ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

พิมมาลา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ค่ำลงเพรียวต้องเป็นพิมมาลาทั้งที่ยังอยู่ในเซนซูยา พิมมาลาเลยต้องอยู่แต่ในห้องทำงานเพราะกลัวจะมีคนอื่นเห็นเข้า แล้วพิมมาลาก็นั่งบ่นกับรัมภาด้วยเรื่องที่นันท์ทำตัวเป็นหมาบ้า ไม่น่าเกิดมาเป็นพี่ชายน้ำนวล...ลงท้ายถามรัมภาว่า สวรรค์ทำอะไรผิดพลาดหรือเปล่า

“มันไม่มีอะไรผิดหรอก แต่นี่แหละคือสีสันของโลกนาย ที่โลกของฉันไม่มี”

“สีสันตรงไหน”

“ก็โลกกลมๆของนายเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างสรรพสิ่งที่ตรงข้ามกันที่สุดไงล่ะ บุคคลประเสริฐเลิศล้นอย่างพระสัมมา– สัมพุทธเจ้า ก็ทรงบังเกิดและตรัสรู้ในยุคเดียวกับคนที่ต้องลงโลกันตมหานรกอย่างพระเทวทัต แล้วอย่างงี้มันจะแปลกอะไร ที่หนูน้ำจะมีพี่ชายอย่างนายนันท์ ถูกต้องมั้ย”

“เข้าใจละ ส่วนสวรรค์ของคุณก็ต้องมีแต่คนที่ทำความดีสร้างบุญกุศลในระดับเดียวกันกับคุณเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์อยู่เพราะฉะนั้นก็เลยไม่มีสีสันแบบโลกของผม”

“เก่งนี่...ต๊าย อธิบายนิดเดียวก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง อย่างงี้ต้องให้เป็นผู้หญิงตลอดไปซะแล้ว จะได้ไม่กลับไปโง่เหมือนเดิม”

“ผมยังยืนยันคำเดิมนะว่าโง่สุดของผมก็คือตอนที่ไปจีบคุณน่ะแหละ...นี่คุณ ผมอยากกลับห้องแล้ว คุณช่วยไปดูให้หน่อยสิว่าคนอื่นๆเค้ากลับไปหมดรึยัง”

“ทำไม ถ้ามีคนอื่นทำงานอยู่ นายกลับไม่ได้เหรอ”

“ไม่เห็นเหรอ ผมนั่งอกเด้งอยู่เนี่ย พิมมาลายื่นใบลาออกไปแล้ว ถ้าขืนโผล่ออกมาจากห้องเพรียวได้เป็นเรื่องน่ะสิ รู้แล้วยังจะถามอีก ถ้ากลับได้จะอยู่ทำงานถึงป่านนี้เหรอ”

“ฉันไม่ทันได้สังเกตนี่ยะ เดี๋ยวเป็นชายเดี๋ยวเป็นหญิง อะไรก็ไม่รู้ปวดหัวหมดแล้ว อ้ะ อยากไปก็ไปสิ หนูน้ำกับฟ้างามประชุมอยู่ชั้นบน ถ้านายลงลิฟต์ไปตอนนี้ไม่เจอใครหรอก”

“ขอบใจที่บอก” ว่าแล้วพิมมาลาเดินกรีดกรายเด้งหน้าเด้งหลังออกไปจากห้อง โดยมีสายตาสุดเอือมของรัมภามองตามด้วยความหมั่นไส้

ไม่ทันจะกลับออกจากเซนซูยา พิมมาลาก็เดินไปเจอแวนทุรนทุรายปวดหัวอย่างหนัก เธอตกใจมากรีบโทร.บอกน้ำนวลแล้วพาแวนส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว พอถึงมือหมอแวนก็ปลอดภัยแต่ยังต้องนอนพัก น้ำนวลกับพิมมาลาจึงมีโอกาสคุยกันตามลำพัง พิมมาลาจำได้ว่าแวนเคยปวดหัวรุนแรงแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ถ้ายังไม่หายสนิท ก็น่าจะเลื่อนการแต่งงานออกไปก่อน

“น้ำรู้ค่ะว่าพี่พิมห่วงน้ำ แต่ถึงยังไงน้ำก็เลื่อนงานแต่งไม่ได้หรอกค่ะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

“ทำไมล่ะคะ ในเมื่อคุณแวนยังไม่หายดี ก็น่าจะรอให้หายก่อนแล้วค่อยแต่งไม่ดีกว่าเหรอคะ”

“พี่พิมก็รู้ไม่ใช่เหรอคะว่ามันไม่มีประโยชน์ ถ้าน้ำเลื่อนงานแต่งมันก็ไม่ต่างกับการทิ้งแวนหรอกค่ะ น้ำไม่มีวันทิ้งแวนเด็ดขาด”

พิมมาลาท่าทางแปลกใจกับคำพูดของน้ำนวล ไม่เข้าใจที่เธอบอกว่าตน “รู้” หมายความว่ายังไง...หลังจากนั้นพิมมาลาพยายามไปเซ้าซี้ถามรัมภา แต่ก็ไม่ได้คำตอบ ดังนั้นเขาจึงต้องไปสืบด้วยตัวเอง

เป้าหมายแรกก็คือฟ้างาม เพรียวตั้งใจสืบถามฟ้างามถึงเรื่องที่น้ำนวลต้องเร่งเวลาแต่งงานกับแวน แต่เช้านี้ฟ้างามติดธุระสำคัญไม่เข้าออฟฟิศ เจอแต่อนุศรที่จะมาหาฟ้างามเพื่อคุยงาน อนุศรจึงถือโอกาสนี้ชวนเพรียวไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน เพราะอยากจะคุยเรื่องพิมมาลา โดยมีแวนตามมาร่วมโต๊ะด้วยอีกคน

“ผมจ้างนักสืบตั้งหลายบริษัท แต่ไม่มีใครหาตัวคุณพิมเจอเลยซักคน แถมนามสกุลเชิงไกรลาสก็หาไม่ได้ เล่นเอามืดแปดด้านกันไปหมด”

“นี่ถ้าเป็นหนัง พี่พิมต้องเป็นสายลับขององค์กรมหา–ประลัยใต้ดิน ที่มุ่งหวังทำลายล้างโลกแหงๆ คิดดูดิหาตัวยังไงก็ไม่เจอ แต่นึกจะโผล่ก็โผล่ขึ้นมาซะเฉยๆ อย่างเมื่อวานยังมาช่วยผมไว้เลย” แวนพูดไปเรื่อยโดยไม่รู้ว่าเพรียวแอบเหล่ไม่ชอบใจ

“พี่ถึงอยากจะขอความช่วยเหลือจากแวนแล้วก็

คุณเพรียวนี่ไง ถ้าเจอคุณพิมอีกเมื่อไหร่ช่วยถ่วงเวลาเอาไว้แล้วโทร.บอกพี่ทันที พี่อยากจะเจอเค้ามาก”

“ได้เลยพี่นู ผมเชียร์ให้พี่ได้ลงเอยกับคุณพิมอยู่แล้ว ถ้าไม่หมดสติชักดิ้นชักงอแบบเมื่อวานซะก่อนนะ”

