ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

พิมมาลา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

วันเผาศพศรสิทธิ์...ฟ้างามไม่ค่อยพอใจนักที่มานิดามาร่วมงาน แต่น้ำนวลกลับเห็นว่าถ้าไม่มาจะน่าเกลียดกว่า เพราะยังไงเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาลุงสิทธิ์

พิมมาลาก็มางานนี้ อนุศรที่หงอยๆเลยมีรอยยิ้มขึ้นมาบ้าง

“ขอบใจมากนะหนูพิม อุตส่าห์มา”

“คุณสิทธิ์เป็นเจ้านายคนนึงของพิม ยังไงพิมก็ต้องมาค่ะคุณฟ้างาม ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะคุณนู”

“ครับ”

“ทราบมาว่าคุณนูไม่ค่อยสบาย ยังไงก็ต้องรักษาสุขภาพให้มากๆนะคะ”

“ผมคิดไม่ถึงเลยนะครับ ว่าจะมีโอกาสได้เจอกับคุณพิมอีก”

พิมมาลายิ้มเล็กน้อยไม่พูดอะไร น้ำนวลแอบกระซิบกับแวนว่าพี่พิมน่ารักจังเลย อุตส่าห์มาให้กำลังใจพี่นู...ขณะนั้นนางเหลียวซ้ายแลขวาเหมือนหาใครบางคน พอไม่เห็นจึงถามดลที่ยืนอยู่ข้างกัน

“นี่ดล แกเห็นพี่เพรียวรึเปล่า จะได้เวลาเผาแล้วทำไมยังไม่มาอีกล่ะ”

“ถ้าพี่เพรียวมาไม่ทันล่ะน่าเกลียดตายเลย ผู้บริหารเซนซูยามากันครบเลย”

พิมมาลาได้ยินดลและนางพูดจากด้านหลัง และมองไปก็เห็นจริงดังที่ดลพูด จึงบอกน้ำนวลว่าพี่ขอตัวไปห้องน้ำ พอเดินพ้นทุกคนมาในที่ลับตา พิมมาลาก็จัดแจงจะเปลี่ยนร่างกลับเป็นเพรียว

“จะทำอะไรน่ะ” เสียงรัมภาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ พิมมาลาถึงกับสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ

“เฮ้ย!”

รัมภามาในชุดดำไว้ทุกข์ พิมมาลาเห็นแล้วหน้าตูม บ่นอุบ

“เมื่อไหร่คุณจะเลิกมาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงซะทีนะ ถึงผมจะชินแล้ว แต่นี่มันในวัดนะคุณ บรรยากาศแบบเนี้ย เดี๋ยวผมก็หัวใจวายตายพอดีหรอก”

“ขวัญอ่อนซะจริง ไหนบอกว่าอยากให้อนุศรตัดใจได้ไง แล้วให้พิมมาลาโผล่มาทำไมยะ”

“ก็ผมสงสารคุณนูเค้า คุณพ่อก็เสีย ปัญหาเรื่องงานเรื่องญาติก็รุม แล้วยังต้องมาอกหักอีก ผมก็เลยให้เค้าได้เจอพิมมาลานิดนึงเผื่อจะมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง”

“แหม ทีเมื่อก่อนตอนเลิกกับสาวๆล่ะใจแข็งนัก เยื่อใยนิดๆหน่อยๆก็ไม่มี แต่พอจะเลิกกับผู้ชายล่ะก็ มีห่วงใยความรู้สึกกันด้วย คิดอะไรอ๊ะเปล่าเนี่ย”

“ไม่ต้องมาหาเรื่องผมเลย ผมกับคุณนูก็แค่คนอกหักเหมือนกัน ผมเลยเข้าใจความรู้สึกของเค้าก็เท่านั้นเอง ใครจะไปคิดลึกบ้าบอเหมือนคุณ เดี๋ยวก็ฟ้าผ่าตายพอดี”

พิมมาลาเปลี่ยนร่างเป็นเพรียวแล้วเดินกลับมาที่งาน เจอเมลานีจึงเข้าไปแสดงความเสียใจ ก่อนถามเธอว่าเดี๋ยวนี้ยังเที่ยวกลางคืนทุกวันอยู่รึเปล่า เมลานีกำลังจะตอบ แต่มานิดาเข้ามาแทรกเสียก่อน

“เม...จำที่แม่สั่งไม่ได้รึไง อย่าไปคุยกับพวกศัตรู เราไว้ใจใครไม่ได้ทั้งนั้น จะมาล้วงความลับรึเปล่าก็ไม่รู้”

เพรียวไม่คิดว่ามานิดาจะเป็นคนแบบนี้ไปได้ แต่เขาไม่พูดอะไรเดินเลี่ยงไปเฉยๆ

“เดชะบุญนะที่พ่อแกตายเพราะเส้นเลือดในสมองแตก ใครถามค่อยตอบได้เต็มปากหน่อย ถ้าต้องบอกว่าเป็นเอดส์ตายขายขี้หน้าเค้าแย่ แม่คงไม่กล้ามางาน”

“จะพูดอีกทำไมคะคุณแม่ คุณพ่อเสียไปแล้วนะคะ พูดถึงท่านในแง่ดีมั่งเถอะ”

“พูดดีไปทำไม มรดกไม่ให้แกซักบาท”

เมลานีถอนใจเซ็งๆ นิ่งไปอย่างไม่อยากเถียงด้วย ส่วนเพรียวพอเดินเลี่ยงไปก็เจออนุศรตรงดิ่งมาหาด้วยสีหน้าท่าทีร้อนรนกระวนกระวาย

“คุณเพรียวครับ เห็นคุณพิมรึเปล่าครับ”

“ไม่เห็นนี่ครับ ตั้งแต่มาผมยังไม่เจอเลย”

“สงสัยจะแอบหนีกลับไปแล้ว ไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ ผมเข้าใจทุกอย่าง อย่างน้อยได้พูดร่ำลาซักคำก็ยังดี”

เพรียวมองอนุศรด้วยความสงสารและเข้าใจ ตัดสินใจหลบไปเปลี่ยนเป็นพิมมาลาอีกครั้ง พออนุศรได้เห็นก็แทบจะพุ่งเข้าใส่

“คุณพิม...อยู่นี่เอง”

ขณะนั้นเอง น้ำนวลเดินเข้ามาหาพิมมาลา ถามหาพี่เพรียว เพราะพนักงานจะถ่ายรูปหมู่กัน พิมมาลาฟังแล้วอยากจะบ้าตาย เพิ่งเปลี่ยนมาแหม็บๆจะต้องเปลี่ยนกลับอีกแล้ว เลยแอบถอนใจหลายเฮือกด้วยความเหนื่อยอ่อน...

ถึงตอนจะกลับออกจากวัด เพรียวเดินไปเจอฟ้างามนั่งเศร้าอยู่คนเดียวใต้ร่มไม้ เข้ามาทักถามเธอว่ายังไม่กลับอีกหรือ ฟ้างามมองเลยไปทางเมรุเผาศพ พูดเหมือนรำพึงออกมา

“คนเราสุดท้ายก็แค่นี้เองนะเพรียว เวลาผ่านไปแค่ไม่กี่ปี ก็เหลือฉันอยู่คนเดียวแล้ว”

“คนเดียวที่ไหนกันครับ คุณฟ้างามยังมีคุณนู คุณน้ำ แล้วอีกไม่นานคุณน้ำก็จะมีหลานยายให้คุณฟ้างามอุ้มแล้วด้วย”

“หลานกับพี่น้องมันก็ไม่เหมือนกันหรอกนะ ฉันจำได้ตอนเด็กๆฉันสนิทกับพี่สิทธิ์มาก แต่พอโตขึ้นเราก็ห่างกันเรื่อยๆ จนตอนนี้หมดโอกาสจะได้เห็นหน้ากันแล้ว ฉันอดคิดไม่ได้นะว่าถ้าฉันอยู่ใกล้ชิดกับพี่สิทธิ์เหมือนเมื่อก่อน ฉันคงดูแลเค้าได้มากกว่านี้ พี่สิทธิ์อาจจะไม่ต้องอายุสั้นแบบนี้ก็ได้ เธออย่าเอาอย่างฉันนะเพรียว ให้เวลากับคนที่เรารักให้มากๆ เราไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น อย่าให้ต้องมานั่งเสียใจนึกเสียดายว่าไม่ได้ทำอะไรเอาตอนที่ทุกอย่างมันสายเกินไปแล้ว”

ฟังฟ้างามแล้วเพรียวเหมือนได้คิดบางอย่างเกี่ยวกับตัวเอง ค่ำนั้นเขาไปเลือกซื้อเครื่องวัดความดัน พร้อมกันนี้ก็โทร.หาแม่ที่บ้านถามไถ่อาการเจ็บไข้ได้ป่วยของพ่อ

“พ่อเค้าแข็งแรงดี ไม่ต้องห่วงหรอกเพรียว”

“แล้วพ่อเค้าทานยาตามที่หมอสั่งรึเปล่าครับ แม่ต้องคอยเตือนพ่อนะครับ โรคความดันประมาทไม่ได้”

“ไม่ต้องกลัว แม่ดูแลพ่อทุกฝีก้าวอยู่แล้ว สบายใจเถอะลูก...คุยกับพ่อเค้าหน่อยนะ” แม่ส่งโทรศัพท์ให้พ่อที่นั่งยิ้มแฉ่งอยู่ข้างๆ

“ว่าไงเพรียว”

“พ่อครับ พรุ่งนี้วันหยุด ผมจะไปหาพ่อนะครับ ผมซื้อเครื่องวัดความดันกับพวกวิตามินบำรุงไปฝากพ่อ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะสอนให้พ่อกับแม่ใช้เครื่องนะครับ”

“ขอบใจมากลูก มาให้ทันกินข้าวเที่ยงนะ พ่อจะรอ...เออๆ หวัดดีๆ” พ่อกดวางสาย แววตามีความสุขเหลือเกิน ชื่นชมลูกชายคนโปรด “ลูกเรานี่มันกตัญญูจริงๆนะแม่ เป็นห่วงพวกเราตลอดเลย”

แม่ยิ้มพยักพเยิด ภูมิใจและรักเพรียวที่สุดเหมือนกัน

ooooooo

รุ่งขึ้นเพรียวตั้งใจมากินข้าวกลางวันกับพ่อให้ทัน แต่พอมาถึงกลับพบว่าพ่อนอนสิ้นใจอยู่บนห้องโดยที่แม่และพี่สาวไม่มีใครรู้เลย...

เพรียวและทุกคนตกใจและเสียใจมากร่ำไห้กันระงม ไม่คาดคิดว่าพ่อจะจากไปอย่างกะทันหัน ด้านฟ้างามกับน้ำนวล และแวนทราบข่าวกันตอนหัวค่ำ ก็อดรู้สึกใจหายและสงสารเพรียวไม่ได้

“พักนี้เป็นยังไงไม่รู้นะ ต้องไปแต่งานศพ”

“แต่ละคนตายแบบไม่ทันตั้งตัวด้วยนะครับ”

“นั่นสิ จะว่าไปก็เสียเพราะเส้นเลือดในสมองแตกเหมือนกัน แต่ตายสบายผิดกัน พ่อเพรียวเค้าเหมือนนอนหลับไปเฉยๆ ส่วนลุงเราโกรธจัดล้มทั้งยืน นี่แหละทำบุญมาผิดกัน”

“พรุ่งนี้น้ำกับแวนจะไปงานศพพ่อพี่เพรียวนะคะน้างาม จะไปพร้อมกันมั้ย”

“ไปสิ ไม่ไปกับพวกแล้วน้าจะไปกับใครล่ะ” ฟ้างามพูดเศร้าๆ เหงาๆ จนน้ำนวลกับแวนรู้สึกแปลกใจชำเลืองมองกันไปมา พอถูกน้าสาวชวนให้อยู่ดูหนังแผ่นเป็นเพื่อน สองคนก็ไม่กล้าปฏิเสธ...

ส่วนรัมภาที่รู้เห็นก็พลอยไม่สบายใจไปด้วย คิดไม่ถึงว่าฟ้างามจะจิตตกขนาดนี้ นั่งบ่นอยู่ในห้องพักของเพรียวที่บ้านพ่อแม่ เพรียวกลับจากวัดมาเจอก็ตกใจนิดหน่อย

“อ้าวคุณ มานานแล้วเหรอ”

“ซักพักแล้ว เสียใจด้วยนะเพรียว”

“ผมยังตั้งหลักไม่ถูกเลยนะคุณรัมภา ตกลงพ่อผมตายจริงรึเปล่าเนี่ย มันเร็วจนเหมือนแค่ฝันร้าย”

“ชีวิตมนุษย์ก็แค่นี้แหละเพรียว เกิด แก่ เจ็บ ตาย หนีไม่พ้นหรอก หมั่นทำบุญไว้เยอะๆ”

“คุณเป็นนางฟ้า พอจะรู้มั้ยว่าตอนนี้พ่อผมเป็นยังไงบ้าง”

“รู้ แต่ฉันบอกไม่ได้หรอก มันอยู่นอกเหนืออำนาจของฉัน...พ่อของนายเค้าเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดโกงใคร ทำบุญบ้างตามโอกาส แม้จะลำเอียงรักนายมากไปหน่อยก็เถอะ แต่รวมๆแล้วก็ถือว่าเป็นคนดีคนนึง ต้องไปเกิดในภพภูมิที่ดีกว่าเดิมแน่ๆ ไม่ต้องห่วงหรอก”

“ขอบคุณนะครับคุณรัมภา แล้วคุณมาหาผมนี่มีธุระอะไรรึเปล่า”

“จะเรียกว่าธุระก็ไม่เชิง เอาเป็นว่าฉันมาขอความร่วมมือจากนายก็แล้วกัน นายไม่ทำก็ได้นะ แต่ถ้าทำ ก็จะเป็นกุศลติดตัวนายเอง ที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น”

“คุณจะให้ผมช่วยเหลือใครเหรอ”

“ฟ้างาม”

เพรียวมีสีหน้าสงสัยขึ้นมาทันที

ooooooo

บ่ายวันต่อมา แวนขับรถเข้ามาจอดในบริเวณวัด หลวงลุง พอลงจากรถเห็นสภาพวัดทั้งเล็กทั้งเก่าฟ้างาม อดคิดไม่ได้ว่าแวนกับน้ำนวลพามาผิดวัดหรือเปล่า

“วัดนี้แน่นะหนูน้ำ ทำไมมันโทรมนักล่ะ”

“ไม่ผิดหรอกค่ะ พวกพี่นางพี่ดลเค้าเคยมา เห็นว่าคุณลุงของพี่เพรียวเป็นเจ้าอาวาส แล้วพี่เพรียวก็บวชที่นี่ด้วยค่ะ”

“สงสัยจะศาลาโน้นนะครับ พี่เพรียวบอกว่าทำพิธีแบบจีน” แวนชี้มือไป

“เราเดินเข้าไปกันก่อน น้าขอเข้าห้องน้ำเดี๋ยว”

น้ำนวลกับแวนออกเดิน ส่วนฟ้างามแยกไปทางห้องน้ำ เดินไปบ่นไปว่าทำไมปล่อยวัดทรุดโทรมขนาดนี้ ไม่มีใครทำบุญบ้างเลยรึไง?

