ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

รากบุญ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

เมื่อลูกน้องพิสัยขโมยกล่องรากบุญไม่สำเร็จ เขาเสนอปราณว่าฆ่าเจติยาเสียก็สิ้นเรื่อง

“แต่คนที่ฆ่าเจ้าของกล่องจะไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของคนต่อไป เพราะเจ้าของกล่องจะต้องตายตามอายุขัยหรือไม่ก็ต้องตายเพราะทำงานที่วิญญาณร้องขอไม่สำเร็จเท่านั้น”

พิสัยถอนใจเซ็งๆ บ่นว่ากฎเกณฑ์ยุ่งยากวุ่นวายเหลือเกิน ปราณย้ำว่า ถ้าเขาอยากเป็นเจ้าของกล่องรากบุญรายต่อไปก็จำเป็นต้องรู้ไว้ พิสัยถาม “สรุปว่าแค่ทำให้เจติยาสละความเป็นเจ้าของหรือไม่ก็ยกกล่องให้ฉันก็พอใช่ไหม”

“ใช่...ฉันเคยพยายามหลายครั้งแล้ว แต่ไม่สำเร็จเสียที จิตใจของเจติยาเที่ยงตรงและกล้าหาญเกินไป”

“ถ้าบังคับข่มขู่แล้วไม่สำเร็จก็ใช้ไม้นวมสิ” พิสัยยิ้มเจ้าเล่ห์

แล้วเพียงวันรุ่งขึ้น เขาก็ขับรถไปดักเจติยาที่หน้าบ้าน รับทั้งเธอและนทีไปส่งโรงเรียน ระหว่างนั่งในรถเธอให้เงินนทีไปโรงเรียน 50 บาท พิสัยถามว่าแค่นี้จะพออะไร กินข้าวจานเดียวก็หมดแล้ว แล้วเอาเงินให้นที 500 บาท เจติยารับไว้แล้วคืนเขา ไม่อยากให้น้องใช้เงินมือเติบ

ส่งนทีแล้วพิสัยพาเธอมาที่บริษัทด้วยกัน เขาพูดดีเอาใจมาก จนเจติยาสงสัยว่าเขาจะมาไม้ไหนกับตน

แต่พอไปถึงบริษัท ขณะเธอลงจากรถ ลาภิณก็ขับรถมากับปริมพอดี ลาภิณมองเจติยาที่มากับพิสัยด้วยท่าทางสนิทสนมกันอย่างแปลกใจ ปริมถามยุว่า “ไม่รู้มากิ๊กกันตอนไหนนะคะ”

“เรื่องของเขา ไม่เห็นเกี่ยวกับเราเลย” ลาภิณทำเสียงขรึม แล้วขับรถเข้าที่จอด พิสัยเหล่ตามอย่างสะใจ

หลังจากนั้น ลาภิณไปที่ห้องแต่งศพทำทีไปเอาเอกสารแต่ที่แท้ตั้งใจไปเตือนเจติยาเรื่องพิสัยว่าเขาไม่ใช่คนดีอะไรให้อยู่ห่างๆเขาไว้เป็นดีที่สุด เจติยาบอกว่าตนไม่มีอะไรกัน

“จับมือถือแขน สนิทสนมกันขนาดนั้นยังจะว่าไม่มีอะไรอีกเรอะ ต้องหอมแก้มกันรึไง”

โดนพูดประชด เธอเลยบอกเขาอย่างไม่พอใจว่า พิสัยแค่ต้องการขอบคุณตนเท่านั้น ลาภิณไม่เชื่อว่าคนอย่างพิสัยจะลดตัวลงมาขอบคุณพนักงานตัวเล็กๆอย่างเธอ

เจติยาพยายามชี้แจงแต่ลาภิณฟังไม่เข้าหู เขาทำเป็นพูดอย่างไม่ยี่หระแกมประชดว่า

“ฉันมาเตือนเธอเพราะหวังดี เล่นกับไฟยังไม่รู้ตัว... ขยันบริหารเสน่ห์ดีนัก ระวังเถอะ รถผู้บริหารจะชนกับรถตำรวจ”

พูดแล้วเดินไปเลย เจติยาพูดตามหลังไปว่าเขาพูดอะไรตนไม่เข้าใจ ก็ถูกย้อนมาว่า “รู้อยู่แก่ใจ” แล้วเดินไปเลย

