ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    อีสา-รวีช่วงโชติ

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    พวกหม่อมพริ้มกระวนกระวายเป็นห่วงโสภิต-พิไลที่ถูกทหารพาตัวไป แล้วยิ่งตกใจกันใหญ่เมื่อชายรวีกลับมาพร้อมสา เล่าว่าโสภิตพิไลตกลงใจไปกับท่านแล้ว

    “อะไรนะ ชายพูดใหม่สิ ตกลงไปกับเขา...มันหมายความว่ายังไง”

    ชายรวีอึกอักพยายามคิดหาคำอธิบาย แต่สาพูดแทรกขึ้นมาด้วยความรู้สึกผิดท่วมท้น

    “เป็นความผิดของสาเองค่ะหม่อม สาไปหาท่าน คิดว่าจะไปช่วยโสภิตแต่กลับทำผิดพลาด โสภิตเลยต้องไปกับท่านเพื่อเป็นการไถ่โทษให้สา”

    “ข้ายิ่งไม่เข้าใจไปใหญ่...ชาย เล่าให้แม่ฟังหน่อยเรื่องราวมันเป็นยังไง”

    หลังฟังเรื่องราวจากชายรวีจบลง เจิมโกรธสาเป็นที่สุดโถมเข้าทุบตีด้วยสองมือ ปากก็ด่าเกรี้ยวกราด

    “อีสา...อีเนรคุณ มึงทำลายคุณหญิงโสภายังไม่พอ มึงยังเอาคุณหนูโสภิตไปให้เขาพล่าเขายำ”

    เจิมรุนแรงจนคนอื่นๆไม่กล้ายุ่ง ได้แต่ยืนเฝ้าระวัง สาหลบปัดป้องและเถียงไปพลางว่าตนไม่ได้ทำ

    “ถ้ามึงไม่อุ้มท้องเอาคุณโสภิตออกไปจากวัง ชีวิตเธอคงไม่ต้องตกต่ำอย่างนี้”

    “อย่าโทษมันเลยเจิม โทษเวรกรรมเถอะ” หม่อมพริ้ม พูดปลงๆ

    “บ่าวจะโทษมัน...อีสารเลว มึงหาเรื่องเดือดร้อนมาให้บ้านท่านไม่หยุดไม่หย่อน กี่คนแล้วที่ต้องเดือดร้อนเพราะมึง อีตัวดี ถ้ากูรู้ว่ามึงเกิดมาเป็นกาลกิณีล้างผลาญวงศ์ตระกูลท่านอย่างนี้ กูฆ่ามึงตายไปเสียนานแล้ว”

    “จะฆ่าก็ฆ่าเลยป้า ฉันก็อยากตายเหมือนกัน ที่อยู่นี่ก็เบื่อเหลือจะทนแล้ว” 

    เจิมรู้สึกเหมือนถูกท้าท้าย โกรธเลือดขึ้นหน้าคว้าไม้ใกล้มือฟาดสา ทั้งตีทั้งด่าจนเหนื่อยหอบ

    “กูอดทนดูความเลวของมึงมานานแล้ว วันนี้แหละกูจะตีมึงให้ตาย คุณหญิงคุณชายท่านจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนเพราะมึง”

    ชายรวีและคนอื่นๆช่วยกันห้าม แต่เจิมไม่ยอมหยุด จนในที่สุดก็ชักกระตุกตาค้าง หม่อมพริ้มแน่ใจว่าโรคเก่าของเจิมกำเริบจึงเร่งชายรวีพาเจิมไปหาหมอ

    ooooooo

    ขณะเกิดความโกลาหลที่ตำหนักขาว โสภิต-พิไลถูกพาตัวไปถึงเซฟเฮาส์ของท่านแล้ว โดยมีแม่บ้านชื่อน้อยคอยต้อนรับพาดูห้องหับที่จัดแต่งไว้อย่างสวยงาม แล้วแจ้งให้ทราบว่าพรุ่งนี้ท่านถึงจะแวะมาทานข้าวเย็นด้วย

    เป็นอันว่าคืนนี้โสภิตพิไลรอดตัวไป แต่ยังไงก็ยังหวาดกลัว ไม่อยากให้ถึงวันพรุ่งนี้เลย!

    ด้านสาก็ไม่นิ่งนอนใจ เธอกลับมาที่ร้านเสริมสวยแล้วโทร.ไปหาสันทนาในเช้าวันรุ่งขึ้น ซักถามถึงโสภิต–พิไลว่าอยู่ที่ไหน เป็นยังไงบ้าง

    สันทนาชำเลืองมองเฉิดฉวีที่เดินป้วนเปี้ยนอยู่ไปมา ก่อนหันมาตอบสาว่า

    “ก็น่าจะสบายดี คุณไม่ต้องห่วงหรอก คุณทำกับท่านขนาดนั้น โสภิตขอ...ท่านยังยอมยกโทษให้ ผมไม่เคยเห็นท่านโปรดปรานใครมากขนาดนี้”

    “ฉันอยากเจอแกได้ไหมคะ”

    “ไม่ได้ ท่านสั่งเอาไว้ว่าท่านจะต้องไม่เห็นหน้าคุณอีก เพราะฉะนั้นผมปล่อยให้คุณไปที่นั่นไม่ได้ ไม่ต้องห่วงหรอกน่ะ ลูกสาวคุณน่ะมีราชรถมาเกยแล้ว ต่อจากนี้ไปมีแต่สบายกับสบาย”

    สันทนาวางหู เฉิดฉวียิ้มเยาะแล้วเดินตามไปค่อนแคะสามีถึงที่โต๊ะอาหาร

    “แหม...ตอนแรกที่เล่าให้ฟังนึกว่ายัยเด็กโสภิต–พิไลนี่เป็นลูกท่านหลานเธอมาจากไหน ที่แท้ก็ลูกนังอุษา เชื้อไม่ทิ้งแถว เลือดแม่มันคงแรงกว่าเลือดพ่อ มันถึงได้เจริญรอยตามกัน แม่เป็นเมียน้อย ลูกก็เป็นเมียน้อย เป็นพวกผู้หญิงหน้าด้านชอบแย่งผัวชาวบ้านเหมือนกัน”

    “นี่น้อง จะพูดอะไรก็ระวังหน่อย ลืมไปแล้วเหรอว่าโสภิตพิไลเป็นคนของท่าน คนโปรดซะด้วย ถ้าใครไปเพ็ดทูลว่าน้องด่าเขาปาวๆแบบนี้ ดีไม่ดีจะพลอยเดือดร้อนมาถึงผัว”

    เฉิดฉวีได้สติ เลิกด่าแต่ไม่ยอมรับผิด “เชอะ แตะนิดแตะหน่อยก็ไม่ได้ ไม่รู้ว่าห่วงลูกหรือห่วงแม่...อ้าว แล้วนี่คุณแหววอยู่ไหน ใครไปเชิญทานข้าวเช้าหรือยัง”

    สาวใช้สะดุ้งโดนหางเลข ลนลานรายงานว่าไปเรียกแล้วแต่คุณแหววยังไม่ตื่น เฉิดฉวีส่ายหัวเอือมระอา สันทนาได้ทีทับถมภรรยาเข้าให้บ้าง

