ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    อีสา-รวีช่วงโชติ

    SHARE
    ตอนที่ 38

    โสภิตพิไลถูกคุมขังอยู่ในบ้านหลังเดิมโดยมีน้อยคอยดูแลเรื่องความเป็นอยู่ให้ทุกอย่างด้วยดีตามคำสั่งของท่าน แต่ท่านไม่เคยเหยียบย่างมาที่นี่เนื่องจากเจ็บป่วยเรื่อยมาหลังเกิดเรื่องในงานเลี้ยงวันเกิดของสันทนา

    หญิงสาวต้องทนทุกข์ทรมานใจกายทุกวัน อยากหลบหนีแต่ก็จนปัญญาเพราะทราบดีว่ารอบบ้านมีทหารเฝ้าอยู่อย่างแน่นหนา...ด้วยความคับแค้นใจทำให้โสภิตพิไลคิดสั้นจะฆ่าตัวตายด้วยการใช้เศษจานกระเบื้องที่ตัวเองขว้างแตกกระจายกรีดข้อมือ โชคดีที่สันทนากับสามาถึงทันเวลา

    ทั้งคู่ตั้งใจมาช่วยเหลือโสภิตพิไลออกไปอยู่แล้ว จึงวางแผนให้เธอเล่นละครตบตาลูกน้องของท่านว่ากินยาตายและต้องรีบพาไปล้างท้องที่โรงพยาบาล แต่ระหว่างนี้เองมีทหารมาตามสันทนาบอกว่าท่านอาการโคม่ากำลังจะตาย แผนการนั้นเลยยุติลงโดยปริยาย โสภิตพิไลเป็นอิสระแล้ว...

    ชายรวีพาหม่อมพริ้มกลับมาอยู่วังรวีวารอีกครั้งหลังจากสันทนาคืนวังให้ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่มีใครคู่ควรกับวังรวีวารเท่าหม่อมพริ้ม ลูกๆทุกคนดีใจมากมาช่วยกันตกแต่งวังให้เหมือนเดิม โดยมีบ่าวร่วมด้วยช่วยกันอย่างแข็งขันและมีความสุข

    “ขอบใจมากนะทุกคน...ขอบใจ”

    “วังใหญ่โตอยู่กันไม่กี่คน หญิงกลัวหม่อมแม่จะเหงา พวกเราเลยตกลงกันว่าคืนนี้จะมาค้างคืนเป็นเพื่อนหม่อมแม่ค่ะ”

    “ดีจริง จะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเหมือนวันเก่าๆ” หม่อมพริ้มยิ้มเปี่ยมสุข ดึงชายรวีเข้ามากอด ขอบใจที่เขาพาตนกลับมาที่วังแห่งนี้จนได้

    หลังจากนั้นพี่น้องคุยกันเรื่องชิษณุ ศุภลักษณ์บอกว่าอีกไม่นานตนก็จะได้อุ้มหลานแล้ว โศภีพี่สาวคนโตอดกระเซ้าน้องคนรองไม่ได้ว่าเร็วทันใจดีจริง และถามหญิงจิ๋มว่าเมื่อไหร่จะมีลูกเสียที หลานแซงหน้าไปแล้ว

    “เชิญเถอะค่ะ หญิงยังไม่พร้อม”

    “วันนี้ดีจัง เราพี่น้องไม่ได้นั่งกินน้ำชากันพร้อมหน้าแบบนี้นานแล้วนะ”

    “ยังไม่พร้อมซะทีเดียวหรอกค่ะ ยังขาดคนนึง”

    ทุกคนทำหน้างงๆ มองหญิงจ้อยที่พูดมานั้นหมายถึงใคร ชายรวีรู้อยู่แก่ใจตอบเสียเองว่า

    “ขาดน้องสาวคนเล็กของเราไงครับ หม่อมราชวงศ์หญิงโสภิตพิไล รวีวาร”

    “จริงสิ แล้วตอนนี้โสภิตอยู่ที่ไหน”

    “พอออกจากบ้านท่านแล้วโสภิตก็กลับไปหลบอยู่ที่บ้านสวนยายแป้นครับ เดี๋ยวสักครู่ก็คงจะมีคนพามา”

    ชายรวียิ้มสดใสตาเป็นประกาย เมื่อคิดถึงคนที่จะพาโสภิตพิไลมา...

    ใจสว่างนั่นเอง เธอพาโสภิตพิไลมาส่งที่วังรวีวาร สองสาวเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรกตื่นตาตื่นใจกับความใหญ่โต ชายรวีเลยสัญญาว่าจะพาชมให้ทั่ววัง แต่ตอนนี้โสภิตพิไลต้องไปพบหม่อมแม่ก่อน ใจสว่างขอรออยู่ข้างนอก ส่วนโสภิตพิไลตามชายรวีเข้าไปพบหม่อมพริ้มในห้องโถง

    “เรื่องร้ายๆผ่านพ้นไปแล้ว จากนี้ไปก็มาอยู่ด้วยกันเสียที่นี่เถอะ อย่างไรเสียเธอก็เป็นรวีวารคนนึงเหมือนกัน”

    โสภิตพิไลรับคำแล้วอึกอักไม่แน่ใจว่าควรจะเรียกหม่อมพริ้มว่ายังไง

    “เรียกฉันว่าหม่อมแม่เหมือนชายรวีก็ได้”

    “ค่ะ หม่อมแม่”

    “แล้วหลังจากวันนั้นได้คุยกับแม่อุษาของเธอบ้างหรือเปล่า”

    “ก็คุยบ้างค่ะ หนูก็พอจะทำใจได้แล้ว ความจริงที่ผ่านมาเขาก็รักหนูมาก”

    “ดีแล้ว ยังไงเขาก็เป็นแม่ เราเป็นลูกก็ต้องเข้าใจเขา ให้อภัยเขา สามันก็เป็นของมันอย่างนั้นตั้งแต่สาว คงจะเป็นกรรมเก่าของมันกระมัง” หม่อมพริ้มพูดถึงสาอย่างปลงๆ

    ooooooo

    สายังคงมีสัมพันธ์ฉันผัวเมียกับสันทนาเหมือนเดิม...คืนนี้ทั้งคู่นัดพบกันที่โรงแรม แต่จู่ๆสาก็เปรยขึ้นมาว่าเบื่อชีวิตแบบนี้เต็มที ปรากฏว่าสันทนาก็รู้สึกเช่นเดียวกัน สาเลยตั้งคำถามว่าทำไมเขาต้องมาอยู่กับตน ทำไมไม่กลับไปอยู่กับลูกเมีย

    “นั่นยิ่งน่าเบื่อใหญ่”

    “คุณไม่รักคุณหญิงเฉิดฉวีแล้วหรือคะ”

    “รักสิ ก็รักแบบผัวเมียกันนั่นแหละ แต่นับวันเฉิดฉวีก็ยิ่งหึงหวงจนน่าเบื่อ จนผมไม่อยากอยู่ใกล้”

    “แล้วทำไมไม่เลิกกันล่ะคะ ฉันจะได้อยู่กับคุณอย่างเปิดเผย เราจะได้ไม่ต้องมาพบกันในโรงแรมแบบนี้ ใจคอเราจะอยู่อย่างนี้กันไปจนแก่จนเฒ่าเลยหรือคะ”

    “ไม่หรอกคุณอุษา ผมคิดดูแล้วผมจะหาบ้านเล็กๆ ให้คุณซักหลัง เราจะอยู่ด้วยกันที่นั่น”

    “บ้านเล็ก? เป็นเมียน้อยงั้นหรือคะ”

    “เป็นเมียที่ผมรัก แต่แต่งงานด้วยไม่ได้ บ้านเล็กบ้านใหญ่มันไม่สำคัญหรอกน่ะ มันสำคัญที่ใจ ว่าไง ตกลงนะ” สานิ่งไปอย่างชั่งใจ

    ooooooo

    เช้าวันรุ่งขึ้น หวนกับจวนขึ้นมาเห็นหม่อมพริ้มเป็นลมนอนนิ่งอยู่กับพื้น สองบ่าวตกใจมากรีบพาท่านนอนบนเตียงแล้วไปตามคุณหญิงคุณชายมาปฐมพยาบาลท่าน

    ไม่นานนัก หม่อมพริ้มรู้สึกตัว ค่อยๆลืมตา ลูกทุกคนรายล้อมเข้ามาด้วยความดีใจ

    “ฟื้นแล้ว หม่อมแม่ฟื้นแล้ว”

    “หม่อมแม่ เป็นยังไงบ้างครับ”

    หม่อมพริ้มรู้สึกตัวเต็มที่ เห็นลูกๆหน้าสลอน ถามว่ามามุงอะไรกัน

    “หม่อมแม่เป็นลมไปค่ะ หญิงให้คนไปตามหมอแล้ว เดี๋ยวคงมา”

    “คนแก่เป็นลม จะตามหมอทำไม”

    “ตรวจหน่อยเถอะค่ะ ทุกคนเป็นห่วงหม่อมแม่นะคะ”

    “วุ่นวาย เสียเวลาหมอเขาเปล่าๆ”

    โสภิตพิไลยกน้ำชาอุ่นๆมาให้หม่อมพริ้มดื่มจะได้สดชื่น ท่านรับมาจิบนิดหน่อยก่อนส่งคืนแล้วบอกทุกคนว่า

    “จะไปทำอะไรก็ไปเถอะ แม่ไม่เป็นอะไรหรอก โสภิตไปตามหวนมาไป ให้มันมาเฝ้าแม่”

    ทุกคนปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย หม่อมพริ้มนอนพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่หวนจะเข้ามาบีบนวดให้

    “หวน...ข้าอยากเจออีสา มีเรื่องต้องพูดกับมัน เอ็งไปตามมันมาหาข้า”

    หวนแปลกใจแต่ไม่กล้าซักถาม ได้แต่รับคำแล้วรีบไปตามสามาพบในวันเดียวกันนี้เลย โดยมีใจสว่างติดสอยห้อยตามสามาด้วย

    ทันทีที่ก้าวย่างเข้ามาในวังรวีวาร สาอดนึกถึงคืนวันเก่าๆในวัยเด็กไม่ได้ รำพึงกับหวนว่า

    “นานเหลือเกินนะพี่หวน นานมาก ฉันจำได้ ตอนนั้นเรามีความสุขกันเหลือเกิน”

    หวนพยักหน้ารับแล้วเดินนำไปทางห้องโถงที่หม่อมพริ้มรออยู่...สาตามหวนเข้ามาโดยที่ใจสว่างขอรออยู่ข้างนอก

    “เห็นพี่หวนว่าหม่อมไม่สบายหรือคะ”

    “โรคคนแก่น่ะ ไม่มีอะไร ก็เพราะรู้ตัวว่าแก่นี่แหละ อะไรต้องทำก็เลยอยากจะทำเสียให้เสร็จไป ถึงได้เรียกเอ็งมา...เอ็งยังเป็นชู้กับใครต่อใครอยู่หรือเปล่า” หม่อมพริ้มถามตรงไปตรงมาเสียจนสาสะอึก ไม่กล้าโกหก

    “ค่ะหม่อม”

    “เลิกได้ไหม มันผิดทั้งทางโลกทางธรรม ใครรู้เข้าก็รังเกียจเดียดฉันท์ ลูกเต้าก็พลอยอับอายขายขี้หน้า...พ่อแม่เป็นพรหมของลูก เป็นบุคคลสูงสุดที่ลูกต้องเคารพบูชา เอ็งทำตัวไม่น่าเคารพแล้วเอ็งจะให้ลูกกราบไหว้บูชาอยู่ได้ยังไง”

    สาก้มหน้านิ่งละอายใจ หม่อมพริ้มเห็นชายรวีกับโสภิตพิไลเดินเข้ามาจึงบอกให้สานั่งบนเก้าอี้ แล้วให้ลูกชายหญิงนั่งกับพื้นตรงหน้าสา

    “เมื่อก่อนเธอไม่รู้ว่าเขาเป็นแม่ก็อาจจะเผลอทำสิ่งไม่ดีลงไป แต่ตอนนี้รู้แล้ว แม่อยากให้ทั้งสองคนกราบขอขมาแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอซะ”

    ชายรวีกับโสภิตพิไลพนมมือ กล่าวพร้อมกันว่า

    “ข้าพเจ้าขอกราบขอขมาคุณแม่ หากข้าพเจ้าได้ประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณแม่ทั้งกายกรรม มโนกรรม วจีกรรม ทั้งที่รู้ก็ดี ไม่รู้ก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลังก็ดี ข้าพเจ้าขอกราบขอขมาต่อกรรมนั้น ขอคุณแม่โปรดให้อภัยและโปรดอโหสิกรรมต่อลูก เพื่อความเป็นสิริมงคลและดีงามต่อลูกในกาลต่อไปด้วยเทอญ”

    ทั้งคู่กราบลงตรงหน้าสา...สาสะเทือนใจน้ำตาไหลพราก เอ่ยปากเสียงสั่นเครือ

    “คุณชาย คุณหญิง...แม่อโหสิกรรม แม่ต่างหากที่ต้องขอโทษลูก ยกโทษให้แม่นะ ชายรวี โสภิต”

    ทั้งคู่รับคำและยอมให้สาสวมกอดแต่โดยดี... หลังจากนั้นชายรวีกลับออกมาพบใจสว่างแล้วพาเธอเดินชมวังตามสัญญา

    “ที่นี่ต้นไม้เยอะ ร่มเย็นดีนะคะ”

    “ถ้าคุณชอบก็มาบ่อยๆได้”

    “หนูไม่กล้าหรอกค่ะ”

    “มาเถอะ ผมอยากให้มา วังรวีวารจะได้ไม่เหงา”

    ใจสว่างมองชายรวีตาแป๋ว เห็นความเอ็นดูในสายตาของเขาชัดเจน เลยถามแก้เขินว่า “วังมันเหงาได้ด้วยหรือคะ”

    “มันเหงาออกบ่อยไป แต่ไม่มีใครรู้”

    “ถ้าหนูมาแล้วหายเหงา หนูก็จะมาค่ะ”

    ชายรวียิ้มสดใส แล้วพาสาวน้อยเดินชมนกชมไม้ต่อไปอย่างมีความสุข

    ooooooo

    สากลับออกมาคุยกับหวนและจวนอย่างตัดสินใจไม่ได้ว่าจะกลับมาอยู่วังรวีวารดีหรือไม่ หวนเลยตั้งคำถามว่าถ้าสาไม่อยู่กับลูกแล้วจะไปอยู่กับใคร

    “คุณสันทนาชวนให้ไปอยู่ด้วย เขาจะซื้อบ้านให้” สาตอบเสียงอ่อย

    “เอ็งจะไปเป็นเมียน้อยเขาก็ตามใจ แต่ถ้าเป็น เอ็งก็ไม่ต้องเสนอหน้ามาที่นี่อีกเลยนะอีสา ข้าบอกตรงๆ ข้าสงสารคุณหญิงโสภิตกับคุณชาย”

    สาคิดหนัก แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจเลือกทำดี โดยเฉพาะ เป็นแม่ที่ดีของลูกสาวลูกชายที่ยอมรับนับถือในตัวเธอแล้ว สายกร้านเสริมสวยให้เพ็ญทำต่อ เพ็ญดีใจมากไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีวันนี้

    “เพ็ญเป็นคนดูแลมันมา เพ็ญเหนื่อยกับมันมามากกว่าฉันเสียอีก สมควรแล้วที่จะได้เป็นเจ้าของมัน”

    “ฉันเริ่มต้นชีวิตจากการทำงานในคลับในบาร์ ทำงานในที่ที่คนดูถูกว่าชั้นต่ำ ไม่นึกเลยว่าวันนึงฉันจะได้เป็นเจ้าของร้านแบบนี้”

    “เพราะเพ็ญเป็นคนดี ใฝ่ดีมาตลอด เพ็ญถึงได้ดี ฉันเสียอีกเกิดในรั้วในวังแต่ใฝ่ต่ำไปทำงานในคลับในบาร์เสียตั้งนานกว่าจะคิดได้”

    “แต่ตอนนี้คุณสามีชีวิตใหม่แล้ว ฉันดีใจด้วยนะคะ”

    “จ้ะ ขอบใจเพ็ญเหมือนกัน ที่เป็นเพื่อนที่ดีของฉันมาตลอด”

    สองคนจับมือกัน ตื้นตันจนน้ำตาซึม ใจสว่างพาแป้น เดินเข้ามาเห็นพอดี แซวทั้งคู่ว่าตนไม่อยู่แค่แป๊บเดียวชวนกันร้องไห้เสียแล้ว

    “ใครจะยิ้มได้ทั้งวันเหมือนเธอล่ะจ๊ะ แม่ใจสว่าง...พี่แป้นจ๋า ฉันดีใจจังที่พี่แป้นยอมมาอยู่ที่ร้านกับหนูใจ”

    “ก็พอดีล่ะค่ะคุณสา ตอนนี้ฉันก็ทำสวนไม่ไหวแล้ว ลูกหลานก็ไปกันหมด ตาสุขแกก็ไปอยู่วัดสบายไป...มาอยู่ที่นี่ยังพอมีเพื่อนคุยบ้าง”

    “มาอยู่ที่นี่ก็ดีแล้วค่ะ จะได้ช่วยกัน”

    “โอ๊ย...ฉันแก่แล้วค่ะ มาช่วยเฝ้าบ้านน่ะพอได้ ไอ้เรื่องเสริมสวยน่ะยกไว้เถอะ ไม่รู้อะไรกับเขาหรอก”

    “โธ่ ยายแป้นจ๋า มาอยู่กับน้าเพ็ญขี้คร้านอีกหน่อยจะเปิ้ดสะก้าดจนลูกหลานจำไม่ได้”

    ใจสว่างล้อเลียน แป้นหัวเราะชอบใจ สาพลอยยิ้มขันแล้วหันไปพูดกับเพ็ญว่า

    “ฉันกับพี่แป้นชาติที่แล้วคงทำบุญร่วมกันมา ชาตินี้พี่แป้นถึงได้ตามอุปถัมภ์ฉันมาตลอด”

    “เออ จริงสิ คุณสาจะไม่อยู่ที่ร้านนี้แล้วยังไม่ได้บอกฉันเลยว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหน”

    สายิ้มละไม ตอบคำถามแป้นแล้วนัดพบสันทนาที่โรงแรม พูดคุยกับเขาอย่างจริงจังว่าตนไม่อยากเป็นเมียน้อย

    “ทำไม”

    “ฉันอยากเป็นแม่ที่ดีบ้างสักครั้งในชีวิต ฉันอยากเป็นแม่ที่ลูกภูมิใจ”

    “ผมเข้าใจ”

    “คุณก็เหมือนกันนะคะ มันยังไม่สายเกินไป คุณเองก็เป็นพ่อคน ฉันอยากให้คุณทำให้ลูกเมียภูมิใจ”

    “ผู้หญิงกับผู้ชายมันไม่เหมือนกันหรอกน่ะ”

    “เหมือนค่ะ แต่เพราะผู้ชายมีอำนาจ ถึงกำหนดว่าผู้ชายมากชู้หลายเมียไม่เป็นไร ฉันเคยเห็นมาก่อน ตั้งแต่สมัยท่านชาย ลูกเมียคนไหนก็ไม่ได้มีความสุข”

    “จะมาเทศนาอะไรตอนนี้เนี่ย”

    “เพราะฉันรักคุณไงคะ ฉันถึงอยากเห็นคุณมีบั้นปลายชีวิตที่มีความสุข”

     “ผมมันก็ไม่ใช่คนดีอะไรนะ เอาเป็นว่าคุณทำดีนำไปก่อนก็แล้วกัน แล้วผมจะพยายามตามไป”

     สากราบลาสันทนาที่อก ขอให้รักษาเนื้อรักษาตัวดีๆ สันทนาดึงเธอมากอดเป็นครั้งสุดท้าย แล้วบอกกับตัวเองหลังจากสากลับไปแล้วว่า

    “เป็นคนดีงั้นเหรอ มันจะไปยากอะไร”

    คิดได้ดังนั้นแล้ว สันทนาเริ่มเปลี่ยนตัวเองทันทีด้วยการทำดีต่อภรรยา โทร.บอกเฉิดฉวีให้เก็บเสื้อผ้าเตรียมเดินทางไปเที่ยวตากอากาศ

    ooooooo

    ที่วังรวีวาร ชายรวีกับโสภิตพิไลประคองหม่อมพริ้มที่เหนื่อยอ่อนเข้ามานั่งเป็นประธาน แวดล้อมด้วยลูกๆ และบ่าวไพร่เต็มห้อง

    “มีอะไรกันหรือ ทำไมวันนี้มาพร้อมหน้าพร้อมตา”

    “สาขอให้ทุกคนมาที่นี่ค่ะหม่อมแม่”

    ขาดคำของหญิงจ้อย หวนเดินนำสาที่ในมือมีพวงมาลัยเข้ามานั่งตรงหน้าหม่อมพริ้ม

    “สากราบขอขมาหม่อมค่ะ สิ่งใดที่สาเคยทำผิดพลาดล่วงเกิน สาขออภัยทั้งหม่อมแล้วก็คุณหญิงคุณชายทุกคนด้วย”

    “เอาเถอะ ข้าอโหสิกรรมให้ เท่านี้ใช่ไหม”

    “ที่สามาวันนี้ สาจะขอกลับมาอยู่ในวังรวีวาร เป็นข้ารับใช้หม่อมกับคุณหญิงคุณชายต่อไปค่ะ”

    ศุภลักษณ์ท้วงสาว่าคิดดีแล้วหรือ หญิงจิ๋มก็ว่าจะดีได้ซักกี่น้ำ สายืนยันว่าตนตั้งใจจริงก่อนตายอยากเป็นแม่ที่ดีกับเขาสักครั้ง หม่อมพริ้มพอใจ บอกสาว่าคิดได้ ก็ดีแล้ว ลูกๆคงดีใจ

    ชายรวีกับโสภิตพิไลพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าตนดีใจที่แม่จะมาอยู่กับเรา หม่อมพริ้มเสริมขึ้นอย่างเมตตาสา

    “มาอยู่ด้วยกันที่นี่ก็ไม่ต้องมาเป็นข้าเป็นบ่าวอะไรหรอก ยังไงเอ็งก็เป็นแม่ของชายรวีกับโสภิต”

    “ถึงจะเป็นแม่ของคุณชายกับคุณหญิง แต่เมื่ออยู่ในวังรวีวาร  สาก็เป็นอีสาคนเดิมล่ะค่ะหม่อม ชาตินี้เกิดมาเป็นอีสาเสียแล้วคงเป็นอย่างอื่นไม่ได้”

    “เป็นแม่คน มันสูงส่งที่สุดแล้วอีสา ตั้งใจเป็นแม่ให้ดีเถอะ ข้าอนุโมทนาด้วย”

    สากราบหม่อมพริ้ม ทุกคนยิ้มยินดี เชื่อว่าสาจะกลับตัวกลับใจได้หลังจากผ่านชีวิตทั้งดีร้ายมาอย่างโชกโชน

    ooooooo

    -อวสาน-

    ตอนที่ 37

    แหววและชายรวีถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลเดียวกันแต่แยกกันคนละห้อง สาตามมาแอบดูลูกชายด้วยความเป็นห่วง เฉิดฉวีหันไปเห็นสาชะเง้อชะแง้ก็ยิ่งแปลกใจ

    “แม่นั่นเขามาทำไมคะ”

    “ก็มากับคุณชายรวีไง”

    “ค่ะ เห็นแล้ว แต่ไม่เข้าใจ มันเป็นแค่เมียบ่าวของท่านพ่อคุณชายไม่ใช่หรือคะ จะตามมาทำไมถึงนี่ แล้วดูทำท่าเข้าสิ เหมือนจะเป็นจะตาย นึกว่าตัวเองเป็นหม่อมแม่ของคุณชายหรือยังไง”

    เฉิดฉวีประชดอย่างชิงชังสา โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดออกมานั้นคือความจริงที่ไม่มีใครต้องการเปิดเผย!

    หม่อมพริ้มรีบร้อนมาที่โรงพยาบาลหลังทราบข่าวร้ายที่เกิดขึ้น โดยมีลูกสาวสี่คนจับกลุ่มรอฟังผลอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน หลังจากหมอบอกว่าต้องผ่าตัดด่วน

    “คุณพระคุณเจ้า งานแต่งงานแท้ๆ มันเกิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไง”

    “ลองถามสาดูสิคะ สาอยู่ที่โรงแรมตอนนั้นด้วย...สาๆ”

    หม่อมพริ้มและคนอื่นๆหันไปเห็นสานั่งเหม่อไม่ได้ยินเสียงเรียกของโศภี จนกระทั่งหม่อมพริ้มเดินเข้าไปหา สาถึงกับสะดุ้งรีบลุกขึ้นไหว้

    “อีสา...เอ็งอยู่กับชายรวีตอนที่เขาโดนยิงด้วยหรือ เอ็งไปทำอะไร”

    “สาไปแอบดูคุณชายค่ะ อยากเห็นตอนเธอแต่งงาน พอไปถึงก็เห็นเขามีเรื่องกัน...คนรักเก่าของคุณแหววจะเอาตัวคุณแหววไป คุณสันทนาไม่ยอม เลยให้ลูกน้องจับตัวไว้ เขาแย่งปืนกันแล้วปืนลั่นมาโดนคุณชาย โดนจังๆเลยค่ะหม่อม เลือดออกเต็มเลย”

    “พอแล้วสา จะเล่าให้มันน่ากลัวทำไม หม่อมแม่ตกใจหมดแล้วเห็นไหม”

    “เออนี่ แล้วเห็นที่โรงแรมเขาว่าเจ้าสาวก็บาดเจ็บเข้าโรงพยาบาลด้วย ยัยแหววโดนยิงด้วยเหรอ”

    “เปล่านี่คะคุณหญิง คุณแหววเป็นอะไร สาเองก็ไม่ทันได้ดู แต่คุณแหววไม่ได้โดนยิงแน่ๆค่ะ”

    ฟังคำยืนยันของสาแล้วทุกคนต่างพากันสงสัย แต่ยังไม่มีกะจิตกะใจจะไปถามไถ่เพราะเป็นห่วงอาการของชายรวี พอเห็นพยาบาลเดินออกมา หม่อมพริ้มและลูกสาวทั้งสี่กรูเข้าไปหา สาชะเง้อฟังอยู่รอบนอกอย่างเจียมตัว

    “เป็นยังไงบ้างคะคุณ”

    “คนไข้ถูกยิงเข้าที่ท้องค่ะ ต้องผ่ากระสุนออก แต่คนไข้จะต้องเสียเลือดมาก แล้วบังเอิญว่าทางโรงพยาบาลของเราไม่มีเลือดเพียงพอ”

    หม่อมพริ้มไม่ค่อยเข้าใจนัก หันไปถามศุภลักษณ์ “ยังไงนะหญิง”

    “ชายรวีต้องการเลือดค่ะหม่อมแม่ แต่ทางโรงพยาบาลไม่มีเลือดที่ตรงกับชายรวี”

    “เอาเลือดของพวกเราได้ไหม เลือดของชายรวีกรุ๊ปอะไรเหรอคะ” หญิงจ้อยถามพยาบาล

    “กลุ่มเลือดของคนไข้คือเอบีเนกาทีฟ เป็นเลือดกลุ่มพิเศษที่หายาก คุณหมอเลยให้ดิฉันมาถามญาติว่ามีใครให้เลือดกับคนไข้ได้ไหม”

    ทุกคนมองหน้ากันไปมา โศภีถามน้องๆว่าใครมีเลือดกรุ๊ปนี้บ้าง น้องทั้งสามคนส่ายหน้า หม่อมพริ้มถึงกับหน้าเสียกลัวชายรวีเป็นอันตราย

    “ยังไงนะคะคุณหญิงจ้อย ไม่มีใครให้เลือดคุณชายได้เลยหรือคะ”

    “พวกเราไม่มีใครมีเลือดกลุ่มเดียวกับชายรวีเลยจ้ะสา”

    “ก็เราเป็นพี่น้องกับชายรวีจริงๆซะที่ไหนล่ะ” หญิงจิ๋มพูดไม่ดังนักแต่ชัดเจนทุกคำ

    “หญิงจิ๋ม...นี่ไม่ใช่เวลาจะมาพูดเรื่องนี้นะ”

    “แต่หม่อมแม่คะ ที่หญิงจิ๋มพูดก็ถูก พวกเรากับชายรวีไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่ว่าสา...”

    “อีสางั้นรึ หญิงรอง”

    “ท่านพ่อไม่ได้มีเลือดกรุ๊ปนี้แน่ๆ หญิงจำได้ ถ้าอย่างนั้นชายรวีจะไปเหมือนใคร...นอกจากสา”

    ศุภลักษณ์ฟันธง หม่อมพริ้มนิ่งคิดชั่งใจก่อนหันมาถามสาว่าพร้อมจะให้เลือดกับชายรวีหรือไม่

    “ทุกหยดในตัวสาเลยค่ะหม่อม ถ้าเลือดของสาช่วยคุณชายได้ สาเต็มใจ”

    หลังจากสาตกลงใจเช่นนั้นแล้ว พยาบาลจึงพาเธอเข้าไปในห้องเดียวกับชายรวีที่นอนหน้าซีดเซียวไม่ได้สติ ส่วนกลุ่มของหม่อมพริ้มนั่งรอหน้าห้อง

    เฉิดฉวีกับสันทนาผ่านมาเห็น นึกได้ว่ามัวแต่ห่วงแหววจนไม่ได้มาถามว่าชายรวีเป็นยังไงบ้าง ซึ่งเวลานี้แหววปลอดภัยแล้วแต่สูญเสียลูกในท้องไป...

    สองสามีภรรยาเดินมายกมือไหว้หม่อมพริ้มแล้วซักถามอาการของชายรวี

    “หมอกำลังจะผ่าตัดเอากระสุนออกจ้ะเฉิด ตอนนี้ก็รอฟังข่าวกันอยู่”

    “ข่าวอะไรจ๊ะหญิงจิ๋ม”

    พยาบาลคนเดิมกลับออกมาพอดี ศุภลักษณ์จึงให้ทุกคนรอฟังข่าวจากเขาพร้อมกันเลย

    “ข่าวดีค่ะ คุณหมอตรวจแล้วเลือดของคุณอุษากรุ๊ปเดียวกับคนเจ็บ สามารถให้เลือดได้ ตอนนี้หมอลงมือผ่าตัดแล้วค่ะ”

    “หมดห่วงไปที ชายรวีปลอดภัยแล้วล่ะค่ะหม่อมแม่”

    ทุกคนโล่งใจ แต่เฉิดฉวีกับสันทนามองหน้ากันแปลกใจ กระซิบถามกันเองว่าทำไมสาต้องให้เลือดชายรวี ทำไมไม่ใช่ญาติพี่น้องคนในครอบครัวเดียวกัน

    ooooooo

    หลังจากนั้นอีกพักใหญ่ๆ หญิงจ้อยรับทราบผลการผ่าตัดชายรวี จึงรีบมาบอกหม่อมพริ้มและพี่ๆว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ชายรวีปลอดภัยตอนนี้กำลังพักฟื้นอยู่

    “คงอีกนานกว่าจะรู้สึกตัว หม่อมแม่กลับไปพักผ่อนก่อนดีกว่าค่ะ”

    “ดีเหมือนกันนะคะหม่อมแม่ นี่ก็ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมากันใหม่”

    หม่อมพริ้มพยักหน้าลุกขึ้นจะกลับ แล้วนึกขึ้นได้ “เออ จริงสิ เมื่อกี๊ก็มัวแต่ห่วงชายรวี ไม่ได้ถามไถ่เขาเลยว่าลูกสาวคุณสันทนาเป็นยังไงบ้าง”

    “หญิงได้ยินพยาบาลพูดกันแว่วๆว่ายัยแหววก็ผ่าตัดด่วนเหมือนกันค่ะ แต่ไม่รู้ผ่าอะไร”

    “จะมากจะน้อยเขาก็แต่งงานกับชายรวีแล้ว ไปถามไถ่เยี่ยมเยียนเขาสักหน่อยไหมหญิง เดี๋ยวเขาจะว่าได้ ว่าเราไม่มีน้ำใจ”

    ขณะที่กลุ่มของหม่อมพริ้มกำลังมุ่งหน้ามา...

    สันทนากับเฉิดฉวีเฝ้าอยู่ข้างเตียงลูกสาว พอแหววได้สติลืมตาก็ถามหาศิวพจน์เป็นประโยคแรกด้วยน้ำเสียงและสีหน้าร้อนรนเป็นห่วง

    “พจน์อยู่ไหนคะ คุณพ่อเอาพจน์ไปไว้ไหน คุณพ่ออย่าทำอะไรพจน์นะคะ แหววขอ นะคะคุณพ่อ”

    เฉิดฉวีสุดจะทนเผลอดุลูกเสียงดัง “พอเถอะยัยแหวว ไม่ใช่เพราะไอ้ศิวพจน์นี่หรอกเหรอ ตัวเองถึงได้ตกเลือดปางตายอยู่เนี่ย”

    “เขาไม่ได้ตั้งใจ ที่เขาทำไปเพราะคุณพ่อจะให้แหววแต่งงานกับคุณชาย”

    “แล้วทำไมมันไม่คิดจะแต่งงานกับแกตั้งแต่ต้น ถ้ามันดีจริงแกคงไม่ต้องอุ้มท้องกลับมาเมืองไทย พ่อคงไม่ต้องไปหาใครมาแต่งงานเพื่อรักษาหน้าแกจนมันวุ่นวายอย่างนี้”

    ตอนที่ 36

    ขบวนขันหมากสวยงามวิจิตร มีขบวนดนตรีไทยบรรเลงนำหน้ามาถึงบ้านเจ้าสาว ลูกน้องของสันทนาอยู่ในเครื่องแบบเรียบร้อย เพื่อนสาวของแหววใส่ชุดไทยทำหน้าที่กั้นประตูและรับแขก

    นายพลสันทนาแต่งตัวเต็มยศยืนคู่กับเฉิดฉวีในชุดไทยเรือนต้นสง่างาม

    “เชิญครับ เชิญข้างในเลย”

    ขบวนขันหมากถูกแยกไปจัดเรียงในห้องจัดงาน สันทนารับรองพวกหม่อมพริ้มในห้องรับแขก หญิงจิ๋มหน้าบาน กุลีกุจอแนะนำสองฝ่ายให้รู้จักกัน

    “หม่อมแม่ขา ท่านนายพลสันทนากับคุณหญิงเฉิดฉวีค่ะ”

    เฉิดฉวีพนมมือไหว้หม่อมพริ้มด้วยท่าทีนอบน้อมอ่อนหวาน ขณะที่สันทนาก็ไหว้ด้วยรอยยิ้ม

    “ไหว้พระเถอะจ้ะ” หม่อมพริ้มตอบตามมารยาท ในใจคิดเสมอว่าสันทนาไม่ใช่คนดี ทั้งเป็นชู้กับสาและเป็นตัวการมาติดต่อเรื่องโสภิตพิไล

    “หญิงขออนุญาตแนะนำนะคะคุณสันทนา นี่หม่อม ราชวงศ์หญิงโศภี พี่สาวคนโตค่ะ นี่หม่อมราชวงศ์หญิงศุภลักษณ์ คนรอง กับหลวงหาญชาญณรงค์สามี แล้วนี่ก็หม่อมราชวงศ์หญิงศรีลักษณา น้องคนสุดท้อง”

    “เอ๊ะ คนสุดท้องหรือจ๊ะ ฉันคิดว่าคุณชายรวีเป็นน้องเล็กเสียอีก” เฉิดฉวีท้วงขึ้นมา

    หญิงจ้อยรีบบอกว่า “ฉันเป็นลูกสาวคนสุดท้ายค่ะ ไม่ใช่ลูกคนสุดท้อง ชายรวีเป็นลูกคนสุดท้องของหม่อมแม่ค่ะ”

    “อ้อ อย่างนี้นี่เอง” สันทนาพยักหน้าเข้าใจ

    “นี่ก็จวนจะได้ฤกษ์แล้ว จะเริ่มกันหรือยัง”

    “สักครู่ครับหม่อม ผมกับคุณชายรวีมีธุระที่จะต้องจัดการกันนิดหน่อยก่อนจะเริ่มพิธีแต่งงาน เชิญครับคุณชาย”

    สันทนาเดินนำ ชายรวีลุกขึ้นเชิญหลวงหาญไปด้วย ปวุติไม่ได้ถูกชวนแต่ก็ก้าวตามหลังทุกคนไป หม่อมพริ้มและลูกสาวทุกคนมองตามแววตาเป็นกังวล ยกเว้นหญิงจิ๋มคนเดียวที่ยิ้มพอใจ

    ภายในห้องทำงาน สันทนายื่นซองเอกสารสีน้ำตาลข้างในมีเอกสารปึกใหญ่ให้ชายรวีลองอ่านดู หลวง-หาญเปิดซองแล้วช่วยอ่าน

    “ในสัญญาฉบับนี้ระบุว่าคุณสันทนาจะรับภาระไถ่ถอนจำนองวังรวีวารจากธนาคาร และจ่ายดอกเบี้ยที่ติดค้างทั้งหมดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นสามล้านสี่แสนบาท”

    “เมื่อผมไถ่ถอนจำนองเรียบร้อย วังรวีวารก็จะกลับมาเป็นของหม่อมแม่ของคุณชายตามเดิม” สันทนาเน้นย้ำด้วยรอยยิ้ม

    “แต่ผมจะเป็นหนี้คุณสามล้านสี่แสนบาท”

    “ใช่! คุณชายจึงต้องลงนามในสัญญาว่าจะขายวังรวีวารให้ผมในราคาสิบล้านบาท”

    “นั่นมันครึ่งเดียวของราคาตลาดนะครับท่าน” หลวงหาญติงขึ้นมา

    “อย่าเพิ่งตกใจครับ” สันทนายิ้มบางๆ ยื่นเอกสารไปอีกซองให้ชายรวีเปิดดู

    “พินัยกรรม!” ชายรวีค่อนข้างตกใจ

    “ในนั้นระบุว่าผมยกวังรวีวารให้สวาทโฉม สุนทราภพ ลูกสาวของผม เป็นของขวัญวันแต่งงาน ทันทีที่คุณชายจดทะเบียนสมรสกับยายแหวว วังรวีวารก็จะกลับไปเป็นของคุณชายตามเดิมในฐานะสามีของยายแหวว”

    “ท่านนายพลนี่เหนือชั้นจริงๆ จ่ายเงินครึ่งเดียวแลกกับสิทธิ์การเป็นเจ้าของวังรวีวารครึ่งนึง” ปวุติเอ่ยยิ้มๆ

    “ของเมียก็เหมือนของผัว มันจะไม่มีปัญหาอะไรเลย ถ้าคุณชายไม่ได้คิดจะทอดทิ้งลูกสาวผม”

    “ผมเป็นลูกผู้ชาย ถึงแม้ผมจะไม่ได้รักคุณแหววมาก่อน แต่เมื่อผมตัดสินใจแต่งงานกับเธอแล้วผมก็ตั้งใจจะดูแลเธอไปชั่วชีวิต”

    สันทนามองชายรวีอย่างชื่นชม “ผมคิดแล้วว่าผมเลือกคนไม่ผิด เอ้า งั้นก็เซ็นชื่อเลย”

    “ยังครับ ยังมีเรื่องของโสภิตพิไล”

    “ตอนนี้ท่านยังอยู่ในโรงพยาบาล โสภิตพิไลยังปลอดภัย เสร็จจากงานแต่งงานแล้วผมจะจัดการเรื่องนี้ให้...ผมก็ลูกผู้ชายคนหนึ่งเหมือนกันคุณชาย คุณมีศักดิ์เป็นลูกเขยผม ผมจะผิดคำพูดกับคุณได้ยังไง”

    ชายรวีลงนาม สันทนายิ้มพอใจ แล้วอีกครู่ต่อมาก็พาทุกคนกลับออกไปที่ห้องจัดงาน หม่อมพริ้มนั่งเป็นประธาน ร่วมกับสันทนาและเฉิดฉวี บรรดาแขกเหรื่อซุบซิบกันในประเด็นว่าทำไมจัดงานฉุกละหุก เจ้าสาวเรียนจบแล้วหรือ ไปรู้จักกับเจ้าบ่าวตั้งแต่เมื่อไหร่ คุณหญิงทั้งสี่และสามีนั่งห่างออกมาแต่ได้ยินชัดเจน เลยแอบคุยกันเบาๆ

    “คนถามกันทั้งงานว่าชายรวีไปรู้จักกับฝ่ายหญิงตั้งแต่เมื่อไหร่”

    “เบื่อก็เลิกพูดกันไปเองแหละคุณหญิง”

    “แล้วดูตกลงทำสัญญากันอย่างกับซื้อขายคนก็ไม่ปาน”

    “จะเรียกว่าอย่างนั้นก็ได้ เขาก็ซื้อผู้ชายดีๆให้ลูกสาวเขา ทางเราก็รักษาวังรวีวารเอาไว้ได้” หลวงหาญพูดตรงๆ

    “แต่ก็ต้องแลกกับความสุขทั้งชีวิตของชายรวี หญิงไม่เห็นด้วยเลยค่ะ”

    เสียงบ่นของศุภลักษณ์เงียบลง เมื่อผู้ใหญ่พาแหววในชุดไทยสวยงามเดินออกมา โศภีจับตามองแล้วหันมาซุบซิบกับหญิงจ้อยว่านี่หรือเจ้าสาว ยังดูเด็กอยู่เลย

    “ค่ะพี่หญิง เห็นว่าเด็กกว่ายายโสภิตของเราเสียอีก ยังเรียนไม่จบเลย ไม่รู้ทำไมรีบร้อนแต่งงานนัก”

    หญิงจิ๋มที่นั่งอยู่ข้างๆได้ยินเอะใจ มองไปที่แหววอย่างจับผิด แล้วเอาศอกสะกิดปวุติถามว่าแหววดูแปลกๆไปไหม

    “ไม่รู้สิ ทำไมเหรอ”

    “หญิงชักสงสัยว่าทำไมยัยเฉิดฉวีถึงอยากให้ลูกแต่งงานนัก”

    ทันใดเสียงเพลงดังกระหึ่มที่หน้าบ้าน ศิวพจน์ขับรถยนต์คันหรูมาจอด สันทนายังไม่รู้ว่าใครแต่ไม่ชอบใจในเสียงเพลงจึงขอตัวลุกออกไป ส่วนแหววที่ชายรวีเพิ่งสวมแหวนหมั้นให้หยกๆ พอจะเดาได้ว่าใครมาจึงลุกตามบิดาไป โดยมีคนในงานพากันชะเง้อชะแง้ หม่อมพริ้มกับชายรวีลุกขึ้นยืนตาม

    “อ้าว เจ้าสาวไปไหนเสียแล้วล่ะ ไม่แต่งแล้วรึ”

    “แต่งสิคะหม่อม ยัยแหววคงไปทำธุระน่ะค่ะ” ตอบไปแล้วเฉิดฉวีสีหน้าไม่สู้ดี

    ศิวพจน์ลงจากรถโดนทหารของสันทนาล้อมกรอบไม่ยอมให้เข้าไปในบ้าน สันทนาออกมาเห็นยิ่งโมโห จำไอ้หนุ่มคนนี้ได้ สั่งทหารเอามันออกไป

    “เดี๋ยวครับคุณพ่อ ฟังผมก่อน”

    “ถ้าไม่เดินออกไปดีๆ ก็ลากมันออกไป”

    ทหารกรูเข้าจับตัวศิวพจน์ แหวววิ่งออกมาตะโกนห้ามก่อนจะปรี่เข้าไปตบหน้าศิวพจน์ดังฉาด ถามว่ามาทำไม?

    “ผมมาห้ามคุณ คุณจะแต่งงานกับใครไม่ได้ทั้งนั้น”

    คนในห้องจัดงานเริ่มออกมาแอบมอง เฉิดฉวีก้าวไปหาสันทนากระซิบบอกให้ทำอะไรสักอย่างเพราะคนมองกันใหญ่แล้ว สันทนาเดินไปลากแขนแหววและสั่งศิวพจน์ให้ตามมา พอพ้นสายตาผู้คนมาทางหลังบ้านแล้ว สันทนาบอกทั้งคู่ให้ตกลงกันต่อหน้าตนเดี๋ยวนี้

    “แหววจะแต่งงานกับคนอื่นไม่ได้ครับคุณพ่อ เขาต้องแต่งงานกับผม ผมรักเขา เรารักกัน คุณพ่อไม่มีสิทธิ์แยกเราสามคนออกจากกัน”

    “เท่านี้ใช่ไหม” สันทนาถามโดยไม่รอคำตอบ...เรียกลูกน้องมาเอาตัวศิวพจน์ออกไป แต่แหววรีบห้ามแล้วหันมาถามศิวพจน์ “หมายความว่ายังไง เราสามคน”

    “ผม แหวว แล้วก็ลูกของเราไง”

    “ฉันไม่อนุญาต” สันทนาสวนทันควัน

    “คุณพ่อไม่มีสิทธิ์ค่ะ ทุกอย่างมันอยู่ที่แหวว...เธอยอมรับลูกในท้องของแหววแล้วหรือพจน์”

    “ผมยอมรับ...ลูกของแหววคือลูกของผม ตอนนั้นผมผิดเอง แต่ตอนนี้ผมรู้ตัวแล้ว ผมยอมรับผิดทุกอย่าง ผมจะไม่ทำให้แหววเสียใจอีก”

    “คนบ้า...ทำไมเพิ่งจะมาบอกตอนนี้” แหววเสียงเครือ น้ำตาคลอ

    “ผมพยายามโทร.หาแหววทั้งคืนจนถึงเช้า แต่ไม่มีใครยอมให้ผมพูดกับแหวว หลังๆผมโทร.มาโทรศัพท์ที่บ้านแหววก็ไม่มีสัญญาณ”

    แหววหันขวับไปที่บิดา...สันทนายอมรับเสียงกร้าว

    “พ่อทำเอง เพราะผู้ชายคนนี้มันไม่ดีพอสำหรับลูกของพ่อ...ลากมันออกไปทิ้งไกลๆ แล้วอย่าให้มันเข้ามาที่นี่อีก”

    ศิวพจน์ร้องโวยวายระหว่างที่โดนทหารลากตัวออกไป สันทนาลากแหววกลับเข้าบ้าน พอดีเฉิดฉวีสวนออกมา ถามอย่างร้อนรนว่า “เป็นไงบ้างคะคุณพี่ ทางเจ้าบ่าวเขาถามกันใหญ่แล้ว”

    “บอกเขาไปเลยค่ะคุณแม่ว่าแหววเลิก แหววไม่แต่ง!”

    “ไม่ได้! แกต้องแต่ง”

    “แต่แหววท้องกับเขานะคะคุณพ่อ ศิวพจน์เป็นพ่อของลูกในท้องแหวว”

    “ไม่ใช่! ลูกในท้องของแกคือลูกของคุณชายรวีช่วงโชติ รวีวาร คนเดียวเท่านั้น...เข้าไป กลับไปแต่งงาน!”

    “ขอประทานโทษนะครับ” ชายรวีก้าวออกมา สามคนพ่อแม่ลูกตกใจหน้าซีดเผือด “ผมขอประทานโทษที่มาขัดจังหวะ พอดีหม่อมแม่ท่านค่อนข้างกังวล อยากทราบว่ามันมีปัญหาอะไร มีอะไรหรือเปล่าครับ”

    “ไม่มีอะไรหรอกคุณชาย ไปครับ เข้าไปทำพิธีต่อดีกว่าเดี๋ยวจะเสียฤกษ์...ไปลูก” สันทนาดึงแหววไป เฉิดฉวียืนหน้าเสีย ไม่แน่ใจว่าชายรวีได้ยินที่แหววพูดเรื่องท้องไส้หรือเปล่า

    การแต่งงานดำเนินต่อไปตามธรรมเนียมประเพณีไทย หม่อมพริ้ม คุณหญิงทั้งสี่ สันทนา เฉิดฉวี และญาติผู้ใหญ่เวียนกันมารดน้ำสังข์ เสร็จแล้วลูกๆพาหม่อมพริ้มถอยกลับไปนั่งที่โซฟา แอบซุบซิบกันเรื่องชายหนุ่มที่ไม่ได้รับเชิญว่าเป็นใคร

    “พี่จะไปรู้เหรอ หญิงจิ๋มแน่ะ สนิทสนมกับเขา รู้หรือเปล่า”

    “ไม่ทราบค่ะพี่หญิง แต่ท่าทางไม่ดีเลย ดูไม่น่าไว้ใจ”

    “นั่นน่ะสิ แล้วดูเจ้าสาวทำหน้าอย่างกับจะร้องไห้ หญิงว่ามันชักจะยังไงๆพิกลนะคะหม่อมแม่”

    หม่อมพริ้มกลุ้มใจเหมือนกันแต่พูดไม่ออก...อีกมุมหนึ่ง สันทนากับเฉิดฉวีหลบมานั่งด้วยกัน มองไปที่กลุ่มหม่อมพริ้มและลูกๆ

    “ทางฝ่ายชายคงสงสัยแน่ๆ โชคดีนะว่าก๊กนี้เขาเป็นผู้ดีแท้ๆ เลยเงียบอยู่ได้ ไม่อย่างนั้นยายแหววโดนซักฟอกกลางงานแน่ๆ”

    “พวกนั้นฉันไม่ห่วงเท่าไหร่หรอกค่ะ ห่วงแต่คุณชายรวีนั่นแหละ คุณพี่ว่าเขาได้ยินที่ยายแหววพูดไหมคะ เรื่องนั้นน่ะ”

    “เดี๋ยวก็รู้” สันทนาตอบแล้วถอนหายใจอย่างเป็นกังวล

    แต่ปรากฏว่าความกังวลนั้นจางหายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อถึงเวลาจดทะเบียนสมรส ชายรวีเซ็นชื่อแต่โดยดี ขณะที่แหววจำใจเซ็นเพราะโดนบิดาบังคับทางสายตา

    ooooooo

    สากระสับกระส่ายอยู่ไม่เป็นสุขอยู่ที่ร้านเสริมสวย คิดแต่เรื่องงานแต่งงานของชายรวี อยากไปร่วมงานแต่ไม่มีใครเชิญ...

    ตรงข้ามกับหม่อมพริ้มที่กลับจากพิธีตอนเช้าแล้วรู้สึกเหนื่อยล้าไม่อยากไปงานเลี้ยงตอนเย็นที่โรงแรม หญิงจ้อยก็เช่นกัน แต่ถ้าไม่ไปกลัวชายรวีจะเสียใจ หม่อมพริ้มจึงคะยั้นคะยอหญิงจ้อยให้ไปประหนึ่งเป็นตัวแทนของตน

    ทางด้านหัวอกคนเป็นแม่ตัวจริงอย่างสา หลังจากบ่นอยู่ไปมาตั้งแต่สายๆ ตกเย็นเธออดรนทนไม่ได้บอกเพ็ญศรีกับใจสว่างว่าปิดร้านเลยดีกว่าตนจะไปงานแต่งงานคุณชายรวี

    “แต่เขาไม่ได้เชิญคุณป้านะคะ คุณป้าจะเข้าไปในงานได้ยังไง”

    “เขากินเลี้ยงที่โรงแรมนะหนูใจ ใครก็ไปได้ ป้าไม่ได้เข้าไปในงานซักหน่อย กะว่าจะไปแอบดูเท่านั้น”

    “แต่ถ้าคุณหญิงเฉิดฉวีเห็นคุณเข้า เธอเล่นงานคุณแน่ ถ้าเกิดไปมีเรื่องกันในงานคุณชาย คุณไม่อายแย่หรือคะ”

    ฟังเพ็ญศรีพูดมาแล้วสานิ่งไปนิด แต่ยังเดินหน้าตึงไปปิดประตูร้านปึงปังอย่างเอาแต่ใจ เพ็ญศรีกับใจสว่างไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่มองหน้ากันอย่างอ่อนใจ

    ที่หน้าโรงแรมสถานที่จัดงานเลี้ยง สันทนา เฉิดฉวี แหวว และชายรวีมาถึงแล้วในชุดสวยหรู แต่จู่ๆมีพนักงานหญิงคนหนึ่งเดินมาชนแหววแล้วกระซิบบอกบางอย่าง ก่อนที่แหววจะหันมาบอกพ่อแม่ให้เข้างานไปก่อน ตนขอตัวไปห้องน้ำสักครู่

    “คุณพี่พาคุณชายเข้าไปที่งานก่อนก็ได้ค่ะ เดี๋ยวเฉิดรอลูกแหววเอง”

    “อย่าเลยครับ ท่านกับคุณหญิงเป็นผู้ใหญ่ เข้าไปก่อนดีกว่า ผมรอคุณแหววเอง”

    “คุณชายทำหน้าที่สามีที่ดี อย่าไปแย่งหน้าที่เขาเลยน้อง เราไปเถอะ ฝากด้วยนะคุณชาย”

    ชายรวียิ้มบางๆ สันทนากับเฉิดฉวีผละไป ส่วนแหววตรงดิ่งไปอีกทางตามที่พนักงานชี้นำ พลันศิวพจน์โผล่ออกมาดึงเธอเข้ามุมลับตา

    “พจน์! มาทำอะไรที่นี่”

    “ก็มาหาแหววน่ะสิ ผมจะพาแหววหนีไปด้วยกัน”

    “จะบ้าเหรอ”

    “หรือว่าแหววอยากแต่งงานกับมัน”

    “ไม่!”

    “งั้นเราไปด้วยกัน แหววรออยู่นี่นะ ผมจะไปเอารถมาจอดหน้าโรงแรม แล้วพอผมให้สัญญาณ แหวววิ่งออกไปขึ้นรถข้างหน้า เราจะหนีไปด้วยกัน”

    แหววพยักหน้ารับโดยไม่ตรึกตรอง ศิวพจน์หอมแก้มเธอทันใดแล้วผละจากไปด้วยความรีบร้อน...

    เวลาเดียวนั้น สาเดินตัวลีบแอบเข้ามาในโรงแรม ถึงบริเวณล็อบบี้  เห็นชายรวีในชุดโก้หรูก็หยุดยืนพึมพำด้วยความปลาบปลื้ม

    “คุณชายของแม่ งามสง่าที่สุดเลยวันนี้”

    ชายรวียืนหันซ้ายหันขวารอแหวว พอสายตาสะดุดที่สาก็ตรงไปหาอย่างประหลาดใจ

    “ไม่นึกว่าจะได้เจอคุณอุษาที่นี่ มาทำอะไรครับ”

    “สามาหาคุณชายนี่ล่ะค่ะ อยากมาอวยพรให้มีความสุขมากๆ”

    “ขอบคุณครับ ความจริงที่ผมไม่ได้เชิญคุณสาเพราะว่า...”

    “ฉันเข้าใจค่ะ ทั้งท่านสันทนาทั้งคุณหญิงคงไม่มีใครอยากเห็นหน้าฉันเท่าไหร่ แล้วคุณชายมายืนทำอะไรตรงนี้คนเดียวล่ะคะ เป็นเจ้าบ่าวแท้ๆ”

    “ยืนรอเจ้าสาวครับ คุณแหววไปเข้าห้องน้ำตั้งนานแล้วทำไมยังไม่ออกมา ไม่รู้มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

    “ฉันไปดูให้เอาไหมคะ ฉันเป็นผู้หญิงด้วยกัน น่าจะสะดวกหน่อย”

    “ดีเลยครับ งั้นผมรบกวนหน่อยนะครับ”

    สาเดินออกไปทางห้องน้ำ เป็นจังหวะที่แหววตัดสินใจเดินแกมวิ่งออกมาหน้าโรงแรมเพื่อขึ้นรถศิวพจน์ สองคนกำลังจะสวนทาง ต่างก็เรียกชื่อของกันและกันอย่างตกใจ เสียงนั้นทำให้ชายรวีหันขวับไปมอง

    แหววเห็นท่าไม่ดีจึงไม่รอช้า ผลักสาแล้ววิ่งพรวดออกไปหาศิวพจน์ จังหวะนั้นสันทนากับเฉิดฉวีตั้งใจออกมาตามลูกสาวและลูกเขยเห็นเข้าพอดี

    “คุณพี่ นั่นมัน...”

    “เฮ้ย! จับตัวมันไว้”

    คณะผู้ติดตามของสันทนาวิ่งกรูไปทันที ศิวพจน์พาแหววหนีไปถึงบันไดทางเข้า พอจวนตัวแหววก็ตะโกนลั่น

    “พวกแกอย่าเข้ามานะ...คุณพ่อ สั่งให้พวกนี้ถอยไป”

    สันทนาไม่สน ลุแก่โทสะสั่งลูกน้องจับศิวพจน์ให้ได้ ส่วนแหววให้แยกออกมา เฉิดฉวีร้อนรนร้องบอกลูกสาวให้เชื่อพ่อ พาตัวเองออกมาเดี๋ยวนี้ แต่แหววไม่ทำตาม

    ในที่สุดลูกน้องสันทนาชักปืนออกมาขู่ ชายรวีเป็นห่วงแหววรีบวิ่งเข้าไป สาชะเง้อชะแง้ด้วยความเป็นห่วงลูกชาย

    ศิวพจน์กับแหววอยู่ท่ามกลางวงล้อม ลูกน้องสันทนาหลอกล่อจนแยกตัวแหววออกมาได้ ชายรวีรีบเข้าไปดึงเธอไว้

    “คุณแหววอย่าครับ มันไม่ปลอดภัย”

    แหววไม่สนใจ ดิ้นพราดๆจะไปช่วยศิวพจน์ที่โดนรุมจับ แต่ไม่สำเร็จเพราะชายรวีล็อกตัวเธอไว้ ศิวพจน์ไม่ยอมถูกจับง่ายๆ ต่อสู้จนแย่งปืนลูกน้องคนหนึ่งของสันทนามาได้แล้วเล็งไปยังชายรวีที่จับแหววอยู่

    “ปล่อยแหววมาเดี๋ยวนี้” พูดขาดคำ ศิวพจน์ยิงปืนขู่ขึ้นฟ้าหนึ่งนัด...คนทั้งโรงแรมแตกตื่น สาที่ซุ่มแอบมองอยู่ตัวสั่นด้วยความกลัว

    “คุณพี่...ไปกันใหญ่แล้ว ทำอะไรซักอย่างสิคะ” เฉิดฉวีเร่งเร้า แต่สันทนายังไม่กล้าทำอะไรเพราะกลัวแหววกับชายรวีเป็นอันตรายถ้าศิวพจน์บ้าระห่ำขึ้นมาจริงๆ

    “ปล่อยแหววมานี่” ศิวพจน์ตะโกนเร่ง ชายรวีไม่มีทางเลือกจำเป็นต้องปล่อยเธอไป

    แหวววิ่งไปหาศิวพจน์ สองคนกอดกันกลม...พริบตานั้น ลูกน้องของสันทนาเข้าประชิดตัว แต่ศิวพจน์ดิ้นรนต่อสู้ ทำให้กระแทกแหววเซเสียหลักตกบันได โดยที่ชายรวีวิ่งเข้าไปรับเธอไม่ทัน

    ร่างแหววกระแทกขั้นบันไดอย่างแรง ศิวพจน์ตกใจแต่มือแย่งปืนกับลูกน้องสันทนา...เสียงปืนลั่นเปรี้ยง กระสุนพุ่งเข้าใส่ชายรวีในจุดสำคัญจนร่างทรุดฮวบเลือดกระฉูด

    สาตกใจสุดขีดวิ่งออกมาอย่างลืมตัว ประคองชายรวีที่ทรุดลงกับพื้น เฉิดฉวีกับสันทนาไม่ทันสนใจสา ต่างพุ่งเข้าไปหาแหวว แล้วเฉิดฉวีก็กรีดร้องตกใจเมื่อเห็นเลือดไหลเต็มขาลูกสาว

    สันทนาเห็นกระโปรงสีขาวของแหววเต็มไปด้วยเลือดแดงฉาน ตะโกนสั่งลูกน้องให้เรียกรถพยาบาลมาเร็ว!

    แหววเจ็บปวดหน้าซีดและหมดสติในอ้อมแขนของเฉิดฉวีในอีกไม่กี่นาทีถัดมา สันทนาเพิ่งได้สติหันไปเห็นสาประคองชายรวีที่เลือดไหลทะลัก ปากพร่ำเพ้ออย่างทุกข์ร้อนปานจะขาดใจ

    “ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย ท่านคะ ช่วยคุณชายด้วย...”

    ooooooo

    ตอนที่ 35

    เฉิดฉวีนัดช่างมาวัดตัวตัดชุดแต่งงานให้แหววถึงบ้าน กำชับว่าต้องเร่งมือให้ทัน ถ้าคิดว่าจะไม่ทันก็ต้องหาช่างมาเพิ่ม แหววฟังแล้วมีท่าทีรำคาญ บอกแม่ว่าไม่ทันก็ไม่ต้องตัด ตนใส่อะไรก็ได้

    “เอ๊ะ ยัยแหววนี่ งานแต่งงานทั้งที”

    “เห็นยุ่งยากนัก แล้วนี่วัดเสร็จหรือยังคะ”

    “ค่ะๆ อีกนิดเดียวค่ะ” ช่างกุลีกุจอวัดเอวแหวว “อุ๊ย เอวยี่สิบหกครึ่ง คุณแหววสมบูรณ์ขึ้นเยอะนะคะ ไปทำอะไรมาคะ”

    โดนช่างสะกิดเข้านิดหน่อย ต่อมโมโหของแหววทำงานทันที

    “พอเถอะค่ะ ไม่ต้องวัดแล้ว...รำคาญ!”

    แหววดึงสายวัดออกจากตัว เดินหนีขึ้นห้องหน้าตาเฉย เฉิดฉวีไม่ได้ดังใจ ก้าวตามไปเม้งถึงห้องนอน

    “ยัยแหวว...ช่วยทำตัวให้มันดีๆหน่อยได้ไหม ที่ทุกคนกำลังวุ่นวายอยู่นี่มันงานแต่งงานของแกเองแท้ๆนะ”

    “แต่คุณพ่อกับคุณแม่เป็นคนอยากจัดก็ทำกันเองสิคะ แหววยอมแต่งกับผู้ชายที่นิ่งเป็นเสาหินอย่างนั้น แหววก็เสียสละมากพอแล้ว”

    “ย่ะ...ไม่ชอบแบบนี้ แล้วชอบแบบไหน ไอ้จิ๊กโกโล่ ที่ทำแกท้องแล้วไม่รับผิดชอบอย่างไอ้ศิวพจน์น่ะเหรอ”

    แหววเถียงไม่ออก เมินหน้าหนี

    “คุณชายรวีช่วงโชติเป็นคนดี หน้าที่การงานดี ชาติตระกูลก็ดี ผู้ชายแบบนี้แกจะไปหาที่ไหนได้”

    “แล้วคุณพ่อจ้างเขาไปเท่าไหร่ล่ะคะ ให้มาแต่งกับแหววเนี่ย อย่านึกว่าแหววไม่รู้นะ ทั้งเขาทั้งแหววรักกันที่ไหน จะจัดงานใหญ่โตทำไม แค่จดทะเบียนสมรสก็พอ แล้วไม่ต้องเชิญแขกเลยยังได้ แหววขี้เกียจ...เบื่อ”

    แหววพูดจบก็เอาผ้าห่มคลุมหัวหนีปัญหา เฉิดฉวีได้แต่ฮึดฮัดขัดใจ ตกเย็นสามีกลับมา เธอหารือเรื่องจัดงานแต่งเรียบง่ายธรรมดา ปรากฏว่าสันทนาตอบอย่างไม่สนใจนัก

    “ก็ตามใจ จัดงานเล็กก็ดีเหมือนกัน จัดงานใหญ่คนก็มาเยอะ ถ้าเจ้าสาวเกิดโอ้กอ้ากขึ้นมา คนได้ลือกันอื้อฉาวทั้งเมือง”

    “แต่แหม ลูกสาวนายพลสันทนาแต่งงานทั้งทีกลับจัดงานเล็กๆ คนไม่ยิ่งสงสัยหรือคะ”

    “ไม่เป็นไรหรอก พี่จะอ้างว่าท่านกำลังไม่สบาย พี่เห็นแก่ท่านเลยไม่อยากจัดงานใหญ่”

    “มาอ้างว่าเห็นแก่ท่าน ไม่อยากจัดงานใหญ่ ถ้าอย่างนั้นทำไมต้องรีบจัดงานล่ะค่ะคุณพี่ ถ้าใครถามจะให้ตอบว่ายังไง”

    สันทนาชะงักกึก เห็นจริงอย่างเฉิดฉวีพูดมา...

    ooooooo

    ที่ตำหนักขาว หม่อมพริ้มและลูกๆหารือกันเรื่องงานแต่งงานชายรวี หญิงจิ๋มซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีรายงานว่า

    “คุณหญิงเฉิดไปดูฤกษ์ดูยามมาค่ะหม่อมแม่ ตลอดทั้งปีเขาว่ามีวันดีอยู่วันเดียวเอง ก็เลยอยากจะขอให้หมั้นแล้วก็แต่งในวันเดียวเลย”

    “รวดเร็วดีแท้ อย่างกับกลัวเจ้าบ่าวจะเปลี่ยนใจ”

    หญิงจิ๋มถลึงตาใส่หญิงจ้อย ชายรวีขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

    “จะช้าจะเร็วก็เหมือนกันแหละครับ ไม่เป็นไร ทางผมเป็นผู้ชายไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก”

    “แล้วฤกษ์ที่ว่ามันเมื่อไหร่ล่ะ”

    “สิ้นเดือนนี้ค่ะหม่อมแม่ อีกสิบห้าวัน”

    “หา!!” ทุกคนตกใจอุทานเป็นเสียงเดียว ยกเว้นหญิงจิ๋มที่นั่งยิ้มกระหยิ่มใจ

    ขนาดบ่าวไพร่รู้เรื่องก็ยังพากันตกใจ สงสัยว่าทำไมถึงปุบปับแบบนี้ หวนจึงเล่าสิ่งที่ได้ยินมาให้ทุกคนฟัง

    “เห็นคุณหญิงจิ๋มเธอว่ามีฤกษ์ดีอยู่วันเดียว เลยต้องรีบแต่ง”

    “เออ ถ้าเป็นคนอื่นข้าก็จะแอบสงสัยนะว่าผู้ชายไปทำเขาท้องหรือเปล่าถึงต้องรีบร้อนแต่ง แต่นี่เป็นคุณชายของเรา”

    “คุณชายไม่มีทางทำอย่างนั้นหรอก น้าจวน”

    “ก็นั่นน่ะสิวะ ข้าเลยไม่กล้าสงสัย”

    “น้าก็คิดอกุศลไป มันอาจจะไม่มีฤกษ์จริงๆอย่างที่ว่าก็ได้นี่นา” หวนย้ำอีกที คนอื่นเลยพยักหน้าหงึกหงักตามกันไป

    ooooooo

    สาเป็นอีกคนที่ตกใจมาก หลังทราบเรื่องชายรวีจะแต่งงานจากคุณชมที่วันนี้มาขอลาออกจากการเป็นช่างทำผมประจำร้าน เพื่อไปอยู่ร้านใหม่ที่เฉิดฉวีลงทุนเปิดกิจการ

    แต่ที่สาคาดไม่ถึงก็คือเจ้าสาวของชายรวีคือแหววลูกสาวของนายพลสันทนากับเฉิดฉวี...สาถึงกับขาแข้งอ่อนลงนั่งปรับทุกข์กับเพ็ญศรี

    “เป็นไปได้ยังไง คุณชายจะแต่งกับลูกสาวคุณหญิงเฉิดฉวี”

    “น่าเสียดายคุณชายรวี แค่เจอครั้งเดียวฉันก็รู้ยัยคุณแหววอะไรนั่นไม่ใช่คนดีแน่”

    “แปลกจริง หม่อมท่านทั้งรักทั้งหวงคุณชาย ทำไมท่านยอมให้แต่งกันง่ายๆ”

    “เออ จริงสิ ไม่เคยเห็นได้ข่าวว่าคบหากัน จู่ๆก็แต่งงานปุบปับ มันน่าสงสัยเหมือนกันนะคุณสา”

    แน่นอนว่าน่าสงสัยเป็นที่สุด! วันรุ่งขึ้นสาจึงตัดสินใจไปที่ตำหนักขาวเพื่อไขข้อข้องใจ เป็นเวลาที่หม่อมพริ้มกำลังสั่งการบ่าวให้จัดเตรียมทำพานขันหมาก

    “อีสา ข้ากำลังคิดว่าจะให้หวนมันไปหาเอ็งอยู่พอดี”

    “หม่อมมีธุระอะไรจะใช้สาหรือคะ”

    “ก็แค่จะบอกข่าว...ชายรวีเขาจะแต่งงานแล้วนะ”

    “ที่สามาก็เพราะเรื่องนี้ล่ะค่ะหม่อม สาเพิ่งได้ยินว่าคุณชายจะแต่งงานกับลูกสาวท่านนายพลสันทนา”

    “จู่ๆ เขาก็มาบอกว่าตกปากรับคำกับทางนั้นไปแล้ว ข้าก็ไม่รู้จะว่ายังไง”

    “แต่คุณแหววเธอ...เอ่อ...ถ้าคนอื่นว่า สาก็จะไม่พูด แต่นี่ก็เจอมากับตัว คุณแหววเธอเป็นคนร้ายกาจมากนะคะหม่อม เธอกับคุณหญิงเฉิดฉวีแม่ของเธอยังเคยไปอาละวาดสาถึงที่บ้าน”

    “ใครใช้ให้เอ็งไปยุ่งกับพ่อเขาเล่า ตอนนี้ข้าแก่แล้ว ข้าไม่มีปัญญาจะไปคิดแทนใคร ในเมื่อชายรวีเขาตัดสินใจแล้วว่าจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ ข้าก็ได้แต่อวยชัยให้พรไป”

    “คุณชายเธอชอบคุณแหววหรือคะหม่อม”

    “ชายรวีเป็นคนดี ที่เขาแต่งงานครั้งนี้ก็หวังจะช่วยโสภิตพิไล ข้าเองก็เสียใจที่มันเป็นแบบนี้ แต่มันคงเป็นเวรเป็นกรรมกระมัง จะไปทำอะไรได้” หม่อมพริ้มพูดอย่างปลดปลง สาไม่ว่ากระไรอีก แต่ในใจยังคัดค้าน

    ooooooo

    เมื่อใจสว่างทราบข่าวนี้จากสา วันถัดมาเธอ แวะไปหาชายรวีที่กระทรวงพร้อมกล่องของขวัญเล็กๆ

    “สวัสดีค่ะอาจารย์ หนูมากวนหรือเปล่าคะ”

    “ไม่เลยครับ เชิญนั่งก่อน”

    ใจสว่างลงนั่งเรียบร้อย ชายรวีเดินมานั่งตรงข้าม

    “หนูทราบจากคุณป้าอุษาว่าอาจารย์กำลังจะแต่งงาน หนูเลยอยากมาอวยพรอาจารย์ล่วงหน้าค่ะ”

    “ขอบคุณมาก ความจริงผมไม่ได้ตั้งใจจะไม่บอกใคร แต่ทางฝ่ายเจ้าสาวเขาอยากจัดเงียบๆ”

    “ค่ะ หนูเข้าใจ หนูขอให้อาจารย์มีความสุข มากๆนะคะ”

    “ขอบคุณมาก วันนี้ผมเสร็จงานเร็ว คุณจะกลับบ้านเลยหรือเปล่าผมจะแวะไปส่ง”

    “ไม่เป็นไรค่ะ อาจารย์”

    “วันนี้วันศุกร์ จะหนีเที่ยวล่ะสิ”

    “ไม่ใช่ค่ะไม่ใช่ พอดีวันนี้หนูจะกลับไปบ้านสวนน่ะค่ะ เขามีงานนิดหน่อย”

    ชายรวียิ้มบางๆ ขอตามใจสว่างไปบ้านสวนด้วย...สองคนนั่งรถไปต่อเรืออีกทอด จนกระทั่งเรือถึงท่าน้ำบ้านหลังหนึ่ง ใจสว่างบอกให้คนเรือจอด แต่ชายรวีจำได้ว่าไม่ใช่บ้านของแป้นกับสุข

    “นี่บ้านยายปองค่ะ น้องสาวยายแป้น บ้านนี้เค้ามีงาน ทุกคนเลยมาอยู่ที่นี่”

    “อ้าว ตายจริง แล้วคุณไม่บอกก่อน ปล่อยให้ผมตามมา”

    “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ กันเองทั้งนั้น ดีซะอีก อาจารย์ท่าทางเครียดๆ ออกมาพักสมองบ้างจะได้หายเครียดไปค่ะ”

    ใจสว่างพาชายรวีเดินออกจากท่า พอดีกับปรมัตถ์เดินมาจากบ้าน เห็นชายรวีก็แปลกใจ

    “อ้าว อาจารย์ มายังไงครับนี่”

    “หนูชวนอาจารย์มาเที่ยวบ้านเราค่ะ วันนี้วันเกิดพี่ปรมัตถ์...พี่ปอเป็นหลานยายปอง เป็นลูกพี่ลูกน้องกับหนู”

    “มิน่าเล่า ถึงได้สนิทกัน”

    “สนิทกันมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ ผมถึงกล้าใช้ใจมันเป็นแม่สื่อ แต่ที่ไหนได้...ไม่ได้เรื่องเลย”

    ปรมัตถ์แหย่ใจสว่างโดยไม่ติดใจอะไรเรื่องโสภิต–พิไลผู้หญิงที่ตนเคยรัก ใจสว่างหัวเราะสดใส ชายรวีเลยยิ้มออกมาได้ จากนั้นทั้งสามคนพากันไปนั่งริมน้ำ ชายรวีชอบมาก สีหน้าสดชื่นขึ้นทันตา

    “นั่งเล่นรับลมตรงนี้ก่อนนะครับอาจารย์ ในครัวกำลังอลหม่านเลย แม่ผมผัดเผ็ดควันโขมงไปทั้งบ้าน อาจารย์เข้าไปมีหวังนั่งร้องไห้”

    “อยู่ใกล้น้ำนี่สบายใจดีจริงๆนะครับ มิน่าใจสว่างถึงได้อารมณ์ดีตลอดเวลา”

    “อาจารย์ชอบก็มาบ่อยๆได้นะคะ ยายแป้นคงดีใจ แกขี้เหงาน่ะค่ะ หลังๆลุงสุขก็ไปขลุกอยู่ที่วัด น้าจรินทร์กับน้าแจ่มศรีก็แต่งงานออกไปหมดแล้ว ไม่ค่อยได้กลับมา คุณป้าอุษากับพี่โสภิตก็...”

    “พูดมาเถอะใจ พี่ฟังได้ ไม่ตายหรอก...ว่าแต่โสภิตเป็นยังไงบ้างครับ หลังจากวันนั้น”

    ชายรวีไม่อยากบอกใครเรื่องโสภิตพิไลโดนท่านเอาตัวไปเพราะกลัวจะอื้อฉาว ตอบสั้นๆก่อนจะเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว

    “เขาก็เงียบๆ ไม่สุงสิงกับใคร...เอ๊ะนั่นมีเรือด้วย ไม่ได้พายตั้งนานแล้ว ขอยืมพายเล่นหน่อยได้ไหมครับ”

    “อาจารย์พายเรือเป็นด้วยหรือคะ”

    “ถึงไม่ใช่ชาวสวน แต่บ้านผมก็อยู่ริมน้ำเหมือนกันนะครับ”

    เพียงครู่ต่อมา ใจสว่างกับชายรวีก็ลงเรือลอยลำอยู่ในแม่น้ำ ทั้งคู่พูดคุยหยอกล้อกันไปมาพักหนึ่งก่อนที่เรือจะเจอคลื่นจากเรือใหญ่กระแทกจนพลิกคว่ำ ชายรวีเลิ่กลั่กตกใจเป็นห่วงใจสว่าง แต่กลายเป็นว่าหญิงสาวเก่งกาจสามารถเรื่องว่ายน้ำ และน่าจะเก่งกว่าเขาเสียอีก...

    หลังจากทั้งคู่กลับขึ้นเรือนในสภาพเปียกปอน ปรมัตถ์รีบหาเสื้อผ้าชุดลำลองของตนมาให้ชายรวีเปลี่ยน ส่วนใจสว่างเข้าไปอาบน้ำแต่งตัวอีกทาง

    “ผมขอโทษที่ทำให้ยุ่งยาก”

    “ไม่เป็นไรครับอาจารย์ อยู่ริมน้ำเรื่องเปียกเรื่องเล็ก กว่าจะโตมานี่ไอ้ใจมันกินน้ำคลองไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว”

    “นินทาน้องนะ พี่ปอ”

    ใจสว่างเดินออกมาในชุดผ้าถุงแบบชาวสวนผมที่เปียกชื้นรวบเป็นมวยเอาไว้ดูน่ารัก ชายรวีมองอย่างเอ็นดู

    “โอ้โห...อาจารย์แต่งตัวแบบนี้ดูเด็กลงหลายปีเลยนะคะ”

    “คุณแต่งตัวแบบนี้ก็ดูเป็นสาวสวยขึ้นหลายปีเหมือนกัน”

    ใจสว่างยิ้มเขิน รู้สึกอบอุ่นและเป็นสุขอย่างประหลาดเมื่อได้อยู่ใกล้ชายรวี

    ooooooo

    ราตรีนี้เสียงดนตรีดังเร้าใจภายในไนต์คลับ หนุ่มสาวหลายรายอดใจไม่ไหวออกไปวาดลวดลายอยู่กลางฟลอร์...