“กวนประสาท!” เจติยาเหยียดปากใส่แล้วเดินกลับห้องแต่งศพ

ooooooo

กลับห้องแต่งศพทำงานได้ไม่ทันไร พนักงานคนหนึ่งก็มาบอกเจติยาว่าคุณชูจิตให้มาตามไปพบที่ห้อง เห็นว่าจะไปงานเลี้ยงน้ำชาตอนบ่ายอยากให้เธอไปด้วย

ชูจิต ลาภิณ ปริมพากันไปทานอาหารกลางวัน ปริมทานไม่กี่คำก็รวบช้อน นั่งปึ่งหน้าบึ้ง จนชูจิตถามว่าไม่พอใจที่ตนพาเจติยามางานเลี้ยงด้วยหรือ

ปริมบอกว่าตนไม่กล้าไม่พอใจ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องดึงนังนั่นขึ้นมาร่วมสังคมกับพวกเราด้วย

“เจเขากำลังจะจบปริญญาตรีแล้วนะจ๊ะ ถือว่าเป็นคน มีการศึกษา แถมเป็นเด็กจิตใจดี ไม่มีลับลมคมใน ประพฤติตัวดีงามทั้งต่อหน้าและลับหลัง” ชูจิตแอบเหน็บ เห็นปริม ชะงักก็พูดต่อยิ้มๆ “แล้วที่สำคัญ เขาเคยช่วยชีวิตแม่เอาไว้ บอกตรงๆนะจ๊ะ เวลานี้แม่เชื่อใจใครได้ยากเหลือเกิน จะมีก็แต่หนูเจนี่แหละ ที่แม่รู้สึกไว้ใจได้มากที่สุด”

“ผมรู้สึกว่าตั้งแต่โดนจับตัวไปด้วยกัน คุณแม่จะหลงเสน่ห์เด็กนั่นน่าดูนะครับ” ลาภิณหลอกแม่ยิ้มๆ

“เวลาที่เราได้อยู่ใกล้ชิดกับคนจิตใจดี เราจะสัมผัสได้นะต้น มันจะมีความสุขใจแปลกๆ รู้สึกว่าโลกมันน่าอยู่ขึ้น จนเราอยากจะหาสิ่งดีๆหยิบยื่นให้กับเขา ถ้าต้นได้ใกล้ชิดกับเขาก็คงจะหลงเสน่ห์เหมือนกับแม่นั่นแหละ เอ๊ะ...หรือว่าหลงไปแล้วไม่รู้ตัว”

ชูจิตทำทีหยอกลูกขำๆ แต่ทำเอาปริมอกแทบระเบิดทำเป็นนึกได้ว่านัดเพื่อนไว้ลุกเดินออกไปทันที ลาภิณตกใจลุกตามไป หันมาบอกชูจิตว่า “เดี๋ยวผมมานะครับคุณแม่”

พอทั้งสองลุกไป ชูจิตก็เอามือถือมาโทร.ออก “ไงคะคุณเจี๊ยบ แปลงโฉมสาวน้อยของฉันไปถึงไหนแล้วคะ...งั้นอีกสักพักจะแวะไปรับ ขอบคุณมากค่ะ” วางสายแล้วก็ยิ้มอย่างอารมณ์ดีมีแผน...

ooooooo

ปริมอ่านแผนการของชูจิตออก แม้ลาภิณจะตามไปง้อให้ไปงานด้วยกัน เธอปฏิเสธด้วยเหตุผลว่ารับไม่ได้ถ้าต้องนั่งร่วมโต๊ะกับเจติยา

ลาภิณเข้าไปคุยคอนเซปต์งานกับแขกในห้องประชุมรอชูจิต ไม่นานชูจิตก็เข้ามาพร้อมเจติยา เขามองเธออึ้งกับภาพลักษณ์ใหม่ที่แต่งตัวน่ารักสมกับเป็นผู้หญิง ส่วนชูจิตก็แนะนำเจติยาแก่แขกที่มาร่วมงานว่าเป็นหลานสาว แล้วให้ไปนั่งข้างๆลาภิณ ซึ่งเขาก็เลื่อนเก้าอี้ให้อย่างสุภาพ