    “แทนที่จะด่าชาวบ้านเขา เอาเวลาไปอบรมลูกตัวเอง ดีกว่ามั้ง เป็นสาวเป็นนางนอนกินบ้านกินเมืองขนาดนี้ ระวังเถอะจะไม่มีใครเอา”

    เฉิดฉวีเถียงไม่ออก นั่งหน้าตูมตึงไม่สบอารมณ์... ส่วนแหววที่ยังอยู่บนห้อง เธอลุกโงนเงนจากเตียงวิ่งไปอาเจียนในห้องน้ำแล้วเดินโซเซกลับมาฟุบกับที่นอน บ่นพึมพำอย่างกลัดกลุ้มระคนเจ็บใจ

    “ฉันจะทำยังไงดี...ศิวพจน์ คนเลว เพราะเธอคนเดียวฉันถึงได้เป็นอย่างนี้”

    ooooooo

    บ่ายวันเดียวกัน ชายรวีกับหวนช่วยกันประคองเจิมกลับเข้าบ้าน เจิมแทบเดินเองไม่ได้ ตาลอยคว้าง หม่อมพริ้มเข้าไปจับแขนบ่าวคนสนิทถามไถ่ว่าเป็นยังไงบ้าง

    แทนคำตอบ เจิมกลับพึมพำว่าอีสาหายหัวไปไหน หวนต้องกระตุ้นเตือนแกว่าหม่อมท่านพูดกับป้า แต่เจิมเอาแต่พูดกับตัวเองเหมือนจำอะไรขึ้นมาได้

    “หม่อมท่านต้องกินยา ต้องเอายาไปให้หม่อมท่าน หม่อมท่านอยากได้ลูกชาย”

    “หวน...เจิมมันเป็นอะไรของมัน”

    หวนน้ำตาจะไหล พูดไม่ออก ประคองเจิมไปลงนอน ชายรวีอธิบายให้หม่อมพริ้มฟัง

    “หมอบอกว่าเป็นอาการสมองเสื่อมฉับพลันน่ะครับหม่อมแม่ เป็นเพราะยายเจิมแกแก่แล้วด้วย แล้วพอมีอาการชักบ่อยๆ เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอก็เลยเป็นแบบนี้”

    “ก็เลยบ้าๆบอๆอย่างนี้รึ”

    “ไม่ถึงกับบ้าหรอกครับ แค่หลงๆลืมๆ บางทีก็จะมีเพ้อๆ เห็นโน่นเห็นนี่บ้าง”

    เจิมนอนตาลอย เห็นชายรวีเป็นท่านชายโชติช่วงรวี ร้องเรียกท่านชายและพยายามจะพนมมือไหว้

    “ท่านชาย...ท่านชายเด็จมา”

    “ไม่ใช่ป้า นี่คุณชายรวีลูกของท่าน”

    “ท่านมีลูกชาย อีสามันท้อง มันมีลูกชายถวายท่าน”

    หม่อมพริ้มกับหวนสะดุ้งวาบ ชายรวีแปลกใจถามยายเจิมว่าอะไรนะ

    “เจิมมันเพ้อน่ะชาย ไปกันเถอะ เจิมมันเหนื่อยแล้ว มันจะได้นอนพัก...หวน เอ็งดูป้าเอ็งให้ดีๆล่ะ”

    หม่อมพริ้มตัดบทพาชายรวีกลับไป หวนมองเจิมที่นอนหลับตาอย่างเหนื่อยอ่อน ปากยังพึมพำเบาๆ “อีสามันได้ลูกชาย”

    ครู่ต่อมา หวนตามหม่อมพริ้มไปที่ห้อง หม่อมพริ้มเดินงุ่นง่านกลุ้มใจ พูดขึ้นอย่างระแวง

    “นังเจิมก็ดันพูดออกมาได้...หวน เอ็งว่าชายรวี จะคิดยังไง”

    “คุณชายคงไม่คิดหรอกค่ะหม่อม ก็เธอบอกเองว่าป้าเจิมแกจะเพ้อๆ คุณชายเธอคงไม่สงสัยอะไรหรอกค่ะ”

    หม่อมพริ้มนิ่งไป แต่ก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี

    ooooooo

    ตกเย็น น้อยนำเสื้อผ้ามาให้โสภิตพิไลใส่ตามที่ท่านต้องการ แต่หญิงสาวปฏิเสธเสียงแข็ง แถมขว้างปาเครื่องสำอางเกลื่อนกระจายเต็มห้อง

    “ถ้าท่านรู้ คุณเจ็บตัวแน่” น้อยพูดอย่างไม่พอใจ

    พลันเสียงเคาะประตูดังขึ้น โสภิตพิไลหน้าซีด น้อยยิ้มเยาะคิดว่าเป็นท่านแน่ แต่พอประตูเปิดออกกลายเป็นสันทนาก้าวเข้ามา

    “นี่มันอะไรกัน” สันทนาเสียงเข้มดุ แล้วเดินนำโสภิตพิไลลงไปคุยกันข้างล่าง

    ภายในห้องรับแขก โสภิตพิไลนั่งสงบเสงี่ยมรับฟังสิ่งที่สันทนาพูดมาอย่างโล่งใจ

    “ท่านไม่สบาย ต้องเข้าผ่าตัดกะทันหัน คงอีกหลายวันกว่าจะออกจากโรงพยาบาลได้”

    “ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่ ฉันกลับไปบ้านได้ไหมคะ”

    “ฉันไม่มีสิทธิ์อนุญาต ท่านสั่งให้คุณอยู่ที่นี่ คุณ

    ก็ต้องอยู่ จนกว่าท่านจะไม่ต้องการคุณ”

    หญิงสาวฟังแล้วสลดใจ พยายามอ้อนวอน “ฉันไม่ได้อยากเป็นอย่างนี้”

    “สายไปแล้ว คุณเลือกไม่ได้ ท่านจะเป็นคนเลือกชีวิตให้คุณเอง”

    ฟังสันทนาสรุปชัดเจนแล้วโสภิตพิไลแทบจะร้องไห้ออกมา ชีวิตเธอต้องมีชะตากรรมอย่างนี้จริงๆหรือ

    ooooooo

    เจิมนอนอ่อนแรง แววตาขุ่นมัวมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย เห็นเงาร่างสูงสง่าเลือนรางเคลื่อนตัว เข้ามา

    “ท่านชาย...ท่านชายเพคะ” เจิมเรียกเสียงแผ่ว ขยับจะหมอบกราบทั้งที่ไม่มีแรง

    “ไม่ใช่จ้ะยายเจิม ฉันรวีช่วงโชติ” ชายรวีเข้ามาประคอง

    เจิมยังไม่รู้เรื่อง คิดเพ้อไปคนเดียวว่าเป็นท่านชาย “เด็จมาหาอีสาหรือเพคะ”

    ชายรวีถอนใจเบาๆก่อนเอ่ยปาก “ผมนอนไม่หลับ คิดถึงเรื่องที่ยายเจิมพูดแล้วอดสงสัยไม่ได้...นอกจากโสภิต คุณอุษามีลูกชายอีกคนหรือครับยาย”

    เจิมได้ยินชื่อสา เพ้อพึมพำด่าอย่างแค้นเคือง “อีสา อีทรพี มึงเนรคุณท่าน” ด่าเสร็จหายใจหอบถี่ ชายรวีตกใจรีบประคองให้นอนลง

    “อย่าพูดอีกเลยครับยาย...นอนนะครับ นอนพักก่อน”

    เจิมนอนลงแต่ยังไม่เลิกเพ้อ “อีสา เอ็งมีลูกชายถวายท่าน เอ็งจะสบาย”

    ชายรวีมองเจิมที่ค่อยๆหลับตาลงด้วยความสงสาร...

