ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

รากบุญ

SHARE
ตอนที่ 12

ขณะเจติยาเข้าครัวไปล้างจานและแก้วที่ลาภิณทานอาหารนั้น คนรับใช้จะมาล้างแทน เธอบอกว่าไม่เป็นไรไปทานข้าวเถอะ พอคนรับใช้ออกไป วิญญาณปริมที่มาคอยทีอยู่ก็เข้าสิงเจติยาทันที

เมื่อเธอกลับไปดูแลลาภิณ ในห้องรับแขก คนที่นั่งคุยกับลาภิณจึงกลายเป็นปริมในร่างเจติยา ลาภิณถูกถามว่ายังรักปริมอยู่หรือเปล่า เขาย้อนถามว่า ถามทำไม แต่ก็ตอบหน้าขรึมว่า

“ปริมคือความรักครั้งแรกของฉัน แต่กับเธอ เราอาจจะไม่ได้เริ่มต้นด้วยความรัก แต่เพราะความที่เราช่วยเหลือกัน ผ่านเรื่องร้ายๆมาด้วยกัน มันเลยทำให้เราได้เรียนรู้ได้เข้าใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้ฉันมั่นใจว่าเธอคือผู้หญิงที่ฉันรักมากที่สุด”

ปริมในร่างเจติยายิ้มแห้งๆ น้ำตาเอ่อ ลาภิณเลื่อนมือไปกุมมือเจติยา พลันก็สะดุ้งเพราะมือเธอเย็นเฉียบ

“แล้ว ระหว่างฉันกับปริม คุณรักใครมากกว่ากัน” ปริมถามด้วยความริษยา ลาภิณเอะใจถามว่า ทำไมถามอย่างนี้ เธอไม่ตอบ แต่ให้เขาตอบ ลาภิณนิ่งไปครู่หนึ่งจึงพูดขรึมๆว่า

“ฉันไม่อยากโกหกเธอหรอกนะ ตอนแรกฉันคิดกับเธอแค่เพื่อนร่วมงานจริงๆ แต่พอฉันเข้าใจผิดเรื่องปริมกับพิสัย”

พูดได้แค่นั้นก็ถูกถามสวนทันทีว่า “ถ้าไม่เกิดเรื่องนายพิสัย คุณก็ยังรักปริมอยู่ใช่ไหมคะ”

“ใช่...แต่ตอนนี้เรื่องฉันกับปริมมันจบแล้วล่ะ”

ปริมในร่างเจติยายังซักถามเปรียบเทียบตนกับเจติยา กระทั่งถามว่าถ้าปริมยังไม่ตายเขาจะกลับไปหาเธอไหม

“เธอพูดอะไรของเธอ เธอเป็นฝ่ายขอเลิกกับฉัน แล้วขอให้ฉันกลับไปหาปริมเองไม่ใช่เหรอ”

ลาภิ ณฉุกคิดได้ ลุกขึ้นจ้องหน้าเจติยาถามอย่างตกใจ “ปริม...นั่นคุณใช่ไหม” ปริมในร่างเจติยาไม่ตอบ ลุกเดินออกไปเลย ลาภิณมองตามไปอย่างสงสัยและเป็นห่วง

เดินหนีออกจากห้องรับแขกแล้ว ปริมออกจากร่างเจติยา ถามเธอว่าได้ยินแล้วใช่ไหม ถ้าตนยังไม่ตายลาภิณก็ยังรักตนอยู่ พูดแล้วตัดบทว่า

“แต่ก็อย่างที่คุณต้นบอกนั่นแหละ เรื่องระหว่างฉันกับเขามันจบแล้ว ตอนนี้เธอคือปัจจุบัน ฉันเป็นอดีตไปแล้ว”

ใน ที่สุดปริมจากไปพร้อมกับปรามเจติยาว่า อย่าได้เที่ยวยกลาภิณให้ใครเพราะเขาไม่ใช่สิ่งของ มิฉะนั้นตนจะตามรังควานไปไม่ให้อยู่เป็นสุขไปตลอดชีวิตทีเดียว

ลาภิณตาม มาพอดี เขาถามเจติยาว่า ปริมมาใช่ไหม เธอตอบรับน้ำตาคลอ ว่าใช่ ลาภิณถามอย่างเป็นห่วงว่า เธอ ปลอดภัยนะ เจติยาพยักหน้า เขาสวมกอดเธออย่างปลอบใจ เธอร้องไห้ในอ้อมกอดเขาด้วยความรู้สึกทั้งดีใจที่ปริม อโหสิให้ และทั้งสงสารโชคชะตาของปริมมาก...

ooooooo

วันนี้มยุรีกับนทีไปจ่าย ตลาด เจติยาออกไปเยี่ยมลุงทวี ออกจากบ้านแล้วแยกย้ายกันไป โดยไม่รู้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องอยู่อย่างมาดร้าย

เจติยาไปถึงห้องไอ ซียู เจอลาภิณมาเยี่ยมลุงทวีเช่นกัน เธอถามว่าหมอบอกหรือยังว่าจะให้ลุงทวีไปอยู่ห้องปกติได้เมื่อไร ลาภิณบอกว่าตนอยากพาลุงไปอยู่ที่บ้านและจ้างพยาบาลพิเศษมาดูแล เพราะลุงทวีมีบุญคุณกับคุณพ่อมาก ยังไงตนก็ต้องดูแลเป็นการตอบแทน

“เมื่อคืนตอนที่ปริมเข้าสิงเธอ เธอได้ยินเรื่องที่ฉันคุยกับปริมไหม” ลาภิณถาม เธอย้อนว่าถามทำไม “เมื่อคืนฉันรู้สึกว่าฉันพูดดีมากๆเลย ถ้าให้พูดบอกเธอซ้ำอีกครั้ง กลัวจะไม่ดีเท่าเมื่อคืน” พูดแล้วเดินไปจับมือลุงทวีบอกว่า “หายให้ทันงานของเรานะครับลุง”

เจติยาเขินมาก ทำเสียงปรามว่า “งานอะไรของคุณ พูดให้ดีๆนะ” และเมื่อเดินออกมาด้วยกัน เธอยังได้ข่าวดี

จากเขาว่าพรุ่งนี้ธนาคารจะปล่อยเงินกู้งวดสุดท้ายให้แล้ว เธอพูดอย่างยินดีว่า “ฟ้าหลังฝนก็ยังงี้ล่ะค่ะ”

ทันใด นั้นเอง โทรศัพท์มือถือของเจติยามีสัญญาณส่งคลิปเข้ามา เธอเปิดดูแล้วแทบช็อกเมื่อเห็นภาพนทีกับมยุรีถูกจับมัดมือมัดเท้ามัดปากดิ้น อยู่ในกระท่อม ลาภิณถามว่ามีอะไรหรือ เจติยาไม่ทันตอบเสียงมือถือก็ดังขึ้น เธอรีบกดรับตวาดไปด้วยความโมโห “อย่ามายุ่งกับแม่กับน้องฉันนะ”

“ได้ดู คลิปแล้วสินะ” เสียงพิสัยเยาะเย้ยมา “ถ้าอยากให้แม่กับน้องเธอปลอดภัย เธอก็คงรู้นะว่าต้องเอาอะไรมาแลก ตอนนี้ฉันอยู่ที่สวนของพี่จิต ถามไอ้ต้นดูก็แล้วกันว่าอยู่ที่ไหน”

ooooooo

เจติยากับลาภิณไปเล่าให้ หมวดนวัชฟัง หมวดบอกว่าไม่ต้องห่วง ตนขอกำลังตำรวจไว้พร้อมแล้ว เมื่อถึงเวลาให้เจติยาไปตามนัด ตนจะนำกำลังตำรวจเข้าจับกุมพิสัยเอง

นวัช ถามว่าพิสัยมีเงื่อนไขปล่อยมยุรีกับนทีแลกกับอะไรหรือ เจติยาชะงักไปนิดหนึ่ง บอกว่าเป็นกล่องโบราณใบหนึ่งเท่านั้น นวัชพูดขำๆว่ามีลายแทงขุมทรัพย์ในกล่องหรือไง พิสัยถึงได้อยากได้นัก

เมื่อกลับไปเอากล่องรากบุญที่ห้อง เจติยาเชื่อว่างานนี้หมวดช่วยไม่ได้มากนัก เชื่อว่าพิสัยต้องเตรียมทางหนีทีไล่ไว้อย่างดี และนายปราณก็ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยด้วยแน่นอน
ที่กระท่อมในสวน ปราณบอกพิสัยว่าไม่ต้องกังวล เพราะถ้าตนไม่อนุญาตก็ไม่มีใครเข้ามาถึงที่นี่ได้แน่นอน

ดังนั้น หมวดนวัชนำตำรวจมา พอเข้าชายสวนเท่านั้นโทรศัพท์มือถือก็ไม่มีสัญญาณติดต่อใครไม่ได้เลย ซ้ำร้ายยังมีลมกระโชกมาอย่างแรงจนตำรวจต้องกอดต้นไม้ใหญ่ไว้ไม่ให้ตัวเองถูก ลมพัดไป

ครั้นลมสงบ หมวดนวัชกับตำรวจก็เดินหลงวนอยู่ในสวน หมวดนึกขึ้นได้จึงเอามีดบากต้นไม้ข้างทางไว้เป็นเครื่องหมายกันหลงทาง

แต่ เจติยากับลาภิณกลับเดินไปถึงบริเวณกระท่อมได้ไม่พลาด พิสัยพอใจมากที่เจติยามากับลาภิณ มันจะได้ไม่ต้องเสียเวลา เจติยาถามถึงมยุรีกับนที พิสัยสั่งให้เอากล่องรากบุญให้ตนแล้วรีบสละความเป็นเจ้าของเสีย ไม่อย่างนั้นทั้งน้องและแม่เธอจะต้องกลายเป็นผีเฝ้าสวนให้ลาภิณแน่

“คุณ เป็นใครกันแน่” เจติยามองปราณเขม็ง ยืนยันว่าถ้าไม่ตอบตนไม่มีวันให้กล่องและสละความเป็นเจ้าของเด็ดขาดถามว่า “ฉันไม่เข้าใจ กล่องใบนี้มีเจ้าของซ้ำกันสองครั้งไม่ได้ มันเป็นกฎ ทำไมคุณถึงทุ่มเทจะเอามันคืน ทั้งที่ไม่มีทางเป็นเจ้าของมันได้อยู่แล้ว”

ปราณ บอกว่าต้องการให้มันเลือกเจ้าของใหม่เพราะเธอจะทำลายกล่อง เจติยาตกใจถามว่าเขารู้ได้ยังไง ปราณสาวเท้าเข้าหาเจติยา ลาภิณสะอึกเข้าไปขวางเพียงปราณยกมือปัดเบาๆลาภิณก็กระเด็นไปแล้ว ปราณบอกเจติยาว่าจะให้เธอสงสัยได้ 3 ข้อ แลกกับสิทธิ์ในความปรารถนาและกล่องรากบุญ ถามว่าตกลงไหมแล้วให้ถามคำถามแรก

จากคำถามแรก เจติยาได้รับคำตอบจากปราณว่า ตนถือกำเนิดจากกล่อง ตนกับกล่องคือส่วนหนึ่งของกันและกัน

“นายเกิดจากกล่องได้ก็ไม่ใช่คนแน่ๆ ผีก็ไม่ใช่วิญญาณก็ไม่ใช่ เป็นปิศาจรึไง” ลาภิณทนไม่ได้ถามขึ้น

“จะเรียกอย่างนั้นก็ได้” ปราณยียวน แต่พิสัยตาเหลือกตกใจ ถามว่าแล้วทำไมถึงเลือกตนเป็นเจ้าของกล่องรายต่อไปด้วย คิดจะทำอะไรกันแน่ ถูกปราณตวาดตรงไปบีบคอ “ถ้าแกอยากสบาย ทำตามที่ฉันสั่งก็พอ ไม่ต้องสู่รู้ให้มากนัก”

เจติยาถามปราณว่ากล่องทำให้เขาเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ปราณถือว่าเป็นคำถามที่สอง ตอบว่า...

“กล่องรากบุญมอบทุกความปรารถนาให้กับเจ้าของตามเงื่อนไข มันจึงเป็นที่รวมกิเลสต่างๆของมนุษย์ มานานนับร้อยปีแล้ว...ผู้สร้างกล่องใบนี้ต้องการกระตุ้นให้มนุษย์ที่มากด้วยกิเลสหันมาสร้างบุญมากกว่า”

เจติยาขัดขึ้นว่าเหมือนกับบังคับให้ทำบุญมากกว่า ปราณสวนมาว่าจะคิดอย่างนั้นก็ได้ แต่ผู้ที่สร้างกล่องต้องการคือผลต่อเนื่องหลังจากถูกบังคับต่างหาก เห็นเจติยามองอย่างสงสัย ปราณอธิบายต่อว่า...

“ความสุขหลังจากการทำบุญ ถ้าพวกเขาสัมผัสความสุขนั้น ก็น่าจะทำบุญต่อเนื่องไปด้วยใจสมัคร แต่มันไม่เคยเป็นอย่างที่ผู้สร้างปรารถนาเลย มนุษย์มันโลภไม่รู้จักพอ สุดท้าย พวกมันก็ขอพรเพื่อสนองตัณหาของตัวเองเท่านั้น”

เจติยาขอถามนอกรอบว่า “แล้วใครเป็นคนสร้างกล่องรากบุญ”

“มัจจุราช!”

คำตอบของปราณ ทำเอาทั้งเจติยาและลาภิณตกใจมาก

ooooooo

ระหว่างที่ปราณ พิสัย และเจติยากับลาภิณกำลังโต้เถียงต่อรองกันอยู่หน้ากระท่อมนั้น นทีกับมยุรีก็พยายามช่วยกันแก้เชือกที่มัด ค่อยๆแก้ได้ทีละเปลาะ...ทีละปม...

ส่วนหมวดนวัชก็ยังเดินหลงสวน เดินไปเดินมาก็กลับมาที่เดิม จนหมวดสบถ “อะไรของมันวะเนี่ย!”

ปราณยังคงอธิบายปรารถนาของกล่องรากบุญว่า

“ท่านไม่อยากเห็นมนุษย์ตกนรกกันมาก จึงสร้างกล่องรากบุญขึ้นมา เพื่อชี้นำให้มนุษย์สร้างบุญกุศลกัน มันเป็นความเมตตาของท่านมัจจุราช แต่มนุษย์ช่างโง่เขลาที่มองไม่เห็นความปรารถนาดีนี้ พากันเดินลงสู่นรกมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้มัจจุราชผิดหวัง และละเลยความสนใจไปจากมัน ปล่อยให้มันเปลี่ยนมือไปตามยถากรรม”

“กล่องรากบุญเป็นพลังส่วนหนึ่งของท่านมัจจุราช แล้วคุณล่ะ” เจติยาวกมาสู่ประเด็นที่อยากรู้

“พลังของกล่องรากบุญ อยู่ต่อเนื่องได้ด้วยแรงเสริมจากกิเลสของมนุษย์ที่มันซึมซับไว้ทุกครั้ง เมื่อมีคำขอจากเจ้าของกล่องหลายร้อยปีที่ผ่านมา พลังกิเลสรวมตัวกันอยู่ในกล่องใบนี้ ไม่มีรูปร่างแน่นอน และมนุษย์ยากจะสัมผัสมันได้”

“นี่นายกำลังจะบอกว่านายคือกิเลสของมนุษย์ที่มีรูปร่างอย่างนั้นเหรอ” ลาภิณมองอึ้ง ปราณยิ้มพูดอย่างพอใจว่า

“ใช่...มนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่มีกิเลสด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นไม่มีใครเอาชนะฉันได้หรอก เอ้า คำถามสุดท้าย”

“ในเมื่อคุณคือกิเลสของเจ้าของกล่องคนก่อนๆ ถ้างั้น คำถามข้อที่สามฉันขอถามคุณว่า กล่องรากบุญสมควรที่จะมีอยู่ต่อไปหรือเปล่า”

ทุกคนอึ้งไปกับคำถามที่ไม่คิดว่าเธอจะถาม

เป็นเวลาที่นทีแก้เชือกที่มัดได้สำเร็จ! เขาค่อยๆ ขยับไปแก้เชือกให้แม่อย่างระมัดระวังที่สุด

ooooooo

เจติยายังโต้แย้งกับปราณเรื่องการมีเงื่อนไข ในการสร้างบุญเป็นการค้าบุญมากกว่า ในเมื่อพลังกิเลสทำให้จุดประสงค์ดั้งเดิมของกล่องถูกทำลาย สิ่งที่ควรกำจัดก่อนเป็นอันดับแรกคือพลังกิเลสในกล่อง ซึ่งก็คือตัวปราณนั่นเอง

ปราณโต้ว่า ตนปรากฏขึ้นบนโลกมนุษย์ได้ก็เพื่อปกป้องการคงอยู่ของกล่องรากบุญเอาไว้ และตน

มีหน้าที่พิทักษ์กล่องรากบุญไว้ แล้วตัดบทว่า เธอถามครบสามข้อแล้วถ้าไม่บอกสละกล่อง ตนจะฆ่าคนรอบข้างทีละคน

ปราณจะฆ่าลาภิณเป็นคนแรก แต่พอมันบีบคอยกลาภิณลอยขึ้น จนเกือบขาดใจนั่นเอง พลันก็มีแสงสว่างสีขาววูบขึ้นรอบตัวลาภิณ ก่อนที่เขาจะร่วงลงพื้นพร้อมกับพลังอำนาจของปราณก็สูญสลายไป

“เธอทำอะไรของเธอ” ปราณตกใจสุดขีด

“ฉันก็สะกดพลังของนายไว้ไม่ให้ทำร้ายใครได้อีกน่ะสิ ที่ฉันถามนายสองข้อแรกก็เพื่อจะยืนยันสิ่งที่ฉันคิด เมื่อฉันแน่ใจแล้วว่านายเป็นส่วนหนึ่งของกล่องรากบุญ ฉันในฐานะเจ้าของกล่องก็ต้องมีอำนาจควบคุมนายได้เหมือนกัน”

ปราณแค้นสุดขีดสั่งพิสัยให้ยิงเจติยา เพราะตัวเองขยับไม่ได้แล้ว แต่พอพิสัยยกปืนเล็งเท่านั้น นทีก็พุ่งเข้ามากระแทกปืนกระเด็น ทุกคนตะลึงกับเหตุการณ์เหนือความคาดหมายนี้
เมื่อพลังของปราณถูกทำลาย การสะกดทุกอย่างที่มันทำก็คลายลง หมวดนวัชกับตำรวจมองเห็นกระท่อมทันที รีบนำกำลังตำรวจบุกเข้าไป

แต่เจติยายังไม่สามารถควบคุมกล่องได้สมบูรณ์ เพราะมีเวลาอยู่กับกล่องน้อยเกินไป ที่สำคัญคือเธอยังไม่ได้เหรียญดาวทุกข์ดวงที่สาม!

ลาภิณต่อสู้กับพิสัยแลกกันหมัดต่อหมัด จนพิสัยหันไปหยิบปืนตัวเองที่หล่นอยู่จะยิงลาภิณ พริบตานั้นวิญญาณปริมโผล่มาขวางทางปืน ประกาศจะฆ่าพิสัยชดใช้ที่บีบตนจนต้องฆ่าตัวตาย พิสัยโดดไปหลบหลังปราณ วินาทีนั้นปริมร้องบอก

“เจติยา ฉันขอให้เธอทำลายกล่องรากบุญเดี๋ยวนี้”

พริบตานั้น ปรากฏเหรียญดาวทุกข์ดวงที่สามขึ้นมา เจติยาดีใจสุดๆ รีบเอาเหรียญไปติดข้างกล่องขอพรทันที

“กล่องรากบุญ ฉันขอพรให้แกสูญสลายไปเดี๋ยวนี้”

กล่องรากบุญค่อยๆสูญสลายกลายเป็นผุยผง ส่วนปราณก็ถูกไฟลุกท่วมทั้งตัวแผดเสียงร้องอย่างเจ็บปวด

ระหว่างโกลาหลนั่นเอง พิสัยยิงเจติยาที่ท้องเลือดทะลักหมดสติไป แต่ตัวเขาเองก็ถูกหมวดนวัชวิสามัญตายคาที่

ขณะหมดสตินั้น ในอีกมิติหนึ่ง เจติยาพบตัวเองเดินอยู่ในความมืด พลันก็ได้ยินเสียงมัจจุราชเอ่ย “ยินดีต้อนรับ”

เจติยาตกใจถามว่า เขาเป็นใคร ตนอยู่ที่ไหน ที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาลแน่ๆ

“นี่เป็นห้องรับแขกของนรก!”

“นรก!!” เจติยาตกใจสุดขีด

ooooooo

เจติยาตกใจสุดขีด แต่ยังไม่เชื่อว่าเป็นนรก ถามว่าทำไมนรกจึงมีแต่ความมืด มัจจุราชบอกว่า นรกของจริงคือความมืดและความว่างเปล่า และ นี่คือนรกของจริง

เมื่อเจติยายังงงๆ มัจจุราชถามว่า

“เจ้าคงอยากรู้ว่าเราเป็นใครใช่ไหม...เราคือผู้สร้างกล่องรากบุญที่เจ้าเพิ่งทำลายมันไป เราคือมัจจุราช”

“ถ้าฉันเจอมัจจุราช ก็หมายความว่าฉันตายแล้วสิ... ฉันตายแล้วเหรอ ฉันยังไม่อยากตาย...” เจติยาร้องไห้โฮออกมา

มัจจุราชถามว่า เธอมาพร้อมกล่องรากบุญ แสดงว่าเธอยอมเสี่ยงตายเพื่อทำลายมันไม่ใช่หรือ เจติยาตอบน้ำตานองหน้าว่า ทีแรกก็คิดอย่างนั้น แต่ก็ไม่ได้อยากตาย

มัจจุราชบอกว่า แรงปรารถนาของมนุษย์คือรากเหง้าของปราณ เขากำเนิดขึ้นจากกิเลสและถูกครอบงำจึงแปรเปลี่ยนไป เจติยาตัดพ้อว่าถ้าท่านไม่ทิ้งกล่องใบนั้นไว้บนโลก ปราณก็ไม่ต้องฆ่าตนเพื่อปกป้องตัวเอง

“เราผิดงั้นสิ” มัจจุราชถามยิ้มๆ

“แน่นอนค่ะ เงื่อนไขของกล่องใบนั้นคือ กระตุ้นให้เจ้าของกล่องสร้างบุญตามคำขอจากผู้ที่เดือดร้อนเพื่อสะสมบุญกุศล ปราณบอกว่า ท่านหวังดีจะลดจำนวนคนบาปในนรกจึงใช้กุศโลบายนี้ แต่ในทางตรงข้าม มันเป็นการสร้างนิสัยไม่ดีให้มนุษย์เสียมากกว่า การทำบุญควรทำจากหัวใจ ไม่ใช่ทำเพื่อเอาของแลกเปลี่ยน ที่ท่านทำมันเป็นการค้าบุญต่างหาก”

เจติยาชี้แจงอีกว่า “เงื่อนไขของกล่องใบนั้นคือ ต้องทำงานตามคำขอแล้วจะได้สิ่งที่ตนปรารถนา มันไม่ต่างจากการค้าขายเลย ถึงจะมีคนที่สามรับผลพลอยได้ไปก็เถอะ มันผิดหลักความเชื่อของฉัน”

“เจ้าเองก็เคยได้สิ่งที่ปรารถนาจากล่องรากบุญมิใช่หรือ”

เจติยายอมรับว่าใช่ ชีวิตแม่อยู่รอดทุกวันนี้ได้เพราะอำนาจของกล่อง แต่ตนรู้สึกกดดัน ไม่มีความสุขเลยสักวัน เมื่อต้องทำสิ่งที่เรียกว่าสร้างบุญ “ฉันไม่เคยสัมผัสความสุขหลังจากเป็นเจ้าของกล่องรากบุญเลย มันเกิดจากความไม่เต็มใจ ไม่มีจิตสำนึกว่าควรทำบุญ ฉันถูกบังคับให้ทำบุญเพื่อแลกกับชีวิตของแม่”

“เจ้าไม่อยากให้คนอื่นต้องมีทุกข์เช่นเดียวกับเจ้า จึงคิดใช้คำขอครั้งนี้เพื่อทำลายกล่องรากบุญงั้นสิ”

“ค่ะ แล้วฉันก็กลัวกล่องจะต้องตกไปอยู่ในมือคนจิตใจไม่ดีแบบนายพิสัยด้วย”

มัจจุราชถามว่า ทำไมจึงเลือกใช้วิธีนี้ เธอบอกว่า “ไม่มีใครรู้วิธีทำลายมัน และพลังกิเลสก็ดึงดูดใจคนให้ปกป้องมันไว้ ฉันเลยคิดว่าต้องให้มันทำลายตัวมันเองเท่านั้น” พูดแล้วถามว่า “ท่านไม่โกรธที่ฉันทำลายกล่องของท่านเหรอคะ”

มัจจุราชหัวเราะถามว่า ทำไมต้องโกรธ ในเมื่อ “เจ้าเข้าใจลึกซึ้งในความปรารถนาของเราอย่างแท้จริง เรารอคอยพบคนแบบนี้มานานหลายร้อยปีแล้ว”

มัจจุราชเล่าถึงหลายร้อยปีที่ผ่านมาว่า...

“อดีตที่ผ่านมา กล่องถูกใช้เพื่อตอบสนองความ ปรารถนาด้านกิเลสของคนเป็นส่วนใหญ่ เราผิดหวังที่พวกเขาไม่สนใจความสุขที่ได้จากการสร้างบุญกุศลเหล่านั้นเลย แต่สัมผัสเพียงเปลือกนอกของกล่องเท่านั้น เราจึงละทิ้งมันไว้บนโลกและลืมเลือนมันไป จนกระทั่ง...พลังกิเลสที่สะสมในกล่องรวมตัวกันสร้างปราณขึ้นมา เราจึงจดจำกล่องใบนั้นได้อีกครั้งว่า เราทิ้งปัญหาไว้ที่โลกมนุษย์”

“ทำไมท่านไม่เอามันกลับมาล่ะคะ”

“เราเป็นคนสร้างเงื่อนไขว่า กล่องต้องมีเจ้าของคนเดียว เราย่อมละเมิดกติกานี้ไม่ได้เช่นกัน”

“ท่านบอกฉันก็ได้นี่นา ฉันอาจจะไม่ต้องตายแบบนี้ก็ได้”

“เราไม่ได้รับสิทธิ์ติดต่อกับมนุษย์คนใด นอกจากคนตาย”

“นี่! ตกลงฉันตายแล้วจริงๆใช่ไหมคะ!” เจติยาตกใจสุดขีด

เธอบอกมัจจุราชว่า ทำใจไม่ได้ที่ทำความดีแต่ตัวเองกลับต้องตาย ตนยังห่วงแม่ห่วงน้อง

มัจจุราชบอกว่าเธอมาที่ห้องรับแขกนรกได้ก็เพราะมัจจุราชต้องการให้รางวัลที่เธอสะสางสิ่งตกค้างแทนตน เตือนว่า ถ้าพระอาทิตย์ทอแสงเช้าเธอยังไม่กลับคืนร่าง เธอก็จะต้องตายอย่างแท้จริง ฉะนั้นเวลาที่เราจะคุยกันมันไม่ยาวนานนัก เร่งให้เธอรีบขอ จะขออะไรก็ได้

“ฉันต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป และมีพลังล่วงรู้ว่านาทีสุดท้ายของคนตายที่ต้องการให้ช่วยคลายทุกข์โดยปราศจากเงื่อนไขของท่านอีก”

“เจ้าจะได้ชีวิตตามเวลาใหม่ซึ่งพรหมลิขิตกำหนดขึ้นจากบาปบุญของเจ้าที่ผ่านมา ส่วนพลังวิเศษที่เจ้าขอ จะเป็นของเจ้าอย่างปราศจากเงื่อนไขและติดตัวของเจ้าไปจนหมดลมหายใจ ไม่มีการสืบทอดเด็ดขาด”

พริบตานั้น ไฟที่ส่องมัจจุราชดับมืดลง เจติยาตกใจมองไปรอบๆ ได้ยินเสียงมัจจุราชก้องกังวาน...