เพรียวเคืองนึกอยากจะบอกให้พวกเขาลงเอยกันเอง ตนจะได้ไม่เหนื่อยหาทางแย่งน้ำนวลกลับมา...แล้วเพรียวก็กล่อมอนุศรให้ลืมพิมมาลา คนเพียบพร้อมอย่างเขาหาผู้หญิงที่ดีกว่าเธอได้ไม่ยาก แต่อนุศรก็ดึงดันว่าหลงรักเธอไปแล้ว คงยากที่จะเปลี่ยนใจ

เสียงโทรศัพท์มือถืออนุศรดังขัดจังหวะ ดูเบอร์แล้วอนุศรจึงขอตัวสักครู่ เพรียวอยู่ทางนี้กับแวนก็ซักถามอาการป่วยว่าค่อยยังชั่วแล้วเหรอ ถึงออกมาข้างนอกได้

“หายเป็นปลิดทิ้งเลยพี่ ไอ้หัวนี่ก็แปลกเหมือนกัน บทจะมีอาการก็ปุบปับไม่ทันตั้งตัว แต่พอหายก็แข็งแรงดีทุกอย่าง ไม่รู้เป็นโรคอะไรของมัน เออ พี่เพรียว พี่เคยเป็นแฟนกับคนชื่อเต็มที่เป็นเด็กของลุงสิทธิ์ใช่มั้ยครับ”

เพรียวตอบรับทั้งที่แปลกใจว่าแวนถามทำไม แต่พอได้ยินแวนบอกว่าศรสิทธิ์ติดเชื้อเอชไอวี เพรียวถึงกับผงะตกใจ

“ผมไม่รู้ว่าแฟนเก่าพี่ติดด้วยรึเปล่า ทางที่ดีพี่น่าจะไปตรวจเลือดนะครับ”

เพรียวหน้าซีด ไม่คิดว่าศรสิทธิ์จะเป็นเอดส์ แล้วก็ไม่แน่ใจด้วยว่าตอนคบกับตน เต็มตามีอะไรกับศรสิทธิ์หรือยัง ถ้าเต็มตาจับปลาสองมือ ตนก็มีโอกาสไม่รอดเหมือนกัน

ขณะเดียวกันนั้น ฟ้างาม มานิดา และเมลานีก็รับรู้เรื่องนี้แล้วเช่นกัน เมลานีรับไม่ได้ร่ำไห้โวยวายอับอายที่พ่อเป็นโรคร้าย ศรสิทธิ์ใจเสียอยู่แล้วก็ยิ่งท้อแท้ไปกันใหญ่ เพราะแม้แต่ลูกแท้ๆก็ยังรังเกียจ ดีหน่อยที่มานิดายังปลอบบ้าง สำหรับฟ้างามนั้นเห็นใจและสงสารพี่ชาย ให้กำลังใจเต็มที่

“พี่สิทธิ์อย่าคิดมากเลยค่ะ ถ้าเราทานยาต้านไวรัสตามที่หมอสั่ง บางคนอยู่เป็นสิบๆปีจนแก่ตายก็ยังไม่มีอาการเลยด้วยซ้ำไป ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกค่ะ กำลังใจสำคัญที่สุด”

“ขอบใจมากนะงามที่ให้กำลังใจพี่ แต่พี่ก็ไม่รู้จะอยู่รอความตายได้อีกนานซักแค่ไหน ตอนนี้ก็ห่วงแต่เรื่องทรัพย์สิน เท่านั้นล่ะ พี่อยากจะจัดการให้เรียบร้อยก่อนตอนที่ยังมีเรี่ยวแรงอยู่”

“พี่สิทธิ์มีอะไรให้งามช่วยก็บอกมาได้เลยนะคะ”

“พี่อยากจะทำพินัยกรรมยกหุ้นเซนซูยาของพี่ทั้งหมดให้เจ้านูมัน งามช่วยจัดการให้พี่หน่อยนะ แต่เรื่องที่พี่ป่วยอย่าเพิ่งบอกนูล่ะ นูต้องบริหารงาน พี่ไม่อยากให้เค้ามีเรื่องกังวลใจ”

“ค่ะพี่สิทธิ์” ฟ้างามตอบรับ แอบชำเลืองมองมานิดาที่พยายามปั้นหน้านิ่งเอาไว้ ทั้งที่ในใจเดือดปุดไม่พอใจศรสิทธิ์อย่างมาก

แล้วพอพ้นจากสองคนพี่น้องนั้นมา มานิดาก็รีบหารือลูกสาวเพราะกลัวตัวเองจะไม่เหลือสมบัติอะไรเลย ถ้าศรสิทธิ์ยกหุ้นทั้งหมดให้อนุศร ครั้นจะไปขอร้องแบ่งหุ้นจากอนุศรตามที่เมลานีแนะนำก็รู้คำตอบอยู่แล้วว่าต้องผิดหวัง เพราะอนุศรไม่มีทางเผื่อแผ่เห็นแก่คนที่ทำให้แม่ของเขาช้ำใจจนต้องหนีไปอยู่เมืองนอกแน่

“อะไรมันจะซวยขนาดนี้ แล้วนี่แม่จะติดโรคจากพ่ออีกคนมั้ยเนี่ย”

“จะบ้าเหรอ ฉันจะไปติดโรคจากพ่อแกได้ยังไง แม่มันสินค้าเอ็กซ์โปร โละสต็อกไปแล้ว ไม่ได้มีอะไรกับพ่อแกจะสิบปีแล้วมั้ง...โอ๊ย หงุดหงิดจริงๆ”

มานิดาเดินอารมณ์เสียออกไป เมลานีถอนใจหน้าตาเคร่งเครียด อนาคตท่าทางจะไม่สดใสซะแล้ว...ฝ่ายนายเพรียวหรือพิมมาลา เย็นนั้นก็แจ้นไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาล ผลปรากฏว่าปลอดโรคโล่งใจไปที จากนั้นก็ต้องไปแก้ปัญหาหัวใจต่อ เขาต้องรู้ให้ได้ว่าความลับของน้ำนวลคืออะไร

ค่ำนั้นเองพิมมาลาไปดักเจออนุศรที่คอนโดฯ อนุศรดีใจสุดๆ และยินดีตอบคำถามทุกเรื่องที่เธออยากรู้ พิมมาลาไม่ไว้ใจเหลียวซ้ายแลขวากลัวรัมภาตามมาขัดขวาง ก่อนขอขึ้นไปคุยกับเขาบนห้องจะดีกว่า แต่พอเปิดประตูห้องก็มีวายร้ายสองคนพุ่งมาจากข้างในหวังฟาดหัวอนุศรด้วยไม้ แต่กลายเป็นว่าเกือบโดนพิมมาลาที่เดินนำหน้า อนุศรตกใจมากกระชากพิมมาลาหนีออกจากห้องไปโดยเร็ว

ไม่นานนักทั้งสองคนก็ไปบอกเล่าให้ฟ้างามกับน้ำนวลฟังถึงบ้าน น้ำนวลไม่ปักใจเชื่อเมื่อพิมมาลาคาดเดาว่านันท์น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะนันท์ยอมขายหุ้นแล้ว เขาจะทำร้ายอนุศรด้วยสาเหตุอะไรอีก

