ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

รากบุญ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

พิสัยถูกผีชูจิตหลอกหลอนจนสติแตก หอบกระเป๋าถือปืนวิ่งโวยวายออกจากบ้านไป

เจ ติยารู้ว่ามีใครมาช่วยแล้ว เธอมองไปหลังนิษฐาเห็นชูจิตยืนอยู่ บอกเธอว่าปลอดภัยแล้ว พิสัยหนีไปแล้ว เธอขอบคุณชูจิต นิษฐามองเพื่อนงงๆพอนึกได้ถามว่า

“แม่คุณลาภิณมาเหรอ” พอเจติยาบอกว่าท่านมาช่วยเท่านั้น นิษฐาก็โผเข้าซุกเธอไม่ยอมขยับ จนเจติยามองขำๆ

หมวดนวัชกับตำรวจสองนายและลาภิณมาถึงแล้ว พวกเขาเดินไปดูรถของนิษฐาที่พิสัยเอาไปซ่อนไว้ท้ายซอยมีใบไม้กิ่งไม้อำพราง นวัชเดินเข้าไปส่องดูทางกระจกไม่มีใครในรถ

พลันก็ได้ยินเสียงพิสัยร้อง โวยวายขอความช่วยเหลือแว่วมา ลาภิณจำเสียงได้ออกไปดู พิสัยถึงกับยกมือไหว้ขอให้ช่วยด้วย ลาภิณกระชากคอเสื้อพิสัยเข้าไปตะคอกถาม

“เจอยู่ไหน!!”

ลาภิ ณกับหมวดนวัชเข้าไปช่วยสองสาว พอเปิดประตูเข้าไปเจติยากับนิษฐาที่ช่วยกันแก้มัดได้แล้ว ต่างโผเข้ากอดคนของตัวเองแนบแน่นด้วยความดีใจ

ส่วนพิสัยถูกจับไปนอนห้อง ขัง ตกดึกก็เกิดประสาทหลอนว่าถูกผีหลอก วิ่งรอบห้องร้องโวยวายขอความช่วยเหลือ จนสุดท้ายไปซุกตัวสั่นอยู่มุมห้อง

รุ่งขึ้น ขณะเจติยาในชุดทำงานและนทีในชุดนักเรียนเตรียมออกจากบ้าน ทีวีก็ออกข่าวว่า

“สรุปว่าฆาตกรที่ทำการสังหารโหดนางชูจิต บูรณิน เจ้าของธุรกิจงานศพครบวงจรอันดับหนึ่งของประเทศไทย ที่แท้ก็คือน้องชายแท้ๆของตัวเอง”

“จบเสียที” เจติยากดรีโมตปิดทีวี แล้วกอดคอนทีพากันออกไป มยุรีมองตามลูกทั้งสองยิ้มออกมาอย่างสบายใจ

ส่วน ปริม เมื่อพิสัยถูกจับและสารภาพ เธอผวากลัวเรื่องจะมาถึงตัว เก็บตัวอยู่ที่ห้องคอนโดฯ เทยาใส่มือเป็นกำมองยามือสั่นเทา ทันใดนั้นมีเสียงโทรศัพท์ที่เธอตั้งพิเศษเอาไว้สำหรับสายจากคุณพ่อโดยเฉพาะ เธอรีบรับสาย พูดละล่ำละลัก

“คุณพ่อช่วยปริมด้วยนะคะ ปริมถูกใส่ร้าย ปริมไม่รู้เรื่อง ไอ้พิสัยมันหลอกใช้ปริม ถ้าปริมติดคุก ปริมจะฆ่าตัวตายได้ยินไหมคะคุณพ่อ” พูดแล้วร้องไห้ฟูมฟาย ปาโทรศัพท์ทิ้งบนเตียงแล้วหันไปเทยาใส่มืออีก แต่มองยามือสั่นไม่กล้ากิน กรีดร้องปายาทิ้งฟุบหน้าร้องไห้ฟูมฟายหวาดผวาไปหมด แม้แต่ความเงียบรอบห้องก็กดดันจนแทบเป็นบ้า

ooooooo

ส่วนเจติยาก็แอบคุยกับปองและย้งที่มาลาเพราะเธอทำให้ทุกคนรู้ความชั่วของพิสัยแล้ว ไม่มีอะไรติดค้างกันแล้ว

