมมาลาเหล่มองน้ำนวลด้วยความไม่สบายใจ แต่ในสภาพพิมมาลา ตนก็ไม่รู้จะแก้ตัวแทนได้ยังไงเหมือนกัน จนเมื่อมีโอกาสตอนตามน้ำนวลไปดูความเรียบร้อยเซนซูยาที่เพิ่งเปิดใหม่ และยังเห็นน้ำนวลมีอาการเหม่อๆซึมๆ จึงพยายามปลอบใจ

“คุณน้ำยังติดใจเรื่องเพรียวอยู่ใช่ไหมคะ อย่าไปฟังที่คุณแวนพูดเลยนะคะ คุณแวนก็ชอบพูดเล่นไปเรื่อย จริงๆเพรียวเค้าไม่มีอะไรกับคุณเมหรอกค่ะ ไม่ใช่สเปก”

“พี่เพรียวเค้าจะมีอะไรกับใครมันก็เป็นสิทธิ์ของเค้า ไม่เกี่ยวอะไรกับน้ำนี่คะ”

“แต่เพรียวเค้าไม่ทำแน่นอนค่ะ เค้ามีบทเรียนมาแล้ว คงไม่โง่ทำผิดซ้ำเดิมหรอกค่ะ”

“แปลกนะคะ ไม่ว่าน้ำจะไปไหนก็เหมือนมีเงาของพี่เพรียวตามอยู่ตลอดเวลา น้ำพยายามจะบอกตัวเองว่ามัน จบแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว แต่พอมีเรื่องเกี่ยวกับพี่เพรียวทีไร น้ำก็อดหวั่นไหวไม่ได้ซะที”

น้ำนวลถอนใจแล้วเดินนำไปทางลิฟต์ พิมมาลายิ่งได้ยินน้ำนวลพูดอย่างนี้ค่อยยิ้มออก ยิ่งมั่นใจเต็มร้อยว่าน้ำ–นวลยังคงรักตนอยู่...หลังจากประชุมงานกันเสร็จ น้ำนวลกับพิมมาลาพากันไปหาแวนที่นั่งรออยู่มุมหนึ่งในห้าง แล้วทั้งคู่ต้องตกใจที่จู่ๆแวนเกิดปวดหัวรุนแรง ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับการผ่าตัดสมองหลังเหตุการณ์เครื่องบินตกที่แวนยังต้องกินยาต่อเนื่องอยู่

แวนไม่ยอมไปโรงพยาบาล น้ำนวลกับพิมมาลาจึงพาแวนกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม

“ทีนี้จะดื้อกับหมออีกมั้ย น้ำเตือนแวนแล้วว่าต้องกินยาให้ตรงเวลา แวนไม่ยอมฟังกันบ้างเลย”

“แวนขอโทษ น้ำก็รู้นี่ว่าแวนไม่ชอบกินยา แต่ต่อไปจะไม่ทำอีกแล้ว ปวดทรมานมากเลย”

“พี่พิมคะ ฝากแวนเดี๋ยวนะคะ น้ำขอโทร.คุยกับคุณหมอให้ละเอียดอีกที”

“ได้ค่ะ”

น้ำนวลเดินออกไปคุยโทรศัพท์มือถือที่ระเบียง เพราะไม่ต้องการให้แวนได้ยิน พิมมาลามองแวนด้วยสายตาตำหนิ เซ็งกับความงี่เง่า ย้ำถามเขาว่า แน่ใจนะว่าจะไม่ไปตรวจให้ ละเอียดที่โรงพยาบาล

“ไม่เอาหรอกครับ เกิดเจอโน่นเจอนี่ขึ้นมาต้องกลับไปนอนโรงพยาบาลอีก ผมตายแน่ๆ อยู่โรงพยาบาลมาเป็นเดือนแล้ว ผมเข็ดไม่อยากกลับเข้าไปอีกแล้วล่ะพี่ แล้วผมก็ไม่อยากเป็นภาระให้น้ำเค้าแล้วด้วย”

“คุณน้ำไม่เคยคิดว่าคุณแวนเป็นภาระหรอกค่ะ”

“แต่ผมคิด จริงๆนะพี่  ตั้งแต่ผมป่วย  น้ำก็ต้องวิ่งรอกที่ทำงานกับโรงพยาบาลตลอด แถมยังต้องเฝ้าผมจนดึกทุกวันกว่าจะได้กลับบ้าน เช้าก็ต้องไปทำงานอีก ผมสงสารน้ำนะพี่ ผมเป็นผู้ชายนะครับ ผมก็อยากเป็นฝ่ายปกป้องดูแลแฟนบ้าง ไม่ใช่ต้องให้เค้าดูแลเราอยู่ฝ่ายเดียว”

พิมมาลาคิดไม่ถึงว่าแวนจะรู้ตัวเหมือนกัน เริ่มเข้าใจแวนมากขึ้น จนอดสงสารเห็นใจขึ้นมาไม่ได้ แต่เมื่อออกจากห้องไปก็พยายามสลัดความคิดเห็นใจทิ้ง บอกตัวเองว่าอย่าใจอ่อน ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน ไม่ใช่สาม มัวแต่ลังเลเดี๋ยวก็แพ้มันจนได้หรอก

ว่าแล้วพิมมาลาก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดส่งข้อความหาน้ำนวลในนามของเพรียว นัดทานข้าวเย็นด้วยกัน ขอร้องอย่าได้ปฏิเสธตนเลย...

ooooooo

ค่ำลงได้เป็นตัวเอง เพรียวแต่งตัวหล่อเพื่อจะไปทานข้าวกับน้ำนวล โดยมีรัมภาในชุดพนักงานของโรงแรมนั่งคุยอยู่ใกล้ๆ

“ถามจริงๆเหอะ นายคิดว่าแค่ไปสารภาพรักแล้วหนูน้ำเค้าจะทิ้งแวนมาหานายเลยเหรอ”

“ผมก็ไม่ได้คาดหวังขนาดนั้นหรอก แต่ทุกวันนี้ที่คุณน้ำเค้าเฉยชากับผมก็เพราะเค้าคิดว่าผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับเค้าเลย ถ้าผมแสดงความจริงใจให้เค้ารู้ อย่างน้อยเค้าก็ต้องมีปฏิกิริยาตอบกลับมาบ้างแหละ เพราะคนที่เค้ารักคือผม”

“นายนี่มันหลงตัวเองลงตับจริงจริ๊ง”

“ผมไม่ได้หลงตัวเองนะคุณ คุณน้ำเค้าเคยสารภาพกับผม...เอ่อ...กับพิมมาลาแล้ว ว่าเค้าไม่เคยลืมความรักครั้งแรก แสดงว่าเค้าต้องมีใจให้ผมอยู่”

“มีใจ...ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องตกลงปลงใจ เพราะยังไงตอนนี้หนูน้ำเค้าก็มีตัวเลือกที่ดีกว่าอย่างแวนอยู่แล้ว เรื่องอะไรจะต้องเสี่ยงเสียใจกลับมาหาผู้ชายเจ้าชู้พกถุงยางเป็นแผงๆอย่างนายด้วย”

“ผมยอมรับว่าแวนเป็นคนรักเดียวใจเดียว ไม่เจ้าชู้ แล้วเค้าก็รวยกว่าผมเยอะ แต่คุณน้ำก็ไม่ใช่คนเห็นแก่เงินไม่ใช่เหรอครับ ผมจะพิสูจน์ตัวเองให้คุณน้ำเห็นว่าความรักที่ผมมีให้คุณน้ำมันก็ไม่ด้อยไปกว่าแวนเลยซักนิดเดียว”

เพรียวเดินออกจากห้องไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม รัมภาส่ายหน้าอย่างอ่อนใจในความดื้อรั้นของเขา...เมื่อมีโอกาสอยู่กับน้ำนวลตามลำพัง เพรียวทำตามที่ตั้งใจไว้ สารภาพรักเธออย่างตรงไปตรงมา

“ผมรักคุณน้ำครับ...ผมไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ บางทีอาจจะเป็นตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกัน ตอนนั้นผมก็ยังไม่รู้ใจตัวเอง แต่ตอนนี้ผมแน่ใจแล้วว่าผมรู้สึกยังไง ผมยอมรับนะครับว่าผมเจ้าชู้ แต่ผมก็ไม่เคยพูดคำว่ารักกับใครมาก่อน”

“น้ำเชื่อค่ะว่าพี่เพรียวพูดจริง แต่น้ำมีคนที่น้ำรักอยู่แล้ว น้ำรักแวนค่ะ...ขอโทษด้วยนะคะพี่เพรียว”

นั่นคือคำตอบของน้ำนวลก่อนที่เธอจะรีบเดินเลี่ยงออกไปทันที ทิ้งเพรียวยืนอึ้งตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเธอจะปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยขนาดนี้

น้ำนวลกึ่งเดินกึ่งวิ่งหนีจากเพรียว พยายามข่มอารมณ์ไม่ให้ร้องไห้ แต่ก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ คำว่ารักจากปากผู้ชายที่เป็นรักแรก เป็นฮีโร่ของเธอ เคยเป็นสิ่งที่เธอแอบหวังว่าจะได้ยินมาตลอด แต่เมื่อได้ยินจริงๆกลับสร้างความเจ็บช้ำให้เธอมากกว่า

เพรียวไปนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ที่ชายหาด พอเห็นรัมภาปรากฏตัวก็ออกปากไล่ เพราะไม่มีอารมณ์จะทะเลาะด้วย

“ทำซึม...ก็ฉันบอกนายแล้วว่าหนูน้ำไม่มีทางเปลี่ยนใจกลับมาหานาย นายก็ไม่เชื่อ”

“แต่คุณน้ำรักผม คุณกล้าปฏิเสธมั้ยล่ะว่ามันไม่จริง”

“ใช่ ฉันยอมรับว่าหนูน้ำรักนาย แต่ความรักกับการอยู่ร่วมกัน มันก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป”

“ทำไมถึงจะอยู่ร่วมกันไม่ได้ เพราะเงินเหรอ หรือว่าหน้าตาทางสังคม คุณบอกผมมาสิว่าคุณน้ำต้องการอะไร”

“ฉันบอกไปมันก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอก กลับไปสวนขวัญกับฉันเถอะ นายจะได้กลับเป็นผู้ชายเต็มตัวเหมือนเดิม เหมือนที่นายต้องการไงล่ะ”

“ไม่ จนกว่าผมจะรู้ความจริง ยังไงการเป็นพิมมาลาก็ยังมีประโยชน์กับผมอยู่ แต่ผมขอเปลี่ยนโปรโมชั่นใหม่ได้มั้ย”

“อะไรของนายอีก”

ตอนที่ 10

ในที่สุดทีมกู้ภัยก็ต้องหยุดการค้นหากันจริงๆ เพราะมีน้ำป่าไหลบ่ามาจากภูเขา พ่อกับแม่ของแวนและน้ำนวลรู้สึกมืดมนหมดหวัง ร้องไห้กันอย่างไม่อายใคร แต่แล้วเพรียวก็ทำให้ความรู้สึกนั้นหายไป ทุกคนกลับมีรอยยิ้มขึ้นมาใหม่ เพรียวเข้าไปพาแวนออกมาได้ โดยมีรัมภาคอยช่วยเหลือ ที่สำคัญดวงชะตาของแวนยังไม่ถึงฆาต แต่ก็บาดเจ็บสาหัส ต้องรักษาตัวอีกนานกว่าร่างกายจะเป็นปกติ

ช่วยแวนออกมาได้ แต่ตัวเองก็เหนื่อยล้าจนหมดแรง พอขึ้นรถเพรียวเลยหลับเป็นตาย ตื่นขึ้นอีกทีตอนเช้าตรู่ พบว่าตัวเองอยู่ในห้องนอนแขกบ้านฟ้างาม

นอนลืมตาได้ครู่หนึ่ง เพรียวสะดุ้งพรวดลุกขึ้นวิ่งไปยืนหน้ากระจก แปลกใจที่ตัวเองยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นพิมมาลา ตามกติกาของนางฟ้ารัมภา พริบตานั้นเองรัมภาปรากฏร่างในกระจกเงาด้วยชุดสบายๆ เสื้อยืดกางเกงยีนส์ ถักเปียสองข้าง ตอบสิ่งที่เพรียวแปลกใจสงสัยว่า

“ก็เป็นรางวัลที่เมื่อคืนนายทำความดีไงล่ะ ฉันก็เลยให้เป็นผู้ชายนานขึ้นอีกหน่อย”

“คุณให้รางวัลผมอย่างนี้ แสดงว่านายแวนมันปลอดภัยแล้วใช่มั้ย”

“เอาไว้ถามหนูน้ำเองดีกว่า นายเองก็อยากได้ยินจากปากลูกสาวฉันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

ขาดคำ เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นทันที น้ำนวลเปิดประตูเดินเข้ามาหลังได้ยินเสียงเพรียวบอกว่า “เชิญครับ”

“น้ำรบกวนรึเปล่าคะเนี่ย”

“ผมตื่นพอดีครับ...อาการคุณแวนเป็นยังไงบ้างครับ ผมจำได้ว่าพอถึงตัวจังหวัดคุณพ่อคุณแวนก็พาคุณแวนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ล่วงหน้ามาก่อน หลังจากนั้นผมก็หลับๆตื่นๆ”

“แวนพ้นขีดอันตรายแล้วค่ะ ขาหักแล้วก็มีเลือดออกในสมอง แต่การผ่าตัดก็ผ่านไปได้ด้วยดี หมอยังบอกเลยค่ะว่าปาฏิหาริย์มากๆ ที่แวนปลอดภัย”

“แบบนี้เค้าเรียกว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองครับ”

“ไม่ใช่แค่ศักดิ์สิทธิ์ย่ะ แต่ยังสวย เซ็กซี่ ขี้เล่นอีกตะหาก” รัมภาเสริมคำพูดเพรียว โดยที่น้ำนวลไม่รู้ไม่เห็น มีแต่เพรียวที่เห็นแล้วก็อดอมยิ้มขำรัมภาไม่ได้

“พี่เพรียวคงเหนื่อยมาก พอรถออกจากจังหวัดพี่เพรียวก็หลับยาวเลย น้ำก็เกรงใจไม่กล้าปลุก เลยให้เค้าพาพี่เพรียวมาค้างที่นี่ ส่วนน้ำก็ไปเฝ้าแวนมาทั้งคืน เพิ่งจะกลับมาถึงนี่ล่ะค่ะ”

“งั้นคุณน้ำก็ยังไม่ได้นอนเลยสิครับ คุณน้ำรีบไปพักผ่อน ก่อนดีกว่า”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวค่อยนอนก็ได้ เอ่อ พี่เพรียวคะ น้ำไม่ค่อยสบายใจอยากใส่บาตรจังเลย พี่เพรียวไปใส่บาตรเป็นเพื่อนน้ำหน่อยได้ไหมคะ”

“ได้สิครับ ขอพี่อาบน้ำล้างหน้า 5 นาที”

“10 นาทีก็ได้ค่ะ น้ำรอที่ห้องรับแขกนะคะ”

ทันทีที่น้ำนวลออกไปจากห้อง เพรียวก็ดึงกางเกงถอด พรืดลงมา รัมภาตกใจยกมือปิดตาแทบไม่ทัน...เสร็จเรียบร้อยเพรียวออกไปใส่บาตรกับน้ำนวล รัมภาก็ยังตามไปจับจ้องเพื่อไม่ให้เพรียวทำคะแนนเอาชนะแวนที่ยังนอนป่วย

“แวนกำลังเจ็บหนัก อย่าฉวยโอกาสให้มันมากนัก” รัมภา พูดดักคอ ขณะเพรียวแยกจากน้ำนวลจะเอาของไปเก็บที่รถ

“ผมไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกน่ะ เอาไว้แวนหายดีเมื่อไหร่ แล้วค่อยสู้กันแบบแฟร์ๆก็ได้”

“เค้ากำลังจะแต่งงานกันอยู่แล้วนะ นายยังไม่ตัดใจ อีกเหรอ”

“ก็อยากจะตัดใจอยู่หรอก แต่ผมมองตาคุณน้ำก็รู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร เธอยังรักผมอยู่ แล้วผมจะยอมให้มันจบอย่างงี้ได้ยังไงคุณนางฟ้า”

“นายนี่มันหลงตัวเองตัวพ่อจริงๆ”

“แล้วสภาพแวนตอนนี้ขืนหามเข้าห้องหอ ฟ้าเหลืองของแท้ คงต้องเลื่อนไปอีกหลายเดือนแหละ กว่าจะถึง

ตอนนั้น อะไรก็เกิดขึ้นได้ไม่ใช่เหรอครับ” เพรียวยิ้มอารมณ์ดี เดินไปที่รถ

“นายยังไม่รู้จักผู้หญิงอย่างลูกสาวฉันดีพอนายเพรียว” พูดแล้วรัมภาก็ถอนใจยาวออกมา อดเห็นใจเขาไม่ได้

สายอีกหน่อย น้ำนวลกับเพรียวไปเยี่ยมแวนที่โรงพยาบาล น้ำนวลยังข้องใจเรื่องเพรียวไปช่วยแวน แต่พอถามเขาก็ตอบเลี่ยงๆว่า

“เล่าไปมันก็มหัศจรรย์เหลือเชื่อครับ เอาเป็นว่าคุณแวนยังไม่ถึงที่ตายก็แล้วกันครับ ผมถึงไปช่วยเอาไว้ได้”

ว่าแล้วเพรียวตัดบทด้วยการเปิดประตูห้องให้น้ำนวลนำเข้าไปก่อน แวนยังหลับบนเตียงคนไข้ สภาพดูไม่จืด ที่ศีรษะมีผ้าพันแผลผ่าตัด ส่วนขาข้างนึงเข้าเฝือกเอาไว้

“เจอเข้าไปแบบนี้ ต่อไปคุณแวนคงเข็ดขยาดแล้วล่ะครับ”

“แวนเค้าเกิดมาตอนคุณพ่อคุณแม่รวยแล้ว ก็เลยสบายเกินไป จนรู้สึกว่าชีวิตขาดความตื่นเต้น เค้าเลยชอบอะไรเสี่ยงๆ แต่คราวนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่แวนจะทำเรื่องแบบนี้”

“แล้วคุณหมอว่าไงบ้างครับ อีกนานมั้ยครับกว่าคุณแวน จะฟื้น”

“ก็คงอีกวันสองวันล่ะค่ะ” น้ำนวลจับมือแวนบีบเบาๆ ราวกับจะให้กำลังใจส่งผ่านไปถึง สายตาที่มองเขาเต็มไปด้วย ความสงสารจับใจ “แวน...น้ำกลับมาหาแวนแล้วนะ”

เพรียวรู้สึกใจวูบวาบ ชำเลืองมองน้ำนวลด้วยสายตาเศร้าๆ

“แวนไม่ต้องกลัวนะ แวนต้องหายเป็นปกติเหมือนเดิม ถึงจะไม่หายร้อยเปอร์เซ็นต์ น้ำก็ไม่ทิ้งแวนไปไหนหรอก ยังไงน้ำก็ไม่ยอมไปเป็นเจ้าสาวให้ใครอยู่แล้วล่ะ แวนไม่ต้อง กังวลเลยนะ”

เพรียวอึ้งไปอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกว่าตนเป็นส่วนเกิน ค่อยๆถอยห่างออกมาแล้วเดินออกจากห้องไปเงียบๆ น้ำนวลหันมองตามเขาน้ำตาคลอ เจ็บแปลบที่ต้องพูดไปแบบนั้น แต่เธอต้องตัดสินใจเลือกแวน จะลังเลอีกไม่ได้แล้ว กับเพรียวทุกอย่างต้องจบ

ooooooo

วันเดียวกันที่ออฟฟิศเซนซูยา กลุ่มของนางรุมอ่านหนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวแวนรอดตาย หลังเครื่องบินตกกลางป่าสองวัน...

“ฉันนึกแล้วว่าคุณแวนต้องปลอดภัย โหงวเฮ้งเป็นคนอายุยืนชัดๆ จะตายได้ยังไง”

“แหม...ไอ้ดล หมาตัวไหนมันพูดวะว่าซี้แหงแก๋ ไม่ใช่เครื่องบินสวนสนุกจะได้แค่เข่าแตก ทีงี้ล่ะดูโหงวเฮ้งเป็นขึ้นมาเชียวนะเอ็ง” นางขัดขึ้นเสียงแหลม

“เจ๊ไม่รู้อะไร นี่เค้าเรียกว่าพูดร้ายเพื่อให้กลายเป็นดี เหมือนเด็กเล็กๆที่เราต้องบอกว่าน่าเกลียดน่าชังไงเจ๊...จริงมั้ยจ๊ะข่ายจ๋า”

“โห...แถได้โล่เลยเอ็งนี่” นางเหยียดปากหมั่นไส้ดล

“จะยังไงก็ช่างเถอะ คุณแวนปลอดภัยก็ดีแล้ว แต่ข่าย สนใจเรื่องคนที่ไปช่วยมากกว่า หนังสือพิมพ์เค้าลงว่าแบกคุณแวนออกมาจากป่าคนเดียวด้วย แต่ไม่ยอมเปิดเผยชื่อ”

“ถึงช่วยได้ ไอ้แวนก็ไม่แคล้วพิการอยู่ดี” เสียงนันท์ดังมาก่อนตัว ทุกคนหันมองอย่างไม่ชอบขี้หน้า “สมองมันยิ่งน้อยๆอยู่ ไม่รู้ป่านนี้ต๊องไปรึยัง”

ข่ายแก้ว นาง และดลชักสีหน้าไม่พอใจ ถึงพวกตนจะ ล้อเล่นกันแรงๆ แต่ก็ไม่เคยแช่งชักหักกระดูกใครแบบนันท์

“ทำไม ทนฟังไม่ได้เหรอ พวกสุนัขรับใช้ไอ้น้ำ”

“เกินไปแล้วนะคุณนันท์” ข่ายแก้วโพล่งด้วยความโมโห

“จะมากจะเกินแล้วแกจะทำไม” นันท์จ้องหน้ายียวน โดยไม่รู้ว่าอนุศรเดินเข้ามาหยุดด้านหลัง กระทั่งเห็นพวกข่ายแก้วมองเลยไป นันท์เอะใจหันมามอง

“พวกเค้าคงไม่กล้าทำอะไรนันท์หรอก แต่พี่คงต้องขอร้องให้นันท์หยุดพฤติกรรมแบบนี้ซะที”

“แล้วมันเรื่องอะไรของพี่นูด้วย จะโชว์พาวไปถึงไหน ทุกวันนี้ยังใหญ่คับฟ้าไม่พออีกรึไง”

“พี่นึกไม่ถึงเลยว่านันท์จะเป็นถึงขนาดนี้ไปได้ อำนาจก็หมดแล้วน่าจะวางตัวให้ทุกคนนับถือมากกว่า”

“มึงไม่ต้องมาสอนกู” พูดขาดคำนันท์ก็ชกเปรี้ยงเข้าหน้าอนุศร แต่ฝ่ายนั้นเป็นมวยจึงหลบหมัดนันท์ได้ทัน แถมยังผลักไหล่นันท์จนถลาไปสะดุดเก้าอี้เสียหลักล้มลงกับพื้น...

ข่าวนันท์ทำตัวเป็นนักเลงโตรู้ถึงหูศรสิทธิ์กับฟ้างามอย่างรวดเร็ว นันท์ถูกทั้งคู่เรียกมาตำหนิด้วยความไม่พอใจ โดยเฉพาะศรสิทธิ์นั้นโมโหมาก ด่านันท์บ้าหรือเปล่าที่ไปมีเรื่องชกต่อยกันเองต่อหน้าพนักงาน นันท์กลัวซะที่ไหน โต้ว่าลูกชายลุงนั่นแหละที่ทำร้ายตนก่อน ลุงน่าจะด่าลูกตัวเองมากกว่า

“โดนแค่นี้มันยังน้อยไป ถ้าเป็นฉัน แกจะโดนหนักกว่านี้อีก”

“ลุงก็ดีแต่ถือหางลูกตัวเอง...น้างาม น้าต้องให้ความเป็นธรรมกับผมนะครับ”

“น้าต้องให้ความเป็นธรรมกับนันท์แน่นอนจ้ะ”

นันท์ยิ้มผยอง ถ้าฟ้างามเข้าข้างตน ศรสิทธิ์ก็หือไม่ออกแน่ แต่พริบตาเดียวนันท์ก็ซีดเจื่อนอย่างเห็นได้ชัด

“น้าคิดว่านันท์ควรจะอยู่บ้านแล้วรับแต่เงินปันผลจะดีกว่านะ เท่าที่ผ่านมานันท์ก่อความวุ่นวายนับครั้งไม่ถ้วน”

“น้างาม...นี่น้าจะไล่หลานชายแท้ๆของน้าออกจากงานเหรอครับ”

“น้าควรจะทำซะตั้งนานแล้ว นันท์ไม่ได้ก่อเรื่องเป็นครั้งแรก ไหนจะเรื่องทุจริต เรื่องทำร้ายร่างกายหนูน้ำ แล้วก็ยังลักพาตัวพิมมาลาอีก น้าบอกตรงๆนะ ว่าน้าละอายแก่ใจถ้าจะต้องเข้าข้างนันท์อีก”

ศรสิทธิ์ยิ้มพอใจ ถึงจะรักหลานแต่ก็รักลูกมากกว่า แถมนันท์ยังลามปามจนสมควรโดนแล้ว...นันท์ขบกรามแน่นจนขึ้นสันด้วยความแค้นอนุศรสุดๆ ฝ่ายมานิดากับเมลานีพอรู้เรื่องนี้เข้าก็เซ็งไปด้วยกัน ไม่คิดว่านันท์จะงี่เง่าได้ขนาดนี้

“แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะคะคุณแม่ พี่นูมีทั้งอางามแล้วก็คุณพ่อเข้าข้าง แบ็กอัพปึ้กขนาดนั้นเราคงถึงทางตันแล้วล่ะค่ะคุณแม่”

“ถ้าเราเอาชนะนายอนุศรไม่ได้ เราก็ดึงเค้าเข้ามาเป็นพวกเราซะเลยสิ ยังไงเมก็เป็นน้องแท้ๆของอนุศร ถึงจะคนละแม่กันก็เถอะ นูก็ต้องเห็นแก่ความเป็นพี่เป็นน้องบ้างล่ะ ขอแค่เข้าให้ถูกทางเท่านั้นแหละ แม่มั่นใจว่าลูกสาวแม่ทำได้”

ฟังคำแม่แล้วคิดตาม เมลานีค่อยยิ้มสบายใจขึ้นมาได้บ้าง

ooooooo

เพียงเจอพิมมาลาครั้งแรก อนุศรก็ตกหลุมรักเธอเข้าอย่างจัง บ่ายวันนี้เขาเดินมาเมียงมองหาเธอที่ฝ่ายการตลาดฯ แต่พอข่ายแก้วเหลือบเห็นถามว่าคุณนูต้องการอะไร ต้องการพบใครหรือเปล่า เขากลับปฏิเสธ แล้วทำท่าจะเดินออกไป เป็นจังหวะที่พิมมาลาหอบแฟ้มเอกสารเดินกลับเข้ามาพอดี

อนุศรชะงัก ใจเต้นแรงหน้าแดงขึ้นมาทันทีเมื่อพิม–มาลาทักทายด้วยรอยยิ้ม

“มีอะไรให้รับใช้คะคุณนู”

“เอ่อ...ไม่มีอะไรครับ ผม...แค่ผ่านมาเฉยๆ” พูดจบก็รีบจ้ำหนีไปด้วยความเขิน พิมมาลามองตามงงๆ ก่อนเดินเอาแฟ้มเอกสารไปคุยงานกับลูกน้องอีกโต๊ะ

“อะไรของคุณนูแกวะ แปลกๆ” ดลบ่น

“ข่ายว่าไม่แปลกเท่าไหร่หรอก อาการเหมือนแอบตกหลุมรักสาวซักคนในฝ่ายเรา แต่ใจไม่กล้า”

“บ้า...พูดอะไรก็ไม่รู้ข่าย” นางโพล่งขึ้นมาด้วยท่าทีเขินอาย

“โอ้โห ถ้าเป็นเจ๊ คุณนูน่าจะเดินตกเหวมากกว่า...น่าจะเป็นคนโน้นตะหาก” ดลพยักพเยิดไปทางพิมมาลา นางหน้าหงิก รมณ์เสียขึ้นมาทันใด

“เสร็จอีตีนตุ๊กแกนี่อีกแล้วเหรอ ทำมั้ยทำไม...ผู้ชายมันถึงได้ตาถั่วกันไปหมด”

“ถั่วไม่ถั่ว ผมไม่รู้นะเจ๊ แต่ดูจากอาการคุณนูแล้ว อีกไม่นานพิมมาลาได้เลื่อนเป็นเจ้านายเราแน่” ว่าแล้วดลก็ด่วนประจบวิ่งไปลากเก้าอี้ให้พิมมาลานั่ง พิมมาลาไม่รู้อะไร ทำหน้างงๆว่าไอ้เจ้านี่มันมาอารมณ์ไหน?

ooooooo

ตอนค่ำได้กลับเป็นหนุ่มมาดแมน เพรียวออกไปเที่ยวผับ ตั้งใจจะปลดปล่อยอารมณ์ให้เต็มที่ แต่ดันเจอรัมภาในสภาพนางเงือกนอนโบกหางเล่นอยู่ในตู้ปลาขนาดใหญ่

เพรียวผงะตกใจ และกลัวคนทั้งผับจะแตกตื่น รัมภาจึงย้ำเป็นครั้งที่ร้อยว่าไม่มีใครเห็นเธอ นอกจากเขาคนเดียวเท่านั้น แล้วที่เธอมาก็เพราะมีข้อเสนอบางอย่างมาให้

“ข้อเสนออะไรอีก” เพรียวท่าทีระแวง

“จำเรื่องที่ฉันบอกได้มั้ย ที่บอกว่าถ้านายติดใจจะเป็นผู้หญิงเต็มตัว ฉันช่วยได้นะ ตอนนี้จิตใจนายยังเป็นผู้ชายก็เลยลำบากใจ แต่ฉันสามารถทำให้นายมีจิตใจเป็นผู้หญิงร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ ผู้หญิงแท้ๆเลยนะ ไม่ใช่ข้ามเพศข้ามสายพันธุ์ เพราะนายจะมีมดลูกสืบพันธุ์มีลูกได้ด้วย สนมั้ย”

“ไม่มีทาง ผมไม่มีวันรับข้อเสนอบ้าๆของคุณเด็ดขาด แค่ทุกวันนี้ต้องกลางคืนครับ กลางวันค่ะ ผมก็ประสาทจะกินอยู่แล้ว”

“ใจเย็นๆ ฉันยังพูดไม่จบ ที่ฉันเสนอเนี่ย ก็เพราะไม่อยากให้นายไปก่อกรรมทำเข็ญกับผู้หญิงอื่นๆอีก มันเป็นบาป แล้วถ้านายตกลง ฉันจะให้สิ่งที่ผู้หญิงทั้งโลกปรารถนากับนาย ชนิดที่ผู้หญิงอื่นต้องอิจฉานายจนตัวซี่ตัวสั่นเชียวล่ะ”

“คุณจะให้อะไรผม”

รัมภาไม่ตอบแต่ชี้ไปที่ประตูทางเข้า เพรียวมองตามเห็นเมลานีเดินควงอนุศรเข้ามา เมลานีแวะไปทักทายกลุ่มเพื่อนสาว พอเพื่อนๆรู้ว่าอนุศรเป็นพี่ชายรูปหล่อของเธอ ก็กระดี๊กระด๊าเป็นปลื้มกันใหญ่

“ผมไม่เข้าใจ คุณอนุศรกับคุณเมลานีมาเกี่ยวอะไรด้วย”

“อนุศรคนเดียวตะหาก นายก็รู้นี่ว่าผู้ชายคนนี้ทั้งหล่อ รวย นิสัยดี มีความสามารถ และที่สำคัญเค้าจะรักพิมมาลาเพียงคนเดียวตลอดไป ไม่มีทางนอกใจไปไหนทั้งนั้น”

เพรียวมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก แค่วาดภาพว่าตัวเองอยู่ในชุดเจ้าสาวฟูฟ่องของอนุศรก็รู้สึกสยองขนลุกขนพอง ลืมตัวประกาศดังลั่นต่อหน้ารัมภาว่ายังไงตนก็ไม่ยอมเป็นเมียใครเด็ดขาด ทำเอาผู้คนทั้งผับหันมองเพรียวเป็นตาเดียว เหมือนมองตัวประหลาดยังไงยังงั้น

เพรียวหน้าเสีย พอมองหารัมภานางฟ้าตัวดีก็หายไปแล้ว เขายิ้มสู้สายตาทุกคู่ บอกกราดว่าไม่มีอะไร แค่ดื่มหนักไปหน่อย...ว่าแล้วก็ทำสะอึก เดินเป๋ๆเมาดิบกลับไปที่โต๊ะ

พิมมาลา        (ต่อจากหน้า 21)

เมลานีจำเพรียวได้ เธอเดินนำหน้าอนุศรเข้าไปทักทาย และแนะนำกับอนุศรว่าเพรียวเคยทำงานที่เซนซูยาในตำแหน่งที่น้ำนวลทำอยู่ตอนนี้ แต่ไม่แน่ เพรียวอาจจะกลับมาทำอีกก็ได้ เห็นว่าอางามกำลังหว่านล้อมอยู่

“หวังว่าเราคงมีโอกาสได้ทำงานร่วมกันนะครับคุณเพรียว” อนุศรยื่นมือออกมาตามธรรมเนียมฝรั่ง เพรียวยิ้มแหยๆ กลัวอนุศรขึ้นมาซะงั้น แต่ก็กลั้นใจเช็กแฮนด์แล้วรีบชักมือกลับ

“เพรียวขา...ไปแจมกับเพื่อนๆเมกันมั้ยคะ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน เมมีเรื่องอยากอัพเดทกับเพรียวเยอะแยะไปหมดเลย” เมลานีส่งสายตาแพรวพราว ถ้าเป็นเมื่อก่อนเพรียวคงกระโจนใส่ แต่ตอนนี้รู้สึกดูถูกมากกว่า

“ขอโทษนะครับ ผมมีนัดแล้ว เอาไว้โอกาสหน้าแล้วกันนะครับคุณเม...ขอตัวก่อนนะครับคุณนู”

เพรียวผละไป เมลานีเซ็งเป็ด แม้ไม่ได้คิดจริงจังกับเพรียว แต่เพรียวก็เป็นของว่างที่น่าสน ฝ่ายเพรียวพอเดินพ้นไปได้สักครู่ ก็ไม่วายหันกลับมามองอนุศรอีกทีด้วยสีหน้าหวาดๆกลัวๆ

ooooooo

เมื่อได้เจออนุศรบ่อยขึ้นที่ออฟฟิศ พิมมาลาเริ่มหลบลี้หนีหน้า ในขณะที่อนุศรก็เริ่มแสดงออกว่าชอบเธอ ซึ่งน้ำนวลมองออก จึงหาโอกาสพูดคุยกับอนุศร ก่อนจะอาสาหาทางช่วยเหลือเป็นแม่สื่อให้เขา

แล้วเที่ยงนั้นแม่สื่อก็เริ่มปฏิบัติภารกิจด้วยการชวนพิมมาลากับอนุศรไปเยี่ยมแวนที่โรงพยาบาล พอแวนเอ่ยปากอยากกินของอร่อยหลายอย่างจากจังหวัดอุทัยฯ ที่เคยได้กินตอนไปเที่ยวบ้านเพรียว น้ำนวลรีบขันอาสาเพราะอยากเอาใจแฟนตัวเอง แล้วก็แอบคิดเอาไว้ด้วยว่าจะชวนอนุศรกับพิม–มาลาไปด้วยกัน เพื่อที่ทั้งคู่จะได้สร้างความคุ้นเคยกันให้มากขึ้น แต่ยังไงวันนี้มีโอกาสแล้วน้ำนวลก็ไม่ปล่อยผ่าน คะยั้นคะยอให้พิมมาลาติดรถกลับไปพร้อมอนุศรก่อน เธอขออยู่เฝ้าแวนต่ออีกสักพัก

ขณะเดินออกมาหน้าโรงพยาบาล อนุศรสุภาพบุรุษมากๆ ให้พิมมาลายืนรอในที่ร่ม เขาจะไปเอารถวนมารับ เธอจะได้ไม่ต้องเดินตากแดด พออนุศรคล้อยหลัง พิมมาลาก็ทำหน้าเซ็งๆ คิดในใจว่าเดี๋ยวฟ้าจะผ่าเพราะเรามันไม้ป่าเดียวกัน

ไม่ทันที่อนุศรจะเดินไปถึงรถ พิมมาลาสังเกตเห็นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแล่นตามหลัง คนซ้อนท้ายถือท่อนไม้เหมาะมือเงื้อจะฟาดศีรษะอนุศร พิมมาลาตกใจมากร้องเตือนอนุศรพร้อมกับวิ่งไปฉุดแขนทำให้หลบไม้ได้ทัน ไม้เลยฟาดพลาดไปชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด แต่จังหวะที่ฉุดแขนอนุศรเกิดเสียหลักเซเข้าหาพิมมาลา และหอมแก้มเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่วนมอเตอร์ไซค์นั้นซิ่งหนีไปด้วยความเร็ว

พิมมาลาช็อกที่ถูกผู้ชายหอมแก้ม อนุศรก็อึ้งไปครู่หนึ่ง แต่ตั้งสติได้ก่อน รีบผละออกและกล่าวคำขอโทษ...ครั้น

กลับถึงออฟฟิศ พิมมาลารีบล้างหน้าด้วยโฟม ถูแก้มข้างที่ถูกจูบอย่างเอาเป็นเอาตาย

“หมดกันๆ เสียเชิงชายหมดไอ้เพรียว” บ่นขาดคำ...รัมภาในชุดนักร้องเพลงย้อนยุคสมัยสุนทราภรณ์ก็ปรากฏตัวตรงหน้าพิมมาลาที่ตอนนี้กลายเป็นเพรียวไปแล้ว

รัมภาร้องเพลงจูบล้อเลียนเพรียวอย่างขำๆ แต่เพรียวไม่ขำด้วย ตวาดรัมภาด้วยความโมโห

“หยุดล้อผมเดี๋ยวนี้เลยนะรัมภา คุณรู้มั้ย แบบนี้มันทำร้ายจิตใจคาสโนว่าอย่างผมขนาดไหน ดีนะที่ไม่โดนปาก ไม่งั้นป่านนี้ผมต้องไปนอนให้หมอล้างท้องแล้ว”

“อุ๊ย คิดมากไปได้ เห็นนักบอลมั้ย พอเตะเข้าประตูที จูบกันนัวเนีย”

“นั่นเค้าดีใจ ไม่ใช่พิศวาสจะจีบอย่างนายอนุศร”

“เอาน่า หยวนๆ ทีเมื่อก่อนนายยังเคยเกือบโดนดลกับนายทวิชาปล้ำเลยไม่ใช่เหรอ เทียบกันแล้ว อนุศรยังหน้าตาดีกว่าตั้งเยอะ”

“มันเหมือนกันที่ไหนล่ะ ไอ้สองคนนั่นมันตัวหื่น แต่คุณนู...”

“เป็นคนที่จะมาเป็นเนื้อคู่ของนายในอนาคตใช่มั้ยล่ะ... พรหมลิขิตบันดาลชักพา” รัมภาร้องเพลงยั่วโมโห...เพรียวพอนึกถึงภาพว่าตนต้องแต่งงานกับอนุศร ก็พะอืดพะอมจนต้องรีบไปโก่งคออ้วกที่อ่าง

“เป็นเอามากนะเนี่ย เอาล่ะๆ ฉันไม่ล้อนายแล้วก็ได้ เดี๋ยวจิตตกจนประสาทกลับจะเป็นบาปติดตัวฉันเปล่าๆ เอ่อนี่ แล้วนายพอจะเดาได้มั้ยว่าใครคิดจะทำร้ายอนุศร”

“ไม่ต้องมาลองภูมิผมหรอก คุณนูเพิ่งกลับมาจากอเมริกาจะไปมีศัตรูที่ไหน คนที่ทำก็มีแต่พวกโง่แล้วอวดฉลาด ซึ่งทั้งเซนซูยาก็มีอยู่คนเดียวเท่านั้นแหละ”

“คนโง่” ที่เพรียวว่าก็คือนันท์นั่นเอง นันท์โมโหมากที่ลูกน้องทำงานพลาด โทร.ไปด่าแล้วก็ไล่ให้หลบหนีไป อย่าให้ตำรวจจับได้อย่างเด็ดขาด ไม่งั้นตนนี่แหละจะตามไปปิดปากมันทั้งคู่ด้วยตัวเอง

ooooooo

เช้ารุ่งขึ้นเข้าออฟฟิศเจออนุศร พิมมาลาไม่กล้าสู้หน้า ทั้งที่อนุศรอยากขอโทษเธอเรื่องจูบอีกครั้ง

น้ำนวลเข้ามาเจอทั้งคู่กำลังอึกอักเงอะงะใส่กัน ก็เลยทำหน้าที่แม่สื่อทันที

“พี่พิมรู้ไหม พี่นูเป็นห่วงพี่พิมจะตายอยู่แล้ว นี่จะลากน้ำมาหาพี่พิมตั้งแต่เมื่อคืนแล้วนะคะ”

“พี่ไม่เป็นไรหรอกค่ะ สบายใจได้”

“พี่พิมว่างรึเปล่าคะ น้ำอยากจะชวนพี่พิมไปเป็นเพื่อนหน่อย”

“ว่างสิคะ คุณน้ำจะไปไหนล่ะ”

“ไปซื้ออาหารที่ตลาดบ้านพี่เพรียวไงคะ รับปากแวนไว้แล้ว น้ำไม่อยากผิดคำพูด พี่พิมไปด้วยกันนะคะ”

“ไปกันสองคนใช่ไหมคะ”

“น้ำอยากพาพี่นูไปเที่ยวด้วยน่ะค่ะ”

พิมมาลาหน้าเจื่อนทันที ในขณะที่น้ำนวลกับอนุศรเหล่มองกันยิ้มๆ ในที่สุดแผนเปิดโอกาสก็สำเร็จอีกครั้ง...พอเดินทางไปถึงตลาดประจำจังหวัดอุทัย น้ำนวลก็พยายามทำให้สองคนได้อยู่กันตามลำพัง แต่ดูเหมือนโชคจะไม่ค่อยเข้าข้างอนุศรเท่าไหร่นัก เพราะจู่ๆสายพรพี่สาวเพรียวเดินมาทักน้ำนวลอย่างจำได้ ก่อนจะชวนทุกคนแวะไปเที่ยวที่บ้าน

นี่เองทำให้พิมมาลาหรือนายเพรียวได้รู้ว่าพ่อของตนกำลังไม่สบายนอนพักผ่อนอยู่ในห้องชั้นบน ขณะน้ำนวลและอนุศรคุยกับแม่เพรียวเรื่องข่าวแวนเครื่องบินตก พิมมาลาขอตัวไปห้องน้ำแต่แอบเดินขึ้นไปข้างบนเพื่อดูอาการพ่อ ปรากฏว่าในห้องยุพินพี่สาวอีกคนกำลังดูแลพ่ออยู่

พิมมาลาแนะนำตัวกับสองพ่อลูกว่าตนเป็นเพื่อนของเพรียว เห็นประตูห้องเปิดอยู่ก็เลยถือวิสาสะเดินเข้ามาเพื่อจะเยี่ยมคุณพ่อ

“เพื่อนเพรียวหรอกเหรอ แล้วเพรียวเป็นไงบ้างล่ะหนู สบายดีรึเปล่า”

“สบายดีค่ะ เพรียวยังคุยเรื่องคุณลุงกับคุณป้าให้ฟังบ่อยๆเลย เค้าบอกว่าเสียดายที่ต้องทำงานไกล ก็เลยไม่ค่อยมีเวลาดูแลคุณลุงกับคุณป้าน่ะค่ะ”

“ลูกผู้ชายมันก็ต้องทำงานอย่างงี้แหละถูกแล้ว บอกมันนะว่าไม่ต้องเป็นห่วง ผมกับแม่เจ้าเพรียวยังดูแลตัวเองได้ นี่ก็แค่เป็นหวัดนิดๆหน่อยๆเอง พักวันสองวันก็หายแล้ว”

“แต่ถ้าไม่ยอมกินข้าว มันจะยิ่งหายช้านะพ่อ” ยุพินตักข้าวต้มจะป้อนพ่อ

“ไม่เอาๆ ข้าไม่หิว เอ็งอย่ามายุ่งกับข้าเลย จะไปทำอะไรก็ไปทำเถอะ หิวข้ากินของข้าเอง”

ยุพินอ่อนใจ หันมาบ่นกับพิมมาลาว่าพ่อดื้อไม่ค่อยจะกินข้าว แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะหายซักที...คำพูดนั้นทำให้พิมมาลามองพ่ออย่างรู้สึกผิด อยากดูแลพ่อบ้าง ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธตัวเอง รีบกลับลงไปทางหลังบ้าน มองซ้ายมองขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใคร ก่อนจะเรียกหานางฟ้ารัมภา

“รัมภา ได้ยินผมรึเปล่า ผมอยากเจอคุณ ออกมาพบผมหน่อยสิรัมภา”

ทันใด รัมภาปรากฏตัวในชุดแม่ครัวพร้อมจานปลาทอดกระเทียมสีเหลืองทองน่ากิน

“เรียกอยู่นั่นแหละ มีอะไรอีก กำลังอร่อยเลย”

“คุณก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอว่าพ่อผมไม่สบาย ผมขอกลับเป็นเพรียวได้มั้ย จะได้อยู่ดูแลพ่อ คราวที่แล้วตอนพ่อป่วย ผมก็ไม่ได้ดูแลพ่อเลยนะ”

“กตัญญูเหลือเกินนะ หวังว่าคงจำที่นายเคยบอกว่าจะไม่เอาเปรียบแวนได้นะยะ ถ้าจะพิชิตใจหนูน้ำก็จะสู้กันแบบแฟร์ๆ”

“เดี๋ยวคุณน้ำเค้าก็กลับแล้ว ผมจะมีเวลาตอนไหนไปจีบเค้าล่ะ น่านะรัมภา คุณก็เป็นแม่คนเหมือนกัน น่าจะเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อแม่ที่อยากเจอลูกบ้างสิ”

“จี้จุดอ่อนเก่งเหลือเกินนะ ไม่น่าล่ะ สาวๆถึงได้ติดกันเกรียว”

“พูดมากน่า” พูดพร้อมกับแย่งจานปลามา “ไม่ให้ผมเป็นเพรียว ผมไม่คืนจริงๆด้วย”

ที่สุดรัมภาก็ต้องยอม แต่ไม่ใช่เพราะอยากกินปลา แต่เห็นใจลูกอยากดูแลพ่อยามเจ็บไข้...จากนั้นไม่นานพิมมาลาก็โทร.เข้ามือถือน้ำนวล บอกว่าอยากเจอเพื่อนเก่าจึงขอแยกตัว ไปก่อน แล้วค่อยไปเจอกันที่กรุงเทพฯ

อนุศรหน้าเหี่ยวทันที เปรยกับน้ำนวลว่าเขาคงรำคาญพี่ แต่ไม่อยากพูดตรงๆก็เลยอ้างไปอย่างนั้น

“อย่าคิดมากสิคะพี่นู พี่พิมไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกค่ะ”

ขณะนั้นเอง เพรียวเดินยิ้มกริ่มเข้ามาในบ้าน ทักทายทั้งน้ำนวลและอนุศร พอถมออกมาจากครัวเห็นลูกชายก็ดีใจสุดๆ เพรียวยกมือไหว้แม่ แล้วเลยไปที่พี่สาวสองคนด้วย พี่ๆรับไหว้แทบไม่ทัน แต่ไหนแต่ไรมาน้องไม่เคยไหว้พวกตนแบบนี้

ครู่ต่อมา เพรียวขึ้นไปเยี่ยมพ่อ...เพียงเห็นหน้าลูกชายคนโปรด นายชั้นแทบหายป่วย กินข้าวต้มที่เพรียวป้อนจนหมดชาม จากนั้นเพรียวกลับลงมาช่วยน้ำนวลและอนุศรขนของขึ้นรถเพื่อจะกลับกรุงเทพฯ เสร็จแล้วอนุศรขึ้นไปสตาร์ตเครื่องรอ ส่วนน้ำนวลยังยืนคุยกับเพรียวที่ข้างรถ

“ถ้าพี่เพรียวว่างเมื่อไหร่อย่าลืมไปเยี่ยมแวนบ้างนะคะ แวนอยากขอบคุณที่พี่ช่วยชีวิตเอาไว้ คุณพ่อคุณแม่ของแวนก็เหมือนกัน อยากเจอพี่มากเลยนะคะ”

“คุณแวนไม่ต้องขอบคุณอะไรผมหรอก ที่ผมช่วยคุณแวนก็เพราะผมอยากจะไถ่โทษความผิดของตัวเองเหมือนกัน”

“ไถ่โทษอะไรคะ พี่เพรียวไม่เคยทำร้ายอะไรแวนซะหน่อย”

“ผมไม่ได้ทำร้ายคุณแวน แต่ผมเคยทำร้ายจิตใจผู้หญิงคนนึง แล้วผมก็ไม่อยากจะเห็นน้ำตาของผู้หญิงคนนั้นอีก ผมถึงต้องพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะช่วยชีวิตคุณแวนเอาไว้ให้ได้ ผมจะได้ไม่ต้องเห็นเธอคนนั้นเสียใจอีก”

น้ำนวลรู้ว่าเขาหมายถึงเธอ จึงหลบตาเพราะไม่อยากคาดหวังอะไรอีกแล้ว ในเมื่อเธอมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบแวนรออยู่

“เอาไว้ผมถึงกรุงเทพฯเมื่อไหร่แล้วผมจะไปหานะครับ ผมมีบางเรื่องอยากบอกคุณน้ำ ก่อนที่มันจะสายเกินไป”

ทั้งคู่สบตากัน น้ำนวลกลัวใจตัวเองรีบก้าวขึ้นรถ  เพรียวมองตาม พึมพำอย่างมุ่งมั่น “ผมจะไม่ยอมเสียคุณไปง่ายๆหรอกคุณน้ำ”

หลังจากนั้นเพรียวกลับเข้ามาคุยกับพ่อแม่และพี่ๆต่อ เพรียวเปลี่ยนไปมาก มีน้ำใจกับพี่ทั้งสองคน บอกว่าจะออกเงินให้ลูกของพี่ไปเรียนภาษาอังกฤษในช่วงซัมเมอร์ ถือเป็นของขวัญให้หลาน แต่สายพรไม่ค่อยเชื่อนัก ถามดักคอเพรียวว่ามีแผนอะไรรึเปล่า ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นจะมาดูดำดูดีอะไรลูกๆของพี่

“เอ็งจะเอายังไงวะนังพร น้องมันอยู่เฉยๆก็หาว่าน้องมันเอาเปรียบ พอน้องมันทำดีก็มาจิกกัดมันอีก เอ็งมันเป็นคนยังไงวะ” พ่อตวาดสายพร แม่ก็พลอยทิ้งค้อนปะหลับปะเหลือกไม่พอใจลูกสาวคนนี้เหมือนกัน ส่วนเพรียวนั้นเซ็งจัด ถึงกับแอบไปบ่นกับรัมภา
“พี่สาวผมนี่เป็นพวกมองโลกในแง่ร้ายจริงๆ คุณว่ามั้ย ผมเห็นว่าเราทะเลาะกันมาตั้งแต่เล็กจนโต ก็เลยอยากจะทำดีเป็นการชดเชยบ้าง ก็ดันมาระแวงซะอีก สมควรแล้วที่ โดนพ่อว้ากเข้าให้”

“แหม มันก็สมควรให้เค้าระแวงล่ะน่า ก็นายถือตัวว่าเป็นลูกชายคนเดียว พ่อแม่รัก ข่มเหงพวกเค้าสองคนมาตลอด แล้วจู่ๆไปทำดีด้วย เค้าก็ต้องสงสัยอยู่แล้วล่ะ”

“ผมเนี่ยนะข่มเหง ใส่ร้ายกันเกินไปรึเปล่าคุณนางฟ้า”

“นี่ยังกล้าเถียงอีกเหรอ อย่าให้ฉันแฉก็แล้วกัน”

“แฉเลย จะแฉแต่เช้า แฉตอนไหนก็แฉมาเลย ถ้าเรื่องผู้หญิงอื่น ผมยังยอมรับได้ว่าทำไม่ดีไว้เยอะ แต่ถ้าเรื่องพี่สาวผม ผมกล้าพูดได้เลยว่าไม่เคยทำอะไรทั้งนั้น มีแต่พวกเค้านั่นแหละที่อิจฉาผม เพราะเห็นว่าพ่อแม่รักผมมากกว่าพวกเค้า”

“แน่ใจนะไอ้เพรียว” ว่าแล้วรัมภาก็จัดการแฉความประพฤติเอารัดเอาเปรียบของเพรียวที่มีต่อพี่สองคนตั้งแต่เล็กจนโต เพรียวฉลาดมีชั้นเชิง เรียนเก่ง ชอบทำตัวน่าสงสารคอยประจบประแจงขอโน่นขอนี่จากพ่อแม่ และทำให้พี่ๆเสียโอกาส แม้แต่การเรียน ที่เพรียวก็ได้เรียนจบปริญญาเพียงคนเดียว แต่พี่สาวสองคนต้องทำงานอยู่ในกิจการครอบครัวเพียงเพราะพวกเธอเกิดเป็นผู้หญิง

เจอรัมภาแฉหลายช่วง เพรียวยิ่งรู้สึกละอายใจ รีบตัดบทก่อนจะโดนลากไส้มากไปกว่านี้

“พอๆ เรื่องเล็กๆน้อยๆทั้งนั้น คุณก็คอยแต่จ้องจับผิดผมท่าเดียว ไปดีกว่า ไม่น่ามาเสียเวลาคุยกับคุณเลย” เพรียวจะเดินหนี รัมภาค้อนก่อนพูดดักคอ    

“นายจะขึ้นรถทัวร์กลับกรุงเทพฯแล้วใช่มั้ย  อย่าลืม ที่ให้สัญญาไว้ล่ะ”

“รู้แล้วน่ะ  กลัวว่าที่ลูกเขยคุณแพ้ผมนักรึไง  ย้ำอยู่ได้”

เพรียวเดินหนีไปอย่างหงุดหงิด  รัมภามองตามหลังด้วย สายตาหวาดระแวง ไม่ค่อยเชื่อใจเพรียวสักเท่าไหร่

ooooooo

น้ำนวลกำลังจะเอาของกินแสนอร่อยจากอุทัยธานีไปให้แวนที่โรงพยาบาล ก็พอดีฟ้างามเข้ามาชวนเธอไปคุยธุระกับศรสิทธิ์ที่บ้านด้วยเรื่องที่อนุศร ถูกลอบทำร้ายเมื่อวันก่อน ตอนนี้เห็นหน้าคนร้ายจากกล้องวงจรปิดแล้ว และก็รู้ตัวคนบงการแล้วด้วย ซึ่งเขาคนนั้นก็คือนันท์พี่ชายของน้ำนวล

แต่นันท์ไม่ยอมรับ โวยวายต่อหน้าญาติพี่น้องทุกคนว่าตนถูกใส่ร้าย ทำให้ศรสิทธิ์โมโหมากด่านันท์ไอ้ผู้ร้ายปากแข็ง ไอ้หลานอกตัญญู

“อกตัญญูตรงไหน ผมเคยขอเงินลุงใช้ซักบาทเหรอ ผมอยู่มาได้ก็เพราะเงินแม่ผมทั้งนั้น”

“ไอ้นันท์ มึง...” ศรสิทธิ์จะปรี่เข้าใส่ แต่ถูกฟ้างามดึงรั้งเอาไว้

“ใจเย็นค่ะพี่สิทธิ์ มาช่วยกันหาทางออกดีกว่า อย่ามาเสียเวลาทะเลาะกันเองอีกเลยค่ะ นู...เรื่องนี้เราเป็นฝ่ายเสียหายนะ จะเอายังไง”

“ถ้าหลักฐานทั้งหมดถึงมือตำรวจ รับรองนันท์ดิ้นไม่หลุดแน่ แต่เราจะยอมแลกกับชื่อเสียงของเซนซูยารึเปล่า แต่ถ้า ถามความเห็นของผม ผมคิดว่าถึงเวลาที่นันท์ควรจะได้รับบทเรียนบ้าง จะได้หลาบจำซะที...น้ำมีความเห็นว่ายังไงบ้างล่ะ”

“ความจริงก็เป็นเรื่องที่น้ำเคยคุยกับพี่นันท์มาแล้ว คือน้ำอยากจะขอซื้อหุ้นทั้งหมดของพี่นันท์ น้ำว่าวิธีนี้ เป็นทางออกที่ดีที่สุด ยังไงพี่นันท์ก็ทำงานในเซนซูยาไม่ได้แล้ว ถ้าพี่นันท์ขายหุ้นก็จะมีเงินเป็นร้อยล้านมากพอที่พี่นันท์จะอยู่ได้อย่างสบายๆ”

นันท์ขบกรามแน่น โกรธจนตัวสั่น ชี้หน้าอนุศรและน้ำนวล

“พวกมึงสองคนรวมหัวกันบีบกู  กูไม่โง่ขายหุ้นให้พวกมึงหรอก ต่อให้กูตาย กูก็ไม่ขาย กูมีแต่ลูกตะกั่ว มึงจะซื้อมั้ยล่ะ”

“นันท์  นี่พี่น้องเราทั้งนั้นนะ  ทำไมพูดจาข่มขู่กันแบบนี้ล่ะ”

ฟ้างามขึ้นเสียงไม่พอใจอย่างมาก นันท์ฮึดฮัดเดินกระทืบเท้าออกไปจากบ้าน สร้างความอึดอัดไม่สบายใจให้กับญาติทุกคน...