เจติยาเข้าร่วมงานอย่างงงๆที่ถูกชูจิตจับแต่งองค์ทรงเครื่องเสียจนตัวเองแทบก้าวขาไม่ออก ระหว่างขับรถไปส่งเธอที่บ้าน ลาภิณบอกว่าคุณแม่คงอยากขอบคุณเธอตามวิธีของท่าน เจติยาฝากเขาบอกชูจิตว่าเลิกงานแล้วจะซักเอาชุดไปคืน

“ไม่ต้องหรอก เธอเก็บไว้เถอะ เธอใส่แล้วสวยดี” ลาภิณชมเสียจนเจติยาเขินพูดไม่ออก เขาถามยิ้มๆ “เป็นอะไร ไม่เชื่อเหรอ เธอใส่แล้วน่ารักดีเหมือนกัน น่าจะแต่งตัวอย่างนี้ทุกวัน”

พอถึงหน้าบ้าน เจติยาลงจากรถอึ้งๆงงๆ ลาภิณเรียกไว้บอกว่าสร้อยซ่อมเสร็จแล้ว พอเธอยื่นมือจะรับ เขากลับโยนสร้อยขึ้นไปแล้วรับไว้ เจติยามองฉุนๆ เขาเลยยื่นให้ดีๆ

แต่พอเดินเข้าบ้าน ก็ชะงักเมื่อเห็นนวัชกับนิษฐารออยู่ นิษฐาแซวว่าไปไหนมาแต่งตัวหวานเชียว พอเธอบอกว่าไปงานกับชูจิตมา ก็ถูกเพื่อนจับพิรุธว่าไม่เห็นคุณชูจิตในรถ

“คุณท่านคุยกับเพื่อนติดลมก็เลยให้คุณลาภิณมาส่งก่อน” พูดแล้วขอไปเปลี่ยนชุดบ่นว่าคันไปหมดทั้งตัวแล้ว นวัชมองตามไปสีหน้าแสดงความหึงหวงอย่างชัดเจน

พอเข้าห้องนอน เจติยาก็ถูกนทีที่มาดักรออยู่ในห้องถามแซวว่าตกลงจะเลือกคนไหน แล้วสาธยายว่าตนชอบพี่หมวดกับลาภิณ แต่คนเมื่อเช้า ซึ่งหมายถึงพิสัย ก็เปย์ดีน่าสนเหมือนกัน

“เพ้อเจ้อ พี่หมวดกับฉันเหมือนเป็นพี่น้องกัน ส่วนคุณพิสัยเขามาคุยธุระ” ถูกนทีดักคอว่าแสดงว่าสนลาภิณกว่าเพื่อน ถูกพี่สาวปรามว่า “อย่าไปพูดพล่อยๆ ที่ไหนนะนที เขามีแฟนแล้ว แล้วเขาก็ไม่เคยจีบพี่ด้วย”

“แปลว่าถ้าไม่มีแฟน แล้วเขาจีบก็โอใช่ไหม?” นทีแหย่แล้ววิ่งออกไปเลย เจติยาถึงได้รู้ว่าถูกน้องจิ๊กเงินไปร้อยบาท บ่น “ไอ้น้องคนนี้นี่...” แล้ววิ่งตามไป

ooooooo

รุ่งขึ้น เจติยาเอาหนังสือพิมพ์ไปให้ชูจิตดู ถามว่าเห็นข่าวที่เขียนแซวตนกับลาภิณเรื่องไปกับคุณท่านเมื่อวานหรือยัง ชูจิตบอกว่าเห็นแล้ว อย่าคิดมาก

เจติยาไม่สบายใจเกรงจะมีปัญหากับปริม ชูจิตขอให้อดทนไว้ ตนต้องการให้เธอช่วยงานลาภิณต่อไปเพราะตอนนี้ตนไว้ใจเธอมากที่สุด ทั้งยังยอมรับว่าเมื่อก่อนตนอคติกับเธอแต่ตอนนี้พอจะมองเธอออกมากขึ้น เห็นเจติยาสบายใจขึ้น ชูจิตชมว่า

“เธอเองก็ทำงานที่นี่มาหลายปี แถมยังมีหุ้นของนิราลัยอีก ฉันเชื่อว่าเธอต้องผูกพันกับที่นี่บ้างล่ะ ถึงเรียนจบเธอก็คงไม่คิดจะไปทำงานที่อื่นใช่ไหม...คุณสารัชก็คงคิดแบบนี้เหมือนกันถึงได้ให้หุ้นเธอ แต่มีข้อแม้ว่าเธอต้องทำงานที่นิราลัย ตอนนี้ฉันเริ่มจะหายข้องใจแล้วล่ะว่าทำไมคุณสารัชถึงทำแบบนั้น”