“คนพาลมันไม่มีเหตุผลหรอกค่ะคุณน้ำ...ขอโทษ

นะคะ คุณฟ้างาม ทราบมาว่าตอนนี้คุณศรสิทธิ์ไม่ค่อยสบาย ไม่ทราบว่ามีการพูดเรื่องทรัพย์สินอะไรบ้างรึเปล่าคะ”

“นี่เธอรู้เรื่องได้ยังไง”

พิมมาลาชะงักที่ตนพลาดไป น้ำนวลเหล่มองพิมมาลารู้สึกติดใจสงสัยอะไรบางอย่างขึ้นมา ในขณะที่ฟ้างามอึกๆ อักๆหน้าเสียเพราะรับปากศรสิทธิ์ไว้แล้วว่าจะไม่พูด แต่ก็งงไปหมดที่พิมมาลารู้เรื่องนี้ จนหาทางเลี่ยงไม่ทัน

เมื่ออนุศรรู้ความจริงว่าพ่อป่วยเป็นเอดส์ ก็รีบไปพบพ่อถึงห้องนอนอย่างไม่รังเกียจ ไม่ต่อว่า ที่สำคัญไม่ทอดทิ้งพ่ออย่างเด็ดขาด ศรสิทธิ์ตื้นตันใจน้ำตาเอ่อขึ้นมาอย่างกลั้นไม่อยู่ กอดลูกชายแน่น ในเวลาแบบนี้ความรักและกำลังใจจากลูกคือสิ่งที่มีค่าที่สุด

ส่วนเพรียวนั้นอดเป็นห่วงเต็มตาไม่ได้ สายวันรุ่งขึ้นตั้งใจจะไปพูดคุยกับเธอ แต่ปรากฏว่าเคาน์เตอร์ที่เคยวางเครื่องสำอางของเต็มตาว่างเปล่า สอบถามอยู่ครู่หนึ่งก็ได้ความว่าเต็มตายกเลิกสัญญาเช่าไปแล้ว นั่นยิ่งทำให้เพรียวเป็นห่วงเธอถึงขนาดโทร.เข้ามือถือ แต่เธอปิดเครื่อง เขาจึงฝากข้อความเอาไว้ให้เธอโทร.กลับ เขาพร้อมช่วยเหลือถ้าเธอต้องการ ยังไงเราก็ยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม

รัมภานึกชื่นชมเพรียวแต่แกล้งแขวะให้ว่าสมเป็นคาส– โนว่าตัวพ่อจริงๆ ขนาดเลิกกันไปแล้วยังคอยดูแลจิตใจกันอีก

“ผมไม่ชอบที่เต็มเค้าทิ้งศักดิ์ศรี แต่ก็ไม่เคยคิดอยากให้ชีวิตเค้าต้องเจอกับเรื่องร้ายๆแบบนี้หรอก แล้วที่คุณมานี่

คงไม่ใช่แค่จะมาแขวะผมหรอกนะ มีธุระอะไรก็พูดๆมาเถอะ”

รัมภาแย้มเรื่องที่อนุศรจะโดนทำร้ายว่าเป็นฝีมือนันท์กับมานิดา เพรียวนึกอยู่แล้ว เมื่อแน่ใจเช่นนี้จึงรีบไปบอกฟ้างาม เท่านั้นเองฟ้างามก็พยายามติดต่อมือถือสองแม่ลูก แต่ พวกเขาเหมือนนกรู้จริงๆ ปิดเครื่องหายตัวไปทั้งแม่ทั้งลูก

“น้างามอย่าเพิ่งสรุปว่าเป็นฝีมือของป้ามานิดาเลยค่ะ ทางตำรวจเค้าก็ยังไม่ได้ปักใจซะทีเดียว บางทีอาจจะไม่เกี่ยวกับป้าเค้าก็ได้นะคะ”

“จะไม่เกี่ยวได้ยังไง ถ้านูเป็นอะไรไป ยัยเมก็ต้องเป็นทายาทคนเดียวของพี่สิทธิ์ แล้วมีเหรอว่ามันจะไม่ทำ นี่ถ้าไม่เห็นว่าพี่สิทธิ์ไม่สบาย น้ารายงานไปแล้ว ว่าเมียน้อยคิดจะกำจัดลูกชายตัวเอง”

“แต่น้ำว่าอาจไม่ใช่ก็ได้นะคะ มันสาวถึงตัวง่ายเกินไป”

“รู้จักป้าเธอน้อยไปซะแล้วน้ำ ยัยนี่มันแปดเหลี่ยมสิบสองคมจะตายไป คิดซับคิดซ้อนย้อนกลเก่งนัก ถึงหน้าตาจะดูไม่ค่อยฉลาดนักก็เถอะ ช่วงน้าน้าไม่อยากทิ้งทางนี้ไปไหนไกลๆเลย บอกตรงๆว่าไม่สบายใจ เรื่องที่นัดกับน้ำไว้ว่าจะไปดูงานก่อสร้างสาขาที่เชียงราย น้าขอเปลี่ยนใจไม่ไปด้วยแล้วนะ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะน้างาม น้ำไปคนเดียวได้ค่ะ”

“จะไปคนเดียวได้ยังไง หนูดูแค่การตกแต่งภายในก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว ถ้าต้องมาดูแลส่วนของน้าแทนอีกจะหนักเกินไป เรื่องนี้ปล่อยให้เพรียวเค้าจัดการละกัน”

“น้างามจะให้พี่เพรียวไปแทนเหรอคะ”

“จ้ะ ก็เพรียวเค้าเป็นมือขวาน้า น้าไปไม่ได้ก็ต้องให้เค้าไปแทนสิ ทำไมเหรอ”

“เปล่าค่ะ” ปากบอกเปล่า แต่ท่าทางน้ำนวลอึดอัดไม่น้อย ที่รู้ว่าต้องไปกับเพรียวสองต่อสอง แม้จะไปเรื่องงานก็ไม่สบายใจอยู่ดี จึงคิดจะชวนแวนไปด้วย แต่แวนไม่ว่าง งานนี้เพรียวเลยกระหยิ่มยิ้มย่อง วาดหวังว่าไปกันสองคนคงโรแมนติกน่าดู

แต่ค่ำนั้นเพรียวในคราบพิมมาลาก็โดนรัมภาดักคอในร้านอาหารเกาหลีแห่งหนึ่ง

“บอกไว้ก่อนนะว่าอย่ามาสร้างความอึดอัดให้หนูน้ำอีก ที่แล้วมาลูกสาวฉันก็น่าสงสารพอแล้วย่ะ”

“ถ้าเลือกทำตามหัวใจตัวเอง คุณน้ำก็ไม่ต้องมาทนทุกข์อย่างงี้หรอก ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณน้ำถึงเลือกเจ้าแวน ทั้งๆที่เค้ารักผมอยู่”

“จ้างให้ก็ไม่บอก”

“ไม่เป็นไร ยังไงไปเชียงรายคราวนี้ผมก็ต้องรู้อยู่ดีนั่นแหละ อยู่กันสองต่อสองไม่มีก้างมาคอยขัดแข้งขัดขา จะใจแข็งได้ซะแค่ไหนกันเชียว”