เย็นนั้นเพรียวขึ้นรถทัวร์กลับเข้ากรุงเทพฯ แต่ระหว่างทางเขาได้โทร.หาน้ำนวล บอกกับเธอว่าเขากำลังจะไปเยี่ยมแวน และอยากเจอเธอด้วย น้ำนวลกระอักกระอ่วน สังหรณ์บางอย่างว่าเขาจะทำให้เธออึดอัดใจ แต่ไม่ทันตอบกลับมา เพรียวก็รีบตัดสายเพราะได้ยินเสียงนางฟ้าจอมจุ้นเหน็บแนมก่อนปรากฏตัวยืนเท้าสะเอวจ้องหน้าเขาเขม็ง

“บนสวรรค์เค้าไม่ได้สอนมารยาทคุณรึไง”  เพรียวว่าให้

“เค้าสอนให้ใช้กับคนดีมีศีลธรรม ไม่ใช่ไอ้พวกกะล่อนเจ้าเล่ห์เพทุบายอย่างนาย”

“คุณมาดักฟังโทรศัพท์ผมทำไม”

“ถ้าไม่ดักฟังจะรู้เหรอว่านายวางแผนเอาเปรียบแวน เผลอเป็นไม่ได้”

“ผมเอาเปรียบตรงไหนคุณนางฟ้า ผมก็แค่จะสารภาพความในใจให้คุณน้ำเค้ารู้ จากนั้นก็แล้วแต่คุณน้ำจะเลือก ไม่เห็นจะมีใครได้เปรียบเสียเปรียบกันตรงไหนเลย”

“แต่แวนเค้ากำลังเจ็บอยู่  แถมเค้าก็สำนึกบุญคุณที่นายช่วยชีวิตเอาไว้ ถ้านายสารภาพรักหนูน้ำตอนนี้ คิดบ้างมั้ยว่าแวนกับหนูน้ำเค้าจะอึดอัดใจแค่ไหน”

“ผมก็ไม่ได้จะทวงบุญคุณให้แวนมาเสียสละยกคุณน้ำให้ผมซะหน่อย ของอย่างนี้มันอยู่ที่คนกลางเค้าจะเลือกตะหาก ตอนนี้อาจจะอึดอัดใจกันบ้าง แต่มันก็ดีกว่าปล่อยให้คาราคาซังอยู่ยังงี้”

“เตือนกันดีๆไม่ฟัง อยากลองดีใช่มั้ยไอ้เพรียว เล่นกะใครไม่เล่นซะแล้ว”

เพรียวไม่สนอะไรทั้งนั้น พอกลับไปถึงกรุงเทพฯก็รีบมุ่งหน้าไปโรงพยาบาล เป็นจังหวะที่น้ำนวลลงมาที่ร้านขายของชั้นล่าง  แต่เธอโดนนันท์ดักข่มขู่ด้วยปืนที่ซ่อน

ภายใต้ชายเสื้อ  บังคับให้น้องสาวเดินไปห้ามทำพิรุธ  แต่เพรียวเกิดเฉลียวใจเอง จึงเข้าแย่งปืนกับนันท์จนปืนลั่น ทำให้เพรียวได้รับบาดเจ็บเสียเลือดมาก แม้กระสุนจะแค่ถากสีข้างของเขาก็ตาม

น้ำนวลเป็นห่วงเพรียวมาก เฝ้ารออยู่หน้าห้องฉุกเฉินโดยไม่สนใจนันท์ที่โดนตำรวจจับกุมตัวไปเลยสักนิด  หมอที่ทำการรักษาเป็นเพื่อนกับเพรียว  เขาได้เห็นถึงความห่วงใยของน้ำนวลที่มีต่อเพรียว  ก็เลยนึกว่าทั้งคู่เป็นแฟนกัน  เอ่ยปากแซวเมื่อเพรียวฟื้นขึ้นมา  แต่ตอนนั้นน้ำนวลกลับบ้านไปแล้ว

ฟ้างามรีบไปโรงพัก เห็นนันท์นั่งคอตกในห้องขัง หมดสภาพความกร่างอย่างสิ้นเชิง พอเห็นน้าสาว นันท์ก็ลุกพรวดมาวิงวอนขอความช่วยเหลือ ฟ้างามหน้าเครียดผิดหวังมากจนน้ำตาคลอ ถามหลานชายเสียงเครือๆ

“นันท์คิดทำร้ายน้องได้ลงคอเลยเหรอ”

“ผมไม่ได้ทำร้ายใครนะน้างาม ผมก็แค่ขู่น้ำเฉยๆ ยังไงน้ำก็เป็นน้องแท้ๆของผม  ผมไม่ทำมันจริงๆหรอก  ส่วนนายคนนั้น ผมก็ไม่ได้ตั้งใจยิง ปืนมันลั่นเอง”

“คราวนี้เราทำผิดร้ายแรงมากรู้ตัวมั้ยนันท์  มีพยานเห็นเหตุการณ์หลายคน น้าช่วยอะไรเราไม่ได้หรอกนะ เราต้องไปคุยกับเพรียวเค้าเอง”

“มันเป็นลูกน้องเก่าน้างามไม่ใช่เหรอ น้างามก็สั่งมันสิว่าไม่ให้เอาเรื่องผม  มันเป็นอุบัติเหตุ  นะครับน้างาม สงสารผมเถอะ พ่อแม่ผมก็ไม่มีแล้ว มีแต่น้างามคนเดียวที่เป็นที่พึ่งให้ผมได้  ผมสัญญาว่าจะไม่วู่วามแบบนี้อีกแล้ว ให้ โอกาสผมอีกครั้งนะครับน้างาม”

ฟ้างามเจอทั้งขู่ ทั้งอ้อนวอนสารพัดจนชักจะใจอ่อน ยืนลังเลว่าจะเอายังไงดี  จนเมื่อกลับไปปรึกษาพี่ชาย  แล้วลงความเห็นกันว่าจะส่งมานิดาและเมลานีไปเจรจากับเพรียว เพราะถ้าศรสิทธิ์ไปเองก็กลัวจะโดนเพรียวถอนหงอกเรื่องที่แย่งเต็มตามา ส่วนฟ้างามก็มีชนักติดหลังที่บีบเพรียวจนต้องออกจากงาน แต่พอถึงคราวลูกหลานทำผิดยิ่งกว่าเขาเป็นไหนๆ จะไปขอให้เขาไม่เอาเรื่อง ก็หน้าหนาเกินไปแล้ว

“สรุปต้องเป็นเม...เฮ้อ นันท์นี่มันขยันหาเรื่องจริงๆ เดี๋ยวเรื่องโน้นเดี๋ยวเรื่องนี้ เดือดร้อนกันไปหมดแล้วเนี่ย”

“พ่อเองก็เบื่อมันเหมือนกัน น่าจะให้มันอยู่ในคุกซะให้เข็ด ไม่น่าประกันตัวออกมาเลย”

“ทำไงได้ล่ะคะ เพื่อเซนซูยา แล้วก็เพื่อพี่จริยา เราก็ต้องอดทนล่ะค่ะ”

ฟังเหตุผลของฟ้างามแล้ว ศรสิทธิ์ถึงกับพูดไม่ออก เห็นแก่น้องสาวที่ล่วงลับไปแล้ว

ooooooo

เพรียวกระหยิ่มยิ้มย่องหลังรู้จากเพื่อนที่เป็นหมอว่าน้ำนวลเป็นห่วงตนเอามากๆ บ่ายนั้นพอรู้ว่าน้ำนวลมาเยี่ยมแวน เพรียวจึงออกจากห้องพักผู้ป่วยเพื่อจะไปหาเธอ โดยไม่รู้ว่าทันทีที่เขาก้าวพ้นประตูห้องก็กลายร่างเป็นพิมมาลา  สวนกับพยาบาลที่เอายาเข้ามาให้  แต่เอะใจทำไมพยาบาลถึงไม่ทักทั้งที่เห็นเขาทนโท่

เมื่อเพรียวก้มสำรวจตัวเอง ก็ตกใจร้องเฮ้ย! พร้อมๆกับเห็นรัมภาในชุดคุณหมอใส่เสื้อกาวน์เดินเข้ามาทักด้วยรอยยิ้มเย้ยเยาะ

“แผลยังไม่หายดี อย่าเพิ่งซ่าสิคะ กลับเข้าไปนอนข้างในไป๊”

“คุณจะขวางผมไปถึงไหนเนี่ย เปลี่ยนผมกลับเป็นเพรียวเดี๋ยวนี้เลยนะ”

“อย่ามาสั่งฉันนะ ตอนกลางวันนายต้องเป็นพิมมาลาอย่ามามั่วนิ่ม ฉันอุตส่าห์มีน้ำใจ กลัวคนจะแตกตื่นหรอกนะ เลยให้นายอยู่ในร่างเพรียวนานหน่อย หน็อย...ทำเป็นได้ใจ”

“ลำเอียง คุณลำเอียงเข้าข้างเจ้าแวนตลอด คุณกลัวว่าถ้าผมรุกหนักๆ แล้วคุณน้ำจะเปลี่ยนใจมาหาผมใช่มั้ยล่ะ ถึงได้ขัดขวางผมตลอดเวลา” พิมมาลาพูดด้วยท่าทีฉุนเฉียว ไปหน่อยก็เลยเจ็บแผลที่สีข้างจนร้องโอ๊ย...

“สมน้ำหน้า  นี่แหละโทษฐานที่มากล่าวหาฉัน  กลับเข้าห้องไปได้แล้ว ฉันฟรีซแม่พยาบาลเอาไว้ เดี๋ยวหานายไม่เจอจะวุ่นวายกันใหญ่  แล้วก็จำเอาไว้จนกว่านายจะออก

จากโรงพยาบาล นายจะเป็นเพรียวได้แต่เฉพาะตอนอยู่ในห้องพักผู้ป่วยเท่านั้น”

พิมมาลาเจ็บใจ เดินฮึดฮัดกลับเข้าห้องไปนอนบ่นรัมภาได้สักครู่ มานิดากับเมลานีก็โผล่เข้ามาพร้อมกระเช้าเยี่ยมไข้ สองแม่ลูกทักถามอาการเพรียว พร้อมแสดงความเป็นห่วงให้แนบเนียนตามแผน

“ขอบพระคุณมากครับคุณมานิดา ผมเสียเลือดมากไปหน่อย แต่อาการอย่างอื่นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เดี๋ยวก็กลับบ้านได้แล้วครับ”

“ไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้วล่ะจ้ะ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ ฉันคุยกับนันท์แล้ว เค้าจะเป็นคนออกให้ทั้งหมดเลย”

“มันก็ต้องเป็นอย่างงั้นอยู่แล้วนี่ครับ ผมถูกเค้ายิงจนบาดเจ็บ ถ้ายังต้องออกค่ารักษาเองอีก มันก็เกินไปหน่อยแล้วล่ะ ส่วนเรื่องคดี ผมคงต้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุดนะครับ เพราะคุณนันท์เค้าพยายามฆ่าผม”

“ใจเย็นๆก่อนพ่อหนุ่ม ฉันได้ยินมาว่าฟ้างามทาบทามเธอกลับเข้ามาทำงานที่เซนซูยาไม่ใช่เหรอจ๊ะ แล้วจู่ๆเธอมาฟ้องร้องหลานเจ้าของแบบนี้ มันจะดีเหรอ”

“ยังไงเพรียวก็เคยอยู่เซนซูยามาก่อน ถือซะว่าเห็นแก่ภาพพจน์ของบริษัทเถอะนะจ๊ะ อย่าเอาเรื่องเอาราวให้เป็นคดีความกันเลยนะ”

“ผมก็รักเซนซูยานะครับ แต่ผมคงต้องเห็นแก่ชีวิตตัวเองมากกว่า ถ้าผมไม่เอาเรื่องแล้วใครจะรับประกันได้ล่ะครับ ว่าคุณนันท์จะไม่ย้อนมาทำร้ายผมอีก ยิ่งถ้าผมต้องกลับไปทำงานเซนซูยา ผมก็ยิ่งต้องป้องกันตัวเองเพราะคุณนันท์เป็นผู้ถือหุ้น จะหาทางกลั่นแกล้งผมยังไงก็ได้เว้นแต่คุณนันท์จะไม่อยู่ที่เซนซูยาแล้วเท่านั้นล่ะครับ ผมถึงจะวางใจ”

สองแม่ลูกนิ่งอึ้ง สบตากันไปมา การเจรจาส่อเค้าล้มเหลว ครั้นกลับมารายงานศรสิทธิ์กับฟ้างาม ซึ่งนันท์ที่เพิ่งได้ประกันตัวออกมาก็อยู่ด้วย ศรสิทธิ์ไม่พอใจโวยวายลูกเมียไม่ได้ความ เรื่องง่ายๆแค่นี้ก็ยังทำไม่ได้ แล้วต่อไปจะไปทำอะไรกิน

“ถ้ามันง่ายขนาดนั้น คุณไม่ทำซะเองล่ะคะ มาใช้ฉันกับลูกทำไม”

โดนเมียย้อนให้หงุดหงิด ศรสิทธิ์เลยหันไปฉะไอ้ตัวการ “เพราะแกแท้ๆเลยนันท์ ก่อแต่เรื่องเดือดร้อน คราวนี้ได้ติดคุกสมใจแกแน่”

“น้างาม ผมไม่อยากติดคุก เข้าไปอยู่แค่คืนเดียวผมก็หลอนจะตายแล้ว น้างามต้องช่วยผมนะครับ”

“น้าจะมีปัญญาอะไรไปช่วย เพรียวเค้าก็พูดของเค้าถูก ถ้าเค้าไม่แจ้งความจะมีใครรับประกันว่านันท์จะไม่ย้อนไปเล่นงานเค้าอีก”

“ผมไม่ทำหรอกครับน้างาม ไม่ทำจริงๆ สาบานได้ถ้าเค้ากลัวมากนัก ผมจะขายหุ้นแล้วกลับไปอยู่อังกฤษก็ได้ ขออย่างเดียวอย่ายัดข้อหาหนักขนาดนั้นให้ผมเลย”

ทุกคนนึกไม่ถึงว่านันท์จะคิดยอมขายหุ้น ศรสิทธิ์กับฟ้างามหันยิ้มบางๆให้กัน เข้าทางแผนซื้อหุ้นจากนันท์ของพวกตนพอดี แต่มานิดามีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด รีบดึงแขนลูกสาวออกไปคุยเป็นการส่วนตัว

“แกคิดไม่ทันรึไงเม ถ้าเจ้านันท์มันขายหุ้นให้ยัยน้ำจริงๆ  ก็เท่ากับฝ่ายฟ้างามมีหุ้นในมือตั้งสี่สิบเปอร์เซ็นต์เลยนะ”

“จริงด้วย เอาไงดีคะคุณแม่ หรือเราจะไปห้ามนันท์ไม่ให้ขายหุ้นดีคะ”

“ไม่ทันแล้วล่ะ นันท์มันกลัวติดคุกจนขี้ขึ้นสมองไปแล้ว ยังไงก็ต้องยอมขายหุ้นแน่ แต่เมต้องรีบไปห้าม อย่าให้นันท์กลับอังกฤษ”

“มันหมดประโยชน์แล้ว  อยากกลับก็ปล่อยมันไปสิคะแม่”

“แกจะโง่ทิ้งบ่อเงินบ่อทองรึไงยัยเม นันท์ขายหุ้นครั้งนี้คงได้เงินเป็นร้อยล้านเลยนะ แล้วนันท์มันก็แค้นนูกับน้ำยังกะอะไร ถ้าต้องแตกหักกันจริงๆ เราก็ยังหลอกใช้มันเป็นมือเป็นตีนได้อยู่”

“จริงด้วยค่ะ คุณแม่ของเมนี่สุดยอดจริงๆเลย”

สองแม่ลูกกระหยิ่มยิ้มย่อง นอกจากจะหาพวกได้แล้วยังหลอกใช้ได้อีกด้วย

ooooooo

ตอนหัวค่ำ น้ำนวลพาแวนมาเยี่ยมเพรียวที่รักษาตัวอยู่โรงพยาบาลเดียวกัน เธอให้แวนพูดคุยกับเขาตามลำพัง ส่วนตัวเองเลี่ยงออกไปคุยโทรศัพท์ เพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับเพรียวตรงๆ

เพรียวอึดอัดคับแค้นใจ อยากสารภาพรักน้ำนวลแต่ไม่มีโอกาส คืนนั้นเขานอนไม่หลับกระสับกระส่าย คิดจนเครียด ลุกพรวดขึ้นนั่งตะโกนบอกรัมภาว่า เขารักน้ำนวล

“จะแหกปากหาสวรรค์วิมานอะไรยะ พูดเบาๆฉันก็ได้ยินแล้ว” รัมภาปรากฏกายในชุดพยาบาล

“ผมมองตาคุณน้ำก็รู้แล้วว่าคุณน้ำยังตัดใจจากผมไม่ได้ เมื่อยังรักผมอยู่ แล้วทำไมต้องทรมานกันอย่างนี้ด้วย”

“หลงตัวเองเกินไปรึเปล่ายะ คิดว่าผู้หญิงทุกคนจะต้องหลงเสน่ห์นายหมดรึไง”

“ผมไม่ได้ต้องการผู้หญิงทุกคน ผมต้องการแค่คุณน้ำคนเดียว ยังไงผมก็ไม่ยอมให้คุณน้ำกากบาทผมทิ้งแล้วไปเลือกไอ้แวนเด็ดขาด”

“เรื่องที่นายจะสู้เพื่อเอาชนะใจหนูน้ำมันก็เป็นสิทธิของนาย ฉันคงห้ามอะไรไม่ได้ แต่บอกไว้ก่อนนะ ว่ามันไม่มีทางสำเร็จหรอก”

“ก็ให้มันรู้ไปสิว่าคนรักกัน ใจตรงกันแทบทุกเรื่องจะไม่ได้เป็นคู่กัน คุณน้ำคบเจ้าแวนก็เพราะความเหงา เลยรู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบ ไม่กล้าทิ้งมันก็เท่านั้นเอง แต่คนที่คุณน้ำรักคือผม  ถึงคุณจะเป็นนางฟ้าบ้าอำนาจ  คุณก็เปลี่ยนพรหมลิขิตไม่ได้หรอก”

รัมภาไม่สบอารมณ์หายวับไปทันที เพรียวยังตะโกนด้วยความมั่นใจ

“จะหนีไปไหนล่ะ คุณเปลี่ยนพรหมลิขิตไม่ได้หรอกรัมภา คุณน้ำเป็นเนื้อคู่ของผมคนเดียว ไม่ใช่ไอ้แวน ได้ยินมั้ยรัมภา”

ooooooo

ตอนที่ 9

เพียงแค่ข้ามคืน ข่าวเพรียวจะกลับเข้ามาทำงานในเซนซูยาก็แพร่สะพัดไปหลายฝ่าย สาวๆทั้งหลายที่ยังคลั่งไคล้ในความหล่อล่ำของเพรียวพากันกระดี๊กระด๊าดีใจ หลายรายถึงกับจับกลุ่มเม้าท์แล้วก็กรี๊ดกร๊าดจนทศกรทั้งเซ็งทั้งรำคาญ ส่วนดลก็อดคิดระแวงข่ายแก้วไม่ได้เพราะข่ายแก้วเคยเป็นกิ๊กเก่าของเพรียว

ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนผู้คนก็เล่าลือเรื่องเพรียวกันทั้งวัน พอมาเจอดารณีตรงหน้าลิฟต์ก็เลยเป็นประเด็นให้ทศกรที่ยังเคืองๆเธออยู่ได้โอกาสแขวะขึ้นทันที

“สงสัยว่าออฟฟิศเราต้องติดตั้งเครื่องดับเพลิงเพิ่มซะแล้ว กลัวถ่านไฟเก่ามันจะคุขึ้นมาอีก”

“ก็ไม่เสมอไปหรอก ของเก่าคุณภาพห่วยๆ ต่อให้เดินชนแทบจูบปาก ก็ไม่รู้สึกอะไร”

โดนดารณียอกย้อนเอาถึงสะอึก แต่ทศกรก็ยังปากเปราะได้อีก

“คงดีใจมากล่ะสิ ที่ไอ้เพรียวมันจะกลับมา หน้าตาสดชื่นซะเหลือเกิน”

“ที่ดาหน้าตาสดชื่นขึ้นก็เพราะช่วงนี้ดาเลี้ยง...หมา” เน้นคำว่าหมาใส่หน้าทศกรซะผงะไป “หมามันซื่อสัตย์กับดา เห็นดาเป็นคนสำคัญของมันเสมอ แล้วมันก็ไม่เคยกระดิกหางดิ๊กๆไปหาผู้หญิงใหม่เหมือนที่ผู้ชายมันชอบทำ สุขภาพจิตดาดีขึ้น หน้าตาก็เลยสดใส...เดินขึ้นบันไดดีกว่า ขี้เกียจยืนเบียดกับคนบางคนในลิฟต์”

ดารณีสะบัดพรืดจากไป ทิ้งให้ทศกรยืนหน้าตึง เหล่มองตามด้วยความเจ็บใจ...

บ่ายวันนี้ พิมมาลาแวะมาหาน้ำนวลที่ห้องจัดงาน

อีเวนต์ น้ำนวลก็เลยถือโอกาสรบกวนพิมมาลาช่วยรับผิดชอบงานนี้ให้หน่อย เป็นงานเปิดตัวเครื่องสำอางยี่ห้อใหม่

“ปกติมันต้องเป็นงานของบริษัทรับจัดอีเวนต์ไม่ใช่เหรอคะ แล้วทำไมลูกค้าเค้าถึงให้เรามาทำล่ะ หรือว่าเค้าชอบงานของฝ่ายเรามากก็เลยขอจ้างเป็นกรณีพิเศษ”

“ไม่ใช่หรอกค่ะ งานนี้ฟรี ลุงสิทธิ์ขอมา...”

พูดไม่ทันจบ เต็มตาแฟนเก่าอีกคนของเพรียวก็เดินกรีดกรายเข้ามาทักทายน้ำนวลด้วยรอยยิ้ม พิมมาลาเห็นแล้วอึ้งกิมกี่ไปทันที

“งานคืบหน้าไปถึงไหนแล้วคะ ยังไงเต็มก็ต้องฝากคุณน้ำด้วยนะคะ เต็มเองก็เพิ่งจะลองทำธุรกิจเป็นครั้งแรก ยังไม่ค่อยรู้อะไรเป็นอะไรเลยค่ะ”

พิมมาลาเหล่มองเต็มตาพลางก็คิดในใจว่าอย่างนี้นี่เอง ได้กิ๊กแก่เป็นสปอนเซอร์ก็เลยสูบเงินมาเปิดบริษัทเครื่องสำอาง แถมยังมีคนให้เรียกใช้งานฟรีๆอีก

“น้ำต้องทำงานหลายอย่าง คงไม่ได้ดูแลเองนะคะ คนที่คุมงานนี้ทั้งหมดคือพี่พิมมาลาค่ะ”

เต็มตาหันมองพิมมาลา ไม่ชอบหน้ามานานแล้ว โดยเฉพาะที่ศรสิทธิ์กำลังสนใจก็ยิ่งเกลียดหนัก แต่ปั้นยิ้มทักทายตามมารยาท

“น้องนี่เอง  แหม...น้าตาสวยดีนะ  ถ้าว่างเมื่อไหร่ขอเชิญ มาเป็นนางแบบให้เครื่องสำอางพี่หน่อยสิคะ”

“อุ๊ย หนูคงไม่เหมาะหรอกค่ะ เพราะหนูเพิ่งยี่สิบหกเอง แต่งแล้วออกมาสวยก็ไม่แปลก อายุยังน้อยแต่งอะไรก็ขึ้นค่ะ แต่ถ้าคุณพี่เป็นนางแบบเองลูกค้าต้องเชื่อมั่นในเครื่องสำอางพี่แน่ๆเลยค่ะ สี่สิบแล้วแต่งออกมาเหมือนสามสิบ ใครๆก็ต้องอยากใช้ค่ะ”

“ฉันเพิ่งยี่สิบแปดย่ะ”

“อุ๊ย ดูเกินนะคะ สงสัยราศีเถ้าแก่เนี้ยจะจับตั้งแต่เริ่มกิจการซะแล้ว” พิมมาลาปั้นยิ้มจริงใจให้ แต่เต็มตาจ้องตอบอย่างเจ็บใจ สะบัดหน้าเดินหนีไปทางอื่น

“พี่พิมอ่ะ ไปแกล้งเค้า” น้ำนวลเปรยยิ้มๆอย่างรู้ทัน

“พี่ไม่ชอบพวกเดินทางลัดน่ะค่ะ มันไม่มีศักดิ์ศรี” พิมมาลามองตามเต็มตาไป พลางคิดย้อนเรื่องราวในอดีตเมื่อหลายปีก่อนตอนเต็มตาทำงานในเซนซูยาแล้วมีปัญหากับเมลานีที่วางอำนาจฐานะลูกเจ้าของห้างไล่ออกจากงานแถมยังดูถูกเธอต่างๆนานา นั่นทำให้เต็มตาเจ็บใจมากประกาศว่าตน ต้องมีกิจการของตัวเองให้ได้ แล้วไม่นานเธอก็ดิ้นรน ขวนขวายจนได้งานใหม่ที่ดีกว่า แต่สุดท้ายไม่นึกว่าเธอจะใช้ทางลัดเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้ได้มาซึ่งธุรกิจเครื่องสำอางในวันนี้

บ่ายวันเดียวกัน เมลานีพอทราบว่าศรสิทธิ์ลงทุนธุรกิจให้เต็มตา ก็จูงมือแม่เข้ามาวีนแตก

“คุณพ่อทำแบบนี้ได้ยังไง เต็มเป็นคู่แค้นเก่าของเมแต่คุณพ่อกลับไปกิ๊กกับมัน เท่านั้นไม่พอยังออกเงินให้มันเปิดบริษัทเครื่องสำอางอีก อย่างนี้เท่ากับสนับสนุนให้มันมาหยามหน้าเมชัดๆ”

“เรื่องเก่าตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว แกจะผูกใจเจ็บอะไรนักหนา พ่อก็ไม่ได้ให้เงินเต็มเค้าฟรีๆซะหน่อย เราเป็นหุ้นส่วนกัน ถ้าเครื่องสำอางเค้าไปได้สวย เราก็สบายไปด้วย”

“หุ้นส่วน...คุณออกเงิน แม่นั่นออกแรง...ตายแล้ว แม่นั่นคงลงหุ้นแบบนี้จนเคยชินนะคะ” มานิดาแดกดันสามีด้วยความหมั่นไส้

“ถ้าคุณพ่อให้เงินนังนั่นได้ คุณพ่อก็ต้องให้เงินเมไปเปิดบริษัทด้วยเหมือนกัน”

“ร้านของแกเอาให้รอดก่อนเถอะ หรือไม่ก็กลับไปเรียนให้จบๆซะที ทุกวันนี้ฉันอายคนเค้าไปหมดแล้ว เวลาเค้าถามว่าแกจบอะไร ฉันอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ลูกสาวคนเดียวของฉัน แต่มีความรู้แค่ ม.ปลาย”

“คุณพ่อ...” เมลานีปรี๊ดแตก แต่ศรสิทธิ์ไม่สน หันไปรับโทรศัพท์มือถือที่เต็มตาโทร.เข้ามา แล้วก็เดินคุยออกจากห้องหน้าตาเฉยเหมือนสองแม่ลูกไม่มีตัวตน

เมลานีเจ็บใจ ถามแม่ว่าทนได้ยังไง ไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอที่พ่อประจ๋อประแจ๋กับนังนั่นต่อหน้าต่อตาแบบนี้

“ช่างเค้าเถอะ แม่ขี้เกียจเปิดศึกหลายด้าน พ่อเค้าให้เงินใช้ไม่ขาดมือก็โอเคแล้ว”

“นี่แม่เป็นอะไรของแม่คะ”

“ก็เป็นเมียน้อยเหมือนกับมันนั่นแหละ แม่จะไปมีสิทธิหึงหวงอะไรล่ะเม”

เมลานีหงุดหงิดไม่สบอารมณ์ และเจ็บใจที่ทำอะไรอริเก่าอย่างเต็มตาไม่ได้

“อย่าโมโหโทโสไปเลยลูก ผู้หญิงพรรค์นั้นรอคุณพ่อเบื่อเราค่อยจัดการเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ตอนนี้เรามีเรื่องน่าหนักใจกว่าที่ต้องทำก่อน”

“เรื่องอะไรเหรอคะ”

“แม่ได้ยินมาว่ายัยฟ้างามไปขอตัวลูกชายคนเก่งของพ่อเราให้มาช่วยงานที่นี่น่ะสิ ฟ้างามมันคงกะเอามาคานอำนาจกับแม่  เพราะนายนันท์ที่เคยเป็นความหวังใหม่ของมัน

กลายเป็นฝันร้ายไปซะแล้ว เวลานี้เรื่องเห็บหอยปล่อยผ่านไปเถอะ แม่อยากให้เมเตรียมตัวตั้งรับพี่ชายคนละแม่ของแกไว้ให้ดีเถอะ คนนี้ของจริง”

เมลานีหน้าเครียดขึ้นมาทันที เมื่อนึกถึงพี่ชายต่างมารดาคนนี้

ooooooo

ไม่ทันข้ามวัน อนุศร พี่ชายต่างมารดาของเม- ลานีก็มาปรากฏตัวที่เซนซูยา ท่ามกลางการต้อนรับของพ่อ อา รวมทั้งสองแม่ลูก มานิดากับเมลานี

แม้จะไปอยู่อเมริกาเป็นสิบๆปี แต่อนุศรก็ยังคงไว้ซึ่งกิริยามารยาทของคนไทย เขาคุกเข่าลงไหว้พ่อและอาอย่างนอบน้อม ฟ้างามก็เลยถือโอกาสจิกกัดมานิดาที่ปล่อยให้เมลานียืนค้ำหัวผู้ใหญ่ไม่ยอมนั่ง มานิดาเจ็บใจอยากด่ากลับแต่ไม่กล้า ได้แต่ปั้นหน้าเชิด แอบกระตุกมือลูกสาวให้นั่งลง

“ทำไมพี่นูมาเงียบๆอย่างงี้ล่ะคะ ถ้าบอกล่วงหน้าเมจะได้เตรียมจัดงานเลี้ยงต้อนรับพี่นูให้ยิ่งใหญ่เป็นทอล์กออฟ เดอะทาวน์เลยล่ะค่ะ”

“ไม่ต้องซีเรียสขนาดนั้นหรอกเม พี่ตั้งใจจะกลับมาทำงาน เรื่องอื่นนอกเหนือจากนั้นไม่สำคัญหรอก”

เมลานีหน้าม้านไปเล็กน้อย มานิดารีบเปลี่ยนเรื่องแก้เก้อ

“แหม...ลอเยอร์ที่อเมริกาเงินดีจะตายไป คุณนูทิ้งมาอย่างงี้ไม่เสียดายแย่เหรอคะ”

“ไม่หรอกครับ ถึงเงินจะดี แต่ผมก็ไม่เคยคิดว่าที่นั่นเป็นบ้าน มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นล่ะครับที่คือบ้านสำหรับผมจริงๆ”

“ชื่นใจจริงๆ หลานอาคนนี้”

มานิดากับเมลานีแอบสบตากัน หมั่นไส้ฟ้างามจนสุดจะทน

“พ่อครับ อางาม ไหนๆวันนี้ผมก็มาแล้ว พาผมไปแนะนำให้ทีมงานรู้จักผมเลยได้มั้ยครับ ผมใจร้อนอยากเรียนรู้งานเร็วๆ”

“ได้สิลูก คนหนุ่มนี่มันไฟแรงจริงๆ ไปลูก เดี๋ยวพ่อพาไปแนะนำให้รู้จักกับทุกคนเอง” ศรสิทธิ์โอบไหล่ลูกชายจะพาเดินคุยกันออกไปจากห้อง แต่อนุศรยื่นมือมาจูงมือ

ฟ้างามให้ออกไปพร้อมกัน พอลับหลัง สองแม่ลูกก็นินทาดูถูกอนุศรที่ทำเป็นฟิตจัด

ฝ่ายน้ำนวล เย็นนั้นเธอคุยฟุ้งให้พิมมาลาฟังอย่างภาคภูมิใจในความเก่งของอนุศร

“พี่นูจบกฎหมายระหว่างประเทศมาค่ะ เป็นทั้งทนายความ แล้วก็ที่ปรึกษาบริษัทหลายแห่งที่อเมริกา น้างามตั้งใจดึงตัวมาเพื่อจะวางตัวให้สืบทอดกิจการของเซนซูยาน่ะค่ะ”

“เป็นลูกภรรยาหลวงของคุณศรสิทธิ์ แถมยังเป็นคนเก่งอีกตะหาก อย่างงี้พวกคุณมานิดาก็หลุดวงโคจรน่ะสิคะ”

“พี่พิมนี่หัวไวจังเลย ฟังครั้งเดียวก็ทันความคิดน้างามซะแล้ว น้ำต้องรอจนน้างามอธิบายน่ะค่ะ ถึงจะเข้าใจสิ่งที่น้างามวางหมากเอาไว้”

“ที่คุณฟ้างามทำแบบนี้ ก็คงอยากจะสั่งสอนคุณนันท์ด้วยล่ะมั้งคะ เพราะคุณนันท์ชอบอ้างความเป็นหลานชายซะเรื่อย พอเวลาเกิดเรื่อง คุณศรสิทธิ์ก็ใจอ่อนไม่ยอมลงโทษคุณนันท์”

“คงจะใช่ล่ะค่ะ”

“แต่หลังจากนี้ไป ถ้าคุณนันท์มีปัญหางัดข้อกับคุณอนุศร ไม่มีทางที่คุณศรสิทธิ์จะเข้าข้างหลานมากกว่าลูกในไส้ของตัวเองแน่ๆ เว้นซะแต่คุณอนุศรจะเป็นเหมือนคุณนันท์อีกคน”

“เรื่องนั้นพี่พิมสบายใจได้เลยค่ะ พี่นูเป็นคนซื่อสัตย์มาก ถ้าเปรียบกับพี่นันท์แล้ว ก็เหมือนสีขาวกับสีดำเลยล่ะค่ะ”

พิมมาลาพยักหน้ารับ สบายใจขึ้นเยอะที่ได้ยินแบบนี้

“เอ่อ พี่พิมคะ น้ำอยากจะขอรบกวนพี่พิมช่วยติดต่อพี่เพรียวให้หน่อยได้ไหมคะ”

“คุณน้ำก็มีเบอร์เพรียวเค้าไม่ใช่เหรอคะ ทำไมไม่โทร.หาเองล่ะ”

น้ำนวลอึกๆอักๆ ถ้าเจอเพรียวหรือพูดคุยกันหลายๆครั้งเข้าก็กลัวจะปั่นป่วนใจอีก พิมมาลาเห็นท่าทางของเธอก็พอเดาได้ แอบยิ้มเจ้าเล่ห์

“พี่โทร.ให้ก็ได้ค่ะ คุณน้ำมีธุระอะไรกับเพรียวเค้าเหรอคะ”

“คือน้ำจะตกแต่งเรือนหอน่ะค่ะ น้ำก็เลยอยากจะขอไอเดียพี่เพรียว เผื่อว่าพี่เพรียวจะมีคำแนะนำอะไรดีๆให้พวกเราบ้าง”

พิมมาลาหน้าเสีย ยิ้มค้าง ไปไม่ถูกเลยทีเดียว...

ooooooo

น้ำนวลกับแวนพาเพรียวไปดูเรือนหอซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่สมัยรัชกาลที่หก ปลูกอยู่ท่ามกลางสวนกว้าง รายล้อมเต็มไปด้วยต้นไม้รกครึ้ม แวนชอบบ้านหลังนี้มาก ที่สำคัญอยู่ใกล้กับบ้านพ่อแม่ของแวนด้วย เขาจึงไม่คิดจะปลูกเรือนหอหลังใหม่ แต่จะซื้อหลังนี้แล้วตกแต่งเพิ่มเติม

“ถ้าคุณแวนชอบแนวแอนทีคหน่อยๆ ก็คงไม่ต้องปรับอะไรมากหรอกครับ เพียงแต่เวลาเราเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกเข้าไปคงต้องสั่งทำเป็นพิเศษ จะได้ไม่ดูโดด แปลกแยกกับตัวบ้าน”

“ใช่เลยพี่ เราคิดทางเดียวกันเลยครับ ไอ้แนวแบบเก่าผสมใหม่ ความแตกต่างที่ผสมผสานกันลงตัวอะไรยังงั้น ไม่แนวผม ลำพังผมกับน้ำก็แตกต่างกันพอแล้ว จริงมั้ย” แวนทำตาหวานใส่น้ำนวล เพรียวเห็นแล้วจี๊ดใจ แต่จำต้องฝืนยิ้มไปกับพวกเขาด้วย

แวนให้น้ำนวลพาเพรียวเข้าไปดูในบ้าน ส่วนตัวเองขอไปเอาสมุดโน้ตในรถที่จดไอเดียไว้เยอะแยะมาให้เพรียวดูว่าพอจะทำได้ไหม...ขณะน้ำนวลออกเดินนำไป เพรียวเปรยว่าแวนดูตื่นเต้นจังเลย

“งานแต่งครั้งเดียวของเรานี่คะ”

คำพูดบาดใจของน้ำนวลทำเอาเพรียวอึ้งไปครู่หนึ่ง

“ไม่ยักทราบนะครับ ว่าคุณน้ำชอบแนวแอนทีคกะเค้าด้วย”

“น้ำก็แล้วแต่แวนเค้าน่ะค่ะ ถ้าแวนชอบ น้ำก็ชอบ แล้วของเก่าๆพวกนี้นอกจากจะสวยแล้วยังมีกลิ่นอายของอดีตด้วยนะคะ”

“เพิ่งทราบว่าคุณน้ำชอบกลิ่นอายแบบนี้เหมือนกัน แสดงว่าคุณน้ำคงมีความทรงจำในอดีตเยอะแยะไปหมดเลยสิครับ”

น้ำนวลหยุดกึก ร้อนตัวว่าเพรียวรู้ความคิดตน แต่ก็คิดว่าน่าจะบังเอิญเลยปรับสีหน้าเป็นเฉยๆ

“ก็ต้องดูว่าเป็นเรื่องอะไรค่ะ บางเรื่องเหมือนเมื่อก่อนน้ำรู้สึกว่าสำคัญมากซะเหลือเกิน แต่พอเวลาผ่านไป น้ำกลับลืมได้ง่ายๆ ไม่เหลืออะไรติดค้างอยู่ในใจอีกเลยค่ะ”

น้ำนวลปั้นหน้านิ่งไร้ความรู้สึกลึกซึ้ง เดินนำขึ้นบ้านไปก่อน เพรียวแทบเก็บอาการหึงหวงไม่อยู่ รู้สึกอยากเอาชนะมากขึ้น แล้วคืนนั้นเพียวก็กลับห้องพักด้วยอารมณ์โมโหหึง พาลเอากับรัมภาทั้งๆที่ยังไม่เห็นตัวเธอ

“ลูกสาวคุณพาผมไปเรือนหอก็เพราะอยากจะบอกกลายๆว่าเค้าจะแต่งงานแล้ว ให้ผมตัดใจใช่มั้ยล่ะ ไม่ให้โอกาสกันซักนิด ลูกสาวคุณใจร้ายเกินไปแล้วนะรัมภา”
เงียบ! ไม่มีเสียงตอบจากรัมภาแม้แต่น้อย เพรียวมองรอบห้องก่อนโวยวายอย่างหงุดหงิด

“ทีอย่างงี้ล่ะเงียบ คุณคิดจะหนีความจริงอีกคนใช่มั้ยล่ะ”

ทันใดนั้น ร่มคันหนึ่งลอยหวือเข้ามา เพรียวโดดหลบแทบไม่ทัน พอหันกลับไปดูก็เห็นรัมภาในชุดเสื้อกันฝนทั้งตัว ใส่รองเท้ายางครึ่งแข้ง ตามตัวยังมีเม็ดฝนเกาะอยู่เต็มไปหมด

“นี่น้ำท่วมสวรรค์คุณแล้วเหรอ”

“ปากเสีย ที่ใส่ชุดเนี้ยก็เพราะฉันเพิ่งฝ่าพายุมาตะหาก แล้วนายก็เลิกโวยวายได้แล้ว หนูน้ำเค้าไม่รู้ซักหน่อย ว่านายหันมาชอบเค้า แล้วเค้าจะไปตั้งกำแพงไม่ให้นายจีบเค้าได้ยังไงล่ะ”

“เออจริง...อ้าว งั้นเค้าชวนผมไปเรือนหอเค้าทำไม ไม่เห็นจะมีสาระอะไรเลย อย่าบอกนะว่าคุณน้ำต้องการไอเดียแต่งบ้านจริงๆ”

“ใครว่า หนูน้ำเค้ารู้ว่านายจะกลับมาทำงานที่เซนซูยาแน่ๆ เค้าก็เลยลองทดสอบดูว่าถ้าอยู่กับนายแล้วจิตใจเค้าจะเป็นยังไงบ้าง”

“แล้วตกลงเป็นไง คุณน้ำหวั่นไหวบ้างรึเปล่า”

“แล้วเรื่องอะไรฉันต้องบอกนายด้วย หนูน้ำเค้าตกลงจะแต่งงานกับแวนแล้ว นายก็เลิกคิดอะไรเพ้อเจ้อซะทีเถอะ”

“คุณเป็นแม่ประสาอะไร ถึงจะให้ลูกไปแต่งงานกับไอ้คนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออย่างเจ้าแวน คนพรรค์นั้น หมดบารมีพ่อเมื่อไหร่ คุณน้ำสะอื้นแน่”

“ใช่ แวนเค้าไม่ใช่คนเก่งที่จะยืนบนขาตัวเองได้เหมือนนาย แต่แวนเค้ามีรักแท้และความซื่อสัตย์ ซึ่งนายไม่เคยมี แล้วก็ไม่เคยได้รับสิ่งเหล่านี้จากใครด้วย นายถึงไม่รู้ไงว่ามันมีค่ามากขนาดไหน เลยเอาแต่ดูถูกแวนซ้ำซากอยู่อย่างนี้”

เพรียวชะงักแต่ยังไม่ยอมแพ้ “ทำไมถึงจะไม่มีใครรักผม คนรักผมมีออกเยอะแยะไปหมด”

“เหรอ ใครล่ะ ดารณี อิน เต็ม หรือว่าข่ายแก้ว พวกนั้น เค้ารักนายในแบบที่เค้าอยากให้นายเป็น พอรู้ว่านายไม่ได้เป็นแบบที่เค้าต้องการ ก็อาจจะเสียใจอยู่พักนึง แล้วพวกเค้าก็ไปหาคนใหม่ที่ดีกว่า ฉันพูดถูกมั้ยล่ะ”

เพรียวเถียงไม่ออก เพราะเอาเข้าจริงก็ไม่มีใครอาลัย อาวรณ์ตนจริงๆ

“ฟังนะนายเพรียว ผู้หญิงที่รักผู้ชาย ไม่ว่าเค้าจะดีจะร้ายยังไง มีอยู่ด้วยกันสองแบบ หนึ่ง...คือผู้หญิงที่รักแบบโง่ไม่ลืมหูลืมตา กับสอง...ผู้หญิงฉลาดที่ยอมรับและรักผู้ชายตามแบบที่เค้าเป็น ซึ่งนายไม่เจอทั้งสองแบบ แต่แวนเจอแบบที่สอง”

“แล้วมันต่างกันยังไง ผู้หญิงที่ซื่อสัตย์กับผู้ชายไม่เอาไหนอย่างเจ้าแวน ยังไงผมก็มองไม่เห็นว่าผู้หญิงคนนั้นจะฉลาดตรงไหน”

“แต่ฉันมองเห็น ผู้หญิงโง่จะอยู่กับผู้ชายด้วยความทุกข์ แต่ผู้หญิงฉลาดจะอยู่ด้วยความสุขตามอัตภาพ แล้วเท่าที่เห็น ลูกสาวฉันอยู่กับแวนก็ไม่เห็นจะทุกข์ตรงไหนเลย มีความสุขกว่าหลงรักผู้ชายเจ้าชู้หลายใจอย่างนายเป็นไหนๆ”

ถูกต้อนซะจนมุมขนาดนี้ เพรียวอึ้งกิมกี่ ยอมรับว่าแวนมีสิ่งที่ตนไม่มีจริงๆ แล้วน้ำนวลก็เลือกคนไม่ผิดด้วย แต่ยังไงตนก็ทำใจที่จะเสียน้ำนวลไปไม่ได้อยู่ดี จะแย่งน้ำนวลคืนมาจากแวนให้ได้

ooooooo

เช้าวันหนึ่ง แวนมาบอกน้ำนวลกับฟ้างามว่าตนจะไปขับเครื่องบินหลังจากฝึกหัดมานานจนเป็นกีฬาสุดโปรด แต่ต่อไปคงหมดโอกาสเพราะได้สัญญากับน้ำนวลไว้แล้วว่าเขาจะเลิกทันทีที่แต่งงานกับเธอ...

