ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

รากบุญ

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

รากบุญ ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

เช้านี้ ที่หน้าบ้านบูรณิน ลาภิณขับรถเลี้ยวปาดเข้ามาอย่างเร็ว ชายหนุ่มในชุดปาร์ตี้จากเมื่อคืนชายเสื้อหลุดลุ่ยรีบลงจากรถ ตามด้วยปริมสาวคนรักในชุดปาร์ตี้เมื่อคืนเช่นกัน ลงจากรถตามลาภิณมาติดๆ

“ห่วงแต่เที่ยวอยู่นั่นแหละ ไม่ทันดูใจพ่อแล้วเห็นไหม” ชูจิตผู้เป็นแม่ที่ยืนร้องไห้รออยู่หน้าบ้านพูดน้ำตาอาบหน้า

ลาภิณวิ่งพรวดเข้าไปในบ้าน ส่วนปริมเข้าสวมกอดชูจิตปลอบ “ทำใจดีๆเอาไว้นะคะคุณแม่”

ชูจิตยิ่งร้องไห้ กอดว่าที่สะใภ้ไว้แน่น...

ลาภิณวิ่งเข้าไปในห้องนอนของสารัชผู้เป็นพ่อ เขาโผเข้ากอดศพพ่อร้องไห้คร่ำครวญ มีพิสัยน้องแม่ยืนหน้าเครียดตบบ่าให้กำลังใจหลานชาย “คุณพ่อท่านไปสบายแล้วนะครับ”

ชูจิตเข้ามา เห็นความเสียใจของลูกชายก็ยิ่งร้องไห้หนัก พิสัยเดินไปกอดพี่สาวปลอบ

“ไม่ร้องแล้วครับพี่จิต วิญญาณพี่รัชจะเป็นห่วงนะครับ”

ชูจิตกอดน้องชาย พยายามสะกดอารมณ์กลั้นน้ำตาไว้...

ooooooo

เมื่อสิ้นสารัช เสาหลักของครอบครัว ชูจิตคุยกับลาภิณหรือต้นที่กลับจากเมืองนอกมาเป็นปีแล้ว ถามลูกว่าเมื่อไรจะไปทำงานที่บริษัทของเราเสียที

“น้าพิสัยอนุญาตให้ผมไปทำงานได้แล้วเหรอครับ” ลาภิณถามประชดในที

“ทำไมลูกต้องพูดแขวะน้าเขาด้วย น้าเขาช่วยคุณพ่อดูแลกิจการมาตลอด ลูกต่างหากที่กลับมาอยู่บ้านเฉยๆ เป็นปีแล้วนะ แม่ไม่เคยเห็นต้นเข้าบริษัทเลยสักครั้งเดียว เอาแต่เที่ยวเตร่ ไม่เบื่อชีวิตแบบนี้บ้างรึไงต้น”

“แม่เชื่อไหมว่าผมอยากช่วยงานคุณพ่อ แต่เขาไม่อยากให้ยุ่ง” ลาภิณระบายความอึดอัด แต่ก็ตัดบทว่า “ผมพูดไปก็เท่านั้น มันไม่น่าเชื่อถือเท่าคำพูดน้องชายของแม่หรอก”

“ถ้าลูกตั้งใจทำงานจริง แม่จะช่วยแก้อุปสรรคของลูกทั้งหมดให้เอง” ชูจิตถอนใจเหมือนหนักใจอะไรอยู่

“แม่ไม่รู้จักบริษัทนิราลัยลึกซึ้งพอ ทุกอย่างที่แม่เห็น เป็นภาพที่น้าพิสัยจัดฉากขึ้น อย่ารับปากสิ่งที่แม่ไม่มีทางทำได้เลยครับ” ลาภิณยิ้มเหยียด ทำเอาชูจิตอึ้งงัน ไม่คิดว่าลูกชายจะพูดแรงขนาดนี้ ลาภิณระบายต่อไปว่า

“เขาเตรียมการใต้ดิน รอจังหวะฮุบบริษัทตอนพ่อตายมานานแล้ว เขาอยากได้มันมาก ผมก็ขี้เกียจทะเลาะด้วย บางทีผมอาจจะไปหางานอื่นทำ”

“คุณพ่อพยายามรักษาบริษัทของคุณปู่หวังจะให้ลูกสืบทอดงานต่อ พิสัยแค่ช่วยดูแล เขาไม่มีสิทธิ์ยึดบริษัทเรานะต้น” พูดแล้วเห็นลูกส่ายหน้า ชูจิตหว่านล้อมว่า “ถ้าลูกแสดงความสามารถให้ทุกคนในบริษัทได้เห็น ใครที่ไหนจะมาชิงอำนาจจากลูกไปได้ อย่าลืมสิต้น บริษัทนิราลัยเป็นของตระกูลบูรณินของเรา พิสัยไม่มีทางกีดกันเจ้าของบริษัทแท้จริงได้หรอก เชื่อแม่สิ”

ลาภิณมองหน้าแม่อย่างชั่งใจ ก่อนบอกแม่ว่า “ผมจะลองดูสักตั้งก็ได้ครับ”

“ต้องอย่างนี้สิต้น” ชูจิตยิ้มดีใจ ดึงลูกชายเข้าไปกอดเอ่ยน้ำตาคลอ “วิญญาณคุณพ่อรับรู้แล้วต้น ท่านคงจากไปอย่างหมดห่วงแล้วล่ะ”

พิสัยแอบฟังการสนทนาทั้งหมด แววตาแข็งกร้าวขึ้นทุกทีกับการตัดสินใจของพี่สาวและหลานชาย

ooooooo

บริษัทนิราลัย เป็นบริษัทรับจัดงานศพครบวงจรยกเว้นการเผาต้องไปวัด เจติยาเป็นเจ้าหน้าที่พาร์ตไทม์คนหนึ่งที่มีหน้าที่แต่งหน้าแต่งตัวศพ วันนี้ เธอแต่งหน้าศพอย่างตั้งใจ เสร็จแล้วยกมือไหว้ศพ เดินไปบอกลุงทวีว่าเสร็จแล้ว จึงเห็นว่าลุงทวีกำลังจ้องกล่องไม้สี่เหลี่ยมสีดำแกะสลักอักษรบาลี ลวดลายที่ฝากล่องเป็นรูปใบหน้ายักษ์อ้าปากกว้างอยู่

“กล่องอะไรคะลุง” เจติยาเดินมาถาม ลุงทวีจึงหลุดจากภวังค์ “เจเห็นคุณลุงจ้องมันมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว”

“เขาคืนให้ลุง มันถึงเวลาของเขาแล้ว” ลุงทวีตอบทั้งที่ตายังมองกล่องนั้น เธอถามว่าใครหรือ “ก็เจ้านายของเราน่ะสิ” พูดแล้วลุงก็ถอนใจเฮือกใหญ่ เหมือนมีอะไรหนักอกอยู่ลึกๆ เมื่อนึกถึงอดีต...

เวลานั้นแกคือนายทวีขี้เมา ดึกคืนนั้นแกเมาจนฟุบหลับอยู่ข้างถนน รู้สึกตัวเมื่อมีชายเร่ร่อนมาเขย่าปลุก ลุงทวีไล่ไปให้พ้นตนไม่มีอะไรจะให้ ชายเร่ร่อนบอกว่า “ฉันไม่ได้มาเอาอะไร ฉันมีของจะให้” พลางหยิบกล่องข้างตัว จับมือลุงทวีมารับกล่องนั้น ลุงทวีถามงงๆ ว่า “กล่องอะไรของแก?”

“กล่องรากบุญ กล่องวิเศษอยากได้อะไรก็ขอ” ถูกลุงทวีด่าบ้า ไล่ตะเพิดจะไปไหนก็ไป

ทันใดนั้น กล่องรากบุญเปิดออก! ชายเร่ร่อนร้องอย่างดีใจมากว่า “มันเลือกแกแล้ว!” พลันก็วิ่งหนีสุดชีวิต

ลุงทวีมองในกล่องเห็นมีเหรียญอยู่ 3 เหรียญ แม้จะเมา แต่แกก็เอ่ยด้วยความเสียใจจากจิตใต้สำนึกเสียงเครือว่า

“ถ้าแกเป็นกล่องวิเศษจริง ช่วยเมียฉันสิ เมียฉันเป็นมะเร็ง จะตายอยู่แล้ว” แล้วแกก็โยนกล่องไปข้างทาง เหรียญกระเด็นออกมา แกทิ้งกล่องเดินไปอย่างไม่แยแส

พริบตานั้น! กล่องพลิกกลับมาตั้งเหมือนเดิม เหรียญที่กลิ้งไปเมื่อครู่ก็กลับเข้ามาในกล่อง แล้วฝากล่องก็ปิดลงแน่นสนิทเหมือนเดิม!

