ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    อีสา-รวีช่วงโชติ

    SHARE
    • แนว
    • :
    • บทประพันธ์โดย
    • :
    • บทโทรทัศน์โดย
    • :
    • กำกับการแสดงโดย
    • :
    • ผลิตโดย
    • :
    • ช่องออกอากาศ
    • :
    • อื่นๆ
    • นักแสดงนำ
    • :

    อีสา-รวีช่วงโชติ ตอนล่าสุด

    ตอนที่ 1

    ปีพุทธศักราช 2459

    ภายในโรงครัววังรวีวารของหม่อมเจ้าโชติช่วงระวี บ่าวไพร่มากมายทำหน้าที่ของตนอย่างตั้งใจและมีความสุข ยกเว้นสนคนเดียวที่ดูหลุกหลิกลุกลี้ลุกลนพิกลจนน่าสงสัย แต่แล้วเจิมก็คลายความสงสัยเมื่อสนบอกว่าตนปวดท้อง วานพี่เจิมเอายาสมุนไพรในหม้อที่กำลังเดือดจัดขึ้นไปให้หม่อมท่านแทนตนที
    เจิมเชื่ออย่างที่สนกล่าวอ้าง โดยไม่รู้เลยว่าหญิงสาวรุ่นน้องกำลังจะหนีออกจากวังเพราะติดพันชอบพอกับพระเอกลิเกคนหนึ่งนอกวัง

    ส่วนหม่อมท่านที่สนพูดถึงคือ “หม่อมพริ้ม” เธอให้กำเนิดลูกสาวสองคนซึ่งอยู่ในวัยน่ารักคือโศภีกับศุภลักษณ์ แต่ยังไม่มีลูกชายทั้งที่ท่านชายโชติช่วงระวีปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง นี่เองเป็นเหตุให้เจิมฐานะบ่าวคนสนิทของหม่อมพริ้มพยายามสืบหาตำรับยาดีต่างๆนานามาต้มให้นายกิน เพื่อที่ท่านจะได้มีลูกชายสมใจเสียที

    ท่านชายต้องการลูกชายสืบสกุลรวีวาร แต่ทั้งหม่อมพริ้มเมียแต่งและหม่อมลำดวนเมียรองที่ไม่ได้มีพิธีรีตองก็ยังทำให้ท่านสมหวังไม่ได้ จนกระทั่งอีกหนึ่งปีผ่านไป หม่อมพริ้มท้องและคลอดลูกชายแต่เด็กก็มาตายเพราะตอนอยู่ในท้องรกพันคอเด็กแน่น

    วันที่หม่อมพริ้มคลอดลูกชายเป็นวันเดียวกับที่สนท้องแก่กระเสือกกระสนหนีผัวลิเกกลับมาที่วังรวีวารเพราะทนความร้ายกาจของเขาไม่ได้ แต่ไม่นึกว่าสนจะมาตายต่อหน้าพวกเจิมหลังจากคลอดลูกสาวและฝากฝังไว้กับเจิมให้ช่วยเลี้ยงดู

    ด้านท่านชายโชติช่วงระวีที่ต้องผิดหวังซ้ำซากไม่ได้ลูกชายสืบสกุลเสียที วันหนึ่งขณะที่หม่อมพริ้มยังอยู่ในช่วงอยู่ไฟหลังคลอด ท่านชายได้มาบอกกับเธอว่าตนพาคนมาให้เธอรู้จัก หม่อมพริ้มฟังแล้วสังหรณ์ใจวูบขึ้นมาทันที

    อีกครู่ต่อมา สองฝ่ายก็ได้เห็นหน้าค่าตากันต่อหน้าท่านชาย

    หญิงสาวหน้าตาสะสวย รูปร่างกะทัดรัดชดช้อยสองคนเดินเข้ามาในห้อง คนหนึ่งท่าทางเรียบร้อย อีกคนท่าทางดูแพรวพราวกว่า ทั้งสองอายุประมาณ 20 ปีต้นๆ คลานเข้ามานั่งที่พื้นตรงหน้าหม่อมพริ้มและก้มลงกราบอย่างนอบน้อม หม่อมพริ้มรับไหว้แล้วหันมองหน้าท่านชายเป็นเชิงถาม

    “แม่นิ่มกับแม่น้อยเป็นหลานสาวของแม่เนื่อง ละครเก่าที่หม่อมแม่ของฉันเคยชุบเลี้ยงเอาไว้”

    “จะโปรดให้ตั้งคณะละครหรือเพคะ”

    “เปล่า ก็แค่คนเก่าคนแก่ เคยอุ้มชูกันมา พอแม่เนื่องตายก็เหมือนแพแตก ฉันเลยจะรับแม่นิ่มแม่น้อยมาอยู่ด้วยกันเสียที่นี่”

    หม่อมพริ้มสังหรณ์ใจ มองหน้าสองพี่น้อง นิ่มซึ่งท่าทางสู้คนกว่ายิ้มตอบอย่างหยดย้อย ส่วนน้อยก้มหน้า ท่าทางขวยเขินละอายใจ

    “อิฉันกับแม่น้อยไร้ญาติขาดมิตร โชคดีที่ท่านชายทรงเมตตา”

    “แล้วท่านชายจะโปรดให้สองคนนี้อยู่ที่ไหนหรือเพคะ”

    ท่านชายตอบตรงๆ สีหน้าปกติ ไม่ได้รู้สึกผิดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา

    “ฉันรับปากแล้วไงว่าจะไม่ให้ใครขึ้นมาบนตำหนักใหญ่ ที่นี่เป็นที่ของแม่พริ้มคนเดียว แม่นิ่มแม่น้อยก็ไปอยู่เรือนข้างหลังเหมือนกับแม่ลำดวนนั่นแหละ”
    หม่อมพริ้มอึ้ง เข้าใจชัดเจนจากคำตอบว่าท่านชายรับสองพี่น้องมาเป็นหม่อมคนใหม่...ได้แต่พยักหน้ารับรู้ เสียใจอยู่ลึกๆ เจิมมองหม่อมพริ้มอย่างเข้าใจและสงสาร

    เมื่อเจิมกลับมาเล่าในวงกินข้าวพวกบ่าว ทุกคนต่างรู้สึกเช่นเดียวกับเจิม ยกเว้นจวนที่แย้งว่าหม่อมพริ้มเป็นเมียเอก เป็นคนเดียวที่ได้เสกสมรส ทรัพย์สินบริวารท่านก็ยกให้ดูแลเป็นสิทธิ์ขาด สบายกว่าคนอื่นเป็นไหนๆ

    “ขึ้นชื่อว่าเมีย จะเจ้าหรือไพร่มันก็เหมือนกันแหละจวนเอ๊ย เสียทองเท่าหัว ไม่อยากจะเสียผัวให้ใคร”

    “แหม...พี่เจิมก็พูดซะอย่างกับเคยมีผัวมาซักสิบคน”

    “อีจวน อีปากตำแย แม่เอ็งสิมีผัวสิบคน” เจิมฉุนจัดยกเท้าถีบจวนกระเด็น

    จวนเจ็บถึงร้องโอ๊ยและอาจสู้รบกันต่อไปถ้าไม่ได้ยินเสียงร้องของทารกดังขึ้นเสียก่อน...ป้าอาบเลยตะโกนด่าทั้งคู่ว่าทำให้เด็กตกใจ แต่หวนที่ช่วยเลี้ยงทารกร้องบอกมาว่า

    “มันคงร้องเพราะหิวน่ะจ้ะป้าอาบ นังคนนี้มันกินเก่ง หิวทั้งวันเลย”

    เจิมชี้หน้าจวนว่าฝากไว้ก่อน แล้วเดินไปอุ้มทารกเขย่าให้เงียบ อาบเดินตามมาพร้อมถ้วยใบเล็กใส่น้ำข้าว

    “เอ้า กินซะ ดูๆก็น่าเวทนา เกิดมาแม่ก็ตาย ข้ากับนังหวนก็ได้แต่เอาน้ำข้าวกรอกปากเลี้ยงกันไป ก็ไม่รู้ว่าจะรอดไปได้ซักกี่น้ำ”

    ฟังป้าอาบแล้วเจิมเวทนายิ่งกว่า ตัดสินใจอุ้มทารกน้อยไปหาหม่อมพริ้มในเช้าวันถัดมา

    “ก็เลี้ยงมันไปเถอะ เจิมเอ๊ย นึกเสียว่าเอาบุญยังไงนังสนมันก็เคยเป็นคนของข้า”

    “ถ้ามันไม่หนีตามไอ้พระเอกลิเกนั่นไป คงไม่อายุสั้นอย่างนี้ เวรกรรมเลยมาตกกับนังหนูนี่”

    “มันเกิดมาได้กี่วันแล้วนี่”

    “เจ็ดวันเข้านี่แล้วเจ้าค่ะหม่อม นังหนูมันเกิดมาเวลาเดียวกันกับที่คุณชาย...” เจิมไม่กล้าพูดต่อเพราะเกรงหม่อมพริ้มจะสะเทือนใจ แต่เปลี่ยนเป็นส่งเด็กให้เมื่อท่านพยักหน้าเชิงขออุ้ม

    “เอ็งเสียแม่ ส่วนข้าก็เสียลูก เราสองคนโชคร้ายพอๆกัน”

    ขาดคำของหม่อมพริ้ม เด็กร้องจ้าขึ้นมา เจิมจะเข้ามารับเด็กคืนแต่หม่อมกลับเบี่ยงตัวเข้าข้างฝา ปลดผ้าแถบลงให้เด็กกินนมจากอก เจิมถึงกับตะลึงคาดไม่ถึง และสุดปลาบปลื้มเมื่อได้ยินท่านสั่งว่าแม่นมที่ตนหาไว้เลี้ยงคุณชาย เอ็งให้มาเลี้ยงนังหนูคนนี้แทน

    “แล้วนี่เอ็งตั้งชื่อมันหรือยัง เรียกแต่นังหนูๆ”

    “ยังเจ้าค่ะ แต่ถ้าหม่อมจะเมตตา...”

    “แม่มันชื่อสน ให้มันชื่อสาก็แล้วกัน”

    เจิมขมุบขมิบปากทวนชื่อสาไปมา...ปลื้มใจในเมตตาของหม่อมพริ้มจนน้ำตาคลอ

    ooooooo

    10 ปีต่อมา...

    สาเติบโตและแก่นแก้ว ชอบเล่นกับเด็กผู้ชายไม่กลัวอันตรายเหมือนเด็กหญิงทั่วไป โดยเฉพาะการเล่นน้ำในคลองหลังวัง สาชื่นชอบเป็นพิเศษ

    วันนี้ก็เช่นกัน สาหนีงานในครัวไปโดดน้ำเล่นกับเด็กผู้ชายหลายคน แต่โกหกหวนว่าตำพริกกระเด็นใส่ตัวแสบจนทนไม่ไหวเลยขอไปล้างตัว

    สาสนุกสนานและท้าทายเด็กผู้ชายแข่งขันกระโดดน้ำทั้งที่ตัวเองใส่ผ้าถุง แรกๆก็ไม่มีอะไร แต่นานไปผ้าถุงสาหลุดออกจากตัวทำให้เด็กผู้ชายส่งเสียงโห่ฮากันเอ็ดอึง สาต้องลอยคอในน้ำอยู่พักหนึ่งกว่าจะคว้าผ้าถุงมาสวมใส่แล้วรีบขึ้นจากน้ำวิ่งไล่กวดด่าทอพวกผู้ชายที่ตะโกนล้อตนก่อนว่า

    “อีสาผ้าหลุด เห็นตูดดำปี๋”

    “หยุดนะ ไอ้พวกปากหมา” สาแผดเสียงโต้แล้วหันซ้ายหันขวาก่อนคว้าท่อนไม้วิ่งไล่พวกนั้นไป

    การต่อสู้เกิดขึ้นเมื่อสาฟาดท่อนไม้เข้ากลางหลังเด็กคนหนึ่ง แต่แล้วสาก็ถูกรุมจนเนื้อตัวหน้าตามอมแมมไปด้วยโคลนริมคลอง เดินร้องไห้กลับวังด้วยความเจ็บใจ

    “ไอ้พวกหมาหมู่...คอยดู ซักวันกูจะเอาคืน คอยดู!”