ลาภิ ณเห็นเธอพูดอะไรอยู่เดินมาถามว่าคุยกับใครอยู่หรือ เจติยาบอกว่าปองกับย้งมาลาไปใช้กรรมของตัวเอง เขาถามว่าแล้วคุณแม่ล่ะ เธอบอกว่ายัง ลาภิณจึงขอคุยกับคุณแม่หน่อยได้ไหม โดยให้เธอช่วยเป็นสื่อให้ เธอบอกไปที่ห้องทำงานเขาดีกว่า ลาภิณยิ้มดีใจ รีบเดินนำไปทันที

เมื่อไป ถึงห้องทำงาน เจติยาบอกว่าอยากพูดอะไรก็พูดได้เลย คุณท่านรับรู้ทุกอย่างเพียงแต่เขาไม่เห็นแล้วก็ไม่ได้ยินท่านพูดเท่านั้นเอง ลาภิณคุกเข่าลงกราบตรงแทบเท้าแม่ ชูจิตก้มมองลูกชายน้ำตาคลอ

“ผมขอโทษที่เคยพูดจาล่วงเกินคุณแม่ไป ยกโทษให้ผมด้วยนะครับ”

“แม่ไม่เคยโกรธต้นหรอกลูก ต้นเป็นลูกที่ดีของแม่เสมอ” ชูจิตเอ่ย เจติยาถ่ายทอดต่อให้ลาภิณ เขายิ้มออกมาอย่างสบายใจ ชูจิตยังบอกว่าตนต่างหากที่ทำให้ลูกต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย

ลาภิณเสียใจจนน้ำตารื้นเมื่อสำนึกผิด บอกแม่ว่ากว่าเขาจะสำนึกได้มันก็สายไปแล้ว ยิ่งเสียใจเมื่อชูจิตบอกว่า

“ไม่มีคำว่าสายหรอกต้น แม่ให้อภัยต้นเสมอ แล้วแม่ก็ไม่ได้ไปไหน วิญญาณของแม่จะอยู่ดูแลต้นตลอดไป”

เจติยาพูดต่อให้ลาภิณฟังไม่หมด พอถูกชูจิตมองทักท้วง เธอบอกว่า “คุณท่านไม่ควรทำแบบนั้น” ลาภิณถามว่าคุณแม่พูดอะไรอีกหรือ เธอก็เฉไฉบอกเขาว่า “คุณท่านบอกว่ารักคุณมากที่สุดค่ะ”

“ผมก็รักแม่มากที่สุดครับ” ลาภิณน้ำตาคลอ รู้สึกมีลมไล้มาอ่อนๆเขาถามเจติยาว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ เธอบอกน้ำตาคลอว่า “คุณท่านกอดคุณอยู่ค่ะ”

แม่ลูกกอดกันร้องไห้ ครู่เดียวชูจิตถอยออกมาถามเจติยาว่า “คงได้เวลาที่ฉันต้องไปแล้วใช่ไหม” เมื่อเจติยาพยักหน้า ชูจิตพูดน้ำตาท่วม “ขอบใจเธอมากนะเจ ฉันเป็นหนี้บุญคุณเธอจนไม่รู้จะตอบแทนยังไงแล้ว”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณท่าน อย่าคิดว่าเป็นหนี้บุญคุณให้ต้องติดค้างกันอีกเลยนะคะ”

เมื่อชูจิตเอ่ยลา เจติยาบอกลาภิณว่า “คุณท่านกำลังจะไปแล้วค่ะ” ลาภิณบอกแม่น้ำตารื้นว่า...

“ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรแล้วนะครับแม่ ผมจะดูแลบริษัทของเราอย่างดีที่สุด ผมจะไม่ทำตัวให้วิญญาณพ่อกับแม่ต้องผิดหวังอีกแล้ว”

ชูจิตยิ้มทั้งน้ำตา แต่แทนที่ร่างจะจางหายไปกลับกลายเป็นลำแสงสว่างจ้าแล้วดับวูบไป แต่วิญญาณชูจิตยังคงอยู่...เจติยาตกใจอุทาน “คุณท่าน!” ลาภิณถามงงๆว่า “มีอะไรหรือเจ”

ooooooo

ปรากฏการณ์ของวิญญาณชูจิต ยังความประหลาดใจและงุนงงแก่เจติยามาก เมื่อไปเล่าให้ลุงทวีฟัง แกก็งงไม่แพ้กันแต่ตั้งข้อสังเกตว่า

“หรือว่างานที่คุณท่านขอให้เจช่วยยังไม่สำเร็จ... เป็นไปได้ไหมว่าคุณต้นยังไม่ปลอดภัย คุณท่านเลยมีห่วงไม่ยอมไปไหน ทั้งที่เจก็ทำตามคำขอไปแล้ว”