“แต่คุณปริมเธอคงไม่พอใจมาก”

“เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก ขอให้เธอช่วยงานฉัน ก็พอ เธอก็เห็นแล้วว่าน้องชายฉันเป็นคนยังไง ถ้าเธอไม่อยู่ช่วยฉันอีกแรง ฉันกับต้นก็คงไม่เหลือใครที่ไว้ใจได้แล้วจริงๆ”

ฟังชูจิตแล้ว เจติยาก็ไม่อาจปฏิเสธได้อีก

งานนี้พิสัยอ่านเกมออก บอกปริมว่าชูจิตไม่อยากแตกหักกับเธอจึงดันเจติยาขึ้นมา ถ้าเธอทนไม่ได้ก็บอกลาไปเอง เตือนว่าช่วงนี้เธอต้องสงบเสงี่ยมหน่อย เธอยิ่งเหวี่ยงมากชูจิตก็ยิ่งระอา

ขณะนั้นเอง พิสัยได้รับโทรศัพท์ ฟังปลายสายแล้วเขาตกใจหน้าเครียด จนปริมสงสัยว่าต้องมีเรื่องไม่ดีแน่ๆ

พิสัยถูกทางตำรวจเรียกไปสอบเกี่ยวกับการตายและการเผาสำนักทนายความเพราะลูกน้องของทนายปุ่นให้การกับตำรวจว่าทนายปุ่นกำลังตามสืบเรื่องของเขาอยู่ทำให้เขาตกเป็นผู้ต้องสงสัยที่สุด พิสัยตกใจกลัวไปอ้อนวอนชูจิตให้ช่วย

“พี่ปกป้องคนผิดมามากพอแล้วนะพิสัย เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้ พี่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก” ชูจิตตอบอย่างเย็นชาแล้วขึ้นรถไป พิสัยจิกตาตามอย่างเจ็บใจ

ooooooo

ระหว่างที่พิสัยถูกตำรวจเรียกไปสอบปากคำนั่นเอง ปราณช่วยเขาโดยสะกดจิตตำรวจแล้วสั่งให้ทำลายหลักฐานทุกอย่างเกี่ยวกับพิสัยให้หมดและให้จำไว้ว่าพิสัยไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้

ช่วยพิสัยแล้วปราณทวงว่าอย่าลืมจ่ายค่าตอบแทนตนด้วย พิสัยถามว่ากล่องนั่นใช่ไหม ตนพยายามอยู่แต่มันไม่ง่ายต้องใช้เวลาหน่อย ปราณนิ่งไปอย่างหนักใจ ก่อนบอกเขาว่า

“ตอนนี้มีเรื่องสำคัญกว่านั้นที่ต้องทำก่อนที่เจติยาจะได้ดาวทุกข์ครบสามดวงแล้วขอให้กล่องรากบุญถูก ทำลาย”

จากนั้นไม่นาน เจติยาก็ถูกป้อมแม่บ้านที่คุ้นเคยกันขอความช่วยเหลือ พาไปที่ท้ายซอย เจติยาแทบช็อกเมื่อเห็นศพป้อมถูกฆ่าหมกอยู่ในพงหญ้า พอเธอมองไป ศพก็ลืมตาฟึ่บ ร้องขอ “บอกความจริง”

เจติยาจึงรู้ว่าป้อมที่พาตนมานั้นคือวิญญาณ!

ส่วนพิสัยรับแผนจากปราณเพื่อสกัดไม่ให้กล่องรากบุญถูกทำลาย เขาให้เชิดไปดักยิงลาภิณอาการสาหัส เมื่อเจอปราณเขาถามว่า ทำไมต้องให้ตนยิงลาภิณด้วย

“เจติยาจะได้ขอพรจากกล่องรากบุญเพื่อช่วยชีวิตมัน แทนที่จะขอพรเพื่อทำลายกล่องน่ะสิ คนอย่างเจติยา ห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเองเสมอ ก็ต้องใช้วิธีนี้แหละ”

“ถ้าเกิดไอ้ต้นมันตายขึ้นมาจริงๆล่ะ”