    สาเอามือเปื้อนโคลนเช็ดน้ำตายิ่งทำให้หน้าเลอะเป็นทาง พอลดมือลงก็ต้องชะงักอ้าปากค้างเมื่อเห็นท่านชายโชติช่วงระวีในชุดลำลองยืนอยู่ตรงหน้า สาลงนั่งยองๆกับพื้นทันที ท่านชายมองอย่างขำๆ

    “นี่มันตัวอะไรกันนี่”

    “สาเพคะ” เด็กหญิงตอบเสียงเบาหวิว

    ท่านชายเดินเข้ามาทรุดตัวลงมองดูสาใกล้ๆ เด็กหญิงก้มหน้าไม่กล้ามองท่านตรงๆ แต่ยังเห็นท่อนแขนขาวผ่องและได้กลิ่นน้ำหอมจากตัวท่านกรุ่นมา

    “ชื่อสารึเอ็งน่ะ ไปทำอะไรมา หน้ามอมเป็นแมวคราว” ท่านชายเอ่ยอย่างเมตตาปนขำ...สาเงยหน้า ท่านชายเห็นคราบน้ำตา ถามว่าโดนใครแกล้งมารึไง
    สาได้ยินน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน รู้สึกเต็มตื้นในใจจนพูดไม่ออก ได้แต่พยักหน้า น้ำตาไหลออกมาอีก ท่านชายอมยิ้ม หยิบเหรียญออกจากชายพกและพูดอย่างเมตตา

    “อย่าร้องไห้ วันนี้เอ็งเจอข้าถือว่าโชคดี เอาไป ข้าให้ ถือว่าทำขวัญ”

    สาแบมือสั่นเทา ท่านชายโยนเงินใส่มือให้แล้วเดินออกไป เด็กหญิงมองตามท่านไป น้ำตาปริ่มด้วยความตื้นตัน

    ooooooo

    ความแก่นแก้วและดื้อรั้นของสาในวัยเริ่มสาวสร้างความหนักใจให้เจิมถึงกับไปรำพันให้หม่อมพริ้มฟัง พร้อมกันนี้ก็ถือโอกาสขอคำแนะนำว่าจะดูแลสาอย่างไรดี

    “สามันดื้อเหลือเกินเจ้าค่ะ บ่าวเลี้ยงมันมาแต่เล็ก ไม่ใช่ลูกก็รักเหมือนลูก สาเองมันก็หน้าตาสะสวย บ่าวก็หวังจะปลูกฝังให้มันได้ดีกว่าแม่ของมัน”

    “แต่ขืนเอ็งปล่อยให้มันเล่นหัวกับพวกเด็กผู้ชายอย่างนั้น อีกหน่อยเถอะนังเจิม ได้ฉีกผ้าอ้อมกันไม่ทัน”

    “แล้วจะทำยังไงดีล่ะเจ้าคะหม่อม”

    หม่อมพริ้มนิ่งไปอย่างครุ่นคิด แล้ววันต่อมาก็ให้เจิมพาสาไปยังเรือนหม่อมนิ่มหม่อมน้อย เพื่อเรียนวิชานาฏศิลป์ที่สองหม่อมถนัดนักหนา หม่อมน้อยมองสาอย่างพิเคราะห์ก่อนหันไปบอกหม่อมนิ่มว่า ปากคอคิ้วคางมันหมดจดดี หน่วยก้านพอจะหัดละครได้ แต่หม่อมนิ่มกลับคิดต่าง เข้ามาดูหน้าสาใกล้ๆแล้วยิ้มเยาะ

    “แต่หน้ามอมแมม ขี้ไคลหนาเตอะเต็มบ้องหู อีสาเอ๊ย น้ำหน้าอย่างเอ็งเนี่ยนะ แค่นจะมาเป็นนางละคร”

    หม่อมนิ่มไม่พูดเปล่า แต่เอานิ้วจิ้มหัวสาด้วยอย่างแรง สาเคืองถึงกับหน้างอ ตาวาววับอย่างคนไม่ยอมแพ้

    หลังจากวันนั้น เจิมก็เริ่มขัดสีฉวีวรรณให้สาด้วยสมุนไพรหลายชนิด จนวันเวลาผ่านไปอีก 6 ปี สาจึงกลายเป็นสาวน้อยผิวพรรณผุดผ่อง หน้าตาสะสวย อีกทั้งเรียนร่ายรำได้อ่อนช้อยงดงามเป็นที่พอใจของสองหม่อมและแม่ครูผู้ฝึกสอน

    หม่อมพริ้มเพิ่งจะได้เห็นสาใกล้ๆในวันที่เจิมพามาเฝ้า นอกจากรูปร่างและผิวพรรณที่สะดุดตาแล้วสายังกราบไหว้สวยงามจนได้รับคำชมจากหม่อม

    “กราบสวยนี่ แม่นิ่มแม่น้อยเขาสอนเอ็งมาใช้ได้”

    “สารำสวยด้วยค่ะหม่อม แม่ครูยังบอกว่าออกงานได้ไม่อายใคร” สาอวดตัวอย่างภาคภูมิใจ

    “อย่าฝันไปเลยนังสา ที่ข้าให้นังเจิมพาเอ็งไปหัดรำก็แค่อยากให้เอ็งเลิกไปเล่นกับไอ้พวกเด็กผู้ชายก็เท่านั้น เอ็งโตเป็นสาวแล้วงานบ้านงานเรือนก็เรื่องสำคัญ ทั้งกับข้าวกับปลา เย็บเสื้อเย็บผ้า เห็นนังเจิมมันว่าเอ็งยังเอาดีไม่ได้สักอย่าง”

    สาออกอาการไม่อยากฟัง หม่อมพริ้มสังเกตเห็นจึงเสียงดังกว่าเดิม

    “เป็นผู้หญิงน่ะสวยอย่างเดียวไม่พอหรอกนะนังสา ความดีกับความงามมันต้องมาคู่กัน ไม่งั้นก็เข้าตำรา สวยแต่รูปจูบไม่หอม เอ็งเข้าใจไหม”

    สาไม่เชื่อแม้แต่น้อย ในใจร่ำๆอยากจะเถียงหม่อมพริ้มแต่ไม่กล้า ได้แต่มาจีบปากจีบคอนินทาในวงข้าวที่โรงครัว

    “ดูขนาดหม่อมสิ ทั้งดีทั้งงาม ท่านชายยังมีหม่อมเล็กหม่อมน้อยออกเต็มวังไปหมด จริงไหมป้าเจิม”

    สิ้นเสียงของสา ฝ่ามือเจิมก็ฟาดลงที่หัวมันดังผัวะ สาถึงกับหน้าทิ่มเกือบสำลักข้าว

    “นังสา ถ้าขืนพูดลามปามหม่อมอีกคำ ข้าจะตบให้ปากฉีกกินข้าวไม่ได้เลยเอ้า”

    สาหน้าม่อยที่โดนป้าเจิมกำราบ แต่จวนกลับพูดยิ้มๆว่า “อีสาเอ๊ย น้ำพริกถ้วยเก่าต่อให้อร่อยขนาดไหน กินทุกวันมันก็ต้องมีเบื่อบ้าง”

    “ไม่จริงเว้ย ท่านชายน่ะทั้งรักทั้งเกรงหม่อมพริ้ม แต่ที่มีคนอื่นอีกน่ะเพราะหม่อมพริ้มท่านมีแต่ลูกสาว แต่ท่านชายท่านอยากได้ลูกชายมาสืบสกุล” เจิมเถียงคอเป็นเอ็น

    “แต่จะว่าไป เดี๋ยวนี้ท่านก็ไม่เด็จไปเรือนหม่อมนิ่มหม่อมน้อยแล้วนะจ๊ะป้าเจิม”

    “เออ จริงของเอ็งว่ะนังหวน หลังๆมานี่เด็จแต่เรือนหม่อมลำดวน ไม่รู้ว่าเรือนนั้นมีดีอะไร”

    เจิมตั้งข้อสังเกต จวนไม่พูดอะไรอีก แต่หัวเราะคิกคักแถมหน้าตามีพิรุธชวนให้สงสัย สาเลยดึงแขนจวนออกมาถามอย่างสนใจ

    “อะไรน้าจวน...ไหน ขยายให้ฟังหน่อยซิ ว่าที่เรือนนั้นมีอะไร”

    จวนไม่ตอบ เอาแต่ยิ้มไปมาอย่างอมภูมิ ทำให้สายิ่งอยากรู้

    ooooooo

    ในช่วงเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา หม่อมพริ้มให้กำเนิดลูกสาวแก่ท่านชายอีกสามคนคือโสภาพรรณวดี สิริพรรณราย และศรีลักษณา ซึ่งทั้งสามยังอยู่ในวัยเรียน ส่วนโศภีลูกสาวคนโตกับศุภลักษณ์คนรองออกเรือนไปแล้วแต่ก็ยังแวะเวียนมาหาหม่อมแม่และน้องๆ

    ที่วังอยู่บ่อยครั้ง

    คุณหญิงโสภาพรรณวดีวัยไล่เลี่ยกับสา เธอเรียนการเรือน เก่งงานบ้านงานเรือนเป็นที่ถูกอกถูกใจหม่อมแม่เหลือเกิน หม่อมพริ้มมีลูกสาวห้าคน จนใจไม่สมหวังเรื่องลูกชายเสียที ขณะที่ท่านชายพระชันษามากขึ้น ก็ยิ่งกังวลพระทัยกลัวจะไม่มีทายาทสืบสกุล

    เรื่องนี้หม่อมพริ้มรู้สึกผิดไม่น้อย ส่วนหม่อมลำดวนก็ถือโอกาสชิงดีชิงเด่นดึงตัวท่านชายมาขลุกอยู่ที่เรือนแทบทุกวันด้วยการหาหมอนวดจับเส้นผิวขาวอวบอั๋นมาปรนเปรอท่าน เผื่อโชคดีมีลูกชาย หม่อมลำดวนก็จะได้ความดีความชอบไปด้วย แล้วหม่อมพริ้มก็จะหมดความสำคัญแม้เป็นเมียเอก

    ด้วยความสงสัยว่าหม่อมลำดวนมีดีอะไรมัดใจท่านชาย สาจึงชวนหวนมาปีนต้นไม้แอบดูใกล้ๆเรือน พอเห็นท่านชายนัวเนียกับหมอนวดในห้อง แล้วท่านชายก็เห็นสาเต็มตา ทำให้สาสะดุ้งตกใจถึงกับหล่นจากต้นไม้ลงมา เป็นเวลาที่หม่อมลำดวนกับชดบ่าวคนสนิทเดินผ่านมาพอดี

    สากับหวนถูกหม่อมลำดวนสอบสวนเพราะเข้าใจว่าทั้งคู่มาด้อมๆมองๆเพื่อจะขโมยของ พอสาปฏิเสธก็โดนหม่อมลำดวนตบจนหน้าหันโทษฐานปากแข็ง และอาจโดนตบซ้ำอีกฉาดถ้าหม่อมพริ้มไม่ส่งเสียงปรามเสียก่อน

    “หยุดนะ แม่ลำดวน”

    ทุกคนหยุดชะงัก หม่อมพริ้มเดินมาใกล้ ถามว่ามีเรื่องอะไรกัน ได้ยินเสียงเอ็ดอึง หม่อมลำดวนบุ้ยใบ้ไปทางสา หม่อมพริ้มมองหน้าสาอย่างเอาเรื่อง ก่อนเดินนำไปยังศาลากลางสวน โดยมีหม่อมนิ่มกับหม่อมน้อยที่ถูกพาดพิงตามมาสมทบด้วย

    หม่อมลำดวนเข้าใจว่าสองหม่อมพี่น้องส่งสามาสอดแนมที่เรือนของตน จึงเกิดการทุ่มเถียงกันครู่หนึ่งก่อนที่หม่อมพริ้มจะคาดคั้นสาเอาคำตอบว่าไปแอบดูเองหรือว่ามีใครใช้ไป แต่สาอึกอักไม่ตอบ ทั้งหม่อมพริ้มและหม่อมลำดวนจึงขู่ฟ่อว่าจะสั่งเฆี่ยนสาเดี๋ยวนี้

    “อย่าไปเฆี่ยนตีมันเลย” ท่านชายส่งเสียงเข้ามา ทุกคนท่าทีนอบน้อม แต่แล้วเปลี่ยนเป็นตกใจเมื่อได้ยินท่านเอ่ยต่อไป “ฉันบอกให้ก็ได้ อีสามันไปแอบดูฉัน”
    สาตกใจกว่าทุกคน ท่านชายนั่งลงข้างหม่อมพริ้ม พูดแกมหัวเราะ

    “ฉันกำลังนอนให้หมอจับเส้นอยู่เพลินๆ จะเคลิ้มหลับอยู่แล้ว หันมาเห็นอีสาอยู่บนต้นไม้ ตกใจเสียแทบแย่ นึกว่าตัวอะไร”

    สาโล่งใจที่ท่านชายแก้ต่างให้ หม่อมพริ้มยังไม่วางใจ เอ่ยถามสาว่าอยู่ดีไม่ว่าดี ไปแอบดูท่านชายทำไม สาเลยอึกอักอีกคราไม่กล้าตอบ

    “ท่าทางคงจะอยากเป็นหมอนวดมากกว่านางรำซะล่ะมั้ง รึไงอีสา” ท่านชายเปรยยิ้มๆ น้ำเสียงขำปนเอ็นดู “เอ็งโตเป็นสาวแล้วนะอีสา ปีนต้นไม้แอบดูเป็นเด็กๆไปได้ นี่ถ้าตกลงมาแข้งขาเกหมดสวยกันพอดี ระวังเถอะจะไม่มีใครเอา”

    สาฟังท่านชายพูดเย้าก็ดีใจ ยิ้มเอียงอาย ตาเป็นประกายวิบวับโดยไม่ตั้งใจ หม่อมนิ่มกับหม่อมน้อยสบตากัน หม่อมพริ้มและหม่อมลำดวนเห็นอาการของท่านชาย ต่างไม่สบายใจ หวาดหวั่นอยู่ลึกๆ

    หลังจากแยกย้ายกันกลับเรือน  หม่อมนิ่มก็วางแผนเอาชนะหม่อมพริ้มและหม่อมลำดวนด้วยการผลักดันสาให้ท่านชาย หากท่านพึงพอใจ และในอนาคตถ้าสามีลูกชายให้ท่านได้ หม่อมนิ่มและหม่อมน้อยก็จะได้รับความเมตตาไปด้วย ส่วนหม่อมพริ้มกับหม่อมลำดวนก็ตกกระป๋องไปตามระเบียบ

    หม่อมนิ่มถือโอกาสให้สารำเป็นนางรจนาเสี่ยงพวงมาลัยในงานฉลองวันประสูติครบ 4 รอบของท่านชายซึ่งจัดขึ้นในวังอย่างยิ่งใหญ่ ท่านชายเห็นสาในชุดนางรำสวยงามราวนางฟ้าถึงกับตะลึงลานอุทานว่า

    “อีสาหรือนี่...ใส่เครื่องรำแล้วสวยถึงเพียงนี้เชียวรึ”