ลุงทวีเดินเมาตุปัดตุเป๋กลับบ้าน ระหว่างทางเจอมูลนิธิร่วมกตัญญูแบกศพร้องขอทางมา ลุงมองไปที่ศพ แกตกใจแทบช็อก เมื่อศพนั้นลืมตาโพลงขึ้นร้องขอ “ช่วยฉันที...” แต่พอเจ้าหน้าที่แบกศพผ่านไป ศพนั้นก็หลับตาเหมือนเดิม!

ลุงทวีแทบหายเมา วิ่งอ้าวกลับบ้าน แต่พอถึงหน้าบ้าน แกยืนแข็งทื่อเมื่อเห็นกล่องรากบุญวางอยู่ตรงประตู แกร้องลั่น “กูไม่เอา!!” แล้วเตะกล่องกระเด็นไป พอหันกลับมาก็เจอศพชายคนนั้นยืนอยู่ข้างๆ ร้องขอ “ช่วยฉันที...”

“อย่ามายุ่งกับกู!!” ลุงทวีตะโกน พรวดเข้าบ้านปิดประตูปัง รีบไปอาบน้ำหมายให้หายเมาล้างภาพสยองเหล่านั้น แต่พอเอาขันจ้วงน้ำในตุ่มกลับเห็นหัวชายคนนั้นลอยปริ่มน้ำอยู่ พูดประโยคเดิมว่า “ช่วยฉันที...”

ลุงทวีตกใจแทบจะบ้า ถามว่า “จะให้ช่วยอะไร ฉันยอมช่วยแกแล้ว อย่ามาหลอกฉันเลย ฉันกลัวแล้ว”

“ลุงวีครับ” เสียงโอ้เอ้ร้องเรียก ลุงทวีสะดุ้งจากอดีต แล้วพากันไปที่ห้องแต่งศพ โอ้เอ้เอามือจับพระที่ห้อยเต็มคอยื่นนำไปในห้อง จนลุงทวีรำคาญขู่ว่าเดี๋ยวก็ไม่รับเข้าทำงานเสียเลย

โอ้เอ้บอกว่า “คุณพิสัยให้มาตามลุงไปห้องประชุมครับ” บอกแล้ววิ่งอ้าวออกไปเลย ลุงทวีเก็บกล่องรากบุญไว้ในลิ้นชัก ถามเจติยาว่าเสร็จหรือยังจะได้ไปด้วยกัน เธอบอกว่าเสร็จพอดี รอลุงช่วยตรวจอีกที

“ไปกันก่อน เดี๋ยวลุงค่อยลงมาดู” ลุงทวีบอกแล้วพากันออกไป

ทันทีที่ทั้งสองออกไป ลิ้นชักโต๊ะทำงานลุงทวีก็พุ่งออกมาเองอย่างแรง เผยให้เห็นกล่องรากบุญสีดำสนิทอยู่ในนั้น!

ooooooo

ที่ห้องประชุมบริษัทนิราลัย...

ชูจิตเรียกประชุมเพื่อเตรียมจัดงานศพของสารัช ลุงทวีเสนอให้จัดงานในโทนสีออกดำๆ ประดับด้วยเหรียญตามกำแพง เวลาแขกมาจะได้เอาเหรียญมาแปะไว้ที่กำแพงด้วยแนวคิดของลุงทวีถูกพิสัยขัดคอว่าดูประหลาด จะเสียชื่อบริษัทจัดงานศพครบวงจรอย่างเราหมด แล้วเสนอให้จัดแบบหรูหราสีงานออกครีมๆ ทองๆ ให้สมกับเป็นเจ้าของบริษัท

“แต่ผมไม่ค่อยชอบนะครับ” ลาภิณขัดขึ้น “ผมอยากให้งานเป็นธีมสีขาวมากกว่า ประดับดอกไม้ขาว แขกทุกคนแต่งชุดขาว” พิสัยติงว่าธรรมดาไปไหม “แต่ผมชอบ...เมื่อคุณพ่อไม่สั่งเอาไว้ ผมในฐานะเจ้าของบริษัทนิราลัยต่อจากคุณพ่อขอใช้สิทธิ์สรุปเลยแล้วกัน”

ชูจิตกับลุงทวีรู้สึกถึงการงัดข้อกันของสองหนุ่มน้าหลาน ต่างเหล่ๆไปทางพิสัยที่ถูกลาภิณพูดข่ม เขายังยิ้มแย้มเป็นปกติ ขณะออกความเห็นว่า

“เมื่อเป็นความต้องการของคุณต้น ก็สรุปตามนี้ งั้นเรามาลงรายละเอียดกันต่อเลยแล้วกัน” พูดแล้วก้มดูเอกสารในมือแต่แอบขบกรามแน่น

ลาภิณอมยิ้มพอใจ ที่ได้งัดข้อเอาชนะพิสัยได้ในยกแรก

ooooooo

วันนี้ ปริมเข้ามาที่บริษัท เธอเดินสำรวจโถงบริษัทที่ดูหรูหรา สวยงาม โดยมีแม่บ้านถือน้ำตามรับใช้ตลอดทาง เจติยามองเซ็งๆ แต่ต้องเดินตามคอยเทกแคร์

ปริมเดินสำรวจพูดอย่างคิดไม่ถึงว่าบริษัทจัดงานศพจะหรูหราโอ่โถงขนาดนี้ เมื่อไปนั่งเชิดที่โซฟา เธอถามเจติยาว่า “แล้วบริษัททำอะไรมั่งล่ะ”

“ก็ครบวงจรล่ะค่ะ ตั้งแต่รับศพที่ชันสูตรแล้วมาทำความสะอาด แต่งหน้าแต่งตัวให้ใหม่ ทำโลงศพ เชิญแขก ลงข่าว จัดงานสวดศพตามรูปแบบที่ลูกค้าต้องการ ประสานงานให้หมด เรียกว่า แค่ลูกค้ายกหูหาเรา ทุกอย่างจบ”

ตอนที่ 2

เจติยาลุกไปกดออดเรียกหมวดนวัชกลางดึกคืนนี้เลย ขอให้ออกไปข้างนอกกับตนหน่อย พอบอกธุระให้ฟัง หมวดถามว่ารู้ได้ยังไง เธอปดว่าป้านิภามาเข้าฝัน เห็นเขามองอึ้งๆก็รีบชี้แจงว่า

“เจไม่ได้ อยากฝันเลยนะหมวด ป้าแกมาเข้าฝันให้เจช่วยเองบอกว่าแกไม่ได้ฆ่าตัวตาย ให้รีบไปที่ท่ารถจะเจอคนที่ฆ่าแก” หมวดถามว่าท่ารถไหน “เจก็ไม่รู้เหมือนกัน เราไปที่ท่ารถที่ใกล้ที่สุดก่อนแล้วกัน”

หมวดนวัชทำหน้างงๆเพราะ นอกจากไม่รู้ท่ารถไหนแล้วยังไม่รู้ด้วยว่าคนนั้นเป็นใครด้วย แต่พอเจติยาตัดบทว่าถ้าไม่เชื่อก็ไม่ต้องไป หมวดก็รีบขึ้นมอเตอร์ไซค์สตาร์ตเครื่องทันที

เมื่อไปถึงท่ารถ ขณะเจติยากำลังงงๆอยู่นั่นเอง ป้านิภาก็มาบอกอยู่ข้างหลัง ชี้ตัวเมี่ยงสาวใช้ที่หอบห่อผ้าเตรียมขึ้นรถ พอเห็นเจติยา เมี่ยงตกใจจะวิ่งหนี ถูกหมวดดักจับไว้ ป้านิภาบอกอีกว่า “มันวางยาป้า”

เมี่ยง เถียงปากคอสั่นว่าตนไม่ได้ทำ เจติยาชี้ไปที่ห่อผ้าขอตรวจค้น เมี่ยงกอดไว้แน่น เธอกระชากถุงมาได้ ของในถุงหกกระจาย พบทองหยองเครื่องประดับของป้านิภาหลายชิ้น