เจติยาฉุกคิดได้ว่าหรือยังมีศัตรูคนอื่น...ใช่นายปราณหรือเปล่า ลุงทวีติงว่านายปราณต้องการแค่กล่องรากบุญเท่านั้นถ้าลาภิณไม่ไปขวางก็ไม่น่าทำอะไร

ลุงทวีนึกได้ว่าเคยเจอนายปราณคนนี้มาแล้ว กำลังปะติดปะต่อเรื่องราวอยู่เพราะจำได้ขาดๆหายๆ จากลักษณะที่เจติยาเล่ามาเหมือนกันมาก แต่ถ้าเป็นคนเดียวกัน นายปราณก็ไม่น่าจะใช่คน เจติยาตกใจมากเพราะปราณไม่เหมือนกับพวกวิญญาณที่ตนเคยเจอมาก่อน

“นี่แหละที่ลุงก็ยังไม่เข้าใจ...บางที...”

ลุงทวีชะงักเมื่อโอ้เอ้วิ่งเข้ามาบอกว่ามีศพเข้ามา เลยต้องไปทำงาน

เมื่อกลับถึงห้องนอนคืนนี้ เจติยาชะงักเมื่อเห็นกล่องรากบุญวางอยู่ที่โต๊ะเหมือนเดิม แต่กล่องรากบุญนาทีนี้มีแสงเปล่งออกมา พริบตานั้นมีเหรียญ “ดาวทุกข์” ปรากฏขึ้นสองเหรียญพร้อมกัน เธอหยิบขึ้นมาดูแล้ววางซ้อนกัน พลันเกิดเงาน้ำรูปหน้าคนลอยออกมาจากเหรียญเป็นรูปหน้าของปราณ!

เจติยาตกใจโยนเหรียญทิ้ง เหรียญลอยคว้างไปติดข้างกล่องในตำแหน่งของมัน แม้จะตกใจแต่ก็มีความหวังขึ้นมาว่าถ้าตีปริศนาเรื่องปราณแตก อาจจะช่วยหยุดการทำงานของกล่องรากบุญได้

ooooooo

คืนนี้ เจติยานอนฝันไปว่า ลุงทวีวิ่งมาร้องขอความช่วยเหลือบอกว่าปราณจะฆ่า ตอนนี้อยู่ที่ห้องแต่งศพ พอเจติยาวิ่งเข้าไปกลับสะดุ้งเฮือก เมื่อพบว่าลุงทวียืนอยู่ตรงหน้าในสภาพซีดเหมือนศพ คอหักพับลงมา ซ้ำล้มลงมาทับเธอด้วย

เจติยาตกใจร้องกรี๊ดสุดเสียง!

รุ่งขึ้น พอไปถึงบริษัท เจติยาก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อโอ้เอ้วิ่งมาบอกว่า ตนมาทำงานเจอลุงทวีนอนสลบอยู่ที่พื้นห้อง หมอช่วยกันปั๊มหัวใจและพาขึ้นรถพยาบาลไปแล้ว

ลุงทวีนอนเป็นเจ้าชายนิทราอยู่ในห้องไอซียู วิญญาณพยายามจะออกจากร่างแต่ถูกปราณกดไว้  เมื่อลุงทวีอ้อนวอนให้ปล่อยตน ปราณเยาะเย้ยว่า

“จะให้ฉันปล่อยแก เพื่อให้วิญญาณแกไปบอกความลับของฉันน่ะเหรอ ฉันไม่โง่หรอก วิญญาณแกจะถูกขังอยู่ในร่างนี้ตายก็ไม่ตาย เป็นก็ไม่เป็น รอดูความหายนะของเจติยาไปอย่างทุกข์ทรมาน ฮ่ะๆๆ” ปราณหัวเราะสะใจ

ลุงทวีได้แต่นอนกลอกตาไปมาอย่างยอมแพ้ ปล่อยให้ร่างนอนนิ่งขยับไม่ได้เหมือนตายทั้งเป็น...

ตกเย็น เมื่อลาภิณขับรถมาส่งเจติยาที่บ้าน จอดรถ แล้วเห็นเธอนั่งนิ่งซึม เขาถามว่ายังไม่สบายใจเรื่องลุงทวีอยู่ใช่ไหม เธอยอมรับว่าใช่ พูดอย่างรู้สึกตัวเองผิด โทษตัวเองว่า ถ้าไม่ดื้อจะทำลายกล่องรากบุญ และส่งต่อให้คนอื่นอย่างที่คุณพ่อเขาทำ ลุงทวีก็คงไม่ต้องรับเคราะห์แบบนี้

“แต่ถ้ากล่องตกไปอยู่ในมือพิสัย จะมีคนต้องเดือดร้อนมากกว่านี้อีกเยอะเลยนะ ฉันเห็นด้วยกับการตัดสินใจของเธอนะเจ...อย่าโทษตัวเองอีกเลย ถ้าจะมีคนผิดก็คือกล่องรากบุญนั่นแหละไม่ใช่เธอหรอก...”