    เกือบตีสี่...เสียงหวนกรีดร้องดังลั่นหลังเข้ามาพบว่าเจิมหมดลมหายใจไปแล้ว หม่อมพริ้มและทุกคนรับรู้ ด้วยความตกใจ ชายรวีบอกว่าเมื่อตอนหัวค่ำตนแวะไปดูแกยังคุยกับตนอยู่เลย

    “ตอนดึกๆหวนก็แวะไปดู แกก็นอนหลับดีๆอยู่ค่ะ แต่เมื่อกี๊หวนตื่นก็เลยไปเรียกแก เห็นแกนอนนิ่ง พอไปจับดูเนื้อตัวแกเย็นชืด หยุดหายใจไปแล้วค่ะ”

    หวนร้องไห้ ชายรวีสลดใจ หม่อมพริ้มถึงกับซวนเซเสียใจแต่แข็งใจบอกว่า

    “เจิมมันไปสบายแล้ว...ไปที่ชอบที่ชอบเถอะนะเจิมเอ๊ย แล้วข้าจะทำบุญไปให้”

    ไม่ทันสว่างดิบดี ชายรวีส่งข่าวไปที่สาว่าเจิมตายแล้ว สากับใจสว่างตกใจมาก เตรียมตัวไปงานศพในตอนเย็น...

    หม่อมพริ้มเสียใจกับการจากไปของบ่าวคนสนิท ร่างกายเธอทรุดโทรมจนหญิงจ้อยถึงกับออกปากขณะคุยกันอยู่ในหมู่พี่น้อง

    “แค่คืนเดียว หม่อมแม่เหมือนแก่ลงไปซักสิบปี แถมยังเหม่อลอย พูดอะไรก็หลงๆลืมๆ”

    “หม่อมแม่กับเจิมผูกพันกันมาตั้งแต่ยังสาว ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา สนิทกันเสียยิ่งกว่าพี่น้อง หม่อมแม่คงจะสะเทือนใจมาก”

    “อุ๊ย เรื่องเจิมเรื่องเดียวเมื่อไหร่คะพี่หญิงรองไหนจะเรื่องตาณุไปเป็นชู้กับเมียเขา เรื่องแม่โสภิตไปเป็นเมียน้อย แต่ละเรื่องดีๆทั้งนั้น หม่อมแม่จะไปทนอะไรไหว”

    ศุภลักษณ์นิ่วหน้าไม่พอใจที่หญิงจิ๋มเอ่ยพาดพิงชิษณุลูกชาย แต่ข่มใจนิ่งเสียไม่อยากต่อความยาว

    “ที่ยายเจิมพูดก็ถูก เรื่องทั้งหมดมันเพราะอีสาเป็นตัวการ”

    “พอเถอะครับพี่หญิง จะดีจะเลวมันก็ผ่านไปแล้ว จะมาขุดคุ้ยหาคนผิดทำไม”

    ชายรวีลุกเดินหนีออกไป หญิงจิ๋มค้อนแล้วบ่นอุบอิบ

    “แหม ว่าไม่ได้เลยนะนังสาเนี่ย เลือดมันข้นกว่าน้ำจริงๆ”

    โศภีกับศุภลักษณ์ตกใจ ท้วงหญิงจิ๋มเป็นเสียงเดียว ขณะที่หญิงจ้อยก็ขึ้นเสียงดุหญิงจิ๋มว่าพูดอะไรออกมา ลืมแล้วหรือว่าสาบานกับหม่อมแม่ไว้ว่ายังไง

    หญิงจิ๋มเชิดใส่อย่างไม่แคร์...อีกมุมหนึ่ง สามาพร้อมใจสว่าง ชายรวีต้อนรับและพาทั้งคู่มาพบหม่อมพริ้มที่อยู่กันพร้อมหน้ากับลูกสาวทั้งสี่คน

    “คนนี้ชื่อใจสว่าง หลานสาวของพี่แป้นที่คลองมหาสวัสดิ์น่ะค่ะ” สาแนะนำ

    หม่อมพริ้มพยักหน้าเนิบช้า หญิงจ้อยช่วยพูดเสริมเพิ่มความชัดเจน

    “บ้านที่พี่หญิงโสภาเคยไปอาศัยเขาอยู่ไงคะหม่อมแม่”

    “อ้อ...เขาก็ดีใจหายนะ ฝากบอกคุณยายว่าฉันขอบใจมากที่อุตส่าห์ดูแลหญิงโสภาจนถึงวันตาย”

    พูดแล้วหม่อมพริ้มเศร้าซึมไปอีก ลูกๆทุกคนมองด้วยความเป็นห่วง สายิ่งอย่างรู้สึกผิด ขยับไปไหว้ศพเจิม อธิษฐานในใจ

    “ป้าเจิมจ๋า...ขออโหสิกรรมให้ฉันด้วยนะจ๊ะ ป้าเลี้ยงฉันมา มีพระคุณเหมือนแม่ ถ้าป้าไม่อโหสิให้ฉันตายไปฉันคงต้องตกนรกแน่”

    สากราบลงแล้วหันไปหาหวนกับจวนที่นั่งอยู่ข้างๆ ทั้งคู่ท่าทีเฉยเมยจนสาเข้าใจว่าโกรธตน

    “น้าจวนคงคิดว่าฉันทำให้ป้าเจิมต้องตาย”

    จวนเมินไม่พูด หวนพยายามปลงบอกว่าถึงคราวของแก ป้าเจิมเป็นโรคหัวใจมาตั้งนมนานแล้ว

    “ใช่ ตั้งแต่คุณหญิงโสภาตายแกก็ล้มเจ็บมาเรื่อย ตายไปก็ดีแล้ว พี่เจิมเอ๊ย พ้นทุกข์ ไม่ต้องมารับรู้ว่าใครมันทำอะไร” จวนอดแดกดันไม่ได้ สาหน้าหมองลงทันที

    ooooooo

    นอกศาลาวัด ชายรวีคุยอยู่กับใจสว่าง เขาฝากเธอดูแลสาที่วันนี้ท่าทางไม่ค่อยดี

    “ได้ค่ะ แต่อาจารย์ก็ท่าทางไม่ดีเหมือนกันนะคะ”

     ชายรวียกมือลูบหน้าตัวเอง ยิ้มอย่างเหนื่อยล้า “ผมเป็นผู้ชายคนเดียวของบ้าน ต้องเป็นทุกอย่างให้กับทุกคน บางทีมันก็เหนื่อยเหมือนกัน”

    “งั้นหนูฝากอาจารย์ดูแลตัวเองด้วยนะคะ หนูเป็นห่วง”

    “ขอบใจ ผมอาจจะดูแลใครได้ไม่ดีเท่าคุณ แต่จะพยายาม”