    แหววเดินเฉิดฉายเข้ามาพร้อมเพื่อนกลุ่มเดิม แต่หนึ่งในนั้นกลับแซงหน้าคนอื่นๆมารั้งเธอไว้

    “ยัยแหววพอเถอะ กลับบ้าน นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วนะ”

    “กลับอะไร ฉันเพิ่งมาถึง”

    “ที่นี่เป็นที่ที่สามแล้ว ฉันตระเวนกับเธอมาตั้งแต่หัวค่ำ...เบื่อแล้ว”

    “เบื่อก็กลับไปเลย ฉันอยู่คนเดียวได้” แหววผลักเพื่อนสาวแล้วเดินตรงเข้าไปกลางฟลอร์ที่บรรดาสาวๆกำลังกรี๊ดกร๊าดรุมล้อมชายคนหนึ่ง

    แหววแหวกเข้าไปอย่างมั่นใจในเสน่ห์ของตัวเอง แต่พอชายหนุ่มหันมาเผชิญหน้า ต่างฝ่ายต่างตะลึงประสานสายตากันด้วยความตกใจ

    “แหวว! ผมไม่นึกเลยว่าจะเจอแหววที่นี่”

    “ก็นึกว่าไม่ได้เจอก็แล้วกัน” แหววกระแทกเสียงอย่างน้อยใจแล้วหันขวับกลับออกไปทันที ศิวพจน์ก้าวตามมาคว้าตัวเธอไว้

    “แหววหยุดก่อน เราต้องพูดกันให้รู้เรื่อง”

    “แหววว่าเราพูดกันจบไปแล้วนะ”

    “ตอนนั้นแหววกำลังโกรธ ผมก็กำลังตกใจ”

    “เพราะโดนจับได้ว่าคุณเอาผู้หญิงคนอื่นมานอนบนเตียงแหวว”

    “ผมเฉดหัวมันออกไปแล้ว...มันก็แค่ของเล่น แต่แหววคือคนที่ผมรัก”

    “พจน์คะ คุณลืมไปแล้วเหรอว่าที่แหววต้องกลับมาเมืองไทยเพราะอะไร เพราะแหววท้อง แล้วคุณก็ปฏิเสธที่จะรับผิดชอบ”

    “แหววฟังก่อนนะ ผมยอมรับผมผิด จะให้ทำยังไงล่ะ ก็ตอนนั้นผมตกใจ”

    “แล้วแหววล่ะ แหววไม่ตกใจเหรอ แหววเป็นคนตั้งท้องแทนที่คุณจะปลอบแหวว คุณกลับเสือกไสไล่ส่ง”

    แหววระเบิดอารมณ์ทั้งน้ำตา ศิวพจน์ดึงเธอเข้ามากอดปลอบโยน

    “ผมผิดไปแล้ว แหววยกโทษให้ผมนะ เรารักแหววนะ รักมากด้วย เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม ผมจะรับผิดชอบทุกอย่างเอง”

    “สายไปแล้วค่ะ คุณพ่อคุณแม่แหววทราบเรื่องนี้แล้ว”

    “ผมจะให้ผู้ใหญ่ไปพูดกับท่าน”

    “ไม่ทันแล้วค่ะ เพราะพรุ่งนี้แหววกำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน” แหววพูดอย่างเจ็บช้ำ ศิวพจน์ตกใจสุดขีด!

    ooooooo

    เช้าตรู่ ชายรวีแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย หยิบกล่องของขวัญที่ได้จากใจสว่างมาพิศดูก่อนจะเปิดออกเห็นพระห้อยคอและกระดาษโน้ตเล็กๆ

    “หนูขอให้คุณพระศรีรัตนตรัยดลบันดาลให้อาจารย์มีความสุขตลอดไปค่ะ...ใจสว่าง”

    อ่านข้อความนั้นจบ ชายรวีอมยิ้มนึกถึงคนให้แล้วตั้งใจจะเอาพระร้อยเข้ากับสร้อยที่มีล็อกเกตรูปท่านพ่อ แต่ได้ยินเสียงหม่อมพริ้มเคาะประตูเรียก จึงเดินมาพร้อมสร้อยในมือ

    หม่อมพริ้มแต่งตัวสวยเป็นพิเศษเดินเข้ามาเห็นสร้อย ทักถามลูกชายอย่างแปลกใจว่า

    “แม่ไม่เห็นชายเคยใส่ นึกยังไงถึงเอาออกมา”

    “คิดถึงท่านพ่อน่ะครับ แล้วก็เสด็จย่าด้วย ท่านรับสั่งกับผมวันที่ท่านสิ้นใจ”

    หม่อมพริ้มเองก็จำได้แม่น นึกย้อนไปในวันนั้นที่เสด็จป้าจะสิ้นใจ ท่านสั่งเสียให้ชายรวีรักษาชื่อเสียงของรวีวาร

    “ตั้งแต่วันนั้นผมตั้งใจมาตลอดว่าผมจะทำทุกอย่างไม่ให้รวีวารต้องตกต่ำหรือมัวหมอง”

    “ชายทำดีที่สุดแล้วลูก เพื่อแม่ เพื่อน้อง เพื่อรวีวาร ชายทำดีที่สุดแล้วจ้ะ”

    หม่อมพริ้มยิ้มปลาบปลื้ม กลับลงไปข้างล่างพร้อมลูกชายสุดที่รัก หญิงจ้อยแต่งตัวสวยรออยู่ โดยมีจวนกับหวนและพุดยืนหน้าแฉล้มอยู่ด้วย

    “ไปกันเลยนะคะหม่อมแม่”

    “แล้วคนอื่นๆล่ะ”

    “นัดไปเจอกันที่หน้าบ้านนายพลสันทนาเลยค่ะหม่อมแม่ ทางพี่หญิงจิ๋มเขาเป็นแม่งานใหญ่ เขาจัดขบวนผู้คนแห่ขันหมากรอเอาไว้พร้อมแล้ว ทางเราแค่เอาเจ้าบ่าวกับขันหมากไป”

    “งั้นก็ไปกัน”

    “คุณชายขา...ขอให้โชคดีนะคะ” หวนเป็นตัวแทนอวยพรจากใจจริง

    “ขอบใจจ้ะทุกคน” ชายรวียิ้มบางๆ พาหม่อมพริ้มออกไปโดยมีหญิงจ้อยเดินตามหลัง

    ooooooo

    ตอนที่ 34

    พวกหม่อมพริ้มกระวนกระวายเป็นห่วงโสภิต-พิไลที่ถูกทหารพาตัวไป แล้วยิ่งตกใจกันใหญ่เมื่อชายรวีกลับมาพร้อมสา เล่าว่าโสภิตพิไลตกลงใจไปกับท่านแล้ว

    “อะไรนะ ชายพูดใหม่สิ ตกลงไปกับเขา...มันหมายความว่ายังไง”

    ตอนที่ 33

    โสภิตพิไลเสียใจและทำใจไม่ได้เอาแต่หมกมุ่นครุ่นคิดว่าเหตุใดชิษณุถึงหนีงานหมั้นไปดื้อๆ

    เมื่ออยู่ในภาวะเช่นนี้ หญิงสาวหมดอาลัยตายอยาก ไม่เป็นอันทำอะไร แม้แต่ข้าวปลาก็ไม่อยากกิน หม่อมพริ้มทราบจากบ่าวว่าค่ำนี้โสภิตพิไลไม่ลงมากินข้าวก็เดินหน้าตึงออกจากโต๊ะอาหาร โดยมีสายตาของชายรวีกับหญิงจ้อยมองตามด้วยความหนักใจ

    หม่อมพริ้มไม่ชอบใจการกระทำของโสภิตพิไลถึงกับขึ้นไปอบรมกันถึงในห้อง

    “ทำตัวแบบนี้เพื่ออะไร ผู้ชายเขาก็บอกแล้วว่ายังไม่อยากแต่งงานกับเรา จะอดข้าวอดน้ำให้เขากลับมาเห็นใจหรือยังไง”

    “ไม่ใช่ค่ะ หนูแค่ไม่อยากกิน ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น”

    “เจอเรื่องแค่นี้ถึงกับหมดอาลัยตายอยาก ต่อไปวันข้างหน้าจะทนอะไรไหว การสูญเสียพลัดพรากเป็นธรรมดาโลก เสียใจน่ะเสียได้ แต่ชีวิตมันก็ต้องเดินต่อไป ไม่ใช่มัวแต่มานั่งก่นเศร้า”

    โสภิตพิไลน้ำตาร่วง หม่อมพริ้มอ่อนลง เข้ามาลูบหัวปลอบโยน

    “รักกันง่ายมันก็หน่ายกันเร็ว อย่าเสียใจไปเลยให้คิดซะว่าโชคดีที่เรายังไม่ได้ตบแต่งกับเขาไป”

    “หนูไม่เชื่อว่าพี่ณุจะหมดรักหนู หนูไม่เชื่อจริงๆ นะคะหม่อมยาย มันต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้พี่ณุ เปลี่ยนไป หนูอยากรู้ว่ามันคืออะไร”

    หม่อมพริ้มรับฟังแต่ยังไม่ได้เอะใจถึงขั้นสงสัยใคร่รู้

    ooooooo

    ด้านชิษณุที่จากมาก็ใช่ว่าไม่เสียใจ ชายหนุ่มมุมานะทำงานในตำแหน่งวิศวกรโยธาสร้างเขื่อนในแถบภาคอีสานเพื่อให้ลืมความทุกข์ จนคนงานต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่านายช่างจากกรุงเทพฯเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานไม่เล่นหัวกับใครเลย

    “นั่นสิ ทำท่าอย่างกับคนอกหัก”

    ปรมัตถ์ในชุดกางเกงยีนส์เสื้อแขนยาวพับแขนเดินเข้ามาร่วมวง “เดากันไปเรื่อย อกหักที่ไหน นายช่างเขากำลังจะแต่งงานอยู่แล้ว”

    “นายช่างปอรู้ได้ยังไง”

    “บังเอิญผมรู้จักกับว่าที่เจ้าสาวของเขาน่ะ”

    “โอ๊ย...ถ้างั้นไม่ผิดล่ะ ที่หน้าเศร้าก็คงจะคิดถึงแฟนแน่ๆ”

    คนงานพากันหัวเราะ ปรมัตถ์ฝืนหัวเราะไปด้วย ทำใจเรื่องโสภิตพิไลได้แล้ว

    เสียงเครื่องยนต์ดังมา ทุกคนหันมองตรงทางเข้าเห็นรถแลนด์โรเวอร์เก่าๆคันหนึ่งแล่นเข้ามาฝุ่นตลบ

    ชายชาวต่างชาติเดินลงมาจากรถ ตามมาด้วยผู้หญิงไทยใส่เชิ้ตแขนยาวกับกางเกงขายาวทะมัดทะแมง

    “ที่นี่ล่ะค่ะคริส ที่ทำงานใหม่ของเรา”

    คริสโตเฟอร์หรือคริสพยักหน้าแล้วเดินตามหญิงสาวไปยังกลุ่มปรมัตถ์ ก่อนทั้งสามคนจะเดินตามกันไปที่สำนักงานเพื่อพบชิษณุ

    “เรามีกันไม่กี่คนครับ ผมชื่อปรมัตถ์ เป็นวิศวกรสำรวจ มีวิศวกรผู้ช่วยอีกคน ส่วนอีกสองคนนั่นเป็นคนงาน”

    “ทางสำนักงานใหญ่บอกให้ผมมาพบคุณชิษณุ”

    “นายช่างใหญ่อยู่ในนี้ครับ เชิญ...นายช่างครับ ทางบริษัทส่งคนมาเพิ่มครับ”

    ชิษณุออกมารับแขก ทักทายคริสโตเฟอร์ตามธรรมเนียมฝรั่ง จากนั้นมองหน้าหญิงสาวที่แนะนำตัวว่าชื่ออัญมณี...ที่แท้ทั้งคู่รู้จักกันมาก่อน และใช่แค่รู้จักกันธรรมดาแต่เคยเป็นคนรักกันมาด้วยซ้ำ

    “คุณรู้จักกันมาก่อนหรือ”

    “ค่ะคริส ฉันกับคุณณุรู้จักกันมาก่อน เราเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน สมัยนั้นเราสนิทกันมาก ณุจำได้ไหมคะ” อัญมณียิ้มให้ชิษณุ แววตาบ่งบอกว่ามีความผูกพันกันลึกซึ้ง ปรมัตถ์แอบมองทั้งคู่อย่างประหลาดใจ

    ooooooo

    เลิกเรียนในเย็นวันนี้ใจสว่างติดรถชายรวีกลับมาที่ร้านสา ชายรวีตั้งใจมาหาสาแล้วเผอิญเจอใจสว่างที่ป้ายรถเมล์จึงรับมาด้วย

    สาร้อนใจและกังวลเรื่องโสภิตพิไล สอบถามชายรวีว่าเธอเป็นยังไงบ้าง แล้วเขาได้บอกความจริงกับเธอหรือยัง

    “ยังครับ แต่ผมบอกชิษณุไปแล้ว ชิษณุเลยตัดสินใจยกเลิกการแต่งงาน”

    สาโล่งใจแต่รู้สึกผิด เปรยว่าโสภิตคงเสียใจมาก

    “ก็มีบ้างครับ”

    “แกโชคร้ายนะคะที่เกิดมาเป็นลูกฉัน ไม่ว่าฉันจะทำอะไร ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดูเหมือนจะเป็นการทำร้ายแกอยู่ตลอดเวลา”

    “ผมรู้ว่าคุณสาไม่ได้เจตนา ในฐานะผู้พิพากษาผมลดโทษให้กึ่งหนึ่งก็แล้วกันนะครับ”

    ชายรวีแกล้งพูดตลกให้สาคลายเศร้า ปรากฏว่าได้ผล สายิ้มออก มองชายรวีอย่างรักมาก...ใจสว่างแอบมองมาจากหลังบ้านเห็นชายหนุ่มทำให้สายิ้มก็พลอยยิ้มตาม แววตาชื่นชมเขาอย่างเห็นได้ชัด

    ถึงเวลากลับเพราะค่ำแล้ว ใจสว่างเดินมาส่งชายรวีที่รถ เธอขอบคุณเขาที่กรุณามาส่งข่าว ก่อนหน้านี้คุณป้าเป็นห่วงพี่โสภิตมากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

    “ผมถึงได้อยากจะขอร้องคุณ”

    “หนูทราบค่ะ ถึงได้เดินตามอาจารย์ออกมา”

    ชายรวีมองอย่างเอ็นดู เหย้าเธอว่าไม่ยักรู้ว่าเป็นนักอ่านใจคน

    “หนูทราบด้วยค่ะ ว่าอาจารย์จะขอร้องอะไร ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูจะดูแลคุณป้าอย่างดี”

    “ผมเชื่อว่าคุณต้องทำได้ คุณเป็นคนมีพรสวรรค์พิเศษที่สามารถทำให้ทุกคนที่อยู่ใกล้รู้สึกสบายใจได้อย่างประหลาด”

    “อาจารย์พูดจริงหรือคะ”

    “ไม่รู้ คุณอ่านใจคนเก่งไม่ใช่หรือ ลองเดาดูสิ”

    ใจสว่างยิ้มเขิน ยกมือไหว้แล้วกล่าวราตรีสวัสดิ์ ชายรวียิ้มรับ รู้สึกดีกับเด็กสาวอย่างบอกไม่ถูก

    ooooooo

    ค่ำวันเดียวกัน โสภิตพิไลโทรศัพท์หาศุภลักษณ์แม่ของชิษณุเพื่อสอบถามข่าวคราว แต่ดูท่าทางจะหมดหวัง

    “พี่ณุไม่ติดต่อกลับมาเลยหรือคะคุณป้าหญิง...ค่ะ ถ้ามีข่าวรบกวนคุณป้าหญิงบอกหนูด้วยนะคะ ค่ะ ขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะ”

    โสภิตพิไลวางสายหน้าเศร้า พอหันกลับมาก็ชะงัก เพราะหม่อมพริ้มยืนอยู่ หวนถือกาน้ำชาตามหลัง หม่อมพริ้มมองหลานสาวอย่างสงสาร แต่ปากก็อดตำหนิไม่ได้

    “เราเป็นผู้หญิง ผู้ชายเขาบอกว่าไม่แต่งก็คือไม่แต่ง ถึงจะเป็นญาติกันก็ต้องหยุดวุ่นวายได้แล้ว”

    “หนูไม่ได้วุ่นวายนะคะหม่อมยาย พี่ณุจะไม่แต่งกับหนู หนูก็ไม่ว่า แต่หนูอยากรู้ว่าเหตุผลมันคืออะไร”

    “ถ้าเขาอยากบอก เขาก็มาบอกแล้ว แต่นี่เขาไม่มา ก็ไม่ต้องไปเซ้าซี้พิรี้พิไร”

    “ก็หนูอยากรู้นี่คะ หม่อมยายไม่สงสัยหรือคะ พี่ณุเป็นคนดี เป็นสุภาพบุรุษ แล้วทำไมจู่ๆพี่ณุถึงหนีงานหมั้นไปโดยไม่บอกไม่กล่าว มันต้องมีเหตุผลสิคะ”

    คำพูดครั้งนี้ของโสภิตพิไลทำให้หม่อมพริ้มเก็บไปใคร่ครวญ ขณะที่หวนได้ยินก็ติดใจอยู่เหมือนกัน อดพูดขึ้นไม่ได้ขณะเอากาน้ำชาตามเข้ามาให้หม่อมพริ้มในห้องนอน

    “ที่คุณหนูพูดก็มีเหตุผลนะคะหม่อม”

    “จริงของเอ็ง ถึงชิษณุจะเป็นคนหุนหันเอาแต่ใจ แต่หลานชายข้าเขาก็เป็นคนดี เขาไม่น่าทำกับโสภิตอย่างนี้”

    “หวนเฝ้าดูคุณณุกับคุณหนูมาตลอด ก็เห็นเธอสองคนรักกันดี รักกันมากด้วย แล้วมันจะมีเหตุผลอะไรล่ะคะ ที่ทำให้คุณณุต้องทิ้งคุณหนูโสภิตไป”

    หม่อมพริ้มครุ่นคิด สงสัยขึ้นมาครามครัน

    ooooooo

    คืนนี้มีงานเลี้ยงต้อนรับคริสโตเฟอร์กับอัญมณีที่ไซต์งาน ทุกคนดื่มกินกันเฮฮา ยกเว้นชิษณุที่แยกตัวไปนั่งดื่มอยู่คนเดียว อัญมณีลอบมองแล้วตัดสินใจลุกไปคุยด้วย

    “ท่าทางคุณไม่ยินดียินร้ายสักเท่าไหร่เลยนะคะ หรือไม่พอใจที่อัญมาที่นี่”

    “เปล่า ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะ”

    “ก็เท่าที่อัญจำได้ รู้สึกว่าครั้งสุดท้ายที่เราจากกันมันไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่”

    ชิษณุยังไม่ทันตอบอะไร คริสก็ร้องเรียกอัญมณีให้ไปหา ปรมัตถ์ส่งมีดให้เธอเฉือนหมูย่างที่เพิ่งสุก

    “ในฐานะที่เป็นสุภาพสตรีคนเดียวในที่นี้ ผมอยากจะให้คุณอัญให้เกียรติลงมีดเป็นคนแรก”

    “ยินดีค่ะ” หญิงสาวลงมีดท่ามกลางเสียงร้องเฮของคนงาน หลังจากนั้นทุกคนสนุกสนานกันต่อ อัญมณีแอบมองชิษณุตลอดเวลาและค่อยๆลุกตามเมื่อเขาเดินไปทางเรือนพัก โดยมีสายตาของปรมัตถ์เฝ้ามองอย่างไม่สบายใจ

    อัญมณีตามมาคุยกับชิษณุหลังจากไม่ได้เจอกันนาน ทั้งคู่รำลึกความหลังว่าไม่ได้เจอกันสี่ปี ตั้งแต่เรียนจบมัธยมแล้วชิษณุไปเรียนต่อเมืองนอก ส่วนอัญมณีไปแต่งงาน

    “แล้วนึกยังไงมาทำงานไกลถึงนี่ สามีไม่ว่าเอาหรือ”

    “อัญหนีเขามา”

    “หนี? ทำไมต้องหนี อัญไม่มีความสุขเหรอ”

    “ที่อัญตกลงแต่งงานกับเขาตอนนั้นเพราะอัญ อยากประชดณุ อยากบอกว่าถึงณุไม่พร้อมจะแต่งงานกับอัญ ก็มีคนอื่นที่พร้อมและต้องการอัญ หลังจากแต่งงานอัญถึงได้เห็นธาตุแท้ของเขา”

    “ยังไง”

    แทนคำตอบ อัญมณีถอดเสื้อตัวนอกเหลือแต่เสื้อกล้ามข้างใน เผยให้เห็นรอยเขียวช้ำที่หัวไหล่ทั้งรอยเก่ารอยใหม่ แสดงถึงการถูกทุบตีทำร้ายอย่างต่อเนื่อง

    ชิษณุตกใจและสงสาร ไม่คิดว่าหญิงสาวจะเจอกับเรื่องเลวร้ายถึงขนาดนี้ เขาเอื้อมมือไปแตะรอยช้ำที่ต้นแขนของเธอ สัมผัสนั้นเต็มไปด้วยความรัก

    อัญมณีน้ำตาคลอโผเข้ากอดชิษณุ...ในตอนแรกเป็นการแสวงหาความรักและปลอบประโลม แต่เมื่อสบตากันความรู้สึกเก่าๆก็ปะทุขึ้นมาในใจของทั้งสองคน

    “ณุ...อัญรักณุนะ”

    ชิษณุไม่พูดอะไรแต่กอดตอบและพรมจูบไปทั่วใบหน้าของเธออย่างสุดจะหักห้ามความรู้สึก

    ooooooo

    เช้าวันนี้ หม่อมพริ้มตัดสินใจมาถามชายรวีว่าเหตุใดชิษณุถึงไม่อยากแต่งงานกับโสภิต ชายรวีได้ยินคำถามนั้นแล้วนิ่งอย่างชั่งใจว่าควรจะบอกความจริงดีหรือไม่

    “ตอนแรกแม่ก็คิดว่าเจ้าชิษณุโลเลเหลวไหล แต่พอหายโมโหมาคิดดูอีกทีแม่ว่ามันน่าจะมีเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น ชายรู้หรือเปล่า”

    “ครับ”

    “บอกแม่ได้ไหม”

    “คืออย่างนี้ครับ สาเหตุที่ชิษณุต้องหนีหน้าไปเพราะเขารู้ว่าเขากับโสภิตไม่อาจแต่งงานกันได้”

    “ทำไม”

    “เพราะณุรู้ว่าโสภิตพิไลไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้อง แต่เป็นน้า โสภิตพิไลไม่ใช่ลูกของพี่หญิงโสภาครับหม่อมแม่ แต่เป็นลูกของท่านพ่อที่เกิดกับหม่อมอุษา”

    “อะไรนะ!”

    “เป็นความสัตย์จริงครับหม่อมแม่ คุณอุษาเป็นคนบอกเรื่องนี้กับผมเอง”

    หม่อมพริ้มคาดไม่ถึง เช่นเดียวกับหวนและเจิมที่พอรู้เรื่องก็พากันตกใจ

    “บ่าวนึกสงสัยอยู่แล้วเชียว ทั้งนิสัยใจคอ ทั้งกิริยาท่าทาง คุณหนูเธอเหมือนอีสาอย่างกับอะไร แล้วอีสามันนึกยังไงเอาลูกตัวไปยกให้เป็นลูกคุณหญิง”

    “ชายรวีบอกว่าหญิงโสภาไม่อยากให้น้องเป็นกำพร้า ข้าก็พอจะเข้าใจ ไม่โกรธอีสามันหรอก มันคงไม่คิดว่าชาตินี้จะต้องมาเจอะเจอกันอีก”

    “แล้วหม่อมจะบอกคุณหนูไหมคะ”

    “นั่นล่ะที่ข้าคิดไม่ตก บอกให้รู้ซะ โสภิตก็จะได้เข้าใจว่าทำไมชิษณุถึงได้หนีแต่งงาน แล้วจะได้หายเสียใจ แต่ว่า...”

    “ถ้าคุณหนูโสภิตรู้ว่าเธอเป็นลูกอีสา เธอจะยิ่งเสียใจกว่าเดิมหรือเปล่าเจ้าคะหม่อม”

    “ก็นั่นน่ะสิ เจิมเอ๊ย ชายรวีเขายังสงสารไม่กล้าบอกโสภิต แล้วข้าจะทำยังไงดี”

    ทั้งสามคนพากันถอนใจ คิดไม่ตกจริงๆ

    ooooooo

    วันเดียวกันนี้ สันทนามาพบสาที่ร้านเสริมสวยนำเครื่องเพชรจากท่านมาฝากให้โสภิตพิไลใส่ไปงานวันเกิดของตน สาพยายามปฏิเสธแต่ไม่สำเร็จ จึงบอกเขาว่าเธอจะพาโสภิตพิไลหนีไปให้ไกลให้ท่านหาไม่เจอ

    “มีคนคิดจะหนีท่านไปต่างประเทศ ยังหนีไม่พ้นเลย คุณไม่รู้หรอกว่าอำนาจท่านล้นฟ้าขนาดไหน วันงานให้โสภิตพิไลใส่สีแดงนะ ท่านชอบ”

    “เดี๋ยวค่ะ...ฉันอยากเจอท่าน อยากไปขอร้องท่านด้วยตัวเอง ท่านอาจจะเมตตาฉันก็ได้ คุณช่วยฉันหน่อยได้ไหมคะ คุณสันทนา...นะคะ” สาอ้อนวอนถึงเนื้อถึงตัว หนุ่มใหญ่เลยใจอ่อน...

    ตกเย็นที่ไซต์งานสร้างเขื่อน ปรมัตถ์ได้ยินคนงานซุบซิบเรื่องชิษณุกับอัญมณีมีสัมพันธ์กันลึกซึ้งเมื่อคืน พวกเขาเห็นกับตาว่าฝ่ายหญิงย่องออกจากห้องฝ่ายชายเกือบตีสี่ ปรมัตถ์เชื่อเพราะสังหรณ์ใจอยู่เหมือนกัน รู้สึกไม่พอใจอย่างแรงด้วยคิดว่าชิษณุยังเป็นคู่รักของโสภิตพิไลผู้หญิงที่ตัวเองเคยรักแทบหมดใจ

    อีกมุมหนึ่งในไซต์งาน คู่กรณีทั้งสองคนยังเข้าหน้ากันไม่ติดนัก ชิษณุไม่รู้จะพูดกับเธอยังไง ไม่แน่ใจว่าเมื่อคืนตนทำผิดหรือไม่

    “ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเราทำให้ณุไม่สบายใจ บอกมาคำเดียว อัญจะไป”

    ชิษณุว้าวุ่นสับสนจนอึกอักพูดไม่ออก อัญมณีเลยชิงตัดบทเสียเองว่า

    “อัญจะไปบอกคริสให้เขาหาผู้ช่วยใหม่มาแทนให้เร็วที่สุดก็แล้วกัน”

    “แล้วอัญจะไปไหน กลับไปอยู่กับไอ้สารเลวคนนั้นเหรอ”

    “ณุจะแคร์ทำไม”

    ชิษณุเดินไปจับมือเธอไว้ พูดอย่างจริงจังว่า “ผมแคร์คุณนะอัญ มันอาจจะไม่มากมายเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ไม่เคยไม่แคร์”

    ทั้งสองบีบมือกันแน่น สบตากัน เยื่อใยความรักและผูกพันแต่หนหลังยังคงอยู่

    ooooooo

    โสภิตพิไลไม่อาจสลัดเรื่องชิษณุทิ้งไปได้ พอรู้จากศุภลักษณ์ว่าเขาไปทำเขื่อนที่โคราชจึงแอบวางแผนตามไปดูให้เห็นกับตาโดยไม่บอกใครในบ้านสักคน

    แม้แต่ชายรวีก็ไม่รู้ เพราะโสภิตพิไลแต่งตัวนั่งรถไปมหาวิทยาลัยพร้อมกัน จนเย็นถึงได้ทราบจากเพื่อนๆของเธอว่าเธอไม่ได้เข้าเรียนตั้งแต่เช้า เมื่อหม่อมพริ้มและคนอื่นๆในบ้านทราบจากชายรวีก็พากันตกใจ ถ้าโสภิตพิไลไม่ได้ไปเรียนแล้วหายไปไหน?

    ชายรวีร้อนใจไปตามหาโสภิตพิไลที่ร้านของสา ก่อนหน้านี้สาเพิ่งซื้อปืนมาเพื่อพกติดตัวไว้ในวันที่จะเข้าไปเจรจากับ “ท่าน” ผู้ชายที่หื่นกระหายอยากได้ตัวโสภิตพิไลนักหนา

    เมื่อรู้ว่าโสภิตพิไลหายไป สาเข้าใจว่าเป็นเพราะท่าน จึงโทร.ถามสันทนาทันที ปรากฏว่าทางนั้นบอกว่าตนยังไม่ได้สั่ง

    “แต่ท่านอาจจะสั่ง”

    “ไม่มีทาง ถ้าท่านสั่ง ผมก็ต้องรู้”

    “ถ้าพวกคุณไม่ได้เอาตัวโสภิตไป แล้วแกหายไปไหน”

    “หายจริงเหรอ คุณอย่าเล่นลูกไม้ตุกติกกับผมนะ คุณสา”

    “ฉันไม่ได้พูดเล่นค่ะ โสภิตหายไป แกหายไปจริงๆ”

    ชายรวีและใจสว่างยืนฟังอยู่ใกล้ๆ พอสาวางสาย ชายรวีพูดขึ้นว่า

    “ผมว่าโสภิตไม่ได้ถูกใครจับตัวไปหรอกครับ ผมสังเกตท่าทีแกเมื่อเช้า แกตั้งใจจะไปที่ไหนซักแห่งมากกว่า ผมเดาว่าแกคงจะไปตามหาชิษณุ”

    “ที่ไหนล่ะคะ”

    “นั่นล่ะครับที่เป็นปัญหา เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าตอนนี้ชิษณุไปอยู่ที่ไหน”

    “หนูรู้ค่ะ หนูรู้ วันก่อนพี่ปรมัตถ์เพิ่งโทร.มาเล่าให้ฟังว่าเขาเจอคุณชิษณุไปทำงานที่เดียวกับเขาที่โคราชค่ะ” ใจสว่างโพล่งขึ้นมา ทำให้สากับชายรวีมีความหวัง

    ooooooo

    กว่าโสภิตพิไลจะดั้นด้นไปถึงสำนักงานของชิษณุก็ใกล้ค่ำ ส่วนชายรวีกับใจสว่างออกเดินทางได้พักใหญ่ จุดหมายปลายทางคือที่เดียวกับโสภิตพิไล

    เมื่อไปถึงจุดหมาย โสภิตพิไลบอกผ่านคนงานว่ามาหานายช่างชื่อชิษณุ ตนเป็นคู่หมั้นของเขา คนงานมองหน้ากันเลิ่กลั่กก่อนจะชี้มือไปยังที่พักของชิษณุ

    เวลานั้น อัญมณีกำลังร่ำลาชิษณุเพื่อกลับกรุงเทพฯ สองคนโอบกอดใกล้ชิด โสภิตพิไลมาเห็นเลยเข้าใจผิดอย่างแรง ต่อว่าชิษณุทั้งน้ำตา

    “เพราะอย่างนี้นี่เอง พี่ณุถึงทิ้งโสภิตไป”

    “โสภิต...ไม่ใช่นะ ไม่ใช่”

    “คนใจร้าย” โสภิตพิไลผลักชิษณุแล้ววิ่งหนีไปด้วยความเสียใจ

    ชิษณุรีบวิ่งตามแต่ไม่ทันโสภิตพิไลที่วิ่งไปขึ้นรถที่ปรมัตถ์สตาร์ตทิ้งไว้ขับออกไปด้วยความเร็ว ไม่ฟังเสียงเรียกของปรมัตถ์และชิษณุ ส่วนอัญมณีที่วิ่งตามมาทันก็หน้าเหรอหรา ถามชิษณุว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร?
    “เขาชื่อโสภิตพิไลครับ เป็นคู่รักของคุณชิษณุ”

    คำตอบของปรมัตถ์ทำเอาอัญมณีหน้าเสีย รู้ทันทีว่าเกิดเรื่องใหญ่แล้ว...

    โสภิตพิไลขับรถออกไปทั้งน้ำตานองหน้า ตะบึงด้วยความเร็วท่ามกลางความมืดสลัวและเส้นทางที่ขรุขระ ในที่สุดรถก็เสียหลักลงข้างทางกระแทกกับต้นไม้ ตัวเองหมดสติคาพวงมาลัย แต่นับว่ายังเคราะห์ดีที่ชายรวีกับใจสว่างนั่งรถโดยสารผ่านมาเห็น จึงพาเธอกลับไปยังสำนักงานของชิษณุและเยียวยาจนเธอฟื้นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น

    โสภิตพิไลแปลกใจที่เห็นใจสว่างกับชายรวี ถามทั้งคู่ว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง

    “เรามารับเธอกลับบ้าน เธอหายออกมาทั้งวันทุกคนเป็นห่วงมากรู้ไหม”

    “โสภิตมาตามพี่ณุ แล้ว...” เธอสะอื้นพูดไม่ออก

    “น้ารู้แล้วล่ะ เธอเข้าใจผิดนะโสภิต ชิษณุไม่ได้ทิ้งเธอเพราะผู้หญิงคนนั้น”

    “แต่ว่า...”

    “เรื่องระหว่างเธอกับชิษณุมันซับซ้อนกว่านั้น เอาไว้กลับไปถึงกรุงเทพฯก่อนแล้วน้าจะอธิบายทุกอย่างให้ฟังนะ เชื่อน้า กลับบ้านกันก่อน”

    “กลับบ้านกันนะคะ พี่โสภิต” ใจสว่างเข้ามาช่วยชายรวีประคองพาเธอออกไปหน้าบ้านซึ่งชิษณุ ปรมัตถ์และอัญมณียืนรออยู่

    “โสภิต...พี่ขอโทษที่ทำให้เธอเสียใจ แต่ขอให้เชื่อว่าในใจพี่ไม่เคยมีใคร นอกจากเธอ”

    โสภิตพิไลไม่ตอบโต้ชิษณุ นิ่งเงียบอย่างร้าวราน ชิษณุเข้าใจ ย้ำว่าสักวันเธอจะเข้าใจ แล้วหันไปฝากชายรวีช่วยอธิบายให้เธอฟังด้วย

    หลังจากชายรวีกับใจสว่างพาโสภิตพิไลออกไปแล้ว อัญมณีซึ่งยืนตาแดงๆ รีบขอโทษชิษณุอย่างรู้สึกผิด

    “ไม่เป็นไรหรอกอัญ ระหว่างผมกับโสภิตมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เดี๋ยวเขากลับไปถึงบ้าน เขาก็จะรู้เองว่าอะไรเป็นอะไร”

    จริงดังคำของชิษณุ ทันทีที่กลับถึงตำหนักขาวโสภิตพิไลก็รู้ความจริงจากหม่อมพริ้มและชายรวีถึงเหตุผลที่ชิษณุหนีการแต่งงาน เพราะเธอเป็นน้าของชิษณุ
    เป็นลูกของท่านชายโชติช่วงรวีที่ติดท้องสาไปตอนที่พาหญิงโสภาหนีออกจากวังรวีวาร

    โสภิตพิไลตะลึงตะไล เหมือนโดนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ นั่งนิ่งงันอยู่อึดใจก่อนน้ำตาจะค่อยๆไหลรินออกมา

    ขณะเดียวกันนั้น สาคุยกับใจสว่างและเพ็ญศรีอยู่ที่ร้านเสริมสวย เพ็ญศรีเพิ่งทราบว่าโสภิตพิไลเป็นลูกสาวของสา หมดข้อกังขาแล้วว่าทำไมที่ผ่านมาสาถึงได้รักเธอนัก

    “แต่โสภิตคงจะเสียใจมาก ที่มีแม่อย่างฉัน”

    “คงตกใจมากกว่าค่ะคุณป้า แต่ก็เป็นธรรมดา เป็นใครก็ต้องตกใจทั้งนั้น”

    “โสภิตแกเป็นเด็กน่าสงสาร เจอแต่เรื่องร้ายๆ ทั้งเรื่องแม่ เรื่องคนรัก แล้วไหนจะ...”

    “นี่โสภิตยังไม่รู้เรื่องท่านใช่ไหมคะ”

    “ฉันไม่อยากให้แกรู้ เท่านี้โสภิตก็บอบช้ำมากพอแล้ว เรื่องท่านน่ะฉันจะจัดการเอง” พูดจบสาลุกออกไป เพ็ญศรีกับใจสว่างมองตามไม่สบายใจ

    สาแต่งตัวเตรียมไปงานวันเกิดสันทนาโดยไม่ลืมเอาปืนขนาดเล็กที่แอบซื้อมาใส่กระเป๋าถือไปด้วย

    ooooooo

    ภายในไนต์คลับที่สันทนาเป็นหุ้นส่วนถูกจัดแต่งด้วยสายรุ้งและมีป้ายเขียนคำอวยพรสุขสันต์วันเกิดติดบนเวที

    สันทนาแต่งตัวเรียบหรูใบหน้ายิ้มแย้มเดินนำเฉิดฉวีและแหววเข้ามาข้างใน

    “นี่เหรอคะ คลับของคุณพ่อ”

    “นี่แหละจ้ะ ที่ซ่องสุม...เอ๊ย...ที่สังสรรค์ของพ่อเค้า”

    “นี่น้อง วันนี้เป็นงานฉลองวันเกิดของพี่ก็จริง แต่ท่านเป็นเจ้าภาพจัดให้ เพราะฉะนั้นจะพูดจาอะไรก็ระวังหน่อย อย่าทำให้เสียบรรยากาศ” สันทนาสำทับภรรยานิ่มๆ เฉิดฉวีค้อนแต่ไม่กล้าหือ

    อีกมุม...หญิงจิ๋มกับปวุติเดินเข้ามา ฝ่ายชายหน้าตายิ้มแย้มถือกล่องของขวัญ ต่างจากภรรยาที่ดูหงุดหงิด บ่นอุบไม่รู้จะมาทำไม เขาไม่ได้เชิญเราสองคนสักหน่อย

    “ไม่เชิญก็มาได้ งานวันเกิดคนใหญ่คนโตอย่างนี้ใครๆเขาก็มากัน อย่าลืมสิ เราต้องพึ่งท่านสันทนาอีกหลายเรื่อง”

    “วุ้ย หญิงล่ะเบื่อ จะต้องมาเสวนากับนังคุณหญิงบ่าวตั้ง นังคางคกขึ้นวอ” พูดออกมาแล้วเหลือบไปเห็นเฉิดฉวียืนอยู่กับสันทนา เลยเปลี่ยนสีหน้าท่าทีทักทายเสียงหวาน “คุณหญิงเฉิดจ๋า สวัสดีจ้ะ สวัสดีค่ะท่าน”

    หญิงจิ๋มถลาเข้าไปหาเฉิดฉวี ความจริงก็ไม่ชอบหน้า แต่จำต้องใส่หน้ากากเข้าหา

    “ต๊าย...หญิงจิ๋ม นึกว่าใคร แหม ขอบใจนะจ๊ะไม่ได้เชิญยังอุตส่าห์มา”

    หญิงจิ๋มชะงักหน้าเสียไปนิด แต่ปวุติทำเนียนอย่างไม่แคร์

    “ผมกับคุณหญิงจิ๋มมาอวยพรวันเกิดท่านสันทนา ครับ ผมขออวยพรให้ท่านมีความสุขความเจริญ ยิ่งยศ ยิ่งวาสนา บารมียิ่งๆขึ้นไปนะครับ”

    “ขอบคุณมากครับ ขอบคุณ” สันทนารับกล่องของขวัญมาส่งต่อให้วัชรินทร์ที่ยืนอยู่ข้างหลัง

    จู่ๆ แหววเดินหน้างอเข้ามาแทรกโดยไม่สนใจจะไหว้ใครสักคน “คุณแม่ขา แหววกลับก่อนได้ไหม งานนี้มีแต่คนแก่ แหววเบื่อจะตาย”

    หญิงจิ๋มสะดุ้ง แต่สันทนาไม่เดือดร้อน พูดกับแหววประสาคนตามใจลูกมาก

    “เดี๋ยวก่อนสิคะลูก อยู่กราบสวัสดีท่านก่อนแล้วเดี๋ยวพ่อให้วัชรินทร์ไปส่ง”

    “ก็ได้ค่ะ” แหววเดินออกไป ไม่สนใจจะทักใครเหมือนตอนเข้ามา หญิงจิ๋มไม่ชอบใจแต่พอได้ยินสามีชื่นชมลูกสาวสันทนายิ่งโตยิ่งสวย ก็พลอยเออออไปด้วย ถามว่ามีคนจองหรือยัง

    “ยังหรอกจ้ะ นี่ก็กำลังมองหาคนดีๆให้อยู่เหมือนกัน”

    “หามาดูแลลูกเรานะคะน้อง ไม่ใช่ลูกเราไปดูแลมัน” สันทนาเย้าเฉิดฉวีแล้วหัวเราะอารมณ์ดี

    ooooooo

    ที่หน้าไนต์คลับ ชายรวียืนสอดส่ายสายตามองหาสาด้วยท่าทีร้อนใจ เพราะก่อนหน้านี้ทราบจากใจสว่างว่าสาจะไปหา “ท่าน” ที่งานวันเกิดสันทนา แล้วเมื่อวันก่อนเพ็ญศรีบอกเธอว่าสาแอบซื้อปืนมาด้วย

    ชายรวีเดินพลางมองหาสาไปพลาง ชนเข้ากับแหววโดยไม่ตั้งใจ...เพียงเห็นหน้าชายหนุ่มแค่แวบแรก แหววรู้สึกถูกชะตาและให้ความสนใจเขาเป็นพิเศษถึงกับถามชื่อเสียงเรียงนาม

    “ผมชื่อรวีช่วงโชติครับ รวีช่วงโชติ รวีวาร”

    “โอ้โห...ชื่อยาวจัง”

    ทันใดนั้น เสียงหญิงจิ๋มเรียกชายรวีดังแหวกอากาศขึ้น ก่อนปรี่มาถึงตัวพร้อมด้วยปวุติ เสียงของหญิงจิ๋มเรียกให้สันทนาและเฉิดฉวีเดินเข้ามาร่วมวงด้วย

    “ชายรวี มาได้ยังไงเนี่ย” หญิงจิ๋มทักน้องชาย

    “ผมเชิญมาเองแหละ คุณชายรวีช่วงโชติใช่ไหม”

    “ครับท่าน”

    “ท่านอยากพบตัว ได้ยินชื่อเสียงว่าเป็นคนหนุ่มที่เก่งมาก ท่านกำลังอยากได้คนเก่งกฎหมายมาช่วยงาน”

    ฟังสันทนาอธิบายแล้วเฉิดฉวีมองชายรวีอย่างสนใจ ส่วนหญิงจิ๋มและปวุติก็พลิกบททำท่าสนิทสนมรักใคร่กับชายรวีทันที

    “จริงหรือจ๊ะชาย”

    “ถือว่าคุณชายโชคดีมากนะครับ ที่มีโอกาสได้ไปรับใช้ท่าน”

    “ผมยังไม่ได้ตัดสินใจเลยครับพี่ปวุติ ใจจริงยังอยากทำงานรับใช้ชาติมากกว่า เพราะคนรับใช้ท่านน่าจะมีเยอะแล้ว”

    สันทนาชะงักเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับโกรธ แหววตัดบทอย่างคนเอาแต่ใจ

    “คุณชายมาก็ดีแล้ว แหววกำลังเบื่อ ไม่มีเพื่อนคุยอยู่ทีเดียว ไปคุยเป็นเพื่อนแหววดีกว่านะคะ”

    หล่อนเล่นควงแขนหมับ ชายรวีเลยต้องรับคำอย่างเกรงใจ แหววลากเขาออกไปที่บาร์เครื่องดื่ม เฉิดฉวีกับสันทนามองตาม ต่างมีความคิดว่าชายรวีน่าสนใจไม่น้อยเลย

    อีกครู่ต่อมา เจ้าภาพปรากฏตัว สันทนาต้อนรับอย่างนอบน้อม ขณะที่คนอื่นๆก็ยกมือไหว้ท่านเป็นฝักถั่ว ท่านอวยพรสันทนาให้มีความสุข ส่วนของขวัญยังไม่ได้นำมาเพราะมันใหญ่มาก พรุ่งนี้จะให้คนขับรถเอาไปให้ที่บ้าน

    “ขอบพระคุณท่านมากครับ”

    “เฮ่ย ไม่เป็นไร ว่าแต่ว่า...ของขวัญของพี่ล่ะวะ อยู่ที่ไหน”

    “ได้แน่ครับท่าน ใจเย็นๆ” ตอบรับไปแล้วแต่สันทนาแอบกังวล จึงลุกออกจากโต๊ะไปกระซิบถามวัชรินทร์ว่าเรื่องโสภิตพิไลจัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม ปรากฏว่าโล่งใจไปทีเมื่อทหารคนสนิทตอบรับกลับมา

    ooooooo

    ที่ตำหนักขาว เจิมเดินกระย่องกระแย่งขึ้นมาพบโสภิตพิไลเพราะความเป็นห่วง หลังจากเธอรู้เรื่องชาติกำเนิดที่แท้จริง

    “หนูไม่เป็นไรหรอกค่ะ ทำใจได้แล้ว ตลอดชีวิตของหนูพยายามตะเกียกตะกายขึ้นไปสูงขนาดไหน สุดท้าย หนูก็ต้องตกลงมาอยู่ที่เดิม ที่เดียวกับเขา”

    “หม่อมท่านพูดเสมอ คนเราดีชั่วอยู่ที่ตัวทำสูงต่ำอยู่ที่ทำตัว ถึงจะเกิดมาจากท้องอีสาแต่ก็ไม่จำเป็นจะต้องทำตัวให้ตกต่ำเหมือนกับมัน”

    โสภิตพิไลยิ้มหยัน มองไปที่สนามด้านล่างเห็นชายฉกรรจ์ท่าทางดุดันสี่คนในเครื่องแบบทหารเดินอาดๆ เข้ามาโดยไม่ฟังเสียงห้ามของหวน

    หม่อมพริ้มและทุกคนกรูกันลงมา ทหารสี่นายแจ้งความประสงค์ว่าพวกตนมารับโสภิตพิไลตามคำสั่งของท่าน ท่านแจ้งกับคุณอุษามาตั้งนานแล้ว

    “แต่เด็กคนนี้อยู่ในความดูแลของฉัน ฉันไม่อนุญาต” หม่อมพริ้มขัดขวาง ส่วนหวนกับเจิมก็พร้อมที่จะแจ้งตำรวจ

    “หม่อมอย่าขัดขวางการทำงานของผมจะดีกว่า ท่านไม่ทำอันตรายคุณหรอก ไปกับผมดีๆดีกว่า เพื่อความปลอดภัยของทุกคน”

    โสภิตพิไลมองดูหญิงแก่สามคนในวงล้อมของทหารแล้วรู้ว่าตัวเองไม่มีทางรอดแน่

    ooooooo

    ในงานวันเกิดสันทนา สาหรืออุษาปรากฏตัวในชุดสวยสะดุดตา หญิงจิ๋มจ้องเขม็ง ได้ยินเสียงเฉิดฉวีบ่นว่ามันมาได้ยังไง ก็เลยหันมาถามด้วยความสงสัยว่ารู้จักสาด้วยหรือ

    “มันเป็นอีหนูของคุณพ่อแหววค่ะ”

    คำตอบของแหววทำให้ทุกคนในโต๊ะตกใจ ไม่เว้นแม้แต่ชายรวี

    “ต๊าย...อกจะแตก แก่ขนาดนี้มันยังไม่เลิกแพศยาอีกหรือ” หญิงจิ๋มกรีดเสียง เฉิดฉวีนิ่วหน้าถามว่า

    “เธอรู้จักมันด้วยหรือ หญิงจิ๋ม”

    “มันชื่ออีสา เคยเป็นขี้ข้าอยู่ในวังรวีวาร”

    “ยี้...ต่ำ...แล้วมันมาทำอะไรที่นี่” แหววทำสุ่มเสียงและท่าทางรังเกียจ

    สาเข้าไปหาท่านที่โต๊ะ ยกมือไหว้อย่างชดช้อยทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเป็นการส่วนตัว แต่พอเธอแนะนำชื่อ ท่านก็นึกออกว่าเป็นป้าของโสภิตพิไล คิดว่ามาด้วยกันจึงถามหาหลานสาวว่าอยู่ไหน

    “ก่อนที่ท่านจะพบกับโสภิต ฉันขอคุยกับท่านเป็นการส่วนตัวสักครู่ได้ไหมคะ”

    ท่านยิ้มแล้วลุกขึ้นเดินนำออกไป สันทนากำลังร้องเพลงบนเวทีมองตามอย่างเป็นห่วง ส่วนกลุ่มของหญิงจิ๋มมองการกระทำของสาอย่างรังเกียจ

    เมื่อพ้นสายตาผู้คนมาแล้วท่านเอ่ยกับสาตรงๆว่าต้องการอะไรให้ว่ามา แต่ต้องทีเดียวต้องจบ ตนไม่ชอบคนโลภ

    “ฉันไม่ต้องการอะไรทั้งนั้นค่ะท่าน นอกจากความกรุณา โสภิตพิไลยังเด็กนัก แกยังเรียนหนังสือไม่จบเลย”

    “นี่แปลว่าจะปฏิเสธใช่ไหม”

    “ฉันแค่ขอความกรุณาจากท่านค่ะ ขอแค่ท่านปล่อยโสภิตไป นอกนั้นท่านอยากได้อะไรฉันจะยอมท่านทุกอย่าง”

    สากราบแทบตักท่าน สันทนาเข้ามาเห็น ท่านเชยคางสาแล้วถามสันทนาว่านี่คือผู้หญิงของเขาไม่ใช่หรือ

    “ครับ แต่ถ้าท่านถูกใจ...”

    ท่านผลักสาออกห่างแล้วลุกขึ้นเดินไปตบไหล่สันทนาด้วยสีหน้าเข้มดุ “ปืนกับเมียยืมกันไม่ได้ ลื้อเอาของลื้อเก็บไว้ แล้วเอาโสภิตพิไลมาให้อั๊ว”

    “ท่านครับ ฟังผมก่อน”

    “ลื้อบอกว่าเด็กนั่นจะมาคืนนี้ แล้วอยู่ไหน หลอกกันเล่นหรือไง อั๊วเป็นเพื่อนเล่นของลื้อเหรอวะ ไอ้สัน”

    ท่านกระชากคอสันทนาด้วยความโมโห พอดีวัชรินทร์เข้ามารายงานว่าโสภิตพิไลมาถึงแล้ว สาตกใจสุดขีด คว้าตัวสันทนาที่กำลังจะก้าวตามท่านไป

    “เดี๋ยวก่อนคุณสันทนา คุณไปเอาตัวโสภิตมาใช่ไหม ทำไมคุณทำแบบนี้”

    “ผมบอกแล้วไง ไม่มีใครปฏิเสธท่านได้”

    สันทนาผละไปแล้ว สาคว้ากระเป๋าถือที่ใส่ปืนมากำแน่น ตัดสินใจแน่วแน่!

    หญิงจิ๋มเห็นโสภิตพิไลก็สงสัยว่ามาได้ยังไง เฉิดฉวีกับแหววไม่รู้จักแต่ก็จ้ำอ้าวตามหญิงจิ๋มกับปวุติออกไปเกาะติดสถานการณ์

    โสภิตพิไลเผชิญหน้ากับท่าน ยกมือไหว้วิงวอนให้ปล่อยตนไป อย่าทำอะไรตนเลย

    “เธอพูดอย่างกับว่าฉันจะเอาเธอไปฆ่า อย่ากลัว แม่หนูน้อย ฉันแค่อยากอยู่ใกล้ๆเธอเท่านั้น”

    ท่านเชยคางโสภิตพิไล ทันใดสาพุ่งเข้ามาพร้อมปืนในมือ ทุกคนตกใจ คาดไม่ถึงว่าสาจะกล้าใช้ปืนกับท่าน

    “อย่ามาแตะต้องลูกฉัน” สาตวาด พร้อมปกป้องลูกสาวให้ถึงที่สุด แม้สันทนาสั่งให้เธอวางปืนก็ไม่ฟัง แต่ร้องบอกให้โสภิตพิไลรีบหนีไป

    โสภิตพิไลละล้าละลังทำอะไรไม่ถูกเพราะทหารของท่านยืนล้อมกรอบ ชายรวีเห็นท่าไม่ดีเข้ามาไกล่เกลี่ย

    “คุณสา เชื่อผม วางปืนลงเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นทุกคนจะเดือดร้อนกันไปหมด”

    สาถือปืนมือสั่น ท่านมองเธออย่างเหยียดหยาม สั่งลูกน้องให้เอาตัวโสภิตพิไลมา

    พอทหารขยับ สายิงเปรี้ยงแต่ไม่ถูกใครเพราะสันทนาเข้ามาแย่งปืน กระสุนพุ่งขึ้นเพดาน คนในงานแตกฮือร้องกันลั่น สันทนาโยนปืนทิ้ง ไม่คิดว่าโสภิตพิไลจะฉวยโอกาสคว้าปืนมาถือไว้

    ตอนที่ 32

    สันทนากลับเข้าบ้านเอาเย็นย่ำใกล้ค่ำตามปกติ แต่ที่ผิดปกติก็คือตลอดบ่ายเขาไม่ได้ทำงานเลยสักนิด มัวแต่กกกอดหาความสุขกับสาที่โรงแรม และดูเหมือนว่าเฉิดฉวีจะรู้ทันเสียด้วย

    หล่อนยืนหน้าบึ้งตึงรอการกลับมาของสามี ถามขึ้นเสียงเรียบว่าวันนี้ไปไหนมา

    “ถามแปลก วันนี้วันทำงานนะคะน้อง”

    “แล้วทำงานทั้งวันหรือเปล่าคะ หรือว่าตอนกลางวันแอบออกไปหาอะไรกิน”

    สันทนารู้ทันว่าภรรยาหมายถึงอะไร แต่ตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่า

    “ก็ไม่ได้แอบนะคะ”

    “ไม่แอบก็แปลว่าจะเลี้ยงดูกันออกหน้าออกตาเลยใช่ไหมคะ นังอุษามันมีอะไรดีนักหรือคะ เฉิดอยากจะรู้นัก”

    “นี่น้องแอบตามดูพี่อย่างงั้นเหรอ”

    “ไม่ต้องตามหรอกค่ะ ฟ้าไม่เข้าข้างคนชั่ว เฉิด ไปทำเล็บที่ร้านนั้นพอดี เลยเห็นคนของคุณพี่ไปรับนังอุษา คนเห็นกันทั้งร้าน คุณพี่ไม่คิดถึงเฉิดบ้าง เฉิดจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน พากันไปขึ้นสวรรค์กลางวันแสกๆ ก็ทำได้ ไม่รู้จักอายผีสางเทวดา”

    เฉิดฉวีฟูมฟายทุบตีสามีพัลวัน สันทนาเริ่มโมโหตวาดใส่เสียงเข้ม

    “หยุด พอที มันจะเกินไปแล้วนะน้อง”

    เฉิดฉวีชะงัก น้ำตาปริ่ม ทั้งสองจ้องตากันไปมาอย่างไม่ยอม พอดีสาวใช้วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาขัดจังหวะ รายงานว่าคุณแหววกลับมา สองสามีภรรยาตกใจ ผลุนผลันออกไปโดยเร็ว

    แหววหรือสวาทโฉม ลูกสาวคนเดียวของสันทนากับเฉิดฉวีแต่งตัวล้ำสมัยนั่งไขว่ห้างกระดิกเท้าอยู่ที่ห้องรับแขก ข้างตัวมีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ พ่อแม่เดินแกมวิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น ถามลูกสาวเป็นเสียงเดียวกันว่า กลับมาได้ยังไง แหววยักไหล่แบบอเมริกันจ๋า ตอบอย่างไม่แคร์ว่าตนขี้เกียจอยู่

    “หมายความว่ายังไง ยังไม่ปิดเทอมเลยนี่ ลูกกลับมาแล้วทางโน้นเขาไม่ว่าอะไรเหรอ”

    “แหววไม่สนหรอกค่ะคุณพ่อ แหววลาออกแล้ว แหววไม่กลับไปเรียนที่นั่นอีกแล้ว”

    สันทนากับเฉิดฉวีตาค้าง  แหววไม่สนใจ  วางแก้ว น้ำส้มในมือก่อนลุกขึ้นยืน

    “เด็กมันทำห้องเสร็จรึยังเนี่ย อยู่บนเรือบินแหววนอนไม่หลับเลยค่ะ เหนื้อยเหนื่อย ขอไปนอนพักก่อนนะคะ”

    บ่นเสร็จ เธอเดินขึ้นชั้นบนหน้าตาเฉย ทิ้งให้พ่อแม่มองหน้ากันไปมาประหลาดใจ ก่อนจะตามขึ้นไปอย่างร้อนใจ เฉิดฉวีกระชากผ้าห่มที่ลูกสาวคลุมโปงออก สันทนายืนอยู่ข้างหลัง สีหน้าไม่สู้ดี

    “ลุกขึ้นมาพูดกับพ่อแม่ให้รู้เรื่องก่อนยัยแหวว นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ แกเป็นคนเต้นเร่าๆ อยากจะไปเรียนนอก แล้วจู่ๆ มาลาออก มันเกิดอะไรขึ้น”

    “แหววเหม็นขี้หน้าคน แหววไม่อยากอยู่ยูเดียวกับมัน ไม่อยากเห็นหน้า”

    “ใคร”

    “ศิวพจน์ไงคะ”

    “ไหนก่อนไปว่ารักกันปานจะกลืนกิน”

    “คุณแม่กับคุณพ่อก็ไม่ชอบเขาไม่ใช่เหรอคะ แหววก็เลิกกับเขาแล้ว ไม่ดีหรือไง” เธอพูดแล้วอ้าปากหาวจะทิ้งตัวลงนอน แต่เฉิดฉวีกระชากไว้

    “เดี๋ยว! เลิกกับแฟนมันก็เรื่องนึง แต่จะเลิกเรียนหนังสือด้วยหรือยังไง”

    “ก็เอาไว้แหววค่อยหาที่เรียนใหม่ หรือไม่แหววอาจจะแต่งงาน หาสามีหล่อๆ รวยๆ ซักคน”

    พ่อกับแม่อึ้งกิมกี่ แหววลงนอนเอาผ้าคลุมโปง เฉิดฉวีอยากกรี๊ดแต่กรี๊ดไม่ออก สันทนามองอย่างกลุ้มใจ

    ooooooo

    เย็นวันถัดมา ใจสว่างไปดักเจอชายรวี เพราะสาฝากมาบอกว่าอยากพบเขาโดยเร็ว  มีเรื่องสำคัญมากเกี่ยวกับโสภิตพิไล

    ชายรวีรับทราบแต่ยังไม่ทันซักถามอะไรจากใจสว่างก็มีอันต้องยุติ เพราะโสภิตพิไลเดินเข้ามาพอดี

    “รอนานไหมคะน้าชาย...อ้าวใจ มาทำอะไรจ๊ะ”

    “สวัสดีค่ะพี่โสภิต หนูมาคุยกับอาจารย์น่ะค่ะ อาจารย์อย่าลืมนะคะ หนูไปก่อนค่ะ”

    ใจสว่างยกมือไหว้ชายรวีอีกทีแล้วเดินออกไป โสภิตพิไลมองตามด้วยความสงสัย

    “ใจสว่างมีธุระอะไรกับน้าชายเหรอคะ”

    “เปล่า ไม่ถึงกับมีธุระหรอก ก็แค่เดินผ่านมาเจอกันก็คุยไปเรื่อยเปื่อย”

    “อยู่บัญชี เดินมาทำไมแถวนี้”

    “มาทำหน้าที่เป็นกามเทพให้คนรักกันล่ะมั้ง”

    “โธ่ พี่ปรมัตถ์น่ะเหรอคะ ความจริงพี่เขาเป็นคนดีนะคะ ดีมากด้วย แต่เสียดายโสภิตรักใครไม่ได้อีกแล้ว นอกจากพี่ณุ”

    โสภิตพิไลยิ้มมีความสุข วาดหวังต้องได้ลงเอยกับชิษณุเร็วๆ นี้ แต่หารู้ไม่ว่า สากำลังจะทำให้ความหวังของเธอดับวูบลงในไม่ช้านี้เหมือนกัน!

    สารีบปิดร้านเสริมสวย อนุญาตให้เพ็ญศรีกับคุณชมกลับไป เพื่อรอจะพูดคุยธุระสำคัญกับชายรวี แต่ขณะที่เพ็ญศรีกับคุณชมกำลังจะกลับออกไป ชายรวีสวนเข้ามา คุณชมทำหน้าสงสัยนึกว่าสานัดหนุ่มมาจูจี๋ เพ็ญศรีเลยรีบชี้แจงเพื่อเป็นการตัดบทว่า

    “นั่นลูกเลี้ยงคุณสาเขา ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดหรอกค่ะ เลิกคิด แล้วก็เช็ดน้ำลายด้วย”

    คุณชมหมดข้อกังขา แต่ค้อนขวับใส่เพ็ญศรีที่ชอบรู้ทัน

    ooooooo

    สากับชายรวีนั่งอยู่ในส่วนรับแขกภายในร้านเสริมสวย ใจสว่างยกน้ำออกมารับแขกและทักทายเสียงใส

    “น้ำค่ะอาจารย์...เจอกันอีกครั้งนะคะ”

    “ขอบคุณ...ไม่ยักรู้ว่าคุณพักอยู่ที่นี่”

    “บ้านหนูอยู่ลึกเข้าไปในคลองมหาสวัสดิ์โน่นแน่ะค่ะ มาเรียนลำบาก คุณป้าอุษาเลยกรุณาให้มาอาศัย”

    “ป้าต่างหากที่ได้อาศัยหนูใจมาอยู่เป็นเพื่อนเลยได้ไหว้วานเขาไปส่งข่าวให้คุณชาย”

    “คุณอุษาบอกว่ามีธุระสำคัญเกี่ยวกับโสภิตพิไล เรื่องอะไรหรือครับ”

    ใจสว่างสบตาสาก่อนลุกออกไป เปิดโอกาสให้ทั้งคู่คุยกันตามลำพัง

    “คุณชายรู้จัก “ท่าน” ใช่ไหมคะ” สาเปิดประเด็น

    “หมายถึงท่านที่กำลังมีอำนาจมากที่สุดในสังคมตอนนี้ใช่ไหมครับ”

    “ค่ะ นั่นล่ะค่ะ คุณชายคงได้ยินกิตติศัพท์ของท่านมาบ้าง...คือท่านสนใจโสภิตพิไลค่ะ”

    “อะไรนะ”

    “เป็นเรื่องจริงค่ะ ท่านให้คนสนิทมาติดต่อ ฉันปฏิเสธไปแล้ว แต่เขาไม่ยอม ฉันไม่รู้จะทำยังไง เขาบอกว่า ไม่มีใครขัดขืนท่านได้”

    ชายรวีอึ้งไปนิด พอจะเดาออกว่าสาต้องเผชิญกับอิทธิพลขนาดไหน

    “ฉันไม่อยากให้โสภิตไปเป็นเมียน้อยเมียเก็บของใคร ฉันอยากให้แกมีชีวิตที่ดี มีเกียรติ มีความสุข แต่ว่าฉัน...ฉันกลัวค่ะคุณชาย ฉันอ้อนวอนยังไงทางนั้นเขาก็ไม่ยอมท่าเดียว”

    “ทำใจดีๆ ไว้ครับคุณสา มันอาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่คุณกลัวก็ได้”

    “ยังไงคะ”

    “เท่าที่ผมทราบ ท่านสนใจผู้หญิงสวยๆก็จริง แต่ท่านไม่เคยยุ่งกับคนที่มีเจ้าของแล้ว แล้วพอดีคงจะเป็นโชคดีของโสภิตที่หม่อมแม่จับได้ว่าเธอกำลังมีคนรัก ก็เลยจะเกิดการหมั้นหมายกันเร็วๆนี้”

    “อะไรนะคะ โสภิตมีคนรักแล้ว...ใครคะ”

    “ก็ลูกชายของพี่หญิงรองนั่นแหละครับ ชื่อชิษณุ คุณอุษาเคยพบแล้ว”

    “ลูกคุณหญิงรอง! โสภิตจะแต่งงานกับลูกของคุณหญิงรอง”

    “ครับ จะหมั้นเร็วๆนี้ และแต่งงานกันทันทีที่โสภิตเรียนจบ ถ้าคุณอุษาบอกเรื่องนี้กับท่าน ผมว่าก็คงจะหมดปัญหา จริงไหมครับ”

    สานิ่งอึ้ง ตกใจกับข่าวใหม่ที่น่ากลัวยิ่งกว่า...

    ooooooo

    แหววออกไปเที่ยวกลางคืนแล้วกลับมาดึกดื่นจนคนเป็นแม่อดรนทนไม่ไหวเดินหน้าบึ้งตึงมาต่อว่า

    “กลับมาก็เที่ยวหัวราน้ำเชียวนะ”

    “โธ่ คุณแม่ขา แหววหายไปตั้งหลายเดือน กลับมาก็ต้องออกไปสังสรรค์กับเพื่อนเก่าบ้างสิคะ”

    “แล้วสังสรรค์กลางวันไม่ได้หรือจ๊ะ ไปกินน้ำชา ไปดูหนัง เหมือนลูกสาวบ้านอื่นเขา นี่อะไร เป็นสาวเป็นแส้ ออกไปเต้นรำกินเหล้า...เหมือนพ่อแกไม่มีผิด”

    “ก็แหววลูกคุณพ่อนี่คะ พูดถึงคุณพ่อ แหววกลับมาเพิ่งได้เห็นหน้าคุณพ่อครั้งเดียว คุณพ่องานยุ่งหรือคะ”

    “งานอะไร ช่วงนี้พ่อแกเขาหายใจเข้าออกเป็นนังอุษา ป่านนี้ก็คงพากันไปกกอยู่ที่ไหนละมั้ง ไม่กลับง่ายๆ หรอก” เฉิดฉวีพูดอย่างคับแค้น แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะเกรงใจผู้บังคับบัญชาของสามี

    เหตุนี้เองทำให้สันทนาสบายอุรา นัดเจอสาและหาความสุขจากเธอได้อย่างเสรี ค่ำคืนเดียวกันนี้ก็เช่นกัน เขากับเธอเจอกันที่โรงแรม แต่แล้วสาต้องหนักอกหนักใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อสันทนานำแค็ตตาล็อกรถยนต์มาฝากไปให้โสภิตพิไลเลือก

    “ท่านจะซื้อรถยนต์ให้โสภิต คุณเอาไปให้โสภิตเลือกว่าจะเอาสีอะไร แล้วมาบอกผม”

    “ไม่รับได้ไหมคะ”

    “รับไปเถอะน่ะ มันเป็นธรรมเนียม ท่านจะให้ทุกคนเป็นของรับขวัญ”

    “ฉันไม่ได้หมายถึงรถค่ะ ฉันหมายความว่าท่านปล่อยโสภิตไปสักคนได้ไหมคะ แกยังเด็กนัก อายุคราวลูกคราวหลานด้วยซ้ำ อนาคตแกยังไปอีกไกล”

    สันทนารับฟังและเข้าใจทุกอย่าง แต่ตัวเองต้องทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายมา

    “คุณสา เราพูดเรื่องนี้กันไปแล้วนะ ผมบอกแล้วไงว่าไม่มีใครปฏิเสธท่านได้”

    “คุณช่วยฉันได้ไม่ใช่หรือคะ นะคะ ได้โปรด”

    “โสภิตพิไลจะได้บ้านหลังใหญ่ที่สุด รถที่ดีที่สุด เครื่องเพชรที่แพงที่สุด ผมจะทำให้หลานสาวของคุณเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด ชนิดที่ใครๆต้องอิจฉา นั่นคือสิ่งที่ผมทำได้ แต่นอกเหนือกว่านั้น...อย่าหวัง”

    สันทนาย้ำหนักแน่น สานิ่งไปอย่างกลัดกลุ้ม

    ooooooo

    สากลุ้มหนักจนไม่เป็นอันทำอะไร นอนไม่หลับ หน้าตาไม่สดชื่นเหมือนแต่ก่อนจนใจสว่างเป็นห่วง มาเลียบเคียงถามว่า

    “คุณป้ากลุ้มเรื่องพี่โสภิตกับท่านใช่ไหมคะ”

    “ก็ด้วยจ้ะ แต่ยังไม่เท่าเรื่องโสภิตจะแต่งงาน”

    ใจสว่างแปลกใจ สาไม่คิดปิดบัง เล่าเรื่องที่พูดคุยกับชายรวีเมื่อวานให้เด็กสาวฟัง

    สาห้ามไม่ให้โสภิตพิไลแต่งงานกับชิษณุ ซึ่งชายรวีบอกว่าเรื่องนี้ไม่มีใครเห็นด้วย แต่ทั้งสองคนรักกันมากถึงขั้นพากันหนี พี่หญิงรองกับหม่อมแม่ของตนไม่รู้จะทำยังไงก็เลยต้องยอมตามใจ

    “ไม่ค่ะ ยอมไม่ได้ ยังไงก็ไม่ได้ เขาสองคนเป็น...” สานิ่งไปไม่กล้าพูดความจริง

    “ครับ เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แต่ก็อย่างที่บอกไงครับ พวกเราห้ามเขาไม่ได้ หม่อมแม่ท่านก็เลยตัดสินใจว่าให้ตบแต่งกันให้ถูกต้องเสียยังดีกว่าจะปล่อยให้หนีเตลิดไป”

    ใจสว่างฟังเรื่องทั้งหมดจบลง เข้าใจความกลัดกลุ้มของสา เพราะเธอรู้ความจริงที่สาเก็บงำเอาไว้

    “ที่คุณป้ากลุ้มใจ เพราะจริงๆแล้วพี่โสภิตเป็นลูกสาวคุณป้า ก็เท่ากับว่าเป็นน้าของฝ่ายชาย ไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้องอย่างที่เขาเข้าใจใช่ไหมคะ”

    “โสภิตมีศักดิ์เป็นน้า เป็นญาติผู้ใหญ่ คนโบราณเขาถือนะหนูใจ แต่งงานกับญาติผู้ใหญ่สายเลือดเดียวกันไม่ได้ อัปมงคล ชีวิตจะพากันล่มจมทั้งสองฝ่าย”

    “ถ้าคุณป้ากลัวอย่างนั้น คุณป้าต้องบอกพี่โสภิตนะคะ ให้เธอตัดใจ”

    “ป้าไม่กล้า โสภิตคงจะโกรธป้ามาก”

    “ยังไงคุณป้าก็ต้องบอกใครซักคนล่ะค่ะ ก่อนที่มันจะสายเกินไป”

    สาทำตามคำแนะนำของใจสว่างด้วยการ โทร.หาชายรวีที่บ้าน แต่กลายเป็นหญิงจ้อยรับสาย สาไม่กล้าพูดกลัวเธอจำเสียงได้ จึงวางสายแล้ววานใจสว่างโทร.

    อีกครั้ง หญิงจ้อยจะรับเพราะยังเคืองไม่หาย

    “เมื่อกี้ โทร.มาแล้วไม่พูด ถ้าคราวนี้ไม่พูดอีก แม่จะด่าให้หูชาเลยคอยดู”

    “บาปกรรมเปล่าๆครับพี่หญิง ผมรับเอง จะได้ไม่โมโห...สวัสดีครับ บ้านรวีวารครับ”

    ชายรวีกรอกเสียงลงไป ใจสว่างดีใจ รีบแนะนำตัว

    “อาจารย์รวีใช่ไหมคะ หนูเองค่ะ ใจสว่าง”

    “อ้าว ใจสว่าง” พูดแล้วหันไปบอกพี่สาวที่เท้าสะเอว ยืนตาขวางอยู่ “ลูกศิษย์ผมเองครับ เสียใจด้วย”

    หญิงจ้อยหน้าตูมตึงเดินเชิดหน้าออกไป ชายรวีหันกลับมาพูดกับใจสว่างต่อ ถามว่าโทร.มามีธุระอะไรหรือเปล่า

    “คุณป้าอุษาอยากคุยกับอาจารย์ค่ะ”

    สาคว้าโทรศัพท์มาพูดอย่างร้อนใจ “คุณชาย ฉันเองนะคะ ฉันอยากพบคุณชายสักหน่อยจะได้ไหมคะ ด่วนที่สุดเลยนะคะ วันนี้เลยยิ่งดีค่ะ”

    ชายรวีแปลกใจว่าสามีเรื่องอะไรอีก ทั้งที่เพิ่งคุยกัน เมื่อวาน

    ooooooo

    เย็นวันเดียวกัน ศุภลักษณ์กับโศภีมาที่ตำหนักขาว หญิงจ้อยเห็นพี่ๆ ก็ยิ้มแย้มอารมณ์ดี

    “สวัสดีค่ะ พี่หญิงใหญ่ พี่หญิงรอง...แหม วันนี้มากันพร้อมหน้าเลยนะคะ”

    “ยังไม่พร้อมเท่าไหร่ ขาดหญิงจิ๋มไปคนหนึ่งจ้ะ”

    “อุ๊ย รายนั้นน่ะขาดไปได้ล่ะเป็นดีค่ะ เชิญพี่หญิงข้างในค่ะ หม่อมแม่อาบน้ำอยู่ เดี๋ยวคงลงมา”

    คุณหญิงทั้งสามนั่งที่โซฟา โสภิตพิไลกับหวนเอาขนมกับน้ำชาเข้ามา ศุภลักษณ์นึกว่าว่าที่สะใภ้ลงมือทำขนมปั้นสิบเอง

    “หนูแค่ช่วยปั้นเท่านั้นค่ะ ไส้น่ะฝีมือยายจวน”

    “วันนี้เขามาคุยเรื่องงานหมั้นของเรา จะอยู่คุยด้วยก็ได้นะหวน เพราะถ้าหวนไม่มาฟ้องคงหนีเปิดกันไปถึงไหนแล้ว ไม่ได้จัดงานหมั้นหรอก”

    “แหม คุณหญิงจ้อยก็...หวนทำไปเพราะหวังดีนะคะ”

    “ก็ถูกแล้วนี่ ใครไปว่าอะไร ต้องขอบคุณหวนด้วยซ้ำ”

    “แล้วนี่ตาณุไม่มาด้วยหรือ งานหมั้นตัวเองทั้งที”

    “ไม่อยู่ค่ะพี่หญิง ไปออสเตรเลีย ตอนที่คิดจะ หนีน่ะไปบอกบริษัทเขาว่าจะไป ทีนี้พอโดนจับได้ไม่ต้องหนีแล้ว เลยต้องไปทำงานให้เขาจริงๆตามที่พูดไว้”

    “คงแทบขาดใจเลยล่ะสิท่า ป่านนี้”

    โศภีหรือหญิงรองมองหน้าโสภิตพิไลที่นั่งอมยิ้ม แววตาสุกใสมีความสุขแล้วอดสัพยอกขึ้นมาไม่ได้ว่า

    “แม่โสภิตนี่ก็น้อยกว่ากันเมื่อไหร่ ได้ยินชื่อตาณุหน่อยล่ะหน้าสดใสขึ้นมาเชียว”

    “เก็บอาการหน่อยนะจ๊ะแม่คุณ เดี๋ยวหม่อมยายเห็นเข้าจะหมั่นไส้”

    “ใช่...แล้วตอนผู้ใหญ่คุยกันน่ะอย่ามาแอบฟังล่ะ ถ้าหม่อมยายจับได้ล่ะก็โดนดีแน่”

    บรรดาน้าหญิงช่วยกันตักเตือน โสภิตพิไลรับปากแข็งขันว่าตนไม่ทำแน่ เพราะตอนนี้ตนต้องทำคะแนนให้หม่อมยายเห็นใจมากๆ

    ooooooo

    ขณะที่ญาติๆกำลังเตรียมเจรจาเรื่องงานหมั้นของโสภิตพิไลกับชิษณุ แต่ชายรวีกลับต้องเลี่ยงออกจากบ้านไปพบสาที่ร้านเสริมสวย

    ชายรวีมาถึงก่อนใจสว่างที่พาแป้นมาด้วย เด็กสาวทำความเคารพเขาก่อนจะแนะนำว่าแป้นคือยายของตน แล้วทั้งหมดก็พากันไปนั่งที่โซฟารับแขก โดยที่ใจสว่างนั่งห่างออกมาเล็กน้อยตามประสาเด็ก

    “ความจริงเรื่องนี้ฉันตั้งใจจะปิดเอาไว้เป็นความลับตลอดชีวิต แต่ในเมื่อโสภิตกำลังจะทำในสิ่งที่ไม่สมควร ฉันเลยต้องพูด คุณชายคะ ความจริงแล้วโสภิตพิไลไม่ใช่ลูกของคุณหญิงโสภาค่ะ”

    “อะไรนะ” ชายรวีสีหน้าตกใจมาก

    “คุณชายได้ยินไม่ผิดหรอกค่ะ โสภิตไม่ใช่ลูกของคุณหญิงโสภา แต่แกเป็นลูกของฉัน ลูกที่เกิดจากหม่อมเจ้าโชติช่วงรวี รวีวาร ท่านพ่อของคุณชาย”

    “ลูกของคุณสากับท่านพ่อ”
    “ค่ะ โสภิตพิไล จริงๆแล้วคือหม่อมราชวงศ์หญิงโสภิตพิไล รวีวาร ลูกสาวคนเล็กของหม่อมเจ้าโชติช่วงรวี เธอจึงมีศักดิ์เป็นน้องสาวของคุณชาย และเป็นน้าสาวของชิษณุ”

    “แต่ว่าในทะเบียนบ้าน...”

    “โสภิตพิไลเกิดหลังจากที่ท่านชายสิ้นไปแล้ว คุณหญิงโสภาสงสารน้องสาวไม่อยากให้เป็นลูกกำพร้า แล้วตัวเธอเองก็ไม่มีลูก เธอเลยรับโสภิตพิไลไปเป็นลูกของเธอกับคุณสมศักดิ์ตั้งแต่เกิดค่ะ”

    “เป็นความสัตย์จริงค่ะคุณชาย อิฉันอยู่กับคุณสาในวันที่เธอคลอดโสภิตพิไล แล้วเป็นคนที่รู้เห็นเรื่องนี้มาตลอด อิฉันยืนยันได้”

    “หนูบังเอิญได้ยินตากับยายพูดเรื่องนี้ตอนหนูเด็กๆ ตากับยายขอให้หนูเก็บเป็นความลับ เพราะมันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย จะให้พี่โสภิตรู้ไม่ได้ พี่โสภิตพิไลเป็นลูกของคุณป้าอุษาจริงๆค่ะอาจารย์”

    แป้นกับใจสว่างช่วยยืนยันจนชายรวีหมดข้อสงสัย พูดกับสาว่า “เพราะอย่างนี้คุณถึงยอมให้โสภิตพิไลแต่งงานกับชิษณุไม่ได้”

    “ค่ะ แต่ฉันยอมรับว่าฉันกลัว ฉันไม่กล้าบอกโสภิต ฉันรู้ว่าแกจะต้องโกรธฉันมาก ฉันเลยหวังพึ่งคุณชาย”

    ชายรวีนิ่งงัน รู้สึกหนักอึ้งราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก

    ooooooo

    ที่ตำหนักขาว หม่อมพริ้มนั่งอยู่ท่ามกลางลูกสาวสามคน พูดคุยกันเรื่องงานหมั้นของโสภิตพิไลกับชิษณุ

    “แม่ว่าไม่ต้องจัดงานให้มันเอิกเกริกอะไรหรอกหญิงรอง วันหมั้นก็แค่นิมนต์พระมาทำบุญ แล้วก็สวม แหวนกันก็พอแล้ว”

    “แล้วแขกเหรื่อหรือญาติผู้ใหญ่ล่ะคะหม่อมแม่ จะเชิญใครบ้าง”

    “พูดตรงๆ แม่ก็ยังตะขิดตะขวงใจ ไม่ต้องเชิญใครหรอก อายเขา”

    ศุภลักษณ์ตอบรับเสียงเบาด้วยความน้อยใจ หญิงจ้อยสงสารพี่สาว ช่วยแย้งขึ้นมา

    “ทำไมต้องอายล่ะคะหม่อมแม่ หญิงเห็นพวกเจ้านายท่านก็ยังเสกสมรสกับพี่น้องสายเลือดเดียวกันได้”

    “นั่นมันเจ้านาย ท่านต้องเสกกันเอง เพราะโอรสธิดาจะได้เป็นอุภโตสุชาติ เป็นสายเลือดบริสุทธิ์เพื่อมาสืบทอดราชบัลลังก์ คนธรรมดาไม่มีใครเขาทำกัน”

    “แต่โสภิตกับตาณุก็เป็นแค่ลูกพี่ลูกน้อง นับทางพ่อก็ไม่เกี่ยวข้องกันเลย หญิงไม่เห็นว่าจะน่าเกลียดมากมายอะไร ถ้าไม่จัดงานเสียเลย หญิงกลัวเด็กเขาจะเสียใจ”

    หม่อมพริ้มมองศุภลักษณ์หรือหญิงรองอย่างอ่อนใจ “กระบวนกลัวลูกล่ะไม่มีใครเกินหล่อนจริงๆ หญิงจ้อยให้ใครไปตามแม่โสภิตมาที”

    ครู่ต่อมา โสภิตพิไลเข้ามานั่งพับเพียบเรียบร้อย ยืนยันขันแข็งกับหม่อมพริ้มว่าตนไม่เสียใจ และคิดว่าชิษณุก็ต้องเข้าใจ

    “พูดแค่เรื่องของตัว ไม่ต้องไปพูดแทนคนอื่น ยังไม่ได้เป็นอะไรกับเขาสักหน่อย”

    “ค่ะหม่อมยาย หนูเข้าใจ ดีใจเสียอีกที่จะไม่จัดงาน เพราะหนูไม่อยากทำให้ใครๆต้องลำบากใจ”

    “แน่นะ”

    “ค่ะ แค่หม่อมยายยอมให้เราสองคนหมั้นกันหนูก็ขอบพระคุณมากแล้ว”

    “งั้นก็ตกลงตามนี้ เรื่องเครื่องทองของหมั้น ถึงจะเป็นญาติกันเธอก็ต้องทำมาให้ถูกต้องเหมาะสม เข้าใจไหมหญิงรอง”

    “ค่ะหม่อมแม่” ศุภลักษณ์กับโสภิตพิไลยิ้มให้กันอย่างสมหวัง

    ooooooo

    แต่แล้วถัดมาอีกไม่กี่ชั่วโมง หญิงจ้อยก็หน้าตาตื่นเมื่อได้ฟังชายรวีเล่าเรื่องจริงที่สาปริปากออกมาเมื่อตอนเย็น หญิงจ้อยรับไม่ได้ ฉุดรั้งชายรวีให้รีบไปบอกหม่อมพริ้ม

    “ไปเลยไป เรื่องใหญ่ขนาดนี้เธอต้องรีบบอก หม่อมแม่”

    “ใจเย็นก่อนสิครับพี่หญิง ขืนผมบอกออกไป หม่อมแม่ต้องไม่ยอมให้สองคนนั้นแต่งงานกันแน่”

    “ก็ใช่น่ะสิ”

    “แล้วโสภิตจะเป็นยังไงครับพี่หญิง แกกำลังมีความสุข มีความหวัง ถ้าแกรู้เรื่องนี้แกจะรู้สึกยังไง”

    หญิงจ้อยอึ้งไป ชายรวีพูดอย่างหนักใจ

    “เรื่องแต่งงานมันก็เรื่องนึงนะครับ แต่ถ้าโสภิตรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกของพี่หญิงโสภาแต่เป็นลูกของคุณอุษา แกคงจะเสียใจมาก”

    “แล้วชายจะไม่ทำอะไร ปล่อยให้มันเป็นความลับต่อไปงั้นหรือ”

    หญิงจ้อยเปลี่ยนเป้าหมาย พาชายรวีบ่ายหน้าไปห้องโสภิตพิไล แต่แล้วทั้งคู่ก็ไม่กล้าพูดความจริง เพราะเวทนาโสภิตพิไลที่กำลังเห่อสร้อยข้อมือเพชรที่หม่อมพริ้มเพิ่งให้มาสำหรับไว้ใส่ในวันหมั้น

    ooooooo

    แหววท่องราตรีอีกเช่นเคย แต่ครั้งนี้ไปได้ไม่นานก็อารมณ์เสีย เพราะมีเพื่อนสาวคนหนึ่งพูดถึงศิวพจน์ที่เห็นรักกันจี๋จ๋า แต่ทำไมถึงแยกตัวกลับมา อยากรู้ว่าทะเลาะอะไรกัน

    “ช่างมันเถอะน่ะ จะมาซักไซ้ให้ได้อะไรขึ้นมานะ” แหววหงุดหงิด เรียกบริกรมาเก็บเงินแล้วผลุนผลันออกจากไนต์คลับโดยไม่ฟังเสียงร่ำร้องของเพื่อนสาว

    แหววบึ่งรถกลับเข้าบ้านแทบจะพุ่งชนสาวใช้ที่ออกมาเปิดประตูรับ เสียงกรีดร้องทำให้เฉิดฉวีที่นั่งรอสันทนาลุกพรวดด้วยความตกใจ ถามลูกสาวที่เดินปึงปังเข้ามา

    “เมื่อกี้เสียงอะไร ยัยแหวว”

    “แหววขับรถชนต้นไม้ค่ะ”

    “แต่แม่ได้ยินเสียงร้อง”

    “แหววหลบค่ะ เลยโดนคน”

    “ตายแล้ว!”