“ฉันก็แค่หาคนใหม่มารับเคราะห์แทนก็เท่านั้น ส่วนแกก็อยากให้มันตายอยู่แล้วไม่ใช่เรอะ”

พิสัยยิ้มมุมปากอย่างสะใจ เพราะถ้าไม่ต้องติดคุกก็ถือว่าได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง

ooooooo

ลาภิณอยู่ในภาวะวิกฤติที่หมออาจจะช่วยชีวิตได้หรือไม่ได้ แต่วิญญาณเขาออกจากร่างได้ เขามองชูจิตที่ตรอมใจจนล้มป่วยต้องนอนโรงพยาบาล ยกมือไหว้ขอโทษแม่ที่ทำให้ต้องเป็นห่วงจนล้มป่วย

เจติยาออกจากห้องน้ำเห็นลาภิณ เธออุทานตกใจ “คุณลาภิณ” แต่ลาภิณตกใจยิ่งกว่าถาม “นี่เธอเห็นฉันด้วยเหรอ?”

เจติยาตกใจสุดขีดเพราะนั่นเท่ากับว่าลาภิณตายไปแล้วนั่นเอง!

เมื่อรู้ว่าเจติยาติดต่อและมองเห็นวิญญาณได้ ลาภิณจึงพูดคุยกับเธอและไม่ว่าเธอไปไหนเขาก็ตาม ติดแจเพราะสื่อสารกับคนอื่นไม่ได้ ลาภิณตามจนเจติยาไล่ให้เขากลับไปเฝ้าร่างตัวเอง แล้วเธอก็หนีเข้าลิฟต์ทำให้ลาภิณตามเข้าไปไม่ทัน กดลิฟต์นิ้วก็ทะลุแป้น พอรู้ตัวก็บ่นเซ็งๆ

“จะกดทำไมวะ”

เจติยานึกว่าหนีลาภิณพ้นแล้ว แต่พอกลับบ้านเข้านอน ปรากฏว่าลาภิณคอยอยู่ในห้องแล้ว เธอไล่ออกจากห้องเพราะเขาเป็นผู้ชาย ลาภิณถามขำๆว่า ตนเป็นวิญญาณจะไปทำอะไรเธอได้

รุ่งขึ้น เจติยาแต่งตัวไปทำงานแต่เช้า ลาภิณยังตามติดแจจนโต้เถียงกัน มยุรีกับนทีเห็นเธอโวยวาย ยกมือทำท่าไล่ ก็มองงงๆ นทีพูดขำๆว่าสงสัยอยู่กับศพมากจนเพี้ยนไปแล้ว

แต่ออกจากบ้านไม่นานก็เจอวิญญาณป้อมมาถามความคืบหน้าการตามจับฆาตกร เจติยาบอกว่า ตนยังไม่ได้เบาะแสอะไรเลย ไม่รู้จะเริ่มต้นสืบหาฆาตกรจากตรงไหน ป้อมเองก็ไม่เห็นคนฆ่าตนเพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก

เมื่อไปถึงโรงพยาบาลเธอก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อรู้จากพยาบาลว่าลาภิณอาการหนักต้องเข้าห้องไอซียู หมอกำลังช่วยชีวิตอยู่ เธอไปหาชูจิตที่ห้องพักคนป่วย ปลอบใจชูจิตที่ร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดด้วยความเป็นห่วงลูกชาย ยกมือไหว้ภาวนา

“ขอให้เกิดอัศจรรย์ขึ้นกับต้นด้วยเถอะ ฉันยอมแลกทุกอย่างแม้แต่ชีวิต”

เจติยาเห็นวิญญาณลาภิณมานั่งอยู่ข้างๆแม่ เธอเข้าไปกระซิบบอกเขาว่า

“กล่องรากบุญเท่านั้นที่ช่วยคุณได้”

แต่ถ้าจะให้กล่องรากบุญช่วยชีวิตลาภิณ เธอยังต้องทำงานให้ได้ดาวอีกหนึ่งดวง ดาวดวงที่สามนี้ต้องได้จากการช่วยป้อมหาตัวฆาตกรให้เจอ เธอจึงทุ่มเท ทำงานนี้ ถามข้อมูลจากนวัชก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า