“คิดจะทำอะไรลูกฉันยะ บอกไว้ก่อนนะ ถ้านายคิดล่วงเกินหนูน้ำล่ะก็ ได้เป็นผู้หญิงไปจนตายแน่นายเพรียว”

“นี่คุณรัมภา อย่ามาดูถูกกันนะ ถึงผมจะเจ้าชู้ผมก็ มีจรรยาบรรณ”

“ต๊าย...เพิ่งเคยได้ยิน”

“แน่นอน ผมไม่เคยใช้กำลังกับผู้หญิงอยู่แล้ว ผมไม่ใช่ไอ้นันท์” พูดขาดคำ พิมมาลาก็เหลือบไปเห็นนันท์เดินนำหน้าชายต่างชาติคนหนึ่งเข้าไปด้านในซึ่งเป็นห้องส่วนตัวสำหรับลูกค้าวีไอพี พิมมาลาสังหรณ์ใจทันทีว่าต้องมีอะไรไม่ดีแน่จึงแอบไปด้อมๆมองๆ แล้วก็เห็นว่าข้างในนั้นยังมีมานิดากับเมลานีีรวมอยู่ด้วย

ด้วยความสงสัยใคร่รู้ พิมมาลาจึงขอยืมชุดสาวเกาหลีที่รัมภาใส่ปลอมตัวเข้าไปเป็นสาวเสิร์ฟ ทำให้ได้ยินพวกมานิดาคุยกับมิสเตอร์คิมที่ติดต่อให้มาซื้อหุ้นเทกโอเวอร์เซนซูยา พิมมาลาไม่พอใจแต่ยังไม่กล้าทำอะไร นอกจากตั้งท่าจะกลับออกไป แต่โชคไม่ดีโดนมิสเตอร์คิมแต๊ะอั๋งจับก้นเข้าให้พอเธอ โวยวาย พวกมานิดาเลยจำหน้าได้

พิมมาลาตกใจที่ความแตก คว้าถ้วยซุปสาดใส่มิสเตอร์คิมก่อนจะวิ่งเผ่นหนีออกมานอกห้องทันที โดยมีนันท์ไล่กวดมาด้วยความแค้น และเขาเกือบจะจับตัวพิมมาลาได้ ถ้ารัมภาไม่ซิ่งรถกระบะมาช่วยพิมมาลาเอาไว้

ช่วยให้พ้นเงื้อมมือนันท์มาแล้ว รัมภาปล่อยพิมมาลาทิ้งกลางทาง เพราะตัวเองมีธุระสำคัญต้องไปเข้าฝันน้ำนวลที่กำลังมีเรื่องไม่สบายใจอย่างมาก

ในฝัน น้ำนวลดีใจมากที่ได้เจอรัมภา หลังจากไม่เคยเห็นกันมานาน จนนึกว่าจะไม่ได้เจอเธออีกแล้ว

“ฉันไม่เคยหายไปไหนหรอกจ้ะ ก็อยู่ข้างๆคอยดูแลคุ้มครองหนูน้ำนี่แหละ เพียงแต่หลายปีมาเนี่ยหนูเติบโตขึ้นมาก ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น หนูก็ผ่านมันไปได้ ไม่ใช่เด็กๆที่เอาแต่ร้องไห้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ก็เลยไม่จำเป็นที่ฉันจะต้องมานั่งปลอบโยนหนูอีกไงจ๊ะ”

“ไม่จริงหรอกค่ะ ไม่ใช่ทุกเรื่องที่น้ำจะแก้ไขได้ อย่างน้อยก็เรื่องที่น้ำเจออยู่ตอนนี้”

“หนูไม่สบายใจที่เพรียวมาสารภาพรักกับหนูใช่มั้ย”

“ค่ะ แปลกใช่ไหมคะ พี่เพรียวเป็นทั้งรักครั้งแรกและเป็นผู้ชายที่น้ำเคยอยากเอาชนะมากที่สุด วันนึงพอเค้าสารภาพรักกับน้ำ น้ำควรที่จะดีใจ แต่น้ำกลับรับรักเค้าไม่ได้”

“หนูเสียใจที่ไม่สมหวังในความรัก แต่หนูก็ดีใจที่ไม่ทำให้แวนต้องผิดหวังไม่ใช่เหรอ”

“ค่ะ น้ำคิดว่าน้ำทำในสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นหนูก็ต้องก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็งสิจ๊ะ ส่วนเรื่องเพรียว ถ้าเค้ามีค่าพอสำหรับความรักของหนู เค้าก็จะเข้าใจและชื่นชมในการตัดสินใจของหนู แต่ถ้าเค้าเห็นแก่ตัว ก็แสดงว่าเค้าไม่มีค่าคู่ควรกับหนู หนูก็อย่าไปเสียใจกับคนพรรค์นั้นเลยจ้ะ”

น้ำนวลคิดตามที่รัมภาพูด ก็เริ่มมีกำลังใจและหายกลัดกลุ้มไปได้เยอะ

ooooooo

เช้าขึ้นเข้าออฟฟิศเพื่อเตรียมตัวไปเชียงรายกับน้ำนวล แต่เพรียวไม่ลืมเล่าเรื่องที่ไปรู้เห็นมาเมื่อคืนให้ฟ้างามกับอนุศรฟัง เพื่อพวกเขาจะได้ระวังและป้องกันวายร้ายอย่างมานิดากับนันท์ไว้ให้ดี

เมื่อไปถึงสถานที่ก่อสร้างห้างเซนซูยาสาขาเชียงราย ปรากฏว่างานคืบหน้าไปมากด้วยความราบรื่น น้ำนวลกับเพรียวจึงหมดห่วง พูดคุยให้คำแนะนำเพิ่มเติมกับวิศวกรไปบ้างก่อนที่เพรียวจะชวนน้ำนวลกลับโรงแรมที่พักก่อนหกโมงเย็น เพราะถ้าถึงเวลานั้นปุ๊บ เพรียวจะต้องเปลี่ยนเป็นพิมมาลาตามกติกา ซึ่งคราวนี้รัมภาไม่มีลดหย่อนผ่อนปรนให้แน่นอน

ใกล้หกโมงเย็นแล้วแต่น้ำนวลยังไม่เสร็จงาน เพรียวก็เลยจะต้องกลับก่อน แต่ไม่ทันที่เพรียวจะเปลี่ยนเป็นพิมมาลาก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น นันท์พาลูกน้องมาวางเพลิงห้างใหม่ แต่ไม่สำเร็จเพราะน้ำนวลเห็นเข้าเสียก่อน น้ำนวลก็เลยโดนลูกน้องนันท์ทำร้ายจนสลบ และอาจถึงตายถ้าเพรียวไม่ย้อนกลับมาและช่วยเธอไว้ทันเวลา

ส่วนที่กรุงเทพฯ เมลานีเริ่มเบื่อหน่ายกับแผนการของแม่และนันท์ จึงคิดจะหลบไปเที่ยวญี่ปุ่นสักหนึ่งเดือน แต่มานิดาไม่ยอม พยายามโน้มน้าวให้ลูกสาวอยู่ช่วยกัน ไม่เช่นนั้นในอนาคตเราสองแม่ลูกต้องหมดตัว แล้วเมลานีเองนั่นแหละที่จะแย่ เพราะใช้เงินเป็นเบี้ยจมไม่ลงอย่างนี้ สุดท้ายก็ไม่แคล้วเป็นเมียน้อยเสี่ยแก่ๆซักคน