    “ไม่ตายค่ะ แค่เจ็บ ถามพอหรือยังคะ”

    “นี่...ยัยแหวว” เฉิดฉวีกระชากแขนลูกสาวที่ทำท่าจะเดินขึ้นห้อง “แม่เป็นแม่แกนะ ไม่ใช่กระโถน จะโกรธใครมาจากไหนก็ช่าง แกจะมาลงกับแม่แบบนี้ไม่ได้”

    “ก็แหววอารมณ์ไม่ดีนี่คะ แหววโกรธ คนมันกวนโมโหแหวว”

    “แล้วแกคิดว่าฉันสบายใจนักหรือไง ฉันก็โกรธ ฉันไม่เห็นจะทำตัวบ้าบออย่างแก”

    “ก็ทำสิคะ ใครไปห้ามล่ะ”

    เฉิดฉวีสุดทน คว้าแจกันใกล้มือปาลงพื้นแตกกระจาย แหววเลียนแบบบ้าง ผลักตุ๊กตากระเบื้องจากชั้นโชว์หล่นลงพื้นดังโครม แล้วสองแม่ลูกก็สลับกันคว้าข้าวของปาคนละเปรี้ยงสองเปรี้ยงระบายอารมณ์ ก่อนจะนั่งลงอย่างเหนื่อยหอบด้วยกันทั้งคู่

    “ดีขึ้นไหมคะคุณแม่”

    เฉิดฉวีไม่ตอบ แต่สีหน้ายอมรับ...แหววเองก็คลายความหงุดหงิดหัวเสีย ลุกไปเอาเครื่องดื่มมาให้พร้อมกับถามแม่ว่าโกรธพ่อเรื่องอะไร

    “พ่อแกไปติดผู้หญิง”

    “คุณแม่แน่ใจเหรอคะ”

    “แม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นใคร พ่อแกรักเขามาก ไปขลุกอยู่กับเขาแทบทุกคืน แต่ก็อย่างว่าล่ะนะ แม่จะไปทำอะไรพ่อแกได้”

    “แม่ทำอะไรคุณพ่อไม่ได้ ก็ไปทำคนอื่นสิคะ”

    “แหววว่าอะไรนะลูก”

    “คุณแม่โกรธ คุณแม่จะเก็บเอาไว้ทำไม ต้องระบายออกไปค่ะ”

    เฉิดฉวียิ้มพราย เป้าหมายคือร้านเสริมสวยของสา!

    ooooooo

    เพียงวันถัดมา เฉิดฉวีก็ส่งชายฉกรรจ์สี่ห้าคนไปทำลายข้าวของในร้านสาย่อยยับ ก่อนที่เธอกับลูกสาวจะปรากฏตัว

    “สมน้ำหน้า นี่ฉันว่ายังน้อยไปนะ สำหรับผู้หญิงแพศยาที่ชอบแย่งผัวชาวบ้านอย่างเธอ”

    “อะไรนะคะ นี่คุณ...เป็นฝีมือคุณใช่ไหม”

    “เอาเป็นว่านี่แค่เบาะๆ ถ้าหากแกยังมายุ่งกับคุณพ่อของฉัน แกไม่มีที่ซุกหัวนอนแน่”

    แหววสำทับเสียงเข้ม สีหน้าจริงจัง แล้วพามารดากลับออกไปอย่างสาสมใจ ส่วนพวกสาช่วยกันเก็บข้าวของเข้าที่ หลายอย่างที่แตกหักเก็บทิ้งเป็นขยะไป

    “ฉันเตือนคุณสาแล้วใช่ไหม ว่าคุณกำลังหาเรื่องใส่ตัว คุณชอบเขาเหรอคะ”

    “ฉันเหงา...แล้วเขาก็ดีกับฉันมากนะเพ็ญ”

    “แต่เขามีลูกมีเมียแล้วนะคะ ทำไมคุณ...”

    “ตอนแรกมันเป็นความบังเอิญ แล้วหลังจากนั้นมันก็มีมาอีกเรื่อยๆ ฉันว่าจะไม่ แต่ฉันก็ขัดเขาไม่ได้

    ซักครั้ง จะไปโทษเขาก็ไม่ถูก โทษตัวฉันเองดีกว่า ฉันมีความสุขเวลาที่อยู่กับเขา เพ็ญไม่เข้าใจหรอก ฉันไม่เหมือนเพ็ญ ฉันมันคนมีกรรม ฉันอยู่คนเดียวไม่ได้มันไม่มีความสุขเลย”

    สาระบายความอัดอั้นแล้วผละไปนั่งร้องไห้อย่างคับแค้น ใจสว่างกลับมารู้เห็น แววตาบอกชัดว่าสงสารและเห็นใจ ค่อยๆเดินเข้ามาเอ่ยกับเพ็ญศรีว่า

    “สงสารคุณป้านะคะ”

    “จริงๆก็น่าเห็นใจ คุณสาแกเป็นคนดีนะหนูใจ ดีทุกอย่างจะเสียอยู่เรื่องเดียวก็เรื่องนี้แหละ”

    “คนเราไม่มีใครดีพร้อมหรอกค่ะน้าเพ็ญ”

    “ก็ใช่ แต่เป็นผู้หญิงมาเสียเรื่องชู้สาวมันเสีย

    มากกว่าเรื่องไหนๆ โชคดีนะที่โสภิตพิไลไม่รู้เรื่องนี้ ถ้าเขารู้ล่ะก็คงเสียใจแย่” พูดแล้วเพ็ญศรีถอนใจ มองไปที่สาอย่างกลัดกลุ้ม

    ooooooo

    เย็นวันถัดมา หลวงหาญกลับจากทำงานพาชิษณุมาที่บ้าน สร้างความประหลาดใจให้ศุภลักษณ์เป็นอย่างมากเพราะยังไม่ถึงกำหนดกลับของลูกชาย

    ชิษณุเร่งทำงานจนเสร็จก่อนเวลาเพื่อรีบกลับมาดูหน้าว่าที่เจ้าสาว ปรากฏว่าศุภลักษณ์ให้โสภิตพิไลมาลองชุดแต่งงานอยู่พอดี ชิษณุเลยได้เห็นเธอในชุดไทยจักรีสวยงาม

    ขณะที่ทุกคนกำลังมีความสุข ชายรวีปรากฏตัวเพื่อรับโสภิตพิไลกลับบ้าน พอรู้ว่าชิษณุกลับมาแล้วจึงขอคุยส่วนตัวกับเขาตามลำพัง

    ชายรวีตัดสินใจบอกความจริงเรื่องชาติกำเนิดของโสภิตพิไลว่าเธอไม่ใช่ลูกคุณหญิงโสภากับสมศักดิ์ แต่เป็นลูกของสาหรืออุษากับหม่อมเจ้าโชติช่วงรวี รวีวาร

    “อะไรนะ!”

    “โสภิตเป็นลูกท่านพ่อของน้า ท่านตาของณุ ที่ติดท้องหม่อมอุษาไปตอนที่เธอหนีออกจากวังรวีวาร โสภิต คือหม่อมราชวงศ์หญิงโสภิตพิไล รวีวาร เธอมีศักดิ์เป็นน้องสาวของน้าและพี่หญิงศุภลักษณ์ เท่ากับมีศักดิ์เป็นน้าสาวของณุ”

    ชิษณุช็อก ถามเสียงเครือว่าโสภิตรู้หรือเปล่า

    “คุณอุษาไม่ได้บอกใครเลยนอกจากน้า และที่น้าต้องบอกณุ เพราะน้ายอมให้ณุกับโสภิตแต่งงานกันไม่ได้”

    “หลานชายแต่งงานกับน้าสาว” ชายหนุ่มเค้นเสียงอย่างขมขื่น

    “ใช่...เป็นแค่ลูกพี่ลูกน้องกันยังพออนุโลม

    แต่นี่โสภิตมีศักดิ์เป็นน้า เป็นน้องของแม่ ถึงจะไม่ใช่สายตรงแต่ก็ถือว่าเป็นญาติผู้ใหญ่”

    “หยุด! พอที! ไอไม่อยากฟัง”

    “ณุต้องฟัง เพราะน้าต้องการให้ณุช่วย ณุเป็นคนเดียวที่จะหยุดเรื่องนี้ได้”

    ชิษณุน้ำตาคลอเจ็บปวดเหมือนใจจะขาด ร่ำร้องว่าทำไม ทำไมต้องเป็นตนด้วย

    “เพราะณุเป็นผู้ชาย ต้องอดทนได้มากกว่า เสียสละได้มากกว่า เพราะน้ารู้ว่าโสภิตรักณุมากและเธอไม่เข้มแข็งพอที่จะเดินจากไป”

    “พี่ณุขา...” เสียงโสภิตพิไลดังแว่วมา ชิษณุรีบเช็ดน้ำตาและเมินหนีแทบไม่มองหน้าเธอ “พี่ณุ น้าชาย...

    ป้าหญิงรองให้โสภิตมาตามค่ะ เห็นหายออกมาตั้งนาน พี่ณุเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”

    “พี่...พี่รู้สึกไม่ค่อยสบาย ขอโทษที” พูดจบชิษณุเดินหนีไปทันที โสภิตพิไลทำท่าจะตามแต่ชายรวีคว้าแขนไว้

    “น้าชายคะ พี่ณุเป็นอะไร”

    “ก็เขาบอกแล้วไงว่าไม่สบาย เพิ่งเดินทางมาไกลสงสัยจะผิดอากาศกระมัง เราไปลาพี่หญิงรองแล้วกลับบ้านกันเถอะ ทางนี้เขาจะได้พักผ่อน”

    “ค่ะ” โสภิตพิไลรับคำ แต่ในใจคลางแคลงเพราะชิษณุไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

    ooooooo

    เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงศุภลักษณ์กรีดร้องลั่นบ้านหลังจากเข้ามาในห้องลูกชายแล้วไม่พบเจ้าตัว มีแต่จดหมายบอกลาทิ้งไว้ หลวงหาญตามเข้ามาในห้อง อ่านข้อความที่ลูกชายเขียนไว้ด้วยความตกใจและงุนงง

    “กราบเท้าคุณพ่อคุณแม่ที่เคารพรัก ผมตัดสินใจจะไปอยู่ที่ต่างจังหวัด ไม่มีกำหนดกลับ ไม่ต้องห่วงผม และไม่ต้องพยายามติดต่อ ผมจะกลับมาเองเมื่อพร้อม ...ชิษณุ”

    “ไปอยู่ต่างจังหวัด...ไม่มีกำหนดกลับ?”

    “ลูกกำลังจะหมั้น กำลังจะแต่งงาน แล้วจู่ๆ

    ทำแบบนี้มันหมายความว่ายังไงคะคุณหลวง ลูกเป็นอะไรไป”

    สองสามีภรรยาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น รีบร้อนไปส่งข่าวที่ตำหนักขาว ทุกคนตกใจ ยกเว้นชายรวีกับหญิงจ้อยที่มองหน้ากันอย่างเดาเหตุการณ์ได้ หม่อมพริ้มซักถามโสภิตพิไลว่าเมื่อวานมีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า

    “ไม่มีนี่คะ ก็คุยกันดีๆ แล้วพี่ณุก็ขอตัว บอกว่าไม่สบาย”

    “พอชายรวีกับโสภิตกลับไป ตาณุก็ปิดไฟเงียบอยู่ในห้อง หญิงคิดว่าลูกเหนื่อยเพราะเดินทางมาไกล เลยไม่อยากกวน แต่พอตอนเช้าไปปลุกก็เจอแต่จดหมาย เมื่อวานชายคุยกับหลานตั้งนาน หลานว่าอะไรบ้างหรือเปล่า มีเรื่องคับอกคับใจอะไรไหม”

    “ณุบอกกับผมว่า...เขามาทบทวนดูแล้ว เขายังไม่พร้อมจะแต่งงานครับ”

    โสภิตพิไลช็อก เหมือนโลกถล่มลงตรงหน้า ความหวังพังสิ้น ถึงกับเป็นลมหมดสติ หวนพุ่งเข้ามาประคอง...

    ชายรวีรู้สึกเสียใจ หญิงจ้อยมองน้องชาย สบตาให้กำลังใจว่าเขาทำถูกแล้ว

    ooooooo

    สันทนาถูกเรียกตัวมาพบ “ท่าน” ที่โรงพยาบาล ท่านเจ็บไข้นิดหน่อยแต่ร้อนใจเรื่องที่ไหว้วานให้สันทนาไปจัดการเป็นเวลานานแล้วยังไม่คืบหน้า

    “มันก็ไม่ใช่ง่ายนะครับท่าน เขายังเด็กมาก เด็กดีด้วย ทางบ้านเขาก็หวงเป็นธรรมดา มันก็ต้องหว่านล้อมกันนานหน่อย”

    “ไปหว่านล้อมกันในโรงแรมไม่รู้กี่หนต่อกี่หนแล้วยังไม่สำเร็จอีกเหรอ ท่าทางจะหมดน้ำยาแล้วมั้งไอ้สัน”

    “ขอเวลาผมอีกหน่อยเถอะครับท่าน รับรองไม่พลาดแน่”

    “พี่ไม่อ้อมค้อมล่ะนะสัน เอาเป็นว่าถ้าสันพาเด็กคนนั้นมาดีๆไม่ได้ พี่จะให้คนอื่นไปพามา เข้าใจนะ”

    “ครับท่าน” สันทนารู้ว่าจากนี้ไปโสภิตพิไลไม่รอดแน่...หลังจากนั้นในตอนบ่าย สันทนาไปพบสาที่ร้านเสริมสวย เป็นจังหวะที่เธออยู่คนเดียว เพ็ญศรีกับคุณชมเพิ่งจะขอกลับไปก่อนหน้านี้แค่ครู่เดียว

    สันทนาแสดงท่าทีไม่พอใจถามสาทำไมไม่ยอมไปทั้งที่ตนส่งวัชรินทร์มารับเมื่อกลางวัน สาบอกว่าตนไม่อยากเดือดร้อน ถ้าอยากรู้รายละเอียดให้ไปถามเมียของเขา ถามกันให้รู้เรื่อง

    “นี่หมายความว่า...”

    “เมียกับลูกคุณมาอาละวาดที่นี่ ด่าฉัน เอาคนมาพังร้านฉันเสียไม่มีชิ้นดี เพราะคุณนั่นแหละ”

    “ทุเรศจริง” สันทนาสบถในลำคอ

    “รู้แล้วก็กลับไปได้ อย่ามายุ่งกับฉัน...ออกไป” สาผลักไส สันทนาจับมือเธอไว้ แต่เธอไม่หยุด กลับยิ่งทุบตีและพูดจาท้าทาย “ไม่หยุดจะทำไม มีเมียแล้วก็กลับไปหาเมีย อย่ามายุ่งกับฉัน”

    “ผมบอกให้หยุด ถ้ารักจะอยู่ด้วยกัน อย่าดื้อ” สันทนาผลักสาชิดผนังและจับมือตรึงไว้ทั้งสองข้างก่อนระดมจูบใบหน้าเธอด้วยอารมณ์รุนแรง ครู่เดียวสาอ่อน ปวกเปียกไปลงเอยกันบนเตียงอีกเหมือนเคย

    ทั้งคู่นอนกกกอดกันในห้อง สันทนาพูดจาอ่อนหวานชวนสาคืนดี สาทำกระเง้ากระงอดถามว่า “แล้วเมียคุณล่ะ”

    “เขาจะไม่มาที่นี่อีกเป็นอันขาด คุณเชื่อผมได้”

    “แต่ฉันไม่อยากเป็นเมียน้อยของใคร”

    “พูดอย่างกับไม่เคยเป็น...ผมไปสืบมาแล้ว คุณเคยเป็นเมียน้อยของท่านชายที่วังรวีวารไม่ใช่เหรอ”

    “ตอนนั้นฉันยังเด็ก”

    “ตอนนี้คุณก็แก่...จะคิดมากทำไม เลิกพูดเรื่องนี้ก่อนเถอะ ที่ผมอยากคุยกับคุณเพราะว่าเมื่อกลางวันผมเพิ่งไปพบกับท่านมา”

    “ท่านว่ายังไงบ้างคะ”

    “ท่านสั่งมาแล้ว เดือนหน้าเป็นวันคล้ายวันเกิดของผม ท่านจะจัดงานเลี้ยงฉลองให้ และในงานนั้นท่านจะต้องได้พบกับโสภิตพิไล ถ้าโสภิตพิไลไม่ไปกับผมดีๆ อาจจะมีคนอื่นมาพาไป แล้วคุณอาจจะไม่ได้เห็นหน้าหลานสาวของคุณอีกเลย”

    สาฟังแล้วหน้าซีดเผือดอย่างหวาดกลัว!!

    ooooooo

    ตอนที่ 31

    บ้านนายพลสันทนากว้างขวางโอ่อ่าสมฐานะ...

    บ่ายวันนี้ สันทนากลับมาถึงบ้านทราบจากวัชรินทร์ว่าเฉิดฉวีกำลังมีแขกเป็นสองสามีภรรยา ที่เคยมาบ่อยๆ สันทนานึกออกและทำสีหน้าเบื่อๆ เดินไปทางห้องรับแขก
    เฉิด ฉวีคุยอยู่กับคุณหญิงจิ๋มและปวุฒิสามีของเธอ ปวุฒิเป็นชายเชื้อสายจีนท่าทางคล่องแคล่ว ติดจะขี้คุยนิดหน่อย ตรงหน้ามีกระเช้ากล้วยไม้ออกดอกสวยสะพรั่งที่สองผัวเมียเอามากำนัล เฉิดฉวียิ้มรับตามมารยาทไม่ได้ปลื้มสักเท่าไหร่

    “ก็สวยดีนะคะ แต่ท่าทางจะเลี้ยงยาก ฉันก็ไม่ใช่คนชอบทำสวนเสียด้วย”

    “แต่แหม ตอนนี้เขากำลังนิยมกันนะจ๊ะเฉิด”

    “ใช่ ครับ ยิ่งพันธุ์ไหนหายาก ยิ่งต้องมีไว้ประดับบารมี อย่างเจ้าช้างแดงต้นนี้คนจ้องกันตาเป็นมัน แต่ผมบอกเจ้าของเขาเลยว่ายังไงผมต้องได้ เพราะจะเอามาให้ท่านนายพลสันทนากับคุณหญิง”

    สันทนาเดินเข้ามาได้ยินพอดี เขาโอบไหล่เฉิดฉวี แล้วพูดให้ปวุติฟังยิ้มๆอย่างมีนัย

    “คุณเฉิดเขาเป็นผู้หญิงแปลกครับ ไม่ชอบดอกไม้ เวลาผมจะเอาอกเอาใจเขาทีต้องเล่นของหนักเลย ไม่ทับทิมก็ต้องมรกต ใช่ไหมน้อง”

    หญิงจิ๋มกับปวุฒิหน้าเสีย ส่วนเฉิดฉวีแย้มยิ้มรับมุกสามีทันที

    “แหม...ดอกไม้มันสวยไม่นานนะคะ สู้เพชรพลอยไม่ได้ จริงไหมจ๊ะหญิงจิ๋ม”

    “จ้ะ” หญิงจิ๋มยิ้มเจื่อน ปวุติตั้งตัวได้เร็วกว่าเพราะเป็นพ่อค้า ฉวยโอกาสเข้าประเด็นทันที

    “พูดถึงทับทิม ถ้าจะเล่นกันจริงๆมันต้องกินบ่อ–เซี่ยง ถ้าคุณหญิงสนใจผมหามาให้ได้นะครับ เนื้อดี สีแดงจัด เม็ดใหญ่ๆ ไม่มีตำหนิเลย”

    “อุ๊ย...แพงไหมคะ”

    “อย่า พูดเรื่องราคาเลยจ้ะเฉิด พอดีทางคุณปวุติเธอจะตั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้าง อยากเรียนเชิญเจ้านายของคุณสันทนาให้มาร่วมเป็นกรรมการด้วย ถ้าหากคุณสันทนาช่วยเป็นธุระจัดการได้ ทับทิมนี่เรื่องเล็กจ้ะ”

    เฉิดฉวีเหลือบมองสามีอย่างเชิงหยั่ง สันทนาหัวเราะเสียงดังแต่แววตาไม่เอาด้วย

    “เชิญพวกผู้หญิงคุยเรื่องเพชรพลอยกันตามสบายนะครับ ผมขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”

    สันทนาเดินออกไป ปวุติกับหญิงจิ๋มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

    “นี่หมายความว่ายังไงจ๊ะเฉิด”

    “กลับไปก่อนก็แล้วกัน วันหลังค่อยคุยกันใหม่ ขอตัวนะคะ”

    เฉิดฉวีตัดบท เดินตามสันทนาไปอีกคน ปวุติท่าทางขัดใจ จำต้องกลับไปอย่างไม่สมหวัง

    ooooooo

    หลัง จากอาบน้ำเสร็จแล้ว สันทนาใส่กางเกงและเสื้อกล้าม กำลังเลือกเสื้อลำลองที่จะใส่ออกไปข้างนอก เฉิดฉวีเดินตามเข้ามาคุยเรื่องสองผัวเมียเมื่อสักครู่อีก

    “หญิงจิ๋มกับคุณปวุติสามีเขาอยากตั้งบริษัทมารับเหมางานของราชการค่ะ แหมทับทิมเม็ดเดียวเนี่ยนะ เอากุ้งฝอยมาตกปลากระพงชัดๆ”

    สันทนาเลือกเสื้อที่ถูกใจได้ หันมาบอกภรรยาด้วยน้ำเสียงภูมิใจในอำนาจบารมีของตน

    “ตั้งแต่มีนโยบาย น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก บริษัทรับเหมาก่อสร้างก็ขึ้นเป็นดอกเห็ด น้องไม่ต้องห่วงหรอก นอกจากรายนี้เดี๋ยวจะมีคนวิ่งเข้ามาหาน้องหัวกระไดไม่แห้ง ว่าแต่ว่าสองผัวเมียนี่มาจากไหน มาสนิทกับน้องได้ยังไง”

    “คุณหญิงจิ๋มเป็นเพื่อนเฉิดตั้งแต่สมัยเรียนประถมที่คอนแวนต์ค่ะ จะว่าสนิทก็เพิ่งมาสนิทกันเพราะผลประโยชน์หรอกค่ะ ตอนนั้นเรามันเป็นแค่ลูกนายทหาร ส่วนเขาเป็นถึงหม่อมราชวงศ์หญิงในราชสกุลรวีวาร”

    “รวีวาร...บังเอิญจริง”

    “ทำไมคะ”

    “วันนี้ท่านเพิ่งเรียกพี่ไปสั่งว่าอยากได้ตัวเด็กที่อยู่ในปกครองของพวกรวีวาร”

    “อีกแล้วเหรอคะ แล้วแม่เทพีคนเก่าล่ะ”

    “เก่ามันก็หมดอายุไปสิคะ”

    “เฉิดไม่ชอบเลยนะเรื่องแบบนี้ พี่ห้ามเอาอย่างเจ้านายนะ เรื่องเมียเล็กเมียน้อยเนี่ย เฉิดไม่ยอมจริงๆ”

    สันทนาไม่สนใจฟัง หยิบโคโลญมาพรมเสื้อที่ใส่อย่างสบายอารมณ์

    “นั่นใส่น้ำหอมทำไมคะ ไม่อยู่กินข้าวบ้านเหรอ”

    “จะไปปฏิบัติราชการลับ...ไม่เสร็จไม่กลับค่ะ” เขาพูดจบก็เดินออกไปเลย ทิ้งภรรยายืนอ้าปากค้างอย่างขัดใจ

    ooooooo

    ทันทีที่ลูกค้ารายสุดท้ายกลับออกจากร้าน เพ็ญศรีก็เดินตามมาพลิกป้ายหน้าร้านว่าปิดบริการ ส่วนคุณชมพุ่งไปเปิดวิทยุแล้วหันกลับมาชวนสากับเพ็ญศรีวาดลวดลายตามเสียงเพลงอย่างเพลิดเพลิน

    จังหวะนั้น สันทนาจอดรถที่ถนนหน้าร้าน เดินมาได้ยินเสียงเพลงดังแว่วเลยหยุดแอบมอง เห็นสาเต้นไปหัวเราะอย่างร่าเริงก็ยิ่งหลงใหล ค่อยๆเดินเข้าไปเหมือนถูกสะกด แล้วยืนมองอยู่อย่างนั้น สาหันมาเห็นก็ชะงัก มองตอบเขานิ่งนาน...

    เพลงจบ คุณชมกับเพ็ญศรีหันมาเห็นสากับสันทนายืนมองตากันนิ่ง เพ็ญศรีกระแอมขึ้นมาก่อนเอ่ยปากว่า

    “ขอโทษนะคะ ร้านตัดผมผู้ชายอยู่ทางนู้นค่ะ”

    “ผมไม่ได้มาตัดผม ผมชื่อสันทนา ผมมีธุระสำคัญต้องพูดกับคุณอุษา”

    สาทำหน้างงๆ ก่อนจะเชิญเขาไปนั่งที่ชุดรับแขก โดยมีเพ็ญศรีและคุณชมเฝ้ามองอย่างสงสัย

    “ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรกับฉันหรือคะ”

    “มันเป็นเรื่องสำคัญและเป็นความลับ ผมไม่สะดวกคุยที่นี่ เชิญคุณอุษาออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่า”

    “แต่ฉัน...”

    “ร้านปิดแล้วไม่ใช่เหรอ” สันทนากล่าวนิ่งๆ แต่น้ำเสียงน่าเกรงขาม

    “ค่ะ แต่...แต่ว่าฉัน...”

    “นี่นามบัตรของผม ผมรับประกันความปลอดภัยของเพื่อนคุณ...เชิญ” สันทนาส่งนามบัตรให้เพ็ญศรี แล้วเดินนำหน้าสาออกไป

    เพ็ญศรีทิ้งตัวลงนั่งตรงหน้าคุณชม อ่านนามบัตรที่รับมาจากหนุ่มใหญ่ “พลโทสันทนา ชื่อคุ้นๆ หน้าก็คุ้นๆ เคยเห็นที่ไหนนะ”

    “ก็ตามหน้าหนังสือพิมพ์น่ะสิฮะ เขาออกจะอำนาจบารมีล้นฟ้า มีข่าวลงหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวัน เพราะเป็นคนสนิทของท่าน”

    “อ๋อ...อ้าว แล้วคนใหญ่คนโตอย่างนั้นจะมามีธุระอะไรกับคุณสา”

    “ก็นั่นน่ะสิฮะ แล้วที่สำคัญนายพลสันทนาท่านเป็นฝาละมีของคุณหญิงเฉิดฉวีด้วยน่ะสิ”

    ฟังคุณชมแล้วเพ็ญศรียิ่งงงเข้าไปใหญ่...

    สันทนาพาสาไปที่ไนต์คลับแห่งหนึ่ง สารู้สึกตื่นตาตื่นใจหลังห่างหายจากบรรยากาศแบบนี้ไปนาน

    “ท่านมาที่นี่ประจำหรือคะ”

    “ผมเป็นหุ้นส่วน ผมใช้ที่นี่เป็นที่คุยเรื่องสำคัญที่ไม่อยากให้ใครได้ยิน”

    “เรื่องอะไรคะ ที่ท่านจะคุยกับฉัน”

    “ใจเย็นๆ ยังหัวค่ำอยู่เลย ดื่มอะไรเย็นๆ แล้วค่อยคุยกันยังได้”

    บริกรเอาแก้วบรั่นดีกับน้ำเย็นมาให้สันทนา

    ส่วนของสาเป็นเครื่องดื่มสีส้มสวยเหมือนน้ำผลไม้ สันทนาบอกกับเธอว่าเป็นวิสกี้ซาวร์ ค็อกเทลตัวใหม่ล่าสุด ตอนนี้ที่อเมริกากำลังนิยมกันมาก

    “ฉันไม่ได้ดื่มมาเป็นปีแล้ว กลัวเมา” สาออกตัว

    “น้ำผลไม้ทั้งนั้น ลองชิมดู ไม่เมาหรอก”

    สายกแก้วขึ้นจิบลิ้มรสชาติ สันทนายิ้มตาพราว สาหัวใจพองฟูรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นสาวน้อยอีกครั้ง

    ooooooo

    ที่ตำหนักขาว ศุภลักษณ์มาฟูมฟายเรื่องชิษณุไม่กลับบ้าน แต่โดนหม่อมพริ้มดุซ้ำว่าตามใจลูกจนมันเคยตัว

    “หญิงทั้งดุก็แล้ว ปลอบก็แล้ว ตาณุก็ยังไม่ยอมกลับบ้าน”

    “มาดุตอนนี้จะมีประโยชน์อะไร เห็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว อยากได้อะไรก็ทูนหัวให้ อยากทำอะไรก็ไม่เคยมีใครขัด มาตอนนี้ก็จะเป็นจะตายขึ้นมาล่ะสิ”

    “หม่อมแม่พูดเหมือนไม่รักหลาน ตาณุกำลังแย่นะคะ...ชายรวี ที่โรงแรมเขาบอกว่าตาณุดื่มหนักมาก ดื่มจนเมาพับอยู่ที่ล็อบบี้ พี่ฟังแล้วใจจะขาด”

    หม่อมพริ้มอ่อนใจเมินหน้าหนี ศุภลักษณ์อ้อนวอนมารดาทั้งน้ำตาคลอๆ

    “หม่อมแม่ขา หญิงรู้นะคะว่าตาณุทำไม่ถูก แต่แกก็รักโสภิตจริงๆ รักมาก...รักมากก็เลยเสียใจมาก มากจนหญิงกลัวว่าแกจะเสียผู้เสียคนไป”

    “แล้วหญิงจะให้แม่ทำยังไง ยกโสภิตให้มันงั้นเหรอ”

    “หญิงไม่ทราบค่ะ หญิงก็แค่อยากให้ลูกกลับมาเป็นเหมือนเดิม”

    หม่อมพริ้มตั้งท่าจะเล่นงาน ชายรวีเห็นท่าไม่ดี รีบไกล่เกลี่ย

    “เอาเถอะครับพี่หญิงรอง ผมจะไปคุยกับชิษณุให้ ผมว่าณุต้องเข้าใจ พี่หญิงรองกลับบ้านไปพักผ่อนก่อนนะครับ ดูสิ ร้องไห้จนตาบวมแล้ว”

    “ชายช่วยพูดกับหลานด้วยนะ เป็นผู้ชายด้วยกัน ตาณุอาจจะฟังบ้าง”

    “ครับ พี่หญิง”

    หม่อมพริ้มขัดตาขัดใจเดินหนีออกไป ชายรวีตามมานั่งคุกเข่าลงข้างๆ กอดประจบ

    “อย่าหงุดหงิดนะครับหม่อมแม่ มันไม่ดีต่อสุขภาพ”

    “แม่ไม่คิดเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้ในบ้านของเรา ก็รู้ว่าเป็นญาติกันแท้ๆ”

    “มีคนบอกผมว่าความรักมันห้ามกันไม่ได้”

    “ไอ้คนที่อ้างคำนี้มีใครได้ดีเพราะความรักบ้าง ไม่เห็นมี ดูอย่างหญิงโสภาแม่ของโสภิตนั่นปะไร”

    ชายรวีเถียงไม่ออก นิ่งเงียบไปอย่างจนมุม

    ooooooo

    สามทุ่มกว่าแล้วสายังไม่กลับ เพ็ญศรีกระวน กระวายเป็นห่วง จะกลับบ้านตัวเองก็ห่วงใจสว่างที่ต้องอยู่คนเดียว กระทั่งเด็กสาวบอกว่าตนอยู่ได้ เพ็ญศรีจึงยอมกลับ แต่ก่อนออกไปไม่วายบ่นถึงสาว่าทำดีอยู่ได้ตั้งนาน จะดีแตกแล้วหรือยังไง

    เวลานั้น สากำลังสนุกสนานอยู่ในไนต์คลับ ได้ยินสันทนาชมว่าเธอยังสาวพริ้งทั้งตัว สายิ่งหลงลำพอง ดื่มค็อกเทลไปหลายแก้วจนเมาโดยไม่รู้ตัว เมื่อถึงเวลาคุยธุระ สาตกใจได้ยินสันทนาบอกว่าเจ้านายของตนสนใจโสภิตพิไล เลยให้ตนมาติดต่อเธอ

    “คนอื่นๆ ท่านให้เงินสดสองแสน รถหนึ่งคัน แต่สำหรับโสภิตพิไล ท่านบอกว่าเป็นกรณีพิเศษ ท่านยอมทุ่มไม่อั้น”

    “ไปบอกท่านได้เลยค่ะ โสภิตไม่ยอมแน่ค่ะ ฉันก็ไม่ยอม”

    “ไม่มีใครปฏิเสธท่านได้”

    “ฉันนี่ไงคะ”

    “คุณไม่กล้าหรอก” สันทนายิ้มร้าย ดึงแขนสามาประชิด

    “ฉันกล้า ฉันฆ่าคนตายมาแล้วด้วยซ้ำ ไปบอกท่านของคุณด้วย อย่ามายุ่งกับโสภิต...กลับไป”

    สาผลักสันทนาแล้วจะเดินหนี แต่ซวนเซเหมือนโลกหมุน สันทนาเข้ามาประคองบอกว่าเธอเมาแล้ว

    “เมา? ไหนคุณว่า...”

    สันทนาเชยคางสาขึ้นมาจ้องตา “คุณน่ารักมาก รู้ตัวไหมคุณอุษา”

    สาอ่อนปวกเปียกยอมให้เขากอดจูบอย่างง่ายดาย แล้วจากนั้นก็ไปลงเอยบนเตียงในโรงแรมอย่างสุขสม แต่เธออดตัดพ้อไม่ได้ว่าเขาฉวยโอกาส สันทนาคลอเคลียป้อนคำหวานคำแล้วคำเล่าจนสาเคลิบเคลิ้ม นึกว่าเขาชอบตนจริงๆ

    “ถ้าคุณชอบฉันจริงๆ ฉันขออะไรอย่างได้ไหม คุณช่วยทำให้ท่านเลิกสนใจโสภิตได้ไหมคะ”

    ลึกๆ สันทนารู้ว่าไม่มีทาง แต่ไม่อยากดับความหวังสา แสร้งตีสีหน้าครุ่นคิด

    “นะคะ นึกว่าเห็นแก่ฉัน”

    “มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ ว่าแต่ว่า...ผมจะทำไปทำไม”

    สารู้ทัน ยิ้มหวานหยด แล้วโน้มคอสันทนามาจูบ ก่อนจะล้มลงบนเตียงอีกครั้ง

    ooooooo

    เพ็ญศรีมาที่ร้านเสริมสวยแต่เช้าตรู่ ตรงเข้าไปถามใจสว่างที่กำลังทำข้าวต้มว่าเมื่อคืนสากลับมากี่โมงกี่ยาม

    “ตีสองกว่าเกือบตีสามแน่ะค่ะ เช้าตื่นขึ้นมาก็บ่นว่าปวดหัว”

    เพ็ญศรีเดาได้ไม่ยากว่าสาไปทำอะไรมา จึงอาสาเอาข้าวต้มและยาที่ใจสว่างจัดไว้ไปให้สาเอง

    “ใจจะทำอะไรก็ไปทำเถอะ น้ายกไปให้เอง มีเรื่องจะคุยกับเขาด้วย”

    หลังกินอาหารและยาไปแล้ว สายอมรับว่าตนเมาค้าง แต่เพ็ญศรียังดักคอว่ากลัวจะไม่ได้กินแค่เหล้าอย่างเดียว สาฟังแล้วสะอึก หน้าเจื่อนทันที

    “ท่านนายพลสันทนาเขาไม่ใช่คนธรรมดานะ คุณสา”

    “รู้น่ะ เขาเป็นคนใหญ่คนโต”

    “ไม่ใช่แค่นั้น เขายังเป็นคนของคุณหญิงเฉิดฉวีด้วย คุณกำลังจะหาเรื่องใส่ตัวนะคะคุณสา”

    สานิ่งแต่ในใจไม่หวั่น เพราะติดใจกับรสชาติที่ขาดหายไปนาน...

    เวลาเดียวกันนั้น เฉิดฉวีกำลังจับผิดสามีที่บอกว่าไปทำงาน แต่ทำไมเสื้อที่ใส่เมื่อคืนถึงมีรอยลิปสติกติดมา

    “แหมน้อง พี่ไปทำงานการทูตมันก็ต้องมีโอ้โลมปฏิโลมกันบ้าง”

    “คงไม่ใช่แค่โลมมั้งคะ ถึงได้กลับบ้านเอาเกือบสว่าง ใช่ไหม”

    เฉิดฉวีทุบตีสามีอย่างหึงหวง สันทนาเริ่มโมโห เสียงเข้มใส่แล้วเดินหนี เฉิดฉวีเลยต้องเป็นฝ่ายตามง้อเหมือนเช่นเคย

    “คุณพี่ขา คุณพี่...”

    “ถ้าจะพูดเรื่องนี้อีก พี่จะไม่อยู่ฟังแล้วนะ รำคาญ”

    “พ่อแง่แม่งอนกันแต่เช้าเลยนะ ผัวเมียคู่นี้” เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้น สองสามีภรรยาหันขวับไปมองแล้วตกใจ สันทนาทักเจ้านายมาได้ยังไง ขณะที่เฉิดฉวีต้อนรับขับสู้ด้วยรอยยิ้ม เชิญท่านนั่งก่อน

    “นี่ จะสอนอะไรให้นะน้อง นานๆทีก็ต้องปล่อยไอ้สันมันยืดเส้นยืดสายบ้าง ผัวเป็นเสือ อย่าเลี้ยงให้เป็นหมา ดูที่บ้านของพี่เป็นตัวอย่าง อยู่นิ่งๆให้สมฐานะคุณหญิง ไอ้สันมันไม่ไปไหนหรอก”

    “ค่ะท่าน” เฉิดฉวีรับคำอย่างจำใจ และไม่กล้าหืออืออะไรอีกเมื่อเห็นสามีโดนเจ้านายโอบไหล่ออกไปอย่างสนิทสนม

    ooooooo

    คุณชายรวีมาพบชิษณุที่โรงแรมโดยไม่รู้ว่าเขากำลังวางแผนจะพาโสภิตพิไลหนีไปต่างประเทศ บอกแต่ว่าจะไปทำงานที่ต่างจังหวัด

    “ณุคิดดีแล้วหรือ เรื่องจะไปต่างจังหวัด พี่หญิงรองคงเสียใจมาก ถ้าเธอหนีไปแบบนี้”

    “ไอจะไม่หนี ถ้าหม่อมยายจะยอมให้ไอกับโสภิตรักกัน”

    “เธอสองคนเป็นลูกพี่ลูกน้องกันนะณุ”

    “คนละนามสกุล คนละพ่อ แม่ของโสภิตก็ตายไปแล้ว ไม่มีใครพูดถึง ถ้าไม่บอกใครจะรู้ว่าเราเป็นญาติกันจริงไหม”

    “แต่ว่า...”

    “พอเถอะ ขี้เกียจฟัง ในเมื่อหม่อมยายไม่อยากให้ไอคบกับโสภิต ไอก็จะไปให้พ้นๆ ทุกคนจะได้สบายใจ บอกหม่อมยายด้วยว่าไอจะไปเชียงรายพรุ่งนี้ สิ้นปีไอจะไปเมืองนอก ไอจะไม่ไปยุ่งกับโสภิตอีก พอใจรึยัง”

    ชิษณุลุกขึ้นคว้าซองเอกสารที่วางไว้ข้างตัว ชายรวีคว้าแขนไว้ พลาดไปโดนซองในมือหลานชายจนของข้างในหล่นออกมา ชายรวีเห็นพาสปอร์ตสองเล่ม แต่ไม่ทันพลิกดูก็ถูกชิษณุกระชากไปจากมือด้วยท่าทีลนลานพิกล

    “เอามานี่”

    ชิษณุเก็บพาสปอร์ตใส่ซองแล้วเดินหนีไปทันที ไม่ฟังเสียงเรียกของน้าชายที่ดังไล่หลัง...จากนั้นในตอนกลางคืน ชิษณุโทร.นัดแนะโสภิตพิไลอีกครั้ง

    “พี่ณุแน่ใจแล้วเหรอคะ เรื่องที่จะหนี เพราะถ้าหม่อมยายจับได้...”

    “พี่คิดเอาไว้แล้ว วันพรุ่งนี้เราจะหนีไปด้วยกัน พี่จะหลอกให้ทุกคนเข้าใจว่าเราหนีไปต่างจังหวัด แต่จริงๆ แล้วเราจะไปต่างประเทศ”

    “ต่างประเทศ ไปไหนคะ”

    “บริษัทเคยจะส่งพี่ไปออสเตรเลียเดือนนี้ แต่พี่ขอไม่ไป เพราะอยากอยู่ใกล้ๆน้อง แต่พอมีเรื่องนี้พี่เลยไปบอกเขาว่าพี่พร้อมจะเดินทางทันที”

    “แล้วโสภิตล่ะคะ”

    “เธอก็ไปกับพี่ในฐานะภรรยา ทางบริษัทจะจัดการ เรื่องการเดินทางให้เรา กว่าใครจะรู้ว่าเราอยู่ที่ไหนเราก็เป็นคนคนเดียวกัน ใครก็แยกเราไม่ได้แล้ว”

    โสภิตพิไลตัดสินใจเด็ดเดี่ยว เก็บเสื้อผ้าใส่ กระเป๋าเดินทาง โดยนำรูปถ่ายของคุณหญิงโสภาไปด้วย

    พลันได้ยินเสียงเคาะประตู ตามด้วยเสียงชายรวีร้องเรียก เธอตกใจรีบซ่อนกระเป๋าเดินทางไว้ใต้เตียงก่อนจะไปเปิดประตู

    “มีอะไรคะน้าชาย”

    “หม่อมยายเรียก”

    โสภิตพิไลตามชายรวีลงมาที่ห้องโถง หม่อมพริ้มกับหญิงจ้อยนั่งรออยู่ หญิงจ้อยเพิ่งกลับจากต่างประเทศแต่ก็ทราบเรื่องราวระหว่างโสภิตพิไลกับชิษณุแล้ว

    “ที่เรียกมานี่เพราะมีข่าวจะบอก วันนี้ชายรวีเขาไปคุยกับเจ้าชิษณุมา เขาบอกว่าเขาจะไปทำงานที่ต่างจังหวัด ที่ไหนนะชาย”

    “เชียงรายครับ ไกลมาก แล้วสิ้นปีถึงจะไปอบรมที่อเมริกา”

    “ตายจริง สงสารพี่หญิงรอง คงใจแทบขาดเธอรักลูกขนาดนั้น”

    “แม่ก็เป็นห่วงลูกหลานทุกคนนะหญิงจ้อย ไม่ใช่ใจดำ แต่เมื่อมันเกิดเรื่องแบบนี้ อยู่ให้ห่างกันไว้จะดีกว่า...ที่ว่าห้ามไม่ให้ไปไหนจนกว่าเจ้าณุจะไปเมืองนอกน่ะ ก็ถือว่าตกไป เพราะอยู่ตั้งเชียงรายมันคงไม่มาวุ่นวายกับใครได้หรอก”

    “ก็แปลว่าเธอจะเป็นอิสระภายในวันสองวันนี่แหละ ดีใจไหมโสภิต”

    “ค่ะ น้าหญิง”

    “เรื่องไม่ดีมันก็ผ่านพ้นไปแล้ว จากนี้ไปก็ขอให้ทำตัวให้ดี อย่าทำเรื่องเสื่อมเสียอีก เข้าใจไหม”

    หม่อมพริ้มสำทับเสียงเข้ม โสภิตพิไลก้มหน้านิ่งเหมือนรับคำ แต่แววตาเหมือนภูเขาไฟที่รอเวลาระเบิด

    ooooooo

    หวนเอะใจเมื่อเข้ามาในห้องโสภิตพิไลแล้วไม่เห็นรูปถ่ายคุณหญิงโสภาที่เคยวางบนโต๊ะข้างเตียง แต่แล้วความเอะใจกลายเป็นตกใจเมื่อก้มลงเห็นกระเป๋าเดินทางใบย่อมซ่อนอยู่ใต้เตียงนอน

    เมื่อถึงเวลานัดหมายกับชิษณุในตอนค่อนรุ่ง โสภิตพิไลหิ้วกระเป๋าย่องออกไปหาชิษณุที่จอดรถรอหน้าบ้าน แต่ทันใดเสียงชายรวีดังขึ้นพร้อมกับแสงจากไฟฉายสว่างวาบ

    หม่อมพริ้มปรี่เข้าไปตบหน้าชิษณุอย่างแรง ก่นด่าว่าเป็นลูกชาติลูกตระกูลเสียเปล่า ทำไมทำได้

    “ผมรักโสภิต”

    “แกกำลังพาเขาหนี แกกำลังทำลายชีวิตของโสภิต เหมือนกับที่ไอ้สมศักดิ์มันทำลายชีวิตของหญิงโสภา เลือดแม่มันแรงนักนะ วิ่งแร่ตามผู้ชาย มักง่าย ใฝ่ต่ำ เหมือนนังโสภาแม่แกไม่มีผิด”

    “ป้าอุษาบอกหนู คุณแม่ไม่ได้มักง่าย ต้องหนีเพราะหม่อมยายจับคลุมถุงชน”

    “อีสามันก็พูดเอาดีเข้าตัว มันนั่นแหละชักหญิงโสภาไปหาผู้ชายจนใจแตก ถึงได้ทนไม่ไหวต้องหนีตามเขาไป หญิงโสภาว่าชั่วแล้ว แต่แกยังยิ่งกว่า”

    หม่อมพริ้มด่าและโกรธจนหอบ หญิงจ้อยเข้าประคอง แล้วหันไปสั่งโสภิตพิไลเสียงเข้ม

    “พอแล้ว เธอกลับเข้าบ้านได้โสภิตพิไล ส่วนตาณุ น้าเรียกคุณหญิงแม่เธอมาที่นี่แล้ว ยังไงต้องคุยกัน อย่าคิดจะหนีหน้าไปไหน”

    ชายรวีเดินมาหยิบกระเป๋าของโสภิตพิไลออกจากท้ายรถ แล้วดึงแขนหลานสาวให้เข้าบ้าน

    พริบตานั้น ชิษณุตัดสินใจกระชากชายรวีมาต่อยแล้วจับทุ่มลงกับพื้นแบบยูโด จากนั้นรีบฉุดแขนโสภิต–พิไลขึ้นรถขับหนีไปอย่างรวดเร็ว โดยที่หม่อมพริ้มกับหญิงจ้อยไม่ทันตั้งตัว ได้แต่กรีดร้องด้วยความตกใจ

    เมื่อศุภลักษณ์กับหลวงหาญมาถึง หม่อมพริ้มประกาศต่อหน้าทุกคนอย่างเจ็บใจว่า

    “ถ้ากล้าทำกันถึงขนาดนี้ แม่ก็จะไม่ไว้หน้า แม่จะแจ้งตำรวจ”

    “อะไรนะคะ หม่อมแม่จะให้ตำรวจจับหลาน” ศุภลักษณ์แตกตื่น หลวงหาญก็เช่นกัน ทักท้วงว่าถ้าเรื่องถึงตำรวจจะอื้อฉาว...หญิงจ้อยเสริมขึ้นอย่างเห็นด้วย

    “นั่นสิคะ ถ้ารู้ไปถึงพวกหนังสือพิมพ์ล่ะก็เขียนกันสนุกใหญ่แน่”

    หม่อมพริ้มได้สติ กลับไปนั่งสงบใจ แต่ก็ยังอดฮึดฮัดไม่ได้ “แล้วจะทำยังไงดี จะทำยังไงดี ป่านนี้มันคงพากันหนีไปไหนต่อไหนแล้ว”

    “หม่อมแม่ขา หญิงไม่คิดว่าหญิงจะพูดคำนี้” ศุภลักษณ์เกริ่นก่อนลงนั่งกับพื้น วิงวอน “ขอให้เขาสองคนได้แต่งงานกันได้ไหมคะ”

    “อะไรนะ!”

    “ผมกับคุณหญิงปรึกษากันแล้วครับ ผมยอม...ยอมทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพื่อความสุขของลูก ดีกว่ายอมเสียลูกชายคนเดียวไป”

    “ตาณุเป็นคนดื้อ ถ้าเราไม่ยอมรับแกคงพาโสภิตหนีเตลิดไป หม่อมแม่ขา...วันที่น้องหญิงโสภาหนีไป หม่อมแม่จำไม่ได้หรือคะว่าหม่อมแม่เสียใจขนาดไหน”

    หม่อมพริ้มมองศุภลักษณ์ตาวาววับ หญิงจ้อยตกใจรีบปรามพี่สาว แต่ศุภลักษณ์ยังคงอ้อนวอนทั้งน้ำตา

    “หญิงไม่ได้เข้มแข็งเหมือนหม่อมแม่ ถ้าตาณุหนีไปหัวใจหญิงคงสลาย ถ้าไม่ได้เห็นหน้ากันอีกจนวันตาย เหมือนน้องหญิงโสภา หญิงคง...” ศุภลักษณ์สะอื้นจนพูดไม่ออก ได้แต่กราบซบลงแทบเท้าหม่อมพริ้ม หลวงหาญนั่งลงข้างภรรยา กราบวิงวอนอีกคน

    “หม่อมแม่ครับ เราสองคนขอความกรุณา”

    ห้องทั้งห้องเงียบกริบ...หม่อมพริ้มนิ่ง ความเจ็บปวดแต่ครั้งหญิงโสภาหนีไปปะทุขึ้นมาในใจอีกครั้ง ลุกขึ้นเดินออกไปเงียบๆ ศุภลักษณ์ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น หลวงหาญกอดปลอบภรรยา

    หม่อมพริ้มนั่งน้ำตาซึมในห้อง ชายรวีตามเข้ามาคุกเข่าตรงหน้าเช็ดน้ำตาให้ด้วยความสงสารและเข้าใจ

    “ชายจะว่าแม่ใจดำก็ว่ามา”

    “ผมเข้าใจหม่อมแม่ครับ”

    “แล้วชายคิดว่ายังไง”

    “ผมเป็นผู้พิพากษา ถ้าถามว่าสองคนนั้นทำผิดกฎหมายหรือเปล่า คำตอบก็คือไม่ ถ้าถามว่าทำผิดศีลธรรมไหม คำตอบก็คือไม่ ที่สองคนนั้นทำไปผิดประเพณีนิยมเท่านั้น”

    “แปลว่าแม่ควรจะยอมใช่ไหม”

    “ถ้าหม่อมแม่ย้อนเวลากลับไปได้ จะยอมให้พี่หญิงโสภาหนีไปไหมล่ะครับ”

    หม่อมพริ้มนิ่งไปอย่างใคร่ครวญ และในที่สุดทำใจยอมรับ...ยอมให้ชิษณุกับโสภิตพิไลหมั้นหมายกัน ส่วนการแต่งงานต้องรอจนกว่าฝ่ายหญิงเรียนจบ

    ชิษณุกับโสภิตพิไลเข้ามากราบหม่อมยายด้วยความดีใจ ท่ามกลางความโล่งใจของทุกคนที่คิดตรงกันว่า สิ้นเคราะห์ไปที...

    บรรดาบ่าวไพร่รู้เห็นจับกลุ่มคุยกันในครัว หวนบอกว่าตนลุ้นหัวใจแทบหยุดเต้น ไม่รู้หม่อมท่านจะว่ายังไง

    “ท่านคงกลัวว่าคุณหนูโสภิตจะหนีเตลิดไปเหมือนคุณหญิงโสภา”

    ได้ยินพุดเอ่ยชื่อคุณหญิงโสภา จวนถึงกับโพล่งขึ้นมาว่า

    “เลือดแม่แรงจริงจริ๊ง พับผ่าเถอะ”

    “จะว่าไปคุณหญิงเธอก็ไม่กล้าขนาดนี้นะน้าจวน แต่คุณหนูโสภิตนี่สิ โอ้โห ตอนเถียงหม่อมนะฉอดๆๆ ถ้าไม่ดูหน้า ฟังแต่เสียง นึกว่าอีสาตอนเด็กๆมายืนเถียง”

    เจิมฟังแล้วไม่สบายใจ ลุกหนีไปเงียบๆ คิดไปคิดมาจำได้ว่าตอนสาหนีไปจากวังรวีวารมีลูกติดท้องแล้วตอนนี้เด็กอยู่ไหน จวนผ่านมาได้ยินเจิมพึมพำชื่อสา แถเข้ามาถามว่าพูดอะไร

    “ข้าแค่สงสัย อีสามันมีลูกท่านชายติดท้องไปด้วย มันทำไมไม่เคยพูดถึง”

    “พี่เจิมเอ๊ย มาสงสัยอะไรป่านนี้ ฉันว่าเด็กคงตายไปเกิดใหม่ถึงไหนๆแล้ว มันแล่นตามผู้ชายออกไปอย่างนั้น มันจะเก็บลูกคาท้องเอาไว้ทำไม”

    “ก็อาจจะจริง เพราะมันก็ไม่เคยพูดถึง”

    “ผ่านไปยี่สิบกว่าปี ถ้าลูกอีสามันยังอยู่ก็คงรุ่นราวคราวเดียวกับคุณหนูโสภิตนี่ละ ใช่ไหม”

    เจิมฟังแล้วยิ่งสะดุ้งในใจ แอบภาวนาขออย่าให้เป็นอย่างที่ตนคิดเลย

    ooooooo

    แม้รู้ว่าสันทนาไม่ใช่คนตัวเปล่า แถมภรรยาของเขาก็เป็นลูกค้าที่ร้านเสริมสวย แต่สาก็ยังไม่เลิกติดต่อกับเขา...

    สายวันนี้ สันทนาโทร.หาสาก่อนจะส่งวัชรินทร์มารับเธอถึงร้านเสริมสวย บังเอิญจริงๆที่เฉิดฉวีแวะมาทำผม จึงเห็นวัชรินทร์เต็มตา ส่วนผู้หญิงที่นั่งรถไปด้วยเห็นไม่ถนัดนัก แต่คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นอุษาที่เมื่อสักครู่ยังเห็นอยู่ในร้านเพ็ญศรีกับคุณชมรู้แน่แก่ใจว่าเป็นสาแต่พยายามปกปิด แต่แล้วด้วยความฉลาดเฉลียวของเฉิดฉวีที่ต้อนไปต้อนมา ที่สุดความจริงก็กระจ่าง...

    สันทนากับสาไปหาความสุขกันที่โรงแรมแห่งเดิม เมื่อเห็นว่าเขาหลงใหลเอาใจ สาถือโอกาสอ้อนถามเรื่องที่คุยกันไว้เมื่อวันก่อน

    “ตกลงท่านว่ายังไงบ้างคะ เรื่องโสภิต คุณพูดกับท่านหรือยัง”

    “สั่งอะไรขึ้นมากินดีกว่า  ชักหิว  คุณอยากทานอะไร”

    “อย่าเปลี่ยนเรื่องสิคะ ตกลงคุณพูดกับท่านหรือยัง ท่านยอมไหม”

    “ไม่สำเร็จหรอก อย่าพยายามดีกว่า”

    “อ้าว ไหนคุณบอกว่า...”

    “ถ้าท่านบัญชามา ไม่มีคำว่าไม่ได้”

    สาทำท่าจะตอบโต้แต่สันทนารีบยกมือห้าม และกล่าวจริงจังจนสานิ่งอึ้ง

    “ท่านสั่งมาแล้ว ภายในเดือนหน้าท่านต้องได้เจอตัวจริงของโสภิตพิไล”

    ooooooo

    ตอนที่ 30

    สาเปิดร้านเสริมสวย “อุษาวดี” โดยมีเพ็ญศรีช่วยดูแลและเป็นลูกมือให้คุณชมช่างฝีมือดีหาตัวจับยาก

    คุณ ชม...ช่างทำผมชายใจหญิงแต่งตัวจัดจ้าน นิสัยร่าเริงสนุกสนาน ตั้งแต่สาสึกออกมารู้สึกชีวิตมีสีสันขึ้นอีกโข สามีหน้าที่ต้อนรับลูกค้า ส่วนเพ็ญศรีเป็นลูกมือให้คุณชม ทั้งสามคนเฮฮาเข้ากันได้ดี

    วันนี้ขณะพูดคุยหัวร่อต่อกระซิกกันอยู่นั้น เพ็ญศรีตาดีเหลือบเห็นกล่องของขวัญขนาดเล็กห่ออย่างประณีตสวยงามวางอยู่มุมหนึ่งในร้าน

    “อุ๊ย นั่นกล่องอะไร”

    “ของขวัญน่ะ” สาเดินไปหยิบกล่องของขวัญขึ้นมาอย่างหวงแหน

    “เตรียมไว้ให้หนุ่มที่ไหนเหรอฮะ”

    “คุณชมรู้ได้ยังไงคะ”

    “วันนี้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ฝรั่งเขาเรียกว่าวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรัก ชมเดาถูกไหมฮะว่าของขวัญกล่องนี้สำหรับหนุ่มๆแน่นอน”

    สาอมยิ้มไม่ตอบ ท่าทีมีเลศนัย

    ooooooo

    ที่มหาวิทยาลัย...กลุ่มนิสิตสาวมอบกุหลาบแดงคนละดอกให้ชายรวีหลังจากสอนเสร็จในคาบเรียนนี้ ชายหนุ่มยิ้มขำ แต่ก็รับไว้หมด หอบมันออกมาหน้าห้องเรียนเจอโสภิตพิไลยืนรออยู่

    “ของสาวที่ไหนคะ น้าชาย”

    “สาวที่ไหน ของพวกนิสิตซีเนียร์น่ะสิ เอามาล้ออาจารย์เล่น แก่นกะโหลกจริงๆ เด็กพวกนี้”

    “ชั้นปีสี่เด็กที่ไหนคะ เป็นสาวแล้ว”

    “อ้อ เหมือนเธองั้นสิ จะบอกว่าตัวเองก็เป็นสาวแล้วใช่ไหม”

    น้าชายหยอกล้อหลานสาวแล้วพากันเดินออกจากตึกเพื่อไปที่ลานจอดรถ

    “แปลกจริง วันนี้วันวาเลนไทน์ ทำไมดาวอักษรไม่ยักได้ดอกไม้สักดอก”

    “ใครจะไปเนื้อหอมเหมือนอาจารย์หม่อมราชวงศ์รวีช่วงโชติล่ะคะ...โน่น ดูเหมือนจะมีนิสิตสาวๆมารอมอบดอกกุหลาบอีกคนหนึ่งแล้ว”

    ชายรวีมองตาม เห็นเด็กสาวในชุดนิสิตปีหนึ่งถือกุหลาบแดงดอกใหญ่สวยงามยืนรออยู่ใต้ต้นไม้

    เด็กสาวยิ้มสดใส ใบหน้าสวยแจ่ม แววตาสุกใสเป็นประกาย เดินตรงเข้ามาหา  ชายรวีเห็นแล้วรู้สึกถูกชะตาเลยยิ้มตอบ

    “สวัสดีค่ะอาจารย์”

    “สวัสดีครับ” ชายรวีตอบกลับทั้งที่งงนิดๆ ไม่รู้จักและคาดว่าเธอไม่ใช่ลูกศิษย์ตัวเอง...นอกจากทักเขาแล้ว เธอยังยกมือไหว้โสภิตพิไลด้วย “สวัสดีค่ะพี่โสภิต”

    “รู้จักพี่ด้วยเหรอ”

    “หนูใจสว่าง หลานลุงสุขกับป้าแป้นไงคะ”

    “อ้อ นึกออกล่ะ พี่เคยเห็นเธอสองสามครั้งตอนเด็กๆ นี่อยู่คณะไหน”

    “บัญชีค่ะ ปีหนึ่ง”

    โสภิตพิไลยิ้มพราย ล้อชายรวีว่าดังไปถึงคณะบัญชีเชียวหรือ

    “เหลวไหลน่ะ”

    “ดอกไม้นี่ไม่ใช่ของอาจารย์หรอกค่ะ มีคนเขาฝากมาให้พี่โสภิต”

    ใจสว่างชายตาไปอีกทาง โสภิตพิไลแอบดูด้วยหางตาเห็นปรมัตถ์ยืนหลบอยู่ห่างๆ

    “อ้อ เป็นแม่สื่อ” ชายรวีเปรยเบาๆ

    “ช่วยรับไปหน่อยนะคะ ไม่งั้นพี่ปรมัตถ์เขาเสียใจแย่”

    “ขอบใจจ้ะ” โสภิตพิไลรับดอกกุหลาบจากใจสว่าง ปรมัตถ์ดีใจมองมาด้วยรอยยิ้ม พอสองน้าหลานจะเดินไปขึ้นรถ ใจสว่างเรียกไว้อีก

    “เดี๋ยวค่ะอาจารย์” ใจสว่างหยิบกล่องของขวัญขนาดเล็กออกจากกระเป๋าส่งให้ “อันนี้ของอาจารย์ค่ะ สุขสันต์วันเกิดนะคะ”

    “คุณรู้ได้ยังไง”

    “อาจารย์ลองเดาดูสิคะ” ใจสว่างอมยิ้ม ยกมือไหว้แล้ววิ่งหายไป ทิ้งความงุนงงสงสัยไว้ให้อาจารย์หนุ่มรูปหล่อ...

    ooooooo

    ใจสว่างอาศัยอยู่กับสาที่ร้านเสริมสวย นานๆถึงจะกลับไปบ้านสวนของแป้นกับสุขสักที...

    เย็นนี้เธอกลับมาถึงร้าน เพ็ญศรีเอาน้ำส้มเย็นๆมาให้ดื่มอย่างชื่นใจ เสร็จปุ๊บสาที่จ้องอยู่รีบซักถามด้วยท่าทีตื่นเต้น

    “เป็นไงบ้างใจ คุณชายว่ายังไงบ้าง”

    “ไม่ได้ว่าอะไรค่ะ แต่ท่าทางอาจารย์งงมากๆ ป่านนี้อาจารย์คงยังสงสัยอยู่ว่าหนูรู้วันเกิดอาจารย์ได้ยังไง”

    ฟังคำตอบแล้วสายิ้มกริ่มชอบใจ...

    เวลาเดียวกันนั้น รถชายรวีกำลังแล่นเข้ามาหน้าตำหนักขาว สองน้าหลานยังคุยกันเรื่องของขวัญ ในมือโสภิตพิไลถือดอกกุหลาบของตัวเองไว้ ส่วนดอกไม้ทั้งหอบของชายรวีวางอยู่ที่เบาะหลัง

    “อ้อ นึกออกละ ใจสว่างเขาสนิทกับป้าอุษา ถ้าโสภิตเดาไม่ผิด ป้าอุษาต้องเป็นคนฝากของขวัญมาให้น้าชายแน่ๆ”

    “แล้วคุณอุษาจะมารู้วันเกิดของน้าได้ยังไง”

    “คุณป้าสนใจน้าชายมากนะคะ โสภิตว่าถ้าเขาอยากจะรู้ เขาคงหาทางรู้จนได้ล่ะค่ะ...ถึงซะที ดอกไม้นี่โสภิตถือลงไปให้นะคะ”

    โสภิตพิไลหันไปคว้ากุหลาบที่เบาะหลังมาทั้งหอบ แล้วเอากุหลาบแดงของตัวเองเข้าไปรวมอย่างไม่แยแส ก่อนจะลงจากรถไป

    หญิงศุภลักษณ์นั่งอยู่กับหม่อมพริ้ม เห็นหลานสาวโผล่เข้ามาก็ร้องทัก


    “อ้าว...โสภิต”

    “คุณป้าหญิง...หม่อมยาย” โสภิตพิไลลงนั่ง วางดอกไม้ไว้ที่ตักตัวเองแล้วยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสอง

    หม่อมพริ้มมองดอกไม้อย่างสงสัย ถามหลานสาวว่าไปเอาดอกกุหลาบมาจากไหนเยอะแยะ พอดีชายรวีโผล่เข้ามาได้ยิน จึงตอบเสียเองว่า

    “วันนี้ฝรั่งเขาว่าเป็นวันแห่งความรักครับหม่อมแม่ คนไทยเห่อตามฝรั่งก็เลยแจกดอกกุหลาบแดงกันให้เกร่อไป”

    “คงมีคนให้มาล่ะสิ” หญิงศุภลักษณ์เย้ายิ้มๆ

    “ค่ะ แต่ไม่ใช่ของหนูนะคะ ของน้าชายต่างหาก”

    ชายรวีวางหน้านิ่ง โสภิตพิไลยิ้มล้อ ก่อนหันไปเรียกพุดมาเอาดอกไม้ไปจัดใส่แจกันแล้วเอาไปไว้ในห้องน้าชายด้วย

    ทันทีที่พุดหอบดอกไม้ออกไป หญิงศุภลักษณ์หันมาไล่บี้น้องชายให้เล่ามาว่าเจ้าของดอกกุหลาบเป็นใคร?

    ooooooo

    หม่อมพริ้ม คุณหญิงศุภลักษณ์ คุณชายรวี และโสภิตพิไลนั่งดื่มน้ำชากันไปคุยกันไปอย่างอารมณ์ดี

    หลังฟังชายรวีเล่าเรื่องดอกกุหลาบจบลง หม่อมพริ้มถึงกับบ่นอุบว่า

    “โธ่ถังเอ๊ย นึกว่าได้มาจากสาวที่ไหน เด็กนักเรียนผู้หญิงสมัยนี่ก็ก๋ากั่นกันจริง”

    “ครับ โลกเดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไปมากเหลือเกิน ผู้หญิงสมัยนี้เขากล้าแสดงออกกันมากขึ้น”

    “ชายก็ต้องดูดีๆนะ อย่าเหลวไหลไปเอาพวกแม่รีแม่แรดมาเป็นลูกสะใภ้แม่”

    “น้าชายไม่เหลวไหลหรอกค่ะหม่อมยาย กระทั่งหายใจเธอยังกลัวจะผิดจังหวะ”

    โสภิตพิไลกระเซ้าน้าชายอย่างขำๆ หญิงศุภลักษณ์สีหน้าเปลี่ยนไป เอ่ยถึงลูกชายสุดที่รักอย่างกังวล

    “หญิงน่ะห่วงแต่ตาณุ ทำงานเป็นวิศวกรทำเขื่อนทำถนน หายเข้าป่าไปทีหลายๆเดือน หญิงกลัวเหลือเกิน กลัวจะไปคว้าคนป่ามาเป็นเมีย”

    โสภิตพิไลตาพราวมีความสุขเมื่อได้ยินชื่อชิษณุ “คุณป้าหญิงก็บอกให้พี่ณุออกมาทำงานอย่างอื่นสิคะ จะได้มาอยู่ใกล้ๆ”

    “วุ้ย! บอกได้ที่ไหนล่ะ แม่เขาตามใจกันจนเป็นเทวดาแล้ว” หม่อมพริ้มต่อว่าลูกสาวไม่จริงจัง “แล้วคราวนี้จะกลับเมื่อไหร่ล่ะ”

    “กลับมาแล้วค่ะ เมื่อเช้านี้เอง นี่ก็อาสาจะขับรถมารับแม่ สักครู่คงจะมาถึงค่ะ”

    โสภิตพิไลดีใจรีบขอตัวไปอาบน้ำ ชายรวีลุกขึ้นอีกคน ขอตัวด้วยเหมือนกันเพราะเหนียวตัวเต็มที หญิงศุภลักษณ์มองตามทั้งคู่อย่างพิจารณาแล้วหันกลับมาพูดกับหม่อมพริ้มว่า

    “โสภิตนี่สวยนะคะ...สวย แต่สวยคมๆ ไม่ยักเหมือนหญิงโสภา”

    “นั่นสิ หน้าตาดูๆกระเดียดไปทางอีสา เลี้ยงกันไปเลี้ยงกันมาดันไปเหมือนคนเลี้ยงเข้าเสียนี่”

    “เหมือนสาก็ดีนี่คะหม่อมแม่ สวยออก”

    “ก็ขอให้เหมือนแต่หน้าเถอะ นิสัยใจคออย่าได้เหมือนเลย ถ้าโสภิตใจแตกเหมือนอีสา แม่คงนอนไม่หลับแน่” หม่อมพริ้มเอ่ยออกไป ไม่ได้เอะใจอะไรเลยสักนิด

    ooooooo

    โสภิตพิไลอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่ ผัดหน้านวลผ่องย่องตัดสนามไปชะเง้อชะแง้อยู่ที่ต้นไม้หน้าบ้าน สักครู่ชิษณุแอบเข้ามาข้างหลัง ใช้สองมือปิดตาเธอพร้อมอวยพรให้มีความสุขในวันวาเลนไทน์

    หนุ่มสาวพูดคุยหยอกล้อกันด้วยความรัก ชิษณุเพลินจนลืมเวลาว่าต้องไปรับมารดาที่รออยู่ในบ้าน

    “ไหนคะ ของขวัญ”

    “โห...คนทำงานอยู่กลางป่าจะหาของขวัญจากไหนมาให้ มีแต่ตัวพี่นี่แหละ จะเอาไหม”

    “ไม่เห็นจะอยากได้”

    โสภิตพิไลแกล้งงอนหน้าง้ำ ชิษณุอมยิ้ม หยิบจี้รูปหัวใจเล็กมายัดใส่มือเธอ

    “งั้นแถมหัวใจพี่ไปด้วย พอใจหรือยัง”

    หญิงสาวยิ้มรับแทนคำตอบ ชิษณุมองเธอตาพราวฉ่ำอย่างลุ่มหลง...

    ส่วนที่ห้องชายรวี หวนนำแจกันใส่ดอกกุหลาบเข้ามาให้คุณชายที่กำลังแกะกล่องของขวัญของสาที่ได้มาจากใจสว่าง ข้างในมีช็อกโกแลตและการ์ดใบเล็กเขียนคำอวยพรวันเกิดมาหนึ่งประโยค ชายรวีอ่านแล้วรู้สึกดี พูดกับหวนที่เสนอหน้าอยากรู้อยากเห็น

    “แปลกดีนะครับ คุณสารู้วันเกิดผมได้ยังไงก็ไม่ทราบ ส่งขนมมาให้ เห็นผมเป็นเด็กหรือยังไง”

    ชายรวีหยิบช็อกโกแลตกินอย่างมีความสุข หวนซึ้งใจปนเศร้า สงสารสากับชายรวี แล้วแอบมาเล่าให้หม่อมพริ้มกับคุณหญิงศุภลักษณ์ฟัง

    “โถ...น่าเวทนา สามันคงคิดถึงของมัน”

    “ค่ะคุณหญิง แต่มันก็รู้อยู่ดีนะคะ ตั้งแต่สึกออกมามันก็ไม่เคยเสนอหน้ามาให้คุณชายเธอเห็นเลย ของนี่ก็เห็นว่าฝากคนอื่นมาให้”

    “ก็ดีแล้วนี่ อยู่แค่นี้แหละดีแล้ว...จะเย็นย่ำแล้ว ทำไมหญิงจ้อยยังไม่กลับ”

    “คุณหญิงจ้อยไม่อยู่นี่คะหม่อม ไปเมืองนอกตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว”

    “เออ จริงสิ ลืมไปได้ ชักจะหลงแล้วข้านี่...หญิงจะอยู่รับข้าวเย็นกับแม่ไหม”

    “หญิงคงต้องขอตัวค่ะ ว่าแต่พ่อลูกชายตัวดี ไหนว่าจะมารับ ทำไมป่านนี้ยังไม่มา”

    พุดเดินเข้ามาได้ยินพอดี บอกว่ารถของชิษณุจอดอยู่ที่หน้าตำหนักนานแล้ว ทุกคนสงสัยว่าตัวเขาไปไหน

    ชิษณุยังคุยอยู่กับโสภิตพิไลในสวน เขาบอกเธอว่าสิ้นปีนี้ที่บริษัทจะส่งเขาไปอเมริกานานสองปี โสภิตพิไลใจหาย บ่นหน้าเศร้าว่าเธอคงคิดถึงเขาแย่เลย

    “แต่พี่คงต้องตาย ถ้าต้องจากเธอ...โสภิต เราหมั้นกันไหม หมั้นกันไว้ก่อน แล้วพอเรียนจบพี่จะบินกลับมาแต่งงาน แล้วพาเธอไปอยู่ด้วยกัน”

    “พี่ณุ มันจะเป็นไปได้หรือคะ

    “รักพี่หรือเปล่า”

    “รักมากที่สุดค่ะ”

    “งั้นแต่งงานกับพี่นะน้องรัก”

    ชิษณุดึงโสภิตพิไลมากอด แต่แล้วผงะตกใจสุดขีด เมื่อเห็นคุณหญิงศุภลักษณ์ หม่อมพริ้ม และหวนเดินเข้ามา ทุกคนตกใจมากเช่นกัน โดยเฉพาะหม่อมพริ้มตัวสั่น เสียงสะท้านด้วยความโกรธ

    “ใครช่วยตอบฉันที แกสองคนทำเรื่องบัดสีแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว”

    หม่อมพริ้มลากโสภิตพิไลเข้ามาในบ้าน คนอื่นๆ กรูตาม ชิษณุอธิบายว่าเป็นความผิดของตน แต่หม่อมพริ้มไม่ฟัง เหวี่ยงโสภิตพิไลจนล้มลงกับพื้นอย่างเดือดดาล ชิษณุเข้าประคองแต่ถูกมารดาพยายามกระชากออกมา ชายรวีเห็นภาพนั้น อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

    “หม่อมยายไม่พอใจที่ไอกับโสภิตรักกัน” ชิษณุตอบด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง ชายรวีตกใจ หม่อมพริ้มตวาดสั่งหลานชายให้หุบปาก

    “หม่อมยายครับ...คือผมกับโสภิต...”

    “หยุดได้แล้วตาณุ ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น กลับบ้าน” หญิงศุภลักษณ์คว้าแขนลูกชาย

    “ผมไม่กลับ ผมต้องพูดกับหม่อมยายก่อน”

    “พูดอะไร ทำผิดขนาดนี้ยังไม่สำนึก ยังจะพูดอะไรอีก”

    “ผมรักโสภิต เรารักกัน ได้ยินไหมครับหม่อมยาย ผมกับโสภิตรักกัน”

    “ออกไป!” หม่อมพริ้มตวาดลั่น ตัวสั่นระริกด้วยความโกรธ ชายรวีเห็นท่าไม่ดี กล่อมชิษณุให้กลับไปก่อน วันหลังค่อยพูดค่อยจากัน แต่ชายหนุ่มยังห่วงโสภิตพิไล จะเข้าไปหาแต่ถูกมารดากระชากออกมาจนได้

    ชิษณุถูกคุณหญิงศุภลักษณ์ลากออกไปขึ้นรถแล้ว โสภิตพิไลกลัวจนพูดอะไรไม่ออก นอกจากพนมมือขอโทษ หม่อมพริ้มสุดจะระงับอารมณ์โกรธ สบถด่าว่าชั่วแล้วตบหน้าหลานสาวทันที หญิงสาวอึ้งไปอึดใจก่อนวิ่งร้องไห้ออกไป ชายรวีทำท่าจะตามแต่ต้องหันกลับมาเพราะหม่อมพริ้มซวนเซแทบหมดแรงยืน...

    คุณหญิงศุภลักษณ์พาลูกชายกลับไปถึงบ้านแล้วเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้หลวงหาญสามีของเธอฟังทั้งน้ำตา ไม่ทันไรชิษณุที่หายขึ้นไปบนห้องครู่เดียวก็กลับลงมาพร้อมกระเป๋าเดินทาง บอกพ่อแม่ว่าตนจะไปอยู่ข้างนอก

    “ทำไมล่ะลูก”

    “ถ้าผมอยู่บ้าน คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องมาหว่านล้อมให้ผมเปลี่ยนใจ ผมขี้เกียจฟัง”

    “แต่ลูกกับโสภิตเป็นลูกพี่ลูกน้องกันนะลูก ถึงจะคนละนามสกุล เขาก็เป็นหลานแท้ๆของแม่”

    “ผมเลยต้องเสียสละ เลิกรักคนที่ผมรักที่สุด เพราะคุณแม่บังเอิญไปเป็นพี่น้องกับแม่ของเขางั้นเหรอครับ”

    “ณุ...อย่าเอาแต่ใจ ฟังแม่เขาบ้าง สิ่งที่ลูกจะทำสังคมไม่ยอมรับ”

    “ผมอยู่มาจนโตป่านนี้ ไม่เห็นจะต้องอาศัยสังคม คุณพ่อครับ ผมรักโสภิต เราจะแต่งงานกัน แต่ถ้าหากสิ่งที่ผมทำมันทำให้คุณแม่อับอาย ผมก็จะพาโสภิตไปอยู่เมืองนอก ไม่กลับมาให้คุณแม่เห็นหน้าอีก”

    “ไม่นะ ชิษณุ ไม่ไปนะลูก คุณหลวงขา...ห้ามลูกสิคะ ห้ามลูกด้วย”

    ชิษณุผลุนผลันออกไปแล้ว คุณหญิงศุภลักษณ์ร้องไห้ใจจะขาดด้วยความรักลูก หลวงหาญรู้ว่าห้ามลูกชายไม่ได้ ได้แต่ลูบหลังไหล่ภรรยาอย่างปลอบใจ

    ooooooo

    โสภิตพิไลเสียใจร้องไห้จนตาแดงช้ำ เช้าขึ้นเธอแต่งตัวเตรียมไปเรียนแต่ยังไม่ยอมออกจากห้อง หวนมาเรียกก็ไม่เปิดประตู กระทั่งชายรวีต้องมาตามด้วยตัวเอง

    “โสภิต นี่น้าเองนะ ออกมาเถอะ”

    ประตูห้องเปิดออก หวนกับชายรวีเห็นโสภิตพิไลหน้าเศร้าตาแดงแล้วอดสงสารไม่ได้

    “คุณหนูขา หม่อมท่านให้หา ลงไปเถอะนะคะ อย่าดื้อกับท่านเลย”

    โสภิตพิไลพยักหน้า ชายรวีจับมือหลานสาวอย่างให้กำลังใจ แล้วพากันลงไปที่ห้องโถงซึ่งหม่อมพริ้มนั่งรออยู่ด้วยสีหน้ามึนตึง

    “เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานฉันจะไม่พูดถึง จะถือว่า

    เป็นเหมือนฝันร้าย แต่ต่อจากนี้ไปชายจะต้องคอยดูแลโสภิตพิไลอย่างใกล้ชิด ห้ามไม่ให้ไปพบปะเจอะเจอกับเจ้าชิษณุอีก”

    โสภิตพิไลหน้าเสียแต่ไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่มองหม่อมพริ้มด้วยสายตาวิงวอน

    “ทุกวันที่ไปเรียนให้รอกลับบ้านพร้อมน้าชาย ห้ามเถลไถลไปไหนทั้งนั้น จนกว่าเจ้าชิษณุมันจะไปเมืองนอก เข้าใจไหม”

    หญิงสาวก้มหน้าจำยอมรับสภาพ...