“บุญหรือบาปกำหนดด้วยมือของเจ้า จำไว้นะเจติยา”

ooooooo

เป็นเวลาเดียวกับที่หมอและพยาบาลที่กำลังพยายามยื้อชีวิตเจติยา พากันวางมืออย่างหมดหวัง...

พยาบาลจะเอาผ้าคลุมหน้าเจติยา ลาภิณห้ามไว้ เขาเดินไปมองหน้าเธอเป็นครั้งสุดท้าย วิญญาณเจติยามองลาภิณน้ำตาคลอด้วยความสงสารจับใจ เมื่อลาภิณเอามือลูบหน้าเธออย่างแผ่วเบา เขาชะงักเมื่อสัมผัสน้ำตา!

พริบตานั้น วิญญาณเจติยาถูกดูดเข้าร่าง เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองรอบๆอย่างประหลาดใจ ถามว่า “ฉันอยู่ไหน”

เหมือนเสียงสวรรค์!! มยุรีน้ำตาไหลพรู นทีร้องไห้โฮโผเข้ากอดแม่ ลาภิณเข้าไปกอดแม่ลูกไว้ด้วยความดีใจ

ooooooo

เมื่อปราณสลายไปแล้ว ลุงทวีก็หายเป็นปกติ ลาภิณถามเจติยาว่าเธอได้รับพรจากมัจจุราชให้มองเห็นคนตายได้ใช่ไหม ถามอย่างห่วงใยคิดถึงว่า ตอนนี้เห็นคุณแม่ตนหรือเปล่า

เจติยาบอกว่าท่านเป็นห่วงเขายังคอยดูแลเขาอยู่เสมอ ลาภิณบอกกล่าวแก่ชูจิตว่าตอนนี้คนที่คิดร้ายกับตนก็ได้รับกรรมไปแล้ว นิราลัยก็กำลังเดินหน้าไปด้วยดี ตนก็มีคนคอยดูแล โมเมว่าเพราะเจติยารับปากจะแต่งงานกับตนแล้ว

“ฉันไม่มีห่วงอะไรแล้วล่ะ ฝากต้นด้วยนะหนูเจ วิญญาณฉันคงเป็นสุขที่สุดถ้าเธอรับปากฉันว่าจะแต่งงานกับต้น แล้วดูแลต้นแทนฉันไปตลอดชีวิต” พูดแล้วขอให้เจติยารับปากเพื่อตนจะได้ไปเสียที เธอจึงรับคำเขินๆ

ก่อนที่ชูจิตจะจากไป ได้บอกรักลาภิณและขอให้ชาติหน้าเกิดมาเป็นแม่ลูกกันอีก ลาภิณน้ำตาคลอรับปากว่า

“ครับแม่...ไม่ต้องห่วงอะไรแล้วนะครับ...ผมจะทำบุญไปให้แม่ไม่ให้ขาดเลยนะครับ” หันมองเจติยา ที่มาจับมือบีบเบาๆให้กำลังใจ เอ่ยแผ่วเบาว่า “ตอนนี้...ผมเหลือคุณคนเดียวแล้วจริงๆนะเจ...”

ooooooo

ชีวิตใหม่ของเจติยาต้องมีวิญญาณมาขอความช่วยเหลืออยู่เรื่อยๆ วันนี้เธอกับลาภิณไปทำบุญให้ปริมที่วัด ก็มีวิญญาณมาขอความช่วยเหลือ เจติยาบอกลาภิณว่ามันอาจจะทำให้ชีวิตเขาต้องวุ่นวายไปด้วย

“ฉันเตรียมใจไว้แล้วล่ะ ครอบครัวฉันชอบของแปลกอยู่แล้ว ไม่งั้นจะทำงานกับศพได้เหรอ”

หลังจากนั้นไม่นาน ลาภิณก็ไปเจรจาสู่ขอเจติยากับมยุรีด้วยตัวเองเพราะไม่มีญาติผู้ใหญ่เหลือแล้ว

“ถ้าคุณต้นชอบมันจริงๆ น้าก็ไม่ขัดข้องอะไรหรอก คุณเป็นคนดีมีน้ำใจ น้าก็ดีใจแล้วล่ะ”

นทีที่ลาภิณจ้างให้ถ่วงเวลาเจติยาให้อยู่ข้างนอกได้ไม่นาน เจติยาก็เอะใจจึงพากันกลับ พอเห็นลาภิณเธอถามว่ามาทำอะไร เขาทำหน้าตายบอกว่า “มาชวนคุณน้าไปงานฮัลโลวีนที่บริษัท” แล้วขอตัวกลับ

ขณะมายืนส่งลาภิณขึ้นรถ ก็ยังมีวิญญาณผู้หญิงที่มีเชือกรัดคอตายมาบอกเจติยาว่า “บอกความจริง”

ด้วยการช่วยเหลือและสื่อสารกับวิญญาณของเจติยา ทำให้หมวดนวัชสร้างผลงานคลี่คลายคดีฆาตกรรมได้คดีแล้วคดีเล่า หมวดมาได้รับเลื่อนยศเป็นผู้กอง เขาเอา ดาวไปอวดนิษฐา ทำกรุ้มกริ่มชวนแต่งงาน นิษฐาให้รอไปก่อนเพราะตนจะไปต่อโทที่เมืองนอก ผู้กองนวัชทำหน้า จ๋อยๆ แต่ยินดีเต็มใจรอ

ooooooo

ในวันฮัลโลวีน เจติยาแต่งเป็นผีจีน ส่วนลาภิณแต่งแบบแวมไพร์

แวมไพร์ลาภิณขึ้นเวทีกล่าวขอบคุณพนักงานทุกคนที่ร่วมมือร่วมใจกันฝ่าฟันวิกฤติจนทำให้บริษัทกลับมามีผลประกอบการสูงสุดกว่าทุกปี เขาประกาศให้โบนัสขั้นต่ำ 3 เดือน ยังความยินดีแก่พนักงานทุกคนมาก

จากนั้นเขาร้องเพลงรักเดินไปหาเจติยา พอเพลงจบก็เอ่ยขอ “แต่งงานกับผมนะเจ” เจติยาไม่ทันตอบ มยุรีก็ตอบขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “แม่อนุญาต” เรียกเสียงเฮจากผีๆ ลั่นไปทั้งงาน เจติยาเขินมาก แกล้งถามว่า

“แวมไพร์จะแต่งงานกับผีจีนได้ยังไงคะ”

“งั้นก็ต้องกัดซอกคอก่อน” ขาดคำลาภิณก็จะเข้าไปกัดซอกคอ ถูกนทีที่แต่งเป็นผีกุมารทองเอากล่องแหวนมาให้ขัดจังหวะ ลาภิณรับกล่องแหวนขออีกครั้ง “ให้เกียรติแต่งงานกับผมนะครับ” เจติยาพยักหน้าอย่างเขินจัด

เย็นวันต่อมา ลาภิณกับเจติยาอยู่ในรถเปิดประทุน เจติยาถือช่อดอกไม้เตรียมปาใส่เพื่อนๆผู้หญิงที่มาออรอแย่งกันอยู่ ปรากฏว่านิษฐาแย่งได้ ผู้กองนวัชยิ้มเต็มหน้าหยอกว่าสงสัยจะไม่ได้ไปต่อโทเสียแล้ว...

หลังแต่งงาน เจติยากับลาภิณก็ทำงานทันที ลาภิณพูดขำๆว่า

“จะมีคู่ไหนเหมือนคู่เราบ้างไหมที่ฮันนีมูนกันในห้องแต่งศพ”

ครู่เดียวก็มีพนักงานเข็นเตียงศพคลุมผ้าผ่านมาพอดี ไม่ทันระวังลาภิณกับเจติยาเกือบชน ลาภิณจับเตียงขนศพไว้ได้ พริบตานั้น ศพเด้งขึ้นมานั่ง ทั้งสองผงะตะลึงงัน เพราะศพนั้นคือพิสัย! ศพพุ่งกระโชกใส่เจติยาทันที

“บอกความจริง!!!”

ooooooo

–อวสาน–

ตอนที่ 11

พิสัยถูกผีชูจิตหลอกหลอนจนสติแตก หอบกระเป๋าถือปืนวิ่งโวยวายออกจากบ้านไป

เจ ติยารู้ว่ามีใครมาช่วยแล้ว เธอมองไปหลังนิษฐาเห็นชูจิตยืนอยู่ บอกเธอว่าปลอดภัยแล้ว พิสัยหนีไปแล้ว เธอขอบคุณชูจิต นิษฐามองเพื่อนงงๆพอนึกได้ถามว่า

ตอนที่ 10

ผีปองกับผีย้งยังร้อนใจที่เจติยายังช่วยพวกตนไม่ได้ วันนี้มาทวงสัญญา พอรู้ว่าเจติยายังไม่มีพยานหลักฐานเอาผิดพิสัยได้ ผีย้งบอกว่า พยานหลักฐานที่เชิดเก็บไว้นั้น ตนรู้ว่ามันซ่อนอยู่ที่ไหน

เพียง สายๆ เจติยากับลาภิณก็ออกเดินทางไปหาหลักฐานตามที่ผีทั้งสองบอก กว่าจะถึงกระท่อมในสวนต่างจังหวัดก็เย็นแล้ว ลาภิณกับเจติยาจึงแยกกันหาหลักฐาน ลาภิณเข้าไปในกระท่อมส่วนเจติยาเดินหาบริเวณรอบกระท่อม

ตอนที่ 9

เวลาเดียวกัน ร่างลาภิณที่โรงพยาบาลถูกนำเข้าห้องไอซียูด่วนเพราะหัวใจหยุดเต้น หมอและ พยาบาลช่วยกันปั๊มหัวใจยื้อชีวิตเขาไว้เต็มที่

วิญญาณลาภิณที่ห้องคอนโดฯของปริมปรากฏแสงวาบแล้ววิญญาณก็ถูกดูดหายไปทันที ไปปรากฏที่ห้องไอซียูยืนดูร่างตัวเองที่หมอกับพยาบาลกำลังปั๊มหัวใจกันอย่างตึงเครียด วิญญาณลาภิณมองงงๆว่าเกิดอะไรขึ้น

ตอนที่ 8

เมื่อลูกน้องพิสัยขโมยกล่องรากบุญไม่สำเร็จ เขาเสนอปราณว่าฆ่าเจติยาเสียก็สิ้นเรื่อง

“แต่คนที่ฆ่าเจ้าของกล่องจะไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของคนต่อไป เพราะเจ้าของกล่องจะต้องตายตามอายุขัยหรือไม่ก็ต้องตายเพราะทำงานที่วิญญาณร้องขอไม่สำเร็จเท่านั้น”

พิสัยถอนใจเซ็งๆ บ่นว่ากฎเกณฑ์ยุ่งยากวุ่นวายเหลือเกิน ปราณย้ำว่า ถ้าเขาอยากเป็นเจ้าของกล่องรากบุญรายต่อไปก็จำเป็นต้องรู้ไว้ พิสัยถาม “สรุปว่าแค่ทำให้เจติยาสละความเป็นเจ้าของหรือไม่ก็ยกกล่องให้ฉันก็พอใช่ไหม”

“ใช่...ฉันเคยพยายามหลายครั้งแล้ว แต่ไม่สำเร็จเสียที จิตใจของเจติยาเที่ยงตรงและกล้าหาญเกินไป”

“ถ้าบังคับข่มขู่แล้วไม่สำเร็จก็ใช้ไม้นวมสิ” พิสัยยิ้มเจ้าเล่ห์

แล้วเพียงวันรุ่งขึ้น เขาก็ขับรถไปดักเจติยาที่หน้าบ้าน รับทั้งเธอและนทีไปส่งโรงเรียน ระหว่างนั่งในรถเธอให้เงินนทีไปโรงเรียน 50 บาท พิสัยถามว่าแค่นี้จะพออะไร กินข้าวจานเดียวก็หมดแล้ว แล้วเอาเงินให้นที 500 บาท เจติยารับไว้แล้วคืนเขา ไม่อยากให้น้องใช้เงินมือเติบ

ส่งนทีแล้วพิสัยพาเธอมาที่บริษัทด้วยกัน เขาพูดดีเอาใจมาก จนเจติยาสงสัยว่าเขาจะมาไม้ไหนกับตน

แต่พอไปถึงบริษัท ขณะเธอลงจากรถ ลาภิณก็ขับรถมากับปริมพอดี ลาภิณมองเจติยาที่มากับพิสัยด้วยท่าทางสนิทสนมกันอย่างแปลกใจ ปริมถามยุว่า “ไม่รู้มากิ๊กกันตอนไหนนะคะ”

“เรื่องของเขา ไม่เห็นเกี่ยวกับเราเลย” ลาภิณทำเสียงขรึม แล้วขับรถเข้าที่จอด พิสัยเหล่ตามอย่างสะใจ

หลังจากนั้น ลาภิณไปที่ห้องแต่งศพทำทีไปเอาเอกสารแต่ที่แท้ตั้งใจไปเตือนเจติยาเรื่องพิสัยว่าเขาไม่ใช่คนดีอะไรให้อยู่ห่างๆเขาไว้เป็นดีที่สุด เจติยาบอกว่าตนไม่มีอะไรกัน

“จับมือถือแขน สนิทสนมกันขนาดนั้นยังจะว่าไม่มีอะไรอีกเรอะ ต้องหอมแก้มกันรึไง”

โดนพูดประชด เธอเลยบอกเขาอย่างไม่พอใจว่า พิสัยแค่ต้องการขอบคุณตนเท่านั้น ลาภิณไม่เชื่อว่าคนอย่างพิสัยจะลดตัวลงมาขอบคุณพนักงานตัวเล็กๆอย่างเธอ

เจติยาพยายามชี้แจงแต่ลาภิณฟังไม่เข้าหู เขาทำเป็นพูดอย่างไม่ยี่หระแกมประชดว่า

“ฉันมาเตือนเธอเพราะหวังดี เล่นกับไฟยังไม่รู้ตัว... ขยันบริหารเสน่ห์ดีนัก ระวังเถอะ รถผู้บริหารจะชนกับรถตำรวจ”

พูดแล้วเดินไปเลย เจติยาพูดตามหลังไปว่าเขาพูดอะไรตนไม่เข้าใจ ก็ถูกย้อนมาว่า “รู้อยู่แก่ใจ” แล้วเดินไปเลย

“กวนประสาท!” เจติยาเหยียดปากใส่แล้วเดินกลับห้องแต่งศพ

ooooooo

กลับห้องแต่งศพทำงานได้ไม่ทันไร พนักงานคนหนึ่งก็มาบอกเจติยาว่าคุณชูจิตให้มาตามไปพบที่ห้อง เห็นว่าจะไปงานเลี้ยงน้ำชาตอนบ่ายอยากให้เธอไปด้วย

ชูจิต ลาภิณ ปริมพากันไปทานอาหารกลางวัน ปริมทานไม่กี่คำก็รวบช้อน นั่งปึ่งหน้าบึ้ง จนชูจิตถามว่าไม่พอใจที่ตนพาเจติยามางานเลี้ยงด้วยหรือ

ปริมบอกว่าตนไม่กล้าไม่พอใจ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องดึงนังนั่นขึ้นมาร่วมสังคมกับพวกเราด้วย

“เจเขากำลังจะจบปริญญาตรีแล้วนะจ๊ะ ถือว่าเป็นคน มีการศึกษา แถมเป็นเด็กจิตใจดี ไม่มีลับลมคมใน ประพฤติตัวดีงามทั้งต่อหน้าและลับหลัง” ชูจิตแอบเหน็บ เห็นปริม ชะงักก็พูดต่อยิ้มๆ “แล้วที่สำคัญ เขาเคยช่วยชีวิตแม่เอาไว้ บอกตรงๆนะจ๊ะ เวลานี้แม่เชื่อใจใครได้ยากเหลือเกิน จะมีก็แต่หนูเจนี่แหละ ที่แม่รู้สึกไว้ใจได้มากที่สุด”

“ผมรู้สึกว่าตั้งแต่โดนจับตัวไปด้วยกัน คุณแม่จะหลงเสน่ห์เด็กนั่นน่าดูนะครับ” ลาภิณหลอกแม่ยิ้มๆ

“เวลาที่เราได้อยู่ใกล้ชิดกับคนจิตใจดี เราจะสัมผัสได้นะต้น มันจะมีความสุขใจแปลกๆ รู้สึกว่าโลกมันน่าอยู่ขึ้น จนเราอยากจะหาสิ่งดีๆหยิบยื่นให้กับเขา ถ้าต้นได้ใกล้ชิดกับเขาก็คงจะหลงเสน่ห์เหมือนกับแม่นั่นแหละ เอ๊ะ...หรือว่าหลงไปแล้วไม่รู้ตัว”

ชูจิตทำทีหยอกลูกขำๆ แต่ทำเอาปริมอกแทบระเบิดทำเป็นนึกได้ว่านัดเพื่อนไว้ลุกเดินออกไปทันที ลาภิณตกใจลุกตามไป หันมาบอกชูจิตว่า “เดี๋ยวผมมานะครับคุณแม่”

พอทั้งสองลุกไป ชูจิตก็เอามือถือมาโทร.ออก “ไงคะคุณเจี๊ยบ แปลงโฉมสาวน้อยของฉันไปถึงไหนแล้วคะ...งั้นอีกสักพักจะแวะไปรับ ขอบคุณมากค่ะ” วางสายแล้วก็ยิ้มอย่างอารมณ์ดีมีแผน...

ooooooo

ปริมอ่านแผนการของชูจิตออก แม้ลาภิณจะตามไปง้อให้ไปงานด้วยกัน เธอปฏิเสธด้วยเหตุผลว่ารับไม่ได้ถ้าต้องนั่งร่วมโต๊ะกับเจติยา

ลาภิณเข้าไปคุยคอนเซปต์งานกับแขกในห้องประชุมรอชูจิต ไม่นานชูจิตก็เข้ามาพร้อมเจติยา เขามองเธออึ้งกับภาพลักษณ์ใหม่ที่แต่งตัวน่ารักสมกับเป็นผู้หญิง ส่วนชูจิตก็แนะนำเจติยาแก่แขกที่มาร่วมงานว่าเป็นหลานสาว แล้วให้ไปนั่งข้างๆลาภิณ ซึ่งเขาก็เลื่อนเก้าอี้ให้อย่างสุภาพ

เจติยาเข้าร่วมงานอย่างงงๆที่ถูกชูจิตจับแต่งองค์ทรงเครื่องเสียจนตัวเองแทบก้าวขาไม่ออก ระหว่างขับรถไปส่งเธอที่บ้าน ลาภิณบอกว่าคุณแม่คงอยากขอบคุณเธอตามวิธีของท่าน เจติยาฝากเขาบอกชูจิตว่าเลิกงานแล้วจะซักเอาชุดไปคืน

“ไม่ต้องหรอก เธอเก็บไว้เถอะ เธอใส่แล้วสวยดี” ลาภิณชมเสียจนเจติยาเขินพูดไม่ออก เขาถามยิ้มๆ “เป็นอะไร ไม่เชื่อเหรอ เธอใส่แล้วน่ารักดีเหมือนกัน น่าจะแต่งตัวอย่างนี้ทุกวัน”

พอถึงหน้าบ้าน เจติยาลงจากรถอึ้งๆงงๆ ลาภิณเรียกไว้บอกว่าสร้อยซ่อมเสร็จแล้ว พอเธอยื่นมือจะรับ เขากลับโยนสร้อยขึ้นไปแล้วรับไว้ เจติยามองฉุนๆ เขาเลยยื่นให้ดีๆ

แต่พอเดินเข้าบ้าน ก็ชะงักเมื่อเห็นนวัชกับนิษฐารออยู่ นิษฐาแซวว่าไปไหนมาแต่งตัวหวานเชียว พอเธอบอกว่าไปงานกับชูจิตมา ก็ถูกเพื่อนจับพิรุธว่าไม่เห็นคุณชูจิตในรถ

“คุณท่านคุยกับเพื่อนติดลมก็เลยให้คุณลาภิณมาส่งก่อน” พูดแล้วขอไปเปลี่ยนชุดบ่นว่าคันไปหมดทั้งตัวแล้ว นวัชมองตามไปสีหน้าแสดงความหึงหวงอย่างชัดเจน

พอเข้าห้องนอน เจติยาก็ถูกนทีที่มาดักรออยู่ในห้องถามแซวว่าตกลงจะเลือกคนไหน แล้วสาธยายว่าตนชอบพี่หมวดกับลาภิณ แต่คนเมื่อเช้า ซึ่งหมายถึงพิสัย ก็เปย์ดีน่าสนเหมือนกัน

“เพ้อเจ้อ พี่หมวดกับฉันเหมือนเป็นพี่น้องกัน ส่วนคุณพิสัยเขามาคุยธุระ” ถูกนทีดักคอว่าแสดงว่าสนลาภิณกว่าเพื่อน ถูกพี่สาวปรามว่า “อย่าไปพูดพล่อยๆ ที่ไหนนะนที เขามีแฟนแล้ว แล้วเขาก็ไม่เคยจีบพี่ด้วย”

“แปลว่าถ้าไม่มีแฟน แล้วเขาจีบก็โอใช่ไหม?” นทีแหย่แล้ววิ่งออกไปเลย เจติยาถึงได้รู้ว่าถูกน้องจิ๊กเงินไปร้อยบาท บ่น “ไอ้น้องคนนี้นี่...” แล้ววิ่งตามไป

ooooooo

รุ่งขึ้น เจติยาเอาหนังสือพิมพ์ไปให้ชูจิตดู ถามว่าเห็นข่าวที่เขียนแซวตนกับลาภิณเรื่องไปกับคุณท่านเมื่อวานหรือยัง ชูจิตบอกว่าเห็นแล้ว อย่าคิดมาก

เจติยาไม่สบายใจเกรงจะมีปัญหากับปริม ชูจิตขอให้อดทนไว้ ตนต้องการให้เธอช่วยงานลาภิณต่อไปเพราะตอนนี้ตนไว้ใจเธอมากที่สุด ทั้งยังยอมรับว่าเมื่อก่อนตนอคติกับเธอแต่ตอนนี้พอจะมองเธอออกมากขึ้น เห็นเจติยาสบายใจขึ้น ชูจิตชมว่า

“เธอเองก็ทำงานที่นี่มาหลายปี แถมยังมีหุ้นของนิราลัยอีก ฉันเชื่อว่าเธอต้องผูกพันกับที่นี่บ้างล่ะ ถึงเรียนจบเธอก็คงไม่คิดจะไปทำงานที่อื่นใช่ไหม...คุณสารัชก็คงคิดแบบนี้เหมือนกันถึงได้ให้หุ้นเธอ แต่มีข้อแม้ว่าเธอต้องทำงานที่นิราลัย ตอนนี้ฉันเริ่มจะหายข้องใจแล้วล่ะว่าทำไมคุณสารัชถึงทำแบบนั้น”

“แต่คุณปริมเธอคงไม่พอใจมาก”

“เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก ขอให้เธอช่วยงานฉัน ก็พอ เธอก็เห็นแล้วว่าน้องชายฉันเป็นคนยังไง ถ้าเธอไม่อยู่ช่วยฉันอีกแรง ฉันกับต้นก็คงไม่เหลือใครที่ไว้ใจได้แล้วจริงๆ”

ฟังชูจิตแล้ว เจติยาก็ไม่อาจปฏิเสธได้อีก

งานนี้พิสัยอ่านเกมออก บอกปริมว่าชูจิตไม่อยากแตกหักกับเธอจึงดันเจติยาขึ้นมา ถ้าเธอทนไม่ได้ก็บอกลาไปเอง เตือนว่าช่วงนี้เธอต้องสงบเสงี่ยมหน่อย เธอยิ่งเหวี่ยงมากชูจิตก็ยิ่งระอา

ตอนที่ 7

เพราะเจติยาไม่ยอมขอพรจากกล่องรากบุญและไม่ยกให้ใคร ทำให้ปราณแค้นใจคิดหาเจ้าของกล่องรากบุญคนต่อไป ได้จังหวะขณะนทีเดินผ่านหน้าห้องทำให้กล่องเปล่งแสงดึงดูดนทีให้เข้ามาดู พอนทีเข้ามาปราณก็เข้าสิงทันที

นทีร่างแข็งทื่อตาไร้แวว ปราณยืนด้านหลัง ยิ้มเย็นชาขณะเอ่ย

“ที่จริงอย่างแกไม่คู่ควรกับกล่องรากบุญเลยแม้ แต่น้อย ความปรารถนาของแกก็มีแต่เรื่องโง่เขลา จิตใจก็อ่อนแอ  แต่ในเมื่อฉันไม่มีทางเลือก แกก็ต้องเป็นเจ้าของกล่องรากบุญคนต่อไปก่อน”

“พี่เจคงไม่ยอมหรอก” นทีพูดทั้งที่ตาค้างตัวแข็งทื่อ

“ก็ใช้ความตายของแกเป็นเครื่องต่อรองสิ เจติยารักแกมาก ถ้าแกจะต้องตายต่อหน้า เธอต้องเอ่ยปากยกกล่องรากบุญให้แกแน่นอน”

นทีถูกมนต์สะกดจากปราณ ท่อง “ใช้ความตายต่อรอง...ความตายต่อรอง...ความตายต่อรอง” เดินออกจากห้อง

“ถึงฉันทำร้ายเธอไม่ได้ แต่ฉันก็เปลี่ยนเจ้าของกล่องได้ ลาก่อนเจติยา” ปราณพึมพำอำมหิต

นวัช นิษฐา และมยุรีช่วยกันเก็บอุปกรณ์ขายข้าวแกงเข้าบ้าน มยุรีเห็นนทีเดินลงจากข้างบน ร้องบอกว่าแม่เก็บแกงเลียงไว้ให้ นทีเดินทื่อเข้าห้องครัวคว้ามีดพึมพำ “ใช้ความตายต่อรอง...เพื่อเป็นเจ้าของกล่อง”

นวัชเห็นท่าทางนทีผิดปกติถามว่าจะไปไหน บอกให้เอามีดให้ตนก่อน ถูกนทีผลักกระเด็นไปกระแทกกำแพงด้วยแรงมหาศาลจนจุก นทีเอามีดชี้หน้านิษฐากับมยุรี มองอย่างดุร้ายไม่ให้เข้าใกล้ตน

เวลาเดียวกันนั้น เจติยาอยู่กับเคมีที่สวนสนุก เธอคุยจนเคมีสบายใจแล้วบอกเธอว่า “ผมอยากไปจากที่นี่แล้ว” เจติยากอดส่งน้องด้วยความรัก เมื่อวิญญาณเคมีค่อยๆจางหายไป เธอยิ้มทั้งน้ำตา ถอนใจยาวแล้วจึงเดินกลับหงอยๆ

ส่วนที่บ้านสถานการณ์ตึงเครียด มยุรีตกใจถามนทีว่าเป็นอะไร จำแม่ไม่ได้หรือ นิษฐาก็ขอให้วางมีดก่อน จู่ๆนทีก็ปล่อยมีดหลุดมือ ทุกคนมองเขาเป็นจุดเดียว นทีถามงงๆว่า “มองผมทำไมครับ มีอะไรเหรอ”

ทุกคนงง ที่จู่ๆนทีก็มีสติขึ้นมา ส่วนนทีมองคนอื่นอย่างแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ปราณกลับเข้าไปในห้องนอนเจติยา เห็นเหรียญสีดำปรากฏขึ้นบนปากยักษ์อีกครั้ง ปราณขบกรามแน่นพึมพำอย่างเจ็บใจ “รอดไปอีกจนได้!”