เจติยาขอแรงนิษฐาให้ช่วยสืบ และตัวเธอเองก็สอบถามจากพนักงานในบริษัทที่เห็นป้อมเป็นครั้งสุดท้าย

โทร.เช็กกับนิษฐาที่ไปหาข้อมูลที่หอพักของป้อมก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ขณะที่ต้องเร่งทำงานแข่งกับเวลาเพื่อช่วยชีวิตลาภิณนี่เอง พิสัยที่ติดตามเธออยู่เพราะต้องการกล่องรากบุญก็เสนอขึ้นว่า ตนอาจมีข้อมูลที่เธอต้องการก็ได้

พิสัยนัดเธอไปทานข้าวอ้างว่าเพื่อจะบอกเบาะแสข้อมูล ลุงทวีเตือนเธอด้วยความเป็นห่วงกลัวจะเสียทีพิสัย เธอบอกว่าจะระวังตัวเพราะถ้าได้ข้อมูลมาก็จะช่วยให้งานสืบตัวฆาตกรง่ายขึ้น

ข้อมูลจากพิสัยที่เขาได้ยินป้อมคุยโทรศัพท์กับเพื่อน จับความได้ว่า ป้อมถูกลอตเตอรี่และนัดเพื่อนจะไปเบิกเงินกัน

ooooooo

เจติยาให้ข้อมูลนวัชเพื่อช่วยสืบ หลังจากนั้นไปถามว่าได้ผลคืบหน้าไหม

“ได้สิ วันที่ป้อมตาย ป้อมโทร.หาเพื่อนที่ชื่อพิศ ตามเวลาที่เจบอกเลย แล้ววันรุ่งขึ้น พิศก็เอาลอตเตอรี่ไปขึ้นเงินเพราะถูกรางวัลที่สอง”

นิษฐาฉุกคิดได้ทันทีว่า มิน่าเล่า วันที่ตนไปถามข้อมูลที่หอพักนั้น พิศถึงไม่ยอมคุยด้วยแถมตีหน้า ยักษ์ใส่อีก

“เป็นไปได้ว่าแรงจูงใจในการฆ่าก็คือลอตเตอรี่ที่พี่ป้อมถูกรางวัล” นวัชมั่นใจ

“พี่ป้อมโทร.บอกเรื่องสำคัญอย่างนี้กับเขา แสดงว่าต้องไว้ใจเขามาก แต่กลับกลายเป็นว่าตัวเองต้องมาตายเพราะคนที่ไว้ใจ” เจติยาสลดใจ ส่วนวิญญาณป้อมที่ฟังอยู่ โกรธมาก

ooooooo

จากการสืบต่อมาได้ความว่า หลังจากป้อมบอกพิศเรื่องถูกลอตเตอรี่แล้ว รุ่งขึ้น ป้อมไปหาพิศ เจอกำลังทะเลาะตบตีกับผัวที่เอาแต่เกาะเมียกิน จนพิศเป็นหนี้นอกระบบถูกทวงถูกขู่อย่างหนัก

“นี่ทะเลาะกันเรื่องเงินอีกแล้วเหรอ” ป้อมถาม พิศบอกว่าก็มีเรื่องเดียวนี่แหละบ่ายๆ ป้อมมาหาพิศตามที่นัดกันไว้ พิศถามว่าเอาลอตเตอรี่มาหรือเปล่า

“เอามาสิ...นี่ไง แกไม่ต้องห่วงนะพิศ เรื่องหนี้แก ฉันจะช่วย...”

ทันใดนั้น มีมือมาจับบ่าป้อมจากข้างหลัง พอป้อมหันไปก็ผงะ เห็นผัวของพิศถือไม้หน้าสามฟาดลงที่หัวเต็มแรง!

ในที่สุดก็สืบได้ว่าป้อมเอาลอตเตอรี่มาหาพิศเพื่อไปเบิกเงินกัน แต่ถูกผัวพิศที่เพิ่งทะเลาะกันเรื่องเงินใช้ไม้ฟาดป้อมจนเสียชีวิต วันรุ่งขึ้นก็เอาลอตเตอรี่ไปขึ้นเงิน ตำรวจจึงตามสืบและจับได้ทั้งผัวเมีย พอพิศกับผัวถูกจับได้ ป้อมก็มาปรากฏตัว เจติยาถามว่าหมดห่วงแล้วใช่ไหม