ส่วนที่บ้านศรสิทธิ์ ในเช้าวันเดียวกันนี้ นันท์บุกมาโวยวายอนุศรด้วยความโมโห โดยมีศรสิทธิ์ และลูกเมียอยู่กันครบ

“พี่เพิ่งมาทำงาน เดินยังไม่ทั่วเซนซูยาด้วยซ้ำ จะมายุบแผนกย้ายคนไปมาตามใจชอบแบบนี้ก็เจ๊งกันพอดีสิครับ พี่นูทำงานเป็นรึเปล่า”

“นันท์ จะพูดจะจาอะไรเกรงใจพี่เค้าบ้างสิ”

“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณพ่อ ดีครับ มีปัญหาอะไรก็พูดกันตรงๆเลย ผมชอบ...นันท์ ถึงพี่จะเพิ่งมาจับงานที่เซนซูยา แต่พี่ก็ไม่ใช่คนไม่เคยทำงานมาก่อน เซนซูยามีระบบงานที่ซ้ำซ้อนกันมากเกินไป ทำให้ทำงานไม่คล่องตัว พี่ก็เลยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนใหม่ แต่พี่ก็ไม่ได้ไล่ใครออกแม้แต่คนเดียว”

“แต่พี่ยุบฝ่ายผมไปรวมกับฝ่ายอื่น จากที่ผมเป็นหัวหน้าอยู่ดีๆ ก็ต้องกลายเป็นลูกน้อง แล้วอย่างนี้ผมจะไปมองหน้าใครติด”

“นี่น่ะเหรอเหตุผลที่เรามาหาพี่แต่เช้า”

“ก็ใช่น่ะสิ ปัญหาใหญ่ขนาดนี้ใครจะใจเย็นนั่งเล่นอยู่ได้”

“ถ้าเรื่องนี้พี่ถือเป็นเรื่องส่วนตัวนะ คงไม่มีอะไรต้องคุยกัน เพราะมันไม่เกี่ยวกับงาน”

“แต่คุณนูคะ แต่ไหนแต่ไรมาเซนซูยาของเราก็เน้นคนในมากกว่าคนนอก น้าไม่ขัดข้องที่จะมีการเปลี่ยนแปลง แต่การลดอำนาจของคนกันเองแบบนี้ น้าว่า...” มานิดาพูดไม่ทันจบ ถูกอนุศรแทรกขึ้นมา

“ผมมองที่ความสามารถมากกว่านามสกุลครับ ไม่อย่างงั้นคนดีมีฝีมือแต่ไม่ได้เป็นเครือญาติเรา เค้าก็ท้อใจหมดสิครับ เค้าจะทุ่มเททำงานให้บริษัทไปเพื่ออะไรกัน”
“แต่เมว่าให้คุณพ่อเป็นคนตัดสินดีกว่าค่ะ ยังไงคุณพ่อก็เป็นประธานบริษัท ต้องเห็นว่าอะไรเหมาะสมที่สุดสำหรับเซนซูยามากกว่าใครๆอยู่แล้ว”

“ให้พ่อตัดสินเหรอ” ศรสิทธิ์ท่าทีลังเล แต่ยังไงก็รักลูกชายที่สุด “ถ้านูเห็นควรว่าอะไรดีก็ทำไปเถอะลูก คนเราต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆซะบ้าง ไม่งั้นมันก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ จริงมั้ย”

“ครับพ่อ” อนุศรดีใจที่พ่อเข้าข้าง แต่มานิดา เมลานีและนันท์ มองหน้ากันเองอย่างเจ็บใจ

ครั้นทั้งสามคนพากันเข้าไปที่เซนซูยา นันท์ยังเจ็บใจไม่หาย เข้ามาสุมหัวในห้องทำงานมานิดา

“มันใหญ่มาจากไหนวะ แค่เกิดก่อนไม่กี่ปีทำเป็นกร่าง มาถึงก็มาเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่”

“ไม่ใช่นันท์โดนคนเดียวหรอกนะ ถ้าไอ้โปรเจกต์รื้อแปลกของนายนูเวิร์กขึ้นมา ป้าเองก็คงเดือดร้อนไปด้วย”

“คุณพ่อนะคุณพ่อ พอได้ลูกชายกลับมาหน่อยล่ะเห่อใหญ่ ทำอะไรก็ดีไปซะหมด”

“ต่อไปเราคงหวังพึ่งลุงสิทธิ์ไม่ได้แล้วล่ะ รึว่าเราจะต้องยอมให้ไอ้นูมันยึดทุกอย่างไปจริงๆ”

“ไม่มีทาง เราเสียแรงเสียเวลามาตั้งเท่าไหร่ ยังไงป้าก็ไม่มีวันยอมให้เด็กเมื่อวานซืนอย่างมันมาชุบมือเปิบไปง่ายๆหรอก เล่นกับใครไม่เล่น เดี๋ยวก็รู้ว่าพาวเวอร์ของใครในเซนซูยาจะมีมากกว่ากัน”

ขณะนั้นเอง เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่ดารณีจะเปิดเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารเพื่อให้มานิดาเซ็น ดารณีได้ยินทุกอย่างที่ทุกคนในห้องพูด แต่เธอพยายามเก็บอาการไม่ให้มีพิรุธ แล้วนำไปบอกเล่าให้พิมมาลาฟังทันทีที่เสร็จงาน... พิมมาลาซึ่งรู้แกวมานานแล้วถึงกับหน้าเครียด เอ่ยปากอย่างหนักใจ

“ในที่สุด มหกรรมช้างชนช้างก็มาถึงจนได้”

“นี่เธอรู้เรื่องอยู่แล้วเหรอ”

“ไม่รู้หรอก แต่ฉันเดาได้ คุณศรสิทธิ์เป็นคนอ่อนแอ คุณมานิดาก็เลยคิดจะยึดเซนซูยามานานแล้ว แต่ติดที่คุณ

ฟ้างามเป็นก้างขวางคออยู่ หลายปีมานี่ก็เลยรับคนของตัวเองเข้ามาทำงานเต็มไปหมด โชคดีที่ไม่ค่อยได้เรื่องกันซักคน ก็เลยไม่มีตำแหน่งใหญ่โต แต่ถ้าพร้อมใจกันลุกฮือขึ้นมาก็น่าปวดหัวเหมือนกันแหละ”

“เธอนี่เก่งจริงๆเลยนะ พูดยังกะอยู่เซนซูยามานานแล้วอย่างงั้นแหละ”

พิมมาลาหน้าเจื่อน รีบเปลี่ยนเรื่องกลบเกลื่อน “ยังไง ก็ต้องขอบใจดามากนะจ๊ะ ที่เอาเรื่องนี้มาบอก ฉันจะได้บอก คุณน้ำให้เตรียมตัวรับมือเอาไว้”

“ไม่เป็นไร ถือซะว่าฉันได้ตอบแทนเธอบ้างก็แล้วกัน ตั้งแต่ฉันทำตามคำแนะนำของเธอ ชีวิตฉันดีขึ้นเยอะ อะไรที่ฉันจะช่วยเธอกับคุณน้ำได้ ฉันก็เต็มใจช่วย”

“ขอบใจจ้ะ” พิมมาลายิ้มปลื้ม พลางอวยพรอยู่ในใจให้ดารณีได้เจอคนดีๆ และจริงใจกับเธอเสียที...

เพิ่งรับรู้ความเคลื่อนไหวของพวกมานิดาจากดารณีในตอนเที่ยง พอบ่ายจะกลับเข้ามาทำงานในแผนก พิมมาลามีอันต้องชะงักอยู่นอกห้อง เพราะด้านในทศกรกำลังวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของอนุศร พร้อมกับโน้มน้าวเพื่อนพนักงานทุกคนที่นั่งฟังกันหน้าสลอน

“คุณอนุศรทำอย่างนี้ก็ไม่ถูก ถือว่าเป็นลูกลุงสิทธิ์ เพิ่งมาไม่ทันไรก็มองไม่เห็นหัวคนเก่าคนแก่ เริ่มงานก็ยุบรวมแผนก ต่อไปก็ต้องมีโละคนออกแหงๆ”

“ไม่ถึงขั้นนั้นมั้งพี่ทศ เซนซูยากำไรปีๆนึงตั้งเยอะ มีแต่จะรับคนเพิ่มมากกว่า จะเอาพวกเราออกทำไม”

“ก็ไม่แน่หรอกไอ้ดล เค้าอาจจะอยากเอาคนของเค้าเข้ามาแทนเราก็ได้ ใครจะรู้ คนละสาย เข้าใจมั้ย”

“แล้วคุณทศจะให้พวกเราทำยังไง เราก็แค่ลูกจ้าง ถ้าเค้าจะไล่เราออกจริงๆ เราจะไปทำอะไรได้”

“ตอนนี้มีคนที่ไม่พอใจคุณอนุศรอยู่เยอะ คงจะรวมตัวกันต่อต้านคุณอนุศรเร็วๆนี้แหละ ถ้าพวกเราสนใจก็มาร่วมกันได้นะ พี่จะได้ไปบอกเค้าให้”

ฟังถึงตรงนี้ พิมมาลาอดรนทนไม่ไหว ส่งเสียงนำก่อนตัวจะเดินเข้ามาเผชิญหน้าทศกร

“เค้าที่ว่าเนี่ย ใช่คุณมานิดากับคุณนันท์รึเปล่าคะ”

ทศกรหน้าเสีย อยู่ๆก็โดนแฉไม่ทันตั้งตัว...พิมมาลาปั้นยิ้ม เชืิอดนิ่มๆ

“ได้ยินมาว่าคุณมานิดากำลังไล่ล็อบบี้ระดับผู้จัดการขึ้นไปอยู่ แต่ไม่ยักรู้นะคะว่าพี่ทศจะรับอาสามาล็อบบี้พนักงานระดับล่างอย่างพวกเราด้วย”

“จริงเหรอพี่ทศ...ทำมาเป็นพูดดี นี่พี่คิดจะหลอกใช้พวกเราไปเป็นมือเป็นตีนใช่มั้ย” นางเสียงกร้าวไม่พอใจ ในขณะที่ข่ายแก้วหน้าบึ้งตึง พูดโพล่งอย่างรับไม่ได้

“กับคนอื่น ข่ายยังพอทำใจได้นะคะ แต่กับคุณนันท์ ข่ายไม่มีวันลืมสิ่งที่เค้าทำกับข่ายหรอกค่ะ ข่ายเลือกที่จะลาออกดีกว่าที่จะไปรับใช้คนแบบนั้น”

“ผมด้วย คุณข่ายอยู่ที่ไหน ผมก็อยู่ที่นั่น พี่อย่ามากล่อมซะให้ยากเลย” ดลขึงขังอีกคน

ทศกรโดนรุมขนาดนี้ไม่กล้าอยู่ต่อ จะกลับไปตั้งหลักใหม่ แต่อ้างกับทุกคนว่าเพิ่งนึกได้มีงานค้างต้องรีบกลับไปทำ ว่าแล้วก็ชิ่งหนีลุกลี้ลุกลนชนโต๊ะชนเก้าอี้วุ่นวาย

ครู่ต่อมา พิมมาลาลงไปที่ร้านอาหารภายในห้าง เดินผ่านทีวีเห็นข่าวเครื่องบินตก เธอหยุดมองด้วยความสนใจอย่างมาก เพราะคนที่ขับเครื่องบินลำนั้นคือแวน!

พอค่ำได้อยู่ในร่างตัวเอง เพรียวรีบบึ่งไปหาน้ำนวลถึงบ้านพ่อแม่แวน ทุกคนกำลังช็อก แม่แวนกับน้ำนวลนั้นถึงกับกอดกันร่ำไห้ด้วยความตกใจ ในขณะที่พ่อแวนพูดคุยกับตำรวจอย่างเคร่งเครียดอยู่อีกมุมในห้องรับแขก เพื่อจะหาทางช่วยชีวิตแวนที่ตามข่าวบอกว่าน่าจะยังไม่ตาย

หลังจากแนะนำเพรียวต่อศรีทรัพย์แม่ของแวนแล้ว น้ำนวลก็ถามเพรียวว่ามาได้ยังไง เพรียวบอกว่ารู้จากข่าวในทีวีที่ออกแทบจะทุกชั่วโมง

“ไม่รู้เวรกรรมอะไร แวนบอกแม่ว่าถ้าแต่งงานเมื่อไหร่ ก็จะเลิกทำอะไรเสี่ยงๆแบบนี้ แต่ก็ดันมาเกิดเรื่องขึ้นซะก่อน ทำไมถึงไม่เป็นแม่ ให้แม่ตายเองซะดีกว่า” ศรีทรัพย์คร่ำครวญทั้งน้ำตา

“อย่าเพิ่งหมดกำลังใจสิครับ คุณแวนอาจจะไม่เป็นอะไรก็ได้”

“ขอบใจนะที่ปลอบใจฉัน เครื่องบินตกจะมีกี่คนที่รอดตาย” พูดจบ ศรีทรัพย์ร้องไห้โฮออกมาด้วยความสะเทือนใจ น้ำนวลบีบมือท่านไว้ ให้กำลังใจว่าแวนเป็นคนดี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องคุ้มครองเขา

พ่อแวนผละจากตำรวจมาบอกศรีทรัพย์ว่าทีมค้นหาพร้อมแล้ว เธอจะไปกับเขาหรือจะอยู่ฟังข่าวลูกที่นี่ ศรีทรัพย์ตอบทันทีว่าตนต้องไป ถ้าจะให้รอฟังข่าวอยู่บ้านตนคงเป็นบ้าตายซะก่อน น้ำนวลก็เช่นกัน เธอไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร ต้องไปด้วยอย่างแน่นอน

ขณะทุกคนทยอยกันออกไปขึ้นรถ เพรียวพูดกับน้ำนวลที่เดินรั้งท้ายว่า

“คุณน้ำ...ผมเป็นห่วงคุณน้ำนะครับ อยากไปด้วย แต่ผมรู้ว่ามันไม่สมควร ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วยนะครับ”

“ขอบคุณค่ะ น้ำไปก่อนนะคะ”

“คุณแวนจะต้องปลอดภัยครับ”

น้ำนวลขอบคุณเขาอีกครั้งก่อนเดินตามคนอื่นๆไปขึ้นรถ ส่วนเพรียวแยกตัวกลับไปที่พักของตน พอเปิดประตูห้องก็เห็นรัมภาในชุดจีนโบราณสวยสง่าหมุนลอยมาหยุดตรงหน้า เพรียวตกใจเล็กน้อย เบี่ยงหนีด้วยท่าทีรำคาญ

“อะไรของคุณอีกเนี่ย”

“พอเห็นหนูน้ำกำลังกลุ้มใจเรื่องแวนเข้าหน่อย ก็รีบเสนอหน้าไปทำคะแนนเชียวนะ”

“อย่ามาใส่ความกันนะคุณ ผมเป็นห่วงคุณน้ำจริงๆ ถึงได้ไปหา แล้วนี่ใครเค้าจุดธูปเชิญไปกินโต๊ะแชร์รึไง ถึงได้ใส่ชุดเนี้ย”

“ฉันใส่ชุดนี้เพราะต้องหลบพญามังกรจีนสองตัวที่กำลังเล่นกันจนเกิดพายุอยู่ตอนนี้ไงล่ะ มังกรสองตัวนี่ก็ชาตินิยมซะเหลือเกิน ถ้าไม่ใส่ชุดนี้มันก็ไม่ยอมให้ฉันพาเครื่องบินของแวนผ่านมาได้หรอก”

“นี่คุณช่วยแวนได้แล้วเหรอ”

“ช่วยได้แค่ไม่ให้เครื่องบินตกโหม่งโลกจนคอย่นเท่านั้นแหละ แต่แวนจะรอดรึเปล่า ก็ขึ้นอยู่กับบุญกุศลของตัวเค้าเอง อันนี้ฉันช่วยไม่ได้หรอกนะ เพราะแม้แต่เทวดานางฟ้าอย่างพวกฉัน ถ้าถึงที่ก็ต้องตายเหมือนกัน ที่เค้าเรียกว่าจุติไง”

“ถ้านายแวนเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ คุณน้ำคงเสียใจมากที่สุด ขอให้ทีมค้นหาเจอแวนทีเถอะ อย่าเป็นอันตรายอะไรเลย”

รัมภาแอบมองเพรียวแล้วยิ้มอย่างชื่นชม เพราะถึงเพรียวจะเจ้าชู้และเจ้าเล่ห์ยังไงก็ตาม แต่ในเวลาวิกฤติ เพรียวก็ไม่เคยคิดถึงประโยชน์ของตน คิดถึงแต่ความรู้สึกของน้ำนวลเท่านั้นเอง

ooooooo

เช้ารุ่งขึ้น พนักงานในเซนซูยาต่างจับกลุ่มสนทนากันเรื่องข่าวเครื่องบินตก โดยเฉพาะกลุ่มของนางเม้าท์กันอย่างออกรส

“โถ อายุแค่นี้ก็ต้องเป็นหม้ายขันหมากซะแล้ว”

“หม้ายอะไรกันคะพี่นาง คุณแวนยังไม่ตายซะหน่อย”

“เครื่องบินตกนะจ๊ะข่าย เครื่องบินจริงๆ ไม่ใช่เครื่องบินในสวนสนุก จะได้ตกลงมาแล้วแค่หัวเข่าถลอกปอกเปิก”

“ถูก...แค่หาชิ้นส่วนศพมาต่อกันได้ครบ ก็ถือว่าบุญโขแล้วล่ะค่ะ”

นางกับดลเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย พิมมาลาเข้ามาได้ยิน ทำหน้าเหม็นเบื่อพวกปากหอยปากปู ถามเสียงแข็งว่า ตกลงวันนี้จะไม่ประชุมกันแล้วใช่ไหม?

“ก็คุณน้ำไม่มาทำงาน จะประชุมได้ไงล่ะยะ คงแอบดีใจล่ะสิท่า” นางแขวะ

“ฉันจะดีใจเรื่องอะไรไม่ทราบ”

“กินอยู่กับปาก อยากกินน้ำมานานแล้วไม่ใช่เหรอจ๊ะ” เม้าท์จบนางก็หันไปตีมือกับดลพร้อมเสียงหัวเราะชอบใจ

“ไร้สาระ...ถึงคุณน้ำไม่มา แต่ฉันยังอยู่ ฉันก็ประชุมแทนคุณน้ำได้”

“จะแต่งตั้งตัวเองเร็วเกินไปรึเปล่า พวกฉันอยู่มาตั้งนานยังไม่มีใครกล้าทำหน้าที่แทนคุณน้ำซักคน” ดลโวยลั่น

“ฉันเป็นรองผู้จัดการของฝ่ายนี้ มีอำนาจรองลงมาจากคุณน้ำ ถัดไปก็เป็นพี่ข่าย แค่นี้ก็ประชุมได้แล้ว แกอย่ามาอ้างซีเนียร์อู้งานหน่อยเลย หรือจะให้ฉันกดสปีกเกอร์โฟนโทร.ถามคุณน้ำต่อหน้าแก”

“จะออกแล้วกร่างทิ้งทวนเหรอยะ ฉันจะเชื่อฟังเธอดีมั้ยเนี่ย”

“นั่นดิพี่นาง”

“ฉันเปลี่ยนใจไม่ลาออกแล้วย่ะ”

สองอริชะงักกึก ขณะที่ข่ายแก้วดีใจเพราะไม่อยากให้คนเก่งอย่างพิมมาลาออกอยู่แล้ว...ไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรกันอีก มีพนักงานคนหนึ่งวิ่งหน้าตื่นมาบอกว่าเกิดเรื่องใหญ่แล้ว

ทศกรนำพนักงานประท้วงคุณอนุศร ท่าทางจะวุ่นวายกันใหญ่

ทุกคนพากันตกใจ พิมมาลาตั้งสติได้ก่อนรีบออกจากห้องไปดูสถานการณ์ แล้วก็เห็นทศกรทำตัวเป็นหัวหน้าม็อบกำลังปลุกระดมพนักงานให้ต่อต้านการบริหารงานของอนุศร โดยมีกลุ่มของมานิดายืนมองอยู่ห่างๆด้วยความสะใจ

พวกข่ายแก้วตามมาสมทบพิมมาลา แล้วก็บ่นกันว่า “พวกนี้มันร้ายจริงๆ ฉวยโอกาสเล่นงานคุณอนุศรตอนคุณน้ำกำลังมีปัญหา แถมคุณฟ้างามก็ไม่อยู่ซะด้วย”

พิมมาลานิ่งเงียบ สีหน้าไม่พอใจพวกนั้นเช่นกัน แต่ไม่เข้าไปยุ่ง จะรอดูว่าอนุศรจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ไม่ช้าอนุศรก็ออกมาเผชิญหน้ากับทศกร ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของกลุ่มพนักงานทางด้านหลัง

“เชิญคุณอนุศรช่วยไขข้อข้องใจให้กับพนักงานด้วยครับ” ทศกรท่าทีกวนๆ อนุศรไม่พอใจแต่เก็บอาการ พูดเสียงดังฟังชัดกับทุกคน

“ตอนนี้มีข่าวลือเยอะแยะไปหมดทั้งจริงและไม่จริง จากคนที่หวังดีและไม่หวังดี ผมมั่นใจว่าการปรับเปลี่ยนทั้งนโยบายและโครงสร้างบริษัทครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนมากขึ้น บริษัทจะมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าเดิมแน่นอน และที่สำคัญ ผมรับปากว่าถึงจะมีการขยับสับเปลี่ยนตำแหน่งบ้างแต่ก็จะไม่มีใครถูกลดเงินเดือนหรือต้องออกจากงาน...ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมพวกคุณถึงได้ไม่พอใจแนวทางของผม”

“คุณนูเพิ่งมาทำงาน ไม่เข้าใจก็ไม่แปลกหรอกครับ พวกเราทำงานที่นี่กันมานาน ด้วยระบบเดิมๆ เซนซูยาก็มีกำไรดีทุกปี อยู่ๆคุณจะมาผ่าตัดยกเครื่องตามใจชอบ แล้วถ้าเกิดความเสียหายขึ้นมาใครจะรับผิดชอบล่ะครับ”

“ผมรับผิดชอบเอง ด้วยตำแหน่งรองประธานของผม ถ้าภายในหนึ่งปีบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นน้อยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ผมยินดีลาออก”

“โอ๊ย พวกเราไม่กล้าเสี่ยงกับคุณหนู เอ๊ย คุณนูหรอกครับ ถ้ารายได้เราหด คุณนูจะรับผิดชอบรึเปล่า” ทศกรกวนเต็มที่ อนุศรสวนทันทีอย่างขึงขัง

“ในเมื่อผมเอาตำแหน่งตัวเองเป็นประกันแล้วคุณจะกลัวอะไรอีก ภายในสิบห้านาที ถ้าพวกคุณกลับเข้าทำงาน ผมจะไม่ติดใจเอาความ และจะให้โบนัสทุกคนที่อยู่ตรงนี้เพิ่มขึ้นเท่ากับพนักงานคนอื่นที่ไม่ได้ต่อต้านผมอีก 1 เดือน เป็น 4 เดือน แต่ถ้ายังไม่ยอมกลับไปทำงาน ผมจะถือว่าคุณไม่อยากรับโบนัสเพิ่ม แล้วถ้าใครอึดอัดใจจริงๆ ฝ่ายบุคคลตั้งโต๊ะอยู่หน้าลิฟต์มีใบขอลาออกพร้อมลายเซ็นอนุมัติของคุณพ่อวางไว้ให้พร้อมแล้ว”

ทศกรและพนักงานหน้าซีดเป็นแถว อนุศรเงยหน้ามองไปทางกล้องวงจรปิดแล้วสั่งการ

“ห้องรักษาความปลอดภัยเก็บภาพพนักงานทุกคนให้ผมด้วยนะครับ”

แกนนำอย่างทศกรถึงกับหน้าซีดเผือด พนักงานทุกคนพากันตกใจรีบยกมือบังหน้า ก่อนแยกย้ายกันกลับไปทำงานตามปกติ แม้แต่ทศกรก็ไม่กล้าเสี่ยงหลบฉากไปเป็นคนสุดท้าย...มานิดากับลูกสาวและนันท์ต่างก็เจ็บใจที่ถูกอนุศรจัดการอย่างง่ายดาย ในขณะที่ข่ายแก้ว นาง และดล พากันชื่นชมความเด็ดขาดของอนุศร ที่เหมือนฟ้างามไม่มีผิด

อนุศรยิ้มบางๆ มองเลยไปยังกลุ่มมานิดาก่อนจะเดินกลับเข้าไปทำงานต่อ นันท์มองตามขบกรามแน่นด้วยความแค้น พูดเบาๆกับตัวเอง

“มึงอย่าพลาดมาก็แล้วกัน เจอกูแน่ไอ้นู!”

พิมมาลาจับตามองตามอนุศรไปอย่างชื่นชม อย่างน้อยก็เบาใจไปได้ว่าเจ้านายคนใหม่เป็นคนทำงานจริง ไม่ใช่พวกกร่างแต่ไร้สมองอย่างนันท์หรือมานิดา

ooooooo

ผ่านไปเกือบหนึ่งวันแล้ว การค้นหาแวนเป็นไปอย่างยากลำบากเพราะฝนยังตกหนัก และจุดที่เครื่องตกก็อยู่กลางป่า ตกตอนบ่ายหัวหน้าทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยกลับมาบอกพ่อของแวนว่าตนมีความจำเป็นต้องสั่งหยุดการค้นหาไว้ก่อน เพราะเกรงว่าจะเกิดน้ำป่าไหลหลาก แล้วเจ้าหน้าที่จะเป็นอันตราย

พ่อของแวนเข้าใจว่าใครๆก็รักชีวิต แต่ตนมีลูกชาย เพียงคนเดียว จึงอยากขอความช่วยเหลือ จะเพิ่มคนหรือต้องการค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ให้บอกมา ตนพร้อมจ่ายไม่อั้น หัวหน้าทีมบอกว่าเรื่องเพิ่มคนเข้าไปถ้าไม่ชำนาญพื้นที่ก็ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้ปัญหาสำคัญที่สุดอยู่ที่ฝนตกไม่หยุด เราจำเป็นต้องหยุดการค้นหาเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่

ได้รับคำยืนยันเช่นนั้น ศรีิทรัพย์ถึงกับปล่อยโฮ น้ำนวลเองก็หน้าซีดเผือด ถ้าหยุดค้นหาก็เท่ากับความหวังที่น้อยอยู่แล้วต้องดับวูบไปทันที...หลังจากพาศรีทรัพย์ไปพักที่โรงแรมแล้ว น้ำนวลโทร.ส่งข่าวพิมมาลาด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดี บางช่วงก็สะอื้นอย่างกลั้นไม่อยู่ พิมมาลาสงสารเธอจับใจ ปลอบโยนให้ทำใจดีๆไว้ อย่าเพิ่งหมดหวัง อย่ากังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิด

“เชื่อพี่นะคะคุณน้ำ คุณแวนจะต้องปลอดภัย...แล้วตอนนี้คุณน้ำอยู่ที่ไหนคะ”

“อยู่ที่โรงแรมค่ะ คุณแม่ร้องไห้จนเป็นลม คุณพ่อเลยให้น้ำพากลับโรงแรมก่อน จริงๆน้ำก็เครียดมากเลยนะคะพี่พิม แต่ถ้าน้ำอ่อนแออีกคน ก็กลัวว่าคุณแม่จะเสียกำลังใจไปกันใหญ่ น้ำก็เลยต้องทำตัวให้เข้มแข็งเอาไว้ แต่จริงๆน้ำแทบจะล้มทั้งยืนอยู่แล้ว...น้ำอยากให้พี่พิมมาอยู่เป็นเพื่อนน้ำตรงนี้จังเลยค่ะ”

“คุณน้ำต้องอดทน เชื่อมั่นเอาไว้ว่าคุณแวนจะต้องปลอดภัย เค้าไม่มีวันทิ้งเจ้าสาวของเค้าไว้ตามลำพังเด็ดขาด เชื่อพี่นะคุณน้ำ”

วางสายจากพิมมาแล้ว น้ำนวลโทร.หาน้าสาวที่กำลังเริ่มประชุมงานอยู่กับอนุศร ข่ายแก้ว นาง และดล...ฟ้างามฟังน้ำนวลแล้วก็พลอยวิตกกังวลไปด้วย แต่ก็ปลอบโยนและให้กำลังใจน้ำนวลก่อนจะตัดสายแล้วหันกลับมาประชุมงานต่อ

“เราคุยกันไปถึงไหนแล้ว”

“กำลังคุยถึงแคมเปญหน้าร้อนอยู่ครับ ผมขอชมเลยนะครับ ว่าฝ่ายของน้ำเค้าแข็งมาก ตั้งแต่ผมคุยงานกับแต่ละฝ่ายมา ฝ่ายนี้พร้อมกว่าเพื่อนเลยครับ”

“ก็ฝ่ายนี้เค้ามีแต่พนักงานเก่งๆทั้งนั้น แล้วนี่หนูพิมไปไหนซะล่ะ ทำไมไม่เข้าประชุม”

“แหม คุณฟ้างามคะ ใจเค้าไม่อยู่กับเราแล้วล่ะค่ะ เดี๋ยวออกเดี๋ยวไม่ออก อะไรก็ไม่รู้” นางจีบปากฟ้อง แต่ข่ายแก้วออกตัวแทนพิมมาลาว่า

“น้องพิมเค้ามีเรื่องไม่ค่อยสบายใจน่ะค่ะ ก็เลยขอตัวไม่เข้าประชุม”

“ใครเหรอครับ” อนุศรสงสัย ดลอธิบายว่าพิมมาลาเป็นรองผู้จัดการฝ่าย และเป็นคนสนิทของคุณน้ำด้วย

“คงเป็นห่วงยัยน้ำจนไม่มีสมาธิทำงานนั่นแหละ ไม่เป็นไร เราคุยกันเท่านี้ก็ได้” ฟ้างามตัดบทอย่างเข้าใจ แต่อนุศรบ่นออกมาด้วยความไม่พอใจ

“ไม่มืออาชีพเลยนะครับ น่าจะแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวให้ออก เรื่องของตัวเองก็ไม่ใช่ แบบนี้ผมไม่ชอบเลย”

“นางก็ไม่ชอบเลยค่ะคุณนู เดี๋ยวจะเป็นจะตายอยากประชุมให้ได้ พอทุกคนพร้อม ชีก็ไม่อยากจะประชุมขึ้นมาซะงั้น” นางได้โอกาสโจมตีพิมมาลา แถมพอประชุมเสร็จก็ยังเสนอหน้านำพาอนุศรไปที่ห้องทำงานพิมมาลา หมายใจจะได้เห็นพิมมาลาโดนอนุศรเล่นงาน แต่กลายเป็นว่าอนุศรตะลึงในความสวยของพิมมาลาจนพูดไม่ออก

“มีธุระอะไรกับดิฉันเหรอคะคุณอนุศร”

“เปล่าครับ ไม่มีอะไรครับ”

“งั้นฉันขอลางานกลับก่อนนะคะ ใบลาวางอยู่บนโต๊ะ คุณน้ำ เสร็จธุระแล้วเราค่อยคุยกันนะคะ”

พิมมาลาเดินเลี่ยงไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด อนุศรได้แต่หันมองตาม ทำอะไรไม่ถูก พูดอะไรไม่ออก ในขณะที่นาง ดล และข่ายแก้วงงเป็นไก่ตาแตก ตอนแรกดูอนุศรเอาจริงมาก แต่พอเจอพิมมาลาเข้าจริงๆกลายเป็นคนละคนไปเลย

พิมมาลารีบร้อนลงไปที่ลานจอดรถ เจอรัมภาในชุดเสื้อผ้าทะมัดทะแมงยืนพิงรถของเขาอยู่

“ถอยไปน่ะรัมภา ผมกำลังรีบ”

“จะรีบไปไหน ความจริงถ้าแวนตาย คนที่ได้ประโยชน์ก็เป็นนายนะ”

“ผมไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอกน่ะ ถึงผมจะไม่ชอบขี้หน้านายแวนมันนัก แต่ผมก็ไม่เคยอยากให้ใครตาย”

“ข้อนี้ฉันเชื่อ ถึงนายจะเป็นคนเจ้าเล่ห์ แต่นายก็ไม่ใช่คนโหดร้าย เพียงแต่...ถึงนายไปมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก ทั้งตำรวจทั้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยเต็มไปหมดยังหาแวนไม่เจอเลย แล้วนายจะทำอะไรได้”

“คุณก็ช่วยผมสิ ถ้าคุณช่วย ต้องหาแวนเจอแน่”

“นายจะทำไปเพื่อ?”

“ผมไม่อยากเห็นคุณน้ำต้องเสียใจอีกแล้ว ผมเคยทำให้เธอเสียใจมากมาครั้งนึง แล้วผมก็ไม่อยากเห็นภาพนั้นอีก ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องหาทางช่วยแวนให้ได้”

รัมภายิ้มบางๆ มองพิมมาลาหรือนายเพรียวด้วยสายตาเอ็นดูชื่นชม แต่ไม่นานนักก็แกล้งทำเป็นดุต่อ

“น่ารำคาญจริงจริ๊ง ก็ได้ๆ นายซิ่งรถไปเลย แต่ไม่ต้องไปที่เขานะ นายเลี้ยวตรงสถานีเรดาห์ ฉันจะรออยู่ที่นั่น แต่บอกไว้ก่อนนะ ที่ทีมกู้ภัยหาแวนไม่เจอก็เพราะเค้าจวนจะถึงฆาตแล้ว บุญกุศลที่ทำในชาตินี้ก็ไม่รู้จะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะมาโทษฉันไม่ได้ล่ะ”

“ผมเข้าใจแล้ว ขอบคุณมากนะรัมภา”

พอขึ้นรถ พิมมาลาก็กลายเป็นเพรียวขับรถออกไป รัมภาพูดกับตัวเองด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ

“คอร์สดัดสันดานของฉันชักจะเริ่มเห็นผลเป็นที่น่าพอใจแล้วสิ”

ooooooo

ตอนที่ 8

เช้าวันนี้พิมมาลาอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ตั้งใจนำจดหมายลาออกมาให้น้ำนวล เพราะต่อไปจะไม่มีคนชื่อพิมมาลาอีกแล้ว แต่ทันทีที่เจอหน้าน้ำนวล กลับกลายเป็นว่าพิมมาลาพูดไม่ออก แล้วก็ไม่กล้ายื่นจดหมายนั้นให้เธอด้วย

น้ำนวลกำลังไม่สบายใจเรื่องการตัดสินใจของฟ้างาม พิมมาลาเลยคิดหนัก ถ้าตนหายไปตอนนี้อีกคนน้ำนวลคงยิ่งกลุ้ม ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร

ที่สุดเพรียวก็ต้องชะลอเรื่องของตนเองไปก่อน เที่ยงนั้นเขาขึ้นไปยืนทอดถอนใจบนดาดฟ้าของห้าง ทันใดรัมภาในชุดนางฟ้าสีขาวบริสุทธิ์ก็ปรากฏตัวพร้อมเสียงหัวเราะสดใสแอนด์ สะใจ

“ต๊ายตาย...นี่ฉันตั้งใจจะมาพานายไปแก้คำสาปที่สวนขวัญอยู่เลยนะเนี่ย ดูซิ อุตส่าห์แต่งยูนิฟอร์มนางฟ้ามาเลยทีเดียว”

“มันก็แค่ชั่วคราวเท่านั้นแหละ เดี๋ยวผมจัดการเรื่องคุณฟ้างามได้เมื่อไหร่ คุณน้ำเค้าก็ไม่ต้องการให้พิมมาลาอยู่เป็นเพื่อนแล้ว ถึงตอนนั้นพิมมาลาก็จะไปลาออกแล้วก็หายสาบสูญไปเลย เหลือแต่นายเพรียวสุดหล่อคนเดียว”

“เหรอ...นายคิดว่าจะจัดการกับความเชื่อของฟ้างามได้ง่ายอย่างงั้นเชียว”

เพรียวอึ้ง ถอนใจออกมาอย่างหนักใจ “คุณฟ้างามนะคุณฟ้างาม ถ้าไม่มีภาระอะไร จะไปถือศีลที่ไหนก็ไม่มีใครเค้าว่าหรอก แต่นี่ไฟจะไหม้บริษัทวอดวายอยู่แล้ว ยังจะหน้าชื่นตาบานไปสวดมนต์ทำสมาธิได้อีก”

“เอาน่าๆ ถือซะว่าเวรกรรมยังไม่หมดก็แล้วกันถึงยังกลับเป็นผู้ชายเต็มตัวไม่ได้ อย่างว่าล่ะนะ ก่อกรรมกับผู้หญิงไว้เยอะก็อย่างเงี้ย”

“คงสะใจคุณมากสินะ”

“แน่นอน...นอกจากพวกสาวๆที่นายไปหว่านเสน่ห์ไว้แล้วยังมีพี่สาวของนายอีก ที่นายชอบเอาเปรียบตั้งแต่เล็กจนโต อุ๊ยๆ แล้วที่ลืมไม่ได้ก็แม่ของนายเอง เอะอะก็อ้อนขอโน่นขอนี่ แต่นานน้านจะตอบแทนให้เงินแม่ใช้ซักที”

“พอเลยๆ ได้คืบจะเอาศอก ไม่ต้องลามปามมาถึงครอบครัวผมเลย ถึงไงผมก็ทำงานตามที่คุณสั่งครบถ้วนแล้ว ถ้าคุณจะให้ผมเป็นผู้ชายเฉพาะเสาร์อาทิตย์เท่าเดิม มันก็ไม่แฟร์”

“ก็ได้ จนกว่านายจะพร้อมไปสวนขวัญกับฉัน ฉันจะให้นายเป็นเพรียวได้ตามที่นายต้องการ”

เพรียวยิ้มดีใจ ตั้งท่าจะเฮตัวลอย แต่รัมภาพูดขัดอารมณ์ซะก่อน

“เฉพาะตอนกลางคืน”

เพรียวยิ้มค้าง สีหน้าใช้ความคิดปรับกลยุทธ์เป็นอ้อนวอน “คุณนางฟ้าแสนสวยในสามโลก เวทนาชายหนุ่มตาดำๆด้วยเถอะนะ ขอเป็นผู้ชายเป็นหลักได้มั้ย ตอนมาช่วยคุณน้ำค่อยเป็นพิมมาลา นะๆ พลีส”

“ฝันไปเถอะย่ะ ฉันให้สิทธินี้กับนายเฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น หลังหกโมงเช้า นายก็ต้องเป็นพิมมาลาเหมือนเดิม”

“โอ๊ย เสียเวลาอ้อน...โบราณว่าไว้แล้วเชียว เจอนางฟ้ากับงู ให้ตีนางฟ้าก่อน”

“โบราณบ้านไหนของแก”

เมื่ออ้อนไม่ได้ผล ก็จำต้องอึดสู้ต่อไปด้วยตัวเอง “เอาวะ ฉันจะเปิดโปงแกให้ได้ไอ้อาจารย์กำมะลอ...เพื่อเจ้าจำปีคืนสู่เหย้า สู้โว้ย” เพรียวกำหมัด หน้าตามุ่งมั่นมาก

แล้วบ่ายนั้นเอง พิมมาลาก็นั่งรถไปกับน้ำนวลที่ขับรถไปส่งฟ้างามที่สำนักปฏิบัติธรรมของทวิชา ตอนแรกตั้งใจว่าส่งฟ้างามเสร็จก็จะกลับกันเลย แต่พอเจอทวิชาลงมาต้อนรับ พิมมาลาจึงส่งซิกน้ำนวลให้อยู่นั่งสมาธิเป็นเพื่อนฟ้างามสักครึ่งชั่วโมง

ฟ้างามยิ้มแย้มดีใจเดินนำหน้าน้ำนวลเข้าไปด้านใน พิมมาลาไม่เดินตาม แต่ขยับเข้ามาเจรจากับทวิชาด้วยท่าทีกระชดช้อยอ่อยเหยื่อ ทวิชาไม่รู้อะไร เห็นสาวเจ้าให้ท่าก็ยิ้มเข้าทาง

“หนูดีใจจังค่ะ ที่ได้เจอท่านอาจารย์อีกครั้ง...อาจารย์ขา หนูสงสัยเหลือเกินค่ะ ว่าชาติที่แล้วหนูทำกรรมอะไรเอาไว้ ชาตินี้หนูถึงไม่สมหวังในความรักกับเค้าซะที”

“ตอนนี้ฉันไม่มีเวลาคุยนานซะด้วยสิ เอางี้ ไว้คืนนี้หนูไปหาฉันที่เรือนสิ แล้วฉันจะเล่าอดีตชาติทั้งของฉันและของหนูให้ฟัง หนูจะได้รู้ว่าเราทำบุญกันมามากขนาดไหน ชาตินี้ถึงได้กลับมาเกื้อกูลกันอีก...คืนนี้ค่อยสนทนาธรรมกันต่อนะหนู” ว่าแล้วทวิชาก็รีบเดินเลี่ยงไปทันทีก่อนจะอดใจไม่อยู่ ไม่รู้เลยว่าด้านหลังนั้น พิมมาลาเบะปาก ทำท่าขนลุกขนพองสะอิดสะเอียนสุดๆ

ooooooo

ได้กลับมาเป็นตัวเองในตอนกลางคืน เพรียวออกไปดื่มเบียร์ และปรึกษารัมภาเกี่ยวกับอาจารย์ทวิชาจอมปลอม

“จริงๆไอ้อาจารย์หื่นนั่นมันก็ไม่ได้เนียนซะเท่าไหร่หรอก ไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมคนฉลาดๆอย่างคุณฟ้างามถึงได้โดนมันหลอกเอาไว้”

รัมภารับฟัง แต่ไม่ชอบที่เพรียวดื่มเบียร์ จึงเสกให้เบียร์ในแก้วเป็นน้ำเปล่า แล้วถ้าเพรียวยังสั่งมาอีก เธอก็จะเสกให้กลายเป็นน้ำเปล่าทุกแก้ว

“นี่เจ๊ ลองซักจิบมั้ยล่ะ แล้วจะติดใจ เผื่อจะเปลี่ยนใจมานั่งดริงก์เป็นเพื่อนกันมั่ง”

“ของมึนเมาบ่อนทำลายสติปัญญาแบบนี้ไม่มีวันได้ลงท้องฉันหรอกย่ะ”

“อย่ามานางฟ้าหน่อยเลย”

“แต่จะว่าไปนายทวิชาก็ไม่เคยหลุดท่าทางกะลิ้มกะเหลี่ยกับใคร นอกจากพิมมาลาคนเดียว”

“ก็แน่สิ ผมสวยเอ๊กซ์ซะขนาดนั้น”

“ย่ะ ดีนะเค้าไม่นึกว่ากะเทยแปลงเพศมาอ่อย”

เพรียวเหล่มองรัมภาตาขวาง “นี่ คุณยังไม่ได้ตอบผมเลยนะ ว่าทำไมคุณฟ้างามถึงตกหลุมพรางมันได้”

“ที่จริงเรื่องของคนอื่นฉันก็ไม่อยากจะพูดนักหรอกนะ เดี๋ยวจะหาว่าฉันเป็นนางฟ้าขี้เม้าท์ แต่เอาเถอะ เพื่อเป็นข้อมูลในการให้ความช่วยเหลือของนาย ฉันเล่าก็ได้”

รัมภาย้อนอดีตของฟ้างามเมื่อ 20 ปีก่อน...ฟ้างามเป็นมือขวาของพ่อตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ เพราะพี่ชายของเธอไม่ได้เรื่อง ส่วนพี่สาวมีปัญหาชีวิต ภาระหนักทุกอย่างก็เลยตกมาที่ฟ้างามคนเดียว จนชีวิตเธอไม่เคยมีเวลาส่วนตัว แฟนสักคนก็ไม่เคยมี เมื่อเพื่อนๆใกล้ชิดแต่งงานไปกันหมด นั่นเองทำให้ชีวิตเธอยิ่งแคบลง บ่อยครั้งที่เธอตั้งคำถามกับตัวเองว่าเธอเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่ จนกระทั่งวันที่เธอได้เจอกับทวิชา จึงเหมือนได้พบทางสว่าง

“คนเราเกิดมาก็เพื่อที่จะทำความดี แล้วก็ช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่าตัวเอง โดยที่ไม่หวังผลตอบแทนไงล่ะ”

“มีด้วยเหรอคะอาจารย์ คนที่ทำอะไรโดยไม่หวังผลตอบแทน”

“แล้วการที่ผมสอนธรรมะให้คนทั่วไปอยู่ที่วัดเล็กๆ

แห่งนี้ ผมได้อะไรตอบแทนบ้างล่ะ”

ฟ้างามอึ้งไปครู่หนึ่ง คิดตามทวิชาแล้วก็เถียงไม่ออกเหมือนกัน

“ธรรมดามนุษย์เรามักจะยึดมั่นถือมั่น ตีค่าตีราคาทุกอย่างที่อยู่รอบตัว แม้แต่การทำความดี เรายังต้องคิดเลยว่าทำไอ้โน่นได้บุญมาก ทำไอ้นี่ได้บุญน้อย ทั้งๆที่มันก็คือการทำความดีเหมือนกัน ถ้าเราไม่รู้จักปล่อยวางสิ่งเหล่านี้ เราก็คงไม่ได้พบกับความสุขที่แท้จริง”

ฟ้างามมองทวิชาอย่างทึ่งจัด รู้สึกเหมือนได้จุดประกาย เปิดโลกอีกใบที่ตนค้นหามานาน...

“พวกสิบแปดมงกุฎมักจะไวในการจับจุดอ่อนของคน นายทวิชาก็เหมือนกัน แค่คุยไม่กี่คำก็รู้แล้วว่าฟ้างามเป็นคนว้าเหว่ขนาดไหน หลังจากนั้นก็ค่อยเอาธรรมะเข้าหลอกล่อ จนในที่สุดฟ้างามก็แยกไม่ออกว่าอันไหนคือศรัทธา อันไหนคืองมงาย หรือว่าการทำบุญบริจาคทานมันต่างจากการถูกหลอกเงินยังไง”

“คุณฟ้างามเก่งเรื่องงาน แต่เรื่องอื่นไร้เดียงสาอย่างนี้นี่เอง ถึงได้หน้ามืดตามัวหลงลูกไม้ไอ้บ้ากามนั่นได้”

“ไงล่ะ ฉันเล่าที่มาที่ไปให้ฟังหมดอย่างงี้แล้ว มีวิธีที่จะช่วยให้คุณฟ้างามให้ตาสว่างขึ้นได้รึยัง”

“ถึงขั้นนี้แล้ว ผมจะเหลือทางเลือกอะไรอีกล่ะ นอกจากวิธีที่คุณเคยเสนอมา”

“งั้นก็รีบกลับไปแต่งตัวให้สวยๆ จะได้ล่อนายทวิชาให้ติดกับง่ายๆ”

“นึกแล้วขยะแขยง”

“ทำใจไว้แต่เนิ่นๆเลยนะพ่อรูปหล่อ เพราะงานนี้นายต้องไปคนเดียว ฉันช่วยอะไรไม่ได้”

“นี่คุณจะทิ้งผมเหรอรัมภา คุณจะปล่อยให้ผมไปเผชิญหน้ากับไอ้บ้ากามนั่นคนเดียวได้ลงคอเลยเหรอ”

“ก็ฉันบอกแล้วไงว่าอีตาทวิชามันเล่นของต่ำ แค่เข้าไปที่สำนักนั่นฉันก็เหม็นจะแย่อยู่แล้ว ขืนต้องเข้าไปใกล้ตัว ฉันได้ขาดใจตายไปจุติกันพอดี เออ แล้วก็ระวังตัว อย่าไปตะกละกินอะไรมั่วๆหรือปล่อยให้โดนน้ำมันพรายป้ายตัวเข้าล่ะ ฉันไม่อยากเห็นนายตื่นขึ้นมาแล้วร้องไห้กระซิกๆ ที่พบว่าตัวเองตกเป็นเมียของนายทวิชาไปซะแล้ว”
เพรียวไม่พอใจถลึงตาใส่รัมภา แต่รัมภาหาได้สนใจ เดินกรีดกรายไปรอบๆเพรียว พูดยั่วประสาทต่อ

“ถ้านายเกิดท้องป่องขึ้นมา นายจะอดกลับเป็นนายเพรียวตลอดกาลนะ เพราะฉันเป็นนางฟ้ารักเด็ก ทนทำร้ายเบบี๋ผู้บริสุทธิ์ไม่ได้หรอก”

“ไปไหนก็ไปเลยไป” เพรียวไล่เสียงเขียว แล้วก็ถอนใจเฮือกใหญ่อย่างหนักใจ

ooooooo

ขณะเดียวกันนั้น น้ำนวลเดินเล่นอยู่กับแวนที่สวนหน้าบ้านฟ้างาม แวนยิ้มแย้มมีความสุขเมื่อได้พูดถึงเรื่องหมั้น แวนวาดฝันจะปลูกเรือนหอรอรักเป็นบ้านชั้นครึ่งเล่นสเต็ปปลูกบนสวนกว้างๆจะ ได้ดูไม่อึดอัด

“แล้วน้ำอยากได้แบบแอนธีคหรือโมเดิร์นล่ะ แวนชอบอะไรที่มันดูเก่าๆมีสไตล์หน่อย มันลึกลับ ดูไม่เบื่อดี”

“ก็ตามใจแวนเถอะ”

แวนชะงัก สังเกตเห็นน้ำนวลซึมๆพิกล “น้ำเป็นอะไรรึเปล่า ทำไมวันนี้เซเยสอย่างเดียวเลย นี่มันเรือนหอของเรานะ น้ำจะไม่ออกความคิดเห็นอะไรบ้างเลยเหรอ”

“ก็ที่แวนพูดมามันก็ดีอยู่แล้วนี่”

แวนมองน้ำนวลอย่างแปลกใจสงสัย ในขณะที่น้ำนวลรีบหลบสายตา เพราะเธอยังไม่แน่ใจกับแวนนัก เธอยังไม่เคย ลืมเพรียวไปจากใจได้เลย ในจังหวะที่สองคนต่างนิ่ง
เงียบ รถที่ไปรับฟ้างามแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้าน น้ำนวลได้ตัวช่วยจะได้ไม่ต้องอึดอัดใจ เธอรีบเดินเข้าไปหาน้าสาวทันที โดยมีแวนเดินตามหลังไปติดๆ

“ทำไมวันนี้กลับเร็วจังคะน้างาม ทุกทีเห็นให้คนไปรับตอนสี่ทุ่มไม่ใช่เหรอคะ”

“วันนี้อาจารย์ทวิชาท่านจะทำพิธีสวดมนต์เสริมดวงเมืองน่ะจ้ะ ก็เลยให้ทุกคนกลับเร็วกว่าปกติ” ฟ้างามตอบเสร็จก็เดินนำเข้าบ้าน แต่น้ำนวลไม่ได้ก้าวตาม หันมองแวนที่ยืนอยู่ข้างๆ

“เอาไงดีน้ำ จะให้แวนพูดเรื่องหมั้นของเราเลยมั้ย”

น้ำนวลนิ่งไปด้วยความเครียด จะพูดเมื่อไหร่ไม่ใช่ปัญหาเท่าความสับสนในใจตัวเอง...