“คนทำบุญน่ะมีโยม แต่ทำกันเท่าที่จำเป็น”

เสียงนั้นทำให้ฟ้างามหันขวับไปมอง พอเห็นเป็นพระก็หน้าเสีย รีบเดินเข้าไปพนมมือไหว้

“ขอโทษค่ะหลวงพ่อ ดิฉันไม่ทันเห็นว่าหลวงพ่ออยู่ที่นี่ ก็เลยพูดมากไปหน่อย”

“ไม่เป็นไรหรอกโยม วัดของอาตมามันก็ทรุดโทรมจริงๆนั่นแหละ แต่ถึงโทรมมันก็สะอาดสะอ้าน พวกกุฏิ พวกโบสถ์ ก็สร้างไว้แข็งแรงดี เพียงแต่มันเก่าตามกาลเวลาเท่านั้นเอง”

“แต่ยังไงมันก็น่าจะมีการซ่อมแซมบ้างนะคะ ดิฉันรู้จักคนเยอะ ถ้ายังไงดิฉันเรี่ยไรเงินมาทำบุญให้ไหมคะ จะได้ปรับปรุงวัดให้สวยขึ้น”

“ขอบใจนะโยม แต่อาตมาคงรับไม่ได้หรอก”

“อ้าว ทำไมล่ะคะ ปรับปรุงวัดให้สวยขึ้นจะได้มีคนมาทำบุญที่วัดมากขึ้นไงคะ”

“คนที่มาวัดเค้าไม่ได้ศรัทธาที่ความสวยงามของวัดนะโยม อย่างนั้นเค้าเรียกว่าความหลงรูป ศรัทธาที่แท้จริงคือศรัทธาในพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านต่างหาก”

ขณะที่ฟ้างามสนทนาธรรมอยู่กับหลวงลุง เพรียวกับรัมภากำลังเดินคุยกันมาตามทางเดินหน้าโบสถ์

“หลวงลุงท่านเป็นพระที่ดี เคร่งในพระธรรมวินัย  เหมาะแล้วล่ะที่จะให้สั่งสอนฟ้างาม จะได้ไม่เตลิดเปิดเปิงแบบคราวนายทวิชาอีก”

“ไม่น่าเชื่อเลยนะครับ ว่าผู้หญิงเก่งอย่างคุณฟ้างามจะกลายเป็นคนเคว้งคว้างขี้เหงาไปได้”

“ตราบใดที่ยังมีกิเลส ไม่ว่ามนุษย์คนไหนมันก็ไม่ต่างกัน ซักเท่าไหร่หรอก ยิ่งคนมีจุดอ่อนอย่างฟ้างาม ถ้าไม่มีคนนำทางที่ดี ก็คงไม่แคล้วต้องตกเป็นเหยื่อพวกมนุษย์สิบแปดมงกุฎอีกแน่ๆ”

“ถ้าหลวงลุงสามารถช่วยคุณฟ้างามได้ ผมก็ยินดีเป็นคนประสานให้ เพราะมันไม่ใช่จะดีกับคุณฟ้างามคนเดียว มันยังส่งผลดีถึงคนอื่นๆด้วย”

“เน้นไปที่น้ำนวลคนเดียว ฉันก็ไม่ว่านายหรอก” รัมภากระเซ้าอย่างรู้ทัน เพรียวอมยิ้มยอมรับ

“เจอกันพักหลังนี่รู้สึกว่าเราไม่ค่อยทะเลาะกันเลยว่ามั้ย”

“อยากรู้มั้ยว่าเพราะอะไร”

เพรียวพยักหน้าแทนคำตอบ

“นายไม่ใช่เพรียวคนเดิมที่ฉันเคยเจอแล้ว ความรู้สึกนึกคิดของนายเปลี่ยนไปมาก ฉันเพิ่งจะมองเห็นว่านายหล่อก็เร็วๆนี้แหละ...รักษาเอาไว้ให้ดีนะเพรียว”

“ขอบคุณมากครับคุณรัมภา”

รัมภาและเพรียวยิ้มให้กันด้วยความรู้สึกดีๆ

ooooooo

ในศาลาวัด น้ำนวลกับแวนนั่งคุยกับถมแม่ของ เพรียว ถมเพิ่งรู้ว่าน้ำนวลท้อง ถ้ารู้ก่อนคงไม่ให้มางาน ศพ เพราะคนท้องคนป่วยโบราณเขาถือ

“น้ำก็เคยได้ยินมาเหมือนกันค่ะ แต่ถึงไงน้ำก็ยังอยากมาอยู่ดี”

“ถ้าห้ามคนป่วยไปงานศพ มีหวังชาตินี้ทั้งชาติแวนคงไปงานศพใครไม่ได้แล้วล่ะน้ำ เพราะอย่างแวน มันก็คงป่วยแบบนี้ไปจนตาย”

“พูดจาแบบนี้อีกแล้วนะแวน น้ำไม่ชอบเลย”

แวนหน้าเจื่อนรีบหาทางเลี่ยง “น้างามไปหลงทางที่ไหนเนี่ย แวนไปตามดีกว่า”

พอแวนเดินพ้นไป น้ำนวลลุกมาเอาน้ำดื่ม ถมมองตามน้ำนวลด้วยความเสียดาย อยากได้น้ำนวลเป็นสะใภ้แต่ต้องผิดหวัง เช่นเดียวกับยุพินกับสายพรพี่สาวของเพรียวที่อยู่หลังศาลา ต่างก็บ่นเสียดายน้ำนวล แวนเดินผ่านมาได้ยิน หยุดยืนฟังเงียบๆด้วยความสนใจ

“ฉันล่ะเสียดายคุณน้ำนวลจริงๆนะพี่พิน นึกว่าจะได้มาเป็นน้องสะใภ้ซะแล้ว ไม่น่าไปแต่งงานกับคนอื่นเลย”

“ของอย่างงี้มันขึ้นอยู่กับบุพเพสันนิวาส ตอนแรกคุณน้ำก็ดูมีใจให้เพรียวมันอยู่นะ แต่คงไม่ใช่คู่กัน”

“ก็แฟนเค้าเป็นถึงลูกรัฐมนตรี น้องเรามันจะเอาอะไรไปสู้เค้าได้ล่ะพี่”

“จะลูกใครคงไม่สำคัญหรอก เป็นเพราะเพรียวมันเจ้าชู้มากกว่า คุณน้ำเค้าเลยเลิกคบ”

“ก็จริง เพรียวมันกะล่อนจะตาย นิ่งๆอย่างคุณน้ำนวลไม่มีทางตามทัน มันต้องท่าทางซื่อๆเหมือนแฟนเค้าน่ะแหละถึงจะอยู่กันรอด”

แวนหน้าเศร้าขึ้นมาทันที เริ่มแน่ใจมากขึ้นว่าน้ำนวลกับเพรียวเคยมีใจแอบคบหากันมาก่อน...เขาเดินออกไปนั่งซึมที่มุมหนึ่งในวัด สักครู่เพรียวเดินถือถุงใส่ของรีบร้อนจะไปทางศาลาสวดศพ เห็นแวนก็เลยชะงัก แวะเข้ามาทัก

“มานั่งทำอะไรตรงนี้ครับคุณแวน”

แวนฝืนยิ้มให้ เพรียวเอะใจเป็นห่วง นั่งลงข้างๆ ถามแวนว่าปวดหัวหรือเปล่า

“เริ่มมีอาการครับ ต้องรีบหยุดคิดมาก”

“คุณแวนมีอะไรให้ต้องคิดมากอีกครับเนี่ย”

แวนมองหน้าเพรียวเหมือนชั่งใจจะพูดหรือไม่พูดดี แต่แล้วก็พูดออกมาว่า

“พี่เพรียวมีบุญคุณกับผมมากเลยนะครับ ทั้งช่วยชีวิตผม แล้วก็ยังช่วยเหลือน้ำอีกตั้งหลายครั้ง จนผมไม่รู้จะตอบแทนพี่ยังไงดีแล้ว”

“พูดอะไรอย่างงั้นครับคุณแวน ผมไม่เคยคิดว่าเป็นบุญคงบุญคุณอะไรเลย ผมก็แค่ช่วยเท่าที่ช่วยได้เท่านั้นเอง เป็นเรื่องของน้ำใจมากกว่า อย่าคิดมากสิครับ คิดมากกับเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ไงถึงได้ปวดหัว”

แวนฝืนยิ้มอีกครั้ง แม้เพรียวจะบอกไม่ให้เขาคิดมาก แต่แวนก็อดคิดเรื่องเพรียวกับน้ำนวลไม่ได้...คืนนั้นกลับไปถึงบ้าน แวนก็ยังหมกมุ่นครุ่นคิดจนนอนไม่หลับ ออกไปนั่ง

ที่ชิงช้าหน้าบ้านคนเดียว

“แวน...มานั่งตากน้ำค้างทำไม นี่มันดึกมากแล้วนะ”

“แวนยังไม่ง่วง”

“ไม่ง่วงก็นั่งเล่นเกมบนเตียงไปก็ได้นี่ เดี๋ยวก็ไม่สบายจนได้หรอก”

แวนหน้าขรึมลง เลื่อนมือมากุมมือภรรยาที่นั่งลงข้างกัน “น้ำ...แวนถามอะไรอย่างนึงสิ”

“คำถามยากรึเปล่า”

“ไม่รู้สิ...ถ้าแวนไม่ป่วยน้ำจะแต่งงานกับแวนมั้ย”

“ทำไมแวนถามน้ำแบบนี้ล่ะ”

“แวนก็แค่ถามดูเล่นๆ แต่ถ้าทำให้น้ำไม่สบายใจ แวนก็ขอโทษนะ”

“แวนจ๊ะ ตั้งแต่เรารู้จักกันมาเรามีแต่ให้สิ่งดีๆให้กันมาตลอด ไม่เคยทำร้ายกัน แล้วก็ไม่เคยทำให้อีกฝ่ายต้องเสียใจ แล้วน้ำก็มั่นใจนะว่าเราสองคนจะเป็นแบบนี้ตลอดไป”

แวนดึงน้ำนวลเข้ามากอดกระชับ “แวนก็มั่นใจ...แวนขอโทษนะ แวนคงไม่สบายก็เลยคิดไปเรื่อยเปื่อย จริงๆการที่น้ำอยู่กับแวนแล้วก็ดีกับแวนแบบนี้มันก็ดีที่สุดแล้วล่ะ แวนไม่น่างี่เง่าคิดอะไรเลอะเทอะเลย ต่อไปแวนจะไม่คิดเรื่องพวกนี้อีกแล้ว แวนขอโทษนะน้ำ”

น้ำนวลกอดตอบแวนด้วยรอยยิ้ม อยากเห็นแต่แวนมีความสุขตลอดไป

ooooooo

หลังเสร็จสิ้นพิธีศพพ่อแวนแล้ว ทนายนำพินัย-กรรมมาอ่านต่อหน้านางถมและลูกชายหญิงสามคน

“ตลาดทั้งสองแห่ง ตลอดจนตึกแถวในอำเภอและตึกแถวซึ่งเป็นที่อยู่ในปัจจุบัน ข้าพเจ้าขอยกให้นางถมภรรยาของข้าพเจ้า ส่วนที่ดินแปลงอื่นทั้งหมด และเงินในบัญชีฝากประจำจำนวนห้าร้อยหกสิบเอ็ดล้านบาท...”

ลูกทั้งสามพากันตกใจ ทักท้วงกันใหญ่เพราะนึกว่าทนายอ่านตัวเลขจำนวนเงินผิด

“ไม่ผิดหรอกเพรียว พ่อเค้าไม่อยากให้ลูกๆฟุ้งเฟ้อจนเกินไป อยากให้สู้ชีวิตและอยู่อย่างพอเพียง” ถมอธิบายแทน

“ผมอ่านต่อนะครับ...ส่วนที่ดินแปลงอื่นทั้งหมด และเงินในบัญชีฝากประจำจำนวนห้าร้อยหกสิบเอ็ดล้านบาท ข้าพเจ้าขอยกให้นายเพรียว บุตรชายของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว”

เพรียวช็อก ไม่คิดว่าพ่อจะรวยขนาดนี้ แถมสมบัติยังตกเป็นของตนอีกด้วย ส่วนแม่กับพี่สาวของเพรียวมีท่าทีเฉยๆเหมือนรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าสมบัติต้องตกเป็นของเพรียว

“ไม่ทราบว่ามีอะไรสงสัยอีกไหมครับ” ทนายถาม

“พินัยกรรมมีแค่นี้เหรอครับ แล้วทำไมพี่ๆผมถึงไม่ได้อะไรเลยล่ะครับ”

“พ่อคงเห็นว่าพี่กับพรได้บ้านไปแล้วตอนแต่งงาน แล้วก็ยังได้เปอร์เซ็นต์จากตลาดแล้วก็โรงงานทอผ้าของแม่อีก ก็เลยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ให้น่ะเพรียว”

“พ่ออาจจะเห็นลูกชายสำคัญกว่าลูกสาว แต่ผมเห็นว่าลูกทุกคนสำคัญเท่าๆกัน เอางี้ละกัน คุณทนายครับ พอผมได้เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อไหร่ ผมจะโอนเงินสองในสามเข้าบัญชีพี่พินกับพี่พร”

ยุพินกับสายพรไม่อยากเชื่อหู มองเขม็งมาที่น้องชาย

“คุณทนายช่วยจัดการให้ด้วยนะครับ ส่วนเรื่องที่ดิน พี่อยากได้แปลงไหนก็เลือกเอาละกัน”

แม่กับพี่ๆ และแม้แต่ทนายก็อึ้งกันไปหมด ไม่มีใครคิดว่าเพรียวจะใจกว้างถึงขนาดโอนเงินเป็นร้อยๆล้านให้พี่สาวง่ายดายขนาดนี้ แต่ถมลำเอียงรักและห่วงเพรียวมากกว่าจึงท้วงขึ้นทันที

“โอ๊ย ไม่ต้องหรอกลูก นังสองคนนี้ยังไงก็ต้องได้เงินส่วนของแม่แล้วก็โรงงานทอผ้าอยู่แล้ว เพรียวไม่ต้องห่วงพี่เค้าหรอก”

“แม่ให้พี่เค้ามันก็สมควรแล้วล่ะครับ เพราะพี่เค้าช่วยงานแม่มากกว่าผม แต่นี่เป็นมรดกในส่วนของพ่อ ผมก็อยากให้พี่เค้าได้ส่วนแบ่งเหมือนกันครับ”

เสร็จเรื่อง เพรียวเดินออกมาจากบ้าน โดยมีสายพรสีหน้าไม่ค่อยสบายใจเดินตามออกมาเรียก


“เดี๋ยวเพรียว พี่มีเรื่องอยากจะคุยด้วยหน่อย”

“ว่าไงครับพี่พร”

“แกไม่ต้องทำอย่างงี้ก็ได้นะ พ่อเค้าตั้งใจจะยกให้แกอยู่แล้ว”

“ผมก็ตั้งใจจะให้พี่กับพี่พินเหมือนกัน”

“แล้วเพรียวไม่เสียดายเหรอ เงินเป็นร้อยๆล้านเชียวนะ”

“เสียดาย...แต่เราเป็นพี่น้องกันนะพี่ เลือดข้นกว่าน้ำ แล้วก็ข้นกว่าเงินในแบงก์ด้วย ผมไม่อยากให้พี่เกลียดผมจนตายเพราะเงินตัวเดียว”

สายพรน้ำตาคลอซึ้งใจน้อง พูดออกมาเสียงเครือๆ “ถึงพี่จะอิจฉาแก แต่ก็ไม่เคยเกลียดแกนะเพรียว”

“เสียฟอร์มพี่พรหมดเลย...ผมแบ่งมรดกให้ก็ยังกัดยังแขวะผมได้เหมือนเดิมนะพี่ ไม่งั้นรู้สึกแปลกๆ เหมือนไม่ได้กลับบ้านมาเจอพี่พร” โดนน้องชายแซว สายพรขำทั้งน้ำตา เพรียวย้ำอีกว่า “เราเป็นพี่น้องกัน มีกันอยู่แค่สามคน

เท่านี้ สุขสบายคนเดียวมันไม่สุขสุดๆเท่าเราสุขพร้อมกันหมดทุกคนหรอกครับ”

คราวนี้สายพรตื้นตันถึงกับดึงตัวน้องชายเข้ามากอด “ขอบใจมากนะเพรียว”

“ผมขอโทษที่เคยร้ายกาจใส่พวกพี่มาก่อน ผมรักพี่สองคนมากนะครับ”

สายพรน้ำตาไหลอย่างกลั้นไม่อยู่ กอดเพรียวแน่นขึ้นกว่าเดิม...

