ตอนที่ 2
สองบ่าวหุบปากนิ่งจ้องมองด้วยสีหน้าจงรักภักดี เกศสุรางค์คิดตรึกตรองแล้วกระเด้งตัวขึ้นนั่งถามว่า ที่นี่คืออยุธยาใช่ไหม ในหลวงชื่ออะไร สองบ่าวพยักหน้าแต่งงกับคำถามหลัง แย้มนึกได้คงหมายถึงขุนหลวงนารายณ์ เกศสุรางค์เป่าปากครุ่นคิด
“พระนารายณ์...ปีอะไรหว่า ปีเสียกรุงครั้งที่ 1 ปี 2112 รัชกาลพระมหินทร์ พระนารายณ์อยู่ทีหลัง ก่อนพระเพทราชา ก็คงประมาณปี...” เหลือบเห็นสองบ่าวอ้าปากหวอมองจึงตัดบท “เอาล่ะ ข้าจะแปรงฟันแล้วนอนล่ะ ง่วงแล้ว” แต่พอลุกเดินไปที่ประตู สองบ่าวยังคงนั่งนิ่ง “อ้าว พี่ไม่ไปเหรอ แปรงสีฟันอยู่ที่ไหน เอ้อ...ไม่ใช่ ข่อยน่ะ กิ่งข่อยน่ะใช้สีฟันใช่ไหม”
สองบ่าวพาเกศสุรางค์ออกมาสีฟันที่ระเบียงบ้าน เธอใช้ข่อยจิ้มเกลือแต่หนักมือไปหน่อยจึงเค็มสุดฤทธิ์ หันมาเจอสายตาหมื่นสุนทรเทวามองมาจากห้อง ก็เชิดใส่ก่อนจะเดินกลับห้อง
ในคืนนั้น เกศสุรางค์สวดมนต์ข่มตานอนให้หลับ แต่ใจคิดถึงแม่และยายมาก...จนเช้าตรู่ ยายนวลและแม่สิปางยังเศร้าเสียใจใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้ เกศสุรางค์สะดุ้งตื่นราวกับรับรู้ได้
เช้ามืด บ่าวชายเดินดับไต้ที่จุดไว้ตามที่ต่างๆ บ่าวหญิงเร่งรีบทำงานตามหน้าที่ เกศสุรางค์ลุกขึ้นสีฟันด้วยข่อยจิ้มเกลือ ล้างหน้าโดยใช้ขันกะลาตักน้ำตามวิถีคนยุคนี้ ไม่วายหมื่นสุนทรเทวายังจับตามองเธออีก เธอจึงรีบเสียบกิ่งข่อยกับรอยแตกของฝาบ้าน แล้วเดินจ้ำกลับห้อง
ผินกับแย้มช่วยแต่งตัวให้กันระวิง เกศสุรางค์เดินหนีบๆบ่นกับตัวเอง
“เฮ้อ...กกน. ไม่ได้ใส่จะเดินยังไง อายแผ่นดินตายเลย”
สองบ่าวทำหน้าเหวอ...เกศสุรางค์ออกมาจากห้อง เห็นจำปากับบ่าวจวงช่วยกันพับกลีบดอกบัวด้วยกิริยาเนิบนาบ จำปาถามจวงว่าวันนี้วันพระใช่หรือไม่ จวงลืมตัวสวนว่าถ้าวันพระจะเตรียมของสิบองค์ วันนี้เตรียมห้าองค์ก็ไม่ใช่วันพระ จำปาเอ็ดว่ากำเริบ จวงนึกได้หัวเราะคิก
เกศสุรางค์ได้ยินถามขึ้นว่า “ใส่บาตรหรือคะ”
ทั้งนายและบ่าวชะงักหันมอง จำปาหน้าตึงใส่ “แม่การะเกด ออเจ้าไม่มีจดมีจำเลยฤา”