ข้างฝ่ายนายเพรียวที่ตกลงปลงใจใช้วิธีของรัมภาเพื่อยั่วยวนทวิชาในคราบของ พิมมาลา เขาต้องกลับห้องพักมาเลือกชุดที่คิดว่าเซ็กซี่ที่สุดใส่ รัมภาไม่ปรากฏตัวแต่เฝ้าดูอย่างขำๆ ก่อนส่งเสียงแนะนำให้เลือกชุดที่ค่อนข้างโป๊ รับรองได้ผลชัวร์ คนชั่วอย่างทวิชาตบะแตกแน่

“นายทวิชามันบ้ากามจะตาย ต่อให้พิมมาลาสวมชุดมิดชิดแค่ไหนมันก็หื่นอยู่ดีนั่นแหละ ไม่ต้องแต่งอะไรให้มันวุ่นวายหรอก”

“อวดดี งั้นฉันไปก็ได้ เชิญตามสบายเถอะย่ะ”

“เดี๋ยวสิรัมภา คุณไปเป็นเพื่อนผมหน่อยได้มั้ย แล้วถ้าจะให้ดี ช่วยเปลี่ยนผมเป็นผู้หญิงตอนถึงสำนักมันก็แล้วกัน ผมทุเรศตัวเองที่ต้องเป็นผู้หญิงตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อไปยั่วไอ้บ้านั่นถึงที่”

“เชอะ ทีอย่างงี้ล่ะพูดเสียงอ่อนเสียงหวานเชียวนะ”

รัมภาหมั่นไส้แต่ก็ใจอ่อน ปรากฏตัวในชุดไทยเต็มยศ ห่มสไบเฉียง นุ่งผ้าจีบหน้านางยกดอก เกล้าผมมวยลูกจันทร์ สวยงามราวกับนางในวรรณคดี

“โอ้โห คุณแต่งตัวอย่างนี้แล้วค่อยเหมือนนางฟ้าหน่อย เครื่องแบบนางฟ้าไทยมันเป็นอย่างนี้นี่เอง ขาดแต่พานโปรยดอกไม้อีกอย่าง”

“ปากเสีย ฉันไม่ใช่นางฟ้าไทย แล้วก็ไม่ใช่นางฟ้าละครรำของกรมศิลป์นะยะ เอ้าเร็วๆสิ ชักช้าอยู่ได้ ฉันไปรอที่รถก่อนนะ” รัมภาเดินนำหน้า เพรียวจะก้าวตาม แต่ไม่วายบ่นงึมงำอย่างหนักใจ

“จะเสียสาวตอนเป็นหนุ่มฉกรรจ์ซะก็ไม่รู้ไอ้เพรียว”

ขณะนั่งรถมาด้วยกัน เพรียวยังให้ความสนใจรัมภาที่สวมชุดไทย มองกี่ครั้งกี่หนก็ยอมรับว่าสวยงามจริงๆ

“คุณไม่ใช่นางฟ้าไทย แล้วสัญชาติไหน ผมเจอคุณครั้งแรกยังนึกชมว่าคุณสวยเหมือนเจ้าหญิงตะวันออกกลางอยู่เลย”

“สวรรค์ไม่ได้แบ่งเป็นประเทศเหมือนโลกมนุษย์นี่ ใครจะหน้าตายังไง แต่งกายยังไงก็ได้ทั้งนั้นแหละ เพราะเป็นโลกแห่งทิพย์”

“ทิพย์คืออะไรเหรอ”

“บอกไปนายก็นึกไม่ออกหรอก เพราะมันคือสิ่งที่ไม่มีในโลกมนุษย์ โลกของนายเต็มไปด้วยรูปธรรม สรรพสิ่งล้วนแข็งกระด้าง หนัก ผูกล่ามมนุษย์เหมือนโซ่เหล็กเส้นเท่าช้าง แต่โลกของฉันประกอบขึ้นด้วยนามธรรม ใส เบา ไร้น้ำหนัก มีรูปร่างได้อนันต์ แปรเปลี่ยนได้เพียงแค่คิด สิ่งนั้นแหละที่เรียกว่าทิพย์”

รัมภาหันมองหน้าเพรียว ขณะที่เพรียวก็มองกลับมาที่เธอ ดวงตาของรัมภาจ้องลึกลงไปในดวงตาของเพรียว...ลึกจนเห็นถึงแก้วตา พลันเพรียวก็รู้สึกตัวเบาหวิว เดินอยู่คนเดียวท่ามกลางแสงสว่างสีขาวสุดลูกหูลูกตา มีประกายระยิบระยับสวยงามอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต...

พอเพรียวรู้สึกตัวอีกครั้ง ก็พบว่าตนกับรัมภานั่งอยู่ในรถที่จอดอยู่หน้าสำนักปฏิบัติธรรมของทวิชา เพรียวงงไปหมด ไม่เข้าใจว่าตนมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง และสิ่งที่ตนเห็นเมื่อครู่คืออะไรกันแน่ รัมภายิ้มบางๆ อ่านจิตใจเพรียวออกว่าคิดอะไรอยู่

“อย่าพยายามเข้าใจเลยมันยังไม่ถึงเวลาของนาย ครั้งหนึ่งนายอาจจะเคยเข้าใจและประสบมาแล้ว แต่เมื่อนายละจากสภาวะนั้นมาอยู่อย่างที่นายอยู่ทุกวันนี้ นายก็เลือกเกลือกกลั้วฝุ่นละอองมากกว่าจะชำระให้ใสสะอาด”

“ชำระอะไร คุณต้องการบอกอะไรผมกันแน่”

“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่จำเป็นต้องเข้าใจตอนนี้ นายลงไปได้แล้ว จะได้ถือโอกาสนี้ล้างฝุ่นออกจากตาของนายแล้วก็ฟ้างามด้วย อย่างน้อยฟ้างามก็เป็นคนดี ไม่ควรจะตกเป็นเหยื่อของมนุษย์เจ้าเล่ห์พรรค์นั้นหรอก”

พูดจบรัมภาก็เลือนหายไป เพรียวอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเปิดประตูรถ ทันทีที่ก้าวขาลงเหยียบพื้น ก็กลายร่างเป็นพิมมาลาในชุดจีนกี่เพ้าสีดำผ่าข้างสูงอย่างที่รัมภาเลือกไว้ ให้

“เอาจนได้นะเนี่ย...เฮ้อ เป็นไงเป็นกันวะ”

พิมมาลาเดินขึ้นไปบนเรือนพักทวิชา ส่งเสียงเรียกอาจารย์ขาอยู่สองสามครั้ง ทวิชาก็เดินออกมาจากข้างใน

“มาแล้วเหรอจันทรา”

พิมมาลาเบะปากจะอ้วก ด่าเขาอยู่ในใจ “จันทรา...นึกว่าตัวเองเป็นผู้ชนะสิบทิศรึไงวะ ไอ้เบื๊อกเอ๊ย” พอเดินเข้าไปใกล้จำใจต้องปั้นยิ้มหวานๆ “ทำไมอาจารย์เรียกหนูว่าจันทราล่ะคะ”

“ก็เพราะชาติที่แล้วเจ้าชื่อจันทราน่ะสิ”

ทวิชาไม่พูดเปล่า มือไม้เริ่มจับต้องเนื้อตัวพิมมาลา หน้าตาแสดงความหื่นกระหาย พิมมาลาขัดขืนได้ครู่เดียวก็รู้สึกมึนงงเพราะโดนน้ำมันพรายที่ฝ่ามือทวิชา เห็นดังนั้นทวิชาไม่รอช้า เข้าปลุกปล้ำกอดรัดพิมมาลา แต่พิมมาลาที่ยังรู้สติดิ้นรนก่อนจะรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายบีบมือเข้าที่ กล่องดวงใจทวิชาเต็มแรง

ทวิชาร้องลั่นทั้งจุกทั้งเจ็บ กัดฟันเข้ามาจิกหัวพิมมาลาที่กำลังจะหนี พิมมาลาโดนตบปากแตก ร่ำร้องหารัมภาช่วยเปลี่ยน ร่างให้ที ทันใดนั้นเองก็มีตำรวจสองสามนายวิ่งขึ้นเรือนมารวบตัวทวิชา ตามด้วยน้ำนวล แวน และฟ้างาม  งานนี้ทวิชาโดนหลายกระทง ทั้งปลุกปล้ำทำร้ายพิมมาลา และหลอกลวงต้มตุ๋นฟ้างามกับคนอื่นๆที่ให้ความศรัทธาทวิชาอีกจำนวนไม่น้อย

กลับถึงห้องพักกลางดึกคืนนั้น เพรียวได้รับคำชมจากรัมภาว่าทำงานได้ดีมาก

“ค่อยยังชั่ว ชมคนก็เป็น ที่จริงผมก็ต้องขอบคุณคุณด้วยเหมือนกัน ตลอดเวลาที่ผมได้เป็นพิมมาลา ผมเข้าใจผู้หญิงขึ้นหลายอย่าง ผมจะปรับปรุงตัวก็แล้วกันนะ”

“กล่าวอำลาตำแหน่งเหรอยะ...เริ่ด”

“อย่างน้อยที่สุด ผมก็รู้ว่าพิมมาลาเอาตัวรอดมาได้แทบทุกครั้ง เพราะหลากลีลาขยี้เป้า ต่อไปผมต้องระวัง ณ จุดๆนั้นให้มากขึ้น”

“อ้าวไอ้เพรียว มันสำนึกได้ตรงไหนเนี่ย”

เพรียวไม่สน ล้มตัวนอนบนเตียงอย่างเหนื่อยล้าพร้อม บอกลากู๊ดไนต์ แต่รัมภาก็ยังไม่ไปไหน ยั่วโมโหเขาต่อ

“เวลานายอยู่ในร่างพิมมาลาทำเรื่องดีๆได้เยอะแยะเลยนะ สนใจที่จะอยู่ในร่างนี้ตลอดไปรึเปล่าล่ะ ฉันจัดให้ได้นะ”

“เก็บความปรารถนาดีของคุณขึ้นสวรรค์ไปเถอะ ที่ผมทำไปทั้งหมดก็เพราะผมต้องการช่วยคุณฟ้างาม แล้วก็ป้องกันไม่ให้คนเลวๆอย่างนายนันท์ได้มามีอำนาจตะหาก ผมจะได้กลับเป็นผู้ชายได้อย่างสบายใจ”

“อุตส่าห์แนะนำเรื่องดีๆให้ก็ไม่เอา เป็นผู้หญิงน่ะดีจะตาย มีโอกาสแล้วยังปฏิเสธอีก ของดีว่าเน่า ขี้เต่าว่าหอมแท้ๆ”

“มีเรื่องจะพูดแค่นี้ใช่มั้ย ผมง่วงแล้ว”

“ตามใจ แล้วนายจะคิดถึงพิมมาลา คอยดูก็แล้วกัน” รัมภาหายตัวไปด้วยความหมั่นไส้

“ฝันร้ายจบซะที ลาก่อนพิมมาลา...เวลคัมโฮม...เพรียว” แล้วเขาก็หลับตาพริ้มยิ้มอย่างมีความสุข

ooooooo

แม้ทวิชาถูกจับเข้าห้องขังไปแล้ว แต่ฟ้างามก็ยังต้องเดือดร้อนเพราะเขาอยู่อีก เนื่องจากมีผู้เสียหายหลายรายที่ฟ้างามเป็นผู้ชักนำไปถูกทวิชาหลอกต้มโทร.มาเรียกร้องความรับผิดชอบจากเธอ

แรกๆฟ้างามปิดเครื่องไม่ยอมรับสาย แต่ผู้เสียหายก็เปลี่ยนมาโทร.เข้าบ้านสร้างความวุ่นวายให้กับน้ำนวลและบรรดาคนรับใช้ ฟ้างามจึงต้องเจรจายอมรับผิดทุกอย่าง และตอนนี้เธอก็กำลังให้ทนายทำเรื่องฟ้องร้องทวิชาอยู่

ทางด้านพิมมาลา หลังจากปฏิบัติภารกิจนี้เสร็จ เช้ารุ่งขึ้นเธอนำของขวัญมามอบให้ข่ายแก้วเป็นที่ระลึกก่อนจะเข้าไปยื่นจดหมายลาออกต่อน้ำนวล ดลกับนางพอรู้ก็แอบใจหายเหมือนกัน สำหรับน้ำนวลยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะเธอผูกพันกับพิมมาลามากจนรู้สึกเหมือนเป็นพี่สาวแท้ๆ

“ทำไมพี่พิมต้องลาออกด้วยล่ะคะ พี่พิมมีปัญหาอะไรรึเปล่า”

“เปล่าหรอกค่ะ พี่ก็แค่อยากจะทำอะไรส่วนตัวบ้างเท่านั้นเอง แล้วพี่ก็คิดว่าเพรียวน่าจะช่วยงานคุณน้ำได้ดีกว่าพี่นะคะ”

“ถ้าพูดถึงเรื่องความสามารถบวกกับประสบการณ์ของพี่เพรียว น้ำก็เชื่อค่ะว่าพี่เพรียวทำได้แน่ แต่น้ำคิดว่าพี่เพรียวอยู่ห่างเซนซูยาไว้น่าจะดีกว่ากลับมานะคะ”

“ทำไมล่ะคะ รึว่าคุณน้ำรังเกียจเรื่องส่วนตัวของเค้า”

“ไม่ใช่หรอกค่ะ เรื่องผู้หญิงเป็นจุดอ่อนของพี่เพรียวมานานแล้ว แต่น้ำก็มีจุดอ่อนของน้ำเหมือนกัน เอ่อ พี่พิมยังจำเรื่องรักครั้งแรกของน้ำได้รึเปล่าคะ พี่เพรียวคือผู้ชายคนนั้น น้ำยอมรับค่ะว่ายังทำใจเรื่องเค้าไม่ได้ ถ้าอยู่ห่างกัน นานๆเจอกันทีก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าต้องทำงานด้วยกันทุกวัน...น้ำกลัวค่ะ”

พิมมาลาหรือนายเพรียวฟังคำสารภาพแล้วอึ้ง ความจริงก็รู้ใจตัวเองมาพักนึงแล้วว่าชอบน้ำนวล แต่พยายามปฏิเสธตัวเองตลอดเวลา พอได้ยินแบบนี้ก็อดดีใจไม่ได้ จับมือเธอไว้ มองด้วยสายตารักใคร่

“คุณน้ำ...พี่ดีใจเหลือเกิน”

“พี่พิมดีใจทำไมคะ”

พิมมาลาหน้าเสียที่พลาดไป อึกๆอักๆว่าพี่ไม่ได้ดีใจ แต่เราคิดตรงกันว่าความรักครั้งแรกนั้นยากจะลืม

“ค่ะ ยากจะลืม แต่น้ำก็ต้องทำใจให้ได้ เพราะมันไม่แฟร์กับแวน ถ้าน้ำจะมีเงาของผู้ชายอีกคนอยู่”

“ถ้าลืมไม่ได้ก็ไม่เห็นต้องลืมนี่คะ ถ้ารักของคุณน้ำอยู่ที่คนไหน ก็ไปสานต่อกับเค้าให้ถึงที่สุด อย่าเอาคนที่คุณน้ำไม่ได้รักมาขวางกลาง เพราะมันจะไม่ได้อะไรขึ้นมา นอกจากความเสียใจของทั้งสามคน”

“พี่พิมคงมองข้ามไปข้อนึงนะคะ เพราะความจริงพี่เพรียวไม่ได้รักน้ำ เค้าไม่เคยรู้เรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ แล้วน้ำก็เลือกที่จะอยู่กับปัจจุบันค่ะ บางทีถ้าน้ำมีลูกกับแวนซักคนสองคนอาจจะยุ่งจนไม่มีเวลาคิดเรื่องนี้อีกก็ได้ รู้ตัวอีกทีพี่เพรียวเค้าอาจจะไม่มีความหมายกับน้ำแล้ว”

พิมมาลาหึงหวงจับใจ บอกตัวเองในใจว่าตนยอมตายซะดีกว่า ถ้าจะให้มีวันนั้น

“แล้วคุณน้ำรู้ได้ยังไงคะว่าเพรียวไม่ได้รู้สึกตรงกับคุณน้ำ คุณน้ำเคยถามเค้าดูแล้วเหรอ”

“แล้วจะให้ถามว่ายังไงล่ะคะพี่พิม...พี่เพรียวคะ น้ำมีเรื่องขอถาม คือน้ำสงสัยว่าพี่เพรียวรักน้ำรึเปล่าคะ ช่วยตอบก่อนเลิกงานด้วยนะคะ น้ำกำลังรอคำตอบอยู่”

“แล้วถ้าเพรียวเค้าตอบกลับมาว่า...ครับ พี่รักคุณน้ำ รักอย่างที่ไม่เคยรักผู้หญิงคนไหนมาก่อน คุณน้ำจะตอบเค้าว่ายังไงล่ะครับ”

น้ำนวลอึ้งไปครู่หนึ่ง รู้สึกวาบหวิวใจอย่างประหลาด แต่พอตั้งสติได้ก็รู้สึกว่าตนไร้สาระ เพราะคนที่กำลังพูดตรงหน้าคือพิมมาลาต่างหากไม่ใช่เพรียว

“น้ำก็คงตอบไปว่า พี่เพรียวเปลี่ยนอาชีพไปเป็นนักแสดงดีกว่าค่ะ น้ำรับรองว่าต้องได้รางวัลดารานำชายยอดเยี่ยมจากทุกสถาบันแน่ๆเลยค่ะ”

เจอขบกัดจมเขี้ยวขนาดนี้ พิมมาลาถึงกับจ๋อยสนิทไปเลย...

ooooooo

โดนจับยัดห้องขังได้คืนเดียว ตกตอนบ่ายก็มีคนมาประกันตัวออกมา ทวิชาเลยสำแดงฤทธิ์เดชกร่างกับท่านผู้กำกับ อาฆาตจะเอาเรื่องเขาให้ถึงที่สุด แต่ปรากฏว่าแค่เพียงทวิชาก้าวเดินลงไปหน้าโรงพัก ก็ต้องวิ่งหัวซุกหัวซุนกลับขึ้นมาใหม่ แล้วก็ขอร้องตำรวจเข้าไปอยู่ในห้องขังอย่างเดิม

ฟ้างามยิ้มพอใจกับผลงานตัวเองที่จ้างคนมาเรียกร้องความเสียหายถึงขั้นขู่จะทำร้ายทวิชา

“ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์จ้างคนไปตั้งเยอะ ดีแล้วล่ะค่ะ

ผู้กำกับ ให้ถูกขังเอาไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุดไปเลยได้ยิ่งดี”

“เจอเหตุการณ์เมื่อครู่เข้าไป ถึงเปิดประตูให้ออกก็คงไม่กล้าออกแล้วล่ะครับ...แล้วทำไมคุณฟ้างามถึงไม่อยากให้นายคนนี้ประกันตัวออกมาล่ะครับ”

“เค้ามีอิทธิพลมากน่ะค่ะ เงินทองที่ได้ไปมันไม่น้อยเลยนะคะ ไหนจะคนที่เคารพศรัทธาเค้าอีก ดิฉันกลัวว่าถ้าเค้าออกมาเค้าจะตามไปล้างแค้นหลานสาวกับพนักงานของดิฉันน่ะค่ะ”

“แต่คนแบบนี้ลองไม่มีเงินกับไม่มีคนงมงายหลงเชื่อ ก็ไม่น่ามีพิษสงอะไรหรอกครับ”

“ค่ะ เพราะมีคนงมงายอย่างดิฉันแท้ๆ ที่ช่วยต่อเขี้ยวเล็บให้คนอย่างนายทวิชาเที่ยวไปหลอกลวงเอาเปรียบคนอื่นได้...คนเราก็ไม่น่าหากินกับความศรัทธาของคนได้เลยนะคะ เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิตของฉันเลยล่ะค่ะผู้กำกับ”

ฟ้างามถอนใจยาว เข็ดหลาบ...เสร็จธุระแล้วฟ้างามเข้าไปที่เซนซูยา และเจอเพรียวด้วยความบังเอิญ สองคนทักทายกันด้วยดีประสาคนรู้จักคุ้นเคย ก่อนฟ้างามจะชวนเพรียวไปกินอาหารญี่ปุ่นแล้วก็โทร.ตามน้ำนวลมาสมทบ น้ำนวลไม่รู้มาก่อนว่าคุณน้าอยู่กับเพรียว พอเห็นเขาก็เลยอึ้งๆเจื่อนๆ เพราะเพิ่งคุยกับพิมมาลาไปว่าเธอยังทำใจไม่ได้เรื่องเพรียว

สักครู่เพรียวขอตัวไปห้องนึก พอกลับออกมาต้องสะดุ้งเมื่อเห็นรัมภาในชุดกิโมโนสวยเด้งดักรอ เพรียวมองซ้ายมองขวาให้แน่ใจว่าไม่มีคนอื่นก่อนถามรัมภาว่า

“มีอะไรอีกคุณ ผมมีธุระไม่มีเวลาอยู่คุยกับคุณหรอก”

“ฉันเข้าใจ ว่าไอ้การยัดเยียดตัวเองกลับเข้าไปทำงานในเซนซูยาอีกครั้งให้ได้มันเป็นธุระที่สำคัญมาก...เจ้าเล่ห์แสนกลที่สุด”

“อ้าว คนมันก็ต้องกินต้องใช้นะคุณ คุณไม่ให้ผมหางานเตรียมปูทางเอาไว้ก่อน เกิดผมได้กลับมาเป็นผู้ชายปุบปับ ผมก็อดตายน่ะสิ”

“อ๊ะ พูดอย่างงี้แสดงว่าพร้อมจะกลับเป็นผู้ชายแล้ว

ใช่มั้ย งั้นก็กลับไปสวนขวัญกับฉันเดี๋ยวนี้เลย นายจะได้แมนเต็มร้อยสมใจอยากซะที”

เพรียวหน้าเสีย  ดึงยื้อรัมภาที่คว้ามือเขาหมับ  “เอ่อ...

ไม่ต้องรีบร้อนก็ได้ วันนี้ผมยังไม่ว่าง”

“ไม่ว่างหรือเปลี่ยนใจกันแน่...ลูกไม้ตื้นๆยังงี้ อย่าคิดว่าจะหลอกฉันได้นะนายเพรียว เมื่อวานนายยื่นใบลาออกไปแล้ว จู่ๆมาเปลี่ยนใจ  แสดงว่าคิดอยากจะเป็นพิมมาลาต่อเพื่อจะล้วงความลับจากหนูน้ำใช่มั้ย  ฉันอ่านแผนการจากสมองขี้โกงของนายออกหรอกย่ะ”

“คุณอย่ามองผมในแง่ร้ายนักเลยน่า ก็เห็นๆอยู่ว่าผมจะได้กลับไปทำงานที่เซนซูยา ผมกับพิมมาลาจะไปปรากฏตัวพร้อมกันได้ยังไงล่ะ”

“ไอ้ผู้ร้ายปากแข็ง ฉันรู้นะว่านายหลอกฟ้างามว่ายังไม่หมดสัญญากับบริษัทเก่า เลยจะขอเป็นที่ปรึกษาไปก่อน พอตกค่ำจะได้เป็นนายเพรียวเอางานมาบังหน้าหาเรื่องเดตกับ

หนูน้ำ พอกลางวันก็เป็นพิมมาลา อาศัยความไว้วางใจที่ลูกสาวฉันมีให้หลอกถามเรื่องหัวใจไปเรื่อยๆ คนร้อยเล่ห์อย่างนายมันน่าจะสาปเป็นแมลงวันให้คนเค้ารังเกียจ คอยเอามือปัด เอาไม้ไล่ตีให้ตายไปเลย”

เพรียวซีดแล้วซีดอีก เถียงไม่ออกซักคำ ยิ่งรัมภาพูดตนก็ยิ่งจนมุมหนักขึ้นทุกที ขณะนั้นน้ำนวลกำลังสนทนากับฟ้างามในร้านอาหาร  เพราะเหตุผลส่วนตัวกลัวแพ้ใจตัวเอง

น้ำนวลจึงไม่อยากให้เพรียวกลับมาทำงานที่เซนซูยา แต่เธอไม่กล้าพูดตรงๆกับน้าสาว ได้แต่ถามว่า

“ทำไมน้างามต้องรับพี่เพรียวกลับเข้ามาทำงานด้วยล่ะคะ”

“ทำไมล่ะจ๊ะ เพรียวเค้าก็เคยทำงานกับเรามาก่อน แล้วเค้าก็เป็นคนเก่งมากซะด้วย ตอนนี้ก็ให้เค้าเป็นที่ปรึกษาหนูไปก่อน พอเค้าหมดสัญญากับบริษัทของเค้า ก็ค่อยมาทำงานเต็มตัว น้าว่าดีจะตายไปที่มีคนเก่งมาช่วยงานเพิ่มขึ้นอีกคน”

“มันก็ใช่ค่ะที่พี่เพรียวเป็นคนเก่ง แต่...แต่น้ำคิดว่าน้ำทำงานคนเดียวได้ ไม่จำเป็นต้องมีพี่เลี้ยงหรอกค่ะ”

“อ้าว ไหนเพรียวบอกน้าว่าหนูเคยไปขอคำปรึกษาเค้าอยู่บ่อยๆ เวลามีปัญหาไม่ใช่เหรอ”

“ก็ใช่ค่ะ แต่นั่นมันก็แค่ขอคำปรึกษา ไม่ใช่ทำงานร่วมกัน คุยกัน เจอหน้ากันทุกวันนี่คะ”

“แล้วมันต่างกันตรงไหนล่ะจ๊ะ น้าไม่เห็นเข้าใจเลยว่าทำไมหนูถึงไม่อยากทำงานร่วมกับเค้า”

น้ำนวลหน้าเสีย ยังไงก็พูดกับน้าไม่ได้ว่าตนยังแอบรักเพรียวอยู่...ส่วนนายเพรียวจอมเจ้าเล่ห์ เขายังคุยอยู่กับรัมภาที่หน้าห้องน้ำ แต่ยิ่งคุยก็ยิ่งเสียงอ่อยหน้าจ๋อยลงทุกที

“ผมไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเองนะคุณรัมภา ลองคิดดูสิ ปัญหาในเซนซูยาที่คุณน้ำต้องเผชิญไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ถ้าไม่มีพิมมาลาซักคนแล้วใครจะคอยช่วยคุณน้ำ ผมถึงต้องยอมเลื่อนการคืนสู่เหย้ากลับเป็นผู้ชายฟูลไทม์ออกไปก่อนก็เพราะเห็นแก่คุณน้ำแท้ๆ”

“โกหกตาใส พูดไหลเป็นน้ำเลยนะยะ ไม่ด้านจริงทำไม่ได้นะเนี่ย”

“หรือว่าไม่จริงล่ะ คุณปฏิเสธซิว่างานนี้ลูกสาวคุณไม่ได้ประโยชน์”

“ก็ได้ ฉันเห็นว่าหนูน้ำยังไม่ค่อยไว้ใจนายหรอกนะ เลยต้องยอมให้มีพิมมาลาไว้ก่อน แต่ถ้านายฉวยโอกาสเอาเปรียบแวนหรือพูดจาเอาดีเข้าตัวเอาชั่วใส่แวนล่ะก็...” รัมภาไม่พูดออกมา แต่ขยำหมัดไปมาพร้อมหัวเราะอย่างกับโรคจิต ทำเอาเพรียวเสียวสันหลังวูบ

“รู้แล้วน่า ผมตั้งใจจะช่วยคุณน้ำจริงๆ ไม่เอาเปรียบคนโปรดของคุณหรอก”

“แต่ยังไงฉันก็ต้องชมนายข้อนึงนะ”

“ผมยังเหลือความดีให้คุณชมอีกเหรอ”

“นายสารภาพรักได้น่าประทับใจดีนะ...พี่รักคุณน้ำ รักอย่างที่ไม่เคยรักผู้หญิงคนไหนมาก่อน...บรื๋อ ขนลุกเกรียวเชียวล่ะ”

“นิสัยไม่ดี แอบฟังคนอื่นเค้าคุยกัน” เขาพูดเขินๆ

“ฉันก็หวังว่าสิ่งที่นายพูดกับหนูน้ำจะมาจากใจจริงของนายนะ นายเพรียวธนญชัย”

เพรียวยังเขินไม่หาย ได้แต่ยิ้มๆ หลบสายตารัมภาที่เอาเรื่องนี้มาแซว...ฟากฟ้างาม ยิ่งคุยก็ยิ่งอารมณ์ดี ยิ้มแย้มด้วยความเอ็นดูหลานสาว

“โถ ที่แท้ก็กลัวคนเค้าหาว่ายังเด็ก ต้องมีพี่เลี้ยงคอยดูแลน่ะเอง หนูน้ำนะหนูน้ำ ที่น้ารับเพรียวเค้ากลับเข้ามา นอกจากจะให้เค้ามาช่วยหนูแล้ว น้าก็อยากจะไถ่โทษให้ตัวเองด้วย จะได้ลบข้อครหาว่า 2 มาตรฐานไปซะที ตอนนั้นน้าก็สุดโต่งเกินไปหน่อย จนลืมไปว่าคนเรามันก็ผิดพลาดกันได้ น้าควรจะให้โอกาสเพรียวเค้าได้แก้ตัวอีกซักครั้ง”

“ถ้าน้างามยืนยันจะรับพี่เพรียวกลับเข้ามาทำงานจริงๆ น้ำขอให้พี่เพรียวไปทำงานที่สาขาอื่นที่ไม่ใช่สำนักงานใหญ่ได้ไหมคะ”

“ไปอยู่สาขาทำไมล่ะ งานที่สำนักงานใหญ่เราจะใช้ประโยชน์จากความรู้ความสามารถของเพรียวได้เต็มที่มากกว่า น้าว่าน้ำอย่าไปคิดมากเลยนะ หนูเองก็เพิ่งทำงานมาได้ไม่นาน มีพี่เลี้ยงก็ไม่ใช่เรื่องเสียหน้าอะไรหรอกจ้ะ แล้วเพรียวเองก็ไม่ใช่คนใหม่ แถมเคยเป็นหัวหน้างานหนูมาก่อนด้วยไม่ต้องกังวลหรอกจ้ะ”

น้ำนวลหมดทางเลี่ยง ในที่สุดเธอก็หนีเพรียวไม่พ้น

ooooooo

ตอนที่ 7

ตกกลางคืนตั้งใจจะไปหาความสำราญฉลองความเป็นชายให้หนำใจตามที่พูดไว้กับรัมภา แต่เอาเข้าจริงๆ ดันไปเจอแฟนเก่าอย่างอินทุพรเข้าอย่างจัง ก็เลยเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาทำให้เพรียวเซ็งและจ๋อยรับประทาน แถมยังโดนอินทุพรที่แค้นฝังใจเอาเหล้าสาดหน้าเข้าให้ด้วย

เพรียวหัวเสียเดินออกไปล้างหน้าในห้องน้ำ ไม่นึกว่า จะเจอรัมภาในชุดพนักงานทำความสะอาด รัมภามาเพื่อย้ำเตือนเพรียวว่า  อินทุพรคือเป้าหมายต่อไปที่เขาต้องไถ่โทษ

“นึกแล้วเชียว” เพรียวบ่นพึม

“อินเค้าโกรธแค้นนายมาก  เพราะฉะนั้น นายต้องหาทางทำให้อินเลิกเคียดแค้นนายให้ได้”

“งานหินเลยนะเนี่ย อินทั้งเอาแต่ใจ ทั้งเจ้าคิดเจ้าแค้น”

“งานสุดท้ายแล้ว มันก็ต้องยากอย่างนี้แหละ”

“งานสุดท้าย...หมายความว่าถ้าจบงานนี้ผมจะได้กลับเป็นชายเต็มเวลาเหมือนเดิมแล้วใช่มั้ย”


รัมภาไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มๆ เพรียวฮึกเหิมเต็มที่ บอกว่าตนจะไปเคลียร์กับอินทุพรให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้เลย...แต่พอกลับเข้ามาเผชิญหน้ากลับโดนอินทุพรตบเข้าเต็มเหนี่ยวท่ามกลางผู้คนในผับจำนวนไม่น้อย

“นี่คุณตบหน้าผมทำไม ผมมาดีนะ ผมแค่อยากให้เราจากกันด้วยดี คุณจะได้ไปเริ่มต้นใหม่กับคนที่ดีกว่าผมไงล่ะอิน”

“เรื่องนั้นฉันทำอยู่แล้วล่ะย่ะ ใครมันจะโง่จมปลักอยู่กับนาย นายมันแค่ไอ้ผู้ชายกะล่อน ตบตาคนอื่นทำตัวเป็นไฮโซ ที่แท้ก็เด็กบ้านนอกกระจอกๆ พ่อแม่ยังอยู่ตึกแถวเก่าๆโทรมๆด้วยซ้ำ”

“เกินไปแล้วนะอิน เรื่องอะไรมาลามปามถึงพ่อแม่ผม”

“แทงใจดำล่ะซิ แต่ฉันไม่แคร์หรอกเพราะฉันพูดเรื่องจริง คนอย่างนายมันก็ต้องจบลงที่ผู้หญิงเลวๆสายพันธุ์เดียวกับนายนั่นแหละ เจอคนดีอย่างฉันนายกลับไม่เห็นคุณค่า แล้วยังงี่เง่าไม่ยอมแต่งงานกับฉันอีก ถ้าเป็นคนอื่นเค้ารีบคว้าหมับไปแล้ว ได้แต่งกับฉันเฮงยิ่งกว่าถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งซะอีก”

“เหรอ ถ้าแต่งงานกับคุณแล้วแปลว่าฉลาดล่ะก็ ผมยินดีที่จะโง่ไปตลอดชีวิต อย่างน้อยก็มีความภูมิใจกว่าการได้เมียที่คอยจิกหัวข่มผัวอยู่ทุกวัน”

“ไอ้เพรียว!” อินทุพรเจ็บจี๊ดตรงเข้าทุบตีเพรียวไม่ยั้ง อะไรใกล้มือก็คว้ามาฟาดใส่ เพรียวโดนเข้าไปหลายดอก จนผู้คนใกล้เคียงพากันแตกตื่น ที่สุดเพรียวก็ต้องถอยหนีเธอไปอย่างทุลักทุเล

ด้วยพิษสงของอินทุพรทำให้เพรียวกลับห้องพักในสภาพหน้าตาเขียวช้ำ ซ้ำยังมาโดนรัมภาหัวเราะเยาะและพูดจาถากถางให้เจ็บใจยิ่งขึ้นไปอีก

“สงสัยสาลิกาลิ้นทองของนายจะเสื่อมซะแล้วมั้ง เมื่อก่อนเป่าทีสาวๆระทดระทวยกันเป็นทิวแถว เดี๋ยวนี้พูดจนน้ำลายเหนียวคอ ได้กลับมาแต่รอยเล็บกับปื้นฝ่ามือ”

“หยุดพูดไปเลยนะรัมภา ไม่ใช่เพราะผมฟอร์มตกซะหน่อย แต่อินเค้าไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬาต่างหาก เสียทีชอบเล่นกีฬา เอาเข้าจริงขี้แพ้ชวนตีนี่หว่า”

“หนอย...ขี้แพ้ชวนตี อินเค้าก็อยู่ของเค้าดีๆ นายต่างหากที่ตามจีบเค้า พอเค้าใจอ่อนยอมเป็นแฟน ก็ทำมาเป็นรับไม่ได้กับข้อเสียของเค้า จะให้ฉันแฉมั้ยล่ะ”

“ไม่ต้องเลย เรื่องอินน่ะผมจำได้ว่าเป็นมายังไง ไม่ต้องให้คุณมาช่วยเตือนความจำหรอก”

รัมภาฟังซะที่ไหน เธอเริ่มลำดับเหตุการณ์ในอดีตเมื่อสามปีก่อนตอนเพรียวพบอินทุพรครั้งแรก เพรียวทำทุกทางเพื่อตีสนิทกับเธอ แต่อินทุพรไม่หมูเหมือนสาวๆคนอื่นที่เขาเคยเจอ เธอไว้ตัวและเก็บอาการอย่างมากแม้ในใจนั้นจะชอบเพรียวตั้งแต่แรกเห็น จนหนึ่งเดือนผ่านไปที่เพรียวตามจีบ แต่ไม่มีอะไรคืบหน้าเลย เพรียวก็เลยต้องใช้แผนสไตล์หนุ่มเจ้าเล่ห์แสนกลหลอกเธอว่าเขาคงต้องถอดใจ แล้วก็ทำตัวหายไปหลายวัน นั่นเองทำให้อินทุพรเป็นฝ่ายกระวนกระวายรอคอยเขาติดต่อกลับมา

แล้ววันหนึ่งเธอก็เป็นฝ่ายโทร.นัดเขากินข้าว เพรียวดีใจแต่แกล้งวางฟอร์มขรึม บอกว่าที่ตนหายไปเพราะงานยุ่งมาก แล้วตนก็อยากใช้เวลาได้คิดทบทวนเรื่องของเราด้วย

“ทบทวนเรื่องอะไรเหรอเพรียว”

“อินก็รู้ใช่มั้ยว่าผมคิดยังไงกับอิน แต่ที่ผ่านมามันไม่เคยมีอะไรพัฒนาขึ้นเลย บางทีเราสองคนอาจจะเหมาะเป็นเพื่อนกันมากกว่าก็ได้นะ”

“มันก็ไม่ใช่ว่าอินจะไม่เข้าใจหรอกนะเพรียว แต่อินยังไม่พร้อมจะเริ่มต้นใหม่”

“อินมีแฟนอยู่แล้วเหรอ”

“เคยมีจ้ะ เค้าเป็นคนออสเตรเลีย เราคบกันตลอดที่อินเรียนปริญญาตรีที่นั่น ความจริงเค้าดีกับอินมากเลยนะ ที่เลิกกันก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก เพียงแต่เค้าไม่ยอมมาอยู่เมืองไทย ส่วนอินก็ไม่อยากอยู่ที่นั่น เราก็เลยต้องห่างกัน”

“ผมเข้าใจ ผมก็เคยมีแฟนเป็นคนฮ่องกง ผมก็พยายามเทกแคร์เค้านะ บินไปหาทุกวีกเอนด์เลย พยายามเต็มที่แล้ว แต่สุดท้ายมันก็ไปไม่รอดจริงๆ”

“เราสองคนนี่มีอะไรคล้ายๆกันเยอะเลยเนอะ”

ถึงตรงนี้...รัมภาถึงกับเบ้ปากหมั่นไส้เพรียวเหลือเกิน “ความจริงอินเค้าไม่ใช่คนที่จะง่ายกับใครเลยนะ แต่นายมันชั้นเชิงเหลือรับประทาน”

“พอเลย บอกแล้วไงว่าไม่ต้องแฉอะไรทั้งนั้น” เพรียวขัดขึ้น

“แหม ฉันก็กลัวว่านายจะจำรายละเอียดไม่ได้ ก็เลยทบทวนความจำให้ แค่นี้ก็ต้องทำเสียงแข็งใส่ด้วย”

“ฉวยโอกาสทับถมล่ะสิไม่ว่า นางฟ้าอย่างคุณเคยหวังดีกับผมด้วยเหรอ”

“ฉันเนี่ยนะไม่หวังดีกับนาย ที่ฉันทำอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อช่วยดัดสันดาน กล่อมเกลาให้นายเป็นผู้เป็นคนขึ้นทั้งนั้น เฮ้อ ทำคุณบูชาโทษ โปรดสัตว์ได้บาปแท้ๆ”

“อย่ามานางฟ้าใส่ผมเลยรัมภา ผมจะอ้วก สรุปว่าผมจะใช้วิธีอะไรก็ได้ขอให้อินหายโกรธผมได้ก็พอใช่มั้ย”

“ใช่ แต่ความกะล่อนของนายคงจะใช้กับอินยากหน่อยนะ ถ้าจะให้หายโกรธสงสัยต้องเดินไปให้อินเจื๋อนทิ้งทั้งพวงซะล่ะมั้ง”

เพรียวจ้องรัมภาที่หัวเราะร่วนด้วยความเจ็บใจ แต่แล้วเขาก็ถอนใจแรงออกมา ยอมรับว่าครั้งนี้งานหินจริงๆ

ooooooo

วันที่น้ำนวลเจรจาขอซื้อหุ้นจากนันท์ตามคำแนะนำของเพรียว ผลก็คือนันท์ไม่ยอมขายแถม

ยังด่าน้ำนวลอย่างสาดเสียเทเสีย พอแวนออกโรงปกป้องแฟนสาว ก็โดนนันท์ฟาดหัวฟาดหางจนเกือบจะวางมวยกัน ถ้าน้ำนวลไม่รั้งแวนออกมาเสียก่อน

วันเดียวกันนี้ ฟ้างามกับศรสิทธิ์เรียกพิมมาลาเข้ามาพบเพื่อเจรจายุติปัญหาที่นันท์ก่อขึ้น โดยยินดีเลื่อนตำแหน่งให้พิมมาลาเป็นรองผู้จัดการฝ่าย ได้เงินเดือนเท่ากับน้ำนวล แต่สำหรับพิมมาลาแล้วเธอเรียกมันว่าค่าปิดปาก ฟ้างามได้ฟังถึงกับหน้าเสีย ส่วนศรสิทธิ์ก็เจื่อนไปเหมือนกัน อธิบายอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยว่า

“เรียกว่าเป็นตำแหน่งแล้วก็เงินเดือนที่เหมาะสมกับความสามารถของหนูดีกว่านะ เพราะถ้าหนูไม่มีความสามารถ ฉันก็คงให้ตำแหน่งนี้กับหนูไม่ได้เหมือนกัน”
“ท่านพูดแบบนี้ก็แปลว่านอกจากจะได้ตำแหน่งใหม่แล้วดิฉันยังไปแจ้งความเรื่องคุณนันท์ได้ด้วยใช่ไหมคะ”

“แต่ฉันคิดว่าเธอคงไม่ทำหรอก เพราะทำแบบนั้นเธอจะไม่ได้อะไรเลย แล้วเธอเองก็เป็นพนักงานของที่นี่ ถ้าเซนซูยาเสีย มันจะส่งผลกระทบต่อตัวเธอและพนักงานทุกคน”

“ไม่แจ้งความก็ได้ค่ะ แต่มีอยู่เรื่องนึงที่ดิฉันไม่เข้าใจ”

“เรื่องอะไรอีกจ๊ะ”

“ดิฉันทราบมาว่าคุณเพรียวผู้จัดการฝ่ายคนเก่ามีปัญหาส่วนตัวเรื่องผู้หญิง เลยถูกคุณฟ้างามบีบให้ออก ส่วนคุณนันท์ลักพาตัวผู้หญิงไปเพื่อหวังข่มขืนแล้วถ่ายวีดิโอแบล็กเมล์ แต่กลับไม่โดนโทษอะไรเลย แบบนี้เค้าเรียกว่า 2 มาตรฐาน ความผิดคนอื่นหนักเหมือนขุนเขา แต่ความผิดตัวเองเบาเหมือนขนนกรึเปล่าคะ”

เจอพิมมาลาย้อนเข้าเต็มๆ สองพี่น้องถึงกับอึ้งพูดอะไรไม่ออก...ต่อมาเมื่อน้ำนวลทราบเรื่องนี้จากปากพิมมาลา เธอรู้สึกทึ่งและนับถือในความกล้าของพิมมาลา เพราะตั้งแต่โตมาเธอไม่เคยเห็นใครกล้าย้อนใส่หน้าลุงกับน้าของเธอแบบนี้มาก่อน

“พี่เก็บกดหลายเรื่องน่ะค่ะ ทั้งเรื่องเก่าเรื่องใหม่ เคยคิดกันบ้างมั้ยเนี่ย ว่าถ้าพี่หนีไม่ทันป่านนี้คงยับเยินไปแล้ว ดูแค่ว่าพี่ไม่เป็นอะไรก็เลยให้เงินให้ตำแหน่งเป็นค่าทำขวัญ แล้วก็ปล่อยให้ไอ้คนทำผิดมันลอยนวลสบายใจเฉิบ”

“น้ำขอโทษด้วยนะคะพี่พิม เป็นเพราะน้ำไม่เอาไหนเอง ช่วยเหลืออะไรพี่พิมไม่ได้เลย ทั้งๆที่ต้นเหตุมันมาจากน้ำแท้ๆ”

“มันไม่ใช่ความผิดของคุณน้ำหรอกค่ะ”

ขณะนั้นเอง นันท์เดินกร่างเข้ามาหาทั้งคู่ “เป็นไงบ้างล่ะ น้องพิมคนสวยของพี่ รู้ผลการลงโทษพี่แล้วใช่ไหมจ๊ะ...ฉันบอกเธอแล้วว่าน้ำหน้าอย่างเธอไม่มีทางทำอะไรฉันได้หรอก”

พิมมาลาไม่ต่อปากต่อคำ แต่จ้องนันท์เขม็งอย่างเอาเรื่อง ขณะที่น้ำนวลรู้สึกละอายใจกับพี่ชายตัวเองจนทนฟังไม่ไหวจะจูงมือพิมมาลาเดินเลี่ยงไป นันท์ไม่พอใจข่มขู่น้ำนวลอีกคน

“แกเองก็ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ อย่านึกว่าไอ้แวนจะคุ้มหัวแกได้ตลอด ถึงที่สุดลุงสิทธิ์กับน้างามก็ต้องเข้าข้างฉันอยู่ดี เพราะฉันเป็นหลานชายไงล่ะ หลานผู้หญิงอย่างแกไม่มีวันได้ดีเกินหน้าหลานที่เป็นผู้ชายอย่างฉันไปได้หรอก”

“เมื่อก่อนฉันก็เคยคิดเหมือนคุณล่ะค่ะ แต่หลังจากที่ฉันเจออะไรหลายๆอย่างฉันถึงได้รู้ว่าจะเพศไหนมันไม่สำคัญหรอก มันอยู่ที่ว่าใครจะใช้สมองทำประโยชน์ได้มากกว่ากันต่างหาก แต่ก็ประมาทไม่ได้นะคะ ผู้หญิงก็ซัดผู้ชายล้มคว่ำได้เหมือนกัน เหมือนที่คุณเคยโดนฉันคว่ำมาแล้วไงคะ ตัวงอหน้าเขียวไปเลย”

ยอกย้อนเย้ยหยันเสร็จ พิมมาลาก็เชิดใส่ก่อนเดินไปกับน้ำนวล ปล่อยให้นันท์มองตามตาขวางด้วยความเจ็บใจ ฝ่ายนายแวนพอรู้เรื่องก็โมโหนันท์อีกเหมือนเคย แล้วก็คิดแก้ปัญหาด้วยการขอให้น้ำนวลหมั้นกับตนเสีย เพราะถ้าน้ำนวลอยู่ในฐานะคู่หมั้นของตน นันท์คงไม่กล้าทำอะไรเธอ แล้วลุงสิทธิ์กับน้างามก็คงปกป้องนันท์ไม่ได้ด้วย เพราะทั้งสองคนคงไม่อยากให้เซนซูยามีปัญหากับป๋าของตน

พิมมาลานั่งฟังอยู่ด้วย ร้อนใจไม่อยากให้หมั้น บอกทั้งคู่ว่าเราน่าจะหาวิธีอื่นดีกว่า หมั้นกันเพราะสาเหตุแบบนี้มันดูแปลกๆยังไงไม่รู้

“ไม่แปลกหรอกพี่ ผมกับน้ำเป็นแฟนกัน พ่อแม่ผมเค้าอยากให้แต่งวันนี้พรุ่งนี้ด้วยซ้ำไป...น้ำล่ะ คิดว่าไง”

“ถ้ามันจำเป็นก็คงต้องทำอย่างที่แวนว่าล่ะจ้ะ”

แวนดี๊ด๊าดีใจที่น้ำนวลตกปากรับคำจะหมั้น แต่พิมมาลาแอบหน้าบึ้งตึงโมโหหึง ครั้นแยกตัวกลับที่พักก็ยังครุ่นคิดกังวลแต่เรื่องนี้จนใจลอยหยิบเสื้อผ้าผู้หญิงมาใส่ทั้งที่อยู่ในร่างเพรียวแล้ว เลยโดนรัมภายิ้มเยาะ

“พอหนูน้ำเค้ารับปากแวนว่าจะหมั้นเข้าหน่อย ถึงกับใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยเหรอจ๊ะ”

“อย่าพูดมากน่ารัมภา เพราะคุณนั่นแหละทำผมสับสนไปหมด เดี๋ยวเป็นผู้ชายเดี๋ยวเป็นผู้หญิง ประสาทจะกินอยู่แล้ว”

“สับสนตอนนี้ก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าถึงงานหมั้นหนูน้ำต้องเลือกให้ดีนะจ๊ะว่าจะเป็นเพรียวหรือพิมมาลา”

“ดูคุณจะดีใจซะเหลือเกินนะ ที่ลูกสาวคุณจะมีทั้งคู่หมั้นแล้วก็ลูกชายคนโตไปพร้อมๆกัน”

“แหม คนเรามันก็ต้องมีข้อเสียกันบ้าง ทีข้อดีอย่างอื่นเค้ามีตั้งเยอะตั้งแยะทำไมนายไม่คิดบ้าง อย่างน้อยที่สุดแวนเค้าก็เป็นคนดี”

“เออๆ อวยกันเข้าไปเถอะ คุณมันก็เข้าข้างแต่เจ้าแวน ไม่เคยเข้าข้างผมอยู่แล้วนี่”

“เด็กทำก็ดูน่ารักดีหรอกนะ แต่อายุปูนนี้มาทำงอน มันดูทุเรศ...ไปไป๊ ฉันอุตส่าห์ให้นายได้เป็นผู้ชายเป็นกรณีพิเศษทั้งที รีบไปจัดการเรื่องอินให้เรียบร้อยได้แล้ว”

“ผมไปแน่ แล้วถ้าผมได้กลับมาเป็นผู้ชายเต็มรูปแบบเหมือนเดิมเมื่อไหร่ ผมจะพิสูจน์ให้คุณกับคุณน้ำเห็นเองว่าพวกคุณคิดผิดที่เห็นเจ้าแวนมันดีกว่าผม”

“ฉันจะคอยดูย่ะ”

เพรียวเดินหัวเสียออกจากห้อง รัมภายิ้มพอใจที่เพรียวพัฒนาไปทางที่ดีขึ้น แต่พอเพรียวไปหาอินทุพรถึงห้องพักในคอนโดฯ นำช่อดอกไม้ไปขอโทษ กลับโดนเธอด่าไม่เลี้ยง แถมยังเอาปืนออกมาขู่จะยิง จนเพรียววิ่งหนีหัวซุกหัวซุนโดยไม่รู้ว่าปืนนั่นมันก็แค่ปืนปลอม

เพรียววิ่งหนีตายลงมานั่งเหนื่อยหอบหน้าคอนโดฯ จู่ๆรัมภาก็ขับรถตุ๊กตุ๊กเลี้ยวเข้ามาจอดเทียบแทบเหยียบเท้า

“พี่ชายขึ้นมาเลย เดี๋ยวซิ่งพาหนีลูกปืนเอง”

“ผมเอารถมาเอง คุณไม่ต้องยุ่งหรอกน่ะ”

“แซวเล่นแค่นี้ก็ต้องโกรธด้วย ไม่เอาน่า ยอมรับความจริงหน่อยสิว่าอินเค้าเกลียดนายเกินกว่าที่จะยอม

ยกโทษให้ นอกเสียจากว่านายจะยอมคุกเข่าขอโทษแล้วก็กลับไปเป็นแฟนกับเค้าเหมือนเดิม หรือไม่ก็ยอมให้เค้ายิงทิ้ง เลือกเอาซักอย่างก็แล้วกัน”

“ไม่เลือกทั้งสองอย่างนั่นแหละ ปืนแค่กระบอกเดียวหยุดผมไม่ได้หรอก คุณเตรียมถอนคำสาปให้ผมได้เลย” พูดจบก็เดินฉับๆหัวเสียไปทางลานจอดรถ รัมภามองตามแล้วยิ้มขำๆ อยากรู้ว่าเพรียวจะแก้เกมได้ยังไง

ooooooo

เช้าวันใหม่เห็นน้าสาวสีหน้าไม่สดชื่นเหมือนมีเรื่องไม่สบายใจ พอน้ำนวลเลียบเคียงถามคุณน้าเป็นอะไร ก็ได้คำตอบที่น่าตกใจว่า

“น้านึกถึงคำพูดของหนูพิมมาลาก็เลยไม่ค่อยสบายใจ เพราะเค้าพูดเรื่องจริงทั้งนั้น กับคนอื่นน้าเข้มงวด ทุกอย่างต้องตามกฎ ถูกเป็นถูกผิดเป็นผิด แต่พอกับเรื่องของหลานตัวเอง น้ากลับอ่อนปวกเปียก...เฮ้อ...สมควรแล้วล่ะที่เค้าจะว่าเอาได้ บางทีมันอาจจะถึงเวลาแล้วจริงๆ คุณทวิชาเคยบอกน้าว่ายิ่งมีเงินทองมากเท่าไหร่ก็ยิ่งห่างไกลจากความสุขที่แท้จริงมากขึ้นเท่านั้น คนเราถ้าอยากค้นพบความสุขที่

แท้จริง ก็ต้องสละเปลือกนอกพวกนี้ทิ้งไป น้าก็เลยตั้งใจว่าจะวางมือจากเซนซูยา แล้วก็ไปใฝ่หาความสงบทางใจอย่างเต็มตัวซะที”

น้ำนวลไม่สบายใจเอามากๆ ไปปรึกษาแวนกับพิมมาลาอีกตามเคย พิมมาลาบอกว่าต้นเหตุทั้งหมดมาจากทวิชา

ถ้าจะแก้ก็ต้องแก้ที่นายคนนี้ เราต้องหาหลักฐานมายืนยันความจอมปลอมของเขาให้ได้ เอาชนิดมัดให้แน่นจนดิ้นไม่หลุดเลย...