เมื่อปัญหาคาใจระหว่างสองพี่น้องถูกลบล้างจนหมดสิ้น นอกจากเจ้าตัวจะสบายใจกันแล้ว รัมภาก็พลอยยินดีไปกับเพรียวด้วย แล้วก็ดีใจที่เพรียวลดความเห็นแก่ตัวลงได้ แต่พอเจอกันจะเอ่ยชมก็กระดากปาก เพรียวเลยกระเซ้าว่า นึกไม่ออกหอมแก้มแทนก็ได้

“หน็อย...มันน่าชมมั้ยเนี่ย” รัมภาไม่พูดเปล่า ดัน ประตูรถกระแทกเพรียวจนร้องโอ๊ย

“รุนแรงจังเลย ผมเพิ่งเสียเงินไปสามร้อยกว่าล้าน ไม่สงสารกันมั่งรึไง เสียดายแทบร้องไห้”

“ก็แล้วให้ไปทำไมล่ะ”

“ก็มันไม่แฟร์ ผมต้องบังคับจิตใจตัวเองแทบแย่ให้ทำในสิ่งที่ควรทำมากกว่าสิ่งที่อยากทำ นี่ยังเสียดายไม่หายเลย”

“แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฉันว่านายคงแยกไม่ออกหรอกมั้งว่าอะไรควรทำ อะไรอยากทำ”

“นั่นสิ ไม่ควรรู้จักกับคุณเลย ไม่งั้นเป็นเศรษฐีไปแล้ว”

เสียงโทรศัพท์มือถือของเพรียวดังขัดจังหวะ เพรียวมีสองเครื่องหยิบสีดำออกมาดู แต่ไม่ใช่ ก็เลยหยิบสีชมพูขึ้นมาแทน แล้วบอกรัมภาว่า เต็มตาโทร.มา

“แล้วมาบอกฉันทำไม ก็รับไปสิ กิ๊กเก่านายไม่ใช่เหรอ”

“เค้าไม่ได้โทร.หาผม นี่มันเบอร์ของพิมมาลา”

“ชมพูเชียวนะยะ อยากใช้มานานแล้วสิ”

“บ้า...รู้ทัน” เพรียวแกล้งทำสะดิ้งอย่างผู้หญิงก่อนกดรับสาย...

แล้วค่ำนั้นเอง พิมมาลาก็ไปพบเต็มตาตามนัด เต็มตาดูซูบๆ หน้าตาก็เคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด

“ขอบใจเธอมากนะพิม ที่ยอมออกมาเจอฉัน”

“ไม่ต้องขอบใจหรอก ฉันบอกเธอแล้วไง ว่ามีปัญหาอะไรก็บอกฉันกับเพรียวได้ตลอดเวลา”

“ฉันจะกล้าบอกเพรียวได้ยังไง ฉันทำกับเค้าไว้เยอะ ถ้ายังไปขอความช่วยเหลือจากเค้าอีก ก็ไม่มียางอายแล้วล่ะ”

“คิดมากน่าเต็ม...ว่าแต่เต็มมีปัญหาอะไรเหรอ”

“มีคนไปรู้เรื่องว่าฉันป่วยเป็นอะไรแล้ว ฉันก็เลยไม่อยากอยู่ที่บ้าน กลัวพ่อกับพี่ๆน้องๆจะเดือดร้อนไปด้วย ฉันเลยย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ แต่ตอนนี้ยังหางานไม่ได้เลย เงินเก็บมันก็เริ่มร่อยหรอไปทุกทีแล้ว...เอ่อ...คือฉัน...” เต็มตาอึกๆอักๆ พิมมาลาเดาออกว่าเต็มตากระดากอายเลยรีบออกปากเสียเองว่า

“ฉันให้เธอยืมเงินไปหมุนก่อนได้นะ เธอต้องการเท่าไหร่ล่ะ”

“ห้าพันก็พอ”

พิมมาลานิ่งไป อดคิดไม่ได้ว่าเงินห้าพันเมื่อก่อนยังซื้อเสื้อผ้าชุดเดียวของเต็มตาไม่ได้เลย

“ขอบใจมากนะพิม เดี๋ยวฉันได้งานเมื่อไหร่จะรีบใช้คืนเธอทันทีเลย”

“จ้ะ ถ้าเธอไม่พอก็บอกฉันได้นะ ช่วงนี้ฉันพอมีเงิน”

“ขอบใจเธอจริงๆ ฉันจะไม่ลืมบุญคุณเธอเลย”

“ไม่เป็นไร ฉันเองก็อยากช่วยเธอนะเต็ม เจ็บป่วยแบบนี้เธออยู่ตัวคนเดียวคงลำบากมากสินะ”

“เรื่องโรคภัยมันก็ไม่เท่าไหร่หรอก แต่การอยู่ร่วมกับคนอื่นน่ะสิ ถ้าทุกคนเค้าเข้าใจและไม่รังเกียจฉันเหมือนเธอ ก็คงดีนะพิม”

พิมมาลามองเต็มด้วยสายตาสงสารเห็นใจ พอกลับถึงห้องพักกลายเป็นเพรียว เขาเอาโฉนดที่ดินของพ่อที่ยกให้มานั่งก้มหน้าก้มตาอ่าน ไม่สนใจรัมภาที่เดินนวยนาดในชุดสวยงามอลังการอยู่ด้านหลัง

“อ่านอะไรของนาย ไม่พูดไม่จา”

“โฉนดที่ดินที่พ่อให้ผมน่ะสิ ผมอยากรู้ว่ามันมีที่ไหนบ้าง”

“แล้วจะรู้ไปทำไม”

“อ่านใจผมได้ไม่ใช่เหรอ ลองอ่านดูซิ”

“อ๋อ นี่กล้าท้าฉันเหรอ...ได้” รัมภาเดินวนรอบตัวเพรียวช้าๆ สีหน้าเริ่มบึ้งตึงกว่าเดิม “ไปบวชมาหน่อยเดียว รู้จักทำจิตให้ว่างเป็นด้วยนะ ฉันยอมแพ้ก็ได้ย่ะ อ่านไม่ออก”

“นานๆจะได้ยินคำพูดนี้จากปากคุณซะที ก็ไม่มีอะไร ผมเห็นเต็มเค้าน่าสงสาร แล้วก็คงมีคนแบบเต็มอีกเยอะแยะ ผมก็เลยอยากจะตั้งสถานสงเคราะห์สำหรับคนที่ป่วยโรคนี้ พวกเค้าจะได้มาอยู่รวมกัน คนมีปัญหาเหมือนกันมาอยู่รวมกันก็คงสบายใจขึ้น แล้วค่อยหากิจกรรมให้พวกเค้าทำหารายได้เสริมไป”

“เฮ้อ ไม่น่าเชื่อจริงๆนะเนี่ย ว่าจากคนฉลาดแกมโกง เห็นแก่ตัว กลายเป็นคนรู้จักให้ ทำเพื่อคนอื่นไปซะได้”

“ขอบคุณครับ” เพรียวอุตส่าห์ยืดอกรับคำชม แต่กลายเป็นว่ารัมภาไม่ได้ชมเขา แต่ชมตัวเองที่ทำคอร์สดัดสันดานได้ผลดีเกินคาดต่างหาก

ooooooo

เช้าวันนี้มีนัดจะไปทำบุญกับน้ำนวลและฟ้างาม แต่แวนอาการไม่ค่อยดี วิงเวียนปวดศีรษะแทบเดินไม่ไหว แต่เขาไม่ยอมบอกความจริงกับน้ำนวล หลอกว่าท้องเสียถ่ายจนอ่อนเพลียขอนอนพักอยู่กับบ้าน

น้ำนวลเป็นห่วงเขามาก แต่จะผิดนัดกับน้าสาวก็ไม่ได้ จึงออกจากบ้านไปทั้งๆที่ยังกังวล ส่วนแวนก็เป็นห่วงน้ำนวลมากเหมือนกัน เพราะเธอกำลังท้อง จึงโทร.ไปขอร้องเพรียวให้ไปแทนตน

“ให้ผมไปแทน ทำไมล่ะครับ”

“ผมมีธุระสำคัญต้องไปทำน่ะครับ ผมเป็นห่วงน้ำ พี่เพรียวช่วยตามไปเป็นเพื่อนน้ำได้ไหมครับ ตั้งแต่น้ำปวดท้องคราวก่อน ผมก็กลัวไปหมด ถ้าเป็นไปได้ไม่อยากให้น้ำอยู่คนเดียวเลยครับ ถึงจะไปกับน้างาม ผมก็ห่วงว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นน้างามจะช่วยน้ำไม่ไหว บอกตรงๆนะครับผมไว้ใจพี่มากที่สุด”

“ก็ได้ครับคุณแวน เดี๋ยวผมไปเอง”

“อย่าบอกน้ำว่าผมขอให้พี่ไปประกบ ทำเป็นเจอโดยบังเอิญนะครับ...ครับพี่ ขอบคุณมากครับพี่เพรียว”

เพรียวทำตามคำขอของแวน ทำทีไปเจอน้ำนวลกับฟ้างามที่วัดโดยบังเอิญ แล้วก็นั่งฟังหลวงลุงเทศน์ด้วยกันกับชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่ง ระหว่างนี้เองน้ำนวลมีอาการวิงเวียน ซึ่งเธอบอกฟ้างามว่าสงสัยจะนั่งรถมานานแล้วมาเจอกลิ่นธูปอีก

“คนท้องคนไส้ก็อย่างงี้แหละ หนูน้ำออกไปเดินรับลมข้างนอกก่อนสิจ๊ะ เผื่อจะดีขึ้น...เพรียวช่วยไปเป็นเพื่อนหนูน้ำหน่อยสิ”

เพรียวหน้าเสีย ไม่ค่อยอยากอยู่ใกล้น้ำนวลมากเกินไป แต่พอน้ำนวลเดินออกไปด้วยท่าทีพะอืดพะอม เพรียวเป็นห่วงก็เลยต้องรีบตามเธอออกไป เพรียวเดินไปหยุดใกล้ๆ ใจนึงอยากจะช่วยลูบหลังน้ำนวลที่กำลังอาเจียน แต่อีกใจก็สั่งให้เพรียวชักมือกลับมา

“เป็นยังไงบ้างครับคุณน้ำ”

“ค่อยยังชั่วขึ้นแล้วค่ะ กลับเข้าไปหาน้างามเถอะค่ะ” เธอรีบเดินนำไปทันที เพรียวได้แต่ถอนใจหนักๆออกมา

ก่อนเดินตามไปห่างๆ

ทางด้านแวนที่รู้สึกตัวเองอาการไม่สู้ดี เขาตัดสินใจไปหาหมอที่โรงพยาบาล และอยู่รอฟังผลเอกซเรย์ด้วยความกระวนกระวายใจ

“ว่าไงครับหมอ อาการผมทรุดลงรึเปล่าครับ”

“ไม่หรอกครับ น่าจะเป็นผลมาจากความเครียดมากกว่า ก็เลยทำให้คุณปวดหัวมาก ขอโทษนะครับ พักนี้มีปัญหาอะไรรึเปล่าครับ”

“ก็มีบ้างครับ แต่มันจบไปแล้วล่ะครับ หมอครับ ผมจะยังไม่ตายใช่มั้ยครับ”

“โอ๊ย ไม่ตายหรอกครับคุณแวน ถ้าคุณแวนปฏิบัติตัวเคร่งครัดตามที่หมอแนะนำ ดูแลรักษาสุขภาพดีๆอย่าเครียด หลีกเลี่ยงที่จะถูกกระทบกระเทือนแรงๆ อยู่ได้จนแก่โน่นล่ะครับ”

“ได้อย่างงั้นก็ดีครับหมอ ผมห่วงทั้งลูกทั้งภรรยา น้ำเค้าเสียสละเพื่อผมมามากแล้วนะครับ ถ้าเค้าต้องกลายเป็นม่ายเลี้ยงลูกคนเดียวตั้งแต่อายุเท่านี้ ผมคงตายตาไม่หลับ”

ooooooo

เสร็จจากทำบุญ เพรียวพาสองน้าหลานไปที่รีสอร์ตเก่าแห่งหนึ่ง ซึ่งเพรียวตั้งใจจะปรับปรุงดัดแปลงที่นี่เป็นศูนย์พักฟื้นสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี

“มันจะไม่ลงทุนสูงไปหน่อยเหรอ” ฟ้างามติงขึ้นมา

“เรื่องสถานที่ตัดปัญหาไปได้ ไม่ต้องซื้อครับ รีสอร์ตนี้มีคนเอามาใช้หนี้พ่อผม ตอนนี้ตกเป็นของผมแล้ว เพียงแต่ลงทุนดัดแปลงอีกนิดหน่อย ตอนแรกผมตั้งใจจะทำเอง แต่คิดๆ ดูถ้าชวนพวกเรามาร่วมทำบุญด้วยกันน่าจะดีกว่า”

“ฉันเห็นด้วยนะ ให้เซนซูยาออกหน้าก็แล้วกัน จะได้มีกิจกรรมเพื่อสังคมต่อเนื่องหน่อย”

“ขอบคุณมากครับคุณฟ้างาม”

“ขอฉันเดินดูรอบๆหน่อยนะ”

“ตามสบายเลยครับ”

ฟ้างามเดินไปสำรวจอีกด้าน ในขณะที่น้ำนวลยิ่งดูก็ยิ่งชอบ บอกว่าที่นี่บรรยากาศดีมาก ถ้าโครงการพี่เพรียวเสร็จเมื่อไหร่ ตนกับแวนอาจจะขอมาเป็นอาสาสมัครเฝ้าที่นี่ให้

“แล้วงานที่เซนซูยาล่ะครับ”

“น้ำกะว่าถ้าคลอดเมื่อไหร่จะลาออกค่ะ”

“อะไรนะครับ”

“พี่เพรียวอย่าเพิ่งบอกน้างามนะคะ คือคุณหมอเคยแนะนำว่าแวนควรจะอยู่ในที่อากาศดีๆ แล้วก็ไม่มีสภาพแวดล้อมที่ทำให้เครียดง่าย ถ้าน้ำยังทำงานก็ต้องมีปัญหาเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้แก้อยู่ตลอด แวนก็ต้องกังวลไปกับน้ำด้วย น้ำก็เลยอยากเสียสละเพื่อแวนบ้าง”

“แต่คุณน้ำรักเซนซูยาแล้วก็รักงานมากนะครับ แล้วคุณน้ำจะยอมทิ้งทุกอย่างเลยเหรอ”

“ค่ะ น้ำรักงาน แต่น้ำก็ต้องทำหน้าที่ภรรยาที่ดีที่สุดเพื่อแวนด้วย ถึงเวลาที่น้ำต้องเลือกแล้ว...แวนสำคัญกว่างานค่ะ”

เพรียวซึมลงทันที ทั้งที่พยายามตัดใจแล้ว แต่ก็ยังเจ็บแปลบอย่างบอกไม่ถูก

ooooooo

กลับถึงบ้านในตอนค่ำ น้ำนวลเล่าเรื่องโครงการของเพรียวให้แวนฟัง แวนชื่นชมเพรียว และไม่วายตำหนิตัวเองว่า “แวนไม่เห็นเคยคิดทำอะไรให้ใครแบบนี้เลย”

“ทำบุญกับน้ำคนเดียวก็พอแล้วจ้ะ แล้วท้องเสียเป็น

ยังไงมั่ง”

แวนปั้นยิ้มบอกว่าหายดีแล้ว น้ำนวลขยับเข้ามาใกล้จับมือแวนก่อนบอกความตั้งใจที่จะลาออกจากงาน...แทนที่แวนจะดีใจกลับมีสีหน้าตกใจ

“น้ำอยากมีเวลาดูแลแวนมากกว่านี้ ถ้าน้ำยังทำงานอยู่ก็คงทำได้ไม่เต็มที่ แล้วคุณหมอก็บอกว่า...”