    ใจสว่างยกนิ้วโป้งแล้วยิ้มให้อย่างสดใส ชายรวีรู้สึกดี ยิ้มตอบบางๆ

    หลังจากพระสวดศพเสร็จ หม่อมพริ้มถามสาว่าได้ข่าวโสภิตพิไลบ้างไหม สาตอบอย่างหมองเศร้าว่าไม่ทราบเลย ตนก็ร้อนใจเหมือนกัน ไม่รู้ป่านนี้เป็นตายร้ายดียังไง

    หม่อมพริ้มถอนใจหนักหน่วง ทุกคนได้ยินจวนเอ่ยชื่อชิษณุ หันมองเป็นตาเดียว

    ชิษณุเดินเข้ามากับอัญมณี ศุภลักษณ์เห็นลูกชายก็โผเข้าสวมกอดด้วยความดีใจ ถามว่ามาได้ยังไง

    “ผมกลับไปบ้าน เขาบอกว่าทุกคนอยู่ที่นี่ ผมเลยตามมา”

    “หายไปตั้งนาน ไม่กลับมาให้แม่เห็นหน้าเลย แม่อยู่ทางนี้เป็นห่วงแทบแย่ ได้ยินแต่ข่าวไม่ดี”

    “ผมขอโทษครับคุณแม่ ผมเป็นลูกที่เลวจริงๆ ทำให้ทุกคนไม่สบายใจ...หม่อมยายครับ ผมขอโทษ”

    หม่อมพริ้มดึงตัวหลานชายเข้ามาโอบ บอกว่ายายเข้าใจ ใครเจออย่างเขากับโสภิตก็ต้องเสียใจทั้งนั้น

    “จริงสิ...แล้ว...เอ่อ...น้าโสภิตเป็นยังไงบ้าง”

    หม่อมพริ้มพูดไม่ออก สาที่ยืนอยู่ห่างออกไปฟังแล้วหน้าเสีย

    “อย่าเพิ่งพูดเรื่องโสภิตเลย เอาเรื่องของณุก่อน

    เถอะ ที่พามานี่มีธุระอะไรหรือเปล่า” ชายรวีแทรกขึ้นมา พลางปรายตาไปทางอัญมณี ชิษณุหันไปดึงมือเธอแล้วบอกกับทุกคนว่าเธอชื่ออัญมณีเป็นเพื่อนของตน แต่เมื่ออัญมณีสวัสดีทุกคนแล้ว ชิษณุกลับทำให้ทุกคนตะลึงไปตามกัน

    “เราสองคนจะแต่งงานกันครับ”

    กระบวนการซักฟอกเริ่มขึ้นทันทีโดยหญิงจิ๋ม “ได้ข่าวว่ามีลูกมีผัวแล้วไม่ใช่หรือ แล้วจะแต่งกันได้ยังไง”

    “อัญเขาหย่ากับสามีแล้วครับ...เพราะผม”

    “คุณพระ!” โศภีอุทาน

    “สามีของอัญจับได้เรื่องของเราสองคน เลยขอหย่า ผมคิดว่าตัวเองน่าจะต้องรับผิดชอบเขา”

    “แต่งงานเพื่อรับผิดชอบงั้นหรือ” ศุภลักษณ์ถามเสียงแผ่ว สงสารลูกชาย

    “ฉันไม่ได้เรียกร้องนะคะ แต่ณุยืนยันว่าเขาต้องทำ” อัญมณีรีบออกตัว หญิงจ้อยอยากรู้ว่าเธอสองคนรักกันหรือเปล่า หญิงสาวมองหน้าชิษณุก่อนตอบ “ฉันรักณุค่ะ รักมาก แต่สำหรับณุ...เขาแค่...”

    “ชิษณุเขาทำถูกแล้ว” หม่อมพริ้มแทรกขึ้นเสียงเรียบ “เธออาจจะไม่ใช่ผู้หญิงที่ณุรักมากที่สุด แต่ในเมื่อณุไปยุ่งกับเธอ ณุจะทอดทิ้งเธอไม่ได้ ถูกต้องกับถูกใจบางทีมันไม่ใช่อย่างเดียวกัน แต่ที่สำคัญคนเราต้องเลือกสิ่งที่ถูกต้องไม่ใช่ถูกใจ”

    “ผมก็คิดว่าอย่างนั้นครับ หม่อมยาย”

    “ในเมื่อเลือกแล้ว ยายก็ขออวยพรให้มีความสุขทั้งสองคน”

    ชิษณุกับอัญมณีก้มกราบ...หม่อมพริ้มนิ่งลง ปลงกับชีวิต

    ooooooo

    ชายรวีครุ่นคิดสงสัยเรื่องเจิมเพ้อก่อนตายเกี่ยวกับสาหรืออุษามีลูกชาย...เช้าวันนี้จึงเลียบเคียงถามหวนที่เอาหนังสือพิมพ์เข้ามาให้ ว่าที่เจิมเพ้อเป็นเรื่องจริงใช่ไหม ปรากฏว่าหวนตอบตะกุกตะกักมีพิรุธ
    ว่าไม่จริง

    “แต่แกพูดตั้งหลายครั้ง ผมว่ายายเจิมแกอาจจะไปรู้อะไรมาก็ได้ ผมลองไปถามหม่อมแม่ดูดีกว่า”

    ชายรวีลุกออกไป หวนเอ้ออ้าจะห้ามก็ไม่กล้า เมื่อไปถึงห้องหม่อมพริ้ม แทนที่จะถามเรื่องค้างคาใจ ชายรวีกลับมาพบเรื่องใหม่ที่หม่อมพริ้มเก็บงำมานานแล้วเหมือนกัน

    หม่อมพริ้มจำใจยื่นซองเอกสารให้ชายรวีอย่างไม่มีทางเลี่ยง พร้อมกับอธิบายด้วยสีหน้าเป็นกังวล

    “หนังสือจากทางธนาคาร เขาส่งมาบอกว่าวังรวีวารของเราที่แม่เอาไปจำนองเอาไว้แต่ไม่มีเงินไปไถ่ถอน คงจะหลุดจำนองไปภายในเร็วๆนี้”

    “วังหลุดจำนอง! ทำไมผมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย”

    “แม่เอาวังไปจำนองไว้ตั้งแต่ชายไปเรียนเมืองนอกใหม่ๆ เอาเงินมาใช้จ่ายเลี้ยงดูทุกคน ตั้งแต่ท่านพ่อของชายสิ้นไป แม่ก็พยายามรักษาเกียรติยศศักดิ์ศรีของรวีวารเอาไว้เท่าที่จะทำได้”

    “ก่อนหน้านี้ทำไมหม่อมแม่ไม่บอกผม”

    “ชายรับราชการเงินเดือนไม่กี่สตางค์ รู้แล้วจะทำอะไรได้ แม่ก็เป็นแค่ผู้หญิงแก่ๆคนหนึ่ง ได้แต่ขายที่นา ขายสมบัติเก่าไปบ้าง แต่มันก็สุดกำลังแล้ว  ความจริงวังรวีวารควรจะตกเป็นของชาย ในฐานะที่เป็นทายาทผู้สืบสกุล แม่ขอโทษที่แม่รักษาเอาไว้ให้ชายไม่ได้”

    “หม่อมแม่อย่าพูดอย่างนี้”