    หวนเฝ้ามองเหตุการณ์โดยตลอด ก่อนจะกลับออกไปจับกลุ่มพูดคุยกับบ่าวด้วยกันในครัว

    “เฮ้อ...ความจริงคุณณุเธอก็ดีนะ เหมาะสมคู่ควรกันทุกอย่าง เสียดายไม่น่าเกิดมาเป็นญาติกันเลย พับผ่า”

    “ฉันสงสารคุณหนูจังเลย ต้องโดนขังไปตั้งปี กว่าคุณณุจะไปอเมริกา”

    “โฮ้ย...ความรักเหมือนโคถึก กำลังคึกขนาดนี้ หม่อมท่านจะขังได้หรือ ข้าน่ะเห็นมาซะนักต่อนักแล้ว ตั้งแต่สมัยคุณหญิงโสภา”

    “นั่นสิ คุณหนูโสภิตเธอจะพยศเหมือนคุณหญิงโสภาหรือเปล่าไม่รู้นะหวน”

    เจิมนิ่งฟังอยู่แต่แรก อดรนทนไม่ไหว พูดโพล่งขึ้นมาอย่างมีน้ำโห

    “คุณหญิงเธอเป็นเด็กดี ไม่ได้พยศ ที่เธอทำไปเพราะหลงเชื่ออีสา”

    “ดูๆมันก็แปลกนะ คุณหนูโสภิตเป็นลูกคุณหญิงโสภา แต่ทั้งรูปร่างหน้าตา ทั้งนิสัยใจคอ ยิ่งดูยิ่งเหมือนอีสา ไม่เห็นเหมือนคุณหญิงโสภาแม่ของเธอเลย พี่เจิมว่าไหม”

    จวนตั้งข้อสังเกตเรื่อยเปื่อยไปไม่ได้คิดอะไร แต่เจิมฟังแล้วชักสงสัยตงิดๆ

    ooooooo

    ที่ร้านเสริมสวยอุษาวดี...สากับเพ็ญศรีกำลังช่วยลูกค้าเจ้าประจำเลือกสีเล็บ เฉิดฉวีผลักประตูร้านเดินเข้ามาถามหาคุณชม สากุลีกุจอไปต้อนรับอย่างอ่อนหวาน

    “ไม่ทราบคุณนายนัดเอาไว้หรือเปล่าคะ”

    เฉิดฉวีชักสีหน้าเหมือนถูกเรียกด้วยคำหยาบ “เธอเรียกฉันว่าอะไรนะ”

    ทันใดนั้นเสียงคุณชมดังออกมาจากหลังร้าน “คุณหญิงเฉิดฉวี สวัสดีฮ่ะ แหม นึกว่าใคร”

    เฉิดฉวีปรายตามองสานิดหนึ่งเป็นเชิงบอกให้รู้ว่าฉันคือคุณหญิง แล้วหันไปต่อว่าคุณชมอย่างคนคุ้นเคย

    “คุณชมย้ายร้านก็ไม่บอก ตามหาอยู่ตั้งนาน”

    “แหม...ก็คุณหญิงตามท่านนายพลไปต่างประเทศ ชมก็ไม่ทราบจะกลับเมื่อไหร่ อ้อ ลืมไป นี่คุณอุษา เจ้าของร้าน...คุณสา นี่คุณหญิงเฉิดฉวีฮ่ะ ลูกค้ารายใหญ่ของชม”

    สายกมือไหว้อย่างพินอบพิเทาพร้อมกับจีบปากจีบคอเอาใจสุดฤทธิ์

    “ต๊าย...คุณหญิงนั่นเอง คุณชมพูดถึงเสมอเลยค่ะ วันนี้คุณหญิงให้เกียรติมาที่ร้านดิฉันต้องบริการเต็มที่ เพ็ญขอน้ำส้มเย็นๆให้คุณหญิงหน่อยจ้ะ”

    “ได้เลยค่ะ” เพ็ญศรีกระวีกระวาดไป ส่วนสาแทบจะประคองเฉิดฉวีเดินเข้ามา ถามว่าวันนี้คุณหญิงทำอะไรดี สระ เซต ดัด หรือซอย

    เฉิดฉวียิ้มพอใจ รู้สึกดีกับการเอาใจของสา แต่ยังไว้ฟอร์มอยู่บ้าง

    “วันนี้รีบ เอาแค่สระเซตก็พอ” ว่าแล้วเธอหันไปบอกทหารที่ยืนถือกระเป๋า “เอากระเป๋าวางไว้ แล้วไปรอฉันที่รถ”

    “ครับ” วัชรินทร์รับคำก่อนกระเป๋าวางไว้แล้วเดินออกจากร้านไป

    เฉิดฉวีกรีดกรายไปนั่งราวกับนางพญา คุณชมกับสาตามดูแลเอาใจ ผ่านไปครู่ใหญ่การทำผมก็เสร็จลง เฉิดฉวีมองตัวเองในกระจกอย่างพอใจ

    “ใครทำก็ไม่ถูกใจเหมือนคุณชม เอาไว้จะมาเป็นลูกค้าประจำนะ”

    “กราบขอบพระคุณคุณหญิงค่ะ”

    ถึงเวลากลับ เฉิดฉวียังเจ้ายศเจ้าอย่างไม่เลิก เดินคอตั้งออกจากร้านโดยมีเพ็ญศรีถือกระเป๋าเดินตามไปส่งให้ถึงรถ อยู่ทางนี้สาเลยซักคุณชมว่า

    “คุณหญิงเฉิดฉวีเธอเป็นคุณหญิงหม่อมราชวงศ์ หรือคุณหญิงตราตั้งคะคุณชม”

    คุณชมหัวเราะร่วนก่อนตอบ “อุ๊ย ไม่ใช่ทั้งสองอย่างฮ่ะ คุณเฉิดฉวีแกเป็นภรรยาของนายทหารใหญ่ พอดีว่าสามีแกกำลังขึ้นหม้อเพราะเป็นคนสนิทของ “ท่าน” พวกลิ่วล้อก็เลยยกหางเรียกแกว่าคุณหญิง”

    “อ้อ ที่แท้ก็คุณหญิงบ่าวตั้ง”

    พูดจบ สาเหลือบไปเห็นคุณหญิงจิ๋มเดินเข้ามาถามหาคุณชม พอเห็นสาก็ชะงัก แววตาบ่งบอกว่ารังเกียจ

    “คุณหญิงจิ๋มมาทำผมหรือคะ”

    “ร้านอุษาวดี นี่ร้านของแกหรอกหรือ งั้นฉันกลับละนะคุณชม ไม่ทำแล้ว” เธอหันหลังกลับ แต่แล้วนึกได้หันกลับมาบอกสาว่า “แกคงไม่รู้ข่าว ฉันจะบอกให้เอาบุญว่าแม่โสภิตพิไลกำลังทำเรื่องงามหน้า”

    “อะไรนะคะ”

    “ก็สมอยู่หรอกนะ เด็กที่แกเลี้ยงมาโตขึ้นมันก็ต้องใจแตกเหมือนกับแก”

    คุณหญิงจิ๋มสะบัดหน้าเดินออกไป สาไม่เข้าใจว่าเธอพูดอะไร แต่ไม่กล้าตามไปถาม...

    ด้วยความเป็นห่วงโสภิตพิไล สาตัดสินใจ โทร.หาคุณชายรวีที่กระทรวงยุติธรรม ไม่นานนักคุณชายก็มาพบเธอถึงร้านเสริมสวย

    เมื่อรู้เรื่องราวน่าบัดสีระหว่างโสภิตพิไลกับชิษณุ สาตกใจมาก กล่าวอย่างร้อนรนจนคุณชายรวีสงสัย

    “ไม่ได้นะคะคุณชาย โสภิตจะชอบพอกับคุณชิษณุไม่ได้ ยอมไม่ได้เด็ดขาดนะคะ”

    “หม่อมแม่ท่านไม่ยอมหรอกครับ ท่านสั่งห้ามเด็ดขาดแล้วไม่ให้สองคนนั้นเจอกัน”

    “ฉันฝากคุณชายด้วยนะคะ สำคัญมากๆ ยังไงก็ตามจะปล่อยให้สองคนนั้นคบกันไม่ได้เด็ดขาด คุณชายต้องรับปากกับฉันนะคะ”

    คุณชายรวีดูอาการทุกข์ร้อนของสาอย่างแปลกใจ แต่ก็พยักหน้ารับ

    ooooooo

    ที่โต๊ะนั่งใต้ร่มไม้ในมหาวิทยาลัย โสภิตพิไลนั่งใจลอยไม่มีกะจิตกะใจอ่านหนังสือที่กางไว้ตรงหน้า ขนาดใจสว่างกับปรมัตถ์เดินมาใกล้เธอยังไม่รู้ตัว
    ใจสว่างรู้สึกถึงความผิดปกติของโสภิตพิไล

    แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร พอชวนคุยเธอก็พูดน้อยคำ และไม่ยอมไปกินไอศกรีมด้วยกัน ทั้งที่ปรมัตถ์อยากให้เธอไป เพราะวันนี้เป็นวันเกิดของเขา

    โสภิตพิไลเดินหนีทั้งคู่ออกไปเจอชิษณุขับรถมาจอดเทียบ เธอรีบขึ้นรถไปกับเขาและพูดคุยปรับทุกข์กัน

    “หม่อมยายทำอะไรน้องหรือเปล่า”

    “ท่านสั่งไม่ให้โสภิตเจอพี่ณุอีก ไม่ให้ออกไปไหน จนกว่าพี่ณุจะไปเมืองนอก”

    “พี่จะทำให้ทุกคนเห็นว่าเขาขัดขวางความรักของเราไม่ได้”

    “พี่ณุจะทำอะไรคะ”

    “หนีไปกับพี่นะ”

    “อะไรนะคะ”

    “หนีไปด้วยกัน แล้วค่อยกลับมาขอขมา ถึงตอนนั้นใครหน้าไหนก็ห้ามเราไม่ได้แล้ว...ว่าไง”

    โสภิตพิไลนิ่งคิด แต่แววตาบอกว่าตกลงใจไปแล้วกว่าครึ่ง

    ooooooo

    สากลุ้มใจเรื่องโสภิตพิไลจนไม่เป็นอันทำอะไร เอาแต่นั่งขบคิดเหม่อลอยตั้งแต่กลางวันยันค่ำ ข้าวปลาไม่ได้ทำกิน ใจสว่างกลับมาจึงทำข้าวไข่เจียวกินง่ายๆ ส่วนสาบอกว่าไม่หิว ตั้งแต่สึกออกมาตนไม่ค่อยกินข้าวเย็นอยู่แล้ว

    “โธ่ถัง กินข้าวกับไข่ นี่พี่แป้นรู้เข้าจะว่าป้าเลี้ยงใจไม่ดี”

    “แค่คุณป้าให้หนูอาศัยอยู่ที่นี่ก็ดีมากแล้วค่ะ ไม่งั้นหนูคงนั่งเรือออกมาเรียนไม่ไหว”

    “ไปเรียน เจอโสภิตบ้างไหม”

    “ไม่ค่อยเจอหรอกค่ะ อยู่คนละคณะ คุณป้าคิดถึงพี่โสภิตหรือคะ”

    “บางทีก็อดห่วงเขาไม่ได้”

    ใจสว่างมองหน้าสาแล้วตัดสินใจพูด “หนูขอโทษนะคะคุณป้า แต่หนูไม่เข้าใจ ทำไมคุณป้าไม่บอกเขาไปล่ะคะ ว่าคุณป้าเป็นแม่ของเขา”

    “ใจ! นี่หนู...หนูรู้...ใครบอกหนู พี่แป้นกับพี่สุขใช่ไหม”

    “ใจเย็นๆก่อนค่ะคุณป้า ตากับยายไม่ได้คิดจะบอกใครหรอกค่ะ แต่ตากับยายคุยกันแล้วหนูบังเอิญไปได้ยินเข้า ตากับยายเลยต้องเล่าให้ฟัง แล้วก็สั่งแล้วว่ามันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ห้ามไม่ให้พูด หนูกล้าพูดเพราะเราอยู่กันแค่สองคน หนูรู้ว่าคุณป้าคิดถึงพี่โสภิต ถ้าคุณป้ามีอะไร คุยกับหนูได้นะคะ อย่างน้อยก็อาจจะทำให้สบายใจขึ้น”

    “ขอบใจมากจ้ะหนูใจ ขอบใจมาก” สาดีใจที่มีคนเข้าใจตน...

    เวลาเดียวกันที่ตำหนักขาว โสภิตพิไลครุ่นคิดไม่ตกเรื่องที่ชิษณุพูดเมื่อตอนเย็น เธอคิดมากจนอัดอั้นถึงกับร้องไห้ออกมา ชายรวีผ่านมาเห็นรู้สึกสงสาร ปลอบโยนหลานสาวอย่าร้องไห้ อีกไม่นานทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

    “ยังไงคะ”

    “เธอจะลืมชิษณุได้”

    “ทำไมโสภิตจะต้องลืม ในเมื่อพี่ณุเป็นคนที่โสภิตรัก”

    “โสภิต ฟังน้านะ ระหว่างเธอกับนายณุมันไม่สมควร ความจริงน้าเคยเตือนนายณุแล้วว่าอย่ายุ่งกับเธอ ไม่นึกว่าเขาจะกล้า”

    “อย่าโทษพี่ณุเลยค่ะ โสภิตเองก็รักเขา เรารักกัน น้าชายไม่เคยรักใคร น้าชายไม่เข้าใจหรอกค่ะว่ามันห้ามไม่ได้” โสภิตพิไลพูดอย่างเจ็บช้ำแล้วลุกเดินจากไป ชายรวีมองตามด้วยความเห็นใจ

    ooooooo

    ที่สโมสรสนามกอล์ฟ นายทหารนิยมมาพักผ่อน หนึ่งในนี้มีทหารชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเจ้านายของนายพลสันทนารวมอยู่ด้วย

    วันนี้สันทนาถูกท่านเรียกตัวมาพบที่นี่ด้วยเรื่อง

    ที่รู้ๆกันประสาชายเจ้าชู้

    “ไง สันทนา หายหน้าไปไหนวะ เกือบสองเดือน”

    “ผมไปส่งลูกสาวเรียนต่อที่อเมริกาไงครับ จัดการเรื่องโรงเรียนเสร็จก็เลยพาที่บ้านเขาเที่ยวด้วย ท่านมีเรื่องด่วนอะไรจะใช้ผมหรือครับ”

    “จะว่าด่วนมันก็ไม่ถึงกับด่วนหรอก เพียงแต่พี่ไม่ไว้ใจคนอื่น มันจัดการได้ไม่เรียบร้อยเหมือนสัน...เอารูปเป้าหมายมาซิ”

    ท่านพยักหน้าให้คนสนิทนำซองรูปถ่ายเข้ามาวางตรงหน้า แล้วหยิบรูปใบหนึ่งส่งให้สันทนา รูปนั้นคือโสภิตพิไลในชุดนักศึกษาสวยใสไร้ที่ติ

    “นิสิตจุฬาฯ รายนี้เด็กกว่ารายอื่นเลยนะครับท่าน”

    “น่ารักดี พี่ให้คนไปสืบมาแล้ว ชื่อโสภิตพิไล วร–ประเสริฐ ดูเหมือนจะเป็นเด็กในความดูแลของหม่อมแก่ๆซักคนในสกุลรวีวาร”

    “ลูกหลานผู้ดีตระกูลเก่าแบบนี้น่าจะคุยยากนะ ครับท่าน”

    “เฮ่ย ไม่ขนาดนั้นหรอก เอ้า ดูเอาเอง”

    สันทนารับซองมาเปิดดูทุกอย่างที่อยู่ข้างใน มีทั้งรูปและหนังสือพิมพ์เก่าเป็นภาพข่าววันที่โสภิตพิไลกับสาเดินออกมาจากศาลหลังตัดสินคดี

    “ข่าวเก่าแล้ว เด็กชื่อโสภิตพิไลคนนี้เป็นหลานของผู้หญิงในรูป เขาชื่ออุษา ในข่าวเขาว่ายัยป้านี่เป็นคนเลี้ยง ดูโสภิตพิไลมาตั้งแต่เล็ก ถึงกับฆ่าคนที่มาลวนลามหลานสาวจนตาย เธอเป็นเจ้าของไนต์คลับชื่ออุษาวดี สันลองไปเข้าหายัยอุษานี่ น่าจะตกลงกันได้ไม่ยาก”

    “ครับท่าน น่าจะตกลงกันได้ไม่ยาก แล้วผมจะจัดการเอง” สันทนามองรูปสา ยิ้มพรายอย่างถูกใจ

    ooooooo

    ตอนที่ 29

    บุตรสาวทั้งสี่คนของหม่อมพริ้มถูกเรียกตัวมาที่ตำหนักขาวเพื่อรับทราบเรื่องโสภิตพิไลสมาชิกใหม่ที่จะเข้ามาอยู่ในฐานะลูกสาวของหญิงโสภา

    คุณหญิงโศภี คุณหญิงศุภลักษณ์ และคุณหญิงจ้อยไม่มีท่าทีรังเกียจอะไร ยกเว้นคุณหญิงจิ๋มคนเดียวที่ดูไม่สบอารมณ์นัก เพราะความเกลียดชังในตัวสาที่พาคุณหญิงโสภาหนีตามผู้ชายไปยังไม่ลบเลือน แล้วเลยพานไปชังโสภิตพิไลด้วย

    “เกลียดอีสาแล้วไปลงที่เด็กจะถูกหรือ” หญิงโศภีติงน้องสาว

    “หญิงเกลียดมัน อะไรที่เป็นของมัน หญิงไม่อยากจะไปเกี่ยวข้อง”

    “พี่หญิงไม่อยากเกี่ยวก็ช่าง แต่หม่อมแม่ตัดสินใจแล้วว่าจะรับเด็กคนนี้มาเป็นหลาน ตอนนี้ชายรวีกำลังไปพามา ประเดี๋ยวคงจะถึงแล้วล่ะค่ะ ถ้าใครไม่อยากเกี่ยว ก็เชิญกลับไปได้เลยเน้อ”

    หญิงจ้อยทำหน้าล้อเลียนหญิงจิ๋ม เลยโดนเธอค้อนขวับเข้าให้ สองคนนี้ตอนเด็กไม่ถูกกันยังไง โตขึ้นก็ยังคงเหมือนเดิม แต่ไม่ได้โกรธกันจริงจัง ประสาพี่น้องที่สนิทสนมกันมาก

    หญิงศุภลักษณ์มีลูกชายหนึ่งคน วันนี้เขามาส่งแม่แต่ไม่ได้เข้ามากราบหม่อมยาย หญิงจิ๋มเจ้ายศเจ้าอย่างตามเคย หาว่าหลานไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ ส่วนพี่หญิงรองก็ตามใจลูกเกินไป

    “แหม มีลูกชายอยู่คนเดียวนี่นา ก็ต้องโอ๋หน่อย จริงไหมคะพี่หญิงรอง” หญิงจ้อยช่วยแก้แทนอย่างเข้าข้าง ทำให้หญิงจิ๋มไม่พอใจ ย้อนว่าโอ๋นักระวังเถอะจะเสียคนเข้าสักวัน

    “เอาเถอะๆ อย่าพูดมากเลย เรื่องที่จะพูดกันวันนี้มันเรื่องของผู้ใหญ่ ตาณุไม่อยู่ก็ดีแล้ว...ไปลูก เข้าบ้านไปกินน้ำชากัน”

    หม่อมพริ้มเดินนำลูกๆเข้าข้างใน แล้วอีกพักใหญ่ๆ ชายรวีก็มาถึงพร้อมสาและโสภิตพิไล เด็กสาวนั่งนิ่งในรถไม่ลงมา สีหน้ากังวล แววตาหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด ถามขึ้นว่าหม่อมท่านอยากเจอตนทำไม

    “เป็นยาย ก็ต้องอยากเจอหลานเป็นธรรมดา” สาตอบอย่างอ่อนโยน

    “ฉันคือโสภิตพิไล วรประเสริฐ ไม่ใช่พวกรวีวาร”

    “คุณเป็นลูกของพี่หญิงโสภา ยังไงเลือดครึ่งหนึ่งในตัวคุณก็คือเลือดของรวีวาร ลงมาเถอะครับ ไม่ต้องกลัว”

    โสภิตพิไลลงจากรถเดินตามชายรวีกับสาเข้าไปเจอหญิงจ้อยเดินออกมา หวนเดินเยื้องมาด้านหลัง

    หญิงจ้อยทักสาเรียบๆ ไม่เกลียดแต่ไม่ได้รัก แม้จะจากกันไปนานแต่เธอยังจำสาได้ดี

    สายกมือไหว้หญิงจ้อยแล้วบอกให้โสภิตพิไลทำความเคารพ

    “ไหว้คุณหญิงจ้อยสิคะ คุณหญิงศรีลักษณาเป็นน้องสาวคนเล็กของคุณแม่หนู”

    “สวัสดีค่ะ”

    “เธอต้องเรียกฉันว่าน้าหญิง...ชายรวี หม่อมแม่ให้พี่มาบอกว่าให้สาเข้าไปคุยกับท่านก่อน หนูไปรอที่ศาลาริมน้ำสักครู่ เดี๋ยวหวนจะพาไป”

    “เชิญค่ะ คุณหนู”

    โสภิตพิไลเดินตามหวนไป ส่วนหญิงจ้อยเดินนำชายรวีและสาเข้าข้างใน สาเดินรั้งท้ายใจเต้นโครมคราม

    ooooooo

    หม่อมพริ้มและลูกๆอยู่ในห้องโถง ชายรวีเดินนำสามาถึงหน้าห้อง สายืนนิ่งลังเลเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ คลานเข้ามากราบลงเบื้องหน้าหม่อมพริ้ม

    “อีสาหรือนี่ ไม่น่าเชื่อ”

    สาเงยหน้าขึ้นมองหญิงโศภีที่ทักถาม แววตาชื่นชม

    “เอ็งจำลูกๆ ข้าได้ไหม”

    สามองบุตรสาวของหม่อมพริ้มแล้วไล่เรียงได้อย่างถูกต้อง ทุกคนวางตัวนิ่ง ยกเว้นหญิงจิ๋มที่สะบัดหน้าเชิดใส่อย่างไม่ชอบ

    “ไม่เจอร่วมยี่สิบปี หน้าตายังสะสวยเหมือนเดิม ไม่มีแก่เฒ่าเลยนะสา”

    “ก็เพราะมันยังสาวยังสวยแบบนี้ไงคะพี่หญิง ถึงได้มีเรื่องฉาวโฉ่ไม่หยุด”

    หญิงจิ๋มแขวะสาอีกจนได้ หม่อมพริ้มเกรงจะบานปลาย แทรกขึ้นมา

    “เอาเถอะๆ ที่เรียกมาวันนี้เพราะอยากจะพูดเรื่องโสภิตพิไล”

    “ผมไปตรวจสอบดูแล้วครับ ในสำเนาทะเบียนบ้านโสภิตพิไลเป็นลูกของนายสมศักดิ์ วรประเสริฐ กับ หม่อมราชวงศ์หญิงโสภาพรรณวดี รวีวาร จริงๆ”

    “ข้าไม่อ้อมค้อมละนะ ที่เรียกเอ็งมาวันนี้เพราะจะบอกว่าข้าจะเอาโสภิตพิไลมาอยู่กับข้าที่นี่”

    “อะไรนะคะ มาอยู่กับหม่อม”

    “ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะสา หรือว่าไม่เต็มใจ”

    สาอึ้ง เสียดายโสภิตพิไลแต่พูดไม่ออก ได้แต่นิ่งฟังหม่อมพริ้มต่อไป

    “พูดตรงๆนะอีสา ปล่อยให้อยู่กับเอ็ง ก็ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าอนาคตจะเป็นยังไง”

    “ที่ผ่านมาคุณสาก็ดูแลโสภิตพิไลอย่างดีนะครับหม่อมแม่”

    “ถ้าดีจริงจะมีข่าวลงหน้าหนังสือพิมพ์หรือชายรวี” หญิงจิ๋มยิ้มเยาะสา

    “สอนตัวเองให้ดีมันยังทำไม่ได้ จะเอาอะไรไปสอนเด็ก ไม่รู้ละ เอาเป็นว่าข้าจะให้โสภิตพิไลมาอยู่กับข้าที่นี่ เอ็งจะว่ายังไง”

    สาพูดไม่ออก ไม่อยากจากลูกแต่ก็หมดหนทางจะโต้แย้ง

    ooooooo

    ที่ศาลาริมน้ำ โสภิตพิไลนั่งที่บันไดมองสายน้ำไหลเอื่อย ทันใดนั้นเห็นเงาหน้าของผู้ชายคนหนึ่งสะท้อนในน้ำ เธอตกใจลุกพรวด หันหลังกลับอย่างรวดเร็วจนเกือบชนร่างของเขาที่แอบมายืนข้างหลัง ส่งผลให้เธอเสียหลักเซจะตกน้ำ

    ชายหนุ่มคว้าเธอมากอดไว้ทั้งตัวจนล้มลงไปด้วยกัน โสภิตพิไลลุกจากอ้อมกอดของชายแปลกหน้าที่ยิ้มตาพราวมีแววเจ้าชู้ แล้วทำท่าจะผละไปด้วยความเขินอายแต่เขาไม่ปล่อยไปง่ายๆ ดักหน้าและบังคับให้เธอพูด

    “ขอโทษที่ชนผมจนล้มไป...ขอบคุณที่ผมช่วยคุณไม่ให้ตกน้ำ...เลือกเอาซักอย่าง”

    “คุณเป็นใคร”

    “ผิด! เอาใหม่ ขอโทษหรือขอบคุณ หรือทั้งสองอย่าง พูด!”

    สาวน้อยเชิดใส่แล้วจะเดินหนี คราวนี้เขาเลยคว้ามือเธอหมับ สั่งให้พูดเดี๋ยวนี้ แต่เธอไม่ทำตาม แถมยังต่อล้อต่อเถียงอีกหลายคำ จนอีกฝ่ายอยากแกล้งยื่นหน้ามาทำท่าจะจูบแก้ม

    ได้ผล! โสภิตพิไลเอ่ยคำขอโทษและขอบคุณอย่างที่เขาต้องการอย่างทันทีทันใดจนชายหนุ่มแย้มยิ้มอย่างพอใจ

    “เอาละ ตกลงคุณเป็นใคร ชื่ออะไร แล้วมาทำอะไรที่นี่”

    “โสภิตพิไล...ฉันมาทำธุระกับคุณป้า แล้วคุณล่ะ”

    “ผมมารับคุณแม่...”

    “คุณหนูขา...” เสียงหวนเรียกโสภิตพิไลดังแว่ว พอเข้ามาเห็นชายหนุ่มอยู่ด้วยก็ชะงัก “อ้าว คุณณุ”

    “มีอะไร น้าหวน” ชิษณุถาม

    “หม่อมท่านให้มาตามคุณหนูเข้าไปพบค่ะ ไปเลยค่ะ”

    “ไปก่อนนะคะ หวังว่าจะไม่ได้เจอกันอีก” โสภิตพิไลพูดกวนๆใส่ชายหนุ่มแล้วเดินตามหวนออกไป

    ชิษณุมองตามสาวน้อยจนลับตา รู้สึกใจเต้นตึกตักเหมือนตกหลุมรักแรกพบ

    ooooooo

    หม่อมพริ้มให้ความเมตตาโสภิตพิไล เพราะเข้าใจตามที่สาบอกว่าเธอเป็นลูกสาวของคุณหญิงโสภา

    “เธอพลัดพรากจากรวีวารไปตั้งแต่เกิด ยายดีใจนะที่เธอกลับมา รู้จักกับป้าๆน้าๆ เสียสิ”

    ป้าและน้าแนะนำตัว โสภิตพิไลพนมมือไหว้ทุกคนอย่างนอบน้อม ซึ่งแต่ละคนมีท่าทีเอ็นดูเธอ ยกเว้นหญิงจิ๋มที่ยังคงเชิดหน้าคอแข็ง

    เมื่อเห็นว่าโสภิตพิไลมีที่อยู่ใหม่ที่ดีและปลอดภัย สาหมดห่วง บอกทุกคนว่าเธอจะบวชชีล้างบาปที่ฆ่าคนตาย หม่อมพริ้มเห็นด้วยกับความคิดในทางที่ดีของสา เจิมก็เช่นกัน ใจอ่อนยอมอโหสิกรรมให้สา

    “ฉันขออโหสิกรรมนะป้านะ ความผิดบาปชั่วช้าที่ฉันทำให้ป้าเสียใจ ขอให้ยกโทษ อโหสิกรรมให้ฉันด้วย น้าจวนกับพี่หวนด้วยนะ”

    “เอ็งบวชก็ดีแล้ว บวชไปจนตาย ไม่ต้องสึกได้ยิ่งดี เผื่อชาตินี้เอ็งจะเป็นคนดีกับเขาได้บ้าง”

    สาก้มกราบแทบตักเจิม จวนกับหวนเห็นแล้ว ใจอ่อนยวบ ดีใจที่สาคิดได้เสียที

    เวลาเดียวกันในตำหนักขาว ชิษณุกับโสภิตพิไลเจอกันอีกครั้งต่อหน้าญาติผู้ใหญ่หลายคน ชายหนุ่มยิ้มหน้าบาน พูดผ่านหม่อมยายว่าตนอยากรู้จักเธอมาก

    “เขาชื่อโสภิตพิไล...โสภิตพิไลไหว้พี่เขาซะ เขาชื่อชิษณุ โสภิตพิไลเป็นลูกของน้องสาวของแม่”

    “อะไรนะ” ชิษณุอุทานหน้าตื่น ขณะที่โสภิตพิไลก็แทบไม่เชื่อหู

    “แม่ของโสภิตพิไลเป็นน้องแท้ๆของหญิงรอง ก็นับเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเรานั่นแหละ ชิษณุ”

    ชิษณุช็อก มองหน้าโสภิตพิไลอย่างคาดไม่ถึง

    ooooooo

    ถึงวันที่สาบวชชี แป้นกับสุขมาอนุโมทนาบุญด้วย สาให้เพ็ญศรีจัดการเรื่องทรัพย์สินที่มีอยู่ ห้องแถวสองห้องให้ปล่อยเช่าเก็บค่าเช่าเป็นค่าขนมให้โสภิตพิไลครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งให้ฝากธนาคารไว้

    ชายรวีมาทีหลังแต่ยังทันได้พูดคุยกับสาก่อนที่แม่ชีในวัดจะพาไปปลงผม สามองลูกชายอย่างตื้นตันก่อนจะฝากฝังให้เขาช่วยดูแลโสภิตพิไล ซึ่งชายรวีรับปากอย่างเต็มใจ

    หลังเสร็จพิธีการแสนเรียบง่าย สาเป็นแม่ชีเต็มตัว ทุกคนมองเธออย่างชื่นชม โสภิตพิไลพูดกับชายรวีอย่างคาดหวังว่า ป้าของตนคงได้พบกับความสุขที่แท้จริงเสียที...

    ผ่านไปเกือบปี เพ็ญศรีแวะเวียนมาหาแม่ชีทุก เดือน ส่วนโสภิตพิไลมาแค่สองสามเดือนแรก หลังจากนั้นก็หายต๋อมไปเลย เมื่อแป้นกับสุขมาเยี่ยมเยียน สาจึงได้รู้ว่าโสภิตพิไลไปเรียนหนังสือที่จุฬาฯ คงไม่ค่อยมีเวลา

    “ดีจัง” สายิ้มยินดี

    “โสภิตเรียนเก่ง เรียนอยู่คณะอะไรนะยายแป้น เออ อักษรศาสตร์จุฬาฯ วันก่อนยังใส่เครื่องแบบมาอวด แหม โก้เชียว”

    “แกไปเยี่ยมพี่สุขหรือคะ”

    แป้นเห็นสีหน้าสารู้ว่าน้อยใจ แอบหยิกสุขแล้วเปลี่ยนเรื่องทันที

    “คุณชายรวีเธอก็ไปเป็นชาวจุฬาฯเหมือนกันนะคะ แต่ไปสอน เธอไปเป็นอาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ค่ะ”

    สายิ้มออก เรื่องของชายรวีมีแต่ทำให้ปลื้มใจ

    ooooooo

    โสภิตพิไลรูปร่างหน้าตาดีจึงไม่แปลกที่จะมีหนุ่มๆในมหาวิทยาลัยให้ความสนใจ บางรายถึงกับจีบซึ่งหน้าแต่เธอไม่สน แต่ก็ไม่แสดงความรังเกียจ

    หนึ่งในจำนวนนี้มีปรมัตถ์หรือปอ ซึ่งเป็นรุ่นพี่ เขาสุภาพมาก และคอยกำราบหนุ่มรุ่นน้องที่ชอบแวะเวียนมาแซวโสภิตพิไลอยู่เป็นประจำ

    เหตุผลที่โสภิตพิไลไม่สนใจใครแม้แต่ปรมัตถ์ ก็เพราะเธอมีชายในดวงใจอยู่แล้ว ซึ่งเขาไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นชิษณุลูกพี่ลูกน้องของเธอนั่นเอง

    สองคนแอบคบหากันโดยที่ชายรวีเพิ่งมาระแคะ ระคายในภายหลัง เพราะเห็นชิษณุขับรถมารอรับโสภิตพิไลที่มหาวิทยาลัยอยู่สองสามครั้ง แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าทั้งคู่คบกันในสถานะไหน

    เย็นนี้ ชิษณุมารับโสภิตพิไลแล้วบอกข่าวดีกับเธอว่าตนได้งานทำแล้ว

    “จริงเหรอ โสภิตดีใจด้วยนะคะ”

    “พี่ไม่ยักดีใจ เพราะเขาจะส่งพี่ไปเมืองกาญจน์ตั้งสามเดือน”

    “โอ้โห ตั้งสามเดือน”

    “เพราะเราจะไม่ได้เจอกันอีกนาน พี่เลยจะถามเธอเรื่องของเรา” ชิษณุหยิบกล่องเล็กๆออกมา โสภิตพิไลเห็นแหวนแล้วอึ้ง รำพึงหน้าเศร้าว่า

    “พี่ณุก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้”

    “พี่รักเธอ”

    “เรารักกันไม่ได้ค่ะ มันผิด สังคมจะต้องประณาม”

    “สังคมคือใคร”

    “พี่ณุคะ ต่อให้พี่ไม่สนใจสังคม คุณยายหรือคนที่บ้านไม่มีทางยอม”

    “เรื่องนั้นไม่ต้องกลัว คุณแม่ไม่เคยขัดใจพี่ ว่าแต่เธอเถอะ เธอยินดีรับรักพี่หรือเปล่า”

    “เราเป็นญาติกันนะคะ”

    “งั้นเราก็ยิ่งต้องรักกันให้มากๆ จริงไหม” ชิษณุสวมแหวนให้โสภิตพิไล  ก่อนจะจูบมือเธออย่างแผ่วเบาทะนุ– ถนอม “เธอเรียนจบเมื่อไหร่ เราจะแต่งงานกันนะน้องรัก”

    ชิษณุโอบกอดโสภิตพิไลอย่างมีความสุข หญิงสาวโอนอ่อนเพราะชอบเขามากเช่นกัน

    ooooooo

    เมื่อเย็นเห็นโสภิตพิไลนั่งรถออกไปจากมหา-วิทยาลัยกับชิษณุ...ชายรวีไม่สบายใจ กลับมาบ้านดักรอพบหลานสาวอยู่นานกว่าเธอจะกลับ

    โสภิตพิไลค่อยๆย่องขึ้นมาชั้นบน พลันสะดุ้งโหยง รีบเอามือไพล่หลังซ่อนแหวน

    “น้าชาย...มายืนทำอะไรเงียบๆตรงนี้คะ ตกใจหมด”

    “เธอออกมาจากมหาวิทยาลัยก่อนน้าเสียอีก ทำไมเพิ่งถึงบ้าน ชิษณุพาไปเถลไถลที่ไหนหรือ”

    “ไปรับประทานไอศกรีม แล้วก็เดินเล่นค่ะ”

    “นายณุจบแล้ว จะทำตัวเจ้าสำราญยังไงก็ได้ แต่เธอยังเป็นนิสิต ไม่ควรเตร็ดเตร่เถลไถล เอาอย่างนี้ ต่อจากนี้ไปเธอกลับกับน้าดีกว่า”

    “แต่ว่า...”

    “ยังไงน้าก็ไปสอนพิเศษที่จุฬาฯทุกเย็นอยู่แล้ว บอกนายณุก็แล้วกันว่าน้าสั่งให้เธอกลับกับน้า”

    “ค่ะ” โสภิตพิไลรับปากอย่างจำใจ

    พอเข้ามาในห้องนอน เธอทิ้งตัวลงบนเตียงพิศดูแหวนที่นิ้วมือแล้วอดคิดถึงคนให้ไม่ได้...เขาและเธอรักกัน แต่จะผ่านอุปสรรคขวากหนามได้หรือไม่ น่าหนักใจเหลือเกิน...

    ooooooo

    แป้นบ่นกับสุขขณะนั่งกินข้าวมื้อเย็นด้วยกันว่าตนสงสารสา ดูท่าทางเธอเสียใจที่โสภิตพิไลไม่รัก

    “มันก็ไม่รักมาตั้งนานแล้ว ใช่ว่าเพิ่งจะมาไม่รักเมื่อไหร่”

    “เอ้า ตาสุข พูดเข้า...คนเป็นแม่ ลูกไม่รัก มันก็ต้องมีเสียใจ”

    “ก็ใช่ แต่แกก็บวชเป็นชีไปแล้วนี่นะ เอาธรรมะเข้าขย่มทุกวันมันก็น่าจะปลงได้หรอกมั้ง”

    สุขคิดผิดแล้ว!!

    แม่ชีสากำลังหงอยเหงาอยู่ในกุฏิ สายลมภายนอกโชยมาเป็นระลอกยิ่งทำให้เธอรู้สึกเหงาจับใจ แต่ทันใดสายลมหอบเอาเสียงปี่พาทย์ลิเกดังมาแต่ไกล สาลืมตัวลุกพรวดยืนฟัง สีหน้าตื่นเต้น ตาวาวขึ้นทีละน้อยอย่างชื่นชอบ

    แม่ชีสูงวัยเดินผ่านมาเห็นอาการเหล่านั้นของแม่ชีสา ถามขึ้นว่า “คุณสา ทำอะไรน่ะ”

    สาได้สติ หันหลังให้เสียงเพลง ตอบอ้อมแอ้มว่าเก็บผ้าอยู่ แม่ชีสูงวัยรู้ทันอธิบายเสียงเรียบว่า

    “ทางวัดใต้เขามีงาน เห็นว่ามีลิเกประชันกัน เสียงเลยดังมาถึงวัดเรานี่ หนวกหูก็หนีเข้าไปสวดมนต์ในห้องซะ อย่าฟังมัน”

    “ไม่เป็นไรค่ะ”

    “นัจจะ คีตะ วาทิตะ วิสูถะ ทัสสะนา...พึงเว้นจากการดู ฟัง ฟ้อนรำ ขับร้อง แลประโคมเครื่องดนตรีต่างๆ ได้ยินได้ แต่อย่าไปชื่นชมยินดีกับมัน ผิดศีลนะคุณสา”

    สาปฏิบัติตาม สวดมนต์ก่อนกราบหมอนแล้วลงนอนบนเสื่อบางๆ พยายามตัดใจ

    เสียงปี่พาทย์ลิเกยังดังแว่วมา สาเผลอฟังไป แล้วใจก็คิดไปถึงวันที่ไปดูลิเกแล้วเจอสมศักดิ์...พอคิดถึงสมศักดิ์ จิตก็เตลิดไปคิดถึงบทรักอันวาบหวามของเขา สาทนนอนต่อไปไม่ไหว ลุกขึ้นนั่งพยายามข่มใจ

    แต่ยิ่งข่มยิ่งห้าม ความหลังยิ่งพรั่งพรู ทั้งวิทย์ เซกิ และประธาน ท้ายที่สุดสาต้องลุกออกจากห้องไปที่ ตุ่มน้ำ ตักน้ำราดตัวจนเปียกโชก...แม่ชีสูงวัยยืนมองมา ส่ายหน้าช้าๆอย่างสังเวชใจ

    เช้าวันใหม่ สาออกมากวาดลานวัด กวาดไปหาวไปราวกับอดนอนมาทั้งคืน ท่านเจ้าอาวาสวัดเดินมาเห็น ทักถามแม่ชีว่า

    “เป็นอะไรหรือ”

    “เมื่อคืนนอนไม่หลับน่ะเจ้าค่ะ”

    “ใจไม่สงบ กายก็ไม่สบาย คนเราจะบวช บวชกายอย่างเดียวไม่พอหรอกนะ ต้องบวชใจด้วย ไม่อย่างนั้น มานุ่งขาวห่มขาวไว้มันก็เปล่าประโยชน์...เจริญพร”

    พระพูดจบก็เดินไป สาอึ้งอย่างละอายแก่ใจครุ่นคิดตัดสินใจบางอย่าง แล้วบอกแก่เพ็ญศรีที่แวะมาเยี่ยมเยียนในตอนกลางวัน

    เพ็ญศรีรับฟังด้วยความตกใจ อุทานคำพูดของสาออกมาหน้าตาตื่น

    “อะไรนะคะ คุณสาจะสึก”

    “อืม...ฉันทนไม่ไหวแล้วเพ็ญ”

    “ฉันนึกแล้วว่าอย่างคุณจะบวชไปจนแก่ได้ยังไง”

    “ฉันมันคนบาป ชาตินี้คงจะเป็นคนดีกับเขาไม่ได้จริงๆ เพ็ญช่วยไปบอกคนที่เขาเช่าห้องแถวของฉันด้วยแล้วกันว่าให้เตรียมย้าย ถ้าฉันสึกออกไปฉันจะไปอยู่ที่นั่น”

    “ไนต์คลับเราก็ไม่มีแล้ว ถ้าคุณสาออกไปจะไปทำอะไรล่ะคะ”

    สาคิดแค่อึดใจเดียวก็คลี่ยิ้มออกมา...

    ooooooo

    ตอนที่ 28

    วันถัดมา สาถูกควบคุมตัวไปฝากขังที่เรือนจำท่ามกลางความเสียใจของโสภิตพิไลที่รำพันทั้งน้ำตาว่าตนจะช่วยป้าให้ได้...

    ถึง เรือนจำ ผู้คุมชายอธิบายกับสาว่าเธอไม่ใช่นักโทษ เป็นแค่ผู้ต้องหา ถูกส่งมาฝากขังระหว่างรอศาลพิจารณาคดี แต่ช่วงที่อยู่ในนี้ขอให้ทำตัวอยู่ในระเบียบวินัย คดีฆ่าคนตายไม่ช้าก็เร็วยังไงต้องได้เข้ามาอยู่ในนี้แน่

    สาฟังแล้วหน้า เสีย ค่อยๆเดินตามนักโทษหญิงคนอื่นเข้ามาในห้องชั้นใน มีผู้คุมหญิงสองคนท่าทางเข้มงวดเข้ามาตรวจทุกซอกทุกมุมไม่ให้มีอะไรติดตัว แม้แต่เสื้อผ้าก็ต้องถอดออกหมดขณะตรวจค้น

    สารู้สึกขมขื่นมาก เข้ามาในห้องอย่างหมดอาลัย ตายอยาก แต่เดี๋ยวเดียวก็แตกตื่นอย่างไม่คาดฝัน ไม่คิดว่าจะเจอใครคนหนึ่งในห้องนี้

    “พร...นั่นพรใช่ไหม”

    “คุณสา นี่คุณ...คุณเข้ามาอยู่ในนี้ได้ยังไง”

    “ฉันพลั้งมือฆ่าคนตาย”

    พร...อดีต สาวใช้ของสาแค่นหัวเราะ สีหน้าโกรธแค้นชิงชังขึ้นมาทันที “ผู้ชายล่ะสิ ฉันก็เหมือนกัน ผู้ชายมันมีแต่เลวๆทั้งนั้น ตายไปเสียได้น่ะดีแล้ว”

    “พรฆ่าใครเหรอ”

    “มัน จ้างฉันไปทำงานบ้าน วันนั้นเมียมันไม่อยู่บ้าน ผัวมันเลยฉวยโอกาสปล้ำฉัน แต่ฉันไม่ยอม ฉันสู้ โชคดีมีมีดอยู่แถวนั้น ฉันเลยจ้วงแทงมันเสียมิดด้าม โดนไปหกปี สบายไป”

    “ผู้ชายมันปล้ำเรา เราป้องกันตัว ทำไมเราต้องติดคุก”

    “เขาว่าฉันทำเกินกว่าเหตุ ถุย! ต้องรอให้มันข่มขืนสำเร็จแล้วถึงจะฆ่าได้หรือยังไง”

    “พรยังโดนตั้งหกปี แล้วฉันล่ะ จะต้องติดคุกนานแค่ไหน”

    สาสลดใจ คิดถึงชะตากรรมของตัวเอง...ผิดกับพรที่ไม่ยี่หระกับสิ่งใดๆ พูดอย่างปลดปลงขณะออกมากินข้าวกับสาที่โรงอาหาร

    “หลวงเขามีงานให้ทำ มีข้าวให้กิน ไม่ได้เลวร้ายกับเรานักหรอก ไอ้ที่ร้ายน่ะมันคนคุกด้วยกันนี่แหละ ที่ทำร้ายกันเอง”

    ทันใด นั้นมีเสียงดังโครมคราม เจ๊วรรณ...หญิงร่างใหญ่ท่าทางเข้มดุผลักถาดข้าวของนักโทษหญิงด้วยกันตก กระจายแล้วกระชากคอเสื้อหญิงคนนั้นขึ้นมาตะคอกเสียงใส่

    “ของของกูอยู่ไหน อีน้อย”

    น้อยอึกอัก เจ๊วรรณไม่พูดพร่ำทำเพลงต่อยโครมเข้าที่ท้องจนน้อยตัวงอกองกับพื้นแล้วพยายามจะคลานหนี แต่เจ๊วรรณตามไปจิกหัวตบเข้าให้อีกฉาด สาตกใจกับเหตุการณ์ที่เห็น พรกระซิบเล่าให้ฟังว่า

    “นั่นเจ๊วรรณ เป็นขาใหญ่ในนี้”

    “เขามีเรื่องอะไรกัน”

    “เจ๊วรรณแกมีสายส่งยาเข้ามาขายในคุก ยัดเข้ามากับพวกนักโทษที่เข้ามาใหม่ แต่นังนั่นคงจะซวยแน่  เพราะดันทำของแกหาย”

    เจ๊วรรณจิกหัวน้อยอย่างไม่ปรานี  น้อยร้องไห้ลนลานด้วยความกลัว ยืนยันว่าตนไม่รู้จริงๆ ตนมาถึงก็เอาของไปไว้ในห้องน้ำตามที่สั่ง

    “ท่าทางมันพูดจริงนะเจ๊ อีน้อยมันไม่กล้าโกงเราหรอก” ลูกน้องคนหนึ่งของเจ๊วรรณเอ่ยขึ้น

    “ถ้าอีน้อยไม่ได้โกง แล้วใครมันนกรู้ดอดมาเอาของของกูไป”

    ตอนที่ 27

    หม่อมพริ้มมองสาที่หมอบกราบอยู่กับพื้นด้วยสายตาคมกริบ เอ่ยขึ้นเสียงเย็นเยียบ

    “ลุกขึ้นมาเถอะอีสา ที่นี่บ้านเอ็ง ไม่ใช่บ้านข้า”

    สามองผู้หญิงตรงหน้าอย่างเกรงๆ ค่อยๆลุกขึ้นยืนเชื้อเชิญในฐานะเจ้าของบ้าน

    “เชิญนั่งก่อนค่ะ”

    “ไม่ต้องหรอก ข้ามีธุระจะพูดกับเอ็งแค่สองสามคำเท่านั้น เรื่องชายรวี เอ็งพบคุณชายแล้วใช่ไหม”

    “ค่ะหม่อม คุณชายทั้งดีทั้งงาม หม่อมเลี้ยงคุณชายมาได้ดีเหลือเกินค่ะ”

    “ใช่ ข้าถึงยอมไม่ได้ ถ้าหากเอ็งจะทำลายอนาคตของเขา เอ็งเสนอหน้าออกมาแบบนี้ ถ้าหากใครรู้ว่าชายรวีเป็นอะไรกับเอ็ง อนาคตของเขาก็คงพังพินาศไม่มีเหลือ”

    “แต่สาก็ไม่เคยคิดจะบอกใครเลยนะคะหม่อม”

    “เอ็งแน่ใจนะ เอ็งสาบานได้ไหมว่าเอ็งจะไม่มีวันปริปากบอกใคร ว่าเอ็งเป็นอะไรกับชายรวี”

    “ให้ สาตกตายไปตรงนี้เลยค่ะหม่อม สารู้ตัวดีว่าสาเลวทรามต่ำช้าแค่ไหน สาไม่เคยคิดจะดึงให้คุณชายลงมาแปดเปื้อนแม้แต่น้อย แต่ขอความกรุณาให้สาได้เห็น ได้รัก ได้อยู่ใกล้ๆคุณชายบ้าง พอให้ชื่นใจ ได้ไหมคะหม่อม” สาทรุดตัวลงนั่งพนมมือไหว้

    หม่อมพริ้มมองสาอย่างเข้าใจและเห็นใจ ตัดใจ ตอบอย่างเด็ดขาด

    “ถ้า เอ็งรักชายรวีจริงอย่างปากว่า เอ็งควรจะอยู่ให้ห่าง อย่าหาว่าข้าใจดำเลยนะอีสา แต่ที่ผ่านมามีใครอยู่กับเอ็งแล้วได้ดีมีสุขบ้าง ผู้หญิงกาลกิณีอย่างเอ็งมีแต่พาคนอื่นตกต่ำระยำยับไป ถ้ารักลูกก็อยู่ให้ห่าง อย่าไปยุ่งกับเขา...ข้าขอ”

    หม่อมพริ้มพูดจบก็หันหลังเดินออกไป ทิ้งสา ร่ำไห้น้ำตาริน สะอึกสะอื้นฟุบอยู่กับพื้น

    ooooooo

    ประธาน พาโสภิตพิไลไปนอกเมือง เอากระป๋องมาวางเรียงให้เธอใช้ปืนยิงเพื่อระบายอารมณ์ที่ยังขุ่นมัว แต่คราวนี้เธอยิงไปแค่สองนัดก็ยุติ ส่งปืนคืนให้เขาด้วยท่าทีเนือยๆ

    “ฉันไม่น่าพูดกับคุณป้าอย่างนั้นเลย ท่านคงโกรธฉันมาก”

    “คุณอุษารักคุณจะตาย คุณกลับไปขอโทษคำเดียวก็หาย แต่ผมนี่สิ”

    “แล้วคุณไปพูดกับคุณป้าแบบนั้นทำไม”

    “ก็ผมชอบคุณจริงๆ”

    “จะบ้าเหรอ ฉันเป็นหลานคุณป้านะ”

    “คุณไม่ได้เป็นอะไรกับเขา”

    “เขาเลี้ยงฉันมา ยังไงมันก็ผิด ผิดมาก”

    ประธานดึงโสภิตพิไลเข้ามาประชิด จ้องลึกลงในดวงตา “ผิดถูกลืมมันไปก่อน...มองตาผม แล้วบอกผมซิว่าคุณรู้สึกยังไง”

    โสภิตพิไลใจเต้นรัว แต่ไม่ยอมให้ประธานจูบง่ายๆ เธอผลักเขาสุดแรงแล้ววิ่งหนี

    “โสภิตพิไล หยุดนะ จะไปไหน”

    “อย่ามายุ่งกับฉัน”

    “ผมบอกให้หยุด”

    เด็กสาวเร่งความเร็วหนีประธานที่วิ่งไล่ตามจนสะดุดขาตัวเองล้มลงร้องโอ๊ย หันมองหนุ่มใหญ่ที่ก้าวเข้ามาใกล้ด้วยความกลัวและหวั่นไหว

    “ไปซะ อย่ามายุ่งกับฉัน”

    ประธานย่อตัวลงจับข้อเท้าเธอแล้วยิ้มอย่างเหนือกว่า “อย่าหนีผมเลย แม่หนูน้อย...”

    ooooooo

    เพิ่ง จะหกโมงเย็นแต่สารีบร้อนเข้ามาที่ไนต์คลับ เพ็ญกำลังคุมพนักงานจัดโต๊ะหันไปเห็นถึงกับนิ่วหน้าสงสัยก่อนร้องถามว่าทำไม มาแต่วัน สาไม่ตอบ ตรงดิ่งมาใกล้เพ็ญศรี ถามอย่างร้อนใจว่าประธานมาที่นี่หรือเปล่า

    “เปล่านี่คะ นี่เพิ่งหกโมง”

    “แล้วไปไหนเนี่ย ไปดูที่บ้านก็ไม่อยู่”

    เพ็ญศรีเอะใจ เห็นอาการร้อนรนของสามั่นใจว่ามีเรื่องแน่

    “คุณสา พี่ประธานก่อเรื่องอะไรหรือคะ”

    สาบอกกับเพ็ญศรีอย่างกลัดกลุ้มสุดขีดว่าประธานเอาตัวโสภิตไป เพ็ญตกใจถึงกับอุทานว่าตายจริง!

    “พาไปตั้งแต่บ่าย ไปไหนก็ไม่รู้ ป่านนี้ไม่รู้ว่าจะทำอะไรโสภิตหรือเปล่า”

    “แกคงไม่กล้าหรอกค่ะ”

    “น้อยไปสิ มันถึงกับกล้าขอฉันคบกับโสภิต คนสารเลว ฉันไม่น่าให้โสภิตมาเจอกับคนพรรค์นี้เลย”

    “ทำไงได้ล่ะคะ เราก็หากินอยู่กับคนพรรค์นี้ทั้งนั้น”

    “พอกันที! เพ็ญไปตามพนักงานทุกคนมา ฉันจะเลิกทำเรื่องบ้าๆแบบนี้แล้ว”

    เพียงครู่ต่อมา พนักงานและนางโชว์ทั้งหมดพา กันมายืนเรียงรายอยู่ต่อหน้าสา

    “ฉันจะปิดอุษาวดีไนต์คลับ”

    สาประกาศชัดถ้อยชัดคำ ทำเอาทุกคนส่งเสียงฮือฮาด้วยความตกใจ แม้แต่เพ็ญศรีก็คาดไม่ถึง พวกนางโชว์ออกอาการฮึดฮัดไม่พอใจมากกว่าคนอื่น

    “ฉันตัดสินใจแล้ว ปิดวันนี้เลย เพ็ญจ่ายเงินเดือน ล่วงหน้าให้ทุกคนสองเดือน แล้วให้กลับบ้านไปได้”

    “เดี๋ยวคุณอุษา นึกจะปิดก็ปิดแบบนี้พี่ประธานรู้หรือยัง”

    นางโชว์คนหนึ่งท้วงขึ้นมา สาหันขวับไปตวาดใส่อย่างไม่พอใจ

    “นี่มันคลับของฉัน”

    “แต่พี่ประธานไม่ยอมแน่ๆ”

    “เดี๋ยวๆ ทุกคนใจเย็นก่อน” เพ็ญศรีพยายาม จะไกล่เกลี่ย แต่พวกนางโชว์ไม่ยอม พากันโวยวายเอ็ดอึงว่าประธานไปไหน ไปตามเขามา เขาต้องไม่ยอมแน่ๆ

    “หุบปากนะ” สาตวาดแว้ดแทรกขึ้นมา “ประธานมันหายหัวไปแล้ว ฉันกำลังตามหามันอยู่ ถ้ามีใครรู้ว่าไอ้คนทรยศมันไปหลบอยู่ที่ไหน ก็ช่วยบอกด้วย ฉันจะได้ไปฆ่ามัน”

    ทุกคนอึ้งไปหมด ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ มีเพียงเพ็ญศรีที่เข้าใจสาเข้ามาปลอบใจ

    ooooooo

    ประธานพาโสภิตพิไลกลับมาส่งที่บ้านสาแล้วทำท่าจะอุ้มเธอลงจากรถเนื่องจากเห็นว่าขาแพลง แต่เด็กสาวขืนตัวไม่ยอม บอกว่าตนเดินเองได้

    “อวดเก่ง” หนุ่มใหญ่พึมพำแล้วหันไปบอกตุ่นที่เดินออกมาพอดี “คุณหนูหกล้มขาแพลง ช่วยพาขึ้นไปข้างบนหน่อย”

    ตุ่นช่วยประคองโสภิตพิไลออกจากรถไปส่งถึงห้องนอน เด็กสาวเห็นประธานเดินตามขึ้นมาจึงร้องบอกให้เขาออกไปได้แล้ว

    ขณะหนุ่มใหญ่เดินออกไปถึงประตู ได้ยินเสียง ตุ่นบอกโสภิตพิไลว่าวันนี้น้าลมัยไม่อยู่ คุณหนูจะเอาอะไรให้เรียกตน ประธานถึงกับหูผึ่ง ยิ้มกริ่มอย่างมีแผน

    ประธานลงมาชั้นล่าง ทำทีป้วนเปี้ยนอยู่แถวตู้ยาสามัญประจำบ้าน พอเห็นตุ่นกลับลงมาก็ถามหายาแก้ปวดแก้ไข้

    “คุณไม่สบายเหรอคะ”

    “เปล่า แต่คุณหนูโสภิตข้อเท้าแพลง น่าจะต้องกินยากันไว้หน่อย...เอางี้ ตุ่นออกไปซื้อไป”

    “น้ามัยสั่งให้หนูเฝ้าบ้านค่ะ”

    “แค่ปากซอยนี่เอง บ้านไม่ต้องห่วง ฉันเฝ้าให้ ฉันให้ค่าเหนื่อยด้วยเอ้า”

    ตุ่นลังเลเล็กน้อยก่อนรับเงินนั้นมาเพราะเป็นห่วงโสภิตพิไล หากเธอมีไข้ขึ้นมาแล้วไม่มียากินจะวุ่นวาย หลังจากตุ่นออกไปได้ครู่เดียว สาโทร.เข้ามาที่บ้าน ประธานรับสายแต่ไม่พูด นิ่งฟังสาอยู่ฝ่ายเดียว

    “ตุ่น นี่ฉันเองนะ คุณหนูกลับมาหรือยัง”

    ประธานยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วค่อยๆวางหู สาชะงักอย่างหงุดหงิด บ่นว่ารับแล้วไม่พูดเป็นบ้าอะไร พอโทร.ใหม่อีกทียิ่งโมโหเพราะไม่มีสัญญาณ...

    หลังจากดึงสายโทรศัพท์ออกแล้ว ประธานรีบขึ้นไปบนห้องโสภิตพิไล เด็กสาวตระหนกตกใจถามเขาว่าเข้ามาทำไม

    “ผมไม่เชื่อว่าที่ผ่านมาคุณไม่รู้สึกอะไรกับผม”

    “ออกไป” เธอเสียงสั่นด้วยความกลัว

    ประธานไม่ฟัง ย่างกรายเข้ามาที่เตียง พยายามไล่บี้เธออย่างหลงตัวเอง

    “คุณปฏิเสธผมเพราะคุณเกรงใจคุณอุษา”

    โสภิตพิไลขยับตัวหนีไปอีกด้านของเตียง พูดเสียงแข็งว่าตนไม่ได้ชอบเขา

    “โกหก...”

    “ฉันไม่ได้ชอบคุณ ฉันไม่เคยชอบคุณเลย รังเกียจด้วยซ้ำ”

    “แล้วที่ผ่านมาแปลว่าอะไร คุณหลอกใช้ผมเหรอ ปั่นหัวผมเล่นหรือยังไง”

    “ฉันเปล่า”

    ประธานคว้าเธอได้ เด็กสาวกรีดร้องสั่งให้ปล่อย สลับกับตะโกนเรียกตุ่นแต่ถูกเขาเอามือปิดปาก

    “ตุ่นไม่อยู่ ตอนนี้มีแค่เราสองคนเท่านั้นแหละโสภิต”

    ประธานปล้ำจูบ โสภิตพิไลดิ้นรนขัดขืน มือไปโดนปืนที่เอวเขา เธอกระชากมาอย่างเร็วแล้วผลักเขาเต็มแรงก่อนเล็งปืนใส่

    “อย่านะ อย่าเข้ามา ฉันยิงจริงๆด้วย”

    ขณะนั้นตุ่นกลับมาถึงหน้าประตูบ้าน สาขับรถเข้ามาจอดพอดี เห็นสาวใช้ก็เลยลงมาโวยวาย

    “ตุ่น ฉันโทร.มาทำไมไม่พูด แล้วนี่ไปไหนมา”

    “ไปซื้อยาให้คุณหนูค่ะ”

    “โสภิตกลับมาแล้วเหรอ แล้วคุณหนูเป็นอะไร”

    “ข้อเท้าแพลงค่ะ คุณประธานเลยใช้หนูออกไปซื้อยา”

    สาเอะใจวิ่งถลาเข้าไปในบ้านทันที

    ooooooo

    ในห้องนอนชั้นบน โสภิตพิไลเล็งปืนใส่ประธาน สั่งเสียงสั่นให้เขาออกไป ไม่งั้นตนยิงแน่

    “กล้าเหรอ” หนุ่มใหญ่ค่อยๆดูเชิงอย่างระมัดระวังและหาทางแย่งปืน เอ่ยอย่างใจเย็น “ยิงคนมันไม่เหมือนยิงกระป๋องนะหนูน้อย”

    โสภิตพิไลมือสั่นเทา กลัวแต่ฮึดสู้ พูดโพล่งว่าตนยิงได้ก็แล้วกัน ประธานแสยะยิ้มข่มขวัญ

    “จะยิงได้ยังไง ในเมื่อปืนมันไม่มีลูก”

    เด็กสาวตกใจ เผลอมาสนใจที่ปืนในมือ ประธานฉวยโอกาสพุ่งเข้าใส่แย่งปืนแล้วโยนทิ้งไปอีกทาง

    “ผมไม่ใช่ผู้ชายแบบที่คุณจะปั่นหัวเล่นได้ คุณเป็นคนจุดไฟ คุณต้องเป็นคนดับมัน”

    ประธานรวบตัวเธออุ้มไปโยนบนเตียงแล้วปล้ำ จูบ ทันใดประตูห้องเปิดผาง สาถลาเข้ามา พร้อมๆกับ เสื้อตัวนอกของโสภิตพิไลลอยหวือมาตกตรงหน้า ประธานหันขวับมาเห็นสาก็ตกใจ โสภิตพิไลกรีดร้องอย่างขวัญเสีย

    “คุณป้า...ช่วยหนูด้วย”

    สาพุ่งเข้ามาด้วยความโกรธ ตาวาวราวกับเสือ แม่ลูกอ่อน หยิบปืนที่พื้นขึ้นมากระหน่ำยิงประธาน จนกระสุนหมด ร่างประธานทรุดลงกองกับพื้นเลือดท่วม โสภิตพิไลตะลึงอยู่บนเตียง สายืนนิ่งขึง ตุ่นวิ่งขึ้นมาเห็นร่างประธานจมกองเลือด ตกใจร้องกรี๊ดแล้ววิ่งหนีออกไป

    “ไม่เป็นไรแล้วนะลูกนะ ไม่เป็นไรแล้ว” สา กอดโสภิตพิไล พลางมองศพประธาน แทบไม่อยากเชื่อว่าตัวเองเป็นคนทำ

    ผ่านไปพักหนึ่ง เจ้าหน้าที่มาเคลื่อนศพประธาน ออกจากบ้านเพื่อไปชันสูตร สานั่งนิ่งตาแข็ง โสภิตพิไลนั่งหน้าซีดอยู่ข้างๆ

    “ผมขอควบคุมตัวคุณอุษาวดีไปดำเนินคดีข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา ส่วนคนอื่นในบ้าน ผมขอเชิญไปให้การ”

    “ไม่มีใครรู้เรื่องอะไรทั้งนั้น” สาสวนคำตำรวจทันที

    “คุณป้าคะ...”

    “มันเป็นเรื่องของป้ากับประธาน หนูไม่เกี่ยว ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น เด็กในบ้านก็เหมือนกัน เขาไม่อยู่บ้าน ตอนที่เกิดเรื่อง” สาจิกตามองตุ่น

    “ถึงยังไงก็ต้องไปให้การครับ”

    สามองหน้าโสภิตพิไล กำชับจริงจัง “หนูไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้...เข้าใจไหม”

    โสภิตพิไลเข้าใจดีว่าสาต้องการปกป้องเธอ จึงรับคำทั้งน้ำตาคลอๆ ครั้นเห็นตำรวจพาสาออกไป เด็กสาวลุกพรวดร้องเรียกคุณป้าพร้อมวิ่งเข้ามากอด รำพันด้วยความเสียใจว่า

    “หนูขอโทษ หนูเสียใจ”

    ooooooo

    ที่ตำหนักขาว เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นท่าม กลางความมืดและเงียบสงัด ชายรวีอ่านหนังสืออยู่ในชุดนอน มองนาฬิกาที่โต๊ะบอกเวลาสี่ทุ่ม กว่า บ่นพึมพำอย่างแปลกใจว่าใครโทร.มาดึกดื่นป่านนี้

    เสียงโทรศัพท์ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง ปลุกให้หม่อมพริ้มและหญิงจ้อยต้องออกมาจากห้องนอน เปิดไฟห้องโถงสว่างขึ้น

    “ใครโทรศัพท์มากลางดึกกลางดื่น หญิงจ้อย มีเรื่องอะไร”

    “เดี๋ยวหญิงพูดกับเขาเองค่ะ”

    “ผมรับเองครับพี่หญิง” ชายรวีเดินเร็วเข้ามาถึงตัวพี่สาว ยกหูโทรศัพท์แล้วกรอกเสียงลงไป

    “บ้านรวีวารครับ”

    โสภิตพิไลร้องไห้กระซิก ถามเสียงสั่น “คุณชาย รวีช่วงโชติใช่ไหมคะ”

    “ครับ นั่นใครครับ”

    “ฉันโสภิตพิไลค่ะ หลานป้าอุษา ฉันขอโทษที่โทร.มารบกวน แต่ฉัน...ฉันไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครแล้ว”

    “ใจเย็นๆก่อนครับ ค่อยๆพูด ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรหรือครับ”

    “คุณป้า...คุณป้าฆ่าคนตาย”

    “อะไรนะ! คุณอุษาฆ่าคนตาย”

    หม่อมพริ้มกับหญิงจ้อยได้ยินชายรวีพูดออกมา ชัดเจน ต่างมองหน้ากันอย่างตกใจสุดขีด

    ooooooo

    ที่สถานีตำรวจ สาไม่ให้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมนอกจากรับสารภาพว่าเธอยิงประธานตายเพราะเราทะเลาะกันแล้วเขาทำให้เธอโมโห

    “ทะเลาะเรื่องอะไร ถึงทำให้คุณโมโหได้ขนาดนั้น... เงินทอง ชู้สาว”

    “ฉันจำเป็นต้องบอกด้วยหรือคะ”

    “จำเป็นครับ เพราะมันจะเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินว่าการที่คุณยิงนายประธานจนเสียชีวิตมีความจำเป็นแค่ไหน”

    สานิ่งเงียบไม่พูดอะไรอีก หลังจากนั้นตำรวจพาสาไปส่งที่ห้องขัง โสภิตพิไลเดินตามมาขอพูดคุยกับป้าสักครู่ ตำรวจถือโอกาสบอกเด็กสาวว่า ถ้าจะให้ดีช่วยพูดกับป้าของเธอด้วยว่าควรพูดความจริงให้หมดอย่าปิดบัง เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไร

    โสภิตพิไลหน้าเสีย ไม่กล้าสบตาตำรวจ รอจนเขาเดินจากไปแล้วค่อยหันมาถามสาซึ่งอยู่ในห้องขังว่าเป็นยังไงบ้าง

    “ป้าไม่เป็นไร หนูล่ะ ตำรวจเขาว่ายังไงบ้าง”

    “ตำรวจเขาเรียกหนูไปถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

    “หนูบอกตามที่ป้าสั่งหรือเปล่า บอกเขาไปว่าป้าทะเลาะกับประธาน หนูไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น”

    “ทำไมคุณป้าไม่ให้หนูพูดความจริงคะ”

    “เพราะถ้าเรื่องนี้แดงออกไป คนจะเก็บเอาไปครหานินทาไม่จบไม่สิ้น หนูยังเด็ก หนูไม่รู้หรอกว่าคำพูดร้ายๆ มันทำลายชีวิต ทำลายอนาคตของคนได้ขนาดไหน หนูทำตามที่ป้าบอกน่ะดีแล้ว”

    “หนูให้คุณป้าลำบากเพราะหนูไม่ได้หรอกค่ะ หนูจะช่วยคุณป้า คุณป้ามีบุญคุณกับหนู หนูต้องตอบแทน หนูจะช่วยคุณป้าให้ได้ค่ะ”

    สายิ้มรับเศร้าๆ ในใจอยากให้โสภิตพิไลทำไปเพราะรักมากกว่าตอบแทนบุญคุณ

    ooooooo

    เช้าวันรุ่งขึ้น อนุกรเข้ามาพบตำรวจขออนุญาตพบสาในฐานะตนเองเป็นทนายของเธอ ตำรวจควบคุมตัวสาออกมาที่ห้องสอบสวน เปิดโอกาสให้ทนายกับผู้ต้องหาพูดคุยกันตามลำพัง

    “คุณอุษาวดี ผมชื่ออนุกรครับ คุณชายรวีให้ผมมาช่วยเป็นทนายให้คุณอุษา”

    “คุณชายรู้เรื่องดิฉันแล้วหรือคะ”

    “ครับ คุณชายฝากบอกว่าให้ผมช่วยคุณอุษาให้สุดความสามารถ เชิญนั่งครับ ผมมีเรื่องอยากจะถามหลายเรื่อง”

    สาลงนั่งและให้ข้อมูลอย่างระมัดระวัง นี่เองทำให้อนุกรหนักใจ กลับไปรายงานชายรวีที่กระทรวงว่า

    “ลำบาก...คุณอุษาแกรับสารภาพไปแล้วว่าทำผิดจริง ก็ถือเป็นข้อดีที่รับสารภาพ แต่แม่เจ้าประคุณก็เล่นกระหน่ำยิงนายประธานซะจนพรุน”

    “มันก็ออกจะโหดเหี้ยมเอาการอยู่ นอกจากจะมีเหตุผลอันสมควร แล้วคุณอุษาไม่บอกหรือว่าอะไรทำให้เธอโกรธได้ขนาดนั้น”

    “ไม่บอก ผมแน่ใจนะว่าคุณอุษาปกปิดอะไรบางอย่าง เอาไว้ และเรื่องนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับเด็กที่ชื่อโสภิตพิไล”

    หลังจากนั้นไม่นาน โสภิตพิไลไปพบสาที่ห้องขังพร้อมอาหารหนึ่งปิ่นโต

    “วันหลังไม่ต้องหรอกนะโสภิต ลำบากเปล่าๆ”

    “ไม่ลำบากหรอกค่ะ หนูเต็มใจ...คุณทนายบอกหนูว่าคุณป้าไม่ยอมพูดความจริงกับเขา”

    “ป้ายอมรับผิดไปแล้ว จะเอาอะไรอีก”

    “แต่คุณป้าจะโดนลงโทษหนัก ถ้าหากเขาคิดว่าคุณป้าฆ่านายประธานเพราะหึงหวง”

    “ป้าไม่ได้พูดอย่างนั้น”

    “ตำรวจเขาคิดเองได้ค่ะ คุณป้ายิงนายประธานในห้องหนู ทุกคนเขาก็รู้ กระทั่งหนังสือพิมพ์ยังเอาไปลงว่าเป็นปมเรื่องชู้สาว”

    “ทุเรศ” สาสบถอย่างเจ็บใจ

    ระหว่างนี้ เพ็ญศรีหน้าตาร้อนรนเข้ามาอีกคน “คุณสาเป็นยังไงบ้างคะ ฉันเพิ่งจัดการเรื่องที่ไนต์คลับเสร็จค่ะ เลยมาช้าไปหน่อย ตำรวจเขาเรียกพนักงานไปสอบสวนเรียงตัวเลย”

    “สอบสวนพวกที่คลับ เรื่องอะไร”

    “เรื่องคุณกับพี่ประธานน่ะสิคะ ตำรวจเขาสันนิษฐานว่าคุณโกรธที่พี่ประธานนอกใจเลยคิดจะฆ่า อีพวกนั้นมันโกรธที่คุณปิดไนต์คลับเลยใส่ไฟกันใหญ่ มันบอกว่าคุณแค้น ที่พี่ประธานไปชอบโสภิต คุณลั่นปากจะฆ่าพี่ประธานให้ได้”

    “คุณป้าพูดอย่างนั้นจริงหรือคะ”

    “มันหลุดปากไปน่ะ”

    “ก็นั่นล่ะ ตำรวจเขาเลยเอามาผูกเป็นเรื่องเป็นราวว่าคุณตั้งใจจะฆ่าพี่ประธานอยู่แล้ว ท่าทางคุณสาจะลำบากแน่ค่ะ”

    ฟังเพ็ญศรีแล้วสายิ่งหนักใจ เพราะเรื่องราวดูจะยุ่งยากกว่าที่คิด

    ooooooo

    ตกเย็น หญิงจิ๋มมาพบหม่อมพริ้มพร้อมหนังสือ พิมพ์ฉบับหนึ่งที่ลงข่าวฉาวโฉ่ของสา

    “หม่อมแม่เห็นหนังสือพิมพ์ฉบับบ่ายนี้หรือยังคะ อีสามันทำงามหน้าอีกแล้ว”

    หม่อมพริ้มตกใจ หวนซึ่งรับใช้อยู่ใกล้ๆพลอยหน้าตาตื่นไปด้วย ทั้งคู่ตั้งใจฟังหญิงจิ๋มอ่านข่าวในหนังสือ พิมพ์ด้วยน้ำเสียงเป็นเดือดเป็นแค้น

    “กลางดึกเมื่อคืนนี้ เสียงปืนดังขึ้นที่บ้านของนางอุษาวดี อิสระ เจ้าของไนต์คลับอุษาวดี จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ปรากฏว่านางอุษาวดีได้ใช้ปืนกระหน่ำยิงนายประธาน เทวา ผู้เป็นหุ้นส่วนเข้าที่ทรวงอกและหัวใจหลายนัดจนสิ้นใจคาที่ สาเหตุของการยิงครั้งนี้นางอุษาวดีให้การว่ามีปากเสียงกันอย่างรุนแรงจนบันดาลโทสะระงับไม่อยู่ ซึ่งสาเหตุของการทะเลาะวิวาทนั้นน่าจะมาจากการหึงหวงกัน...ดูสิคะหม่อมแม่ ดูอีสามันทำ”

    “อายุจนป่านนี้แล้ว มันก็ยังหายใจเป็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ทำไมถึงได้ไม่รู้จักอิ่มจักพอเสียทีก็ไม่รู้”

    “คนมักมากอย่างมัน หญิงนึกอยู่แล้วว่าต้องมีจุดจบไม่ดี แต่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นข่าวฉาวโฉ่ไปทั้งเมืองอย่างนี้”

    “กะอีแค่คนยิงกันก็ต้องลงข่าว อีสามันไม่ใช่คนใหญ่คนโตซะที่ไหน”

    “ไม่ต้องเป็นคนใหญ่คนโตหรอกหวน ไอ้เรื่องชู้สาวคาวโลกีย์แบบนี้หนังสือพิมพ์ชอบนักล่ะ ตีข่าวกันไม่เลิกแน่ หญิงละกลัวจริงๆค่ะหม่อมแม่ กลัวจะมีคนสาวประวัติมัน สาวไปสาวมาคนจะรู้ว่ามันเคยเป็นหม่อมของท่านพ่อ”

    “ขออย่าให้ไปถึงนั้นเลย ถ้าราชสกุลรวีวารจะต้องไปแปดเปื้อนกับเรื่องอย่างนี้ แม่คงไปสู้หน้าใครไม่ได้”

    “แล้วถ้ารู้ไปถึงคุณชายว่าอีสาเคยเป็นหม่อมของท่านพ่อ มิยุ่งกันใหญ่หรือคะหม่อม”

    หม่อมพริ้มชะงัก มองหน้าหวน...พอหญิงจิ๋มลากลับ หม่อมพริ้มรีบเดินตามไปคุยกันสองคนแม่ลูก

    “ช่วยหน่อยเถอะหญิง ทำยังไงก็ได้อย่าให้พระนามของท่านพ่อต้องมาอยู่ในข่าวอื้อฉาวแบบนี้เลย”

    “หญิงจะคุยกับคุณปวุติดูค่ะ ลูกเขยของหม่อมแม่เขากว้างขวาง รู้จักกับพวกคนหนังสือพิมพ์อยู่บ้าง คงจะพอพูดกันได้ไม่ให้ขุดคุ้ยพาดพิงมาถึงรวีวารของเรา หญิงช่วยได้แค่เรื่องหนังสือพิมพ์เท่านั้น แล้วเรื่องชายรวี หม่อมแม่จะทำยังไงคะ”

    “แม่จะหาทางพูดกับเขาเอง ไม่ให้ไปยุ่งกับอีสา”

    แล้วค่ำนั้นหม่อมพริ้มก็รุดมาที่ห้องชายรวี พูดคุยเรื่องผู้หญิงชื่ออุษาวดี

    “แม่อยากจะขอร้องไม่ให้ชายไปยุ่งกับเขา คดีนี้มันไม่สู้ดี มันเป็นคดีชู้สาว ชายเองก็เคยสนิทสนมกับเขา แม่ไม่อยากให้ชายติดร่างแหพลอยเสียชื่อเสียงไปด้วย”

    “หม่อมแม่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมแค่ช่วยจัดการให้อนุกรไปดูแลว่าความให้เท่านั้น ส่วนตัวผมเองไม่ไปยุ่งกับเขาแน่ๆ”

    “แม่ได้ข่าวว่าเขาอยู่ที่โรงพัก ถ้าเป็นไปได้ ชายอย่าไปที่นั่นได้เป็นดี”

    “ผมไม่ไปหรอกครับหม่อมแม่ ผมไม่สมควรจะพบคุณอุษาเลยไม่ว่าที่ไหน เพราะผมเพิ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้พิพากษาคดีนี้”

    หม่อมพริ้มนิ่งอึ้งพูดไม่ออก กลับไปเล่าให้หญิงจ้อยที่อยู่บ้านเดียวกันฟัง โดยมีหวนนั่งสีหน้าเป็นกังวลอยู่ด้วย

    “อกจะแตก! ลูกต้องมาพิพากษาตัดสินแม่ แล้วนี่เราจะทำยังไงดีคะหม่อมแม่” หญิงจ้อยอุทานหน้าตาตื่น หม่อมพริ้มคิดอะไรไม่ออก บอกให้ลูกสาวช่วยคิด “ฆ่าคนตายนี่มันโทษสถานไหนกันนะ ตายละ ถ้าโทษถึงประหาร ชายรวีก็สั่งฆ่าแม่ของตัวเองน่ะสิ”

    หม่อมพริ้มกับหวนตกใจ หวนพูดโพล่งว่าอย่างนี้คุณชายมิตกนรกหมกไหม้หรอกหรือ

    “ไม่หรอก ผู้พิพากษามีหน้าที่ตัดสินลงโทษคนผิดจะตกนรกได้ยังไง”

    “ผู้พิพากษาเขาสั่งฆ่าพ่อฆ่าแม่กันได้เลยหรือคะ คุณหญิงจ้อย”

    “มีที่ไหน ถ้าบังเอิญเป็นญาติกับผู้ต้องหา ผู้พิพากษาก็ต้องบอกกับศาลแล้วถอนตัวออกไป”

    “แต่คุณชายเธอไม่รู้นี่คะ”

    “ไม่รู้ก็บอกไม่ได้ ยังไงแม่ก็ไม่ยอมบอกหรอกว่าชายรวีเป็นอะไรกับอีสา”

    “แค่บอกว่าสาเป็นหม่อมของท่านพ่อ มันก็อาจ จะเป็นเหตุผลพอที่จะให้ชายรวีถอนตัวก็ได้นะคะหม่อมแม่”

    “แต่ต้องยอมให้พระนามท่านพ่อต้องแปดเปื้อนว่ามีหม่อมสำส่อนมากชู้หลายผัวอย่างอีสางั้นหรือ แม่จะทำได้ยังไง”

    “แล้วหม่อมจะปล่อยให้คุณชายตัดสินโทษอีสาหรือคะ”

    “ชายรวีเป็นลูกข้า แค่อาศัยท้องอีสามาเกิด ถ้าเขาจะต้องทำหน้าที่ผู้พิพากษา ข้าก็จะให้เขาทำด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ต้องเห็นแก่อะไรทั้งนั้น”

    หม่อมพริ้มตัดสินใจเด็ดเดี่ยว เช่นเดียวกับเจิมที่พอรู้เรื่องจากหวนก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง ยืนยันว่าเราไม่ควรบอกชายรวีว่าสาคือแม่ ถ้าจะตกนรกก็ต้องยอม อีกอย่างอีสาก็สาบานกับหม่อมพริ้มไว้ว่ามันจะไม่บอกใคร

    “โธ่ พี่เจิม สัญชาติอีสา ถ้ามันรู้ว่าคุณชายรวีเป็นผู้พิพากษา ยามเดือดร้อนจนตรอกขึ้นมาพี่ว่ามันจะไม่ตระบัดสัตย์อ้างตัวเป็นแม่ให้คุณชายเห็นใจเหรอ”

    คำพูดของจวนมีน้ำหนักทำให้เจิมหวั่นวิตกขึ้นมาทันที

    ooooooo

    บ่ายวันนี้ โสภิตพิไลพาแป้นมาเยี่ยมสา แป้นสีหน้าไม่สู้ดี บอกกับสาว่ารู้เรื่องแล้วใจหายวาบ สาไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่ฝากฝังโสภิตพิไลไปอยู่ด้วย ตนจะได้หมดห่วง เพราะตอนนี้เธอไม่มีใครแล้ว

    “คุณสาก็ต้องรีบออกไปสิคะ”

    “ก็แล้วแต่ศาลจะตัดสินล่ะจ้ะ พรุ่งนี้เขาจะส่งฉันไปอยู่ที่เรือนจำแล้ว ถ้าโชคร้ายป้าก็อาจจะได้อยู่ในนั้นตลอดไป หนูดูแลตัวเองดีๆนะลูก อย่าเจ้าอารมณ์ อย่าเอา แต่ใจ จะทำอะไรคิดให้ถ้วนถี่ อย่าทำผิดพลาดเหมือนป้า”

    สาจับมือโสภิตพิไลที่เริ่มสะอึกสะอื้น แป้นรู้เต็มอกว่าทั้งคู่เป็นแม่ลูกแต่เหมือนน้ำท่วมปาก ได้แต่มองด้วยความเวทนา...