เป็นอันว่าคำขู่ของมานิดาเป็นผล เมลานีเปลี่ยนใจไม่ไปญี่ปุ่น ทั้งๆที่ยังเครียดและเป็นกังวลอย่างยิ่ง

ฟากเพรียวกับน้ำนวลที่เชียงราย เพรียวพาน้ำนวลกลับมาดูแลปฐมพยาบาลที่โรงแรม ไม่นานนักเธอก็ฟื้น แต่ยังรู้สึกเจ็บบริเวณต้นคอที่ถูกตี น้ำนวลขอบคุณเพรียวที่ช่วยตนไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เวลาเกิดเรื่องเดือดร้อนทีไร ถ้าไม่ใช่พิมมาลา ก็เป็นเพรียวที่คอยช่วยตนทุกที

“จะกี่ครั้งก็ไม่สำคัญหรอกครับ คุณน้ำก็รู้ว่าผมยินดีที่จะช่วยเหลือคุณน้ำตลอดเวลา”

“อย่าดีกับน้ำแบบนี้อีกเลยค่ะพี่เพรียว ยิ่งพี่ดีกับน้ำมากเท่าไหร่ น้ำก็ยิ่งรู้สึกผิดมากเท่านั้น”

“ทำไมต้องรู้สึกผิดด้วยล่ะครับ การทำตามหัวใจตัวเอง มันยากขนาดนั้นเลยเหรอ”

“มันไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้วค่ะพี่เพรียว”

“คุณน้ำจะทำร้ายจิตใจตัวเองไปถึงไหนครับ”

“มันก็แค่ความรู้สึกแย่ๆชั่วคราวเท่านั้นล่ะค่ะพี่เพรียว แต่ถ้าน้ำทิ้งแวน ตลอดชีวิตนี้น้ำคงไม่มีวันมีความสุขได้อีกเลย”

เพรียวหน้าสลด เสียใจมากจนพูดอะไรไม่ออก น้ำนวลใจแข็งเกินกว่าที่ตนคิดไว้มาก แต่หารู้ไม่ว่าน้ำนวลอัดอั้นตันใจแทบแย่ แอบซับน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่...

ครู่ต่อมา เพรียวออกไปเดินที่สวนโรงแรม คำพูดเมื่อครู่ของน้ำนวลยังคงก้องอยู่ในหัวเขาตลอดเวลา แต่พอเจอรัมภา เขาก็รีบขอบคุณเธอที่ยอมให้เขาเป็นผู้ชายต่อจนถึงตอนนี้ รัมภาบอกไม่เป็นไร ถือว่าตอบแทนที่เขาช่วยลูกสาวของตนไว้

พูดขาดคำ เพรียวก็เปลี่ยนเป็นพิมมาลาทันที พิม–มาลายังพยายามจะพูดเรื่องหัวใจ แต่รัมภาเบี่ยงประเด็นให้คิดเรื่องที่สาขาถูกลอบวางเพลิงดีกว่าว่าเป็นฝีมือใคร

“ไม่ต้องเสียเวลาคิดเลย ก็รู้ๆกันอยู่ คุณรัมภาคืนนี้คุณอยู่คุยเป็นเพื่อนผมทั้งคืนได้มั้ย ผมนอนไม่หลับแน่ๆ คงคิดแต่เรื่องคุณน้ำซ้ำไปซ้ำมาอยู่ยังงี้”

“ทีงี้ล่ะมาอ้อน...นายเดินไปทางด้านโน้นเลย รับรองได้ว่านายจะมีเรื่องให้ทำทั้งคืนแน่นอน”

“ด้านหลังโรงแรมน่ะเหรอ...มีอะไร”

เมื่อพิมมาลาไปตามที่รัมภาบอก ก็เจอยามสูงอายุคนหนึ่งกำลังปวดท้องอย่างหนัก พอพาแกไปหาหมอที่คลินิกถึงได้รู้ว่าแกเป็นพ่อของเต็มตานั่นเอง

เสร็จเรื่องพ่อแล้วเต็มตาได้คุยกับพิมมาลาตามลำพัง เต็มตาเสียใจที่สุดกับชะตากรรมของตัวเองที่ติดเชื้อเอชไอวี

“ก็อย่างที่เธอเห็นนั่นแหละ ฉันเองก็ไม่ได้ดิบดีอะไรนักหรอก บ้านฉันไม่มีเงิน พ่อฉันก็เป็นแค่ยาม พี่น้องก็มีตั้งหลายคน ฉันถึงได้พยายามถีบตัวเอง ขยันเรียนจนได้งานดีเงินดี แต่มันก็ยังไม่ทันใจ จนฉันต้องยอมเดินทางลัด สุดท้ายก็ต้องกลับมาตายรัง”

“อย่าเพิ่งท้อสิเต็ม โรคนี้ถ้าดูแลตัวเองดีๆมันก็อยู่ได้เหมือนคนปกติเลยนะ เธอยังทำอะไรได้อีกตั้งหลายอย่าง หมดหวังตอนนี้มันไม่เร็วไปหน่อยเหรอ”

“แล้วจะให้ฉันทำไปเพื่ออะไร ยังไงฉันก็ต้องตายอยู่ดี ตอนนี้อย่าว่าแต่ทำงานเลย แม้แต่ออกไปนอกบ้าน ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ฉันก็ไม่อยากออกไปให้ใครเห็น”

“ยิ่งอยู่คนเดียวมันจะไม่ยิ่งแย่ไปใหญ่เหรอเต็ม เอ่อ ลองโทร.ไปคุยกับเพรียวเค้าบ้างสิ เค้าเคยติดต่อหาเธอไม่ใช่เหรอ”

“เธอคิดว่าฉันยังมีหน้าไปคุยกับเค้าอีกเหรอ ตอนที่เค้าตกอับ ฉันคิดว่าเค้าหมดท่าแล้ว ก็เลยรีบไปคว้าคุณศรสิทธิ์ แล้วตอนนี้เค้ากลับได้ดียิ่งกว่าเดิม ในขณะที่ฉันเป็นตัวเชื้อโรค แล้วใครเค้ายังอยากจะคุยกับฉัน”

พิมมาลาจับมือเต็มตาและดึงเข้ามากอดปลอบใจ “อย่าดูถูกตัวเองอย่างงั้นสิเต็ม เธอไม่ใช่ตัวเชื้อโรคซะหน่อย ไม่มีอะไรจะมาทำร้ายเธอได้เท่ากับความคิดของตัวเธอเองหรอกนะเต็ม”

เต็มตาอึ้งอยู่ครู่นึง คิดไม่ถึงว่าพิมมาลาจะกอดตนโดยไม่รังเกียจแม้แต่น้อย ก่อนจะกอดพิมมาลาคืนแล้วปล่อยโฮออกมาเต็มที่อย่างสุดกลั้น...