บ่ายวันต่อมา น้ำนวล แวน พิมมาลา ออกเดินทางพร้อมฟ้างามไปยังสำนักปฏิบัติธรรมของอาจารย์ทวิชา ทั้งสามคนอ้างว่าอยากถือศีล แต่ความจริงพวกเขาต้องการค้นหาหลักฐานเพื่อแฉอาจารย์จอมปลอมคนนี้ต่างหาก

ใกล้ค่ำ พิมมาลาแอบหารือนางฟ้ารัมภาก่อนจะพาแวนไปด้อมๆมองๆรอจังหวะเพื่อขึ้นบนเรือนทวิชา แต่แวนใจร้อนเมื่อเห็นกับตาว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งขึ้นไปบนเรือนทวิชา ด้วยคิดจะจับให้ได้คาหนังคาเขาแวนจึงรีบตามขึ้นไป แต่ต้องหน้าแตกเป็นเสี่ยง เพราะฟ้างามก็อยู่บนเรือนนั้นด้วย

ฟ้างามโมโหมาก ตำหนิแวนกับพิมมาลาเป็นการใหญ่ แถมยังปกป้องอาจารย์ทวิชาว่าไม่มีทางทำเรื่องบัดสีอย่างที่สองคนนี้คิดอย่างแน่นอน แล้วผู้หญิงที่มาก็คือลูกสาวของเพื่อนน้า เค้ามีปัญหากับแฟน น้าก็เลยแนะนำให้มาสนทนาธรรมกับอาจารย์ จิตใจจะได้สบายขึ้น
“เอาเถอะครับคุณฟ้างาม คนเราก็มีลังเลสงสัยกันได้ทั้งนั้น ให้พวกเค้าเจอกับตาตัวเองแบบนี้น่ะดีแล้ว จะได้สิ้นสงสัยในตัวผมซะที”

“ขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะที่ไม่ถือโทษ  เอ้า

ยังไม่รีบขอโทษอาจารย์ทวิชาท่านอีก”

ทั้งสามคนจำใจไหว้ขอโทษ...ทวิชารับไหว้ สายตาจับจ้องไปที่พิมมาลาคนเดียว พิมมาลามองตาทวิชานิ่ง ยิ่งมองลึกเข้าไปในดวงตา ก็ยิ่งเห็นความปรารถนาอย่างรุนแรงจากดวงตาคู่นั้น...

เช้าวันรุ่งขึ้น พิมมาลาแอบลงมาคุยกับรัมภาที่อยู่ในชุดสาวชาวสวนพายเรือมาตามลำคลองเล็กๆ

“เพราะเจ้าแวนแท้ๆเลย ดันทะเล่อทะล่าเข้าไปได้ เสียแผนหมด”

“แหม แต่วิธีของแวนเค้าก็เข้าท่านะ ถ้าไม่พลาดเพราะไม่สืบให้ดีซะก่อนล่ะก็ ป่านนี้ก็จับได้ยกเข่งไปแล้ว”

“พอว่าที่ลูกเขยทำพลาดเข้าหน่อย รีบปกป้องเลยนะ ลองเป็นผมล่ะก็มีหวังโดนด่าเปิงไปแล้ว”

“จะมองฉันในแง่ร้ายอย่างงั้นก็ตามใจ แต่นายก็ยอมรับใช่มั้ยล่ะ ว่าการเอาผู้หญิงมาล่อนายทวิชามันง่ายกว่าการลอบเข้าไปหาหลักฐานในเรือนพักตั้งเยอะ”

“ก็จริง แต่ผมจะไปหาผู้หญิงที่ไหนมาเสี่ยงด้วยล่ะ แล้วถึงหามาได้ก็ไม่รู้จะตรงสเปกนายทวิชารึเปล่า”

รัมภามองพิมมาลาหัวจดเท้าแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ พิมมาลาเอะใจขนลุกเกรียว

“อย่ามามองผมอย่างนี้นะ ผมใจคอไม่ดี”

“ฉันแค่ลองนึกเล่นๆดูว่าจะใช้ประโยชน์จากตอนที่นายเป็นผู้หญิงได้ยังไงบ้างก็เท่านั้นเอง”

“จะใช้ประโยชน์อะไรจากผมอีก ตั้งแต่ผมกลายเป็นผู้หญิงมีแต่โดนกลั่นแกล้ง โดนแต๊ะอั๋งหาเศษหาเลย โดนเอาเปรียบตลอด ล่าสุดเกือบจะโดนข่มขืนด้วยซ้ำ ไม่สงสารผมมั่งรึไง”

“ถามตัวเองดีกว่าย่ะ ว่าสงสารเห็นใจผู้หญิงขึ้นมั่งมั้ย”

“จับใจเลยล่ะ”

“แต่ผู้หญิงก็ไม่ได้มีแต่เสียเปรียบอย่างเดียวซะหน่อย ไม่เห็นเหรอว่าในประวัติศาสตร์ผู้หญิงทำผู้ชายพินาศมา

เท่าไหร่แล้ว อย่าง The face that launched a thousand ships”

“อะไร ฟังไม่ออก สำเนียงชาติไหน”

“ฉันพอใจจะพูดของฉันยังงี้ จะทำไมไอ้เพรียว เฮเลนแห่งทรอยไงไอ้เซ่อ”

“เรื่องพวกนี้ผมไม่เคยอ่านหรอก อย่าเสียเวลามาอ้างเลย...ถ้าคุณคิดอะไรออกก็พูดมาตรงๆเลยดีกว่า”

“พวกไร้รสนิยม...จริงๆนายก็รู้อยู่แล้วนี่ อย่าบอกนะว่าตีความหมายสายตานายทวิชาที่จ้องนายไม่ออก สายตาหื่นไม่แพ้กับนายหรอกย่ะ”

“นี่คุณจะให้ผมเอาตัวเองไปเป็นเหยื่อล่อไอ้หื่นกามนั่นน่ะเหรอ เป็นตายยังไงผมก็ไม่เอาหรอก ทุเรศตัวเอง”

“ก็แล้วแต่นาย สติปัญญานางฟ้าอย่างฉันก็คิดได้แค่นี้แหละ...เดี๋ยวจับปลามาให้กินนะ เผื่อจะฉลาดขึ้น”

พิมมาลาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเจ็บใจ แต่พอนึกถึงต้องยั่วทวิชา ก็สะอิดสะเอียนขนลุกขนพองขึ้นมาทันที

ooooooo

เต็มตาอดีตแฟนอีกคนของเพรียวที่เปลี่ยนใจโผไปซบศรสิทธิ์ชายรุ่นราวคราวพ่อเพราะต้องการความมั่นคงในชีวิต เมื่อเต็มตาทราบว่าทางเซนซูยาเลื่อนตำแหน่งและเงินเดือนให้พนักงานใหม่ เธอจึงคิดจะเรียกร้องเงินทองจากศรสิทธิ์บ้าง ก่อนที่เขาจะเบื่อแล้วไม่ไยดีเธอไปเสียก่อน

แต่วิธีการของเต็มตานั้นมีชั้นเชิงมากกว่าจะขอเอาดื้อๆ เธอบอกเขาว่าอยากลงทุนทำธุรกิจเครื่องสำอางเกาหลีที่ผู้คนกำลังให้ความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งศรสิทธิ์ก็ยินดีไม่มีปัญหาแถมยังชื่นชมความคิดความอ่านของเธอ ไม่เหมือนเมียของเขา ไม่คิดอะไร นอกจากจะกินนอกกินในแต่กับเซนซูยา...

กลับจากสำนักปฏิบัติธรรมของทวิชาในบ่ายวันนี้เพรียวยังอยู่ในร่างพิมมาลา แต่เผอิญมีโทรศัพท์จากเพื่อนเข้ามา เขาเลยต้องให้รัมภาช่วยรับสายแทน รัมภาเลียนเสียงเป็นเพรียวพูดคุยอยู่ครู่หนึ่งก็วางสาย

“มีอะไรเหรอคุณ”

“เพื่อนนายโทร.มาถามว่าเคลียร์กับอินรึยัง ฉันก็บอกว่ายัง เค้าก็เลยบอกว่าอินจะไปเรียนต่อปริญญาเอกที่อังกฤษแล้ว ถ้านายไม่รีบไปปรับความเข้าใจก็คงจะไม่ได้เจออินอีกแล้วนะ”

“งั้นผมก็อดกลับมาเป็นผู้ชายน่ะสิ”

“คงงั้นมั้ง อินเค้าจะไปวันมะรืนนี้แล้ว ถ้านายทำเงื่อนไขนี้ไม่สำเร็จ ก็คงจะเป็นผู้ชายได้เฉพาะเสาร์อาทิตย์แค่นั้นแหละ...ฉันแถมวันหยุดนักขัตฤกษ์ให้อีกก็ได้”

พิมมาลาร้อนใจสีหน้าไม่สู้ดี เป็นตายยังไงก็ไม่ยอมอยู่ในสภาพนี้ไปทั้งชีวิตแน่ ตกเย็นจึงไปโผล่หน้าคอนโดฯที่อินทุพรอยู่อาศัย พิมมาลาแกล้งทำเหมือนโดนรถกระบะที่จ้างมาเฉี่ยวชนเพื่อเรียกร้องความสนใจจากอินทุพร แล้วก็มีโอกาสได้พูดคุยกันตามลำพัง

พิมมาลาบีบน้ำตาต่อหน้าอินทุพร เล่าว่าเธอเป็นแฟนคนปัจจุบันของเพรียว

“นี่คุณคงเจอฤทธิ์ไอ้กะล่อนนั่นเข้าให้ล่ะสิ ถึงได้คิดอยากฆ่าตัวตาย”

“ไม่ใช่นะคะ เพรียวเค้าไม่ใช่คนกะล่อน แล้วเค้าก็ไม่ได้หลอกลวงฉันด้วย แต่ที่ฉันกลุ้มก็เพราะคุณต่างหาก”

“ฉันไปเกี่ยวอะไรด้วย”

“เกี่ยวสิคะ เพราะว่าเพรียวลืมคุณไม่ได้ซักที เค้าอยู่กับฉันแท้ๆ แต่ก็เอาแต่คิดถึงคุณตลอดเวลา ถึงขั้นสารภาพกับฉันว่าที่เค้าเลือกฉันก็เพราะฉันทำให้นึกถึงคุณ เค้าเอาฉันเป็นตัวแทนของคุณ ใครที่ไหนจะทนได้ล่ะคะ”

“มิน่าล่ะ เพรียวถึงได้พยายามจะเจอฉันให้ได้ เค้าคงอยากมาขอคืนดีกับฉัน”

“นั่นแหละที่ฉันเสียใจ เค้าบอกว่ารักฉัน แต่ไม่ยอมลืมคุณซะที ทั้งๆที่คุณโกรธแค้นเค้ายังกะอะไรดี ฉันถึงได้อยากรู้นักว่าคุณมีดีอะไร เพรียวถึงตัดใจจากคุณไม่ได้”

“ฉันก็ยอมรับล่ะนะว่าฉันดีกว่าผู้หญิงทุกคนที่เพรียวเคยคบมาแน่ๆ มันก็ไม่แปลกหรอก ถ้าเค้ายังคิดถึงฉันอยู่”

พิมมาลาหมั่นไส้กับความหลงตัวเองของอินทุพรเหลือเกิน แต่เวลานี้แสดงออกอะไรไม่ได้ นอกจากเดินตามแผนต่อไปเพียงอย่างเดียว

“แต่ถึงเค้าจะคิดถึงคุณยังไง ฉันก็ไม่มีวันยอมให้เค้ากลับไปหาคุณหรอก ฉันกับเค้าเป็นคนคนเดียวกันแล้ว เค้าต้องรับผิดชอบฉัน”

“ฉันเข้าใจแล้ว เธอถึงกลุ้มใจถึงขั้นจะทำร้ายตัวเอง แต่เธอไม่ต้องห่วงหรอกนะ ฉันไม่คิดที่จะทำให้ครอบครัวใครต้องมีปัญหา หรือทำร้ายเด็กที่กำลังจะลืมตาดูโลกหรอก ฉันกับเค้าเป็นได้แค่เพื่อนกันเท่านั้น ไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้ว”

“งั้นก็แปลว่าคุณไม่โกรธไม่เกลียดเพรียวเค้าแล้วใช่ไหมคะ”

“ไม่แล้วล่ะ ในเมื่อเค้ายังรู้สึกดีๆกับฉันอยู่ ฉันก็แฟร์พอที่จะไม่ถือสาเรื่องที่ผ่านมาอีกแล้ว”

พิมมาลายิ้มแป้นดีใจสุดๆ แทบจะกระโดดโลดเต้นร้องไชโย...แต่พอกลับมาทวงสัญญาจากรัมภา กลับโดนรัมภาโวยวายซะลั่นห้องพัก

“โกหกหน้าด้านๆ ผิดศีลข้อสี่เต็มประตู ยังมีหน้ามาทวงสัญญาอีกเหรอ”

“ผิดศีลตรงไหนไม่ทราบ ผมบอกว่ายังไม่ลืมอิน ก็ไม่ลืมจริงๆนี่ ผมจำเค้าได้ตลอด อินอยู่ในใจผมเสมอ”

“ไอ้ปลาไหลเผือก ถ้าไม่ลดเลี้ยวเคี้ยวคดจะทำงานสำเร็จไม่ได้เลยรึไง”

“แล้วไอ้ที่ตรงไปตรงมาของคุณก็คือรอให้อินเค้าไปปฏิบัติธรรมจนอโหสิให้ผมเองใช่มั้ยล่ะ ถ้าอย่างงั้นผมคงต้องรอเป็นผู้ชายชาติหน้าแล้วล่ะ นี่คุณนางฟ้า ผมก็มีวิธีของผม จะให้ทำถูกใจคุณทุกขั้นตอนไม่ได้หรอกนะ”

“วิธีของนายก็คือการไปหลอกอินว่านายยังรักเค้าอยู่”

“ก็อินเค้าเชื่อมั่นในตัวเองสุดโต่งขนาดนั้น ถ้าไม่พูดแบบนี้ เค้าคงอภัยให้ผมหรอก ผู้หญิงน่ะลองรู้ว่าผู้ชายยังไม่ลืม ยังรักตัวเองอยู่ แถมรักมากกว่าแฟนใหม่ซะด้วย ร้อยทั้งร้อยหายงอนเป็นปลิดทิ้ง...เอาน่ะ แพ้ก็ยอมรับว่าแพ้เถอะน่ารัมภา ว่าไง จะให้ผมเป็นผู้ชายได้รึยังล่ะ”

“เออๆ พร้อมเมื่อไหร่ก็กลับไปที่สวนขวัญกับฉันก็แล้วกัน ฉันจะแก้คำสาปให้”

“เย้!!” พิมมาลาดีใจสุดขีด เต้นแร้งเต้นกาเข้าไปจับมือรัมภามาเต้นด้วยกัน

ooooooo

คืนเดียวกันนี้ ฟ้างามตัดสินใจบอกกล่าวหลานสาวว่าเธอขอวางมือจากเซนซูยา น้ำนวลตกใจมาก พยายามขอร้องไม่ให้คุณน้าทิ้งไปตอนนี้ ไม่งั้นเซนซูยาต้องล้มแน่ๆ

“ล้มอะไรกันจ๊ะ หนูน้ำก็ยังอยู่ทั้งคน พนักงานเก่งๆในบริษัทก็ยังมีอีกเยอะแยะ บริษัทเรามีรากฐานมั่นคง ไม่มีทางล้มง่ายๆหรอกจ้ะ น้ำอย่าเพิ่งกังวลไปเลยนะ”

“แต่เรากำลังมีปัญหานะคะ ไหนจะป้ามานิดา ไหนจะพี่นันท์ ถ้าขาดน้างามไปซักคน แล้วใครจะเป็นหลักให้น้ำล่ะคะ”

“ยัยมานิดาน่ะไม่เท่าไหร่หรอกจ้ะ ถ้าหนูน้ำเอาจริงก็หงอไปเองแหละ ส่วนนันท์เค้ายังหนุ่ม ใจร้อนไปบ้างก็เรื่องธรรมดา เดี๋ยวอายุมากขึ้นก็ดีเองล่ะจ้ะ”

“แต่น้างามคะ...”

“ให้น้าวางมือเถอะนะน้ำ น้าค้นพบทางสงบแล้วจริงๆ ถ้าน้ายังทำงานอยู่ ก็คงไม่มีวันที่จะได้ปฏิบัติธรรมอย่างจริงๆจังๆซะที หนูน้ำเข้าใจน้านะลูก ปล่อยน้าไปเถอะนะ”
น้ำนวลหน้าเครียด ถ้าฟ้างามไปจริงๆต้องแย่แน่ แต่ถ้าไม่ยอมก็เหมือนเห็นแก่ตัว จึงอึดอัดนิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออก...

ooooooo

ตอนที่ 6

ฟ้างามกลับมาสะสางงานแค่วันเดียวก็จับทุจริตหลานชายได้อีก เธอให้เลขาฯตามตัวนันท์มาพบที่ห้องทำงาน โดยไม่รู้ว่าขณะนั้นน้ำนวลกำลังต่อว่านันท์ด้วยเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน

“พี่นันท์ทำอย่างงี้ได้ยังไง อย่างงี้มันเข้าข่ายฉ้อโกงบริษัทนะ”

“เงินไม่เท่าไหร่ แกอย่าโวยวายนักเลยน่า เราเป็นเจ้าของบริษัท เงินพวกนี้ก็เงินของเราทั้งนั้น ฉันไม่เห็นจะเสียหายตรงไหนเลย”

“โอเคค่ะ คุณตาเป็นคนก่อตั้งเซนซูยาขึ้นมา แล้วตระกูลเราก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่มันก็ยังมีผู้ถือหุ้นรายอื่นอยู่อีก แล้วถ้าพวกเค้ารู้ขึ้นมาว่าพี่นันท์ทำแบบนี้ เราจะมองหน้าใครได้”

“ก็ไม่ต้องมองสิวะ ไม่พอใจก็ขายหุ้นไปเลย ไม่ง้อหรอกโว้ย แกจะวุ่นวายมากเกินไปแล้วนะน้ำ ขัดแข้งขัดขาฉันซะทุกเรื่อง ทำไม่รู้ไม่เห็นบ้างไม่ได้รึไง ถามจริงๆเหอะ แกยัง คิดว่าฉันเป็นพี่อยู่รึเปล่า”

“พี่นันท์ มันคนละเรื่องกันเลยนะ”

เสียงโทรศัพท์ภายในบนโต๊ะนันท์ดังขึ้นขัดจังหวะ นันท์กดสปีกเกอร์รับสาย ตะคอกไปว่ามีอะไร พอได้ยินทางนั้นบอกมาว่าคุณฟ้างามเชิญพบที่ห้อง นันท์ถึงกับชะงักหน้าถอดสี แต่ยังไม่วายชี้หน้าน้ำนวลก่อนเดินออกจากห้อง

แล้วนันท์ก็ไปโวยวายด้วยความไม่พอใจในห้องทำงานฟ้างาม

“น้างามจะทำกับผมอย่างงี้ไม่ได้นะ ถูกย้ายไปนั่งตบยุงแบบนี้ ผมก็เสียหน้าแย่สิครับ”

“เสียหน้าก็ยังดีกว่าถูกจับติดคุกก็แล้วกัน ถ้าเป็นคนอื่นมาฉ้อโกงบริษัทแบบนี้ น้าเรียกตำรวจมาลากคอไปนานแล้ว”

“เงินแค่นี้มันจะอะไรนักหนา โดนไอ้น้ำมันเป่าหูมาล่ะสิ ถึงมาทำกับผมอย่างนี้ น้างามมัวแต่งมงายกับลัทธิบ้าๆบอๆจนจะเพี้ยนไปแล้วรู้ตัวมั้ยครับ”

ฟ้างามโมโหมากตบโต๊ะปัง! “แกอย่ามาก้าวร้าวกับน้านะ ไม่งั้นน้าจะไล่แกไปให้พ้นบริษัท ไม่ให้เหลือซักตำแหน่งเลย”

นันท์ขบกรามแน่นด้วยความแค้น แต่พอเห็นฟ้างามเอาจริงก็ไม่กล้า

“ยัยน้ำไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วย แกไม่ต้องไปพาลคนอื่นเลยนะ น้าไม่คิดเลยจริงๆ ว่าหลานชายคนเดียวของน้าจะเป็นคนขี้โกงแบบนี้ไปได้”

“เออ ผมมันเลว ใครมันจะไปดีวิเศษเหมือนหลานรักของน้าล่ะ จำไว้เลยนะครับ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมกับน้ำนวลไม่ใช่พี่น้องกัน” ว่าแล้วนันท์ก็ผลุนผลันออกจากห้องพร้อมกับกระแทกประตูเสียงดังลั่น

ฟ้างามส่ายหน้าด้วยความหนักใจสุดๆ ไม่คิดว่าหลานชายที่ตนหวังพึ่งจะมีนิสัยแบบนี้ไปได้

ooooooo

กลางวันวันนี้เอง ทศกรเดินยืดออกมาจากห้องทำงานด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องที่ได้เลื่อนขั้นสายฟ้าแลบไปแทนที่นันท์ ดลกับนางก็รู้งานเหลือเกินพากันประจบยกยอปอปั้นทศกรสุดฤทธิ์ ทำให้ทศกรยิ่งลำพองและภาคภูมิใจถึงกับหัวเราะร่วน

“แล้วคุณพิมล่ะครับ ตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายผมยังว่างพอๆกับหัวใจผมเลยนะครับ สนใจจะรับไว้ทั้งสองตำแหน่งเลยรึเปล่าครับ”

ดลทำเป็นลูกคู่กิ๊วก๊าว ขณะที่นางเบะปากใส่พิมมาลาอย่างหมั่นไส้

“พิมว่าพี่ทศไปถามดารณีดีกว่ามั้งคะ เผื่อพี่ทศจะได้ตำแหน่งแม่ของลูกเบิ้ลไปด้วย”

ทศกรสะอึกเหมือนมีอะไรติดคอขึ้นมาทันที เดินเลี่ยงไปหน้าเจื่อนๆ ส่วนนางทิ้งค้อนใส่พิมมาลาก่อนเดินเชิดไปอีกคน จึงเหลือพิมมาลากับดลตามลำพัง พิมมาลาอมยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างมีแผนการ แล้วก็ดึงคอเสื้อดลทันทีที่เขาจะเดินหนี

“จะรีบไปไหน คุยกันเดี๋ยวสิดล”

“ฉันไม่มีเรื่องคุยกับเธอ”

“แต่ฉันมี” พิมมาลาขึงขังกระชากคอเสื้อดลอย่างแรง...

เย็นนั้นพิมมาลากับดลไปโผล่ที่หน้าคอนโดฯข่ายแก้ว ดลแม้จะชอบข่ายแก้วแต่ก็ไม่ค่อยกล้าจะจีบเธอตรงๆ พอโดนพิมมาลาบังคับก็ยิ่งลน ขาดความมั่นใจในตัวเอง

“นี่นายดล ผู้ชายรึเปล่า แมนๆหน่อย”

“เร็วไปมั้ย”

“แล้วจะช้ารอให้เตี่ยแก่รึไง เอางี้นะ นายชอบข่ายแก้วไม่ใช่เหรอ ไม่งั้นคงไม่โชว์แมนลาออกตามเค้าหรอก”

“ก็ใช่”

“ให้ชัดเจน เข้มแข็งหน่อยสิ”

“ชอบหรือไม่ชอบมันก็เรื่องของฉัน แล้วเธอนึกยังไงถึงอยากมาช่วยฉัน”

“คุณน้ำอยากให้คุณข่ายทำงานอยู่กับเรา ความรักเท่านั้นที่จะรั้งคุณข่ายเอาไว้ได้ นายต้องทำเพื่อบริษัท เข้าใจมั้ย รึว่าต้องการออกจริงๆ ฉันจะได้ช่วยพูดกับคุณน้ำให้ว่าไม่ต้องแก้ตัวแทนแกแล้ว”

“ไม่ต้องๆ ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะลาออกจริงๆหรอก”

พิมมาลายิ้มพอใจ จับไหล่ดลหันไปทางหน้าคอนโดฯ “งั้นก็รีบเข้าไปเร็วๆเลย”

“ถามจริงเหอะ เธอเป็นทอมจริงๆเหรอ เสียดายของ”

พิมมาลาสีหน้าเจ็บใจปนหมั่นไส้ ถีบก้นดลจนถลาไปข้างหน้า ดลทั้งเจ็บทั้งเคืองแต่ก็เดินหน้าไปดักรอข่ายแก้วตรงล็อบบี้ ไม่นานนักเห็นข่ายแก้วออกมาจากลิฟต์ ดลจึงเดินไปทักทายโดยถือช่อดอกไม้ซ่อนไว้ด้านหลัง

“มีธุระอะไรเหรอดล”

“เปล่าครับ คือพิมมาลาเค้าบังคับ...เอ๊ย...เค้าบอกว่าผมควรจะมาหาคุณข่ายน่ะครับ”

“หาฉันทำไมเหรอจ๊ะ”

ดลอึกๆอักๆไม่รู้จะพูดยังไงดี พิมมาลาตามเข้ามาแอบดูอยู่หลังโซฟา หงุดหงิดที่ดลไม่ได้อย่างใจจึงหยิบหินกรวดประดับกระถางต้นไม้ปาใส่หัวดล

“โอ๊ย” ดลร้องพร้อมกับหันซ้ายหันขวาหาตัวการ ข่ายแก้วค่อนข้างงงกับอาการของดล ถามเขาว่าเป็นอะไร ดลยิ้มแหยๆ ก่อนรวบรวมความกล้ายื่นช่อดอกไม้มาให้เธอ

“คุณข่ายครับ พิมมาลาเค้าบอกว่าถ้าผมเป็นลูกผู้ชายพอ มีอะไรก็ควรจะพูดตรงๆ ผมก็เลยอยากจะบอกว่า...ผมชอบคุณข่ายครับ”

พิมมาลายิ้มดีใจ ชูกำปั้นอยู่หลังโซฟา แต่ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อรัมภายื่นหน้ามามองข้างๆ

“ดีใจมากเหรอ ไอ้กะล่อน”

พิมมาลาตกใจรีบเอามืออุดปากรัมภา บุ้ยใบ้ให้เงียบๆ

“ผมชอบคุณข่ายตั้งแต่วันแรกที่เห็นแล้ว คุณอาจจะไม่ใช่คนสวยบาดตาอย่างยัยพิมจอดโหด แต่คุณโดนใจผมที่สุดแล้ว คุณข่ายเป็นคนมีเสน่ห์มากในสายตาของผม”

ข่ายแก้วอึ้ง ซึ้งใจกับคำสารภาพของดลเป็นอย่างมาก

“ผมไม่รู้ว่าคุณข่ายรู้สึกยังไงกับผม แต่ถ้าคุณไม่รังเกียจ ขอโอกาสผมพิสูจน์ตัวเองได้ไหมครับ”

“ขอบคุณมากนะดล นี่เป็นดอกไม้ช่อแรกที่ฉันรู้สึกว่ามันสวยจับใจจริงๆ หวังว่าฉันคงไม่ถูกผู้ชายหลอกใช้เป็นครั้งที่สองอีกนะ”

“รับรองครับ ผมไม่ใช่พี่เพรียว”

พิมมาลาตาเบิกโพลงถูกพาดพิง...รัมภาเจ็บใจแทนข่ายแก้วหันไปบิดหูพิมมาลาอย่างแรง

“เห็นมั้ยว่านายทำร้ายความรู้สึกผู้หญิงดีๆคนหนึ่งแค่ไหน สงสารเค้ามั้ยไอ้เจ้าชู้ ไอ้คนไม่มีหัวใจ”

พิมมาลาเจ็บแต่ไม่กล้าร้องเพราะกลัวข่ายแก้วจะรู้เห็น เก็บกลั้นความเจ็บมองไปที่ดลกับข่ายแก้วอีกครั้ง

“ไปทานข้าวกันดีมั้ยครับ” ดลเอ่ยปาก ข่ายแก้วท่าทีเขินๆก่อนตอบ

“ก็กำลังจะออกไปพอดี” ว่าแล้วเธอก็เดินนำออกไป ดลยิ้มหน้าบานรีบก้าวตามตีคู่ไป

ooooooo

เสร็จภารกิจแล้ว พิมมาลากลับเข้าเซนซูยาแล้วไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสภายในห้างนั่นเอง โดยมีรัมภาในชุดแอโรบิกสีสันบาดตาบริหารร่างกายอยู่ข้างกัน

“เรื่องกะล่อนนี่ไม่มีใครเกินนายจริงๆ เอาเหอะยังไงฉัน ก็พลาดไปแล้ว แต่นายก็น่าจะหาผู้ชายให้มันดีกว่านายดลหน่อย” บ่นเสร็จแปลกใจพิมมาลาทำไมเงียบนัก พอหันไปมอง ปรากฏว่าพิมมาลาไม่ได้สนใจที่ตนพูดเลยแม้แต่น้อย เอาแต่มองสาวๆ ในชุดแอโรบิกแนบเนื้อที่กำลังเดินก้นบิดไปมาอยู่บนเครื่อง พิมมาลามองสะโพกกลมกลึงของสาวๆตาหวานเชื่อม ไม่ทิ้งลายหนุ่มเจ้าชู้ รัมภาหมั่นไส้สุดๆ ดึงหูพิมมาลาอย่างแรงจนร้องจ๊าก

“ โอ๊ยๆๆ หูขาดแล้ว”

“หัดดูสารรูปตัวเองบ้างนะว่าอยู่ในร่างตัวผู้หรือตัวเมีย ผู้หญิงที่ไหนยะใช้สายตาลามกมองผู้หญิงด้วยกันแบบนี้  ทุเรศที่สุด”

“เคืองที่ไม่มองคุณแบบนั้นบ้างใช่มั้ยล่ะ”

“ลองมองสิ ฉันจะเสกให้นายตาเหล่ตลอดชีวิตเลย”

“กลัวแล้วจ้ะ”

รัมภาหมั่นไส้เดินหนีไปอีกมุม แต่พิมมาลาก็ยังตามมาตอแยอีก

“คุณก็อคติกับผมเกินไปแล้ว ผมไม่ได้ให้ข่ายเค้ากระโจนไปหาดลมันซะหน่อย ก็แค่ให้ลองคบๆดู เพื่อให้เกิดความมั่นใจเท่านั้นแหละ ถ้าไอ้ดลมันห่วยแตก ข่ายเค้าก็เลิกไปเอง แล้วก็เลิกแบบไม่อกหักด้วย เพราะเค้าไม่ได้หลงรักไอ้ดลมันมาตั้งแต่ต้น”

“ไอ้มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก”

“ถึงขั้นงัดสำนวนรุ่นคุณย่ามาด่ากันเลยเหรอ”

รัมภาหยุดกึกเท้าสะเอวจ้องหน้า พิมมาลาเลยไม่กล้าวอแว กลัวจะโดนตัดสิทธิ์ที่รอคอย

“มาคุยธุรกิจของเราได้แล้ว ผมไถ่โทษที่ทำไว้กับข่ายแก้วตามที่สัญญากับคุณเรียบร้อยแล้ว เมื่อไหร่คุณจะคืนร่างให้ผมเป็นชายทั้งแท่งทุกเสาร์อาทิตย์ซะที”


“ฉันเคยไปรับปากนายตอนไหน”

“ไม่รู้ล่ะ เข้าฝันมั้ง”

“หน้าด้าน”

“เป็นเทพธิดาห้ามเบี้ยวนะคุณ ไม่งั้นผมฟ้องถึงพระอินทร์แน่”

“กลัวตายล่ะย่ะ ก็ได้ งั้นก็เริ่มตั้งแต่วีกเอนด์นี้เลย มีผลตั้งแต่หนึ่งวินาทีหลังสองยามคืนวันศุกร์ไปจนถึงสองยามคืนวันอาทิตย์ จะไปเมาที่ผับไหนคืนวันอาทิตย์ ก็จำเรื่องซินเดอเรลลาไว้ให้ดีๆก็แล้วกัน”

พิมมาลาดีใจมากกว่ากลัวคำขู่ ออกสเต็ปเต้นไปเต้นมาสนุกสนานจนผู้คนในฟิตเนสหันมองเป็นตาเดียว

“ดูมัน มีอายที่ไหน” รัมภาบ่นพึม แล้วจู่ๆก็โดนเขาขโมยหอมแก้มฟอดใหญ่ก่อนวิ่งหนีไป

ooooooo

ค่ำนั้น นันท์ดื่มเหล้าจนเมามายแล้วเข้ามาอาละวาดด่าทอน้ำนวลอย่างหยาบคาย

“แกมันอีตัวแสบ ปั่นหัวน้างามจนฉันกระเด็นไปแล้วนี่ ต่อไปคงวางแผนหาทางเฉดหัวฉันออกไปจากเซนซูยาให้ได้ล่ะสิ”

“ที่พี่นันท์ถูกย้ายไม่เกี่ยวกับน้ำเลยนะคะ น้างามจับทุจริตพี่ได้เองต่างหาก”

“มึงไม่ต้องมาแก้ตัว คิดว่ากูจะเชื่อมึงเหรอ มึงอย่าพลาดมั่งก็แล้วกัน”

“นี่พี่นันท์อาฆาตน้ำเพราะน้ำพยายามห้ามไม่ให้พี่นันท์โกงบริษัทของเราเองงั้นเหรอคะ เราเป็นพี่น้องกันแท้ๆนะพี่นันท์ ถ้าวิญญาณคุณแม่รับรู้ท่านจะเสียใจมากแค่ไหน”

“มึงไม่ต้องเอาแม่มาขู่กู” นันท์โมโหมากหยิบแฟ้มเอกสารใกล้มือขว้างใส่น้ำนวล “มึงคิดว่าอ้างถึงแม่แล้วกูจะใจอ่อนเหรอ”

น้ำนวลโดนสันแฟ้มกระแทกบริเวณแก้มทั้งเจ็บทั้งกลัวจะหนีก็หนีไม่ได้ ทันใดนั้นเอง พิมมาลาพุ่งเข้ามาจัดการนันท์ที่กำลังจะทำร้ายน้ำนวลซ้ำอีก นันท์โดนต่อยจนหน้าหงาย ตามด้วยเตะผ่าหมาก ทั้งเจ็บทั้งจุกจนลุกไม่ขึ้น

พิมมาลารีบพาน้ำนวลหลบออกจากห้องไปหาน้ำแข็งมาประคบแก้มให้เธออย่างเบามือ ระหว่างนี้เองน้ำนวล

ร้องไห้โฮโผเข้ากอดพิมมาลาแน่น

“เจ็บเหรอคะคุณน้ำ ขอโทษค่ะ”

“น้ำไม่ได้เจ็บหรอกค่ะพี่พิม แต่น้ำเสียใจ พี่นันท์ทำกับน้ำแบบนี้ได้ยังไง น้ำเป็นน้องสาวแท้ๆของเค้านะคะ”

“เราไม่มีสิทธิ์เลือกพี่น้องให้ตัวเองได้นะคุณน้ำ จะดีหรือเลวเราก็เลือกไม่ได้ แล้วแบบนี้คุณน้ำจะเสียใจกับสิ่งที่เรากำหนดไม่ได้ไปทำไมกัน”

“พี่พิมพูดถูกค่ะ พี่พิมคะ น้ำกลัวพี่นันท์จะย้อนกลับไปอาละวาดน้ำที่บ้านจังเลย น้างามก็ไม่อยู่ พี่พิมไปอยู่เป็นเพื่อนน้ำหน่อยได้ไหมคะ”

“ถึงคุณน้ำไม่ชวน พี่ก็ไม่ยอมให้คุณน้ำกลับไปอยู่คนเดียวอยู่แล้วล่ะ”

พอไปถึงบ้านนึกว่าจะได้นอนห้องเดียวกับน้ำนวล ปรากฏว่าพิมมาลาหรือนายเพรียวต้องผิดหวังอย่างแรง

“พี่พิมรอที่นี่ก่อนนะคะ เดี๋ยวน้ำไปบอกให้เด็กจัดห้องให้ก่อน”

“อ้าว ไม่ได้นอนห้องเดียวกันเหรอคะ พี่กลัวว่าดึกๆแล้วคุณนันท์จะกลับมา...นอนด้วยกันจะปลอดภัยกว่านะคะ”

“น้ำกลัวว่าพี่พิมจะนอนไม่หลับน่ะสิคะ แต่พี่พิมไม่ต้องห่วงนะคะ ห้องพี่พิมอยู่ติดกับห้องนี้เลย เกิดอะไรขึ้นน้ำร้องดังๆ พี่พิมก็น่าจะได้ยินค่ะ”

“ก็ได้ค่ะ” พิมมาลารับคำหน้าจ๋อยๆ พอน้ำนวลออกจากห้องไปแล้วก็เหลือบเห็นรูปวาดรัมภาบนผนัง “มองอะไร อย่ามามองผมด้วยสายตาอย่างงี้นะคุณรัมภา ที่ผมทำไปก็เพื่อจะช่วยลูกสาวคุณ คุณควรจะขอบใจผมมากกว่า”

ยิ่งเพ่งก็ยิ่งเหมือนรูปรัมภาจ้องตอบดุดัน

“แน่ะ ยังจะมองอีก นึกว่าผมกลัวคุณนักรึไง นางฟ้าอย่างคุณก็ดีแต่รังแกคนดีๆอย่างผมล่ะว้า...แน่จริงไปสาปไอ้นันท์ให้เป็นไส้เดือนกิ้งกือบ้างสิ”

พูดเสร็จก็เดินไปหยิบปากกาเมจิกบนโต๊ะมาเติมคิ้วเติมเขี้ยวยักษ์บนกรอบกระจกรูปรัมภาเป็นที่สนุกสนาน

“อย่างคุณมันต้องโดนสั่งสอนซะบ้างถึงจะรู้สึก”

ขณะนั้นเอง เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่น้ำนวลจะเปิดเข้ามา พิมมาลาสะดุ้งรีบซ่อนปากกาแทบไม่ทัน

“พี่พิมคะ ห้องจัดเสร็จแล้วค่ะ”

“ค่ะ น้องน้ำนำทางไปเลยค่ะ” ตอบพร้อมกับพยายามเบี่ยงตัวบังสายตาน้ำนวลไม่ให้เห็นรูป จนเมื่อน้ำนวลเดินกลับไปแล้ว พิมมาลาก็รีบดึงทิชชู่มาลบสีเมจิกฝีมือตนก่อนจะเดินตามน้ำนวลไปที่ห้องนอนแขก

ในห้องมีรูปน้ำนวลกับแวนถ่ายคู่กันหวานแหวววางอยู่บนหัวเตียง พิมมาลาเดินเข้าไปหยิบมาดูด้วยความหมั่นไส้

“แหม คุณน้ำกับคุณแวนนี่รักกันจังเลยนะคะ ขนาดห้องนอนแขกยังมีรูปถ่ายวางไว้อีก”

“จริงๆห้องนี้ไม่ใช่ห้องนอนรับแขกหรอกค่ะพี่พิม เป็นห้องที่น้างามเตรียมไว้ให้น้ำตอนกลับจากอังกฤษ แต่น้ำอยากนอนห้องเก่ามากกว่า ห้องนี้ก็เลยมีของกระจุกกระจิกของน้ำเก็บไว้”

“รูปนี้คุณน้ำสวยมากเลยนะคะ”

“ขอบคุณค่ะ แต่คนที่สวยมากจริงๆคือพี่พิมตะหาก น้ำยังไม่เคยเห็นใครสวยเท่าพี่พิมเลยนะคะ นี่ถ้าน้ำสวยอย่างพี่พิม ชีวิตคงสนุกมีสีสันขึ้นกว่านี้อีกเยอะเลย”

“ถ้ารู้เบื้องหลัง...แล้วจะสนุกไม่ออก” พิมมาลาแอบบ่นเบาๆ น้ำนวลเดินไปเปิดลิ้นชักหัวเตียงหยิบอัลบั้มรูปมายื่นให้

“พี่พิมคงยังไม่เคยเห็นน้ำสมัยก่อนใช่ไหมคะ เมื่อก่อนน้ำหน้าตาแย่จะตายไป ลองดูสิคะ”

ได้ดูรูปเก่าๆ และได้ฟังความรู้สึกนึกคิดของน้ำนวล... พิมมาลาหรือนายเพรียวก็ยิ่งรู้สึกผิดมากมายต่อเธอ

“เห็นไหมคะ กว่าน้ำจะดีขึ้นได้อย่างทุกวันนี้มันยากแค่ไหน ลำบากเลือดตาแทบกระเด็นยังได้เท่านี้เอง”

“คุณน้ำเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี”

“น้ำไม่ได้เปลี่ยนแปลงได้เพราะตัวเองหรอกค่ะ แต่เพราะคนคนนึงมากกว่า ผู้หญิงไม่ว่าจะสวยหรือไม่สวย ก็อดฝันถึงพระเอกไม่ได้หรอกค่ะ เค้าเป็นคนเพอร์เฟกต์ หล่อ ฉลาด อบอุ่น พูดจาดี แล้วเค้าก็ดีกับน้ำมากด้วย จนน้ำอดฝันไม่ได้ว่าเค้ามีใจให้ แต่เอาเข้าจริงน้ำก็แค่งี่เง่าไปเอง คนอย่างเค้าน่ะเหรอจะมองคนอย่างน้ำ”

“คุณน้ำไม่ได้งี่เง่าซะหน่อย อย่าว่าตัวเองอย่างงั้นสิ”

“ก็มันจริงนี่คะ พอน้ำอกหักก็หนีซมซานไป แถมที่น้ำเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นก็เพราะแค่อยากเอาชนะเค้าเท่านั้นเอง แต่พอตั้งสติมองย้อนกลับไป เค้าไม่เคยทำไม่ดีกับน้ำเลย แล้วที่เค้าดูแลน้ำก็อาจจะเป็นเพราะนิสัยเค้าที่เป็นมิตรกับทุกคนเท่านั้นเอง แต่น้ำกลับเพ้อเจ้ออยู่ฝ่ายเดียว แถมยังโกรธเค้าอีก อย่างนี้ไม่เรียกว่างี่เง่าก็ไม่รู้ว่าอะไรแล้วล่ะค่ะพี่พิม”

น้ำนวลหน้าเศร้าสมเพชตัวเอง นั่นยิ่งทำให้พิมมาลารู้สึกผิดและสงสาร คิดค้านอยู่ในใจว่า

“ผมต่างหากที่งี่เง่า แล้วก็ควรเป็นฝ่ายที่ต้องขอโทษคุณน้ำด้วย ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณคิดยังไง แต่ผมมันเห็นแก่ตัวนึกถึงแต่ตัวเอง โดยที่ไม่เคยนึกแคร์ความรู้สึกคุณเลยซักนิดเดียว”

ooooooo

เช้าแล้วแต่พิมมาลายังนอนอุตุไม่ยอมตื่น พอได้ยินเสียงผู้หญิงมาปลุกข้างหูยังนึกว่าเป็นน้ำนวล หลับหูหลับตาไขว่คว้าจะหาเศษหาเลย แต่ที่ไหนได้ กลายเป็นนางฟ้ารัมภาไปเสียนี่

รัมภาโมโหฉวยหมอนตีพิมมาลาไม่ยั้ง แล้วยังชี้ชวนให้พิมมาลาดูใบหน้าตัวเองที่โดนแต่งแต้มหนวดและเขี้ยวด้วยสีเมจิกเปรอะไปหมด โทษฐานที่เมื่อคืนเขาเขียนรูปเธอก่อน

หลังจากเถียงกันไปมาพอหอมปากหอมคอ รัมภาก็ไล่ให้พิมมาลาไปล้างหน้าแล้วเตรียมตัวดูแลปกป้องน้ำนวลให้ดี เพราะไม่เกินเที่ยงนันท์คงจะมาถึง

แล้วนันท์ก็โผล่มาจริงๆ นันท์ร้ายกาจหยาบคายมากด่ากราดทั้งน้ำนวลและพิมมาลา แถมจะทำร้ายพิมมาลาที่เตะผ่าหมากตนเมื่อคืน ถ้าฟ้างามไม่เข้ามาตวาดไว้เสียก่อน

“หยุดเดี๋ยวนี้นะนันท์”

“น้างาม...ไปปฏิบัติธรรมแล้วไม่ใช่เหรอ” นันท์ผงะตกใจ

“ใช่ค่ะ แต่รีบกลับมาเพราะฉันโทร.ไปบอก คุณงามให้เบอร์พิเศษเอาไว้ รู้แค่เฉพาะคุณน้ำกับฉันสองคน”

นันท์โกรธแค้นจ้องพิมมาลาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

“น้างามกลับมาก็ดีแล้ว พวกมันสองคนรวมหัวกันเล่นงานผม ทั้งสร้างเรื่องใส่ร้ายผม แล้วยังทำร้ายร่างกายผมอีก โดยเฉพาะแม่คนนี้ ผมไม่แจ้งตำรวจจับก็บุญเท่าไหร่แล้ว”

พิมมาลากลัวซะที่ไหน ยิ้มเย้ยนันท์เข้าให้อีก “แจ้งตำรวจว่าถูกผู้หญิงรังแกน่ะเหรอคะคุณนันท์ หรือจะบอกว่าเอาแฟ้มตบหน้าน้องสาวดีล่ะ แหม...แมนจังเลยนะคะ”

“แล้วแกมาแส่อะไรด้วย”

“หยุดหยาบคายได้แล้วนะนันท์ เห็นน้าเป็นหัวหลักหัวตอรึไง จะพูดจะจาอะไรเกรงใจกันบ้างสิ”

นันท์สีหน้าหงุดหงิดเจ็บใจ ฟ้างามหันไปพูดกับน้ำนวล

“หนูน้ำ เรื่องนี้หนูเป็นคนเสียหาย หนูต้องการให้น้าทำยังไงก็ว่ามา”

“น้ำก็ไม่รู้จะเอายังไงดีเหมือนกันค่ะน้างาม แล้วแต่น้างามตัดสินเถอะค่ะ”

“ได้...งั้นน้าจะให้นันท์พักงานซักสองอาทิตย์”

“น้างาม...นี่น้าจะเข้าข้างมันไปถึงไหน กะอีแค่ปาแฟ้ม เฉี่ยวๆ มันจะเจ็บอะไรนักหนา มารยาเพราะหวังจะเขี่ยผมให้พ้นทางน่ะสิ น้าดูไม่ออกเหรอ”

“นันท์อยากพักแค่สองอาทิตย์หรือไม่มีกำหนด”

เจอแบบนี้ นันท์ชะงักหน้าซีดเผือด และยิ่งไม่กล้าพูดอะไรอีกเลยแม้แต่คำเดียว เมื่อฟ้างามสำทับว่า ถ้านันท์ ยังหาเรื่องน้องหรือพนักงานคนไหนอีก น้าจะเตรียมใบขอลาออกจากเซนซูยาไว้ให้นันท์เซ็นทันที

นันท์ฮึดฮัดกลับไปได้ไม่นาน แวนก็แวะมาหาน้ำนวล พอรู้เรื่องนี้แวนโมโหนันท์เป็นฟืนเป็นไฟจะไม่ยอมปล่อยให้เขาลอยนวล

“ลอยนวลที่ไหนกันจ๊ะ น้างามก็สั่งพักงานพี่นันท์แล้วไง แวนใจเย็นๆดีกว่า แวนยังไม่ได้ทานอะไรมาเลยไม่ใช่เหรอ น้ำให้เค้าทำแซนด์วิชเอาไว้ให้ เข้าไปทานรองท้องก่อนสิ”

“น้ำก็เป็นอย่างงี้ทุกที ใจดีเกินไป เป็นแวนหน่อยไม่ได้” แวนเดินส่ายหน้าเข้าไปในบ้าน พิมมาลาเหล่ตามแวนไป ก่อนจะหันมาพูดกับน้ำนวล

“แต่ที่คุณแวนพูดก็ถูกนะคะ คุณน้ำน่าจะบอกคุณแวน ไม่ใช่ให้มารู้เอาเอง”

“แวนไม่ชอบพี่นันท์มาแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะค่ะ ยิ่งถ้ารู้ว่าน้ำถูกทำร้าย แวนตามไปเอาเรื่องพี่นันท์แน่ แต่ถ้าสู้กันจริงๆน้ำว่าแวนจะเป็นฝ่ายเจ็บตัวซะมากกว่า แล้วถ้าคุณพ่อของแวนรู้เข้าเรื่องใหญ่แน่นอนค่ะ แม้แต่ลุงสิทธิ์กับน้างามก็คงรับมือไม่ไหว”

“สรุปว่าคุณน้ำห่วงทั้งพี่ห่วงทั้งแฟน แต่ถึงไงคุณแวนก็เป็นลูกผู้ชาย มีหน้าที่จะต้องปกป้องคุณน้ำ ไม่ใช่ให้คุณน้ำมาคอยตามปกป้องอยู่แบบนี้”

“แต่น้ำไม่คิดว่าเป็นหน้าที่หรอกค่ะ แล้วก็ไม่เคยคิดว่าใครจะต้องมีหน้าที่เป็นฝ่ายปกป้องอีกคนอยู่ฝ่ายเดียวด้วย คนเราถ้ารักกัน ก็ต้องคอยปกป้องดูแลซึ่งกันและกันไม่ใช่เหรอคะ”

“ตกลงคุณน้ำยอมรับว่ารักคุณแวนแล้วเหรอ” ถามไปแล้วพิมมาลาก็หน้าจ๋อยๆ ผิดหวังจนซ่อนไว้ไม่อยู่ ฝ่ายน้ำนวลก็นิ่งไปด้วยความสับสน จึงเลี่ยงที่จะตอบคำถามด้วยการตามแวนเข้าไปในบ้าน

ส่วนนันท์ที่ฮึดฮัดออกจากบ้านฟ้างามไปพบสองแม่ลูกร่วมอุดมการณ์ แต่กลายเป็นว่านันท์ต้องหัวเสียหนักขึ้นไปอีก เมื่อมานิดากับเมลานีไม่เออออห่อหมกด้วยเหมือนทุกที เอาตัวรอดแล้วยังเจ้าเล่ห์ถีบหัวส่งเขาอีก

“มันไม่ใช่ปัญหาของฉันนี่ ธุรกิจที่ทำร่วมกันก็ส่วนนึง นี่นายโกงบริษัทแล้วเอาเข้ากระเป๋าตัวเองคนเดียว ทำไมฉันกับคุณแม่ถึงจะต้องไปเดือดร้อนกับนายด้วย”

“แล้วเธอไม่โกงบริษัทรึไงเม เธอมันก็พอกับฉันแหละ หรือว่าต้องให้แฉ”

“ถ้านันท์ต้องการอย่างงั้น ป้าก็ไม่ว่าอะไรหรอกจ้ะ แต่คิดให้ดีก็แล้วกัน เพราะฝ่ายที่จะเดือดร้อนหนักสุดน่าจะเป็นนันท์ซะมากกว่า โดนคาดโทษเอาไว้แล้วไม่ใช่เหรอ”

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณพ่อก็แอ่นอกรับแทนพวกฉันอยู่แล้ว แต่นายล่ะมีใคร อย่าคิดสร้างศัตรูกับพวกเราอีกเลยจะดีกว่า”

“หัวเดียวกระเทียมลีบ”

ถูกสองแม่ลูกรุมเยาะหยันจนนันท์เถียงไม่ออก ได้แต่กำมือแน่น จ้องมองด้วยความแค้นสุดๆ

ooooooo

เย็นวันศุกร์ พิมมาลาอารมณ์ดีเป็นพิเศษ สวมใส่เสื้อผู้ชายของเพรียวคอยท่าการจะได้กลับเป็นผู้ชายในวันเสาร์และอาทิตย์ แถมเขายังวางโปรแกรมเอาไว้แน่นเอี๊ยดจนรัมภาหมั่นไส้

“หลังเที่ยงคืนคืนนี้ผมจะได้เป็นผู้ชายยาวนาน 48 ชั่วโมง นันสต็อป คืนนี้กับคืนพรุ่งนี้ผมจะเที่ยวให้หนำใจเลย แล้ววันอาทิตย์ค่อยไปหาพ่อกับแม่ก่อนจะกลับมาไม่ให้เกินเที่ยงคืน”

“แต่อย่าลืมก็แล้วกันว่านายอยู่ระหว่างทัณฑ์บน ถ้าขืนไปทำชีกอกับผู้หญิงคนไหนอีกล่ะก็...” ไม่พูดต่อ แต่แกล้งจ้องหน้าแล้วทำมือเป็นกรรไกรตัดฉับๆ พิมมาลาสีหน้าหวาดเสียว ไขว้ขาหนีบเป้าตัวเองไว้ทันที...