ไม่มีใครรู้ว่านทีเป็นอะไร เมื่อเจติยากลับมารู้ เรื่องเข้า เธอถามว่านทีใช้ยาอะไรรึเปล่า นทีโกรธมาก หาว่าพี่สาวไม่เคยมองตนในแง่ดีเลย จนนวัชต้องรอมชอมว่าใครมาเห็นสิ่งที่นทีทำก็คงอดคิดไม่ได้หรอก

เมื่อทุกคนไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับนที และนทีเองก็ไม่รู้ตัว จึงเกิดเข้าใจผิดกัน นทีโมโหมากพูดประชดว่า

“เออๆ ผมมันเลว ขโมยของ ติดยา ฆ่าคน ฝีมือผมทั้งนั้นแหละ พอใจรึยังล่ะ” แล้วพรวดพราดขึ้นข้างบน

ooooooo

ชูจิตไปที่สำนักงานทนายปุ่น จึงรู้ว่าพิสัยยักยอกเงินของบริษัทไปมากมาย ถามว่าเมื่อไรเราจะเอาผิดกับพิสัยได้ ทนายปุ่นขอเวลาอีกสองสามวันให้ตนรวบรวมหลักฐานให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก่อน เตือนชูจิตว่า

“ช่วงนี้คุณจิตต้องระวังตัวให้มากๆนะครับ ถ้าคุณพิสัยรู้ว่าเรากำลังรวบรวมหลักฐานเล่นงานเขาอยู่  เขาอาจ จะทำอะไรที่เราคาดไม่ถึงก็ได้”

“คุณปุ่นคิดว่าเขาจะกล้าทำร้ายฉันเหรอคะ ฉันเป็นพี่สาวที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่เล็กแต่น้อยนะคะ”

“ผมพูดกันเอาไว้เท่านั้นแหละครับ”

ชูจิตนิ่งไป แต่ยังไม่เชื่อว่าพิสัยจะทำร้ายตนได้ลงคอ

ปองสะกดรอยชูจิตมาตลอด เห็นเธอเดินออกจากสำนักทนายความปุ่นก็แสยะยิ้ม โทร.รายงานพิสัยทันที เขาบอกให้ตามต่อไป ถ้ามีอะไรตนจะโทร.สั่งอีกที

ย้งอยู่กับพิสัย ถามว่าอย่างนี้แล้วเรามิติดคุกกันหมดหรือ ถามว่าตนพอจะช่วยอะไรเขาได้บ้างไหม เสนอพิสัยว่า

“ผมมีเพื่อนซี้มันชื่อเชิด เป็นมือปืน คนในวงการมือปืนไม่มีใครรู้จัก ถ้าคุณพิสัยสนใจ ผมพอจะติดต่อมันได้นะครับ”

แผนร้ายถูกกำหนดทันที พิสัยใช้ให้ปริมไปชวนลาภิณดินเนอร์ เพื่อกันเขาออกไปไม่ให้มาขัดขวางแผนการของตน เมื่อปริมออดอ้อนชวนเขาไปดินเนอร์สำเร็จ ก็โทร.บอกพิสัย

“งานที่คุณสั่งเรียบร้อยแล้วนะ นี่ตกลงคุณคิดจะทำอะไรกันแน่” พิสัยบอกให้เธอถ่วงลาภิณให้อยู่กับเธอนานที่สุด ปริมถามว่าวางแผนการชั่วร้ายอะไรอีก เขาปรามก่อนตัดสาย “ฉันสั่งอะไรก็ทำไปเถอะน่า!”

ooooooo

ทนายปุ่นถูกมือปืนเชิดอุ้มฆ่าอย่างง่ายดาย ส่วนย้งไปวางเพลิงเผาสำนักงานทนายปุ่นเพื่อทำลายหลักฐานการทุจริตของพิสัยที่ทนายปุ่นกำลังรวบรวม

พิสัยทำเป็นเพิ่งรู้ว่าไฟไหม้สำนักทนายความปุ่น เขามาหาชูจิตถามว่ารู้เรื่องหรือยัง ชูจิตบอกว่าเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เอง

“นี่ผมยังติดต่อคุณปุ่นไม่ได้เลย คุณปุ่นดูแลเรื่องสัญญาให้เราทั้งหมด ถ้าไฟไหม้เอกสารเรื่องใหญ่แน่ๆ ผมจะออกไปที่สำนักงานก่อน เผื่อจะกู้สัญญาอะไรไว้ได้บ้าง เดี๋ยวได้เรื่องยังไงแล้วผมจะโทร.มาหานะครับ” พูดแล้วผละไปอย่างรีบเร่ง

ชูจิตเรียกไว้กลัวพิสัยจะไปเจอเอกสารที่ทนายปุ่นรวบรวมการทุจริตของเขา บอกให้รอด้วยตนเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวเดียว พิสัยจึงลงไปรอข้างล่าง

พิสัยพาชูจิตออกนอกเส้นทาง อ้างว่าแถวนั้นผับเยอะรถติด เราไปทางอ้อมแต่ถึงเร็วกว่า ระหว่างนั้นชูจิตพยายามโทร.หาลาภิณ พอพิสัยรู้ก็กระชากโทรศัพท์ไปไม่ให้โทร.แล้วกดเซ็นทรัลล็อกรถทันที

“แกจะพาพี่ไปไหน” ชูจิตเอะใจ พิสัยพูดหน้าเครียดบอกให้นั่งเงียบๆ เดี๋ยวก็รู้เอง ทำให้ชูจิตรู้ว่าอันตรายมาถึงตัวแล้ว คิดหาทางแก้ปัญหาแต่ยังทำใจดีสู้เสือ หว่านล้อมให้พิสัยคิดถึงความผิดชอบชั่วดี อย่างไรเสียตนก็เลี้ยงดูเขามา

พิสัยโต้อย่างเจ็บใจว่าตนช่วยงานพี่และสารัชมาตลอด จึงควรมีส่วนในนิราลัยเหมือนกัน แต่กลับไม่มีแม้แต่หุ้นเดียว สู้ทวีกับเด็กล้างศพนั่นก็ยังไม่ได้ หาว่าทั้งพี่สาวและพี่เขยลำเอียง ไม่เคยคิดว่าตนเป็นน้องเป็นหลาน เห็นตนเป็นขี้ข้ารึไง

ชูจิตถามว่าเขาได้ไปไม่น้อยแล้ว ทั้งมรดกที่คุณพ่อคุณแม่ทิ้งไว้ให้ เงินเดือนจากนิราลัย รวมทั้งที่เขาทุจริตไปด้วย แล้วยังต้องการอะไรอีก พิสัยขอหุ้นครึ่งหนึ่งของนิราลัย ชูจิตให้ไม่ได้เพราะบริษัทเป็นของตระกูลบูรณิน

เมื่อชูจิตยืนกรานยกหุ้นให้ไม่ได้ พิสัยขู่ว่าถ้าอย่างนั้น เกิดอะไรขึ้นก็อย่าโทษตนก็แล้วกัน พูดอย่างเจ็บใจว่า

“โทษความลำเอียงของพี่เองเถอะ ที่ไอ้ทนายนั่นมันต้องตายก็เพราะพี่นั่นแหละ”

“นี่เธอฆ่าคุณปุ่นเหรอพิสัย!” ชูจิตตกใจสุดขีด หน้าซีดเผือด นึกไม่ถึงว่าน้องชายจะเหี้ยมถึงเพียงนี้

ooooooo

คืนเกิดเหตุ เป็นคืนเดียวกับที่นิษฐาได้รับแจ้งว่า กิ่งเด็กที่ทำงานในมูลนิธิบอกเพื่อนว่าจะไปทำงานต่างจังหวัดแล้วหายตัวไป เจติยาสอบเสร็จพอดีจึงไปเป็นเพื่อนนิษฐา ออกหาตามเบอร์และที่อยู่ที่กิ่งทิ้งไว้กับเพื่อน

แต่ไปถึงก็ค่ำแล้ว ถามก็ไม่มีใครรู้จักกิ่ง จนดึกจึงคิดจะหาที่พักก่อนพรุ่งนี้ค่อยออกหากันใหม่ การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของปราณตลอดเวลา!

ขณะเจติยาขับรถหาที่พักนั่นเอง จู่ๆเธอก็บังคับรถไม่ได้ รถพุ่งไปข้างหน้าอย่างเร็ว เกือบประสานงากับรถของชูจิตที่ขับสวนมา รถส่ายน่ากลัวเพราะชูจิตแย่งพวงมาลัยกับพิสัย ขณะที่รถกำลังจะพุ่งประสานงากันนั่นเอง จู่ๆรถของเจติยาก็หยุดกึกและรถของชูจิตก็หักหลบไปได้หวุดหวิด นาทีนั้น เจติยาเห็นชูจิตในรถคันนั้นแต่ไม่เห็นคนขับที่กำลังยื้อยุดกันอยู่

เจติยาบอกให้นิษฐาขับตามรถคันนั้นไป พลางก็โทรศัพท์บอกนวัชว่าเห็นชูจิตในรถและมีการต่อสู้กันอยู่ นวัชให้เธอตามไปแต่ให้ระวังตัวด้วย ตนจะสั่งตำรวจให้สกัดรถคันนั้น

สองสาวตามไปไม่นาน รถของชูจิตก็จอดเพื่อเปลี่ยนรถ เจติยากับนิษฐาเดินไปดูใกล้ๆ ลูกน้องของพิสัยได้ยินเสียง มันตรงมาหา ทั้งสองวิ่งหนี เจติยาสะดุดเท้าแพลง จึงให้นิษฐารีบกลับไปหาคนมาช่วย ส่วนตนจะล่อพวกมันไปอีกทางหนึ่ง ระหว่างนั้นคนที่เป็นหัวหน้าเดินมาดู เจติยาตะลึงงันเมื่อเห็นเป็นพิสัย!

เจติยาถูกจับตัวไปกักไว้ที่บ้านพักชายทะเลกับชูจิต ทีแรกชูจิตก็ยังทิฐิไม่ยอมพูดด้วย เจติยาพยายามดูแลช่วยเหลือและพูดให้ทำใจดีๆ หว่านล้อมให้กินข้าวจะได้มีแรงเตรียมรับสถานการณ์ จนในที่สุดชูจิตยอมญาติดีด้วย

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น ลาภิณรู้สึกผิดปกติที่แม่ยังไม่ลงมา ถามคนใช้ก็รู้แต่เพียงว่าเมื่อคืนพิสัยมาและกลับไป แต่พอตนเอายาก่อนนอนขึ้นไปให้ก็ไม่เห็นชูจิต แล้ว สงสัยจะออกไปกับพิสัยตั้งแต่เมื่อคืน

ขณะนั้นเอง ลาภิณก็ได้รับโทรศัพท์จากนิษฐาเล่าเหตุการณ์ที่พบเห็นให้ฟัง ลาภิณเครียดหนักจับต้นชนปลายไม่ถูก

ส่วนพิสัยกลับไปทำงานที่บริษัทตามปกติ ขณะประชุมถูกหมวดนวัชไปสอบปากคำ ก็ทำเป็นตกใจปฏิเสธว่าตนไม่รู้เรื่องเลย ยอมรับว่าเมื่อคืนมาหาชูจิตจริงแต่ ไม่ได้ออกไปด้วยกัน

พิสัยเตรียมทางหนีทีไล่ไว้แล้ว กอปรกับความเจ้าเล่ห์ และหัวหมอ จึงไม่มีใครกล้ายืนยันว่าชูจิตออกไปกับเขา และที่เจติยาเห็นชูจิตต่อสู้กับใครในรถก็ไม่ใช่ตน เมื่อไม่มีใครจับได้ไล่ทัน พิสัยแว้งเล่นงานลาภิณหาว่ามีอคติกับตน ส่วนปริมก็กลบเกลื่อน เร่งให้รีบออกไปตามหาชูจิตกัน

แต่เมื่ออยู่ตามลำพังกับพิสัยในห้องทำงานของเขา ปริมถามว่าทั้งหมดนี้เป็นฝีมือเขาใช่ไหม คิดว่าตนรู้ไม่ทันหรือ ถูกพิสัยบีบปากให้หยุด มิฉะนั้นตนจะเข้าไปอยู่ในคุกและเธอก็จะได้เป็นนางเอกหนังโป๊สมใจ แค่นี้ปริมก็ หุบปากเงียบแล้ว

ใช้ไม้ตายขู่ปริมจนไม่กล้าหือแล้ว พิสัยย้ำงานที่มอบให้เธอทำ หวังว่าคงไม่ต้องบอกว่าให้ทำอะไรบ้าง

งานนั้นคือ ให้เธอเข้าไปค้นหาของบางอย่างในห้องชูจิต แต่ปริมหาไม่เจอ

ooooooo

คืนนี้ ย้งกับปองและลูกน้องพิสัย เฝ้าอยู่หน้า บ้านพักริมทะเลที่ขังชูจิตกับเจติยาไว้ พวกมันกินดื่มกันจนเมา ร้องรำทำเพลงกันอึกทึก โดยไม่รู้ว่าหายนะกำลังมาเยือน

ขณะพวกมันกำลังเมาๆกันนั้น ปราณเดินมาที่หน้าบ้าน ย้งเห็นอะไรไวๆถามว่านั่นใคร ทุกคนหันมอง ปราณเดินเข้าไปในบ้านพักหน้าตาเฉย ย้งลุกไปขวางตะคอกถาม

“เฮ้ย...มึงจะลองดีกับกูเรอะ” ปราณเพียงจ้องหน้าเท่านั้น ย้งก็ทรุดลงไปกับพื้นหลับสนิทไปทันที

“เอ็งทำอะไรไอ้ย้งวะ...” ปองตวาดชักปืนออกมา “ตายซะเถอะมึง”

ปราณหันจ้องปองและคนอื่นๆ พริบตาเดียวพวกมันทั้งหมดก็ล้มทั้งยืน ถูกสะกดจิตนอนระเนระนาดกันหมด ปราณมองพวกมัน แสยะยิ้มอย่างสมเพช เดินไปในบ้านพักที่ขังเจติยาและชูจิตไว้ ประกายตาเจ้าเล่ห์...

เจติยาตกใจที่เห็นปราณเข้ามา พยายามปลุกชูจิต ปราณบอกว่าไม่ตื่นหรอกเพราะตนอยากคุยกับเธอ...เจติยา สองคนเท่านั้น เจติยาตกใจที่ปราณรู้ชื่อตน ถามว่า “คุณคือใครกันแน่”

“ฉันชื่อปราณ เธอรู้แค่นั้นก็พอ ฉันมีข้อเสนอให้ เธอ ถ้าเธอตกลงฉันจะช่วยเธอกับชูจิตออกไปจากที่นี่แล้วจัดการส่งพิสัยเข้าคุก มันจะไม่มีโอกาสกลับมารบกวนเธอกับชูจิตอีกเลย สนใจไหมล่ะ” แต่ปราณก็มีข้อแม้ว่า “ฉันต้องการกล่องรากบุญเป็นข้อแลกเปลี่ยน”

ปราณเร่งรัดให้เจติยาตอบว่าตกลงหรือไม่ ถ้าตกลงก็ให้เธอสละกล่องแล้วให้กล่องเลือกเจ้าของคนใหม่ด้วยตัวเอง

เจติยาไม่ตกลง กลัวเจ้าของคนใหม่จะเอาไปทำเรื่องไม่ดี ตนเลือกที่จะทำลายกล่องรากบุญดีกว่า ถูกปราณขู่ว่าถ้าเลือกวิธีนี้ เธอกับชูจิตอาจถูกพิสัยฆ่าปิดปากก็ได้ เจติยามั่นใจว่าตนเอาตัวรอดได้ ดีกว่าให้กล่องรากบุญตกไปอยู่ในมือของคนที่อันตราย ปราณโมโหมาก เมื่อหว่านล้อมไม่ได้ผลเลยขู่ก่อนหายตัวไปว่า “แล้วเธอจะเสียใจ!”

เจติยากลัวหน้าซีดเผือดเพราะไม่รู้ว่าตนกำลังเผชิญกับอะไร สิ่งเดียวที่รู้คือ คนนี้ชื่อปราณ...

ooooooo

เมื่อย้งกับปองได้ข่าวว่าตำรวจมาสืบและค้นหาชูจิตกับเจติยาในบริเวณที่เกิดเหตุ มันกลัวติดคุก คบคิดกันหนีแต่เอาตัวชูจิตกับเจติยาไปด้วยเผื่อเข้าตาจนจะได้เอาเป็นตัวประกัน

เจติยาได้ยินมันวางแผนหนีกัน จึงทำแก้วแตกเอาเศษแก้วซ่อนไว้ บอกชูจิตว่า พวกมันต้องพาเราหนีไปทางทะเลแน่เพราะถ้าไปทางถนนต้องเจอด่านตรวจ เราต้องเตรียมหนีตอนนี้เพราะต่อไปคงไม่มีโอกาสอีกแล้ว

ปรากฏว่ามันพาทั้งสองหนีไปทางทะเลจริงๆ โดยทั้งสองถูกมัดมือไว้ เจติยาจับตาดูการเคลื่อนไหวของมันพลางใช้เศษแก้วตัดเชือก พอจังหวะเหมาะเธอเข้าแย่งปืนที่เอวด้านหลังของปอง หลับตายิงมั่วๆ พอพวกมันกระโดดหลบ เธอกับชูจิตก็กระโดดลงทะเล ว่ายน้ำเข้าฝั่ง โชคดีที่เรืออยู่ไม่ไกลฝั่งนักจึงรอดหวุดหวิด

ที่ชายหาดนี่เอง เจติยาเจอศพของกิ่ง เด็กมูลนิธิที่เธอกับนิษฐามาตามหา พอเดินเข้าใกล้ ศพคว้าแขนเจติยาผงกหัวขึ้นพูด

“บอกความจริง...”

เจติยาผวาเฮือกที่เจอศพขอความช่วยเหลือ ทั้งที่ตัวเองก็แทบเอาตัวไม่รอด...

ค่ำวันเดียวกันนี้ พิสัยมาเจอปองที่ชายหาด ปองถูกตบหน้าหัน ด่าว่าแค่ผู้หญิงสองคนก็ยังเอาไม่อยู่ พอดีย้งกับลูกน้องเข้ามารายงานว่า มีคนเห็นผู้หญิงสองคนลักษณะ คล้ายสองคนนั้นโบกรถขนมะพร้าวเข้าตัวเมืองเมื่อเย็นนี้

“พวกมันไปถึงตัวเมืองเมื่อไหร่ ได้พาตำรวจมาลากคอพวกมึงแน่” พิสัยตะคอก สั่งให้ไปดัก ถ้าเจอตัว เมื่อไหร่! พิสัยพูดทิ้งไว้แค่นั้นแต่ทำหน้าเหี้ยมแทน

ปราณยืนดูด้วยความพอใจความเหี้ยมของพิสัย เห็นว่าคนแบบนี้แหละที่สมควรจะเป็นเจ้าของกล่องรากบุญ!

ooooooo

เจติยากับชูจิตมาถึงตัวเมืองอย่างอ่อนล้า ชูจิตจะรีบไปแจ้งความตำรวจ แต่เจติยาได้รับสัญญาณบางอย่าง เธอบอกว่ามีธุระด่วนกว่าที่ต้องไปทำธุระนั้นคือ กิ่งกระซิบบอกเธอให้ไปช่วยหญิงสาวอีกสองคนในห้องพักอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง เจติยาตรงไปเคาะประตูห้องพัก มีชายท่าทางดีมีฐานะเปิดประตูออกมาถามว่ามาหาใคร เจติยาบอกว่ามาหาศรกับไหม

ชายคนนั้นผงะเล็กน้อยปฏิเสธว่าไม่มีคนชื่อนี้ เธอมาผิดห้องแล้ว แต่แล้วก็ตกใจหน้าเผือดเมื่อเจติยาจ้องหน้าบอกว่า

“ศรกับไหมคือเด็กที่ถูกหลอกมาขายบริการให้คุณไงล่ะ จริงๆยังมีกิ่งอีกคนแต่คุณฆ่าเธอไปแล้ว”

“แกเป็นใคร แกต้องการอะไร” ชายคนนั้นถามลนลาน

ในที่สุดเจติยาก็เจอศรกับไหมถูกมัดขังในห้องน้ำสภาพถูกซ้อมบอบช้ำหนัก เมื่อจนตรอกชายคนนั้นก็พุ่งเข้าบีบคอเจติยากะเอาให้ตาย ชูจิตเห็นดังนั้นคว้าไม้ กอล์ฟหลับหูหลับตาฟาดหัวจนมันหมดสติ เจติยาสำลักอากาศไอโขลกๆ

ตำรวจจับชายคนนั้นไปโรงพักช่วยไหมกับศรได้หวุดหวิด กิ่งมาขอบคุณเจติยาก่อนหายตัวไป ชูจิตมองเจติยางงๆ ถามว่าเธอคุยกับใคร เจติยาบอกว่าไม่มี ตนบ่นคนเดียวไปเรื่อยเปื่อย ชูจิตไม่เชื่อ ถามว่าเธอเลี้ยงกุมารทองไว้หรือ เจติยาเงียบ

“เธอนี่มีลับลมคมในเสียเหลือเกินนะ ทั้งเรื่องที่มาช่วยคนที่นี่ แล้วยังรู้อีกว่าใครเป็นฆาตกร” เจติยาบอกว่าเรื่องยาวพูดยากแล้วจะเล่าให้ฟัง “ฉันก็ไม่ได้อยากรู้นักหรอก แล้วเราจะไปให้ปากคำต่อที่โรงพักได้รึยัง หรือว่ามีธุระต้องไปช่วยใครที่ไหนต่ออีกไม่ทราบ”

“ไปได้แล้วค่ะ เออ...แล้วท่านจะบอกตำรวจไหมคะว่าคุณพิสัยอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด”

ชูจิตหน้าเจื่อนไม่กล้าตอบ เพราะถึงอย่างไรพิสัยก็คือน้องชายตัวเอง

ooooooo

เมื่อไปแจ้งความที่โรงพัก ชูจิตไม่บอกว่าสงสัยใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ เมื่อเจติยาถามก็ตอบเลี่ยงไปว่า ไว้รอบอกกับสารวัตรจะได้ไม่ต้องพูดหลายที เจติยาระแวง ถามแทงใจดำว่า

“คุณท่านคงไม่รักน้องจนยอมปล่อยให้เรื่องนี้เงียบไปหรอกนะคะ”

ทันใดนั้น พิสัยผลักประตูเข้ามา เจติยาลุกขึ้นเอาตัวบังชูจิตไว้อย่างปกป้อง เขาเหล่เจติยา บอกว่าตนต้องการคุยกับพี่สาวเท่านั้น ชูจิตพยักหน้า เจติยาจึงเลี่ยงไป

พิสัยตรงเข้าคุกเข่ากราบแทบเท้าชูจิต ขอบคุณที่เมตตาไม่บอกใครว่าเป็นฝีมือตน เขาออดอ้อนว่าตนไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายพี่ ที่ทำไปก็แค่อยากได้หุ้นบริษัทนิราลัยเท่านั้น แล้วปั้นหน้าเศร้าบีบน้ำตาว่า

“พี่เล่าความจริงให้ตำรวจฟังเถอะครับ ถ้าผมทนรับความผิดไม่ไหว ผมก็คงได้ไปอยู่กับคุณพ่อคุณแม่เร็วขึ้นเท่านั้น”

ชูจิตตกใจมาก บอกเจติยาให้ออกไปก่อน ตนขอคุยกับน้องตามลำพัง เจติยาออกไปด้วยความรู้สึกว่าชูจิตเสร็จพิสัยแน่

เช้าวันรุ่งขึ้น ลาภิณบ่นกับแม่ว่าเสียดายที่ไม่รู้ว่าพวกมันเป็นใคร จะได้ลากเข้าตะรางให้หมด ชูจิตพูดอย่างไม่ทุกข์ร้อนว่า ก็เป็นแค่พวกเรียกค่าไถ่ธรรมดา แต่ช่างเถอะไม่มีใครเป็นอะไรก็ดีแล้ว ชูจิตเรียกเจติยาตามตนขึ้นไปที่ห้องนอน เอาสร้อยทองคำขาวมีจี้เพชรเล็กๆมอบให้แทนคำขอบคุณที่เธอช่วยตนไว้

“คุณท่านก็ช่วยชีวิตหนูไว้เหมือนกัน ถือว่าหายกันเถอะค่ะ ส่วนสร้อยหนูคงรับไว้ไม่ได้ เพราะมันมีค่ามากเกินไป”

“เธอนี่ยังไงนะ ผู้ใหญ่ให้ของก็รับไปเถอะ แล้วมันก็ไม่ใช่ของแพงอะไรนักหนาหรอก”

ชูจิตพูดจนเจติยาต้องรับไว้ แต่ถามเรื่องที่เธอไม่ยอมบอกตำรวจเรื่องพิสัย ชูจิตชี้แจงว่า เจติยาไม่เคยมีลูกคงไม่เข้าใจความรู้สึกนี้ เพราะตนรักพิสัยเหมือนลูกคนหนึ่ง ถึงเขาทำเรื่องไม่ดีขนาดไหนตนก็ทำเขาไม่ลง

เจติยาบอกว่า ตนเข้าใจได้เพราะเห็นตัวอย่างแบบนี้ที่บ้านทุกวันอยู่แล้ว เมื่อเธอลากลับ ชูจิตเรียกไว้ทั้งชมทั้งติว่า

“เธอนี่อะไรก็ดีอยู่หรอกนะ เสียแต่หัวรั้นไปหน่อย แล้วก็ชอบทำตัวมีลับลมคมในเสียเรื่อย แต่ฉันก็ยังคาใจไม่หายว่า ทำไมคุณสารัชถึงให้หุ้นกับเธอ ถึงคราวนี้เธอจะช่วยฉันไว้ แต่เรื่องนั้นมันยังไม่จบหรอกนะ...ออกไปได้แล้ว”

เจติยาเซ็งไปถนัด เดินออกไปพลางถอนใจยาว...

ooooooo

เมื่อพิสัยกะล่อนเอาตัวรอดได้แล้ว ก็ไปพบย้งกับปอง สั่งให้ทั้งสองหลบไปกบดานสักพัก โทษทั้งสองว่าทำพลาดจนตนต้องกราบแทบเท้าขอโทษชูจิตและยอมลาออกจากบริษัทนิราลัย

พอย้งกับปองออกไป พิสัยหันกลับก็ผงะเมื่อเห็นปราณยืนอยู่ข้างหลังถามว่าเป็นใคร เข้ามาในห้องตนได้ยังไง ปราณยิ้ม เดินเข้าหาพิสัย มองเขาแต่หัวจดเท้า เอ่ยลอยๆ

“เต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ทะยานอยากไม่สิ้นสุดแถม ยังโหดเหี้ยมอำมหิตอีก คนอย่างแกมันช่างเหมาะสมจริงๆ” พิสัยไม่พอใจชักปืนจะยิง แต่มือที่ถือปืนกลับหันใส่ตัวเองจนต้องใช้มืออีกข้างจับไว้ ปราณหัวเราะขำๆเดินไปดึง ปืนจากมือเขา บอกพิสัยว่าไม่จำเป็นต้องรู้ว่าตนเป็นใคร แต่ถ้ายอมช่วย ตนก็จะให้เป็นเจ้าของกล่องรากบุญคนใหม่ พิสัยงง ถามกลัวๆแหยงๆว่า “กล่องรากบุญ...พูดเรื่องอะไรของแก?”

ooooooo

วันรุ่งขึ้น เจติยาใส่สร้อยเส้นนั้นไปทำงาน ปริมเห็นเข้าจำได้ว่าเป็นสร้อยที่ชูจิตรักมากเพราะสารัชซื้อให้เป็นเส้นแรก หาว่าเจติยาขโมยมา ตรงเข้าแย่ง เจติยาไม่ยอมให้บอกว่าถ้าอยากได้ก็ไปขอจากคุณท่านก่อน

ปริมยื้อแย่งจนเล็บจิกเข้าที่คอเจติยากระชากสร้อยจนขาด เอาไปฟ้องชูจิต ปรากฏว่าชูจิตเอาสร้อยให้ลาภิณไปซ่อมและเอาไปคืนให้เจติยาเพราะตนให้เธอไปแล้วไม่อยากคืนคำ

ปริมรับไม่ได้ ถามว่าทำไมถึงให้สร้อยเส้นนี้เจติยาทั้งที่เป็นสร้อยที่รักมาก ตนเคยขอและขอซื้อด้วยซ้ำยังไม่ยอมขาย

“ก็เจติยาเขาช่วยชีวิตแม่เอาไว้ แม่ก็เลยอยากให้ของตอบแทน ให้มากกว่านี้เขาก็ไม่มีทางรับหรอกต้นก็น่าจะรู้ดี”

ลาภิณเห็นด้วย พูดอย่างไม่สบายใจนักว่า “ปริมน่าจะมาถามคุณแม่ก่อน ไปมีเรื่องกับพนักงานแบบนี้ น่าอายจะตายไป” ปริมย้อนถามว่า ถ้าพนักงานคนนั้นไม่ใช่เจติยาเขาจะว่าตนแบบนี้หรือเปล่า “เอาอีกแล้วนะ ปริม” ลาภิณถอนใจ

พอลาภิณออกไป ปริมก็ลากลับอย่างหงุดหงิด ชูจิตพูดตามหลังลอยๆว่า

“ถึงรูปจะถูกทำลายไปหมดแล้ว แต่ก็ใช่ว่าเรื่องไม่เคยเกิดขึ้นหรอกนะ” ปริมตกใจมาก ทำไก๋ถามว่าคุณแม่พูดเรื่องอะไร “ช่างเถอะ จะรีบกลับไม่ใช่เหรอ” พูดแล้วก้มหน้าทำงานต่อ ปริมเดินหน้าซีดเผือดออกไปอย่างเร็ว

ลาภิณไปที่ห้องแต่งศพ บอกเจติยาว่าคุณแม่ให้เอาสร้อยไปซ่อม เสร็จแล้วจะเอามาคืน เจติยาฝากเอาไปให้คุณท่านเลย ตนไม่อยากมีปัญหากับปริมอีก ลาภิณจึงขอโทษเธอแทนปริม แต่เรื่องสร้อยคุณแม่ยืนยันให้เธอเก็บไว้ ถือว่าเป็นสินน้ำใจ

“โอ้โห ของสำคัญขนาดนี้ ไหงคุณชูจิตถึงมายก ให้พี่เจล่ะ หรือว่าอยากบอกอะไรรึเปล่า?” โอ้เอ้ปากเปราะ ถูกลุงทวีปรามเลยเดินหนี แต่เจติยาเองก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมชูจิตให้ความสำคัญกับตนถึงเพียงนี้...

ooooooo

หลังจากปราณทั้งหลอกทั้งล่อจนพิสัยยอมที่จะรับเป็นเจ้าของกล่องรากบุญคนต่อไปแล้ว พิสัยก็ส่งคนของตนบุกไปเอากล่องรากบุญที่ห้องเจติยา เธอกลับมาเจอวิ่งตามไป เห็นมันเอากล่องรากบุญให้ปราณ เธอบอกให้เอาคืนมาเดี๋ยวนี้!