ในที่สุด เจติยาก็จับตัวฆาตกรได้ด้วยการตามไปช่วยชี้ตัวของป้านิภา พอจับเมี่ยงได้ป้านิภาก็ค่อยๆเลื่อนหายไป เจติยาคอแห้งผากกับเหตุการณ์เหลือเชื่อที่เกิดขึ้น

ระหว่างเดินทาง กลับ หมวดกับเจติยาแวะทานก๋วยเตี๋ยวโต้รุ่งริมถนนใหญ่ ลาภิณไปปาร์ตี้กับปริมกลับมาเห็นพอดี เขาจอดรถลงไปก่อกวนว่า “ดึกป่านนี้ยังสวีตกันไม่เลิกอีกเหรอ พรุ่งนี้มีประชุมแต่เช้า เดี๋ยวก็เสียงานพอดี เนี่ยเหรอพนักงานดีเด่นของคุณพ่อ”

เจติยาสุดทน กับการหาเรื่องไม่เลิกของเขา สวนไปว่าบ้านตนอยู่ใกล้แค่นี้เดี๋ยวตนก็นอนได้แล้ว ถ้าเขาไปประชุมทันตนก็ไปทัน อดเหน็บไม่ได้ว่า

“ยังไม่ทันออกทุกข์ก็ ออกเที่ยวแล้วเหรอคะ เจว่านายเปลี่ยนเวลาเข้าทำงานใหม่ก็ดีนะคะ เป็นสัก 11 โมง เลิกงาน 3 ทุ่มจะได้เที่ยวต่อพอดีเลย”

“หวังว่าพรุ่งนี้เธอคงไม่เลทก็แล้วกัน ระวังตัวให้ดี ฉันจับตาดูเธออยู่” ลาภิณเดินกลับไปอย่างหัวเสีย

หมวดนวัชเตือนเธอว่าหาเรื่องใส่ตัวทำไม เขาเป็นเจ้านาย เดี๋ยวก็โดนไล่ออกหรอก

“ตอนนี้เขายังไม่กล้าไล่เจหรอกพี่หมวด เจออก เขานั่นแหละจะเดือดร้อน จะหาพนักงานที่ไหนอึดถึกอย่างเจได้”

“ยังไงเจก็ยังต้องพึ่งรายได้จากเขามารักษาแม่อยู่นะ รอให้ได้งานใหม่ก่อนเถอะค่อยไปงัดข้อกับเขา”

“ค่ะพี่หมวด” เธอรับคำหน้าจ๋อยๆอย่างเชื่อฟัง

แต่ พอกลับถึงห้องนอน เจติยาก็ตกใจ หวาดกลัว เมื่อเห็นกล่องรากบุญเคลื่อนไหวได้เอง เธอเดินกลัวๆ กล้าๆเข้าไปดู เห็นดาวโลหะสีดำวางอยู่ในปากยักษ์ เธอหยิบดาวมาดูเห็นมีเส้นสายลายโค้งไปมาไม่เป็นรูป

ไม่ใช่อักษร

ทันใด นั้น เหรียญที่เธอหยิบดู จู่ๆก็ลอยจากมือไปติดที่ฝากล่องด้านข้าง มีแสงสีทองสว่างวูบจากดาวโลหะสีดำ เห็นสิ่งมหัศจรรย์กับตาเช่นนี้ เจติยาทั้งตกใจ ทั้งกลัว ทั้งงง...

รุ่งเช้า เธอไปหาลุงทวีที่บ้านพัก เล่าทั้งเรื่องป้านิภาพาไปจับคนฆ่าแก และเรื่องมหัศจรรย์ของกล่องรากบุญให้ฟัง ลุงแกพูดด้วยสีหน้านิ่งขรึมว่า

“กล่องรากบุญ ได้เลือกเจ้าของใหม่แล้ว”

ooooooo

ลุง ทวีกับเจติยาไปนั่งคุยกันที่ร้านขายน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ ลุงทวีทบทวนให้ฟังว่า ที่ตนกับเจ้านายได้ยินคือ ช่วยฉันที ส่วนของเจติยาคือ บอกความจริง ย้ำกับเธอว่า

“ครั้งนี้กล่องบอกผ่านศพถึงงานที่เจต้อง ทำเพื่อแลกเปลี่ยนกับความปรารถนาของเจ” ถามว่า “เจยังไม่ได้ขออะไรจากกล่องใช่ไหม” เมื่อเธอบอกว่ายัง ลุงทวีพูดด้วยสีหน้าเป็นห่วงว่า

“ใครยอมรับงานที่มันเสนอไว้ ถือว่าทำสัญญาต่อกัน หากละเลยสัญญา เจ้าของกล่องต้องให้ค่าชีวิตแก่มัน นั่นหมายความว่าเจจะต้องตายก่อนเวลาจริง” ฟังแล้วชักกลัว เธอถามว่ามันจะทิ้งเจ้าของเองได้ไหม “มีเงื่อนไขข้อเดียวคือเจละเลยหาคำตอบตามคำขอจากศพครบหนึ่งเดือน ตอนนี้มันยังไม่ได้ผูกพัน ให้รับข้อเสนอนี้ เพราะเจยังไม่ได้ขออะไรจากกล่อง เจจะไม่สนใจแล้วใช้ชีวิตตามปกติไปก็ได้”

“แล้วถ้าเจทำคำขอของศพไม่สำเร็จล่ะค่ะ”

ลุง ทวีส่ายหน้าบอกว่า “หน้าที่ของลุงกับคุณสารัช คือช่วยเหลือคนที่ร้องขอให้พ้นทุกข์ ณ เวลาที่เขาขอ จะทำด้วยวิธีไหนไม่มีกำหนดแน่ชัดไว้ มันก็หมดพันธะกัน”

เจติยาบอกว่า กล่องบอกให้ตนทำงาน “บอกความจริง” ลุงทวีพยักหน้าว่างานน่าจะหยุดแค่บอกความจริง กล่องคงตัดสินเองว่าพอใจงานชิ้นนั้นไหม มันเป็นคำตัดสินที่ไม่มีการอุทธรณ์

“เจอ ยากให้แม่หายป่วยจากโรคไตวาย กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม งานบอกความจริงมันอาจจะยากมากสำหรับเจ แต่ถ้าแลกกับชีวิตแม่ เจก็ต้องทำให้ได้ค่ะ”

“ก่อนจะตกลงกับมันต้องคิดให้ดีเสียก่อนนะเจ เพราะความผูกพันนี้ยาวนานและสิ้นสุดลงด้วยชีวิตของเจเท่านั้น เจ้าของต้องส่งมันให้ผู้สืบทอดคนต่อไป ถึงจะหมดภาระผูกพัน ไม่งั้น คำสัญญายังคงอยู่ ถ้าเจไม่ยอมทำตามคำขอ พ้นหนึ่งเดือนเจจะต้องตาย มันเป็นเงื่อนไขมรณะ เจต้องคิดทบทวนให้ดีก่อนเข้าใจไหม”

ลุงทวีย้ำเตือนด้วยความเป็นห่วง เจติยาฟังแล้วคิด เครียด

ooooooo

ลาภิณกับพิสัย สองน้าหลาน ต่างชิงไหวชิงพริบเชือดเฉือนกันอย่างแหลมคม วันนี้ลาภิณจะไปทำงาน วันแรก แต่บอกชูจิตว่าอย่าบอกพิสัย

ฝ่าย พิสัย วันนี้สั่งเลขาให้ย้ายของของตนมาที่ห้องทำงานของสารัชซึ่งเป็นห้องทำงานของ ประธานบริษัท อ้างว่าห้องทำงานเก่าตนวิวดีน่าจะถูกใจลาภิณมากกว่า

“แต่ ผมอยากทำงานห้องคุณพ่อมากกว่า” ลาภิณพูดแทรกขึ้นแล้วเดินอาดๆเข้าไปในห้องทำงานของสารัช เลย พิสัยพูดออกตัวว่าไม่นึกว่าเขาจะมาทำงานเร็วขนาดนี้ ถูกลาภิณเหน็บกลับไปทันทีว่า “แค่มาเริ่มงานช้าไปชั่วโมงเดียว ผมเกือบเสียห้องทำงานนี้ไปแล้ว”