ขณะนั้นเอง มีเสียงเคาะกระจกรถ มองไปเป็นนทีหน้าตาแจ่มใส บอกว่าวันนี้สอบเสร็จไปทานอะไรกันดีไหม เจติยาบอกน้องว่า ตนอยู่เป็นเพื่อนแม่ดีกว่า นทีบอกว่าแม่ไปงานเลี้ยงวันเกิดเจ้าของตลาด ลาภิณตัดบทเร่งให้นทีขึ้นรถเลย นทีขอไปล็อกประตูรั้วเดี๋ยวเดียวแล้ววิ่งตื๋อไปเลย เจติยาค้อนลาภิณที่รู้เห็นเป็นใจกับนทีดีนัก...

ลาภิณพาไปที่เอเชียทีค หลังจากทานอาหารแล้วก็พากันเดินดูร้านรวงต่างๆอย่างเพลิดเพลิน ระหว่างนั้นลาภิณถ่ายรูปให้สองพี่น้องและชำเลืองมองเจติยาเป็นระยะ นทีแอบมองยิ้มๆอย่างรู้ทัน แล้วไม่นานนทีก็หายไป

เจติยาเดินตามหาน้อง ลาภิณบอกว่านทีโตแล้วคงไม่หลงทางหรอก เดี๋ยวเราจะกลับค่อยโทร.ตามก็ได้ ปล่อยน้องให้เดินเล่นดูของที่เขาชอบบ้างเถอะ แล้วชวนเธอไปหาไอศกรีมทานเล่นกันดีกว่า

นทีแอบดูอยู่มุมหนึ่ง พอเห็นลาภิณกับเจติยา เดินไปก็หยิบแบงก์พันออกมาจุ๊บ “ขอบคุณครับคุณต้น” แล้วเดินไปดูของซื้อของอย่างที่ตัวเองชอบอย่างมีความสุข

ooooooo

ลาภิณซื้อไอศกรีมโคนช็อกโกแลตมาสองอัน ยืนทานกันอยู่ริมแม่น้ำ ทานไปชวนคุยไป

ลาภิณถามขึ้นก่อนว่า นทีเล่าว่าเธอไม่เคยมีแฟนจริงหรือ แล้วบอกว่าเธอรู้ไหมตนก็ไม่เคยจีบใครเลยเพราะเขินไม่รู้จะพูดอย่างไร เจติยาพาซื่อถามว่า  “อ้าว... แล้วผู้หญิงเขาจะรู้ได้ยังไงว่าคุณชอบเขา”

“ฉันก็ซื้อไอศกรีมช็อกโกแลตเลี้ยงเขาน่ะสิ” เจติยาเอะใจมองไอศกรีมในมือ ลาภิณยิ้มในหน้าพูดต่อว่า “หลังจากนั้นก็พามาคุยกันริมแม่น้ำตอนค่ำๆบรรยากาศดีๆ”

เจติยานิ่งไปอย่างรู้ทัน เธอเริ่มทำตัวไม่ถูกมองผิวน้ำที่สะท้อนแสงไฟระยิบระยับกลางแม่น้ำนิ่ง ลาภิณยังรุกต่อ จับมือเธอเบาๆบอกว่า “รุ่งขึ้นก็เป็นแฟนกันเลย”

“แล้วถ้าผู้หญิงเขาไม่ชอบคุณ ดึงมือออกล่ะ” เจติยาแกล้งถาม เขาส่งสายตาบอกว่าตนก็จะหอมแก้มแทน ทำเอาเจติยาไม่กล้าดึงมือออก แต่แขวะเขินๆว่า “คงใช้ ลูกเล่นนี้บ่อยล่ะสิ”

“เธอคนแรก สำเร็จซะด้วย” เห็นเธอมองยิ้มเขินแกมหมั่นไส้ เขายอมรับว่า “ฉันดีใจที่ได้บอกให้เธอรู้ ฉันกลัวว่ามันจะสายเกินไป”

แม้จะเขินแต่เจติยาก็ไม่กล้าดึงมือออก มือหนึ่งกุมกันไว้ อีกมือถือไอศกรีมโคนช็อกโกแลต เดินทานกันไปตามริมแม่น้ำในบรรยากาศที่เป็นใจ...