ooooooo

เช้าวันต่อมา เพรียวลงจากห้องพักมาเจอน้ำนวลคุยกับศรีทรัพย์แม่ของแวนอยู่่ตรงล็อบบี้ เพรียวเข้ามายกมือไหว้ศรีทรัพย์ และทักทายพูดคุยกันด้วยดี โดยเฉพาะศรีทรัพย์นั้นเอ็นดูเพรียวมากเพราะเขาช่วยชีวิตแวนไว้ตอนเครื่องบินตก

พ่อของแวนเป็น ส.ส.อยู่เชียงราย ศรีทรัพย์จึงมาที่นี่บ่อย ซึ่งคราวนี้เธอจะชวนน้ำนวลไปทำบุญ แต่พอดีงานของน้ำนวลยังไม่เสร็จ เพรียวจึงอาสาไปเป็นเพื่อนศรีทรัพย์ เพราะคิดจะล้วงความลับที่ยังค้างคาใจ

และแล้วการไปทำบุญครั้งนี้ก็ทำให้เพรียวได้กระจ่างใจ ศรีทรัพย์มาทำบุญเพื่อขอพรพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองแวนให้มีชีวิตอยู่นานๆ เพราะแวนเลือดออกที่ก้านสมองโอกาสรอดริบหรี่

เพรียวตกใจสุดๆ คิดไม่ถึงว่าความลับนั้นก็คืออาการป่วยของแวนที่ไม่หายขาดและจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เมื่อกลับมาที่โรงแรมเพรียวจึงโวยวายหัวฟัดหัวเหวี่ยงเอากับรัมภา

“มิน่า คุณน้ำถึงได้บอกว่าแวนเป็นรักครั้งสุดท้ายไม่มีวันที่จะทอดทิ้งเค้า ก็เพราะเจ้าแวนไม่หายขาด จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้นี่เอง คุณน้ำถึงต้องเร่งแต่งงานเพื่ออยู่ดูแลเจ้าแวน ตอบแทนความดีที่เจ้าแวนเคยมีให้”

“ทีหลังฉันเตือนอะไรก็หัดฟังซะมั่ง ฉันบอกแล้วว่าให้ปล่อยไปตามที่หนูน้ำตัดสินใจ อย่าไปค้นหาเหตุผลของมัน นายก็ไม่ฟัง แล้วทีนี้ไงล่ะ มีแต่จะทุกข์ใจมากกว่าเดิม”

“ทำไมคุณถึงไม่ห้ามคุณน้ำ ถ้าแวนอยู่ได้ซักสิบยี่สิบปีก็ยังพอว่า แต่ถ้าแต่งงานไปสามวัน แล้วคุณน้ำต้องกลายเป็นม่าย แล้วจะทำยังไง”

“ก็ไม่ยังไง มันเป็นสิ่งที่หนูน้ำเลือกแล้ว ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง ลูกสาวฉันก็พร้อมที่จะสู้กับมัน”

“ผมไม่เข้าใจ ทำไมคุณน้ำถึงต้องยอมเสียเปรียบขนาดนั้น”

“ไม่แปลกหรอกที่นายจะไม่เข้าใจ คนที่คิดถึงแต่ผลประโยชน์ได้เปรียบเสียเปรียบอย่างนายจะเข้าใจเหตุผลของคนที่ยึดถือน้ำใจและการเสียสละได้ยังไงล่ะ”

เพรียวอึ้งไปครู่หนึ่ง ถอนใจออกมาอย่างหงุดหงิด “นี่ถ้าตอนนั้นผมไม่ทำให้คุณน้ำเสียใจจนต้องหนีไป คุณน้ำก็คงไม่เจอกับแวน หรือถึงเจอก็คงไม่ผูกพันกันจนต้องยอมเสียสละตัวเองขนาดนี้”

“ไม่มีใครรู้อนาคตหรอกเพรียว เพราะทุกสิ่งในโลกนี้ถูกผูกกันด้วยกรรม การตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาทีอาจจะก่อให้เกิดกรรมต่อเนื่องกันข้ามภพข้ามชาติเลยก็ได้ เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของนายหรือว่าใครทั้งนั้น อย่าโทษตัวเองเลย”

“แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าอนาคตของคุณน้ำจะน่าสงสารขนาดไหน แล้วแวนก็ควรจะต้องรู้ด้วยว่าคุณน้ำเสียสละเพื่อเค้า ถ้าเค้าไม่เห็นแก่ตัวจนเกินไป ก็ควรจะต้องปล่อยคุณน้ำให้เป็นอิสระ ไม่ใช่ผูกติดไว้กับตัวแบบนี้  ผมจะต้องพูดกับแวนให้รู้เรื่อง”

“ฉันแนะนำว่าอย่าเลย”

เพรียวไม่ฟัง เดินเลี่ยงไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ooooooo

แต่แล้วความตั้งใจของเพรียวก็มีอันต้องล้มเลิกเมื่อมาเห็นสภาพแวนอาการไม่สู้ดี ขนาดเดินก็ยังเซจะล้ม หากเพรียวบอกความจริงที่น้ำนวลต้องแต่งงานด้วย แวนมิเจ็บปวดทุรนทุรายไร้ความสุข ที่สำคัญเขาจะทำใจได้หรือไม่กับชีวิตตัวเองที่อาจเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว

เพรียวคิดสับสนว้าวุ่นใจอย่างมาก จนคืนนั้นขับรถไปนอกเมืองแล้วไปจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าวัดหลวงลุงที่จังหวัดบ้านเกิดโดยไม่รู้ตัว กระทั่งเช้าตายิ้มมาเคาะกระจกรถอยู่นานเพรียวถึงสะดุ้งตื่น แล้วยืนยันกับหลวงลุงว่าตนไม่ได้เมาอย่างที่ตายิ้มว่า เมื่อคืนตนเสียใจมาก รู้อย่างเดียวว่าอยากหนีไปให้พ้นๆ ก็เลยขับรถมาเรื่อยไม่มีจุดหมาย จำไม่ได้จริงๆว่าเผลอหลับไปตอนไหน

“มันก็คงเป็นความเคยชินล่ะมั้ง ที่ทำให้เอ็งขับรถมาถึงที่นี่ ก็ยังดีที่เอ็งไม่เตลิดเปิดเปิงจนเป็นเรื่องราวใหญ่โต ไหน...มีอะไรจะเล่าให้ข้าฟังมั้ย”

“ผมทุกข์ใจเหลือเกินครับหลวงลุง ผมต้องทนเห็นคนที่ผมรักเป็นของคนอื่น โดยที่ผมทำอะไรไม่ได้เลย แต่ถ้าผมขัดขวางก็เท่ากับผมต้องทำร้ายความรู้สึกของคนอีกหลายคน ผมควรจะทำยังไงดีครับ”
“เอ็งเลือกแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะทำยังไง ไม่อย่างงั้นเอ็งคงไม่มานั่งทุกข์อยู่ที่นี่คนเดียวหรอก จริงมั้ย”

เพรียวอึ้ง หลวงลุงพูดถูกเพราะตนไม่สามารถทำร้ายแวน และความตั้งใจของน้ำนวลได้ เลยต้องหนีมาที่นี่จริงๆ