    ท่านชายตาวาววามพึงพอใจ หม่อมพริ้มที่นั่ง

    ถัดไปนิ่งขึง รู้สึกว่าสิ่งที่ตนหวาดกลัวมาตลอดกำลังจะเกิดขึ้น

    ooooooo

    ตอนที่ 2

    สาแอบหลงใหลในความสง่างามของท่านชายตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ เมื่อมีโอกาสในคืนนี้เธอจึงตั้งใจรำโปรยเสน่ห์เต็มที่ ชม้ายชายตาให้ท่านตลอดเวลาแถมจะโยนพวงมาลัยให้ด้วยถ้าหม่อมน้อยในชุดเจ้า เงาะไม่สกัดกั้นเอาไว้ทัน

    หม่อมพริ้มไม่พอใจการกระทำของสาที่เหมือนถูก หยามต่อหน้า แต่ทว่ามันสาแก่ใจหม่อมนิ่มเป็นที่สุด หลังงานเลิกแล้วพากันกลับเรือน หม่อมนิ่มซึ่งความจริงก็ไม่ได้ยินดีปรีดาที่จะประเคนสาให้ท่านชาย แต่ทำไปเพราะต้องการเอาชนะหม่อมพริ้ม เมื่อเธอเข้ามาเห็นสานั่งยิ้มหวานราวกับอยู่ในภวังค์ก็เลยกระแทกเสียงอย่าง หมั่นไส้

    “หลงรูปตัวเองเข้าแล้วล่ะสิ...ผู้หญิงเราก็เท่านี้ล่ะนะ มีรูปก็ถือว่าเป็นทรัพย์ เอ็งน่ะเป็นคนสวย สวยกว่านางอะไรต่อนางอะไรของหม่อมลำดวนมากมายนัก แล้วไอ้รูปสมบัติของเอ็งนี่แหละจะพาให้เอ็งสบาย พอสบายแล้วก็อย่าลืมล่ะว่าข้าเป็นคนทำให้เอ็งมีวันนี้”

    สานิ่งฟังแต่ไม่ค่อยเข้าใจนัก ส่วนหม่อมนิ่มวางเฉยไม่อธิบายอะไรอีก ได้แต่บอกหม่อมน้อยที่ดูกังวลว่าเรื่องแบบนี้ถึงเวลาก็รู้เอง

    ถึง เวลาสารู้ด้วยตัวเองจริงๆ เพราะคืนนั้นท่านชายลงจากตำหนักใหญ่มุ่งหน้าไปหาเธอที่เรือนหม่อมนิ่ม โดยมีสายตาของหม่อมพริ้มมองตามด้วยความอัดอั้นและเจ็บแปลบ...

    เช้าวัน รุ่งขึ้น สาในชุดสวยงามกว่าปกติเดินมาที่โรงครัวด้วยท่าทีขวยเขิน เข้ามานั่งข้างหวนที่ก้มหน้าก้มตาหั่นผัก  พอหวนเห็นสาก็จะให้ช่วยงานแต่จวนกลับแทรกขึ้นว่าจะไปใช้เขาได้ยังไง เขาไม่ใช่คนเดิมแล้ว เพราะเมื่อคืนเขาได้รับใช้ท่านชาย

    ทุกคนในโรงครัว อ้าปากค้างไปตามกัน เมื่อรู้ว่าสากลายเป็นหม่อมอีกคนของท่านชายไปเสียแล้ว สาเองก็กระหยิ่มในใจ เดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กลับมาที่เรือนหม่อมนิ่ม

    “หน้าระรื่นมาเชียวนะอีสา หายหัวไปไหนมาแต่เช้า”

    “อิฉันไปช่วยงานที่ครัวมาค่ะหม่อม”

    “วันหลังไม่ต้องไปแล้วนะ ท่านชายมีรับสั่งว่าจากนี้ไปเอ็งไม่ต้องไปทำงานหนักแล้ว ให้คอยปรนนิบัติท่านชายอย่างเดียว”

    “รับสั่งว่าอย่างนั้นจริงๆหรือเจ้าคะ”

    “อย่าตัวพองไปหน่อยเลยอีสา อย่าลืมสิว่าเอ็งเป็นแค่ขี้ข้า ถ้าไม่ใช่เพราะข้า เอ็งไม่มีทางได้มาเสนอหน้าแบบนี้หรอก”

    สาซ่อนความไม่พอใจ เดินเลี่ยงไปทางท่าน้ำ

    เห็นเจิมกำลังซักผ้าก็เข้ามาระบายให้ฟังด้วยความหมั่นไส้สองหม่อมพี่น้อง

    “เชอ ะ นึกเหรอว่าฉันรู้ไม่ทัน ที่หม่อมนิ่มกับหม่อมน้อยจัดแจงถวายฉันกับท่านชาย ก็เพราะอยากจะเอาหน้า คงนึกไม่ถึงล่ะสิว่าท่านจะมาโปรดปรานคนอย่างนังสา”

    “เอ็ง ก็เห็นใจท่านเถอะวะ หัวอกผู้หญิงด้วยกัน ใครจะชอบให้ผัวไปรักไปหลงคนอื่น อดทนไปก่อนเถอะน่ะ ยังไงหม่อมเขาก็มีคุณที่สอนให้เอ็งรำ หาไม่เอ็งก็ไม่พ้นต้องเป็นเมียไอ้พวกขี้ข้าด้วยกัน เอ็งไปรับใช้ท่านชายก็ทำตัวดีๆเข้าไว้ ถ้าทำให้ท่านโปรดได้เอ็งก็สบาย”

    “แหม...จะต้องทำยังไงท่านถึงจะโปรดล่ะป้า

    ไอ้ฉันก็ไม่เคยมีผัวมาก่อนซะด้วย”

    “อีสา อีทะลึ่ง ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องในมุ้ง ข้าหมายความว่าให้เอ็งเอาอกเอาใจท่านดีๆ แต่ว่าก็ว่านะนังสา ถ้าเอ็งมีลูกชายถวายท่านได้ล่ะก็ เอ็งสบายไปทั้งชาติแน่”

    สาฟังแล้วค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมาอย่างคิดได้ ตั้งแต่คืนนั้นสาจึงตกแต่งห้องนอนใหม่สวยงามและหอมกรุ่นไปด้วยมวลดอกไม้ ประกอบกับความสาวสวยและท่าทียวนยั่วของสา ทำให้ท่านชายหลงใหลเธอนักหนาถึงกับมานอนด้วยแทบทุกคืน

    หม่อมพริ้มรับรู้ด้วยความคับแค้นใจ เจิมสงสารแต่ไม่รู้จะทำยังไง นอกจากปลอบประโลมและขอโทษทั้งน้ำตา

    “เอ็งไม่ต้องมาบีบน้ำตาจระเข้นังเจิม เอ็งอยากให้อีสามันได้ดิบได้ดี นี่มันก็ได้ดีสมใจเอ็งแล้วจะมามีน้ำหูน้ำตาหาอะไร”

    “หม่อมเจ้าขา  อย่าหาว่าบ่าวอาจเอื้อม ถึงไม่ถวายอีสา ท่านชายก็คงหาคนอื่นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ลูกชายสมพระทัย”

    “คนอื่นมันก็คนอื่น แต่นี่...นี่มันอีสา เด็กที่เคยกินนมจากอกข้า ใครจะไปนึกว่าวันนึงจะต้องมาร่วมผัวกัน”

    “แต่ อีสามันก็ดีกว่าคนอื่นนะเจ้าคะหม่อม อีสามันเป็นข้าในเรือน ข้าวแดงแกงร้อนของหม่อมรดหัวมันมา ต่อไปวันข้างหน้ามันไม่มีวันเหิมเกริมทำให้หม่อมร้อนใจเป็นอันขาดเจ้าค่ะ”

    หม่อมพริ้มเงียบลง แต่ยังคงมองหน้าเจิมอย่างไม่อยากเชื่อ

    ooooooo

    ผ่าน ไปเดือนกว่า สาตั้งท้องและคาดว่าจะเป็นลูกชายตามคำทำนายฝันของเจิมเสียด้วย ท่านชายทราบเรื่องแต่ไม่ได้ตื่นเต้นนัก เพราะมีลูกเยอะแล้ว ต่างจากสาที่ดีใจมาก คาดหวังว่าลูกของตนต้องเป็นผู้สืบสกุลรวีวาร และตนคงจะสบายไปทั้งชาติอย่างที่เจิมบอก

    สาออดอ้อนท่านชายขอบ้านหลัง หนึ่งหลังคลอด อ้างว่าห้องคับแคบที่เคยอยู่ไม่สมเกียรติลูกชายที่เป็นถึงทายาทผู้สืบสกุล รวีวาร ท่านนิ่งเฉยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่นำความไปเล่าให้หม่อมพริ้มฟัง

    “สามันก็พูดถูกแล้วเพคะ ถ้าลูกในท้องมันเป็นลูกชายจริงๆ เด็กคนนั้นจะเป็นผู้สืบสกุลรวีวาร”

    “ถ้าเขามาเกิดกับแม่พริ้ม ฉันคงไม่ต้องกลุ้มใจ”

    “หม่อมฉันไม่มีวาสนานี่เพคะ จะทำยังไงได้”

    “ลูกฉัน...จะเกิดกับใครก็เป็นลูกของฉัน แถมจะ

    เป็นลูกที่สืบสกุลรวีวารต่อไป แม่พริ้มจะว่าอะไรไหม ถ้าฉันจะขอ...”

    “ขออะไรเพคะ” หม่อมพริ้มชิงถามด้วยความสงสัย ท่านชายถอนใจก่อนจะอธิบายความ...

    หลัง จากวันนั้นจนถึงวันที่สาใกล้คลอด สาได้ย้ายออกจากเรือนหม่อมนิ่มขึ้นไปอยู่ตำหนักใหญ่ด้วยความเห็นชอบของหม่อม พริ้ม หม่อมนิ่มโกรธแค้นสาหาว่าเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย ด่าทอสาปแช่งหลายคำแต่ก็โดนสาตอกกลับไม่ไว้หน้าเหมือนกัน

    สาถือดีกับ หม่อมอื่นยกเว้นหม่อมพริ้มที่ยังไม่ค่อยกล้าต่อปาก แต่ก็มีถามบ้างหากข้องใจ โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัยหลังคลอดที่อยากได้บ้านสักหลังอยู่กันสองคนแม่ ลูก ซึ่งหม่อมพริ้มตอบอย่างเย็นชาว่า

    “ลำพังเลี้ยงดูผู้คนบริวารในวังรวี วารแต่ละเดือนก็ใช้เงินไม่น้อย ท่านชายทรงออกจากราชการนานแล้ว รายได้ลดน้อยลง แต่จำนวนปากท้องที่ต้องเลี้ยงดูกลับมากขึ้นทุกวัน”

    “แต่ว่าลูกชายของสาเป็นถึงทายาท”

    “ทายาทของรวีวารก็ต้องอยู่บนตำหนักใหญ่ เอาไว้เอ็งคลอดออกมาเมื่อไหร่ค่อยว่ากันอีกที”

    หม่อม พริ้มตัดบทเฉียบขาด สาทำท่าเหมือนอยากจะต่อรอง แต่ถูกเจิมแอบหยิกให้เงียบไว้...หลังจากวันนั้นไม่นาน สาคลอดลูกชายสมใจ หม่อมพริ้มดีใจ อุ้มชูเอามาอวดท่านชายและขอให้ตั้งชื่อ

    “ลูกชายของหม่อมเจ้าโชติช่วงระวีให้ชื่อรวีช่วงโชติ

    ...หม่อมราชวงศ์รวีช่วงโชติ รวีวาร ดีไหมแม่พริ้ม”

    “ลูกได้พระนามของท่านชายมาเป็นชื่อ ถือเป็นสิริมงคลที่สุดแล้วเพคะ”

    ท่าน ชายกับหม่อมพริ้มยิ้มให้กันอย่างมีความสุข สามองทั้งสองชื่นชมทารกในอ้อมแขนราวกับเป็นพ่อแม่ รู้สึกอิจฉาและน้อยใจที่ท่านชายไม่สนใจตัวเองเลย

    ในวันเดียวกัน หม่อมนิ่มกรีดร้องอาละวาดขว้างปาข้าวของระบายอารมณ์แค้นที่สาให้กำเนิดลูกชาย

    “เจ็บใจนัก อุตส่าห์ขุนเลี้ยงอีสามันมา นึกไม่ถึงว่าจะพลาดท่าเสียทีให้นังหม่อมพริ้มมาชุบมือเปิบไปจนได้”

    “หม่อมใหญ่ท่านมีลูกสาวตั้งห้า ท่านอาจจะไม่สนใจลูกของอีสาก็ได้นี่คะ”

    “อย่าโง่ไปหน่อยเลยน่ะแม่น้อย ทายาทคนเดียวของรวีวารมีหรือหม่อมพริ้มจะยอมให้เราเอามาเลี้ยง ไม่มีวันเสียล่ะ”

    ขณะเดียวกันนั้น หม่อมลำดวนเพิ่งกลับจากไปเยี่ยมสา ท่าทีร้อนรุ่มริษยาสาไม่เบาเหมือนกัน บ่นกับบ่าวคนสนิทว่า

    “เอ็ง น่าจะได้ไปเห็นนะนังชด อีสาหน้าบาน ชูคอเป็นกิ้งก่าขึ้นมาทีเดียว มันคงคิดว่าถ้ามีลูกชายถวายท่าน แล้วจะได้เชิดหน้าขึ้นมาเป็นหม่อมกับเขา”

    “ขี้ข้าอย่างนังสา ท่านชายจะยกย่องมันขึ้นมาเทียมหม่อมได้หรือเจ้าคะ”

    “ว่าได้รึ สามันเป็นแม่ของคุณชายรวีช่วงโชติ ท่านชายยอมให้โอรสของท่านโตขึ้นมาแบบลูกขี้ข้าได้ยังไง ไม่มีทาง”

    แน่นอนว่าท่านชายไม่ยอมให้ใครเรียกลูกของตนว่าลูกขี้ข้า หม่อมพริ้มจึงถามว่า “แล้วทรงจะทำอย่างไรเพคะ หรือจะยกย่องอีสาขึ้นมา”

    “แม่ พริ้ม...เต่าเตี้ยอย่ามาต่อให้ตีนสูง ไม่ใช่ยูงอย่ามาย้อมให้เห็นขน อีสามันก็เป็นได้แค่อีสาอยู่วันยังค่ำ ต่อให้ฉันยกมันขึ้นมาก็ใช่ว่าพระญาติพระวงศ์คนอื่นเขาจะยอมรับมัน...ไหนๆ เมื่อกี๊แม่พริ้มก็รับเป็นแม่เด็กไปแล้ว ก็รับไปให้ตลอดเลยแล้วกัน”

    “ทรงหมายความว่าจะให้หม่อมฉัน...”