“คุณขโมยกล่องไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก เจ้าของกล่องมีได้คนเดียวเท่านั้น แล้วกล่องจะเปลี่ยนมือได้ก็ต่อเมื่อฉันเอ่ยปากสละมัน หรือไม่ก็ยกให้คนอื่น ซึ่งฉันจะไม่ยอมทำทั้งสองอย่าง” เจติยายืนยัน

“ยังมีอย่างที่สามเจติยา ถ้าเธอตาย กล่องก็จะเป็นอิสระ”

“ฉันรู้ แต่คงมีเหตุผลบางอย่างที่คุณไม่ฆ่าฉัน ไม่งั้น คุณคงทำไปแล้วล่ะ ไม่เลือกที่จะขโมยมันหรอก”

“ฉันเสียดายเธอจริงๆเจติยา เธอแตกต่างจากเจ้าของกล่องทุกคนที่ผ่านมา แต่มีสิ่งที่เธอพูดผิดอยู่อย่างนะ ฉันไม่ได้ขโมย เพราะฉันเป็นเจ้าของกล่องอยู่เสมอ” เจติยา ไม่เชื่อ ถามว่าถ้าเขาเป็นเจ้าของทำไมต้องมาขโมย “เพราะ ฉันต้องการจะบอกเธอน่ะสิ ว่าถ้าเธอยังดื้อร้ันไม่ยอมสละความเป็นเจ้าของกล่อง...คนใกล้ตัวเธอทุกคนจะต้องเดือดร้อน เหมือนที่แม่กับน้องเธอโดนวันนี้”

“ฉันไม่มีวันให้กล่องกับแกเด็ดขาด!” เจติยาฮึดสู้ เข้าไปแย่งกล่องจากมือปราณ ยื้อกันไปมาจนมือของปราณแดงก่ำร้องอย่างเจ็บปวดต้องปล่อยกล่อง เจติยาหงายผลึ่งมือยังกอดกล่องไว้แน่น แต่พอเงยหน้าอีกทีปราณก็หายไปแล้ว เธอได้แต่แปลกใจกับการปรากฏตัวของปราณ ผู้ที่เธอรู้จักแต่ชื่อเขาเท่านั้น...

ooooooo

ตอนที่ 6

เย็นนี้ นิษฐามาซื้อยำสามกรอบและแกงอื่นจากร้านมยุรี ถูกนทีแซวว่าเมื่อเช้าเห็นนั่งรถหรูคันเบ้อเริ่มไปกับแฟน ทำไมซื้อกับข้าวไปนิดเดียว นิษฐาบอกว่าไม่ใช่แฟนแต่เป็นคนที่ตนพาไปดูงานมูลนิธิต่างหาก พูดแบบนี้ตนเสียหายหมด

ระหว่างนั้นมีสายตาลึกลับคู่หนึ่งจ้องเขม็งมา ที่นิษฐาแต่เธอไม่รู้ตัว คืนนี้เองเจติยาก็ได้รับโทรศัพท์จากแม่ของนิษฐา บอกเธอยังไม่กลับบ้าน มยุรีบอกว่าตอนเย็นยังมาซื้อกับข้าวที่ร้านเลย เจติยาเริ่มสังหรณ์ใจว่าอาจเกิดอะไรกับนิษฐา

เจติยาลงไปรับโทรศัพท์ ที่ห้องโถง จึงไม่รู้ว่ากล่องรากบุญในห้องนอนสั่นเหมือนถูกเขย่า มีเสียงหัวเราะลึกลับดังออกมาเหมือนจะเยาะเย้ยผู้ที่กล้าขัดขืนความ ต้องการของกล่อง!

ด้วยความเป็นห่วงเพื่อน เจติยาโทร.บอกนวัช ครู่เดียวก็ไปหาเขาที่โรงพักถามว่าได้เรื่องไหม หมวดบอกว่าลูกน้องเพิ่งรายงานมาว่าพบศพผู้หญิงที่ย่านรังสิตเมื่อชั่วโมงที่ แล้วชื่อนิตยา ที่น่าสังเกตคือมีเขียนเลข 1 ไทยบนศพด้วย

“เลขหนึ่ง ศพก่อนเป็นศพที่สี่ แล้วทำไมมันถึงย้อนมาที่หนึ่งอีกล่ะ” หมวดนวัชพึมพำงงๆ ตำรวจจึงเอารูปมาให้ดู เจติยามองรูปถึงกับผงะ พริบตาเดียวเธอก็เห็นภาพนิมิต เห็นนิษฐาถูกจับมัดมือมัดเท้าดิ้นทุรนทุรายอยู่ที่พื้น มีชายคนหนึ่งถือกริชเปื้อนเลือดเงื้อขึ้นสุดแขนท่ามกลางเสียงร้องอย่าง ตระหนกสุดขีดของนิษฐา

“อย่าทำฉัน...ฉันกลัวแล้ว...ช่วยด้วย...ช่วยด้วย!!”

แต่กริชเล่มนั้นก็ยังปักลงอย่างแรง!!

“ฐา!” เจติยาร้องสุดเสียง นวัชตกใจถามว่าเป็นอะไร เธอเล่าปากคอสั่นว่า “ฐา...ฐาถูกฆาตกรโรคจิตจับตัวไป พี่หมวด พี่ต้องไปช่วยฐานะคะ...” พลันเธอก็ปวดหัวอย่างรุนแรง ร้องลั่นแล้วก้มหน้ากุมหัว ปวดจนพูดไม่ออก

วัน นี้เป็นวันที่ห้องแต่งศพมีงานเข้ามากมาย จนลาภิณต้องมาช่วย เขาถามว่าแล้วเจติยาหายไปไหน ลุงทวีเล่าเรื่องนิษฐาหายตัวไปและเจติยาก็ออกตามหาเพื่อนทั้งคืนแต่ไม่เจอ เมื่อเช้าโทร.มาบอกว่าไข้ขึ้นลุกไม่ไหว ขอลาหนึ่งวัน”

ลาภิณฟังแล้วเป็นห่วงทั้งเจติยาและนิษฐา

ooooooo

นที ไปซื้อยามาให้เจติยา เขายืนมองพี่สาวห่างๆ เห็นนอนกระสับกระส่ายเหมือนกำลังฝันร้าย ขณะนั้นเองเจติยาก็ได้ยินเสียงของปราณปีศาจร้ายในกล่องรากบุญดังออกมาว่า

“ขอพรสิเจติยา ถ้าเธออยากช่วยนิษฐาก็จงขอพรมา กล่องรากบุญจะบันดาลให้เธอทุกอย่าง ขอพรมา...”

พอ สะดุ้งตื่น เธอเป็นห่วงนิษฐาจนทนไม่ได้ ลุกออกจากบ้านไปทั้งที่ยังมีไข้ มยุรีบอกให้พักผ่อนก่อนเพราะได้ข่าวว่าทางตำรวจจับตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้ว เธอวิ่งอ้าวออกไปอย่างอยากรู้ว่ามันคือใคร

ไปถึงโรงพักเห็นนวัชกำลัง สอบปากคำพีระเดชอยู่ เขาปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นกับการหายตัวไปของนิษฐา นวัชเอาหลักฐานมาให้ดูว่า การฆ่าแบบนี้เป็นศพที่ห้าแล้ว และทุกคนที่เป็นศพล้วนเคยไปงานสัมมนาของเขามาแล้วทั้งนั้น ฉะนั้นสารภาพมาเสียดีๆดีกว่า

“นั่นมันฆาตกรโรคจิตแล้วครับหมวด เอาจิตแพทย์มาตรวจผมก็ได้ ผมไม่ได้ทำจริงๆ” พีระเดชทั้งขำทั้งเคือง

เมื่อ นวัชออกมาเจอเจติยานั่งรออยู่ ขณะหยุดคุย กันนั้น ตำรวจคุมตัวพีระเดชผ่านไป เจติยาได้ยินพีระเดชพูดอย่างหัวเสียว่า “คนอย่างผมจะไปฆ่าใครได้ แล้วผม ก็ไม่ใช่พวกคลั่งไสยศาสตร์ด้วย ถึงต้องฆ่าด้วยวิธีพิสดาร แบบนั้น”

“เดี๋ยวค่ะ...แล้วคุณรู้ได้ไงว่าคนฆ่าเป็นพวกคลั่งไสยศาสตร์” เจติยาถามอย่างเอะใจ

“ก็ ไอ้ตัวเลขไทยที่ใช้มีดเขียนบนศพนั่นไงครับ มันไม่ใช่ตัวเลขปกติ แต่เป็นสัญลักษณ์แทนดวงดาว อย่างเลขสี่ก็แทนดาวพุธ เลขหนึ่งก็แทนดวงอาทิตย์ ฆาตกรทำแบบนี้ก็เพื่อที่จะบูชายัญตามความเชื่อของมัน” พีระเดชอธิบายคล่องมาก บอกว่าเพราะตนศึกษาเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว

เจติยาถามว่า แบบนี้แสดงว่าฆาตกรที่จับนิษฐาไปเพื่อบูชายัญหรือ เขาบอกว่าน่าจะใช่

“ฆาตกรจะทำพิธีเมื่อไหร่คุณบอกได้ไหม แล้วตอนนี้ฐายังปลอดภัยอยู่หรือเปล่า”

พี ระเดชอึกอักบอกว่าตนไม่รู้ละเอียดขนาดนั้น พริบตานั้นเจติยาก็เห็นภาพนิมิต เห็นนิษฐาถูกมัดมือมัดปากมัดเท้าอยู่ที่พื้นห้อง ที่พื้นห้องเขียนอักขระยันต์ไว้ ชายคนหนึ่งเดินเข้าหานิษฐาพร้อมกริชในมือ มันชูกริชขึ้นก่อนแทงลงไปสุดแรง

ในภาพนิมิตนั้น เจติยาเห็นนิษฐาดิ้นทุรนทุรายอย่างเจ็บปวดและหวาดกลัวสุดชีวิต...เธอเองถึง กับช็อก จนนวัชต้องรีบประคองพาไปนั่ง เขาจะพาไปหาหมอ เธอปฏิเสธ

“ไม่ค่ะ...พาเจกลับบ้าน เหลือเวลาไม่มากแล้ว เจต้องรีบช่วยฐา ทุกอย่างต้องกลับไปแก้ที่ต้นเหตุของมัน”

ooooooo

กลับถึงห้องนอน เจติยาเห็นกล่องรากบุญเปล่งแสงออกมาเหมือนเร่งให้เธอขอพร เธอมองกล่อง พูดอย่างเจ็บใจ

“ทุกอย่างเป็นฝีมือของแกเพื่อบีบให้ฉันขอพร แกชนะแล้ว บอกมาเดี๋ยวนี้เลยว่าฐาอยู่ไหน”

แล้วเธอก็เห็นภาพนิมิตว่านิษฐาอยู่ในโรงงานร้าง เธอวิ่งออกไปทันที

ที่ โรงงานร้าง กำลังมีพิธีทางไสยศาสตร์ นิษฐาถูกมัดมือมัดเท้ามัดปากนอนอยู่บนพื้นที่มีอักขระยันต์ ชายคนทำพิธีทำปากขมุบขมิบหยิบกริชชูขึ้นเหนือหัวเตรียมปักลงมาที่นิษฐา

ทันใดนั้นประตูโรงงานร้างถูกกระแทกเปิดออก หมวดนวัชกับตำรวจกรูกันเข้าไป

“หยุด เดี๋ยวนี้นะ อย่าขยับ ไม่งั้นฉันยิงแกทิ้งแน่” หมวดตะโกน แต่ชายคนนั้นไม่ยอมหยุด นวัชตัดสินใจยิงที่หัวไหล่เขาแล้วรีบเข้าไปช่วยนิษฐา

เจติยากับพีระเดชวิ่งเข้ามา พีระเดชวิ่งไปดูหน้าฆาตกรทันที พอเห็นหน้าชัดๆ เขาอุทานตาเหลือก

“แสง...” เจติยาถามว่ารู้จักหรือ “เขาเป็นคนขับรถของผมเอง มิน่าล่ะเหยื่อที่ถูกฆ่าทุกคนถึงเคยมางานสัมมนาของผม”

ทันใดนั้นแสงลุกพรวดขึ้นตาแข็งเหมือนผีดิบ ผลักตำรวจที่คุมอยู่กระเด็นไป ชี้หน้าด่าเจติยา

“แก มันโง่เง่า มีแต่คนอยากมีอำนาจบันดาลได้ทุกอย่าง แกได้มันแล้วกลับทิ้งมัน” เจติยาถามว่าเขาคือใครกันแน่ แสงไม่ตอบ ยังคงพูดต่ออย่างเกรี้ยวกราด “ล้มเลิกความคิดเสียเจติยา ไม่อย่างนั้นคนรอบข้างแกจะต้องเดือดร้อน ตัวแกเองก็จะไม่รอด”

พูดจบก็มีเงาดำทะมึนออกจากร่างของแสง แล้วเงาดำก็รวมตัวกันเป็นชายหนุ่มรูปงามหล่อเกินมนุษย์ ซึ่งก็คือ “ปราณ” ปีศาจร้ายในกล่องรากบุญนั่นเอง ไม่มีใครเห็นปราณนอกจากเจติยาคนเดียว เจติยามองอึ้ง นวัชถามว่าเห็นอะไรหรือ ไม่ทันที่เจติยาจะตอบ ร่างแสงก็ล้มตึงสิ้นใจตาย

เจติยาช็อกไปครู่หนึ่งก็ล้มพับไปอีกคน นวัชที่ประคองนิษฐาอยู่ปล่อยเธอวิ่งไปรับร่างเจติยา นิษฐาเบ้ปากเซ็งๆก่อนที่จะมีตำรวจมาช่วยพาเธอออกไป

ooooooo

เย็น นี้ ขณะเจติยานอนหลับอยู่บนเตียงคนไข้ ลาภิณเอาแจกันดอกไม้มาเยี่ยม เห็นเธอหลับอยู่จึงเอาไปวางไว้อย่างเบามือ แต่พอหันมองที่เตียงเห็นเธอกำลังจิกผ้าห่มดิ้นกระสับกระส่าย อึดใจเดียวก็เอามือปัดป้องวุ่นวายเหมือนกลัวอะไร เขาตกใจรีบเข้าไปปลุก พอเธอตื่นเห็นเขาก็งง ลาภิณถามว่าเป็นอะไร ตามหมอมาดีไหม เธอบอกว่าไม่เป็นไรแล้วตนแค่ฝันร้าย

กลับบ้านแล้ว เจติยาเอากล่องรากบุญใส่ถุงปุ๋ยไปถ่วงน้ำ พูดอย่างไม่ยอมแพ้ว่า

“ขู่ฉัน แล้วคิดว่าฉันจะกลัวต้องยอมแกเหรอ คนอย่างฉันยอมตายเสียดีกว่าต้องตกเป็นทาสแกไปตลอดชีวิต”

แต่ พอกลับถึงห้องนอนก็เห็นกล่องรากบุญอยู่ที่เดิมโดยไม่บุบสลายแม้แต่น้อย ก็ยิ่งเจ็บใจ คราวนี้เอาโยนใส่ปี๊บเผา พึมพำอย่างสะใจ “ให้มันรู้ไป จะทนได้สักแค่ไหน”

แต่ไฟไม่ระคายกล่องรากบุญแม้แต่น้อย นทีมาเห็นถามว่ากล่องอะไรสวยดีคว้าไปดู เจติยาตกใจตวาดให้เอาคืนมาห้ามแตะต้องมันเด็ดขาด นทีคิดว่าพี่สาวหวงของตามเคย แต่พอจะเดินไปก็เห็นเคมีเด็กเนิร์ดใส่แว่นหนาเตอะเพื่อนร่วมห้องเรียนที่ตน ยืมเลกเชอร์ตามมาทวง พอเคมีเห็นเจติยาก็เกิดปิ๊งขึ้นมา มองเธอเขินไปเขินมาประสาเด็กอ่อนหัด

เจติยาไปทำงาน เล่าเรื่องตนเผากล่องรากบุญให้ลุงทวีฟัง แกตกใจบอกว่าไม่เคยเห็นเจ้าของกล่องรากบุญคนไหนคิดทำลายมันเหมือนเธอ ถ้าไม่อยากได้ก็ยกต่อให้คนอื่นเหมือนตนยกให้คุณสารัช เธอติงว่าทำแบบนั้นก็เท่ากับให้คนอื่นมารับกรรมแทนตัวเอง?

ลุงทวีแนะ ว่าให้เธอทำเหมือนคุณสารัช เมื่อขอให้ตัวเองหายป่วยก็ไม่ขอพรอะไรอีก ขอแต่เรื่องสัพเพเหระถึงอยู่ได้กับกล่องมาเป็นสิบๆปีโดยไม่มีปัญหาอะไรเธอ ติงอีกว่านั่นเป็นแค่การประวิงเวลาไม่ได้แก้ปัญหาที่แท้จริง

“มันก็ จริง แต่ก็ไม่มีวิธีอื่นแล้วนี่ นอกจากหนูเจจะหาคนที่คิดเหมือนหนู แต่มีความสามารถมากกว่า แล้วก็ให้กล่องเขาไปเผื่อเขาจะหาวิธีเอาชนะมันได้”

ฟังแล้วเจติยาคิดว่าวิธีนี้น่าสนใจกว่าเพื่อน...

ooooooo

นับ วันปริมก็ถูกพิสัยบีบเรื่องสัญญาที่ให้กัน จนปริมบอกว่าถ้าตนต้องตกเป็นเครื่องมือเขาทำร้ายลาภิณ ตนยอมไม่แต่งงานกับลาภิณก็ได้ ถึงเวลานั้นเขาก็จะไม่ได้อะไรเลย

“อย่า โง่หน่อยเลยน่า ถ้าเธอช่วยฉัน นอกจากจะได้คุณต้นแล้ว เธอยังจะได้หลักฐานทุกอย่างระหว่างเราคืนด้วย แต่ถึงเธอไม่ยอมช่วย ฉันก็มีปัญญาหาทางเอาหุ้นของนิราลัยมาเป็นของฉันได้อยู่ดี แต่ภาพของเธอมีอะไรกับฉันได้ว่อนเน็ตแน่ เธอน่าจะรู้นะว่า อะไรที่เป็นประโยชน์กับเธอมากที่สุด จริงไหมจ๊ะเมียจ๋า”

ชูจิตแอบฟัง อยู่ ช็อกกับเรื่องที่เพิ่งรู้ เธอตัดสินใจเรียกพิสัยมาพบ บอกว่าจะชวนไปพบท่านทินกรด้วยกัน นัดเจอกันที่ล็อบบี้ ตนสั่งงานเสร็จจะลงไป พอพิสัยออกไป ชูจิตโทร.หาทนายปุ่นทันที คุยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด...

“คุณปุ่นคะ ฉันอยากจะได้นักสืบเก่งๆ มาช่วยงานสักหน่อย คุณพอจะหาให้ฉันได้ไหมคะ”

ooooooo

ฟัง ลุงทวีเมื่อตอนเที่ยงแล้ว บ่ายนี้ เจติยามองหาคนที่จะมารับช่วงกล่องรากบุญจากตน เลียบเคียงถามโอเอ้ว่าถ้าขอพรได้จะขออะไร โอ้เอ้ร่ายยาวล้วนแต่เรื่องอยากรวยอยากได้ทุกอย่างที่ชอบ ฟังแล้วเธอนึกในใจว่า คนนี้ไม่ใช่แล้ว

เจอลาภิณจึงลองถามคำถาม เดียวกัน ลาภิณอยากได้ความเป็นอิสระ ไม่ต้องการมีอะไรมาวุ่นวายในชีวิต และอยากได้เวลาเพิ่มขึ้นเป็นวันละห้าสิบชั่วโมงเพื่อจะได้ทำงานมากขึ้น ตอบแล้วถามว่า “แล้วเธอถามไปทำไม”

“ทำวิจัยก่อนจบค่ะ” เธอตอบเซ็งๆพอแยกมาก็บ่น “ไม่เหมาะ มีใครอีกเนี่ย” แล้วถอนใจเบื่อๆ

แล้ว ก็ได้เจอเคมี เมื่อเคมีอยากใกล้ชิดมาขอทำงานแต่งศพด้วย แต่พอเข้าไปในห้องแต่งศพ ไม่ทันทำอะไรก็เป็นลมไปแล้ว เมื่อพาออกมาเธอลองถามเคมีด้วยคำถามที่เคยถามโอ้เอ้กับลาภิณมาแล้ว แต่เพิ่มเติมว่า

“แล้วถ้าการขอพรต้องแลกกับการทำงานอะไรบางอย่างล่ะ เป็นงานดีนะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร เพียงแต่ถ้าเราทำไม่ได้ตามที่กำหนด เขาก็จะมาเอาชีวิตเราแทน”

เคมีหน้าเสียบอกว่าตนยังไม่อยากตาย แบบนี้ตนไม่ขออะไรทั้งนั้นแล้วจะหนีไปไกลๆเลย เธอถามว่าถ้าหนีไม่ได้ล่ะ เคมีตอบทันทีว่า

“งั้นก็ขอพรให้เขาไม่ต้องมายุ่งกับเราอีกได้ไหมครับ เราจะได้ไม่ต้องเสี่ยงตายไงครับ”

“จริงสิ...ขอพรให้กล่องถูกทำลายก็ได้นี่...ขอบใจมากนะเคมี เส้นผมบังภูเขาแท้ๆเลย” เจติยาดีใจมาก

แต่ เคมีกลับต้องรับเคราะห์ เมื่อลาภิณเข้ามาคุยงานกับเธอ เคมีเห็นความสนิทสนมของทั้งสองก็ไม่พอใจขอตัวกลับ แต่เดินไปไม่กี่ก้าวก็ถูกบันไดที่พาดอยู่สั่นขึ้นมาเองแล้วล้มทับเคมีจนหัว ฟาดพื้นแน่นิ่ง เลือดค่อยๆไหลซึมออกมา

เจติยาตกใจมาก พวกคนงานแถวนั้นรีบช่วยกันยกบันไดออก ไม่มีใครเห็นปราณที่ยืนมองเคมีอยู่ด้วยแววตาอำมหิต สะใจที่เคมีบังอาจทำให้เจติยาพบวิธีทำลายกล่องรากบุญได้!

ooooooo

ปริ มกลัวว่าจะท้อง เมื่อตรวจแล้วไม่ท้อง เธอถามหมออย่างกังวลว่าแล้วมีโรคติดต่ออะไรไหม เธอสบายใจขึ้นที่พิสัยไม่ได้ทำให้ตนมีปัญหามากกว่านี้ จึงรุกลาภิณต่ออย่างมั่นใจ

ลาภิณกับเจติยาพาเคมีไปโรงพยาบาล เฝ้าอยู่ด้วยความเป็นห่วง ไม่นานนักลาภิณก็ได้รับโทรศัพท์จากปริมถามว่าอยู่ไหน กับใคร ลาภิณไม่อยากมีปัญหา บอกเธอว่าพาคนเจ็บที่ได้รับอุบัติเหตุมาโรงพยาบาลและมาคนเดียว พอเจติยารู้ว่าปริมโทร.มา เธอเดินเลี่ยงไปเข้าห้องน้ำอย่างไม่อยากมีปัญหา

ที่แท้ปริมมาแอบดูและโทร.หาเขาใกล้ๆแถวนั้นเอง เธอเม้มปากอย่างเจ็บใจที่ลาภิณโกหก

ที่ห้องน้ำนี่เอง เจติยาเจอเคมีในสภาพปกติ ไม่มีแม้แต่บาดแผล ขณะนั้นเองลาภิณเดินมาบอกเธอว่า

“เจ เสียใจด้วยนะ เคมีเสียแล้ว” ฝากว่าถ้าเธอเจอญาติของเคมีให้บอกว่าตนจะรับผิดชอบทั้งค่ารักษาพยาบาลและค่า งานศพ เพราะเคมีเสียชีวิตที่บริษัท

เขาถอนใจหนักแตะบ่าเจติยาเบาๆ “เสียใจด้วยนะ”

กลับ ถึงห้องนอนเย็นนี้ เจติยาเจอเคมีนั่งอ่านตำราเรียนอยู่ เธอพูดอย่างรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น บอกเคมีว่ามีอะไรจะให้ช่วยก็บอกมา ถามว่าไปหาพ่อแม่ก่อนดีกว่าไหม

จึงรู้ว่าเคมีไม่มีทั้งพ่อและแม่แล้ว ทุกวันนี้อยู่กับลุงและป้า เล่าว่าตนไปที่วัดมาแล้ว ป้าร้องไห้มาก แต่คงไม่มีใครเห็นตน ไม่รู้จะคุยกับใครเลยกลับมาหาเธอ

เจติยาติงว่าเคมีเป็นผู้ชายคงอยู่ห้องนี้ไม่ได้

ถามว่าจะให้ช่วยอะไร เราจะได้หมดห่วง เคมีส่ายหน้าไม่รู้จะให้ช่วยอะไรเหมือนกัน

ส่วนลาภิณเสียใจจนทานข้าวไม่ลง ปริมมาที่บ้านพอดี ชูจิตชวนทานข้าวด้วยกัน เธอบอกว่าที่มาเพราะมีเรื่องอยากจะพูดต่อหน้าคุณแม่ แล้วเอามือถือมากดรูปที่ถ่ายลาภิณกับเจติยาที่โรงพยาบาลให้ดู ฟ้องชูจิตว่า ลาภิณบอกว่าพาคนเจ็บไปโรงพยาบาลคนเดียว ขอให้ชูจิตเป็นพยานว่าลาภิณหลอกตน เขายังตัดเจติยาไม่ขาดจริงๆ

เมื่อลาภิณชี้แจงว่าเพราะเธอเอาแต่จ้องจับผิด ตนจึงต้องบอกไปอย่างนั้นเพื่อตัดรำคาญ

“นี่คุณรำคาญปริมมากเลยใช่ไหมคะ คุณแม่ต้องให้ความเป็นธรรมกับปริมนะคะ คุณต้นโกหกปริมแล้วยังมาโยนความผิดให้ปริมอีก ปริมไม่ยอมจริงๆนะคะคุณแม่”

“หนูไม่ยอมแม่ก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน เคลียร์กันเองก็แล้วกัน” พูดแล้วเดินขึ้นข้างบนท่ามกลางความตกใจของพิสัย ลาภิณ และปริม เพราะปกติชูจิตจะเข้าข้างปริมเล่นงานลาภิณทุกที

ลาภิณลุกไปบ้าง ปริมเรียกก็ไม่ฟัง จึงเหลือแต่พิสัยกับปริมอยู่ตรงนั้น ทั้งสองโต้เถียงกันเบาๆพิสัยโมโหล็อกตัวปริมกอดไว้แน่น เมื่อเธอขัดขืนเขาเลย

จูบปากแบบไม่ให้ตั้งตัว

ชูจิตมองจากหน้าต่างมาเห็นพอดี น้ำตารื้นด้วยความช้ำใจ ผิดหวังในตัวน้องชายกับปริมที่ลักลอบคบกันลับหลังลาภิณ

ooooooo

สายวันนี้ ชูจิตได้รับทัมไดรฟ์จากเลขาฯของพิสัย พอรับรางวัลเธอก็รีบออกไป ครู่เดียวพิสัยก็เอาฤกษ์หมั้นของปริมกับลาภิณเข้ามา ชูจิตดูแล้วถามว่าทำไมกระชั้นชิดนัก กลัวเตรียมงานไม่ทัน เรื่องสินสอดทองหมั้นก็ยังไม่ได้คุยกัน

พิสัยเสนอทันทีว่าเรื่องนี้ไม่น่ายาก ให้โอนหุ้นนิราลัยส่วนของเธอให้เป็นสินสอดปริมไปเลย ชูจิตระแวงขึ้นมาทันที ติติงว่าให้หุ้นไม่เหมือนให้เงินทองหรือโฉนดที่ดินน่าจะเหมาะกว่า

เมื่อพิสัยหว่านล้อมไม่สำเร็จ เขาออกมาโทร.บอกปริมว่า เธอต้องบอกชูจิตเองว่าอยากได้หุ้น ถ้าไม่กล้าพูดให้อ้างพ่อแม่ก็ได้ วางสายแล้วด่า “ดีแต่สวย!!”