“เลิกเอาหมอมาอ้างซะทีเถอะน้ำ หมอเค้าก็พูดไปตามหลักวิชาการ แต่น้ำเคยถามแวนบ้างมั้ยว่าแวนรู้สึกยังไง” แวนสวนขึ้นมาเสียงดุดันจนน้ำนวลหน้าเสีย “ทุกวันนี้แวนก็เหมือนคนไร้ค่า หายใจทิ้งไปวันๆ ดีแต่ว่ามีเงินก็เลยไม่ถูกว่าเกาะเมียกิน ถ้าน้ำต้องออกจากงานเพื่อมาดูแลแวนอีก ก็เท่ากับแวนเป็นตัวถ่วงความเจริญของน้ำ แล้วศักดิ์ศรีของแวนมันจะเหลืออะไร”

“น้ำไม่เคยคิดอย่างนั้นเลยนะแวน”

“แต่แวนคิด แวนรู้ว่าน้ำรักงาน รักเซนซูยามากขนาดไหน ถ้าแวนเป็นต้นเหตุให้น้ำต้องทิ้งสิ่งที่น้ำรักมาอีก แวนจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองเลย น้ำอย่าทำให้แวนต้องเกลียดตัวเองไปมากกว่านี้เลยนะ”

“น้ำขอโทษนะแวน น้ำมัวแต่คิดแทนแวน ไม่เคยถามความรู้สึกของแวนเลย”

“แวนก็ต้องขอโทษน้ำเหมือนกันที่ทำให้เป็นห่วง

ต่อไปแวนจะดูแลสุขภาพแล้วก็ใส่ใจตัวเองมากกว่าเดิม น้ำจะได้ไม่ต้องเสียสละเพื่อแวนมากไปกว่านี้”

ทั้งคู่กอดกันแน่นน้ำตาคลอ ปรับความเข้าใจกันได้ในที่สุด...

ค่ำคืนเดียวกันที่คอนโดฯเมลานี นันท์มาส่งข่าวว่าอนุศรเตรียมให้แม่ที่อเมริกาเป็นพยานในศาลเรื่องที่มานิดายื่นคัดค้านพินัยกรรมของศรสิทธิ์

“อีกวันสองวันป้าใหญ่ก็คงเดินทางมาถึง คราวนี้ฝันของป้าพังทลายแน่”

“มันจะมาทำไมเอาตอนนี้ หายไปเป็นสิบๆปี ขนาดคุณสิทธิ์ตายยังไม่ยอมโผล่หัวมาเลย”

“ก็เค้าแม่ลูกกัน แม่ก็ต้องมาช่วยลูกอยู่แล้ว ที่สำคัญก็คงอยากแก้แค้นป้าด้วยล่ะ”

มานิดาเคร่งเครียด พอเห็นเมลานีเปิดประตูห้องเข้ามาก็รีบลุกไปหาอย่างร้อนใจ อ้าปากจะเล่าให้ฟัง แต่เมลานีกลับพูดสวนขึ้นว่า

“เรื่องมรดกอีกใช่ไหมคะแม่ พอเถอะค่ะแม่ เมเหนื่อยกับเรื่องนี้มาพอแล้ว ที่จริงตอนนี้ถึงเราจะไม่สุขสบายอู้ฟู่เหมือนเมื่อก่อน แต่ก็พออยู่กันได้ จบเรื่องนี้ซะทีเถอะค่ะ”

“แกจะมาอ่อนแอยอมพวกมันง่ายๆอย่างนี้ไม่ได้นะเม ฉันทำทุกอย่างก็เพื่อแกนะ”

“ถ้าแม่ทำเพื่อเมจริง แล้วทำไมไม่หยุดล่ะคะ เมเพิ่งไปสมัครเรียนใหม่ จบเมื่อไหร่เมจะทำงานเลี้ยงแม่เอง” พูดจบเมลานีเดินกลับเข้าห้องนอนทันที มานิดาด่าตามหลังด้วยความโมโห

“เงินเดือนไม่กี่พันมันจะพอยาไส้อะไร อย่าโง่ไปหน่อยเลย”

นันท์เห็นด้วยว่าเมลานีโง่ แล้วทำทีแนะนำมานิดาว่ายังพอมีหนทาง และถ้าแผนนี้สำเร็จ ตนขอทุกอย่างที่เมลานีจะได้ครึ่งนึง

“ครึ่งนึง แกเองก็มีเงินตั้งเยอะแยะ ยังจะมารีดเลือดเอากับปูอีกเหรอ”

“โธ่ป้า เงินได้มาง่ายมันก็หมดไปง่าย...ตามใจ งั้นป้าก็เตรียมชวดมรดกไปเถอะ”

นันท์ลุกขึ้นทำท่าจะไป มานิดาไม่มีทางเลือกเลยต้องง้อ เรียกนันท์มาคุยกันให้รู้เรื่อง

“ตกลงตามข้อเสนอผมก่อน มรดกส่วนที่เมจะได้หารสองกับผม”

“โอเค...แล้วแกมีแผนการยังไง”

นันท์แสยะยิ้มร้าย สายตาดุดันเหี้ยมเกรียม!

ooooooo

เย็นวันหนึ่งเพรียวฉายเดี่ยวไปงานแต่งอินทุพร อดีตคนเคยรัก ทั้งคู่มีโอกาสพูดคุยอโหสิกรรมกับเรื่องราวที่ผ่านมา แล้วในงานนี้เองเพียวยังได้เจอดารณีกิ๊กเก่าอีกคนที่ควงมากับทศกรด้วย

“ก็อย่างที่แกเห็นน่ะแหละ พอคุณมานิดากระเด็นออกไป ชีวิตฉันก็ดิ่งตาม เซ็งๆก็เลยไปเที่ยวออสเตรเลีย แล้วก็เจอกับดาเข้าพอดี” ทศกรบอกเล่า

“เราคุยกันหลายเรื่องค่ะพี่เพรียว บางอย่างสมัยก่อนก็ไม่กล้าพูดกัน พอได้เปิดใจคุยกันถึงได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เราก็เลยตัดสินใจลองกลับมาคบกันอีกครั้ง” ดารณีเสริมขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม

“ดีแล้วล่ะ ผมดีใจจริงๆนะ ที่เห็นพี่กับดาลงเอยกันได้”

“ไหนๆเจอแกที่นี่ก็ดีแล้ว ฉันจะได้ไม่ต้องไปบอกแกที่บริษัท คือฉันตั้งใจจะลาออกจากเซนซูยาแล้วไปช่วยดาเค้าดูแลร้านอาหารที่ออสเตรเลีย”

“จริงเหรอพี่”

“ฉันมันทำตัวเองจนอนาคตในเซนซูยาไม่เหลือแล้วจะอยู่ต่อไปเพื่ออะไรวะ แต่ยังไงฉันก็อยากจะขอบใจแกนะ

ถึงแกจะไม่พูดแต่ฉันก็รู้ว่าแกช่วยเหลือฉันไว้หลายเรื่องเหมือนกัน”

“ไม่เป็นไรหรอกพี่ ยังไงเราก็รุ่นพี่รุ่นน้องกัน เอ่อ แล้วพี่หาทำเลเปิดร้านอาหารได้แล้วเหรอ”

“ก็ร้านที่ดาเป็นผู้จัดการอยู่นั่นแหละค่ะ คุณลุงเจ้าของร้านเค้าอยากกลับมาอยู่เมืองไทยกับลูก  ก็เลยขายต่อให้ถูกๆ คุณแม่พี่ทศท่านเลยให้ยืมเงินมาลงทุน ถ้าพี่เพรียวไปเที่ยวซิดนีย์เมื่อไหร่ อย่าลืมแวะไปเยี่ยมพวกเราบ้างนะคะ”

“ไม่ต้องขัดเขินหรือเกรงใจเลยนะเพรียว เรื่องที่เคยขัดแย้งกัน ทิ้งมันเอาไว้ที่เมืองไทยให้หมด”

“คิดซะว่าเป็นกรรมที่เราเคยทำต่อกันมา ดาลืมมันไปหมดแล้วล่ะ”

“เอาสาวๆพกไปด้วยล่ะ อย่าให้เสียชื่อคาสโนว่า ได้ข่าวว่าช่วงนี้ฟอร์มตกไปเยอะไม่ใช่เหรอ อย่าโสดจนเพลิน ระวังฉันกับดามีลูกแซงหน้าไปก่อนล่ะ”

ดารณีตีแขนทศกรเบาๆด้วยความเขิน ทศกรก็ยิ่งกระหยิ่มยิ้มย่อง หวานกันเต็มที่ แต่เพรียวยิ้มแหยๆ ไม่รู้จะพูดอะไรดี วันนี้โดนทักเรื่องโสดเป็นหนที่สองแล้ว

กลับออกจากงานแต่งงานด้วยอาการเซ็งๆ เพรียวแวะไปนั่งละเลียดอาหารที่ร้านประจำ โดยมีรัมภานั่งคุยเป็นเพื่อน

“สนใจกันอยู่ได้ไอ้เรื่องไม่มีแฟนเนี่ย อยู่เป็นโสดคนเดียวมันผิดกฎหมายรึไงไม่ทราบ”

“ก็นายมันสร้างวีรกรรมไว้เยอะนี่ ใครจะเชื่อว่าน้ำหน้าอย่างนายจะทนเหงาอยู่ได้ เอางี้มั้ย ฉันแนะนำสาวสวยให้”

“คุณเหรอจะใจดีขนาดนั้น ถ้าไม่ใช่นางฟ้ามหาประลัยอย่างคุณ ก็ต้องเป็นพวกกินรี ยักษ์ หรือไม่ก็จำพวกครึ่งบนเป็นคนครึ่งล่างเป็นปลาอะไรซักอย่างแหละ”

“เป็นคนแท้ๆย่ะ จะเอามั้ย”

“ไม่ล่ะ ผมอยู่คนเดียวอย่างงี้ก็สบายดีอยู่แล้ว ไม่เห็นอยากจะมีใครเลย”

“เหรอ ฉันแนะนำว่าสั่งน้ำใบบัวบกมาเพิ่มอีกซักแก้วจะดีกว่านะ”

“ไม่ชอบกิน”

“แน่ใจ?” รัมภาหันมองไปทางประตู เพรียวมองตามก็ต้องตกใจเมื่อเห็นข่ายแก้วควงแฟนเข้ามาในร้าน

“อยู่เมืองจีนไม่ใช่เหรอ มาได้ไงวะ...ฝีมือคุณรึเปล่าเนี่ยรัมภา”

เพรียวบ่นพร้อมกับเบี่ยงหน้าหลบไม่ให้ข่ายแก้ว

เห็น ก็เลยไม่เห็นน้ำนวลกับแวนที่เดินเข้ามาและเลยเข้าไป ด้านใน

“มันเป็นวิบากกรรมของนายที่ต้องเจออยู่แล้ว แต่ฉันแค่ช่วยจัดคิวให้ใหม่เพื่อความสะใจเท่านั้นเอง”

เพรียวเจ็บใจมาก ลุกพรวดขึ้นยืน รัมภาถามทันทีว่าจะไปไหน?


“ก็ไปแปลงกายเป็นพิมมาลาน่ะสิ วันนี้นายเพรียวทนเสียฟอร์มต่อไปไม่ไหวแล้ว ถ้าผมโดนถามเรื่องทำไมไม่มีแฟนอีกครั้งเดียว ผมคงกระอักเลือดตายคาที่”

เพรียวเดินตัวลีบไปเข้าห้องน้ำ โดยไม่ทันสังเกตว่าน้ำนวลเดินตามหลังมาเข้าห้องน้ำเช่นกัน น้ำนวลเพิ่งเห็นเพรียวตอนเลี้ยวเข้าห้องน้ำชายไป  กะว่าจะรอทักทายสักหน่อย แต่กลายเป็นว่าเห็นพิมมาลาเดินออกมา น้ำนวลถึงกับยืนอึ้ง งงเป็นไก่ตา
แตก

พอพิมมาลากลับเข้ามาในร้านอาหาร ข่ายแก้วเห็นเข้าก็รีบลุกมาทักด้วยท่าทีตื่นเต้น

“ดีใจจังเลยได้เจอพิมอีก แล้วนี่กลับมาเมืองไทยตั้งแต่เมื่อไหร่จ๊ะ”

“พิมก็ไปๆมาๆน่ะค่ะ เอ่อ แล้วพี่ข่ายล่ะคะ เห็นว่าต้องอยู่ที่จีนอีกหลายเดือนไม่ใช่เหรอคะ ทำไมกลับมาเร็วนักล่ะ”

“พอดีพี่กลับมาทำธุระนิดหน่อยน่ะจ้ะ”

น้ำนวลเดินกลับมามองหาพิมมาลา เป็นจังหวะเดียวกับที่ข่ายแก้วจูงพิมมาลาไปนั่งที่โต๊ะในสุด น้ำนวลจึงมองหาไม่เห็น

“แล้วพิมล่ะจ๊ะ ตอนนี้มีใครรึยัง” ข่ายแก้วชวนคุย

“พิมก็อยู่คนเดียวเหมือนเดิมแหละ”

“สวยๆอย่างพิมอยู่เป็นโสดได้ยังไง ไม่เหงาเหรอ ระวังนะจ๊ะ เลือกนักมักได้แร่”

พิมมาลาเซ็งสุดๆ อุตส่าห์แปลงร่างแล้วก็ไม่พ้นคำถามนี้ซะที ฝ่ายน้ำนวลเมื่อหาพิมมาลาไม่เจอก็เดินกลับออกไปมองหาแถวหน้าร้าน ทันใดก็เห็นพิมมาลาเดินบ่นออกมา


“มันฤดูเลือกคู่รึไงเนี่ย มาสวีตให้อิจฉาแล้วยังจะถามเรื่องแฟนอยู่ได้ ยัยรัมภาจอมจัดฉาก ฝากไว้ก่อนเถอะ”

น้ำนวลตั้งใจว่าจะเข้าไปทัก แต่พอพิมมาลาเดินผ่านพุ่มไม้แล้วโผล่ออกมาอีกทีก็กลายเป็นเพรียวไปแล้ว

“น้ำ...จะไปไหน” เสียงแวนดังขึ้นทำให้น้ำนวลชะงักกึก ส่วนเพรียวตกใจหันขวับมาทันที

“อ้าวพี่เพรียว มาได้ยังไงครับเนี่ย”

เพรียวไม่ได้สนใจแวนสักเท่าไหร่ อึกๆอักๆถามน้ำนวลว่าเห็นอะไรบ้าง น้ำนวลตอบเหมือนรำพึงว่า “พี่พิม” เพรียวใจหล่นวูบ ยกสองมือกุมหน้า พูดพึมพำ “ตายแน่ๆกู”

“พี่พิมหายไปไหนแล้วคะ”

คำถามของน้ำนวลทำให้เพรียวฉุกคิด น้ำนวลอาจไม่เห็นตอนแปลงร่างก็ได้ รีบลดมือลง ปั้นหน้าสู้

“อ้าว นี่พิมก็มาเหรอ พี่ไม่ยักเห็น พี่มีธุระ แล้วค่อยคุยกันนะ” เพรียวตัดบทแล้วชิ่งหนีไปเลย

แวนเห็นน้ำนวลยังยืนอึ้ง หน้าตางงๆ ถามเธอว่ามีอะไรหรือเปล่า น้ำนวลไม่ตอบแต่ชวนแวนกลับเข้าไปในร้าน ทั้งๆที่ยังติดใจสงสัยไม่คลาย...