    “ชายโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ตัดสินใจเอาก็แล้วกันว่าจะทำยังไงต่อไป แม่แล้วแต่ชายจะเห็นสมควร”

    หม่อมพริ้มน้ำตาซึม ชายรวีกอดปลอบด้วยความสงสาร

    ooooooo

    ใจสว่างทั้งห่วงใยและหนักใจสา ที่ไม่ยอมกินข้าวกินปลาจนร่างกายซูบเซียว  นานวันกลัวจะไม่สบาย แต่ไม่ว่าเธอคะยั้นคะยอยังไงสาก็พูดแต่ว่าป้ากินไม่ลง

    “ป้าเป็นห่วงโสภิต ป่านนี้ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง ถามคุณสันทนาก็ไม่ได้ความอะไรเลย”

    “คุณป้าไม่ลองปรึกษาอาจารย์รวีล่ะคะ”

    “อย่าเลย คุณชายเธอก็มีปัญหาที่บ้านร้อยแปด ป้าไม่อยากเอาเรื่องกลุ้มใจไปสุมให้เธออีก”

    “อาจารย์เธอเป็นคนเข้มแข็งค่ะ หนูเชื่อว่าอาจารย์ต้องเป็นที่พึ่งของทุกคนได้”

    ใจสว่างกล่าวกับสาอย่างมั่นใจ...หารู้ไม่ว่าเวลานั้นชายรวีกำลังหนักใจใหญ่หลวงเรื่องวังรวีวารจะหลุดจำนองเร็วๆนี้ และเมื่อเขานำความมาปรึกษาหารือพี่สาวทั้งสี่ในงานสวดศพเจิม แต่ละคนก็บ่นเสียดายวัง

    รวีวารแต่ไม่รู้จะหาเงินมากมายมาจากไหน คงต้องปล่อยให้ธนาคารยึดไป

    “ผมก็ยังไม่เห็นทางเลยครับพี่หญิงใหญ่ แต่ใจจริงผมก็ไม่อยากเสียวังรวีวารไป”

    “ก็หาทางเข้าน่ะสิ เธอเป็นลูกชายคนเดียว ถ้าวังรวีวารยังอยู่ก็จะต้องเป็นของเธอคนเดียว ก็ไม่น่าให้คนอื่นต้องมาเดือดร้อน” หญิงจิ๋มเล่นแง่

    “ผมไม่ได้จะรบกวนให้พี่คนไหนต้องมาเดือดร้อนหรอกครับ เพียงแต่ขอปรึกษาหารือว่าเราจะรักษาวังรวีวารเอาไว้ได้ยังไง เพราะเราทุกคนรู้ดีว่าวังรวีวารคือหัวใจของหม่อมแม่”

    “จริงของชาย ถ้าเสียวังรวีวารไปหม่อมแม่คงเสียใจมากกว่าใครทุกคน” พูดแล้วศุภลักษณ์หรือหญิงรองทอดถอนใจ ชายรวีมองกลับไปบนศาลาเห็นหม่อมพริ้มในวัยชราสีหน้าหมองเศร้า อยากทำให้ท่านสบายใจได้บ้างโดยเฉพาะเรื่องวังรวีวาร แต่ก็ยังมืดแปดด้านอยู่ดี

    ooooooo

    เย็นวันเดียวกันนี้ เฉิดฉวีบังเอิญได้ยินสาวใช้วิจารณ์เรื่องแหววมีอาการเหมือนคนท้อง อาเจียนบ่อยครั้ง กินอะไรก็ขย้อนออกมา วันทั้งวันเอาแต่นอน

    เฉิดฉวีไม่กระโตกกระตาก เธอเลือกที่จะจับตาดูลูกสาวด้วยตัวเอง แล้วก็เห็นจริงจนได้ แหววเอวหนาขึ้นใส่เสื้อผ้าชุดเดิมไม่ได้ คนเป็นแม่จึงถามอย่างจับผิดแต่ลูกสาวก็ทำไม่รู้ไม่ชี้

    “นี่ยัยแหวว แกจะบอกเองดีๆ หรือจะไปหาหมอให้เขาตรวจว่าทำไมแกถึงได้อ้วนจนใส่เสื้อผ้าเดิมไม่ได้ แล้วคลื่นไส้อาเจียนตอนเช้าๆ”

    แหววอึ้งไปนิดก่อนตัดสินใจว่าปิดไปก็ไม่มีประโยชน์ เชิดหน้าตอบว่าตนท้องได้สองเดือนกว่า

    เฉิดฉวีฟังแล้วแทบบ้า พอสันทนากลับจากทำงานทราบว่าลูกสาวทำงามหน้าก็ขึ้นไปเล่นงานถึงบนห้อง ซักไซ้อย่างดุดันจนรู้ว่าศิวพจน์คือพ่อของเด็กในท้องแหวว แล้วเขาเองก็รู้ด้วย

    “รู้แล้วทำไมมันไปมุดหัวอยู่ที่เมืองนอก ทำไมไม่กลับมากับแก”

    “แหววกับเขาทะเลาะกัน เขานอกใจแหววไปมีคนอื่น”

    “พ่อไม่สน มันทำแกท้อง มันต้องแต่งงานกับแก พ่อจะให้คนไปลากคอมันกลับมา”

    “อย่านะคะคุณพ่อ แหววไม่เอานะ คนอย่างแหววไม่จำเป็นต้องง้อให้ใครมาแต่งงานด้วย”

    “แล้วแกจะปล่อยให้ตัวเองท้องไม่มีพ่อหรือยังไง แกไม่เห็นแก่ตัวเองก็เห็นแก่หน้าพ่อแม่บ้าง พ่อแม่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”

    “แหววว่าจะเอาเด็กออก”

    สันทนาโกรธจัด ตบหน้าแหววฉาด! “แกจะทำตัวเหลวแหลกยังไงฉันไม่ว่า แต่ถ้าแกถึงกับฆ่าลูกในท้อง ฉันไม่ให้อภัยแกจริงๆ”

    สันทนาเดินออกไป แหววอาละวาดขว้างปาข้าวของตามหลัง ร่ำร้องว่าพ่อใจร้ายใจดำ เฉิดฉวีทนไม่ไหวตวาดลูกสาวว่าพอที หยุดบ้าได้แล้ว แต่แหววไม่ฟัง ยังอาละวาดร้องกรี๊ดอย่างเอาแต่ใจจนเฉิดฉวีเป็นฝ่ายทนไม่ไหวเดินหนีออกจากห้องลงมาข้างล่าง เจอสันทนากำลังเดินงุ่นง่านด้วยความโมโห เลยมีปากเสียงกันเอ็ดอึง

    “ลูกสาวน้องหายบ้าแล้วเหรอ”

    “ลูกมันก็บ้าเหมือนพ่อมันนั่นแหละ...พี่ไปตบลูกทำไม”

    “ก็มันกวนโมโห”

    “ดีแต่โมโห...โมโหแล้วช่วยอะไรได้”

    “ก็ปล่อยให้ท้องโย้ไป คนจะได้รู้ว่าแม่ไม่สั่งสอน”

    “แล้วพ่อยัยแหววมันดีนักนี่ วันๆก็เอาแต่ไปจู๋จี๋ดู๋ดี๋กับเมียน้อย”