ooooooo

พิสัยอยู่ในห้องขัง กลัวผีจนเห็นภาพหลอนแทบเสียสติ ทั้งรองโวยวายและวิ่งหนีผีซุกตรงมุมโน้นมุมนี้ตลอดเวลาจนตำรวจเวรเดินมาดู

ตำรวจเวรถูกปราณเข้าสิง ไขกุญแจห้องขังแล้วหมดสติตรงนั้น ปราณเข้าไปหาพิสัย ถูกพิสัยโวยวายใส่ก็ปรามว่า

“หุบปาก แล้วรีบหาทางออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด” พิสัยถามว่าถ้าตนแหกคุกออกไปมิต้องหนีไปตลอดชีวิตหรือ และถ้าตนไม่มีเงินประกันตัวทนายก็ไม่มาช่วยแน่ ปราณชี้ช่องว่า “แกไม่มีเงิน แต่ทาสของแกมี”

หลังจากนั้น ทนายของพิสัยไปหาปริมที่คอนโดฯ บอกว่าพิสัยต้องการเงินประกันตัว เขาไม่มีเงินเพราะโดนอายัดไว้หมด เสนอเงื่อนไขว่า

“ถ้าคุณยอมช่วย คุณพิสัยฝากผมมาบอกว่าจะคืนทุกอย่างที่คุณอยากได้ทั้งหมด”

หลังจากนั้น ทั้งสองนัดพบกันที่ร้านกาแฟย่านช็อปปิ้งแห่งหนึ่ง ทนายยื่นบางอย่างให้ปริม พูดคุยกันเล็กน้อยแล้วปริมก็รีบเดินออกไป

ทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของนวัชที่สะกดรอยตามทนายของพิสัยมา เมื่อปริมแยกไปหมวดกับตำรวจอีกสองคนจึงตามปริมไปห่างๆ

ปริมตรงไปที่ล็อกเกอร์สปอร์ตคลับ เอากุญแจที่ได้จากทนายไปไขล็อกเกอร์ของพิสัย หยิบซองเอกสารออกมาแง้มดู เห็นภาพลับของตนบางส่วนและธัมบ์ไดรฟ์
ที่พิสัยเซฟรูปไว้ เธอปิดล็อกเกอร์ถือซองเอกสารหันกลับด้วยความโล่งใจ พลันก็ตกใจผวาเฮือกเมื่อเห็นนวัชยืนอยู่

หมวดทักทายยิ้มแย้ม เธอถามว่ามาทำอะไรที่นี่ หมวดเล่าว่าตามทนายของพิสัยมา เห็นให้อะไรบางอย่างแก่เธอเลยตามมาดู และเชิญเธอไปให้ปากคำเพิ่มเติม ปริมตกใจอ้างว่าตนพูดไปหมดแล้ว หมวดขอดูเอกสารที่เธอเพิ่งเอาจากล็อกเกอร์ ปริมพูดอย่างหัวหมอว่า “คุณไม่มีสิทธิ์ นี่เป็นของส่วนตัวของฉัน”

“ของส่วนตัวคุณทำไมมาอยู่ในล็อกเกอร์ผู้ชายล่ะครับ” หมวดนวัชถามดักคออย่างรู้ทัน ปริมหน้าเสียเถียงไม่ออก

เมื่อความลับในเอกสารและธัมบ์ไดรฟ์ถูกเปิดเผย ปริมอายมากเธอร้องไห้อย่างหนัก นวัชขอโทษ สัญญาว่าจะไม่ให้เรื่องนี้เสียหายถึงตัวเธอเด็ดขาด ถามว่าทำไมเธอไม่แจ้งความเรื่องนี้

“ถ้าเป็นข่าวออกไป ฉันจะมีชีวิตอยู่ได้ยังไง จะไปสู้หน้าใครได้ ฉันถึงต้องทนให้มันข่มขู่ หลอกใช้ จนฉันต้องเสียคุณต้นให้กับเพื่อนคุณไงล่ะ”

นวัชอึ้งพูดไม่ออก ปริมถามว่าตนกลับได้แล้วใช่ไหม คว้าเอกสารเดินฉับๆ ออกไปทันที

นวัชมองตามอย่างอดสงสารเธอไม่ได้...