ชูจิตนัดพบกับทนายปุ่นที่ร้านกาแฟในห้าง เอาทัมไดรฟ์ที่รับจากเลขาฯของพิสัยให้ บอกว่าช่วยเอา

ไปให้ฝ่ายบัญชีดูด้วยว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า ตอนนี้จะทำอะไรก็กลัวจะรู้ถึงหูพิสัย แล้วถามว่าเรื่องที่ให้ไปสืบได้ความอย่างไรบ้าง

ทนายปุ่นทำหน้าหนักใจ ชูจิตขอให้เล่ามาเถอะนาทีนี้ ตนรับได้ทุกอย่างแล้ว ทนายปุ่นจึงเอารูปถ่ายที่พิสัยเก็บไว้แบล็กเมล์ปริมที่นักสืบไปขโมยจากห้องนอนเขาให้ดู

“ต้นต้องรู้เรื่องนี้ ฉันไม่ยอมให้ลูกชายฉันโดนสวมเขาเด็ดขาด” ชูจิตพยายามสะกดกลั้นอารมณ์

ทนายติงว่าเวลานี้พิสัยคุมงานส่วนใหญ่ของบริษัทถ้าจะแตกหักกันก็ต้องมีแผนรองรับให้พร้อมไม่อย่างนั้นจะเดือดร้อน ให้รอสักพัก ตนหาหลักฐานการทุจริตของพิสัยได้ ถึงเวลานั้นค่อยบีบให้เขาออกไปโดยที่เขาไม่แว้งมาเล่นงานเรา

“นี่ฉันเลี้ยงอสรพิษไว้ข้างตัวมาตลอดเวลาเลยเหรอคุณปุ่น” ชูจิตน้ำตารื้นอย่างช้ำใจที่ถูกน้องชายเนรคุณ

ooooooo

เคมีไม่มีที่ไปจึงวนเวียนอยู่ใกล้ๆเจติยา เมื่อไม่ให้อยู่ในห้องจึงออกมาอยู่ตรงประตู เห็นเจติยาแต่งตัวออกจากบ้านก็ตามไป เมื่อเจอหมวดนวัชชวนซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ก็โดดซ้อนไปด้วย

ผ่านร้านส้มตำที่ปากซอย จู่ๆมีดสับมะละกอของแม่ค้าก็ลอยคว้างมาทางเจติยา ดีแต่เธอหลบทัน ทุกคนตกใจ แม่ค้าหน้าซีดเผือด บอกว่าไม่รู้มีดหลุดลอยไปได้ยังไง แต่ไม่ไกลนัก เจติยาเห็นปราณในชุดดำจ้องตนอยู่อย่างเคียดแค้นชัง

วันนี้เจติยาไปช็อปปิ้งกับนิษฐา เจอชูจิตหน้ามืดเป็นลม เจติยาช่วยพาไปส่งที่บ้าน พอรู้สึกตัวก็ส่งเงินให้สามพันบาท บอกว่าเป็นค่าที่เธอช่วยตน คนอย่างตนไม่ชอบเป็นหนี้บุญคุณใคร เจติยาไม่รับแต่นิษฐาลุ้นให้รับ ซ้ำยังพูดกระแทกแดกดันจนชูจิตนิ่งไป เมื่อเห็นชูจิตไม่เป็นไรแล้ว เจติยาก็ลากลับ

ปริมมาถึงสวนกับเจติยาและนิษฐา เธอไล่ให้กลับไปเสีย แล้วตัวเองรีบเข้าไปดูชูจิต แต่ชูจิตหมางเมินเย็นชา ครู่เดียวก็ให้คนรับใช้พาขึ้นไปพัก คนรับใช้อีกสองคนช่วยกันเก็บกระเป๋าและเอกสารจะตามไป แต่ซุ่มซ่ามทำหล่น ซองภาพที่เอามาจากทนายปุ่นหล่น บางภาพแพลมออกมา ปริมเห็นภาพตนเปลือยอยู่กับพิสัยตกใจแทบช็อก

ครู่เดียวเธอโทร.ไปด่าทอต่อว่าพิสัยว่าหักหลังตน พิสัยเองก็ตกใจมาก งงว่าภาพนั้นไปอยู่ที่ชูจิตได้อย่างไร คิดไปคิดมาสงสัยว่าจะเป็นฝีมือของทนายปุ่น

ooooooo

วิญญาณเคมียังตามเจติยาแจ วันนี้หมวดนวัชซื้ออาหารมามากมายฉลองที่ได้เลื่อนขั้น เคมีเห็นหมวดนั่งคู่กับเจติยาก็หึง พอเจติยาเข้าห้องก็ตัดพ้อต่อว่ามากมาย จนเจติยาบอกว่าทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของตน เคมีเอื้อมไปจับมือเธอสารภาพ

“ผมรักพี่ครับ”

เจติยาตกใจเบิกตาโพลง เธอตัดสินใจหนีไปขอนอนกับนที บอกว่าถูกผีเคมีปล้ำ นทีขำกลิ้งบอกว่าท่าทางเคมีจะรักพี่จริงๆ ก่อนนี้ก็ปิ๊งพี่ ตายแล้วก็ยังวนเวียนอยู่ใกล้ๆ

เคมียังตามหึงหวงเจติยาไม่เลิก ตามไปง้อถึงบริษัท พยายามพูดด้วยแต่เจติยาไม่ยอมพูดด้วย เมื่อเจอลาภิณยืนรอลิฟต์อยู่ พอเจติยาเดินมาถึง เคมีก็เข้าสิงลาภิณทันที จับมือง้อเพื่อให้เธอพูดด้วย

ปริมมาเห็นเป็นเรื่องทันที เธอต่อว่าลาภิณ แต่แล้วก็ยิ่งโกรธแทบบ้า เมื่อลาภิณที่ถูกเคมีสิงอยู่ไม่รู้จักเธอ ปริมแจ้นไปฟ้องชูจิต เคมีตกใจรีบออกจากร่างลาภิณ เขาถามเจติยางงๆว่า “เกิดอะไรขึ้นเหรอจ๊ะ”

“ฉันอยากตาย” เจติยากระแทกเสียง เดินหนีไป อีกคน

ปริมไปโวยวายกับชูจิตว่าตนทนไม่ไหวแล้ว ลาภิณทำหยามหน้าตนเกินไป ลาภิณไม่รู้เรื่องเพราะเวลานั้นเขาถูกเคมีสิง ปฏิเสธและไม่พอใจที่ปริมโวยวายไร้เหตุผล จนชูจิตสุดทนบอกว่าสองคนมีปัญหากันแบบนี้หลายครั้งแล้วเมื่อไหร่จะจบเสียที เรื่องหมั้นน่าจะระงับไว้ก่อน ให้เหตุผลอย่างอ่อนใจเหนื่อยหน่ายว่า

“ลองทะเลาะกันบ่อยๆแบบนี้ แม่กลัวว่าจะไปไม่รอด ขืนถอนหมั้นขึ้นมากลางคันหรือว่าแต่งไปแล้วต้องหย่ากันอายคนเขาเปล่าๆ แม่ว่ารอให้ทั้งสองคนเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ก่อนค่อยคิดเรื่องนี้กันใหม่”

ปริมอึ้ง พูดไม่ออก จู่ๆก็ลากลับเลย ชูจิตถามพิสัยว่ามีธุระอะไรอีกไหม พิสัยบอกว่าไม่มี ชูจิตจึงขอทำงานต่อ

พิสัยออกไปอย่างเจ็บใจที่แผนการของตนล้มเหลวไม่เป็นท่า

ooooooo

เมื่อเจติยารู้ว่าเคมีคิดอย่างไรกับตน จึงพาไปเที่ยวสวนสนุก เคมีสนุกมาก บอกว่าไม่เคยมีความสุขแบบนี้มาก่อนเลย

“เคมีรู้ไหมว่าการที่เรามาเที่ยวกันวันนี้ไม่ต้องเป็นแฟนกันก็มาได้นะ เป็นเพื่อนกันก็เที่ยวด้วยกันได้”

เคมีอยากมีแฟน บ่นน้อยใจที่ตัวเองไม่มีอะไรน่าสนใจเลย นอกจากเรียนเก่งอย่างเดียวเลยหาแฟนไม่ได้ เจติยาสอนน้องว่าตนก็ไม่มีแฟนแต่ก็อยู่ได้และอยู่อย่างมีความสุขด้วย เคมีถามว่า “แล้วพี่เจไม่เหงาเหรอครับ” เจติยาส่ายหน้าบอกว่า

“พี่มีปัญหาให้แก้เกือบทุกวัน แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปเหงาล่ะ ไหนจะเรื่องแม่ เร่ืองนที เรื่องเรียน แล้วยัง ...อีกสารพัด บางคนเกิดมาเพื่ออยู่คนเดียว ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว บางทีพี่อาจจะเป็นคนคนนั้นก็ได้”

เคมีพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เจติยายักไหล่อย่างไม่แคร์ก่อนพูดต่อว่า

“แล้วทำไมเราต้องมาโหยหากับสิ่งที่เรากำหนดไม่ได้ด้วยล่ะ สู้ทำสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่าเราเก่ง เราดี มีความสามารถให้ใจเรามีความสุขไม่ดีกว่าเหรอ”

เคมีนิ่งไป เหมือนฟังเจติยาแล้วมาไตร่ตรองกับตัวเอง...

ooooooo

ตอนที่ 5

ชูจิตกลุ้มใจที่ปริมงอนลาภิณและขออยู่ห่างๆ กันสักพัก ปรารภกับพิสัยว่าตนเบื่อเจติยาเต็มทนแล้วถ้าหาคนทำงานแทนได้ไม่เอาไว้แน่ พิสัยเป่าหูว่าเรื่องแบบนี้ตบมือข้างเดียวไม่ดัง เห็นว่ารู้จักบ้านช่องและไปมาหาสู่กันบ่อยๆ

พิสัยยุให้ชูจิตจับลาภิณ แต่งงานกับปริมเสียเลย แต่งแล้วจะได้หมดห่วง เพราะยังไงเด็กนั่นก็เป็นสะใภ้ตีทะเบียนไม่ได้อยู่แล้ว ชูจิตบ่นว่าตั้งแต่ลาภิณกลับจากเมืองนอกก็ไม่ใช่เด็กหัวอ่อนเหมือนเมื่อก่อน อีกแล้ว พอดีพนักงานมาบอกว่าฝ่ายขายมาพร้อมแล้ว ชูจิตจึงออกไปประชุม พอพี่สาวออกไป พิสัยยิ้มเยาะเหยียดปากพูดอย่างดูถูกว่า

“ลูกชายพี่ไม่ได้หัวแข็งขึ้นหรอกครับ แต่มันโง่”

ooooooo

วัน นี้ เจติยามาทำงานเธอไม่กล้ามองหน้าลาภิณนักเพราะรู้สึกผิดที่เมื่อคืนพูดกับเขา รุนแรงเกินไป แต่ลาภิณก็ยังท่าทีปกติ เมื่อเจอเธอเขาบอกว่าตอนเที่ยงตนเจอกับคุณพ่อของกุลธิดา ดูท่านจะปักใจเชื่อเหมือนเธอว่าลูกสาวถูกฆาตกรรม ตอนนี้กำลังจ้างนักสืบตามเรื่องอยู่ บอกเธอว่าไม่ต้องกังวล

เจติยา ยังเชื่อว่าหลักฐานของกุลธิดาน่าจะอยู่ในห้องพิทยา แต่ตนไม่มีสิทธิ์เข้าไปตรวจค้น ลาภิณนึกได้บอกว่าตนน่าจะมีโอกาสทำได้ดีกว่าทุกคน เพราะคุณพ่อของพิทยาเคยให้พ่อตนช่วยแก้ปัญหาเรื่องเงินให้เจ้าของคอนโดฯ มีบุญคุณกันอยู่ บอกเธอว่า “ฉันน่าจะพอขอร้องให้หาทางช่วยอะไรได้บ้าง”

เย็น นี้ ทั้งสองจึงแอบเข้าไปในห้องของพิทยา เห็นกรอบรูปของพิทยากับกุลธิดาตั้งอยู่บนโต๊ะ ลาภิณหยิบดูบอกว่าถ้าพิทยาฆ่ากุลธิดาจริงก็ไม่น่าจะเก็บรูปไว้

“แค่รูปใบเดียวยังสรุปไม่ได้หรอก เขาอาจจะเก็บเอาไว้เพื่อเบนความสนใจตำรวจก็ได้ คุณรีบๆมาช่วยฉันหาสร้อยข้อมือของเอียดดีกว่า”

แล้วเจติยาก็หาสร้อยข้อมือเส้นนั้นเจอที่ซอกตู้ เธอเอาปากกาเขี่ยออกมาเพื่อป้องกันลายนิ้วมือแฝงไม่ให้ลบเลือน

แต่ แล้วทั้งสองก็ตกใจแทบช็อกเมื่อพิทยากับชัยยุทธผู้จัดการส่วนตัวกลับมาที่ ห้อง ชัยยุทธอ้อนวอนให้พิทยาไปงานที่ตนรับไว้แล้ว เพราะเป็นงานสำคัญ ขอร้องเขางานนี้งานเดียวจริงๆ

ลาภิณกับเจติยาเข้าไปซ่อนตัวในตู้ เสื้อผ้า พิทยามาเห็นกรอบรูปวางผิดทิศ เขาชักปืนออกมาอย่างระแวง จนชัยยุทธต้องหว่านล้อมให้เก็บกลัวจะเกิดอุบัติเหตุเป็นเรื่องขึ้นมาอีก

เมื่อ ชัยยุทธหว่านล้อม อ้อนวอน จนพิทยายอมไปงานโดยมีข้อแม้ว่าต่อไปตนขออะไรก็ต้องได้ แต่ยังระแวงว่ามีคนเข้ามาและซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้า ก่อนไปยังมาเปิดตู้เสื้อผ้าดู ปรากฏว่าไม่เห็นอะไรจึงปิดไว้ตามเดิม

ลาภิ ณกับเจติยาแทบหัวใจหยุดเต้น เบียดกันยืนแข็งทื่อ แปลกใจที่พิทยาไม่เห็นพวกตน ต่อมาจึงเห็นว่าวิญญาณของกุลธิดาช่วยบังตาพิทยาไว้ เมื่อพิทยาออกไปกับชัยยุทธแล้ว ทั้งสองรีบออกจากตู้ทั้งตื่นเต้นทั้งเขินที่เข้าไปยืนเบียดกันอย่างแนบชิดใน ตู้เสื้อผ้าเป็นเวลานาน เมื่อออกมาก็ชวนกันรีบออกจากห้องไปทันที

ทั้ง สองเอาสร้อยข้อมือนั้นไปให้หมวดนวัชช่วยตรวจลายนิ้วมือแฝงให้ด้วย หมวดนวัชเตือนเจติยาอารมณ์หึงๆว่าต่อไปอย่าทำอะไรเสี่ยงๆแบบนี้อีก ไปกับตนดีกว่าอย่าไปรบกวนลาภิณเลย แล้วจะไปส่ง

“หมวดพักผ่อนเถอะครับเดินออกไปพร้อมกับผมก็ได้” ลาภิณแกล้งยั่วอย่างรู้ทันแล้วชวนเจติยาออกไป

ooooooo

หมวด นวัชหึงหวงเจติยากลัวจะเสียเธอไป จึงปรึกษากับนิษฐาเพื่อจะได้ทำตัวให้ถูกกับความชอบของ เธอ ถามรสนิยมเรื่องอาหาร หนังสือ หนัง กระทั่งสเปกผู้ชาย

นิษฐาแอบ ปลื้มนวัชอยู่แล้ว ยิ้มเจ้าเล่ห์แนะนำทุกอย่างที่เป็นตัวเอง ทั้งยังเสนอตัวเป็นคู่ซ้อมให้หมวดด้วย แอบมีความสุขเล็กๆเมื่อหมวดพาไปทานอาหาร ไปช็อปปิ้ง และดูหนัง

ฝ่าย ชูจิต เชื่อคำยุยงของพิสัย คุยกับลาภิณจะให้แต่งงานกับปริม เมื่อเขารับไม่ได้ก็พูดออกตัวว่า  แม่ไม่ได้คลุมถุงชน แต่เห็นคบกันมานานแล้วสมควรแต่งกันเสียที เมื่อลาภิณยืนยันว่าตนยังไม่พร้อมก็ถูกชูจิตยื่นคำขาดว่า

“แม่ยืนยันคำเดิมนะต้น ถ้าไม่ได้หนูปริม แม่ไม่ยอมรับใครหน้าไหนเป็นลูกสะใภ้เด็ดขาด”

“ผม ก็ไม่ได้มีใครทั้งนั้น ก็มีแต่แม่กับปริมนั่นแหละคอยจับคู่ให้ผมตลอด” บอกแม่อย่างเบื่อหน่ายว่า “ถ้าไม่ใว้ใจกันอย่างนี้ก็เสียเวลาคุยครับ”

“ตกลงเราจะยอมแต่งงานกับหนูปริมไหมต้น... ผู้ใหญ่จะได้นัดคุยกัน” ชูจิตถาม ลาภิณไม่สนใจขึ้นรถขับออกไปเลย

ฝ่ายปริมก็ทำทีตัดพ้อต่อว่าพิสัยว่าให้ชูจิตทำแบบนี้เหมือนยัดเยียดตนให้ลาภิณ แต่พอพิสัยบอกว่าอย่ากลัวเสียฟอร์มเลย ย้ำว่า...

“บทสรุปคือ คุณได้แต่งงานกับคุณต้น มันก็เป็นความหวังสูงสุดของคุณอยู่แล้วนี่”

“แต่มันเหมือนฉันไม่มีศักดิ์ศรี ไปบังคับให้ผู้ชายเขามาแต่งงานด้วย” ปริมทำหน้างอนๆ

“คิด ว่าตัวเองเป็นนางเอกละครรึไง ยิ่งคุณอยู่ห่างคุณต้นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเท่ากับเปิดโอกาสให้เด็กนั่นมากเท่านั้น โอกาสมาถึงแล้ว คุณก็รีบๆคว้าไว้เถอะ หรือว่าคุณตัดใจจากคุณต้นได้จริงๆ”ปริมนิ่งไปอย่างเริ่มหวั่นไหวกลัวจะเสียลาภิณไปจริงๆ พิสัยอ่านใจเธอออก เขาแสยะยิ้มกับความหัวอ่อน หลอกง่ายของปริม

ooooooo

นับวัน เจติยาก็ยิ่งเครียด ทั้งปัญหาภายในบ้านกับนทีและแม่ และการตายของกุลธิดา

วันนี้พอกลับบ้าน เจอนทีกับแม่กำลังคุยกันอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส แต่พอเธอเข้าบ้าน บรรยากาศก็เปลี่ยนเป็นตึงเครียดทันที นทีขอแม่ไปอาบน้ำ เจติยาถามว่าจะไปไหน นทีหยุดชะงัก มยุรีขัดขึ้นทันทีว่า “เลิกจับผิดน้องเสียทีเถอะเจ”

“เจถามเพราะเจเป็นห่วง”

“ความเป็นห่วงที่มากเกินไปของแก ทำให้น้องไม่มีความสุข บางครั้งเราก็ต้องให้ความไว้ใจน้องมันบ้าง... จะไปไหนก็ไปนที” นทียิ้มกวนๆ มองเจติยาอย่างเป็นต่อเดินผิวปากหวือไป

“ก็ได้...ต่อไปเจจะไม่ยุ่งกับมันแล้ว จะดีจะเลวก็ช่างหัวมัน”

“ดีแล้วล่ะ ปล่อยวางเรื่องน้องซะมั่งเถอะ แม่หายป่วยแล้ว คืนหน้าที่ของแม่มาได้แล้ว”

“บางครั้งเจก็นึกน้อยใจ อยากจะเป็นลูกชายคนเล็กมั่ง” เธอเสียงเครือน้ำตาคลออย่างน้อยใจอยู่ลึกๆ

“นี่แกหาว่าแม่ลำเอียง รักลูกไม่เท่ากันเหรอเจ... เพราะแกอิจฉาน้องนี่เอง ถึงได้หาเรื่องทะเลาะกับน้องได้ตลอด...แม่เสียใจนะที่แกคิดแบบนี้” มยุรีน้ำตาคลอเป็นฝ่ายเดินหนีเข้าห้องครัวไป

ooooooo

บ่ายวันนี้ ขณะงีบพักที่ห้องนอนที่บ้าน เจติยาฝันเห็นกุลธิดาที่สวนสาธารณะ แต่พอเดินไปหากุลธิดากลับพยายามไม่ให้เห็นหน้า จนเธอถามว่าเป็นอะไร ทำไมถึงไม่พูดกับตน

กุลธิดาค่อยๆหันมา เจติยาผงะตกใจสุดขีดเมื่อเห็นที่ปากเธอถูกเย็บยังมีเลือดกรังอยู่ พอสะดุ้งตื่น เธอรีบไปที่สวนสาธารณะตามที่ฝันเห็น

ไปถึงที่นั่น เธอเห็นพิทยาใส่แว่นดำยืนกระวน กระวายเหมือนคอยใครอยู่ เธอแอบดู ครู่เดียวก็เห็นชัยยุทธมาหาพร้อมกับยื่นซองพลาสติกเล็กๆให้ ถามเชิงบ่นว่าทำไมไม่รอที่คอนโดฯ พิทยาบอกว่าไม่มั่นใจว่าจะปลอดภัย

“ใครจะเข้าไปในคอนโดพีทได้ พี่บอกแล้วไงว่าของพวกนี้เล่นมากๆมันจะหลอน” พิทยาเร่งให้ส่งมาเร็วๆ ชัยยุทธส่งซองให้กำชับว่า “อย่าไปเล่นประเจิดประเจ้อให้โดนจับได้ล่ะ”

พอพิทยาได้ยาแล้วเดินอ้าวไป เจติยารีบตามพร้อมกับกดโทรศัพท์ถึงนวัชและนิษฐา แต่ปิดเครื่องทั้งคู่ เลยตัดสินใจสะกดรอยต่อ เห็นพิทยาหยิบซองยาออกจากกระเป๋าก็รีบเอามือถือขึ้นมาถ่ายคลิปไว้

โชคไม่ดี มีเสียงโทร.เข้า ทำให้พิทยาหันขวับ จำเจติยาได้ เขาตกใจสุดขีดถามว่า “เธอทำอะไร”

เจติยาพูดอย่างไม่เกรงกลัวว่า เขาเป็นอย่างที่กุลธิดาบอกไว้ไม่มีผิด คงเพราะกุลธิดารู้เรื่องนี้ใช่ไหมเขาเลยฆ่าทิ้ง พิทยาหน้าซีดเผือดปฏิเสธว่าตนไม่ได้ฆ่า เจติยารู้ข้อมูลและมีหลักฐานพอสมควรแล้ว ขู่ว่าถ้าตน บอกตำรวจเขาไม่รอดแน่

“ถ้าเธอบอกตำรวจ เธอจะไม่มีทางได้รู้ฆาตกรตัวจริงแน่” เสียงชัยยุทธเหี้ยมดังมาจากด้านหลัง ย้ำเสียงเข้มว่า“พีทไม่ได้ฆ่าเอียด แต่เราบอกใครไม่ได้ เพราะคนที่ฆ่าเอียดมีอิทธิพลกับพีทมาก เราต้องช่วยกันปกปิดเอาไว้ แต่ฉันมีหลักฐานสำคัญที่จะยืนยันความบริสุทธิ์ของพีทได้”

ชัยยุทธวางแผนลวงเจติยาไปดูหลักฐานที่ห้องพิทยา ส่งปืนให้บอกว่าถ้าเธอไม่ไว้ใจตนเมื่อไรก็ยิงได้ทันที เจติยาลังเล แต่วิญญาณกุลธิดาพยักหน้าให้ไป เธอตอบตกลงและไปกับชัยยุทธอย่างระมัดระวัง

เมื่อไปถึงห้องพักพิทยา ชัยยุทธทำทีเข้าไปเอาหลักฐานในห้องนอน และอาศัยจังหวะเผลอของเธอใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าช็อตใส่เธอจนทรุดฮวบ เขาสวมถุงมือป้องกันลายนิ้วมือไว้พร้อมที่จะฆ่าแล้ว เขาชะโงกเข้ามาบอกว่า

“ฉันไม่ได้โกหกเธอนะ พีทไม่ได้เป็นคนฆ่าเพื่อนเธอ แล้วฆาตกรตัวจริงก็มีอิทธิพลต่อพีทมากจริงๆ เพราะคนที่ฆ่าเพื่อนเธอ คือฉันเอง!”

ooooooo

เพราะเตรียมลงมือฆ่าเจติยาแล้ว ชัยยุทธเล่าถึงวันที่เขาฆ่ากุลธิดาว่า เธอทะเลาะกับพิทยาเมื่อจับได้ว่าเขาเสพยา ยื่นคำขาดให้เขาเลิกยา ถ้าไม่เลิกเธอก็จะไปจากเขา ทั้งจะบอกนักข่าวให้เขาหมดอนาคตไปเลย พูดแล้วจะออกไป

ชัยยุทธออกมาขวางทันที ห้ามเธอไปไหนและห้ามบอกนักข่าวด้วย เพราะตนอาศัยความดังของพิทยาปล่อยของได้มากมาย ทั้งสองโต้เถียงกันอย่างรุนแรง เมื่อกุลธิดาไม่ยอมอ่อนข้อให้ เกิดยื้อยุดกันจนสร้อยข้อมือกุลธิดาขาดกระเด็นไปที่ซอกตู้โดยไม่มีใครเห็น

ชัยยุทธใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าช็อตกุลธิดาจนหมดแรง พิทยาพยายามจะช่วยเธอ ถูกชัยยุทธเอาปืนขู่

“อย่าบังคับพี่นะพีท พี่ทำทุกอย่างไปก็เพื่ออนาคตในวงการของพีท ถ้าพีทยังขวางพี่อีกจะหาว่าพี่ใจร้ายไม่ได้นะ”

พิทยากลัวจนไม่กล้าขยับอีก ชัยยุทธลากกุลธิดาออกไป พิทยาได้แต่มองอย่างหวาดกลัวจนตัวสั่น ส่วนกุลธิดาไม่มีแม้แต่แรงที่จะขัดขืน ได้แต่น้ำตาไหลพรากถูกลากออกไปสู่ความตาย!

ooooooo

ชัยยุทธเล่าอย่างเลือดเย็นว่า ตนโยนกุลธิดาลงไปจากระเบียงแล้วบอกว่าเธอฆ่าตัวตาย เขาหันมาตะคอกใส่หน้าเจติยาว่า ถ้าไม่ใช่เพราะความสาระแนของเธอเรื่องก็จบไปแล้ว บอกให้เธอเตรียมตัวไปอยู่ด้วยกันได้เลย

พิทยาพยายามที่จะช่วยเจติยา เขาอ้อนวอนชัยยุทธให้ปล่อยเธอไปเสีย ตนไม่ยอมให้เขาทำร้ายใครอีกแล้ว

“แกนี่มันติดตะคอกตวาดฉันจนเคยตัวแล้วนะ นึกว่าฉันกลัวแกนักรึไง แกยังมีประโยชน์กับฉันอยู่ ฉันถึงได้ยอมๆแกไป ไอ้ไก่อ่อนเอ๊ย” ชัยยุทธด่าไม่ทันขาดคำ พิทยาก็พุ่งเข้าชก ชัยยุทธหลบแล้วต่อยสวนที่ท้องจนตัวงอแล้วตามไปเตะซ้ำจนพิทยากลิ้งลงกับพื้น ไม่สามารถลุกไปช่วยอะไรเจติยาได้เลย

ชัยยุทธพูดพล่ามอย่างย่ามใจแล้วลากเจติยาไปที่ระเบียงตรงที่เคยโยนกุลธิดาลงไป หิ้วเธอขึ้นมาเพื่อจะโยน

พริบตานั้น พิทยาพุ่งเข้ามากระชากชัยยุทธออกมา ร่างเจติยาจึงพับคาอยู่ที่ขอบระเบียง ชัยยุทธตวาดลั่น

“เป็นบ้าไปแล้วเหรอพีท ไปช่วยมันทำไม ถ้ามันรอดไปได้ เราจะซวยกันหมด!”