    “นี่น้อง...” สันทนาขึ้นเสียง พร้อมๆกับเสียงโทรศัพท์ในบ้านดังขึ้น เฉิดฉวีหันไปแว้ดใส่สาวใช้อย่างอารมณ์เสีย

    “นี่...ใครก็ได้รับโทรศัพท์ทีซิ”

    สาวใช้แฝงตัวอยู่หน้าประตูรีบเข้ามารับสายแล้วเดินกลับไปรายงานเฉิดฉวีว่าคุณหญิงจิ๋มขอเรียนสายด้วย

    “บอกไปว่าไม่ว่าง...ไม่อยู่เลยก็ได้ ฉันไม่มีอารมณ์จะคุยกับใคร โทร.มาจะมีอะไร ก็มีแต่ขอๆๆๆๆ”

    สาวใช้หน้าเสียจะเดินกลับมาที่โทรศัพท์ สันทนานึกอะไรได้รีบบอกให้เฉิดฉวีไปรับสายแล้วพูดกับเขาดีๆ บอกด้วยว่าตนเชิญเขามากินข้าวที่บ้านเราเย็นนี้

    “อะไรกันคะ ทำไม”

    “เมื่อกี๊บ่นว่าพี่ไม่หาทางช่วยลูก นี่ก็ช่วยแล้วไง”

    เฉิดฉวีหัวไวเอาการ รอยยิ้มผุดพรายขึ้นมาทันที

    ooooooo

    ใกล้ค่ำ หญิงจิ๋มกับปวุติหน้าบานมาที่บ้านนายพลสันทนา เฉิดฉวีจัดอาหารขึ้นโต๊ะไว้อย่างเลิศหรู พูดคุยกับแขกทั้งคู่อย่างเป็นมิตร ไม่มีท่าทีรังเกียจ รังงอนเหมือนทุกทีที่ผ่านมา

    “ตกลงท่านว่ายังไงบ้างคะ เรื่องที่จะเรียนเชิญให้มาเป็นหุ้นส่วนบริษัทรับเหมาก่อสร้าง”

    “คุณหญิงมาผิดจังหวะไปหน่อยครับ ท่านไม่สบายเข้าโรงพยาบาล ผมเลยยังไม่มีโอกาสได้คุยกับท่าน”

    “แหม ถ้าชักช้าเราจะเข้าประมูลไม่ทันนะครับ นอกจากว่าท่านสันทนาจะลงมาเล่นแทนไปก่อน”

    “เอาสิครับ จะให้ผมช่วยยังไงก็บอก ผมยินดีช่วยเต็มที่ แต่มีข้อแม้นะ”

    “ว่ามาเลยค่ะท่าน”

    สองสามีภรรยายิ้มหวานรอฟัง สันทนามองหน้าเฉิดฉวีส่งสัญญาณให้พูดตามที่เตี๊ยมกันไว้ก่อนหน้านี้

    “คือฉันอยากให้คุณชายรวีน้องชายเธอมาแต่งงานกับยัยแหววลูกสาวฉัน ถ้าทำได้...แค่ประมูลทำสนามบินน่ะเรื่องเล็ก จริงไหมคะ”

    สันทนายิ้มรับโดยดี หญิงจิ๋มยังงงๆ ตามไม่ค่อยทัน แต่ปวุติตาวาวเข้าใจเรื่องราวทะลุปรุโปร่ง

    แล้ววันถัดมา ปวุติกับหญิงจิ๋มก็เดินหน้าไปพบชายรวีถึงที่ทำงาน ถ่ายทอดเรื่องที่สันทนากับเฉิดฉวีต้องการให้ลูกสาวแต่งงานกับชายรวี

    “อะไรนะครับ แต่งงาน! ผมเพิ่งเคยเจอคุณแหววในงานเลี้ยงแค่ครั้งเดียวเองนะครับพี่หญิง”

    “แหม ครั้งเดียวก็เกินพอแล้วจ้ะ น้องชายของพี่ออกจะดีพร้อมไปทุกด้านขนาดนี้ คุณหญิงเฉิดฉวีเห็นแค่ครั้งเดียวก็อยากได้ชายไปเป็นเขยขวัญจนตัวสั่น”

    “ผมว่ามันตลกไปหน่อยนะครับ คุณแหววแกคงไม่เล่นด้วยหรอกกระมัง สาวหัวนอกขนาดนั้น”

    “วุ้ย เขาแม่กันลูกกัน ถ้ายัยแหววไม่เต็มใจคุณหญิงเฉิดจะกล้าพูดเหรอ ยัยเฉิดเขาบอกว่าท่านสันทนาห่วงลูกสาว ทั้งสวยทั้งรวย มีแต่ผู้ชายมาเกาะแกะ เขาก็อยากให้มีสามีดีๆ ให้หมดห่วงไป”

    “แต่ผมไม่ได้รักเธอ มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ”

    หญิงจิ๋มเซ็ง ปวุติเลยงัดไม้แข็งขึ้นมาพูดจริงจัง

    “ความรักมันเกิดได้จากหลายสาเหตุนะครับคุณชาย ผมพูดตรงๆ ตอนนี้ท่านนายพลสันทนาพ่อของคุณแหววเป็นคนเดียวที่จะช่วยคุณชายได้ ถ้าหากคุณชายคิดจะรักษาวังรวีวารเอาไว้”
     
    “หม่อมแม่รักวังรวีวารขนาดไหน ที่ยอมตัดใจเอาวังไปจำนองเพราะจะหาเงินส่งเธอไปเรียนต่อ แล้วเธอจะนั่งดูดายปล่อยให้วังหลุดจำนองไปโดยไม่ทำอะไรเลยหรือ ชายรวี”
     
    ฟังพี่สาวกับพี่เขยแล้วชายรวีถึงกับนิ่งอึ้งลังเลใจ ครั้นเขากลับมาบ้านเจอศุภลักษณ์หรือหญิงรอง รายนี้กลับพูดไปคนละอย่างกับหญิงจิ๋ม

    “ไม่จริง ตอนนั้นหญิงจิ๋มยังเด็กจะไปรู้เรื่องอะไร พี่ยืนยันได้ เสด็จย่าประทานเงินให้เป็นทุนการศึกษาของเธอ เงินที่เธอใช้ไม่ได้มาจากการเอาวังไปจำนอง”

    “แต่ถ้าไม่ต้องส่งเสียผม หม่อมแม่ก็อาจจะเก็บเงินก้อนนั้นไว้ใช้จ่าย ไม่ต้องเอาวังรวีวารไปเข้าธนาคาร”

    “แต่การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่นะชายรวี พี่ไม่เห็นด้วยเลยถ้าชายจะสละชีวิตทั้งชีวิตเพื่อเอาวังรวีวารคืนมาให้หม่อมแม่”
     
    ชายรวีนิ่งไปอย่างคิดหนัก ศุภลักษณ์กล่าวจริงจัง

    “พี่เป็นแม่ พี่ถึงพูดได้...สำหรับแม่ ความสุขของลูกเท่านั้นที่สำคัญที่สุด”

    “แต่พี่หญิงครับ สำหรับลูก...ความสุขของแม่ก็สำคัญที่สุดเหมือนกันนะครับ”

    ooooooo

    ใจสว่างทนเห็นสาอยู่ในสภาพอมทุกข์ไม่ไหว เธอตัดสินใจไปพบชายรวีที่กระทรวงยุติธรรม หลังจากด้อมๆมองๆอยู่หลายวันแต่ไม่เจอเขามาสอนพิเศษที่มหาวิทยาลัย