พิสัยพูดยิ้มๆ ว่าตนเห็นห้องทำงานนี้ยังไม่ได้ตกแต่งใหม่ให้ดูทันสมัยน่าอยู่เหมือนห้อง ทำงานตน คนหนุ่มอย่างเขาไม่น่าจะชอบจึงเสียสละยกห้องทำงานของตนให้

“แต่ห้องนี้เป็นห้องประธานบริษัท คนที่มานั่งทำงานต่อก็น่าจะเป็นประธานคนต่อไปมากกว่าไม่ใช่เหรอครับ”

“คุณ ต้นคิดไปนั่น” พิสัยหัวเราะกลบเกลื่อนชี้แจงว่า “มันแค่ห้องทำงาน คุณต้นเป็นลูกชายคนเดียวของพี่สารัชทุกคนก็รู้ ใครจะเป็นประธานคนใหม่ไปได้ถ้าไม่ใช่คุณต้น” แล้วตัดบทว่าตนพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขามีความสุขกับการทำงาน เมื่อชอบห้องนี้ก็ไม่เป็นไร อย่าเสียสมองกับเรื่องไร้สาระเลย แล้วขอตัว ไม่รบกวนเวลาทำงานของเขา

“อีก 5 นาที มีประชุมนะครับ ผมให้เลขาทำหนังสือ เวียนแล้ว หวังว่าทุกคนคงตรงเวลา” ลาภิณพูดตามหลัง

พิสัย หยุดกึก บอกว่าตนมีนัดกับลูกค้าวีไอพีไว้เสียด้วย คงต้องขาดประชุม ลาภิณตอบอย่างไม่ยี่หระว่าขาดเขาไปคน คงไม่เป็นไร เพราะงานในหน้าที่เรามันซ้ำซ้อนกันอยู่ ตนดูแลแทนได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว ย้ำให้บาดใจอีกว่า

“เพราะถึงยังไงซะ อำนาจการตัดสินใจเด็ดขาดก็ต้องอยู่ที่ผมอยู่ดี”

“งั้น น้าก็สบายใจหายห่วง ฝากด้วยนะคุณต้น” พิสัยยิ้มจริงใจ แต่พอหันหลังให้เท่านั้น หน้าเขาเครียดทำปากขมุบขมิบด่าขณะเดินออกไป ลาภิณมองตามน้าชายอย่างรู้ทัน ยิ้มสะใจที่ขวางเขาได้สำเร็จ

ooooooo

เมื่อมาในห้องแต่งศพ เจติยากับลุงทวีนั่งมองกล่องรากบุญที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เธอบอกลุงทวีว่าตนตัดสินใจแล้วที่จะขอให้แม่หายทรมานจากโรคไตวาย ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนก็ยอมทุกอย่างขอให้แม่มีชีวิตยืนยาว ตนจะได้ทำให้ท่านมีความสุขเสียที

“หากเป็นคนอื่น คงขอให้ร่ำรวยเงินทอง แต่เจแค่อยากให้แม่มีอายุยืนขึ้นเท่านั้น” พูดพลางแกผลักกล่องรากบุญไปใกล้เธอ อธิบายว่า “เจสามารถขอกี่ครั้งก็ได้ตลอดวาระของการเป็นเจ้าของ แต่เจต้องทำตามคำขอร้องให้สำเร็จสามครั้งต่อหนึ่งความปรารถนา เหรียญโลหะสีดำในกล่องเป็นสัญลักษณ์แทนงานแต่ละชิ้น นำไปติดที่ข้างกล่องเมื่อครบจำนวนที่กำหนดสิ่งที่ขอไว้ก็จะปรากฏผล”

“ถ้าเกิดเจไม่อยากได้อะไรอีกนอกจากให้แม่หายป่วยแล้วเจต้องทำยังไงคะ”

“เมื่อก่อนลุงทำงานตามคำขอจากศพโดยไม่สนใจความต้องการใดๆ กล่องปิดไว้ตลอดเวลา ลุงเลยไม่ได้สังเกตว่าการไม่ขอจะต้องพบเรื่องดีหรือร้าย”

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจติยาตัดสินใจเอามือวางไว้บนกล่องรากบุญพูดอย่างแน่วแน่

“ฉันยอมทำตามคำขอที่ได้รับฟังจากศพ เพื่อบอกความจริงตามที่เขาต้องการ ส่วนความปรารถนาของฉันก็คือ ขอให้แม่มยุรีหายเจ็บป่วยจากโรคร้ายและมีชีวิตยืนยาวเพื่อเห็นความเจริญพัฒนาของลูกคนนี้”

ตอนที่ 3

พิสัยจิกตาแค้นเมื่อนึกถึงอดีต 20 ปีก่อน... เวลานั้น สารัชกับชูจิตยังไม่มีลูก ชูจิตจึงรับพิสัยในวัย 5–6 ขวบซึ่งเป็นน้องสุดท้อง ลูกหลงของพ่อกับแม่มาเลี้ยงดูอย่างดี มีของเล่นทันสมัยมากมาย

สารัชถามว่าเอาน้องมาเลี้ยงแทนลูกแบบนี้

เกิด เรามีลูกขึ้นมาเองเด็กจะไม่มีปัญหาหรือ ชูจิตเชื่อว่าไม่มี ตนอยากช่วยพ่อกับแม่เลี้ยงน้องเพราะท่านทั้งสองอายุมากแล้ว สารัชตามใจทั้งที่ไม่สบายใจนัก

ต่อมาชูจิตตั้งท้อง สารัชดีใจมาก ทะนุถนอมเธอจนพิสัยอิจฉาเด็กในท้อง เริ่มอารมณ์หงุดหงิดรุนแรงระบายอารมณ์กับคนรับใช้ จนไม่มีใครอยากเข้าใกล้

คิดถึงอดีตแล้ว พิสัยพึมพำอย่างเกลียดชัง “ถ้ามึงไม่มาเกิด ทุกอย่างก็ต้องเป็นของกู” คิดแล้วขึ้นรถขับออกไปเลย

เขา นัดพบปองกับย้งลูกน้องที่สนิทไปพบที่ผับแห่งหนึ่ง บอกทั้งสองว่ามีงานให้ทำ ถ้าทำสำเร็จจะมีเงินให้ใช้ แถมจะเลื่อนตำแหน่งให้ด้วย ปองกับย้งบอกว่ามีอะไรสั่งมาได้เลย ไม่ว่าจะให้สั่งสอนหรือสั่งเก็บ

“โดยเฉพาะไอ้คนที่มาแย่งห้องทำงานคุณไป

ก็ไม่น่าเอาไว้นะครับ” ปองทำหน้าเจ้าเล่ห์

“ยังไม่ต้องถึงขั้นนั้นหรอก เอาแค่สั่งสอนก็พอ” พิสัยพูดนิ่งๆแต่แววตาร้ายกาจ

หลัง จากนั้นไม่กี่วัน ย้งกับปองก็สร้างกระแสปั่นพนักงานให้ลุกขึ้นมาประท้วงการมาทำงานของลาภิณ อ้างว่าบรรดาพนักงานผูกพันกับบริษัทและไม่พร้อมรับผู้บริหารใหม่ที่ไม่มี ประสบการณ์ ทั้งสองล่าลายเซ็นพนักงานได้เกือบทั้งหมด ยกเว้นที่ห้องแต่งศพ ทั้งลุงทวี เจติยา และโอ้เอ้ไม่ยอมเซ็น ลุงทวีบอกว่า

“ฉันคงเซ็นให้ ไม่ได้หรอก คุณลาภิณเพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่วัน ฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะสร้างความเสียหายอะไรเลย แล้วจะไปไล่เขาออกได้ยังไง”

“ลุงพูดอย่างนี้คิดจะเป็นศัตรูกับพวกฉันเหรอ” ย้งตะคอก

“พวก เราไม่อยากเป็นศัตรูกับใคร แต่ก็ไม่อยากเป็นเครื่องมือให้ใครด้วย พวกพี่ไปล่ารายชื่อที่อื่นเถอะ ที่ห้องแต่งศพไม่มีใครเซ็นให้หรอก” เจติยาตอบนิ่มแต่หนักแน่น

“อ๋อ...ลืมไปว่าที่แผนกนี้มีกิ๊กของท่านประธานคนเก่าอยู่ด้วย มิน่าถึงต้องปกป้องลูกเลี้ยงจนสุดตัว” ย้งเยาะเย้ย

เจ ติยาตบมันจนหน้าหัน พอมันหันจะเล่นงานเธอ โอ้เอ้ก็โผเข้ากอดมันไว้ร้องบอกลุงทวีกับเจติยาให้รีบหนีไปเร็วๆ ผลคือโอ้เอ้ถูกชกกลิ้งไป ลุงทวีหันมาร้องห้ามก็ถูกปองผลักกระเด็นล้มลง เจติยาโกรธมากคว้าน้ำยาฆ่าเชื้อสาดหน้ามันทั้งสองเต็มๆ มันปิดหน้าร้องลั่น เจติยารีบไปฉุดลุงทวีร้องบอกโอ้เอ้ “หนีเร็ว...”