เพรียวรีบร้อนไปขึ้นรถ เจอรัมภาก็เลยต่อว่ายกใหญ่ เหมาว่าเป็นฝีมือรัมภาทั้งหมด

“เรื่องอื่นน่ะใช่ แต่เรื่องหนูน้ำ ภาเปล่านา...เค้ามาเอง”

“คุณน้ำเห็นอะไรมากน้อยแค่ไหนก็ไม่รู้”

“อย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก ฉันจะไม่ยอมให้นายเป็นพิมมาลาได้ตามใจชอบอีกต่อไปแล้ว ฉันไม่ควรใจอ่อนหลวมตัวทำผิดร่วมกับนายเลยจริงๆ”

“เราทำเพื่อช่วยคนที่เราสองคนรักต่างหาก”

“ฉันไม่ใช่คน ถ้าเกิดเรื่องสุ่มเสี่ยงยังงี้ขึ้นอีก เลิกมาอ้างว่าต้องเป็นพิมมาลาเพื่ออยู่ดูแลหนูน้ำตอนกำลังท้องได้เลย ฉันจะอุดหูไม่ฟัง แล้วลากนายไปสวนขวัญทันที เข้าใจมั้ย”
รัมภาจิ้มหัวเพรียวไสไปกระแทกกระจกหน้าต่างรถ เจ็บจนร้องโอ๊ย!

ooooooo

สายๆวันรุ่งขึ้น น้ำนวลกับแวนเห็นเมลานีเข้ามาในเซนซูยา สองคนแอบตามไปเงียบๆ และซุ่มฟังเธอคุยกับอนุศรในร้านกาแฟภายในห้างนั่นเอง

“พี่นูต้องเชื่อเมนะ เมไม่โกหกพี่หรอก พี่นันท์ต้องคิดวางแผนเล่นงานพี่อยู่แน่ๆ”

“แล้วเมมาบอกพี่ทำไม”

“ก็เราเป็นพี่น้องกัน เมไม่อยากเห็นพี่นูได้รับอันตราย”

“นี่เมยังนับพี่เป็นญาติอยู่อีกเหรอ”

“เมยอมรับว่าเมผิด แต่พี่นูคิดว่าเมมีทางเลือกมากนักเหรอ แล้วทุกวันนี้เมก็พยายามชดใช้ความผิดของตัวเองอยู่ จะไม่มีใครยอมให้โอกาสเมบ้างเลยรึไง”

“ทุกคนเคยให้โอกาสเมกับแม่เมมามากเกินไปแล้ว”

“โอเค พี่นูจะคิดยังไงก็ตามใจ เมถือว่าเมได้เตือนพี่แล้ว เชื่อไม่เชื่อก็สุดแล้วแต่พี่เถอะ”

“บอกแม่เมด้วยนะ ว่าจะใช้วิธีไหนก็ไม่มีทางได้อะไรเพิ่มขึ้นหรอก ทางที่ดีถอนฟ้องซะเถอะ”

“ทั้งพี่นูทั้งแม่ก็คิดแต่เรื่องเงิน เมจะบอกอะไรให้นะว่าเมไม่อยากได้เงินพวกนั้นแล้ว ต่อให้เอามากองตรงหน้า เมก็ไม่เอา” เมลานีกล่าวทิ้งท้ายก่อนเดินออกไป อนุศรมองตามส่ายหน้าไม่เชื่อ

อย่าว่าแต่อนุศรไม่เชื่อเลย ขนาดเพรียวพอรู้จากน้ำนวลที่โทร.มาเล่าให้ฟังก็ยังมีอาการลังเล

“คุณเมเนี่ยนะครับ บอกว่าเอาเงินมากองตรงหน้าก็ไม่สน”

“ค่ะ ถ้าน้ำไม่ได้ยินกับหู ก็คงไม่อยากเชื่อเหมือนกัน ที่จริงพี่นูน่าจะฟังคำเตือนของเมไว้บ้าง”

“คุณนูคงระแวงกลัวจะตกหลุมพรางอีกน่ะสิครับ”

“ถ้าโลกนี้จะมีใครซักคนที่เปลี่ยนใจพี่นูได้ ก็คงจะมีแต่พี่พิมเท่านั้นล่ะค่ะ แต่พูดไปก็เท่านั้นล่ะ ไม่รู้จะไปตามตัวพี่พิมได้ที่ไหนเหมือนกัน อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด น้ำทำใจไว้แล้ว เอ่อ น้ำขอโทษนะคะ วันนี้วันหยุดพี่เพรียวไม่น่ารบกวนเลย งั้นแค่นี้ก่อนนะคะ”

เพรียววางสายแล้วเงยหน้ามองเพดานพูดลอยๆ  “พิมมาลา ต้องออกทำความดีอีกแล้วนะคุณรัมภา”

ooooooo

แล้วเย็นนั้นเอง พิมมาลาก็มาปรากฏตัวที่บ้านอนุศร แต่ต้องตกใจแทบช็อกเมื่อเห็นน้ำนวลนั่งหน้าตาบอกบุญไม่รับอยู่ในห้องโถง

“คุณน้ำมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ”

“น้ำควรจะเป็นฝ่ายถามพี่พิมมากกว่า”


พิมมาลาหน้าเสีย พอจะรู้แล้วว่าตนหลงกลน้ำนวล แต่ก็ถอยไม่ทันเสียแล้ว

“พี่นูไม่อยู่บ้านหรอกค่ะ น้ำเปลี่ยนนัดให้พี่นูไปพบลูกค้าแทนน้างาม...พี่พิมคะ น้ำรักพี่พิมมากนะคะ รักเหมือนเป็นพี่สาวแท้ๆของน้ำเลย ขนาดลูกในท้องของน้ำ น้ำก็ตั้งใจว่าถ้าเป็นผู้หญิงจะให้ชื่อเดียวกับพี่ พี่พิมรู้มั้ยคะว่าการถูกคนที่เรารักหลอกลวงมันเสียความรู้สึกมากแค่ไหน”

“พี่...พี่ไม่เคยหลอกคุณน้ำเลยนะคะ ที่ผ่านมาพี่ก็ดี กับคุณน้ำมาตลอด”

“น้ำทราบค่ะ พี่พิมไม่ใช่แค่ดีกับน้ำแต่ถือว่าเป็นผู้มีพระคุณกับน้ำด้วยซ้ำ น้ำถึงไม่เคยโกรธพี่พิมเลย แค่ผิดหวังและเสียใจมากเท่านั้นเอง”

“แรงยิ่งกว่าโกรธอีกนะคะ”

“พี่พิมมาคุยกับพี่นูเพราะรู้เรื่องจากพี่เพรียวใช่ไหมคะ น้ำเพิ่งคุยกับพี่เพรียวเมื่อตอนบ่าย ก็แสดงว่าพี่สองคนติดต่อถึงกันตลอด ปะติดปะต่อกับเหตุการณ์ที่ร้านอาหาร

วันก่อน แค่นี้น้ำก็รู้แล้วค่ะว่าอะไรเป็นอะไร”

พิมมาลาตกใจมาก หลับตาปี๋ หัวใจแทบหยุดเต้น

“พี่พิมกับพี่เพรียว...แอบคบกันอยู่ใช่ไหมคะ”

ไม่คาดฝันว่าความลับสวรรค์จะยังเป็นความลับ! เพรียวค่อยๆลืมตาด้วยความรู้สึกโล่งอก

“ทำไมคะ น้ำไม่เห็นว่ามันจะเสียหายตรงไหนเลย ทำไมพี่สองคนถึงต้องหลอกน้ำด้วย หลอกน้ำคนเดียวไม่พอ ยังหลอกพี่นูอีก รู้มั้ยคะว่าพี่นูน่าสงสารแค่ไหน”

“มันไม่ใช่อย่างที่คุณน้ำคิดนะคะ พี่กับเพรียวไม่มีทางเป็นแฟนกันได้หรอกค่ะ”

“ถึงขนาดนี้แล้วพี่พิมยังไม่ยอมรับอีกเหรอคะ ก็ได้ค่ะ ถ้าพี่สองคนกล้ามายืนยันกับน้ำพร้อมกัน น้ำก็จะเชื่อ”

“พี่กับเพรียว...พร้อมกัน?”

“ค่ะ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจกับน้ำ คืนนี้ทุ่มตรงน้ำจะรอพี่สองคนอยู่ที่ร้านประจำ หวังว่าน้ำคงจะได้เจอพี่พิมกับพี่เพรียวพร้อมกันทั้งสองคนนะคะ ถ้าไม่เป็นตามนั้น น้ำจะไม่ยอมพบหน้าพี่ทั้งสองคนอีกเลย”

น้ำนวลกล่าวหนักแน่นจริงจัง พิมมาลาหน้าซีดกลุ้มสุดๆ เข่าอ่อนทรุดลงทันทีที่น้ำนวลผละจากไป

“โธ่คุณน้ำ แล้วพี่จะแบ่งเซลล์ไปพบคุณน้ำพร้อมกันได้ยังไงล่ะครับ...เครียดโว้ย!”

ต่อมาเมื่อเพรียวกลับไปอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากรัมภา กลับเจอนางฟ้าแสนสวยตอกหน้าให้ว่า

“เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้เอาเอง นี่แหละบทลงโทษจากสวรรค์”

“ถ้าผมผิดคุณก็ต้องผิด เพราะคุณนั่นแหละเป็นคนเริ่มสาปผมก่อน”

“พูดอย่างนี้ แก้ปัญหาเอาเองเลย ฉันไปล่ะ”

เพรียวรีบต้อนหน้าต้อนหลัง เอ่ยปากขอโทษซ้ำไปซ้ำมา แต่รัมภาก็ยังเมินหน้าหนีท่าเดียว

“ถ้าคุณไม่ช่วย ผมจะบอกความจริงทั้งหมดที่คุณสาปผมให้คุณน้ำรู้เลย”

“ก็เรื่องของนายสิ”

“คุณรัมภา รอเดี๋ยวสิ ผมทำจริงๆนะ” เพรียวพยายามเว้าวอนเต็มที่ เดินตามรัมภาต้อยๆ

ooooooo

ใกล้ค่ำ  แวนกำลังจะออกจากสนามกอล์ฟพร้อม อนุศร พอรู้ว่าแวนนัดน้ำนวลที่ร้านอาหารเพื่อคุยธุระ บางอย่างกับพิมมาลาและเพรียว อนุศรอยากเจอ

พิมมาลาจึงอาสาขับรถพาแวนไป พอรถเคลื่อนตัว นันท์ซึ่งแอบจับตาทั้งคู่อยู่ก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทร.ออกทันที

ที่ร้านอาหารริมน้ำยามค่ำคืน น้ำนวลเลือกโต๊ะค่อนข้างเป็นส่วนตัว เธอนั่งรออยู่สักครู่เพรียวก็มาถึง

“แล้วพี่พิมล่ะคะ”

“เราจะไม่คุยกันตามลำพังก่อนเหรอครับคุณน้ำ”

“เราหมดเรื่องคุยกันตามลำพังไปนานแล้วล่ะค่ะ”

เพรียวลงนั่งหน้าจ๋อยๆ แล้วยิ่งซีดไปกันใหญ่เมื่อน้ำนวลบอกว่า

“เดี๋ยวแวนกับพี่นูจะตามมาสมทบนะคะ หวังว่าพี่พิมจะมาถึงก่อน”

“เรื่องที่ผมจะเล่าให้คุณน้ำฟังมันเหลือเชื่อมาก ผมแอบหวังว่าคุณน้ำจะเชื่อผมบ้าง แต่ถ้าเป็นคนอื่นไม่มีทางแน่ๆ”ป

“น้ำบอกแล้วไงคะ ถ้าพี่พิมกับพี่เพรียวกล้ามายืนยันพร้อมๆกันต่อหน้าน้ำ น้ำก็จะเชื่อทุกเรื่อง”

“แต่ผมไม่สามารถให้พิมมาลามายืนยันพร้อมกับผมได้หรอกครับคุณน้ำ”

“ทำไมล่ะคะ”

เพรียวกำลังจะพูดความจริง แต่ทันใดก็มีเหตุทำให้เขาชะงัก น้ำนวลเห็นรัมภาในชุดสีดำสนิท หน้าตาเศร้าหมอง ถือดอกไม้จันทน์เดินผ่านแล้วจางหายไป น้ำนวลมือเย็นเฉียบ ความหนาวเย็นแผ่ซ่านขึ้นมาจากก้นบึ้งของจิตใจ สัมผัสได้ว่า

รัมภาพยายามมาบอกอะไรตนสักอย่าง

เพรียวสงสัยหันมองตามแต่ไม่เห็นอะไร พอหันกลับมาก็พบว่าน้ำนวลเป็นลมหมดสติไปแล้ว เขาตกใจมากรีบอุ้มเธอมาที่รถจะพาไปโรงพยาบาล แต่เธอรู้สึกตัวขึ้นมาเสียก่อน แล้วเล่าให้เขาฟังอย่างใจคอไม่ดีว่า

“มันอาจจะดูไม่น่าเชื่อนะคะ แต่ตั้งแต่จำความได้น้ำเห็นผู้หญิงคนนึงมาตลอด น้ำไม่รู้เหมือนกันว่าเธอเป็นใคร แต่เธอเป็นคนสวยมาก แล้วก็ใจดีมากด้วย เธอชื่อรัมภา เธอมักจะมาหาน้ำ มาคุย มาเล่นกับน้ำ ทุกครั้งที่น้ำเจอเธอ เธอจะยิ้มแย้มแจ่มใส แต่งตัวสวยสดใส มีความสุขอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อกี้ที่น้ำเห็นเธอ เธอแต่งตัวเหมือนจะไปงานศพ หน้าตาก็เศร้าหมองแบบที่น้ำไม่เคยเห็นมาก่อน ต้องมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นแน่ๆ น้ำไม่สบายใจเลยค่ะ”

เพรียวอึ้ง สีหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ทราบดีว่าถ้ารัมภาทำแบบนี้ก็เหมือนมาเตือนว่าต้องมีการสูญเสียเกิดขึ้นแน่...