ไม่ทันจะเที่ยงคืน พิมมาลาก็ออกไปท่องราตรีกับข่ายแก้วที่ผับแห่งหนึ่ง

“พิมรู้มั้ยว่าตอนที่ผับนี้เปิดใหม่ๆพี่เคยมากับเพรียวด้วยนะ ตอนนี้เปลี่ยนไปเยอะเลย เพรียวเป็นคนแรกที่ลากพี่เที่ยวกลางคืนได้”

“ตกลงนี่พี่ข่ายยังตัดใจจากเพรียวไม่ได้อีกเหรอคะ”

“เรียกว่าตัดขาดความเป็นเพื่อนไม่ได้มากกว่า แต่ถ้าในฐานะแฟนไม่เอาแล้ว...เข็ด”

“ค่อยยังชั่ว”

“รู้มั้ยว่าพี่ได้คุยกับคนที่บริษัท ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเพรียวเจ้าชู้เงียบ ประมาณพวกน้ำนิ่งไหลลึก ไว้ใจไม่ได้ นี่ถ้ายังเป็นแฟนกัน มีหวังอายเค้าตาย คงถูกเปลี่ยนเขาให้สวมได้ไม่เว้นวัน”

พิมมาลาฝืนยิ้มไปมา คิดในใจว่าผู้หญิงนะผู้หญิง พอตัดใจได้ตนก็เป็นหมาเลย...แล้วแกล้งสัพยอกว่า

“แหม...พี่ข่าย พอมีดลแล้ว เพรียวก็เลยเลวไปเลยนะคะ”

“ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ดลเค้าก็ดี คบกับเค้าทำให้พี่รู้สึกว่าตัวเองมีค่าขึ้น แต่พี่ก็ยังไม่คิดจะลงเอยกับใครหรอก ยังเข็ดผู้ชายอยู่เลย”

พิมมาลาเงียบไป คิดในใจว่าถ้าข่ายแก้วคิดได้อย่างนั้นจริงตนก็ดีใจด้วย เพราะเธอเสียเวลามามากแล้ว มันก็ควรต้องคิดให้รอบคอบหน่อย

“พี่คงต้องไปแล้วล่ะ ไม่ไปต่อด้วยกันจริงๆเหรอจ๊ะพิม”

“ไม่ล่ะค่ะ พิมอยู่ถึงเที่ยงคืนก็จะกลับแล้ว พี่ข่ายไปเถอะ”

ทันทีที่ข่ายแก้วลุกออกไปแล้ว พิมมาลาเริ่มสอดสายตามองหาสาวๆ ยิ่งเห็นแต่ละนางแต่งตัวเซ็กซี่ก็ยิ่งคึก

“จะไปที่อื่นทำไม  อยู่ที่นี่จนถึงเที่ยงคืนแล้ว

หนีบหมอนข้างไปนอนกอดดีกว่า” ว่าแล้วก็นั่งรอเวลาที่เหลืออีกไม่ถึงชั่วโมงอย่างใจจดใจจ่อ

แต่พอจวนเจียนจะถึงเวลาก็ดันมีมารมาผจญ ทศกรกับศรสิทธิ์โผล่เข้ามาพร้อมๆกัน ทั้งคู่แย่งกันจีบพิมมาลาและเถียงกันไปมาจนน่าปวดหัว พิมมาลารำคาญ และหวาดหวั่นว่าตัวเองจะกลายร่างเป็นเพรียวขึ้นมาต่อหน้าทั้งสองคน จึงรีบหลบออกไปด้านนอก พร้อมกันนี้ก็โวยวายต่อว่ารัมภาที่ปรากฏตัวให้เห็น

พิมมาลาหาว่ารัมภาชักนำสองคนนั้นมารังควานตน และไม่ว่ารัมภาจะพูดอะไรยังไง พิมมาลาก็ไม่ฟัง จะไปหาสถานที่อื่นที่ไม่มีคนรู้จักกลายร่างเป็นเพรียวเมื่อถึงกำหนดเวลา

“แต่ฉันว่านายกลับไปอยู่กับพวกนั้นจะดีกว่านะ”

“ไม่มีทาง แล้วคุณก็ไม่มีสิทธิ์มาบังคับผมด้วย”

“ก็ตามใจ เตือนดีๆไม่ชอบ เดี๋ยวจะรู้สึก”

พิมมาลาไม่สน เดินฉับๆออกไปหน้าผับ ในขณะที่ด้านในศรสิทธิ์กับทศกรก็ยังเถียงกันไม่จบ นานเข้าไม่เห็นพิมมาลากลับเข้ามา สองคนก็แย่งกันตามหา แล้วไปเห็นกับตาว่าพิมมาลาถูกชายสองคนพยายามลากขึ้นรถ พวกเขาวิ่งไปช่วยแต่ก็โดนมันชักปืนออกมาขู่ ก่อนจะหนีหายไปพร้อมพิมมาลาที่โดนมันชกท้องจนหมดทางสู้

ที่แท้ก็เป็นแผนสกปรกของนันท์นั่นเอง นันท์โกรธแค้นพิมมาลามากถึงขนาดจ้างชายสองคนไปจับเธอมาหมายจะให้พวกมันข่มขืนแล้วถ่ายคลิปเอาไว้ประจาน แต่ก่อนอื่นนันท์ให้เธอกราบเท้าเขาก่อน พิมมาลากลัวสุดขีดจึงยอมทำตาม แต่พอพวกมันเผลอนิดเดียวเธอก็ฉวยโอกาสคว้าโทรศัพท์มือถือของนันท์ที่ถ่ายคลิปไว้ตั้งแต่ต้นวิ่งหนีออกไปปีนกำแพง ซึ่งต้องใช้ความพยายามอย่างมาก

ระหว่างนี้เองร่างพิมมาลาได้กลายเป็นเพรียว ลูกน้องสองคนของนันท์วิ่งตามมาเห็นคาตา ตกใจแทบช็อก ร้องกันลั่นว่าผีหลอก เพรียวได้จังหวะเตะต่อยพวกมันจนสลบเหมือด ก่อนหนีออกมาพร้อมหลักฐานสำคัญที่จะเอาผิดนันท์ได้

กลับถึงห้องพักเพรียวรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เสร็จแล้วเขาก็โวยวายรัมภาด้วยความโมโห

“คุณเบี้ยวผม ไหนบอกว่าจะให้ผมเป็นผู้ชายหลังเที่ยงคืนไง แล้วนี่อะไร กว่าผมจะเป็นผู้ชายได้ผมเกือบจะถูกข่มขืนแล้วเห็นมั้ย”

“นายนี่มันขยันหาเรื่องฉันจริงๆเลย จะบอกอะไรให้นะ ทันทีที่นายอยากกลับเป็นชาย นายก็เป็นได้ในพริบตาอยู่แล้ว แต่นายมันงุ่มง่ามงี่เง่าเองต่างหาก แล้วยังมีหน้ามาใส่ความฉันอีก”

“เปลี่ยนได้ในพริบตาแล้วทำไมไม่บอกผมล่ะ คุณรู้มั้ยว่าตอนที่ผมเกือบถูกข่มขืน ผมกลัวมากขนาดไหน ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยทั้งหวาดกลัวทั้งสะอิดสะเอียนพร้อมกันแบบนี้มาก่อนเลย นึกแล้วยังสยองไม่หาย”

“ทีนี้คงเข้าใจหัวอกผู้หญิงที่ถูกผู้ชายย่ำยีดีขึ้นแล้วสินะ ตอนแรกฉันก็กะจะช่วยอยู่แล้ว ไม่ได้ตั้งใจจะให้นายต้องลำบากขนาดนั้นหรอก แต่บังเอิ๊นบังเอิญฉันติดใจลีลากราบเท้าบวกกับท่าโดดข้ามกำแพงของแม่พิมมาลาเข้า ก็เลยว่าจะรอดูอีกนิ๊ดนึง”

เพรียวอยากหักคอรัมภาใจจะขาด พยายามนับหนึ่งถึงร้อยสะกดอารมณ์ “เอาล่ะๆ เรื่องมันผ่านไปแล้ว เดี๋ยวค่อยคิดบัญชีกันทีหลัง แต่ตอนนี้คุณเปลี่ยนผมกลับเป็นพิมมาลาชั่วคราวก่อนได้มั้ย”

“เอ๊ะนายนี่ เอาใจยากซะจริง เดี๋ยวอยากเป็นโน่นเดี๋ยวอยากเป็นนี่ เอ๊ะ หรือว่าติดใจการเป็นผู้หญิงซะแล้ว ฉันบอกแล้วไงว่าวันนึงนายจะชอบ”

“ไม่ใช่ยังงั้น ผมจะโทร.หาคุณศรสิทธิ์กับคุณฟ้างามต่างหาก เรื่องนี้พิมมาลาเป็นคนเสียหายจะให้เพรียวโทร.ไปทำซากอะไรล่ะ”

“โธ่เอ๊ย เรื่องแค่นี้เองไม่เห็นต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเลย” ว่าแล้วนางฟ้ารัมภาก็ตั้งท่าคุยโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงพิมมาลา ทำเอาเพรียวอึ้งไปเลย นึกไม่ถึงว่านางฟ้าจะเลียนเสียงคนอื่นก็ได้ด้วย

“ฮัลโหล คุณสิทธิ์เหรอคะ นี่พิมเองค่ะ...พิมปลอดภัยดีค่ะ แต่กว่าจะเอาตัวรอดมาได้พิมก็เกือบไปเหมือนกันล่ะค่ะ คุณสิทธิ์ต้องช่วยจัดการให้พิมนะคะ”

ศรสิทธิ์ซึ่งเห็นเหตุการณ์ตอนพิมมาลาถูกจับตัวขึ้นรถไปต่อหน้าต่อตา และก่อนหน้านี้เขากับทศกรได้ไปแจ้งความกับตำรวจไว้แล้ว เมื่อพิมมาลาติดต่อมาเขาจึงยินดีให้ความช่วยเหลือเธออย่างเต็มที่

เพียงสายๆวันรุ่งขึ้น ศรสิทธิ์กับลูกเมีย รวมทั้งฟ้างาม น้ำนวลและนันท์ ก็ได้เห็นคลิปที่พิมมาลานำมายืนยันเพื่อเอาเรื่องนันท์ให้ถึงที่สุด ทุกคนตกใจมากไม่คิดว่านันท์จะทำเรื่องเลวทรามได้ถึงขนาดนี้ แต่นันท์ก็ยังเถียงหน้าด้านๆว่าพิมมาลาจัดฉาก

“ลุงสิทธิ์กับอางามอย่าไปหลงเชื่อมันนะ อย่างนี้ต้องไล่มันออกจากบริษัท ไม่อย่างงั้นนังนี่มันก็แบล็กเมล์พวกเราไม่เลิก”

“พี่นันท์ยังกล้าพูดแบบนี้อีกเหรอคะ ดูจากภาพก็รู้แล้วว่าพี่นันท์เป็นคนถ่าย ดีแค่ไหนแล้วที่พี่พิมเค้าไม่เอาไปแจ้งความ ไม่งั้นป่านนี้พี่นันท์ไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้หรอก”

“มึงกล้าขู่กูเหรอ เอาสิวะ ไปแจ้งความเลย กูไม่กลัวหรอกโว้ย” นันท์หยาบคายจนฟ้างามตวาดสวนอย่างรับไม่ได้

“พอได้แล้วนันท์  ถ้ายังขืนไม่หยุดพฤติกรรมแบบนี้  จะมาหาว่าน้าใจร้ายใจดำไม่ได้นะ”

นันท์หน้าเจื่อน  เงียบไปทันทีเพราะฟ้างามเอาจริง

“เรื่องนี้พี่สิทธิ์อยู่ในเหตุการณ์ด้วย พี่สิทธิ์มีความเห็นว่ายังไงคะ”

“พี่ก็ไม่รู้จะว่ายังไงเหมือนกัน คุณล่ะ มีความเห็นว่าไงบ้าง”

ตัวเองเป็นผู้นำแทนที่จะคิดหรือตัดสินใจอะไรบ้าง  ศรสิทธิ์กลับหันไปถามมานิดาทันทีเลย

“ไม่เห็นจะต้องคิดอะไรมากนี่คะ ให้เงินแม่พิมมาลาไปซักก้อนก็สิ้นเรื่อง เรื่องนี้ยังไงก็ต้องเงียบกริบ ขืนเป็นทอล์ก ออฟเดอะทาวน์ขึ้นมา ชื่อเสียงเซนซูยาเละเทะแน่”

“แต่ทำแบบนั้นมันไม่ใช่ทางแก้ปัญหานะคะ” น้ำนวลท้วงขึ้นมา

“ทำไมจะไม่ใช่ยะ” เมลานีสวนทันควัน “กะอีแค่พนักงานตัวเล็กๆคนนึง แล้วมันก็ไม่ได้เสียหายอะไรซะหน่อย เธอจะเอาชื่อเสียงของบริษัทไปเสี่ยงเพื่อช่วยแม่นี่ทำไม นึกว่าตัวเองเป็นผู้รักษาความยุติธรรมรึไงยะ”

นันท์ยิ้มเยาะสะใจที่ตัวเองทำท่าจะรอด น้ำนวลร้อนใจอยากปกป้องพิมมาลาจึงหันไปพูดกับฟ้างาม

“น้างามคะ ถ้าเราเข้าข้างพวกเดียวกันแบบนี้ แล้วต่อไปเราจะปกครองใครได้ ใครจะนับถือเราอีกคะ”

ฟ้างามเห็นด้วยกับหลานสาวแต่ยังไม่พูดอะไรออกมา...คิดหาทางออกเพื่อช่วยทุกฝ่าย

ooooooo

บ่ายนั้น น้ำนวลกับแวนไปพบเพรียวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง น้ำนวลเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เพรียวฟังก่อนปรึกษาหารือเพราะเชื่อมั่นว่าเพรียวฉลาดน่าจะมีคำแนะนำดีๆให้กับเธอ

“คุณน้ำคิดถูกแล้วล่ะครับ ถ้าคุณน้ำทิ้งไปอีกคนเซน–ซูยาโดนรุมทึ้งแน่ รับรองได้ว่าคนเก่งคนดีหนีหมด เหลือแต่ไอ้พวกขี้ประจบวางอำนาจ ภายในไม่กี่ปีได้ขายกิจการทิ้งแน่ๆครับ”

“พี่เพรียวพูดซะเห็นภาพเลย ไม่น่าเชื่อว่าพี่เพรียวจะไม่ได้อยู่เมืองไทย วิเคราะห์ซะยังกะเป็นคนวงในเลยนะคะ”

“ก็ผมทำงานที่เซนซูยามานานนี่ครับ ตื้นลึกหนาบางยังไงผมรู้หมด”

“ไม่ให้น้ำออกมาทำงานกับบริษัทป๋าผม แล้วคุณจะหาทางช่วยน้ำยังไง ไอ้นันท์มันกร่างซะขนาดนั้น ขืนปล่อยทิ้งไว้อย่างนี้ ซักวันมันก็ต้องหาโอกาสทำร้ายน้ำอีกจนได้”

เพรียวมองหน้าแวนพลางก็คิดในใจว่า “ไม่มีปัญญาหาทางออกล่ะซิไอ้ลูกแหง่ คนที่ยังไม่ยอมหย่านมอย่างแกจะมามีไอเดียสู้ฉันได้ยังไง คอยฟังป๋าโชว์กึ๋นให้ดีก็แล้วกันไอ้น้อง” หันไปโชว์ฟอร์มต่อหน้าน้ำนวลเต็มที่ “ช่วงนี้ผมว่าคุณนันท์คงยังไม่กล้าหืออะไรหรอกครับ เพราะคุณพิมมีหลักฐานเก็บเอาไว้ เกิดอะไรขึ้นคราวนี้ใครก็ช่วยคุณนันท์ไม่ได้ ระหว่างนี้เราต้องพยายามซื้อหุ้นของคุณนันท์มาให้ได้ ถ้าเค้าหมดอำนาจในเซนซูยาแล้วทุกอย่างคงดีขึ้น”

“พี่นันท์จะยอมขายเหรอคะ”

“ผมเชื่อว่ายอมแน่ แต่อาจต้องใช้เวลาหน่อย คนอย่างคุณนันท์เห็นแก่เงินจะตายไป ช้าเร็วก็รักษามรดกเอาไว้ไม่อยู่หรอกครับ”

“แต่ถึงพี่นันท์จะยอมขายหุ้น น้ำก็ไม่มีเงินซื้อหรอกค่ะ เงินตั้งเป็นร้อยๆล้านขนาดนั้น”

เพรียวกำลังจะแนะนำน้ำนวลให้เอาเงินจากฟ้างาม แต่โดนแวนชิงตัดหน้าไปเสียก่อน

“เงินแค่นั้นเอง เดี๋ยวแวนบอกป๋าให้ก็ได้ น้ำไม่ต้องกลัวหรอก ถ้าแวนพูดป๋ายอมแน่ ยังไงก็ดีกว่าเสี่ยงให้แวนเอาไปทำธุรกิจก็แล้วกัน ถ้ายังงั้นเจ๊งชัวร์”

“ขอบใจมากนะแวน ได้ยินอย่างนี้น้ำก็ค่อยสบายใจขึ้นหน่อย ถ้าซื้อหุ้นพี่นันท์มาได้ก็ใช้เป็นชื่อแวนก็แล้วกัน”

“ก็สุดแล้วแต่น้ำเถอะ”

น้ำนวลและแวนยิ้มให้กันด้วยความรู้สึกเข้าอกเข้าใจ เพรียวหน้าตาบึ้งตึง ทำปากขมุบขมิบด่าแวนที่แย่งซีนไปเสียได้ ทั้งที่ตนอุตส่าห์โชว์ไอเดียให้น้ำนวลเห็น แล้วเย็นนั้นเพรียวก็กลับมาบ่นให้รัมภาฟังด้วยความเจ็บใจ

“ทำเป็นอวดร่ำอวดรวยโชว์สาว แกไม่ได้เป็นคนหาเงินเองซะหน่อย มีอะไรน่าภาคภูมิใจวะ”

“เก็บอาการหน่อยสิจ๊ะ ใครเค้ามาได้ยินเข้าจะคิดว่านายอิจฉาแวนได้นะ”

“ผมเนี่ยนะอิจฉาไอ้คนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออย่างไอ้แวน คนอย่างผมหล่อก็หล่อกว่า เก่งก็เก่งกว่า แล้วยังไม่ต้องให้ผู้หญิงคอยอุ้มป้อนข้าวด้วย เรื่องอะไรผมจะต้องไปอิจฉามัน”

“เหรอ แต่มีอยู่อย่างนึงนะที่นายสู้แวนเค้าไม่ได้เลยซักกะนิด”

“เรื่องรวยใช่มั้ยล่ะ ผมรู้หรอกน่ะ”

“เปล่า เรื่องรักต่างหาก แวนเค้าเป็นคนซื่อสัตย์

รักใครรักจริง ไม่มีเล่ห์กล คุณทำได้อย่างเค้ารึเปล่าล่ะ”

เพรียวหน้าเจื่อน เรื่องรักเดียวใจเดียวถือเป็นสิ่งที่ตนสู้แวนไม่ได้จริงๆ เลยพาลโวยวายเปลี่ยนเรื่อง

“ไร้สาระ ผมไม่มีเวลามาคุยกับคุณแล้ว ยังไงวันนี้ผมต้องฉลองความเป็นชายของผมให้ได้ เมื่อคืนนี้ก็พลาดมาทีนึงแล้ว”

“ฉลองน่ะได้ แต่อย่าลืมก็แล้วกันว่านายอยู่ในฐานะอะไร” รัมภาเชิดใส่เป็นการทิ้งทาย ก่อนจะหายตัวไปจากตรงนั้น...

ooooooo

ตอนที่ 5

เย็นวันเดียวกัน พิมมาลาเริ่มไถ่บาปต่อข่ายแก้วด้วยการพาเธอไปซื้อเสื้อผ้าและเครื่องประดับ เสร็จแล้วก็พาเข้าร้านเสริมสวย เปลี่ยนทรงผมใหม่ให้ดูสดใสมีชีวิตชีวากระชากวัยกว่าเดิม

“ขอบใจพิมมากนะจ๊ะ พี่รีแลกซ์ขึ้นเยอะเลย”

“พิมจะบอกอะไรให้นะคะพี่ข่าย ผู้หญิงไม่ต้องสวยมากมายหรอกค่ะ แต่ถ้ารู้จักดูแลตัวเอง แต่งเนื้อแต่งตัวให้เป็น มีความมั่นใจ ก็ดูมีเสน่ห์ขึ้นมาเองแหละค่ะ พิมว่าพี่ข่ายน่าจะทำตัวให้สดใสขึ้น ลืมเรื่องเก่าๆไปซะ แล้วเปิดรับสิ่งใหม่ๆเข้ามาในชีวิตดีกว่านะคะ”

“พี่เข้าใจจ้ะ พิมอยากให้พี่เปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อรอวันที่เพรียวเค้ากลับมาใช่มั้ย”

พิมมาลาสะอึกอึ้ง อยากจะบ้าตายกับความคิดของข่ายแก้ว ต่อว่าเธออยู่ในใจ “เข้าใจบ้าอะไรของเธอเนี่ย ฉันให้เธอแต่งตัวสวยๆจะได้มีผู้ชายอื่นเข้ามาจีบ แล้วจะได้เลิกอกหักจากฉันซะที แค่นี้คิดไม่ได้รึไง” แล้วก็สูดหายใจลึก ปั้นยิ้มพยายามใหม่ “ฟังนะคะพี่ข่าย ผู้ชายคนนั้นจะกลับมาหรือไม่มันไม่สำคัญหรอกค่ะ พี่ข่ายมีอะไรดีๆอยู่ในตัวตั้งเยอะ แคร์เค้าทำไม เรามีโอกาสเลือกได้นะคะ”

“พิมจะให้พี่มีแฟนใหม่เหรอ”

“ค่ะ”

“ไม่ได้หรอกจ้ะ พี่ยังไม่ลืมเพรียว แล้วพี่ก็ไม่ใช่คนสวยอย่างพิมด้วย ใครเค้าจะสนใจพี่”

“พี่ข่ายคะ ผู้หญิงไม่ได้เกิดมาเป็นคนสวยได้ทุกคนนะคะ แต่ผู้หญิงทุกคนทำตัวเองให้สวยได้ค่ะ ขนาดตัวพี่ยังไม่มั่นใจในตัวเอง แล้วใครที่ไหนมันจะมองเห็นค่าของพี่ล่ะคะ” พิมมาลาชักสีหน้าอย่างหงุดหงิด เดินนำลิ่วออกจากร้านเสริมสวยไป...

พอตกตอนค่ำกลับถึงห้องพักเจอจอมบงการอย่างรัมภา เพรียวที่ได้สิทธิ์กลับมาอยู่ในร่างเดิมของตัวเองก็ฉุนเฉียวใส่เธอทันที

“ก็ข่ายเค้าไม่ยอมลืมผม จะให้ผมทำยังไง จะให้ไปตีหัวเค้าให้ความจำเสื่อมไปเลยมั้ย คุณเล่นสั่งงานอย่างนี้ ใครมันจะไปทำได้”

“ได้ไม่ได้ก็ต้องทำ ไม่งั้นก็เป็นผู้ชายวันละครึ่งชั่วโมงอย่างนี้ต่อไปเถอะย่ะ”

“ถ้าผมทำให้ข่ายมีแฟนใหม่ได้ ก็ถือว่าเค้าหายอกหักจากผมเหมือนกันแหละ”

“นี่ อย่ามาใช้ลูกไม้เดิมๆนะยะ พอเบื่อแล้วก็ส่งต่อให้ผู้ชายคนอื่น”

“แล้วคุณจะให้ผมทำไงล่ะ เกิดเค้าไม่ยอมลืมผม

ขึ้นมา ผมไม่ต้องกลางวันคะ กลางคืนครับ อยู่แบบนี้ทั้งชาติเหรอ แล้วคุณก็สั่งแค่ให้ผมทำให้เค้าหายอกหักไม่ใช่เหรอ ไม่ได้บอกว่าต้องใช้วิธีไหนนี่”

“เออๆ ไอ้เจ้าเล่ห์ ถือว่าฉันพลาดเองที่ไม่รอบคอบ คราวหน้าไม่มีอย่างงี้แน่”

เพรียวยิ้มผยอง นานๆจะเอาคืนรัมภาได้ซะที แต่เดี๋ยวเดียวรอยยิ้มนั้นพลันเหือดหายกลายเป็นแตกตื่นตกใจ เมื่อโทรศัพท์มือถือพิมมาลาดังขึ้นมา

“เฮ้ย...ซวยแล้ว คุณน้ำโทร.มาหา รีบเปลี่ยนผมกลับเป็นพิมมาลาเร็วๆซิ”

“อะไรกันจ๊ะ ยังเหลือเวลาอีกตั้งสิบกว่านาที วันนี้จะยอมขาดทุนเหรอ”

“เร็วๆน่า คุณอยากให้ความแตกรึไง”

รัมภายิ้มเยาะเย้ยแล้วหายแวบไปทันที เพรียวเจ็บใจพึมพำว่านังจอมมาร ก่อนกดรับโทรศัพท์แกล้งดัดเสียงเป็น ผู้หญิงกะให้เหมือนที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอโดนน้ำนวลทักถามอย่างแปลกใจก็อ้างว่าพี่ไม่ค่อยสบาย แต่ถ้าน้ำนวลมีธุระจะคุยด้วยพี่ก็ยินดี

นัดกันเสร็จก็เป็นเวลาของพิมมาลาพอดี เพรียวคืนร่าง เป็นพิมมาลาออกไปพบน้ำนวลที่กลับมาจากบ้านแวนด้วยความไม่สบายใจ

“รักกับรวย...แหม คุณแวนนี่กล้าพูดนะคะ” พิมมาลาเหยียดปากหมั่นไส้

“ความน่ารักของแวนก็คือเป็นคนตรงไปตรงมาไม่มีเล่ห์เหลี่ยมนี่ล่ะค่ะ แต่คนที่ไม่ซื่อตรงคือตัวน้ำเองต่างหาก”

“ทำไมคะ”

“จริงๆ ที่น้ำยังไม่อยากแต่งงานมันไม่ใช่เพราะงานหรอกค่ะ จะแต่งหรือไม่แต่งชีวิตของน้ำกับแวนก็คงไม่แตกต่างไปจากตอนนี้ซะเท่าไหร่หรอก แต่น้ำก็บอกไม่ถูกเหมือนกันค่ะพี่พิม รู้แต่ว่าน้ำอยากให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆมากกว่า”

พิมมาลารู้ทันทีว่าน้ำนวลกำลังสับสนไม่ได้รักแวนแบบคนรักแต่ยังแยกแยะความรู้สึกไม่ถูก

“ถ้างั้นคุณน้ำลองให้โอกาสตัวเองดูมั้ยล่ะคะ เผื่อจะเจอคนที่ดีกว่าคุณแวนก็ได้”

“จะเจอคนดีกว่าหรือไม่ ไม่สำคัญเท่าเค้ามองเห็นค่าของเรารึเปล่าหรอกค่ะพี่พิม ตอนที่น้ำเจอแวน น้ำรู้สึกเหมือนไม่มีใครต้องการ มีแต่แวนที่มองเห็นค่าของน้ำ แล้วก็สอนให้น้ำรู้จักคิด เพราะอย่างนี้ไงคะ น้ำถึงไม่อยากทำให้แวนเสียใจ”

“ฟังตั้งนาน พี่ยังไม่ได้ยินคำว่ารักหลุดจากปากคุณน้ำซักคำ คุณน้ำไม่ได้รักคุณแวนเหรอคะ”

“น้ำก็ยังตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันค่ะ” ตอบเสร็จก็เดินเลี่ยงไปด้วยสีหน้าวุ่นวายใจ

“แล้วถ้ามีคนสำนึกผิด คุณน้ำจะให้โอกาสเค้าแก้ตัวมั้ยครับ” พิมมาลาพูดพึมพำพลางมองตามน้ำนวลไปอย่างรู้สึกผิดและเสียดายโอกาส

ooooooo

หลังจากเมื่อวานถูกพิมมาลาพาไปเปลี่ยนลุค ใหม่สดใสทันสมัยกว่าเดิม เช้านี้ข่ายแก้วจึงเป็นที่สนใจของใครต่อใคร โดยเฉพาะคนแผนกเดียวกันอย่างดลที่เหมือนจะปิ๊งข่ายแก้วตั้งแต่แรกเห็น เพื่อนๆที่รู้แกวก็เลยยุให้ดลจีบข่ายแก้ว ดลยิ้มมีความหวังแอบพูดเบาๆว่า โชคดีที่พี่เพรียวไม่อยู่ ไม่งั้นตนคงกินแห้วตามระเบียบ
“โอ๊ย พี่เพรียวไม่อยู่ก็ดีแล้วล่ะ แค่เนี้ยเมียใหม่เมียเก่าก็แทบจะชนกันตายคาฝ่ายอยู่แล้ว” นางเสียงดังขึ้นมาจนข่ายแก้วหันมองด้วยความสนใจ

“เพรียวมีแฟนใหม่อยู่ที่นี่เหรอคะ”

“จะเอากี่คนล่ะ พีอาร์ก็ใช่ แม่ดารณีก็อีก ตอนนี้ลาพักร้อน ลาป่วยยาว เลยไม่รู้ลาออกไปรึยัง ล่าสุดก็นังพิมลั้นลา นั่นไง”

“น้องพิมน่ะเหรอคะ”

“จะใครซะอีกล่ะ”

ข่ายแก้วอึ้งสนิท ผิดหวัง พอถูกดลถามว่ารู้จักพี่เพรียวด้วยเหรอ ข่ายแก้วถึงกับตาแดงๆเดินเลี่ยงหนีไปโดยเร็ว นางเลยเดาทันทีว่า

“เมียในสต็อกอีกคนแหงๆ”

ข่ายแก้วโกรธพิมมาลามากเดินหน้าบึ้งตึงตรงไปต่อว่าถึงในห้องพักพนักงานที่พิมมาลากำลังชงกาแฟอยู่

“ทำไมน้องพิมไม่บอกพี่ว่าเป็นแฟนของเพรียว”

พิมมาลาชะงัก นึกในใจว่างานเข้ากูอีกแล้ว...

“ตอนที่พี่เล่าเรื่องเพรียวให้ฟัง เธอคงแอบหัวเราะในใจสินะ เพรียวมีแฟนสะสวยอย่างเธอ เรื่องอะไรจะกลับไปหาผู้หญิงจืดชืดเฉิ่มเชยอย่างพี่”

“ไม่จริงนะคะพี่ข่าย เพรียวกับพิมสนิทกันมาก เหมือนเป็นคนเดียวกันก็ว่าได้ แต่ไม่ใช่แฟนกันอย่างที่คนไม่หวังดีใส่ร้าย พิมชอบพี่ข่าย เห็นใจมากๆเรื่องความรักของพี่กับเพรียว...พิมก็ไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกัน เอาเป็นว่าผู้หญิงอย่างพี่ดีกว่าผู้ชายอย่างเพรียวมาก เพรียวไม่เคยรักใครจริง อย่าไปเสียเวลากับเค้าอีกเลยนะคะ”
“เพรียวรักพี่ รักมากซะด้วย ตอนเราเรียนด้วยกัน เพรียวรักพี่คนเดียว ไม่เคยมีแฟนที่ไหน”

“คนอย่างเพรียวไม่เคยแคร์อะไรเท่าเรื่องเรียน เค้าไม่ต้องการเรียนแค่ผ่าน แต่ต้องเก่งด้วย ถ้าไม่มีพี่ข่ายคอยช่วย คะแนนเค้าก็คงไม่ถึงได้เกียรตินิยมหรอกค่ะ พี่ข่ายจำได้มั้ย งานตั้งหลายชิ้นที่พี่ข่ายออกแบบแก้ไขให้จนเค้าได้เกรด A มาตลอด เขาถึงได้ดีกับพี่ข่ายมากๆ แต่พอเรียนจบเค้าก็ถีบหัวพี่ส่ง ไปมีชีวิตตามแบบที่เค้าต้องการ”

“เพรียวเล่าให้พิมฟังทุกอย่างเลยเหรอ”

“พิมรู้ทุกอย่าง เพราะรู้จักเพรียวดีเท่ากับรู้จักตัวเอง ถ้าจะมีผู้หญิงคนไหนทันเพรียว ก็น่าจะเป็นพิมนี่แหละค่ะ”

“พิมพูดเหมือนไม่ได้รักเพรียวเลย”

“ตอนนี้พิมก็ชักบอกไม่ถูกเหมือนกันค่ะว่าจะรักหรือเกลียดเค้าดี เพรียวไม่ค่อยผูกพันกับผู้หญิงคนไหนนานๆ เลิกเมื่อไหร่ก็ได้ เลิกก็คือเลิก พิมก็แบบเดียวกัน ไม่ผูกพันจะมาเรียกพิมว่าเป็นแฟนของเพรียวไม่ได้เด็ดขาด”

“ก็เธอสวยนี่ คงมีคนชอบเธอหลายคน เธอถึงได้ไม่แคร์ผู้ชายคนเดียว”

“พิมไม่แคร์ใครหน้าไหนทั้งนั้นล่ะค่ะ เรื่องอะไรจะยอมอกหักให้เสียเวลา” พิมมาลาชักหงุดหงิดจะเดินเลี่ยงออกไป แต่ต้องชะงักกับเสียงชมกึ่งแขวะของข่ายแก้ว
“เก่ง...อยากจะทำได้มั่งจัง”

“แค่คิดไม่พอหรอก ต้องเริ่มทำซะเดี๋ยวนี้ ลืมผู้ชายคนนั้นให้ได้ แล้วเปิดรับคนอื่นบ้าง พิมแนะนำพี่ได้เท่านี้แหละ”

พิมมาลาสะบัดพรืดไปแล้ว ข่ายแก้วเงียบลงอย่างใช้ ความคิดพร้อมๆกับถอนใจยาวออกมา ไม่เห็นพิมมาลาที่หลบมุม อยู่หน้าห้อง ชะโงกกลับเข้ามามอง พูดพึมพำอย่างรู้สึกผิด

“ขอโทษนะข่าย ขอให้เธอคิดได้ซะทีเถอะ”

ooooooo

ตอนกลางวัน ข่ายแก้วไปกินข้าวกับดล ข่ายแก้ว ดูซึมปนเซ็งอย่างเห็นได้ชัด ไม่รู้จะคุยอะไรกับดล ก็เลย ถามถึงคุณฟ้างามเจ้าของห้างที่ตั้งแต่ตนมาทำงานยังไม่เคยเห็นเธอซักที

“เห็นเค้าเม้าท์กันว่าพบแสงสว่างทางธรรม ตัดขาดทางโลกไปแล้ว”

“โชคดีเนอะ สงสัยข่ายต้องพึ่งพระธรรมเข้าช่วยมั่งแล้ว”

“ช่วยให้ลืมพี่เพรียวน่ะเหรอครับ ที่จริงมันง่ายมากเลยนะครับ แค่คุณข่ายเปิดใจรับคนอื่นซะบ้าง ผู้ชายในโลกไม่ได้มีแค่พี่เพรียวคนเดียวซะหน่อย”

“พูดเหมือนพิมเลย”

“รายนั้นก็เกินไปครับ หว่านเสน่ห์ไปทั่ว...ถ้าคุณข่ายพร้อมเมื่อไหร่ผมขอสมัครคิวแรกเลยนะครับ”

ข่ายแก้วชะงักเล็กน้อยช้อนตามองดล จังหวะนี้เองเสียงมือถือดลดังขึ้น ปรากฏว่านางโทร.มาตามตัวดลด่วน บอกว่าพ่อแกเรียกประชุมแล้ว

“พ่อ” ที่นางเรียกก็คือนันท์นั่นเอง...นันท์วางอำนาจเหลือเกินต่อหน้าผู้ร่วมประชุมทั้งหลาย โดยมีสองแม่ลูก

มานิดากับเมลานีคอยให้ท้าย

“ฉันบอกแล้วไงน้ำ ว่าอย่าเอาตัวเลขมาอ้าง ถ้ามัวแต่มานั่งคิดว่าคุ้มไม่คุ้มแล้วเมื่อไหร่เราจะได้ไอเดียใหม่ๆ”

“แต่งบที่พี่นันท์ตั้งมันสูงเกินไปนะคะ แค่ตกแต่งแผนกกีฬาชั้นห้ามันไม่ควรจะสูงขนาดนี้ แล้วงานตกแต่ง ออกแบบทั้งหมดมันเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายน้ำ แล้วเรื่องอะไรจะต้องไปจ้างคนนอกมาทำให้ด้วย”

“ก็นันท์เค้าบอกแล้วไงว่าต้องการไอเดียใหม่ๆ ถ้าขืนให้ พวกเธอทำอีก มันก็ซ้ำซากสไตล์เดิมๆ”

“ไอ้คนนอกที่จะเอามาเนี่ย คงเป็นคนของพวกแกอีกล่ะสิ มุกเก่าๆเล่นไม่รู้จักเบื่อซะที” พิมมาลาจ้องไปที่เมลานี อย่างรู้ทัน

ข่ายแก้วเองก็ไม่พอใจ เพราะเธอยังไม่ได้แสดงฝีมือก็จะถูกตัดโอกาสเสียแล้ว “ถ้าอย่างงั้นลองให้ออกแบบแข่งกันดูไหมคะ ดิฉันมั่นใจว่าสามารถออกแบบได้ดี แล้วก็ประหยัดมากกว่าให้บริษัทอื่นทำแน่ๆ”

“เหรอจ๊ะ แต่ฉันฟังไอเดียหลายๆอย่างที่เธอพรีเซนต์มา บอกได้คำเดียวว่าเชยได้อีก ไร้รสนิยมสิ้นดี”

“จริงค่ะคุณแม่ ภาพลักษณ์ห้างเราเสียหายหมด”

ข่ายแก้วหน้าตึงเจ็บใจสองแม่ลูกที่ดูถูก พิมมาลาแอบชำเลืองมองหน้าข่ายแก้ว เข้าใจความรู้สึกคนอีโก้สูง ได้แต่ภาวนาในใจให้ข่ายแก้วกดอีโก้ตัวเองเอาไว้ให้อยู่ แต่นันท์ก็ซ้ำเติมข่ายแก้วขึ้นมาอีก

“ถ้าคุณคิดว่าแน่นัก ก็ออกไปตั้งบริษัทเองซะเลยสิ ถ้าจะทำงานที่นี่ ผมเท่านั้นที่มีสิทธิตัดสินใจว่าจะเอาหรือไม่เอาไอเดียคุณ”

ข่ายแก้วจ้องหน้านันท์เขม็ง นางเห็นท่าไม่ดีรีบไกล่เกลี่ย ให้ใช้วิธีโหวต น้ำนวลเห็นด้วย เพราะทุกครั้งเวลามีเรื่องที่ตกลงกันไม่ได้ก็จะใช้วิธีโหวตตัดสิน ทศกรก็สนับสนุน บอกว่าทะเลาะกันไปก็ไม่จบ

“ไม่จำเป็นต้องโหวตอะไรทั้งนั้นล่ะจ้ะ ตอนนี้คุณฟ้างาม ไม่อยู่ ฉันมีอำนาจตัดสินใจได้ แล้วฉันก็ตัดสินใจแล้วว่า

เห็นด้วยกับนันท์เค้า” มานิดาให้ท้าย นันท์ยิ้มกร่างเต็มที่

“ถ้าอย่างงั้นดิฉันขอลาออกค่ะ อยู่ไปก็เสียดายสมอง ยิ่งถ้างานของดิฉันต้องมาถูกประเมินจากคนที่มีความรู้ความสามารถน้อยกว่าดิฉัน ดิฉันรับไม่ได้” ข่ายแก้วจ้องหน้าสองแม่ลูก แล้วเดินออกจากห้องประชุมไปทันที นันท์ตะโกนไล่หลังด้วยความโมโห

“แกไม่ได้ลาออก แต่ฉันไล่แกออก!!”

“งั้นก็นับรวมผมอีกคนละกัน” ดลลุกพรวด ข่ายแก้วหันกลับมามองดลแวบหนึ่งก่อนก้าวเดินต่อไปอย่างหัวเสีย...

พิมมาลาเป็นห่วงดลเพราะยังไงก็เคยเป็นลูกน้อง ส่วนนางก็ไม่อยากเสียเพื่อนร่วมงานดีๆ จึงกระตุกแขนเตือนสติ

“ผีอากงเข้าสิงแกเหรอไอ้ดล พูดอะไรยังงั้น”

“เราคนทำงานเป็นนะเจ๊ สั่งอะไรงี่เง่าแล้วต้องจำใจ ทำตาม ผมไม่เอาด้วยหรอก” ดลผลุนผลันออกจากห้องไปอีกคน น้ำนวลตกใจรีบลุกตาม มานิดากับเมลานีสะใจหันมายิ้มให้กัน นอกจากจะดึงงานมาได้แล้วยังสร้างปัญหาใหญ่ให้น้ำนวลได้อีก ถือว่าได้ผลเกินคาด

ooooooo

ข่ายแก้วเก็บข้าวของส่วนตัวเสร็จก็ออกจากออฟฟิศ ไปโดยไม่ฟังคำขอร้องของน้ำนวล พิมมาลาสวนเข้ามา เห็นสีหน้าน้ำนวลเคร่งเครียด  แนะนำว่า

“คุณน้ำอย่าเพิ่งเซ็นอุนมัติให้สองคนนี่ลาออกนะคะ ให้ลาหยุดลาป่วยอะไรก็ได้ รอให้พี่ข่ายใจเย็นลงก่อน แล้วค่อยคุยกันอีกที”

“แล้วพี่ดลล่ะคะ”

“โอ๊ย นายนั่นอย่าใส่ใจเลยค่ะ ทำเป็นแน่ โชว์แมน อวดสาว ลองคุณน้ำเอ่ยปากขอไม่ให้ลาออก ยังไม่ทันจบประโยค มันเซย์เยสทันที”

“ถ้าตอนนี้พี่เพรียวอยู่ก็ดีสิคะ พี่เค้าคงมีคำแนะนำดีๆ ให้น้ำแน่ๆ” น้ำนวลเปรยเบาๆ พิมมาลาฉุกคิด อมยิ้มเจ้าเล่ห์ อย่างมีแผนการ

ตกเย็นแวนมารับน้ำนวลไปส่งบ้าน แล้วเขาต้อง เดินทางไปขอนแก่นกับเพื่อนต่อ พอแวนคล้อยหลังไปสักครู่ สาวใช้ก็มาบอกน้ำนวลว่ามีคนชื่อเพรียวโทร.มาหา น้ำนวล ยิ้มกว้างมีความหวังขึ้นมาทันที

เมื่อเพรียวโทร.ติดต่อกลับมาอีกครั้ง น้ำนวลรับสายเขาทันที เพรียวได้ทียิ้มเย้ยรัมภาที่ยืนจ้องเขม็งมองมาอย่างหมั่นไส้

สองฝ่ายทักทายกันเล็กน้อยก่อนที่น้ำนวลจะถามเพรียวว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า

“คือผมกลับมาอยู่กรุงเทพฯแล้ว เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ เดี๋ยวผมจะให้คุณน้ำเอาไว้ เผื่อคุณน้ำมีปัญหาอะไร จะได้ ติดต่อผมได้...คุณน้ำ คุณฟังอยู่รึเปล่าครับ ทำไมเงียบจังเลย”

“น้ำ...คือน้ำมีเรื่องอยากปรึกษา ออกมาเจอกันได้ไหมคะ”

“ได้เลยครับคุณน้ำ ที่ไหน กี่โมง ว่ามาเลยครับ”

นัดหมายเสร็จ เพรียวกดตัดสายแล้วกระโดดโลดเต้นโยกย้ายส่ายสะโพกกวนโทสะรัมภา

“คุณน้ำนัดเดตผมแล้ว...”

“เจ้าเล่ห์นักนะ จริงๆเป็นพิมมาลาก็ช่วยได้ แต่จงใจจะให้เพรียวออกหน้า เพราะอยากจะทำคะแนน กับหนูน้ำล่ะสิ”

“เอาน่า ยังไงผมก็ทำไปเพื่อช่วยลูกสาวคุณอยู่ดีแหละ แล้วอย่าลืมให้โบนัสที่ผมทำความดีนะคุณนางฟ้า ให้ผมอยู่ในร่างสุดหล่อเกินครึ่งชั่วโมงเป็นกรณีพิเศษด้วยนะครับ”

“ย่ะ รีบจัดการแก้ปัญหาให้เรียบร้อยเร็วๆก็แล้วกัน ฉันไม่อยากให้หนูน้ำคิดมาก”

“เรื่องทฤษฎีผมอาจจะสู้ข่ายแก้วไม่ได้ แต่ถ้าเรื่อง ปฏิบัติ...ไม่แน่จริงผมมาไม่ถึงจุดนี้เร็วขนาดนี้หรอกครับ”

ว่าแล้วเพรียวก็เดินไปเสยผมเช็กความหล่อหน้ากระจกอีกที รัมภาเหล่มองตาม ถอนใจแล้วบ่นพึมพำว่า เวรกรรมของหนูน้ำจริงจริ๊ง...