    “พอดีตอนนี้ที่บ้านผมมีเรื่องยุ่งๆนิดหน่อย ว่าแต่คุณไปหาผมทำไม มีธุระอะไรหรือ”

    “คุณป้าอุษาเป็นห่วงพี่โสภิตมากค่ะ แต่คุณป้าไม่ให้หนูบอกอาจารย์ เกรงใจ แต่หนูอดไม่ได้ อาจารย์คงไม่ว่าหนูจุ้นจ้านนะคะ”
     
    ชายรวีไม่ว่าอะไรสักคำ แถมยังพาเธอนั่งรถไปหาสาพร้อมกันในเย็นนั้นเลย เพ็ญศรีเห็นชายรวีเข้ามาก็แอบเล่าอาการทุกข์ใจแสนสาหัสของสาที่เป็นห่วงโสภิตพิไลเอามากๆ ถึงกับไม่กินข้าวปลา งานการไม่เป็นอันทำ

    “ขนาดนั้นเลยหรือครับ”

    “ค่ะ ฉันก็เป็นห่วง กลัวว่าคุณสาจะเป็นอะไรไป ก็ดีแล้วล่ะค่ะที่หนูใจไปตามคุณชายมา น่าจะทำให้คุณสาสดใสขึ้นบ้าง คุณสาแกรักคุณชายจริงๆนะคะ แปลกจัง ฉันไม่เห็นแกรักใครมากขนาดนี้เลย นอกจากโสภิตพิไล”

    ใจสว่างประคองสามานั่งตรงข้ามชายรวี สาอยู่ในสภาพอิดโรยไม่ผ่องใสเหมือนแต่ก่อน

    “ฉันพยายามทุกทางแล้วค่ะ ไม่ได้ข่าวแกเลย เป็นตายร้ายดียังไงบ้างก็ไม่รู้ ท่านนายพลสันทนาก็หายหน้าไป ฉันจะไปหาก็กลัวจะเป็นเรื่อง ไม่รู้จะทำยังไงจริงๆค่ะคุณชาย”

    “ท่านนายพลสันทนารู้ใช่ไหมครับว่าโสภิตอยู่ที่ไหน”

    “ค่ะ ท่านให้คุณสันทนาเป็นคนดูแลโสภิต”

    ชายรวีมีความคิดบางอย่าง ขอใช้โทรศัพท์ที่ร้านสาโทร.หาสันทนา พูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่งโดยที่สากับ

    ใจสว่างไม่ได้ยิน...

    แล้วอีกวันถัดมา สันทนาก็เริงร่ากลับบ้านเร็วผิดปกติ บอกลูกเมียว่าเย็นนี้ตนเชิญชายรวีมากินข้าวที่บ้าน เฉิดฉวีท่าทีตื่นเต้น ตรงข้ามกับลูกสาวที่เอ่ยปากอย่างไม่ใส่ใจนัก

    “กะอีแค่คุณชายหินอ่อนมากินข้าว ทำไมจะต้องตื่นเต้น”

    “ตื่นเต้นสิ แกยิ่งต้องตื่นเต้นมากกว่าใครทั้งนั้น คืนนี้แม่ขอสั่งเลยนะ แกต้องแต่งตัวสวยๆ พูดเพราะๆ ยิ้มหวานๆ ทำตัวให้ดี เพราะคุณชายรวีคือทางออกทางเดียวของแก เข้าใจไหม”

    เฉิดฉวีกำชับเสียงเข้ม แหววเลยพยักหน้าอย่างจำใจ...ถึงเวลาชายรวีปรากฏตัว สันทนายิ้มร่าต้อนรับด้วยท่าทางเป็นกันเอง

    “สวัสดีครับ ท่านนายพลสันทนา”

    “แหม เรียกอะไรเต็มยศขนาดนั้น เชิญๆๆ ไม่ต้องเกรงใจ วันนี้คุณหญิงลงครัวเองเชียวนะ ไม่รู้จะกินได้หรือเปล่า”

    แหววแต่งตัวสวยจัดเดินกรีดกรายออกมายิ้มโปรยเสน่ห์ กระเซ้าบิดาอย่างอารมณ์ดีว่า

    “แหม คุณพ่อพูดอย่างนี้ คุณแม่ได้ยินเสียใจแย่”

    “แหววมาก็ดีแล้วลูก ช่วยพาคุณชายไปหาอะไรดื่มก่อน เดี๋ยวพ่อจะไปดูแม่เขาหน่อยว่าทำอะไรไปถึงไหนแล้ว”

    แหววคล้องแขนชายรวีอย่างถือสนิท พาไปนั่งในมุมที่ลมโชยเย็นสบาย...สันทนากับเฉิดฉวีแอบดูทั้งคู่อยู่ห่างๆ ชื่นชมชายรวีอย่างปลื้มปริ่ม

    “ท่าทางเป็นผู้ดี๊ผู้ดีนะคะ ดูดีมีชาติตระกูลสมกับลูกเรา”

    “มีความสามารถด้วย ผู้ใหญ่ชมกันทั้งกระทรวงว่าเก่ง อนาคตไกลแน่ๆ”

    “ทั้งเก่งทั้งดีอย่างนี้ต้องเอาให้ได้นะคะ”

    สองสามีภรรยาหมายมั่นปั้นมืออยากได้ชายรวีเป็นลูกเขย ส่วนแหววก็เอนเอียงตามพ่อแม่เพราะตัวเองกำลังท้องไส้

    ทุกคนร่วมโต๊ะอาหารกันอย่างชื่นมื่น โดยเฉพาะสามคนพ่อแม่ลูกที่เอาใจชายรวีทั้งการกระทำและคำพูด

    “แกงนพเก้ารสชาติเป็นยังไงบ้างคะคุณชาย พอจะเทียบวังรวีวารได้บ้างไหม”

    “อร่อยมากครับ”

    “บ้านที่คุณชายอยู่เรียกว่าวังรวีวารหรือคะ”

    “มิได้ครับ หม่อมแม่พาผมย้ายออกมาอยู่ที่ใหม่ตั้งนานแล้ว เราเรียกว่าบ้านรวีวาร เพราะไม่มีเจ้านายประทับอยู่ คงเรียกว่าวังไม่ได้”

    “ตอนเด็กๆฉันเคยตามคุณหญิงจิ๋มเข้าไปที่วังรวี–วารหนสองหน จำได้ว่าสวยงามกว้างขวางมากเลยนะคะ”

    “ครับ วังรวีวารเป็นที่ที่สวยงามมาก แล้วก็ใหญ่โตกว้างขวางมากจริงๆ”

    “แต่การจะบำรุงรักษาสมบัติเก่าแก่อย่างนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายนะคุณชาย มันก็ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง”

    “จริงครับ”

    “ก็เพราะอย่างนั้น ผมเลยอยากจะคุยกับคุณชาย อยากหารืออะไรเป็นการส่วนตัวสักหน่อย”

    “ผมก็มีเรื่องอยากจะหารือกับท่านเหมือนกันครับ”