“ผมไม่สนใจแล้ว อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิดไปเถอะ ผมเคยขี้ขลาดจนปล่อยให้เอียดต้องตายไป

คนนึงแล้ว คราวนี้ผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีก”

ชัยยุทธเลือดเข้าตากระชากพิทยาผลักไปกระแทกกำแพงจนทรุดก้มหัวงุด ตะคอกถามว่าเดี๋ยวนี้กล้าหือ

กับตนแล้วใช่ไหม ชักปืนออกมา ตรงไปจิกผมพิทยากระชากหน้าแหงนขึ้นมา

ชัยยุทธช็อก! เพราะหน้าที่แหงนขึ้นมานั้นไม่ใช่พิทยาแต่เป็นกุลธิดา!! เขาผงะถอยไปชนขอบระเบียง วิญญาณกุลธิดากระโจนเข้าใส่พอใกล้ตัวก็หายวับไป ชัยยุทธตกใจเสียหลักพลัดจากระเบียง ตกลงไปตาย

ตรงจุดเดียวกับกุลธิดา!

“พี่ยุทธ!” พิทยาโผไปชะโงกดู ส่วนเจติยาพอได้สติก็หยิบมือถือมาโทร.ออกทันที

ooooooo

เมื่อไปเจอนิษฐากับนวัชที่โรงพัก เจติยาต่อว่าทั้งสองที่ในภาวะคับขันตนติดต่อไม่ได้เลย นิษฐาอ้างว่าแบตหมด เลยถูกประชดว่า จำเพาะเจาะจงต้องมาแบตหมดพร้อมกันเสียด้วย

หมวดนวัชสอบปากคำพิทยาเสร็จออกมา สองสาวจึงรู้ว่าพิทยายอมรับว่าตัวเองติดยาและชัยยุทธก็เคย

ถูกพ่อของพิทยาจับคดียาเสพติดมาก่อน เจติยาคาดว่าชัยยุทธแก้แค้นพ่อของพิทยาด้วยการทำให้พิทยา

ติดยา นวัชเสริมว่านอกจากแก้แค้นแล้วยังอาศัยความดังของพิทยาเป็นช่องทางขายยาด้วย

เมื่อพิทยาเดินออกมา เจติยารีบเข้าไปขอบคุณเขาที่ช่วยตนไว้ พิทยาพูดเศร้าๆอย่างรู้สึกผิดว่า

“ผมทำเพื่อเอียด ผมไม่อยากให้วิญญาณเอียด

ต้องผิดหวังกับผมมากไปกว่านี้...”

ระหว่างเดินลงจากโรงพักนั้น เจติยาเห็นกุลธิดา

มายืนมองพิทยา แล้วหันยิ้มให้เจติยาแสดงความดีใจที่ช่วยพิทยาพ้นจากยานรกนั้นมาได้ นิษฐาเห็นเจติยายิ้มถามว่ายิ้มให้ใครหรือ กุลธิดายื่นมือที่โปร่งแสงมากุมมือนิษฐาไว้ บอกเพื่อนรักว่า

“ฉันคิดถึงเธอสองคนมากนะ ขอให้เราสามคนได้เกิดเป็นเพื่อนกันทุกชาติไป”

เจติยาน้ำตาคลอ ส่วนนิษฐาขนลุกซู่ถามว่า “เอียดมาใช่ไหม” พอเจติยาพยักหน้าเธอร้องไห้โฮโผเข้ากอดกันแน่น

ooooooo

ชูจิตเร่งที่จะทำให้ปริมกับลาภิณแต่งงานกันโดยเร็ว กลับจากออกงานด้วยกันคืนนี้มาถึงบริษัทนิราลัย ก็ชี้ไปที่ห้องทำงานของลาภิณบอกว่าเขากำลัง

บ้างานจนป่านนี้ยังไม่กลับ ไม่ได้ไปหาสาวที่ไหนหรอก

แต่พอผลักประตูเข้าไป ปรากฏว่าลาภิณไม่อยู่ แต่กุญแจรถยังอยู่ ปริมตั้งแง่ทันทีว่าอาจจะลงไปหา

“แม่นั่น” ที่ห้องแต่งศพ ชูจิตจึงชวนลงไปดูให้เห็นกับตาเพื่อจะได้สบายใจกัน ปริมจึงเดินตามไปอย่างขัดไม่ได้

ลาภิณอยู่ที่ห้องแต่งศพจริงๆ เขากำลังพลิก

สมุดบันทึกการทำงานของเจติยาที่ลืมไว้บนโต๊ะ เธอกลับมาเอา เขาชมว่าจดละเอียดดี ดูเธอสนุกกับการทำงานดี

“แน่นอน ถ้าเราไม่มีความสุขกับงานก็ทำมันออกมาไม่ดีหรอก นี่คุณยังไม่กลับบ้านอีกเหรอคะ”

เขายักไหล่บอกว่าเบื่อๆเซ็งๆ ขี้เกียจกลับ เธอจึงขอตัวกลับก่อน แต่เดินไปถึงประตูอดหันมองเขาอีกทีไม่ได้

ทันใดนั้น ประตูห้องเปิด ชูจิตกับปริมเดินเข้ามา

สถานการณ์ตึงเครียดทันที ชูจิตถามลาภิณว่าลงมาทำอะไรที่นี่ เขาบอกว่ามารอพบลุงทวี เจติยาช่วยยืนยันแต่ทั้งชูจิตและปริมไม่เชื่อหาว่าช่วยกันแก้ตัว ปริมได้ทีด่าเจติยาว่ามาทำงานเอาตัวเข้าแลกเพื่อจะจับลาภิณเหมือนที่เคยทำกับคุณพ่อเขา

“เธอกลับไปก่อน” ลาภิณบอกเจติยาเมื่อเห็นเรื่องจะลุกลามไปใหญ่ พอเจติยาออกไป ชูจิตยื่นคำขาดกับลาภิณว่า ถ้าเขาไม่ยอมแต่งงานกับปริมก็ไม่ต้องมาคุยกันอีก แล้วชวนปริมออกจากห้องไป

ด้วยความเป็นห่วงความรู้สึกของเจติยา คืนนี้ลาภิณไปหาเธอที่บ้าน ไปขอโทษเธอแทนคุณแม่ และหวังว่าพรุ่งนี้เธอคงไม่ไปขอเลิกทำงานกับลุงทวี

“ถ้าเหตุการณ์แย่ๆแบบนี้เกิดกับฉันครั้งแรก ก็คงทำอย่างนั้น แต่พอเจอบ่อยๆเข้า มันย่ิงทำให้ฉันอยากอยู่รอรับเงินปันผล ยั่วประสาทคนไปเรื่อยๆ”

ลาภิณยิ้มๆกับอาการเฮี้ยวของเธอ โล่งใจที่เธอฮึดไม่ลาออก

ooooooo

กลับถึงห้องนอน เจติยามองปราดไปที่กล่องรากบุญเห็นเหรียญอันที่สามติดที่ฝากล่องแล้ว ไม่นานวิญญาณกุลธิดาก็มาบอกให้เธอขอพรจากกล่อง เธอย้อนถามว่า

“ฉันขอให้แกฟ้ืนคืนชีพได้รึเปล่าล่ะ ถ้าได้ ฉันจะขอ” กุลธิดาบอกว่ากล่องรากบุญไม่สามารถฝืนกฎธรรมชาติได้ เจติยาแปลกใจที่กุลธิดาพูดได้แล้ว บ่นว่า “ถ้าแกยอมพูดกับฉันอย่างนี้แต่แรก ฉันก็ไม่ต้องเสียเวลาสืบให้ยุ่งยาก จนเกือบตกตึกตายแล้วเห็นไหม”

กุลธิดาชี้แจงว่าตนพูดไม่ได้ก็เพราะกล่องรากบุญไม่ต้องการให้ตนช่วยเธอ แต่เธอยังไม่ถึงที่ตายตนก็เลยพอช่วยได้บ้าง เจติยาฉุนกึก ท้าว่ากล่องรากบุญอยากทำร้ายตนก็ทำเลย ไม่เห็นจะต้องทำให้ยุ่งยากอย่างนี้

“เพราะมันทำไม่ได้น่ะสิ กล่องรากบุญไม่สามารถทำร้ายเจ้าของกล่องได้ แต่กล่องก็ไม่พอใจที่แกไม่ยอมขอพรอีก มันถึงขัดขวางไม่ให้แกทำตามคำขอได้ภายใน 1 เดือน มันจะได้เอาวิญญาณแกไป”

“ยิ่งรู้อย่างนี้ ฉันยิ่งไม่มีทางขอพรใหญ่เลย” เจติยาเดินเข้าไปพูดกับกล่องอย่างไม่พอใจ จ้องกล่องคิดเครียด “กล่องใบนี้มันอันตรายเกินไปแล้ว ไม่ขอมันก็บังคับกลั่นแกล้ง ถ้าขอก็ต้องขอไปเรื่อยๆไม่มีทางหยุด เหมือนเป็นทาสมันไม่มีผิด”

กุลธิดามองเพื่อนอย่างเป็นห่วง เตือนให้ระวังตัวให้มากเพราะต่อไปตนคงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว เจติยาใจหายถามว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วหรือ ต่างน้ำตาคลอสัญญากันว่า เราสามคน คือ เจติยา นิษฐา และกุลธิดาขอเป็นเพื่อนกันทุกชาติไป

ระหว่างนั้น ดวงตายักษ์บนกล่องรากบุญเปล่งสีแดงอย่างไม่พอใจที่เจติยาไม่ยอมขอพร

ooooooo

ชูจิตกับพิสัยร่วมกันบีบลาภิณให้แต่งงานกับปริมโดยเร็ว เมื่อเขาไม่ยอมแต่ง พิสัยเสนอให้หมั้นกันก่อนก็ได้ทุกคนจะได้สบายใจ บอกลาภิณว่าขอให้คิดว่าทำเพื่อความสบายใจของคุณแม่ก็แล้วกัน

ที่แท้พิสัยมีสัญญาลับกับปริม วางแผนบีบให้ ลาภิณแต่งงานกับเธอ แลกกับการที่เขาจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในนิราลัย

เมื่อทั้งบีบทั้งหว่านล้อมจนลาภิณยอมหมั้นแล้ว พิสัยสั่งงานย้งกับปองทันที กำชับว่างานคืนนี้อย่าให้พลาดเด็ดขาด

แล้วคืนนี้ก็เกิดเหตุไฟไหม้โกดังเก็บโลงศพเสียหายหมด เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

เมื่อไม่มีโลงศพ งานด้านอื่นของบริษัทก็ต้องชะงัก พิสัยเสนอขายไม้ของตนที่ยังเหลืออยู่ ชูจิตเห็นด้วย ส่วนลาภิณต้องเห็นด้วยอย่างไม่มีทางเลือก

ปริมรู้ทัน เธอตำหนิพิสัยว่าคราวนี้เขาทำเกินไปแล้ว เห็นแก่ตัวมาก พิสัยปรามยิ้มในหน้าว่า

“คุณคงไม่หักหลังผมหรอกนะ อย่าลืมว่าผมช่วยคุณได้ ผมก็เล่นงานคุณกลับได้เหมือนกัน คนอย่างผมไม่ยอมให้ใครมาหักหลังได้ง่ายๆหรอก”

“คนอย่างฉันก็ไม่ยอมให้ใครมากดหัวได้ตามใจชอบ เหมือนกัน เอาไว้ฉันได้แต่งงานกับคุณต้นก่อนเถอะ แล้วค่อยมาคุยเรื่องอื่นอีกที แค่หมั้นฉันไม่ถือว่าเป็นบุญคุณหรอก” พูดแล้วเดินเชิดไป

“คิดจะหลอกใช้กันง่ายๆเหรอ...รู้จักฉันน้อยไปเสียแล้ว” พิสัยมองตามปริมไปแววตาร้ายกาจ

หลังเกิดเหตุไฟไหม้และถูกเร่งรัดให้หมั้นกับปริม แล้ว ลาภิณไม่สบายใจ เขาไปนั่งครุ่นคิดเรื่องราวต่างๆที่สวนสาธารณะ เจติยารู้จากโอ้เอ้ เธอไปที่นั่นด้วยความ เป็นห่วงเขา

ในยามทุกข์ใจเช่นนี้ มีคนเข้าใจและเห็นใจมาคุยด้วย ทำให้ต่างรู้สึกดีต่อกัน เจติยาชมเขาว่าเป็นเจ้านายที่เอาใจใส่และให้เกียรติพนักงาน แต่แอบตำหนินิดๆว่า “ถึงหูจะเบาไปหน่อยก็เถอะ”

“ฉันถือว่าเป็นคำชมแล้วกัน ค่อยชุ่มชื่นหัวใจหน่อย” ลาภิณพูดขำๆ

“ฉันเชื่อนะคะว่ายังไงคุณก็ต้องผ่านมันไปได้” เจติยายิ้มให้กำลังใจ

ระหว่างนั้นเอง ทั้งสองเห็นศพผู้หญิงลอยในบึงน้ำ สวนสาธารณะ เจติยาตกใจเธอกลัวศพจะพูดอะไรกับตนอีก

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมา ลาภิณและเจติยาให้ปากคำในฐานะผู้พบศพ นวัชมาถึงเขาตรงไปดูศพ เห็นที่แขนซ้ายศพมีรอยมีดกรีดเป็นเลข 4 ไทยไว้ เขาพึมพำ “เลขสี่...หมายความว่าอะไร”

ตำรวจที่สอบปากคำเดินมาถามว่า “หมวดจะสอบปากคำอะไรเพิ่มเติมไหมครับ” นวัชมองไปเห็นลา– ภิณยืนคู่อยู่กับเจติยาก็อึ้งไปเล็กน้อย ครู่หนึ่งเขาแอบมาตำหนิเจติยาว่ามาที่นี่ได้ยังไง รู้ไหมว่ามันไม่ดี เคยโดนไล่ออกจากงานเพราะแฟนเขาหึงมาแล้วไม่ใช่หรือ

นวัชยังบ่นอะไรอีกมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลาภิณ จนเจติยาโพล่งออกไปอย่างหงุดหงิดว่า

“ทุกคนเป็นอะไรกันไปหมด ถึงอยากจับคู่ให้เจ กับเขานัก นี่ถ้าเจเกิดชอบคุณลาภิณขึ้นมาจริงๆ คงมีคนขาดใจตายไปหลายคน”

“ฝ่ายผมเห็นๆก็สองคน คุณแม่กับปริม” ลาภิณมาได้ยินเจติยาบ่นพอดี เขาเลยแทรกขึ้นช่วยแก้สถานการณ์ ทำให้เจติยาหลุดขำออกมา เขาหัวเราะผสมโรง ทำให้นวัชยิ่งหงุดหงิด แล้วก็หงุดหงิดยิ่งขึ้นเมื่อลาภิณกับเจติยาเดินกลับไปด้วยกัน

ระหว่างเดินกลับด้วยกันนั้น ลาภิณเสนอว่าช่วงที่รอทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง อยากให้พนักงานเดินสายประชา– สัมพันธ์บริษัทและให้เธอช่วยดูแลแทนตน บอกเธอว่า  ตนต้องเตรียมงานหมั้น เพราะช่วงนี้บริษัทเจอเรื่องร้ายคุณแม่เลยอยากให้มีงานมงคลเสริมดวง พูดเชิงบ่นว่า “เข้าทางเขาเลยล่ะ”

“ยินดีล่วงหน้านะคะ” เจติยาปั้นยิ้ม ลาภิณพูดประชดในทีว่าหลังจากนั้นทุกคนคงสบายใจขึ้น เจติยาพูดกลั้วเสียงขำๆว่า “ไม่ใช่แค่สบายใจขึ้นค่ะ สบายใจที่สุด...”

ลาภิณมองหน้าเจติยานิ่ง เธอสบตาเขา ต่างมองลึกเข้าไปในดวงตาของกัน เจติยาหายขำฉับพลันรู้สึกแปลกๆงงๆ เช่นเดียวกับลาภิณ เขางงๆอย่างไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน อึดใจหนึ่งเขาส่ายหน้าไปมาก่อนเดินตามกันกลับบริษัท...

ooooooo

นับแต่เกิดเรื่องไฟไหม้ ชูจิตสะเทือนใจจนสุขภาพทรุด วันนี้เกิดอาการหน้ามืด เจติยาเจอพอดีเธอรีบเข้าประคอง แต่ความทิฐิเกลียดชังทำให้ชูจิตไม่รับความช่วยเหลือ ลุงทวีติงว่าสุขภาพไม่ดีเพราะคิดมากไปหรือเปล่า

“คิดมากตอนนี้ก็ดีกว่ามานั่งเสียใจทีหลัง ไม่งั้นจะซ้ำรอยตอนคุณสารัชเสีย จู่ๆก็ต้องมาแบ่งหุ้นตั้งสิบเปอร์เซ็นต์ให้พวกหวังรวยทางลัด”

เจติยาสุดจะทน เอ่ยขึ้นทันที “ขอโทษนะคะท่าน ที่ท่านเข้าใจเรื่องหนูกับคุณลาภิณผิด หนูยังพอเข้าใจได้นะคะ แต่เรื่องหนูกับคุณสารัช ถ้าท่านไม่ไว้ใจหนูก็น่าจะไว้ใจสามีของท่านบ้าง”

“นี่เธอกล้าย้อนฉันเหรอ” ชูจิตโมโห พลันก็ปวดหัวจี๊ดขึ้นมาอีก ลุงทวีรีบบอกให้ไปพักดีกว่า เดี๋ยวหมอคงมาถึงแล้ว บอกเจติยาเบาๆว่าให้ออกไปก่อน พอเจติยา เดินออกไป ชูจิตที่กำลังปวดหัวหนักยังอดจิกตาตามไม่ได้

ooooooo

ตอนที่ 4

ลาภิณตามไปที่ห้างสรรพสินค้า เห็นเจติยากำลังเต้นประกอบเพลงต่อหน้าหญิงสาวคนหนึ่งอย่างน่ารัก เป็นงานรับจ้างเต้นเพื่อสารภาพรักของชายหนุ่มกับหญิงสาว เขาเอาโทรศัพท์มือถือถ่ายคลิปไว้อย่างพลอยรู้สึกสนุกไปด้วย

พอเต้นเสร็จ เจติยาอายแทบแทรกแผ่นดินหนีเมื่อเห็นเขายืนมองยิ้มๆอยู่ เขาเข้ามาทัก ชมว่าเธอนี่ทำได้ทุกอย่างจริงๆ ถ้าไม่รู้จักกันมาก่อน นึกว่าเธอเป็นแดนเซอร์มืออาชีพแน่ๆ

เธอปั้นหน้าปึ่งบอกเขาหยุดแซวตน ได้แล้ว งานสุจริตตนทำได้ทุกอย่าง ถามว่ารู้ได้ยังไงว่าตนมารับจ๊อบที่นี่ พอรู้ว่าแม่บอกก็บ่นอุบอิบ เธอเดาได้ว่าเขาตามหาตนเพราะงานแต่งศพมีปัญหาใช่ไหม ลาภิณย้อนถามว่าแล้วเธอจะกลับไปช่วยไหม

“ไม่ ฉันไม่ใช่คนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา” เธอทำเสียงเข้มคอแข็ง ลาภิณรู้ว่าใช้ไม้แข็งกับเธอไม่ได้ เขาทำหน้าขรึมพูดจริงจังอย่างขอความเห็นใจว่า

“ฉันรู้นะเจว่าเธอรักงานแต่งศพ ไม่อย่างนั้นคงทำไม่ได้ตั้งหลายปีหรอก แล้วเธอจะทิฐิอยู่ทำไม นี่ฉันเป็นฝ่ายมาง้อเธอนะ เธอไม่เสียฟอร์มหรอก”

“ฉันไม่อยากมีปัญหากับแม่คุณแล้วก็ยังแฟนคุณอีกคน”

ลาภิ ณชี้แจงว่า เรื่องคุณแม่ไม่ต้องห่วงเพราะท่านเป็นคนให้ตนมาตามเธอเอง ส่วนเรื่องปริมนั้น คุณแม่จะเป็นคนอธิบายกับปริมเอง มองหน้าชั่งใจถามว่า “ทีนี้ก็เหลือแต่เธอแล้วล่ะ ว่ายังมีใจให้นิราลัยอยู่หรือเปล่า ส่วนเรื่องพินัยกรรมคุณพ่อ ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงเหมือนเดิม เธอยังได้หุ้นสิบเปอร์เซ็นต์อยู่”

เจติยาบอกว่าเรื่องนั้นไม่ใช่ ประเด็นสำคัญ ลาภิณเชื่อว่าคนอย่างเธอเงินซื้อไม่ได้ แต่ที่พูดไปก็เพื่อแสดงความจริงใจให้เธอเห็นว่าทุกอย่างตรงไปตรงมา รวบรัดอ้อนว่า “ตกลงกลับไปช่วยงานฉันนะ” เจติยาไม่ตอบแต่เดินนำไป ลาภิณรีบตาม

ฝ่ายชูจิตก็รับรองกับปริมว่าจะไม่ปล่อยให้ลาภิณต้อง เสียทีเจติยาแน่ ให้ทำงานไปอีกสักพักหาคนมาแทนได้ก็จะบีบให้ออกไป ไม่ปล่อยให้เธอต้องไม่สบายใจแบบนี้นานหรอก ปริมเงียบไปแต่ใจยังไม่สงบ

เมื่อ ออกมาที่ลานจอดรถบริษัท เจอพิสัยมาดักอ่อยว่า ตนสามารถทำให้เธอได้แต่งงานกับลาภิณเร็วขึ้นแลกกับหุ้นครึ่งหนึ่งของบริษัท ปริมมองเหยียดๆบอกว่ามากไปมั้ง พิสัยทั้งขู่ทั้งหว่านล้อมว่า ถ้าเธอไม่รีบจับจองลาภิณเป็นเจ้าของเสียแต่ตอนนี้ก็น่าเสียดายโอกาส ถ้าลาภิณมีผู้หญิงอื่นที่ทัดเทียมกับเธอเข้ามาเสียก่อน

เห็นปริมนิ่งคิด พิสัยยิ้มกวนๆถามอย่างถือไพ่เหนือกว่าว่า “ว่าไงล่ะ คุณจะร่วมมือกับผมรึเปล่า”

ooooooo

เจ ติยากลับมาทำงานแต่งศพอย่างมีความสุขกับงาน ที่นี่เธอได้เจอกับณุที่เป็นลูกน้องคนสนิทของนายโชค เอาศพลูกน้องมาทำ แต่เลียบเคียงถามเรื่องใครฆ่านายโชคก็ไม่ได้ความอะไร รู้แต่เพียงว่านายโชคมีศัตรูอยู่สองกลุ่มเท่านั้น

จนคืนต่อมา นายโชคก็มาบอกเบาะแสเธอว่า “ถึง ฉันจะไม่เห็นหน้าคนแทงฉัน แต่ฉันแน่ใจว่าไม่ใช่พวกศัตรูฉันหรอก เพราะแถวนั้นเป็นถิ่นฉัน ใครแปลกหน้าผ่านมาฉันต้องรู้ คนที่ฆ่าฉันก็คือคนที่อยู่ในร้านนั่นแหละ”

“หรือจะเป็นพวกลูกน้องนายเอง”

“ไม่มีทาง ลูกน้องฉัน รักฉันทุกคน ไม่มีวันหักหลังฉันเด็ดขาด” นายโชคมั่นใจมาก แต่จู่ๆนายโชคก็ตัดบทว่า “วันนี้เธอคงช่วยอะไรฉันไม่ได้แล้วล่ะ ไปช่วยเจ้านายเธอก่อนที่จะโดนรุมตีตายเถอะ” พูดแล้วนายโชคหายไปทันที “เดี๋ยวสิ มาพูดกันให้รู้เรื่องก่อน” แต่ทุกอย่างเงียบสนิท เธอบ่น “ทีไม่ อยากให้มาจะมา อยากให้อยู่จะไป ผีนี่เอาใจยากจริงๆวุ้ย” พลันก็ฉุกคิดคำเตือนของนายโชค นึกห่วงลาภิณขึ้นมา รีบวิ่งออกไปตามหา

เจติยาวิ่งไปเจอลาภิณกำลังถูกย้งกับปองสวมหมวก ไอ้โม่งรุมชกต่อยอยู่ข้างรถเขา เธอกับ รปภ.รีบวิ่งเข้าไปช่วย ย้งกับปองเห็นท่าไม่ดีรีบดึงกระเป๋าสตางค์ของลาภิณหนีไป ทำทีว่าชิงทรัพย์

ลาภิณถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ปริมรู้ว่าใครทำ เธอ โทร.ไปต่อว่าพิสัยที่บอกว่าจะช่วยตนแต่กลับส่งคนไปซ้อมลาภิณจนสะบักสะบอม

“โอเค ผมยอมรับก็ได้ แต่ที่ผมทำไปก็เพราะอยากจะช่วยคุณ คุณควรอาศัยโอกาสนี้เร่งทำคะแนน คนอย่างต้นใช้ไม้แข็งไม่ได้ผลหรอก แต่ถ้าเจออ่อนๆหวานๆเข้าเป็นเสร็จ เชื่อผมสิ มึนตึงกันมาพักใหญ่แล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าผมไม่ทำแบบนี้แล้วพวกคุณจะหาจังหวะคืนดีกันได้ยังไง”

ปริมยอมรับเหตุผลของพิสัย คิดหนักว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี

ทั้งขู่ทั้งหว่านล้อมปริมแล้ว พิสัยไปพบย้งกับปองที่คอนโดฯ เขาให้ทั้งสองแบ่งเงินในกระเป๋าของลาภิณกัน คนละครึ่ง ส่วนตัวเขาให้สร้อยทองเส้นโตคนละเส้น บอกให้รีบกลับไปทำงานต่อ เพราะตั้งแต่ลาภิณจับได้ว่าตนมีนอกมีในก็อดอยากปากแห้งกันมานาน

ooooooo

เจติยาพาลาภิณไปโรงพยาบาล เขาขอบใจเธอที่ช่วยไว้ ไม่อย่างนั้นตนคงเจ็บกว่านี้เยอะ บอกเธอว่าตนเริ่มหายสงสัยแล้วว่าทำไมคุณพ่อถึงยกหุ้นให้เธอ เชื่อว่าที่คุณพ่อยกหุ้นให้เพราะอยากให้เธอช่วยเหลือตนกับนิราลัยมากกว่า