    “ฉันเคยบอกแล้วไง แม่พริ้มเป็นเมียใหญ่ ถ้าหากฉันจะมีทายาทก็อยากให้เกิดกับแม่พริ้ม”

    หม่อมพริ้มเข้าใจความหมาย รอยยิ้มผุดพรายด้วยความดีใจ

    ooooooo

    สา ยังไม่แข็งแรงแต่อยากเห็นหน้าลูกชาย จึงให้หวนพาไปที่ห้องเด็ก พอเห็นลูกร้องไห้ก็จะให้นมแต่หม่อมพริ้มที่แอบมองชิงเข้ามาห้าม บอกว่าตนจ้างนวลมาเป็นแม่นมเลี้ยงคุณชายแล้ว เพราะนมของสาเป็นพิษ

    “ที่คุณชายไม่สบายเพราะแพ้นมแม่ กินไม่ได้ เอ็งปล่อยให้แม่นมเขาเลี้ยงคุณชายดีกว่า”

    นวลยื่นมือมาขอเด็ก สาเกรงหม่อมพริ้ม จำใจปล่อยลูกให้แม่นมไป

    “เป็น แม่คนน่ะอีสา แค่เบ่งลูกออกมาก็เป็นแม่ได้ แต่จะเลี้ยงลูกให้โตขึ้นมาดีมันต้องอบรมสั่งสอนกันอีกหลายอย่าง ข้าพูดตรงๆ เอ็งไม่มีปัญญาเป็นแม่ที่ดีของคุณชายได้ ท่านชายทรงมีรับสั่งให้ข้าเลี้ยงคุณชาย ให้คุณชายเรียกข้าว่าแม่”

    “แล้วสา...”

    “ส่วนเอ็ง เคยทำอะไรยังไงมาก็ทำไป คุณชายนี่น่ะข้าจะเลี้ยงให้เอง”

    ฟังบัญชาอันเฉียบขาดของหม่อมพริ้มแล้วสาถึงกับอึ้งพูดไม่ออก ครู่ต่อมาเจิมทราบเรื่องได้แต่ปลอบใจด้วยความสงสาร

    “ลูกของเรายังไงก็เป็นลูกของเรา ไม่ไปไหนหรอกสาเอ๊ย ให้หม่อมท่านเลี้ยงน่ะดีแล้ว คุณชายจะได้สบาย”

    “แล้วฉันล่ะ ไหนป้าว่ามีลูกชายแล้วฉันจะสบาย หม่อมเอาลูกฉันไปเลี้ยง แล้วฉันล่ะป้า ฉันจะยังไง”

    เจิม ตอบไม่ได้...สารู้สึกเคว้งคว้าง ทั้งจุกทั้งเจ็บเหมือนตกสวรรค์ แล้วอีกหลายวันต่อมาก็ต้องหอบสัมภาระจากตำหนักใหญ่ลงมาอยู่เรือนหม่อมนิ่ม เหมือนเดิม หม่อมนิ่มไม่พอใจ ทะเลาะกับสายกใหญ่ แต่สุดท้ายก็จนใจเพราะเป็นคำสั่งของหม่อมพริ้ม

    ตลอดทั้งเดือนสาเพียรไป แอบดูลูกชาย เห็นหม่อมพริ้มกับท่านชายอุ้มชูด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขก็อิจฉาจนต้องหันหลัง กลับออกมาระบายความน้อยใจกับบ่าวในครัว

    “ใช่สิ อีสามันเบ่งลูกออกมาให้สมใจแล้วนี่ ตอนนี้ก็อุ้มชูกันสนุกไป ไม่มีใครเห็นหัวแม่มัน”

    “ตกลงเอ็งโกรธที่หม่อมท่านเอาลูกเอ็งไปเลี้ยงหรือโกรธที่ท่านชายไม่ทรงสนพระทัยเอ็งกันแน่วะนังสา”

    “ก็ป้าเจิมบอกฉันว่ามีลูกชายถวายท่านแล้วท่านจะรักจะหลง ที่ไหนได้ ฉันกลับกลายเป็นหมาหัวเน่า ไม่มีใครสนใจ”

    “โอ๊ย...เอา ให้มดลูกเข้าอู่ดีเสียก่อนเถอะอีสา อย่าเร่าร้อนนักเลย เดี๋ยวท่านชายก็เด็จมาหาเอ็งเองแหละ” จวนพูดขำๆ แต่สายังฮึดฮัดขัดใจอยู่ดี

    ooooooo

    คุณชายรวีหนึ่งขวบเริ่มพูดอ้อแอ้ สามาแอบดูก่อนจะปรากฏตัวเมื่อท่านชายกับหม่อมพริ้มอนุญาตให้เข้ามา แต่ไม่ยอมให้สาแทนตัวเองว่าแม่กับคุณชายรวี

    “ข้าบอกแล้วไงว่าท่านชายรับสั่งให้ข้าเป็นแม่ ส่วนเอ็งเรียกสาเฉยๆ” หม่อมพริ้มเน้นย้ำจนสาหน้าเจื่อน หันมองท่านชายที่อ่านหนังสืออยู่ไม่ไกล ตั้งท่าเหมือนจะพูดอะไรแต่ท่านชายชิงตัดบทเสียก่อน

    “แม่พริ้มเล่นกับลูกไปนะ ฉันจะขึ้นบนตึกแล้ว”

    “สาไปด้วยเพคะ สามีเรื่องจะทูล”

    ท่านชายหยุดกึกแล้วลงนั่งอย่างเดิม พยักหน้าให้สาพูดมา สาลังเลเล็กน้อยก่อนตัดสินใจเอ่ยปาก

    “หลายเดือนมานี่ท่านชายไม่เด็จไปหาสาเลย ไม่รักสาแล้วหรือเพคะ”

    ท่านชาย หม่อมพริ้ม รวมทั้งแม่นมต่างตกใจที่สากล้าพูดเรื่องนี้ต่อหน้าผู้คน

    “สาไม่ได้รับใช้ท่านชายตั้งหลายเดือนแล้วนะเพคะ เมื่อก่อนเคยทรงโปรดสา เด็จไปอยู่กับสาทุกคืน แต่ตั้งแต่สามีลูก...”

    “พอที! หยุด! นวลเอาชายรวีขึ้นไปบนตึกกับข้า... พูดออกมาได้ยังไง หน้าไม่อาย”

    หม่อมพริ้มสะบัดเสียงใส่สาแล้วเดินนำหน้านวลออกไป สาไม่สนใจ ยังคงเซ้าซี้ท่านชายด้วยน้ำเสียงและท่าทีเว้าวอน แต่ท่านก็ไม่เอ่ยอะไรแถมยังลุกตามหม่อมพริ้มไปดื้อๆ

    สาผิดหวังอย่างแรงแต่ยังไม่ยอมแพ้ ดั้นด้นค้นหายาดีหมายบำรุงพลังท่านชายที่อายุมากขึ้น ก่อนจะเพียรไปออดอ้อนจนท่านใจอ่อนยอมมานอนด้วย แต่เพราะความตื่นเต้นกับสิ่งแปลกใหม่ที่สาปรนเปรอทำให้ท่านช็อกหมดสติและสิ้นพระชนม์ตอนรุ่งสาง

    หม่อมพริ้มฝันร้ายว่าท่านชายมาฝากฝังให้เลี้ยงลูก พอสะดุ้งตื่นก็รีบเดินลัดเลาะไปห้องสาเพราะทราบดีว่าเมื่อคืนท่านชายไปที่นั่น แต่เดินไม่ทันถึงก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของสาดังลั่น ตามด้วยเสียงหม่อมนิ่ม หม่อมน้อยที่ตะโกนเป็นเสียงเดียวกันว่าท่านสิ้นแล้ว!

    ทุกคนอยู่ในภาวะตกใจ สองหม่อมพี่น้องร้องไห้ฟูมฟายดุด่าสาเป็นกาลกิณี ขณะที่หม่อมพริ้มยืนตะลึงอยู่หน้าห้อง มองเข้าไปข้างในที่ตกแต่งราวกับซ่องนางโลม หม่อมลำดวนพรวดพราดมาอีกคน พอรู้ว่าท่านชายสิ้น พระชนม์เพราะอีสาก็โวยวายทุบตีถามว่าทำอัปรีย์อะไรกับท่าน

    สาไม่ตอบ เอาแต่ร้องไห้และปัดป้อง หม่อมลำดวนโกรธจัดจิกหัวสาขึ้นมาจะตบ แต่หม่อมพริ้มถลันเข้ามาปรามด้วยเสียงทรงอำนาจ

    “อย่านะ แม่ลำดวน”

    หม่อมลำดวนลดมือลง หม่อมนิ่ม หม่อมน้อยถอยไปมุมห้อง สาก้มหน้างุดลงกับพื้นไม่กล้าสู้ตา หม่อมพริ้มเดินไปนั่งลงข้างเตียง จับข้อเท้าท่านชายแล้วก้มลงกราบซบนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สาคลานเข้ามากราบแทบเท้าหม่อมพริ้ม แต่ต้องชะงักกับสายตาเย็นชาที่หม่อมเงยหน้ามองมา... แล้วพูดเสียงเรียบกับหม่อมทั้งสาม

    “แม่ลำดวน หล่อนไปเรียกมหาดเล็กมาแต่งองค์ เคลื่อนศพไปที่ตำหนักใหญ่ แม่นิ่ม แม่น้อย มาช่วยกันตระ เตรียมพิธีรดน้ำศพ แล้วบอกคนอื่นในวังให้มาช่วยกันด้วย”

    สั่งเสร็จก็กลับออกไปทันที หม่อมทั้งสามเดินตาม ส่วนสายังคงก้มหน้าสะอึกสะอื้นอยู่กับที่ เจิมเดินน้ำตาซึมมาแตะไหล่ สาโผเข้ากอดป้าเจิมด้วยความรู้สึกผิดท่วมท้น และทำท่าจะแก้ตัวแต่เจิมตัดบทไม่อยากฟัง

    “เอาเถอะ สาเอ๊ย ยังไงท่านก็สิ้นไปแล้ว”

    “ท่านชายสิ้นแล้ว แล้วฉันจะทำยังไงล่ะป้า ฉันจะทำยังไง” สาคร่ำครวญเสียงสั่นเครือ น้ำตาร่วงพรูด้วยความกลัว...

    ooooooo

    ตอนที่ 3

    เมื่อสิ้นท่านชายก็สิ้นเสาหลักของบ้าน หม่อมพริ้ม ไม่ต้องการรับภาระเลี้ยงดูบรรดาหม่อมและบ่าวไพร่จำนวนมาก หลายคนจึงต้องออกไปจากวัง โดยหม่อมพริ้ม เรียกหม่อมทั้งสามมารับฟังในเช้าวันหนึ่ง

    “ฉันมีเรื่องสำคัญที่หล่อนทั้ง สามคนจะต้องรับรู้ เดือนหน้าพระคลังข้างที่จะเข้ามายึดที่ดินด้านหลังตำหนักใหญ่ทั้งหมด เพราะท่านชายทรงจำนองไว้”

    “หา! ท่านชายเอาที่ดินไปจำนองทำไมล่ะคะ” หม่อมลำดวนอุทานหน้าตาตื่น ขณะที่คนอื่นๆหน้าเสียไปตามกัน

    “วัง รวีวารใหญ่โตกว้างขวางจะดูแลก็ต้องใช้คนมากมาย ในปีหลังๆท่านชายทรงต้องเลี้ยงดูคนจำนวนมาก ทั้งๆที่ทรงลาออกจากราชการแล้ว รายได้ลดน้อยลงมาก ท่านชายเลยต้องเอาที่ดินด้านหลังตำหนักไปจำนองไว้ เพื่อเอาเงินมาใช้จ่ายเลี้ยงดูทุกคนในวัง”

    เจิมยกมือไหว้ท่วมหัวชื่นชมน้ำพระทัยท่านช่างประเสริฐเหลือเกิน หม่อมนิ่มทำท่าจะร้องไห้เพราะกลัวไม่มีที่ซุกหัวนอน

    “ที่ดิน ด้านหลัง รวมทั้งเรือนของพวกหล่อน สำนักงานทรัพย์สินเขาจะมายึดไป ยกเว้นที่ตรงตำหนักใหญ่ที่ไม่ได้ติดจำนอง เพราะเป็นที่พระราชทาน ซื้อขายไม่ได้”

    หม่อมนิ่มโล่งอก จะตีความหมายว่าพวกตนยังได้อยู่่ต่อ แต่หม่อมพริ้มชิงชี้แจงเสียก่อนว่า