    หลังอาหารมื้อนั้น สันทนากับชายรวีเข้าไปคุยกันตามลำพังในห้องมิดชิด

    “ผมมีข้อเสนอ ผมจะรับเป็นคนไปปลดจำนองวังรวีวารให้ แล้วผมจะมอบวังรวีวารให้เป็นของขวัญวันแต่งงานระหว่างคุณชายกับยัยแหวว”

    “มันเป็นเงินก้อนใหญ่อยู่นะครับท่าน ผมยังนึกไม่ออกว่าท่านจะได้อะไร”

    “ผมได้ผู้ชายดีๆคนหนึ่งมาดูแลยัยแหววแทนผม ส่วนคุณชายก็ได้วังเก่าของท่านพ่อคืนไป ถึงแม้มันจะกลายเป็นสินสมรส แต่เรือล่มในหนองทองมันจะไปไหน จริงไหม”

    “เท่านี้เองหรือครับ”

    “เท่านี้ คุณชายว่ายังไง”

    “ผมอาจจะมีความต้องการที่มากเกินไปสักหน่อย ในฐานะของทายาทผู้สืบสกุลผมต้องการรักษาวังรวีวารเอาไว้ แต่ในฐานะของพี่ชาย ถึงแม้ผมกับโสภิตพิไลจะคนละแม่แต่ผมก็ไม่อยากให้โสภิตต้องไปเป็นเมียเก็บของใคร”

    “ถ้าจะขอให้เอาตัวโสภิตพิไลคืนมา บอกเลยนะว่าผมให้ไม่ได้”

    “แต่คุณเป็นมือขวาของท่าน ตอนนี้ท่านก็ป่วยหนัก ผมเชื่อว่าคุณสันทนาน่าจะหว่านล้อมให้ท่านรามือจากโสภิตพิไลได้”

    “อืม...ก็น่าคิด”

    “ถ้าหากท่านตกลง ผมก็จะแต่งงานกับคุณแหวว ท่านจะว่ายังไงครับ”

     สันทนานิ่งคิดชั่งน้ำหนักดูว่าตัวเองจะได้หรือเสียอะไร

    ooooooo

    ในที่สุดคืนนั้นสันทนานัดเจอสาที่โรงแรมแห่งเดิม ซึ่งแต่ก่อนมักมาหาความสุขกันเป็นประจำ ฝ่ายชายยังมีท่าทีโหยหากอดรัดสาด้วยความคิดถึง

    “ไม่ได้เจอตั้งนาน คิดถึงเหลือเกิน”

    “คุณไม่ยอมเจอฉันเองนี่คะ ไม่ยอมมาหา ไม่ยอมมาคุย ทั้งๆที่รู้ว่าฉันกลุ้มใจ มีเรื่องอยากถามท่านสารพัด”

    ฟังแล้วสันทนาแทบหมดอารมณ์ เดินหนีไปทิ้งตัวลงบนเตียง “นี่ไง ไม่อยากเจอเพราะอย่างนี้ไง มันจะมีแต่เรื่องน่าเบื่อ”

    สาเดินมานั่งข้างๆ ทำท่าจะเซ้าซี้ต่อ สันทนายกมือห้าม “โอเคๆ ไม่ต้องพูดแล้ว วันนี้คุณชายรวีก็เพิ่งมาขอร้องผมให้ช่วยโสภิต”

    “แล้วคุณว่ายังไงคะ”

    “ก็อาจจะช่วย แต่ตอนนี้อาการท่านไม่ค่อยดี ยังไม่ อยากเอาเรื่องนี้ไปกวนใจท่าน...เอาละ พอทีขี้เกียจพูดแล้ว ทำอย่างอื่นกันดีกว่า”

    สาโอนอ่อนผ่อนตามแต่ยังไม่วายออเซาะว่าอยากเจอโสภิตพิไล เขาเลยว่าได้คืบจะเอาศอก แต่ถ้าอารมณ์ดีอาจจะพาไป...สาตาวาวมีความหวัง โถมตัวเข้ากอดจูบสันทนาอย่างเร่าร้อนถึงใจ

    กระทั่งเช้าตรู่วันใหม่ สันทนากลับเข้าบ้านอย่างอารมณ์ดี แต่เจอเฉิดฉวีตีหน้ายักษ์ใส่หลังจากรอการ

    กลับมาของสามีตั้งแต่เมื่อคืนจนหลับคาโซฟาชั้นล่าง

    “เมื่อก่อนกลับดึก เดี๋ยวนี้ถึงขั้นกลับเช้า อีกหน่อยก็ไปเช่าบ้านอยู่กับมันเลยดีไหมคะ”

    “ก็ดีนะ ขอบใจที่น้องแนะนำ พี่จะลองเก็บไปคิดดู”

    “นี่เอาจริงเหรอคะ คิดจะไปอยู่กับมันเหรอ นี่รักมัน หลงมันขนาดนี้เลยเหรอ”

    “ยัง! น้องเป็นคนเริ่มเรื่องเองแล้วจะมาโวยวายทำไม หยุดบ่นได้แล้วนะ ถ้าว่างก็ไปเตรียมตัวจัดงานแต่งงานให้ยัยแหววดีกว่า”

    “หา! นี่แปลว่าสำเร็จแล้วหรือคะ”

    “ไปหาฤกษ์หายามมาซะ ยิ่งเร็วยิ่งดี ก่อนที่เรื่องมันจะแดงโร่ออกมา”

    เฉิดฉวีดีใจสุดขีด ลืมเรื่องอื่นหมดสิ้น วิ่งแจ้นไปบอกข่าวดีแก่ลูกสาวที่ยังนอนสันหลังยาวหลับอุตุอยู่ในห้อง...ขณะเดียวกันนั้น ชายรวีกำลังบอกกล่าวหม่อมพริ้มเรื่องแต่งงาน คนเป็นแม่แปลกใจเพราะไม่เคยระแคะระคายมาก่อนว่าลูกชายคบหญิงใด แต่พอได้ยินชื่อฝ่ายหญิงและพ่อของเธอ หม่อมพริ้มก็เริ่มเข้าใจ

    “พลโทสันทนา คนที่จับโสภิตไปน่ะรึ”

    “ครับ หม่อมแม่”

    “ชายคิดดีแล้วใช่ไหม ถ้าคิดดีแล้วก็ทำเถอะ แม่มันแก่แล้ว อนาคตมันเป็นเรื่องของหนุ่มสาว แม่เชื่อว่าชายเป็นคนถี่ถ้วน ถ้าชายคิดว่าสมควรทำมันก็คงสมควรทำ...ชายเป็นคนดี คนดีตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้หรอกลูก แม่เชื่ออย่างนั้นนะ” พูดไปแล้วหม่อมพริ้มน้ำตาซึมทราบดีว่าชายรวีเสียสละยอมทำเพื่อคนอื่น

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "มุก" จูบ "เก้า" เม้าท์ทูเม้าท์ ดีไซน์สุดฮาท่าโดนไฟช็อตใน "บ้านสาวโสด" ตอนแรก

    "มุก" จูบ "เก้า" เม้าท์ทูเม้าท์ ดีไซน์สุดฮาท่าโดนไฟช็อตใน "บ้านสาวโสด" ตอนแรก
    27 ก.ย. 2563

    23:30 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2563 เวลา 00:38 น.