    ในวันเดียวกัน อนุกรนัดคุยกับโสภิตพิไลอีกครั้งที่ร้านอาหารหน้าสถานีตำรวจ โดยมีแป้นติดตามมาด้วย “ทางฝ่ายอัยการมีพยานหลายปากให้การว่าคุณอุษามีกรณีหึงหวงกับนายประธาน และได้ออกปากว่าถ้าเจอจะฆ่าให้ตาย”

    “คุณป้าพูดไปด้วยอารมณ์เท่านั้นค่ะ ท่านไม่ได้คิดเตรียมการเอาไว้ก่อนแน่”

    “คุณยืนยันว่าเป็นการกระทำโดยลุแก่โทสะ เรื่องอะไรล่ะครับ อะไรทำให้คุณอุษาลุแก่โทสะ”

    โสภิตพิไลลำบากใจ อยากพูดแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งสา

    “ผมจะขอร้องเป็นครั้งสุดท้ายนะครับ ถ้าคุณกับคุณอุษาไม่บอกผมว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น ผมก็คงจะช่วยคุณอุษาไม่ได้”

    “บอกคุณทนายเขาไปเถอะลูก” แป้นคะยั้นคะยอ แต่โสภิตพิไลยังนิ่ง...นึกถึงก่อนหน้านี้ที่อ้อนวอนสาขอพูดความจริงแต่สาไม่ยอม

    “หนูจะเสียหายมากนะโสภิต”

    “แต่ถ้าโสภิตไม่พูด คุณก็อาจจะไม่รอด”

    “ฉันทำร้ายโสภิตมามากพอแล้วพี่แป้น ฉันทำร้ายแกอีกไม่ได้”

    “คุณป้าคะ คุณป้าโดนข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา ทนายบอกว่าโทษที่คุณป้าจะได้รับถ้าไม่จำคุกตลอดชีวิต ก็อาจจะถึงขั้นประหาร ถ้ามันเป็นอย่างนั้น คุณป้าคิดว่าหนูจะอยู่ต่อไปได้หรือคะ คุณป้าเห็นหนูเป็นคนยังไง”

    สานิ่งไปอย่างอัดอั้น แต่หัวอกคนเป็นแม่ยังไงก็ไม่ยอมให้ลูกต้องแปดเปื้อน

    ooooooo

    เมื่อนึกถึงจุดจบของตัวเองที่อาจโดนจำคุกตลอดชีวิตหรือไม่ก็ประหาร สาถึงกับสะอื้นไห้ออกมา แต่อีกครู่ต่อมาก็แทบช็อก เมื่อหม่อมพริ้มปรากฏตัวหน้าห้องขัง...สาพูดไม่ออก ก้มหน้าละอายใจ หม่อมพริ้มมองเธออย่างสมเพช

    “ถึงกับนั่งร้องไห้เชียวรึอีสา ดูท่าเอ็งรู้ชะตากรรมตัวเองแล้วล่ะสิ”

    “สามันคนโชคร้ายค่ะหม่อม อยากจะดีเท่าไหร่ มันก็ดีไม่ได้”

    “เอ็งอย่าอ้างโชคชะตา ถ้าเอ็งตั้งใจว่าจะไม่ทำชั่ว ต่อให้ใครเอาไปตัดหัว เอ็งก็ไม่ทำ แต่ถ้าใจมันใฝ่ต่ำไม่มีใครชักนำ มันก็ไหลลงไปเองจนได้”

    “สาก็เป็นคนธรรมดาคนนึง มีเลือดมีเนื้อ มีกิเลสตัณหา”

    “กิเลสตัณหามันก็มีด้วยกันทั้งนั้น ยับยั้งชั่งใจได้จึงนับว่าเป็นคน แต่ถ้ายับยั้งชั่งใจไม่ได้มันก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ แต่ที่ข้ามานี่ไม่ได้จะมาโปรดสัตว์ แค่จะมาเตือนไม่ให้เอ็งลืมคำสาบานที่ให้ไว้กับข้า”

    “สาไม่ลืมค่ะหม่อม สาไม่คิดจะบอกใครว่าสาเป็นอะไรกับคุณชาย”

    “แน่นะ ไม่ใช่พอถึงเวลารักตัวกลัวตายขึ้นมา เอ็งจะพูดทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด”

    “หม่อมหมายความว่ายังไงคะ”

    หม่อมพริ้มลดเสียงลงให้ได้ยินกันสองคน พูดเบาแต่ชัดเจนและจริงจัง “ชายรวีเป็นผู้พิพากษาคดีของเอ็ง อีสา”

    “หา!!!” สาช็อกยิ่งกว่าเดิม

    “ถ้าเอ็งเอาความเป็นแม่มาอ้าง เอ็งอาจจะรอดตาย แต่เอ็งจะทำลายอนาคตทำลายเกียรติภูมิ ทำลายคุณงามความดีทั้งหมดที่ชายรวีสร้างสมมา ข้าทุ่มเททั้งชีวิตเลี้ยงชายรวีจนเขาได้ดิบได้ดีขนาดนี้ ข้าคงทนไม่ได้ถ้าหากเอ็งจะทำลายลงไป”

    “เชื่อใจสาเถอะค่ะหม่อม ที่ผ่านมาสาอาจจะเป็นคนดีเหมือนคนอื่นเขาไม่ได้ แต่ต่อให้สัตว์เดรัจฉานมันก็ไม่ทำร้ายลูกของมัน สายังไม่เลวถึงปานนั้นหรอกค่ะหม่อม ไม่ต้องกลัว”

    สายืนยันหนักแน่นทั้งน้ำตานองหน้า หม่อมพริ้มโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง แต่พอมาเล่าให้เจิมกับหวนฟัง เจิมกลับถามหม่อมพริ้มอย่างไม่เชื่อใจสาว่า

    “หม่อมเชื่อมันหรือเจ้าคะ”

    “ข้าไม่มีทางอื่น ก็ต้องลองเชื่อดู”

    “ป้าเจิมไม่เชื่อเหรอ”

    “มันทรยศคุณหญิงโสภาได้ นับประสาอะไร” เจิมกระแทกเสียงแค้นๆ ส่วนหม่อมพริ้มจากที่โล่งใจเริ่มมีแววความกังวล...

    ooooooo

    ตอนที่ 26

    สาตัดสินใจโทร.หาชายรวีที่กระทรวงในตอนเย็นใกล้เวลาเลิกงาน ขอร้องให้เขามาพบที่บ้านเพราะมีเรื่องสำคัญอยากคุยด้วย

    ชายรวีรับปากแล้วขับรถออกไปตามเส้นทางที่สา

    บอกมา โดยไม่รู้ว่าอนุกรแอบได้ยินเขาคุยโทรศัพท์แล้วนำความไปบอกหม่อมพริ้มกับหญิงจ้อยถึงตำหนักขาว

    “นัดหมายให้ไปหากันถึงที่บ้าน ท่าทางจะไม่ค่อยดีนะคะหม่อมแม่”

    “บ้านช่องเขาอยู่ถึงไหนกัน”

    “ผม ไม่ทราบครับหม่อม พอดีพี่หญิงฝากฝังให้ผมคอยจับตาดูชายรวีกับคุณอุษา ผมเลยรีบมารายงานเสียก่อน อีกอย่างผมไม่กล้าตามไปด้วย คุณชายเห็นเข้าคงจะโกรธผมแย่”

    “เพราะเธอคนเดียวอนุกร เป็นคนชักนำชายรวีไปรู้จักกับแม่นั่น”

    “โธ่ พี่หญิงครับ ใครจะไปคิดว่าคุณชายจะไปติดใจไก่แก่แม่ปลาช่อนเข้าให้”

    หม่อม พริ้มมองหน้าหญิงจ้อย เปรยอย่างกังวล “แค่ชายไปติดใจไก่แก่แม่ปลาช่อนก็แย่พอแล้ว แต่ถ้าเขาเป็นคนเดียวกับที่แม่รู้จัก มันจะเลวร้ายกว่านี้มากนัก”

    “หม่อมหมายถึงใครเหรอครับ”

    หม่อม พริ้มไม่ตอบ กลับขอร้องอนุกรว่า “ฉันวานหน่อยเถอะ ฉันอยากจะเห็นหน้าแม่อุษาวดีคนนั้น อยากจะรู้ว่าเป็นคนเดียวกันกับที่ฉันรู้จักหรือเปล่า จะช่วยฉันหน่อยได้ไหม”

    อนุกร รับคำแล้วตั้งใจฟังสิ่งที่หม่อมพริ้มไหว้วาน... เวลาเดียวกัน สาต้อนรับชายรวีด้วยน้ำชารสกลมกล่อมหอมหวานซึ่งเป็นรสโปรดของชายหนุ่ม

    “คุณอุษาบอกว่ามีธุระสำคัญจะคุยกับผม ไม่ทราบว่าเรื่องอะไรครับ”

    “เรื่องโสภิตน่ะค่ะ ฉันอยากรู้ว่าเมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมโสภิตถึงได้เสียอกเสียใจขนาดนั้น คุณชายเล่าให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมคะ”

    ขณะ สานั่งคุยกับชายรวี ลมัยกับตุ่นอยู่ในครัว ทั้งคู่เห็นพ้องต้องกันว่าท่าทางสาชอบผู้ชายคนนี้มาก เอาอกเอาใจมากกว่าประธานเสียอีก ตุ่นเปรยว่าประธานก็แปลก ไม่มีท่าทีหึงหวงสาเหมือนเมื่อก่อน ลมัยซึ่งพอจะเดารูปการณ์ออกบอกว่าเขาคงมีที่หมายใหม่ แต่ไม่เอ่ยชื่อว่าเป็นโสภิตพิไลนั่นเอง

    หลังฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นจาก ชายรวีแล้ว สาเสียใจน้ำตาคลอ กล่าวโทษตัวเองเป็นคนผิดทำให้โสภิตพิไลต้องอับอายขายหน้า ทั้งที่เธอเกิดมาดีทุกอย่าง ถ้าไม่ใช่เพราะเธอเป็นหลานตน คงไม่มีใครเหยียดหยามเธออย่างนี้

    “แต่คุณอุษาก็มีบุญคุณเลี้ยงดูโสภิตพิไลมาอย่างดี ทั้งที่คุณเป็นแค่ป้าบุญธรรมไม่จำเป็นต้องทำก็ได้”

    “ฉันก็ไม่ได้ดีขนาดนั้นหรอกค่ะ”

    “คุณรักโสภิตพิไลมาก ผมรู้ และผมเชื่อว่าเธอก็ต้องรู้”

    สา น้ำตาริน ชายรวีสงสารหยิบผ้าเช็ดหน้าส่งให้ สารับมาด้วยความตื้นตัน ชื่นชมเขาเป็นคนดีเหลือเกิน งามทั้งน้ำคำและน้ำใจ แม่คนไหนมีลูกแบบเขาคงภูมิใจและสุขใจที่สุด...

    เมื่อชายรวีกลับถึงตำหนัก ในค่ำนั้น เขาไม่รู้เลยว่าหม่อมแม่กับพี่สาวรู้เห็นเป็นใจให้อนุกรพานักสืบไปถ่ายรูปสา ที่ไนต์คลับ เนื่องจากหม่อมพริ้มอยากรู้ว่าอุษากับอีสาใช่คนเดียวกันหรือเปล่า

    ooooooo
    หลังจากอนุกรกับนักสืบบันทึกภาพสาตอนร้องเพลงสำเร็จเสร็จสิ้นภารกิจไปแล้ว ที่ไนต์คลับเกิดเรื่องราวชุลมุนขึ้นเมื่อโสภิตพิไลมาปรากฏตัวในมาดสาวสุด เปรี้ยว แต่งตัวและหน้าตาจัดจ้านจนโดนชายหนุ่มนักเที่ยวรุมแย่งตัว ก่อนจะกลายเป็นศึกชิงนาง

    เมื่อสาเข้ามาเห็น เธอรับไม่ได้กับมาดใหม่ของโสภิตพิไล ตำหนิไปหลายคำก่อนจะไล่ให้กลับบ้าน แต่เด็กสาวไม่สนใจฟัง แถมยังยอกย้อนรุนแรงจนสาสะอึก

    “ไม่ดีหรือคะ ที่หนูทำตัวเหมือนคุณป้า หนูตัดสินใจแล้วค่ะ ในเมื่อใครๆก็รู้ว่าหนูเป็นหลานคุณป้า มันก็ป่วยการที่หนูจะมานั่งปั้นหน้าเป็นลูกผู้ดี หนูจะมาทำงานที่นี่ค่ะ มาทำงานกับคุณป้า”

    “ไม่ได้ ที่นี่มันไม่เหมาะกับหนู”

    “แล้วที่ไหนล่ะคะ ที่เหมาะกับหนู”

    “โสภิต! หนูกับป้าไม่เหมือนกันนะ ป้าผ่านเรื่องร้ายๆมามาก มากจนมันด้านชา จนป้าไม่สนว่าใครจะนินทาว่าร้ายยังไง แต่หนูยังเด็ก ยังใสบริสุทธิ์ หนูไม่ควรมายุ่งเกี่ยวกับที่นี่ หนูยังมีทางเลือก”

    “ไม่มีหรอกค่ะ หนูไม่มีทางเลือก ตั้งแต่วันที่คุณแม่ตาย  แล้วหนูต้องกลายมาเป็นหลานสาวของคุณป้า”

    สาสะเทือนใจจนพูดไม่ออก ประธานยืนฟังอยู่หน้าประตูเดินเข้ามาไกล่เกลี่ยสถานการณ์

    “จะ เถียงกันทำไม ไหนๆโสภิตก็มาแล้ว คุณจะเสือกไสไล่ส่งแกไปทำไม ถ้าคุณอยากจะรู้จักกับโลกใบใหม่ มากับผม แล้วเราจะได้รู้กันว่าคุณชอบมันหรือเปล่า”

    ประธานคว้ามือโสภิตพิไลออกไป เต้นรำกลางฟลอร์ เด็กสาวกำลังไม่พอใจสาก็เลยประชดด้วยการแนบชิดประธานเกินเหตุ สาเห็นแล้วหัวเสียจะถลาเข้าไปกระชากแต่โดนเพ็ญศรีคว้าแขนไว้เสียก่อน

    “ใจเย็นๆ แล้วฟังฉันก่อน โสภิตพิไลเป็นเด็กดื้อ คุณยิ่งห้ามมันเหมือนยิ่งยุ ยิ่งไม่ให้แกทำ แกก็ยิ่งจะทำประชดคุณ เรื่องเต้นรำมันเรื่องเล็ก มันมีเรื่องอื่นที่น่าเป็นห่วงกว่า”

    “เรื่องอะไร เพ็ญ”

    “หลังๆคุณมัวแต่หายใจเข้าออกเป็นคุณชายรวี คุณเลยไม่ได้สนใจพี่ประธาน คุณคงไม่ได้สังเกตสินะว่าเขาไม่หึงหวงคุณแล้ว”

    “ประธานมีคนใหม่งั้นเหรอ ใครกัน”

    “คุณว่าเดือนที่ผ่านมานี่คุณประธานสนใจผู้หญิงคนไหนบ้างล่ะ”

    “ก็ไม่มีนี่ เขาก็ยังติดฉันแจ วันๆก็พูดถึงแต่...โสภิต! นี่เธอคิดว่าประธานเขาสนใจโสภิตงั้นเหรอ”

    “จริงๆฉันก็ไม่อยากพูด ทั้งคุณทั้งพี่ประธานก็มีบุญคุณกับฉันทั้งคู่ แต่มันก็อดไม่ได้ ถึงจะหากินกับเรื่องโลกีย์มาทั้งชีวิตนะคุณสา แต่จะให้ฉันทนดูป้ากับหลานคบผู้ชายคนเดียวกัน ฉันทนไม่ไหวจริงๆ”

    สาโกรธจัด ในหัวอึงอลด้วยความคิดของตัวเองดังก้องว่ามันไม่ใช่ป้ากับหลาน แต่มันคือแม่กับลูก...

    โสภิตพิไลเต้นรำอยู่ในอ้อมกอดของประธาน สาตาวาวราวกับแม่เสือ เดินเข้าไปกระชากตัวออกมาพร้อมกับตวาดสั่งให้กลับบ้าน ประธานทำท่าจะตามแต่เพ็ญศรีเข้ามาขวางไว้

    “ป้าหลานเขาจะคุยกัน พี่อย่ายุ่งดีกว่าน่ะ”

    ประธานขัดใจแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะเพ็ญศรียืนยันไม่ยอมถอย...สากับโสภิตพิไลขับเคี่ยวกันไปจนถึงบ้าน เด็กสาวหน้าบึ้งตึงวิ่งขึ้นชั้นบนโดยมีสาไล่กวดคว้าตัวเอาไว้

    “หยุดนะโสภิต มาพูดกันให้รู้เรื่องก่อน”

    “คุณป้าจะพูดอะไรอีกคะ นอกจากห้ามๆๆๆ”

    “ที่ป้าห้ามก็เพราะเป็นห่วงหนู หนูยังเด็ก หนูไม่รู้หรอกว่าหนูกำลังเล่นกับไฟ”

    “คุณประธานน่ะหรือคะไฟ...คุณป้าหึงคุณประธานใช่ไหม”

    “ไม่ใช่นะโสภิต หนูเข้าใจผิด”

    “คุณป้ากลัวคุณประธานมาชอบหนู คุณป้าหึงหวง ก็เลยไม่อยากให้หนูไปที่คลับ ไม่อยากให้หนูพบกับเขา คุณป้าหวงคุณประธาน ทำไมไม่พูดออกมาตรงๆล่ะคะ ทำไมต้องอ้างว่าเป็นห่วงหนูด้วย หนูไม่เข้าใจ”

    “หนูคิดว่าป้าเห็นประธานสำคัญกว่าหนูหรือไงโสภิต”

    โสภิตพิไลไม่ตอบ สะบัดหนีเข้าห้องนอนแล้วปิดประตูใส่หน้า ทิ้งสายืนน้ำตาซึมด้วยความอัดอั้นเสียใจ

    ooooooo

    ตกเย็นเลิกงาน อนุกรมาพบหม่อมพริ้มกับหญิงจ้อย นำรูปถ่ายที่ได้จากนักสืบมาให้ทั้งคู่ดู ปรากฏว่าเพียงเห็นแค่เสี้ยวหน้าของสา หม่อมพริ้มถึงกับนิ่งอึ้งไปทันที

    รูปเหล่านั้นแอบถ่ายขณะสากำลังร้องเพลง แม้เสื้อผ้าทรงผมจะเปลี่ยนไป แต่รอยยิ้มและอากัปกิริยาเหมือนสาคนเดิมตอนร่ายรำไม่มีผิดเพี้ยน หม่อมพริ้มคิดถึงวันที่สารำรจนาเสี่ยงพวงมาลัย ชะม้ายชายตายั่วยวนท่านชาย

    หญิงจ้อยเห็นหม่อมพริ้มนิ่งเงียบไปนานจึงกระแซะเข้ามาถาม

    “หม่อมแม่คะ ใช่ไหมคะ”

    หม่อมพริ้มพยักหน้าอย่างมั่นใจ แล้วหลังจากนั้นไม่นาน รูปเหล่านั้นก็ถูกส่งต่อถึงมือเจิม เจิมคลี่รูปดูด้วยมือที่สั่นระริก สาอยู่ในชุดเสื้อผ้าล่อแหลม ท่าทางเย้ายวน... ยิ่งดู เจิมก็ยิ่งนึกเกลียดชัง

    “นี่หรือเจ้าคะหม่อม นังคนที่ชื่ออุษาวดี”

    “ดูกี่ทีกี่ทีมันก็อีสานั่นแหละ ข้าจำได้”

    เจิมวางรูปลงกับพื้นอย่างรังเกียจ จวนนั่งอยู่ข้างกันรีบหยิบไปดู หวนที่นั่งถัดไปชะเง้อมอง

    “ไหนว่ามันร่ำรวยเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี แต่งตัวอย่างกับอีพวกช้อกการี”

    “สมัยนี้อีพวกช้อกการีมันรวยกว่าคนดีๆอย่างเราเสียอีก พี่เจิมเอ๊ย ญี่ปุ่นไป ฝรั่งมา แค่มีที่นาก็เอาออกมาขาย นอนรับทรัพย์กันสบายอุรา” พูดแล้วจวนวางรูปลง หวนหยิบเอามาคลี่ดูก่อนจะรำพึงด้วยความเสียใจ

    “สาเอ๊ย ใครจะนึกว่าจะเป็นไปได้ถึงขนาดนี้”

    “คนเรา ถ้าหักห้ามกิเลสในใจไม่ได้ก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ วิ่งพล่านทะยานอยากไปตามแต่กิเลสตัณหาจะบัญชา คนอย่างอีสามันก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ตัวนึง” หม่อมพริ้มกรีดเสียงอย่างชิงชัง จวนฟังแล้วหวั่นใจ พูดโพล่งออกไป

    “สัตว์มันยังรู้จักไม่ยุ่งเกี่ยวกับสายเลือดเดียวกัน แต่อีสา...มันกับคุณชาย”

    “มันรู้อยู่ว่าชายรวีเป็นใคร ต่อให้เลว มันก็คงไม่เลวขนาดยุ่งกับลูกตัวเองหรอกจวนเอ๊ย”

    “อีสารู้ แต่คุณชายเธอไม่รู้นี่คะหม่อม ว่าอีสาเป็นแม่ ถ้าหากวันนึงเธอเกิดเผลอไผล”

    “อีจวน อีปากเสีย” เจิมด่าลั่น

    “จวนมันพูดถูกแล้วล่ะเจิม ข้ามัวแต่กลัวอีสามันบอกชายรวีว่ามันเป็นแม่ ถ้ามันบอก ชายรวีก็จะเสียใจ แต่ถ้ามันไม่บอก ชายรวีไม่รู้ว่ามันเป็นแม่ คิดแล้วก็น่ากลัว เห็นทีข้าจะปล่อยเอาไว้ไม่ได้แล้ว”

    “จัดการเสียเถอะเจ้าค่ะหม่อม จัดการให้มันหายไปจากชีวิตของคุณชายได้ยิ่งดี อีตัวกาลกิณี โผล่มาคราวนี้ จะทำให้ใครเดือดร้อนอีกก็ไม่รู้” เจิมเสียงขุ่น สีหน้าหวั่นหวาด เหมือนเห็นเค้าลางของความยุ่งยากวุ่นวาย

    ooooooo

    สาเรียกประธานมาพบที่บ้านพูดคุยเรื่องโสภิต-พิไล เธอไม่ชอบให้เขามายุ่งกับหลานสาว แต่ประธานกลับยอกย้อนอย่างไม่ยี่หระว่า

    “ตบมือข้างเดียวมันไม่ดังหรอกน่ะ”

    “โสภิตเป็นเด็ก แกไม่เดียงสา เลยหลงเล่ห์กลจิ้งจอกเฒ่าอย่างเธอ”

    “โอ้โห พูดซะเสียหายหมด พูดอย่างกับผมจะมาหลอกต้มตุ๋นโสภิตงั้นแหละ”

    “ก็จริงไหมล่ะ”

    “ถ้าหากไม่จริงล่ะ ถ้าหากผมบอกว่า...ผมชอบโสภิตพิไลจริงๆ”

    “อะไรนะ”

    “ผมชอบโสภิตพิไลจริงๆ นี่แหละคือเรื่องที่ผมอยากบอกคุณเหมือนกัน”

    สาโกรธจัดสั่นไปทั้งตัว โสภิตพิไลเดินลงมาจากชั้นบนได้ยินเสียงสาดังลั่นออกมาจากห้องนั่งเล่น

    “เลว! บัดซบ! คุณพูดคำนี้ออกมาได้ยังไง ทั้งๆที่คุณกับฉัน...”

    “ใช่ ผมเคยนอนกับคุณ แต่มันก็เป็นแค่ความสนุกร่วมกันเท่านั้นนี่ คุณเป็นคนบอกเองว่าไม่เคยคิดจะแต่งงานกับผม”

    “แต่ไม่ได้แปลว่าฉันจะยอมให้คุณไปยุ่งกับโสภิต”

    “เรื่องนี้มันเป็นเรื่องระหว่างผมกับโสภิต คุณให้เธอตัดสินใจเองได้ไหม”

    “เรื่องนี้โสภิตไม่มีสิทธิ์ ฉันบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้”

    โสภิตพิไลเกิดทิฐิรุนแรง เดินหน้าตึงเข้ามาถามเสียงแข็ง “ทำไมล่ะคะคุณป้า ทำไมหนูถึงไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะคบใครหรือไม่คบใคร”

    “หนูจะเลือกคบใครหรือไม่คบใครก็ได้ทั้งนั้น ป้าไม่ว่า ยกเว้นไว้คนเดียวคือประธาน”

    “เหตุผลคืออะไรคะ”

    “เพราะหนูเป็นหลานของป้า หนูจะยุ่งเกี่ยวมีผู้ชายคนเดียวกับป้าไม่ได้”

    “ถ้าอย่างนั้นคุณป้าคงต้องจาระไนให้หนูฟังแล้วล่ะค่ะ ว่าคุณป้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ชายคนไหนไว้บ้าง ไม่อย่างนั้นหนูคงคบกับใครไม่ได้เลยทั้งเมือง”

    สาสุดทน ตบปากโสภิตพิไลอย่างลืมตัว พอได้สติก็รู้สึกผิด แต่โสภิตพิไลไม่อยู่ให้เว้าวอน วานประธานช่วยพาเธอออกไปจากที่นี่ สาเลยได้แต่ยืนร้องไห้ มองมือตัวเองด้วยความเสียใจ

    ผ่านไปสักพัก สาเรียกหาแต่เหล้า ดื่มหนักจนพร่ำเพ้อ แถมฟาดงวงฟาดงาใส่ตุ่นจนเธอต้องหลบเข้ามาอยู่ในครัว อีกครู่ลมัยหิ้วกระเป๋าเดินทางใบเล็กมาถามตุ่นว่าคุณสาเป็นยังไงบ้าง ตุ่นตอบอย่างหนักใจว่าเรียกหาแต่เหล้า ตนบอกว่าโซดาหมดก็เอาของขว้างออกมาจนหลบแทบไม่ทัน

    “เฮ้อ เอาเหล้าดับทุกข์มันจะดับได้ยังไง เอ็งก็คอยดูๆไว้หน่อยแล้วกัน เวลาคุณสากินเหล้าทีไร แกเมาจนหมดรูปทุกที”

    “แล้วนี่ป้าจะไปไหน”

    “ไปบวชหลานที่อุทัยไง ลาคุณสาเธอเอาไว้ตั้งนานแล้ว อยู่บ้านก็ช่วยดูแลด้วยล่ะ อย่าเอาแต่นอน”

    ตุ่นรับคำ พลันได้ยินเสียงรถ ลมัยไม่คุ้นกับเสียงนี้ ให้ตุ่นออกไปดูว่าใครมา...

    ไม่นานจากนั้น ลมัยเข้าไปที่ห้องนั่งเล่น บอกสาว่ามีแขกมาหา สาโวยวายว่าตนไม่รับแขก แต่พอได้ยินลมัยพูดต่อไปว่าแขกมาจากบ้านรวีวาร ก็หูตาพองก๋านึกถึงคุณชายรวี รีบวิ่งเร็วจี๋ออกไปต้อนรับด้วยความดีใจ

    แต่ฉับพลันทันใด สาหยุดนิ่งแทบลืมหายใจ ขาสองข้างเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้น เมื่อเห็นในห้องโถงมีร่างของหญิงกลางคนท่าทางสง่าคนหนึ่งยืนหันหลัง แม้เห็นแค่ด้านหลัง สาก็ไม่มีวันลืม

    หญิงคนนั้นค่อยๆหันหน้ามา สารู้สึกชาวาบไปทั้งตัว อุทานออกมาเสียงแผ่ว

    “หม่อม...”

    “ข้าเอง อีสา” หม่อมพริ้มเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ สาเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น หมอบนิ่งเหมือนเมื่อครั้งเป็นข้าทาสที่วังรวีวารไม่ผิดเพี้ยน

    ooooooo

    ตอนที่ 25

    ในครัวตำหนักขาว หวนกับจวนแอบคุยกันเรื่องชายรวีที่หม่อมพริ้มสงสัยว่าน่าจะติดผู้หญิง ถึงได้ไปเที่ยวแทบทุกคืน

    “หา! คุณชายไปติดผู้หญิงอย่างว่ารึนังหวน”

    “ไม่ใช่ หม่อมท่านแค่สงสัยว่าคุณชายไปที่ไนต์คลับทำไมทุกวัน...ก็แค่นั้นแหละ”

    “มันจะมีเรื่องอะไร้...ถ้าไม่ใช่เรื่องผู้หญิง จะว่าไป คุณชายเธอก็โตเป็นหนุ่มใหญ่แล้ว ไม่ไปติดอกติดใจใครสิแปลก”

    “แต่หม่อมท่านเลี้ยงคุณชายมา อบรมให้เป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว ถ้าเธอจะรักจะชอบใครก็คงไม่ใช่พวกผู้หญิงกลางคืนหรอกน้าจวน”

    “เฮ้อ...ถึงหม่อมท่านจะเลี้ยงมาแต่เลือดอีสามันก็คงมีอยู่ในตัวคุณชายบ้างล่ะวะ แล้วเอ็งก็รู้ว่าอีสาน่ะมันขนาดไหน”

    “ให้มันรู้กันไปสิน้าจวน ระหว่างหม่อมท่านกับอีสา ธรรมะจะไม่ชนะอธรรมมันก็เกินไป” หวนพูดด้วยความมั่นใจ...

    โสภิตพิไลยังมึนตึงกับสาพอสมควรด้วยเหตุการณ์เมื่อคืนที่ไนต์คลับ สารู้ตัวว่าผิดที่มัวแต่ห่วงใยชายรวีจนไม่ได้สนใจเธอ จึงเอ่ยปากขอโทษและสั่งห้ามไม่ให้เธอไปที่นั่นอีกเพราะมันอันตราย

    เด็กสาวไม่ค่อยชอบใจ ยอกย้อนว่าอันตรายแต่ป้าก็ไปทุกวัน ชอบซะด้วย...สาโมโหแต่พยายามข่มใจไม่ต่อความยาว เปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น

    “โรงเรียนของหนูเขาจัดงานเลี้ยงการกุศล เขาขอให้ผู้ปกครองศิษย์เก่าช่วยซื้อบัตร ป้าเลยซื้อไว้โต๊ะนึง”

    “หนูว่าจะไปนั่งกับกรรณิการ์ค่ะ เขาชวน หนูรับปากเขาไว้แล้ว”

    “แต่ป้าซื้อโต๊ะไว้นะ”

    “เพื่อนหนูคงไม่มีใครยอมนั่งกับคุณป้าหรอกค่ะ หนูว่าคุณป้าอยู่บ้านเถอะนะคะ งานแบบนี้มันไม่ใช่ที่ของคุณป้า อย่าไปให้ตัวเองขายหน้าเลย”

    สาสะอึกอึ้งด้วยความเสียใจ แต่ยังไงเธอไม่ยอมให้โสภิตพิไลรู้สึกแปลกแยกแน่ถ้าไปร่วมงาน สาชวนเพ็ญศรีไปซื้อผ้าราคาแพงตัดชุดให้หลานสาว อยากให้เธอสวยที่สุด โก้ที่สุด คนจะได้ไม่ดูถูก เผื่อเธอจะนึกรักตนขึ้นมาบ้าง

    “เท่าที่ฉันดู โสภิตก็ไม่ได้เป็นเด็กเห่อเหิมอยากได้อยากมีอะไรนี่คะ ที่แกไม่พอใจคุณสาคงเป็นเพราะเรื่องคุณชายคนนั้นมากกว่า ขนาดฉันเป็นคนอื่น ฉันยังว่าคุณสนใจคุณชายมากกว่าโสภิตเสียอีก แล้วตัวโสภิตเองแกจะไม่น้อยใจได้ยังไง”

    “คุณชายเธอมาช่วยโสภิตจนเจ็บตัว ฉันจะไม่สนใจเธอได้ยังไง ป่านนี้เป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ โดนแทงไปจังๆขนาดนั้น” พูดแล้วนึกได้ อุทานว่าตายจริง!

    “ใครคะ ใครตาย” เพ็ญศรีหน้าตาตื่น

    “ไม่ใช่! เรื่องใหญ่ขนาดนี้หม่อมต้องรู้แล้วแน่เลย นี่ถ้ารู้ว่าคุณชายโดนแทงเพราะฉัน ฉันต้องตายแน่เลย”

    สิ้นคำ สาตกใจแทบตกเก้าอี้ เห็นหญิงจันทร์จิรากับอนุกรยืนอยู่ตรงหน้า ทั้งสองได้ยินชัดเรื่องชายรวีโดนแทง หญิงจันทร์จิราซักถามสาเป็นการใหญ่ว่าทำไมชายรวีถึงไปยุ่งเกี่ยวกับคนอย่างเธอได้

    สาไม่ทันโต้ตอบ เพ็ญศรีซึ่งหมั่นไส้เหลือทน แหวขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ

    “ทำไมจะไม่ได้ คุณชายรวีอะไรนั่นน่ะเขาโดนแทงที่ไนต์คลับของคุณอุษา แล้วคนอย่างคุณอุษานี่แหละที่ช่วยเขาไว้ ไม่อย่างนั้นอาจจะตายไปแล้วก็ได้”

    หญิงจันทร์จิราไม่พอใจ สากระตุกแขนเพ็ญศรีให้หยุดพูด...หลังจากนั้นในตอนบ่าย หญิงจันทร์จิราแจ้นไปตำหนักขาว ทำทีซื้อผลไม้ไปฝากหม่อมพริ้ม แต่ความจริงอยากรู้เรื่องชายรวีโดนแทงที่ไนต์คลับ

    เมื่อเธอเอ่ยปาก หม่อมพริ้มตกใจมากที่ข่าวรั่ว ถามว่าไปรู้มาจากไหน

    “ความจริงที่กระทรวงก็ไม่มีใครทราบหรอกนะคะ คุณชายไม่ได้บอกใคร แต่พอดีหญิงกับอนุกรไปเจอผู้หญิงที่เป็นเจ้าของไนต์คลับ เขาคุยอวดเสียลั่นร้านว่าคุณชายโดนแทงเพราะเขา ทำท่าทางอย่างกับสนิทสนมกับคุณชายเสียเหลือเกิน”

    “จริงหรือ เขาเป็นใครกัน”

    “เอ่ยชื่อไปหม่อมอาก็ไม่รู้จักหรอกค่ะ หล่อนไม่ใช่คนดิบดีอะไร ผ่านผู้ชายมานับไม่ถ้วน อายุมากแล้ว แต่ยังดูสาว แล้วก็สวยมาก หญิงเลยเป็นห่วงว่าชายรวีจะไปติดบ่วงเสน่ห์หล่อนเข้าให้”

    หม่อมพริ้มยิ่งไม่สบายใจ อดรนทนไม่ไหวรีบไปถามลูกชายที่ยังพักฟื้น หลังจากหญิงจันทร์จิรากลับไปแล้ว

    “ผมรับรองได้ครับหม่อมแม่ ผมไม่ไปติดบ่วงเสน่ห์ใครง่ายๆหรอก”

    “คนเรามันก็พลาดกันได้ ถึงยังไงชายก็ไม่ควรไปคบหาสมาคมกับผู้หญิงโรงเต้นรำ”

    “คบหาสมาคมของหม่อมแม่นี่กินความแค่ไหนครับ”

    “อย่ามาตีสำนวนกับแม่นะ ชายเป็นทายาทผู้สืบสกุลรวีวาร ชื่อเสียงเกียรติยศของรวีวารเป็นหน้าที่ของชายที่จะต้องรักษาไว้ เรื่องคู่ครองสำคัญมากนะชาย ถ้าคู่ครองไม่ดี ไม่มีศีลมีธรรม มันจะฉุดให้วงศ์ตระกูลเราต่ำลง”

    ชายรวีเห็นว่าหม่อมแม่กังวลมาก จึงเข้ามากอดปลอบให้คลายใจ

    “หม่อมแม่ไม่ต้องกังวลหรอกครับ ผมสัญญากับหม่อมแม่ด้วยเกียรติของผมตรงนี้เลยว่า ผมจะไม่ทำให้รวีวารต้องเสื่อมเสียเป็นอันขาด ไม่ว่าด้วยเรื่องไหน”

    “งั้นรับปากแม่ว่าชายจะไม่ไปที่นั่นอีก”

    หม่อมพริ้มจริงจังมาก ชายรวีเลยตัดสินใจรับปาก...

    ooooooo

    ไนต์คลับปิดแล้ว เพ็ญศรีก้มหน้าก้มตาคิดบัญชี ประธานเดินเข้ามาเมียงมองก่อนพูดแดกดันลอยๆ ว่าวันนี้ลูกค้าคนโปรดไม่มา อุษาเลยพลอยหายหน้าไปด้วย

    “นี่ ฉันถามจริงๆเถอะ คบกันมานานขนาดนี้ ทำไมพี่กับคุณอุษาไม่แต่งงานกันเสียล่ะ”

    “ใครจะแต่งกับใคร เขาคั่วคนใหม่สดๆ ซิงๆ อยู่ เพ็ญไม่เห็นหรือไง”

    “แล้วพี่ล่ะ คั่วคนใหม่สดๆ ซิงๆ อยู่ด้วยหรือเปล่า เมื่อคืนฉันเห็นพี่ออกไปกับหลานสาวคุณอุษา อย่าบอกนะว่าไม่ได้คิดอะไร อยู่กันมากี่ปีแล้ว พี่อ้าปากฉันก็เห็นถึงลิ้นไก่”

    “น้ำตาลใกล้มด มันจะอดได้ยังไง”

    “ริจะเป็นพระยาเทครัว ระวังเถอะ ถ้าคุณอุษารู้ขึ้นมาแกเล่นงานพี่ตายแน่”

    ประธานกลัวซะที่ไหน หัวเราะหึๆ เดินจากไป...แล้วอีกสองสามวันก็ไปเยือนถึงบ้านสา ทำทีมาหาสาแต่สอดส่ายสายตาหาโสภิตพิไล

    เผอิญวันนี้โสภิตพิไลต้องไปงานเลี้ยงที่โรงเรียน สาช่วยแต่งตัวและประโคมเครื่องประดับให้อย่างสวยงามเข้าชุด เพื่อไม่ให้น้อยหน้าใครในงาน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้รากมากดี

    ประธานเห็นเด็กสาวในชุดราตรีสวยหรูก็ยิ่งปลื้ม มองอย่างชื่นชมเปิดเผย จนโสภิตพิไลรู้สึกเก้อเขิน บอกลาสาออกไปกับกรรณิการ์ที่มารับถึงบ้าน แต่แม่ของเธอไม่ยอมลงจากรถเพราะรังเกียจสาว่าเป็นผู้หญิงกลางคืน

    สาขมขื่นและสงสารโสภิตพิไล บ่นกับประธานว่าแกคงอายเพื่อนมากที่มีป้าอย่างตน

    “ไปสนใจอะไรผู้ดีจอมปลอมพรรค์นั้น เอาเงินฟาดหัวเข้าไป ขี้คร้านจะยกมือไหว้กันไม่ทัน”

    ooooooo

    ห้องจัดเลี้ยงตกแต่งหรูหราเป็นทางการ แขกเหรื่อศิษย์เก่าหลายรุ่นจึงมีผู้หญิงหลากหลายวัย ทุกคนล้วนแต่งตัวดี ดูสง่า มีฐานะ

    ชายรวีเดินมากับหญิงจันทร์จิราและหญิงจิตราภรณ์ ตกเป็นเป้าสายตาเพราะเขาและเธอสวยหล่อสมกัน หญิงจันทร์จิราพึงใจชายรวี แต่ฝ่ายชายดูจะวางตัวแค่พี่ชายเสียมากกว่า

    เมื่อเพื่อนสนิททั้งสามพบกัน โสภิตพิไลได้รับคำชมจากกรรณิการ์และหญิงจิตราภรณ์ไม่หยุดปาก ชายรวีเองก็มองเธออย่างชื่นชม หญิงจันทร์จิราสังเกตเห็นรีบเอามือคล้องแขนเขาแล้วแนะนำด้วยท่าทีเป็นเจ้าของ

    “หญิงขออนุญาตแนะนำนะคะ คุณชายคะ นี่คุณกิ่งแก้วคุณแม่ของกรรณิการ์ คุณน้าคะ นี่เพื่อนของหญิง หม่อมราชวงศ์รวีช่วงโชติ รวีวาร ค่ะ”

    โสภิตพิไลได้ยินนามสกุลรวีวารถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนขอตัวจากกลุ่มเพื่อนหลบไปห้องน้ำ พยายามระงับอารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจ นึกถึงคำพูดแป้นกับสุขที่เคยเล่าเรื่องแม่ของตน

    “ตอนคุณหญิงยังอยู่ เธอไม่ยอมบอกป้าด้วยซ้ำว่าพ่อแม่ของเธอเป็นใคร ป้าก็รู้แต่ว่าเธอเป็นหม่อมราชวงศ์... จนเธอเสียไปแล้วนั่นแหละพวกเราถึงรู้ว่าเธอเป็นพวกรวีวาร”

    “แล้วตอนนี้พวกเขาอยู่กันที่ไหนคะ เขารู้หรือเปล่าว่าคุณแม่มีลูกสาวคือหนู”

    “ลุงกับป้าก็ไม่รู้หรอกนะ รู้แค่คุณหญิงหนีออกมาจากบ้าน เลยถูกหม่อมแม่ตัดขาด แล้วพอมีสงครามผู้คนก็กระจัดกระจายหายไป ไม่รู้ว่าใครไปอยู่ที่ไหน ขนาดตอนคุณหญิงตาย ยังไม่มีใครมาเผาศพเธอเลย”

    มาถึงวันนี้...โสภิตพิไลได้เจอญาติสกุลรวีวาร  แต่ แน่นอนว่าเขาไม่รู้จักเธอ...เธอตั้งสติทำตัวปกติกลับมานั่งโต๊ะเดียวกับเพื่อนๆ แล้วได้ยินบรรดาแม่ของเพื่อนซุบซิบนินทาคนโน้นคนนี้ รวมทั้งหญิงจันทร์จิราที่จ้องจับชายรวีให้อยู่หมัด

    สังคมผู้ดีเป็นแบบนี้นี่เอง แต่ละคนล้วนใส่หน้ากากเข้าหากัน...โสภิตพิไลนึกถึงคำพูดของตนที่ดูแคลนสาห้ามไม่ให้มางานเพราะมีแต่คนรังเกียจ...คิดแล้วอดสะท้อนใจไม่ได้ รำพึงออกมาเบาๆ อย่างขมขื่น

    “อย่าว่าแต่คุณป้า ที่นี่มันก็ไม่ใช่ที่ของหนูเหมือนกัน”

    แม้รู้ว่าตัวเองไม่เหมาะสมกับสถานที่แบบนี้ แต่ในเมื่อมาแล้วก็ต้องทนนั่งอยู่ในงานต่อไป ช่วงหนึ่งที่โต๊ะเหลือโสภิตพิไลคนเดียว ชายรวีเดินเข้ามาขอนั่งด้วยก่อนถามถึงอุษาว่าทำไมไม่มาด้วยกัน

    “ถ้าคุณอยากจะพบคุณป้า ก็เชิญที่ไนต์คลับดีกว่าค่ะ ที่นี่คงไม่เหมาะกับคนอย่างคุณป้าสักเท่าไหร่”

    “ทำไมคุณพูดเหมือนดูถูกคุณอุษา”

    “ทุกคนที่นี่ก็ดูถูกคุณป้าทั้งนั้น”

    “ผมไม่เคยดูถูกเธอ”

    “จริงเหรอคะ ถ้าหากคุณป้าชวนคุณมางาน แทนที่จะเป็นคุณหญิงจันทร์ คุณจะมาเหรอคะ ฉันว่าคุณไม่มาหรอก” เธอพูดใส่หน้าเขาแล้วลุกพรวดออกไป ชายรวีก้าวตามแต่ไม่ทัน

    โสภิตพิไลหลบอยู่มุมหนึ่ง คิดว่าพ้นจากชายรวีแล้วกำลังจะเดินออกไป แต่ต้องชะงักกับเสียงใครคนหนึ่งที่ถามหญิงจันทร์จิราว่าตามหาคุณชายรวีหรือ...คนถามคือกิ่งแก้วแม่ของกรรณิการ์ที่เพิ่งนินทาหญิงจันทร์-จิราอยู่หยกๆ ส่วนเพื่อนอีกคนของเธอที่มาด้วยกันเสริมว่า คุณชายเดินตามโสภิตพิไลออกไป

    หญิงจันทร์จิราตอบอย่างไว้ตัวว่าคงไม่ใช่หรอก คุณชายไม่ได้สนิทสนมอะไรกับเด็กนั่น กิ่งแก้วกับเพื่อนยิ้มจางๆ บอกว่าตอนนี้อาจจะไปทำความสนิทสนมกันอยู่ก็ได้ เด็กนั่นหน้าตาน่ารัก คุณชายก็ดูสนใจมากถึงกับมานั่งคุยด้วย

    โสภิตพิไลฟังอยู่เงียบๆด้วยความไม่พอใจ จับตามองหญิงจันทร์จิราจะว่าอย่างไรต่อ

    “คุณชายไม่ลดตัวลงไปสนใจคนพรรค์นั้นหรอกค่ะคุณน้า เด็กโสภิตนั่นเป็นหลานของแม่อุษาวดีเจ้าของไนต์คลับ ใช่คนดีๆอย่างพวกเราที่ไหน”

    “ต๊ายตาย อกจะแตก มิน่าเล่า ถึงได้หูตาแพรวพราวอย่างนั้น”

    “เห็นแกนั่งมองคุณชายรวีไหมล่ะคะ ราวกับจะกลืนเข้าไปทั้งตัว สงสัยคงหัดมาจากแม่อุษาวดีกระมัง”

    ความอดทนของโสภิตพิไลสิ้นสุดลง เธอก้าวออกมาปรากฏตัว พร้อมๆกับชายรวีที่เดินมาจากอีกทาง

    “ดิฉันไม่คิดว่าคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้ดีหรือผู้ใหญ่จะทำตัวน่ารังเกียจอย่างนี้ ใช่ค่ะ ดิฉันเป็นหลานของอุษาวดี นักร้องเจ้าของไนต์คลับที่พวกคุณดูถูกว่าต่ำช้า แต่คุณป้าของดิฉันก็ไม่เคยนินทาว่าร้ายทำลายคนลับหลังอย่างที่พวกคุณทำกัน”

    “หยุดเดี๋ยวนี้นะโสภิตพิไล เธอกำลังทำลายงานเลี้ยงอันทรงเกียรติของเรา” หญิงจันทร์จิราปรามเสียงเขียว

    “เกียรติเหรอ พวกคุณมีเกียรติตรงไหน”

    ชายรวีเข้ามาปรามเสียงอ่อนโยน ขอร้องโสภิต-พิไลหยุดเถอะ แต่เธอกลับจ้องมองเขาอย่างคับแค้น

    “พวกคุณก็เหมือนกันหมด หน้าอย่างหลังอย่าง ทำเป็นสร้างภาพว่าเป็นผู้ดีนักหนา คุณกล้าบอกใครๆ ไหมล่ะว่าคุณคบหาอยู่กับคุณป้าของฉัน”

    ผู้คนในเหตุการณ์ฮือฮาสนใจ หญิงจันทร์จิรากรีดร้องว่าไม่จริง

    “จริงค่ะ คุณชายคนนี้กับคุณป้าของฉันรักใคร่ชอบพอกันมาก อยากฟังความจริงกันอีกไหม” เธอหันขวับไปที่กิ่งแก้วและเพื่อน พูดโพล่งในสิ่งที่ได้ยินมาเต็มสองหู “เขาดูถูกว่าคุณจน ไม่มีปัญญาส่งลูกไปเรียนนอก แล้วคิดว่ายายกรรณหัวทึบ...แล้วพวกเขาก็คิดว่าคุณตั้งใจจับคุณชายรวี เพราะกลัวหาผัวไม่ได้” ท้ายประโยคเธอบอกกับหญิงจันทร์จิรา

    ทุกคนที่ถูกพูดถึงกรีดร้องใส่กันวุ่นวาย โสภิตพิไลสะใจหันไปพูดกับชายรวีว่า ถ้านี่คือธรรมชาติวิสัยของสังคมผู้ดี ตนก็ขอลา...ชายรวีเห็นเด็กสาววิ่งออกไป รีบวิ่งตามด้วยความเป็นห่วงโดยไม่ฟังเสียงห้ามของหญิงจันทร์จิราแม้แต่น้อย

    แต่สุดท้ายเขาก็ตามโสภิตพิไลไม่ทัน เธอขึ้นรถประธานที่มาซุ่มรอออกไปก่อนที่ชายรวีจะวิ่งมาถึง

    ooooooo

    โสภิตพิไลยังไม่อยากกลับบ้าน ประธานจึงพาเธอนั่งรถกินลมก่อนจะจอดเข้าข้างทางแล้วหากระป๋องมาวางเรียงให้เธอใช้ปืนยิงใส่เพื่อความสะใจ และต้องการให้เธอรู้สึกผ่อนคลายจากเรื่องที่เจอมา...

    ดึกแล้ว สากระวนกระวายเป็นห่วงหลานสาวที่ยังไม่กลับ สักพักได้ยินเสียงโทรศัพท์บ้านดัง เธอรับสายแล้วต้องแปลกใจเมื่อเป็นชายรวีโทร.มาถามว่าโสภิต-พิไลถึงบ้านหรือยัง

    “ยังเลยค่ะคุณชาย ฉันรออยู่ กำลังกลุ้มทีเดียว ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ”

    “บังเอิญผมไปที่งานเลี้ยงด้วย โสภิตพิไลมีเรื่องนิดหน่อย เลยออกจากงานไปคนเดียว ผมวิ่งตามไป โสภิต-พิไลก็หายไปแล้ว ผมเป็นห่วง เห็นว่าเขาอารมณ์ไม่สู้ดีนัก เลยโทร.มาถามว่ากลับถึงบ้านหรือยัง”

    “ยังเลยค่ะ ตายจริง แล้วนี่โสภิตไปไหน ไปกับใครล่ะนี่”

    สามือไม้อ่อน เป็นห่วงโสภิตพิไลจับใจ...ขณะเดียวกันนั้น โสภิตพิไลยังอยู่กับประธานที่ริมถนน เธอขอบคุณเขาที่ช่วยพาออกมา แล้วก็ขอโทษที่เคยมองเขาไม่ดี

    “เป็นธรรมดาของคนที่มีการศึกษา มีชาติมีตระกูลอย่างคุณจะดูถูกนักเลงข้างถนนอย่างผม”

    “น่าสมเพช...สำหรับพวกเขา ฉันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากคุณ คนชั้นต่ำที่ตะเกียกตะกายขึ้นมาอยู่ในสังคมชั้นสูง ถึงฉันจะเรียนโรงเรียนแพงๆ แต่งตัวสวยๆ ฉันก็เป็นได้แค่หลานของอุษาวดีเท่านั้น”

    เธอร้องไห้ออกมาอย่างขมขื่น ประธานโอบไหล่ปลอบโยนก่อนจะพากลับไปส่งบ้านโดยที่สาไม่รู้เห็น...สาวิ่งตามโสภิตพิไลขึ้นห้องด้วยความเป็นห่วง ซักถามเรื่องที่ชายรวีพูดให้ฟัง

    “ไม่มีอะไรค่ะ งานหรูหรา คนที่ไปก็ผู้ลากมากดีทั้งนั้น หลานสาวของคุณป้าก็เลยเป็นจุดเด่นของงาน...เหมือนอีกาที่ไปเสนอหน้าอยู่ในฝูงหงส์”

    สาเข้าใจว่าโสภิตพิไลคงเจอเรื่องไม่ดีมา พยายามปลอบใจว่าเธอไม่ใช่อีกา เธอเป็นลูกของคุณหญิงโสภา สายเลือดของรวีวาร

    “หยุดล้างสมองหนูด้วยคำพูดหวานๆซะทีเถอะค่ะคุณป้า หนูไปเจอพวกรวีวารมาแล้ว คุณชายรวีช่วงโชติของคุณป้าไงคะ เขาเป็นรวีวารตัวจริง มีแต่คนยกย่องสรรเสริญ ไม่เหมือนหนู...ไม่เหมือนเลย”

    สาจะเข้าไปปลอบโยนแต่โดนเธอปัดมือ แล้วกระชากเครื่องประดับทุกชิ้นปาลงพื้น ระบายความคับแค้นทั้งน้ำตา

    “ถึงหนูจะใส่เพชรจนท่วมตัว หนูก็ไม่เหมือนพวกเขา ถึงหนูจะเรียนโรงเรียนเดียวกับเขา กินข้าวโต๊ะเดียวกับเขา หนูก็ไม่ใช่พวกเขา เงินของคุณป้าซื้อความเป็นผู้ดีให้หนูไม่ได้ ได้ยินไหมคะ ได้ยินไหม...หนูเป็นได้แค่หลานของคุณป้า...สำหรับพวกเขา หนูเป็นได้แค่นั้นเอง”

    โสภิตพิไลโถมตัวลงกับเตียงร้องไห้อย่างหนัก สาสงสารแต่ไม่อาจปลอบโยน เพราะเธอไม่ยอมให้เข้าใกล้

    ooooooo

    เช้าขึ้นที่ตำหนักขาว ชายรวีเหมือนจำเลยของหม่อมแม่และพี่สาว ทั้งคู่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นกลางงานเลี้ยงเมื่อคืนจากหญิงจันทร์จิรา

    “หญิงจันทร์เขาโทร.มาฟ้องหญิงจ้อย ว่าชายทิ้งเขากลางงาน วิ่งตามผู้หญิงอื่นไป”

    “จำเลยรับว่าเป็นจริงตามข้อกล่าวหาครับ แต่ผมขออุทธรณ์ ที่ผมวิ่งตามไปไม่ใช่ผู้หญิงอื่น แต่เป็นเด็กสาว”

    “ต๊าย นั่นยิ่งแล้วใหญ่”

    “ไม่ใช่อย่างนั้นพี่หญิง ที่ผมวิ่งตามเด็กคนนั้นไปเพราะแกมีปัญหา น่าสงสาร แล้วบังเอิญผมรู้จักกับคุณป้าของแก...ก็เท่านั้น”

    “นั่นหญิงจันทร์เขาก็บอกมาแล้ว ว่าคุณป้าของเด็กคนนั้นเป็นเจ้าของไนต์คลับที่ชายไปคบหาด้วย จนเด็กนั่นถึงกับออกปากประจานกลางงานว่าชายไปติดพันป้าของเขา”

    ชายรวียิ้มขัน หม่อมพริ้มกับหญิงจ้อยมองตาเขียว ช่วยกันปรามเขาว่าทำเรื่องน่าอายแล้วยังจะหัวเราะ

    “ตกลงมันจริงหรือเปล่า ที่เขาว่า”

    “ไม่จริงครับหม่อมแม่ ผมกับคุณอุษาวดีไม่ได้คบหากันอย่างที่หญิงจันทร์ว่าเลยซักนิดเดียว”

    “ผู้หญิงคนนั้นชื่ออุษาวดีหรือ”

    “ครับ ชื่ออุษาวดี เธอไม่ใช่สาวๆ อายุตั้งสี่สิบแล้ว พอจะเป็นแม่ผมได้เลย ผมถูกชะตากับเธอจริงๆครับ หม่อมแม่ แต่ไม่ใช่เชิงชู้สาวอย่างที่ใครเขาว่าแน่นอนครับ”

    ชายรวีแก้ตัวไป แต่หม่อมพริ้มไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว นั่งอึ้งตัวชาวาบ!

    ด้วยความร้อนใจ อีกครู่ต่อมาหม่อมพริ้มให้หวนไปพาเจิมมาพบ บอกว่าตนกลุ้มใจและระแวงไปหมด กลัวว่าผู้หญิงที่ชื่ออุษาวดีจะเป็นคนเดียวกับอีสา

    “คุณหญิงจ้อยว่าแม่อุษาวดีนี่เขารวยมาก เปิดโรงเต้นระบำทำมาค้าขายกับฝรั่ง อีสามันจะมีปัญญาทำขนาดนั้นเชียวหรือคะหม่อม”

    “เรื่องโชควาสนาว่ากันไม่ได้ มันอาจจะไปเจอขุมทรัพย์เข้าก็ได้นี่”

    “หม่อมจะนิ่งนอนใจไม่ได้นะเจ้าคะ คุณชายรวีไปเจอเข้าให้แล้ว ถ้าเป็นอีสาจริงๆ ก็ปล่อยไว้ไม่ได้”

    “ก็นั่นน่ะสิเจิมเอ๊ย ถ้าเป็นอีสา มันเห็นหน้าลูกมันเข้าแล้ว ข้ากลัวมันจะไม่ยอมเลิกรา กลัวมันออกมาแสดงตัวว่ามันเป็นแม่”

    “นังหวน เอ็งไปดูหน้ามันที ให้มันรู้กันไปว่าใช่หรือไม่ใช่”

    “ฉันเนี่ยนะป้าเจิม”

    “อุวะ เอ็งจะให้หม่อมท่านไปโรงเต้นระบำเองรึที่ต่ำๆอย่างนั้นท่านจะไปได้ยังไง”

    “ไอ้เรื่องนั้นเอ็งไม่ต้องห่วงหรอกเจิม ข้าจะหาทางเอง แต่ถ้ามันใช่อีสาจริงๆ ข้าจะทำยังไงดี”

    “ถ้าอีสามันรักคุณชายจริง มันต้องไม่พูด แต่ถ้ามันพูด บ่าวจะเอามือที่เลี้ยงมันมานี่แหละเจ้าค่ะ ฆ่ามันให้ตายเอง” เจิมกล่าวหนักแน่น สีหน้าจริงจัง

    ooooooo

    ตอนที่ 24

    เกือบตีสี่ โสภิตพิไลสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงรถยนต์ดังหน้าบ้าน เธอลุกขึ้นยืนมองผ่านหน้าต่างลงไป เห็นรถของสาแล่นเข้ามาโดยมีประธานเป็นคนขับรถแล่นเข้ามาจอดนิ่งสนิท ประธานหันไปแหย่สาที่นั่งหน้างอมาตลอดทาง

    “ยังไม่หายโกรธอีกเหรอ เรื่องแค่นี้”

    “แค่นี้อะไร คุณบอกจะช่วยขับรถให้ฉัน แล้วดันพาฉันเลี้ยวเข้าโมเต็ล”

    ประธานหัวเราะน้อยๆ หยอกยิ้มๆว่า ก็อยากไม่ยอมให้มาที่บ้าน...สาสวนทันควันด้วยความโมโห

    “ก็คืนนี้ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ๆๆๆ”

    “โธ่เบ่บี๋ เวลาคุณบอกว่าไม่ มันได้ทุกทีนี่นา” เขายิ้มยั่ว อารมณ์พิศวาสยังคุกรุ่น สากลับอาละวาดเสียงขุ่น

    “แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่! จำไว้ ถ้าฉันบอกว่าไม่ก็คือไม่”

    สาเปิดประตูรถกระฟัดกระเฟียดลงไปแล้วปิดประตูปัง! ประธานไม่พอใจ ก้าวตามเข้ามาในบ้านคว้าแขนสา ทั้งที่เธอยังไม่ได้เปิดไฟ

    “เดี๋ยวก่อนคุณสา”

    “กลับไปได้แล้ว ฉันไม่อยากให้ใครมาเห็นคุณตอนนี้”

    “กลัวใครเห็น หลานสาวหรือว่าไอ้หนุ่มคนใหม่”

    โสภิตพิไลยืนอยู่ตรงบันได กดสวิตช์เปิดไฟสว่างทั่วชั้นล่าง สาสีหน้าตกใจ เรียกโสภิตเสียงแหบแห้ง ประธานฉีกยิ้มให้เด็กสาว เย้าว่านอนดึกเหมือนกันนะเรา

    “นี่จะเช้าแล้วค่ะ เกือบตีสี่”

    คำพูดของ โสภิตพิไลยิ่งทำให้สาหน้าเจื่อน ออกปากไล่ประธานกลับไป แต่เขาทำท่าจะแย้ง สาเลยจิกตาดุใส่พร้อมกับไล่ซ้ำอีกทีด้วยน้ำเสียงหนักๆ

    “ฉันบอกให้กลับไป”

    “ก็ได้” ประธานยักไหล่แล้วโค้งให้โสภิตพิไลด้วยท่าทีล้อๆ “แล้วเจอกันใหม่นะครับ คุณโสภิตพิไล”

    โสภิตพิไลไม่ชอบใจ เดินเข้ามาหาสา ถามกึ่งตำหนิว่าคุณป้ากลับดึกจัง สาฝืนยิ้มกลบเกลื่อน ไม่รู้ว่าเมื่อสักครู่เธอได้ยินอะไรแค่ไหน

    “งานไนต์คลับก็เป็นแบบนี้ล่ะจ้ะ กว่าคลับจะปิด กว่าจะเคลียร์บัญชี ไอ้โน่นไอ้นี่เยอะแยะตาแป๊ะไก่”

    “แล้วทำไมไม่ทำอย่างอื่นล่ะคะ งานอย่างอื่นที่มันไม่ต้องเป็นแบบนี้”

    “แบบไหน”

    “ต้องให้หนูพูดด้วยหรือคะ” น้ำเสียงและท่าทีของโสภิตพิไลทำให้สาไม่พอใจวูบขึ้นมา โต้กลับเสียงขุ่น

    “ป้ารักในงานที่ป้าทำ มันคือการให้ความสุข ให้ ความบันเทิงกับคนอื่น ป้าไม่เห็นว่ามันจะเสียหายตรงไหน”

    “เพราะคุณป้าไม่เคยได้ยินที่คนเขาพูดกันลับหลังคุณป้าน่ะสิคะ ถ้าหากคุณป้าได้ยินอย่างที่หนูได้ยิน คุณป้าคงไม่พูดอย่างนี้แน่”

    เด็กสาวพูดจบก็หันหลังเดินกลับขึ้นข้างบน ทิ้งสายืนหน้าชา เจ็บแปลบในใจอย่างบอกไม่ถูก

    ooooooo

    สายวันรุ่งขึ้น โสภิตพิไลไปหาแป้นกับสุขที่บ้าน สวน ช่วยสองผัวเมียเช็ดใบตองพลางบอกเล่าถึงความอึดอัดคับข้องใจที่มีต่อสา จนแป้นอดตำหนิเธอไม่ได้

    “หนูก็ไม่ควรพูดไม่ดีกับคุณสา”

    “หนูรู้นะคะป้าแป้นว่าเขามีบุญคุณ ส่งเสียเลี้ยงดูหนูมาตั้งแต่เล็ก จะว่าไปเขาก็ดีกับหนูมาก ถ้าเขาทำตัวดีกว่านี้หนูคงจะรักเขาได้อย่างสนิทใจ แต่นี่...”

    “อย่าไปคิดไม่ดีกับคุณสาเลยโสภิต บาปกรรมนะลูก ยังไงเสียคุณสาแกก็เป็น...เป็นป้าของหนู” สุขอยากจะบอกความจริงเหลือเกินว่าสาเป็นแม่ แต่ยังไม่กล้าพอ

    “คุณป้าอุษาเป็นแค่พี่เลี้ยงของคุณแม่เท่านั้นไม่ใช่หรือคะลุงสุข เธอเป็นผู้มีพระคุณกับหนูน่ะ  ใช่ค่ะหนูไม่เถียง แต่ไม่ได้เป็นป้าแท้ๆของหนูสักหน่อย ถ้าหนูจำไม่ผิด ป้าอุษาเป็นคนพาคุณแม่หนีตามคุณพ่อมา ทำให้คุณแม่ต้องตกระกำลำบากจนต้องฆ่าตัวตาย บางทีหนูยังอดคิดไม่ได้ว่าถ้าไม่ใช่เพราะคุณป้า คุณแม่คงจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณป้า คุณแม่คงยังไม่ตาย แล้วบางทีหนูอาจจะได้เป็นอะไรที่ดีกว่า...โสภิตพิไลหลานสาว ของอุษาวดีเจ้าของไนต์คลับก็เป็นไปได้”

    สองผัวเมียพูดไม่ออก ได้แต่มองหน้ากันไปมา สงสารทั้งโสภิตพิไล และรู้สึกเห็นใจสาด้วยเหมือนกัน

    ooooooo

    สาตื่นนอนเอาเที่ยงกว่า ลุกขึ้นมานั่งมองนามบัตรของชายรวีอย่างครุ่นคิดว่าวันนี้วันหยุด คุณชายคงไม่ไปทำงาน แล้วตนจะเอาไปคืนได้ยังไง

    เวลาเดียวกันนั้นที่ตำหนักขาว จวนจัดโต๊ะอาหารกลางวันเป็นน้ำพริกลงเรือพร้อมเครื่องเคียงและผักจิ้มสวยงาม หม่อมพริ้มยืนอยู่มุมหนึ่งใกล้ๆ สนทนาพาทีกับชายรวีไปด้วย

    “ชิดเอารถไปรับหญิงจ้อยที่สนามบินจ้ะ เขากลับจากดูงานที่ต่างประเทศวันนี้ ชายถามหาชิดทำไม มีอะไรหรือจ๊ะ”

    “เมื่อวานผมเอารถเข้าอู่ เลยยืมรถคันใหญ่ไปใช้ แล้วสงสัยว่าจะลืมของเอาไว้ในรถน่ะครับหม่อมแม่”

    “ชิดไปตั้งนานแล้วนะ ทำไมยังไม่มา”

    “รถคันใหญ่มันเก่าเต็มที เมื่อวานผมเอาไปใช้ มันก็เกใส่ นี่ชิดเอาไปรับพี่หญิง ไม่รู้ว่าจะเกอีกหรือเปล่า”

    เสียงเครื่องยนต์เก่าๆดังมา ทุกคนหันมองทางหน้าบ้าน จวนบอกว่าหมดห่วงไปที คุณหญิงจ้อยมาถึงบ้านแล้ว...

    หม่อมพริ้มเดินนำออกไปรอหน้าตึก หญิงจ้อยในชุดทำงานเก๋ไก๋ทันสมัยลงจากรถด้วยท่าทางร่าเริง กระฉับกระเฉง เดินเข้ามายกมือไหว้หม่อมพริ้มแล้วสวมกอด

    “หม่อมแม่ขา...ไม่เห็นหน้าหม่อมแม่ตั้งเดือนคิดถึงใจจะขาด”

    “ไม่ต้องเอาปากมากำนัลหรอกจ้ะ ของกินอะไรที่ชอบแม่เตรียมไว้ให้หมดแล้ว”

    “แหม หม่อมแม่รู้ใจลูก ไงชายรวี พี่ไม่อยู่เดือนเดียวได้ข่าวว่าเป็นผู้พิพากษาแล้วเหรอจ๊ะ”

    “ครับพี่หญิงจ้อย ผมขอประกาศไว้ตรงนี้เลยว่าน้องชายของพี่เป็นผู้พิพากษาที่หนุ่มที่สุดในกระทรวงยุติธรรมตอนนี้”

    “ย่ะ รู้แล้วย่ะพ่อคุณ” หญิงจ้อยทำหน้าหมั่นไส้ปนขำ หม่อมพริ้มมองชายรวีอย่างปลื้มปริ่ม...

    อาหารกลางวันมื้ออร่อยผ่านไป หญิงจ้อยอิ่มหนำ สำราญถึงกับเดินลูบพุงออกมานั่งที่ห้องโถง พลางหันไปพูดกับหม่อมแม่และน้องชายที่เดินตามมาว่า น้ำพริกลงเรือยายจวนอร่อยที่สุดในโลก อิ่มท้องจะแตก

    “ดูพูดเข้า หน้าไม่อาย” หม่อมพริ้มเย้าลูกสาวอย่างขำๆ

    “ก็มันจริงนี่คะหม่อมแม่ หญิงไปต่างประเทศทีไรน้ำหนักลดลงไปสองสามกิโลทุกที รับอะไรก็ไม่ลง คิดถึงแต่กับข้าวฝีมือหม่อมแม่”

    “ตกลงคิดถึงแม่หรือนังจวน”

    “หม่อมแม่เป็นคนสอนจวน คิดถึงจวนก็เหมือนคิดถึงหม่อมแม่ล่ะค่ะ”

    “พี่หญิงจ้อยนี่พูดจาสมกับที่ทำงานการทูตเลยนะครับ” ชายรวีแซว

    “ต๊าย...นี่จะหาว่าพี่พลิกลิ้นงั้นสิ ไม่ต้องเลยนะพี่ไม่ได้เป็นนักการทูตสักหน่อย เป็นแค่เลขาท่านทูตเท่านั้น ตีฝีปากสู้นักกฎหมายไม่ได้หรอก”

    “ตีฝีปากนั่นมันพวกทนายครับพี่หญิง ผมเป็นผู้พิพากษา พูดคำไหนคำนั้น”

    “วุ้ย! หมั่นไส้” เสียงหญิงจิ๋มดังมาก่อนตัว ท่าทางเธอยังเจ้ายศเจ้าอย่างไม่แตกต่างในวัยเด็ก ทุกคนหันมองแล้วผุดยิ้ม เธอชำเลืองมองชายรวีนิดหนึ่งก่อนยกมือไหว้หม่อมพริ้ม

    “หม่อมแม่สวัสดีค่ะ...หญิงเดินเข้ามาได้ยินเสียงคนโอ้อวดสรรพคุณตัวเองดังออกไปถึงนอกบ้าน”

    “มีดีก็ต้องอวดกันหน่อยครับ” ชายรวีหยอกกลับพี่สาว หญิงจ้อยได้ทีผสมโรงว่าให้คนอิจฉาเล่นก็ยังดี

    หม่อมพริ้มเห็นพี่น้องหยอกแหย่กันไปมาก็อมยิ้มขันๆ ถามตัดบทว่า

    “หญิงจิ๋มมาถึงนี่ มีธุระอะไรหรือเปล่า”

    หญิงจิ๋มเดินไปนั่งข้างหม่อมพริ้ม หยิบซองการ์ดสีขาวออกมาวาง

    “ที่โรงเรียนเก่าของหญิงเขาจะจัดงานการกุศลค่ะหม่อมแม่ เป็นงานกินเลี้ยง ให้ศิษย์เก่าช่วยกันซื้อโต๊ะ พอดีหญิงไม่ว่างไป แต่ไหนๆก็ซื้อบัตรแล้ว”

    “ไม่ไปแล้วซื้อทำไมคะ” หญิงจ้อยสงสัย

    “ขืนไม่ซื้อ คนมันจะเอาไปพูดได้ว่าเราไม่มีปัญญา ขายหน้าแย่ หม่อมแม่ให้หญิงจ้อยไปก็ได้นะคะ” พูดไม่ทันจบ ได้ยินเสียงแตรรถดัง หญิงจิ๋มลุกยืนรีบบอกลา “หญิงไปก่อนนะคะหม่อมแม่ เดี๋ยวต้องไปธุระอีกหลายแห่งกราบลาค่ะ”

    เห็นพี่สาวเดินฉับๆออกไป หญิงจ้อยส่ายหัว บ่นตามหลังว่าเป็นภรรยานักธุรกิจใหญ่ หน้าเลยต้องใหญ่ตามไปด้วย

    “ไปว่าพี่เขาทำไม” หม่อมพริ้มติงลูกสาวคนเล็กแล้วส่งการ์ดให้ “เอ้า อยากไปก็ไป ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป”

    หญิงจ้อยเบ้หน้าแต่ก็รับการ์ดมาถือไว้...ชิดเดินเข้ามานั่งลง รายงานคุณชายรวีว่า

    “คุณชายครับ แฟ้มเอกสารที่คุณชายว่า หาจนทั่วรถแล้วไม่มีนะครับ”

    “แฟ้มอะไรกัน”

    “สำนวนฟ้องน่ะครับหม่อมแม่ ผมหาไม่เจอ นึกว่าลืมเอาไว้ในรถ”

    “เอ็งหาทั่วแน่แล้วรึชิด”

    “แน่ครับหม่อม คุณชายคงจะไปลืมไว้ที่อื่นแล้วล่ะครับ”

    “สงสัยผมจะเอาติดมือลงไปกินข้าว จริงสิ สงสัยจะไปลืมเอาไว้ในคลับแน่ๆ” ชายรวีพูดโดยไม่คิดอะไร แต่หม่อมพริ้มชะงัก รอยยิ้มบนหน้าหายไปทันที

    “อะไรกัน นี่เมื่อคืนชายไปเที่ยวไนต์คลับมาอีกแล้วหรือ”

    ooooooo

    เวลาเดียวกันนั้น สาผุดลุกผุดนั่งอยู่ในห้องทำงาน สายตาจับจ้องที่แฟ้มเอกสารของชายรวีเป็นระยะ เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่เขาจะมาทวงถาม ประธานเดินเข้ามายืนมอง สีหน้าบ่งบอกว่าไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก ตั้งคำถามเหมือนจะจับผิดอะไรเธออีก

    “เห็นเด็กมันว่าวันนี้คุณอุษาวดีเข้ามาที่คลับ ตั้งแต่หัววัน”

    “แล้วทำไม”

    “นัดไอ้ไก่อ่อนเอาไว้งั้นหรือ” ว่าแล้วไปหยิบแฟ้มมาอ่าน “หม่อมราชวงศ์รวีช่วงโชติ รวีวาร...บ๊ะ ไม่เลวเลยนี่”

    “เอามานี่” สาจะดึงแฟ้มคืนมา แต่อีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยมือ

    “เป็นถึงหม่อมราชวงศ์ แถมยังเป็นผู้พิพากษา มิน่า คุณอุษาถึงอยากจะจับให้ได้”

    “หึงบ้าบออยู่ได้ ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ได้คิดอะไรแบบนั้น”

    “จริงเหรอ” ประธานจ้องตา สาเชิดใส่ท้าทาย แต่ต้องผละออกจากกันเมื่อได้ยินเสียเคาะประตูแล้วเพ็ญศรี เปิดเข้ามา

    “คุณสาคะ เขามาแล้วค่ะ”

    สาแววตาเป็นประกาย กระชากแฟ้มจากมือประธานเดินออกไปทันที เพ็ญศรีจะก้าวตามแต่ต้องชะงักเพราะประธานเรียกไว้

    “เดี๋ยวเพ็ญ เขาน่ะใคร”

    “ก็คนเดิม ลูกค้าคนโปรดของคุณอุษาน่ะพี่”

    ประธานนิ่วหน้าไม่พอใจ ความหึงหวงเริ่มก่อตัวอย่างช่วยไม่ได้...

    สาเดินหน้าชื่นออกมาหาชายรวี มองเขาเต็มตาด้วยความปลาบปลื้มใจ

    “คุณอุษาครับ” เสียงเรียกของเขาทำให้สาได้สติ ขานรับเบาๆพร้อมส่งยิ้ม “คือ...เมื่อคืนผมลืมของสำคัญเอาไว้ ผมคิดว่าคุณอุษาคงเก็บเอาไว้ให้”

    “อ๋อค่ะ นี่ค่ะ” สายื่นแฟ้มให้ และยิ้มรับคำขอบคุณจากเขา แต่พอเห็นเขาทำท่าจะลากลับก็รีบพูด “คุณชายจะไปแล้วหรือคะ”

    ชายรวีชะงัก สารีบออกตัวว่าตนเห็นนามบัตรที่ติดมามีชื่อคุณชาย

    “ครับ วันนี้ผมตั้งใจจะมาเอาของที่ลืมไว้เท่านั้น คงต้องขอตัว”

    “อยู่ก่อนไม่ได้หรือคะ นะคะ สักครู่เดียวก็ยังดี” สาวิงวอนทั้งน้ำเสียงและแววตาจนชายหนุ่มไม่กล้าปฏิเสธ

    ooooooo

    ค่ำคืนเดียวกันที่ตำหนักขาว หม่อมพริ้มยืนมองออกไปในความมืด ครุ่นคิดบางอย่างด้วยความกังวล หญิงจ้อยเดินมายืนข้างๆ เอ่ยขึ้นอย่างรู้ใจท่าน

    “หม่อมแม่ขา นี่ก็เพิ่งหัวค่ำเอง ชายรวีโตเป็นหนุ่มแล้ว เลิกงานก็ต้องไปสังสรรค์บ้าง มันเรื่องธรรมดาค่ะ”

    “แต่มันไม่ธรรมดานะหญิงจ้อย สองสามวันมานี่ชายรวีไปที่ไนต์คลับนั่นทุกคืน”

    “เขาก็บอกแล้วไงคะว่าเมื่อวานมันมีเหตุจำเป็นต้องไป”

    “แล้ววันนี้ก็มีเหตุจำเป็นต้องไปอีก”

    “หม่อมแม่ไม่เชื่อหรือคะ”

    “ชายรวีไม่เคยโกหก...แต่ไม่รู้สิ แม่สังหรณ์ กลัวว่าชายรวีจะไปเจออะไรไม่ดี”

    หม่อมพริ้มท่าทีกระวนกระวาย ไม่สบายใจเอาเสียเลย...