แล้วก็เป็นจริง รถอนุศรที่มีแวนนั่งมาด้วยถูกมือปืนไล่ยิงตกข้างทาง ทั้งคู่ถูกยิงเลือดอาบและอาจถึงตายคาที่ถ้าไม่มีรถคันอื่นขับผ่านมาเจอ

เมื่อทั้งคู่ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล น้ำนวล เพรียวและฟ้างามทราบข่าวรีบตามมาด้วยความแตกตื่นตกใจ อนุศรถูกยิงหลายนัดแต่โชคดีไม่เข้าที่สำคัญ ผ่าตัดเรียบร้อยแล้วไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ส่วนแวนถูกยิงถากไหล่ไปนิดเดียว  แต่มีอาการตาพร่าและปวดหัวรุนแรงกำลังส่งให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองตรวจรักษา

ฟังหมออธิบายแล้วทุกคนหน้าซีดเผือด...อนุศรโดนยิงตั้งหลายนัดกลับรอดปลอดภัย ในขณะที่แวนกระสุนแค่ถากกลับมีเลือดออกในสมองเพราะแรงกระทบกระเทือนอันตรายกว่ามาก

ไม่ทันพ้นคืนนั้น แวนจากไปอย่างสงบโดยที่ใครก็ช่วยไม่ได้ แม้แต่นางฟ้ารัมภาที่เพรียววิงวอนขอร้องก็บอกว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม แต่ก่อนสิ้นใจแวนได้ฝากฝังน้ำนวลและลูกในท้องไว้กับเพรียว โดยที่นํ้านวลไม่รู้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนทำให้น้ำนวลเสียใจมากเอาแต่ร้องไห้จนไม่อาจข่มตาหลับลงได้ รัมภาต้องมาปลอบอยู่พักใหญ่ก่อนจะไปปลุกเพรียวในตอนเช้าตรู่ให้มาใส่บาตรเป็นเพื่อนน้ำนวล

ช่วงสายๆ ตำรวจแจ้งฟ้างามว่าจับมือปืนได้แล้ว มือปืนสารภาพว่านันท์กับมานิดาเป็นผู้บงการ ฟ้างามกับน้ำนวลนึกไม่ถึงว่าทั้งคู่จะก่อเรื่องร้ายแรงขนาดนี้ได้ เมื่อตำรวจตามไปจับที่คอนโดฯเมลานี นันท์ไหวตัวทันหนีรอดอย่างหวุดหวิด แต่มานิดาจนมุมถูกควบคุมตัวในสภาพสติแตกขวัญหนีดีฝ่อ

ในงานสวดศพแวน ไม่มีใครคาดคิดว่านันท์จะย้อนกลับมาหาน้ำนวล โดยนันท์ฉวยโอกาสตอนน้ำนวลมีอาการวิงเวียนหลบควันธูปออกไปนั่งนอกศาลาโผล่เข้ามากระชากตัวเธอไปในมุมมืด

“อย่าแหกปาก! ฉันไม่ได้จะทำอะไรแกซะหน่อย ฉันมีเรื่องอยากจะขอร้องแก แกไปคุยกับพ่อผัวแกหน่อยสิ ฉันไม่ได้ตั้งใจฆ่าไอ้แวนมันจริงๆนะ คนที่ฉันจะฆ่าคือไอ้นู เรื่องไอ้แวนมันเป็นอุบัติเหตุ ฉันสัญญาว่าฉันจะหนีไปให้ไกลที่สุด จะไม่กลับมาเหยียบเมืองไทยอีกเลยก็ได้ ขอให้พ่อไอ้แวนมันเลิกตามล่าฉันซะที”

“คงยากแหละพี่นันท์ คุณพ่อแวนโกรธมาก ลูกใครใครก็รัก ยิ่งเป็นลูกคนเดียวด้วย”

“แกลองพูดแล้วเหรอ ใจคอแกคงอยากให้ฉันตายตามผัวแกไปใช่มั้ย”

จังหวะนี้เอง ฟ้างามกับเพรียวถือขนมและนมออกมาให้น้ำนวล นันท์เหลือบเห็นรีบล็อกตัวน้ำนวลแล้วขู่สองคนนั้นว่าอย่าเข้ามา ไม่งั้นตนยิงจริงๆ

“ใจเย็นๆก่อนนะครับคุณนันท์ ตำรวจอยู่เต็มงานไปหมด ถ้าคุณยิงพวกเรา คุณก็หนีไม่รอดหรอก”

“พี่ไม่อยากติดคุกไม่ใช่เหรอ เอาพวกเราไปเป็นตัวประกันดีกว่า อย่างน้อยเกิดอะไรขึ้นพี่ก็ยังพอจะหนีทัน”

น้ำนวลช่วยเพรียวถ่วงเวลา นันท์คิดตาม ไม่มีทางอื่นจึงหันไปพูดกับเพรียว

“แกกับน้างามเดินนำไปทางนั้นก่อน อย่ามาลูกเล่นนะ”

สองคนเหลือบมองกันก่อนจะเดินนำหน้าไป ส่วนนันท์ดึงน้ำนวลเดินตามไปติดๆ โดยไม่รู้ว่าที่ด้านหลังต้นไม้ดลกับนางเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทั้งคู่แตกตื่นตกใจฉี่แทบราด ดลตั้งสติได้ก่อนรีบวิ่งกลับไปตามคนมาช่วย

นันท์ใช้ปืนขู่บังคับเพรียวจะให้ขับพาหนี แต่เพรียวถ่วงเวลาด้วยการทำเป็นกลัวมือไม้สั่นไขกุญแจรถไม่ได้ แล้วฉวยจังหวะที่นันท์เผลอเข้าแย่งปืน พร้อมตะโกนบอกให้น้ำนวลกับฟ้างามหนีไป น้ำนวลห่วงเพรียวแต่จำใจไปกับฟ้างาม

เพรียวแข็งแรงกว่าบิดมือนันท์จนปืนหลุดร่วง จากนั้นทั้งคู่ก็แลกหมัดกันครู่หนึ่งก่อนนันท์จะหันไปคว้าปืนที่พื้นขึ้นมาเล็งใส่เพรียว เพรียวจวนตัวเลยฉุกคิดขึ้น กลายร่างเป็นพิมมาลาต่อหน้าต่อตานันท์ เท่านั้นเองนันท์อึ้งช็อก คิดว่าผีหลอกจะวิ่งหนี แต่พอหันหลังไปก็เห็นรัมภาหน้าซีดขาวในชุดดำยืนอยู่ข้างหลังแล้วกลายร่างเป็นพิมมาลาต่อหน้าต่อตาอีกคน

นันท์ช็อกหนักกว่าเดิมมองพิมมาลาทั้งสองคนสลับกันไปมา ก่อนจะสติแตกร้องลั่นว่าผีหลอกวิ่งเตลิดหนีไปทันที แต่ไปได้ไม่เท่าไหร่ก็โดนตำรวจล็อกตัวกลับมาที่ศาลาสวดศพแวน

“ทำบาปทำกรรมเอาไว้เยอะ เลยเจอดีในวัดเข้าจนได้ เอาไงดีคะคุณฟ้างาม” ศรีทรัพย์แม่ของแวนจ้องนันท์อย่างชิงชัง

“ก็ว่าไปตามกฎหมาย ถือซะว่าดิฉันไม่เคยมีหลานคนนี้ก็แล้วกัน”

“น้างาม ผมไม่อยากติดคุก ผมเป็นหลานชายแท้ๆของน้างามนะครับ” นันท์วิงวอนน้าสาวแล้วหันมาทางพ่อแม่แวน “ผมเป็นพี่ชายน้ำนวลนะ ทนเห็นหลานคุณมีลุงแท้ๆเป็นนักโทษอยู่ในคุกได้เหรอ”

พ่อแวนไม่แคร์ ให้ตำรวจช่วยพาไปขังไว้ก่อน อยู่ตรงนี้ก็อับอาย รบกวนคนอื่นเขา แวนคงรับรู้แล้วว่าฆาตกรถูกจับตัวได้แล้ว

ตำรวจช่วยกันลากนันท์ที่โวยวายดิ้นรนขัดขืนออกไป ฟ้างามใจแข็งไม่ยอมมองหลานชายแม้แต่น้อย ปล่อยให้กฎหมายลงโทษสมกับความผิดที่เขาก่อขึ้น

สวดศพเสร็จในคืนนั้น  น้ำนวลดักรอเพรียวที่ลานจอดรถ ขอร้องเขาอย่างจริงจังว่า

“ทีหลังพี่เพรียวอย่าทำแบบนี้อีกนะ อย่าเอาตัวเองเสี่ยงช่วยน้ำ อย่าทำเรื่องเสี่ยงอันตรายแบบนี้อีก สัญญากับน้ำได้ไหมคะ”

“ถึงกับต้องสัญญาเลยเหรอครับ”

“น้ำไม่ได้พูดเล่นนะคะ น้ำเพิ่งเสียแวนไป ถ้าน้ำต้องเสียพี่...หรือใครๆที่ใกล้ชิดกับน้ำไปอีก น้ำคงทนรับไม่ได้แล้ว”

“ครับคุณน้ำ ผมให้สัญญา”

“ขอบคุณค่ะพี่เพรียว” น้ำนวลกลั้นน้ำตาไม่อยู่ แล้วรีบปาดทิ้งอย่างอายๆ พูดแก้เก้อว่า “คนท้องก็อย่างนี้ล่ะค่ะ อารมณ์วูบวาบไปหน่อย อย่าถือสาเลยนะคะ”

เพรียวยิ้มให้ มองเธอด้วยสายตาที่มีแต่ความรักและห่วงใย ซึ้งใจที่เธอยังคงมีใจห่วงใยตนอยู่ พอกลับไปถึงห้องพัก เพรียวก็ยังนอนยิ้มปลาบปลื้มไม่หาย โดนรัมภากระแหนะกระแหนว่าปลื้มอะไรนักหนา ไม่หลับไม่นอน

“ผมเพิ่งรู้ว่าความสุขที่สุดกับเศร้าที่สุดสามารถรวมอยู่ในที่เดียวและเวลาเดียวกันได้”

รัมภาเหยียดปากหมั่นไส้ เพรียวลุกขึ้นนั่งพูดขึงขัง

“ผมพูดจริงๆนะคุณรัมภา ผมสุขที่สุดที่รู้ว่าคุณน้ำห่วงใยผมอยู่ แต่ผมก็เศร้าใจที่ไม่สามารถปกป้องคุณน้ำได้ ทำให้คุณน้ำต้องเป็นแม่ม่ายเลี้ยงลูกคนเดียวตั้งแต่ยังสาว อุตส่าห์ยื้อพิมมาลาเอาไว้ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย”

“ทุกอย่างมันถูกกำหนดมาแล้วล่ะ”

“กำหนดไว้ว่าอะไรเหรอ ผมจะได้แต่งงานกับคุณน้ำใช่มั้ย”

“แวนเพิ่งตายไป อย่าบุ่มบ่ามทำอะไรทุเรศๆนะนายเพรียว”

“ผมรู้แล้วน่า ผมก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหายซะหน่อย แค่ฝันหวานไปตามเรื่องมันผิดตรงไหน คุณสบายใจได้ อย่างน้อยจนกว่าคุณน้ำจะคลอดลูก ผมไม่มีทางทำให้เธอตกเป็นขี้ปากใครเพราะตัวผมแน่ๆ”

รัมภาพอใจในความคิดดีทำดีของเพรียว แต่ไม่เอ่ยปากชมออกมา

ooooooo

วันเวลาผ่านไป  น้ำนวลคลอดลูกสาวน่ารักน่าชังตั้งชื่อว่าพิมมาลาอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรกกับแวน เพรียวปลื้มใจเหมือนเป็นลูกของตัวเอง พูดขึ้นลอยๆขณะยืนมองทารกน้อยในตู้อบ

“คุณแวน...คุณเห็นหนูพิมแล้วใช่มั้ย ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะทำตามที่รับปากไว้กับคุณ ผมจะดูแลหนูพิมให้เหมือนเป็นลูกของผมเองเลย”

จากนั้นเพรียวกลับไปที่ห้องพักคนไข้ อนุศรกำลังคุยกับน้ำนวลหันมาถามเพรียวทันทีว่า เป็นยังไงบ้าง หนูพิมมาลาหลานของตนน่ารักดีไหม

“เด็กเล็กๆต้องบอกว่าน่าเกลียดน่าชังครับคุณนู จะได้เลี้ยงง่ายๆ”

“เพรียวเค้ารู้ดีเหมือนเคยมีลูกมาก่อนเลยนะน้ำ” อนุศรกระเซ้ายิ้มๆ

“แหม...คุณนู แซวยังงี้ตัดหัวผมเลยดีกว่า ปิดช่องทางทำคะแนนหมดเลย” เพรียวเหล่มองไปทางน้ำนวล แต่เธอทำไม่รู้ไม่ชี้ เพรียวจึงชวนอนุศรคุยต่อ “ผมคุยกับข่ายแก้วแล้วนะครับ เค้าตกลงจะกลับมารับตำแหน่งแทนคุณน้ำ แต่คง ต้องเป็นเดือนหน้านะครับ เพราะเค้ากำลังจะแต่งงาน”

“พี่ข่ายจะแต่งงานเหรอคะ เมื่อไหร่คะ น้ำอยากไปแสดงความยินดีกับพี่ข่ายจังเลย”

“ได้ไปแน่ครับ กว่าจะถึงตอนนั้นคุณน้ำก็คงแข็งแรงดีแล้วล่ะ”

เพรียวนึกได้หยิบสร้อยพระจากกระเป๋าเสื้อออกมาฝากไว้ให้รับขวัญหนูพิม น้ำนวลไหว้ขอบคุณก่อนรับสร้อยนั้นมา

“เจ้าของชื่อเค้าจะว่างมาเยี่ยมเด็กชื่อเดียวกับเค้าบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้นะ” อนุศรเปรยขึ้นมา ทำเอาเพรียวชะงักกึก ฝืนยิ้มแหยๆเจื่อนไปเจื่อนมา ในขณะที่น้ำนวลหน้าขรึมลง คิดถึงพิมมาลามาก แม้อีกใจจะยังอดระแวงที่พิมมาลาคบกับเพรียวอยู่ไม่ได้ก็ตาม...