“ขอบคุณน้องเจมากนะคะที่ช่วยพี่ น้องเจได้ดาวทุกข์ดวงที่สามแล้ว รีบไปช่วยคนตามที่น้องเจต้องการเถอะค่ะ”

ป้อมเอ่ยลาแล้วร่างจางหายไป เจติยาจะรีบไปช่วยชีวิตลาภิณ ถูกนวัชกับนิษฐามาขวางไว้ พาไปนั่งในร้านกาแฟ นวัชตำหนิเธออย่างรุนแรง เพราะวันที่เธอไปกินข้าวกับพิสัยนั้นเกือบเสียท่าเขา ดีแต่ลาภิณตามไปช่วยโดยเข้าสิงร่างเธอแล้วหนีรอดมาได้ แต่ลาภิณก็อ่อนเพลียเพราะต้องเสียพลังไปมากจากการเข้าสิงร่างเธอ

นวัชห้ามเธอทำอะไรเสี่ยงๆแบบนี้อีก พูดอย่างเจ็บใจว่าเห็นทีจะต้องไปเยี่ยมพิสัยที่บริษัทนิราลัยบ้างแล้ว ต่อไปจะได้ไม่กล้า

ไม่เพียงเท่านั้น นวัชยังจะบอกเรื่องนี้แก่มยุรีและให้เธอลาออกจากบริษัทนิราลัยด้วย

เจติยาไม่พอใจที่นวัชทำตัวเป็นเจ้าของเจ้ากี้เจ้าการกับชีวิตตนมากเกินไป พูดเสียงแข็งกับหมวดว่า

“เจรู้นะคะว่าทำให้ทุกคนเป็นห่วง แต่นี่คือชีวิตของเจ พี่หมวดไม่มีสิทธิ์มาบังคับให้ทำโน่นไม่ทำนี่ ที่เจไม่เล่าให้แม่ฟังเพราะไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ แล้วเจก็เอาตัวรอดมาได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องรื้อฟื้นอีก ที่จริงเจจะโกหกพี่หมวดก็ได้แต่เจไม่ทำ” เธอพูดฉอดๆ ส่วนเรื่องนิราลัยเธอยืนยันจะทำงานต่อไป  ไม่ว่าใครก็จะมาสั่งตนไม่ได้

พูดแล้วขอตัวไป นวัชรู้สึกตัว ขอโทษที่วุ่นวายกับเธอทั้งที่เป็นแค่คนข้างบ้านที่แอบรักเธอเท่านั้น ขออย่าโกรธตนเลย

“ขอบคุณนะคะพี่หมวด แต่เจนับถือพี่หมวดอย่างพี่ชาย มันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอกค่ะ พี่หมวดอย่ามาเสียเวลากับเจเลย” พูดจบก็เดินออกไปเลย

นวัชนั่งอึ้ง กลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ นิษฐาบ่นเจติยาว่า “เพื่อนใจร้าย” เห็นนวัชนั่งมึนพูดอะไรไม่ออก จึงชวนคุยสร้างบรรยากาศ พูดติดตลกว่า “กาแฟเย็นหมดก็ยังมีชาเย็นอยู่นะคะ”

แต่นวัชไม่ขำ เขามองหน้าเธอนิ่งแล้วชวนกลับเอาดื้อๆ

ooooooo

พิสัยร้อนตัวกลัวเรื่องสาวมาถึงตน เขาไปหาชูจิตที่โรงพยาบาล ทำทีมาเยี่ยมเยียน ชวนกลับไปอยู่บ้านจะได้ไม่เหงา

“พี่อยากอยู่ใกล้ต้นมากกว่า ถ้าต้นไม่หายพี่ก็ไม่อยากไปไหนทั้งนั้น

“ถ้าพี่จิตสบายใจแบบนี้ ผมก็ไม่ขัดใจหรอกครับ” หยุดมองหน้าพี่สาวหยั่งท่าทีก่อนถามว่า “แต่ช่วงนี้คงมีคนมาเยี่ยมพี่จิตหลายคน พี่คงไม่เหงาเท่าไหร่”

“ก็มีมาไม่กี่คนหรอก มีแต่หนูเจนั่นแหละที่มาประจำ”

พิสัยชะงัก พูดกลบเกลื่อนแล้วเลียบเคียงว่า “ก็ดีครับ เจช่างคุย คงเป็นเพื่อนคุยที่ดีให้พี่ได้ แล้วนี่คงเอาเรื่องที่บริษัทมาเล่าให้ฟังสิครับ”