เผชิญหน้ากันในร้านอาหารค่ำนั้น  น้ำนวลต้องการ ปรึกษาเรื่องงาน  แต่ดูเหมือนเพรียวพยายามจะจีบเธออยู่เรื่อย  จนน้ำนวลต้องตัดบท

“คุยงานกันก่อนดีกว่าค่ะ  น้ำไม่สบายใจ”

“โอเคครับ”

“น้ำไม่ได้อยากเป็นศัตรูกับใครหรอกนะคะ  แต่ถ้า ปล่อยให้ทำอะไรกันตามใจชอบ ต่อไปบริษัทก็อยู่ไม่ได้”

“ขอเดาว่าสองแม่ลูกจอมจุ้นนั่นสร้างเรื่องอีกใช่ไหมครับ”      

“ร่วมกับพี่ชายน้ำอีกคน”

“ผมขอแนะนำให้คุณน้ำอยู่เฉยๆอย่างเดียวก็พอครับ”

“คุณจะให้น้ำอยู่เฉยๆ แล้วปล่อยให้เค้าตั้งงบเว่อร์ๆ โกงกันตามใจชอบเหรอคะ”

“ไม่ได้ปล่อยให้โกงครับ  แต่ให้อยู่เฉยๆ  เค้าจะตั้งงบ ยังไงก็เรื่องของเค้า ยิ่งสูงก็ยิ่งดี  เพราะตามกฎของเซนซูยา  ถ้า งบสูงเกินกว่าที่กำหนดไว้ต้องได้รับความเห็นชอบจากคุณฟ้างามก่อน  แค่นี้เราก็ดึงเรื่องไว้ได้แล้ว  พอเอาเข้าที่ประชุมคุณน้ำก็ค่อย เสนอทำเองในราคาที่ถูกกว่า  ข้อเสนอพวกเค้าก็ถูกตีตก ไปเองล่ะครับ”

“ขอบคุณมากค่ะ  น้ำลืมนึกถึงข้อนี้ไปเลย คุณช่วย น้ำกระตุกเชือกจนเงื่อนที่ผูกไว้หลุดหมดเลย  น้ำก็คิดแค่ว่า จะบอกน้างาม แต่ไม่ได้คิดไกลเหมือนคุณ”

“คุณน้ำยังมีประสบการณ์ไม่มากพอน่ะครับ  วันนึง คุณน้ำก็จะแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้เองโดยที่ไม่ต้องพึ่งผม แล้วล่ะครับ”

“ขอบคุณมากค่ะคุณเพรียว”

“เรียกพี่เพรียวเหมือนเมื่อก่อนได้มั้ยครับ  ถือว่าเป็นค่า ให้คำปรึกษาเรื่องนี้ก็แล้วกัน”

น้ำนวลเขินหลบสายตาเล็กน้อย  พลันเสียงโทรศัพท์ มือถือเพรียวดังขึ้น  เสียงเรียกเป็นเพลงโปรดของน้ำนวลซะด้วย 

“เพลงโปรดของคุณน้ำ  ขออนุญาตเอามาเป็น เสียงเรียกเข้านะครับ”

“ยังจำได้อีกเหรอคะ”

“ผมไม่เคยลืมทุกเรื่องที่เราเคยคุยกันเลยครับ”  เพรียวส่งตาหวาน  น้ำนวลแอบปลื้ม อมยิ้มบางๆอย่างขัดเขิน  เพรียวย่ิงได้ใจทำท่าจะรุกคืบ  แต่พอเหลือบตามองเลยไปหน้าร้าน เห็นข่ายแก้วกำลังเดินเข้ามา  เพรียวตกใจรีบผลุบหลบใต้โต๊ะทันที

“อะไรคะ”  น้ำนวลแปลกใจ

“ผูกเชือกรองเท้าครับ...เอ่อ...พี่ต้องไปธุระต่อ  แล้วพี่จะโทร.ไปหานะครับ”

เพรียวก้มๆหลบๆออกไปจากร้าน  น้ำนวลมองตามงงๆ  ฝ่ายเพรียวพอพ้นออกมาหน้าร้านก็บ่นอุบว่าตัวเองรอดหวุดหวิด  แต่ที่ไหนได้  พอเงยหน้าก็เจอข่ายแก้วยืนอยู่ในระยะประชิด

แล้วพริบตานั้น  ข่ายแก้วค่อยๆกลายร่างเป็นรัมภา  รอยย้ิมหยันเต็มใบหน้า  เพรียวเพ่ิงรู้ว่าถูกหลอก  เจ็บใจสุดๆ

“กำลังเข้าได้เข้าเข็มอยู่พอดีเลย  มาขัดจังหวะทำไมฮึ” พูดจบก็จะเดินกลับเข้าไปอีก  แต่โดนรัมภาดึงคอเสื้อซะแทบเซ 

“ตามฉันกลับบ้านเดี๋ยวนี้  ไอ้กะล่อน”      

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น  พิมมาลามาพบข่ายแก้วที่ล็อบบี้ คอนโดฯ  สร้างความประหลาดใจให้ข่ายแก้วเป็น อันมากเพราะเธอไม่เคยบอกใคร  แม้แต่ในใบสมัคร งานก็ไม่ได้ระบุที่นี่  เมื่อเธอถามออกไปว่า มาได้ยังไง  แล้วพิมมาลาตอบว่าเปิดใบสมัครงานของเธอดู  ข่ายแก้วจึงสวนทันที

“พี่ไม่ได้เขียนที่อยู่ที่นี่ไว้นี่คะ  ตอนกรอกใบสมัคร พี่เขียนที่อยู่บ้านใหม่ที่เพิ่งซื้อไว้ต่างหาก”

พิมมาลาหน้าเสีย อึกๆอักๆ แล้วกำปั้นทุบดินไปเลย  “เขียนค่ะเขียน  ไม่งั้นพิมมาไม่ถูกหรอกค่ะพี่ข่าย”

ตอบไปแล้วต้องตกใจอีกรอบ  เมื่อมองไปเห็นรัมภา ในชุดคนทำความสะอาดกำลังถูพื้นมาทางโซฟารับแขก  พิมมาลาแยกเขี้ยวใส่  ขยับปากถามว่ามาทำไม  ข่าย
แก้วเห็น แล้วค่อนข้างงงกับอาการของพิมมาลา

“มีอะไรเหรอจ๊ะพิม”

“เปล่าค่ะ”  พิมมาลาย้ิมเจื่อนเต็มที  รัมภาได้โอกาส หยันซะเลย

“อย่าทำตัวให้มันมีพิรุธนักสิ  ข่ายแก้วเค้าไม่เห็นฉัน  เดี๋ยวเค้าก็นึกว่านายเป็นบ้าหรอก  เอ้า  มีอะไรก็พูดไปสิ  ฉันอยากจะฟังฝีปากคาสโนว่าอย่างนายเต็มทนแล้วว่าจะงัดไม้ไหน มากล่อมข่ายแก้วให้กลับไปทำงานต่อได้”

พิมมาลาข่มอารมณ์เจ็บใจไว้  หันไปฉีกยิ้มให้ข่ายแก้ว  “เข้าเรื่องเลยนะคะพี่ข่าย  พิมพูดตรงๆว่าไม่อยากให้พี่ข่ายลาออก  ยิ่งพี่ออกไปก็ยิ่งเข้าทางคุณนันท์”

“จะให้พี่ทนทำงานกับคนที่ดูถูกพี่ก็ไม่ไหวนะจ๊ะ  เก่งก็ไม่เก่งแถมยังกักขฬะอีก  พี่รับไม่ได้”

“แล้วพี่ไม่อยากเจอกับเพรียวแล้วเหรอคะ  ถ้าพี่ลา ออกไปแล้วเพรียวเกิดกลับมา  พี่กับเค้าก็ไม่ได้เจอกันอีกน่ะสิคะ”

ข่ายแก้วคิดหนัก  ห่วงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน  รัมภาทำที ถูพื้นผ่านไปด้านหลังโซฟา  บ่นให้พิมมาลาได้ยินว่า

“นึกแล้วว่าต้องมาไม้นี้  ผู้ชายนะผู้ชาย...ชิ”

พิมมาลาเหล่มองรัมภา  อยากด่าใจจะขาดแต่ต้องทนไว้  กลับมาอ้อนวอนข่ายแก้วที่ไม่รู้เห็นอะไรเลย

“ตอนนี้พิมกับคุณน้ำก็กำลังช่วยกันแก้ปัญหาอยู่  พี่ข่ายให้เวลาพวกเราซักสองอาทิตย์ได้ไหมคะ  ถ้าไม่มี อะไรดีขึ้นจริงๆ  พี่ข่ายจะออกก็ได้ค่ะ  พิมจะไม่รั้งพี่ข่ายอีกเลย”

ข่ายแก้วหนักใจ แต่เห็นสายตาอ้อนวอนของพิมมาลา แล้วก็ใจอ่อน               

ooooooo

สายวันเดียวกันนี้  น้ำนวลเข้ามาพบศรสิทธิ์ ในห้องทำงาน  ซึ่งมานิดากับเมลานีก็อยู่กับศรสิทธิ์ด้วย  เหมือนสองแม่ลูกรู้ล่วงหน้าว่าน้ำนวลจะมา  และมาด้วยเรื่อง อันใด  จึงมาคอยกันท่าเอาไว้ 

แล้วก็จริงดังคาด  น้ำนวลมาปรึกษาเรื่องงบการตกแต่ง ห้างที่กำลังมีปัญหากับสองแม่ลูกและนันท์อยู่

“เราตกลงกันแล้วว่างานนี้พวกฉันเป็นคนรับผิดชอบ  แล้วแกจะเสนอหน้ามาอีกทำไมน้ำ”

“น้ำไม่ได้เสนอหน้านะเม  แต่ตามระเบียบบริษัท ไม่ว่างานอะไรก็ตามถ้าต้องใช้งบสูงขนาดนี้ต้องได้รับความเห็น ชอบจากน้างามก่อน คุณลุงลองดูสิคะว่าราคาที่เสนอมาเนี่ย มันสูงขนาดไหน”

ศรสิทธิ์รับแฟ้มมาดูแล้วพูดไม่ออก  รู้ว่าลูกเมียคิด จะหาเงินเข้ากระเป๋า  มานิดาหน้าเสียเพ่ิงรู้ตัวว่าพลาด ที่ลืมนึกถึงกติกาข้อนี้  แต่ก็ยังพยายามปั้นย้ิมพูดดีกับน้ำนวล

“หนูน้ำจ๋า  ตอนนี้คุณฟ้างามไปถือศีลที่ไหนก็ไม่รู้  ติดต่อก็ไม่ได้  ถ้าอีกเดือนสองเดือนยังไม่กลับมาจะทำยังไงกัน  หนูจะไม่ให้เราทำงานอะไรกันเลยเพื่อรอคนไม่มีความรับผิดชอบคนเดียวเหรอจ๊ะ”

“คุณแม่พูดถูกที่สุดค่ะ  ทำอย่างนี้บริษัทมันเสียหายนะน้ำ  เอะอะก็เอากฎมาอ้าง  ฉันว่าเธอไม่พอใจที่เสียหน้าต้องโอนงาน ให้บริษัทข้างนอกทำมากกว่ามั้ง”

“ถ้าเมจะคิดอย่างงั้นก็ตามใจ  แต่กฎก็ต้องเป็นกฎ  เว้นแต่เมจะเสนองบให้ต่ำลงมา  ถ้าอย่างงั้นน้ำก็ไม่มีปัญหาอะไร”

“จะบ้ารึไง  ต่ำกว่านั้นจะทำให้เหนื่อยทำไมยะ”

มานิดาตกใจ  ลูกสาวพูดแบบนี้ก็เท่ากับยอมรับว่าโกง  จึงสะกิดเตือนให้รู้ตัว  เมลานีเลยหน้าเสียที่พลั้งปาก  รีบหันไปพึ่งคุณพ่อให้ตัดสิน

“เอาอย่างนี้แล้วกัน  ลุงเห็นด้วยกับเรานะยัยน้ำ  แต่ว่าที่ป้าเค้าพูดก็มีเหตุผลเหมือนกัน  งามเองก็ไม่รู้จะกลับมา เมื่อไหร่  ธุรกิจมันต้องเดินหน้าจะมารอกันไปรอกันมาไม่ได้หรอก  เอาเป็นว่าภายในสามวันถ้าฟ้างามยังไม่กลับมาก็ให้ป้าเค้า ทำไปเลย  มีอะไรลุงคุยกับน้าเราเอง  โอเคมั้ย”

น้ำนวลน่ิงไปอย่างไม่มีทางเลือก  สองแม่ลูกสบตากัน กระหยิ่มยิ้มย่อง  ต่อมาเมื่อพิมมาลาทราบเรื่องจากน้ำนวล เข้าก็พานจะเครียดไปด้วยอีกคน

“สามวัน   ป่านนี้เรายังไม่รู้เลยว่าคุณฟ้างามอยู่ที่ไหน  แล้วแค่สามวันเราจะไปตามตัวเจอได้ยังไง”

“น้ำเองก็หมดปัญญาเหมือนกันค่ะ  เพื่อนน้างาม แต่ละคนก็ไปด้วยกันกับน้างามซะด้วย  เลยไม่รู้จะถามใคร  นึกว่าจะแก้ปัญหาได้แล้วเชียว  ลุงสิทธิ์กลับมาเข้าข้างป้าซะอีก  สงสัยน้ำคงต้องยอมแพ้แล้วล่ะค่ะ”

พิมมาลาทำเป็นเห็นอกเห็นใจฉวยโอกาสแต๊ะอั๋งจับมือน้ำนวลมาแนบอก

“ถ้าคุณน้ำยอมพวกเค้าครั้งนึง ก็คงต้องยอมตลอดไป

ล่ะค่ะ ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครกล้าทำแบบนี้ เพราะคุณฟ้างามเป็นหลักอยู่ แต่อยู่ๆก็เกิดดวงตาเห็นธรรม งานการไม่ทำขึ้นมาซะงั้น ทำบริษัทวุ่นวายซะขนาดนี้มันจะได้บุญมั้ยเนี่ย”

“พี่พิมพูดเหมือนคนเคยรู้จักน้างามมาก่อนอย่างงั้นล่ะค่ะ”

พิมมาลาหน้าเสีย อึกๆอักๆหาข้อแก้ตัวไม่ถูก แต่ก็ยังจับมือน้ำนวลเอาไว้ไม่ยอมปล่อย กระทั่งเหลือบไปเห็นรัมภาในชุดพนักงานของเซนซูยายืนเท้าสะเอวถลึงตาเขียวใส่ นั่นแหละพิมมาลาถึงยอมปล่อยมือน้ำนวล แล้วมองตามมือรัมภาที่ชี้ไปอีกทาง

ดารณีนั่นเอง เธอเดินผ่านไปแล้ว พิมมาลาเอะใจว่ารัมภาต้องการสื่อสารอะไร และกว่าจะเข้าใจว่ารัมภาให้ตามดารณีไปก็เล่นเอาพิมมาลายุกยิกจนน้ำนวลแปลกใจ ถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า

“เปล่าค่ะ พี่ขอตัวก่อนนะคะคุณน้ำ มีอะไรต้องไปทำนิดหน่อย”

พิมมาลารีบเดินเลี่ยงตามดารณีไป ทิ้งให้น้ำนวลนั่งกลุ้มไม่รู้จะไปตามหาฟ้างามที่ไหน...พิมมาลาตามไปทันดารณีตรงหน้าลิฟต์ แล้วทักทายเธอด้วยดี แต่ดารณีกลับมองพิมมาลาด้วยสายตาเย็นชา แถมยังพูดจาไม่ค่อยดี ก่อนจะนึกอะไรได้ ถามพิมมาลาว่าสนิทกับน้ำนวลใช่ไหม  ตนมีเรื่องเกี่ยวกับ

คุณฟ้างามจะบอก ถ้ายังไงฝากเธอไปบอกน้ำนวลด้วย เผื่อน้ำนวลจะได้เตือนคุณฟ้างามไว้บ้าง

พิมมาลาชะงักด้วยความสนใจ รู้แล้วว่ารัมภาให้ตามดารณีมาเพราะเหตุใด

“เรื่องอะไรเหรอ”

“ช่วงที่ผ่านมาฉันเครียดมาก มีคนแนะนำให้ฉันลองไปปฏิบัติธรรมดู ใจจะได้สงบขึ้น ฉันก็เลยลองไปที่สำนักปฏิบัติธรรมของอาจารย์ทวิชา”

ที่สำนักปฏิบัติธรรมนั่นเอง ดารณีได้เจอฟ้างาม และต่อมาเธอก็แอบรู้เห็นว่าฟ้างามถูกทวิชาโน้มน้าวหลอกลวงจนยอมยกที่ดินมูลค่าหลายสิบล้านของตนที่ติดกับสำนักปฏิบัติธรรมของทวิชาให้ขยายออกไปเพื่อประโยชน์ต่อผู้คนที่ฝักใฝ่ธรรมะ แต่ความจริงแล้วเบื้องหลังของทวิชาไม่ใช่คนดีถือศีลจริงจังอย่างที่เห็น ลับหลังโดยเฉพาะตอนกลางคืนมักจะมีสาวๆเข้ามานอนกับทวิชาที่บ้านพักแทบทุกคืน ซึ่งเรื่องนี้ดารณีแอบเห็นกับตาตัวเอง

“ขนาดหลบไปหาความสงบแล้วยังเจอดีเข้าจนได้ ทุเรศจริงๆ ไอ้พวกมือถือสากปากถือศีล ฉันจะหาผู้ชายดีๆได้จากที่ไหนเนี่ย” ดารณีสรุปอย่างอารมณ์เสีย

“แหม...มันก็ต้องมีมั่งแหละ” พิมมาลาพูดอ้อมแอ้ม

“เหรอ งั้นฉันคงซวยเจอแต่ผู้ชายเลวๆ เฮงซวย”

โดนด่าต่อหน้า พิมมาลาถึงผงะ ยิ้มแหยๆอย่างร้อนตัว แต่พอได้ยินดารณีบอกว่าจะประชดชีวิตด้วยการเป็นทอมให้

รู้แล้วรู้รอด พิมมาลาก็อมยิ้มทะลึ่ง จินตนาการเตลิดเปิดเปิง

“ยิ้มอะไร” ดารณีตวาดแว้ดจนพิมมาลาตกใจรีบวกกลับมาเรื่องเดิม

“แล้วดาบอกเรื่องนี้ให้คุณฟ้างามรู้รึยังจ๊ะ”

“ใครจะกล้าบอกล่ะ บริจาคที่เป็นสิบๆล้านซะขนาดนั้น ขืนฉันบอกก็โดนไล่ออกเท่านั้นเอง คุณฟ้างามไม่เชื่อพนักงานตัวเล็กๆอย่างฉันหรอก ยังไงเธอก็หาทางบอกคุณน้ำหน่อยละกัน น้าหลานกันยังไงเค้าก็คงฟังกันมากกว่า”

ทิ้งท้ายฝากเอาไว้แล้วดารณีก็เดินเข้าลิฟต์ไป พร้อมๆกับรัมภาปรากฏตัวที่ด้านหลังพิมมาลา

“รู้แล้วสินะว่าฟ้างามหายไปไหน”

“ตกลงคุณฟ้างามถูกหลอกจริงๆเหรอ”

“ดารณีจะมาหลอกนายไปเพื่ออะไรล่ะ...เวรกรรม หากินกับศรัทธาของคน”

“ขนาดทรัพย์สินเป็นสิบๆล้านยังบริจาคได้หน้าตาเฉย สงสัยเรื่องกลับมาทำงานคงยาก เซนซูยาจะโดนสูบเลือดจนเจ๊งมั้ยเนี่ย”

“ฉันชี้ช่องทางให้ขนาดนี้แล้วคงไม่ต้องให้บอกอีกนะว่านายควรทำอะไรต่อ สมองน่ะหัดคิดเรื่องเหนือสะดือให้เป็นประโยชน์ซะมั่ง” รัมภาไม่พูดเปล่า เอามือดันหน้าผากพิมมาลาจนหงายไป

ooooooo

ทันทีที่ทราบเรื่องของคุณน้าจากพิมมาลา น้ำ-นวลก็รีบชวนพิมมาลาเดินทางไปยังสำนักปฏิบัติธรรมของอาจารย์ทวิชาที่โอ่อ่าหรูหรา

“ลองใหญ่โตขนาดนี้ แสดงว่าต้องมีพวกเศรษฐีไฮโซแบ็กอัพเพียบ คุณน้ำต้องหาจังหวะดีๆพูดกับคุณฟ้างามนะคะ อย่าบู่มบ่าม ไม่งั้นฝ่ายที่เสียจะเป็นเรา”

“น้ำทราบค่ะพี่พิม น้ำเห็นน้างามสนใจปฏิบัติธรรมมาได้ซักพักแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าจะโดนหลอก”

“ไอ้พวกสิบแปดมงกุฎมันเก่งค่ะคุณน้ำ คนพวกเนี้ยมันมารศาสนา ทำให้สำนักปฏิบัติธรรมดีๆต้องเสื่อมเสียไปด้วย”

“สวัสดีครับ มาพบคุณฟ้างามเหรอครับ” เสียงทวิชาดังมาก่อนตัว สองสาวหันมองแล้วยกมือไหว้ตามมารยาทเมื่อเขาเดินใกล้เข้ามา

“ถ้าอาจารย์จำไม่ผิด เราเคยเจอกันมาแล้วครั้งนึงใช่มั้ย”

“ใช่ค่ะอาจารย์ขา...อาจารย์ความจำดีจังเลยนะคะ”

พิมมาลาจีบปากเสียงอ่อนเสียงหวาน

“พี่ที่ออฟฟิศของฉันเองค่ะ” น้ำนวลแนะนำ เพราะครั้งก่อนเจอกันที่บ้านฟ้างามยังไม่เคยพูดคุย เพียงแค่ส่งยิ้มให้กันไปมา

ทวิชาพยักหน้ารับช้าๆ มองพิมมาลาอย่างพึงใจ แล้วก็ออกลายโดยไม่รู้ตัวว่าผู้มาเยือนสองคนนี้เขาเห็นไส้เห็นพุงแกหมดแล้ว

“อาจารย์รู้สึกถูกชะตากับคุณยังไงบอกไม่ถูกนะ ถ้ายังไงขอมือให้อาจารย์หน่อยได้มั้ย”

พิมมาลาสบตากับน้ำนวลเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือไปตรงหน้าทวิชา พลางนึกในใจว่า

“นั่นไง หลอกแต๊ะอั๋งง่ายๆเลยเหรอวะไอ้อาจารย์กำมะลอ ...เฮ้ยๆ มึงจะลูบอะไรนักหนาวะ ขนลุกขึ้นหัวแล้ว”

ทวิชาหลับตาลูบไล้ฝ่ามือพิมมาลา แล้วทำนายว่า “คุณนี่มีเนื้อนาบุญมากเลยนะ อาจารย์ไม่เคยเจอใครมีวาสนาอย่างคุณเลย เสียดายที่มีกรรมเก่ามาบดบัง”

“ฮึ พอป้อยอเสร็จก็อ้างกรรมเก่าเลยนะ ต่อไปก็สะเดาะเคราะห์ล่ะสิ ง่ายไปหน่อยมั้ย แค่นี้ไม่ได้กินฉันหรอก” พิมมาลาบอกกับตัวเองอยู่ในใจ...แล้วก็เป็นไปตามนั้นจริงๆ

“ถ้าคุณมีเวลาก็ควรจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรบ้างนะ ถ้ายังไงมานั่งสมาธิที่นี่กับอาจารย์ก็ได้”

พิมมาลาอยากจะตบเข้าสักฉาดแต่ก็ทำไม่ได้ จังหวะนี้เองฟ้างามเดินขึ้นเรือนมาพอดี สองน้าหลานเห็นกันก็โผเข้าหาด้วยความดีใจ พอน้าถามหลานว่ามาได้ยังไง ทวิชาจึงเปิดโอกาสอย่างเจ้าบ้านที่ดี

“คงมีเรื่องต้องคุยกันส่วนตัว งั้นอาจารย์ขอตัวไปศึกษาพระธรรมคำสอนต่อก่อนนะ”

ทวิชาเดินเลี่ยงไปด้วยอาการสงบนิ่ง พิมมาลาเหล่มองตามหมั่นไส้ พูดพึมพำเบาๆอย่างไม่เชื่อ

“ให้มันจริงเถอะ”

ส่วนสองน้าหลานมัวแต่ทักทายกันด้วยความคิดถึง ฟ้างามถามน้ำนวลรู้ได้ยังไงว่าน้าอยู่ที่นี่   น้ำนวลหน้าเคร่งขึ้นมาทันที

“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะค่ะน้างาม ตอนนี้ที่บริษัทเกิดเรื่องวุ่นวายอีกแล้วนะคะ”

“คุณฟ้างามน่าจะกลับไปพร้อมกับพวกเราเลยนะคะ ก่อนปัญหาจะบานปลายไปมากกว่านี้”

แล้วเย็นนั้นเอง  ฟ้างามก็กลับไปพร้อมน้ำนวลและพิมมาลา พอรู้รายละเอียดว่าอะไรเป็นอะไร ฟ้างามก็วิ่งโร่ไปเฉ่งพี่ชายถึงบ้าน ซึ่งสองแม่ลูกและนันท์ตัวต้นเหตุก็อยู่ด้วย

“อย่ามาฉวยโอกาสตอนฉันไม่อยู่แล้วมุบมิบทำเรื่องแบบนี้อีกนะ มีอย่างที่ไหน แพงกว่าทำเองตั้งสี่ห้าเท่าก็ยังจะดันทุรังไปจ้างที่อื่น เห็นสมองฉันมีเอาไว้กั้นหูรึไง”

ศรสิทธิ์หน้าเสีย กลัวน้องมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เลยไม่กล้าหืออือ ในขณะที่มานิดาโมโหแต่คุมอารมณ์ไว้ ส่วนเมลานีกับนันท์สีหน้าบ่งบอกว่าไม่พอใจ

“ฉันก็เห็นว่าเธอกำลังซาบซึ้งในรสพระธรรมก็เลยไม่อยากจะกวน” มานิดาอ้างหน้าตาเฉย ก็เลยโดนฟ้างามตอกหน้าซะซีดไป

“หรือไม่อยากให้รู้กันแน่”

“แหม...คุณอาคะ เราออกแบบเองทีไรมันก็เหมือนเดิมทุกครั้ง แล้วยังงี้เมื่อไหร่ห้างเราถึงจะมีอะไรแปลกใหม่ฉีกแนวกะเค้าบ้าง เดี๋ยวคนเค้าก็นึกว่าเป็นห้างแอนธีคมีไว้ให้คนแก่เดินหรอกค่ะ”

ฟ้างามหางตามองเมลานีอย่างไม่พอใจ ฝ่ายนันท์พาลโกรธน้องสาวก็เลยเสียงแข็งขึ้นมา

“นี่น้างามคงไปโดนน้ำยุแยงมาอีกล่ะสิ น้าควรจะฟังเหตุผลบ้างนะครับ ไม่ใช่หลงเชื่อแต่เด็กสอพลอ”

“อย่ามาก้าวร้าวกับน้านะนันท์ น้าอาบน้ำร้อนมาก่อนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ถ้าอยากจะได้ไอเดียใหม่ๆกันมากนักก็ใช้เงินตัวเองสิ แต่ฝ่ายการเงินของน้าจะไม่อนุมัติเงินให้แม้แต่บาทเดียว งานนี้เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายน้ำนวล และฉันต้องการให้เป็นยังงั้น คนอื่นไม่ควรมาก้าวก่าย...พี่สิทธิ์โอเคไหมคะ”

“พี่เห็นด้วย ทุกอย่างก็แล้วแต่งามเถอะจ้ะ” ศรสิทธิ์เอาตัวรอดทันที

“ได้ยินแล้วนะ หวังว่าครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้าย ถ้ายังมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกฉันจะเรียกประชุมผู้ถือหุ้น เพราะคงต้องมีการผ่าตัดยกเครื่องบริษัทกันใหม่ คงมีหลายคนอาจจะไม่ได้สุขสบายเหมือนเดิม” ว่าแล้วฟ้างามก็สะบัดหน้าเดินออกจากบ้านไปอย่างไม่สบอารมณ์

“แม่คะ จะปล่อยให้อางามหักหน้าเราอย่างนี้ไม่ได้นะคะ” เมลานีโวยวายทันทีที่ฟ้างามคล้อยหลัง...มานิดาเหล่สามีก่อนแขวะขึ้นมาอย่างหมั่นไส้

“แม่มันคนนอก ขนาดแชร์แมนของบริษัทเค้ายังไม่กล้าหือเลย แล้วเห็บหอยอย่างแม่จะทำอะไรได้”

ศรสิทธิ์ไม่พอใจที่ถูกเหน็บลุกหนีไปอย่างหงุดหงิด แต่เมลานีหงุดหงิดยิ่งกว่า กระแทกเท้าปึงปังขัดใจที่อะไรๆก็ไม่ได้อย่างใจซักอย่าง ในขณะที่นันท์ขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจน้ำนวล

ooooooo

ค่ำนั้นเอง เพรียวเดินเต๊ะท่านายแบบเข้ามาในห้องอย่างอารมณ์ดีสุดๆ แต่ทันใดรัมภาก็พ่นฉีดควันฆ่าเชื้อโรคใส่จนเพรียวสำลักไอค่อกแค่กพร้อมกับโดดหนี

“โอ๊ย ฉีดอะไรใส่ฉัน เหม็นจะตายอยู่แล้ว อะไรเนี่ยรัมภา เล่นบ้าอะไรของคุณ”

“ฉันไม่ได้เล่น นายไปสถานที่สกปรกมา กลัวเอาเชื้อโรคมาติดฉัน ต้องป้องกันไว้ก่อน”

“สกปรกอะไร ผมก็อยู่ของผมเฉยๆ”

“แค่ไปเหยียบก็แปดเปื้อนแล้ว รู้มั้ยว่านายนั่นเล่นของต่ำของสกปรกเต็มไปหมด พูดแล้วสะอิดสะเอียน”

“ผมกำลังอารมณ์ดีๆอยู่ อย่ามาหาเรื่องหน่อยเลย”

“อารมณ์ดีที่ช่วยแก้ปัญหาให้หนูน้ำได้น่ะเหรอ ช่วยคนอื่นได้ อย่าลืมปัญหาของตัวเองก็แล้วกัน”

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ จบเรื่องนี้ไปได้ข่ายแก้วก็ไม่ต้องออก แล้วผมก็มั่นใจว่าหาแฟนใหม่ให้ข่ายแก้วได้ไม่ยาก”

เพรียวยิ้มยักคิ้วให้รัมภา ก็เลยได้ของแข็งตอบกลับมาเป็นอุปกรณ์ฆ่าเสื้อโรคที่รัมภาโยนใส่ด้วยความหมั่นไส้...

เช้าวันใหม่ที่บ้านฟ้างาม น้ำนวลตั้งใจจะคุยกับฟ้างามเรื่องทวิชา แต่พอเปิดประตูห้องคุณน้าเข้ามาหญิงสาวก็ชะงักกึก เมื่อเห็นคุณน้ากำลังเก็บหมอนและผ้าห่มที่วางอยู่บนพื้น

“น้างามทำอะไรคะ”

“น้าถือศีลแปด ไม่นอนบนเตียงน่ะจ้ะ น้าก็เลยลงมานอนกับพื้นแทน น้ำมีอะไรรึเปล่า”

น้ำนวลอึ้งไปเลย ที่จะพูดเรื่องทวิชา พอเห็นอย่างนี้ก็เลยไม่ค่อยกล้า เดินเข้ามานั่งพับเพียบเลียบเคียงว่า

“คือ...น้ำจะพูดเรื่องที่น้างามไปปฏิบัติธรรมกับอาจารย์ทวิชาน่ะค่ะ”

“หนูคงตำหนิน้า ที่น้าหายไปจนเกิดเรื่องขึ้นที่บริษัทใช่ไหมจ๊ะ”

“น้ำไม่กล้าตำหนิน้างามหรอกค่ะ”

“ไม่เป็นไรจ้ะ เรื่องนี้น้าก็ผิดจริงๆ เป็นอย่างที่อาจารย์ทวิชาว่าไว้ไม่มีผิดเลย หน้าที่การงานมันก็เหมือนห่วงผูกคอ ตราบใดที่เรายังจับปลาสองมืออยู่อย่างนี้ไม่มีทางที่จะพบความสุขที่แท้จริงได้หรอก มีแต่จะทำให้แย่ลงไปทั้งสองทางมากกว่า”

น้ำนวลอึ้งย่ิงกว่าเดิม  ไม่คิดว่าน้าจะหลงเชื่อทวิชาขนาดนี้  จนรู้สึกว่ายังไม่ควรพูด  ได้แต่ฝืนยิ้มไปมา...พอน้ำนวลไปเล่า ให้แวนฟัง  แวนก็หัวเราะขำขันราวกับฟังเรื่องตลก

“หัวเราะอะไรน่ะแวน  นี่น้าของน้ำนะ”

“ก็มันตลกนี่น้ำ  หญิงมั่น  ทำงานเก่ง  คนกลัวกันไปทั่ว จะบรรลุธรรมเตลิดเปิดเปิงได้ขนาดนี้”

“ถ้าถือศีลปฏิบัติธรรมจริงๆ ก็ไม่เป็นไรหรอก แต่นี่ โดนพวกสิบแปดมงกุฎหลอกเอาน่ะสิ”

“แต่น้างามเค้าไม่เชื่อ  แล้วเราก็ไม่มีหลักฐานมายืนยัน ซะด้วย  แวนก็สงสัยนะว่าคำพูดของพนักงานคนนั้นเชื่อถือได้ แค่ไหน  ขืนพูดไปน้ำนั่นแหละที่จะซวยเอง  เล่นกับความเชื่อ ของคนนี่พูดยากนะน้ำ”

น้ำนวลตะลึง  คิดไม่ถึงว่าแวนจะพูดดีมีสาระขนาดนี้ 

“ทำไมมองหน้าแวนอย่างงี้ล่ะ”

“แวนให้คำแนะนำดีๆกับน้ำแบบนี้เป็นด้วยเหรอ”

“อ้าว...”  แวนเจ็บใจปนมันเขี้ยว  จี้เอวน้ำนวลทันที  “นี่แนะ  ชอบไร้สาระแบบนี้มากกว่าใช่มั้ยล่ะ”

น้ำนวลบ้าจี้หัวเราะคิกคัก  แวนเลยสนุกใหญ่  ย่ิงแกล้ง จนน้ำนวลต้องว่ิงหนีไปขึ้นรถ

ooooooo

ตอนที่ 4

รัมภาใช่แค่กลั่นแกล้งเพรียวให้หวาดเสียว แต่เธอยังถ่ายรูปเพรียวแต่งหญิงนั่งยองๆบนชักโครกเอาไว้ด้วย พอเจ้าตัวมาเห็นถึงกับโวยวายเจ็บแค้นใจ แต่รัมภาก็ยกเหตุผลขึ้นมาเถียงได้ตลอด แถมยังข่มขู่ด้วยว่า

“ยังไม่สำนึกอีกนะ อยากจะกลับไปหาพ่อรึเปล่า”

“คุณยอมให้ผมไปหาพ่อในร่างเพรียวแล้วเหรอ”

“ใช่ แต่นายต้องช่วยงานฉันเรื่องนึงก่อน แล้วก็ห้ามทำพลาดด้วย”

งานที่ว่าก็คือ พิมมาลาต้องช่วยไปช่วยน้ำนวลกับแวนที่ถูกเมลานีหลอกไปมอมยาในงานปาร์ตี้ฉลอง เปิดร้านอาหารของเธอ เมลานีต้องการให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ร้าว ฉาน  ตั้งใจจัดฉากให้ตัวเองนอนบนเตียงเดียวกับแวนแล้วให้น้ำนวลตื่นมาเห็นแต่แผนของเมลานีต้องล้มกลางคันเพราะพิมมาลาตามไปช่วยน้ำนวลกับแวนได้ทัน โดยมีรัมภา คอยบงการฝ่ายเมลานีนั้นงงเป็นไก่ตาแตกเพราะไม่รู้ไม่เห็นว่าใครมาช่วยสองคนนั้นไป

แบกน้ำนวลและแวนที่ถูกมอมยาไม่รู้สติหนีออกมาได้แล้ว พิมมาลาเอาทั้งคู่ใส่รถของแวนแล้วขับไปส่งที่บ้านฟ้างาม แต่ไม่ทันจะพาทั้งคู่ลงจากรถ เห็นน้ำนวลหลับพริ้ม พิมมาลาอดใจไม่ไหวจะขโมยหอมแก้มน้ำนวล ฉับพลันน้ำนวลก็ลืมตาตื่นขึ้นมา พิมมาลาเลยต้องกระเด้งตัวหนีออกมาโดยอัตโนมัติ

“พี่พิม...พี่พิมมาอยู่นี่ได้ยังไงคะ เอ๊ะ นี่มันรถของแวนนี่” น้ำนวลแปลกใจ หันมองไปเบาะหลังเห็นแวนนอน หลับสนิท รีบปลุกจนเขางัวเงียตื่นขึ้นมาถามว่าเช้าแล้วเหรอ?

“ยังไม่เช้าหรอกค่ะ แต่ถ้าพี่ขืนไปเจอพวกคุณตอนเช้าล่ะก็ มีหวัง...” พิมมาลาทิ้งค้างไว้แค่นั้น น้ำนวลสีหน้างงๆ อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนแวนก็พยายามลำดับเหตุการณ์ว่าเราไปกินอาหารที่ร้านเมลานีแล้วมาอยู่ที่ นี่ได้ยังไง

พิมมาลาทั้งเหนื่อยทั้งเซ็ง บอกทั้งคู่ให้อยู่ในความสงบก่อน เรื่องมันยาว เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

ooooooo

กว่าจะเสร็จเรื่องก็เหนื่อยหอบกลับที่พัก แล้วยังต้องมามีปากเสียงกับรัมภาให้หงุดหงิดซ้ำอีก ทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

“ดูแล้วผมไม่น่าช่วยเลยจริงๆ ถ้าปล่อยให้คุณน้ำตื่นขึ้นมาเห็นเจ้าแวนกับคุณเมบนเตียง ป่านนี้มีหวังเลิกกันไปแล้ว”

“หัดมีน้ำใจนักกีฬาหน่อยสิยะ สู้แวนเค้าไม่ได้ก็เลยคิดจะยืมมือคนอื่นล่ะสิ”

“ใครกันแน่ยืมมือคนอื่น”

“ถึงหนูน้ำเค้าจะเลิกกับแวนจริง เค้าก็ไม่คว้าผู้ชายโหลยโท่ยจอมฉวยโอกาสอย่างนายมาเป็นแฟนหรอกย่ะ”

“ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้เลยนะรัมภา คนอย่างผมเนี่ยนะจะสู้ไอ้สมองกลวงนั่นไม่ได้ โธ่  ถ้าเป็นผู้ชายกับผู้ชายแฟร์ๆ

ล่ะก็ ผมเขี่ยมันกระเด็นไปแล้ว”

“เชอะ” รัมภาเหยียดปากหมั่นไส้

“นี่คุณนางฟ้าที่เคารพรัก วันนี้วันเสาร์แล้วนะ ไหนคุณสัญญาว่าถ้าผมช่วยงานคุณคราวนี้สำเร็จ คุณจะให้ผมเป็นผู้ชายทุกวันเสาร์อาทิตย์ไง”

“เฉพาะเสาร์อาทิตย์นี้เท่านั้นย่ะ ไม่ใช่ทุกอาทิตย์ อย่ามาทำเนียน”

“นั่นแหละๆ สรุปว่าผมเป็นผู้ชายได้รึยัง ผมจะได้ไปหาพ่อแม่ผมซะที”

รัมภาเหยียดยิ้ม หนักใจอยู่เหมือนกันที่จะต้องแก้ไขพฤติกรรมนายคนนี้

ooooooo

เมื่อได้รับอิสระเสรีจากรัมภากลับมาอยู่ในร่างตนเอง เพรียวรีบมุ่งหน้าไปหาพ่อแม่ที่อุทัยธานี ดูแลเอาใจพ่อที่เพิ่งหายป่วยเป็นอย่างดี แถมยังมีเสื้อผ้าข้าวของมาฝากพี่สาวและหลานๆด้วย ทั้งที่แต่ไหนแต่ไรเพรียวไม่เคยซื้ออะไรมาฝาก

ขณะเดียวกันนั้นที่ออฟฟิศเซนซูยา เมลานีกำลังหน้าหงิกหงุดหงิดที่แผนการเมื่อคืนล้มเหลว มานิดาจึงทั้งโอ๋ทั้งปลอบลูกสาวสุดรักว่าโอกาสหน้ายังมี อย่ามู้ดดี้ไปเลย เดี๋ยวตีนกาจะขึ้นก่อนวัยอันควร

มานิดาเดินนำหน้าลูกสาวมาเปิดประตูห้องทำงาน แล้วต้องชะงักกึกเมื่อเห็นนันท์นั่งอ่านแฟ้มเอกสารอยู่ที่โต๊ะทำงานของตน

“สวัสดีครับป้า ตั้งแต่ผมกลับมายังไม่มีโอกาสได้เจอกันเลย”

“นึกว่าใคร ขยันจังนะจ๊ะ วันเสาร์แท้ๆ ยังอุตส่าห์มาทำงานอีก”

“ห้างไม่มีวันหยุดนี่ครับ”

“จำห้องทำงานผิดรึเปล่าคะ” เมลานีจิกตามองนันท์อย่างไม่ชอบหน้า

“ไม่ผิดหรอก ฉันจงใจมาห้องนี้โดยเฉพาะเลย บังเอิญฉันเจออะไรแปลกๆเกี่ยวกับงานโอทอปของห้างเรา ฉันก็เลยเข้ามาหาข้อมูลนิดๆหน่อยๆ งานนี้คุณป้าช่วยชาวบ้านจนอิ่มแปล้เลยนะครับ”

เมลานีปรี๊ดทันทีด้วยความโมโหที่โดนจับโกงได้ “พูดอะไรของแก เคลียร์ๆหน่อย”

“ไม่เอาจ้ะน้องเม” ปรามลูกสาวแล้วหันไปพูดกับนันท์อย่างรู้ทันเช่นกัน “เธอก็เป็นงานเร็วดีนี่ ก็เห็นอิ่มหมีพีมันไม่แพ้กันนี่นา ทำไมจ๊ะ ฟันใต้โต๊ะล่วงหน้าแล้วหาบูธให้ลงไม่ได้รึไง”

นันท์หน้าซีดเผือด  ไม่คิดว่ามานิดาจะหูตาเป็นสับปะรด รู้ลึกรู้จริงว่าตนกำลังคดโกงบริษัทเหมือนกัน...

เมื่อไก่เห็นตีนงู แล้วงูก็เห็นนมไก่...สองฝ่ายจึงพากันออกไปตกลงเรื่องผลประโยชน์กันนอกออฟฟิศ

“ป้าว่าเรามาจับมือกันดีกว่า  ไหนๆก็อุดมการณ์เดียวกันแล้ว เซนซูยาไม่ได้มีแค่งานนี้งานเดียว ปีๆนึงมีงานแฟร์เยอะแยะ งานอีเวนต์อีกไม่เว้นแต่ละวัน ถ้าเราไม่ขัดขากันเองซะก่อนมีช่องทางให้เมกมันนี่ได้ทั้งปี”

“ยิ่งตอนนี้อางามกำลังบ้าถือศีลกินเจอยู่ด้วย ไม่มีใครมาคอยตรวจสอบเหมือนเมื่อก่อน ไม่ทำตอนนี้แล้วจะทำตอนไหน เธอคิดดูให้ดีๆละกันนันท์ คนเดียวหัวหายนะ”

สองแม่ลูกช่วยกันโน้มน้าว นันท์นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบรับด้วยความเจ้าเล่ห์

“ก็ได้ งั้นนับแต่นี้ไปเราเป็นหุ้นส่วนกัน 60-40”

“เรื่องอะไร เธอคนเดียว ฉันตั้งสองคน 50-50” เมลานีสวนเสียงแข็ง

นันท์ไม่พอใจเถียงว่า เธอสองคนแม่ลูกกัน แล้วก็ยืนยันตามเดิมว่า 60-40 แต่เมลานีก็ยังไม่ยอม จะแบ่งครึ่งให้ได้ มานิดาเห็นท่าทีนันท์แข็งโป๊กและพร้อมจะมีเรื่อง จึงด่วนตัดบท


“เอาล่ะๆ งั้น 55-45”

“ตกลงครับ” นันท์ยื่นมือเช็กแฮนด์กับมานิดาทันที เมลานีจ้องนันท์ตาเขียวปั้ดอย่างเจ็บใจ
ooooooo

เพรียวยังขลุกอยู่กับพ่อแม่ที่บ้าน กระทั่งบ่ายรู้ว่ามีคนจากเซนซูยามาติดต่อซื้อผ้าจากโรงงานพ่อแม่ตน เพรียวแปลกใจว่าใคร หรือว่าจะเป็นทศกร

ที่แท้ก็คือน้ำนวลที่มากับแวนนั่นเอง เพรียวตามออกไปที่ร้านผ้าซึ่งพี่สาวสองคนดูแลอยู่ น้ำนวลพอเห็นเพรียวก็ชะงักตกใจ คิดไม่ถึงว่าจะเจอเขาที่นี่

ตอนที่ 3

ด้วยความมั่นใจในเสน่ห์ของตนเอง เมลานีคิดจะแกล้งน้ำนวลด้วยการแย่งแวนมาควงเล่น แต่แค่เธอเดินหน้าในคืนนี้ที่งานปาร์ตี้ของเพื่อน ก็ต้องหน้าแตกยับเพราะแวนไม่เล่นด้วย แถมเขายังแสดงออกว่ารักและห่วงแฟนด้วยการขอตัวไปรับเธอที่งานเลี้ยงอีกแห่ง

ในงานเลี้ยงต้อนรับพนักงานใหม่ที่น้ำนวลเป็นแม่งานในฐานะผู้จัดการแผนกฯ ทุกคนไม่นึกว่าจะเจอศรสิทธิ์ควงสาวคราวลูกมาเที่ยว แถมพอเห็นกลุ่มของหลานสาวซึ่งมีพิมมาลาในชุดดำเซ็กซี่บาดตา ศรสิทธิ์ก็ผละจากสาวนางนั้นเข้ามาทักทายพิมมาลาด้วยท่าทีเจ้าชู้กรุ้มกริ่มอย่างไม่แคร์สายตาใคร

พิมมาลาหรือแท้จริงก็คือนายเพรียวอยากจะบ้าตายที่ต้องมานั่งให้ผู้ชายด้วยกันเทะโลม ไม่ว่าจะเป็นศรสิทธิ์หรือทศกรต่างก็จ้องจะงาบพิมมาลา ขนาดว่าดารณีที่กำลังคั่วกันอยู่มาด้วย  ทศกรก็ยังไม่วายปากหวานกับพิมมาลาบ่อยครั้ง

ที่สุดพิมมาลาก็ทนไม่ไหวต้องลุกหนีไปเข้าห้องน้ำ “เวรกรรมอะไรวะ เจอผู้ชายจีบทั้งวันแล้วยังต้องมานั่งฉี่อีก” เดินบ่นกลับออกมาหน้าห้องน้ำ ไม่นึกว่าเจอศรสิทธิ์ยืนยิ้มเผล่รออยู่

“บ่นอะไรเหรอจ๊ะหนู ใครทำให้ไม่พอใจรึเปล่า”

“เปล่าค่ะ...สวัสดีค่ะ”

ศรสิทธิ์รีบฉวยโอกาสจับมือพิมมาลาที่ไหว้ตนไว้ พิมมาลาค่อยๆดึงมือออก ยิ้มแหยๆแต่ในใจสะอิดสะเอียนสุดๆ ศรสิทธิ์เห็นพิมมาลาหวงตัวก็ตีหน้าขรึม

“รำคาญเจ้าทศมันล่ะสิ ฉันเห็นมันขายขนมจีบหนูตลอดเลย หนูไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ ถึงมันจะนามสกุลเดียวกับฉัน แต่ก็แค่ญาติห่างๆ ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรหรอก ถ้ามีอะไรไม่สบายใจโทร.หาฉันได้ตลอดเวลาเลยนะจ๊ะ”

เขาส่งนามบัตรมาให้ แล้วฉวยโอกาสจุ๊บหลังมือเธอเฉยเลย พิมมาลาตกใจปนรังเกียจ แต่ศรสิทธิ์เงยหน้ายิ้มหล่อให้ซะก่อน เธอจึงปรับสีหน้าแล้วดึงนามบัตรเดินหนีไป โดยมีสายตาเจ้าเล่ห์ของศรสิทธิ์มองตาม คิดหาช่องทางรวบหัว รวบหางให้ได้

พิมมาลาอึดอัดสุดขีดแต่ก็บอกใครไม่ได้ เดินผ่านหน้าห้องคาราโอเกะเห็นหญิงสาวหน้าคุ้นๆแต่งตัวสไตล์ละตินเต้นพลิ้วอยู่กลางห้องท่ามกลางเสียงปรบมือเชียร์ มองไปมองมาก็เห็นชัดว่าแม่สาวคนนั้นก็คือรัมภานั่นเอง พิมมาลาตรงเข้าไปลากรัมภาออกมาจากห้อง ท่ามกลางเสียงโห่ร้อง เสียดายของหนุ่มๆ

“มาลากฉันออกมาแบบเนี้ย เดี๋ยวคนอื่นเค้าก็เข้าใจผิดคิดว่านายหึงฉันหรอก”

“อย่ามายั่วโมโหผมนะรัมภา แค่มีผู้ชายมาตามจีบตั้งแต่เช้ายันค่ำ ผมก็จะบ้าตายอยู่แล้ว”

“แล้วทีตัวเองไปตามจีบเค้าล่ะ ไม่คิดว่าผู้หญิงเค้าจะรำคาญมั่งเหรอ”

“ผมหล่อ ไม่ตามจีบสิ เค้าจะเสียเซลฟ์”

“แหวะ หลงตัวเอง...นายน่าจะใช้คำขวัญประจำใจนายนะ ให้...ในสิ่งที่อีกฝ่ายอยากได้...ทศกรกับอีตาศรสิทธิ์ อยากได้อะไรก็ให้เค้าไปสิ” พูดจบก็หัวเราะคิกคัก พิมมาลาแค้นเคืองอยากจะหักคอรัมภาซะให้ได้ “อย่าเพิ่งโกรธสิจ๊ะคนสวย ที่ฉันตามมาเนี่ย ก็เพราะจะบอกภารกิจแรกให้นายรู้”

“คุณจะให้ผมทำอะไรรีบบอกมาเลย ผมจะได้กลับคืนร่างผู้ชายซะที”

“ฉันอยากให้คุณช่วยดารณี”

“อย่าบอกนะว่าจะให้ผมช่วยให้รักกับไอ้ทศ...รับรองได้โดนกินฟรีแหงๆ ไม่เกินสามวันดาถูกเขี่ยทิ้งแน่ แต่ก็สมแล้วล่ะ ใจง่ายก็โดนทิ้งง่าย”

รัมภาโมโหปนหมั่นไส้ ดึงหูพิมมาลาหมับ “ขนาดนี้แล้วยังไม่สำนึกอีกเหรอ ฉันก็ไม่ได้ว่าดารณีทำถูกหรอกนะ แต่นายมันทั้งเจ้าเล่ห์ ทั้งปากหวาน แถมเจ้าบุญทุ่มอีกตะหาก”

“โอ๊ย...เจ็บนะ คุณไม่ใช่ผู้ชาย คุณถึงไม่เข้าใจ ผู้หญิงอยากได้ผม เสนอมาผมก็สนองไป ทำตัวไม่ดีเองพลาดหวังแล้วจะไปโทษใครได้ ผมต้องรับแต่งงานหมดทุกคนรึไง”

“ลื่นจริงนะพ่อปลาไหล ถ้านายพูดแบบนี้กับดารณีแต่แรกเค้าจะยอมเป็นอีหนูนายมั้ย เค้าไม่ใช่ผู้หญิงที่เอาตัวแลกเงิน แต่นายทำขนาดนี้แล้วจะไม่ให้ดารณีเข้าใจผิดว่านายรักเค้าจริงได้ยังไง”

ขาดคำของรัมภา ภาพในอดีตเมื่อสองสามปีก่อนก็ผุดขึ้นชัดเจน...วันแรกที่ดารณีเข้ามาทำงานที่เซนซูยา เพรียวกับทศกรแย่งกันจีบดารณี ตอนแรกก็ดูเหมือนทศกรมีภาษีดีกว่าเพราะเป็นญาติเจ้าของห้าง แต่ทำไปทำมาเพรียวกลับชนะใจดารณี ก็เพราะความเจ้าเล่ห์และปากหวานช่างเอาใจแถมยังเป็นพ่อบุญทุ่มของเพรียวนั่นเอง...