ooooooo

เมื่อนิษฐากับเจติยารู้เรื่องนี้ ต่างก็อดสงสารปริมไม่ได้ นวัชเองก็เห็นใจเธอมาก แต่เชื่อว่าปริมคงไม่ยอมพูดเรื่องถูกพิสัยแบล็กเมล์แน่นอน ฉะนั้นเรื่องคดีก็คงต้องว่าไปตามกฎหมาย

“คุณปริมเธอโชคร้ายมามากพอแล้ว...ไม่ควรมีใครไปทำร้ายจิตใจเธอซ้ำเติมอีก” เจติยาเอ่ยน้ำตารื้น แล้วขอตัวไปเดินเล่น แล้วเธอก็เดินหน้าตาเด็ดเดี่ยวไปเหมือนตัดสินใจอะไรบางอย่างแน่วแน่แล้ว

นวัชขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าบ้านเจติยา นิษฐาขับรถมากับเจติยาจอดจ่อท้าย ลาภิณขับรถตามมาถึง เขาพูดอย่างร่าเริงว่า วันนี้ตนซื้ออาหารมาเพียบ ชวนนวัชกับนิษฐาทานข้าวเย็นด้วยกัน

เจติยาเดินมาบอกลาภิณว่า เราไปนั่งคุยกันในรถก่อนดีกว่า ให้นิษฐาช่วยเอาของในรถลาภิณเข้าไปไว้ในบ้านก่อน นิษฐาบ่นกับนวัชว่า สงสารลาภิณจริงๆ ไม่น่ามาวันนี้เลย

นวัชเอะใจ คาดคั้นว่านั่งคุยอะไรกับเจติยามาในรถ บอกมาเดี๋ยวนี้เลย

เมื่อเจติยาเล่าเรื่องปริมให้ลาภิณฟัง เขาไม่เชื่อ คาดว่าอาจจะเป็นแผนการให้ตัวเองพ้นผิดก็ได้ พูดอย่างไม่หายเจ็บปวดว่า ตอนที่วิญญาณตนออกจากร่าง ตนเห็นมากับตาตัวเองตอนที่พิสัยอยู่กับปริม ตนถึงได้หายโง่

เจติยาติงว่าที่เขาเห็นอาจเป็นแค่ครึ่งๆกลางๆ ของเรื่องเท่านั้น ตนเชื่อว่าปริมถูกพิสัยบังคับให้ต้องทำเรื่องเลว ถามว่า

“คุณไม่สงสารเธอเลยรึไง...จริงๆแล้วคุณปริมรักคุณมาก รักคุณไม่เคยเปลี่ยนแปลง...ถ้าฉันต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบคุณปริม ฉันก็คงต้องทำเหมือนกับเธอ ฉันต้องทำทุกวิธีเพื่อรักษาคนรักของฉันเอาไว้ให้ได้” พูดแล้วก็น้ำตาคลอ

ลาภิณถามว่าเธอต้องการให้ตนกลับไปหาปริมใช่ไหม เธอบอกว่าปริมเป็นผู้หญิงที่น่าสงสารและน่าเห็นใจที่สุดในชีวิตที่ตนเจอมา ถามเขาว่า “คุณก็คงไม่อยากซ้ำเติมคนที่รักคุณและคุณก็รักเธอมากให้ต้องเสียใจมากไปกว่านี้ใช่ไหมคะ”

ลาภิณคิดเลยไปว่า ที่แท้เจติยาก็คงไม่ได้รักตนมากพอ ถึงได้ผลักไสให้กลับไปหาปริม เธอตัดบทว่า

“ที่จริงเราก็ไม่ได้เหมาะสมกันเลยในทุกๆด้าน เผอิญฉันเข้ามาในช่วงที่คุณไม่มีใคร คุณก็เลยเกาะขอนไม้ท่อนนี้เอาไว้เพื่อคุณจะได้ไม่ต้องจมน้ำ...ถึงเวลาที่คุณต้องปล่อยขอนไม้ให้มันลอยไปตามทางของมัน ส่วนคุณก็กลับขึ้นฝั่ง ไปอยู่ในที่ที่คุณควรอยู่ได้แล้ว”

ลาภิณถามว่าเธอต้องการอย่างนั้นจริงๆใช่ไหม เจติยาตอบไม่กล้าสบตาว่า “ปากฉันพูดยังไงใจฉันก็คิดอย่างนั้น” แต่พอเขาพยักหน้าและเธอลงจากรถก็น้ำตาท่วมพูดต่อเบาๆ “แต่ไม่ใช่ฉันไม่เสียใจ...”