“เจเขาไม่พูดเรื่องที่ทำให้พี่ไม่สบายใจหรอก เขาคอยปลอบใจพี่มากกว่า”

พิสัยโล่งใจที่เจติยาไม่ฟ้องเรื่องเมื่อคืน เลียบเคียงถามถึงปริมขำๆว่า

“เอ่อ...แล้วคุณปริมล่ะครับ มาเยี่ยมเอาใจพี่วันละกี่ครั้งครับเน่ีย”

“รายนั้นน่ะเหรอ ไม่มาก็ดีแล้วล่ะ มาก็สร้างความรำคาญให้มากกว่า เห็นมาสติแตกวันที่ต้นโดนยิงวันเดียว หลังจากนั้นก็ไม่เคยโผล่มาอีกเลย ช่างเหอะ พี่ก็ไม่ได้หวังอะไรกับเขาอยู่แล้ว”

ตลอดเวลาที่พิสัยมาคุยกับชูจิตนั้น วิญญาณลาภิณยืนฟังอยู่ ได้ยินพิสัยสบถหลังจากฟังชูจิตพูดถึงปริมว่า “ไม่ได้เรื่อง” ก็เอะใจว่าต้องมีอะไรซ่อนเงื่อนอยู่แน่

ooooooo

ออกจากชูจิต พิสัยตรงดิ่งไปหาปริมที่คอนโดฯ เธอเก็บตัวเงียบอยู่ในห้องพัก พอเปิดประตูเห็นเขา เธอถามอย่างไม่พอใจว่า

“มาทำไม”

“ก็มาลากตัวเธอไปหาพี่จิตน่ะสิ เวลาแบบนี้แทนที่จะรีบทำคะแนน กลับมาหมกตัวอยู่แต่ในห้อง”

“คุณต้นนอนพะงาบๆ จะตายมิตายแหล่อยู่แล้ว ยังจะให้ฉันไปดูให้ช้ำใจตายก่อนรึไง ฉันรับไม่ได้”

พิสัยกระชากแขนเธอตะคอกว่าจะรับได้หรือไม่ได้ก็ต้องไป เพราะ “ถ้าไอ้ต้นเป็นอะไรขึ้นมา พี่จิตก็จะยิ่งเคว้ง ถ้าเธอไม่ฉวยโอกาสตอนนี้ เกิดพี่จิตบ้าจี้ยกหุ้นนิราลัยให้เด็กนั่นอีกคนจะว่ายังไง”

“จะยกให้ใครก็ยกไปซิ ฉันไม่สนหรอก!”

“แต่ฉันสน แล้วก็มีเธอคนเดียวเท่านั้นที่ช่วยฉันได้ โอเค ถึงพี่จิตจะไม่เอาเรื่องที่ฉันจับตัวเขาไป แต่เขาก็ไม่ได้พิศวาสฉันเหมือนเดิมแล้ว”

“เขาก็ไม่ได้พิศวาสฉันมากไปกว่าคุณนักหรอก ฉันสวมเขาให้ลูกชายเขา ยังคิดว่าฉันจะเข้าหน้าเขาได้อีกเรอะ ทั้งคำพูด ทั้งการกระทำของคุณแม่ที่พยายามดันนังเจขึ้นมาแทน แล้วถีบฉันให้ไปพ้นทางขนาดนี้ ยังดูไม่ออกอีกเรอะ”

“เอาน่า...ใจเย็นๆ เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว มาช่วยกันคิดหาทางแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไปดีกว่า” พิสัยนั่งลงเอามือตบขาเธอเบาๆให้กำลังใจ ถูกปริมปัดทิ้งฉุนๆงอนๆ

ลาภิณได้ยินเรื่องทั้งหมด พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เขาช็อก ตาแดงก่ำ เสียใจอย่างที่สุด...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สองเสน่หา EP.13 เดือนหยาดโป๊ะแตก โกหกคนทั้งประเทศเรื่องในอดีตของตัวเอง

สองเสน่หา EP.13 เดือนหยาดโป๊ะแตก โกหกคนทั้งประเทศเรื่องในอดีตของตัวเอง
16 มิ.ย 2564

14:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 16 มิถุนายน 2564 เวลา 17:39 น.