ตอนที่ 5
“เบลออยู่กระมังคะ...ขอข้าดูตรงที่โดนเรือชนหน่อย” เกศสุรางค์ขยับเข้าใกล้ เขาถอย เธอเอ็ด “คุณพี่...ต้องให้ข้าดูว่าเลือดคั่งรึเปล่า ถ้าเลือดคั่งมันจะบวม ต้องประคบค่ะ”
หมื่นสุนทรเทวารีบบอกว่าแม่ประคบให้แล้ว
เกศสุรางค์ชมว่าเจ๋ง แล้วถามอีกว่าประคบร้อนหรือเย็น ท่านหมื่นแปลกใจเพราะรู้จักแต่ประคบร้อน หญิงสาวส่ายหน้า
“ไม่ได้ค่ะ ต้องประคบเย็นให้เส้นเลือดตรงที่ถูกชนหดตัวจะได้ไม่ห้อเลือด นี่กี่ชั่วโมงแล้วเนี่ย...สิบกว่ามั้ง ...ยังทัน ขอข้าดูแผลหน่อยนะคะ” พูดจบก็เข้ามาแหวกเส้นผมพินิจดูแผล
หมื่นสุนทรเทวารู้สึกซาบซ่านที่ใบหน้าหญิงสาวอยู่ชิดใกล้ ใจเต้นไม่เป็นส่ำ เกศสุรางค์กดแผลเบาๆ พอหันมาถามว่าเจ็บไหม ก็รู้สึกว่าอยู่ใกล้เขามากเกินไป สัมผัสได้ถึงลมหายใจ ชะงักนิ่งสบตาเขา ใจเริ่มสั่นซาบซ่านไปทั้งตัว จนกระทั่งท่านหมื่นเอ่ยขึ้นว่า
“แม่การะเกด ออเจ้าเป็นใครกันแน่...เป็นใคร...เกศ...เกศไหน เป็นผู้ใด มิใช่แม่การะเกด แม่การะเกดตายแล้ว”
เกศสุรางค์รู้สึกได้ถึงน้ำเสียงว่าไม่ได้ถามเล่นๆ จึงประคองเขาให้นอนลงอย่างนุ่มนวล พยายามเปลี่ยนเรื่อง “ยังมีเวลาอีกมากที่คุณพี่จะหาความจริงว่าข้าเป็นใคร แต่ตอนนี้เดี๋ยวนี้ คุณพี่ต้องนอน เดี๋ยวข้าจะเอาผ้าเย็นมาประคบให้...ในตู้มีผ้าไหมคะ” ขณะเอาผ้าไปชุบน้ำ ก็ครุ่นคิดพึมพำ “คุณป้าออกฤทธิ์หนักอยู่วันนี้ นี่แค่รู้ว่าเรือชนนะยังจะเฆี่ยนจ้อยตั้งสิบที ถ้าไอ้เรื่องเม้าท์ทูเม้าท์ มาถึงหู จะขนาดไหนเนี่ย สงสัยข้าพเจ้าโดนฆ่าแน่”
ระหว่างเอาผ้าประคบแผลให้หมื่นสุนทรเทวา ก็ถามเขาเจ็บไหม ท่านหมื่นส่ายหน้าไม่สบตา เธอแปลกใจมันน่าจะเจ็บบ้าง เขาจึงรับว่าเจ็บนิดหน่อย เธอค่อยโล่งอก แสดงว่าแค่ช้ำไม่ถึงกับเลือดคั่ง แล้วบอกท่านหมื่นว่า อีกสิบชั่วโมงค่อยประคบร้อนใหม่ เส้นเลือดจะได้ขยายตัว ท่านหมื่นหันมามองหน้าถามอีกครั้งว่า ออเจ้าเป็นใคร
เกศสุรางค์เอานิ้วแตะริมฝีปากเขา ส่ายหน้าให้เลิกถาม กลับสัมผัสถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนไปของเขา ก็ถอยห่างออก แต่เขาจับแขนเธอไว้แน่น จึงเตือนสติ
“คุณพี่...อย่าลืมสิคะว่าคุณพี่เกลียดข้า เกลียดถึงไส้ถึงพุง อย่าลืมเสียนะคะ” ท่านหมื่นปล่อยแขนแรงๆ