ชูจิตกับปริมเปิดประตูเข้ามา เห็นเจติยาอยู่กับลาภิณก็ชะงัก ชูจิตหน้าตึงถามว่าเธอมาทำอะไร ลาภิณบอกว่าเธอเป็นคนช่วยตนไว้

“เธอมีอะไรอีกรึเปล่า ถ้าไม่มีก็กลับไปได้แล้ว” ชูจิตไล่ตรงๆ เจติยาจึงไหว้ลา ชูจิตทำเมินไม่รับไหว้ แต่ปริมกลับขอบใจเธอที่ช่วยลาภิณไว้ เธอพูดจนทุกคนอึ้งว่า

“ฉันถือว่าฉันเป็นหนี้บุญคุณเธอไม่น้อยไปกว่าคุณต้น ไว้ฉันจะหาทางตอบแทนน้ำใจของเธอก็แล้วกัน”

เมื่อเจติยาเดินออกไปแล้ว ปริมหันมายิ้มหวานเอาใจลาภิณถามว่าเจ็บมากไหม เขาตอบทีเล่นทีจริงว่าไกลหัวใจเยอะ แต่ตาอดชำเลืองไปทางเจติยาที่กำลังเดินออกไปไม่ได้

“คุณปริมกินอะไรเข้าไปเนี่ย น่าตกใจยิ่งกว่าผีหลอกเสียอีก” เจติยางึมงำงงๆกับท่าทีของปริม พลันก็ชะงักเมื่อเห็นณุลูกน้องของนายโชคเข็นรถพาแฟนสาวเข้ามาด้วยท่าทางเอาอกเอาใจมาก

ได้ยินทั้งคู่คุยกันว่า แฟนณุอาหารเป็นพิษ เธอไม่อยากนอนโรงพยาบาล แต่ณุอยากให้นอนคุยอวดว่าเงินแค่นี้จิ๊บๆ ตนจ่ายเองไม่ต้องห่วง

เจติยานึกเอะใจว่าลูกพี่เพิ่งตายไม่ประหยัดเงินบ้างรึไง? เลยให้นิษฐาไปสืบอีกทีว่านายโชคตายไปใครได้ผลประโยชน์มากที่สุด นิษฐาถามแขวะว่าดิ้นรนหาหลักฐานเพื่ออะไร

“เพื่อความสบายใจ ว่าจะไม่มีใครมาตามเล่นงานเจ้านทีต่อจากนายโชคอีก แกมีคนรู้จักที่อยู่ในชุมชนเดียวกับนายโชคไม่ใช่เหรอ ขอให้เขาพาฉันไปที่บ้านนายโชคหน่อยสิ”

“เออๆ ฉันจะลองถามเขาให้ละกัน แต่ไม่รับปากนะว่าจะสำเร็จ” นิษฐารับคำอย่างไม่เห็นด้วยนัก

ขณะนั้นเอง พิทยาหรือพีทก็ขับรถสปอร์ตคันหรูมีกุลธิดานั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถโฉบเข้ามาจอด นิษฐาเหล่มองพิทยาอย่างจับสังเกต เมื่อทั้งสองลงจากรถมาหา นิษฐาเอาสร้อยเส้นเล็กๆจากกระเป๋าให้กุลธิดาบอกว่าช่างที่ร้านทองพ่อซ่อมตะขอให้แล้วไม่คิดตังค์

“จะไปรึยังครับเอียด จะได้เวลาเรียนแล้วนะ” พิทยาเดินมาถาม กุลธิดาบอกเพื่อนว่าไปก่อนนะ พรุ่งนี้ค่อยเจอกัน

พอทั้งสองขึ้นรถไป เจติยาชมว่า “ตัวจริงพี่พีทเขาดูติดดินดีเนอะ” พูดแล้วเห็นนิษฐาหน้าเครียดๆ ถามว่าเครียดอะไรหรือ นิษฐารู้สึกตัวตัดบทว่า ไปเรียนก่อนนะ แล้วเดินเลี่ยงไปเลย เจติยามองตามนิษฐาไปอย่างสงสัยท่าทีแปลกๆของเธอ

ooooooo

ระหว่างมาเฝ้าลาภิณที่โรงพยาบาล ปริมกลายเป็นคนดีอย่างไม่น่าเชื่อ เธอขอโทษลาภิณถ้าที่ผ่านมาทำอะไรเกินไป บอกเขาว่าจะปรับปรุงตัวเอง ส่วนลาภิณก็ขอโทษเธอที่ตนไม่ค่อยมีเวลาให้เพราะโหมงานหนักจนไม่ค่อยคิดถึงจิตใจเธอ

ท่าทีที่อ่อนลงของลาภิณ ทำให้ปริมยิ่งเชื่อพิสัยที่บอกว่าคนอย่างเขาใช้ไม้แข็งไม่ได้ เจอไม้อ่อนหวานๆ เดี๋ยวก็เสร็จ

เวลาเดียวกัน พิสัยก็เร่งสั่งของหาเงินอย่างเร่งด่วนจนถูกชูจิตถามว่าตกลงจะไม่ยอมเลิกกินนอกกินในแน่ใช่ไหม แต่พอพิสัยอ้อนว่าตนไม่ได้ทุจริตสั่งของทุกอย่างมาตามความจำเป็นของงานทั้งนั้น แค่นี้ชูจิตก็เชื่อแล้ว พิสัยจึงอ้อนต่อ

“พี่กับพี่สารัชมีบุญคุณท่วมหัวผม ใจจริงผมไม่เคยคิดจะทุจริตเลย แต่ทุกวันนี้ผมก็ไม่ต่างจากลูกจ้างคนนึง ผมก็เลยอยากมีกิจการของตัวเองบ้าง พอมีปัญหาขึ้นมาผมก็ขายทิ้งให้คนอื่นไปแล้ว พี่ไม่เชื่อจะให้ผมไปสาบานที่ไหนก็ได้”

“ไม่ต้องถึงขั้นสาบานหรอก เมื่อเธอยืนยันหนักแน่นขนาดนี้ พี่ก็เชื่อเธอ ต่อไปก็เลิกคิดน้อยอกน้อยใจที่ไม่ได้อะไรจากพี่สารัชได้แล้ว เพราะเธอจะได้จากพี่อย่างแน่นอน” พิสัยรีบขอบคุณ “ถ้าขาดเหลืออะไรก็มาบอกพี่ได้ ยังไงเธอ ก็เป็นน้องชายแท้ๆของพี่ พี่ต้องช่วยเหลือเธออยู่แล้วพิสัย”

พิสัยยกมือไหว้อย่างซึ้งใจสุดๆ “ผมก็มีแต่พี่จิตคนเดียวนี่ล่ะครับ ถ้าไม่มีพี่สักคน ก็คงไม่มีใครต้องการผม”

หลังจากนั้นไม่นาน พิสัยเดินออกจากห้องทำงานของชูจิต ยกโทรศัพท์โทร.ออกอย่างกระหยิ่มทันที...

“เฮ้ย...ทางสะดวกแล้ว เอาของมาส่งได้เลย เคลียร์เงินให้จบภายในวันนี้ก่อนไอ้ตัวมารจะกลับมา”

ooooooo

ตอนที่ 3

พิสัยจิกตาแค้นเมื่อนึกถึงอดีต 20 ปีก่อน... เวลานั้น สารัชกับชูจิตยังไม่มีลูก ชูจิตจึงรับพิสัยในวัย 5–6 ขวบซึ่งเป็นน้องสุดท้อง ลูกหลงของพ่อกับแม่มาเลี้ยงดูอย่างดี มีของเล่นทันสมัยมากมาย

สารัชถามว่าเอาน้องมาเลี้ยงแทนลูกแบบนี้

เกิด เรามีลูกขึ้นมาเองเด็กจะไม่มีปัญหาหรือ ชูจิตเชื่อว่าไม่มี ตนอยากช่วยพ่อกับแม่เลี้ยงน้องเพราะท่านทั้งสองอายุมากแล้ว สารัชตามใจทั้งที่ไม่สบายใจนัก

ต่อมาชูจิตตั้งท้อง สารัชดีใจมาก ทะนุถนอมเธอจนพิสัยอิจฉาเด็กในท้อง เริ่มอารมณ์หงุดหงิดรุนแรงระบายอารมณ์กับคนรับใช้ จนไม่มีใครอยากเข้าใกล้

คิดถึงอดีตแล้ว พิสัยพึมพำอย่างเกลียดชัง “ถ้ามึงไม่มาเกิด ทุกอย่างก็ต้องเป็นของกู” คิดแล้วขึ้นรถขับออกไปเลย

เขา นัดพบปองกับย้งลูกน้องที่สนิทไปพบที่ผับแห่งหนึ่ง บอกทั้งสองว่ามีงานให้ทำ ถ้าทำสำเร็จจะมีเงินให้ใช้ แถมจะเลื่อนตำแหน่งให้ด้วย ปองกับย้งบอกว่ามีอะไรสั่งมาได้เลย ไม่ว่าจะให้สั่งสอนหรือสั่งเก็บ

“โดยเฉพาะไอ้คนที่มาแย่งห้องทำงานคุณไป

ก็ไม่น่าเอาไว้นะครับ” ปองทำหน้าเจ้าเล่ห์

“ยังไม่ต้องถึงขั้นนั้นหรอก เอาแค่สั่งสอนก็พอ” พิสัยพูดนิ่งๆแต่แววตาร้ายกาจ

หลัง จากนั้นไม่กี่วัน ย้งกับปองก็สร้างกระแสปั่นพนักงานให้ลุกขึ้นมาประท้วงการมาทำงานของลาภิณ อ้างว่าบรรดาพนักงานผูกพันกับบริษัทและไม่พร้อมรับผู้บริหารใหม่ที่ไม่มี ประสบการณ์ ทั้งสองล่าลายเซ็นพนักงานได้เกือบทั้งหมด ยกเว้นที่ห้องแต่งศพ ทั้งลุงทวี เจติยา และโอ้เอ้ไม่ยอมเซ็น ลุงทวีบอกว่า

“ฉันคงเซ็นให้ ไม่ได้หรอก คุณลาภิณเพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่วัน ฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะสร้างความเสียหายอะไรเลย แล้วจะไปไล่เขาออกได้ยังไง”

“ลุงพูดอย่างนี้คิดจะเป็นศัตรูกับพวกฉันเหรอ” ย้งตะคอก

“พวก เราไม่อยากเป็นศัตรูกับใคร แต่ก็ไม่อยากเป็นเครื่องมือให้ใครด้วย พวกพี่ไปล่ารายชื่อที่อื่นเถอะ ที่ห้องแต่งศพไม่มีใครเซ็นให้หรอก” เจติยาตอบนิ่มแต่หนักแน่น

“อ๋อ...ลืมไปว่าที่แผนกนี้มีกิ๊กของท่านประธานคนเก่าอยู่ด้วย มิน่าถึงต้องปกป้องลูกเลี้ยงจนสุดตัว” ย้งเยาะเย้ย

เจ ติยาตบมันจนหน้าหัน พอมันหันจะเล่นงานเธอ โอ้เอ้ก็โผเข้ากอดมันไว้ร้องบอกลุงทวีกับเจติยาให้รีบหนีไปเร็วๆ ผลคือโอ้เอ้ถูกชกกลิ้งไป ลุงทวีหันมาร้องห้ามก็ถูกปองผลักกระเด็นล้มลง เจติยาโกรธมากคว้าน้ำยาฆ่าเชื้อสาดหน้ามันทั้งสองเต็มๆ มันปิดหน้าร้องลั่น เจติยารีบไปฉุดลุงทวีร้องบอกโอ้เอ้ “หนีเร็ว...”

พอปองกับย้งรู้ว่า ทั้งสามหนีไป มันวิ่งตามทั้งๆที่ยังแสบหน้าอยู่ มันวิ่งไล่มาดักหน้าทั้งสาม ย้งตะโกน “พวกมึงไม่รอดแน่” ส่วนปองเดินยิ้มเหี้ยมเข้าหาคำราม “มึงรู้จักพวกกูน้อยไปเสียแล้ว”

“งั้นช่วยแนะนำตัวหน่อยสิ ฉันจะได้รู้จักพวกนายมากขึ้น” ลาภิณเดินหน้านิ่งเข้ามาจ้องหน้ามันอย่างเอาเรื่อง ย้งกับปองหน้าเหลือสองนิ้ว ก้มหน้างุด

ooooooo

ลาภิณสั่งไล่ ย้งกับปองออก พิสัยไกล่เกลี่ยว่าเป็นเรื่องทะเลาะกันของพนักงาน ปรับความเข้าใจกันได้ก็ดีแล้วอย่าถึงกับต้องไล่ออกเลย ลาภิณหันไปถาม

เจติยาว่า เธอว่าอย่างไร

เจ ติยายืนยันว่าสองคนนี้มาหาเรื่องพวกตน ตนทำไปเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น ไม่เชื่อก็เอากล้องวงจรปิดมาเปิดดู ครู่เดียวโอ้เอ้ก็เอาแผ่นดิสก์มา ลาภิณชูให้ย้งกับปองดู บอกว่า “นี่เป็นภาพจากกล้องวงจรปิด”

“ส่วนหลักฐานรายชื่อที่สองคนนี้ไปล่ามาเพื่อหวังปลดคุณลาภิณ ลุงทวีเอาไปเก็บซ่อนไว้แล้ว” เจติยายิ้มอย่างเป็นต่อ

ลาภิ ณเปิดลิ้นชักหยิบเอกสารออกมาแฟ้มหนึ่งบอกว่านี่คือหลักฐานทุจริต ล้วนเป็นการทุจริตเบิกค่าโอทีเกิน สั่งของผิดสเปกและเอาของบริษัทไปใช้ส่วนตัว

ที่ตนหายไปสองสามวันก็เพราะไปหาหลักฐานเหล่านี้ ถามทั้งสองว่า

“ทีนี้ก็เลือกเอาแล้วกัน ว่าจะยอมโดนไล่ออกดีๆ หรือจะให้ฉันแจ้งตำรวจ”

ทั้งย้งและปองหน้าซีดเผือด ส่วนพิสัยหลบสายตาลาภิณอย่างเจ็บใจที่ลูกน้องทิ้งหลักฐานมัดตัวไว้มากมาย

เจติยามองหน้าลาภิณทึ่ง คิดไม่ถึงว่าเขาจะจริงจังจนหาหลักฐานมาเอาผิดกับพวกนี้ได้ขนาดนี้

ooooooo

พิสัย เจ็บใจที่ถูกลาภิณย้อนเกล็ด ด่าลูกน้อง ทั้งสองว่าทำตัวกร่างจนคนเขาเหม็นขี้หน้า ถึงได้ทำให้ลาภิณเล่นงานเอาได้ มันสองคนอ้อนวอนว่าอย่าทิ้ง พวกตน ถ้าตกงานมีหวังอดตายแน่

“คนอย่าง ฉันไม่เคยทิ้งลูกน้องอยู่แล้ว เดี๋ยวพวกแกไปทำงานที่โรงไม้ของฉันแทนแล้วกัน” พอทั้งสองยกมือไหว้แล้วออกไป พิสัยจิกตาคำราม “ไอ้ต้นมันไม่ใช่กระดูกอ่อนอย่างที่ฉันคิด ท่าจะประมาทไม่ได้เสียแล้ว”

ฝ่ายชูจิตแสดงความชื่นชมภูมิใจลาภิณที่ จัดการทุกอย่างได้เรียบร้อย ปริมฉอเลาะว่า “เก่งที่สุดเลยคุณต้น ทีนี้คนอื่นจะมาว่าคุณทำงานไม่เป็นไม่ได้แล้วนะคะ ที่ผ่านมาเป็นเพราะคุณต้นยังไม่มีเวทีให้แสดงฝีมือต่างหาก”

ส่วนลาภิณบอกว่าพิสัยคงไม่หยุดแค่นี้ ชูจิตติงลูกที่มองน้าในแง่ร้าย แต่ก็รับปากจะดูแลเรื่องนี้ให้เอง

เที่ยงนี้ ขณะเจติยา นิษฐา และนวัชนั่งทานก๋วยเตี๋ยวด้วยกัน เจติยาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่บริษัทให้ฟังแล้ว นิษฐาชมเปาะว่าลาภิณไม่เพียงแต่หล่อยังมีสมองด้วย เจติยา ยอมรับว่าตนเองก็ผิดคาดเหมือนกัน นวัชพูดแทรกขึ้นอย่างหมั่นไส้นิดๆว่า คนเขามีต้นทุนสูงก็ธรรมดาแหละ นิษฐาเลยแหย่ “น้ำเสียงเหมือนจะอิจฉาเลยเนอะ”

“พี่จะไปอิจฉาเขาทำไม พี่ภูมิใจที่พี่เป็นแบบนี้ แหละ” นวัชพูดเรียบๆ แล้วก้มหน้าก้มตากินก๋วยเตี๋ยวแต่แอบน้อยใจอยู่เหมือนกัน

เจติยาแอบมองทั้งสองยิ้มๆ รู้สึกนิษฐาจะแฮปปี้ที่ได้แหย่นวัชเล่น

ทันใดนั้น มีเสียงกรีดร้องอย่างตกใจสุดขีดของผู้หญิงแว่วมา นวัชลุกพรวดไปตามสัญชาตญาณตำรวจ ส่วน นิษฐาวิ่งตามไปติดๆตามวิสัยนักสังคมสงเคราะห์เจติยาถอนใจแล้วจึงลุกตามไป

เป็นเหตุการณ์ที่น้องออยเด็กหญิงวัย 7-8 ขวบถูกรถชนตาย คนขับชนแล้วหนีแต่ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ขณะนั้นเลย เจติยาเดินเข้ามา พลันก็เห็นศพน้องออยมองมาพูดว่า “บอกความจริง” เธอเย็นวาบไปทั้งตัวเมื่อรู้ว่านี่คืองานชิ้นใหม่ที่กล่องรากบุญมอบให้!

ooooooo

กลับถึงบ้าน เจติยามองกล่องรากบุญที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยสีหน้าครุ่นคิด นึกถึงเรื่องที่คุยกับลุงทวีเมื่อตอนเย็น...

ลุงบอกว่าเธอจะหลีกเลี่ยงคำขอของวิญญาณพวกนั้นไม่ได้ เพราะถ้าเราไม่ทำหรือทำไม่สำเร็จภายในหนึ่งเดือนเราก็ต้องตาย เธอถามว่าแบบนี้เราก็เป็นทาสของกล่อง ต้องทำไปจนกว่าจะตายหรือหาเจ้าของใหม่ให้กล่องได้ใช่ไหม

“นั่นแหละ ลุงถึงได้ให้กล่องกับคุณสารัชทันทีที่รู้ว่าคุณสารัชเป็นมะเร็ง เพราะลุงเองก็กลัวเหมือนกันว่าสักวันต้องตายเพราะกล่องใบนี้ ถ้าหนูเจเริ่มกลัวก็มองหาเจ้าของคนใหม่สิ เลือกคนที่มีความปรารถนาแรงกล้าแล้วก็เป็นคนดีพอที่จะไม่ใช้กล่องใบนี้ไปในทางที่ผิด”

เจติยาติงว่า แบบนี้ก็เท่ากับมีทาสเพิ่มขึ้นอีกคน ตนไม่อยากทำอะไรแบบนี้แล้ว ลุงขอให้คิดเสียว่ากล่องนี้ให้ทำอะไรก็ทำแล้วกัน แถมยังได้อธิษฐานขออะไรก็ได้เป็นรางวัลอีก

“ลุงเข้าใจผิดแล้วค่ะ เจไม่ได้เครียดที่ต้องช่วยเหลือวิญญาณพวกนั้น แต่ที่เจไม่อยากทำ เพราะเจคิดว่า การทำความดีต้องมาจากใจจริง ไม่ใช่การบังคับหรือการเอาพรวิเศษมาล่อแบบที่กล่องรากบุญทำอยู่”

ลุงทวีมองอึ้งบอกว่าไม่เคยเห็นใครคิดแบบเธอ เจติยาถามว่า ถ้าตนช่วยเหลือวิญญาณพวกนั้นต่อไป แต่ไม่ขอพรอะไรอีกจะเป็นอะไรหรือเปล่า

“ลุงก็ไม่รู้เหมือนกัน ขนาดคุณสารัชที่ท่านมีพร้อมทุกอย่างจนไม่รู้จะขออะไรอีกแล้ว ก็ยังขอในสิ่งเล็กๆน้อยๆไปเรื่อยเปื่อย เพื่อให้กล่องมันทำหน้าที่ของมันต่อไป”

ฟังลุงทวีแล้ว กลับมานั่งมองกล่องรากบุญ ครุ่นคิดว่าตนจะทำอย่างไรกับกล่องนี้ดี? หยิบกล่องมาถือ บอกกล่องว่า

“ฉันจะไม่ยอมตกเป็นทาสของแก แม่ฉันหายป่วย ฉันก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว สิ่งอื่นที่ฉันอยากได้ ฉันจะหามาด้วยนํ้าพักนํ้าแรงของฉันเอง ไม่มีอะไรที่ฉันจะขอจากแกอีกแล้ว เข้าใจเสียด้วย”

เจติยาวางกล่องไว้บนโต๊ะเดินไปเข้าห้องนํ้า พลันกล่องก็มีเงาดำทะมึนไหววูบวาบ รูปหน้ายักษ์บนฝากล่อง เปล่งแสงสีแดงฉานจากดวงตาเหมือนไม่พอใจความคิดของเจติยามาก

ooooooo

น้องออยตามมาทวงเจติยาถึงบ้านว่าสัญญากับตนแล้วว่าจะบอกความจริงให้ทุกคนรู้ว่าใครเป็นคนขับรถชนตน น้องออยบอกเป็นแนวทางว่า “รถสีดำคันนั้น”

เช้านี้เธอรีบไปหานวัชที่หน้าบ้าน ถามความคืบหน้าเกี่ยวกับรถที่ชนน้องออยแล้วหนีว่ามีอะไรไหม นวัชบอกว่าไม่มีใครเห็นเหตุการณ์สักคน เธอถามว่า แถวนั้นมีกล้องวงจรปิดไหม และช่วงเวลาที่เกิดเหตุมีรถสีดำผ่านไปบ้างรึเปล่า

“ทำไมต้องรถสีดำด้วยล่ะ เจรู้อะไรมาเหรอ” นวัชเอะใจ เจติยาเฉไฉกลบเกลื่อนว่าไม่มีอะไรแล้ว ขอตัวไปเรียน

ที่มหาวิทยาลัยนี่เอง เจติยากับนิษฐาเจอกับเอียดหรือกุลธิดาที่เพิ่งกลับจากสวิส ทักทายกันแล้วเอียดขอตัวไปเรียน พอเอียดไป ลาภิณที่มาบรรยายเรื่องธุรกิจเกี่ยวกับศพให้นักศึกษาฟังก็เข้ามาทัก

ทันใดนั้น นักศึกษาคนหนึ่งเข้ามาถามหน้าตาตื่นตกใจว่า เจติยากับนิษฐาเป็นเพื่อนกับเอียดใช่ไหม บอกว่าเกิดเรื่องใหญ่แล้ว เพราะภัสสรเพื่อนตนหาว่าเอียดแย่งแฟน เลยเอามีดขู่พาเอียดไปที่ดาดฟ้า

เจติยาให้นิษฐาซึ่งรู้จักบอยแฟนของภัสสรรีบไปตามเขามา นิษฐาหันไปบอกเพื่อนนักศึกษาคนหนึ่งให้ไปตามอาจารย์มาเร็วๆ ลาภิณเห็นยังมีเวลา เขาจึงตามเจติยาไปด้วย

ปรากฏว่าลาภิณช่วยพูดหว่านล้อมเกลี้ยกล่อมภัสสรให้ไตร่ตรองถึงความผิดชอบชั่วดี อย่าต้องติดคุกเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ให้คิดถึงพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงว่าจะเสียใจแค่ไหนถ้าเกิดเหตุร้ายขึ้น

บอยมาถึง เขาขอร้องเอียดอย่าเอาเรื่องภัสสรเลย ทั้งหมดเป็นความผิดของตนเอง ต่อไปตนจะไม่ยุ่งกับเอียดอีกแล้ว

เจติยากับนิษฐาก็ช่วยกันเกลี้ยกล่อม จนเมื่ออาจารย์วิเชียรมา อาจารย์เตือนสติว่า ไม่อยากให้ทั้งสองต้องมีประวัติด่างพร้อยเพราะเรื่องแบบนี้ เมื่อภัสสรฟังบอยและทุกคนแล้วอารมณ์จึงผ่อนคลายลง แต่เอียดโกรธจะเอาเรื่อง จนเมื่อทุกคนช่วยกันหว่านล้อมว่าภัสสรสำนึกผิดแล้วเอียดจึงยอมไม่เอาเรื่อง

หลังจากลาภิณไปบรรยายเสร็จ มาเจอเจติยาที่หน้าตึกเรียน เขาพูดทึ่งแกมขำว่า

“จะว่าไปเธอนี่ก็เก่งนะ ฉันเจอเธอทีไรมีแต่เรื่องตลอด แต่เธอก็เอาตัวรอดมาได้ทุกที”

“เป็นคำชมที่ดูทะแม่งๆนะคะ แต่ก็ขอบคุณค่ะ ความจริงงานนี้ฉันมัวแต่ห่วงเพื่อน ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ถ้าไม่ได้คุณช่วยก็คงแย่”

ขณะนั้นเอง วิญญาณน้องออยมาสะกิดเจติยา ชี้ให้ดูรถสีดำที่ชนตน เธอหันมองแล้วแทบช็อก เพราะเห็นอาจารย์วิเชียรกำลังขึ้นรถคันนั้นพอดี!