เจติยาเดินเข้าบ้านไปบอกทุกคนที่รอทานข้าวอยู่ว่า ทานกันไปก่อนเลยไม่ต้องรอตน แล้วรีบขึ้นห้องไปทันที

พอเข้าห้องนอนอยู่กับตัวเองคนเดียว เจติยาปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้ม พยายามสะกดใจเตือนตัวเองว่า

“จะร้องไห้ไปทำไม มันไม่ใช่อยู่แล้ว เราไม่ได้เหมาะสมกันเลย เขาเหงาไม่มีใคร เดี๋ยวเขาก็เจอคนอื่น...เสียใจตอนนี้ก็ดี เจ็บน้อยที่สุดแล้ว” เธอทรุดนั่ง มองตัวเองในกระจกอย่างเหนื่อยใจ...

ลาภิณไปหาปริมที่คอนโดฯคืนนี้เลย เขาช็อกเมื่อเข้าไปในห้องเจอปริมฆ่าตัวตายในสภาพน้ำลายฟูมปากแล้ว!

ooooooo

พิสัยฉวยโอกาสนี้ไปดักพบพ่อของปริมที่ไปดูการชันสูตรศพปริม เขาใส่ไฟลาภิณว่า

“คุณปริมทนความเจ้าชู้ของคุณต้นไม่ไหวเลยขอเลิกน่ะครับ คุณปริมกับผมเริ่มคบหากัน คุณต้นเลยไม่พอใจมาก ผมไม่คิดเลยว่าคุณต้นจะทำกับคุณปริมได้ขนาดนี้”

ระหว่างนั้น วิญญาณชูจิตพยายามที่จะช่วยแก้ต่างให้ลาภิณแต่ไม่มีใครเห็นและได้ยินที่เธอพูด

พ่อปริมถามว่าจะให้ตนเชื่อได้อย่างไรว่าลาภิณเป็นคนฆ่าปริมเพราะเขาเองก็กำลังมีเรื่องฟ้องร้องกันอยู่ แถมเขายังเป็นผู้ต้องสงสัยฆ่าพี่สาวตัวเองด้วย พิสัยบอกว่าเรื่องชูจิตตนถูกจัดฉาก เรื่องนี้ปริมเองก็รู้ดี ถึงได้เอาเงินตั้งหกล้านไปประกันตนออกมา

ชูจิตได้แต่แค้นพิสัย ด่าว่าทำไมถึงเลวได้ขนาดนี้อยากจะฆ่าเขา แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรเขาได้ ได้แต่ร้องไห้ออกมา

วันรุ่งขึ้น ขณะลาภิณขับรถออกไปทำงาน ก็ถูกชายคนหนึ่งเดินตัดหน้ารถ แม้เขาจะเบรกทันแต่ชายคนนั้นก็ยังล้มลง ลาภิณจึงเดินลงไปดู ถูกชายคนนั้นใช้ที่ช็อตไฟฟ้าช็อตเขาจนล้มลงขยับไม่ได้

ลาภิณได้แต่มองชายคนนั้นที่จ้องเขาอย่างดุร้ายด้วยความหวาดกลัว...

เมื่อสถานการณ์ตึงเครียด ปราณกับพิสัยก็ขัดแย้งกัน ปราณด่าพิสัยว่ามีแต่จิตริษยาลาภิณ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ก้าวไม่พ้นลาภิณจึงต้องตกอยู่ในสภาพนี้ ส่วนพิสัยก็ด่าปราณว่ามุ่งแต่จะเอากล่องเฮงซวยนั่น ไม่เห็นเคยช่วยอะไรตนจริงจังเสียที

ปราณยังเยาะเย้ยชูจิตว่าเธอไม่เหลือพลังอะไรอีกแล้ว เพราะว่า “คำร้องขอของเธอที่มีต่อกล่องรากบุญ มันเป็นจริงไปแล้ว ตอนนี้เธอก็แค่วิญญาณที่ไม่ยอมไปผุดไปเกิดเพราะห่วงลูกเท่านั้นเอง”

ชูจิตบอกว่าที่ตนไม่ไปเกิดเพราะอยากอยู่ดูความพินาศของเขาและน้องเลวของตนเท่านั้น ถูกปราณเยาะเย้ยว่า

“เวลานี้แค่จะปรากฏร่างให้คนเห็นยังทำไม่ได้เลย หวังสูงเกินไปรึเปล่า” พูดแล้วเลือนหายไป ทิ้งชูจิต ให้แค้นอยู่ตรงนั้น

ส่วนเจติยาไปเยี่ยมลุงทวีที่ห้องไอซียู ถูกวิญญาณปริมตามมาคุกคาม ลุงทวีเห็นวิญญาณปริมแต่บอกเธอไม่ได้