พอปองกับย้งรู้ว่า ทั้งสามหนีไป มันวิ่งตามทั้งๆที่ยังแสบหน้าอยู่ มันวิ่งไล่มาดักหน้าทั้งสาม ย้งตะโกน “พวกมึงไม่รอดแน่” ส่วนปองเดินยิ้มเหี้ยมเข้าหาคำราม “มึงรู้จักพวกกูน้อยไปเสียแล้ว”

“งั้นช่วยแนะนำตัวหน่อยสิ ฉันจะได้รู้จักพวกนายมากขึ้น” ลาภิณเดินหน้านิ่งเข้ามาจ้องหน้ามันอย่างเอาเรื่อง ย้งกับปองหน้าเหลือสองนิ้ว ก้มหน้างุด

ooooooo

ลาภิณสั่งไล่ ย้งกับปองออก พิสัยไกล่เกลี่ยว่าเป็นเรื่องทะเลาะกันของพนักงาน ปรับความเข้าใจกันได้ก็ดีแล้วอย่าถึงกับต้องไล่ออกเลย ลาภิณหันไปถาม

เจติยาว่า เธอว่าอย่างไร

เจ ติยายืนยันว่าสองคนนี้มาหาเรื่องพวกตน ตนทำไปเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น ไม่เชื่อก็เอากล้องวงจรปิดมาเปิดดู ครู่เดียวโอ้เอ้ก็เอาแผ่นดิสก์มา ลาภิณชูให้ย้งกับปองดู บอกว่า “นี่เป็นภาพจากกล้องวงจรปิด”

“ส่วนหลักฐานรายชื่อที่สองคนนี้ไปล่ามาเพื่อหวังปลดคุณลาภิณ ลุงทวีเอาไปเก็บซ่อนไว้แล้ว” เจติยายิ้มอย่างเป็นต่อ

ลาภิ ณเปิดลิ้นชักหยิบเอกสารออกมาแฟ้มหนึ่งบอกว่านี่คือหลักฐานทุจริต ล้วนเป็นการทุจริตเบิกค่าโอทีเกิน สั่งของผิดสเปกและเอาของบริษัทไปใช้ส่วนตัว

ที่ตนหายไปสองสามวันก็เพราะไปหาหลักฐานเหล่านี้ ถามทั้งสองว่า

“ทีนี้ก็เลือกเอาแล้วกัน ว่าจะยอมโดนไล่ออกดีๆ หรือจะให้ฉันแจ้งตำรวจ”

ทั้งย้งและปองหน้าซีดเผือด ส่วนพิสัยหลบสายตาลาภิณอย่างเจ็บใจที่ลูกน้องทิ้งหลักฐานมัดตัวไว้มากมาย

เจติยามองหน้าลาภิณทึ่ง คิดไม่ถึงว่าเขาจะจริงจังจนหาหลักฐานมาเอาผิดกับพวกนี้ได้ขนาดนี้

ooooooo

พิสัย เจ็บใจที่ถูกลาภิณย้อนเกล็ด ด่าลูกน้อง ทั้งสองว่าทำตัวกร่างจนคนเขาเหม็นขี้หน้า ถึงได้ทำให้ลาภิณเล่นงานเอาได้ มันสองคนอ้อนวอนว่าอย่าทิ้ง พวกตน ถ้าตกงานมีหวังอดตายแน่

“คนอย่าง ฉันไม่เคยทิ้งลูกน้องอยู่แล้ว เดี๋ยวพวกแกไปทำงานที่โรงไม้ของฉันแทนแล้วกัน” พอทั้งสองยกมือไหว้แล้วออกไป พิสัยจิกตาคำราม “ไอ้ต้นมันไม่ใช่กระดูกอ่อนอย่างที่ฉันคิด ท่าจะประมาทไม่ได้เสียแล้ว”

ฝ่ายชูจิตแสดงความชื่นชมภูมิใจลาภิณที่ จัดการทุกอย่างได้เรียบร้อย ปริมฉอเลาะว่า “เก่งที่สุดเลยคุณต้น ทีนี้คนอื่นจะมาว่าคุณทำงานไม่เป็นไม่ได้แล้วนะคะ ที่ผ่านมาเป็นเพราะคุณต้นยังไม่มีเวทีให้แสดงฝีมือต่างหาก”

ส่วนลาภิณบอกว่าพิสัยคงไม่หยุดแค่นี้ ชูจิตติงลูกที่มองน้าในแง่ร้าย แต่ก็รับปากจะดูแลเรื่องนี้ให้เอง

เที่ยงนี้ ขณะเจติยา นิษฐา และนวัชนั่งทานก๋วยเตี๋ยวด้วยกัน เจติยาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่บริษัทให้ฟังแล้ว นิษฐาชมเปาะว่าลาภิณไม่เพียงแต่หล่อยังมีสมองด้วย เจติยา ยอมรับว่าตนเองก็ผิดคาดเหมือนกัน นวัชพูดแทรกขึ้นอย่างหมั่นไส้นิดๆว่า คนเขามีต้นทุนสูงก็ธรรมดาแหละ นิษฐาเลยแหย่ “น้ำเสียงเหมือนจะอิจฉาเลยเนอะ”

“พี่จะไปอิจฉาเขาทำไม พี่ภูมิใจที่พี่เป็นแบบนี้ แหละ” นวัชพูดเรียบๆ แล้วก้มหน้าก้มตากินก๋วยเตี๋ยวแต่แอบน้อยใจอยู่เหมือนกัน

เจติยาแอบมองทั้งสองยิ้มๆ รู้สึกนิษฐาจะแฮปปี้ที่ได้แหย่นวัชเล่น

ทันใดนั้น มีเสียงกรีดร้องอย่างตกใจสุดขีดของผู้หญิงแว่วมา นวัชลุกพรวดไปตามสัญชาตญาณตำรวจ ส่วน นิษฐาวิ่งตามไปติดๆตามวิสัยนักสังคมสงเคราะห์เจติยาถอนใจแล้วจึงลุกตามไป

เป็นเหตุการณ์ที่น้องออยเด็กหญิงวัย 7-8 ขวบถูกรถชนตาย คนขับชนแล้วหนีแต่ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ขณะนั้นเลย เจติยาเดินเข้ามา พลันก็เห็นศพน้องออยมองมาพูดว่า “บอกความจริง” เธอเย็นวาบไปทั้งตัวเมื่อรู้ว่านี่คืองานชิ้นใหม่ที่กล่องรากบุญมอบให้!

ooooooo

กลับถึงบ้าน เจติยามองกล่องรากบุญที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยสีหน้าครุ่นคิด นึกถึงเรื่องที่คุยกับลุงทวีเมื่อตอนเย็น...

