ตอนที่ 5
ค่ำคืนนั้น หมื่นสุนทรเทวายืนมองจันทร์อยู่ริมหน้าต่างห้องนอน คิดถึงเพลงที่การะเกดร้อง...จันทร์คืนแรมวับแวมอยู่บนปลายฟ้า คงล้าอ่อนแรงทอแสงแหว่งเว้าครึ่งดวง...
ขณะเดียวกัน ที่บ้านกรุงเทพฯ ยายนวลและแม่สิปางนั่งพับดอกบัวไว้ถวายพระ พอได้ยินเสียงเพลงที่เกศสุรางค์ชอบร้องทางวิทยุ ต่างชะงักน้ำตาปริ่ม สิปางทนไม่ไหวร้องไห้โฮคิดถึงลูก รำพันทำไมลูกต้องตายก่อน แม่อยากจะตายตามลูกไป ยายนวลบีบแขนลูกสาวเตือนสติทั้งน้ำตา
“ถ้าเธอตายตามลูก แม่ต้องตายตามเธอไหม... มันไม่ตายกันง่ายๆหรอกนะ ทั้งรถเกศตายคนเดียว เพราะนั่นมันถึงเวลาของเขา”
สิปางได้สติมองผู้เป็นแม่ แต่ก็ไม่อาจทำใจได้... รุ่งเช้า สิปางกับยายนวลใส่บาตรที่หน้าบ้าน ขณะเดียวกัน เกศสุรางค์กำลังจะรับของจากบ่าวเพื่อใส่บาตรพระที่พายเรือมา เสียงปริกร้องห้ามบ่าวให้ของ ผินกับแย้มโวยว่าแม่นายกำลังจะใส่บาตร ห้ามแบบนี้บาป ปริกสวนว่าไม่ใช่แม่นายของตน ผินกับแย้มจะเอาเรื่อง เกศสุรางค์จะห้าม พลันได้ยินเสียงแม่สิปางลอยมา
“เกศ แม่ขอให้ลูกอยู่ในภพภูมิที่ดี ขอให้ลูกแม่เกิดในที่ดีๆ พบคนดีๆ ขอให้ลูกมีความสุข มีคนที่รักลูก มีอายุยืนยาว อย่าได้สูญสิ้นชีวิตรวดเร็วเหมือนในชาตินี้เลย เจ้าประคุณ”
เกศสุรางค์รู้สึกอิ่มเอิบ ความตื้นตันล้นขึ้นมา ไม่สนใจว่าปริกจะแย่งของไปใส่บาตร หันมาบอกผินกับแย้มว่าตนคิดถึงแม่กับยาย น้ำตาร่วงพรู ผินกับแย้มตกใจรีบพากลับเรือน แย้มแยกไปเอาของในครัว...ผินปลอบเกศสุรางค์อยู่ในห้อง ไม่ทันไร จวงเคาะประตูโครมๆ ร้องบอกว่าแย้มตายแล้วแน่ๆ ผินตกใจรีบไปที่ครัว เห็นแย้มโดนปริกกับพวกรุมตี ผินกระโจนเข้าถีบปริก แล้วพาแย้มออกมา ปริกลุกขึ้นได้จะตามไปเอาคืน ก็พอดีจำปากลับมาเสียก่อน
ปริกพลิกลิ้นใส่ไฟว่าการะเกดแย่งใส่บาตร แถมประกาศว่าวันหนึ่งจะใส่บาตรเองทุกวัน แม้แต่คุณหญิงก็จะไม่ให้ใส่ จำปาฟังความแล้วเดือดเดินเร็วไปขึ้นเรือน บ่าวไพร่หลบหลีกตัวลีบ
ออกญาโหราธิบดีกำลังจะไปทำงาน เห็นจำปามาก็ทักถามเรื่องงานบุญที่นางไป จำปาตอบสั้นๆ แล้วบ่นเรื่องการะเกดกำเริบเสิบสาน ออกญาเตือนว่าอย่าไปเชื่อคำปริกมาก นังคนนี้ช่างฟ้องใครๆก็รู้ ปริกก้มหน้างุด จำปาจึงให้ปริกสาบานว่าที่พูดมาเป็นความจริง ปริกเลี่ยงบาลีว่าสันดานการะเกดเป็นอย่างไรแม่นายก็รู้ จำปารู้แต่อยากรู้ว่านางสามหาวอย่างที่เล่าจริงหรือไม่