    “พวก หล่อนทุกคน เมื่อท่านชายสิ้นแล้วก็ถือว่าเป็นอิสระ ถ้ากลับบ้านกลับช่องไปฉันก็จะแบ่งเงินให้ติดตัวไป คงไม่มากมายอะไรนัก แต่ที่ผ่านมาหล่อนก็ได้ทองหยองเครื่องแต่งตัวกันไปไม่น้อย คงไม่ถึงกับลำบากยากแค้นอะไร”

    หม่อมนิ่มกับหม่อมน้อยฟังแล้วหน้าซีด หม่อมลำดวนไม่พอใจลุกขึ้นโวยว่าตำหนักใหญ่ก็ยังอยู่

    “ท่านชายตรัสเอาไว้ชัดเจน ตำหนักใหญ่เป็นของฉันกับลูกเท่านั้น พวกหล่อนไม่มีสิทธิ์”

    หม่อมลำดวนอึ้ง แล้วเปลี่ยนเป็นโกรธ หันขวับไปโทษสาว่าเป็นต้นเหตุแห่งความเดือดร้อน แล้วโถมเข้าตบตีจนเจิมกับหวนต้องช่วยกันห้ามเพราะหม่อมพริ้มไม่ให้มาตบกันต่อหน้าตน

    “ทำไมคะหม่อม หม่อมมาห้ามฉันทำไม อีสามันทำลายชีวิตฉัน มันทำลายพวกเราทุกคน มันฆ่าท่านชาย ท่านสิ้นก็เพราะมัน...อีมักมาก อีกาลี”

    “เอาตัวออกไป” หม่อมพริ้มตวาดเสียงแข็ง เจิมกับหวนจึงลากหม่อมลำดวนออกไป ทั้งที่เธอยังตะโกนด่าสาไม่หยุดหย่อน สาหน้าเสีย หันมองหม่อมพริ้มเหมือนจะหาที่พึ่งแต่ต้องอึ้ง เมื่อเห็นสายตาบ่งชัดว่าหม่อมก็มองว่าเธอเป็นคนผิดเหมือนกัน

    หลายวันต่อมา หม่อมทั้งสามพร้อมสาวใช้ก็มีอันต้องออกจากวังไปตามทางของตน แต่ละคนจิกตามองสาอย่างเกลียดชัง และเชิดใส่ไม่ยอมรับไหว้เมื่อสาพนมมือ เจิมเห็นเหตุการณ์โดยตลอด ปลอบใจสาหลังจากทุกคนไปหมดแล้ว

    “อย่าไปถือสาท่านเลยวะนังสา ท่านคงเสียใจ”

    “ฉันไม่เสียใจเหรอป้า ที่ตายไปน่ะก็ผัวฉันเหมือนกันนะ”

    “เอาเถอะน่า ยังไงหม่อมท่านก็ไปแล้ว”

    สาน้ำตารื้น ลงนั่งอย่างหมดอาลัยตายอยาก รำพันว่าตนก็อยากไปให้พ้นๆเหมือนกัน ทุกวันนี้อยู่ก็มองหน้าใครเขาไม่ได้ คนมันหาว่าตนทำให้ท่านชายมีอันเป็นไป

    “เออน่ะ เอ็งก็อย่าคิดมากเลยวะ คนมันมีปากก็พูดกันไป”

    “ก็มันพูดให้ได้ยินนี่ป้า ฉันเป็นลูกกำพร้า ก็มีแต่ท่านชายเป็นที่พึ่ง ท่านรักฉัน เมตตาฉัน ฉันได้ดีมีสุขก็เพราะท่าน ฉันจะไปทำร้ายท่านทำไม สิ้นท่านชายฉันก็ไม่มีใครแล้วนะป้า พวกหม่อมๆท่านยังมีที่ไป แต่ฉันสิ...”

    สาเสียงขาดหาย สีหน้าหนักใจเป็นที่สุด แล้วอีกวันต่อมาสาและบ่าวทุกคนก็ถูกหม่อมพริ้มเรียกมารับทราบบทบาทหน้าที่

    “ตอนนี้เราไม่ได้ร่ำรวยเหมือนเก่า บ่าวไพร่คนอื่นๆข้าก็ให้ออกไปหมดแล้ว เหลือแต่พวกเอ็งที่ทิ้งกันไม่ได้ เพราะเป็นคนเก่าคนแก่ พวกเอ็งก็อยู่กันที่เรือนบ่าวเหมือนเดิม เคยอยู่ยังไงก็อยู่กันไป มีงานอะไรก็ช่วยๆกันทำ”

    “แล้วสาล่ะคะหม่อม”

    หม่อมพริ้มมองสา อดเวทนาไม่ได้ “เอ็งก็ช่วยดูแลคุณชายกับลูกๆของข้า ไม่ต้องทำงานหนักเหมือนคนอื่น ยังไงเสียข้าก็ถือว่าเอ็งเคยเป็น...” หม่อมยั้งคำว่าเมียไว้...สารับรู้ ถามต่ออย่างมีความหวัง

    “งั้นให้สาย้ายขึ้นมาอยู่กับคุณชายหรือคะ”

    “ไม่ใช่ เอ็งก็อยู่ส่วนเอ็ง หาห้องหับเข้าที่เรือนบ่าวนั่น ข้าอนุญาตให้เอ็งมาเล่นกับคุณชาย มาเลี้ยงดูคุณชายเท่านั้น เอ็งเป็นได้แค่พี่เลี้ยงของคุณชาย ข้าขอสั่งเป็นคำขาด จากนี้ไปเอ็งหรือใครก็ตาม ขอให้จำเอาไว้ว่าชายรวีเป็นลูกของข้า ข้าเป็นแม่ของชายรวี ไม่ใช่อีสา”

    สาและทุกคนต่างพากันอึ้ง แม้แต่หญิงโสภาที่นั่งอยู่ด้วยก็มองสาด้วยความสงสาร แล้วพออยู่ตามลำพังกับหม่อมแม่ในคืนนั้น เธอจึงเลียบเคียงถามท่านว่าทำไมไม่ยอมให้สาพูดว่าเป็นแม่ของชายรวี

    “อีสามันเป็นบ่าว ถ้าท่านพ่อยังอยู่ยังจะพอยกย่องกันขึ้นมาได้ แต่ท่านพ่อสิ้นชีพิตักษัยไปเสียก่อน อีสามันก็ต้องเป็นแค่บ่าวเหมือนเดิม ชายรวีจะต้องโตขึ้นเป็นผู้สืบทอดสกุลรวีวาร ถ้าคนอื่นรู้ว่าชายรวีเป็นลูกบ่าว ก็คงตะขิดตะขวงใจ”

    “แต่ทำแบบนี้เหมือนพรากแม่พรากลูกเขานะคะหม่อมแม่”

    “สามันก็ยังได้อยู่ใกล้ชิด ได้ดูแลลูกของมัน แค่บอกให้ลูกรู้ไม่ได้เท่านั้นเอง”

    “แล้วสาจะไม่เสียใจแย่หรือคะ หญิงสงสารสา”

    “แล้วหญิงไม่สงสารน้องหรือลูก ถ้าน้องถูกดูถูก หรือถูกกีดกันจากราชนิกุลอื่นๆ เพราะเขารังเกียจอีสา คนเป็นแม่น่ะหญิง ต้องเสียสละได้เพื่อลูก ถ้าเป็นแม่...แม่จะเข้าใจ และยอมทำทุกอย่างให้ลูกของแม่ได้ในสิ่งที่ดีที่สุด อีสามันก็เป็นแม่ มันก็ต้องเข้าใจ เชื่อแม่สิจ๊ะ”

    หญิงโสภาเชื่อหม่อมแม่ทุกอย่าง ค่อยคลายใจ ยิ้มออกมาได้...แต่ทางด้านสายังซึมเศร้าเหมือนเดิมอยู่ในเรือนบ่าว เอาแต่บ่นป้าเจิมที่บอกว่าพอตนมีลูกแล้วจะสบาย หวนได้ยินเลยอดปากไม่ได้

    “นี่ก็สบายแล้วนังสา หม่อมท่านไม่ได้ให้เอ็งทำงานอะไร”

    “ไม่ทำงาน แล้วทำอะไรล่ะ”

    “คิดมากทำไมวะสา แค่มีข้าวกินมีที่นอนก็ดีถมแล้ว”

    “แต่ปีนี้ฉันเพิ่งย่างสิบเก้าเองนะพี่หวน จากนี้ไปชีวิตฉันจะเป็นยังไง ฉันจะต้องนั่งจับเจ่าอยู่เฉยๆอย่างนี้ไปจนตายหรือ”

    เจิมนิ่งฟังแต่ไม่ได้ใส่ใจ สวดมนต์แล้วล้มตัวลงนอนหันหลังให้ ขณะที่หวนก็มุดเข้ามุ้งนอนบ้าง ทิ้งสาให้นั่งเศร้าอยู่คนเดียว

    ooooooo

    อีกหลายวันต่อมา ชิดรับคำสั่งหม่อมพริ้มให้พาบ่าวผู้ชายร่างกายกำยำสองสามคนไปทำรั้วกั้นระหว่างวังกับเรือนอดีตหม่อมของท่านชายที่ย้ายออกไปนานแล้ว

    จนเย็นงานใกล้เสร็จชิดจึงมารายงานหม่อมพริ้มบนตำหนักซึ่งนั่งร้อยมาลัยอยู่กับหญิงโสภา

    “เย็นนี้รั้วด้านหลังวังที่หม่อมสั่งก็คงจะเรียบร้อยขอรับ”

    “ดี...กั้นเสียให้เป็นสัดเป็นส่วน พวกคนที่มาเช่าบ้านเขาย้ายเข้ามาอยู่กันแล้ว ข้าไม่อยากให้มาสอดรู้สอดเห็นเรื่องในวัง”

    “เขาเป็นใครกันหรือคะหม่อมแม่”

    “ก็ข้าราชการที่ทำงานที่สำนักงานทรัพย์สินฯนั่นแหละจ้ะหญิง เมื่อวันก่อนทางสำนักงานทรัพย์สินฯเขาพามาแนะนำให้รู้จัก เรือนของแม่ลำดวนมีผัวเมียสองคนมาเช่า ส่วนเรือนของแม่นิ่มเขาขอแบ่งเช่าเพราะว่าอยู่ตัวคนเดียว สู้ค่าเช่าไม่ไหว”

    “แหม...เสียดายจริง”

    “เสียดายอะไรกันหญิง”

    “ก็มะลิลาที่ข้างเรือนแม่นิ่มน่ะสิคะหม่อมแม่ ดอกดกออกจะตาย ดอกใหญ่ด้วย สาเคยไปเก็บมาให้หญิงร้อยมาลัยบ่อยๆ นี่เจ้าของบ้านคนใหม่เขามาอยู่แล้วเราจะเข้าไปเก็บดอกมะลิของเขาได้ยังไง เสียดายจังเลย”

    หญิงโสภาบ่นไปโดยยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาคนเช่าบ้านหลังนั้น เขาเป็นชายหนุ่มรูปงามนามสมศักดิ์ ผิวพรรณสะอาดสะอ้านราวกับลูกผู้ดี ซึ่งเขาเคยเห็นรูปถ่ายของเธอในวันที่เข้าไปแนะนำตัวกับหม่อมพริ้ม และดูเหมือนหม่อมพริ้มจะไม่ค่อยชอบหน้าสมศักดิ์นัก เพราะท่าทีและคำพูดของเขาไม่ค่อยอ่อนน้อมถ่อมตนเท่าที่ควร

    วันแรกที่สมศักดิ์ย้ายเข้ามาอยู่ที่เรือนหม่อมนิ่ม เขาพาวินิจเพื่อนรุ่นพี่มาด้วย วินิจกิริยาเหมือนนักเลง ดูไม่มีชาติตระกูล แตกต่างกับสมศักดิ์อย่างสิ้นเชิง

    “เป็นไงบ้างพี่วินิจ บ้านใหม่ผม”

    “ก็ใหญ่โตดี ใหญ่โตเกินไปด้วยซ้ำสำหรับผู้ชายโสดอย่างแก ถามจริงๆเถอะวะสมศักดิ์ แกเป็นแค่เสมียน เงินเดือนไม่กี่สตางค์จะมาเช่าบ้านเจ้าบ้านนายอยู่ทำไมให้มันสิ้นเปลืองเปล่าๆ”

    สมศักดิ์ยิ้มเจ้าเล่ห์ ทอดสายตาไปยังตำหนักใหญ่วังรวีวารที่เห็นแต่หลังคาเด่นตระหง่านอยู่ในหมู่ไม้ห่างออกไปลิบๆ คิดถึงท่าทีไว้ตัวของหม่อมพริ้ม และดวงหน้าสวยสดหมดจดของลูกสาวในรูปถ่ายแล้วนิ่งไปนานจนวินิจสงสัยถามขึ้นว่า ใจลอยไปไหน

    “ไม่มีอะไร ผมดูวังเพลินไปหน่อย”

    “ไม่น่าเชื่อนะว่าเจ้าของวังใหญ่โตโอ่อ่าขนาดนี้จะถังแตกถึงขั้นต้องเอาที่ดินและบ้านมาจำนอง”

    “ไม่ถึงกับถังแตกหรอกพี่ จริงๆเจ้าก๊กรวีวารร่ำรวยเอาเรื่องอยู่ แต่ช่วงบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงคงขาดเงินสดชั่วคราวเลยเอาที่ดินกับเรือนหลังย่อยๆมาจำนอง เขาจนเขาก็จนแบบเจ้า จนยังไงก็ยังมั่งมีกว่าเราๆหลายร้อยหลายพันเท่าครับพี่” สมศักดิ์พูดด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน มองไปที่วังแล้วยิ้มอย่างมีแผน