ลุงบอกว่าเธอจะหลีกเลี่ยงคำขอของวิญญาณพวกนั้นไม่ได้ เพราะถ้าเราไม่ทำหรือทำไม่สำเร็จภายในหนึ่งเดือนเราก็ต้องตาย เธอถามว่าแบบนี้เราก็เป็นทาสของกล่อง ต้องทำไปจนกว่าจะตายหรือหาเจ้าของใหม่ให้กล่องได้ใช่ไหม

“นั่นแหละ ลุงถึงได้ให้กล่องกับคุณสารัชทันทีที่รู้ว่าคุณสารัชเป็นมะเร็ง เพราะลุงเองก็กลัวเหมือนกันว่าสักวันต้องตายเพราะกล่องใบนี้ ถ้าหนูเจเริ่มกลัวก็มองหาเจ้าของคนใหม่สิ เลือกคนที่มีความปรารถนาแรงกล้าแล้วก็เป็นคนดีพอที่จะไม่ใช้กล่องใบนี้ไปในทางที่ผิด”

เจติยาติงว่า แบบนี้ก็เท่ากับมีทาสเพิ่มขึ้นอีกคน ตนไม่อยากทำอะไรแบบนี้แล้ว ลุงขอให้คิดเสียว่ากล่องนี้ให้ทำอะไรก็ทำแล้วกัน แถมยังได้อธิษฐานขออะไรก็ได้เป็นรางวัลอีก

“ลุงเข้าใจผิดแล้วค่ะ เจไม่ได้เครียดที่ต้องช่วยเหลือวิญญาณพวกนั้น แต่ที่เจไม่อยากทำ เพราะเจคิดว่า การทำความดีต้องมาจากใจจริง ไม่ใช่การบังคับหรือการเอาพรวิเศษมาล่อแบบที่กล่องรากบุญทำอยู่”

ลุงทวีมองอึ้งบอกว่าไม่เคยเห็นใครคิดแบบเธอ เจติยาถามว่า ถ้าตนช่วยเหลือวิญญาณพวกนั้นต่อไป แต่ไม่ขอพรอะไรอีกจะเป็นอะไรหรือเปล่า

“ลุงก็ไม่รู้เหมือนกัน ขนาดคุณสารัชที่ท่านมีพร้อมทุกอย่างจนไม่รู้จะขออะไรอีกแล้ว ก็ยังขอในสิ่งเล็กๆน้อยๆไปเรื่อยเปื่อย เพื่อให้กล่องมันทำหน้าที่ของมันต่อไป”

ฟังลุงทวีแล้ว กลับมานั่งมองกล่องรากบุญ ครุ่นคิดว่าตนจะทำอย่างไรกับกล่องนี้ดี? หยิบกล่องมาถือ บอกกล่องว่า

“ฉันจะไม่ยอมตกเป็นทาสของแก แม่ฉันหายป่วย ฉันก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว สิ่งอื่นที่ฉันอยากได้ ฉันจะหามาด้วยนํ้าพักนํ้าแรงของฉันเอง ไม่มีอะไรที่ฉันจะขอจากแกอีกแล้ว เข้าใจเสียด้วย”

เจติยาวางกล่องไว้บนโต๊ะเดินไปเข้าห้องนํ้า พลันกล่องก็มีเงาดำทะมึนไหววูบวาบ รูปหน้ายักษ์บนฝากล่อง เปล่งแสงสีแดงฉานจากดวงตาเหมือนไม่พอใจความคิดของเจติยามาก

ooooooo

น้องออยตามมาทวงเจติยาถึงบ้านว่าสัญญากับตนแล้วว่าจะบอกความจริงให้ทุกคนรู้ว่าใครเป็นคนขับรถชนตน น้องออยบอกเป็นแนวทางว่า “รถสีดำคันนั้น”

เช้านี้เธอรีบไปหานวัชที่หน้าบ้าน ถามความคืบหน้าเกี่ยวกับรถที่ชนน้องออยแล้วหนีว่ามีอะไรไหม นวัชบอกว่าไม่มีใครเห็นเหตุการณ์สักคน เธอถามว่า แถวนั้นมีกล้องวงจรปิดไหม และช่วงเวลาที่เกิดเหตุมีรถสีดำผ่านไปบ้างรึเปล่า

“ทำไมต้องรถสีดำด้วยล่ะ เจรู้อะไรมาเหรอ” นวัชเอะใจ เจติยาเฉไฉกลบเกลื่อนว่าไม่มีอะไรแล้ว ขอตัวไปเรียน

ที่มหาวิทยาลัยนี่เอง เจติยากับนิษฐาเจอกับเอียดหรือกุลธิดาที่เพิ่งกลับจากสวิส ทักทายกันแล้วเอียดขอตัวไปเรียน พอเอียดไป ลาภิณที่มาบรรยายเรื่องธุรกิจเกี่ยวกับศพให้นักศึกษาฟังก็เข้ามาทัก

ทันใดนั้น นักศึกษาคนหนึ่งเข้ามาถามหน้าตาตื่นตกใจว่า เจติยากับนิษฐาเป็นเพื่อนกับเอียดใช่ไหม บอกว่าเกิดเรื่องใหญ่แล้ว เพราะภัสสรเพื่อนตนหาว่าเอียดแย่งแฟน เลยเอามีดขู่พาเอียดไปที่ดาดฟ้า

เจติยาให้นิษฐาซึ่งรู้จักบอยแฟนของภัสสรรีบไปตามเขามา นิษฐาหันไปบอกเพื่อนนักศึกษาคนหนึ่งให้ไปตามอาจารย์มาเร็วๆ ลาภิณเห็นยังมีเวลา เขาจึงตามเจติยาไปด้วย

ปรากฏว่าลาภิณช่วยพูดหว่านล้อมเกลี้ยกล่อมภัสสรให้ไตร่ตรองถึงความผิดชอบชั่วดี อย่าต้องติดคุกเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ให้คิดถึงพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงว่าจะเสียใจแค่ไหนถ้าเกิดเหตุร้ายขึ้น

บอยมาถึง เขาขอร้องเอียดอย่าเอาเรื่องภัสสรเลย ทั้งหมดเป็นความผิดของตนเอง ต่อไปตนจะไม่ยุ่งกับเอียดอีกแล้ว

เจติยากับนิษฐาก็ช่วยกันเกลี้ยกล่อม จนเมื่ออาจารย์วิเชียรมา อาจารย์เตือนสติว่า ไม่อยากให้ทั้งสองต้องมีประวัติด่างพร้อยเพราะเรื่องแบบนี้ เมื่อภัสสรฟังบอยและทุกคนแล้วอารมณ์จึงผ่อนคลายลง แต่เอียดโกรธจะเอาเรื่อง จนเมื่อทุกคนช่วยกันหว่านล้อมว่าภัสสรสำนึกผิดแล้วเอียดจึงยอมไม่เอาเรื่อง

หลังจากลาภิณไปบรรยายเสร็จ มาเจอเจติยาที่หน้าตึกเรียน เขาพูดทึ่งแกมขำว่า

“จะว่าไปเธอนี่ก็เก่งนะ ฉันเจอเธอทีไรมีแต่เรื่องตลอด แต่เธอก็เอาตัวรอดมาได้ทุกที”

“เป็นคำชมที่ดูทะแม่งๆนะคะ แต่ก็ขอบคุณค่ะ ความจริงงานนี้ฉันมัวแต่ห่วงเพื่อน ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ถ้าไม่ได้คุณช่วยก็คงแย่”

ขณะนั้นเอง วิญญาณน้องออยมาสะกิดเจติยา ชี้ให้ดูรถสีดำที่ชนตน เธอหันมองแล้วแทบช็อก เพราะเห็นอาจารย์วิเชียรกำลังขึ้นรถคันนั้นพอดี!

เป็นเรื่องที่รู้แล้วทั้งกดดันและลำบากใจอย่างที่สุด เมื่อคนร้ายคืออาจารย์ของตัวเอง! เจติยาจึงไม่กล้าบอกความจริงแก่นวัชและนิษฐา เธอเล่าแต่เพียงเลาๆเป็นนัยๆ จนน้องออยทนไม่ได้ ปรากฏตัวมาต่อว่าที่เธอผิดสัญญา น้องออยอาละวาดจนเจติยาขู่ว่าถ้าไม่มีเหตุผลแบบนี้ต่อไปจะไม่ช่วยเหลืออะไรอีกแล้ว น้องออยเลย หายตัวไป

ยังไม่ทันหายปวดหัวกับเรื่องน้องออย เช้านี้ เจติยาก็ต้องปวดหัวหนักขึ้นไปอีก เมื่อครูที่โรงเรียนนทีมาตามที่บ้าน บอกเจติยาว่านทีขาดเรียนติดต่อกันบ่อยมาก จนจะหมดสิทธิ์สอบแล้ว ถามว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า

ที่แท้นทีไปมั่วสุมกับเพื่อนเล่นพนันบอลกันที่ห้องพัก เจติยาตามไปลากตัวกลับมา ดุด่าว่ากล่าวที่นทีทำตัวเหลวไหลไม่ไปเรียนหนังสือ ถ้าไม่รักดีแบบนี้ ต่อไปจะไม่ยุ่งด้วยแล้ว สตางค์แดงเดียวก็ไม่ให้