ในขณะที่เกศสุรางค์ได้ยินว่าบ่าวกำลังงมกุ้งกัน ก็อยากไปดูและอยากได้บ้าง จึงรีบวิ่งออกมาที่ลานบ้าน ได้ยินเสียงจำปากับปริกก็ชะงัก เข้ามากราบจำปาก่อน แต่พอเห็นสีหน้าจำปาก็รู้ทันทีว่าปริกคงฟ้องบางอย่าง จึงออกตัวว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงแค่จะมาบอกให้คอยรับประทานกุ้งย่าง จำปาสะบัดเสียงว่าไม่กิน
แต่พอเกศสุรางค์ได้กุ้งตัวโตๆมา คุมบ่าวให้ย่างพอสุก และโขลกน้ำจิ้มรสแซ่บ จนผินกับแย้มน้ำลายสอ... บ่ายวันนั้น ทั้งออกญาโหราธิบดี หมื่นสุนทรเทวาและจำปา แกะกุ้งจิ้มน้ำจิ้มใส่ปากเคี้ยวกันหมุบหมับท่าทางเอร็ดอร่อยถูกใจ เกศสุรางค์แอบยกนิ้วโป้งสองนิ้วให้ผินกับแย้ม ทั้งสองทำหน้างง แต่ก็ยกนิ้วโป้งสองนิ้วรับ
เข้ามาในห้อง เกศสุรางค์เป็นปลื้มที่ทำให้ทุกคนกินกุ้งกันกองโต แล้วนึกได้ว่ามื้อต่อไปน่าทำหมูกระทะ ผินกับแย้มหน้าเหวอไม่เคยได้ยิน เธอถามว่ากระทะเขาไปซื้อกันที่ไหน ผินกับแย้มบอกว่าที่ตลาดน้อย แต่ต้องให้ท่านหมื่นพาไป เกศสุรางค์จึงตามหาหมื่นสุนทรเทวาจ้าละหวั่น
เจอท่านหมื่นเจรจาความกับหมื่นเรืองหน้าเครียดกันอยู่ ดูท่าเป็นเรื่องลับก็ชะงัก ไม่กล้าเข้าไปขัดจังหวะ เผลอมองหน้าหมื่นเรืองแล้วบ่นคิดถึงเรืองฤทธิ์ ป่านนี้จะเป็นอย่างไร ถ้าเป็นอย่างตน เขาน่าไปโผล่ที่สุโขทัย จะได้รู้ว่ายุคสมัยนั้นเขาสั่นกระดิ่งร้องทุกข์กันมากแค่ไหน ถ้าเป็นบ้านเรา คงสั่นดังกันจนหูแตก พูดไปก็หัวเราะ พอเงยหน้ามาเห็นสายตาสองหมื่นจ้องมอง
“อูย...ได้ยินแค่ไหน” หมื่นสุนทรเทวาบอกว่าได้ยินทั้งหมด แต่ฟังไม่รู้เรื่อง เกศสุรางค์ดีดนิ้ว “อ้อ งั้นแจ่ม หมื่นเรือง สวัสดีค่ะ วันนี้มาถึงนี่ดีใจจัง”
หมื่นเรืองหน้าเหวอ “แม่หญิง...ออเจ้าดีใจเรื่องอันใด”
เกศสุรางค์พูดทำนองดีใจที่เขามา เพราะไม่รู้ว่าถ้าอยากคุยด้วยจะไปหาเขาที่ไหน และท่าน้ำที่ส่งเขาวันก่อน ตนก็ไปไม่ถูก หมื่นเรืองดีใจที่แม่หญิงอยากเจอตน บอกที่มาวันนี้เพราะมีกิจธุระเจรจากับหมื่นสุนทรเทวา หญิงสาวลืมตัวถามเรื่องอะไร หมื่นเรืองจึงบอกคร่าวๆว่าเรื่องราชการ
“แล้วหมื่นเรืองไม่ต้องไปนั่งที่ที่ทำงานเหรอคะ”
“ที่ที่ทำงาน เจ้าจะหมายถึงที่ใด ข้าฟังมิรู้ความ”