    ที่ไนต์คลับ ลูกค้าอื่นไม่มีเพราะยังหัวค่ำและยังไม่มีโชว์ มีแค่ดนตรีบรรเลงจากแผ่นเสียงเบาๆ สานั่งอยู่กับชายรวี บริกรนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ สาเลื่อนให้ชายรวีด้วยท่าทีเอาอกเอาใจ

    “จินโทนิคค่ะ คุณชายสั่งทุกครั้ง ฉันจำได้”

    ชายรวีรู้สึกว่าสาสนใจตนมากเป็นพิเศษ แต่ไม่ได้รังเกียจอะไร ได้แต่ยิ้มรับและกล่าวคำขอบคุณ

    “วงดนตรีจะเล่นรอบแรกตอนสองทุ่ม คุณชายอยู่ฟังก่อนนะคะ” พูดแล้วเห็นเขาทำท่าจะปฏิเสธ สารีบเซ้าซี้ “นะคะ ไหนๆคุณชายก็แวะมาแล้ว ฉันอยากให้อยู่นานๆ”

    ชายรวีเห็นแววตาสาเว้าวอนอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่ เข้าใจว่าทำไมเธอแคร์ตนขนาดนั้น แต่ก็สงสารและรู้สึกดีจึงยิ้มรับ

    “ผมจะอยู่ฟัง ถ้าคุณอุษาจะให้เกียรติร้องเอง”

    “คุณชายอยากฟังหรือคะ”

    “ครับ ผมชอบน้ำเสียงของคุณอุษามาก ฟังแล้วมันสบายใจอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ”

    สายิ้มปลื้ม หวนคิดถึงอดีตที่ชายรวีเด็กๆ เขาบอกว่าชอบฟังสาร้องเพลง ซึ่งตอนนั้นสาร้องเพลงนกขมิ้นให้เขาฟังบ่อยมาก...และในวันนี้ สาก็ตั้งใจร้องเพลงนี้ให้ฟังอีก

    เสียงเพลงนกขมิ้นดังพลิ้วไหวแสนไพเราะ ประธานกำลังซักซ้อมนางโชว์อยู่หลังเวทีถึงกับนิ่วหน้า ไม่เข้าใจว่าใครร้องเพลงแนวนี้ เดี๋ยวลูกค้าได้หลับกันหมด

    เมื่อเขาเดินออกมาเห็นสาครวญเพลงบนเวที จึงตรงดิ่งไปถามเพ็ญศรีว่าสานึกยังไงถึงร้องเพลงนกขมิ้น

    “ไม่รู้สิพี่ คงมีคนขอมั้ง”

    ประธานนิ่วหน้า หันมองชายรวีนั่งฟังเพลง สายตาจับจ้องไปที่สาอย่างดื่มด่ำ หนุ่มใหญ่รู้ทันทีว่าสาร้องเพลงนี้ให้ใคร...ชายรวีเอนพิงพนักเก้าอี้หลับตาฟังเพลงโปรด เหมือนได้ย้อนไปสู่ความทรงจำของวัยเด็กที่แสนสุข

    ที่หน้าไนต์คลับ โสภิตพิไลนั่งแท็กซี่มาคนเดียว เดินเข้ามาหน้าประตูท่าทางตื่นๆ ไม่คุ้นเคย บอกพนักงานว่าตนมาหาคุณอุษาวดี

    “อายุเท่าไหร่เนี่ย ยังเด็กเข้าไม่ได้นะ”

    “ฉันเป็นหลานสาว ไปบอกคุณป้าหน่อยว่าฉันมาหา”

    พนักงานลังเลเล็กน้อยก่อนหันกลับเข้าไปข้างใน ส่วนโสภิตพิไลยืนรอ เหลียวหน้าเหลียวหลังไปมาอย่างระมัดระวังตัว จู่ๆมีชายหนุ่มนักเที่ยวสามคนท่าทางมึนเมาพอสมควรเดินมาโปรยยิ้ม เด็กสาวหน้าเสียไม่อยากเสวนา...

    เพ็ญศรีประหลาดใจเมื่อทราบจากพนักงานว่ามีหลานสาวมาหาสา แต่สากำลังร้องเพลง เธอจึงออกไปดูเอง แต่ก็คลาดกันเพราะโสภิตพิไลหวาดกลัวชายทั้งสามจนวิ่งหนีเข้ามาข้างในเสียก่อน โดยที่สามหนุ่มยังตามไม่ลดละ

    “ไหนล่ะ หลานสาวคุณอุษา”

    “ผมบอกให้รอตรงนี้ หายไปไหน หรือว่ากลับไปแล้ว”

    ขณะนั้น โสภิตพิไลวิ่งเข้ามาในความมืด ทั้งยังปรับสายตาไม่ได้และไม่คุ้นเคย ทำให้ต้องยืนเคว้งอยู่กลางห้อง...

    เสียงเพลงของสาจบลง ชายรวีลุกขึ้นยืนปรบมือให้ เธอยิ้มหวานเดินลงมาตั้งใจจะไปหาเขาแต่โดนเพ็ญศรีเรียกไว้ด้วยท่าทีร้อนรน

    “คุณอุษา หลานสาวของคุณมาที่นี่ค่ะ เห็นว่าแกมาหาคุณ”

    “โสภิตมา แล้วอยู่ไหน”

    “เด็กมันมาตามเพ็ญออกไปดู พอออกไป แกก็หายไปแล้ว หายไปไหนไม่รู้ค่ะ”

    “ตายจริง” สาตกใจ เหลียวมองรอบตัวแล้วลุกลี้ ลุกลนออกไปที่ประตูด้านข้าง...

    โสภิตพิไลกำลังเผชิญหน้ากับสามหนุ่มนักเที่ยว เธอพยายามปัดป้องไม่ให้พวกเขาถึงตัว แต่ดูจะไม่เป็นผล เพราะแต่ละคนต้องการให้เธอมานั่งร่วมโต๊ะ และเมื่อเธอไม่ยอม จึงเกิดการยื้อยุดฉุดดึง

    ทันใดนั้น ชายรวีปรี่เข้ามาผลักหนึ่งในสามหนุ่มที่เอามือปิดปากโสภิตพิไลไม่ให้ส่งเสียง เพื่อนอีกสองคนเอะอะไม่พอใจ ชายรวีมองสาววัยรุ่นสีหน้าแปลกใจ หลุดปากออกมาค่อนข้างเร็ว

    “หนู...เอ่อ...ขอโทษ คุณไม่ควรมาที่นี่ ออกไปก่อนดีกว่า”

    “ฉันมาหาคนค่ะ”

    ขาดคำของโสภิตพิไล สามหนุ่มนักเที่ยวรุมเล่นงานชายรวี ประธานเห็นคนต่อยกันชุลมุนไม่รู้ใครเป็นใคร ร้องบอกพนักงานผู้ชายว่าแขกตีกัน พร้อมกันนั้นก็พุ่งเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ

    เพ็ญศรีกับสาออกไปตามหาโสภิตพิไล เพิ่งกลับเข้ามาข้างใน ได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ

    “ช่วยด้วยค่ะ คนจะฆ่ากัน”

    สาแตกตื่น วิ่งเข้าไปเห็นสองหนุ่มจับชายรวีล็อก แขน ชายอีกคนควักมีดสปริงออกมา

    “มึงหยามน้ำหน้ากู ก็อย่าอยู่เลย”

    “หยุดนะ” ประธานเดินเข้ามาพร้อมปืนในมือ “ใครจะมาฆ่ากันในคลับของกูไม่ได้”

    สามหนุ่มชะงักไม่กล้า ชายรวีฉวยโอกาสนี้สลัดตัวเองหลุดออกมา

    “อยากจะฆ่ากันออกไปข้างนอก กูไม่ยุ่ง แต่ถ้าอยู่ในนี้ ถือว่ามีเรื่องกับกู” ประธานประกาศกร้าว

    สาก้าวเข้ามาพร้อมเพ็ญศรี...โสภิตพิไลเห็นป้าก็โผเข้าหาตัวเนื้อสั่น

    “เกิดอะไรขึ้น”

    “คุณป้า...ผู้ชายสามคนนี้เขามาเกะกะกับหนู คุณคนนี้ช่วยหนูไว้”

    “สามคนนี้พกอาวุธเข้ามาในคลับ ก่อเรื่องทะเลาะวิวาท แถมยังรังแกผู้หญิง แบบนี้ปล่อยเอาไว้ไม่ได้คุณน่าจะให้ตำรวจจัดการ”

    “ลากตัวพวกนี้ไปให้ตำรวจ” สาสั่งเฉียบ...ประธานพยักหน้ากับพนักงานให้จัดการ พอโดนรุมล้อม สามหนุ่มถึงกับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ต้อง กูออกไปดีๆก็ได้

    ทั้งสามขยับจะออกไป แต่คนหนึ่งฉวยโอกาสที่ทุกคนวางใจพุ่งเข้าแทงชายรวีด้วยความแค้น ชายรวีเบี่ยงหลบจึงโดนคมมีดที่แขนและสีข้าง แผลไม่ลึกแต่เลือดไหลกระฉูด มือมีดทำท่าจะจ้วงแทงอีก ในนาทีคับขันนั้นสาพุ่งเข้าแย่งมีดอย่างลืมตัว

    เปรี้ยง! เสียงปืนของประธานทำให้ทุกอย่างนิ่งสงัด ไอ้หนุ่มมือมีดกุมมือตัวเองที่เลือดท่วม เพื่อนทั้งสองคนช่วยประคองหน้าตาตื่น

    “พาเพื่อนมึงออกไป แล้วถ้ากูเห็นมึงสามคนที่นี่อีก มึงตาย”

    ทั้งสามคนกลัวจัด ลนลานออกไปโดยดี สาประคองชายรวีด้วยความห่วงใย

    “คุณชายเป็นยังไงบ้างคะ ไปทำแผลก่อนนะคะ ไปเพ็ญ ไปเอายามา”

    สากับเพ็ญศรีพาชายรวีไปที่ห้องด้านใน ประธานมองตาม รู้สึกน้อยใจที่สาไม่สนใจตนเลย โสภิตพิไลยืนอึ้งหน้าซีด ยังตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่รู้จะไปทางไหน ประธานเห็นแล้วสงสาร พูดอย่างเมตตา

    “ไปนั่งข้างในก่อนเถอะ เด็กสาวๆอย่างคุณไม่ควรมาอยู่ตรงนี้คนเดียว ตามผมมา ไม่ต้องกลัว”

    โสภิตพิไลเดินตามประธานไปอย่างว่าง่าย

    ooooooo

    ในห้องทำงานด้านใน เพ็ญศรียกอ่างใส่น้ำและอุปกรณ์ทำแผลเข้ามาให้สา ชายรวีนั่งอยู่ที่เก้าอี้ สา บอกอย่างอ่อนโยน

    “คุณชายถอดเสื้อตัวนอกออกก่อนเถอะค่ะ ฉันจะทำแผลให้”

    ชายรวีลังเลเล็กน้อย แต่เห็นว่าอยู่ในห้องค่อนข้างลับตาเลยกล้าถอดเสื้อเชิ้ตแขนยาวตัวนอกออก เหลือแค่เสื้อกล้ามข้างใน...สาบรรจงม้วนชายเสื้อกล้ามขึ้น เอาผ้าชุบน้ำเช็ดเลือดที่แขนและสีข้างอย่างเบามือ เพ็ญศรีมองการกระทำของสาอย่างไม่เข้าใจ แล้วหันกลับออกไปแต่เปิดประตูทิ้งไว้

    โสภิตพิไลนั่งหน้าซีดอยู่มุมหนึ่งหน้าห้องทำงาน คิดย้อนเหตุการณ์ตอนสาพุ่งเข้าไปขวางและแย่งมีดไม่ให้ชายรวีโดนแทงด้วยความสงสัย สักครู่ประธานเดินเข้ามาพร้อมน้ำส้มหนึ่งแก้ว วางลงบนโต๊ะตรงหน้าเธอ

    “ดื่มซะ จะได้หายตกใจ”

    “ขอบคุณค่ะ...เขาเป็นใครคะ ผู้ชายที่มาช่วยฉัน คนนั้น”

    ประธานมองผ่านประตูห้องทำงานที่เปิดกว้างเข้าไปเห็นสากำลังง่วนกับการทำแผลให้ชายรวี ความรู้สึกน้อยใจวูบขึ้นมาอย่างสะกดไม่อยู่

    “หวานใจคนใหม่ของคุณอุษาเขาล่ะ ตอนนี้ หายใจเข้าหายใจออกก็มีแต่คนนี้”

    “อะไรกัน ฉันคิดว่าคุณกับคุณป้า...”

    “คุณไม่เคยได้ยินเพลงเขาร้องเหรอ เก่าๆมันเป็นสนิม ใหม่กว่าหน้าตาจุ๋มจิ๋ม”

    โสภิตพิไลค่อยๆลุกเดินไปยืนดูที่หน้าประตู ก็เห็นจริงดังคำของประธานที่พูดมา สากำลังกุลีกุจอเอายาใส่แผลให้ชายหนุ่มรูปหล่อคนนั้น

    “โชคดีที่แผลไม่ลึก แต่ยังไงก็ต้องพันแผลหน่อยนะคะ คุณชายอยู่นิ่งๆนะคะ ฉันจะพันแผลให้”

    สาพันแผลให้ชายรวี ทำให้ต้องใกล้ชิดกันมากๆ แต่สาไม่ได้รู้สึกอะไรเลยในความใกล้ชิดนั้น เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าชายรวีคือลูก...แต่สำหรับประธานและโสภิตพิไล แน่นอนว่าทั้งคู่รู้สึกนึกคิดในทางลบ

    “เขาคงลืมไปแล้วมั้ง ว่าคุณยังอยู่ที่นี่ด้วย”

    คำพูดของประธานตอกย้ำให้โสภิตพิไลรู้สึกผิดหวังและอับอาย ตัดสินใจกลับออกไปเงียบๆ

    ooooooo

    โสภิตพิไลเดินออกมามองหารถแท็กซี่หน้าไนต์คลับ จู่ๆประธานขับมาจอดเทียบ บอกให้เธอขึ้นมา แต่เด็กสาวปฏิเสธ ยืนยันว่าตนกลับแท็กซี่ได้ หนุ่มใหญ่เลยต้องลงจากรถมายืนประจันหน้า

    “กลัวผมจะทำอะไรงั้นเหรอ”

    “เปล่าค่ะ ฉัน...” เธอไม่กล้าพูดต่อ แต่สีหน้าบอกชัดว่าไม่ไว้ใจ

    ประธานยิ้มขำ หยิบปืนพกประจำตัวออกมายัดใส่มือเธอ ถามว่ายิงปืนเป็นไหม เมื่อเธอส่ายหัวจึงอ้อมมาโอบตัวและจับมือที่มีปืนขึ้นมา

    “อยากยิงอะไรเล็งปากกระบอกปืนไปที่นั่น แล้วเหนี่ยวไกปัง” พูดจบ เขาปล่อยมือเธอแล้วเดินไปเปิดประตูรถ “ขึ้นไป ถือปืนไว้ด้วย ถ้าผมทำอะไรไม่น่าไว้ใจ คุณยิงได้เลย”

    โสภิตพิไลเข้ามานั่ง ประธานอ้อมกลับมานั่งที่คนขับ ชำเลืองมองเด็กสาวที่ถือปืนไว้ในมือท่าทางกล้าๆ กลัวๆ เขานึกสนุกแกล้งกระชากรถจนเธอหน้าคะมำ แล้วหัวเราะหึๆ ก่อนแล่นรถออกไป

    ที่หน้าประตูไนต์คลับ เพ็ญศรียืนมองตามรถประธานไปด้วยสีหน้างุนงงสงสัย

    “พี่ประธานกับหลานคุณสา เราตาฝาดหรือเปล่าเนี่ย”

    เพ็ญศรีบ่นงึมงำกับตัวเองแล้วเดินกลับมาด้านในเห็นชายรวีแต่งตัวเรียบร้อย ถือแฟ้มเอกสารกำลังบอกลาสา

    “ผมคงต้องขอตัวก่อน”

    “คุณชายขับรถไหวหรือคะ ความจริงทิ้งรถไว้ที่นี่ก็ได้ ฉันจะไปส่งคุณชายเอง”

    “รบกวนเปล่าๆครับ คุณอุษาคงต้องดูแลคลับต่อ”

    “ทางนี้เขาดูแลกันได้ค่ะ ยังไงฉันก็ต้องพาโสภิต กลับบ้านอยู่แล้ว เออ จริงสิเพ็ญ โสภิตไปไหนแล้วล่ะ”

    “ไปแล้วค่ะ แกนั่งอยู่ตั้งนาน คุณไม่สนใจ แกเลยกลับไปกับพี่ประธาน”

    สาอึ้ง เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองไม่สนใจโสภิตพิไล...

    ใช้เวลาไม่นานนักจากไนต์คลับกลับไปบ้านสา ประธานขับรถมาจอดหน้าบ้าน โสภิตพิไลยังถือปืนในมือ เขายิ้มขำ บอกเด็กสาวว่าถึงแล้ว เธอมีท่าทีเขินๆ ส่งปืน คืนให้เขา

    “ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากสำหรับทุกอย่าง”

    เธอยกมือไหว้ก่อนลงจากรถไป รู้สึกดีกับประธานมากกว่าเดิม...ประธานยืนมองตามจนลับตา รอยยิ้มผุดพราย รู้สึกสนใจในตัวเด็กสาว

    ooooooo

    หม่อมพริ้มเดินหน้าตาเคร่งเครียดไปหยุดยืนที่หน้าห้องชายรวีแต่เช้า เธอเคาะประตูก่อนส่งเสียงไม่ดังนัก

    “ชาย...แม่เข้าไปนะ”

    หม่อมพริ้มเปิดประตูเข้าไปอย่างร้อนใจ ชายรวีใส่กางเกงแพรและเสื้อป่านบางๆนั่งอยู่บนเตียง ผ้าพันแผลมีเลือดซึมจางๆ

    “หวนมันบอกว่าชายไม่สบาย เสื้อที่ใส่เมื่อวานก็ขาด มีรอยเลือด มันเกิดอะไรขึ้น ชายไปโดนอะไรมา”

    หม่อมพริ้มมองแผลที่ข้างลำตัวลูกชาย...ชายรวีไม่อยากเล่า รู้ว่าเรื่องใหญ่แน่แต่ก็ไม่อยากปิด ตอบตรงๆว่า

    “ผมโดนแทงน่ะครับ”

    “หา!! โดนแทง”

    หม่อมพริ้มอุทานสีหน้าตระหนกตกใจ รีบสั่งชิดไปรับหมอมาดูอาการลูกชาย

    หมอชายวัยกลางคนเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ชายรวีใหม่ หวนคอยช่วย หญิงจ้อยดูแลอยู่ใกล้ๆ ส่วนหม่อมพริ้มยืนดูอยู่ห่างๆ สีหน้าบึ้งตึง

    “แผลไม่ลึก ไม่มีอาการติดเชื้อ อย่างนี้สักสองสามวันก็น่าจะหายครับหม่อม”

    หม่อมพริ้มพยักหน้ารับรู้ ชายรวียกมือไหว้หมอ

    “ขอบคุณมากครับคุณอาหมอ ที่กรุณามาดูแลผมถึงบ้าน”

    “ไม่เป็นไร” พูดแล้วหันมาที่หวน กำชับว่าพรุ่งนี้ต้องล้างแผลแต่ไม่ต้องพันผ้า จากนั้นบอกลาหม่อมพริ้ม “วันนี้คงไม่มีอะไรแล้ว ผมลาละครับหม่อม”

    “ขอบคุณมากค่ะ หญิงจ้อยไปส่งคุณอาหมอทีลูก แม่จะคุยกับน้อง...หวน เอ็งก็ไปด้วย”

    หญิงจ้อยทำหน้าล้อน้องชายว่าเรื่องยาวแน่ ชายรวีอมยิ้มทำนองว่ารู้แล้ว

    “เชิญค่ะคุณอาหมอ เดี๋ยวหญิงให้ชิดไปส่งคุณอาหมอที่บ้าน”

    หญิงจ้อยออกไป หวนกับหมอเดินตามหลัง พอทุกคนพ้นจากห้อง หม่อมพริ้มหันมาดุชายรวีทันที

    “แม่ขอชายแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้ไปที่แบบนั้น”

    “ผมกะว่าจะไปเอาของที่ลืมไว้เท่านั้นครับ”

    “ถ้าแค่นั้นแล้วมันจะมีเรื่องได้ยังไง ชายเป็นถึงผู้พิพากษา ไปเที่ยวกินเหล้าเมายาจนเกิดเรื่องในไนต์คลับ มันใช้ได้ที่ไหนลูก”

    “หม่อมแม่ครับ เรื่องที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่เพราะผมเมา ผู้ชายพวกนั้นรังแกผู้หญิง ผมเห็น ผมก็ต้องช่วย”

    “แต่ถ้าชายไม่ไปที่นั่น ชายก็ไม่เห็น แล้วก็ไม่ต้องเอาชีวิตของตัวเองเข้าไปเสี่ยง ชายจะว่าแม่เห็นแก่ตัวก็ได้ แม่ไม่รู้ว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร แต่ถ้าเขาเป็นคนดี กลางค่ำกลางคืนเขาคงไม่ไปอยู่ในที่แบบนั้น แล้วความปลอดภัยของคนแบบนั้นมันเทียบได้หรือกับชีวิตของลูกชายคนเดียวของแม่”

    ชายรวีเข้าใจความห่วงของหม่อมแม่ แม้จะเห็นต่าง...

    “ผมขอโทษครับที่ทำให้หม่อมแม่ไม่สบายใจ จากนี้ไปผมจะระวังตัวให้มากกว่าเดิม”

    “รับปากกับแม่ได้ไหมว่าจะไม่ไปที่นั่นอีก”

    “ถ้าผมรับปากมันก็ต้องเป็นสิ่งที่ผมตั้งใจแล้วว่าจะทำ และจะไม่มีวันผิดคำพูดตัวเองเป็นอันขาด ส่วนการไปที่นั่น ผมไม่เห็นว่ามันจะเสียหายอะไร เพราะฉะนั้นหม่อมแม่อย่าให้ผมรับปาก เรื่องที่ผมไม่แน่ใจว่าจะทำดีกว่านะครับ”

    ชายรวีตอบอย่างสุภาพ จริงจังเป็นผู้ใหญ่ หม่อมพริ้มนิ่งขึงไม่ชอบใจแต่ไม่พูดอะไรอีก กลับออกไปบ่นให้เจิมฟังอย่างวิตกกังวล

    เจิมฟังแล้วพลอยไม่สบายใจ เปรยว่าคุณชายไม่เคยดื้อกับหม่อม คราวนี้ทำไมถึงได้ขัดใจ

    “ก็นั่นน่ะสินังเจิม คุณชายคนดีของเอ็งตอนนี้กลายเป็นเที่ยวไนต์คลับทุกวัน ไปจนมีเรื่องเลือดตกยางออก ข้าขอไม่ให้ไปก็ไม่ยอมรับปาก”

    “ไปติดอกติดใจอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ”

    “อะไรนะ นี่เอ็งคิดว่า...”

    “คุณหญิงโสภาเธอก็เรียบร้อยเชื่อฟังหม่อมมาตลอด จะมาดื้อดึงก็ตอนที่...” เจิมไม่กล้าพูดต่อ แต่แค่นี้หม่อมพริ้มก็ใจหายวาบ คาดเดาเสียงเบาหวิว

    “หรือว่าชายรวีไปติดใจใครที่นั่น”

    สองนายบ่าวมองหน้ากันนิ่งนาน...สังหรณ์ใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

    ooooooo

    ตอนที่ 23

    เมื่อกลับมาถึงบ้านหลังใหญ่ของตน สาแนะนำโสภิตพิไลให้รู้จักสาวใช้สองคนที่กุลีกุจอออกมาต้อนรับอย่างนอบน้อม...

    ลมัยกับตุ่นช่วยกันยกกระเป๋าเข้าบ้าน โสภิตพิไลเดินตามสาพลางมองภายในบ้านที่ตกแต่งอย่างหรูหราราวกับบ้านเจ้าบ้านนายก็ไม่ปาน

    “บ้านคุณป้าใหญ่โตกว้างขวางจังนะคะ”

    “จ้ะ จะใช้ไม่ใช้ก็ต้องให้มันใหญ่ไว้ก่อน มันจำเป็นสำหรับสมัยนี้ ต้องมีบ้านหลังโตๆ มีรถคันโก้ๆ เขาถึงจะว่าดี”

    “ไม่ใช่ทุกคนหรอกค่ะ ที่คิดอย่างนั้น”

    “หนูเพิ่งออกมาจากโรงเรียนแม่ชี จะไปรู้อะไร ดื่มอะไรเย็นๆหน่อยไหมจ๊ะ”

    “ไม่ ค่ะคุณป้า ขอบคุณ” เธอปฏิเสธเสียงเรียบแล้วเดินไปนั่งที่โซฟา สาเดินกรายไปทำเครื่องดื่ม จึงไม่เห็นสีหน้าผิดปกติของโสภิตพิไลที่เจอสิ่งของบางอย่างอยู่ในซอกเบาะ โซฟา

    ของสิ่งนั้นคือไฟแช็กของผู้ชาย...เธอหยิบมันมากำไว้แล้วถามสาหยั่งเชิง

    “บ้านใหญ่โตอย่างนี้ คุณป้าอยู่คนเดียวหรือคะ”

    “ก็มีลมัยกับตุ่น หนูถามทำไมหรือจ๊ะ”

    “หนูได้ยินคนเขาลือกันว่าคุณป้า...” สาวน้อยนิ่งไปนิดไม่อยากลงรายละเอียด ได้แต่พูดต่อไปว่า “เขาก็ลือกันหลายเรื่อง”

    “อย่าไปสนใจข่าวลือเลยโสภิต คนมีปากก็พูดกันไป ขึ้นไปข้างบนกันดีกว่าป้าสั่งให้เขาแต่งห้องนอนให้หนูใหม่ ไปดูซิว่าถูกใจไหม”

    โสภิตพิไลลุกขึ้นยืน ซ่อนไฟแช็กไว้ในกระเป๋ากระโปรงแล้วเดินตามสาขึ้นไปที่ห้องนอนซึ่งตกแต่งสวยงามราวกับห้องของเจ้าหญิงในนิทาน

    “สวยจังค่ะคุณป้า”

    “ป้าดีใจที่หนูชอบ”

    “ว่าชอบยังน้อยไปค่ะ หนูไม่คิดเลยว่าตัวเองจะมีห้องส่วนตัวสวยขนาดนี้”

    โสภิตพิไลเดินเข้ามาหา สานึกว่าเธอจะเข้ามากอด แต่กลายเป็นยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

    “หนูขอบคุณคุณป้ามากค่ะ”

    สา เก้อนิดๆ โสภิตพิไลเดินไปที่กระเป๋าสัมภาระของตน หยิบรูปถ่ายคุณหญิงโสภาที่ใส่กรอบเอาไว้ออกมาวางหัวเตียง พูดกับรูปอย่างอ่อนโยน น้ำเสียงและแววตาบ่งบอกถึงความรักผูกพันล้ำลึก

    “คุณแม่ขา...ชอบห้องใหม่ของหนูไหมคะ”

    สาน้อยใจวูบขึ้นมา ค่อยๆถอยออกจากห้องไปเงียบๆ

    ooooooo

    ตก เย็นที่ไนต์คลับ...เพ็ญศรีคุมพนักงานจัดโต๊ะก่อนที่ลูกค้าจะมา ส่วนประธานเร่งฝึกซ้อมนางโชว์คนใหม่ชื่อแมวเพื่อให้ขึ้นเวทีในค่ำนี้ แต่แมวเก้ๆกังๆแถมยังหมุนตัวเสียหลักชนคนอื่นล้มระเนระนาดจนประธานหงุดหงิด โมโหสั่งให้หยุด

    “พอๆๆ หยุดก่อน อะไรเนี่ยแมว ขาแข้งมันไม่มีแรงหรือไง หรือไขข้อเสื่อม ท่าง่ายๆแค่นี้ยังทำไม่ได้ก็ไม่ต้องเต้นแล้ว ไปล้างจานไป”

    “ใจเย็นๆน่ะพี่ประธาน ไอ้แมวมันเพิ่งมาใหม่” เพ็ญศรีเอ่ย

    “ใหม่กะผีอะไรล่ะ ฝึกมาจะครบเดือนแล้ว เอ้า เอาใหม่อีกที ถ้าพลาดคราวนี้เก็บของกลับบ้านไปเลยนะ”

    แมวหน้าจ๋อย แล้วยิ่งตกใจเมื่อประธานสั่งวงดนตรีให้เริ่มใหม่ แต่นักดนตรีคนหนึ่งดันปวดท้องไปห้องส้วม

    ประธาน โวยวายขัดใจ จะหยิบไฟแช็กดูปองต์ในกระเป๋ากางเกงมาจุดบุหรี่แต่หาไม่เจอ บ่นอุบไม่รู้เอาไปลืมไว้ที่ไหน ของแท้จากฝรั่งเศสเสียด้วย...

    เวลานั้น โสภิตพิไลนั่งมองไฟแช็กในมืออย่างเจ็บช้ำ นึกถึงวันหนึ่งที่โรงเรียน เธอคุยกับกรรณิการ์และจิตราภรณ์

    “เดือนหน้าโรงเรียนหยุดตั้งสองสัปดาห์ ตัวไม่กลับไปบ้านคุณป้าหรือโสภิต”

    “ไม่ล่ะจ้ะ เราว่าจะอยู่ช่วยงานซิสเตอร์”

    “โอ๊ย...หมั่น ไส้ ทั้งเรียนเก่ง ทั้งความประพฤติดี ซิสเตอร์ให้คะแนนตัวเสียจนไม่มีเหลือให้คนอื่นแล้ว...แล้วไม่กลับบ้านนี่ คุณป้าตัวไม่ว่าหรือ”

    “ไม่ว่าหรอกจ้ะ ท่านตามใจ”

    “คุณป้าของ โสภิตคงไม่อยากให้กลับไปเป็นก้าง ขวางคอน่ะสิ เราได้ยินเขาว่ากันว่าที่บ้านคุณป้าของโสภิตน่ะ มีผู้ชายเข้านอกออกในเป็นประจำ”

    “ต๊าย...จริงเหรอโสภิต”

    โสภิตพิไลหน้าเจื่อน ปฏิเสธไม่เต็มปากว่าไม่จริงหรอก

    “ถ้าไม่จริงเขาจะกล้าพูดกันหรือ เขาพูดกันถึงขนาดที่ว่าคุณป้าเธอเลี้ยงผู้ชายเอาไว้เป็นเพื่อนแก้เหงาเลยล่ะ”

    คราวนี้โสภิตพิไลถึงกับนิ่งอึ้ง อับอายเพื่อนๆอย่างบอกไม่ถูก

    ooooooo

    ไนต์คลับเปิดแล้วแต่ยังหัวค่ำจึงไม่มีลูกค้า สาเดินเข้ามาทั้งที่บอกเพ็ญศรีไว้ว่าคืนนี้จะหยุดงาน

    “อ้าว คุณสา...ไหนว่าวันนี้หลานสาวมาจะลาหยุดวันนึงไงคะ”

    “หยุดไปก็เท่านั้น เขามาถึงก็เก็บตัวอยู่ในห้อง ไม่ได้มาสนใจอะไรเรา”

    “ทำไมล่ะค่ะ ฉันเห็นคุณสาตื่นเต้นดีใจที่หลานจะกลับมาอยู่ด้วย แล้วทำไม...”

    “เขาคงไม่ได้อยากอยู่กับฉันสักเท่าไหร่”

    “แปลก คุณสาอุตส่าห์ส่งเสียเลี้ยงดูอย่างดีแท้ๆ น่าจะสำนึกบุญคุณกันบ้าง”

    สาแก้ตัวแทนว่าโสภิตเป็นเด็กเงียบๆ ไม่ชอบสุงสิงกับใคร

    “แต่นี่ใครที่ไหนล่ะคะ นี่เป็นคุณป้า ตัวเองเป็นแค่เด็กกำพร้า แทนที่จะปรนนิบัติเอาใจคุณสาผู้มีพระคุณ กลับทำจองหองใส่ แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน”

    สาไม่พอใจที่เพ็ญศรีว่าลูกตัวเอง เสียงเขียวใส่ “ใครว่าโสภิตจองหอง ฉันไม่ได้พูดซักคำ คุณหนูเธอเป็นลูกผู้ดี ผู้ดีเขาก็นิ่งๆเงียบๆแบบนี้แหละ จะให้โหวกเหวกโวยวายเหมือนเธอได้ยังไง”

    เพ็ญศรีชะงักไปอย่างงงๆ สาถามหาประธานว่าไปไหน ป่านนี้ยังไม่มาอีกเหรอ เพ็ญศรีบอกว่ามาแล้วแต่เห็นว่าของหายเลยกลับไปหาดูที่บ้าน ก่อนเธอออกมาไม่ได้เจอกันหรือ?
    ภายในห้องโถงบ้านสา ประธานหาไฟแช็กวุ่นวายไปทั้งห้อง ลมัยยืนยันว่าไม่มี เพราะถ้ามีตนต้องเห็น

    “มันต้องอยู่ที่นี่แหละ ฉันจำได้ ครั้งสุดท้ายที่ฉันสูบบุหรี่ก็ที่นี่เมื่อคืนนี้ ฉันต้องลืมวางเอาไว้ตรงไหนซักแห่ง”

    ประธานนิ่งคิดแล้วเดินแกมวิ่งขึ้นบันไดไปเจอโสภิตพิไลที่มีท่าทีตกใจ เขาพอจะเดาออกว่าเด็กสาวคนนี้เป็นใคร แย้มยิ้มให้เธออย่างหนุ่มเจ้าเสน่ห์

    “ขอโทษที่ทำให้ตกใจ ถ้าผมเดาไม่ผิด คุณคงเป็นโสภิตพิไล”

    “คุณเป็นใครคะ รู้จักชื่อฉันได้ยังไง”

    “ผมชื่อประธานครับ เป็นคนสนิทของคุณอุษา คุณป้าของคุณเล่าเรื่องคุณให้ผมฟังบ่อยๆ บังเอิญผมลืมไฟแช็กเอาไว้ที่ไหนซักแห่งในบ้านนี้ ของแพงซะด้วย คุณพอจะเห็นบ้างไหม”

    “กรุณาลงไปรอข้างล่างค่ะ ฉันจะเอาลงไปให้”

    น้ำเสียงนั้นแสนเย็นชา ประธานรู้ว่าเด็กสาวไม่ชอบเขา ยิ้มยั่วอย่างท้าทาย ก้มหัวเล็กน้อยเป็นเชิงประชดแล้วถอยหลังลงไป

    อีกครู่เดียว ไฟแช็กราคาแพงก็ถูกวางลงบนโต๊ะตรงหน้าประธาน หนุ่มใหญ่ขอบใจเด็กสาวแล้วทำท่าจะดีดฝาไฟแช็กเปิดออกเพื่อสูบบุหรี่

    “ถ้าคุณจะสูบบุหรี่ เชิญไปสูบที่อื่นดีกว่าค่ะ” โสภิตพิไลผายมือเป็นเชิงไล่ ประธานชะงัก มองเธออย่างนึกสนุก อยากจะปราบพยศ

    “ผมว่าคุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งผมนะ”

    “ฉันเป็นหลานของคุณป้า”

    “หลานบุญธรรมที่คุณอุษารับมาอุปการะเพราะพ่อแม่คุณตายไปตั้งแต่คุณยังเล็ก จะว่าไปคุณกับคุณอุษาไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันด้วยซ้ำ”

    สาวน้อยหน้าชาแต่ยังเถียงสู้ “คุณจะบอกว่าคุณกับคุณป้าเกี่ยวข้องกันมากกว่าฉันงั้นหรือคะ”

    “ผมกับคุณอุษาเกี่ยวข้องกันมานาน เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งซะด้วย คุณก็ไม่ใช่เด็กๆแล้วคงพอจะเข้าใจใช่ไหม”

    ประธานจับคางโสภิตพิไลเล่นหยอกๆ เธอสะบัดหนีอย่างถือตัว ตาวาววับไม่พอใจ พูดกัดฟันเชิญเขากลับไป หนุ่มใหญ่หัวเราะน้อยๆ ยักไหล่แล้วเดินออกไป...ลมัยแอบฟังแต่แรก ยกมือทาบอกท่าทางกังวลใจ

    ooooooo

    ในห้องทำงานกระทรวงยุติธรรม คุณชายรวีอ่านสำนวนฟ้องอย่างตั้งใจ พอได้ยินเสียงเคาะประตูจึงร้องบอกให้เข้ามา...อนุกร เพื่อนร่วมงานท่าทางเป็นหนุ่มเจ้าสำราญโผล่หน้าเข้ามา

    “คุณชายรวีช่วงโชติขยันอย่างนี้นี่เอง ถึงได้เป็นผู้พิพากษาที่อายุน้อยที่สุดในกระทรวง”

    “คุณอนุกรช่างพูดอย่างนี้นี่เอง ถึงได้ชื่อว่าเป็นทนายที่ฝีปากกล้า”

    “แต่ตอนนี้ทนายปากกล้ากำลังจะหมดแรงขอรับ พูดกล่อมลูกความมาตั้งแต่บ่ายจนป่านนี้ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง”

    “ผมก็หิวนิดๆเหมือนกัน ไปหาอะไรง่ายๆรองท้องกันก่อนกลับบ้านก็ได้”

    อนุกรคึกคักขึ้นมาทันที บอกว่าไหนๆจะไปทั้งทีไปที่ที่มันครบทั้งอาหารปาก อาหารหู อาหารตา ไม่ดีกว่าหรือ?

    สถานที่แห่งนั้นคือไนต์คลับอุษาวดี อนุกรพาคุณชายรวีมากินข้าวและฟังเพลงไพเราะจากสาที่ขึ้นโชว์เป็นคนแรก คุณชายรวีเพลินถึงกับออกปากชมน้ำเสียงของเธอ อนุกรเลยหยิกแกมหยอกว่าคุณชายคงติดใจเธอเข้าแล้ว

    “คุณเองก็คงติดใจเธอเหมือนกันล่ะน่ะ ไม่อย่างนั้นคงไม่พาผมมา”

    “ไม่ใช่ผมคนเดียวหรอก ตอนนี้ผู้ชายทุกคนในสังคมกลางคืนก็ล้วนแต่หลงใหลในตัวแม่อุษาวดีคนนี้”

    “ชื่ออุษาวดี?”

    “ใช่ เจ้าหล่อนเป็นเจ้าของที่นี่ ทั้งสวยทั้งรวย ทั้งหนุ่มทั้งแก่ติดกันเกรียวเชียวล่ะ”

    คุณชายรวีหันไปมองบนเวทีอีกครั้ง สาร้องและเต้นอย่างสวยงาม ยิ้มโปรยเสน่ห์มาที่เขาอย่างเป็นมิตร ประธานกลับเข้ามาเห็นสาบนเวที แปลกใจรีบเดินไปถามเพ็ญศรี...ไหนว่าวันนี้สาจะไม่ขึ้นโชว์

    “คงทะเลาะกับหลานที่บ้านมั้ง เลยเปลี่ยนใจกลับมาทำงาน”

    “ก็สมควรอยู่หรอก ยัยหลานสาวนั่นท่าทางร้ายเอาเรื่อง...อ้าวเฮ้ย นั่นไอ้แมวนี่ มันยังเต้นไม่ได้ใครให้มันขึ้นไป”

    เพ็ญศรีเหรอหราไม่รู้เหมือนกัน แล้วอีกครู่ก็เป็นเรื่อง แมวเต้นชนนางโชว์คนอื่นล้มแล้วเลยไปกระแทกสาหล่นเวที โชคดีที่คุณชายรวีนั่งด้านหน้าถลาเข้ามารับร่างเธอไว้ทัน สารู้สึกอบอุ่นปลอดภัยอย่างประหลาด ก่อนจะขอบคุณเขาแล้วกลับขึ้นไปร้องเพลงต่อจนจบ

    ประธานยืนมองอย่างหึงหวง ถามเพ็ญศรีว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร

    “คงจะเป็นลูกค้าใหม่น่ะพี่ ไม่เคยเห็นหน้า”

    พอเห็นสาส่งสายตาให้ชายหนุ่มรูปหล่อคนนั้น

    แถมทำเหมือนจะเดินไปหา ประธานยิ่งไม่พอใจ รีบเดินมาคว้าแขนสาดึงเข้ามุมกระซิบถามว่าไอ้หมอนั่นเป็นใคร

    “นี่อย่าบอกนะว่าหึง...จะบ้าเหรอประธาน เราสองคนหากินแบบนี้มากี่ปีแล้ว ฉันต้องยั่วผู้ชาย เธอต้องยั่วผู้หญิง นี่มันงานของเรา ยังไม่ชินอีกเหรอ”

    ประธานอ่อนลง โอบเอวสาเข้ามากระซิบว่าอยากสวยนักนี่ เห็นแล้วอดหวงไม่ได้ สาบอกว่าตนมีเขาคนเดียวก็ปวดหัวจะตายแล้ว อย่ามัวแต่หึงไม่เข้าท่า เดี๋ยวลูกค้าหนีหมด

    สาผละออกมาไม่เห็นชายหนุ่ม เรียกเพ็ญศรีมาถามก็ได้ความว่าเขาไม่อยู่แล้ว เพิ่งกลับไปเมื่อสักครู่นี้เอง

    ooooooo

    เช้าวันถัดมา คุณชายรวีร่วมโต๊ะอาหารกับหม่อมแม่เหมือนเช่นเคย จวนทำอาหารจานพิเศษคือหมูหวานของโปรดคุณชายวันเว้นวัน หม่อมพริ้มถึงกับออกปากกับลูกชายว่าแม่จะเป็นโรคเบาหวานตายซะก็ไม่รู้

    จวนโอดว่าตนทำแค่ไม่กี่ครั้งเอง คุณชายรวีอมยิ้ม แก้แทนว่าน้าจวนทำอร่อยจริงๆ จวนยิ้มออกบอกว่าตนก็หัดมาจากหม่อมท่าน

    “แม่ก็เรียนมาจากเสด็จย่าของชายอีกที ท่านเป็นเลิศทั้งคาวทั้งหวาน สมัยก่อนเขาถึงกับมีคำพูดว่าเรื่องกินเรื่องอยู่ ที่ไหนก็ไม่สู้วังรวีวาร”

    “จริงครับ ผมไปรับประทานอาหารที่ไหนก็ไม่เคยถูกใจเหมือนที่บ้าน อ้อ จริงสิ เมื่อคืนผมไปเจอที่หนึ่งทำแกงจืดลูกรอกใส่เซี่ยงจี๊รสชาติเหมือนที่บ้านเราไม่มีผิด”

    “จริงหรือจ๊ะ ร้านไหนกัน”

    “จะเรียกว่าร้านก็ไม่เชิง มันเป็นไนต์คลับน่ะครับหม่อมแม่ แต่เขามีขายอาหารด้วย”

    “แม่ไม่ยักรู้ว่าชายชอบไปที่แบบนั้น”

    “อนุกรชวนไปหลังเลิกงานน่ะครับ เดี๋ยวนี้ไนต์คลับมันไม่ได้เลวร้ายเหมือนสมัยก่อนนะครับหม่อมแม่ เขามีดนตรีเล่น มีนักร้องร้องเพลงให้ฟัง ลูกค้าที่ไปนั่งกินข้าวฟังเพลงเฉยๆก็มีครับ”

    “ถึงยังไงมันก็เป็นที่อโคจร ชายเป็นถึงผู้พิพากษา แม่ว่าอย่าไปที่แบบนั้นจะดีกว่า ไปที่ไม่ดีมันก็เจอแต่คนไม่ดี ไม่เจริญหรอกลูก”

    ในเวลาเดียวกันนั้น ที่โต๊ะอาหารบ้านสามีไข่ดาวไส้กรอกขนมปังราวกับบ้านฝรั่ง ต่างจากตำหนักหม่อมพริ้มอย่างสิ้นเชิง สาอยู่ในชุดนอนทับด้วยเสื้อคลุมกรุยกรายคุยกับโสภิตพิไลที่แต่งตัวเรียบร้อยนั่งนิ่งขรึม

    ลมัยกับตุ่นทำหน้าที่ของตน แล้วต้องสะดุ้งตกใจเมื่อสาวางแก้วกาแฟดังปัง พูดเสียงดังกับโสภิตพิไลว่าเราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าหนูจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย

    “หนูเปลี่ยนใจแล้วค่ะ หนูอยากเรียนวิชาชีพมากกว่า จะได้ทำงานไปด้วยได้”

    “ทำไมจะต้องทำงานด้วย ป้ามีเงินเยอะแยะ อย่าว่าแต่มหาวิทยาลัยในประเทศเลย ป้าส่งหนูไปเรียนต่อเมืองนอกยังได้”

    “อย่าเลยค่ะ หนูไม่อยากรบกวนคุณป้ามากจนเกินไป ความจริงที่คุณป้าส่งเสียหนูมาขนาดนี้ก็ถือว่ามากเกินไปแล้วสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นอะไรกัน”

    “โสภิต...ทำไมหนูพูดอย่างนั้น”

    “ก็จริงนี่คะ หนูเป็นแค่หลานบุญธรรมของคุณป้า เป็นเด็กกำพร้าที่คุณป้ารับมาอุปการะเพราะพ่อแม่ตายไปตั้งแต่หนูยังเล็ก หนูกับคุณป้าไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันด้วยซ้ำ”

    สาอึ้งงัน ไม่ทันจะพูดอะไร เด็กสาวก็ลุกขึ้นยกมือไหว้ขอตัวไปพบเพื่อนที่นัดกันไว้ สายังคาใจหันมาถามลมัยว่าทำไมอยู่ดีๆโสภิตพูดอย่างนั้น มันหมายความว่ายังไง

    “ก็คุณประธานน่ะสิคะ เมื่อวานแกมาที่นี่ ไอ้ที่คุณหนูโสภิตพูดมาตะกี้ก็คำพูดคุณประธานทั้งนั้นล่ะค่ะ”

    สาโกรธจัดลุกไปโทรศัพท์ตามตัวประธานมาที่บ้าน ประธานมาถึงและฟังเรื่องราวกลับหัวเราะอย่างเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย

    “โธ่เอ๊ย กะอีแค่เย้าเล่นทำเป็นจริงจังไปได้ ผมว่าหลานสาวคุณมันดัดจริตเกินไปรึเปล่า”

    “อย่าพูดถึงโสภิตแบบนั้นนะ” สาเสียงเขียวใส่

    “อะไรกันคุณสา ยัยเด็กนั่นเป็นแค่หลาน”

    “โสภิตพิไลเป็นคนที่สำคัญมากสำหรับฉัน ถ้ารักจะคบกันต่อไปคุณก็ต้องจำเอาไว้ โสภิตพิไลไม่ใช่เด็กที่คุณจะล้อเล่นด้วยได้ แกสูงกว่าคุณมากนัก”

    “ครับ...เข้าใจแล้วครับ เอาเป็นว่าต่อจากนี้ไปผมจะไม่ทำอะไรให้ระคายเคืองหลานสาวผู้สูงส่งของคุณอีกเลย ตกลงไหม” หนุ่มใหญ่เข้ามากอดประจบสา ทั้งที่ลึกๆรู้สึกเหมือนถูกดูแคลน...

    ooooooo

    โสภิตพิไลนัดเพื่อนสนิทสองคนกรรณิการ์กับจิตราภรณ์ที่ร้านอาหารเพื่อบอกกล่าวเรื่องที่เธอตัดสินใจไม่เรียนต่อแต่จะออกไปทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเองเพราะไม่ต้องการรบกวนคุณป้า ซึ่งเธอกำลังคิดอยู่ว่าอาจจะกลับไปช่วยซิสเตอร์สอนหนังสือที่คอนแวนต์

    สองเพื่อนสนิทมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ โสภิตพิไลยังพูดต่อไปว่าบางทีตนจะขอกลับมาอยู่ที่คอนแวนต์เหมือนที่เด็กกำพร้าคนอื่นๆเขาทำกัน...ฟังมาถึงตรงนี้ สองสาวอดรนทนไม่ไหวถามโสภิตพิไลว่าไปอยู่บ้านป้ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า ที่เขาลือกันเป็นเรื่องจริงใช่ไหมที่ว่าป้าของเธอเลี้ยงชายหนุ่ม เธอไม่อยากอยู่บ้านนั้นเพราะเรื่องนี้ใช่ไหม

    โสภิตพิไลอัดอั้นตอบไม่ถูก ยิ่งทำให้เพื่อนๆเดาไปใหญ่ว่าเธอคงเคยเจอผู้ชายคนนั้นแล้วเขาไม่ดีกับเธอ หรือว่าเขาทำอะไรเธอ

    “อย่าไปพูดถึงเขาเลย” โสภิตพิไลพยายามตัดบท แต่แล้วผู้ชายคนนั้นกลับปรากฏตัวพร้อมสาที่หน้าร้าน กรรณิการ์กับจิตราภรณ์ชี้มือออกไปเพราะจำป้าของเพื่อนรักได้

    ประธานท่าทางเอาอกเอาใจสาแทบจะประคองเธอเข้ามา พอเห็นโสภิตพิไลก็ชะงักเล็กน้อย พูดเบาๆว่าโลกกลมจริงๆ สาตรงดิ่งไปทักหลานสาวกับเพื่อนๆ สองสาวยกมือไหว้แต่ไม่ยิ้มแย้ม และไม่ค่อยเต็มใจนักเมื่อสากับประธานขอนั่งร่วมโต๊ะและจะเป็นเจ้ามือเอง

    “ขออนุญาตให้ผมเป็นเจ้ามือดีกว่าครับ ถือว่าเป็นการไถ่โทษที่เมื่อคืนนี้ผมทำให้โสภิตพิไลไม่พอใจ”

    คำพูดกำกวมของประธานทำให้โสภิตพิไลหน้าร้อนวูบ กรรณิการ์กับจิตราภรณ์มองเพื่อนแล้วแอบมองหน้ากันไปมาอย่างสงสัย

    ที่หน้าร้านอาหาร ชายรวีเดินมากับหญิงจันทร์จิรา ทั้งคู่คุยกันสนิทสนม แต่ฝ่ายหญิงท่าทางเจ้ายศเจ้าอย่างเรื่องมาก เธอไม่ได้จะกินอาหารแต่ต้องแวะมารับน้องสาวเพราะหม่อมแม่ไหว้วาน พอมองไปเห็นสานั่งร่วมโต๊ะกับน้องสาว หญิงจันทร์จิราชักสีหน้าทันที และเมื่อเห็นสามองมาที่ชายรวีก็ไม่ชอบใจบอกกับเขาว่าไม่ต้องเข้าไป ให้รออยู่ตรงนี้

    กรรณิการ์กับโสภิตพิไลทักทายหญิงจันทร์จิรา

    อย่างนอบน้อม เธอรับไหว้แต่ไม่สนใจ...ถามน้องสาวว่าทำไมมานั่งตรงนี้ สาจึงลุกขึ้นเพื่อแนะนำตัว ประธานลุกตามทั้งที่ไม่เต็มใจ

    “ดิฉันชื่ออุษาวดี เป็นป้าของโสภิตค่ะ บังเอิญดิฉันมาเจอคุณหญิงกับหนูกรรณมากับโสภิต ดิฉันก็เลยชวนให้นั่งร่วมโต๊ะกัน”

    หญิงจันทร์จิราไม่มองหน้าสา ทำเหมือนไม่ได้ยิน พูดกับน้องสาวว่าตนจะไปนั่งด้านโน้นจะไปนั่งด้วยกันไหม

    “ไปค่ะพี่หญิง เราขอตัวก่อนนะโสภิต...ลาล่ะค่ะ”

    สองพี่น้องไปแล้ว กรรณิการ์ตัดสินใจตามไปด้วย ทิ้งโสภิตพิไลยืนอึ้งตัวชา ประธานสงสารเธอ ด่าตามหลังไปด้วยความหมั่นไส้ว่าวางท่าเลิศลอยอย่างกับลงมาจากสวรรค์ เป็นใครใหญ่โตมาจากไหนกัน

    “เธอเป็นหม่อมราชวงศ์ค่ะ หม่อมราชวงศ์หญิงจันทร์จิรา จิรบวร”

    สาฟังคำตอบจากโสภิตพิไลพลางมองตาม เห็นชายรวีเดินตามหญิงจันทร์จิราไปนั่งโต๊ะที่ห่างออกไป

    “แล้วผู้ชายคนนั้นล่ะจ๊ะโสภิต เขาเป็นใคร หนูรู้จักหรือเปล่า”

    “นี่คุณ จะอ่อยเหยื่อก็ให้มันรู้เวล่ำเวลาบ้างเถอะ แค่นี้หลานสาวคุณก็อายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนีแล้ว”

    ประธานดักคอสาเสียจนโสภิตพิไลเข้าใจผิด นึกว่าป้าพอใจชายหนุ่มคนนั้น แล้วประธานยังขยายความให้คิดอีกว่า ไอ้หนุ่มนั่นเคยไปที่คลับ สงสัยคุณอุษาจะติดใจ อยากได้เป็นลูกค้าประจำ

    “พูดบ้าๆน่ะประธาน” สาปรามเสียงขุ่น

    โสภิตพิไลหันมองหน้าสาอย่างผิดหวังและสมเพช เธอตัดสินใจเดินออกจากร้าน สารีบก้าวตาม โดยมีประธานรั้งท้ายหลังจากวางเงินจำนวนหนึ่งเป็นค่าอาหารไว้บนโต๊ะ

    กลุ่มชายรวีมองตามทั้งสามคนไป แล้วหญิงจันทร์ก็เริ่มอบรมน้องสาวและกรรณิการ์ว่าคราวหน้าคราวหลังเธอสองคนต้องระวังตัวให้มากกว่านี้ โตเป็นสาวแล้วไม่ใช่เด็กๆ ไม่ควรจะให้ใครเห็นว่าเธอสนิทสนมกับคนพวกนั้น

    ชายรวีสงสัยถามว่าพวกไหนเหรอ  หญิงจันทร์เชิดหน้าตอบอย่างดูแคลนว่า

    “ก็พวกคนที่หากินกลางคืนน่ะสิคะ”

    “คุณอุษาวดีเป็นนักร้อง ผมเคยไปฟังเธอร้องเพลง เธอร้องได้เพราะมาก ผมเองยังติดใจ”

    “เขาว่ากันว่าแกไม่ได้แค่ร้องเพลงอย่างเดียวน่ะสิคะ”

    “ผมขอเถอะครับหญิงจันทร์ ไอ้เขาว่ากันว่านี่มันทำลายชีวิตคนมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ถ้าจะตัดสินใครก็ขอให้รู้จักเขาจริงๆเสียก่อนเถอะครับ” ชายรวีพูดเพราะสงสารสา หญิงจันทร์ไม่ชอบใจถึงกับแอบค้อน...

    ooooooo

    สาตามโสภิตพิไลไม่ทันและไม่รู้ว่าเธอไปไหน ครั้นกลับไปรอที่บ้านอยู่จนเย็นก็ไม่เห็นวี่แวว สาเดินวนไปมาสีหน้าไม่สบายใจ ลมัยกับตุ่นแอบมองและคาดเดากันว่าสองป้าหลานคงทะเลาะกัน

    โสภิตพิไลหลบไปที่บ้านสวนของแป้นกับสุข...

    ทั้งคู่เห็นว่าเย็นมากแล้วกลัวสาเป็นห่วงจึงกล่อมให้กลับบ้าน วันหลังขออนุญาตป้าแล้วค่อยมาค้างที่นี่ จะอยู่นานแค่ไหนก็ได้

    “อยู่เลยได้ไหมจ๊ะ หนูมาทำสวนกับลุงกับป้าก็ได้”

    สุขสงสาร ถามเธอว่าอยู่ที่นั่นคับอกคับใจนักหรือ หรือว่าป้าเขาไม่ดีกับหนู

    “ดีจ้ะ คุณป้าดีกับหนูมาก แต่ว่า...” เธอกระดากปากที่จะอธิบายรายละเอียด พูดกว้างๆว่า “ลุงสุขป้าแป้นจ๋า คุณป้าเขามีเงินเยอะแยะทำไมเขาไม่ไปทำอย่างอื่น ทำไมเขาถึงต้องทำงานแบบนั้นด้วยล่ะจ๊ะ หนูไม่เข้าใจเลย”

    สองผัวเมียพูดไม่ออก ได้แต่ถอนใจด้วยความสงสารเด็กสาว...

    ค่ำแล้ว สามาที่ไนต์คลับปรับทุกข์กับเพ็ญศรีว่าโสภิตพิไลไม่รักตน ซึ่งตนก็ทราบดีว่าทำให้เธอต้องอับอาย ถูกเพื่อนๆรังเกียจ ทั้งที่เธอสวยและเก่ง แต่ทุกคนก็รังเกียจเธอเพราะตน

    “คุณสาก็นะ ไม่น่าส่งหลานสาวไปเรียนโรงเรียนผู้ดีแบบนั้น”

    “ไม่ได้ โสภิตต้องอยู่ในที่ที่ดีที่สุด สูงที่สุด”

    “สูงแล้วไง สูงแล้วมาเหยียบหัวคุณสาแบบนี้น่ะเหรอ”

    “เหยียบหัวฉัน...ฉันไม่ว่า แต่คนอื่นมาเหยียบหัวโสภิต มาดูถูกแก ฉันทนไม่ได้”

    “ให้ตายสิ ฉันไม่เคยเห็นใครรักหลานมากขนาดนี้ ถ้าแม่จริงๆของโสภิตยังอยู่จะรักแกเท่าคุณสารึเปล่าฉันยังสงสัย”

    สาอึ้งไปนิด ก่อนจะพูดเน้นหนักว่าใครจะรักลูกมากกว่าแม่มีที่ไหน...จบคำก็คว้าเหล้ามารินลงแก้วเตรียมดื่ม แต่พอดีบริกรเดินเข้ามาบอกเพ็ญศรีว่ามีลูกค้าผู้ชายคนโปรดของคุณสามา สาหูผึ่งทันที สีหน้าแช่มชื่นอย่างเห็นได้ชัด เดินตัวปลิวออกไปทักทายชายหนุ่มทั้งที่ยังไม่รู้จักชื่อ

    ชายรวีพูดจาสุภาพ ผายมือเชิญเธอนั่งคุยกันสักครู่ สายิ้มบางๆ บอกเขาว่าไม่ต้องสุภาพกับตนขนาดนั้นก็ได้ ตนไม่ใช่สุภาพสตรี

    “เชิญครับ...ผมแค่อยากจะขอโทษคุณอุษาวดี เมื่อกลางวันที่ร้านอาหารญาติของผมออกจะทำตัวไม่ค่อยน่ารัก”

    “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่ถือ คนทำอาชีพอย่างฉันจะว่าไปก็โดนรังเกียจเสียจนชิน จะสงสารก็แต่โสภิต แกไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้...เอาเป็นว่าแล้วกันไปนะคะ นี่คุณดื่มแค่จินโทนิคใช่ไหมคะ จะหมดแล้ว ฉันสั่งให้ใหม่นะคะ”

    “ไม่เป็นไรครับ ผมนั่งไม่นาน  ประเดี๋ยวก็จะไปแล้ว”

    “อ้าว ทำไมล่ะคะ ฉันว่าจะร้องเพลงให้คุณฟังซะหน่อย”

    “เอาไว้โอกาสหน้าเถอะครับ บังเอิญรถของผมเสียอยู่ที่ถนนด้านหน้า ต้องเรียกคนขับรถที่บ้านมาช่วยดูให้ ผมเลยแวะมาอาศัยนั่งรอในนี้เท่านั้นเอง”
    ประธานร้องเพลงบนเวที มองสากับชายหนุ่มด้วยความหึงหวง พอเพลงจบรีบลงมาถามเพ็ญศรีว่าผู้ชายคนนั้นมานานหรือยัง

    “ไม่นานหรอกพี่ แต่มาถึงก็ถามหาคุณสาเลย คุณสาก็ท่าทางจะชอบเขาอยู่เหมือนกันนะพี่ กำลังเศร้าๆอยู่ พอได้ยินว่าพ่อหนุ่มคนนี้มาถามหา หน้างี้สดขึ้นมาทันทีเลย”

    สาสั่งบริกรเอาเหล้ามาให้ชายหนุ่มอีกแก้ว บอกว่าเป็นอภินันทนาการจากร้าน พอเธอจะถามชื่อของเขา ก็มีอันต้องชะงักงันไป เพราะบริกรอีกคนเข้ามาบอกเขาว่า

    คนขับรถที่เขารอมาถึงแล้ว ชายรวีจึงลาสาแล้วรีบร้อนออกไปโดยลืมแฟ้มเอกสารเอาไว้ เมื่อสาเห็นก็ตามเอาไปให้โดยไม่สนใจประธานที่แสดงท่าทีหึงหวง

    แต่ไม่ทันเดินถึงตัวเขา สาชะงักใจหล่นวูบ เพราะรถคันที่จอดเสียอยู่เบื้องหน้าเหมือนรถของหม่อมพริ้ม

    จนเมื่อเธอได้ยินเขาเรียกชายสูงวัยที่ก้มๆเงยๆอยู่กับรถว่าน้าชิด สาสะดุ้งวาบ แม้ชิดจะผมหงอกขาวไปมาก แต่เธอก็จำเขาได้แม่น

    “โรคเก่าขอรับคุณชาย พอร้อนจัดๆทีไร เกเรทุกที” ชิดรายงานอาการของรถ สาได้ยินคำว่าคุณชาย ถึงกับตะลึงยืนนิ่งก้าวขาไม่ออก ก้มมองแฟ้มในมือเห็นนามบัตรใบหนึ่งชัดเจน

    “ม.ร.ว.รวีช่วงโชติ รวีวาร ผู้พิพากษากระทรวงยุติธรรม”

    สาพึมพำชื่อนั้นเสียงแหบพร่า ก่อนหมุนตัวกลับเข้ามาทรุดนั่งในห้องทำงาน ประธานเดินหน้าตึงตามมา

    บอกว่าเรามีเรื่องสำคัญต้องคุยกัน

    “ออกไปก่อน ฉันบอกให้ออกไป!” สาขึ้นเสียง

    แล้วหันหลังให้ ไม่แม้แต่จะมองหน้าเขา...ประธานเจ็บใจเดินปึงปังออกไป

    หลังจากนั้นสาเอาแต่นั่งมองนามบัตร อ่านชื่อ ม.ร.ว.รวีช่วงโชติ รวีวาร ทวนไปมาหลายครั้งก่อนรำพึงทั้งน้ำตาว่า คุณชายของแม่...

    ooooooo

    ตอนที่ 22

    เย็นวันเดียวกันที่บ้านสวน สุขเล่าเรื่องราวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสงครามให้แป้นฟังอย่างออกรส

    “หนังสือพิมพ์เขาว่าพวกไอ้กันมันทิ้งระเบิดถล่มเมืองญี่ปุ่นซะราบ ญี่ปุ่นมันเลยต้องยอมยกธงขาวแต่โดยดี”

    “นี่โชคดีนะที่คุณสาแกยังไม่ได้ไปญี่ปุ่น ไม่งั้นล่ะก็...ไม่อยากจะคิด...เอ้า แล้วยังไงอีกล่ะตาสุข เล่าต่อซิ”

    “ถึงญี่ปุ่นจะยอมแพ้สงคราม แต่บ้านเมืองก็เสียหายยับเยิน ในข่าวเขาว่าจะต้องจ่ายค่าอะไรนะ...หนี้สงครามหรืออะไรเนี่ย ให้พวกฝรั่งบานเบอะ คงลำบากไม่น้อยล่ะ”

    “อ้าว...แล้วคุณสาแกจะพลอยเดือดร้อนไปด้วยไหมนี่”

    “หนังสือพิมพ์เขาไม่ได้ลงเรื่องคุณสานี่ ฉันจะไปตรัสรู้ได้ยังไง”

    เสียงฝีเท้าปังๆดังมาจากนอกชาน สองผัวเมียหันไปเห็นโสภิตพิไลวิ่งขึ้นมา แป้นร้องเรียกหมายให้หยุด แต่เด็กหญิงไม่สนใจ วิ่งตื๋อเข้าห้องไป

    “อ้าว เป็นอะไร ทำท่าเหมือนวิ่งหนีใครมา”

    สุขบ่นอย่างแปลกใจ แล้วลุกขึ้นพร้อมแป้นจะตามไปดูโสภิตพิไล พอดีเหลือบเห็นจรินทร์เดินขึ้นเรือนมาอีกคน

    “พ่อจ๋า แม่จ๋า...”

    “อะไรไอ้ริน มีอะไร”

    “คุณสามาจ้ะแม่”

    สุขกับแป้นชะงัก เข้าใจทันทีว่าโสภิตพิไลวิ่งหนีอะไร

    สาในชุดไว้ทุกข์เดินขึ้นมาพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้า สองผัวเมียรับหน้า แป้นถามเธอว่านึกยังไงถึงมาเอาเย็นย่ำป่านนี้ มีอะไรหรือเปล่า

    “ฉันมาบอกข่าวค่ะพี่สุข พี่แป้น...ฉันกับโสภิตไม่ต้องไปญี่ปุ่นแล้วค่ะ คุณเซกิเขา...เขาตายแล้ว”

    สาเอ่ยเสียงเรียบแต่หน้าเศร้า แป้นกับสุขฟังแล้วใจหาย มองสาอย่างเวทนา

    “เวรกรรม แล้วนี่คุณสาจะทำยังไงต่อไปคะ ถ้ายังไงมาอยู่ด้วยกันเสียที่นี่ก็ได้นะ จะได้มาอยู่กับโสภิตไง”

    “เรื่องกินเรื่องอยู่น่ะไม่ต้องเกรงใจนะ แค่ปากเดียวท้องเดียว ไม่กระไรหรอก”

    สาซาบซึ้งในน้ำใจของสองผัวเมีย “เรื่องกินอยู่น่ะ ฉันไม่ลำบากหรอกจ้ะพี่แป้น พี่สุข คุณเซกิเขาทิ้งเงินทองเอาไว้ให้ฉันมาก...มากเลยล่ะ ฉันเองก็ไม่มีใครที่ไหน มาอยู่ที่นี่ก็ดีเหมือนกัน ฉันจะมาช่วยเลี้ยงโสภิต เผื่อแกจะรักฉันขึ้นมาบ้าง”

    สาครุ่นคิด เริ่มมีความหวังในชีวิต บอกกับทั้งคู่ว่าพรุ่งนี้ตนจะไปขนเงินมาไว้ที่นี่ก่อน แล้วค่อยคิดทีหลังว่าจะทำมาหากินอะไรดี

    “ไปขนเงิน ถึงกับต้องไปขนเลยเหรอคุณสา” แป้นสงสัย แต่สานิ่งเงียบไม่ยอมขยายความอะไรอีก

    ooooooo

    สายวันรุ่งขึ้น สาย้อนกลับไปที่บ้านเซกิพร้อมรถบรรทุกรับจ้าง คนขับขนหีบในบ้านออกมาใส่กระบะด้านหลัง โดยมีคนงานอีกคนช่วยเหลือและนั่งเฝ้า ซึ่งหีบทุกใบใส่กุญแจใหม่หมด

    สาเดินมาสำรวจความเรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนกลับไปนั่งทางด้านหน้าคู่กับคนขับรถ

    คนขับชำเลืองมองสา นึกสงสัยอยู่ในใจว่าในหีบมีอะไร จึงพยายามเลียบๆเคียงๆ ชวนคุยเพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ตัวเองอยากรู้

    “ไปท่าเรือตรงสี่พระยาใช่ไหม”

    “ใช่ ฉันว่าเรือให้เขารออยู่ที่นั่น”

    “ขนลงเรือไป แล้วจะขนขึ้นฝั่งยังไง หีบออกหนัก ตั้งหลายใบ”

    “ถึงที่นั่นฉันมีคนช่วย ไม่ต้องห่วงหรอก”

    “ในหีบนี่ใส่อะไรเนี่ย หนักอย่างกับหิน”

    สามองหน้าคนขับรถ เริ่มไม่น่าไว้ใจ ตอบตัดบทด้วยท่าทีรำคาญ

    “หนังสือหนังหา กระเบื้องถ้วยกะลาแตก ขับไปเถอะน่ะ อย่าถามมากเลย ฉันรีบ”

    คนขับรถปรายตามองไปด้านหลัง แอบสบตาคนงานเหมือนมีแผนการบางอย่างในใจ

    ooooooo

    บนถนนอีกด้าน ท่อไอเสียรถคันหนึ่งพ่นควันออกมาดำปี๋ ตามด้วยเสียงเครื่องยนต์กระตุกอยู่หลายครั้งก่อนจะนิ่งสงบลง เจ้าของเลยส่งเสียงโวยวายอย่างหงุดหงิดเต็มที

    “ให้มันได้อย่างนี้สิวะ”

    ชายหนุ่มหน้าตาคมสันในชุดเสื้อผ้าค่อนข้างเก่าแต่เก๋ไก๋ เปิดประตูรถก้าวลงมาบ่นอุบ

    “วอนนักนะไอ้โกร่ง เอาไว้ฉันรวยเมื่อไหร่ ฉันขายแกให้เจ็กแน่”

    ในรถมีสาวน้อยสาวใหญ่หน้าตาเซ็กซี่อัดอยู่สี่นาง สาวๆบ่นกันงึมงำเพราะเจอแบบนี้เป็นประจำ สาวนางหนึ่งโผล่หน้าออกมาถาม

    “รถไม่วิ่ง ทำไงดีล่ะพี่ประธาน”

    “ก็เข็นสิคะแม่คุณ ถามได้...ไป ไปเข็น”

    ประธานขึ้นรถประจำที่คนขับ สาวๆหน้างอพากันลงมาช่วยเข็นรถตัวโก่ง เครื่องยนต์สะอึกถี่ๆ แล้วติดชึ่ง พร้อมควันสีดำก้อนใหญ่พุ่งออกมาใส่หน้าสาวทุกนาง

    “อ๊าย...พี่ประธาน หน้าฉันพังหมดแล้ว”

    เมื่อรถแล่นได้ตามปกติ ประธานโผล่หน้าออกมาเร่งสาวๆให้ขึ้นรถ ถ้าใครขึ้นไม่ทัน ไอ้โกร่งของตนไม่รอแน่ สาวๆร้องวี้ดว้ายกันอีกครั้ง รีบวิ่งตามมาขึ้นรถอย่างทุลักทุเล

    ooooooo

    ในรถรับจ้าง สานั่งหันหน้าหันหลังสีหน้าไม่สบายใจ พูดกับคนขับว่าสี่พระยาไม่ได้ไปทางนี้ แต่หมอนั่นเอาแต่นิ่งไม่ตอบ เธอเลยตวาดแว้ดเข้าให้

    “ได้ยินฉันพูดไหม สี่พระยาไม่ได้ไปทางนี้ แกจะพาฉันไปไหน”

    คนขับรถเลี้ยวเข้าถนนในซอยอย่างทันทีทันใด สาตกใจเอะอะโวยวาย

    “นี่ จอดเดี๋ยวนี้ แกจะทำอะไร”

    คนขับจอดพรืดเข้าไปในโกดังร้าง แล้วควักมีดพกจากข้างเอวออกมาขู่ฟ่อ

    “เงียบๆ อย่าเอะอะ แล้วจะไม่เป็นไร”

    ด้านหลังรถ กุญแจหีบใบหนึ่งโดนงัดออกด้วยฝีมือคนงานที่นั่งเฝ้ามาตลอด พอเห็นข้างในมีทองแท่งเหลืองอร่ามก็ตาลุกวาวด้วยความโลภ

    ส่วนคนขับรถที่ใช้มีดขู่สาอยู่ด้านหน้าเหลียวมองไปข้างหลัง ตะโกนถามลูกน้อง

    “อะไรอยู่ในหีบวะ ไอ้มี”

    นายมีชะงัก มองดูทองในหีบแววตาชั่วร้าย เสียงคนขับรถตะโกนรุกเร่งมาอีก

    “กูถามว่าอะไรอยู่ในหีบ เครื่องเงิน เครื่องแก้ว หรือว่าอะไร”

    “ยิ่งกว่านั้นอีกพี่...พี่มาดูเองดีกว่า” นายมียิ้มเจ้าเล่ห์

    คนขับรถเอาผ้าขาวม้ามัดมือสา ขู่จะฆ่าให้ตายถ้าเธอเอะอะหรือคิดหนี จากนั้นมันลงจากรถเดินไปด้านหลัง สาฉวยโอกาสนี้พยายามหาทางดิ้นรนให้หลุด

    “เอ็งเจอสมบัติพระศุลีหรือยังไงวะไอ้มี ไหนดูสิ”

    นายมีพยักพเยิดไปที่หีบ แล้วใช้จังหวะที่คนขับรถจะเปิดหีบแย่งมีดจากมือมาจ้วงแทงเข้าที่ลำตัวจนมิดด้ามก่อนถีบซ้ำร่างร่วงจากรถลงมากองกับพื้น

    สาหันมาเห็นคนตายจมกองเลือด ตกใจและหวาดกลัวจนเกิดแรงฮึด ดึงผ้าขาวม้าที่มัดมือตนไว้หลุดแล้วส่งเสียงขอความช่วยเหลือลั่นไปหมด

    “ช่วยด้วยจ้ะ ช่วยด้วย...”

    นายมีหันขวับไปจ้อง ก่อนกระโจนลงจากรถวิ่งมากระชากสาอย่างไม่ปรานี

    “หุบปากนะมึง”

    สาสั่นกลัว กระถดหนีไปลงทางฝั่งคนขับ แต่ยังครองสติได้ คว้ากุญแจรถที่เสียบคาไว้ติดมือมาด้วย

    “ช่วยด้วย ช่วยด้วย” สาวิ่งไปร้องไป โดยที่นายมีถือมีดวิ่งตามไม่ลดละ

    ในที่สุดสาก็จนมุมในซอยค่อนข้างเปลี่ยว เธอกรีดร้องให้คนที่เดินผ่านไปมาช่วยเหลือ

    “ช่วยด้วยจ้ะ ช่วยด้วย ไอ้คนนั้นมันเป็นโจร มันจะปล้นฉัน”

    ชาวบ้านหยุดมอง แต่พอได้ยินเสียงผู้ชายร้องห้ามก็ชะงัก

    “เรื่องของผัวเมียอย่ายุ่งนะเว้ย อีตัวดี มึงอย่าหนีนะ...โอ๊ย!”

    นายมีแหกปากอย่างเจ็บปวด เพราะสาฉวยของใกล้มือขว้างใส่หัวแตกเลือดไหลโกรกแล้ววิ่งหนีต่อไป

    ooooooo

    ตอนที่ 21

    หมออนุญาตให้เจิมกลับไปพักผ่อนต่อที่บ้านได้ ตอนสายๆหม่อมพริ้มเดินนำ หวนที่ช่วยประคองเจิมกลับมายังเรือนบ่าวของตำหนักขาว โดยมีจวนกับ พุดยืนรออยู่ หม่อมพริ้มเตือนเจิมที่ยังมีอาการเหนื่อยหอบ

    “หมอเขาว่าหัวใจเอ็งไม่ค่อยดีต้องระวัง ถ้าตกอก ตกใจมากๆมันจะชักแบบนี้ ฉุกเฉินช่วยเหลือกันไม่ทันจะพาลตายเอา”

    “ก็สุดแล้วแต่บุญแต่กรรมเถอะเจ้าค่ะ”

    “ยัง ไงก็อยู่เป็นเพื่อนข้าก่อนเถอะเจิมเอ๊ย อย่าเพิ่งตัดช่องน้อยหนีไปเสียก่อนเลย...พวกเอ็งก็คอยดูเจิมมันด้วย นังจวนเอ็งน่ะตัวดี ระวังปากบ้าง เรื่องไม่เป็นเรื่องก็อย่าพูดให้เจิมมันกลุ้มใจ”

    “แหม บ่าวก็ไม่เคยพูดอะไร จะมีก็แค่เรื่องอี...” หวนพูดยังไม่ทันจบ หม่อมพริ้มสวนขึ้นเสียก่อน

    “ผีเจาะปากแท้ๆ สักวันถ้าชายรวีรู้เรื่องนี้ก็เพราะเอ็งนี่แหละ”

    เจิม ถามอย่างเป็นกังวลว่าเมื่อวานชายรวีว่าอย่างไรบ้าง ได้ยินที่หญิงจิ๋มพูดหรือเปล่า หม่อมพริ้มถอนใจเป็นกังวลไม่แพ้เจิม พลันเหตุการณ์ตอนที่เรียกหญิงจิ๋มกับหญิงจ้อยมาอบรมที่ห้องของเธอผุดเข้ามา ในความคิด

    “แม่ขอสั่งเป็นคำขาด ลูกทั้งสองคนห้ามคิดว่าชายรวีเป็นคนอื่น ขอให้จำไว้ให้มั่นว่าชายรวีเป็นลูกของแม่ เป็นน้องของลูกทั้งสองคน รับปากกับแม่ได้ไหม สิริพรรณราย”

    “ค่ะหม่อมแม่”

    “ชายรวีจะต้องไม่รู้เรื่องนี้”

    “แต่ชายรวีก็ยังไม่รู้หรอกค่ะหม่อมแม่ เพราะถ้ารู้ป่านนี้คงไม่อยู่เฉยแน่” หญิงจ้อยตั้งข้อสังเกต...

    เพื่อ ความไม่ประมาท หม่อมพริ้มแวะไปหาชายรวีที่กำลังเตรียมจะเข้านอน เลียบๆเคียงๆถามว่าไม่ได้ยินเรื่องที่เธอกับพี่หญิงทะเลาะกันใช่ไหม ชายรวีไม่ได้ยินอะไรเลย รู้แต่ว่าหม่อมแม่โกรธพี่หญิงมาก แล้วถามว่าพี่หญิงทำผิดอะไรหรือ

    “พี่หญิงจิ๋มพูดเรื่องไม่ดี เรื่องที่ไม่สมควรพูดจ้ะ”

    “ชายเลยไม่สมควรรู้ใช่ไหมครับ” ชายรวียิ้มอย่างเข้าใจ หม่อมพริ้มดึงเขามากอดแนบอก

    “ชายรู้ไว้อย่างเดียวก็พอ ว่าชายเป็นลูกของแม่ แล้วแม่ก็รักชายมาก”

    “ชายก็รักหม่อมแม่ครับ” ชายรวีกอดหม่อมพริ้มตอบด้วยความรักสุดหัวใจ

    ooooooo

    หลัง จากเจิมกับหวนฟังหม่อมพริ้มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้แล้ว หวนยกมือไหว้ท่วมหัว ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ทำให้ชายรวีไม่ได้ยินเรื่องที่หญิงจิ๋ม พูดถึงตัวเอง

    “ต่อไปก็ต้องระวังกันให้มาก อีสามันก็เลวเต็มทน เป็นชู้กับไอ้สมศักดิ์ว่าเลวแล้ว ไม่กี่วันมามีผัวใหม่ก็ยังนอกใจผัวไปมีชู้อีก ถ้าใครรู้ว่าเป็นแม่ชายรวี...ชายรวีจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ข้าเลี้ยงของข้ามาดีๆ ข้ายอมไม่ได้ ถ้าหากใครจะมาทำลายอนาคตของชายรวี”

    “หม่อมพูดถูกเจ้าค่ะ อีสามันเป็นกาลกิณี มันไปอยู่กับใครก็ทำลายชีวิตคนดีๆ จนเขาย่อยยับ”

    “คิดๆแล้วก็สงสารผู้ชายคนเมื่อวานนะเจ้าคะหม่อม ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง”...

    คน ที่หวนพูดถึงเพิ่งจะพ้นขีดอันตราย หมอเจ้าของไข้ออกมาแจ้งกับญาติคนเจ็บว่าเขาปลอดภัยแล้ว แต่อาการค่อนข้างหนัก  เนื่องจากถูกรถชนเข้าที่ขาอย่างจัง จนกระดูกสะบ้าหัวเข่าแตก

    “แต่ก็จะหายได้ใช่ไหมคะ” วิภาร้อนใจ

    “ตอนนี้หมอเข้าเฝือกเอาไว้ให้ แต่เมื่อแผลหาย กระดูกประสานกันแล้วก็อาจจะไม่ปกติเหมือนเดิม”

    “หมายความว่าอย่างไรคะ คุณหมอ”

    “คุณวิทย์อาจจะเดินไม่ได้เหมือนเดิมครับ” คำพูดของหมอทำให้วิภาถึงกับช็อก สมรต้องเข้ามาช่วยประคองไปนั่ง...