นทีอวดดีตามเคย บอกว่าไม่ให้ก็ไม่เอา แล้วเดินย้อนกลับไปที่ห้องเพื่อนอย่างท้าทาย

ooooooo

ตอนที่ 4

ลาภิณตามไปที่ห้างสรรพสินค้า เห็นเจติยากำลังเต้นประกอบเพลงต่อหน้าหญิงสาวคนหนึ่งอย่างน่ารัก เป็นงานรับจ้างเต้นเพื่อสารภาพรักของชายหนุ่มกับหญิงสาว เขาเอาโทรศัพท์มือถือถ่ายคลิปไว้อย่างพลอยรู้สึกสนุกไปด้วย

พอเต้นเสร็จ เจติยาอายแทบแทรกแผ่นดินหนีเมื่อเห็นเขายืนมองยิ้มๆอยู่ เขาเข้ามาทัก ชมว่าเธอนี่ทำได้ทุกอย่างจริงๆ ถ้าไม่รู้จักกันมาก่อน นึกว่าเธอเป็นแดนเซอร์มืออาชีพแน่ๆ

เธอปั้นหน้าปึ่งบอกเขาหยุดแซวตน ได้แล้ว งานสุจริตตนทำได้ทุกอย่าง ถามว่ารู้ได้ยังไงว่าตนมารับจ๊อบที่นี่ พอรู้ว่าแม่บอกก็บ่นอุบอิบ เธอเดาได้ว่าเขาตามหาตนเพราะงานแต่งศพมีปัญหาใช่ไหม ลาภิณย้อนถามว่าแล้วเธอจะกลับไปช่วยไหม

“ไม่ ฉันไม่ใช่คนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา” เธอทำเสียงเข้มคอแข็ง ลาภิณรู้ว่าใช้ไม้แข็งกับเธอไม่ได้ เขาทำหน้าขรึมพูดจริงจังอย่างขอความเห็นใจว่า

“ฉันรู้นะเจว่าเธอรักงานแต่งศพ ไม่อย่างนั้นคงทำไม่ได้ตั้งหลายปีหรอก แล้วเธอจะทิฐิอยู่ทำไม นี่ฉันเป็นฝ่ายมาง้อเธอนะ เธอไม่เสียฟอร์มหรอก”

“ฉันไม่อยากมีปัญหากับแม่คุณแล้วก็ยังแฟนคุณอีกคน”

ลาภิ ณชี้แจงว่า เรื่องคุณแม่ไม่ต้องห่วงเพราะท่านเป็นคนให้ตนมาตามเธอเอง ส่วนเรื่องปริมนั้น คุณแม่จะเป็นคนอธิบายกับปริมเอง มองหน้าชั่งใจถามว่า “ทีนี้ก็เหลือแต่เธอแล้วล่ะ ว่ายังมีใจให้นิราลัยอยู่หรือเปล่า ส่วนเรื่องพินัยกรรมคุณพ่อ ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงเหมือนเดิม เธอยังได้หุ้นสิบเปอร์เซ็นต์อยู่”

เจติยาบอกว่าเรื่องนั้นไม่ใช่ ประเด็นสำคัญ ลาภิณเชื่อว่าคนอย่างเธอเงินซื้อไม่ได้ แต่ที่พูดไปก็เพื่อแสดงความจริงใจให้เธอเห็นว่าทุกอย่างตรงไปตรงมา รวบรัดอ้อนว่า “ตกลงกลับไปช่วยงานฉันนะ” เจติยาไม่ตอบแต่เดินนำไป ลาภิณรีบตาม

ฝ่ายชูจิตก็รับรองกับปริมว่าจะไม่ปล่อยให้ลาภิณต้อง เสียทีเจติยาแน่ ให้ทำงานไปอีกสักพักหาคนมาแทนได้ก็จะบีบให้ออกไป ไม่ปล่อยให้เธอต้องไม่สบายใจแบบนี้นานหรอก ปริมเงียบไปแต่ใจยังไม่สงบ

เมื่อ ออกมาที่ลานจอดรถบริษัท เจอพิสัยมาดักอ่อยว่า ตนสามารถทำให้เธอได้แต่งงานกับลาภิณเร็วขึ้นแลกกับหุ้นครึ่งหนึ่งของบริษัท ปริมมองเหยียดๆบอกว่ามากไปมั้ง พิสัยทั้งขู่ทั้งหว่านล้อมว่า ถ้าเธอไม่รีบจับจองลาภิณเป็นเจ้าของเสียแต่ตอนนี้ก็น่าเสียดายโอกาส ถ้าลาภิณมีผู้หญิงอื่นที่ทัดเทียมกับเธอเข้ามาเสียก่อน

เห็นปริมนิ่งคิด พิสัยยิ้มกวนๆถามอย่างถือไพ่เหนือกว่าว่า “ว่าไงล่ะ คุณจะร่วมมือกับผมรึเปล่า”

ooooooo

เจ ติยากลับมาทำงานแต่งศพอย่างมีความสุขกับงาน ที่นี่เธอได้เจอกับณุที่เป็นลูกน้องคนสนิทของนายโชค เอาศพลูกน้องมาทำ แต่เลียบเคียงถามเรื่องใครฆ่านายโชคก็ไม่ได้ความอะไร รู้แต่เพียงว่านายโชคมีศัตรูอยู่สองกลุ่มเท่านั้น

จนคืนต่อมา นายโชคก็มาบอกเบาะแสเธอว่า “ถึง ฉันจะไม่เห็นหน้าคนแทงฉัน แต่ฉันแน่ใจว่าไม่ใช่พวกศัตรูฉันหรอก เพราะแถวนั้นเป็นถิ่นฉัน ใครแปลกหน้าผ่านมาฉันต้องรู้ คนที่ฆ่าฉันก็คือคนที่อยู่ในร้านนั่นแหละ”

“หรือจะเป็นพวกลูกน้องนายเอง”

“ไม่มีทาง ลูกน้องฉัน รักฉันทุกคน ไม่มีวันหักหลังฉันเด็ดขาด” นายโชคมั่นใจมาก แต่จู่ๆนายโชคก็ตัดบทว่า “วันนี้เธอคงช่วยอะไรฉันไม่ได้แล้วล่ะ ไปช่วยเจ้านายเธอก่อนที่จะโดนรุมตีตายเถอะ” พูดแล้วนายโชคหายไปทันที “เดี๋ยวสิ มาพูดกันให้รู้เรื่องก่อน” แต่ทุกอย่างเงียบสนิท เธอบ่น “ทีไม่ อยากให้มาจะมา อยากให้อยู่จะไป ผีนี่เอาใจยากจริงๆวุ้ย” พลันก็ฉุกคิดคำเตือนของนายโชค นึกห่วงลาภิณขึ้นมา รีบวิ่งออกไปตามหา

เจติยาวิ่งไปเจอลาภิณกำลังถูกย้งกับปองสวมหมวก ไอ้โม่งรุมชกต่อยอยู่ข้างรถเขา เธอกับ รปภ.รีบวิ่งเข้าไปช่วย ย้งกับปองเห็นท่าไม่ดีรีบดึงกระเป๋าสตางค์ของลาภิณหนีไป ทำทีว่าชิงทรัพย์

ลาภิณถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ปริมรู้ว่าใครทำ เธอ โทร.ไปต่อว่าพิสัยที่บอกว่าจะช่วยตนแต่กลับส่งคนไปซ้อมลาภิณจนสะบักสะบอม

“โอเค ผมยอมรับก็ได้ แต่ที่ผมทำไปก็เพราะอยากจะช่วยคุณ คุณควรอาศัยโอกาสนี้เร่งทำคะแนน คนอย่างต้นใช้ไม้แข็งไม่ได้ผลหรอก แต่ถ้าเจออ่อนๆหวานๆเข้าเป็นเสร็จ เชื่อผมสิ มึนตึงกันมาพักใหญ่แล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าผมไม่ทำแบบนี้แล้วพวกคุณจะหาจังหวะคืนดีกันได้ยังไง”

ปริมยอมรับเหตุผลของพิสัย คิดหนักว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี

ทั้งขู่ทั้งหว่านล้อมปริมแล้ว พิสัยไปพบย้งกับปองที่คอนโดฯ เขาให้ทั้งสองแบ่งเงินในกระเป๋าของลาภิณกัน คนละครึ่ง ส่วนตัวเขาให้สร้อยทองเส้นโตคนละเส้น บอกให้รีบกลับไปทำงานต่อ เพราะตั้งแต่ลาภิณจับได้ว่าตนมีนอกมีในก็อดอยากปากแห้งกันมานาน

ooooooo

เจติยาพาลาภิณไปโรงพยาบาล เขาขอบใจเธอที่ช่วยไว้ ไม่อย่างนั้นตนคงเจ็บกว่านี้เยอะ บอกเธอว่าตนเริ่มหายสงสัยแล้วว่าทำไมคุณพ่อถึงยกหุ้นให้เธอ เชื่อว่าที่คุณพ่อยกหุ้นให้เพราะอยากให้เธอช่วยเหลือตนกับนิราลัยมากกว่า

ชูจิตกับปริมเปิดประตูเข้ามา เห็นเจติยาอยู่กับลาภิณก็ชะงัก ชูจิตหน้าตึงถามว่าเธอมาทำอะไร ลาภิณบอกว่าเธอเป็นคนช่วยตนไว้

“เธอมีอะไรอีกรึเปล่า ถ้าไม่มีก็กลับไปได้แล้ว” ชูจิตไล่ตรงๆ เจติยาจึงไหว้ลา ชูจิตทำเมินไม่รับไหว้ แต่ปริมกลับขอบใจเธอที่ช่วยลาภิณไว้ เธอพูดจนทุกคนอึ้งว่า

“ฉันถือว่าฉันเป็นหนี้บุญคุณเธอไม่น้อยไปกว่าคุณต้น ไว้ฉันจะหาทางตอบแทนน้ำใจของเธอก็แล้วกัน”

เมื่อเจติยาเดินออกไปแล้ว ปริมหันมายิ้มหวานเอาใจลาภิณถามว่าเจ็บมากไหม เขาตอบทีเล่นทีจริงว่าไกลหัวใจเยอะ แต่ตาอดชำเลืองไปทางเจติยาที่กำลังเดินออกไปไม่ได้

“คุณปริมกินอะไรเข้าไปเนี่ย น่าตกใจยิ่งกว่าผีหลอกเสียอีก” เจติยางึมงำงงๆกับท่าทีของปริม พลันก็ชะงักเมื่อเห็นณุลูกน้องของนายโชคเข็นรถพาแฟนสาวเข้ามาด้วยท่าทางเอาอกเอาใจมาก

ได้ยินทั้งคู่คุยกันว่า แฟนณุอาหารเป็นพิษ เธอไม่อยากนอนโรงพยาบาล แต่ณุอยากให้นอนคุยอวดว่าเงินแค่นี้จิ๊บๆ ตนจ่ายเองไม่ต้องห่วง

เจติยานึกเอะใจว่าลูกพี่เพิ่งตายไม่ประหยัดเงินบ้างรึไง? เลยให้นิษฐาไปสืบอีกทีว่านายโชคตายไปใครได้ผลประโยชน์มากที่สุด นิษฐาถามแขวะว่าดิ้นรนหาหลักฐานเพื่ออะไร

“เพื่อความสบายใจ ว่าจะไม่มีใครมาตามเล่นงานเจ้านทีต่อจากนายโชคอีก แกมีคนรู้จักที่อยู่ในชุมชนเดียวกับนายโชคไม่ใช่เหรอ ขอให้เขาพาฉันไปที่บ้านนายโชคหน่อยสิ”

“เออๆ ฉันจะลองถามเขาให้ละกัน แต่ไม่รับปากนะว่าจะสำเร็จ” นิษฐารับคำอย่างไม่เห็นด้วยนัก

ขณะนั้นเอง พิทยาหรือพีทก็ขับรถสปอร์ตคันหรูมีกุลธิดานั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถโฉบเข้ามาจอด นิษฐาเหล่มองพิทยาอย่างจับสังเกต เมื่อทั้งสองลงจากรถมาหา นิษฐาเอาสร้อยเส้นเล็กๆจากกระเป๋าให้กุลธิดาบอกว่าช่างที่ร้านทองพ่อซ่อมตะขอให้แล้วไม่คิดตังค์

“จะไปรึยังครับเอียด จะได้เวลาเรียนแล้วนะ” พิทยาเดินมาถาม กุลธิดาบอกเพื่อนว่าไปก่อนนะ พรุ่งนี้ค่อยเจอกัน

พอทั้งสองขึ้นรถไป เจติยาชมว่า “ตัวจริงพี่พีทเขาดูติดดินดีเนอะ” พูดแล้วเห็นนิษฐาหน้าเครียดๆ ถามว่าเครียดอะไรหรือ นิษฐารู้สึกตัวตัดบทว่า ไปเรียนก่อนนะ แล้วเดินเลี่ยงไปเลย เจติยามองตามนิษฐาไปอย่างสงสัยท่าทีแปลกๆของเธอ

ooooooo

ระหว่างมาเฝ้าลาภิณที่โรงพยาบาล ปริมกลายเป็นคนดีอย่างไม่น่าเชื่อ เธอขอโทษลาภิณถ้าที่ผ่านมาทำอะไรเกินไป บอกเขาว่าจะปรับปรุงตัวเอง ส่วนลาภิณก็ขอโทษเธอที่ตนไม่ค่อยมีเวลาให้เพราะโหมงานหนักจนไม่ค่อยคิดถึงจิตใจเธอ

ท่าทีที่อ่อนลงของลาภิณ ทำให้ปริมยิ่งเชื่อพิสัยที่บอกว่าคนอย่างเขาใช้ไม้แข็งไม่ได้ เจอไม้อ่อนหวานๆ เดี๋ยวก็เสร็จ

เวลาเดียวกัน พิสัยก็เร่งสั่งของหาเงินอย่างเร่งด่วนจนถูกชูจิตถามว่าตกลงจะไม่ยอมเลิกกินนอกกินในแน่ใช่ไหม แต่พอพิสัยอ้อนว่าตนไม่ได้ทุจริตสั่งของทุกอย่างมาตามความจำเป็นของงานทั้งนั้น แค่นี้ชูจิตก็เชื่อแล้ว พิสัยจึงอ้อนต่อ

“พี่กับพี่สารัชมีบุญคุณท่วมหัวผม ใจจริงผมไม่เคยคิดจะทุจริตเลย แต่ทุกวันนี้ผมก็ไม่ต่างจากลูกจ้างคนนึง ผมก็เลยอยากมีกิจการของตัวเองบ้าง พอมีปัญหาขึ้นมาผมก็ขายทิ้งให้คนอื่นไปแล้ว พี่ไม่เชื่อจะให้ผมไปสาบานที่ไหนก็ได้”

“ไม่ต้องถึงขั้นสาบานหรอก เมื่อเธอยืนยันหนักแน่นขนาดนี้ พี่ก็เชื่อเธอ ต่อไปก็เลิกคิดน้อยอกน้อยใจที่ไม่ได้อะไรจากพี่สารัชได้แล้ว เพราะเธอจะได้จากพี่อย่างแน่นอน” พิสัยรีบขอบคุณ “ถ้าขาดเหลืออะไรก็มาบอกพี่ได้ ยังไงเธอ ก็เป็นน้องชายแท้ๆของพี่ พี่ต้องช่วยเหลือเธออยู่แล้วพิสัย”

พิสัยยกมือไหว้อย่างซึ้งใจสุดๆ “ผมก็มีแต่พี่จิตคนเดียวนี่ล่ะครับ ถ้าไม่มีพี่สักคน ก็คงไม่มีใครต้องการผม”

หลังจากนั้นไม่นาน พิสัยเดินออกจากห้องทำงานของชูจิต ยกโทรศัพท์โทร.ออกอย่างกระหยิ่มทันที...

“เฮ้ย...ทางสะดวกแล้ว เอาของมาส่งได้เลย เคลียร์เงินให้จบภายในวันนี้ก่อนไอ้ตัวมารจะกลับมา”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.9 บุญวดี เผยด้านมืด เล่าเรื่องเลวๆ ของพีทให้ชาครีย์ฟัง
20 เม.ย. 2564

09:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 เวลา 16:55 น.