เสร็จจากเยี่ยมน้ำนวลและลูกน้อยที่โรงพยาบาล เพรียวกลับมาเจอรัมภานั่งกรีดกรายอยู่ในบ้านหลังใหม่ใหญ่โตของตน ก็เลยกระเซ้าให้ว่า คุณผู้หญิงอยู่บ้านด้วยเหรอครับ

รัมภาค้อนใส่ก่อนถามเขาว่า “เป็นไง หลานสาวฉันน่ารักน่าชังมั้ยล่ะ”

“น่ารักอยู่แล้ว ว่าที่ลูกสาวผมนี่”

“น้อยๆหน่อยย่ะ หนูน้ำเพิ่งคลอดลูกแหม็บๆ มดลูกยังไม่ทันจะเข้าอู่เลย คิดจะทำเกมบุกแล้วเหรอ”

“ผมรอมาขนาดนี้ได้ก็ถือว่าความอดทนเป็นเลิศแล้วนะคุณ ดูสิว่าผมเตรียมอะไรไว้ให้คุณน้ำบ้าง ถ้าคุณน้ำตอบตกลงตอนนี้ ผมก็มั่นใจว่าคุณน้ำจะไม่น้อยหน้าใครทั้งนั้น”

“ย่ะ...พ่อเศรษฐีร้อยล้าน”

จังหวะนี้ เต็มตาที่มารอเพรียวอยู่เดินออกมาจากด้านใน เต็มตายิ้มทักทายเพรียวโดยไม่เห็นนางฟ้ารัมภา ที่เพรียวเห็นชัดว่าเธอนั่งสวยเด่นอยู่ที่โซฟารับแขก

“กลับมาแล้วเหรอเพรียว พอดีเลย เต็มก็กำลังจะกลับเหมือนกัน”

“เดี๋ยวผมไปส่งที่ศูนย์พักฟื้นเอง เต็มไม่ต้องนั่งรถไปหรอก”

“ไม่เป็นไร เต็มไปได้ มีแค่ยาของพวกผู้ป่วยที่ศูนย์เท่านั้นเอง ไม่หนักเท่าไหร่หรอก”

“ให้ผมไปส่งเถอะเต็ม ผมอยากไปกราบหลวงลุงแล้วก็ไปที่ศูนย์ด้วย ไม่ได้ไปมาตั้งสองสามอาทิตย์แล้ว”

“งั้นก็ได้จ้ะ เต็มไปรอที่รถนะ”

เต็มตาหิ้วถุงยาขนาดใหญ่สามสี่ห่อเดินออกไป เพรียวรีบกำชับรัมภาให้เฝ้าบ้าน ตนแต่งตั้งให้เป็นเจ้าที่เจ้าทางประจำบ้าน ถ้าทำตัวดีๆ ก็จะตั้งศาลสีชมพูให้ด้วย รัมภาลุกพรวดด้วยความโมโห โวยวายว่าเพรียวลามปามใหญ่แล้ว เพรียวไม่ได้ใส่ใจแต่หัวเราะขำๆ เดินออกจากบ้านไป...

ตกเย็น เต็มตานุ่งขาวห่มขาวถือศีลที่วัดหลวงลุง เพรียวบอกกับเธอว่าเขาสบายใจที่เธอปรับตัวได้ ตอนแรกยังห่วงอยู่เลยว่าเธอจะทนที่เงียบๆขนาดนี้ได้หรือเปล่า

“ที่เงียบๆแบบนี้แหละเพรียว เลยทำให้เต็มได้มองเห็นคุณค่าของตัวเอง ขอบใจเพรียวมากเลยนะที่ตั้งศูนย์พักฟื้นขึ้นมา ไม่อย่างงั้นเต็มก็คงไม่รู้หรอกว่าความสุขสงบเป็นยังไง”

“ผมก็แค่อยากทำบุญให้พ่อ แล้วก็ชดเชยให้เต็มบ้างก็เท่านั้นเอง เพราะถ้าผมไม่เจ้าชู้ เต็มก็คงไม่ไปคบกับคุณศรสิทธิ์จนติดโรคนี้มา”

“ผิดแล้วล่ะเพรียว ตอนนั้นเต็มทะเยอทะยานจะตายไป ถึงเพรียวไม่เจ้าชู้ แต่ถ้าให้สิ่งที่เต็มต้องการไม่ได้เต็มก็เลิกกับเพรียวอยู่ดี ถึงเต็มจะตายเพราะโรคนี้ แต่มันก็สอนให้เต็มได้เข้าใจอะไรหลายอย่างเลยนะ โดยเฉพาะสัจธรรมของชีวิตที่ว่าไม่มีใครเอาอะไรติดตัวไปได้เลยตอนตาย”

เพรียวยิ้มบางๆอย่างมีความสุขที่เต็มตาคิดได้ นั่นหมายถึงเขาเองก็ได้รับการอโหสิด้วย หลังจากนั้นเพรียวกับครอบครัวได้ไปไหว้อัฐิพ่อ ก่อนพี่ๆสองคนจะแสดงน้ำใจแบ่งหุ้นในตลาดกับโรงงานทอผ้าให้เพรียว ตอบแทนที่เพรียวแบ่งเงินเป็นร้อยล้านให้พวกตน  เพรียวทำท่าจะไม่เอา แต่นางถมผู้เป็นแม่บอกเพรียวว่า

“รับไว้เถอะเพรียว พินกับพรมันอยากให้จริงๆ นี่ถ้าพ่อเค้ายังอยู่ เค้าก็คงดีใจมากนะ ที่ลูกๆทุกคนรักใคร่สมัครสมานไม่ลุกขึ้นมาแย่งสมบัติกันเหมือนหลายๆบ้าน”

“ขอบคุณครับพี่” เพรียวยกมือไหว้พี่ทั้งสองคนด้วยรอยยิ้ม แต่ถมยิ้มหน้าบานกว่าหลายเท่าที่เห็นลูกๆรักใคร่เข้าใจกัน

ooooooo

ค่ำวันเดียวกันนี้ อนุศรไม่ค่อยสบายใจนักเมื่อทราบว่าฟ้างามจะขอวางมือจากงานทุกอย่างในเซน-ซูยา เขาอยากให้อาสาวทบทวนใหม่อีกครั้ง เพราะเขากังวลว่าถ้าอาไปตอนนี้แล้วเซนซูยาจะอยู่ยังไง

“ก็อยู่ได้เพราะผู้บริหารอย่างนูกับน้ำน่ะสิ อาเชื่อว่าเราสองคนต้องพาเซนซูยาให้เจริญรุ่งเรืองกว่าสมัยอาได้แน่นอน”

“ผมไม่เก่งขนาดนั้นหรอกครับอางาม”

“เชื่อมั่นในตัวเองหน่อยสิจ๊ะ แล้วก็เชื่อในสายตาของอาด้วย อามองเราสองคนไม่พลาดหรอก”

“อางามก็ไม่จำเป็นต้องออกจากตำแหน่งก็ได้นี่ครับ”

“อาอยากไปถือศีลปฏิบัติธรรมให้เป็นเรื่องเป็นราวซะที บอกตรงๆนะนู ตั้งแต่อาได้คุยกับหลวงลุงของเพรียวแล้ว อาก็คิดอะไรได้ขึ้นเยอะ รับรองว่าอาไม่ได้งมงายเหมือนคราวนายทวิชาหรอก”

“ถ้าอางามต้องการอย่างนั้นจริงๆ ผมก็ไม่กล้าขัดหรอกครับ”

“ขอบใจจ้ะ...อาอยากจะแนะนำนูเรื่องนึง”

“หลายๆเรื่องก็ได้ครับ”

“เพรียวเป็นคนเก่งแล้วก็รักเซนซูยามาก เค้าจะช่วยงานนูได้อีกเยอะ อาเคยพลาดที่ไล่เพรียวออก นูต้องอย่าเดินซ้ำรอยอาอีกนะ”

“เรื่องนี้ผมทราบดีครับ”

“ตั้งเพรียวเป็นรองประธานคู่กับน้ำ ช้าเร็วยังไงซะคู่นี้ก็คงไม่แคล้วกันหรอก”

อนุศรและฟ้างามยิ้มให้กันอย่างเห็นด้วย...แล้วแนวโน้ม ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่ติดว่าน้ำนวลยังคาใจเรื่องเพรียวคบกับพิมมาลาอยู่ ในวันที่เพรียวพาน้ำนวลไปเที่ยวบ้านหลังใหม่ เพรียวสารภาพว่า

“ผมซื้อบ้านหลังนี้ไว้เพื่อคุณน้ำกับหนูพิม ผมรักคุณน้ำนะครับ แล้วก็พร้อมจะดูแลคุณน้ำกับลูกอย่างดีที่สุด คุณน้ำจะให้โอกาสผมได้รึยัง”

“แล้วพี่พิมล่ะคะ”

“พิมมาลาน่ะเหรอครับ นี่อย่าบอกนะว่าคุณน้ำยังคิดว่าผมกับพิมมาลาเป็นแฟนกันอยู่”

“สิ่งที่น้ำเห็นมันก็ตีความอย่างอื่นไม่ได้นี่คะพี่เพรียว ถ้าน้ำต้องเริ่มต้นชีวิตคู่กับใครอีกครั้ง น้ำต้องมั่นใจที่สุด เพราะมันคือโอกาสครั้งสุดท้ายที่น้ำจะให้กับตัวเองและน้องพิม”

น้ำนวลพูดจบก็ผละไป เพรียวมองตามด้วยความร้อนใจ ไม่คิดว่าน้ำนวลจะติดใจเรื่องนี้อยู่ เมื่อเขานำเรื่องไปหารือรัมภา นางฟ้าแสนสวยกลับหัวเราะร่วนด้วยความสะใจ

“สมน้ำหน้า กะล่อนนักมันก็ต้องเจออย่างงี้แหละ กรรมตามสนองแท้ๆ”

“อย่าเพิ่งซ้ำเติมกันได้มั้ยคุณรัมภา ผมกลุ้มใจจะแย่อยู่แล้วนะ อุตส่าห์อดทนรอมาตั้งนาน ดั๊นมาตกม้าตายเพราะเรื่องบ้าๆ คุณน้ำนะคุณน้ำ ไม่ฟังกันบ้างเลย ใครมันจะไปกิ๊กกับตัวเองได้”

“แทนที่จะมาต่อว่าลูกสาวฉัน น่าจะชื่นชมมากกว่านะ ว่าลูกฉันไม่เคยคิดจะแย่งของของใคร”

“เออๆๆ ผมผิดเองแหละ ที่ใช้พิมมาลาล้วงความลับจากคุณน้ำ แค่นี้ใช่มั้ยที่คุณต้องการสอนผม ถ้าใช่ก็ช่วยหาทางช่วยผมซะที ผมสำนึกผิดแล้ว”

“นายอยากกะล่อนแสวงหาผลประโยชน์จากพิมมาลาเอง ช่วยไม่ได้ นายก็ต้องรับผลที่เกิดขึ้นยังงี้แหละ”

“โอเค ตอนนี้ปัญหาทุกอย่างจบหมดแล้ว ผมไม่ยื้อแล้วล่ะ ผมจะไปสวนขวัญกับคุณเดี๋ยวนี้เลย”

“ได้เลย มีคนคนนึงเค้าก็รอเจอนายอยู่นานแล้ว”

“ใครเหรอ”

“เปิดประตูออกไปสิ แล้วนายจะได้เจอ”

ทันทีที่เพรียวเปิดประตูห้องออกไป ก็พบว่าตัวเองยืนอยู่ในสวนขวัญ รอบตัวเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ เห็นทะเลสาบสีเงินยวงและภูเขาน้ำแข็งสูงใหญ่ ดูสวยงามลึกลับเหมือนทุกครั้งที่เคยมา

รัมภาในชุดสีขาวพลิ้วไสว รอบกายมีแสงเรืองรองระยิบระยับเดินมายืนข้างเพรียว ชี้บอกไปยังจุดที่พิมมาลายืนอยู่ เพรียวหันมองด้วยสีหน้าตื่นตะลึง เพราะนี่คือการเจอกันครั้งแรกระหว่างเพรียวกับพิมมาลาตัวเป็นๆ ซึ่งรัมภาเน้นย้ำว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ภายในสวนขวัญแห่งนี้

“ถึงคุณจะแยกเราออกมา เราก็ยังเป็นคนคนเดียวกันอยู่ดี” เพรียวรำพึง

“นั่นแหละที่ฉันต้องการ เพราะนายสามารถโกหกทุกคนได้แม้แต่นางฟ้าอย่างฉัน แต่นายไม่สามารถโกหกตัวเองได้ ฉันมีคำถามอยากจะถามนายอยู่สองข้อ ข้อแรก ระหว่างที่นายถูกฉันสาปให้กลายเป็นผู้หญิง นายได้เรียนรู้อะไรขึ้นบ้างมั้ย”

เพรียวและพิมมาลาเหล่มองกัน ต่างก็ใช้ความคิดทบทวนไปพร้อมๆกัน

“โอเค ผมยอมรับว่าการต้องกลายเป็นผู้หญิงจริงๆมันทำให้ผมเข้าใจหลายๆอย่างต่างไปจากเดิม ที่คุณว่าเกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก มันเป็นเรื่องจริงที่สุด”

“ใช่ ไหนจะโดนดูถูก แถมยังต้องระวังตัวจากพวกหื่นกามอีก แล้วที่เลวร้ายที่สุดก็คือพวกที่ถือว่าตัวเองแข็งแรงกว่าแล้วใช้กำลังทำร้ายเรา”

เพรียวกับพิมมาลาเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย จากนั้นเพรียวยังย้อนอดีตหลายเหตุการณ์ตอนอยู่ในร่างพิมมาลา ทั้งเรื่องเกือบถูกดลปลุกปล้ำ และหลายครั้งที่ถูกนันท์พยายามจะทำร้าย

“แสดงว่าบทเรียนที่พบเจอทำให้นายเข็ดขยาด นายจะไม่กลับไปก่อกรรมทำเข็ญกับผู้หญิงอีกแล้วใช่มั้ย นี่คือคำถามข้อสองของฉัน”

“ผมชดใช้หนี้ไปหมดแล้วจะกลับไปก่อหนี้อีกทำไม แล้วที่สำคัญผมมีคนที่ผมรักจริงรออยู่แล้ว”

“เพรียวคนเดิมดูถูกเพศหญิงว่าต่ำกว่าตนเองเสมอ ไม่ว่าด้านไหน ถึงได้ก่อกรรมกับผู้หญิงเยอะแยะไปหมด แม้แต่ กับพี่สาวแท้ๆของตัวเอง แต่หลังจากเป็นพิมมาลา เราก็รู้แล้วว่ามนุษย์สูงต่ำกว่ากันด้วยคุณงามความดีไม่ใช่ที่เพศ” พิมมาลาสรุปได้อย่างประทับใจ

“ฉันดีใจที่ได้ยินคำพูดนี้ เอาล่ะ นับแต่นี้ไปนายจะกลับเป็นนายเพรียวโดยสมบูรณ์”

เพรียวและพิมมาลาต่างยิ้มออกมาด้วยความดีใจ บอกลากันและกัน ก่อนพิมมาลาจะสำทับเพรียวเป็นประโยคสุดท้ายว่า

“หวังว่าคุณจะไม่ไปทำให้คุณรัมภาโกรธจนต้องกลับมาใช้ร่างฉันอีกล่ะ”

ทันใดนั้นมีแสงสว่างเรืองรองขึ้นรอบตัวเพรียวและพิมมาลา พอทั้งคู่สวมกอดกันร่างก็หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว กลายเป็นเพรียวคนใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

ooooooo

เพื่อจะช่วยเคลียร์ปัญหาคาใจที่น้ำนวลมีต่อเพรียว รัมภายอมกลายร่างเป็นพิมมาลามาพบน้ำนวลที่สวนสาธารณะ ยอมรับว่าตนยังติดต่อกับเพรียวอยู่ตลอด แต่เราไม่ได้เป็นแฟนกัน เราเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้นจริงๆ

“แล้วทำไมพี่พิมถึงไม่บอกน้ำล่ะคะ”