ผินกับแย้มรีบดึงให้เกศสุรางค์นั่งลง เธอนึกได้หันไปขอบคุณพี่ทั้งสอง จำปาเหล่ทันที ถามเรียกบ่าวว่าอย่างไร เกศสุรางค์พยายามเปลี่ยนเรื่องจะช่วยพับดอกบัว แต่จำปาถามย้ำให้ตอบ
“ก็เรียกพี่ค่ะ พี่ผิน พี่แย้ม เขารับใช้เกศอย่างดี เกศก็เลยเรียกพี่ให้เขาชื่นใจ”
“ออเจ้าเรียกตัวเองว่ากระไรนะ...” จำปาเสียงหลงขึ้นอีก
เกศสุรางค์รู้ตัวว่าพูดผิดไปหมด ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไรจึงคว้าดอกบัวมาพับกลีบอย่างรวดเร็วตามที่ยายนวลเคยสอน จำปาแปลกใจที่ทำเป็น เกศสุรางค์ยิ้มหวานขอไปใส่บาตรด้วยคน
ที่ริมท่าน้ำ เกศสุรางค์ได้เห็นภูมิทัศน์ว่าบ้านอยู่ติดคลองที่แยกมาจากแม่น้ำ มีเรือหลายลำพายสวนกัน บางลำบรรทุกมะพร้าว บางลำบรรทุกถ่านใส่หลัวใหญ่ๆ บางลำมีพ่อแม่ลูกเต็มลำเรือ...ของที่จัดใส่บาตร ก็ใส่กระทงใบตอง ส่วนใหญ่จึงเป็นอาหารพวกผัด ปลาทอด ผักน้ำพริก
พระนั่งเรือพายมารับบิณฑบาต จำปาคุยกับท่านว่า วันนี้ได้ปลาดุก ท่านชอบเผ็ดๆจึงใส่กระชายเยอะ พระท่านบอกว่าท่านเลือกฉันไม่ได้ เธอยิ้มเรี่ยๆ แล้วท่านก็สวดให้พรดังก้องคุ้งน้ำ จำปาเดินกลับเรือนด้วยกิริยานุ่มนวล ต่างจากเกศสุรางค์ที่เดินสบายๆตีคู่มา จำปาบอกว่าถ้าเป็นวันพระจะไปวัดฟังเทศน์ต่อ เกศสุรางค์รีบขอไปด้วย จำปาบอกว่าอีกหลายวันถึงจะเป็นวันพระ เธอจึงขอไปตลาดแทน ผู้สูงวัยมองว่าที่สะใภ้ที่ยืนตรงหน้าเหยียดๆ ผินกับแย้มอยากจะเข้าไปดึงตัวนายให้ถอยออกมา แต่คุณหญิงเหน็บเข้าให้เสียก่อน
“จะไปก็ย่อมได้...กิริยาเช่นนี้เขาเรียกตีเสมอผู้ใหญ่ ใครที่พ่อแม่ไม่สั่งสอนถึงจะทำ น่ารังเกียจยิ่งนัก”
เกศสุรางค์สะอึก น้อมตัวยกมือไหว้บอกจะไม่ทำอีก จำปาเดินเชิดขึ้นเรือน เจอหมื่นสุนทรเทวายืนอยู่จึงออกปากว่า การะเกดอยากไปตลาดผ้าเหลืองซื้อไตรจีวรทำบุญ ให้เขาช่วยพาไปที
“เพลาชายนะขอรับคุณแม่ ข้าถึงจะว่าง” ท่านหมื่นชายตามองการะเกดอย่างไม่ค่อยพอใจ
เกศสุรางค์งงกับสีหน้าของเขา จำปาหันมาบอกว่าเพลาชายถึงจะไป ให้เตรียมตัวไว้...พอกลับเข้าห้อง เกศสุรางค์ถามผินกับแย้มทันทีว่าเพลาชายคือเวลาใด สองบ่าวยิ่งงงว่าทำไมถึงลืม
“ตอนบ่ายเจ้าค่ะ แม่นายท่านเตรียมตัวเถิดเจ้าค่ะ”