    เย็นนั้น สาถูกป้าเจิมใช้ให้ไปเก็บตำลึงริมรั้วมาทำแกงเลียง สาถือตะกร้าเดินกระฟัดกระเฟียดมาถึงรั้วด้านหลังติดกับเรือนหม่อมนิ่มและมองผ่านช่องว่างระหว่างสังกะสีเข้าไปที่ระเบียงเรือนที่ตนเคยซ้อมรำ อดคิดถึงความหลังขึ้นมาไม่ได้

    ทันใดสาได้ยินเสียงผิวปากดังมาจากในบ้าน ความอยากรู้อยากเห็นพลุ่งพล่านจนต้องมุดเข้ามาด้อมๆ มองๆ ปรากฏว่าเห็นชายหนุ่มเปลือยท่อนบนกำลังวักน้ำในโอ่งล้างเนื้อล้างตัว สาถึงกับตะลึง มองเพลินแทบลืมหายใจ  พอสมศักดิ์รู้ตัวร้องทักถาม  สาตกใจรีบวิ่งหนีเข้าเขตวังไปโดยทำตะกร้าหล่นไว้ตรงเขตรั้วนั่นเอง

    สากลัวชายคนนั้นจะตามมาจึงเข้าไปหลบในเรือนบ่าว เจิมไม่รู้อะไรตามมาดุเพราะนึกว่าสาอู้งาน แค่เก็บผักหญ้ายังไม่อยากทำ ว่าแล้วบอกให้ไปพบหม่อมพริ้มบนตำหนัก สาใจคอไม่ดีหวาดกลัวความผิดด้วยเรื่องที่ตนเพิ่งมุดรั้วไปนอกเขตวัง  แต่กลายเป็นว่าหม่อมพริ้มแค่เรียกมาบอกว่าคืนพรุ่งนี้ให้สากับหวนขึ้นมาช่วยเลี้ยงคุณชายเพราะนวลมีธุระ

    สารับคำและทำท่าจดๆจ้องๆจนหม่อมพริ้มสงสัยถามว่ามีอะไร สาอึกอักเล็กน้อยก่อนเล่าว่าตอนที่ตนไปเก็บตำลึงเห็นที่เรือนหม่อมนิ่มมีคนมาอยู่แล้ว...หม่อมพริ้มชะงัก นึกถึงสมศักดิ์และระแวงขึ้นมาทันที

    “เอ็งไปรู้จักมักจี่กับเขาด้วยรึ”

    “เปล่าค่ะหม่อม ว่าแต่เขาเป็นใครหรือคะ”

    “เป็นใครก็ช่างเขาปะไร เกี่ยวอะไรกับเรา บ้านนั้นไม่ใช่บ้านเราแล้ว คนที่มาอยู่ก็ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า ทางที่ดีเอ็งอย่าไปยุ่งกับเขาจะดีกว่า”

    หม่อมพริ้มเสียงเข้มจนสาหน้าจ๋อย รับคำแผ่วเบาแล้วคลานออกไป นวลที่นั่งมองสาอยู่เปรยขึ้นอย่างตรงไปตรงมา

    “สานี่สวยจริงๆนะคะหม่อม หน้าก็อ่อน ไม่เหมือนคนมีลูกมีผัวแล้ว”

    “นั่นแหละที่ฉันเป็นห่วงล่ะ” หม่อมพริ้มรำพึง...

    นึกถึงแววตากรุ้มกริ่มวิบวับของสมศักดิ์แล้วสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก

    ooooooo

    เช้าวันรุ่งขึ้น ชิดเตรียมขับรถไปส่งคุณหญิงทั้งสามที่โรงเรียน โดยมีสาติดรถไปตลาดเพื่อซื้อเครื่องเทศ ซึ่งได้รับอนุญาตจากหญิงโสภาเรียบร้อยแล้ว
    ขณะรถแล่นผ่านประตูวัง สมศักดิ์ในชุดทำงานเดินออกมาที่ถนนใหญ่ สามองเห็นตื่นเต้นเพราะจำเขาได้ แต่ทำเป็นเมินชูคอเชิดหน้าวางท่าเหมือนไม่เห็น  หารู้ไม่ว่าสมศักดิ์ไม่ได้สนใจเธอนัก  แต่มองหญิงสาวหน้าแฉล้มที่นั่งอยู่เบาะหลังนั่นต่างหาก...

    ตกกลางคืน หวนกับสาต้องขึ้นมาเลี้ยงคุณชายรวีในวัยสองขวบกว่า สาทั้งรักทั้งขัดใจบ่นกับหวนเมื่อได้ยินคุณชายเรียกชื่อตนแทนที่จะเรียกแม่

    “เอ้า...ก็หม่อมท่านสอนคุณชายมาอย่างนี้ เอ็งจะไปโกรธท่านได้ยังไง” หวนโพล่งขึ้น

    สาเบ้หน้าเบื่อหน่ายแต่ก็เล่นกับคุณชายรวีที่พยายามชักชวนประสาเด็ก  แต่พอได้ยินเสียงลิเกดังแว่วและซักถามหวนจนรู้ความว่ามีลิเกมาปิดวิกเล่นเรื่อง

    อุณรุทก็อยากดู จึงหาเหตุมาอ้างกับหวนว่าตนปวดท้องจะไปเบา

    สาหลบออกจากวังไปยังวิกลิเกและได้เจอสมศักดิ์อย่างคาดไม่ถึง สองฝ่ายทำท่าจะเข้ามาทักทายทำความรู้จัก แต่โอกาสไม่อำนวยเพราะมีชายขี้เมาทะเลาะกับพระเอกลิเกด้วยเรื่องหึงหวงผู้หญิง ทำให้เกิดความชุลมุนก่อนที่สาจะโดนหวนดึงตัวกลับวังตามคำสั่งหม่อมพริ้ม

    คุณชายรวีร้องไห้ไม่หยุดเป็นเหตุให้หม่อมพริ้มต้องมาดู พอรู้ว่าสาไม่อยู่จึงให้หวนไปตามที่โรงลิเก  แล้วก็เจอจริงๆเสียด้วย...ทันทีที่สากลับมาจึงโดนหม่อมพริ้มว่าให้อย่างแรง

    “เอ็งนี่มันหน้าไม่อายจริงๆอีสา ได้ยินเสียงปี่เสียงกลองถึงกับทนไม่ไหวต้องวิ่งแร่ออกไป ขนาดข้าให้เอ็งมาเลี้ยง...คุณชาย เอ็งยังกล้าทิ้งไปได้”

    “สาไม่ได้ทิ้งนะคะหม่อม แค่จะแวะไปดูหน่อยเดียว”

    “น้ำหน้าอย่างเอ็ง ถ้านังหวนไม่ไปตาม คงจะกลับตอนสว่างละไม่ว่า”

    “แต่สา...”

    “นังสา เงียบ! อย่ามาเถียงคำไม่ตกฟาก” เจิมปรามเสียงขุ่น

    “จากนี้ไปเอ็งไม่ต้องมาเลี้ยงคุณชายอีก ข้าไม่ไว้ใจคนอย่างเอ็งให้มาเลี้ยงลูกข้า” หม่อมพริ้มน้ำเสียงเฉียบขาด...สาหน้าเสีย เจ็บแปลบในใจ

    หลังจากนั้นหม่อมพริ้มกลับไปสงบสติอารมณ์ในห้องนอน เจิมตามเข้ามาอย่างเกรงๆ

    “ดูทีรึนังเจิม ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น นังสามันผิดแม่มันที่ไหน”

    “บ่าวก็อบรมมันมาตลอด จะว่าไปเมื่อก่อนมันก็ไม่เคยกล้าขนาดนี้นะเจ้าคะ”

    “อีสามันไม่ใช่เด็กสาวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว  ของมันเคยกินจนรู้รส มันจะอดใจไหวรึ เอ็งจับตาดูมันเอาไว้เถอะนังเจิม วันสองวันมานี่ข้าเห็นหูตามันแวววาวพิลึก”

    “หม่อมคิดว่ามันจะมี...เอ่อ...ไม่หรอกเจ้าค่ะ นังสามันไม่น่ากล้าทำขนาดนั้น  ยังไงเสียมันก็เป็นแม่ของคุณชาย”

    “จริงๆนะนังเจิม ข้าอดคิดไม่ได้ว่าอีสามันเป็นกาลกิณีกับรวีวาร...มันเกิดมาลูกชายข้าก็ตาย ท่านชายก็สิ้นเพราะน้ำมือมัน ข้าถึงไม่อยากให้มันเป็นแม่ของชายรวีเพราะข้ากลัว...กลัวว่าสักวันนิสัยชั่วๆของมันจะทำลายอนาคตของชายรวี”

    หม่อมพริ้มกล่าวหนักแน่นจริงจัง เจิมขนลุกซู่  ราวกับฟังคำพยากรณ์

    ooooooo

    เช้านี้สาช่วยทำผมติดโบให้หญิงโสภาก่อนขึ้นรถไปโรงเรียนพร้อมหญิงจิ๋มและหญิงจ้อยน้องสาวทั้งสอง พอรถแล่นออกถนนหน้าวัง หญิงจ้อยที่อยากได้ผ้าเช็ดหน้าของหญิงจิ๋มจนทะเลาะกันตั้งแต่ยังไม่ขึ้นรถก็หมุนกระจกลงทำให้ลมตีเข้ามาส่งผลให้ผ้าเช็ดหน้าปลิวว่อนออกไป

    ชิดจำต้องหยุดรถตามคำสั่งของหญิงจิ๋ม...หญิงโสภาดุหญิงจ้อยและขู่จะฟ้องหม่อมแม่ จากนั้นตั้งท่าจะลงไปเก็บผ้าเช็ดหน้าให้น้อง แต่เกิดเปลี่ยนใจเพราะเห็นชายหนุ่มถือผ้าเช็ดหน้าอยู่ริมถนน

    “นายชิดไปเอาผ้าเช็ดหน้ามาหน่อยจ้ะ”

    สมศักดิ์ส่งผ้าเช็ดหน้าให้ชิดแต่ตายังมองมาที่เธอยิ้มๆ หญิงโสภารู้สึกหวั่นไหวและมีท่าทีเขินอายเมื่อเขาก้มศีรษะให้นิดๆเป็นเชิงทักทาย เมื่อรถเคลื่อนต่อไป หญิงจิ๋มกับหญิงจ้อยถามพี่สาวว่าผู้ชายที่เก็บผ้าเช็ดหน้าให้เราเป็นใคร

    “พี่ไม่เคยเห็นเขา จะไปทราบได้ยังไงคะ”

    “เขาอยู่ข้างวังเรานี่เองครับคุณหญิง มาเช่าอยู่ที่เรือนเก่าของหม่อมนิ่ม”

    คำตอบของนายชิดทำให้หญิงโสภาดีใจแต่เก็บอาการไว้ ส่วนหญิงจ้อยเอ่ยขึ้นซื่อๆไม่คิดอะไร

    “อยู่บ้านติดกับเรานี่เอง มิน่าเมื่อวานหญิงก็เห็นเขายืนตรงนี้ ยืนมองดูรถเราอยู่ตั้งนาน”

    หญิงโสภาหันหน้าออกนอกรถทำเหมือนไม่ได้ยิน แต่แอบเหลือบตาไปถนนด้านหลัง เห็นสมศักดิ์ยังยืนยิ้มมองตามรถมา...

    ตกเย็น สาสบโอกาสที่จะได้ข้ามเขตรั้วไปยังบ้านสมศักดิ์ หลังจากเข้ามาได้ยินเจิมใช้หวนไปเก็บตำลึง สารีบอาสาไปเอง  อ้างว่าตะกร้าอยู่ที่ตน หวนไม่ทันตอบ ได้แต่มองสาที่วิ่งออกไปอย่างกระตือรือร้น

    ที่ริมรั้ว สาเก็บตำลึงมั่วซั่วแทบไม่ได้ดูว่ายอดอ่อนหรือแก่ เพราะมัวแต่ชะเง้อชะแง้ข้ามรั้วไปที่บ้านชาย หนุ่มรูปงาม พอเห็นเขากลับจากทำงาน  สายิ้มกริ่มแกล้งส่งเสียงขึ้นมาเหมือนไม่ได้ตั้งใจ

    “ต๊าย...ยอดอ่อนดีจัง”

    สมศักดิ์หันมอง สาทำไม่รู้ไม่ชี้แต่กรีดนิ้วเด็ดตำลึงด้วยท่วงท่าสวยสุดชีวิต ชายหนุ่มอมยิ้มอย่างรู้ทันแล้วเดินหายไป สาแอบมองด้วยหางตาไม่เห็นเขาแล้วก็ทำท่าจะหันหลังกลับ แต่พลันต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียกคุณ...