“พี่มีเหตุผลส่วนตัวหลายอย่างค่ะ บางอย่างพี่ก็พูดไม่ได้ แต่ที่แน่ๆคือวันนึงพี่ต้องจากคุณน้ำไปอย่างหมดโอกาสจะได้เจอกันอีก ถ้าต้องถึงวันนั้นสู้เราลาจากกันแบบนี้ดีกว่า”

“ทำไมพี่พิมพูดแบบนี้คะ หรือว่าพี่พิมไม่สบายป่วยเป็นโรคร้ายแรงอะไรรึเปล่า”

พิมมาลาไม่ตอบ แต่หันไปมองที่เพรียวซึ่งยืนอยู่อีกมุมหนึ่ง

“เพรียวมารอแล้ว คุณน้ำมีอะไรสงสัยก็ไปคุยกับเพรียวต่อเองเถอะค่ะ พี่คงต้องไปแล้วล่ะ รักษาตัวนะคะคุณน้ำ”

“พี่พิมก็เหมือนกันนะคะ” น้ำนวลสวมกอดพิมมา– ลาแน่น

“โชคดีนะคะ เรื่องร้ายๆผ่านพ้นไปหมดแล้วล่ะ”

“ขอบคุณค่ะพี่พิม”

พิมมาลาผละออกจากน้ำนวลแล้วหันไปโบกมือให้เพรียว เพรียวยิ้มตอบอย่างขอบคุณ ก่อนเดินเข้าไปจับมือน้ำนวล เดินคุยกันไปตามทางริมบึงกว้าง

“คุณน้ำได้คุยกับพิมแล้วสบายใจขึ้นรึยัง”

“ค่ะ” หญิงสาวตอบรับโดยไม่กล้าสบตาเขา

“ถ้าอย่างงั้นคุณน้ำจะให้คำตอบผมได้รึยังล่ะครับ”

“พี่เพรียวคะ น้ำยอมรับว่าพี่เป็นรักครั้งแรกของน้ำ แล้วน้ำก็ไม่เคยลืมพี่เลย แต่ทุกครั้งที่น้ำอยู่ใกล้พี่ น้ำรู้สึกเหมือนตัวเองไม่คู่ควรกับพี่เลย พี่เพรียวเป็นผู้ชายที่เพอร์เฟกต์มาก รู้ตัวมั้ยคะ”

“ไม่จริงหรอกครับ ผมไม่ได้ดีเลิศอะไรขนาดนั้น คุณน้ำต่างหากที่อยู่สูงเกินเอื้อมสำหรับผม”

“สิ่งที่น้ำมี เป็นเพราะน้ำเกิดในตระกูลใหญ่มากกว่า แต่ถ้าพูดถึงสติปัญญาความสามารถแล้วน้ำเทียบพี่ไม่ติดเลย ยิ่งน้ำมีลูก เป็นแม่ม่ายสามีตาย น้ำก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่คู่ควรกับพี่เข้าไปใหญ่ บางทีวันนึงพี่อาจจะได้เจอคนที่คู่ควรกับพี่ทุกอย่าง แล้วพี่อาจจะเสียใจก็ได้นะคะที่มาเลือกน้ำ”

“คุณน้ำยังระแวงความเจ้าชู้ของผมอยู่ใช่ไหมครับ งั้นผมจะพิสูจน์ให้คุณน้ำเห็นว่าถึงตอนนี้ผมนิ่งแล้ว ผมไม่ใช่เพรียวคนเดิม ผมรักแล้วก็พร้อมที่จะดูแลคุณน้ำกับหนูพิมไปตลอดชีวิตของผม ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนผมก็พร้อมจะรอให้คุณน้ำพิสูจน์จนพอใจ คุณน้ำจะไม่มีวันต้องเสียใจที่ตัดสินใจเลือกผม”

“พี่เพรียวเข้าใจน้ำนะคะ น้ำกำลังสับสน แวนก็ยังอยู่รอบตัวน้ำ น้ำรู้สึกผิดกับแวน พี่เพรียวเข้าใจน้ำนะคะ”

“เราสองคนยังต้องการเวลา พี่จะไม่เร่งรัดอะไรคุณน้ำอีกแล้ว”

น้ำนวลตื้นตันใจ สวมกอดเพรียวไว้ เพรียวกอดตอบพลางลูบผมเธอไปมาด้วยความรู้สึกเข้าใจและเห็นใจ

ooooooo

ระยะเวลาในการพิสูจน์ผ่านไปห้าปี หนูพิมลูกสาวของน้ำนวลติดลุงเพรียวแจ เพรียวเองก็รักและตามใจหนูพิมยิ่งกว่าใคร เจอกันทีไรเป็นต้องกอดต้องหอมชื่นใจแถมเขายังแอบติดสินบนด้วยขนมให้หนูพิมเรียกเขาว่าพ่อเพรียว

ส่วนพ่อแม่ของแวนและฟ้างามต่างก็เอ็นดูและไว้วางใจเพรียว เพราะระยะเวลาที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าเพรียวรักและจริงใจกับน้ำนวลแค่ไหน ที่สำคัญเพรียวเข้ากับหนูพิมได้เป็นอย่างดี ทุกคนจึงสนับสนุนถ้าน้ำนวลจะเริ่มต้นชีวิตคู่อีกครั้ง

วันนี้เพรียวมาอยู่เป็นเพื่อนหนูพิมตั้งแต่เช้ายันค่ำ นอนอ่านนิทานให้ฟังก่อนจะกู๊ดไนต์กันเมื่อน้ำนวลเสร็จธุระกลับเข้ามา

“วันนี้เลยเสียเวลาพี่เพรียวทั้งวันเลย” น้ำนวลเอ่ยด้วยท่าทีเกรงใจขณะเดินออกมาส่งเพรียวที่หน้าบ้าน

“อยู่กับหนูพิมไม่เรียกว่าเสียเวลาหรอกครับ คุณน้ำก็รู้ว่าผมรักหนูพิมเหมือนลูกแท้ๆของผมเอง”

น้ำนวลหลบสายตาเพรียวอย่างเขินอาย เพรียวยิ้มบางๆ เชยคางเธอแผ่วเบา

“อย่าหลบตาผมสิครับ ผมอยากให้คุณน้ำมองตาผม คุณน้ำจะได้รู้ว่าทุกคำที่ผมพูดมันมาจากใจผมจริงๆ”

“น้ำทราบดีค่ะ”

“ผมพิสูจน์ตัวเองมาพอรึยังครับ”

“ไม่รู้สิคะ”

“วันศุกร์นี้ครบรอบห้าปีที่แวนเสีย เราจะไปทำบุญให้แวนกันนะครับ แล้ววันนั้นผมจะขอคุณน้ำจากแวนอย่างเป็นจริงเป็นจังซะที ผมทนรอต่อไปไม่ไหวแล้ว...ที่จริงไม่ต้องขอก็ได้ เพราะแวนเค้ายกให้ผมดูแลตั้งนานแล้ว”

“แวนไม่มีสิทธิ์ยกน้ำให้ใครได้ตามใจชอบนะคะ”

“คุณน้ำพูดแบบนี้ผมใจฝ่อหมดเลย...วันศุกร์นี้ผมยังมีความหวังไหมครับ”

“ไม่รู้สิคะ วันนี้ไม่ใช่วันศุกร์...ขับรถดีๆนะคะ น้ำขึ้นไปดูหนูพิมก่อน”

“วันศุกร์ผมจะตะโกนบอกรักคุณน้ำให้ดังที่สุดเลย รอฟังไว้ให้ดีนะครับ”

น้ำนวลอมยิ้มอายๆ รีบเดินกลับเข้าบ้าน เพรียวยิ้มปลาบปลื้มอบอุ่นใจ ขับรถกลับอย่างมีความหวัง...ไม่ทันจะถึงบ้านได้รับข้อความกู๊ดไนต์จากน้ำนวลก็ยิ่งมีความสุข อ่านไปยิ้มไปจนพลั้งเผลอเกือบจะประสานงากับรถคันหนึ่งที่สวนมา โชคดีเพรียวหักหลบได้ทัน แต่รถก็หมุนคว้างก่อนจะสงบนิ่ง

น้ำนวลกำลังบอกกล่าวเถ้ากระดูกแวนที่บรรจุโกศไว้ในห้องพระ เธอขอโอกาสเริ่มต้นใหม่กับเพรียว ทันใดนั้นเองเสียงโทรศัพท์มือถือน้ำนวลดังขึ้น พอกดรับเธอตกใจแทบช็อกกับเสียงเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลดังมาว่า

“นั่นภรรยาคุณเพรียวใช่ไหมคะ คือตอนนี้คุณเพรียวประสบอุบัติเหตุ”

น้ำนวลอื้ออึงไปหมด กลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย หลังตั้งสติได้เธอรีบเดินทางไปโรงพยาบาล เคราะห์ดีที่เพรียวไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่ข้อมือเคล็ดเท่านั้น เพรียวสงสัยถามน้ำนวลรู้ข่าวได้ยังไง น้ำนวลบอกว่ามีเจ้าหน้าที่ โทร.ไป แต่ทำไมเขาถึงถามตนว่าใช่ภรรยาคุณเพรียวหรือเปล่า เพรียวยิ้มแหยๆ ตอบอ้อมแอ้มว่าตนเมมเบอร์เธอไว้แบบนั้น แล้วทำพูดติดตลกว่ารอมาตั้งห้าปีก็ต้องมีเล่นของกันบ้างแหละ

น้ำนวลกลั้นยิ้มและหยิกแขนเขา เพรียวยิ้มกริ่มถือโอกาสนี้ตะโกนบอกรักเธอและขอแต่งงานโดยไม่รอให้ถึงวันศุกร์ตามที่พูดเอาไว้ก่อนหน้านี้ น้ำนวลทั้งขำทั้งเขินแต่ก็พยักหน้ายอมแต่งงานกับเขา

ooooooo

หลังจากทั้งคู่แต่งงานกันแล้ว รัมภาซึ่งกลายเป็นแม่ยายของเพรียวก็ยังวนเวียนไม่ไปไหน วันนี้เธอเอาดีวีดีงานแต่งมาเปิดดูไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไหร่ จนโดนเพรียวแซว ก่อนจะฝากให้เธอช่วยดูแลหนูพิมแทนด้วย อยู่กับฟ้างามกับอนุศรไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง

“แหม...กะอีแค่ไปฮันนีมูนสามสี่วัน สั่งอย่างกะไปซักสามสี่ปี สั่งย้ำแล้วย้ำอีก ไปๆได้แล้ว น่ารำคาญ”

“โธ่คุณ ก็ผมห่วงหนูพิมนี่ เค้าเองก็หลานคุณเหมือนกัน คุณไม่ห่วงเหรอ...คุณยาย”

“นายไม่มีสิทธิ์เรียกฉันแบบนี้นะ หนูพิมเรียกได้

คนเดียวเท่านั้น อย่าคิดว่าเป็นเนื้อคู่กับหนูน้ำแล้วจะปากเสียได้ตามใจชอบ ฉันไม่กล้าทำอะไรนะนายเพรียว”

“นี่คุณว่าอะไรนะ ผมกับคุณน้ำเป็นเนื้อคู่กันเหรอ”

“ก็ใช่น่ะสิ ถ้านายไม่ใช่เนื้อคู่ลูกสาวฉัน ฉันจะมีอำนาจอะไรไปสาปนาย ผู้ชายห่วยๆอย่างนายมีเป็นโขลง ฉันไปทำอะไรใครได้มั้ยล่ะ ที่ฉันเล่นงานนายได้ก็เพราะฉันเป็นแม่ยายนายไงล่ะ”

“แล้วทำไมคุณไม่บอกผม รู้มั้ยว่าผมเสียใจเรื่องคุณน้ำขนาดไหน นี่ยังปล่อยให้ผมรอใจตุ๊มๆต่อมๆตั้งห้าปี คุณนี่มัน...” เพรียวเจ็บใจอยากด่า แต่พอรัมภาถลึงตาใส่ก็ไม่กล้าแหย็ม กัดฟันพูดว่า “สวย”

“แล้วไป...คนกะล่อนอย่างนาย ถ้าไม่จับเผาไฟฆ่าเชื้อเจ้าชู้ให้ตายซะก่อนจะให้ฉันรับเป็นลูกเขยได้ยังไง หนูน้ำมีหวังร้องไห้น้ำตาเช็ดหัวเข่าไม่เว้นแต่ละวัน”

เพรียวทำท่าจะสวน แต่น้ำนวลเดินเข้ามาในบ้านเสียก่อน พร้อมๆกับรัมภาก็จางหายไป

“พี่เพรียวคะ เสร็จรึยัง”

“เรียบร้อยแล้วครับ ออกเดินทางกันได้เลย”

น้ำนวลเดินนำออกไปก่อน เพรียวไม่วายหันมากำชับรัมภาที่เขารู้ว่ายังไม่ไปไหน

“เฝ้าบ้านดีๆแล้วกัน อย่าหนีไปเที่ยวไหนล่ะคุณยาย”

รัมภาหมั่นไส้ อยู่เฝ้าให้เขาซะที่ไหน ตามไปสอดส่องเป็นหูเป็นตาแทนลูกสาวสุดรักถึงชายทะเลที่พวกเขาไปฮันนีมูนกัน แล้วช่วงหนึ่งที่น้ำนวลต้องเลี่ยงมาคุยงานกับ

อนุศรที่ โทร.เข้ามา รัมภาไม่พอใจอย่างมากที่เพรียวจ้องมองสาวๆในชุดสุดเซ็กซี่ที่เดินผ่าน ถึงกับเสกให้เพรียวกลายเป็นพิมมาลาในบัดดล

“เจ้าชู้ไม่หายมันก็ต้องโดนอย่างงี้แหละ”

เพรียวตกใจร้องเฮ้ย! เมื่อพบว่าตัวเองเป็นพิมมาลาไปแล้ว

“ผมไม่ได้เจ้าชู้ซะหน่อย แค่มองเป็นอาหารตาเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรเลยจริงๆนะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนไม่ได้เดินส่ายลอยนวลผ่านไปหน้าตาเฉยยังงี้หรอก”

“อ๋อเหรอ มองอย่างเดียวไม่ได้คิดอะไรใช่มั้ย ได้... งั้นก็รับโทษไปครึ่งเดียว”

ทันทีที่รัมภาดีดนิ้วมือ พิมมาลาก็เปลี่ยนเป็นเพรียว แต่ยังอยู่ในชุดผู้หญิงแสนสวย

“จะบ้าเหรอคุณรัมภา!” เพรียวโวยลั่น

ทันใดนั้นมีเสียงผิวปากวี้ดวิ้ว เพรียวหันไปเข่าแทบอ่อน หนุ่มฝรั่งหล่อล่ำวิ่งจ๊อกกิ้งผ่านมาเหล่มองกะเทยควายด้วยความสนใจ

“ฝากไว้ก่อนเถอะรัมภา” เพรียวพูดเร็วจี๋ รีบกระชากชุดผู้หญิงออกแล้ววิ่งลงทะเลน้ำบาน ท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของนางฟ้ารัมภา แถมเธอยังย้ำเตือนไว้ด้วยว่า

“หนุ่มเจ้าชู้ระวังตัวไว้ให้ดี เดี๋ยวเจอกันแน่!!”

ooooooo

– อวสาน –

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป
23 มิ.ย 2564

14:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2564 เวลา 14:59 น.