เป็นเรื่องที่รู้แล้วทั้งกดดันและลำบากใจอย่างที่สุด เมื่อคนร้ายคืออาจารย์ของตัวเอง! เจติยาจึงไม่กล้าบอกความจริงแก่นวัชและนิษฐา เธอเล่าแต่เพียงเลาๆเป็นนัยๆ จนน้องออยทนไม่ได้ ปรากฏตัวมาต่อว่าที่เธอผิดสัญญา น้องออยอาละวาดจนเจติยาขู่ว่าถ้าไม่มีเหตุผลแบบนี้ต่อไปจะไม่ช่วยเหลืออะไรอีกแล้ว น้องออยเลย หายตัวไป

ยังไม่ทันหายปวดหัวกับเรื่องน้องออย เช้านี้ เจติยาก็ต้องปวดหัวหนักขึ้นไปอีก เมื่อครูที่โรงเรียนนทีมาตามที่บ้าน บอกเจติยาว่านทีขาดเรียนติดต่อกันบ่อยมาก จนจะหมดสิทธิ์สอบแล้ว ถามว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า

ที่แท้นทีไปมั่วสุมกับเพื่อนเล่นพนันบอลกันที่ห้องพัก เจติยาตามไปลากตัวกลับมา ดุด่าว่ากล่าวที่นทีทำตัวเหลวไหลไม่ไปเรียนหนังสือ ถ้าไม่รักดีแบบนี้ ต่อไปจะไม่ยุ่งด้วยแล้ว สตางค์แดงเดียวก็ไม่ให้

นทีอวดดีตามเคย บอกว่าไม่ให้ก็ไม่เอา แล้วเดินย้อนกลับไปที่ห้องเพื่อนอย่างท้าทาย

ooooooo

ตอนที่ 2

เจติยาลุกไปกดออดเรียกหมวดนวัชกลางดึกคืนนี้เลย ขอให้ออกไปข้างนอกกับตนหน่อย พอบอกธุระให้ฟัง หมวดถามว่ารู้ได้ยังไง เธอปดว่าป้านิภามาเข้าฝัน เห็นเขามองอึ้งๆก็รีบชี้แจงว่า

“เจไม่ได้ อยากฝันเลยนะหมวด ป้าแกมาเข้าฝันให้เจช่วยเองบอกว่าแกไม่ได้ฆ่าตัวตาย ให้รีบไปที่ท่ารถจะเจอคนที่ฆ่าแก” หมวดถามว่าท่ารถไหน “เจก็ไม่รู้เหมือนกัน เราไปที่ท่ารถที่ใกล้ที่สุดก่อนแล้วกัน”

หมวดนวัชทำหน้างงๆเพราะ นอกจากไม่รู้ท่ารถไหนแล้วยังไม่รู้ด้วยว่าคนนั้นเป็นใครด้วย แต่พอเจติยาตัดบทว่าถ้าไม่เชื่อก็ไม่ต้องไป หมวดก็รีบขึ้นมอเตอร์ไซค์สตาร์ตเครื่องทันที

เมื่อไปถึงท่ารถ ขณะเจติยากำลังงงๆอยู่นั่นเอง ป้านิภาก็มาบอกอยู่ข้างหลัง ชี้ตัวเมี่ยงสาวใช้ที่หอบห่อผ้าเตรียมขึ้นรถ พอเห็นเจติยา เมี่ยงตกใจจะวิ่งหนี ถูกหมวดดักจับไว้ ป้านิภาบอกอีกว่า “มันวางยาป้า”

เมี่ยง เถียงปากคอสั่นว่าตนไม่ได้ทำ เจติยาชี้ไปที่ห่อผ้าขอตรวจค้น เมี่ยงกอดไว้แน่น เธอกระชากถุงมาได้ ของในถุงหกกระจาย พบทองหยองเครื่องประดับของป้านิภาหลายชิ้น

ในที่สุด เจติยาก็จับตัวฆาตกรได้ด้วยการตามไปช่วยชี้ตัวของป้านิภา พอจับเมี่ยงได้ป้านิภาก็ค่อยๆเลื่อนหายไป เจติยาคอแห้งผากกับเหตุการณ์เหลือเชื่อที่เกิดขึ้น

ระหว่างเดินทาง กลับ หมวดกับเจติยาแวะทานก๋วยเตี๋ยวโต้รุ่งริมถนนใหญ่ ลาภิณไปปาร์ตี้กับปริมกลับมาเห็นพอดี เขาจอดรถลงไปก่อกวนว่า “ดึกป่านนี้ยังสวีตกันไม่เลิกอีกเหรอ พรุ่งนี้มีประชุมแต่เช้า เดี๋ยวก็เสียงานพอดี เนี่ยเหรอพนักงานดีเด่นของคุณพ่อ”

เจติยาสุดทน กับการหาเรื่องไม่เลิกของเขา สวนไปว่าบ้านตนอยู่ใกล้แค่นี้เดี๋ยวตนก็นอนได้แล้ว ถ้าเขาไปประชุมทันตนก็ไปทัน อดเหน็บไม่ได้ว่า

“ยังไม่ทันออกทุกข์ก็ ออกเที่ยวแล้วเหรอคะ เจว่านายเปลี่ยนเวลาเข้าทำงานใหม่ก็ดีนะคะ เป็นสัก 11 โมง เลิกงาน 3 ทุ่มจะได้เที่ยวต่อพอดีเลย”

“หวังว่าพรุ่งนี้เธอคงไม่เลทก็แล้วกัน ระวังตัวให้ดี ฉันจับตาดูเธออยู่” ลาภิณเดินกลับไปอย่างหัวเสีย

หมวดนวัชเตือนเธอว่าหาเรื่องใส่ตัวทำไม เขาเป็นเจ้านาย เดี๋ยวก็โดนไล่ออกหรอก

“ตอนนี้เขายังไม่กล้าไล่เจหรอกพี่หมวด เจออก เขานั่นแหละจะเดือดร้อน จะหาพนักงานที่ไหนอึดถึกอย่างเจได้”

“ยังไงเจก็ยังต้องพึ่งรายได้จากเขามารักษาแม่อยู่นะ รอให้ได้งานใหม่ก่อนเถอะค่อยไปงัดข้อกับเขา”

“ค่ะพี่หมวด” เธอรับคำหน้าจ๋อยๆอย่างเชื่อฟัง

แต่ พอกลับถึงห้องนอน เจติยาก็ตกใจ หวาดกลัว เมื่อเห็นกล่องรากบุญเคลื่อนไหวได้เอง เธอเดินกลัวๆ กล้าๆเข้าไปดู เห็นดาวโลหะสีดำวางอยู่ในปากยักษ์ เธอหยิบดาวมาดูเห็นมีเส้นสายลายโค้งไปมาไม่เป็นรูป

ไม่ใช่อักษร

ทันใด นั้น เหรียญที่เธอหยิบดู จู่ๆก็ลอยจากมือไปติดที่ฝากล่องด้านข้าง มีแสงสีทองสว่างวูบจากดาวโลหะสีดำ เห็นสิ่งมหัศจรรย์กับตาเช่นนี้ เจติยาทั้งตกใจ ทั้งกลัว ทั้งงง...

รุ่งเช้า เธอไปหาลุงทวีที่บ้านพัก เล่าทั้งเรื่องป้านิภาพาไปจับคนฆ่าแก และเรื่องมหัศจรรย์ของกล่องรากบุญให้ฟัง ลุงแกพูดด้วยสีหน้านิ่งขรึมว่า

“กล่องรากบุญ ได้เลือกเจ้าของใหม่แล้ว”

ooooooo

ลุง ทวีกับเจติยาไปนั่งคุยกันที่ร้านขายน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ ลุงทวีทบทวนให้ฟังว่า ที่ตนกับเจ้านายได้ยินคือ ช่วยฉันที ส่วนของเจติยาคือ บอกความจริง ย้ำกับเธอว่า

“ครั้งนี้กล่องบอกผ่านศพถึงงานที่เจต้อง ทำเพื่อแลกเปลี่ยนกับความปรารถนาของเจ” ถามว่า “เจยังไม่ได้ขออะไรจากกล่องใช่ไหม” เมื่อเธอบอกว่ายัง ลุงทวีพูดด้วยสีหน้าเป็นห่วงว่า

“ใครยอมรับงานที่มันเสนอไว้ ถือว่าทำสัญญาต่อกัน หากละเลยสัญญา เจ้าของกล่องต้องให้ค่าชีวิตแก่มัน นั่นหมายความว่าเจจะต้องตายก่อนเวลาจริง” ฟังแล้วชักกลัว เธอถามว่ามันจะทิ้งเจ้าของเองได้ไหม “มีเงื่อนไขข้อเดียวคือเจละเลยหาคำตอบตามคำขอจากศพครบหนึ่งเดือน ตอนนี้มันยังไม่ได้ผูกพัน ให้รับข้อเสนอนี้ เพราะเจยังไม่ได้ขออะไรจากกล่อง เจจะไม่สนใจแล้วใช้ชีวิตตามปกติไปก็ได้”

“แล้วถ้าเจทำคำขอของศพไม่สำเร็จล่ะค่ะ”

ลุง ทวีส่ายหน้าบอกว่า “หน้าที่ของลุงกับคุณสารัช คือช่วยเหลือคนที่ร้องขอให้พ้นทุกข์ ณ เวลาที่เขาขอ จะทำด้วยวิธีไหนไม่มีกำหนดแน่ชัดไว้ มันก็หมดพันธะกัน”

เจติยาบอกว่า กล่องบอกให้ตนทำงาน “บอกความจริง” ลุงทวีพยักหน้าว่างานน่าจะหยุดแค่บอกความจริง กล่องคงตัดสินเองว่าพอใจงานชิ้นนั้นไหม มันเป็นคำตัดสินที่ไม่มีการอุทธรณ์

“เจอ ยากให้แม่หายป่วยจากโรคไตวาย กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม งานบอกความจริงมันอาจจะยากมากสำหรับเจ แต่ถ้าแลกกับชีวิตแม่ เจก็ต้องทำให้ได้ค่ะ”

“ก่อนจะตกลงกับมันต้องคิดให้ดีเสียก่อนนะเจ เพราะความผูกพันนี้ยาวนานและสิ้นสุดลงด้วยชีวิตของเจเท่านั้น เจ้าของต้องส่งมันให้ผู้สืบทอดคนต่อไป ถึงจะหมดภาระผูกพัน ไม่งั้น คำสัญญายังคงอยู่ ถ้าเจไม่ยอมทำตามคำขอ พ้นหนึ่งเดือนเจจะต้องตาย มันเป็นเงื่อนไขมรณะ เจต้องคิดทบทวนให้ดีก่อนเข้าใจไหม”

ลุงทวีย้ำเตือนด้วยความเป็นห่วง เจติยาฟังแล้วคิด เครียด

ooooooo

ลาภิณกับพิสัย สองน้าหลาน ต่างชิงไหวชิงพริบเชือดเฉือนกันอย่างแหลมคม วันนี้ลาภิณจะไปทำงาน วันแรก แต่บอกชูจิตว่าอย่าบอกพิสัย

ฝ่าย พิสัย วันนี้สั่งเลขาให้ย้ายของของตนมาที่ห้องทำงานของสารัชซึ่งเป็นห้องทำงานของ ประธานบริษัท อ้างว่าห้องทำงานเก่าตนวิวดีน่าจะถูกใจลาภิณมากกว่า

“แต่ ผมอยากทำงานห้องคุณพ่อมากกว่า” ลาภิณพูดแทรกขึ้นแล้วเดินอาดๆเข้าไปในห้องทำงานของสารัช เลย พิสัยพูดออกตัวว่าไม่นึกว่าเขาจะมาทำงานเร็วขนาดนี้ ถูกลาภิณเหน็บกลับไปทันทีว่า “แค่มาเริ่มงานช้าไปชั่วโมงเดียว ผมเกือบเสียห้องทำงานนี้ไปแล้ว”

พิสัยพูดยิ้มๆ ว่าตนเห็นห้องทำงานนี้ยังไม่ได้ตกแต่งใหม่ให้ดูทันสมัยน่าอยู่เหมือนห้อง ทำงานตน คนหนุ่มอย่างเขาไม่น่าจะชอบจึงเสียสละยกห้องทำงานของตนให้

“แต่ห้องนี้เป็นห้องประธานบริษัท คนที่มานั่งทำงานต่อก็น่าจะเป็นประธานคนต่อไปมากกว่าไม่ใช่เหรอครับ”

“คุณ ต้นคิดไปนั่น” พิสัยหัวเราะกลบเกลื่อนชี้แจงว่า “มันแค่ห้องทำงาน คุณต้นเป็นลูกชายคนเดียวของพี่สารัชทุกคนก็รู้ ใครจะเป็นประธานคนใหม่ไปได้ถ้าไม่ใช่คุณต้น” แล้วตัดบทว่าตนพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขามีความสุขกับการทำงาน เมื่อชอบห้องนี้ก็ไม่เป็นไร อย่าเสียสมองกับเรื่องไร้สาระเลย แล้วขอตัว ไม่รบกวนเวลาทำงานของเขา

“อีก 5 นาที มีประชุมนะครับ ผมให้เลขาทำหนังสือ เวียนแล้ว หวังว่าทุกคนคงตรงเวลา” ลาภิณพูดตามหลัง

พิสัย หยุดกึก บอกว่าตนมีนัดกับลูกค้าวีไอพีไว้เสียด้วย คงต้องขาดประชุม ลาภิณตอบอย่างไม่ยี่หระว่าขาดเขาไปคน คงไม่เป็นไร เพราะงานในหน้าที่เรามันซ้ำซ้อนกันอยู่ ตนดูแลแทนได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว ย้ำให้บาดใจอีกว่า

“เพราะถึงยังไงซะ อำนาจการตัดสินใจเด็ดขาดก็ต้องอยู่ที่ผมอยู่ดี”

“งั้น น้าก็สบายใจหายห่วง ฝากด้วยนะคุณต้น” พิสัยยิ้มจริงใจ แต่พอหันหลังให้เท่านั้น หน้าเขาเครียดทำปากขมุบขมิบด่าขณะเดินออกไป ลาภิณมองตามน้าชายอย่างรู้ทัน ยิ้มสะใจที่ขวางเขาได้สำเร็จ

ooooooo

เมื่อมาในห้องแต่งศพ เจติยากับลุงทวีนั่งมองกล่องรากบุญที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เธอบอกลุงทวีว่าตนตัดสินใจแล้วที่จะขอให้แม่หายทรมานจากโรคไตวาย ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนก็ยอมทุกอย่างขอให้แม่มีชีวิตยืนยาว ตนจะได้ทำให้ท่านมีความสุขเสียที

“หากเป็นคนอื่น คงขอให้ร่ำรวยเงินทอง แต่เจแค่อยากให้แม่มีอายุยืนขึ้นเท่านั้น” พูดพลางแกผลักกล่องรากบุญไปใกล้เธอ อธิบายว่า “เจสามารถขอกี่ครั้งก็ได้ตลอดวาระของการเป็นเจ้าของ แต่เจต้องทำตามคำขอร้องให้สำเร็จสามครั้งต่อหนึ่งความปรารถนา เหรียญโลหะสีดำในกล่องเป็นสัญลักษณ์แทนงานแต่ละชิ้น นำไปติดที่ข้างกล่องเมื่อครบจำนวนที่กำหนดสิ่งที่ขอไว้ก็จะปรากฏผล”

“ถ้าเกิดเจไม่อยากได้อะไรอีกนอกจากให้แม่หายป่วยแล้วเจต้องทำยังไงคะ”

“เมื่อก่อนลุงทำงานตามคำขอจากศพโดยไม่สนใจความต้องการใดๆ กล่องปิดไว้ตลอดเวลา ลุงเลยไม่ได้สังเกตว่าการไม่ขอจะต้องพบเรื่องดีหรือร้าย”

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจติยาตัดสินใจเอามือวางไว้บนกล่องรากบุญพูดอย่างแน่วแน่

“ฉันยอมทำตามคำขอที่ได้รับฟังจากศพ เพื่อบอกความจริงตามที่เขาต้องการ ส่วนความปรารถนาของฉันก็คือ ขอให้แม่มยุรีหายเจ็บป่วยจากโรคร้ายและมีชีวิตยืนยาวเพื่อเห็นความเจริญพัฒนาของลูกคนนี้”

ตอนที่ 1

เช้านี้ ที่หน้าบ้านบูรณิน ลาภิณขับรถเลี้ยวปาดเข้ามาอย่างเร็ว ชายหนุ่มในชุดปาร์ตี้จากเมื่อคืนชายเสื้อหลุดลุ่ยรีบลงจากรถ ตามด้วยปริมสาวคนรักในชุดปาร์ตี้เมื่อคืนเช่นกัน ลงจากรถตามลาภิณมาติดๆ

“ห่วงแต่เที่ยวอยู่นั่นแหละ ไม่ทันดูใจพ่อแล้วเห็นไหม” ชูจิตผู้เป็นแม่ที่ยืนร้องไห้รออยู่หน้าบ้านพูดน้ำตาอาบหน้า

ลาภิณวิ่งพรวดเข้าไปในบ้าน ส่วนปริมเข้าสวมกอดชูจิตปลอบ “ทำใจดีๆเอาไว้นะคะคุณแม่”

ชูจิตยิ่งร้องไห้ กอดว่าที่สะใภ้ไว้แน่น...

ลาภิณวิ่งเข้าไปในห้องนอนของสารัชผู้เป็นพ่อ เขาโผเข้ากอดศพพ่อร้องไห้คร่ำครวญ มีพิสัยน้องแม่ยืนหน้าเครียดตบบ่าให้กำลังใจหลานชาย “คุณพ่อท่านไปสบายแล้วนะครับ”

ชูจิตเข้ามา เห็นความเสียใจของลูกชายก็ยิ่งร้องไห้หนัก พิสัยเดินไปกอดพี่สาวปลอบ

“ไม่ร้องแล้วครับพี่จิต วิญญาณพี่รัชจะเป็นห่วงนะครับ”

ชูจิตกอดน้องชาย พยายามสะกดอารมณ์กลั้นน้ำตาไว้...

ooooooo

เมื่อสิ้นสารัช เสาหลักของครอบครัว ชูจิตคุยกับลาภิณหรือต้นที่กลับจากเมืองนอกมาเป็นปีแล้ว ถามลูกว่าเมื่อไรจะไปทำงานที่บริษัทของเราเสียที

“น้าพิสัยอนุญาตให้ผมไปทำงานได้แล้วเหรอครับ” ลาภิณถามประชดในที

“ทำไมลูกต้องพูดแขวะน้าเขาด้วย น้าเขาช่วยคุณพ่อดูแลกิจการมาตลอด ลูกต่างหากที่กลับมาอยู่บ้านเฉยๆ เป็นปีแล้วนะ แม่ไม่เคยเห็นต้นเข้าบริษัทเลยสักครั้งเดียว เอาแต่เที่ยวเตร่ ไม่เบื่อชีวิตแบบนี้บ้างรึไงต้น”

“แม่เชื่อไหมว่าผมอยากช่วยงานคุณพ่อ แต่เขาไม่อยากให้ยุ่ง” ลาภิณระบายความอึดอัด แต่ก็ตัดบทว่า “ผมพูดไปก็เท่านั้น มันไม่น่าเชื่อถือเท่าคำพูดน้องชายของแม่หรอก”

“ถ้าลูกตั้งใจทำงานจริง แม่จะช่วยแก้อุปสรรคของลูกทั้งหมดให้เอง” ชูจิตถอนใจเหมือนหนักใจอะไรอยู่

“แม่ไม่รู้จักบริษัทนิราลัยลึกซึ้งพอ ทุกอย่างที่แม่เห็น เป็นภาพที่น้าพิสัยจัดฉากขึ้น อย่ารับปากสิ่งที่แม่ไม่มีทางทำได้เลยครับ” ลาภิณยิ้มเหยียด ทำเอาชูจิตอึ้งงัน ไม่คิดว่าลูกชายจะพูดแรงขนาดนี้ ลาภิณระบายต่อไปว่า

“เขาเตรียมการใต้ดิน รอจังหวะฮุบบริษัทตอนพ่อตายมานานแล้ว เขาอยากได้มันมาก ผมก็ขี้เกียจทะเลาะด้วย บางทีผมอาจจะไปหางานอื่นทำ”

“คุณพ่อพยายามรักษาบริษัทของคุณปู่หวังจะให้ลูกสืบทอดงานต่อ พิสัยแค่ช่วยดูแล เขาไม่มีสิทธิ์ยึดบริษัทเรานะต้น” พูดแล้วเห็นลูกส่ายหน้า ชูจิตหว่านล้อมว่า “ถ้าลูกแสดงความสามารถให้ทุกคนในบริษัทได้เห็น ใครที่ไหนจะมาชิงอำนาจจากลูกไปได้ อย่าลืมสิต้น บริษัทนิราลัยเป็นของตระกูลบูรณินของเรา พิสัยไม่มีทางกีดกันเจ้าของบริษัทแท้จริงได้หรอก เชื่อแม่สิ”

ลาภิณมองหน้าแม่อย่างชั่งใจ ก่อนบอกแม่ว่า “ผมจะลองดูสักตั้งก็ได้ครับ”

“ต้องอย่างนี้สิต้น” ชูจิตยิ้มดีใจ ดึงลูกชายเข้าไปกอดเอ่ยน้ำตาคลอ “วิญญาณคุณพ่อรับรู้แล้วต้น ท่านคงจากไปอย่างหมดห่วงแล้วล่ะ”

พิสัยแอบฟังการสนทนาทั้งหมด แววตาแข็งกร้าวขึ้นทุกทีกับการตัดสินใจของพี่สาวและหลานชาย

ooooooo

บริษัทนิราลัย เป็นบริษัทรับจัดงานศพครบวงจรยกเว้นการเผาต้องไปวัด เจติยาเป็นเจ้าหน้าที่พาร์ตไทม์คนหนึ่งที่มีหน้าที่แต่งหน้าแต่งตัวศพ วันนี้ เธอแต่งหน้าศพอย่างตั้งใจ เสร็จแล้วยกมือไหว้ศพ เดินไปบอกลุงทวีว่าเสร็จแล้ว จึงเห็นว่าลุงทวีกำลังจ้องกล่องไม้สี่เหลี่ยมสีดำแกะสลักอักษรบาลี ลวดลายที่ฝากล่องเป็นรูปใบหน้ายักษ์อ้าปากกว้างอยู่

“กล่องอะไรคะลุง” เจติยาเดินมาถาม ลุงทวีจึงหลุดจากภวังค์ “เจเห็นคุณลุงจ้องมันมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว”

“เขาคืนให้ลุง มันถึงเวลาของเขาแล้ว” ลุงทวีตอบทั้งที่ตายังมองกล่องนั้น เธอถามว่าใครหรือ “ก็เจ้านายของเราน่ะสิ” พูดแล้วลุงก็ถอนใจเฮือกใหญ่ เหมือนมีอะไรหนักอกอยู่ลึกๆ เมื่อนึกถึงอดีต...

เวลานั้นแกคือนายทวีขี้เมา ดึกคืนนั้นแกเมาจนฟุบหลับอยู่ข้างถนน รู้สึกตัวเมื่อมีชายเร่ร่อนมาเขย่าปลุก ลุงทวีไล่ไปให้พ้นตนไม่มีอะไรจะให้ ชายเร่ร่อนบอกว่า “ฉันไม่ได้มาเอาอะไร ฉันมีของจะให้” พลางหยิบกล่องข้างตัว จับมือลุงทวีมารับกล่องนั้น ลุงทวีถามงงๆ ว่า “กล่องอะไรของแก?”

“กล่องรากบุญ กล่องวิเศษอยากได้อะไรก็ขอ” ถูกลุงทวีด่าบ้า ไล่ตะเพิดจะไปไหนก็ไป

ทันใดนั้น กล่องรากบุญเปิดออก! ชายเร่ร่อนร้องอย่างดีใจมากว่า “มันเลือกแกแล้ว!” พลันก็วิ่งหนีสุดชีวิต

ลุงทวีมองในกล่องเห็นมีเหรียญอยู่ 3 เหรียญ แม้จะเมา แต่แกก็เอ่ยด้วยความเสียใจจากจิตใต้สำนึกเสียงเครือว่า

“ถ้าแกเป็นกล่องวิเศษจริง ช่วยเมียฉันสิ เมียฉันเป็นมะเร็ง จะตายอยู่แล้ว” แล้วแกก็โยนกล่องไปข้างทาง เหรียญกระเด็นออกมา แกทิ้งกล่องเดินไปอย่างไม่แยแส

พริบตานั้น! กล่องพลิกกลับมาตั้งเหมือนเดิม เหรียญที่กลิ้งไปเมื่อครู่ก็กลับเข้ามาในกล่อง แล้วฝากล่องก็ปิดลงแน่นสนิทเหมือนเดิม!

ลุงทวีเดินเมาตุปัดตุเป๋กลับบ้าน ระหว่างทางเจอมูลนิธิร่วมกตัญญูแบกศพร้องขอทางมา ลุงมองไปที่ศพ แกตกใจแทบช็อก เมื่อศพนั้นลืมตาโพลงขึ้นร้องขอ “ช่วยฉันที...” แต่พอเจ้าหน้าที่แบกศพผ่านไป ศพนั้นก็หลับตาเหมือนเดิม!

ลุงทวีแทบหายเมา วิ่งอ้าวกลับบ้าน แต่พอถึงหน้าบ้าน แกยืนแข็งทื่อเมื่อเห็นกล่องรากบุญวางอยู่ตรงประตู แกร้องลั่น “กูไม่เอา!!” แล้วเตะกล่องกระเด็นไป พอหันกลับมาก็เจอศพชายคนนั้นยืนอยู่ข้างๆ ร้องขอ “ช่วยฉันที...”

“อย่ามายุ่งกับกู!!” ลุงทวีตะโกน พรวดเข้าบ้านปิดประตูปัง รีบไปอาบน้ำหมายให้หายเมาล้างภาพสยองเหล่านั้น แต่พอเอาขันจ้วงน้ำในตุ่มกลับเห็นหัวชายคนนั้นลอยปริ่มน้ำอยู่ พูดประโยคเดิมว่า “ช่วยฉันที...”

ลุงทวีตกใจแทบจะบ้า ถามว่า “จะให้ช่วยอะไร ฉันยอมช่วยแกแล้ว อย่ามาหลอกฉันเลย ฉันกลัวแล้ว”

“ลุงวีครับ” เสียงโอ้เอ้ร้องเรียก ลุงทวีสะดุ้งจากอดีต แล้วพากันไปที่ห้องแต่งศพ โอ้เอ้เอามือจับพระที่ห้อยเต็มคอยื่นนำไปในห้อง จนลุงทวีรำคาญขู่ว่าเดี๋ยวก็ไม่รับเข้าทำงานเสียเลย

โอ้เอ้บอกว่า “คุณพิสัยให้มาตามลุงไปห้องประชุมครับ” บอกแล้ววิ่งอ้าวออกไปเลย ลุงทวีเก็บกล่องรากบุญไว้ในลิ้นชัก ถามเจติยาว่าเสร็จหรือยังจะได้ไปด้วยกัน เธอบอกว่าเสร็จพอดี รอลุงช่วยตรวจอีกที

“ไปกันก่อน เดี๋ยวลุงค่อยลงมาดู” ลุงทวีบอกแล้วพากันออกไป

ทันทีที่ทั้งสองออกไป ลิ้นชักโต๊ะทำงานลุงทวีก็พุ่งออกมาเองอย่างแรง เผยให้เห็นกล่องรากบุญสีดำสนิทอยู่ในนั้น!

ooooooo

ที่ห้องประชุมบริษัทนิราลัย...

ชูจิตเรียกประชุมเพื่อเตรียมจัดงานศพของสารัช ลุงทวีเสนอให้จัดงานในโทนสีออกดำๆ ประดับด้วยเหรียญตามกำแพง เวลาแขกมาจะได้เอาเหรียญมาแปะไว้ที่กำแพงด้วยแนวคิดของลุงทวีถูกพิสัยขัดคอว่าดูประหลาด จะเสียชื่อบริษัทจัดงานศพครบวงจรอย่างเราหมด แล้วเสนอให้จัดแบบหรูหราสีงานออกครีมๆ ทองๆ ให้สมกับเป็นเจ้าของบริษัท

“แต่ผมไม่ค่อยชอบนะครับ” ลาภิณขัดขึ้น “ผมอยากให้งานเป็นธีมสีขาวมากกว่า ประดับดอกไม้ขาว แขกทุกคนแต่งชุดขาว” พิสัยติงว่าธรรมดาไปไหม “แต่ผมชอบ...เมื่อคุณพ่อไม่สั่งเอาไว้ ผมในฐานะเจ้าของบริษัทนิราลัยต่อจากคุณพ่อขอใช้สิทธิ์สรุปเลยแล้วกัน”

ชูจิตกับลุงทวีรู้สึกถึงการงัดข้อกันของสองหนุ่มน้าหลาน ต่างเหล่ๆไปทางพิสัยที่ถูกลาภิณพูดข่ม เขายังยิ้มแย้มเป็นปกติ ขณะออกความเห็นว่า

“เมื่อเป็นความต้องการของคุณต้น ก็สรุปตามนี้ งั้นเรามาลงรายละเอียดกันต่อเลยแล้วกัน” พูดแล้วก้มดูเอกสารในมือแต่แอบขบกรามแน่น

ลาภิณอมยิ้มพอใจ ที่ได้งัดข้อเอาชนะพิสัยได้ในยกแรก

ooooooo

วันนี้ ปริมเข้ามาที่บริษัท เธอเดินสำรวจโถงบริษัทที่ดูหรูหรา สวยงาม โดยมีแม่บ้านถือน้ำตามรับใช้ตลอดทาง เจติยามองเซ็งๆ แต่ต้องเดินตามคอยเทกแคร์

ปริมเดินสำรวจพูดอย่างคิดไม่ถึงว่าบริษัทจัดงานศพจะหรูหราโอ่โถงขนาดนี้ เมื่อไปนั่งเชิดที่โซฟา เธอถามเจติยาว่า “แล้วบริษัททำอะไรมั่งล่ะ”

“ก็ครบวงจรล่ะค่ะ ตั้งแต่รับศพที่ชันสูตรแล้วมาทำความสะอาด แต่งหน้าแต่งตัวให้ใหม่ ทำโลงศพ เชิญแขก ลงข่าว จัดงานสวดศพตามรูปแบบที่ลูกค้าต้องการ ประสานงานให้หมด เรียกว่า แค่ลูกค้ายกหูหาเรา ทุกอย่างจบ”

รากบุญ เรื่องย่อละคร

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มนต์รักหนองผักกะแยง EP.2 ชมพู่ จัดบททดสอบแรกให้ เขียว เริ่มต้นทำงานในไร่

มนต์รักหนองผักกะแยง EP.2 ชมพู่ จัดบททดสอบแรกให้ เขียว เริ่มต้นทำงานในไร่
14 พ.ค. 2564

13:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม 2564 เวลา 18:38 น.