“หลวงลุงครับ ถ้าผมจะขอบวชจะได้ไหมครับ”

“เอ็งคิดเหรอว่าหนีเข้าวัดแล้วมันจะพ้น คนเราหนีใจตัวเองมันหนีไม่พ้นหรอก ก็เหมือนหมาขี้เรื้อน ต่อให้วิ่งไปนอนบนฟูกแพร มันก็ยังคัน เพราะแผลที่อยู่ที่ตัวของมันเอง”

“แต่อย่างน้อยวัดก็อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ นะครับ คงไม่มีใครหรืออะไรมารบกวนผมซักพัก แล้วผมเองก็ไม่ได้เป็นคนดีอะไรนัก ผมถึงไม่มีแรงจะต่อต้านความทุกข์ที่เกิดขึ้นได้ ถึงต้องขอให้หลวงลุงช่วยระงับให้ผม อย่างน้อยชั่วคราวก็ยังดีครับ”

“ข้าช่วยเอ็งได้ แต่เอ็งก็ต้องดูกาลเทศะก่อน งานการไปจัดการให้เรียบร้อย อย่าให้มีปัญหา แล้วก็ไปบอกพ่อแม่เอ็งซะ พวกเค้าจะได้ดีใจ แล้วที่สำคัญเอ็งต้องกลับเป็นผู้ชายเต็มตัวเสียก่อน ถ้าเป็นทั้งหญิงทั้งชาย พระพุทธเจ้าท่านห้ามไว้ว่าบวชไม่ได้”

เพรียวสีหน้าเคร่งขรึมเมื่อนึกถึงสิ่งที่หลวงลุงบอกทั้งหมด ต่อมาเมื่อเพรียวแวะไปบอกเรื่องบวชแก่ครอบครัว ทุกคนดีใจมาก โดยเฉพาะพ่อแม่นั้นถึงกับน้ำตาซึมที่จะได้เกาะชายผ้าเหลืองลูกชายคนเดียว

ในขณะที่เพรียวยังทำใจรับไม่ได้กับความผิดหวังในรักครั้งนี้...น้ำนวลก็ต้องเดินหน้าเตรียมการเรื่องงานแต่ง บ่ายวันนี้เธอกับแวนพากันไปลองชุด เธอเอาใจแวนเป็นอย่างดี ไม่ยอมให้เขาเครียดหรือเหนื่อยแม้แต่น้อย เพราะไม่อยากเห็นอาการปวดหัวของเขากำเริบขึ้นมาอีก


ส่วนเพรียว หลังบอกทางครอบครัวเรื่องบวชแล้ว เพรียวย้อนกลับไปที่วัดอีกครั้ง คราวนี้เจอรัมภาใส่ชุดขาวราวกับมาถือศีล จึงแขวะเธอว่าวัดนี้รับแต่คน ไม่รับอมนุษย์

“บนสวรรค์ก็มีวัดย่ะ ฉันไม่ง้อหรอก เจดีย์จุฬามณีน่ะเคยได้ยินมั้ย เห็นว่าจะบวช ฉันก็เลยจะมาอโหสิให้ซะหน่อย ปากอย่างงี้ จองเวรกันต่อเลยดีกว่า”

“เกินไปรึเปล่าคุณ โถ...จะมาอโหสิให้ผม คุณน่ะแกล้งผมเอา แกล้งผมเอา ยังจะมีอะไรอโหสิอีก ผมต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายอโหสิให้คุณ”

“ยังจะพยศอยู่อีกนะ เดี๋ยวแม่ก็ไปประท้วงหน้าโบสถ์ไม่ให้บวชซะเลยนี่”

เพรียวตกใจ กลัวอิทธิฤทธิ์รัมภาจนขึ้นสมอง ร้องห้ามเสียงหลง และขอโทษขอโพย รัมภาเลยหยวนๆ แล้วถามถึงเหตุผลที่จู่ๆเพรียวเปลี่ยนใจไม่ทำให้น้ำนวลกับแวนเลิกกัน ทั้งที่ตอนแรกเห็นกระเหี้ยนกระหือรือเหลือเกิน

“ก็เพราะตอนที่ผมไปหาแวน เขาอาการไม่สู้ดี แต่ผมก็เห็นเค้ามีความสุขมากที่จะได้แต่งงาน มันเป็นความสุขที่กำลังจะได้อยู่กับคนที่เค้ารัก แล้วมันก็ทำให้ผมเข้าใจว่าทำไมคุณน้ำถึงทำแบบนี้ สิ่งที่คุณน้ำเลือกมันเป็นสิ่งสวยงามนะรัมภา แล้วใครก็ตามที่ทำให้มันเกิดรอยร้าว ไม่ต้องถึงกับแตกพังหรอก มันก็เลวเกินคนแล้วล่ะ”

“ฟังดูเหมือนไม่ได้พูดออกจากปากคนอย่างนายเพรียวเลยนะ...แล้วนี่นายจะกลับไปสวนขวัญเพื่อแก้คำสาปกับฉันเมื่อไหร่ล่ะ นายจะได้กลับมาบวชเพื่อชำระล้างคราบกิเลสให้พร้อมสำหรับการกลับมาทำหน้าที่มนุษย์อีกครั้งไงล่ะ”

เพรียวสีหน้าขรึมลง ในที่สุดวันที่ตนจะได้ลาขาดจากการเป็นพิมมาลาก็มาถึงแล้ว

ooooooo

เมื่อค่ำนั้นเป็นพิมมาลาซึ่งน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว จึงนัดพบน้ำนวลเพื่อบอกลา และต้องขอโทษที่ไปงานแต่งของเธอกับแวนไม่ได้ แต่ก็ขอแสดงความยินดีและอวยพรให้ทั้งคู่มีความสุขตลอดไป

น้ำนวลสวมกอดอาลัยอาวรณ์พิมมาลาไม่น้อย พอพิมมาลาจะผละจากไป อนุศรก็ปรากฏตัว ประกาศไม่ยอมให้พิมมาลาหนีตนไปไหนอีกแล้ว พิมมาลาจึงลากแขนเขาออกไปคุยกันตามลำพัง โดยมีสายตาน้ำนวลมองตามด้วยความเป็นห่วง

อนุศรอยากรู้ว่าเป็นเพราะตนรุกหนักหรือเปล่า พิมมาลาถึงต้องไปจากเซนซูยา ทั้งที่งานและผู้ร่วมงานก็ดีไม่เห็นมี ปัญหาอะไร

“ไม่เกี่ยวกับคุณหรอกค่ะ พิมมาทำงานที่เซนซูยาด้วยเหตุผลบางอย่าง เมื่อหมดหน้าที่แล้วพิมก็ต้องไปค่ะ คุณอย่ามาเสียเวลาทำความเข้าใจกับพิมเลยนะคะ คนดีๆอย่างคุณนูหาผู้หญิงที่ดีกว่าพิมได้ไม่รู้ตั้งกี่เท่า ลืมพิมซะเถอะนะคะ”

“ให้ผมไปตายยังจะง่ายกว่าให้ผมลืมคุณ แล้วก็อย่าผลักไสให้ผมไปหาผู้หญิงที่ดีกว่าคุณพิมเลยนะครับ ลองเราถ้ารักแล้วก็คือรัก ถ้าต้องมาเปรียบเทียบว่าใครดีกว่าใครแล้วจะเรียกว่าความรักได้ยังไง”