    ไม่ นานนัก หมอสั่งให้ย้ายวิทย์จากห้องไอซียูมายังห้องพักฟื้น วิภาเข้ามาเห็นสภาพของน้องชายแล้วถึงกับน้ำตาร่วงอย่างกลั้นไม่อยู่ ทรุดลงข้างเตียงด้วยความสงสาร วิทย์รู้สึกตัวเอื้อมมือมาจับมือพี่สาวไว้บีบเบาๆ เธอรีบลุกขึ้นเช็ดน้ำตา ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บมากไหม

    “ผมขอโทษที่ทำให้คุณพี่เสียใจ” วิทย์หันไปทางสมรที่ยืนตาแดงๆอยู่ปลายเตียง “ฉันได้ยินพยาบาลพูดกัน ฉันจะเดินไม่ได้อีกแล้วใช่ไหมสมร” เขาเห็นเธอนิ่งเงียบไม่พูดไม่จารู้ทันทีว่าคำตอบคืออะไร หันมาถามพี่สาวว่าไวโอลินของตัวเองอยู่ไหน

    ooooooo

    วิภาเข็นรถเข็นพาวิทย์ซึ่งดูหน้าตาสดใสกว่าวันก่อนมากมาที่สวนหย่อมของโรงพยาบาลพร้อมกับไวโอลินคู่ใจบนตัก

    “ปล่อย ผมไว้ตรงนี้แหละครับ คุณพี่” วิทย์รอจนได้อยู่เพียงลำพัง หยิบไวโอลินขึ้นมาหลับตาสีได้เพียงสามตัวโน้ตก็ชะงัก ลืมตาเห็นบุญยงและมาลัยยืนอยู่ตรงหน้า

    “เป็นอย่างไรบ้าง ไอ้เกลอ” บุญยงเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง

    “ก็เป็นอย่างที่เห็น”

    “อย่าท้อนะเว้ย สักวันลื้ออาจจะกลับมาเดินได้อีกครั้ง”

    “หรือผมอาจจะเป็นคนพิการตลอดไป”

    “น้อง ชายร่วมโลกของฉัน ถึงเธอจะโชคร้าย เสียขาไปสองข้าง แต่เธอก็ได้ชีวิตของเธอทั้งชีวิตกลับคืนมา เธอเอาชีวิตไปทิ้งกับผู้หญิงที่ไม่มีค่า รู้ไหม” มาลัยปลอบเสียงอ่อนโยน

    “ถึงอย่างไรผมก็ยังรักคุณอุษา แม้ว่ามันจะเป็นความรักที่ทำให้ผมเจ็บปวดที่สุด”

    มาลัย กุมมือวิทย์ไว้ “กลั่นความเจ็บปวดของเธอออกมาเป็นเสียงเพลงสิ เหมือนกับคีตกวีหรือศิลปินเอกอื่นๆในโลก ความเจ็บปวดฆ่าเธอไม่ได้ แต่มันจะทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้น”

    “ครับ ทุกอย่างในโลกนี้ มันมีสองด้าน สุดแท้แต่เราจะมอง” วิทย์ยิ้มน้ำตาคลอเบ้า ก่อนจะหยิบไวโอลินขึ้นมาสีอีกครั้งหนึ่ง เสียงดนตรีอันไพเราะของเขาช่วยปลอบประโลมคนป่วยที่ถูกทอดทิ้ง บ้างก็บาดเจ็บสาหัสพิการแขนขาซึ่งนั่งทอดอารมณ์อยู่แถวนั้น เสียงเพลงบ่งบอกถึงกำลังใจที่ดีขึ้นของผู้บรรเลง ทั้งบุญยง มาลัย และวิภาต่างเชื่อว่าวันข้างหน้าของวิทย์จะต้องดีขึ้น...

    ในเวลาเดียวกัน สาในชุดสวยสะดุดตามาถึงหน้าตึกที่ทำการบริษัทของเซกิ เห็นจอมกำลังปลดป้ายชื่อบริษัทลงจากตัวตึก

    “ทำอะไรน่ะจอม ป้ายมันดีๆอยู่ เอาลงมาทำไม”

    “นายห้างสั่งครับ คุณอุษา”

    สารีบเข้าไปสอบถามเซกิว่าเกิดอะไรขึ้น ได้ความว่าบริษัทปิดกิจการแล้ว วันนี้พนักงานทุกคนจะทำงานกันเป็นวันสุดท้าย เดือนหน้าเราสองคนจะเดินทางกลับญี่ปุ่น สาถึงกับทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง

    “ทำไมทำหน้าอย่างนั้น คุณไม่อยากไปอยู่กับผมหรืออุษาซัง”

    “เปล่าค่ะ แต่ฉัน...” สาตัดสินใจเปิดเผยความจริงเพียงบางส่วน “...ฉันมีหลานสาวอยู่คนหนึ่งน่ะค่ะ ยังเล็กอยู่เลย แกเป็นกำพร้า พ่อแม่ตายไปหมดแล้ว ฉันต้องดูแลแก”

    “หลานสาวยังเล็ก อายุเท่าไหร่”

    “4-5 ขวบค่ะ”

    “โตพอจะเดินทางได้แล้ว เราจะเอาแกไปญี่ปุ่นด้วย ไม่เห็นต้องกลุ้มใจเลย”

    แม้สาจะดีใจที่เซกิรักตนเองมาก  แต่ไม่วายหนักใจเรื่องลูก

    ooooooo

    วันรุ่งขึ้น สาไปที่บ้านสวนของแป้นพยายามกล่อมโสภิตให้ไปญี่ปุ่นกับตัวเองอีกครั้ง เด็กหญิงเอาแต่ร้องไห้ลั่นบ้าน ดิ้นรนให้เป็นอิสระจากสาที่จับตัวเอาไว้ โดยมีแป้นกับสุขคอยลุ้นเอาใจช่วยอยู่ไม่ไกลนัก

    “ไม่...หนูไม่ไป ฮือๆๆ หนูไม่ไป”

    “ไม่ไปไม่ได้ค่ะ โสภิตต้องไป ต้องไปกับป้านะคะ”

    “หนูไม่ไป...ไม่ไป ป้าแป้นลุงสุข ช่วยหนูด้วย”

    โสภิตดิ้นไปร้องไห้ไป สองผัวเมียลำบากใจ สงสารเด็กน้อย  แต่ในเวลาเดียวกันก็เกรงใจสา จึงแนะให้ค่อยๆพูดค่อยๆจากัน

    “ฉันไม่มีเวลาแล้วค่ะพี่สุข โสภิตพิไลต้องไปทำเอกสารถ้าจะเดินทาง...ไปกับป้านะลูกนะ”

    สาดึงมือลูกไว้จะเอาตัวไปให้ได้ โสภิตไม่ยอมไป กัดมือเธอถึงกับร้องโอ๊ย สะบัดหลุดแล้ววิ่งหนีลงจากบ้าน สา แป้นและสุขรีบวิ่งตาม พลางร้องเรียกให้กลับมา เด็กน้อยวิ่งหน้าตั้งไม่ยอมเหลียวหลัง จนกระทั่งไปจนมุมที่ท่าน้ำ

    “โสภิตมานี่ มาหาลุง ไปยืนตรงนั้น เดี๋ยวตกน้ำตกท่าไปหรอก”

    เด็กน้อยกอดเสาท่าน้ำไว้แน่นไม่ยอมขยับ ตะโกนลั่นว่าไม่ไป สาเหลืออด เอ็ดเสียงเขียว

    “เอ๊ะ...โสภิต ป้าบอกให้มานี่” แล้วจะเข้าไปหา เด็กน้อยถอยกรูดไปสุดไม้กระดานของท่าน้ำ

    “หนูไม่ไปกับป้า หนูจะไปอยู่กับคุณหญิง หนูจะไปอยู่ในน้ำกับคุณหญิง”

    แป้นตกใจร้องห้ามเสียงหลง “หนูโสภิต อย่านะ ตาสุข ช่วยห้ามหน่อยสิ”

    “โสภิตฟังนะลูก คุณหญิงไม่ได้อยู่ในน้ำ คุณหญิงไปอยู่บนสวรรค์โน่น” สุขพยายามหลอกล่อ

    “‘งั้นหนูจะไปสวรรค์ หนูไม่อยากอยู่กับป้า”

    สาทั้งโกรธทั้งเสียใจ ตัดพ้อต่อว่าว่าทำไมถึงอยู่กับตนเองไม่ได้ ทุกวันนี้ใครส่งเสีย คนที่หาเงินเลี้ยงดูโสภิตไม่ใช่ตนเองหรอกหรือ เด็กน้อยไม่สนใจ มองสุขกับแป้นนํ้าตานองหน้า

    “ถ้าป้าแป้นกับลุงสุขไม่เลี้ยงหนู...หนูจะไปอยู่กับคุณหญิงบนสวรรค์” โสภิตว่าแล้วขยับเท้าจนเหยียบท่านํ้าแค่หมิ่นๆ สุขกับแป้นมองหน้าสาสีหน้าเป็นกังวล

    “จะเอาอย่างไรดีคุณสา”

    “พี่แป้นพี่สุขจัดการเถอะค่ะ แกฟังฉันเสียที่ไหน”

    สุขนั่งลงกางแขนออก พูดเสียงอ่อนโยน “โสภิตมานี่ มาอยู่กับลุงมา ไม่ต้องไปไหนแล้ว อยู่ด้วยกันที่บ้านสวนนี่แหละ”

    โสภิตวิ่งมากอดสุขไว้แน่น สามองอย่างขัดใจปนน้อยใจ...

    หลังจากสุขอุ้มโสภิตขึ้นไปบนเรือนเรียบร้อยสาอดบ่นให้แป้นฟังอย่างน้อยอกน้อยใจไม่ได้ว่าตนเองเป็นคนมีกรรม มีลูกกี่คน ลูกก็ไม่รัก แป้นตั้งข้อสังเกตว่าคงเป็นเพราะสาไม่ได้เลี้ยงดูพวกแก

    “ก็ตอนนั้นมันไม่เหมือนตอนนี้นี่พี่แป้น ตอนนั้นมันจำเป็น แต่ตอนนี้ฉันมีปัญญาเลี้ยงแกได้แล้ว ก็เกิดมากระบิดกระบวนท่านั้นท่านี้ ฉันไปญี่ปุ่น ไม่รู้กี่ปีกี่ชาติจะได้กลับมา แล้วนี่ฉันจะทำอย่างไรกับโสภิตดี”

    “แกคงไม่ไปอยู่กับคุณหรอกค่ะ พูดตรงๆนะคุณสา โสภิตแกไม่ชอบคุณ แกก็ติดใจอยู่นั่นเองว่าคุณทำให้พ่อแม่ของแกตาย ฉันก็คิดโง่ๆนะคุณสา หรือคุณจะบอกแกไปว่าจริงๆแล้วคุณเป็นแม่แท้ๆของแก เผื่อแกจะเปลี่ยนใจ”

    คำพูดของแป้นทำให้สาคิดหนัก

    ooooooo

    สาใส่เสื้อคลุมนั่งอยู่ที่หน้ากระจกเงาครุ่นคิดถึงคำพูดของแป้นเมื่อวาน  เซกิเข้ามาเห็นเธอยังไม่แต่งตัวก็ร้อง ทัก หญิงสาวสะดุ้งตื่นจากภวังค์ ถามว่าจะให้แต่งตัวไปไหน

    “คืนนี้โทโมกิซังจะเลี้ยงฉลองให้เราสองคน จำไม่ได้หรือไง”

    สากุลีกุจอไปอาบนํ้าแต่งตัว ไม่นานนัก เซกิกับสามานั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าเวทีของสโมสรทหารญี่ปุ่นร่วมกับโทโมกิและสาวญี่ปุ่นคู่ขาของเขา ในร้านมีนายทหารลูกน้องของโทโมกิไม่กี่นายกำลังดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน ยกเว้นสาที่ดูไม่สนุกเอาเสียเลย โทโมกิลุกขึ้นยืน สั่งให้ทุกคนเงียบ ตนมีอะไรจะกล่าว

    “ผมขอดื่มอวยพรให้กับเซกิเพื่อนรักของผมที่เพิ่งแต่งงานกับอุษาซังและกำลังจะเดินทางกลับญี่ปุ่นเร็วๆนี้ ขอให้คุณทั้งสองมีความสุขมากๆ”

    โทโมกิพูดจบโค้งคำนับ เซกิลุกขึ้นคำนับตอบ แล้วดึงให้สาลุกตาม

    ตอนที่ 20

    หม่อมพริ้มสีหน้าตื่นตระหนกเมื่อจวนมารายงานว่าได้ยิน แม่ค้าที่ตลาดคุยกันว่าโรงเรียนที่ชายรวีเรียนอยู่โดนทิ้งระเบิด หนำซ้ำนายชิดที่ให้ไปรับชายรวีก็หายไปยังไม่กลับ เธอทนร้อนใจไม่ไหวจะออกไปตามลูกชายด้วยตัวเอง ยังไม่ทันจะก้าวพ้นประตูตำหนักขาว หวนประคองเจิมกระย่องกระแย่งเข้ามาจะขอตามไปด้วย

    “มันอันตราย เอ็งไม่ค่อยแข็งแรงอย่าออกไปเลย ข้าไปกับจวนมันได้”

    “หญิงไม่ให้ไปค่ะ” หญิงจิ๋มเดินฉับๆมาขวาง

    หม่อมพริ้มไว้ “ข้างนอกเขาทิ้งระเบิดกัน หม่อมแม่จะออกไปทำไม ถ้าบาดเจ็บหรือเป็นอะไรไป มันคุ้มกันหรือคะ”

    “หญิงจะให้แม่นั่งอยู่เฉยๆได้อย่างไร ลูกแม่อยู่ข้างนอกนั่นทั้งคน”

    “ก็แค่ลูกนอกไส้ หม่อมแม่จะออกไปเสี่ยงเพราะลูกขี้ข้าอย่างอีสา หญิงไม่ยอมค่ะ”

    “สิริ พรรณราย เธอพูดอะไรออกมา ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้นะ” หม่อมพริ้มโกรธเกรี้ยว หญิงจิ๋มตะโกนไม่หยุดว่าคุณชายรวีไม่ใช่ลูกหม่อมแม่ แต่เป็นลูกของอีสา หม่อมพริ้มเหลืออดตบหน้าเธอฉาดใหญ่ถึงกับน้ำตาร่วง วิ่งหนีไปด้วยความเสียใจ เจิมร้องเรียกหม่อมพริ้มด้วยเสียงสั่นสะท้าน พลางชี้มือไปข้ามไหล่เธอไปทางด้านหลัง

    หม่อมพริ้มหันมองตามมือ เห็นชายรวีในชุดนักเรียนยืนอยู่ โดยมีนายชิดตามมาด้านหลัง ทันใดนั้น เจิมที่ยืนตะลึงตาค้างก็เกิดแน่นหน้าอก หายใจติดขัด ชักกระตุก

    “ชิดไปเตรียมรถ จวน หวนมาช่วยกันเอานังเจิมไปหาหมอเร็ว”

    สิ้นเสียงหม่อมพริ้ม นายชิดรีบวิ่งออกไป ทุกคนพากันรุมสนใจเจิมลืมทุกอย่างไปหมด...

    ครู่ ต่อมา หม่อมพริ้มเดินนำหวนกับชิดที่ประคองเจิมมาส่งให้พยาบาล หมอรีบเข้ามาดูอาการเบื้องต้น แล้วสั่งให้พยาบาลนำตัวคนป่วยไปส่งห้องฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลนำรถเข็นมารับตัวเจิมโดยมีหมอเร่งฝีเท้าตามไปติดๆ หม่อมพริ้มชะเง้อคอมองตามด้วยความห่วงใย...

    อีกมุมหนึ่งหน้าโรง พยาบาล เจ้าหน้าที่เข็นเตียงที่มีร่างวิทย์นอนไม่ได้สติเข้าประตูมา ผัวเมียเพื่อนบ้านตามประกบไม่ห่าง นางพยาบาลเข้ามาซักว่าคนไข้เป็นอะไรมา

    “ระเบิดมันลงแถวบ้านน่ะ ฉันกับเมียไปเจอพ่อหนุ่มนี่ที่บ้านข้างๆ นอนสลบอยู่ในกองไม้”

    “บ้าน มันเก่านะจ๊ะ เลยพังลงมาทับแกทั้งหลัง ตอนแรกนึกว่าตายนะ โชคดีที่แกส่งเสียงร้องขึ้นมา เลยพามาที่นี่” เมียเล่าเสริม นางพยาบาลสั่งให้เจ้าหน้าที่พาคนไข้ไปทำบัตรก่อน เธอจะไปเรียนคุณหมอเอง แล้วบอกสองผัวเมียให้ตามเจ้าหน้าที่ไปทางโน้นได้เลย วิทย์ที่ยังไม่ได้สติเพ้อขึ้นเบาๆ

    “อุษา คุณอุษา...อย่าทิ้งผมไป คุณอุษา”

    ooooooo

    ที่หน้าห้องฉุกเฉิน ทันทีที่พยาบาลออกมาจากด้านใน หม่อมพริ้ม นายชิดและหวนรีบเข้าไปซักถามอาการของเจิมว่าเป็นอย่างไรบ้าง

    “คนไข้ปลอดภัยดีค่ะ คุณหมอขอตรวจอาการคนไข้ให้ละเอียดอีกที ว่าสาเหตุของอาการชักมาจากอะไร คงต้องใช้เวลาสักครู่” รายงานเสร็จพยาบาลก็ผละจากไป จังหวะนั้น มีเสียงเพ้อเบาๆของวิทย์ดังขึ้นด้านหลัง

    “คุณอุษา...คุณ...อุษา”

    ทั้งสามคนหันมองตามเสียง เห็นวิทย์นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงที่เจ้าหน้าที่เข็นเข้ามารอทำประวัติ สองผัวเมียเพื่อนบ้านของเขายืนอยู่ไม่ห่าง หม่อมพริ้มกับหวนมองสบตากันอย่างสนอกสนใจ...

    ขณะเจ้าหน้าที่ไปจัดการเรื่องทำประวัติคนไข้ เมียกระซิบกับผัวว่าในเมื่อส่งวิทย์ถึงมือหมอเรียบร้อย เราสองคนควรจะไปกันได้แล้ว ขืนอยู่นานเกิดทางโรงพยาบาลมาเก็บค่ารักษาจะเอาเงินที่ไหนจ่าย สองผัวเมียเห็นหม่อมพริ้มมองมาอย่างสนใจ เมียสบช่องทันที

    “นี่คุณ ฉันกับผัวมีธุระต้องรีบไป ฝากพ่อคนนี้ด้วยนะ”

    หม่อมพริ้มยังไม่ทันจะว่าอะไร เมียรีบเอาไวโอลินของวิทย์ที่ถือติดมือมาด้วยวางลงบนเตียงคนไข้ แล้วพากันเผ่นหนี หวนบ่นอุบ

    “เป็นอะไรมาก็ไม่รู้ เกิดตายขึ้นมาก็ซวยเรา”

    “ปากเสียน่ะ นังหวน คนเขายังดีๆอยู่แท้ๆ” หม่อมพริ้มเอ็ดเสร็จ เดินไปดูวิทย์ที่นอนหน้าซีดเผือดอย่างเวทนา เขาเพ้อขึ้นอีกครั้ง

    “คุณอุษา อย่าทิ้งผมไป”

    หม่อมพริ้มชะงัก มองไปที่ไวโอลิน สังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูกว่าผู้ชายคนนี้ต้องเกี่ยวข้องกับสา

    ooooooo

    วิภาบ่นให้สมรฟังด้วยสีหน้าเป็นกังวลว่าป่านนี้ แล้วทำไมวิทย์ยังไม่กลับบ้าน ได้ยินมาว่าข้างนอกมีการทิ้งระเบิดกันด้วย

    “นั่นสิคะคุณขา สาธุ ขอให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองคุณหนูของหมอน ขอให้แคล้วคลาดจากภยันตรายด้วยเถิด เจ้าประคู้น” สมรยกมือไหว้ท่วมหัว มีเสียงแตรรถดังขึ้นหน้าบ้าน วิภาชะเง้อคอยาวสงสัยว่ารถใครมา

    “ไม่ใช่คุณหนูแน่ค่ะ เอ๊ะ...หรือว่าจะเป็นรถของไอ้ยุ่นชู้รักของแม่อุษา” สมรตั้งข้อสังเกต

    “ผัวหายไปไม่ถึงวัน กล้าดีเอาชู้มาบ้านเชียวหรือ ไป...สมรออกไปกับฉัน ไปดูให้มันเห็นดำเห็นแดงกันไป” วิภาก้าวฉับๆไปที่ประตูรั้ว สมรตามติดสีหน้าตื่นเต้น...

    ไม่เป็นอย่างที่สมรคาด รถที่จอดอยู่ไม่คุ้นตาสองนายบ่าว สมรเห็นชายแปลกหน้ามายืนด้อมๆมองๆถามว่ามาหาใคร นายชิดย้อนถามว่า ที่นี่บ้านของคุณวิทย์ นิติธรรมรักษาใช่ไหม วิภาหูผึ่งทันที

    “ใช่ค่ะ ฉันชื่อวิภาเป็นพี่สาว มีอะไรหรือเปล่าคะ”

    “คุณที่ชื่อวิทย์บาดเจ็บครับ ตอนนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล”

    วิภากับสมรตกใจแทบสิ้นสติ...

    คล้อยหลังไม่นานนัก เซกิขับรถมาจอดหน้าประตูรั้วบ้านวิภา บอกสาให้ไปเก็บเสื้อผ้าแล้วย้ายไปอยู่กับเขา เธอลำบากใจ รำพึงเบาๆว่าคุณวิทย์กลับมาหรือยังก็ไม่รู้

    “เขาจะอยู่หรือไม่อยู่มันก็ไม่สำคัญ คุณเลิกกับเขาแล้วนะ อุษาซัง”

    “ฉันจดทะเบียนสมรสกับเขานะคะ ตามกฎหมายแล้วเราก็ยังเป็นสามีภรรยากันอยู่”

    เซกิกุมมือสาสีหน้าจริงจัง “คุณจะพูดกับเขาเองหรือจะให้ผมเป็นคนพูดว่าเขาต้องหย่ากับคุณ”

    สาขอเป็นคนพูดเอง บอกให้เซกิรออยู่ที่นี่อย่าเข้าไปข้างใน แล้วลนลานลงจากรถ เดินหลบๆไปที่บ้านของวิทย์ ด้วยไม่อยากเจอวิภา เธอรีบเก็บข้าวของใส่กระเป๋าเดินทาง แล้วกลับออกมา เพิ่งสังเกตเห็นประตูหน้าต่างบ้านวิภาปิดหมด พลันมีเสียงดังมาจากหน้าบ้าน

    “คุณสา คุณวิภา แม่สมร มีใครอยู่ไหมครับเปิดประตูหน่อย”

    สาจำเสียงบุญยงได้รีบวิ่งมาเปิดประตูรับ เขาร้องทักว่าทำไมบ้านเงียบเชียบอย่างนี้ไปไหนกันหมด เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกัน มาถึงก็ไม่เจอใครแล้ว บุญยงเห็นกระเป๋าเดินทางในมือสา ยังไม่ทันจะพูดอะไร เซกิเดินมารับกระเป๋าเดินทาง ชวนให้เธอไปกันได้แล้ว บุญยงมองเซกิที่แตะเอวสาท่าทางสนิทสนมอย่างแปลกใจ หญิงสาวเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย แล้วถามบุญยงว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า หรือว่ามีข่าวของคุณวิทย์

    “ผมมีข่าวไม่สู้ดีนัก วิทย์มันไปอยู่ที่บ้านเช่า เอ่อ บ้านที่มันกะว่าจะพาคุณย้ายไปอยู่น่ะ ไม่รู้มันไปที่นั่นทำไมซวยแท้ๆระเบิดลงหนักแถวนั้นพอดี ไอ้วิทย์ติดอยู่ในบ้านตอนที่หลังคามันพังลงมา โชคดีที่ไม่ถึงตาย”

    “คุณพระ! แล้ว...แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหนคะ”

    “ชาวบ้านแถวนั้นเอาวิทย์ไปไว้ที่โรงพยาบาลแล้วก็แวะมาบอกผม คุณรีบไปดูมันหน่อยเถอะคุณอุษาเห็นคนที่พาไปเขาว่า ตลอดทางมันเพ้อหาแต่คุณ”

    ooooooo

    นายชิดเดินนำวิภาและสมรมายังห้องพักคนไข้รวม วิทย์นอนหน้าซีด หายใจรวยริน มีสาย น้ำเกลือระโยงระยางอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องพัก พยาบาลกำลังดูแลปรับการไหลของน้ำเกลือให้ เขาอยู่ วิภาเข้าไปกุมมือน้องชายไว้ ถามเสียงอ่อนโยนว่าเป็นอย่างไรบ้างวิทย์ยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติง

    “ทำไมคุณหนูนอนนิ่งอย่างนี้ล่ะคะ คุณขา” สมรมองเขาใจคอไม่ดี พยาบาลรีบอธิบาย

    “คนไข้มีอาการบอบช้ำภายในน่ะค่ะมีไข้สูง แล้วก็อ่อนเพลียมากด้วย คุณหมอเพิ่งให้ยาและให้น้ำเกลือไป ต้องอีกสักครู่ถึงจะฟื้น”

    ตอนที่ 19

    สมรชะเง้อชะแง้รอการกลับมาของวิภาอยู่หน้าบ้าน และทันทีที่เห็นนายของตนเดินหน้าบึ้งเข้ามาโดยมีวิทย์ก้าวตามหลัง สมรก็แทบจะถลาไปหาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ถามวิภาว่าเป็นยังไงบ้าง จับแมวขโมยได้หรือไม่

    วิทย์ชักสีหน้าใส่สมร แต่หล่อนแสร้งทำไม่รู้ไม่ชี้ซะอย่างงั้น!

    “ยัง! ยังจับไม่ได้คาหนังคาเขา” วิภาตอบด้วยสีหน้าเจ็บใจ

    “ความจริงที่คุณพี่กล่าวหาเขา ก็ไม่ได้มีหลักฐานอะไร”

    “ใครว่าไม่มี โน่น! ไปถามคนในซอยดูสิ เขานินทากันให้แซ่...ว่าเมียเธอมีไอ้ยุ่นขับรถมาส่งทุกคืน พร่ำพลอดกันราวกับคู่รักก็ไม่ปาน”

    “เชื่ออะไรกับปากชาวบ้าน”

    “ถ้าไม่เชื่อ คุณหนูก็คอยดูเองด้วยตาซักวันสิคะ เรื่องแบบนี้ไม่มีมูลฝอยหมามันไม่ขะ...เอ๊ย ถ่ายหรอกค่ะ”

    วิทย์นิ่งไป พยายามห้ามตัวเองไม่ให้หวั่นไหวกับคำพูดของใครต่อใครที่มองสาในแง่ร้าย...

    หลังเลิกงานในเย็นนั้น สาจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับเซกิอย่างเลี่ยงไม่ได้ เซกิแสดงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดเรื่องที่เธอมีสามีแล้วแต่ยังมาหลอกเขา

    “เปล่านะคะคุณเซกิ ฉันไม่ได้หลอกคุณนะคะ เรื่องคุณวิทย์น่ะฉันพยายามจะบอกคุณแล้ว แต่คุณไม่ยอมฟังเอง” สาแก้ตัวลนลาน เซกิจับไหล่เธอ จ้องตาและกล่าวจริงจัง

    “คุณรักสามีของคุณหรือเปล่า อุษาซัง”

    สาอึกๆอักๆไม่ตอบ เซกิจ้องตาเธออย่างค้นหา

    “คุณไม่รักเขา เพราะถ้าคุณรักเขา คุณคงไม่ยอมผม”

    “ไม่ใช่นะคะ ไม่ใช่อย่างนั้น”

    “หรือคุณหลอกผม”

    “ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่”

    “งั้นเลิกกับเขาซะ ผมไม่ชอบเป็นชู้กับใคร”

    สาขยับจะโต้แย้ง เซกิหันไปที่ลิ้นชักหยิบธนบัตรปึกใหญ่ออกมาวางตรงหน้าปัง! สาถึงกับอึ้งไป

    ooooooo

    หลังจากนั้นไม่นาน สามาปรึกษาแป้นถึงบ้านด้วยเรื่องที่เซกิต้องการ แป้นได้ฟังถึงกับตกอกตกใจร้องลั่นอย่างคาดไม่ถึง

    “ต๊ายตาย ไอ้ยุ่นนี่มันคิดว่ามีเงินก็จะมาซื้อลูกซื้อเมียคนอื่นได้หรือไง”

    “แต่ถ้าไม่มีเขา ฉันก็คงไม่มีปัญญาเลี้ยงโสภิตหรอกนะพี่แป้น ทั้งขนมนมเนย เสื้อผ้า ที่มีมาให้โสภิตทุกวันนี้ก็เงินเขาทั้งนั้น คุณวิทย์เธอเคยมายื่นโยนอะไรที่ไหน”

    สากระฟัดกระเฟียด แป้นจึงเตือนสติ

    “คุณจะไปโกรธคุณวิทย์แกก็ไม่ถูก แกไม่รู้นี่คะว่า แม่หนูโสภิตเป็นลูกคุณ แล้วไอ้เรื่องเงินเรื่องทอง ตอนนี้ มันก็ฝืดเคืองกันทั้งนั้น พวกเราไม่ได้พิมพ์แบงก์ได้เองเหมือนพวกมันนี่คะ”

    สายังฮึดฮัด ลึกๆรู้ดีว่าสิ่งที่วิทย์ให้เธอไม่ได้นั้น นอกจากเรื่องเงินยังมีเรื่องอื่นแต่บอกแป้นไม่ได้

    “เลิกกับนายยุ่นนั่นเสียเถอะค่ะคุณสา คุณก็มีผัวเป็นตัวเป็นตนแล้ว คุณวิทย์เธอก็ดีแสนดี”

    “ค่า...ดีแสนดี ดีอย่างกับพรหมลูกฟัก วันๆเอาแต่นั่งนิ่งไม่รู้สึกรู้สมอะไร” สาประชดลมประชดแล้งไป แป้นมองหน้าสาอย่างไม่เข้าใจ

    ค่ำวันเดียวกัน วิทย์ไม่มีสมาธิแต่งเพลงเพราะมัวแต่นึกถึงคำพูดเย้ยหยันของวิภากับสมรเมื่อบ่ายที่ยังก้องอยู่ในหัวตลอดเวลา ทั้งคู่ตราหน้าสาว่านอกใจวิทย์ เรื่องแบบนี้ถ้าไม่มีมูลหมาไม่ขี้แน่

    วิทย์เครียดจัด ขยำกระดาษเขียนเพลงปาทิ้ง พลันได้ยินเสียงประตูเปิด เขาลุกพรวดไปรับหน้าภรรยา แต่เธอไม่พูดไม่จา เดินเลี่ยงไปถอดเครื่องประดับแล้วคว้าผ้านุ่งมาเปลี่ยนเตรียมอาบน้ำ

    “คุณอุษา เรื่องวันนี้...”

    “ฉันเหนื่อย ขออาบน้ำก่อนนะคะ”

    สาตัดบทแล้วเดินออกไปเลย วิทย์หน้าเศร้าแต่ยังนั่งรอเพื่อจะคุยกับเธอให้ได้ สากลับเข้ามาแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยเห็นวิทย์ยังปักหลักรอ คิดในใจว่ายังไงก็ไปกันไม่รอดอยู่แล้ว จบๆกันไปเลยก็ดี

    คิดดังนั้นแล้วจึงเดินมานั่งเผชิญหน้า บอกกับเขาว่า “ฉันพร้อมแล้วค่ะ”

    วิทย์มองหน้าสา แววตาอ่อนโยน แสนรัก

    “เรื่องวันนี้ที่ผมไปที่ทำงานคุณ ผมยอมรับว่าผมระแวง มีคนพูดกันมากเหลือเกินเรื่องคุณกับนายเซกิ ผมก็อดสงสัยไม่ได้”

    “แล้วคุณจะเอายังไงล่ะคะ” สาสะบัดเสียงใส่  ค่อน ข้างมั่นใจว่าวิทย์คงจะบอกเลิก แต่กลายเป็นผิดคาดอย่างแรงเมื่อได้ยินเขาเอ่ยคำว่าขอโทษ

    “ฮะ! อะไรนะคะ”

    “ผมขอโทษ ผมสัญญาว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก คุณจะยกโทษให้ผมได้ไหม”

    สาอึ้งกิมกี่ ไปไม่เป็น วิทย์กุมมือเธออย่างทะนุถนอม

    “ต่อจากนี้ไป ผมจะไม่เชื่อใคร ผมจะเชื่อคุณคนเดียว เรามาเริ่มต้นกันใหม่นะครับคุณอุษา ผมรักคุณ ผมไม่อยากเสียคุณไป ผมคงอยู่ต่อไปไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ”

    วิทย์พูดจริงจัง สาเจอไม้นี้ถึงกับอึ้งพูดไม่ออก แต่ทว่าเมื่อสานำความไปบอกเซกิ รายนั้นกลับแสดงความไม่พอใจ ตบโต๊ะดังปัง!

    “ผมให้คุณไปเลิกกับเขา อุษาซัง คุณต้องไปเลิกกับเขา”

    “คุณวิทย์ดีกับฉันมาก เขารักฉันมาก ฉันทำร้ายเขาไม่ได้หรอกค่ะ”

    “แล้วผมล่ะ”

    สาอึกอัก พูดไม่เต็มปากว่าเราคงต้องเลิกคบกัน

    “ถ้าเราเลิกคบกัน คุณก็ทำงานที่นี่ต่อไปไม่ได้ แล้วคุณจะไปทำอะไร” เซกิพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่ความหมายข่มขวัญเธอชัดๆ “สามีของคุณเลี้ยงคุณไม่ได้ ให้ความสุขกับคุณก็ไม่ได้ คุณจะทิ้งผมกลับไปหาเขาอย่างนั้นหรือ อุษาซัง”

    สาคอหอยตีบตัน ไม่มีคำตอบ เซกิเดินมาจับไหล่เธอดึงตัวขึ้นมากอด สาโอนอ่อนยอมโดยดี...เพียงเท่านี้รอยยิ้มของผู้ชนะก็ผุดพราย!

    ooooooo

    ที่แผงก๋วยเตี๋ยวเล็กๆในตลาดสดย่านชุมชนแออัด บุญยงซึ่งผันตัวเองมาเป็นพ่อค้ากำลังลวกก๋วยเตี๋ยวอย่างขะมักเขม้น มีลูกค้านั่งรออยู่สองคน บุญยงตัวคนเดียว ทั้งทำทั้งเสิร์ฟมือเป็นระวิง ปากก็คุยกับวิทย์ไปด้วย

    “ทำใจเถอะวะวิทย์ ถ้ามันยังรบกันอยู่อย่างนี้ ใครจะจ้างเราไปสีไวโอลิน”

    “แปลว่าพี่จะทิ้งอาชีพนักดนตรีแล้วหรือครับ”

    “อั๊วไม่มีทางเลือกนี่หว่า ปากเดียวท้องเดียวยังพอว่า แต่นี่อั๊วมีแม่ต้องเลี้ยง อั๊วจะนั่งกินอุดมคติเหมือนลื้อไม่ได้”

    “ผมก็ไม่ได้กินอุดมคติหรอกครับพี่ แต่ผมทำอะไรไม่เป็นจริงๆ นอกจากเล่นดนตรี”

    “ลูกเศรษฐีตกยากมันลำบากจริงเว้ย สู้เกิดมาจนเลยไม่ได้” บุญยงทิ้งท้ายแล้วรีบไปเก็บเงินจากลูกค้า “ทั้งหมด สามบาทครับ ขอบคุณครับ วันหน้าเชิญใหม่ เชื่อผู้นำชาติพ้นภ้ย กินก๋วยเตี๋ยวไทยสร้างชาติครับ เชิญครับ”

    ลูกค้าในร้านกลับออกไป ก็มีรายใหม่เดินเข้ามา... วิทย์เฝ้ามองดูบุญยงทำงานวุ่นวายอย่างใช้ความคิด

    ooooooo

    ภายในห้องโถงของตำหนักขาว คุณพริ้ง หวน และจวนกำลังช่วยกันยกถาดใส่กล้วยตากเข้ามาให้หม่อมพริ้มเรียงเก็บใส่ขวดโหลแก้ว จวนทำงานไปบ่นไปว่าเมื่อก่อน คนโบราณสอนให้กินข้าวจะได้ไม่เป็นตานขโมย แต่สมัยนี้กลับสอนให้คนหันมากินก๋วยเตี๋ยว

    “ท่านผู้นำท่านว่าก๋วยเตี๋ยวใช้ผลผลิตจากชาวสวน ถ้าเราซื้อของมาทำก๋วยเตี๋ยวกิน จะช่วยให้ชาวสวนมีรายได้ เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้น” หม่อมพริ้มอธิบาย

    จวนไม่เห็นด้วย กินก๋วยเตี๋ยวไม่อยู่ท้อง สักพักก็ต้องกินอีก ขืนกินบ่อยๆเศรษฐกิจของเธอจะแย่ หวนช่วยบ่นอีกแรงว่าข้าวของแพง ของกินของใช้ขัดสนไปเสียทุกอย่าง ต่อไปจะลำบากกว่านี้หรือเปล่าก็ไม่รู้

    “ยากลำบากก็จะไปกลัวอะไร นังหวน ขอแค่ไม่ งอมืองอเท้า” หม่อมพริ้มว่าแล้วหันไปทางคุณพริ้ง “อิฉันให้บ่าวช่วยกันปลูกผักปลูกผลไม้เอาไว้กินเอง เหลือกินก็ตากแห้ง แช่อิ่มเก็บเอาไว้บ้าง เอาไปขายบ้าง”

    คุณพริ้งอดขำไม่ได้ กระเซ้าว่าเดี๋ยวนี้น้องสาวตัวเองผันตัวไปเป็นแม่ค้าเสียแล้ว หม่อมพริ้มว่าอย่าดูถูกไป ตนทำกำไรจากการขายผลผลิตพวกเหล่านี้ได้เดือนละหลายบาท คุณพริ้งทักว่าน้องสาวยังมีเงินก้อนใหญ่อยู่อีกก้อนหนึ่งที่เสด็จพระองค์หญิงทรงประทานให้ไม่ใช่หรือ

    “เงินก้อนนั้น เสด็จป้าประทานเป็นทุนการศึกษาของชายรวีค่ะ อิฉันตั้งใจเอาไว้ว่าจะเก็บไว้ส่งเสียให้ชายรวีเรียนสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะลำบากยากเย็นยังไง อิฉันจะไม่ขอแตะต้องแม้แต่สตางค์แดงเดียว”

    เหลือบซ้ายมองขวาเห็นแต่คนสนิททั้งนั้น คุณพริ้งจึงเปรยขึ้นเบาๆ “ท่านชายตัดสินพระทัยถูกต้องแล้ว ที่ให้เธอเป็นแม่ชายรวี ก็ถือว่าเป็นบุญของเด็ก หาไม่ ชายรวีคงเอาดีไม่ได้ คงต้องเหลวไหลตามอีสาไปเป็นแน่”

    ooooooo

    ตอนที่ 18

    ตลอดสามสี่เดือนที่ผ่านมา คนดูละครน้อยลงทุกวันจนมาลัยกับบุญยงหนักใจ แถมคืนนี้มีไม่ถึง ยี่สิบคน ซึ่งทั้งคู่ก็เข้าใจดีว่าสาเหตุเกิดจากสงครามยืดเยื้อมาเป็นปี เศรษฐกิจไม่ดี คนยากจนลงทุกวันจะซื้อข้าวสักถังยังต้องคิดแล้วคิดอีก แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาดูละคร

    “แต่ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเราแย่แน่ พี่มาลัยต้องทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะ”

    ฟังบุญยงแล้วมาลัยคิดหนักถึงกับน้ำตารื้นด้วยความเสียดาย เธอตัดสินใจเรียกทุกคนในคณะมารับฟังพร้อมกันว่าโรงละครมาลัยภิรมย์จำเป็นต้องปิดตัวลง

    “วีคนี้จะเป็นวีคสุดท้ายที่เราจะแสดง พี่ขอบคุณทุกคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมาตลอด พวกเธอเป็นเพื่อนที่ดี เป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ พี่ภูมิใจมากนะที่ได้ทำงานร่วมกับพวกเธอ”

    มาลัยน้ำตาคลอ ทุกคนหน้าเศร้าไปตามกัน วิทย์บีบมือเธอเบาๆให้กำลังใจ ก่อนทุกคนจะบอกลากันและกันอย่างอาลัยรัก แล้วร่วมร้องเพลงกันอีกครั้งก่อนจาก...

    เมื่อกลับมาที่บ้านในคืนนั้น วิทย์และสาปรับทุกข์กันว่าจากนี้ไปจะทำยังไงดี วิทย์ไม่มีท่าทีหนักใจใดๆเลย บอกว่าตนจะลองหางานใหม่ ตรงข้ามกับสาที่ดูกังวลท้วงว่าโรงละครอื่นคงแย่พอกัน ที่ยังอยู่ได้ก็คงไม่รับคนเพิ่ม

    วิทย์หยุดยืนตรงหน้าบ้าน โอบกอดสาแล้วพูดอย่างไม่กังวลเรื่องอนาคตว่า คืนนี้พระจันทร์สวยมาก อย่าเพิ่งไปกลุ้มใจเรื่องพรุ่งนี้เลย

    ชีวิตสาเคยผ่านความยากลำบากมามาก เธอได้แต่แอบถอนใจ ยังไม่คลายกังวล วิภาในชุดนอนยืนมองมาจากหน้าต่างบ้านชั้นบน เห็นผัวเมียยืนกอดกันในที่โล่งแจ้ง แม้จะเป็นยามค่ำคืนก็สร้างความไม่พอใจให้เธอ ถึงกับกระแอมเสียงดัง จนวิทย์กับสาสะดุ้ง เหลือบมองเห็นวิภาจิกตาลงมาหน้าบูดบึ้ง

    “ดึกแล้วยังไม่นอนอีกหรือครับคุณพี่” วิทย์ทักพี่สาวดีๆ แต่หล่อนกลับสะบัดหน้าพรืด ปิดหน้าต่างใส่ดังปัง!

    สาหมั่นไส้วิภาเป็นที่สุด เข้าบ้านอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วอดเปรยกับวิทย์ไม่ได้ว่าท่าทางเธอไม่ชอบหน้าตนเอาเสียเลย

    “เธอหวงผมน่ะ พี่วิภาเธอเป็นพี่สาวคนโต เลี้ยงผมมาตั้งแต่เล็ก เธอเลยรักผมมาก แถมตัวเธอยังโชคร้าย แต่งงานได้ไม่เท่าไหร่ คุณพระสามีของเธอก็เสียไป ทิ้งเธอให้เป็นม่าย เธอเลยยึดเอาผมเป็นเหมือนลูกชาย ก็เท่านั้นเอง”

    “เธอรักคุณ เลยมาเกลียดฉัน แบบนี้มันถูกหรือคะ”

    สาเข้าคลอเคลีย วิทย์กอดตอบ บอกว่ากลัวอะไร เขารักเธอคนเดียวก็พอแล้ว สาช้อนตามองสามีหนุ่ม

    สายตาวาววาม วิทย์เหมือนจะเข้าใจ อุ้มเธอไปบนเตียงแต่ตัวเขาผละออกมาหยิบไวโอลินเตรียมจะกล่อมภรรยาด้วยเสียงเพลงไพเราะ

    สาขัดใจ ขนาดเอ่ยปากชวนเขามานอน เขาก็ยัง ไม่เข้าใจ เธอเลยลุกพรวดเดินปึงปังออกจากห้องไปลานหลังบ้าน โดยไม่ฟังเสียงเรียกของวิทย์ที่อยากรู้ว่าเธอ เป็นอะไร

    “ช่างฉันเถอะน่ะ ฉันปวดหัว” สาตะโกนตอบวิทย์ที่ยื่นหน้าออกมาจากหน้าต่างชั้นบน แล้วทิ้งตัวลงข้างตุ่มน้ำอย่างหงุดหงิด บทรักระหว่างตัวเองกับสมศักดิ์ที่ยังฝังใจผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน

    เธอคว้าขันตักน้ำในตุ่มราดรดหัวตัวเองโครมๆ เหมือนกับจะล้างความคิดนั้นออกไป แต่ภาพกลับประดังประเดเข้ามา วิทย์ตามลงมาเห็นสาอาบน้ำทั้งเสื้อผ้า แปลกใจมาก

    “คุณสา คุณเป็นอะไรของคุณ”

    สาไม่ตอบ แถมหันมองเขาตาขุ่นก่อนจะปาขันใส่แล้วเดินหนีกลับเข้าบ้านไป ทิ้งวิทย์ยืนงงเป็นไก่ตาแตก!

    ooooooo

    เช้าวันถัดมา วิภาบ่นอย่างไม่พอใจหลังฟังสมรฟ้องเรื่องสากับวิทย์เมื่อคืนว่าไม่รู้สาเป็นบ้าอะไร อยู่ดีๆลุกขึ้นมาอาละวาดกลางดึก

    “วุ้ย! ก็คงทำฤทธิ์ทำเดชให้ผัวง้อนั่นล่ะค่ะคุณ จะมีอะไร ท่าทางหล่อนเจ้ามารยาจะตายไป”

    “ถือว่าผัวรักผัวหลง ทำอะไรไม่มีเกรงใจ เห็นทีฉันจะปล่อยเอาไว้ไม่ได้...สมร ไปตามวิทย์มาหาฉัน”

    “คุณหนูไม่อยู่แล้วค่ะคุณขา เธอออกไปตั้งแต่เช้า หน้างี้เซ้าเศร้า...น่าเวทนา”

    “แล้วแม่อุษาล่ะ”

    “เพิ่งจะโมงกว่าเท่านั้น หล่อนก็อยู่บนเตียงน่ะสิคะ ตะวันยังไม่ส่องก้น หล่อนก็ยังไม่ตื่นหรอกค่ะ”

    วิภาโมโหลุกพรวดขึ้นทันที เดินฉับๆไปทุบประตูบ้านวิทย์ ร้องสั่งสาเปิดประตูเดี๋ยวนี้ สางัวเงียออกมาชักสีหน้าใส่ ถามเสียงค่อนข้างแข็งว่ามีเรื่องอะไรคะคุณพี่

    “นี่มันกี่โมงแล้วแม่อุษา หล่อนจะนอนกินบ้านกินเมืองหรือยังไง”

    สารู้ว่าวิภามาหาเรื่อง พยายามข่มใจอธิบายว่าเมื่อคืนตนไม่ค่อยสบาย กว่าจะได้หลับก็เกือบรุ่งสาง วิภาสวนทันควันว่า ไม่ใช่มัวแต่ทำฤทธิ์ใส่น้องชายตนอยู่จนดึกดื่นหรอกหรือ

    “แม่สมรไปเพ็ดทูลคุณพี่หรือคะ” สาจิกตาใส่สมรที่ยืนเยื้องวิภาไปทางด้านหลัง

    “อุ๊ยตาย อิฉันก็แก่จนผมสองสีแล้ว เห็นอะไรก็ว่าไปตามที่เห็น”

    “หล่อนกล้าดียังไงมาขึ้นเสียงใส่น้องชายฉัน จำใส่กะลาหัวเอาไว้บ้างสิ เขาเป็นใคร แล้วหล่อนเป็นใคร”

    สาอดนอนอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว เลยของขึ้นสวนไปทันที “เขาก็เป็นผัว ฉันก็เป็นเมีย เมียขึ้นเสียงใส่ผัวบ้างไม่ได้หรือคะ”

    “ไม่ได้! ผัวหล่อนเขาเป็นถึงลูกเจ้าพระยา ตัวหล่อนเป็นแค่ลูกขี้ข้า วิทย์สูงส่งกว่าหล่อนตั้งเท่าไหร่”

    “ผัวเมียกันมันจะไปสูงส่งกว่ากันได้ยังไง สมสู่อยู่กินกันได้ก็แปลว่าเป็นพวกเดียวกัน”

    วิภากับสมรสะดุ้ง ไม่คิดว่าสาจะพูดจาหยาบคายถึงเพียงนี้

    “สัญชาติไพร่!” วิภาด่าลั่น

    “ฉันก็ไม่เคยเห็นผู้ดีที่ไหนเขาเป็นแบบนี้ ผู้ดีจริงๆที่ฉันเคยเห็นมานะคะคุณพี่ เขาพูดดี คิดดี ทำดี ไม่เหมือนคุณพี่เลยซักนิด”

    “นังอุษา!!” วิภาคำรามพร้อมกับเงื้อมือจะตบ แต่สาเงื้อง่าตั้งท่าสู้ ถ้าตบมาก็โดนตบกลับ วิภาเลยไม่กล้า ลดมือลงแล้วชี้หน้าอาฆาตก่อนจะผลุนผลันกลับไปพร้อมสมร “แก...นังอุษา สักวันจะได้เห็นดีกัน”

    ooooooo

    สาเหนื่อยใจกับวิภาเป็นที่สุด ไปบ่นให้แป้นฟังที่บ้านสวน แป้นเลยเตือนสาน่าจะยอมๆเขาไปก็สิ้นเรื่อง ไม่ควรทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่

    “ฉันอารมณ์ไม่ดี เลยเผลอทะเลาะกับเขาเสียยกใหญ่”

    “อารมณ์ไม่ดี กลุ้มใจเรื่องอะไรอีกหรือคะ”

    สาพูดไม่ออกว่าเป็นเรื่องบนเตียง ได้แต่ถอนใจ เปรยขึ้นมาอ้อมๆ

    “พี่แป้นรู้ไหม ที่ฉันแต่งงานกับคุณวิทย์เพราะหวังจะใช้เธอเป็นกำแพงกันฉันออกจากคุณสมศักดิ์ แต่พอคุณสมศักดิ์เธอไม่อยู่แล้ว กำแพงที่ฉันก่อเอาไว้มันกลับกลายเป็นกำแพงคุกขังตัวฉันซะเอง”

    “คุณสาไม่มีความสุข คุณไม่ได้รักคุณวิทย์ คุณวิทย์ไม่ได้ดีกับคุณหรอกหรือคะ”

    สาถอนใจอีกเฮือก ไม่รู้จะเรียบเรียงคำตอบอย่างไรดี ขณะเดียวกันนั้นเอง วิทย์นัดเจอบุญยงที่ร้านกาแฟเจ้าประจำ ระบายความในใจว่าแม้เขาจะรักสามากแต่ก็ไม่ เข้าใจการกระทำของเธอ

    “คิดมากน่ะ เธออาจจะกลุ้มใจเรื่องปิดโรงละครก็ได้ อย่าว่าแต่คุณอุษา อั๊วเองยังกลุ้ม”

    บุญยงยกกาแฟขึ้นดื่มแล้วแทบสำลักออกมา เพราะรสชาติเหมือนยาถ่าย ถามอาโกคนขายก็ได้คำตอบว่าเป็นกาแฟเม็ดมะขาม กาแฟจริงขาดตลาดไม่มีขาย

    “ขมฉิบหาย” บุญยงบ่นอุบ

    “น้ำตาลก็ขาดตลาด หวานมากไม่ล่าย”

    “เออๆ อั๊วไปก่อนนะวิทย์ พอดีมีธุระ”

    “อาบุญยง ค่าโกปี๊” อาโกแบมือหรา

    “เงินก็ขาดตลาดเหมือนกัน ตกงาน บ่จี๊ ไม่มีเงิน ติดไว้ก่อนโว้ย”

    “เอาของผมก่อนก็ได้พี่” วิทย์ควักเงินจ่ายแทนบุญยง และพยายามคิดในแง่ดีเรื่องสาว่าบางทีเธออาจจะกลุ้มใจที่ตกงานอย่างที่บุญยงว่าก็ได้...

    เรื่องนั้นก็มีส่วน แต่เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น ประเด็นหลักอยู่ที่ความไม่พอดีกันเรื่องในมุ้งระหว่างสากับวิทย์ สาไม่รู้จะพูดยังไงกับแป้น ได้แต่อ้อมไปอ้อมมาเรื่องโน้นเรื่องนี้

    “ไม่ใช่เรื่องเงินเรื่องทอง ไม่ใช่เรื่องเจ้าชู้หลายใจ ไม่ใช่เรื่องตบตีลงมือลงไม้  แล้วมันเรื่องอะไรกันล่ะคุณสา”

    “เอาเป็นว่า...ฉันกับคุณวิทย์ชอบอะไรไม่เหมือนกันน่ะพี่แป้น”

    “โธ่คุณ พี่น้องท้องเดียวกันยังชอบอะไรไม่เหมือนกันเลย สำมะหาอะไรกับคนอื่น อย่างฉันกับตาสุขก็เหมือนกันซะที่ไหน ฉันตื่นมาก็ต้องหาอะไรทำ อยู่เฉยไม่ได้ มันจะขาดใจ แต่ตาสุขก็นั่น...นั่งแหมะอยู่วัดนั่น โขกหมากรุกเล่นได้ทั้งวัน ผัวเมียน่ะนะคุณสา ที่สำคัญขอให้เป็นคนดีมีศีลเสมอกันเป็นอันใช้ได้”

    “ก็จริงของพี่แป้น คุณวิทย์กับฉันถ้าจะอยู่กันไม่ยืดก็เพราะศีลไม่เสมอกันนี่แหละ”

    ตอนที่ 17

    แม้จะกลัวแสนกลัวยังไงแต่สาก็ต้องบากหน้ากลับมาที่วังรวีวารเพื่อบอกข่าวการตายของคุณหญิงโสภา...

    เผอิญวันนี้ เจิม ชิด และหวนพากันมาขนของอีกครั้ง สาจึงได้เจอหวนตรงหน้าประตูวังเป็นคนแรก หวนเย็นชาใส่สาเพราะยังโกรธไม่หาย เดินนำไปทางเรือนบ่าว พลางตอบคำถามของสาอย่างไม่เต็มใจนัก

    เมื่อรู้ว่าทุกคนย้ายไปอยู่ที่อื่น สาพูดประจบประแจงหวนเพื่อให้คลายความโกรธเคือง

    “ย้ายไปอยู่ที่อื่นกันแล้วนี่เอง มิน่า ฉันมาด้อมๆ มองๆอยู่ตั้งแต่เมื่อวาน ไม่เห็นใคร”

    “เอ็งมีอะไร มาด้อมๆมองๆทำไม”

    “ฉันมีธุระ มีเรื่องจะมาบอก”

    “คงเรื่องสำคัญสินะ เอ็งถึงกล้ากลับมาเหยียบที่นี่ เอ้า มีเรื่องอะไรก็ว่ามา หรือว่าจะให้ข้าพาไปเรียนหม่อมท่าน”

    “ไม่! อย่า! อย่านะพี่หวน”

    “ก็ว่ามาซิ มีอะไร”

    สาอึกอักไม่กล้าเอ่ยปาก หวนเพิ่งสังเกตเห็นสาใส่ผ้านุ่งดำเสื้อขาว นึกเอะใจคาดคั้นสาเป็นการใหญ่ สาเลยต้องเปิดปากพูดความจริง

    “พี่หวน...คุณหญิงโสภา เธอ...เธอเสียแล้ว”

    หวนตกใจแทบสิ้นสติ ร้องไห้กระซิกด้วยความเสียใจ โดยที่สานั่งหน้าเศร้าตาแดงอยู่ข้างๆ

    “เวรกรรมแท้ๆ นี่ถ้าหม่อมท่านรู้คงแทบขาดใจ วันก่อนเพิ่งจะพูดถึงคุณหญิงอยู่แท้ๆ คุณชายรวีบอกว่าเธอเห็นคุณหญิงโสภามายืนที่หน้าวัง”

    “เมื่อไหร่ สองวันก่อนใช่ไหม”

    “ใช่ แต่หม่อมท่านไม่เห็นเลยคลาดกันไป หม่อมท่านยังบอกเลยว่าถ้าคุณหญิงกลับมาท่านก็จะให้อภัย”

    “โถคุณหญิง โชคร้ายอะไรอย่างนี้ วันนั้นถ้าคุณหญิงได้เจอหม่อมเสียก่อน ก็คงไม่คิดสั้น”

    “อะไรนะ” หวนแผดเสียงสงสัย สาหลุดปากไปแล้วก็ตกใจ รีบปฏิเสธเสียงสั่นว่าเปล่า “ก็เมื่อกี้เอ็งบอกว่าคุณหญิงคิดสั้น หมายความว่ายังไง ไหนว่าเธอตกน้ำตายไง ตกน้ำตายแล้วทำไมคิดสั้น มันยังไงกันอีสา มันยังไงแน่ พูดมานะอีสา พูดมา”

    หวนจับสาเขย่าจนหัวสั่นหัวคลอน สาอัดอั้น ด้วยความรู้สึกผิดลึกๆข้างในเลยพรั่งพรูออกมา

    “ฉันไม่รู้ ฉันไม่เห็น แต่ตำรวจเขาว่าคุณหญิงโสภาฆ่าตัวตายเอง เธอเดินออกไปจากบ้านคนเดียวตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ไปที่ท่าน้ำ แล้วเธอก็หายไป อีกไม่กี่วันคนเขาก็เจอเธอไปติดสะพานหน้าวัด ไม่มีใครทำอะไรทั้งนั้น เธอฆ่าตัวตายเอง”

    ตอนที่ 16

    เช้าวันนี้ วิทย์ออกจากบ้านหลังเล็กของตัวเองเดินตรงไปที่บ้านหลังใหญ่ของพี่สาวที่อยู่ไม่ไกลกันนักบ้าน หลังใหญ่ของวิภาแม้ไม่หรูหราแต่เป็นระเบียบเรียบร้อยเอามากๆ วิภาอยู่กับสมรหญิงวัยกลางคนท่าทางหัวโบราณ เป็นเสมือนพี่เลี้ยงที่ติดตามวิภามาตั้งแต่เด็ก

    “อรุณสวัสดิ์ครับคุณพี่” วิทย์ทักทายพี่สาวด้วยรอยยิ้ม

    “วันนี้ฝนคงจะตกใหญ่ น้องชายของพี่มาให้เห็นหน้าแต่เช้า แต่ทำไมหน้าซีดเซียวดูไม่ได้เลย ไปทำอะไรมา”

    สมรเดินออกมาได้ยินพอดี คาดเดาทันทีว่า “เมื่อคืนคงไม่ได้นอนน่ะสิคะคุณวิภา อิฉันตื่นมาตอนหัวรุ่งยังได้ยินเสียงคุณหนูสีซออยู่เลย”

    “ไวโอลินจ้ะสมร ไม่ใช่ซอ”

    “ก็เหมือนกันแหละค่ะ”

    “แล้วทำไมกลางคืนไม่หลับไม่นอน มานั่งสีไวโอลิน มีเรื่องกลุ้มใจอะไรหรือเปล่า”

    วิทย์ มีเรื่องต้องคิดจริงๆ แต่รีบพูดกลบเกลื่อน “ศิลปินไส้แห้งอย่างผมจะกลุ้มอะไรครับ นอกจากเรื่องไม่มีสตางค์ อ้อ แล้วอีกอย่างตอนนี้ก็หิวจนไส้แทบขาดแล้ว”

    “อ้าว แล้วก็ไม่บอก...สมร ไปยกของเช้าขึ้นมาให้คุณวิทย์เร็วเข้า คุณวิทย์หิวแล้ว”

    สมร รับคำแล้วกุลีกุจอเข้าไปในบ้านจัดอาหารขึ้นโต๊ะ วิภาตามมานั่งประกบวิทย์ คอยเลื่อนอาหารปรนนิบัติราวกับแม่ดูลูกชาย ขณะที่ปากก็บ่นไปด้วย

    “อุตส่าห์ไปเรียนถึงเมืองนอกเมืองนากลับมาเล่นดนตรีหากินอย่างกับวณิพกก็ไม่ปาน”

    “โธ่ คุณพี่ครับ มันหมดสมัยที่จะมาดูถูกคนทำงานศิลปะแล้วนะครับ ดูอย่างในยุโรป...”

    “ไม่ ต้องพูดเลย จะที่ไหนๆมันก็ไม่ใช่อาชีพของผู้ดี เจ้าคุณพ่อเราเป็นถึงพระยา วิทย์น่าจะรับราชการ เจริญรอยตามเจ้าคุณพ่อให้เป็นเกียรติเป็นศรีกับวงศ์ตระกูล ไม่ใช่ฉุดให้ตกต่ำลงอย่างนี้”

    “คุณพี่เล่นเอาผมรับประทานข้าวไม่ลง”

    “พี่พูดเพราะหวังดีนะ พี่มีน้องชายคนเดียวก็อยากให้ได้ดี มีเกียรติ มีฐานะ แล้วไหนจะเรื่องคู่ครอง”

    พี่ สาวพูดมาถึงเรื่องนี้ วิทย์ถึงกับยิ้มไม่ออก รวบช้อนบอกอิ่มดีกว่า แล้วยกมือไหว้ขอบคุณ ทำท่าจะรีบไป แต่วิภาลุกพรวด พูดจริงจังเสียจนวิทย์หน้าเจื่อน

    “วิทย์...พี่บอกไว้ก่อนเลยนะ เธอเล่นดนตรีพี่ยังพอรับได้ แต่อย่าคิดจะคว้าอีพวกเต้นกินรำกินมาเป็นน้องสะใภ้พี่ พี่ไม่ยอมจริงๆ”

    ooooooo

    เย็น วันถัดมา คุณหญิงโสภาเตรียมทำกุ้งเผาไว้ให้สมศักดิ์ โดยที่แป้นช่วยติดเตาถ่าน แต่พอจะเผากุ้งเข้าจริงๆ คุณหญิงก็ไม่กล้าเพราะกลัวบาป แป้นเลยต้องลงมือเอง

    “บาปจัง” คุณหญิงโสภารำพึงเสียงอ่อย

    “บาปแต่อร่อยนะคะ คุณหญิงอย่าคิดมากเลยค่ะ ใครๆเขาก็ทำกัน”

    “ยังไงก็บาปอยู่ดี นี่ถ้าคุณสมศักดิ์เธอไม่อยากรับประทานสะเดาน้ำปลาหวาน หญิงไม่ทำแน่”

    “โถแม่คุณ กลัวบาปยังยอมทำ คุณสมศักดิ์รู้ว่าเมียรักขนาดนี้คงดีใจนะคะ”

    คุณหญิงโสภายิ้มบางๆให้แป้น แล้วพออาหารทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ทุกคนก็นั่งล้อมวง ยกเว้นสมศักดิ์ที่ยังไม่กลับมา

    “กินก่อนเถอะค่ะคุณหญิง กุ้งนี่เก็บเอาไว้ให้คุณสมศักดิ์ เดี๋ยวค่ำๆคงมา”

    “อย่าเลยค่ะพี่แป้น รับประทานด้วยกันดีกว่า”

    “โอ๊ย ไม่ต้องๆ ฉันกับแม่แป้นอยู่ในคลองมาตั้งแต่เกิด กุ้งนี่กินกันจนเบื่อ ไม่ต้องเกรงใจ”

    “ไม่ เป็นไรจริงๆค่ะ พี่สุข พี่แป้น ความจริงเมื่อเช้าคุณสมศักดิ์แค่พูดว่าเธออยากรับกุ้งแม่น้ำเท่านั้น หญิงเลยคิดไปเองว่าเธอจะกลับมา บางทีคืนนี้เธออาจจะกลับดึกเหมือนคืนก่อนๆก็ได้”

    “คืนไหนไม่ว่า คืนนี้อย่าไปอยู่ฝั่งโน้นได้เป็นดี”

    “อ้าว ทำไมล่ะตาสุข”

    “ก็ เมื่อเช้าที่วัดเขากระซิบกันให้แซ่ด คืนนี้เดือนหงายเห็นอะไรๆถนัดดีนัก เขาลือกันว่าไอ้ยุ่นจะโดนหนัก เขาจะทิ้งระเบิดกันมโหฬารเลยล่ะคืนนี้”

    คุณหญิงโสภาหน้าเสียเป็นห่วงสมศักดิ์ แป้นเห็นแล้วรีบตีแขนสุขดังเผียะ ขยิบตาห้ามไม่ให้พูดต่อ

    ooooooo

    หลัง เลิกละครในคืนนี้ วิทย์นั่งสามล้อมาส่งสาตามปกติ ส่งเสร็จสานึกว่าเขาจะกลับไปพร้อมสามล้อจะได้ไม่ต้องเดินออกไปปากซอย แต่กลายเป็นว่าเขายังไม่อยากกลับ อยากคุยกับเธอก่อน

    “คุยเรื่องอะไรคะ”

    “ขอผมเข้าไปคุยในบ้านได้ไหมครับ”

    สาไม่ตอบแต่เดินนำเข้ามาในบ้านที่ค่อนข้างมืดเพราะไฟฟ้าใช้ไม่ได้

    “สงสัยไส้หลอดจะขาด มีดวงใหม่ไหมครับ เดี๋ยวผมเปลี่ยนให้”

    “ไม่มีค่ะ ช่วงสงคราม อย่าว่าแต่หลอดไฟเลย กระทั่งเทียนไขยังหายาก”

    สาจุดตะเกียงให้แสงสว่าง แล้วบอกวิทย์ให้พูดธุระมาได้เลย

    “ผม อยากทราบว่าคุณอุษาคิดยังไงกับเรื่องที่ผมขอคุณอุษาแต่งงาน ผมไม่ใช่คนมีเงินมีทอง เป็นแค่นักดนตรีกระจอกๆคนหนึ่ง นอกจากความรักและภักดีของผม ก็ไม่มีสิ่งอื่นใดที่ผมจะให้กับคุณอุษาได้”

    “ฉันเองก็ไม่ได้มีอะไรดี ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ เคยแต่งงานมาแล้วด้วยซ้ำ”

    “แต่คุณอุษาก็มีค่าสำหรับผมเสมอ”

    สาอึกอักลำบากใจ ไม่รู้จะตอบยังไง วิทย์เห็นท่าทีก็กลัวเธอปฏิเสธ บอกให้ค่อยๆคิดก็ได้ ตนเข้าใจและพร้อมที่จะรอ

    “ค่ะ วันนี้ฉันเหนื่อย คุณวิทย์กลับไปก่อนได้ไหมคะ ฉันอยากนอนพัก”

    วิทย์ ก้มหน้ายอมรับโดยดี สาสงสารบีบมือเขาเบาๆ ก่อนที่เขาจะดึงเธอเข้ามากอด โดยทั้งคู่ไม่รู้ว่ามีใครบางคนแอบมองอยู่ในความมืด จนกระทั่งวิทย์กลับไปแล้ว คนคนนั้นก็ปรากฏตัวออกมา ทำเอาสาตะลึงพรึงเพริด

    “คุณสมศักดิ์ นี่คุณแอบเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่”

    “ก็ มาทันเห็นคุณกับไอ้หน้าจืดนั่นก็แล้วกัน สนุกใหญ่สินะ กลับบ้านดึกๆดื่นๆ พาผู้ชายมาพร่ำพลอดถึงในบ้าน ไม่กลัวชาวบ้านนินทาบ้างหรือไง หรือว่าหน้านี่มันไม่ยางอายเหลือแล้ว”

    “ใช่สิ! ฉันมันคนไม่ดี ไม่มียางอาย รู้แล้วก็ไปให้ไกลๆ อย่ามายุ่ง”

    “คำก็ไล่ สองคำก็ไล่ มีของใหม่ ลืมของเก่าแล้วหรือยังไง”

    “ลืม แล้ว” สาประชดด้วยความน้อยใจ กลายเป็นว่าฝ่ายชายยิ่งหึงหวง กระชากเธอเข้ามากอดจูบเพื่อเตือนความจำ สาดิ้นขลุกขลักอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็จำนนต่อความรักที่มีอยู่ในใจ...ไม่มีใครสนใจเสียงหวอเตือนภัยที่ดัง ลั่นอยู่ด้านนอก

    ooooooo

    วิทย์กำลังจะกลับบ้านตัวเอง แต่ระเบิดลงหนักเลยนึกเป็นห่วงสาจะกลับไปดูเธอที่บ้าน แต่ขณะวิ่งสวนกลุ่มคนกลับไปทางเดิมนั้น มีรถคันหนึ่งเสียหลักพุ่งมาเฉี่ยวเขาล้มลง เขาพูดชื่ออุษาออกมาก่อนจะหมดสติไปต่อหน้าคนขับรถที่เข้ามาช่วยเหลือ

    ด้านคุณหญิงโสภาก็นอนไม่หลับ เป็นห่วงสมศักดิ์ที่ยังไม่กลับบ้าน แป้นกับสุขก็รอคอยเช่นกัน เดินวนเวียนไปมาหน้าตาร้อนรน

    “สงสัยคืนนี้คุณสมศักดิ์จะไม่ได้กลับบ้านแล้วล่ะค่ะคุณหญิง”

    “เรือจ้างไม่กล้าวิ่งกันแล้ว คืนนี้ไอ้พวกฝาหรั่งมันเอาจริง มันทิ้งระเบิดลงมาลืมหูลืมตาไม่ขึ้นเลยเชียว”

    “ตายจริง...แถวนั้นใกล้บ้านสาด้วย จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”

    คุณหญิงโสภาหน้าเสีย ใจคอไม่ดี...แต่หารู้ไม่ว่าเวลานั้นสากำลังนอนซบอยู่ในอ้อมกอดของสมศักดิ์ที่บ้านเช่า ท่ามกลางเสียงหวูดเตือนภัยที่ยังแว่วอยู่ไกลๆ

    “คืนนี้ระเบิดลงหนักเหลือเกิน”

    “คุณกลับได้แล้วค่ะ”

    “ขอผมอยู่จนเช้าได้ไหม ผมเป็นห่วงคุณ”

    สมศักดิ์จูบผมสาเบาๆ แล้วหลับตาลงอย่างสุขสม สาเองก็มีความสุข แต่อดสะท้อนใจไม่ได้เมื่อนึกถึงคุณหญิงโสภา

    ooooooo

    ตีสี่แล้วแต่เสียงหวูดเตือนภัยดังสนั่น พร้อมกับเสียงระเบิดตูมตามไม่หยุดหย่อน คุณหญิงโสภานั่งหลับอยู่ที่นอกชานสะดุ้งตื่น แป้นที่หอบเสื่อกับหมอนออกมานอนเฝ้าระวังที่นอกชานก็พลอยสะดุ้งไปด้วย คว้าผ้าคลุมหัว ละล่ำละลักสวดมนต์เป็นระวิง

    สุขเห็นแล้วยิ่งอยากแกล้ง เดินเข้ามากระชากผ้าคลุมหัวแป้นออก และทำเสียงดังใส่เหมือนระเบิดลง แป้นเลยกรีดร้องซะลั่นบ้าน แต่พอเห็นว่าเป็นสามีก็
    ด่าเอ็ดอึง

    “ตาสุข ตาบ้า แกมาดึงผ้าฉันทำไม”

    “ผ้าผวยของแกลงยันต์มารึไงยายแป้น ถึงจะกันระเบิดได้...โน่น มันตกแถววัดโน่น ห่างบ้านเราไป ตั้งเยอะ”

    “แกรู้ได้ยังไง”

    “ไปดูลาดเลามาแล้ว ฝั่งขะโน้นโดนระเบิดไม่มีชิ้นดีเชียว เห็นเขาว่าเมื่อคืนคนตายเป็นเบือ”

    “อะไรนะคะ คนตายเป็นเบือ”

    คุณหญิงตกใจ พอดีโสภิตพิไลวิ่งออกมาจากห้อง ร้องเรียกหาพ่อ

    “คุณพ่อยังไม่กลับเลยค่ะ จะทำยังไงดีคะพี่แป้น หายเงียบไปทั้งคืนแบบนี้ หญิงเป็นห่วงเหลือเกิน”

    แป้นกับสุขพูดไม่ออก ได้แต่มองหน้ากันไปมาอย่างกังวล

    ooooooo

    สมรอยู่เฝ้าวิทย์ตั้งแต่เมื่อคืน พอเช้าขึ้นเห็นเขารู้สึกตัวจึงรีบวิ่งไปตามวิภาพร้อมกับนำอาหารเช้าติดมือมาให้เขาด้วย

    “วางตรงนั้นแหละสมร เดี๋ยวฉันจะไปพาวิทย์ออกมาเอง”

    พูดแล้ววิภาชะงัก เมื่อเห็นวิทย์สวมเสื้อผ้าชุดใหม่เดินออกมาจากข้างใน

    “อ้าว นั่นแต่งตัวจะไปไหน”

    “ผมจะออกไปหาเพื่อนครับ”

    “พี่ไม่อนุญาต...นั่งลงรับประทานข้าวก่อน เมื่อคืนยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลยนะ”

    “ผมก็เรียนพี่วิภาแล้วนี่ครับ ผมกำลังเดินกลับบ้าน พอดีระเบิดลง มีรถมาชนผม ผมวูบไป ตื่นขึ้นมาในรถเขา เขาขอโทษ แล้วก็พาผมมาส่งที่บ้าน...จบ”

    “ไม่ใช่เรื่องนั้นจ้ะ”

    “แล้วเรื่องอะไรครับ”

    “คนที่ขับรถชนเธอ เขาเล่าให้พี่ฟังว่าก่อนหมดสติเธอพูดถึงคนชื่ออุษา คุณอุษาคือใคร”

    วิทย์อึ้งไปนิดก่อนตัดสินใจพูดตรงๆว่าเธอคือผู้หญิงที่ตนรัก

    “หมอนว่าแล้วเชียว ลองลุกมาสีซอกลางดึก กลางดื่น”

    “เดี๋ยววิทย์ แล้วแม่อุษาคนนี้เป็นใคร บ้านอยู่ที่ไหน ลูกเต้าเหล่าใคร แล้วที่จะรีบออกไปทั้งๆที่ตัวยังเจ็บอยู่นี่ จะไปหาแม่อุษาใช่ไหม”

    วิทย์นิ่งเงียบ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่แค่นี้วิภาก็รู้คำตอบด้วยตัวเอง

    ooooooo

    ภายในบ้านเช่า สมศักดิ์กำลังแต่งตัวแต่สายังนอน ห่มผ้าอยู่บนเตียง สีหน้าไม่แช่มชื่น ถามเสียงแผ่วเบา

    “คุณตื่นเอาจนสายป่านนี้ กลับถึงบ้านจะแก้ตัวกับคุณหญิงว่ายังไง”

    “ผมคิดๆดูแล้ว ผมจะสารภาพเรื่องของเรากับ คุณหญิง” สาขยับจะเถียงแต่เขารีบยกมือห้าม “ฟังผมก่อนคุณสา ผมกับคุณหญิงโสภาไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยามานานมากแล้ว จริงๆนะ เรื่องแบบนี้เธอน่าจะเข้าใจ”

    “ไม่มีทางค่ะ ไม่มีผู้หญิงคนไหนเข้าใจหรอกโดยเฉพาะคุณหญิงของฉัน คุณเลิกคิดได้”

    พลันเสียงประตูบ้านด้านนอกดังราวกับมีคนเปิด สมศักดิ์กับสาชะงักมองหน้ากัน

    “ใครกัน คุณให้กุญแจบ้านไอ้หน้าอ่อนนั่นไว้ด้วยหรือ”

    “บ้า! เมื่อคืนฉันลืมลั่นกุญแจ ตายละ หรือว่าขโมย”

    “เงียบไว้ คุณอยู่ในนี้ก่อน” สมศักดิ์เปิดประตูห้องออกไป ทั้งที่ยังไม่ได้ใส่เสื้อ แล้วยืนตัวแข็งทื่อ เพราะคนที่

    มาไม่ใช่ขโมย แต่เป็นคุณหญิงโสภาภรรยาของเขาเอง

    สาตามออกมาอีกคนในสภาพผ้าห่มพันกาย พอเห็นคุณหญิงโสภาก็นิ่งงันเหมือนถูกสาป คุณหญิงโสภาเข้าใจหมดทุกอย่างด้วยตาตัวเอง ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั้งตัวจนสั่นระริก แต่พยายามฝืนให้นิ่งด้วยทิฐิมานะ พูดกับสาเสียงเบาหวิว

    “หญิงแวะมาดูเท่านั้นเองจ้ะ เมื่อคืนระเบิดลงหนัก มาก เขาลือกันว่ามีคนเจ็บคนตาย คุณสมศักดิ์ก็ไม่กลับบ้านหญิงเป็นห่วง เป็นห่วงสาด้วย เลยแวะมาดูในเมื่อไม่มีใครเป็นอะไรหญิงก็จะกลับละ”

    “คุณหญิงครับ เดี๋ยวก่อน”

    คุณหญิงโสภากลั้นน้ำตาเดินลิ่วไม่เหลียวหลัง สมศักดิ์หันกลับมาคว้าเสื้อแล้ววิ่งตามเธอออกไป สาได้สติ รู้สึกผิดท่วมท้น ทรุดลงกับพื้นร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนโลกถล่มทลาย

    “คุณหญิง...สาขอโทษ คุณหญิง สาผิดไปแล้ว สา ขอโทษ”

    สาร้องไห้ฟูมฟายใจจะขาด...อีกอึดใจ วิทย์วิ่งขึ้นมา เห็นสภาพสาก็แตกตื่นตกใจ

    “คุณอุษา เกิดอะไรขึ้นครับ บอกผมหน่อยได้ไหม คุณอุษาเป็นอะไร”

    วิทย์ประคองสาด้วยความเป็นห่วง แต่สาเหมือนสติแตกไปแล้ว ไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น เอาแต่ร้องไห้น้ำตานองหน้า เนื้อตัวสั่นสะท้านไปหมด

    ooooooo

    เรือโดยสารเลี้ยวจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าคลองบ้านสวนของแป้น สมศักดิ์นั่งอยู่ในเรือใจร้อนเป็นไฟ ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งคุณหญิงโสภาเห็นกับตาเป็นชนวนเหตุ

    เมื่อเรือจอดส่งที่ท่าน้ำ สมศักดิ์รีบวิ่งมาที่บ้าน ขณะนั้นสุขกำลังเรียงกล้วยที่เพิ่งตัดใหม่ใส่เข่งหันไปเห็น

    “อ้าวคุณ...”

    “คุณหญิงกลับมาหรือยังครับ” สมศักดิ์ถามร้อนรน

    สุขยังไม่ทันตอบ แป้นโผล่มาจากดงกล้วยแบกกล้วยมาอีกเครือ ทักเสียงแจ๋ว

    “แหมคุณสมศักดิ์ หายไปไหนมาทั้งคืนเชียวคะ

    ฮู้ย เมื่อคืนนี้น่ากลัวจะตาย คุณหญิงเธอเป็นห่วงคุณเสียจนต้องออกไปตามแต่เช้า แล้วนี่เจอกันไหมคะ ทำไมไม่กลับมาด้วยกัน”

    “คุณหญิงยังไม่กลับมาที่นี่อีกหรือครับ” สมศักดิ์ถามเสียงแหบแห้ง เห็นแป้นกับสุขพยักหน้า ก็ยิ่งใจเสีย สงสัยหนักหนาว่าเธอไปไหน?