เมื่อเจติยาเดินเข้าซอยกลับบ้าน เธอถูกปริมตามมาปรากฏตัวให้เห็น พุ่งเข้าบีบคอตะคอกว่าจะมาเอาชีวิตเธอ พริบตานั้นเกิดแสงสว่างวาบขึ้นทั่วตัวเจติยา ปริมชักมือกลับร้องอย่างเจ็บปวดหวาดกลัว เจติยานิ่งไปฉุกคิดได้ว่า

“ฉันรู้แล้ว คุณมาหาฉันได้ก็เพราะอำนาจของกล่องรากบุญ แต่เพราะฉันเป็นเจ้าของกล่อง คุณเลยทำอันตรายฉันไม่ได้”

เมื่อทำร้ายเจติยาไม่ได้ ปริมก็หนีหายไปทันที

ooooooo

หมวดนวัชเอาผลการชันสูตรศพปริมไปให้พ่อเธอ ยืนยันว่าปริมฆ่าตัวตายแน่นอน เล่าว่า

“ก่อนที่คุณปริมจะเสีย ผมได้เชิญตัวคุณปริมมาให้ปากคำและได้รู้ความลับบางอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายครับ ถ้าไม่รบกวนท่านจนเกินไป ผมขอคุยเป็นการส่วนตัวสักครู่ได้ไหมครับ”

เมื่อไปนั่งคุยกัน หมวดบอกว่าพบทั้งภาพและคลิปลับในโทรศัพท์มือถือของปริม คนที่ส่งภาพและ ปริมโทร.กลับเป็นคนเดียวกันคือพิสัย สรุปว่า

“ประเด็นที่ว่าคุณลาภิณจะฆาตกรรมคุณปริม ผมว่าไม่มีเหตุจูงใจอะไรให้ทำ น่าจะไปหาเพื่อปรับความ เข้าใจกันมากกว่า” เล่าแล้วหมวดขอตัวกลับ แต่พ่อของปริมนิ่งงันอย่างตกใจมาก

ความจริงคือ พ่อปริมเป็นคนให้ลูกน้องไปจับตัวลาภิณไปซ้อมที่โกดังร้างแก้แค้นแทนลูกสาว จนลาภิณนึกว่าตนต้องตายแน่แล้ว เอ่ยลาเจติยาและขอให้แม่มารับตนไปอยู่ด้วย แต่จู่ๆลูกน้องพ่อปริมก็ได้รับโทรศัพท์ พูดกับปลายสายว่าไม่มีใครเห็นแน่นอน กดตัดสายแล้วหันบอกพรรคพวกที่ซ้อมลาภิณ “หนีเร็ว!!”

ลาภิณถอนใจเฮือกใหญ่ที่รอดตายหวุดหวิด หยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงออกมา

กลับถึงบ้านแล้ว เขาบอกหมวดนวัชว่าไม่อยากเอาเรื่อง เพราะทางพ่อปริมก็สูญเสียมากพอแล้ว นวัชกับนิษฐาจึงชวนกันกลับอย่างรู้กัน เปิดโอกาสให้เจติยาอยู่ดูแลลาภิณกันตามลำพัง

ฝ่ายปราณเอาเงินก้อนหนึ่งไปโยนให้พิสัย บอกว่าเงินนี้คงทำให้เขาเอาตัวรอดได้ ถ้าต้องการอะไรอีกให้บอกจะจัดให้ แต่ก็พูดล่อใจว่า ถ้าเขาได้เป็นเจ้าของกล่องรากบุญ เขาก็จะขอพรให้พ้นผิดทั้งหมดได้ง่ายเหมือนดีดนิ้ว

ปราณเดินรอบตัวพิสัยขีดเส้นตายให้เขาว่า “ฉันให้เวลาแก 3 วัน แกต้องเป็นเจ้าของกล่องรากบุญให้ได้” พิสัยถามว่า 3 วันเองหรือ “ใช่ นี่คือโอกาสสุดท้ายของแก!”

พิสัยหน้าเครียดที่ถูกขีดเส้นตายบีบให้จนตรอกอย่างไม่มีทางเลี่ยง

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สองเสน่หา EP.13 เดือนหยาดโป๊ะแตก โกหกคนทั้งประเทศเรื่องในอดีตของตัวเอง

สองเสน่หา EP.13 เดือนหยาดโป๊ะแตก โกหกคนทั้งประเทศเรื่องในอดีตของตัวเอง
16 มิ.ย 2564

14:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 16 มิถุนายน 2564 เวลา 17:26 น.