อนุศรไม่พูดเปล่า จ้องตาพิมมาลาอย่างจริงจังจริงใจ ทำเอาอีกฝ่ายซึ้งแทบระทวยถ้าไม่ติดว่าตัวตนข้างในจริงๆ ก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน

“คุณพิมครับ ไม่ว่าคุณกำลังมีปัญหาอะไร จะเรื่องเงิน เรื่องงาน หรือโดนใครบังคับ ผมก็พร้อมจะสู้ไปกับคุณหรือต่อให้คุณเคยเป็นผู้ชายมาก่อนอย่างที่เค้าลือกัน ผมก็รับได้นะครับ”

“จะบ้าเหรอคุณนู ฉันไม่ใช่...” พูดแค่นั้นก็ฉุกคิดในใจว่า เราก็เป็นผู้ชายมาก่อนจริงๆนี่หว่า

“หรือว่าคุณจะชอบผู้หญิงด้วยกันเหมือนอย่างที่นางบอกผม”

คราวนี้พิมมาลาชะงักกึก บอกตัวเองอยู่ในใจว่าแน่นอน ตนชอบผู้หญิงจริงๆ แต่ไม่รู้จะพูดยังไงออกมา ก็เลยโวยลั่น

“โอ๊ย คุณทำฉันสับสนไปหมดแล้วนะเนี่ย คุณนูคะ คุณอย่าไปฟังยัยนางปากไม่มีหูรูดนักเลย เอาเป็นว่ามันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดทั้งหมดนั่นแหละ”
“แล้วมันเป็นยังไงล่ะครับ คุณบอกผมมาสิ”

“พิมไม่มีอะไรจะบอกทั้งนั้นล่ะค่ะ สรุปว่าพิมเข้าใจคุณนะคะ เพราะเราก็หัวอกเดียวกัน แต่พิมไม่ได้รักคุณค่ะ แล้วก็ไม่มีทางที่จะรักคุณได้ด้วย...ลาก่อนตลอดกาล ขีดเส้นใต้สองเส้น เน้นตัวหนาด้วย ตลอดกาลค่ะ” พูดจบก็ตบบ่าเขาหนักๆ แล้วสะบัดหน้าเดินหนีไปทันที

อนุศรยืนซึมอกหักหมดสภาพ ไม่มีแรงแม้จะเรียกชื่อทัดทาน ฝ่ายรัมภาพอเจอพิมมาลาก็ต่อว่าทันทีว่าใจร้ายที่สุด อนุศรออกจะดีแสนดีเพียบพร้อมทุกอย่าง ไม่น่าทำกับเขาแบบนั้นได้ลงคอ

“เจ็บครั้งเดียวเดี๋ยวก็หาย เค้าจะได้มองหาคนใหม่ ดีกว่าปล่อยให้เรื้อรังมันจะเป็นบาปติดตัวผมเปล่าๆ แล้วนี่คุณไปดริ๊งก์ที่ไหนมาเนี่ย เมาแอ๋เลย”

“ฉันไปงานเลี้ยงที่เทือกเขาโอลิมปัสมาน่ะสิ น้ำอมฤตที่โน่นดีกรีแรงกว่าน้ำโสมหลายเท่า ก็เลยเมามากไปนิ้ดนึง”

“แหวะ หึ่งมาเชียว แล้วนี่จะไหวมั้ยเนี่ย ผมอุตส่าห์เคลียร์ทุกอย่างเรียบร้อยเพื่อจะได้กลับไปสวนขวัญกับคุณแล้วนะ”

“ไหวซิไหว เรื่องแค่นี้เอง กวีเอกชาติคุณยังเคยบอกเลยไม่ใช่เหรอ ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน ฉันแค่เมาเหล้า ไม่ได้เมารักซะหน่อย จะไม่ไหวได้ยังไง”

อีกครู่เดียว รัมภาก็พาพิมมาลาสู่สวนขวัญเชิงเขาไกรลาส พอจะถูกถอนคำสาปจริงๆ พิมมาลารู้สึกใจหายเหมือนกัน ท่าทางอาลัยอาวรณ์รัมภา กลัวว่าจะไม่ได้เจอกันอีก ถ้าตนกลับเป็นผู้ชายถาวรแล้ว

“รัมภา คุณจะมาพบผมอีกมั้ย”

“จะให้ฉันมาทำไมล่ะ ธุระฉันจบแล้ว”

“คุณมาเยี่ยมผมก็ได้นี่ ที่ผ่านมาผมมีคุณเป็นเพื่อนอยู่คนเดียว ทะเลาะกันบ้างดีกันบ้าง ก็ยังดีกว่าไม่มีใครซะเลย ถึงคุณทำผมแสบแต่ผมก็ไม่เคยเกลียดคุณเลยนะรัมภา”

“ขอบใจย่ะ ฟังแล้วมันน่ามาหาซะเหลือเกินนะ ไปไป๊ มัวแต่พิรี้พิไรอยู่นั่นแหละ เดี๋ยวฉันก็เปลี่ยนใจซะหรอก”

“ผมลาล่ะนะรัมภา ถึงมิตรภาพของเรามันไม่ค่อยจะสวยเท่าไหร่ ผมก็รู้สึกว่าคุณเป็นคนใจดีนะ หลายครั้งผมรู้ว่าใจจริงคุณไม่ได้เกลียดผมอย่างที่แสดงออกหรอก ส่วนผมไม่เคยเกลียดคุณอยู่แล้ว บางครั้งผมอยากเป็นเพื่อนกับคุณด้วยซ้ำ เพราะงั้นขอให้เราลาจากกันอย่างเพื่อนนะรัมภา”

รัมภาพยักหน้ารับ พิมมาลาหน้าละห้อยจะขอกอดสักที แต่รัมภาแว้ดใส่ทันควัน

“อย่าเข้ามานะ เดี๋ยวจะไม่ได้กลับเป็นผู้ชายครบทุกส่วน บางหน่วยอาจเล็กลีบกว่าเดิม”

พิมมาลาแหยงรีบหนีบเป้าเล็กน้อย บ่นงึมงัมว่าใจร้าย แล้วหันหลังเดินไปทางทะเลสาบที่หมอกลงจัด...

เช้าแล้ว เพรียวสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนในห้องพัก พอตั้งสติได้ก็รีบจับหน้าตา ลูบคลำหน้าอกตัวเองทันที ปรากฏว่าเป็นผู้ชายทุกกระเบียดนิ้ว ทุกอย่างครบถ้วน แต่เขาอยากรู้ว่ารัมภาหายไปจริงหรือเปล่า จึงทดสอบด้วยการเรียกและ พูดคุยด้วย หรือแม้แต่แกล้งด่า แต่ทั้งห้องยังคงเงียบ ไม่มีเสียงตอบกลับมาของรัมภาเหมือนเคย ทำให้เพรียวอดรู้สึกเศร้าปนเหงาในใจขึ้นมาไม่ได้

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป
23 มิ.ย 2564

14:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2564 เวลา 14:35 น.