    แป้นเห็นอาการสมศักดิ์ผิดปกติ รู้ทันทีว่าต้องมีเรื่องแน่!

    ooooooo

    เวลานั้น คุณหญิงโสภานั่งร้องไห้อยู่บริเวณถนนหน้าวังรวีวาร หวนนึกถึงอดีตที่เคยพบเจอสมศักดิ์ครั้งแรก...จนกระทั่งได้พบกันโดยมีสาเป็นแม่สื่อแม่ชักยิ่งคิดก็ยิ่งช้ำ เพราะวันนี้แม่สื่อทำร้ายเธออย่างแสนสาหัส แต่จะโทษใครก็ไม่ได้ นอกจากตัวเอง

    “หญิงผิดเอง ผิดเองที่ไม่เชื่อใคร แต่กลับไปเชื่อสา”

    คุณหญิงโสภาคร่ำครวญทั้งน้ำตา สักครู่เห็นประตูวังเปิดกว้าง รถแล่นออกมา เธอรีบหลบหลังต้นไม้ ใจหนึ่งอยากออกไป แต่อีกใจก็กลัวเกินกว่าจะปรากฏตัวให้หม่อมแม่เห็น

    หม่อมพริ้มนั่งเบาะหลังกับชายรวีในวัยเจ็ดขวบ โดยมีชิดเป็นคนขับรถ สองแม่ลูกพูดคุยกันเรื่องเรียนต่อของชายรวี

    “คุณชายลูกของท่านลุงสืบสายชวนให้แม่ส่งชายไปเรียนที่ฝรั่งเศส ชายอยากไปไหมลูก”

    “ถ้าหม่อมแม่ไป ชายก็ไปค่ะ”

    “ชายต้องไปคนเดียวสิจ๊ะ แม่จะไปเรียนด้วยได้ยังไง”

    “งั้นชายก็ไม่ไป เว้นแต่ว่าหม่อมแม่อยากให้ไป ชายก็ไปค่ะ”

    ฟังถ้อยคำฉะฉานชาญฉลาดของชายรวีแล้วหม่อมพริ้มถึงกับยิ้มปลื้มปริ่ม ไม่ผิดหวังจริงๆที่ฟูมฟักเขามาแต่อ้อนแต่ออก

    เมื่อรถแล่นมาถึงหน้าต้นไม้ที่คุณหญิงโสภาเร้นกายอยู่ เธอตัดสินใจก้าวออกมา แต่ชายรวีที่อยู่ฝั่งนั้นเขย่งตัวขึ้นมองไปนอกหน้าต่างรถ ทำให้บดบังคุณหญิงโสภาจนหม่อมพริ้มมองไม่เห็น แต่ชายรวีเห็นเธอเต็มตาในจังหวะที่รถเคลื่อนผ่านไปด้วยความเร็ว

    คุณหญิงโสภาทรุดลงหมดเรี่ยวแรง ร่ำไห้รำพึงรำพันเรียกหม่อมแม่ปานจะขาดใจ...

    ขณะเดียวกันที่บ้านสวนของแป้นกับสุข สาเพิ่งมาถึง หน้าตาหวั่นเกรงไม่รู้คุณหญิงโสภาจะว่าอย่างไรบ้าง แต่ไม่ทันคิดอ่านประการใด แป้นก็พุ่งเข้าใส่ถามเสียงหลง

    “คุณสามาพอดีเชียว นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นคะ คุณสมศักดิ์กลับมาก็นั่งจับเจ่า คุณหญิงโสภาก็มาหายตัวไป”

    “อะไรนะคะ คุณหญิงหายไป นี่คุณหญิงยังไม่กลับมาที่นี่อีกหรือคะ”

    สารีบร้อนขึ้นบ้าน จากนั้นก็นั่งไม่ติดเป็นห่วงคุณหญิงโสภา ไม่รู้เตลิดเปิดเปิงไปถึงไหน สมศักดิ์ให้สาทบทวนดูดีๆ ว่าคุณหญิงมีเพื่อนหรือมีใครที่จะไปหาได้บ้าง

    “ไม่มีค่ะ หม่อมท่านเข้มงวดให้คุณหญิงอยู่แต่ในบ้าน คุณหญิงไม่รู้จักใครที่ไหนหรอกค่ะ เพื่อนคนเดียวที่มีก็คือฉัน...มีฉันคนเดียว”

    สาน้ำตาคลอ สมศักดิ์อึ้งงันไปเหมือนกัน พลันได้ ยินเสียงแป้นร้องขึ้นว่าคุณหญิงกลับมาแล้ว สาดีใจวิ่งไปหาอย่างลืมตัว แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นดวงตาของคุณหญิงโสภาที่มองมาช่างว่างเปล่าเหมือนไม่มีความรู้สึก

    “คุณหญิงหายไปไหนมาครับ” สมศักดิ์ถามเสียง อ่อน แต่เธอไม่มองและไม่พูดอะไรทั้งนั้น เดินเลี่ยงเข้าไปในห้องนั่งพับผ้าใส่ตะกร้า ไม่สนใจสากับสมศักดิ์ที่ตามเข้ามานั่งลงตรงหน้า

    “คุณหญิงขา...สาผิดไปแล้ว จะเฆี่ยนตีดุด่ายังไงก็ทำเถอะค่ะทูนหัว อย่าทำอย่างนี้เลย สาไม่สบายใจ”

    สากราบลงกับพื้น สำนึกผิดจริงๆอย่างที่พูด แต่คุณหญิงโสภาก็ยังเฉยเมยไม่ตอบ

    “คุณหญิงครับ เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นผมขอรับผิดทุกอย่าง ผมขอให้คุณหญิงเห็นใจและให้อภัยผมกับคุณสาด้วย ผมรักคุณหญิง จนถึงทุกวันนี้ก็ยังรักไม่เปลี่ยนแปลง แต่ผมเป็นผู้ชาย มีเลือดมีเนื้อ แล้วคุณสาเองเธอก็เต็มใจ”

    สาสะอึกเล็กน้อย ไม่ชอบใจถ้อยคำตอนท้ายของสมศักดิ์ คุณหญิงโสภามองหน้าสานิ่งๆ แววตาเหมือนบ่อน้ำลึกเยือกเย็น เปล่งเสียงตอบรับแผ่วเบา ทำให้สมศักดิ์ใจชื้นขึ้นบ้าง กล้าที่จะพูดกับเธอต่อไป

    “ผมรู้ดีว่าคุณหญิงรักทั้งผม รักทั้งคุณสา ถ้าหากคุณหญิงเมตตา เราสามคนก็จะอยู่ต่อไปอย่างมีความสุข”

    คุณหญิงโสภาสีหน้าเหมือนเสียใจแวบหนึ่ง แล้วกลับสงบนิ่งอย่างเดิม ตัดบทว่า

    “บ่ายแก่แล้ว หญิงขอตัวเอาโสภิตไปอาบน้ำก่อนค่ะ”

    สากับสมศักดิ์มองกันใจหายวูบ สุดจะคาดเดา ความคิดของคุณหญิงโสภาที่ลุกเดินออกจากห้องไป

    ขณะพาโสภิตพิไลไปที่ท่าน้ำ จรินทร์ลูกสาวของแป้นกับสุขมาเป็นเพื่อนเล่นชวนว่ายน้ำ แต่ทั้งคุณหญิงโสภาและโสภิตพิไลว่ายน้ำไม่เป็น เด็กทั้งสองจึงเล่นวิ่งไล่จับกันสนุกสนาน ส่วนคุณหญิงโสภานั่งมองสายน้ำเบื้องหน้าที่เป็นวังวน ความคิดสับสน ผิดหวังและเสียใจ

    ขณะนั้นสมศักดิ์คุยกับสุขอยู่ในสวน ส่วนสาปรึกษาหารือแป้นอยู่ในครัว ด้วยเรื่องเดียวกันที่คุณหญิงโสภาจับได้คาหนังคาเขาว่าพวกเขามีสัมพันธ์กันลึกซึ้ง

    “แล้วคุณกับคุณสาจะทำยังไงต่อไป”

    “ผมก็มืดแปดด้าน ผู้หญิงนี่ก็แปลกนะ ตัวเองทำเฉยชาเหมือนไม่ต้องการเรา แต่พอเราไปหาคนอื่น กลับทำเป็นเรื่องใหญ่ ทีท่านพ่อของคุณหญิงเองยังมีหม่อมตั้งหลายคน ทำไมพอผมจะมีบ้าง เธอถึงรับไม่ได้ คุณอุษาเองก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน”

    “ก็ดูไปสักระยะหนึ่งก่อนเถอะคุณ ไอ้เรื่องแบบนี้ผู้หญิงบางคนเขาก็ทำใจได้ แต่บางคนเสียทองเท่าหัว ไม่ยอมเสียผัวให้ใคร”

    ฝ่ายแป้นไม่ใจเย็นเหมือนตาสุข กลัวจะเกิดเรื่องใหญ่เพราะสาเป็นคนที่คุณหญิงไว้ใจ แต่มาทำผิดพลาดให้เธอช้ำใจ

    “นั่นน่ะสิ ฉันเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพี่ มีศักดิ์เป็นแม่เลี้ยงเธอเสียด้วยซ้ำ แต่ฉันกลับทรยศเธอ ทำกับเธออย่างนี้ เป็นฉัน...ฉันก็ไม่ให้อภัยตัวเองเหมือนกัน คนอย่างคุณหญิงน้ำนิ่งไหลลึกเหมือนหม่อมแม่ของเธอไม่มีผิด ฉันเดาไม่ออกจริงๆพี่แป้น ว่าเธอจะทำยังไงกับฉันต่อไป”

    ในเวลาเดียวกันนั้น คนที่สากล่าวถึงกำลังตระเตรียมเก็บข้าวของเพื่อย้ายออกจากวังรวีวารไปอยู่ตำหนักของเสด็จป้าที่ยกให้ก่อนท่านสิ้น

    หม่อมพริ้มคุมเจิมกับหวนเก็บรูป หนังสือ และของตกแต่งในห้องโถงลงหีบ ชายรวีป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ สงสัยว่าทำไมเราต้องย้ายบ้านด้วย เจิมอธิบายว่าที่นี่มันใหญ่โตเกินไป หม่อมแม่ดูแลไม่ไหว

    “ทำไมหม่อมแม่ไม่บอกชายล่ะคะ ชายจะได้ช่วยดูแล”

    “เอาไว้ชายโตเป็นผู้ใหญ่ก่อนนะลูก แม่จะขอให้ชายช่วย ช่วยดูแลวังรวีวารของเรา”

    “แต่ตอนนี้คุณชายมาช่วยหวนดีกว่าค่ะ ช่วยหวนเก็บของในตู้นี้ที”

    ชายรวีไปช่วยหวนเก็บของ ตู้นั้นมีกรอบรูปดูดีมีราคาอยู่หลายอัน โดยมากเป็นกรอบรูปเปล่า หนึ่งมีรูปเก่าซีดจาง แต่ยังเห็นชัดว่าเป็นหม่อมพริ้มถ่ายกับคุณหญิงโสภา เมื่อชายรวีหยิบมาให้ดู หม่อมพริ้มถึงชะงักหน้าเสีย

    “ใครคะหม่อมแม่ สวยจัง”

    “คนเคยอยู่ที่นี่น่ะลูก ตอนนี้ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนแล้ว”

    “อยู่ค่ะ เขายังอยู่แถวนี้ เมื่อกลางวันชายยังเห็นเขามายืนมองเราอยู่เลย”

    หม่อมพริ้ม เจิม หวน มองหน้ากันอย่างคิดไม่ถึง...แล้วอีกครู่ต่อมา เจิมก็ตามหม่อมพริ้มเข้าไปคุยกันลำพังในห้อง
    “ถ้าจริงอย่างที่คุณชายว่า คุณหญิงโสภาอาจจะกลับมาที่นี่นะเจ้าคะ”

    “คนหน้าตาคล้ายกันก็เป็นไปได้”

    “แต่ถ้าเป็นคุณหญิงจริงๆล่ะเจ้าคะ”

    “ถ้าใช่...แล้วจะยืนนิ่งอยู่ทำไม”

    “ก็ถ้าไม่ยืนนิ่งๆ แต่เข้ามาหา หม่อมจะยอมรับคุณหญิงกลับมาไหมล่ะเจ้าคะ”

    หม่อมพริ้มหยุดคิด แล้วในที่สุดก็พยักหน้าลั่นวาจาว่า ถ้าเป็นหญิงโสภาคนเดียว ตนจะให้อภัย...

    ooooooo

    แต่ความตั้งใจของหม่อมพริ้มไม่มีความหมายเสียแล้ว...เพราะในเวลาใกล้รุ่งของวันใหม่ คุณหญิงโสภาตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงน้ำที่คลองหน้าบ้านสุขกับแป้น!

    ช่วงเวลาเดียวกัน หม่อมพริ้มฝันเห็นลูกสาวมาร้องเรียก แต่พอเขม่นมองกลับไม่เห็นตัว...แล้วสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ ก่อนจะเล่าให้เจิมฟังเอาตอนฟ้าสาง

    “ทำใจดีๆเจ้าค่ะหม่อม โบราณว่าฝันร้ายกลายเป็นดีนะเจ้าคะ”

    “จะว่าฝันร้ายก็ไม่ใช่หรอกเจิม แต่มันบอกไม่ถูก ใจมันหายๆ”

    “ใจหายยังไงเจ้าคะ”

    “ข้าก็บอกไม่ถูก มันใจหายแปลกๆ เหมือนวันที่เขาหนีออกจากบ้านไป”

    “คุณหญิงก็หนีไปแล้ว เธอจะหนีไปไหนได้อีกล่ะเจ้าค่ะ”

    “ช่างเถอะ อาจจะเป็นเพราะชายรวีมาเล่าว่าเห็นหญิงโสภา ข้าเลยเก็บเอาไปฝันเลอะเทอะก็เป็นไปได้”

    หม่อมพริ้มตัดใจ หิ้วกระเป๋าออกจากห้อง เพราะวันนี้ต้องย้ายออกจากวังรวีวารไปอยู่ตำหนักเสด็จป้า...ส่วนที่บ้านสวนของสุขกับแป้นยังไม่มีใครรู้เห็นว่าคุณหญิงโสภาหายไปไหน โสภิตพิไลร้องหาแม่แต่เช้า พอสารู้จากสมศักดิ์ว่าคุณหญิงหายไปก็ร้อนรน บ่นว่าเธอคงไม่ให้อภัยเราสองคน เธอคงไม่อยากอยู่กับเราแล้ว

    “แล้วจะไปอยู่ไหน ไหนคุณว่าคุณหญิงไม่มีเพื่อน ไม่รู้จักใคร”

    “ก็มีที่เดียวแหละค่ะ ที่เธอจะไปได้”

    สาสีหน้าหวาดหวั่นขึ้นมาทันทีที่นึกถึงวังรวีวาร แต่ยังไงก็ต้องรวบรวมความกล้าไปที่นั่นเพื่อดูให้เห็นกับตา แต่เมื่อไปถึงกลับพบแต่ความว่างเปล่า ภายในวังไร้ผู้คนจนสาต้องถอยกลับออกมาด้วยความสงสัย

    หม่อมพร้อมพาทุกคนย้ายไปอยู่ตำหนักเสด็จป้า แต่ยังไม่ทิ้งวังรวีวารเสียทีเดียว ตั้งใจจะส่งชิดกับหวนไปดูแลเป็นครั้งคราว และคาดหวังว่าสักวันคงได้กลับไปอยู่อีกครั้งหลังจากชายรวีเติบโตเป็นผู้ใหญ่

    ooooooo

    กว่าทุกคนที่บ้านสวนจะรู้ว่าคุณหญิงโสภากลายเป็นศพก็ปาเข้าไปวันที่สาม ศพของเธอลอยไปติดอยู่หน้าวัด สุขได้ข่าวจากเด็กวัดจึงรีบไปดูแล้วกลับมาบอกพวกสมศักดิ์ที่บ้าน

    ครู่ต่อมา ทุกคนไปรวมตัวกันที่วัด สาร่ำไห้เหมือนใจจะขาด กราบเท้าศพคุณหญิงโสภา คร่ำครวญหวนไห้เสียใจอย่างสุดซึ้ง

    “คุณหญิงขา...ทำไมถึงคิดสั้นอย่างนี้”

    สมศักดิ์จะประคองสา แต่สากลับขยับตัวไปนั่งตรงหน้าศพคุณหญิงโสภา พูดราวกับเธอยังมีชีวิตและได้ยิน

    “คุณหญิงโกรธสา เกลียดสา ถึงกับอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้เชียวหรือคะ ถึงต้องหนีสาไปแบบนี้ ทำไมคะ ทำไม ทำไมคุณหญิงไม่สั่งให้สาไปตาย สาจะไม่ขัดขืนเลย”

    สาเริ่มฟูมฟายเสียงดัง สมศักดิ์เข้ามาประคอง บอกให้ระงับใจเสียบ้าง สาอยู่ในภาวะจิตตก ทั้งรู้สึกผิดและเสียใจ ผลักไสเขาออกแถมตวาดใส่อย่างลืมอาย

    “อย่ามาแตะต้องตัวฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ เรื่องระยำตำบอนนี้มันคงไม่เกิด...คุณหญิงขา สาผิด สาเลว ทำไมถึงไม่ลงโทษสา ทำไมไม่ให้สาตาย ทำไมคุณหญิงต้องตาย ฮือๆๆ”

    สาร้องไห้หมดสภาพ แป้นตัดสินใจเข้ามาจัดการแทนสมศักดิ์

    “พอเถอะค่ะคุณสา เธอไปสบายแล้ว อย่าให้น้ำตาของคุณไปทำให้เธอร้อนใจ”

    สาค่อยสงบลง แต่ยังคงสะอื้นไม่หยุดหย่อน

    “หลวงพ่อว่าทางการเขามาชันสูตรศพไปแล้วว่าจมน้ำตายเอง ไม่ได้มีใครทำอะไร แต่ยังไงก็ถือว่าตายไม่ดี น่าจะสวดทำบุญให้คุณหญิงเธอคืนนี้เลย”

    “เอาเลยครับพี่สุข ทางวัดเห็นว่าเหมาะควรยังไงก็จัดการเลย”

    “เรื่องทางวัดนี่ฉันกับแม่แป้นเป็นธุระจัดการให้ได้ ไม่ต้องห่วง ว่าแต่ว่าญาติพี่น้องของคุณหญิงเขาก็ยังมีอยู่ คุณจะไม่ไปบอกกล่าวเขาหน่อยหรือ”

    สาหยุดสะอื้นอย่างฉับพลัน เงยหน้ามองสมศักดิ์ที่นิ่งอึ้งไปเหมือนกัน

    “เออ นั่นสิ เขาเป็นเจ้าเป็นนาย เขาจะยอมให้เราทำศพลูกเขาหรือเปล่า ไอ้ที่ญาติมาชิงศพกันกลางศาลามันก็เคยมีนะคุณสา ยังไงจะไปบอกเขาเสียก่อนไหมล่ะ”

    “ไปบอกหม่อมพริ้มเรื่องคุณหญิงอย่างงั้นหรือ คุณว่ายังไง”

    สมศักดิ์ถามความเห็นจากสาด้วยสีหน้าหนักใจ แต่สานิ่งไม่ตอบ หน้าซีดหน้าเสีย ความกลัวแผ่ซ่านไปทั้งตัวตั้งแต่หัวจดเท้า!

    ooooooo

    ตอนที่ 15

    ภายในบ้านยังคงมืดสลัว สมศักดิ์นอนกอดสาไว้ในอ้อมแขน แววตาเขาเปี่ยมรักและสุขล้น ต่างจากสาที่นิ่งเงียบด้วยความสับสน จนเมื่อสมศักดิ์จูบขมับเธอเบาๆ และกระซิบว่าตนต้องไปแล้ว สาถึงผลักเขาออกพร้อมกับพูดอย่างขมขื่น น้อยใจ

    “ก็ไปสิ สมใจแล้วนี่”

    “อย่าพูดอย่างนี้ได้ไหม คุณก็รู้ว่าผมไม่อยากไป อยากจะกอดคุณเอาไว้อย่างนี้ทั้งคืนด้วยซ้ำ ต่อให้ระเบิดตกลงมาตายด้วยกันก็ไม่ว่า”

    “คุณก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ไปสิไป รีบไปให้ไกลๆ”

    สาฟุบหน้าลงกับหมอนอย่างเจ็บช้ำและสับสน สมศักดิ์จูบแก้มเธอเบาๆอีกครั้งก่อนออกจากห้อง...

    ในเวลานั้นเอง คุณหญิงโสภาตัดสินใจอุ้มโสภิตพิไลที่ยังหลับสนิทตามพรกลับมาที่บ้าน เธอวางเด็กหญิงลงบนโซฟาและนิ่งฟังเสียงกระซิบของพรที่มั่นใจมาก

    “เชื่อพรสิคะ ว่าเขาต้องอยู่ด้วยกันในนี้”

    พรเปิดไฟสว่าง เป็นเวลาเดียวกับที่สมศักดิ์เดินลงมาจากชั้นบน เขาตกใจมากที่เห็นคุณหญิงโสภาแต่รีบปรับสีหน้าทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชิงพูดกับเธอก่อนว่าตนกำลังจะกลับไปรับอยู่พอดี

    “หญิงเห็นหายกันไปหมด เลยเป็นห่วง”

    “ผมกลับมาตามคุณสา ขากลับไปดันเจอลูกหลง กองไม้ล้มใส่ทั้งสองคน เล่นเอาน่วมไปทั้งตัว”

    คุณหญิงโสภาตกใจลืมความคลางแคลงสงสัย ถามเขาอย่างห่วงใยว่าเป็นอะไรหรือเปล่า แล้วสาอยู่ที่ไหน?

    “สาไม่โดนอะไรมาก แต่คงตกใจ ผมเลยพามาพักที่บ้าน อยู่ข้างบนแน่ะ”

    ตอบเสร็จก็ตรงไปอุ้มโสภิตพิไลที่ตื่นงัวเงีย “พ่ออยู่นี่ลูก ไปนอนกันนะลูกนะ ไปครับคุณหญิง ตกอกตกใจมาทั้งคืนแล้ว ไปงีบเอาแรงหน่อยเถอะครับ”

    สมศักดิ์อุ้มลูกสาวนำหน้าไป คุณหญิงโสภาจะเดินตาม แต่พรรีบเข้ามาประชิดแล้วกระซิบเบาๆ

    “เห็นไหมคะ ว่าเขาอยู่ด้วยกันในบ้านจริงๆ”

    คุณหญิงโสภาไม่พูดอะไรสักคำ ก้มหน้าก้มตาเดินขึ้นข้างบน พรขัดใจเป็นบ้า ฮึดฮัดฟึดฟัดเข้าห้องตัวเอง

    ส่วนสาอยู่ในห้องของตนที่ชั้นบน นอนฟังเสียงคุณหญิงโสภากับสมศักดิ์พูดกันอยู่หน้าห้อง คุณหญิงเป็นห่วงสา ร้องเรียกเพื่อจะถามไถ่ แต่สมศักดิ์คาดว่าเธอคงหลับแล้ว

    “หญิงเป็นห่วงสาน่ะค่ะ ก็เห็นว่าโดนไม้ล้มทับ แต่ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เช้าค่อยถามก็ได้”

    สาโล่งใจที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับคุณหญิงโสภา ค่อยๆลุกจากเตียงมาเก็บถุงใส่ของที่ทำหล่นไว้กับพื้นซึ่งข้างในมีเหรียญและล็อกเกตของสกุลรวีวาร เพียงแค่เห็นของสิ่งนั้น สาถึงกับน้ำตาร่วงเผาะ รำพึงรำพันอย่างรู้สึกผิด

    “คุณหญิง...คุณหญิงของสา...สาขอโทษ”

    ooooooo

    เสียงเครื่องบินขับไล่หายไปหมดแล้ว บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบ หม่อมพริ้มและบ่าวที่หลบภัยอยู่ในศาลากลางสวนต่างขยับขยายแยกย้ายกันกลับเรือน

    หม่อมพริ้มอุ้มชายรวีที่หลับสนิท เจิมคอยพัดวีให้ด้วยความรักและเอ็นดู

    “โชคดีนะที่หญิงจิ๋มกับหญิงจ้อยตามคุณพี่ไปอยู่เสียที่ผักไห่ ไม่งั้นคงห่วงหน้าพะวงหลังกันน่าดู”

    “มีแต่คุณชายรวีเจ้าค่ะ ที่ไม่ยอมไป ยังไงก็จะอยู่กับหม่อม”

    “เขาบอกว่าถ้าชายไม่อยู่ ใครจะดูแลหม่อมแม่ ช่างพูดนัก ตัวเท่านี้ก็รู้จักรัก รู้จักเป็นห่วงแม่”

    “หม่อมเลี้ยงคุณชายมาดี คุณชายก็ต้องรัก ต้องกตัญญูกับหม่อมสิเจ้าคะ”

    “ชายรวีเป็นเด็กดีจริงๆ เจิมเอ๊ย ยิ่งโตยิ่งน่ารัก น่ารักจนข้าอดหวั่นไม่ได้”

    “หวั่นอะไรเจ้าคะ”

    “ข้าหวั่นใจว่า ถ้าอีสามันได้เห็นชายรวี มันจะลืมคำ

    มั่นที่มันให้ไว้กับข้า ทุกวันนี้แทนที่ข้าจะตามหามันข้ากลับภาวนาขออย่าให้เจอะให้เจอมันอีก ข้ากลัว...กลัวมันจะมาทำลายลูกหลานของสกุลรวีวารอย่างที่มันเคยทำมาแล้ว”

    น้ำเสียงหม่อมพริ้มจริงจังเสียจนเจิมพลอยกังวลไปด้วย

    ooooooo

    สมศักดิ์ตื่นแต่เช้าตรู่ลงมาป้วนเปี้ยนที่กระถางกุหลาบมอญหน้าบ้าน แล้วบรรจงเด็ดดอกสวยมาจุมพิตเบาๆ ก่อนเอากลับขึ้นไปสอดไว้ที่ประตูห้องสาแล้วทำไม่รู้ไม่ชี้ถอยหลังออกมาเงียบๆ

    พอเห็นคุณหญิงโสภาออกมาจากอีกห้อง สมศักดิ์รีบเข้าไปโอบเอวประจบเธอ

    “คุณหญิงตื่นเช้าจัง เมื่อคืนก็นอนไม่เต็มตาไม่นอนต่ออีกหน่อยล่ะครับ”

    “สาเป็นยังไงบ้างคะ”

    สมศักดิ์ตกใจตอบไม่ถูก คุณหญิงโสภาทำนิ่งๆอธิบายเสียงเรียบว่าตนเห็นเขาอยู่หน้าห้องโน้น เลยนึกว่า ไปดูสา

    “เปล่า...ก็ว่าจะถาม แต่เกรงใจเขา ไม่รู้ตื่นหรือยัง”

    ทันใด พรโผล่หน้ามาจากชั้นล่าง ตอบเสียงแจ๋วแต่แววตาจับผิดใครบางคน

    “ตื่นแล้วค่ะ ออกไปแล้วด้วย พรถามว่าไปไหนก็ไม่บอก แอบงุบๆงิบๆออกไปแต่เช้า ไม่รู้ว่าหนีอะไร”

    เวลาเดียวกันนั้น สาทั้งทุกข์ใจและรู้สึกผิดมากมาย กำลังเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนระหว่างตนกับสมศักดิ์ให้สำรวยฟัง ฟังจบ สำรวยถึงกับอุทานด้วยความแตกตื่นตกใจ

    “อนิจจังอนิจจา ไม่นึกเลย แม่อุษาก็ไปเป็นน้อยเขาจนได้ แบบนี้มันเท่ากับเป็นชู้กับผัวท่าน บาปนะแม่อุษา ตายไปต้องตกนรก”

    “ไม่ตายฉันก็เหมือนตกนรกอยู่แล้ว วันนี้ฉันยังไม่กล้ามองหน้าคุณหญิงเลย เธอดีกับฉัน รักฉัน ไว้ใจฉันเหมือนญาติสนิท ฉันจะทำยังไงดีล่ะพี่รวย”

    “อยู่ไม่ได้แล้ว แม่อุษาต้องไปให้ไกลจากคุณสมศักดิ์”

    “จะไปไหนล่ะพี่ ฉันก็ไม่มีใครที่ไหน บ้านเมืองก็เป็นเสียอย่างนี้อีก แล้วถ้าฉันทิ้งมาคุณหญิงกับโสภิตจะอยู่ยังไง”

    “ถ้าแม่อุษารักคุณหญิงจริงๆ ยิ่งต้องอยู่ให้ไกล น้ำตาลใกล้มดมันอดใจไม่ได้หรอก มีครั้งแรกแล้วมันก็ต้องมีครั้งที่สอง สักวันคุณหญิงเธอต้องรู้จนได้ แม่อุษาจะทำอะไรก็คิดดูดีๆ ความสนุกสุขใจมันก็แค่ชั่วครู่ชั่วยาม แต่บาปกรรมมันจะติดตามเราไปตลอด พี่จะเตือนไว้ ต่อไปพี่เองก็คงไม่ได้อยู่เป็นคู่คิด”

    “อ้าว พี่รวยจะไปไหน”

    “จะพาแม่หนีระเบิดไปอยู่บ้านญาติแถวฝั่งธนน่ะ เห็นคนฝั่งพระนครเขาย้ายไปอยู่กันเยอะ เขาว่าเรือบินมันจะทิ้งระเบิดในเมืองเพราะพวกญี่ปุ่นมันอยู่กัน แต่ถ้าหลบไปอยู่ในเรือกในสวนมีแต่ต้นไม้ใบหญ้านั่นน่ะถึงจะรอด”

    “จริงสิ” สาพึมพำ นึกถึงใครบางคนที่สวนแถวฝั่งธนขึ้นมาได้

    ooooooo

    หน้าโรงละครตอนกลางวันยังไร้ผู้ชม วิทย์เดินเข้ามาข้างในพร้อมบุญยงและเพื่อนนักดนตรี สนทนากันเรื่องระเบิดที่ลงหนักเมื่อคืน

    “ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ระเบิดลงหนักขนาดนี้ ยังมีคนมาดูละครกัน”

    “บัตรขายหมดทุกรอบ จะว่าไปขายดียิ่งกว่าตอนบ้านเมืองสงบเสียอีกนะครับ แปลกจริง”

    “ไม่เห็นแปลกเลยจ้ะวิทย์” มาลัยส่งเสียงมา

    ก่อนตัว ทุกคนหันมองและนิ่วหน้าไม่เข้าใจ เจ้าหล่อนเลยชี้แจงแถลงไขว่า “โลกยิ่งเลวร้าย คนยิ่งกระหายความดีงาม คนมาดูละครของเราเพราะอยากหนีจากโลกของความจริงที่เสื่อมทรามมาอยู่ในโลกที่มีแต่ความสุข แม้เพียงชั่วครู่ชั่วยามก็ยังดี”

    “ลึกซึ้งคมคายมากครับ” วิทย์ปรบมือชื่นชม...มาลัยเลยหยอกล้อกลับคืนว่า

    “ปากหวาน...น่าเสียดายที่อีกหน่อยจะไม่ได้ฟังซะแล้ว”

    “ทำไมล่ะครับ”

    “เพราะวิทย์คงต้องเก็บคำหวานไว้ให้คนอื่นน่ะสิ”

    “ใครกัน” บุญยงทำหน้าสงสัย มาลัยจึงเปิดตัวเธอคนนั้นทันที

    “คุณอุษา ออกมาสิคะ”

    สาเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม วิทย์ตื่นเต้นยินดี ถามเธอว่ามาได้ยังไงกัน?

    “เมื่อวานคุณวิทย์ถามฉันว่าสนใจจะลองเล่นละครแบบใหม่ดูไหม วันนี้ฉันเลยมาตอบว่าฉันสนใจค่ะ”

    “พี่เลยตกลงใจรับคุณอุษามาอยู่ในคณะของเราแล้ว”

    วิทย์ดีใจกระโดดตัวลอย เพื่อนๆนักดนตรีพลอยดีใจไปด้วย หลังจากนั้นวิทย์เดินออกมาส่งสาหน้าโรงละคร เผยความรู้สึกของตนอย่างจริงจังและจริงใจ

    “ผมดีใจที่สุดที่คุณอุษายอมมาเล่นละครกับเรา”

    “ฉันสิคะที่ต้องดีใจ ที่คุณมาลัยกรุณาฉัน”

    “ผมต้องรีบไปซ้อม ไว้เย็นนี้ผมจะไปหาคุณอุษาที่บ้าน”

    “อย่าเลยค่ะ ฉันต้องไปทำธุระอีกหลายอย่าง มีเรื่องจะต้องพูดกับคนทางบ้านด้วย เรื่องสำคัญ” พูดไปแล้วสาแอบกังวลอยู่ลึกๆ

    หลังจากไปทำธุระเสร็จเรียบร้อยแล้วสาตรงกลับบ้าน บอกกล่าวแก่สมศักดิ์และคุณหญิงโสภาถึงเรื่องที่ตัดสินใจแน่แน่วว่าจะย้ายบ้าน

    “อะไรนะ สาจะให้ทิ้งบ้านไปอยู่ที่อื่นหรือจ๊ะ”

    “ค่ะคุณหญิง ใครๆที่พอจะขยับขยายหนีไปที่อื่นได้เขาก็ไปกันหมดแล้ว คุณหญิงเองก็กลัวจนไม่เป็นอันหลับอันนอนจะมาทนอยู่ทำไม”

    “ก็จริงของคุณอุษา หวอมาทีก็วิ่งลงหลุมกันที เป็นอย่างนี้บ่อยๆ คงไม่ไหว”

    “แล้วไอ้ตอนคนไปอยู่ในหลุมนี่แหละค่ะอันตรายนัก คนมันชอบฉวยโอกาสลักกินขโมยกิน”

    “นังพร ถ้าไม่เลิกสอดฉันจะทิ้งแกไว้ที่นี่แหละ”

    สาปรามเสียงเขียว แต่ก็ไม่ได้นำพา พรยังคงยอกย้อนอย่างไม่เกรงใจว่า ตนก็ไม่ได้อยากตามไปเป็นก้างขวางคอใคร

    “นังพร!” สาลุกพรวดอย่างสุดทน

    “พอจ้ะพอ อย่าทะเลาะกัน ตกลงว่าจะไปก็ไป ว่าแต่ว่าสาจะพาหญิงไปไหนล่ะจ๊ะ”

    เห็นแก่คุณหญิงโสภา สาจึงสงบปากสงบคำ แต่สายตายังคงจ้องหน้าพรอย่างชิงชัง...

    แล้วเช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนก็ช่วยกันเก็บข้าวของสัมภาระเตรียมย้ายออกจากบ้านเช่าไปอยู่บ้านที่สาเจรจากรุยทางไว้ให้แล้ว

    สมศักดิ์ สา และพรช่วยกันขนของออกมากองไว้หน้าบ้าน คุณหญิงโสภาไม่ได้ช่วยเหลือเพราะต้องป้อนข้าวโสภิต-พิไล สาลากกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ไปหน้าบ้านพร้อมกับเล่าถึงบ้านหลังนั้นให้คุณหญิงโสภาฟังไปด้วย

    “บ้านพี่แป้นแกอยู่ในคลองมหาสวัสดิ์ค่ะ เป็นสวนผลไม้ สาแวะไปดูมาแล้ว บ้านแกกว้างขวางใหญ่โตอยู่กันได้สบายเชียวค่ะ”

    คุณหญิงโสภาพยักหน้าเข้าใจ แล้วหันไปถามสมศักดิ์ที่ยกกล่องใส่ของลงมาจากชั้นบน

    “ไปอยู่ในสวนแล้วคุณสมศักดิ์จะออกมาทำงานยังไงคะ”

    “เรือเมล์มีถมไปครับคุณหญิง ไม่ลำบากอะไรหรอก”

    สมศักดิ์ยกกล่องออกมาวางหน้าบ้าน พลันเหลือบไปเห็นสายกของหนักกำลังจะหลุดมือจึงรีบเข้าไปช่วย

    “บอกแล้วว่ามันหนัก ยกทำไม ผมยกเองก็ได้”

    พรเดินออกมาเห็นภาพนั้นพอดี หมั่นไส้จนทนไม่ไหวถึงกับทิ้งของในมือลงพื้นดังโครม สมศักดิ์ไม่พอใจหันมาตาเขียวใส่พร สาวใช้จอมจุ้นเลยหน้าหงอเดินกลับเข้าข้างใน ส่วนสาส่งสายตาตำหนิสมศักดิ์ที่ห่วงใยตนจนประเจิดประเจ้อเกินไป

    คุณหญิงโสภาพาโสภิตพิไลขึ้นมาบนห้อง ปล่อยให้นั่งเล่น ส่วนตัวเองเก็บของใช้ใส่กระเป๋า สักครู่พรปึงปังเข้ามาบอกเธอว่า

    “พรไม่ไปด้วยนะคะ พรขอลาออก”

    “อ้าว ทำไมล่ะ”

    “ทนดูไม่ไหว จะไม่ดูก็ไม่ได้ คนมันทำให้เห็นตำตาทุกวัน”

    “นี่พร ถ้าพรจะพูดเรื่องนั้น...”

    “ที่อีพรพูดเป็นเรื่องจริง คุณหญิงก็รู้แต่แกล้งทำเป็นไม่เชื่อ ในเมื่อไม่เชื่อก็จะไม่พูดล่ะ ทำเป็นแม่พระไปเถอะ สักวันคุณหญิงนั่นแหละจะน้ำตาเช็ดหัวเข่า จำคำอีพรเอาไว้”

    พรพูดจบก็เดินฉับๆออกไป ทิ้งคุณหญิงโสภายืนอึ้งอยู่ตรงนั้น!

    ooooooo

    บ้านสวนของแป้นเป็นบ้านทรงไทยหลังใหญ่อยู่ริมน้ำ...แป้นเคยเจอสาที่โรงพยาบาลตอนไปคลอดลูกและเกิดถูกชะตากับสามากถึงขนาดเคยชวนมาอยู่ด้วยกัน แต่ครั้งนั้นสาปฏิเสธเพราะเกรงใจ

    เมื่อสาต้องการมาพึ่งพาอาศัยในวันนี้ แป้นจึงยินดีต้อนรับอย่างที่สุด ตระเตรียมและบงการตาสุขสามีให้เก็บกวาดทำความสะอาดหน้าบ้านเป็นการใหญ่

    “กวาดให้เรี่ยมเลยนะตาสุข อย่าให้ขายขี้หน้าเขา เออ แล้วบันไดที่ท่าน้ำน่ะขัดแล้วหรือยัง วันก่อนเห็นตะไคร่ขึ้นลื่นปรื๊ดๆ เกิดล้มหัวร้างข้างแตกขึ้นมาล่ะยุ่งเชียว มดหมอก็อยู่ไกล เอ...จะเพลอยู่แล้ว มาถึงคงจะหิว จะทำอะไรกินดีล่ะตาสุข แกไปดูทีว่าวันนี้มีกุ้งไหม”

    แป้นพูดหลายเรื่องจนตาสุขฟังไม่ทัน โยนไม้กวาดลงพื้น เท้าสะเอวหมับ

    “ยู้ดดดด! หยุดซักประเดี๋ยวเถอะแม่แป้น ฉันหัวหมุนไปหมดแล้ว กะอีแค่คุณอุษาเขาจะมาบ้าน ทำไมต้องวุ่นวาย”

    “เอ๊า คุณอุษาเขาเป็นถึงนางละครชื่อดัง ใช่ชาวไร่ชาวสวนอย่างเราที่ไหน แล้วไหนจะคุณหญิงโสภาเจ้านายเขา นั่นท่านเป็นถึงหม่อมราชวงศ์”

    “ก็รอให้เขามาถึงก่อนได้ไหม แม่แป้นจะทูลหัวทูลเกล้าให้ถึงใจพระเดชพระคุณยังไงฉันไม่ว่า แต่ตอนนี้ไม่ไหว หนวกหู”

    แป้นค้อนขวับอย่างขัดใจ แล้วหันไปเห็นสาเดินนำทุกคนเข้ามาพอดี

    “นั่นไง อายุยืนจริงๆ แม่คุณเอ๊ย พูดถึงก็มาเลย...คุณสาๆ”

    แป้นถลาไปรับสาด้วยความดีใจ แต่ดูเหมือนตาสุขจะดีใจยิ่งกว่าหลายเท่าตัว

    “แหม...ดีใจเหลือเกินที่คุณมา ถ้าขืนชักช้ากว่านี้หูฉันแตกแน่”

    “คุณสมศักดิ์คะ คุณหญิงคะ นี่พี่แป้นกับพี่สุขเจ้าของบ้าน...แล้วนี่คุณสมศักดิ์กับคุณหญิงโสภาค่ะ”

    สองฝ่ายทักทายทำความรู้จักกัน สมศักดิ์ให้โสภิต-พิไลไหว้ลุงกับป้าเจ้าของบ้าน

    “ลูกสาวหรือครับคุณ น่าเอ็นดู”

    “ค่ะคุณลุง แกชื่อโสภิตพิไล เรียกว่าโสภิตเฉยๆ ก็ได้ค่ะ”

    “หน้าตาคมขำได้พ่อได้แม่เลยนะคะ เออ จริงสิ ปล่อยให้ยืนอยู่ได้ ขึ้นบ้านกันก่อนค่ะคุณ เชิญๆๆๆ”

    แป้นกุลีกุจอพาทุกคนขึ้นบ้าน สุขเดินตามรั้งท้าย เผื่อแป้นจะให้จัดหาอะไรมารับแขก

    “มาๆๆ นั่งๆๆ กินน้ำกินท่ากันก่อน...รินๆ รินเอ๊ย เอาน้ำเอาท่ามารับแขกลูก เออ หรือจะกินน้ำมะพร้าว ตาสุข แกไปเอามะพร้าวน้ำหอมมาที เมื่อวานเห็นเอาลงมาทั้งทะลายเลยนี่”

    สุขกำลังจะไป  แต่แป้นนึกได้ หันไปเร่งลูกอีก

    “จรินทร์เอ๊ย น้ำได้รึยัง” สุขเลยชะงัก ถามกึ่งบ่นเมียตัวเองว่าตกลงจะเอาอะไร เอาน้ำหรือเอามะพร้าว

    สาแทรกขึ้นอย่างเกรงใจ “อย่าลำบากเลยจ้ะพี่สุข พวกฉันมาอาศัยอยู่ ใช่แขกเหรื่ออะไรที่ไหน”

    “วุ้ย ยังไงก็เป็นเจ้าเป็นนาย ไอ้ฉันมันชาวบ้าน อยู่กันง่ายๆ คุณหญิงอย่าถือสานะคะ”

    “พูดอะไรอย่างนั้นจ๊ะ แค่พี่แป้นกับพี่สุขกรุณาให้พวกเรามาหลบภัย หญิงก็เกรงใจมากแล้ว”

    “แหม...เจ้านายนี่เขาพูดกันเพราะจริง ที่เขาว่าสำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุลมันเป็นอย่างนี้นี่เอง” แป้นพูดเสียงหวาน แต่พอหันไปเห็นตาสุขนั่งพิงระเบียงหยิบยาเส้นจากกระเป๋าเสื้อออกมามวนก็แว้ดใส่ “เอ้าตาสุขนั่งทำอะไรอยู่ ไหนว่าจะไปเอามะพร้าว”

    “ฉันไม่ได้ว่า แกว่าของแกเอง” แป้นขยับปากจะด่า สุขรู้แกวรีบแย่งพูด “ไปจ้ะไป ไปเอาให้เดี๋ยวนี้ล่ะ”

    “ไม่ต้องแล้วครับ น้ำมาโน่นแล้ว”

    สมศักดิ์ชี้มือไปที่เด็กสาววัย 14 ปี ที่ถือถาดใส่แก้วน้ำเดินเข้ามา มีเด็กหญิงอีกคนวิ่งตาม อายุน่าจะสามสี่ขวบเท่ากับโสภิตพิไล พอเห็นคนแปลกหน้าก็เข้าไปอิงแอบข้างแป้นอย่างอายๆ

    “รินเอ๊ย ไหว้คุณสาเขาเสียสิ คุณสาที่แม่เคยเล่าให้ฟังไง แล้วนี่คุณหญิงโสภา คุณสมศักดิ์ผัว เอ๊ย สามีคุณหญิง...นี่จรินทร์ลูกสาวคนกลางจ้ะ คนโตชื่อสมจิต แต่งงานแยกบ้านออกไปแล้ว ส่วนคนเล็กที่แอบอยู่นี่ชื่อแจ่มศรี คนนี้ไงที่คลอดพร้อมๆกับลูกของคุณสา เออจริงสิ แล้วนี่ไปไหนเสียล่ะ ทำไมไม่พามาด้วย”

    คำถามของแป้นเล่นเอาพวกสานิ่งอึ้ง แต่พอตั้งสติได้ สาก็บอกสองผัวเมียว่าตนมีเรื่องจะขอ โดยลุกนำทั้งคู่ไปคุยกันมุมหนึ่งเพื่อไม่ให้โสภิตพิไลได้ยิน

    หลังจากฟังเรื่องราวจากปากสา สองผัวเมียก็หายข้องใจเป็นปลิดทิ้ง

    “อ๋อ ที่แท้หนูโสภิตก็เป็นลูกคุณสา”

    “จ้ะ แต่พอจดทะเบียนเป็นลูกคุณหญิงกับคุณสมศักดิ์แล้วฉันก็ไม่อยากบอกให้แกสับสน แกก็เลยเรียกฉันว่าป้า เรียกคุณหญิงว่าแม่”

    แป้นเหลียวไปมองคุณหญิงโสภานั่งอยู่กับสมศักดิ์ มองดูแจ่มศรีเล่นกับโสภิตพิไล แล้วเปรยขึ้นอย่างไม่คิดอะไร

    “เออ คุณหญิงก็แปลกดีแท้ แต่งงานมาตั้งนมนานไม่ยักกะมีลูก ดูสิ เลี้ยงลูกคุณสาเพลินไปเลย อย่างกับลูกของตัวเองแน่ะ”

    สาฟังแล้วอึ้ง เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าเพราะอะไรคุณหญิงโสภาถึงไม่มีลูกเสียที

    ooooooo

    สา สมศักดิ์ และ​คุณหญิง​โสภา​ช่วย​กัน​ขน​ของ​เข้า​ห้อง​ขนาด​ใหญ่​ภายใน​บ้าน​ของ​แป้น​กับ​สุข ซึ่ง​กลาง​ห้อง​มี​ที่นอน​เตียง​คู่ คุณหญิง​โสภา​กับ​สมศักดิ์​มอง​สำรวจ​รอบ​ห้อง​ด้วย​สีหน้า​พอใจ

    “คุณหญิง​กับ​คุณ​สมศักดิ์​อยู่​ห้อง​นี้​นะ​คะ เดี๋ยว​จริน​ทร์​จะ​เอา​เบาะ​กับ​มุ้ง​เล็ก​มา​ให้​โสภิต ถ้า​ขาดเหลือ​อะไร​ก็​บอก​พี่​แป้น​แก​ได้ ไม่​ต้อง​เกรงใจ”

    สมศักดิ์​ลอบ​มอง​สา​ตา​เยิ้ม​ก่อน​จะ​เอ่ย​ถาม​เธอ​เสียงอ่อน​บ่ง​บอก​ความ​รัก แต่​คุณหญิง​โสภา​ไม่ได้​เฉลียวใจ

    “แล้ว​ห้อง​คุณ​สา​ล่ะ​ครับ อยู่​ตรง​ไหน”

    “ฉัน​จะ​กลับ​ไป​อยู่​ที่​บ้าน​เดิม​ค่ะ”

    คุณหญิง​โสภา​กับ​สมศักดิ์​งุนงง ถาม​ขึ้น​มา​เป็น​เสียง​เดียวกัน​ว่า

    “อะไร​นะ!”

    สา​ไม่ได้​สนใจ​สมศักดิ์ แต่​เบน​สายตา​ไป​ทาง​คุณหญิง​โสภา บอก​กับ​เธอ​ว่า​​ตน​จะ​กลับ​ไป​เล่นละคร​ที่​คณะ​ของ​คุณ​วิทย์ กว่า​ละคร​จะ​เลิก​ก็​ดึกดื่น มา​อยู่​ที่​นี่​จะ​ลำบาก

    สมศักดิ์​หน้า​บึ้งตึง สวน​ทันควัน​ว่า “แล้ว​ทำไม​จะ​ต้อง​เล่น”

    “จะ​ให้​อยู่​เฉยๆหรือ​ไง”

    “ก็​ช่วย​ดูแล​บ้าน ดูแล​คุณหญิง”

    “กิน​อยู่​หลับ​นอน พี่​แป้น​แก​อาสา​จัดการ​เอง​หมด จ​ริน​ทร์​ก็​บอก​ว่า​จะ​ช่วย​เลี้ยง​โสภิต ฉัน​ไป​ทำ​มา​หากิน​ไม่​ดี​กว่า​มา​นั่งๆนอนๆอยู่​เฉยๆหรอก​หรือ”

    “ผม​หา​เลี้ยง​ทุก​คน​ได้”

    “คุณ​หา​เลี้ยง​คุณหญิง​โสภา​คน​เดียว​ก็​พอ...คุณหญิง​คะ สา​ต้อง​ไป​ค่ะ รับปาก​กับ​ทาง​คุณ​วิทย์​ไว้​แล้ว”

    สมศักดิ์​โมโห​หึง​จน​ลืมตัว ระเบิด​เสียง​ออก​มา​อย่าง​ฉุนเฉียว

    “ถ้า​ห่าง​กัน​ไม่ได้​ก็​ไม่​เห็น​ต้อง​ไป​เล่น​ละคร ให้​มัน​มา​หา​ก็ได้​นี่ มา​ทุก​วัน​เลย​ยัง​ได้ ผม​ไม่​ว่า แต่​ถ้า​ผู้ชาย​เขา​ไม่​มา​ก็​ไม่​ต้อง​ร่าน​ออก​ไป”

    สา​สะอึก​กับ​คำ​พูด​ของ​สมศักดิ์ คุณหญิง​โสภา​เห็น​ท่าทาง​ไม่​ดี​รีบ​เข้า​ขวาง

    “ค่อย​พูด​ค่อย​จา​กัน​ก็ได้​นี่​คะ พูด​กัน​ดีๆ”

    สมศักดิ์​เมิน​หน้า แล้ว​เดิน​ปึงปัง​ออก​จาก​ห้อง​ไป​ระบาย​ความ​ฉุนเฉียว บ่น​พึมพำ​อยู่​คน​เดียว

    “คน​อะไร ไม่​รู้จัก​อิ่ม​จัก​พอ”

    ด้าน​คุณหญิง​โสภา​ที่​อยู่​ใน​ห้อง​กับ​สา​สองต่อสอง เธอ​ปลอบ​ใจ​สา​ที่​ยืน​กำมือ​แน่น​ข่ม​ความ​โกรธ​เคือง​สมศักดิ์​ที่​พูดจา​รุนแรง​ไม่​ให้​เกียรติ​กัน​เลย

    “ใจเย็นๆนะ​สา จะ​ว่า​ไป​หญิง​ก็​ไม่​อยาก​ให้​สา​ไป​นะ​จ๊ะ บ้านเมือง​ก็​ไม่​ปลอดภัย สา​จะ​ไป​อยู่ตัว​คน​เดียว หญิง​เป็น​ห่วง​นะ อยู่​ด้วย​กัน​จะ​เกิด​อะไร​ขึ้น ก็​ยัง​ได้​เห็น​หน้า​กัน”

    สา​มอง​แวว​ตา​ที่​เปี่ยม​ด้วย​ความ​ห่วงใย​ของ​คุณหญิง​โสภา​ก็​ยิ่ง​สะท้อนใจ​และ​รู้สึก​ผิด​ใน​การ​กระทำ​ที่​ผ่าน​มา​ของ​ตน บอก​กับ​ตัว​เอง​อยู่​ใน​ใจ​ว่า

    “คุณหญิง​ของ​สา...อย่า​ดี​กับ​สา​นัก​เลย​ค่ะ ถ้า​คุณหญิง​ร้าย​กับ​สา​สัก​นิด สา​จะ​ไม่​ลำบาก​ใจ​อย่าง​นี้”

    คุณหญิง​โสภา​เห็น​สา​นิ่ง เข้าใจ​ว่า​ลังเล จึง​พยายาม​อ้อนวอน​อีก​หลาย​คำ​พร้อม​กับ​จับ​มือ​เธอ​ไว้ แต่​สา​ไม่​ใจอ่อน ดึง​มือ​คุณหญิง​โสภา​ออก มอง​หน้า​อย่าง​สุด​รัก​และ​บูชา

    “สา​ต้อง​ไป​ค่ะ​คุณหญิง จริงๆสา​ควร​จะ​ไป​เสีย​ตั้ง​นาน​แล้ว คุณหญิง​อย่า​ห้าม​สา​อีก​เลย”

    สา​ก้มหน้า​เดิน​ออก​ไป​นอก​ห้อง น้ำตา​ค่อยๆเอ่อ​ซึม​ออก​มา​อย่าง​กลั้น​ไม่​อยู่ สมศักดิ์​ยืน​จ้อง​มอง​มา​จาก​มุม​หนึ่ง แวว​ตา​ของ​เขา​บ่ง​บอก​ว่า​ตัดพ้อ​น้อยใจ สา​เห็น​แต่​ไม่​พูด​อะไร กลั้นใจ​เมิน​หน้า​เดิน​ลง​จาก​เรือน​ไป​เงียบๆ

    ooooooo

    เย็น​นั้น ที่​โรง​ละคร​มาลัย​ภิรมย์....

    ใน​มุม​พักผ่อน​ด้าน​หลัง​เวที นัก​ดนตรี​ทุก​คน​ล้อมวง​เล่น​เครื่องดนตรี​ประจำ​ตัว​ของ​ตน​ใน​เพลง​สั้นๆเพื่อ​ต้อนรับ​สา ก่อน​ที่​มาลัย​จะ​ลุก​ขึ้น​กล่าว​อย่าง​ร่าเริง

    “ใน​นาม​ของ​คณะ​ละคร​มาลัย​ภิรมย์ พี่​ขอกล่าว​แสดง​ความ​ยินดี​ต้อนรับ​คุณ​อุษา​มา​เป็น​สมาชิก​ใหม่​ใน​คณะ​ละคร​ของ​เรา”

    ทีม​งาน​ส่งเสียง​เฮฮา​ยินดี​โดย​พร้อมเพรียง สา​ซึ้ง​ใจถึง​กับ​ยิ้ม​ไม่​หุบ​เลย​ทีเดียว

    “ขอบพระคุณ​ทุก​คน​ค่ะ”

    บุญ​ยง​ชู​กระป๋อง​กาแฟ​ที่​ติดตัว​มา ทำท่า​ล้อเลียน

    “เ​อ้า! ดื่ม​ให้​กับ​คุณ​อุษา...ไชโย”

    พวก​นัก​ดนตรี​หัวเราะ​ขำ​ขัน เล่น​เพลง​รับ​กันสนุก สนาน วิทย์​มอง​สา​อย่าง​สุข​ล้ำ สา​รับ​รู้​แต่​ยิ้ม​รับ​แกนๆ มาลัย​แอบ​มอง​สา​กับ​วิทย์​อย่าง​สนใจ

    หลังจาก​นั้น​ไม่​นาน ทุก​คน​นั่ง​ล้อมวง​กัน​ภายใน​โรง​ละคร เริ่ม​ทำ​งาน​จริงจัง นอกจาก​นัก​ดนตรี​แล้ว​ยัง​มี​นัก​แสดง​อีก​สี่​ห้า​คน มาลัย​แจก​บท​ละคร​ให้​ทุก​คน​ส่ง​ต่อๆกัน​ไป

    “ละคร​เรื่อง​ใหม่​ของ​เรา​คือ​เรื่อง​ใน​สวน​รัก”

    “ชื่อ​เหมือน​หนัง” บุญ​ยง​นิ่ว​หน้าชีวิน...ชาย​หนุ่ม​หน้าตา​คมสัน เสียง​ไพเราะ วัย​เดียว​กับ​สา​เอ่ย​ขึ้น​อย่าง​รู้​จริง

    “ก็​ที่ จำรัส สุว​คน​ธ์ เป็น​พระเอก​ยัง​ไง​ล่ะ”

    ทุก​คน​ร้อง​อ๋อ สา​มอง​หน้า​ชาย​หนุ่ม​ผู้​รู้​จริง​อย่าง​สนใจ มาลัย​เพิ่ง​นึก​ได้ รีบ​แนะนำ

    “ลืม​แนะนำ​ไป คุณ​อุษา นี่​ชีวิน พระเอก​ประจำ​คณะ​เรา”

    “ค่ะ” สา​รับ​รู้​และ​ยกมือ​ไหว้​ชีวิน​อย่าง​นอบน้อม

    “ชีวิน...นี่​เขา​ชื่อ​คุณ​อุษา เป็น​เพื่อน​ของ​วิทย์ แล้ว​ก็​เป็น​นางเอก​ละคร​คน​ใหม่​ของ​เรา”

    คำ​พูด​ของ​มาลัย​ทำเอา​ทุก​คน​ตกใจ ไม่​เว้น​แม้แต่​สา​ที่​ไม่​รู้ตัว​มา​ก่อน

    “อะไร​นะ​คะ ให้​ฉัน​เป็น​นางเอก”

    มาลัย​ไม่ทัน​จะ​ตอบ วิทย์​แทรก​ขึ้น​เสีย​ก่อนว่า

    “มัน​จะ​ดี​หรือ​ครับ​พี่​มาลัย”

    “ทำไม​ล่ะ วิทย์​คิด​ว่า​คุณ​อุษา​เขา​ไม่​เหมาะสม​ตรง​ไหน”

    “ไม่​ใช่​ครับ คุณ​อุษา​สวย เสียง​เพราะ แต่ว่า...คือผม​แค่​เป็น​ห่วง เพราะ​เธอ​ไม่​เคย​แสดง​ละคร​แบบ​นี้​มา​ก่อน”

    “ไม่​ต้อง​ห่วง​หรอก พี่​รู้​ว่า​คุณ​อุษา​ทำได้ พี่​รู้จัก​คุณ​อุษา​ดี พี่​รู้​ว่า​เขา​เป็น​ใคร เคย​ทำ​อะไร​มา”

    มาลัย​พูด​จบ​ก็​เดิน​ไป​เลย สา​ตกใจ​อย่าง​วัว​สันหลัง​หวะ รีบ​เดิน​ตาม​ไป​ถาม​มาลัย​ที่​เข้าไป​เติม​แป้ง​แต่งหน้า

    “คุณ​มาลัย​พูด​อย่าง​นั้น​หมายความ​ว่า​ยัง​ไง​คะ”

    “อ้าว ก็​คุณ​เคย​เป็น​นางเอก​ละคร​คณะ​เปรม​ปรีดา​ไม่​ใช่​หรือ​คะ ฉัน​เคย​ไป​นั่ง​ดู​คุณ​เล่น​ออก​บ่อย คุณ​เก่งมาก”

    “อ้อ...คุณ​เคย​ดู​ฉัน​เล่น​ละคร​มา​ก่อน​นี่เอง”

    สา​โล่ง​อก ยิ้ม​ออก ค่อย​คลาย​ใจ​ลง แต่​มาลัย​กลับ​หัน​มา​มอง​สา​ด้วย​สายตา​คมกริบ ค้น​หา

    “ฉัน​ดู​อยู่​หลาย​รอบ จนถึง​รอบ​สุดท้าย ที่​จู่ๆสาว​เครือ​ฟ้า​ก็​วิ่ง​หนี​ออก​ไป​จาก​โรง​ละคร ทั้งๆที่​เพิ่ง​แสดง​ไป​ได้​ฉาก​เดียว เขา​ลือ​กัน​ว่า​นางเอก​ล้ม​ป่วย​กะทันหัน แต่​บาง​คน​ก็​ว่า​นางเอก​ที่​ชื่อ​อุษา​หนี​ตำรวจ​ที่มา​ตาม​จับ​ถึง​ใน​โรง”

    “คุณ...” สา​หน้าซีด พูด​ไม่​ออก

    “ไม่​ต้อง​กลัว​ค่ะ ทุก​คน​มี​ความหลัง​กัน​ทั้งนั้น ฉัน​ไม่​ยุ่ง​เรื่อง​ของ​ใคร แต่​ขอ​คุณ​อย่าง​เดียว...วิทย์​เป็น​เด็กดี ใสซื่อ​บริสุทธิ์ เขา​ไม่ทัน​คน​อย่าง​คุณ​แน่ๆ เพราะฉะนั้น​อย่า​หลอก​เขา ถ้า​คุณ​ไม่ได้​รัก​เขา​จริงๆ”

    มาลัย​เอ่ย​ปาก​เหมือน​ขอ แต่​ก็​เหมือน​ขู่ จน​สา​อึ้งไป...

    เมื่อ​ถึง​เวลา​เปิด​การ​แสดง​ละคร​ใน​ค่ำ​นี้ ซึ่ง​สา​ต้อง​เป็น​นางเอก​คู่​กับ​ชีวิน...สา​แต่งตัว​เป็น​สาว​ชาว​บ้าน​สะสวย​พล​อด​รัก​กับ​ชีวิน​ที่​ใส่​ชุด​เป็น​หนุ่ม​ชาว​บ้าน​เช่น​กัน ฉาก​หลัง​เป็น​เรือนแพ​ริม​น้ำ

    พระเอก​กับ​นางเอก​พล​อด​รัก​และ​ร้องเพลง​โต้ตอบ​กัน​คน​ละ​ท่อน​ไป​ตาม​ท้องเรื่อง ซึ่ง​กิริยา​ท่าทาง​รัก​กัน​มาก มาก​เสีย​จน​ผู้​ชม​อย่าง​สมศักดิ์​ที่​แอบ​มา​นั่ง​ดู​อยู่​มุม​หนึ่ง​ถึง​กับ​ขบ​กราม​ด้วย​ความ​หึง​หวง​ระคน​หมั่นไส้​สา​ที่​ดิ้นรน​อยาก​มา​แสดง​ละคร

    ระหว่าง​ที่​พระนาง​ร้องเพลง วิทย์​ฐานะ​นัก​ดนตรี​ก็​สี​ไวโอลิน​และ​มอง​ไป​ที่​สา​ด้วย​สายตา​เป็น​ประกาย​ของ​ความ​รัก

    เมื่อ​เสียง​เพลง​จบ​ลง สา​กับ​ชีวิน​ตระ​กอง​กอด​กัน​หวาน​ชื่น คน​ดู​ปรบ​มือ​กราว​ใหญ่​อย่าง​ชื่นชม ยกเว้น​สมศักดิ์​คน​เดียว​ที่นั่ง​เฉย ​หน้า​บึ้ง​ด้วย​ความ​หึง​หวง​สา แล้ว​จู่ๆเขา​ก็​ลุก​ออก​ไป​ทั้งๆที่​ละคร​ยัง​เดินเรื่อง​ไม่​จบ

    ooooooo

    บรรยากาศสวยสงบในยามเช้าตรู่ละแวกบ้านสวนของแป้นถูกอกถูกใจคุณหญิงโสภาเป็นที่สุด...เธอกับแป้นเตรียมอาหารคาวหวานลงมารอใส่บาตรพระที่ท่าน้ำ ในระหว่างรอแป้นก็ชวนเธอคุยประสาคนช่างพูด

    “ถ้าวันไหนอยากใส่บาตร คุณหญิงก็มารอตรงนี้ค่ะ พระท่านจะพายเรือมาบิณฑบาตทุกเช้า”

    “วัดอยู่ไกลไหมคะ”

    “พายเรือไปพอเคี้ยวหมากแหลกค่ะ ไม่ไกล คุณหญิงพายเรือเป็นไหมคะ”

    “อย่าว่าแต่พายเรือเลยค่ะ หญิงว่ายน้ำไม่เป็นด้วยซ้ำ”

    “อุ๊ยตาย ถ้างั้นคุณหญิงต้องระวังนะคะ อย่านั่งเรือไปไหนคนเดียว แถวนี้น้ำแรงนะคะ ตรงกลางแม่น้ำโน้นน่ะมันเป็นวังน้ำวน ขนาดคนพายเรือเก่งๆ บางทียังล่ม มีคนจมน้ำไปตั้งหลายคนแล้ว”

    คุณหญิงโสภามองตามที่แป้นชี้ไปไกล พอดีเห็นเรือลำน้อยพายเลียบริมฝั่งมา

    “แน่ะ พระมาแล้วจ้ะ”

    “นิมนต์ทางนี้เจ้าค่ะหลวงพ่อ”

    แป้นส่งเสียงเจื้อยแจ้ว พอพระพาเรือเข้ามาเทียบท่า ทั้งคู่พนมมือไหว้ คุณหญิงโสภาสงบเสงี่ยม ส่วนแป้นชวนพระคุยทันที

    “เมื่อคืนเขาว่าระเบิดลงห่างจากโบสถ์ไปนิดเดียว จริงหรือเจ้าคะ”

    “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกโยมแป้น”

    คุณหญิงโสภาตักข้าวใส่บาตร แป้นหยิบกระทงกับข้าวใส่ตาม พร้อมกับพูดไปด้วยอย่างออกรส

    “ก็ตาทองแกว่าเห็นระเบิดลอยหวือมา แต่มีมือใหญ่เท่าต้นตาลมาปัดระเบิดออกไป”

    พระนิ่งไม่ตอบ ส่ายหัวน้อยๆ และยิ้มในหน้านิดเดียว แต่แป้นซึ่งเชื่อตามเรื่องเล่าที่ฟังมาก็ยังเถียงท่านคอเป็นเอ็น

    “มีคนเห็นกันหลายคนนะเจ้าคะหลวงพ่อ เขาว่ากันว่าองค์พระใหญ่ในโบสถ์ท่านแสดงอิทธิฤทธิ์”

    “อิทธิฤทธิ์เหล้าขาวเสียมากกว่าโยม โยมทองกับพวกกินมาตั้งแต่หัวค่ำ พอดึกๆก็เห็นอะไรไปสารพัด”

    แป้นขยับปากจะเถียงอีก แต่พระชิงขัดขึ้นเสียก่อนว่า

    “นิ่งนะโยม อาตมาจะให้พร”

    แป้นจำใจหุบปาก คุณหญิงโสภานิ่งฟังมาตลอด แต่แอบอมยิ้มขบขันในความช่างพูดของแป้น

    ooooooo

    หลังจากรับศีลรับพรกันแล้ว คุณหญิงโสภากับแป้นกลับขึ้นเรือนมาเจอสมศักดิ์กำลังจะออกไปทำงาน ส่วนตาสุขนั่งทำงานเล็กๆน้อยๆอยู่นอกชาน

    “คุณสมศักดิ์จะไปแล้วหรือคะ”

    “ครับคุณหญิง ต้องออกเร็วหน่อย ไม่อยากเข้างานสาย นายจ้างญี่ปุ่นมันตรงเวลา”

    “ทำงานกับญี่ปุ่นหรือครับคุณ” สุขถามขึ้น

    “ครับ ตอนแรกทำกับคนไทย แล้วย้ายมาเป็นฝรั่ง ตอนหลังก็มีแต่ญี่ปุ่นที่มีเงินจ้างเสมียนได้...วันนี้คุณหญิงไม่ต้องรอกินข้าวนะครับ ผมอาจจะกลับดึกหน่อย”

    “อีกแล้วหรือคะ”

    คำพูดสั้นๆของคุณหญิงโสภาทำให้สมศักดิ์หน้าเจื่อนไปนิด แล้วรีบกลบเกลื่อนด้วยการเอางานขึ้นมาอ้าง

    “นายห้างให้พาพวกทหารญี่ปุ่นไปเลี้ยงน่ะครับ เสร็จแล้วผมจะรีบกลับ ไม่ต้องห่วงนะ”

    “ค่ะ”

    คุณหญิงโสภาตอบหน้าเศร้า แป้นกับสุขแอบมองด้วยความสงสาร...หลังจากสมศักดิ์ไปแล้ว สองผัวเมียจึงตามมาปลอบคุณหญิงโสภาที่เตรียมปะชุนเสื้อผ้าให้โสภิตพิไล

    “เขาเป็นผู้ชาย ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ คุณหญิงไม่ต้องไปห่วงเขาหรอกค่ะ เราอยู่บ้านหาอะไรทำเพลินๆไปก็หมดวันแล้ว”

    “ถึงคุณแกกลับดึก ก็กลับดึกเพราะทำงาน ไม่ได้ไปมีบ้านเล็กบ้านน้อยนะครับ”

    คุณหญิงโสภาฟังแล้วนิ่งอั้น  เพราะในใจคิดสงสัยว่าสมศักดิ์จะไปหาสา  แต่แป้นที่ไม่รู้อะไร จึงทำเสียงสูงใส่ตาสุข

    “วุ้ย! มีเมียทั้งสวยทั้งดีเป็นนางแก้วอย่างนี้จะไปหาเล็กหาน้อยอะไรอีก จริงไหมคะคุณหญิง”

    “ไม่จริงเสมอไปหรอกค่ะ ดูอย่างท่านพ่อของหญิง ท่านมีหม่อมแม่แล้วท่านก็ยังมีหม่อมเล็กๆอีกไม่รู้เท่าไหร่”

    “อย่าหาว่าฉันละลาบละล้วงเลยนะคะคุณหญิง ไม่ทราบว่าหม่อมแม่ของคุณหญิงนี้เป็นใครหรือคะ ก๊กไหน สายไหน คุณสาบอกแต่ว่าคุณหญิงเป็นเจ้า แต่ไม่เคยบอกเลยว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร”

    “แม่แป้นจ๋า อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลยนะจ๊ะ หญิงบอกไม่ได้จริงๆ ไหนๆหม่อมแม่ท่านก็ตัดหญิงจากความเป็นลูกแล้ว ก็อย่าให้ชื่อของท่านหรือพระนามของท่านพ่อต้องมาแปดเปื้อนเพราะหญิงเลย”

    คุณหญิงโสภาตัดบทหน้าเศร้า สองผัวเมียเลยไม่กล้าซักต่อ

    ooooooo

    ช่วงนี้พระนครโดนระเบิดถล่มอย่างหนักทำให้ผู้คนขวัญผวาไปตามกัน รวมทั้งหม่อมพริ้มและบ่าวในวังรวีวารก็ตื่นกลัวจนไม่กล้าจะไปไหน

    สายวันนี้ พวกบ่าวมารวมตัวที่ห้องนั่งเล่น ฟังหม่อมพริ้มเล่าสถานการณ์บ้านเมือง

    “กองทัพพวกสัมพันธมิตรบุกเข้าฝรั่งเศสแล้ว เข้าไปรบกับพวกเยอรมัน ส่วนพวกอังกฤษก็จะบุกเข้าพม่า กองทัพญี่ปุ่นก็จะเริ่มถอยร่นลงมา”

    หม่อมพริ้มมองกราดไป ทุกคนนิ่งฟังกันตาแป๋ว จนคนเล่าชักไม่แน่ใจ ถามขึ้นว่า

    “พวกเอ็งเข้าใจกันไหมนี่”

    ทุกคนยิ้มแหยๆ หม่อมพริ้มถอนใจทันที

    “ข้านึกอยู่แล้ว เอาเป็นว่าญี่ปุ่นจะแย่ เขาว่ากันว่าอาจจะถึงขั้นแพ้สงครามก็ได้”

    “แล้วไทยเราล่ะเจ้าคะ จะยังไง” เจิมซัก

    “เราเป็นมิตรกับญี่ปุ่น ก็คงต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยล่ะ ที่แน่ๆ จากนี้ไปเราคงจะโดนทิ้งระเบิดหนักขึ้น”

    “หา! จะหนักไปกว่านี้อีกหรือคะหม่อม” จวนร้องลั่น ขณะที่หวนทำท่าหวาดกลัว ถามว่าแล้วเราจะรอดกันไหม?

    หม่อมพริ้มตอบไม่ได้ นิ่งไปอย่างจนใจ จังหวะนี้เองพุดโผล่เข้ามารายงานว่า

    “หม่อมคะ มีคนจากตำหนักของเสด็จพระองค์หญิงมาขอพบหม่อมค่ะ”

    “คนของเสด็จป้า”

    หม่อมพริ้มทวนคำแปลกใจ แล้วมองออกไปด้านนอกเห็นชายสูงวัยท่าทางสุภาพยืนรออยู่อย่างสงบเสงี่ยม

    “ให้เข้ามา” เธอส่งเสียงบอกพุดก่อนจะรำพึงกับตัวเองเบาๆ “แปลกจริง ตั้งแต่ท่านชายสิ้นไป เสด็จป้าไม่เคยเสด็จมา วันนี้ให้คนมาหา มีธุระอะไร”

    ooooooo

    หลังจากนั้นไม่นาน หม่อมพริ้มในชุดเรียบร้อยสวยงามพาชายรวีไปที่ตำหนักเสด็จป้า เจิมติดสอยห้อยตามมาช่วยดูแลคุณชายด้วย โดยมีชายสูงวัยที่เป็นมหาด เล็กนำพาเข้ามา

    ขณะเดินตรงไปที่ตำหนัก หม่อมพริ้มกระซิบชายรวีอย่างอ่อนโยนว่า

    “เดี๋ยวชายไปกราบเสด็จย่าสวยๆนะคะ แล้วจำได้ไหมคะว่าต้องพูดว่ายังไง”

    “ชายขอถวายพระพรให้เสด็จย่าทรงมีพระพลานามัย สมบูรณ์ ถูกไหมคะ”

    “เก่งมากค่ะ เสด็จย่าของชายพระชนมายุมากแล้ว ไม่ค่อยแข็งแรงด้วย ชายต้องกราบทูลชัดๆดังๆนะคะ”

    “ค่ะหม่อมแม่”

    เมื่อพากันเข้ามาภายในห้องที่ตกแต่งแบบไทยแท้สวยงาม เสด็จป้าเอนหลังอยู่บนเตียง หน้าตาท่านแก่ชราไปมาก ผมขาวโพลนทั้งศีรษะ แต่ยังแต่งตัวสวย เปี่ยมไปด้วยบารมีเหมือนเดิม

    ข้างเตียงด้านหนึ่งมีสาวใช้คอยดูแลพัดวีท่าน... หม่อมพริ้มพาชายรวีคลานไปอีกด้านแล้วกราบทำความเคารพเสด็จป้า ส่วนเจิมนั่งห่างออกไป

    “ไหนแม่พริ้ม พาหลานชายมาให้ดูหน้าใกล้ๆสิ”

    หม่อมพริ้มพาชายรวีเข้าขยับไปใกล้เตียง เสด็จป้ามองดูหลานชายตัวน้อยด้วยรอยยิ้ม

    “หม่อมฉันรวีช่วงโชติ รวีวาร กราบเสด็จย่า และขอถวายพระพรให้เสด็จย่าทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ หายจากโรคภัยไข้เจ็บไวๆ กระหม่อม”

    “ย่าขอบใจนะ” ท่านยิ้มเอ็นดูหลานชาย แล้วพูดกับหม่อมพริ้มด้วยน้ำเสียงเนือยๆ “แต่คราวนี้คงจะสู้ไม่ไหว ฉันอยู่มานานแล้ว ออกจะเหนื่อยเต็มที”

    “อย่ารับสั่งอย่างนั้นสิเพคะ”

    “ฉันรู้ตัวดีแม่พริ้ม ที่เรียกให้มาหาวันนี้ก็เพราะอยากจะจัดการเรื่องอะไรๆให้มันเรียบร้อย เรื่องวังรวีวารน่ะ”

    “หม่อมฉันจะพยายามดูแลอย่างสุดความสามารถเพคะ เสด็จป้าไม่ต้องกังวลพระทัย”

    “มันใหญ่โตเกินไป สิ้นพ่อโชติแล้วหล่อนก็เหลือตัวคนเดียวจะไปดูแลอะไรได้ ขายเสียเถอะแม่พริ้ม คืนให้หลวงไปก็ได้ไม่มีใครตำหนิหล่อนดอก ขายวังรวีวารซะ แล้วมาอยู่ที่นี่ ฉันยกบ้านนี้ให้หล่อน”

    “เป็นพระกรุณาเพคะ”

    “ฉันมีเงินเหลืออยู่อีกก้อนจะให้หล่อนไว้ หล่อนต้องส่งเสียชายรวีให้เรียนสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

    “เพคะ”

    “รวีช่วงโชติมานซิ”

    หม่อมพริ้มพาชายรวีมานั่งชิดขอบเตียง เสด็จป้าจับมือหม่อมพริ้มและชายรวีก่อนเอ่ยวาจาเหมือนสั่งเสีย

    “เธอเป็นทายาทผู้สืบสกุลรวีวาร เกียรติยศศักดิ์ศรีแห่งราชสกุลรวีวาร ถือเป็นหน้าที่ของเธอที่จะต้องบำรุงรักษาให้คงอยู่ตราบชั่วลูกชั่วหลาน...แม่พริ้ม หล่อนรับปากกับฉันได้ไหม”

    “เพคะ หม่อมฉันสัญญา ชายรวีจะรักษาเกียรติยศศักดิ์ศรีของรวีวาร ไว้เท่าชีวิตของเขาเองเพคะ”

    หม่อมพริ้มรับปากอย่างหนักแน่น เสด็จป้ายิ้มพอใจ ก่อนจะหลับตาลงนิ่งสนิท...

    คำพูดของเสด็จป้าคือการสั่งเสียจริงๆ ท่านจากไปอย่างสงบในวันเดียวกันนั้นเอง บ่าวในวังรวีวารทราบข่าวจากหม่อมพริ้มก็พากันใจหาย เศร้าสลดไปตามกัน ที่สำคัญต้องตระเตรียมเรื่องการย้ายออกจากวังไปอยู่ตำหนักของท่านในไม่ช้านี้

    “แล้วเราจะต้องย้ายออกไปเมื่อไหร่ล่ะพี่เจิม” จวนถามหน้าเศร้า เจิมเองก็เศร้าไม่แพ้กัน ตอบเสียงแผ่วว่าต้องปลงพระศพเสด็จท่านเรียบร้อยก่อน ถึงจะย้ายเข้าไป...หวนมีท่าทีอาลัย ถามเจิมว่าเราจะได้กลับมาที่นี่อีกไหม

    “ไม่รู้เหมือนกันว่ะ คิดๆไปก็ใจหาย”

    “เออ พวกเราย้ายกันออกไปหมดแบบนี้ ถ้ามีใครมาหา เขาก็หาเราไม่เจอสิป้า”

    เจิมหันขวับมาที่หวน ถามเสียงแข็งว่าใครจะมาหา หวนหน้าเจื่อนไปนิด พูดอ้อมแอ้มว่า

    “ก็...ฉันก็คิดเผื่อๆว่า...”

    “ถุย! อย่าพูดชื่อมันออกมาให้เป็นเสนียดหูข้านะ ไม่อยากจะฟัง คนมันลืมตัว วัวมันลืมตีน มันจะกลับมาทำไม ป่านนี้มันระริกระรื่นไปถึงไหนๆแล้ว มันไม่กลับมาหรอก” เจิมของขึ้น แค้นสาไม่หาย หวนเลยหน้าม่อย หุบปากเงียบ

    ooooooo

    บรรยากาศหน้าโรงละครยามดึกผู้คนบางตา มีรถสามล้อจอดรอลูกค้าอยู่บ้างประปราย...

    สาและบรรดาคณะละครเดินออกมาหน้าตาเหน็ดเหนื่อยแต่มีความสุข เพราะถึงจะมีสงคราม แต่ก็ยังมีผู้คนมาชมละครตั้งครึ่งโรง ผู้แสดงและทีมงานจึงยังหน้าชื่นตาบานอยู่ได้ ทั้งหมดพูดคุยหยอกล้อ และชักชวนกันไปกินข้าวแถวราชวงศ์ โดยสาและพวกวิทย์ช่วยคะยั้นคะยอให้บุญยงเป็นคนจ่ายเงิน แต่บุญยงจะไม่เล่นด้วย วิ่งหนีไปขึ้นสามล้อ แต่โดนสาคว้าตัวไว้ได้

    “อย่าหนีนะคะ มาเลี้ยงข้าวพวกเราซะดีๆ”

    ทันใดนั้น สมศักดิ์ก้าวออกมาจากมุมมืดหลังจากแอบดูอยู่นานแล้ว

    “มีความสุขจริงนะครับ”

    เสียงนั้นทำให้สาชะงัก ปล่อยมือจากบุญยงโดยอัตโนมัติ คนอื่นๆมองสมศักดิ์อย่างแปลกใจ ยกเว้นวิทย์ที่รู้จักเรียกเขาว่าคุณพี่ แต่สมศักดิ์ไม่สนใจ ตั้งหน้าประชดประชันสาด้วยความหึงหวง

    “อย่างนี้เองถึงได้ไม่อยากอยู่บ้าน ที่ออกมาเล่นละครเพราะอยากมาสำเริงสำราญโปรยเสน่ห์ใส่พวกผู้ชายอย่างนี้ใช่ไหม”

    “คุณกล้าดียังไงมาดูถูกฉัน”

    สมศักดิ์ไม่ฟัง คว้ามือสาพร้อมสั่งให้กลับบ้าน เพราะเรามีเรื่องต้องพูดกัน แต่สาสวนทันควันว่าตนไม่มี...วิทย์เห็นท่าไม่ดีจึงขัดขวาง

    “คุณพี่อย่าบังคับคุณอุษาเลยครับ”

    “พี่เหรอ? ผมเป็นมากกว่านั้น! ถอยไป”

    สมศักดิ์