    “คุณทำตะกร้าตกเอาไว้เมื่อวันก่อน ผมเก็บเอาไว้ให้ คุณเข้ามาเอาได้ไหมครับ ช่องที่รั้วมันเล็กผมเอาออกไปให้คุณไม่ได้”

    สาลังเลพอเป็นพิธีก่อนมุดรั้วเดินเข้ามานั่งหน้าบ้านด้วยท่าทีเรียบร้อยเอียงอาย สมศักดิ์ยื่นตะกร้าคืนให้พร้อมกับถามว่า “ชอบทานตำลึงเหรอครับ”
    นั่นเป็นคำถามแรกก่อนกรุยทางสู่การล้วงข้อมูลภายในวังรวีวาร

    “คุณอยู่ที่วังรวีวาร เป็นอะไรกับหม่อมท่านครับ”

    สามองหน้าสมศักดิ์อย่างชั่งใจ แล้วตัดสินใจตอบให้ดีเกินจริง “แม่ฉันเป็นข้าหลวงของท่านน่ะค่ะ แม่ตายตอนคลอดฉัน หม่อมท่านก็เลยเป็นคนเลี้ยงฉันมาแต่เกิด”

    “อ้อ...เหมือนลูกบุญธรรมน่ะเหรอครับ”

    “ค่ะ คล้ายๆอย่างนั้น”

    “เด็กสามคนที่ผมเห็นในรถวันนั้นเป็นลูกสาวของหม่อมเหรอครับ”

    ตอนที่ 4

    “เขาชื่อสมศักดิ์ค่ะคุณหญิง เป็นลูกเต้าเหล่าใครสาไม่ทราบหรอกค่ะ ไม่กล้าถาม แต่ดูจากกิริยาท่าทางการพูดการจาต้องเป็นลูกผู้ดีมีสกุลแน่ค่ะ”

    “แล้วคนอื่นล่ะจ๊ะ ครอบครัวเขาอยู่กันหลายคนไหม” หญิงโสภาแกล้งถามหยั่งเชิง

    “อุ๊ย ไม่มีค่ะคุณหญิง ไม่มีใคร คุณสมศักดิ์ที่ว่านี่เขาอยู่ตัวคนเดียวค่ะ ยังโสดอยู่เลย”

    สาเล่าอย่างปลื้มปริ่ม หญิงโสภายิ้มน้อยๆในหน้าอย่างพอใจ แต่คนที่กำลังไม่พอใจและร้อนใจคือเจิมที่มาถามหม่อมพริ้มเกี่ยวกับชายหนุ่มเช่าบ้านอยู่ข้างวัง

    “เขาชื่อสมศักดิ์ ทำงานเป็นเสมียน อยู่ที่สำนักทรัพย์สินฯ อายุอานามก็รุ่นเดียวกับอีสามันนี่แหละ หน้าตาดี ผิวพรรณดี แต่ท่าทางหลุกหลิกไม่น่าไว้ใจ”

    “มาจากที่ไหน ลูกเต้าเหล่าใครเจ้าคะหม่อม”

    หม่อมพริ้มส่ายหน้าจนใจ แต่บอกต่อไปว่าเขายังโสด

    “ยังโสด แถมยังหนุ่มยังแน่น จะปล่อยให้ไปมา หาสู่กันแบบนี้มันจะไม่งามนะเจ้าคะหม่อม”

    “ผู้หญิงผู้ชายเหมือนน้ำมันกับไฟ ปล่อยให้ใกล้กันไม่ได้หรอก ยังไงอีสามันก็เคยเป็น...ของท่าน ถ้าเกิดเรื่องอื้อฉาวออกไปมันก็เสื่อมเสียมาถึงรวีวาร นังเจิม... เอ็งกับข้า เราต้องช่วยกันตัดไฟเสียแต่ต้นลม”

    หม่อมพริ้มสั่งเด็ดขาด เจิมพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย

    ooooooo

    เพียงเช้าวันต่อมา เจิมก็เดินหน้าปฏิบัติการตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการบุกไปถึงเรือนของสมศักดิ์ และได้เห็นเขาลุกลี้ลุกลนออกมาอาบน้ำอย่างรวดเร็วก่อนจะหายเข้าไปแต่งตัวในบ้านครู่เดียวก็รีบร้อนกลับออกมาทั้งที่ยังติดกระดุมเสื้อไม่เสร็จ

    เจิมหน้าบึ้งตึงก้าวออกมายืนเท้าเอว ร้องทักจนอีกฝ่ายชะงัก

    “จะรีบร้อนไปไหนรึพ่อ”

    สมศักดิ์เงยหน้ามอง แปลกใจว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร เข้ามาในบ้านเช่าของตนได้อย่างไรแต่ยังไม่ทันถาม เจิมชิงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกระด้างท่าทางไม่เป็นมิตร

    “วันนี้วันเสาร์ ฉันไม่นึกว่าพ่อจะต้องไปทำงาน”

    “จริงสิ วันนี้วันเสาร์ โรงเรียนปิดนี่นา...แล้วนี่ป้าเข้ามาได้ยังไง มาหาใคร”

    “พ่อชื่อสมศักดิ์ใช่ไหมล่ะ”

    ชายหนุ่มชะงักอีกครา มองหน้าหญิงกลางคนด้วยความสงสัยว่ารู้จักชื่อตนได้ยังไง ขณะที่เจิมก็มองเขาหัวจดเท้าอย่างพิจารณา

    “รูปร่างหน้าตาผิวพรรณดี มิน่าเล่า...”

    “นี่ป้ามาจากวังรวีวารใช่ไหม แล้วป้ารู้จักชื่อผมได้ยังไง คุณอุษาบอกเหรอครับ”

    “ไม่ใช่คุณอุษา...หม่อมสาจ้ะพ่อ”

    “อะไรนะครับ”

    “พ่อต้องเรียกเขาว่าหม่อมสา สาเป็นหม่อมของท่านชายที่สิ้นไป”

    “คุณอุษาเป็นหม่อม...ผม...ผมนึกไม่ถึง”

    “เขาเป็นหม่อมคนสุดท้าย รับใช้ท่านอยู่ได้แค่ สองปี ท่านก็สิ้นพระชนม์ไป แต่ถึงยังไงเขาก็เรียกได้ ว่ามีผัวแล้ว”

    คำตอบชัดถ้อยชัดคำของเจิมเล่นเอาสมศักดิ์อึ้งกิมกี่ แต่เจิมยิ้มเยาะสะใจ

    “เขาคงไม่ได้บอกพ่อใช่ไหมล่ะ ฉันมาเตือนเพราะหวังดีนะ สาน่ะมันไม่ใช่สาวตัวเปล่าเล่าเปลือย

    ลูกผัวก็มีมาแล้ว พ่อเองก็เป็นหนุ่มทั้งแท่ง อย่าหลงมากินแตงเถาตายเลย”

    สมศักดิ์ยืนนิ่งนึกไม่ถึง จวนสาแก่ใจ หันหลัง กลับไป...

    เย็นนั้น สามาด้อมๆมองๆที่ริมรั้ว เห็นบ้านสมศักดิ์ปิดเงียบเลยตัดสินใจมุดรั้วเข้าไป ปรากฏว่าที่ประตูล็อกกุญแจแปลว่าเขาไม่อยู่ จึงถอยกลับออกมาด้วยความผิดหวัง

    ที่โรงครัว บ่าวล้อมวงกินข้าวเย็น สาเดินมานั่งร่วมวงด้วยท่าทีเหมือนคนใจลอย เจิมเห็นแล้วหมั่นไส้ถามว่าเป็นอะไร ข้าวปลากินไม่ลง

    “ไม่รู้สิป้า มันเบื่อๆ”

    “ไม่สบายรึเปล่า” หวนเอามือแตะตัวสาอย่างห่วงใย “เอ็งปวดหัวตัวร้อนอะไรมั่งไหม”

    สาส่ายหน้าไปมา จวนหัวเราะระรื่น ทำท่าทางส่อไปทางทะลึ่ง

    “อาการมันเป็นยังไงวะนังสา มันครั่นเนื้อครั่นตัว ตกกลางคืนนอนไม่หลับกระสับกระส่าย ร้อนนอกร้อนในแบบนี้รึเปล่า”

    สาเดาเจตนาของจวนได้ ไม่ตอบแต่ชักสีหน้าใส่ ...หวนไม่รู้อะไร ถามขึ้นมาซื่อๆ

    “โรคอะไรของน้า ร้อนนอกร้อนใน”

    “เขาเรียกโรคอะไรไม่รู้ว่ะนังหวน ถ้าเป็นมากๆ มันจะคันยิบๆๆๆๆ นั่งไม่ติดนอนไม่ติด อยากจะแล่นออกไปหาคนมาช่วยเกา ใช่ไหมวะนังสา”

    จวนหัวเราะคิกคัก สาโมโหหนักสวนกลับทันควัน

    “ยังไงฉันก็ยังดีกว่าน้า ขึ้นคานหาผัวไม่ได้ คันตรงไหนก็ต้องลุกขึ้นมาเกาเอง”

    ทุกคนสะดุ้งไปตามกัน ไม่คิดว่าสาจะก้าวร้าวถึงเพียงนี้ โดยเฉพาะจวนที่ถูกยอกย้อนถึงกับลุกพรวดท้าตบท้าตี

    “อีสา...พูดแบบนี้มึงมาตบกับกูเลยดีกว่า”

    สายอมซะที่ไหน เป็นฝ่ายเริ่มก่อนยกจานข้าวกระแทกลงกับพื้นกลางวงจนข้าวกระเด็นโดนหน้าจวน

    เท่านั้นเองมวยคู่เอกก็เริ่มขึ้น! สองฝ่ายโถมเข้าใส่กัน เจิมกับหวนพยายามจับแยกแต่ท่าทางไม่ง่าย

    “เฮ้ย หยุดนะ หยุดทั้งสองคน กินข้าวหม้อเดียวกันจะกัดกันไปไหน อีสา อีจวน กูบอกให้หยุด”

    “มันสาดข้าวใส่หน้าฉัน”

    “ก็น้าจวนด่าฉันก่อน”

    “กูบอกให้หยุด!” เจิมแผดเสียงแล้วเหวี่ยงจวนแยกไปอีกทางได้สำเร็จ ชี้หน้าทั้งสองคนในสภาพหอบแฮ่ก “หยุดเลยนะ ไม่งั้นข้าจะฟ้องหม่อม เอ็งสองคนโดนดีแน่”

    สากับจวนหยุดแต่โดยดี ความโกรธหายไปแล้วเหลือแต่ความเหนื่อย หัวกระเซิงดูไม่ได้ทั้งคู่...แล้วอีกครู่

    ต่อมาเรื่องก็ถึงหูหม่อมพริ้ม สาคลานเข้ามานั่งพับเพียบกับพื้น หน้าคว่ำเมื่อโดนหม่อมพริ้มดุเสียงเข้ม

    “เอ็งนี่นะอีสา เป็นเด็กๆข้าจะสั่งเฆี่ยนเสียให้”

    “ก็น้าจวนมาว่าสาก่อน”

    “หรือที่มันพูดน่ะไม่จริง อย่านึกว่าข้าไม่รู้ว่าลับหลังข้าเอ็งทำตัวยังไง”

    สาน้ำตาเอ่อ พยายามกลั้นความไม่พอใจที่ปะทุขึ้นมา หม่อมพริ้มเสียงอ่อนลง

    “เอ็งยังสาว มีเลือดมีเนื้อ มีความต้องการ ข้าเข้าใจ แต่เอ็งก็ต้องข่มใจไว้ เอ็งมันคนมีลูกมีผัวแล้ว”

    “ท่านชายก็สิ้นไปแล้ว คุณชายรวีก็เป็นลูกของหม่อม ไหนล่ะคะลูกสา ผัวสา อยู่ที่ไหนคะหม่อม”

    “นังสา...” เจิมตวาดทันที

    “ช่างมันเถอะเจิม มันพูดก็ถูกของมัน อยู่คนเดียวมากไปเอ็งก็ฟุ้งซ่าน   เอาอย่างนี้...นับจากวันนี้ไปข้าอนุญาตให้เอ็งขึ้นมาเลี้ยงชายรวี พักนี้แม่นวลก็ชักออดๆแอดๆ ตอนกลางคืนเอ็งมาเลี้ยงชายรวีแทนเขา  เขาจะได้พักบ้าง”

    “ทุกคืนหรือคะ”

    “ก็จนกว่าข้าจะสั่งเป็นอย่างอื่น ดีไหมล่ะ เอ็งจะได้ไม่เหงา”

    สาอึ้งไป ไม่ได้ดีใจแค่งงชีวิต เจิมเห็นแล้วหมั่นไส้ ด่าซ้ำ

    “เอ้า กราบท่านเสียสิอีสา เมื่อก่อนท่านไม่ให้เลี้ยงก็อยากเลี้ยงนัก ตอนนี้ท่านให้เลี้ยงแล้วทำไมไม่กราบขอบคุณท่านเสียล่ะ”

    สาได้สติกราบลง หม่อมพริ้มกับเจิมมองสีหน้าท่าทีสาอย่างประเมิน เห็นชัดว่าใจสาไม่ได้อยู่ที่ชายรวี

    จริงแท้แน่นอน เพราะตอนนี้หัวจิตหัวใจของสา

    อยู่ที่ชายรูปงามนามสมศักดิ์...แม้มือไกวเปลและปากกล่อมคุณชายรวีในค่ำนั้น ใจสายังอุตส่าห์ไพล่คิดถึงเขาขึ้นมาได้

    ทันทีที่คุณชายรวีนอนหลับ  สาลุกไปยืนตรงหน้าต่างส่งสายตาข้ามไปไกลลิบ เห็นหลังคาบ้านเช่าของสมศักดิ์ ท่ามกลางความมืดยังมีแสงสว่างวับแวม

    “คุณสมศักดิ์กลับมาแล้ว...ทำอะไรอยู่นะ จะคิดถึงสาบ้างไหม สาคิดถึงคุณเหลือเกิน” สาพึมพำกับตัวเอง สีหน้าแววตาหลงใหลได้ปลื้มเขาหนักหนา...

    ooooooo

    สมศักดิ์ไม่ได้อยู่ที่บ้าน แต่กำลังอารมณ์เสียอยู่ในโรงบิลเลียด  หลังจากเล่าเรื่องราวของสาที่เพิ่งรู้จากเจิมเมื่อตอนเช้าให้วินิจฟัง

    พอเห็นสมศักดิ์แทงลูกบิลเลียดปลิวหวือกระเด็นตกจากโต๊ะแล้วโยนไม้คิวลงอย่างหงุดหงิด วินิจถึงกับร้องทักอย่างขำๆ

    “เฮ้ย...ใจเย็นไอ้เสือ”