ยืนเถียงกันไปเถียงกันมา พิมมาลาตรงหน้ารัมภาก็กลายเป็นเพรียว

“คุณเป็นผู้หญิงก็ต้องเข้าข้างพวกเดียวกันอยู่แล้ว แต่ถึงไงผมก็ยืนยันว่าสำหรับผู้ชายแล้ว ถ้าจะหาคนมาเป็นแม่ ของลูกก็ต้องได้ดีกว่านี้”

“ความคิดที่เห็นแก่ได้ของผู้ชายแบบนี้แหละที่ฉันอยากให้นายทำให้ดารณีเข้าใจ ช่วยให้เธอได้พบแสงสว่างซะที”

“ผมไม่รู้จะพูดกับดายังไง จะให้บอกตรงๆว่าเค้างี่เง่า เค้าก็คงไม่ฟัง ไม่เชื่อผมหรอก”

“นายคิดได้แค่นี้เองเหรอ ผู้หญิงคนนี้เคยรักนาย เทิดทูนนายเป็นผู้ชายแสนดีที่สุดในชีวิตของเค้า นายกลับเห็นว่าเค้างี่เง่า”

“ผมผิดตรงไหนที่เค้ารักผม จะให้ผมทำตัวเลวๆเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมารักผมเหรอ ผมไม่ได้บ้านะ ถ้าดารณีมีสมองคิดซะหน่อยก็จะมองเห็นว่า ผู้ชายที่มีคุณสมบัติเพียบ พร้อมอย่างผมจะไปจริงจังอะไรกับผู้หญิงที่ด้อยกว่าทุกด้านอย่างเค้า ดาเองก็ตักตวงจากผมไปไม่ใช่น้อย มันก็พอกันล่ะ จะโทษก็ต้องโทษทั้งสองฝ่ายสิคุณ ตอนนี้เค้าก็ไปล่าพี่ทศเหมือนที่เคยทำกับผม ผู้หญิงแบบนี้คุณว่าน่าเห็นใจตรงไหน”

“ฉันเห็นใจในความงี่เง่าของดารณี แต่มันไม่ใช่ความผิดที่ใครคนหนึ่งจะเกิดมามีสติปัญญาความคิดอ่านด้อยกว่าอีกคน แต่จะผิดก็ที่ใครบางคนเอาความเหนือกว่าเป็นเครื่องมือเอาเปรียบคนที่ด้อยกว่า”

เพรียวจ๋อยไปเหมือนกัน แต่ก็ยังทำเบ้ปากกวนๆ

“ตอนที่ดารณีอกหักจะฆ่าตัวตายเพราะนาย ทศกรทำดีกับเค้าทุกอย่าง จนเค้าคิดว่าทศกรรักเค้าจริง แต่พอได้ดารณีสมใจก็จะเขี่ยทิ้งหันมาจีบนายแทน ก็ตัวเดียวกันนั่นแหละ เพราะฉะนั้น นายต้องทำให้ดารณีเข้าใจความจริงข้อนี้”

“อีกไม่กี่วันดาก็จะได้เห็นธาตุแท้ของไอ้ทศมันอยู่แล้วล่ะ”

“ไม่ได้ แบบนั้นมันใจร้ายกับดารณีเกินไป นายทำบาปกับเธอไว้ นายก็ต้องไถ่บาปด้วยการช่วยเธอ ถ้านายทำสำเร็จ ฉันจะให้รางวัลนายได้กลับเป็นนายเพรียวสุดหล่อได้อีกครั้ง... วันละครึ่งชั่วโมง”

“ครึ่งชั่วโมง...ไม่ใช่ถอนคำสาปผมเลยเหรอ”

“ตายแล้ว ให้ขอทาน 2 บาท คิดจะขึ้นสวรรค์...จะเอาไม่เอา”

เพรียวไม่มีทางเลือก แต่ไม่วายต่อรอง “แล้วถ้าวันไหนผมไม่ได้ใช้สิทธิ์ทบเวลาอีกวันได้ป่ะ”

“ฉันไม่ใช่โปรโมชั่นมือถือนะยะ”

“แล้วเลือกเวลาเป็นผู้ชายได้มั้ย ถ้าคุณให้ผมเป็นผู้ชายได้ตอนผมหลับ ผมก็ขาดทุนป่นปี้สิ”

“นายมันเป็นผู้ชายเจ้าเล่ห์น่ารำคาญที่สุดเลยรู้ตัวมั้ย ถ้าไม่ตกลงก็เป็นพิมมาลาไปทั้งชาติเถอะย่ะ” สะบัดเสียงแล้วรัมภาก็สะบัดตัวหายแวบไปทันที

“ครึ่งชั่วโมงทำอะไรได้วะกู” เพรียวคิดๆ แล้วก็อมยิ้มทะเล้นลามก เลยโดนมะเหงกล่องหนเขกลงกลางกบาลจนร้องโอ๊ย!!

ooooooo

แม้ว่าร่างกายโดนสาปกลายเป็นพิมมาลาหญิงสาวแสนสวยไปแล้ว แต่ความรู้สึกนึกคิดภายในก็ยังคงเป็นเพรียวอยู่เช่นเดิม...วันนี้เห็นแวนมาอี๋อ๋อน้ำนวลตำตา พิมมาลาก็อดหมั่นไส้ทั้งคู่ไม่ได้ จึงใช้ความสวยเซ็กซี่ของตัวเองไปยั่วยวนแวนเพื่อให้เขว แต่แวนแทบไม่ชายตา ขนาดว่าอ่อยถึงเนื้อถึงตัว แวนก็ยังเดินหนี งานนี้พิมมาลาเลยเจ็บใจถึงกับแอบด่าแวนลับหลัง

“ไอ้ตายด้าน!”

สิ้นเสียงด่า พิมมาลาก็ถูกรัมภากระชากคอเสื้ออย่างแรงจนเซเกือบล้ม เท่านั้นไม่พอรัมภายังหัวเราะเยาะก่อนพูดใส่หน้าว่า “แก้ผ้าเค้าก็ไม่มองเธอหรอกย่ะ”
“มันต้องเป็นเกย์แน่ๆ ถึงได้ไม่สนผู้หญิงสวยเซ็กซี่เพอร์เฟกต์อย่างฉัน”

“อย่าเอาตัวนายเป็นบรรทัดฐานตัดสินผู้ชายคนอื่นหน่อยเลย ฉันจะบอกอะไรนายให้นะ แวนอาจจะรูปหล่อมีเสน่ห์เร้าใจสู้นายไม่ได้ แต่เค้าก็มีอย่างนึงที่นายเทียบเค้าไม่ติดเลย นั่นก็คือความรักเดียวใจเดียว น้ำนวลถึงได้เลือกเค้าเป็นแฟนไงล่ะ”

พิมมาลาไม่ยอม จะอ้าปากเถียง แต่พอดีนางส่งเสียงเรียกมา รัมภาจึงหายตัวแวบไป

“ยัยพิมลั้นลา...หัดนั่งติดโต๊ะซะมั่งนะ มาทำงานนะยะไม่ได้มาออกงานโชว์ตัวจะได้เดินลั้นลาไปทั่วออฟฟิศ”

พิมมาลาปั้นปึ่งไม่พอใจ ถามนางเสียงแข็งๆว่ามีอะไร?

“คุณศรสิทธิ์เรียกไปพบแน่ะ”

พิมมาลานิ่งอึ้ง ขณะที่นางเบะปากดูถูก แกล้งพูดให้ได้ยินก่อนจะสะบัดหน้าจากไปด้วยความหมั่นไส้

“มาทำงานไม่เท่าไหร่ก็ใช้เต้าไต่ซะแล้ว”

พิมมาลาหน้าเครียดขึ้นมาทันที แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ เธอเข้าไปพบศรสิทธิ์ในห้องทำงานส่วนตัว แล้วก็เป็นไปอย่างที่คิดจริงๆ ศรสิทธิ์อยากได้พิมมาลาเป็นเมียน้อยจึงเสนอทั้งบ้าน รถ และความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ให้ แต่พิมมาลาก็ปฏิเสธหมดทุกอย่าง ก่อนจะกลับออกมาด้วยอาการพะอืดพะอมอยากจะอ้วก

“หยิ่งยโสนักนะ ให้รู้ไปว่าฉันจะเอาชนะเธอไม่ได้” ศรสิทธิ์บอกกับตัวเองด้วยความมั่นใจ...

เพิ่งจะเจอผู้ชายเจ้าชู้ทำให้สะอิดสะเอียนมาเมื่อครู่ พอเข้าไปกินอาหารกลางวันที่ร้านฟาสต์ฟู้ดของห้าง พิมมาลาก็ยังต้องเจอกับความเรื่องมากของผู้หญิงเข้าอีก สาเหตุก็เพราะเธอสวยจัดเกินหน้า นั่นเองทำให้พิมมาลาเซ็งสุดๆ ถึงกับบ่นออกมา

“อะไรกันนักกันหนา ทำไมเป็นผู้หญิงมันถึงได้ลำบากลำบนอย่างงี้วะ” พูดไปแล้วก็ชะงัก นึกย้อนถึงช่วงหนึ่งที่เคยเถียงกับรัมภา

“นายจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในร่างของนางสาวพิมมาลา จนเรียนรู้ว่าการเกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบากยังไงน่ะสิไอ้ชีกอ เผื่อนายจะสำนึกได้มั่งว่าผู้หญิงไม่ได้มีไว้เป็นเครื่องเล่นของผู้ชาย ผู้หญิงก็มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับผู้ชาย และนายก็ควรให้เกียรติผู้หญิงที่เป็นเพศแม่ของนายเอง”

พิมมาลานิ่งคิดสีหน้าเหมือนจะเห็นด้วย แต่แล้วก็เหยียดปากทำไม่แคร์ พูดงึมงำ “รัมภา ฉันรู้หรอกน่ะว่าเธอจัดฉาก ลูกไม้ตื้นๆ”

กินเสร็จเดินผ่านไปทางแผนกเสื้อผ้าผู้ชาย มองๆแล้วอดบ่นเบาๆไม่ได้ว่า “จะมีโอกาสได้กลับไปใส่เมื่อไหร่เนี่ย”

ระหว่างนี้เอง น้ำนวลยืนคุยกับหัวหน้าแผนกเสื้อผ้าอยู่อีกทาง พอเสร็จธุระแยกออกมา น้ำนวลเห็นพิมมาลาจึงเข้าไปทักถามเรื่องที่ได้ยินว่าลุงศรสิทธิ์เรียกไปพบ โดยส่วนตัวน้ำนวลก็รู้แก่ใจอยู่เหมือนกันว่าลุงตัวเองคิดอะไรกับพนักงานใหม่คนนี้ จึงอึกๆอักๆถามไม่ค่อยเต็มปากเต็มคำนักจนพิมมาลาเดาได้

“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ พี่ไม่คิดเป็นเมียน้อยใคร แล้วพี่ก็ยังไม่ได้ชกหน้าคุณลุงของคุณน้ำด้วย สบายใจได้ทั้งสองกรณีเลยค่ะ”

“น้ำต้องขอโทษพี่พิมแทนคุณลุงด้วยนะคะ คุณลุงเป็นคนเจ้าชู้มาก เห็นผู้หญิงสวยทีไรเป็นแบบนี้ทุกที น้ำดีใจมากนะคะ ที่พี่พิมไม่ใช่คนที่คิดเดินทางลัด”

“ไม่กล้าเดินหรอกค่ะ เดี๋ยวฟ้าผ่าตาย แค่คิดก็จะอ้วกแล้วค่ะ”

“แหม...พี่พิมนี่ตลกจังเลยนะคะ ถ้าคุณลุงหรือใครทำให้พี่พิมไม่สบายใจ พี่พิมบอกน้ำได้เลยนะคะ น้ำจะช่วยพี่พิมจัดการเอง”

พิมมาลาฉวยโอกาสเนียนๆจับมือน้ำนวลหน้าตาเฉย “แล้วถ้าพี่มีเรื่องอื่นอยากจะขอความช่วยเหลือจากคุณน้ำ พอจะได้ไหมคะ”

แล้วสิ่งที่พิมมาลาต้องการความช่วยเหลือจากน้ำนวลก็บังเกิดผลในวันเดียวกันนี้เลย น้ำนวลทำให้พิมมาลามีโอกาสได้อยู่กับดลตามลำพัง แต่เธอไม่รู้ว่าพิมมาลาข่มขู่ทำร้ายดลก่อนจะให้เขาร่วมมือทำบางอย่างเพื่อช่วยดารณี ซึ่งดลก็หวาดกลัวจนปฏิเสธไม่ออก

ค่ำนั้น ดลหลอกทศกรไปเลี้ยงอาหารที่ร้านแห่งหนึ่ง โดยทศกรไม่รู้ว่าพิมมาลากับน้ำนวลพาดารณีมานั่งซุ่มอยู่ที่โต๊ะใกล้กัน พอดลเปิดฉากถามทศกรเรื่องคบหากับดารณี ทศกรก็เม้าท์อย่างมันปาก

“กูรำคาญจะตาย กำลังจะหาทางเขี่ยมันทิ้งอยู่เนี่ย”

“อ้าว จะเลิกแล้วเหรอครับ เพิ่งจะคบกันนับวันได้เลย แล้วผมก็เห็นพี่กับน้องดารักกันดีนี่ครับ”

“รักเริ้กอะไร้...เมื่อก่อนตอนเข้ามาใหม่ๆก็ปิ๊งๆอยู่หรอก แต่ดันตาต่ำไปเป็นเด็กไอ้เพรียวซะนี่ ยังงี้เค้าเรียกว่ากินแก้แค้นโว้ย มื้อสองมื้อก็เบื่อแล้ว”

“พี่คิดจะชิ่ง แสดงว่ามีคนใหม่แล้วใช่ไหมครับ”

“แหงสิวะ ก็คุณพิมมาลาไง ผู้หญิงอะไรไม่รู้สวยไปทั้งตัวหัวจดเท้า แถมหยิ่งอีกนะโว้ย ขนาดคุณศรสิทธิ์เรียกไปพบเธอยังไม่รับข้อเสนอเลย ผู้หญิงมีศักดิ์ศรีอย่างงี้สิวะ ถึงจะเหมาะเป็นเมียพี่ ไม่ใช่ของเหลือเดนไอ้เพรียวอย่างยัยดานั่น”

ดารณีเหลืออดยืดตัวโผล่มาจากโต๊ะติดกัน ทศกรถึงกับหน้าซีดเผือด ดารณีไม่พูดอะไรสักคำ คว้าเหยือกน้ำเย็นเทใส่หัวทศกรแล้วเดินออกไปอย่างอารมณ์เสีย น้ำนวลกับพิมมาลารีบตามดารณีไปด้วยความเป็นห่วง เห็นเธอร้องไห้เสียใจและรำพันว่าอยากตาย น้ำนวลจับมือเธอไว้ ปลอบให้ใจเย็นๆก่อน แต่พิมมาลาดันพูดโต้งๆว่า

“ตายไปก็เท่านั้นแหละ ถ้ายังหน้ามืดตามัวอยู่อย่างงี้ ตายไปเกิดใหม่ก็ซ้ำรอยเดิมอยู่ดี”

“ไม่ต้องมาซ้ำเติมฉันเลยนะ พี่ทศเค้าเลือกเธอ เธอชนะแล้วนี่ เยาะเย้ยฉันเลยสิ”

“ดากำลังเข้าใจผิดนะ พี่พิมเค้าไม่ได้ชอบพี่ทศเลย มีแต่พี่ทศนั่นแหละที่คอยตามตื๊อ แล้วที่พี่พิมวางแผนทั้งหมดขึ้นมาก็เพราะอยากให้ดาตาสว่าง ได้เห็นความคิดจริงๆของพี่ทศที่มีกับดาเท่านั้นเอง”

ติดตามคำพูดน้ำนวลแล้ว ดารณีก็ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาย “...ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้กับดาด้วย เวลาดารักใครดาจะซื่อสัตย์กับเค้าคนเดียว ทำทุกอย่างได้เพื่อเค้า ทำไมไม่มีใครเห็นความดีของดาบ้าง”

“เค้าจะมองเห็นก็ต่อเมื่อดายังมีสิ่งที่เค้าต้องการอยู่ ฟังนะดา ดาจะคบกับใคร ดาต้องเรียนรู้สองข้อ”

ดารณีมองหน้าพิมมาลา ถามทั้งน้ำตา “อะไรคะ”

“ข้อแรก ดาต้องมีมากกว่าความสวยหรือความดี ดาต้องมีสิ่งที่ผู้ชายคนนั้นต้องการจริงๆ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ชายบางคนต้องการคู่คิด บางคนต้องการกำลังใจ ถ้าดาเป็นสิ่งเหล่านั้นให้เค้าได้ เค้าก็เลือกดา”

“แล้วข้อสองล่ะ”

“ดาต้องรู้จักรักษาคุณค่าของตัวเอง พูดตรงๆนะ ผู้ชายจีบผู้หญิงก็หวังมีอะไรด้วยทั้งนั้นแหละ ถ้าดายอมให้เค้าได้สมใจง่ายๆ ดาก็ต้องเสียทั้งตัวเสียทั้งใจวนซ้ำไปซ้ำมาอยู่แบบนี้”

ดารณีหน้าเจื่อน คิดตามที่พิมมาลาพูดก็เป็นจริงทุกประการแต่ตนไม่เคยคิดแบบนี้เลย ในขณะที่น้ำนวลหันมองพิมมาลาด้วยสายตาปลื้มและทึ่งสุดๆ ราวกับพิมมาลาเป็นฮีโร่ของตนทีเดียว

เสร็จเรื่อง น้ำนวลอาสาไปส่งพิมมาลายังที่พักซึ่งเป็นอพาร์ตเมนต์ใหม่ที่รัมภาบังคับให้ย้ายมาอยู่ พิมมาลาเพิ่งเคยมาที่นี่จึงไม่คุ้นชิน เผลอพูดและแสดงออกจนน้ำนวลแปลกใจสงสัย พิมมาลาเลยต้องแก้ตัวว่าตนเพิ่งกลับมาจากอเมริกา เมื่อก่อนพักอยู่กับเพื่อน พอได้งานที่เซนซูยาก็เลยให้เพื่อนหาที่อยู่ให้ใหม่ เพิ่งจะมาวันนี้วันแรก

น้ำนวลร้องอ๋ออย่างเข้าใจ จากนั้นก็เปลี่ยนไปเรื่องที่พิมมาลาพูดโน้มน้าวดารณี ชื่นชมว่าเก่งจัง พี่พิมรู้ใจผู้ชายเหมือนเป็นผู้ชายเสียเอง ตนได้ยินยังแอบทึ่ง

“แต่ไม่รู้ว่าดารณีเค้าจะเชื่อรึเปล่านะ”

“จะเชื่อหรือไม่เชื่อเค้าก็คงคิดได้บ้างล่ะค่ะ เพราะสิิ่งที่พี่พิมพูดมีเหตุมีผลทั้งนั้น ไม่ว่าเค้ากับพี่ทศจะลงเอยยังไง น้ำว่าจากนี้ไป ถ้าดาจะคบหาใครอีก เค้าคงคิดเยอะขึ้นกว่าเมื่อก่อน...เห็นพี่พิมสอนดาอย่างนี้แล้วน้ำอยากมีพี่สาวมั่งจัง”

“คุณน้ำมีปัญหาอะไรพี่ก็พร้อมเป็นที่ปรึกษาให้นะคะ”

“ขอบคุณค่ะ”

น้ำนวลยิ้มแย้มสายตาชื่นชมแบบน้องปลื้มพี่ แต่สายตาพิมมาลาออกแนวชู้สาว ยื่นมือไปกุมมือน้ำนวล พอเห็นสาวเจ้าอึ้งงง ก็รีบแก้เป็นตบหลังมือเธอเบาๆ

“พรุ่งนี้เจอกันนะคะ”

“ค่ะพี่พิม”

น้ำนวลโบกมือบ๊ายบายก่อนเคลื่อนรถออกไป พิมมาลามองตามตาละห้อย แล้วก็บ่นตัวเองเป็นอะไร แค่นี้ทำเป็นตื่นเต้นใจสั่นไปได้ พอจะเข้าห้องพักเดินผ่านรถคันหนึ่งเห็นเงาตัวเองเป็นนายเพรียว ทั้งตกใจดีใจแหกปากลั่น ก่อนจะวิ่งไปซ้อนมอเตอร์ไซค์รับจ้างมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลเพื่อดูอาการพ่อ

แต่พอไปถึงในห้องว่างเปล่า แถมเมื่อสักครู่วิ่งสวนกับบุรุษพยาบาลที่เข็นคนตายคลุมผ้าขาว  เพรียวใจหายวาบวิ่งตะบึงกลับออกไปดู ปรากฏว่าศพนั้นไม่ใช่พ่อ และพ่อของเพรียวก็หายดีกลับบ้านไปแล้วด้วย

ดูนาฬิกายังพอมีเวลาเหลือที่จะอยู่ในร่างผู้ชายตามข้อตกลง  เพรียวรีบร้อนไปที่อาบอบนวด แต่ไม่ทันจะได้ใกล้ชิดกกกอดสาวให้หนำใจ ร่างกายก็เปลี่ยนเป็นพิมมาลาอย่างสมบูรณ์ พร้อมๆกับการปรากฏตัวของรัมภาในมาดมาม่าซังถือพัดอันใหญ่

“มาหาไซด์ไลน์ทำเหรอจ๊ะหนู”

“นี่มันยังไม่หมดเวลาเลยนะรัมภา คืนร่างผู้ชายให้ผมเดี๋ยวนี้เลย”

“ฉันสาปให้นายเป็นผู้หญิงก็เพื่อดัดนิสัยนาย นี่อะไร ฉันสงสารให้ได้เป็นผู้ชายวันละครึ่งชั่วโมงแล้วยังไม่สำนึกอีก” ไม่พูดเปล่า รัมภาฟาดพัดเข้ากลางหน้าผากพิมมาลา

“โอ๊ย...เจ็บนะ”

“นายเจ็บหัว แต่ฉันเจ็บใจ ถ้านายคิดทำเรื่องบัดสียังงี้อีก ฉันจะตัดโปรโมชั่นไม่ให้ได้เป็นผู้ชายซักวินาทีเดียว”

พิมมาลาตกใจรีบพลิกลิ้น เข้าไปเกาะแขนอ้อน “ใจเย็นๆสิครับ คุณนางฟ้าคนสวยแสนใจดี”

“ไม่ต้องมาพูดดี ไอ้กะล่อน”

“โอเคๆ ผมสัญญาว่าจะไม่มาที่นี่อีกก็ได้”

“อาบอบนวดไหนๆ ก็ไม่ได้ทั้งนั้น ไอ้เจ้าเล่ห์”

“ก็ได้ๆ”

“ถ้านายยังทำเรื่องดูถูกศักดิ์ศรีผู้หญิงยังงี้อีก สิทธิ์ได้เป็นผู้ชายของนายจะหมดทันที”

พิมมาลาบ่นพึมพำว่ายัยจอมโหด รัมภาเจ็บใจจิกตาใส่พิมมาลา แล้วแก้เผ็ดด้วยการชวนเชิญลูกค้าชายคนหนึ่งใช้บริการเด็กใหม่เอี่อมอ่องคนนี้ พิมมาลาผงะก่อนสะบัดหนีไปด้วยความตกใจปนกลัว

ooooooo

เช้าขึ้นไปทำงานตามปกติ แต่พอเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ปรากฏว่าไฟล์งานของตนหายไป พิมมาลาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเล่นงานนางที่กลั่นแกล้ง ตอนแรกนางก็ตอบโต้ แต่พอพิมมาลาดุดันเอาจริงนางก็แหย ยอมกู้งานชิ้นนั้นกลับมาให้ทันทีเลย

ตกกลางคืนกลับเข้าห้องพัก พิมมาลาเฝ้ารอเวลาจะได้กลับร่างเป็นเพรียวเสียที แต่รอแล้วรอเล่าและบ่นโวยวายไปหลายตลบก็ยังไร้วี่แวว จนจะนอนอยู่แล้วถึงได้สมใจ เพรียวรีบมุ่งหน้าไปหาเต็มตาที่โรงแรม แต่ไม่ทันจะขึ้นไปที่ห้องพักของเธอ ก็เจอรัมภาโผล่มาดักหน้า

รัมภาตำหนิเพรียวแทนที่คิดเรื่องพ่อ กลับเอาเวลามาหาผู้หญิง

“ก็แล้วใครทำให้ผมตกอยู่ในสภาพยังงี้ล่ะ คุณจะให้พ่อเห็นผมแค่ครึ่งชั่วโมง แล้วกลายร่างเป็นผู้หญิงต่อหน้าต่อตางั้นเหรอ พ่อผมจะได้หัวใจวายตายพอดี”

“ก็เลยต้องใช้ครึ่งชั่วโมงที่มีให้ได้ประโยชน์สูงสุด ด้วยการมาหาผู้หญิงแทนใช่มั้ย”

“แต่ผู้หญิงคนนี้เป็นแฟนผม ไม่ได้เข้าอาบอบนวดซะหน่อย เพราะฉะนั้น คุณไม่มีสิทธิ์มาห้ามผม”

“ตามใจ แต่ฉันเตือนไว้ก่อนนะ นายไม่ขึ้นไปจะดีกว่า”

“คิดว่าผมจะฟังคุณมั้ยล่ะ อย่ามาถ่วงเวลาซะให้ยากเลย”

“ไปเล้ย...เดี๋ยวจะรู้สึก”

แล้วเพรียวก็รู้สึกจริงๆ ในห้องนั้นเต็มตาไม่ได้อยู่คนเดียว เธออยู่กับศรสิทธิ์ลุงของน้ำนวล และสภาพของทั้งคู่ในชุดผ้าเช็ดตัวก็ทำให้เพรียวเข้าใจอะไรๆได้ไม่ยาก

“อ้าวเพรียว มีธุระอะไรกับเต็มเหรอ ดึกดื่นป่านนี้แล้ว” ศรสิทธิ์ทักด้วยน้ำเสียงปกติ

“เพรียวเค้าก็แค่แวะมาหาเต็มเฉยๆ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ระหว่างเต็มกับเพรียวจบไปนานแล้ว เต็มไม่สิ้นคิดพอที่จะหลงงมงายกับผู้ชายโลเลหลายใจหรอกค่ะ”

เพรียวหน้าร้อนผ่าวกับคำตอบของเต็มตา รู้สึกเสียเชิงมากกว่าเสียใจ

“ต้องเป็นเมียเก็บเศรษฐีรุ่นพ่อใช่มั้ย ถึงจะเรียกว่ามีความคิด”

“หยุดดูถูกเต็มได้แล้วนะ นายกลับไปซะดีกว่า ก่อนที่ฉันจะโทร.เรียก รปภ.ขึ้นมาลากตัวนายออกไป”

“ไม่ต้องหรอกครับ  ผมจะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ  เห็นยังงี้แล้วผมก็อดปลาบปลื้มใจไม่ได้นะครับ ที่ท่านประธานให้เกียรติลดตัวมาใช้ของร่วมกับผม นับเป็นเกียรติกับวงศ์ตระกูลผมจริงๆ”

ศรสิทธิ์โกรธจัดจะเล่นงานเพรียว แต่ถูกเต็มตารั้งตัวเอาไว้...เพรียวกำหมัดเดินฉุนเฉียวกลับออกไปเจอรัมภาในลิฟต์ เขาโวยใส่ทันที

“คุณอยู่เบื้องหลัง คุณจงใจให้ผมไปเจอเต็มกับไอ้ผัวแก่ใช่มั้ย”

“นี่ อย่ามาพาลนะยะ ฉันเตือนแล้วว่าอย่าขึ้นไป ไม่ฟังเอง...แหม ก็นายศรสิทธิ์ปรนเปรอซะขนาดนั้น เต็มเค้าก็คงอยากสบายมั่งแหละ ดีกว่าเป็นแฟนกับนายเป็นไหนๆ นอกจากไม่ได้อะไรแล้วยังต้องมานั่งปวดหัวกับความลื่นเป็นปลาไหลของนายอีก”

“สะใจคุณแล้วสิ งานนี้คงไม่ต้องให้ผมตามไปไถ่บาปเหมือนดารณีอีกแล้วนะ”

รัมภาเหยียดปากหมั่นไส้ เพรียวเจ็บแค้นใจแต่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากทุบประตูลิฟต์ระบายอารมณ์

ooooooo

เช้านี้ฟ้างามได้รับการยืนยันจากนนท์อีกครั้งว่าเขาจะกลับมาเมืองไทยในวันสองวันนี้แน่ เพื่อมาช่วยงานเธอที่เซนซูยา ฟ้างามดีใจมาก มีคนช่วยงานตนจะได้เบาแรงและมีเวลาศึกษาธรรมะอย่างจริงจังเสียที แต่สำหรับน้ำนวลนั้น พอทราบเรื่องกลับรู้สึกไม่สบายใจ จนต้องไปปรึกษาพิมมาลา

“คุณนันท์เป็นพี่ชายแท้ๆของคุณน้ำไม่ใช่เหรอคะ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมั้งคะ”

“ตอนน้ำไปเรียนต่อโทที่อังกฤษได้เจอกับพี่นันท์ เค้าเปลี่ยนไปเยอะ บอกตามตรงนะคะน้ำไม่สบายใจเลย”

“คุณน้ำอย่าเพิ่งกังวลไปเลยนะคะ”

สองคนเดินคุยกันมาถึงโต๊ะทำงานพิมมาลาที่เต็มไปด้วยกระดาษเขียนคำด่าต่างๆนานา ไม่เว้นแม้แต่เก้าอี้นั่ง จากข้อความทั้งหลายรู้ได้ทันทีว่าคนเขียนจงใจด่าพิมมาลา ซึ่งคนคนนั้นต้องเป็นนางอย่างแน่นอน

ไม่ทันที่พิมมาลาจะไปเอาเรื่องนาง ทศกรก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาถามเธอว่า “คุณพิม...คุณพิมเป็นแฟนกับไอ้เพรียวมันจริงๆ เหรอครับ”

น้ำนวลชำเลืองมองพิมมาลา แต่พิมมาลาหน้านิ่ง ถามทศกรว่าใครบอก

“คุณพิมรู้มั้ยครับ ว่าไอ้เพรียวมันเป็นเสือผู้หญิง ทำลายผู้หญิงมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว มันสร้างภาพสุภาพบุรุษสุดหล่อแสนดีไว้หลอกล่อสาวๆ จริงๆมันคือซาตานหลอกฟันแล้วทิ้ง ผมไม่อยากให้คุณพิมต้องตกเป็นเหยื่อของมันอีกคนนะครับ” ทศกรพูดระรัวเพราะกลัวพิมมาลาจะหลุดมือตน

“พี่ทศอย่าพูดลับหลังคนอื่นในทางที่ไม่ดีสิคะ”

“น้ำไม่รู้อะไร เฉยๆเถอะน่ะ ตัวเองก็เกือบตกหลุมพรางมันเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

“ฉันไม่ได้เป็นอะไรกับนายเพรียวทั้งนั้น แล้วก็ไม่มีทางจะเป็น  เข้าใจซะด้วย” พิมมาลาเสียงแข็งแล้วเดินหัวเสียออกไป...ทศกรค่อยยิ้มสบายใจ น้ำนวลส่ายหน้า ก้าวตามไปปลอบพิมมาลา

“พี่พิมคะ อย่าคิดมากเลยนะคะ”

“สมัยที่เพรียวทำงานอยู่ที่นี่เป็นที่น่ารังเกียจของคนอื่นขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

“ไม่ใช่หรอกค่ะ พี่เพรียวป๊อบปูล่าจะตายไป โดยเฉพาะในหมู่สาวๆ มีคนแอบชอบพี่เพรียวเยอะแยะไปหมด พี่ทศพูดไปเพราะความอิจฉามากกว่าค่ะ”

“คุณน้ำไม่ได้พูดให้ผม...เอ๊ย...พี่สบายใจนะคะ”

“ไม่หรอกค่ะ บางทีที่พี่พิมโดนแกล้งบ่อยๆอาจจะเป็นเพราะพวกสาวๆเค้าอิจฉาที่พี่พิมได้เป็นแฟนกับพี่เพรียวก็ได้นะคะ”

“พี่กับเพรียวเนี่ยนะจะเป็นแฟนกัน เราแค่คนรู้จักกันเฉยๆ แล้วคุณน้ำล่ะ ยังโกรธเพรียวอยู่รึเปล่า”

“แล้วทำไมน้ำต้องโกรธพี่เพรียวด้วยล่ะคะ”

“ก็ก่อนที่คุณน้ำจะไปต่อโท เพรียวเคย...เอ่อ...เคยทำไม่ดีกับคุณน้ำเอาไว้ไม่ใช่เหรอครับ”

น้ำนวลหน้าเสียไม่คิดว่าพิมมาลาจะรู้เรื่องนี้ แต่ถ้าจะยอมรับก็เหมือนตนไม่ลืมเพรียว จึงตีหน้าขรึมบอกว่าตนลืมไปหมดแล้ว ความจริงถ้าพี่ทศไม่เอ่ยชื่อเขาขึ้นมา ตนก็ลืมเขาไปแล้วด้วยซ้ำ...พิมมาลาไม่เชื่อ คิดในใจว่าน้ำนวลโกหก แต่รัมภาที่ยืนมองมาจากมุมหนึ่งสะใจ ชื่นชมน้ำนวลทำถูกต้องแล้ว ต้องใจแข็งแบบนี้
พิมมาลาเหลือบเห็นรัมภา จึงสวมกอดขอบใจน้ำ-นวล และยักคิ้วกวนๆเลยมาให้ แถมด้วยแกล้งกอดกระชับไม่ปล่อย พร้อมทำหน้าทะลึ่งทะเล้นยั่วรัมภาอีก

“จอมฉวยโอกาส ฝากไว้ก่อนเถอะแก” รัมภาฮึ่มฮั่มแล้วหายตัวไปจากตรงนั้น

ooooooo

ตกเย็น เพรียวในคราบพิมมาลาติดสอยห้อยตามน้ำนวลมาที่บ้าน อ้างว่าสนใจจะฝึกสมาธิกับฟ้างาม แต่ความจริงแล้วต้องการพิสูจน์ว่าน้ำนวลลืมตนจริงดังปากว่าหรือเปล่า พอได้โอกาสขึ้นไปบนห้องนอนกับน้ำนวล จึงแอบค้นหาสิ่งของที่เคยให้น้ำนวล แต่ก็ไม่พบอะไรสักอย่าง แม้แต่รูปที่ถ่ายคู่กัน

น้ำนวลเอาชุดขาวสำหรับใส่นั่งสมาธิมาให้พิมมาลาเปลี่ยนในห้องนี้ ส่วนตัวเองแยกไปเปลี่ยนที่ห้องน้าสาว พิมมาลาที่ยังคาใจเรื่องสิ่งของจึงรีบค้นหาอีกครั้งโดยเร็ว แต่ดันเจอชุดชั้นในของน้ำนวล ตอนแรกก็เขินๆไม่กล้ามอง แต่เดี๋ยวเดียวก็ยิ้มทะลึ่ง หยิบกางเกงในแบบบิกินี่บางๆ ลายสวยออกมาจากลิ้นชัก

“เซ็กซี่จังเลยแม่คุณ ตอนใส่จะขนาดไหนเนี่ย” ยกขึ้นขึงดูแต่ต้องยิ้มค้าง เมื่อสายตามองเลยไปที่รูปวาดติดผนัง “นั่นมัน...รัมภา เธอจริงๆด้วย จะตามหลอกหลอนฉันไปถึงไหน”

ขณะนั้นเองน้ำนวลเปิดประตูห้องเข้ามา พิมมาลาตกใจรีบกำกางเกงในที่หยิบติดมือมาซ่อนไว้ด้านหลัง พลางก็ถามน้ำนวลว่าคนในรูปเป็นใคร

“ผู้หญิงคนนี้ไม่มีตัวตนหรอกค่ะพี่พิม น้ำวาดขึ้นมาจากความฝันของน้ำเอง พี่พิมอย่าหาว่าน้ำบ้านะคะ คือตั้งแต่น้ำจำความได้น้ำก็ฝันเห็นผู้หญิงคนนี้มาตลอด เค้าเข้ามาเล่นกับน้ำ คอยดูแลปกป้องน้ำ โดยที่น้ำก็ไม่รู้ว่าเค้าเป็นใคร รู้แต่ว่าเค้าชื่อคุณรัมภาค่ะ เค้าก็เหมือนเป็นแม่ทูนหัวของน้ำคนนึงล่ะค่ะ”

พิมมาลาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเจ็บใจ แอบบ่นเบาๆ “อย่างนี้นี่เอง ยัยตัวแสบ”

ทันใดมีเสียงเอะอะดังมาจากข้างล่าง น้ำนวลจำเสียงพี่ชายได้ รีบขอตัวลงไปดู พิมมาลาเองก็รีบเก็บกางเกงในแล้วตามเธอไป

นันท์โวยวายใส่สาวใช้ที่จำตนไม่ได้และไม่ยอมให้พบฟ้างามเพราะกำลังฝึกนั่งสมาธิอยู่กับเพื่อนๆ น้ำนวลต้องเอาน้ำเย็นเข้าลูบจนพี่ชายค่อยสงบลง และพอได้เห็นพิมมาลา อาการหัวเสียของนันท์ก็หายเป็นปลิดทิ้ง

“นั่นใครน่ะ เพื่อนแกเหรอน้ำ”

น้ำนวลเห็นท่าทีพี่ชายก็รีบปกป้องพิมมาลา “พี่พิมเป็นพนักงานที่บริษัทของเราค่ะ ขอโทษนะคะพี่นันท์ ตอนนี้ได้เวลาฝึกสมาธิแล้ว ค่อยคุยกันทีหลังนะคะ”

น้ำนวลจูงมือพิมมาลาเดินเลี่ยงไปทันที นันท์มองตามพิมมาลาอย่างติดใจในความสวย พลางส่งสายตาเจ้าชู้ใส่เมื่อเธอหันกลับมามอง   แต่พิมมาลาขนลุกเกรียวรีบเบือนหน้ากลับแถมทำท่าสะอิดสะเอียนอยากจะอ้วก

ทวิชามาฝึกสอนการนั่งสมาธิให้ฟ้างามและกลุ่มเพื่อน แรกเห็นพิมมาลา ทวิชาส่งยิ้มให้เธอแทนการทักทาย พิมมาลายิ้มตอบด้วยไมตรี แล้วก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งทวิชายิ้มให้อีกหลายครั้ง ก็เริ่มรู้สึกทะแม่งๆชอบกล

การนั่งสมาธิผ่านไปนานนับชั่วโมง จากฟ้าที่สว่างกลายเป็นมืดสลัว และพิมมาลาก็หมดความอดทนแล้วด้วย เธอเหน็บกินจนเดินกะเผลกกลับมาที่ห้องนั่งเล่น

“จะนั่งให้บรรลุกันไปข้างนึงเลยรึไง เมื่อยจะตายอยู่แล้ว ยุงก็กัด” บ่นเสร็จก็ชะงัก เห็นนันท์นั่งอยู่ที่โซฟา

“เสร็จแล้วเหรอจ๊ะ จะกลับรึยังล่ะ เดี๋ยวพี่ไปส่ง”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันกลับเองได้” พิมมาลาจะเดินหนีแต่ถูกนันท์คว้าข้อมือไว้

“พี่บอกว่าจะไปส่งไงล่ะ พี่ว่าพูดชัดถ้อยชัดคำแล้วนะ ฟังไม่เข้าใจรึไง”

ท่าทีและน้ำเสียงวางอำนาจของนันท์ทำให้พิมมาลาของขึ้น จ้องหน้าเขาอย่างไม่พอใจ ถึงเพรียวจะเจ้าชู้ก็ไม่เคยหยาบคายกับผู้หญิงแบบนี้ พอจะดึงมือออก นันท์ยิ่งจับแน่นไม่ปล่อย พิมมาลาเจ็บใจมากที่สู้แรงไม่ไหว พอดีน้ำนวลตามเข้ามาเห็น จึงเสียงเข้มใส่พี่ชาย

“ปล่อยมือพี่พิมนะคะพี่นันท์”

“ไม่ต้องเสียงแข็งใส่พี่ก็ได้น้ำ พี่ก็แค่อยากอาสาไปส่งบ้านก็เท่านั้นเอง”

“ไม่ต้องรบกวนพี่นันท์หรอกค่ะ พี่พิมมากับน้ำ น้ำไปส่งพี่พิมเองได้ พี่นันท์เพิ่งกลับมาถึงพักผ่อนดีกว่าค่ะ...ไปเปลี่ยนชุดเถอะค่ะพี่พิม”

น้ำนวลจูงมือพิมมาลาขึ้นข้างบน นันท์มองตามด้วยความเจ็บใจ

“กันท่านักนะ คนอย่างฉันอยากได้อะไร...ต้องได้”

เพียงสายๆวันรุ่งขึ้น นันท์ก็วางอำนาจในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเรียกพิมมาลามาพบที่ห้องทำงานในเซนซูยา พิมมาลาไม่รู้มาก่อน เปิดประตูเข้ามาเห็นนันท์ก็ชะงักกึก

“ตกใจอะไร รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าฉันเป็นเจ้าของที่นี่คนนึง ฉันอยากเป็นผู้จัดการฝ่ายไหนก็ไม่แปลก”

“ค่ะ ไม่แปลก แต่ปกติทุกคนที่นี่ต้องทำงานไต่เต้าขึ้นมาจากระดับล่างก่อน ถึงจะเป็นคนในตระกูลคุณเอง ก็ไม่มีข้อยกเว้น”

“ก็ฉันนี่ล่ะข้อยกเว้น เพิ่งเข้ามาทำงาน ทำไมรู้ลึกจัง”

“ก็...ฉันสนิทกับคุณน้ำนี่คะ นี่ค่ะ รายละเอียดของที่จะต้องจัดซื้อ”

นันท์มองแฟ้มเอกสารนิดหนึ่งแต่ไม่รับมา “ฉันไม่อยากดูอะไรทั้งนั้นล่ะ จนกว่าเธอจะไปกินข้าวกับฉันก่อน”

“จะบอกอะไรให้นะคะ ถ้าคิดจะจีบผู้หญิงก็ควรจะมีศิลปะบ้าง วิธีที่คุณทำอยู่นอกจากจะจีบไม่ติดแล้ว ผู้หญิงเค้าจะดูถูกให้อีก” พูดจบก็จะกลับออกไป แต่นันท์จู่โจมเข้ามากอดทางด้านหลัง

“ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าลูกจ้างอย่างเธอมีสิทธิ์อะไรมาดูถูกคนอย่างฉัน”

ไม่ทันที่พิมมาลาจะตอบโต้หรือทำอะไร ประตูเปิดกว้างออก น้ำนวลก้าวเข้ามาหน้าเคร่ง

“หยุดนะคะพี่นันท์ ไม่งั้นน้ำจะไปบอกน้างาม”

นันท์ยอมปล่อย จ้องหน้าน้องสาวโกรธๆ “แกไม่ต้องเอาน้างามมาขู่ฉันเลยนะ น้างามไม่มีทางเห็นลูกจ้างดีกว่าหลานชายตัวเองหรอก”

“จะลองดูมั้ยล่ะคะ” น้ำนวลจ้องหน้าท้าทาย...เท่านี้พี่ชายก็ไม่กล้าเสี่ยง

“แกจะไปไหนก็ไปเลยไป”

พิมมาลาได้ทีโอบเอวน้ำนวลเดินแนบชิดออกไป แถมยังออดอ้อนอย่างน่าสงสาร

“โชคดีนะคะที่คุณน้ำมาช่วยพี่ไว้ได้ทัน ไม่งั้นพี่คงถูกเค้าล่วงเกินขยำขยี้ปี้ป่นไปแล้ว”

“น้ำระแวงตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะค่ะ รู้นิสัยพี่นันท์ดีว่าคงไม่เลิกง่ายๆแน่ พอรู้ว่าพี่พิมมาที่ฝ่ายจัดซื้อ น้ำก็รีบตามมาทันที น้ำต้องขอโทษพี่พิมแทนพี่นันท์ด้วยนะคะ”

พิมมาลาน้ำตาคลอเบ้า ซึ้งใจโดยไม่มีสาเหตุ น้ำนวลแปลกใจถามว่าร้องไห้ทำไม พิมมาลากลับยิ่งร้องไห้ ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าร้องทำไม

ขณะน้ำนวลซับน้ำตาให้พิมมาลา นางเดินผ่านมาเห็นและเข้าใจผิดว่าพิมมาลาชอบเพศเดียวกัน จึงผละหนีไปด้วยความตกใจระคนสะอิดสะเอียน

ครู่ต่อมา พิมมาลาเข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำ และบ่นอย่างไม่เข้าใจตัวเอง “ร้องไห้บ้าบออะไรวะเนี่ย ผู้หญิงนี่ก็เหลือเกิน นิดๆหน่อยๆ ก็ปี่แตก” พอเงยขึ้นจากอ่างล้างหน้า มองในกระจกเห็นหน้าตัวเองแห้งสนิท เครื่องสำอางที่ลบจางไปก็แจ่มชัดขึ้นมาเองโดยไม่ต้องแต่งเติม นึกรู้ทันทีว่าเป็นฝีมือนางฟ้ารัมภา

“รัมภา ฝีมือคุณใช่มั้ย อารมณ์ผมถึงได้แปรปรวนขนาดนี้ คุณจะแก้แค้นแทนลูกสาวล่ะสิ ผมรู้ทันหรอกน่ะ ยัยนางฟ้าใจร้าย จอมซาดิสต์”

ด่าเสร็จมองในกระจกอีกทีก็ต้องร้องเสียงหลงเมื่อพบว่าตัวเองกลายเป็นเพรียวไปแล้ว แต่ยังอยู่ในชุดผู้หญิงอย่างเดิม

“เฮ้ย...เล่นอะไรบ้าๆ รัมภา เสกให้ผมเป็นผู้หญิงเดี๋ยวนี้เลยนะ”

จังหวะนี้เองนางเดินเข้ามาพร้อมเสียงพึมพำเรื่องที่เข้าใจผิดพิมมาลากับ น้ำนวล เพรียวตกใจหลบแวบเข้าห้องน้ำ นางเห็นไวๆจำชุดพิมมาลาได้ แต่แปลกใจทำไมทรงผมถึงสั้นนัก จึงเคาะประตูถามว่าใช่พิมมาลาหรือเปล่า

เพรียวเงียบกริบไม่กล้าตอบ นางสงสัยมากก้มลงแอบมองที่ช่องประตูด้านล่าง ปรากฏว่าสิ่งที่เห็นเล่นเอานางร้องกรี๊ดด้วยความตกใจ

“ว้าย...ผู้ชาย!!”

เพรียวสะดุ้งรีบกระถดขาที่มีขนหน้าแข้งดกครึ้มบนรองเท้าส้นสูง พร้อมกับกระซิบสั่งรัมภาให้เลิกเล่นบ้าๆเสียที ตนเดือดร้อนจะตายอยู่แล้ว ฝ่ายนางเมื่อเห็นขาผู้ชายก็เข้าใจว่ามีไอ้โรคจิตแอบเข้ามาหวังทำมิดีมิร้าย ผู้หญิง จึงตะโกนบอกเพื่อนพนักงานให้มาช่วยกันจัดการ

เพรียวหน้าซีดหน้าเสีย ได้ยินนางกับเพื่อนวางแผนจะพังประตูแล้วฟาดกบาลไอ้โรคจิต เพรียวก็ยิ่งเลิ่กลั่กทำอะไรไม่ถูก ในที่สุดเขาก็ต้องยกมือไหว้ขอโทษรัมภาไปทั่วทิศ บอกว่าจะไม่ด่าเธออีกแล้ว

รัมภาไม่ปรากฏตัว แต่ก็ใช้เวทมนตร์ทำให้เพรียวกลายเป็นพิมมาลาได้ทันท่วงที พวกนางที่กำลังเงื้อง่าจะพังประตูถึงกับชะงักแปลกใจ

“อ้าว...เธอเองเหรอ”

“ก็ใช่น่ะสิ”

“เรียกแล้วทำไมไม่ตอบ”

“ตอบก็แหยเธอน่ะสิ” ว่าแล้วพิมมาลาก็สะบัดบ๊อบใส่เดินกรีดกรายออกไปจากห้องน้ำ นางเจ็บใจกระแทกเสียงไล่หลัง

“หัดแวกซ์ขนหน้าแข้งมั่งนะยะ” ขาดคำก็ฉุกคิด “อุ๊ย รึว่าจงใจเลี้ยงให้ยาวแบบผู้ชาย...ชัวร์แน่ๆ โธ่คุณน้ำ ไม่น่าเลย”

“อะไรคะพี่นาง หนูงงหมดแล้ว”

“เธองงไปก่อนแล้วกัน รอให้ฉันจับได้คาหนังคาเขาก่อนเถ๊อะ คุณฟ้างามต้องเด้งหล่อนพ้นเซนซูยาแน่ๆ นังพิมลั้นลา” นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่เพื่อนรุ่นน้องยิ่งหน้ายุ่งไม่เข้าใจ

ooooooo

ตอนที่ 2

หลังคุยงานกับฟ้างามเสร็จ เพรียวกับน้ำนวลก็กลับออกมาพร้อมกัน

“เวลาผ่านไปเร็วจังเลยนะครับ ไม่ทันไรคุณน้ำก็จบปริญญาโทมาเป็นผู้ช่วยผมซะแล้ว”

ตอนที่ 1

“รู้จักให้...ในสิ่งที่คนอื่นอยากได้” คือคติประจำใจของ “เพรียว” ชายหนุ่มเชื้อสายจีน หน้าตาดี เชื่อมั่นในตัวเองและทำงานเก่ง เพรียวมีความสามารถเรื่องการดูจิตใจของคนอื่น รู้ในสิ่งที่คนอื่นต้องการ และเมื่อเขาให้ในสิ่งที่คนอื่นต้องการ เขาก็จะได้รับในสิ่งที่เขาอยากได้กลับคืนมาเสมอ

เพรียวเป็นคนจังหวัดอุทัยธานี ครอบครัวเป็นคนไทยเชื้อสายจีน พ่อแม่เปิดกิจการผ้าทอ ซึ่งพ่อแม่ของเพรียวก็เหมือนครอบครัวคนจีนทั่วไปที่ลูกชายสำคัญกว่าลูกสาว แม้ว่าพี่สาวทั้งสองคนคือ สายพรกับยุพิน จะเป็นคนดูแลกิจการทอผ้าของครอบครัวเป็นหลัก แต่พ่อแม่ไม่เคยเห็นความสำคัญ เอาแต่คุยฟุ้งทั่วบ้านทั่วเมืองว่าเพรียวเป็นลูกชายที่แสนกตัญญู

พิมมาลา เรื่องย่อละคร

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

ช่อง 3 ส่งซีรีส์วัยรุ่นเอาใจสาวๆ ฟินข้ามคืนไปกับ "สาวน้อยจ้าวพายุ"

ช่อง 3 ส่งซีรีส์วัยรุ่นเอาใจสาวๆ ฟินข้ามคืนไปกับ "สาวน้อยจ้าวพายุ"
18 พ.ค. 2564

06:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้