ลงนอนหันหลังให้ เกศสุรางค์ลุกยืนพูดให้เป็นเรื่องขำๆ “ข้าได้ยินว่าแม่หญิงจันทร์วาดจะมาเยี่ยมคุณพี่นะคะ พรุ่งนี้...เห็นทีจะหายรวดเร็วก็คราวนี้แหละ ใช่ไหมคะ” พูดจบจะเดินออกจากห้อง ทิ้งประโยคสุดท้ายให้ท่านหมื่นว้าวุ่นใจ “รู้กันเร็วจริ๊ง ทั่วพระนครแล้วมั้ง”
ooooooo
เช้าวันใหม่ หลวงสุรสาครหรือฟอลคอน เดินอาดๆมากับคนสนิท ผู้คนในตลาดหลบหลีกทางให้อย่างเกรงกลัว ฟอลคอนเห็นแม่ค้าสวยๆก็เข้าไปเชยคางหยอกเย้า ใครเข้าขวางก็โดนคนสนิทตบคว่ำ มะลิกับฟานิกยืนมองจากในร้านอย่างเกลียดชัง
มะลิรีบหลบไปหลังร้าน ฟอลคอนเข้ามาในร้าน ฟานิกก้มหัวคำนับ
ฟอลคอนไม่สนใจเดินรี่เข้าไปดึงตัวมะลิจากหลังร้าน ฟานิกร้อนรนจะแก้ตัวให้ลูกสาว ก็พอดีสังฆราชปัลลูเดินเข้ามา สองพ่อลูกรีบคำนับท่าน พอสังฆราชเห็นมะลิก็ชื่นชมว่างามอย่างที่ฟอลคอนบอก แล้วถามว่าตกลงกันแล้วใช่หรือไม่ ฟอลคอนกล่าวยังไม่ได้พูดคุยกับพ่อของนาง สังฆราชจึงบอกว่าไม่เป็นไรไว้จะมาใหม่
จากนั้นฟอลคอนก็บอกฟานิกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย ทั้งสองคุยกันลำพัง ฟานิกฟังด้วยสีหน้าเครียด... พอฟอลคอนกลับไป ฟานิกบอกลูกสาวว่า ฟอลคอนให้สังฆราชปัลลูมาสู่ขอลูก
“ข้าไม่ยินยอมเป็นเด็ดขาด” มะลิเสียงลั่น
“ยังไม่ทันคิดไตร่ตรอง ลั่นวาจาเช่นนั้นมิเป็นคนฉลาดเลย”
“ข้าไตร่ตรองแล้ว ตอบเหมือนเดิมพ่อท่าน”
ฟานิกถามมีเหตุผลใด มะลิตอบชัดถ้อยชัดคำว่า... เกลียด...ฟานิกถึงกับอึ้งไปทันที...
สายวันนั้น ปริกกับบุ้งไปตลาด ได้ยินเรื่องราวที่โจษจันกันทั่วตลาดก็ตาลีตาลานกลับมาฟ้องจำปา...
หมื่นสุนทรเทวาครุ่นคิดไว้แล้ว รีบมาพาเกศสุรางค์ไปหาออกญาโหราธิบดีแต่เช้า
หมื่นสุนทรเทวาเล่าเรื่องราวที่พาการะเกดไปตีกระทะแบบใหม่ แลได้แวะตลาดท่าเรือจ้างวัดนางชี เมื่อเลี้ยวหัวโค้งตรงตลาดน้ำ ก็โดนเรือชน ตัวเขาโดนกระแทกที่หัวจมน้ำสิ้นสติ
“อ้ายจ้อยลากตัวขึ้นมาได้ แลแม่การะเกดก็ช่วยให้ข้าฟื้น เพราะเพลานั้นข้าเหมือนตายแล้ว” ออกญาตกใจเพิ่งรู้เรื่องราวละเอียด เกศสุรางค์แทรกว่าเรื่องแค่นี้ไม่ต้องขอบใจอะไร ท่านหมื่นพูดต่อว่า “ให้คุณพ่อรู้จากปากข้า ดีกว่าไปได้ยินจากผู้อื่น”
เกศสุรางค์ชะงัก พอจะรู้แล้วว่าเรื่องอะไร อึกอักว่า “อาจจะไม่มีใคร...พูด”