    สมศักดิ์ส่ายหน้า เดินไปทิ้งตัวนั่งที่เก้าอี้ จิบเครื่องดื่มแก้เซ็ง

    “คุณอุษาเขาเคยมีผัวมาแล้ว แล้วมันจะเป็นไร แกไม่ได้คิดจะรักใคร่ตบแต่งกับเขาไม่ใช่หรือ”

    “ก็ใช่ แต่มัน...ไม่รู้สิ ของแบบนี้เขาน่าจะบอกผม”

    “นี่แกชอบคุณอุษาเขาใช่ไหม แล้วยังแม่ดอกฟ้าโสภาพรรณนั่นอีกคน นี่แกคิดว่าตัวเองเป็นจะเด็ดในผู้ชนะสิบทิศหรือไง”

    “เฮ่ย...ไม่ถึงสิบ แค่สองเท่านั้น ก็ชอบทั้งสองคน อยากจะได้ทั้งสองคนไม่ได้หรือยังไง”

    สมศักดิ์ยิ้มกริ่มมั่นใจในตัวเอง แล้วเช้าวันใหม่

    เขาก็เดินหน้าเพื่อให้ได้พูดจาและใกล้ชิดคุณหญิงโสภาซึ่งเป็นเป้าหมายหลักด้วยการวางแผนแยบยลเอาตะปูไปโรยบนถนนหน้าวัง ทำให้รถที่คุณหญิงและน้องๆนั่งยางแตก จากนั้นเข้ามาเสนอตัวให้ความช่วยเหลือ

    พอดีคุณหญิงโสภามีสอบย่อยในเช้านี้ ชิดจึงยอมให้สมศักดิ์เข้ามาช่วยตนเปลี่ยนล้อรถ สมศักดิ์ถือโอกาสฝากเสื้อนอกของตนไว้กับคุณหญิง โดยแอบแตะมือเธอขณะส่งเสื้อให้ แค่นี้คุณหญิงก็หน้าแดงซ่านอายม้วนต้วน

    เมื่อแผนแรกได้ผล แผนสองจึงบังเกิดในเย็นนั้น สมศักดิ์เขียนจดหมายถึงคุณหญิงโสภาแล้วตั้งใจฝากสาไปให้ แต่ก่อนจะเผยเรื่องจดหมาย ชายหนุ่มไม่วายแสดงท่าทีสุภาพอ่อนน้อมเกินจริง ประชดประชันเธอที่ไม่ยอมบอกแต่แรกว่าเป็นหม่อมของท่านชายแห่งวังรวีวาร

    “หม่อมอะไรกันคะ ใครบอกคุณสมศักดิ์ว่าฉันเป็นหม่อม”

    สาทำไขสือ สมศักดิ์เลยเปลี่ยนท่าทีสุภาพเป็นถากถางเกรี้ยวกราด

    “ใครก็ไม่สำคัญหรอกครับ แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคุณสาไม่บอกผมว่าตัวเองเป็นใคร ปล่อยให้ผมหลงโง่เง่าอยู่ได้”

    สานิ่งงัน อึกๆอักๆ ไม่รู้จะพูดยังไง สมศักดิ์หน้าตึงเดินปึงปังเข้าบ้าน สาก้าวตามด้วยสีหน้าท่าทีร้อนรน

    “คุณสมศักดิ์คะ ฉันขอร้อง อย่าเพิ่งโกรธฉัน ฟังฉันก่อน”

    สมศักดิ์แอบยิ้มเจ้าเล่ห์มุมปากแล้วเดินหนีเข้าห้อง สาวิ่งตามอย่างลืมตัว แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าห้องที่เขาเดินเข้าไปนั้นเป็นห้องนอน พอเธอจะหันหลังกลับ สมศักดิ์รีบปิดประตูดังปังจนเธอสะดุ้ง

    “คุณสมศักดิ์คะ ฉัน...”

    “คุณจะว่าอะไรก็ว่ามา ผมจะฟัง”

    สมศักดิ์สาวเท้าเข้าหา สาตกใจถอยหลังไปหนึ่งก้าว มือเย็นเฉียบ ใจเต้นรัวเป็นตีกลอง...

    เวลาเดียวกัน คุณชายรวีในวัยสามขวบตัวร้อนเป็นไข้และงอแงอยากจะฟังสาร้องเพลง หม่อมพริ้มจึงให้เจิมไปตามสาที่โรงครัวแต่ไม่เจอ

    สายังอยู่ในบ้านเช่าของสมศักดิ์ เธอบอกเล่าเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาอย่างน่าสงสาร

    “ตอนนั้นฉันยังเด็ก แค่สิบห้าสิบหกปีเท่านั้นเอง ไม่รู้เรื่องอะไร เขาสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำ”

    สมศักดิ์ไม่เชื่อว่าสาไร้เดียงสาขนาดนั้น แต่ทำเป็นเออออไปด้วย “คุณเลยต้องมีสามีโดยไม่ได้ตั้งใจ โถ...ช่างน่าสงสาร”

    “พอท่านสิ้น หม่อมอื่นๆก็แยกย้ายกันไปหมด แต่ฉันเป็นลูกกำพร้าไม่รู้จะไปไหน พอสิ้นท่านชาย ฉันก็เหมือนกับตัวคนเดียวในโลก ไม่มีใครอีกแล้ว”

    “ใครว่า...คุณมีผมอยู่ตรงนี้ทั้งคน ไม่เห็นหรือไง”

    สมศักดิ์ดึงสามากอดปลอบใจ สายิ้มปลาบปลื้ม ไม่มีผู้ชายคนไหนอ่อนหวานกับตนแบบนี้มาก่อน...แต่ในขณะที่สากำลังอิ่มเอมใจ เจิมกระวนกระวายไม่สบายใจเป็นที่สุด หลังจากตามหาสาจนทั่ววังแล้วไม่พบตัว และที่สำคัญตอนนี้ก็มืดค่ำแล้วด้วย

    เมื่อสาเตรียมตัวจะกลับ สมศักดิ์ปากหวานเว้าวอนอยากจะขออะไรเธอสักอย่าง มันสำคัญกับตนมาก ตนคงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ถ้าหากวันนี้เธอไม่เมตตา

    สาใจเต้นโครมคราม คิดเตลิดเปิดเปิงว่าเขาอาจจะสารภาพรัก แต่กลายเป็นว่าพอเขาส่งซองจดหมายสีชมพูแสนหวานให้พร้อมกับพูดออกมา สาก็แทบทรุด

    “ผมอยากฝากคุณสาเอาจดหมายนี้ไปให้คุณหญิงโสภา...จดหมายแทนความรัก ความภักดีจากใจของผม เมื่อคุณหญิงโสภาเปิดอ่าน เธอจะทราบเอง”

    สาผิดหวังอย่างแรง ยืนตัวชา มือสั่นระริก ฉีกซองจดหมายที่รับมาอย่างรวดเร็วจนสมศักดิ์ตกใจห้ามไม่ทัน สาคลี่ จดหมายออกอ่าน แค่ประโยคแรกก็สะเทือนใจแทบล้มทั้งยืน
    “ถึงคุณหญิง ผู้เปรียบเสมือนดวงจันทร์...”

    สาแข็งใจอ่านจดหมายต่ออย่างรวดเร็ว ก่อนจะเงยหน้าทั้งน้ำตา ขยำจดหมายทิ้งลงพื้นแล้ววิ่งหนีข้ามเขตรั้วกั้นเข้าวังอย่างเร็วจี๋จนสมศักดิ์ตามไม่ทัน

    เมื่อสวรรค์ล่มทั้งที่เพิ่งจะเริ่มต้น สาใจสลายเดินร้องไห้มาตามทางในสวน ทันใดนั้นเจิมปรากฏตัวพร้อมกิ่งไม้ในมือ โดยมีหวนจ้ำอ้าวตามหลัง

    “อีสา มึงไปไหนมา อีตัวดี มึงไปทำอะไรมา”

    น้ำเสียงดุดันและท่าทางกราดเกรี้ยวของป้าเจิมทำให้สาหน้าเสีย ตอบเสียงแผ่ว

    “ฉันเปล่า”

    “หายหัวไปแต่เย็น กลับมาเอาค่ำมืด มึงไปบ้านนั้นมาใช่ไหม มึงไปทำอะไรมา บอกมานะ มึงไปหามันมาใช่ไหม”

    “ฉันบอกว่าเปล่า”

    “อีโกหก...บอกมา ไม่งั้นกูจะตีมึงให้ตายตรงนี้แหละ บอกมา” เจิมเอาไม้ฟาดสาไม่นับ และจะฟาดจนกว่าสาจะยอมรับว่าไปทำระยำตำบอนอะไรมาบ้าง

    สาทั้งดิ้นทั้งร้องและปัดป้อง ที่สุดก็แผดเสียงด้วยความอัดอั้น เพราะเพิ่งผิดหวังจากสมศักดิ์

    “ฉันจะทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน ปล่อยฉันนะป้า ปล่อยฉัน”

    สาสะบัดสุดแรงจนหลุดจากเจิม แล้วจะวิ่งหนีแต่ต้องชะงักยืนขาแข็ง เมื่อหม่อมพริ้มก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แววตาเข้มดุ

    “จะไปไหนอีสา”

    สาหน้าซีดเผือด เป็นลมล้มตึงโดยยังไม่ทันตอบอะไร เจิมกับหวนต้องพาไปปฐมพยาบาลที่เรือนบ่าว ก่อนจะโดนหม่อมพริ้มซักไซ้จนมั่นใจว่าสาตั้งท้อง เพราะรอบเดือนไม่มาเกือบสองเดือน และมีอาการเวียนหัว กินข้าวไม่ค่อยลง บางทีตื่นมาก็พะอืดพะอมเหมือนจะอาเจียน

    สาตกใจ พอได้ยินจวนเปรยเบาๆทำนองว่าท้องกับใคร สารีบพนมมือ พูดจริงจังกับหม่อมพริ้ม

    “สาไม่เคยมีใครนอกจากท่านชาย หม่อมเอาสาไปสาบานที่ไหนก็ได้ สาไม่เคยทำอะไรอย่างที่ป้าเจิมคิด ลูกในท้องสาเป็นลูกของท่านชาย ถ้าสาโกหก ขอให้ตกนรกหมกไหม้ ขอให้อย่าตายดี”

    “พอเถอะ พอแล้ว ข้าเชื่อเอ็งอีสา”

    “หม่อมเจ้าขา...สามันท้องไส้ขึ้นมาแบบนี้แล้วจะทำยังไงกันต่อไปเจ้าคะ”

    “จะต้องทำยังไง เอ็งก็ดูแลมันให้ดี อย่างไรเสียเด็กในท้องมันก็เป็นสายเลือดของรวีวาร ส่วนเอ็งนังสา เอ็งก็เลิกคิดฟุ้งซ่านได้แล้ว หมั่นสวดมนต์ไหว้พระ รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี เลิกคิดเรื่องความสุขสนุกสนานของตัวเองได้แล้ว...

    จากนี้ไปเอ็งเป็นแม่คนแล้ว”

    “แม่...คราวนี้สาจะได้เป็นแม่หรือคะ”

    “เออ ลูกในท้องคนนี้ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็ถือว่าเป็นลูกของเอ็ง ข้าจะไม่ยุ่ง เด็กคนนี้จะเป็นของเอ็งคนเดียว...

    จากนี้ไปเอ็งก็ไม่ใช่ตัวคนเดียวแล้วนะสา”

    “ค่ะหม่อม” สารับปากเสียงแผ่ว แววตาว่างเปล่าเศร้าสร้อย...ลูกไม่ใช่สิ่งที่ต้องการในตอนนี้

    ooooooo

    ระหว่างทางเดินกลับตำหนักใหญ่ หม่อมพริ้มเงียบขรึม ในใจเต็มไปด้วยความกังวล เช่นเดียวกับเจิมที่เดินตามมาส่ง ทั้งสองผ่านมาถึงมุมที่มีรูปท่านชายตั้งตระหง่าน หม่อมพริ้มหยุดยืนมองครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก

    “โชคยังดี ถือว่าดวงวิญญาณของท่านชายยังทรงปกป้องราชสกุลรวีวาร”

    “ยังไงเจ้าคะหม่อม”

    “ถ้าอีสามันไม่ท้อง มันคงออกไปทำเรื่องบัดสีให้

    รวีวารต้องขายหน้า โชคดีที่มันมาท้องเสียก่อน”

    เจิมพยักหน้าเข้าใจ “มีลูกแล้วมันคงไม่มีออกไปทำตัวเหลวไหลอีกแล้วล่ะเจ้าค่ะ”

    “เรื่องอีสากับพ่อคนนั้น เอ็งก็ปรามคนอื่นๆว่า

    อย่าอื้ออึงไป ลูกๆข้าโตชักจะรู้ความแล้ว ข้าไม่อยากให้ต้องมารับรู้เรื่องพรรค์นี้”

    เจิมรับปาก หม่อมพริ้มมีสีหน้าดีขึ้น ความกังวลใจเรื่องสาค่อยคลายไป...แต่ในเวลาเดียวกัน สากลับนั่งซึมเศร้าอยู่ที่เรือนบ่าว นึกถึงข้อความในจดหมายของสมศักดิ์ที่จะฝากให้คุณหญิงโสภาแล้วเจ็บช้ำจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ อีกทั้งเจ็บใจตัวเองไม่น่าท้องตอนนี้เลย...สาเอามือทุบท้องระบายอารมณ์ พร้อมกับคร่ำครวญอย่างสิ้นหวัง

    “ทำไม...ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทำไม...”

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "ภูมิ” ยั้งมือเกือบไม่ทัน "มิ้นท์" แค้นกรี๊ดใส่หน้าน้อง "อิงฟ้า" ร้องโฮ ใน "ภูตรัตติกาล"
    27 ก.ย. 2563

    03:10 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2563 เวลา 22:48 น.