การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเครื่องมือทางรัฐธรรมนูญที่ทรงพลังที่สุดของฝ่ายนิติบัญญัติ ประวัติศาสตร์การเมืองไทยพิสูจน์ชัดเจน เวทีนี้ไม่ใช่เพียงแค่เกมการเมือง เพื่อชิงอำนาจหรือการสาดโคลนใส่กัน แต่เป็นมาตรวัดความรับผิดชอบ ที่ฝ่ายรัฐบาลต้องมีต่อสภาฯ และประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริงกลไกถ่วงดุลอำนาจ และปกป้องผลประโยชน์ชาติ เสมือนแว่นขยายที่คอยส่องดูการทำงานของคณะรัฐมนตรี เมื่อฝ่ายบริหารได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาจัดสรรงบประมาณและวางนโยบายประเทศ ฝ่ายค้านทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบ ป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจในทางมิชอบ การทุจริตเชิงนโยบาย หรือบริหารแผ่นดินที่ผิดพลาดผลลัพธ์การตรวจสอบหลายครั้งนั้น เป็นตัวช่วยบีบให้หลายรัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์บริหารให้ตอบโจทย์ประชาชน และช่วยชี้เป้าให้เห็นว่า นโยบายที่รัฐบาลหาเสียงไว้ทำได้จริงหรือไม่หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล โครงข่ายคมนาคม และการใช้เงินงบประมาณ ได้รับการพัฒนาคุ้มค่า กระจายตัวอย่างเป็นธรรมหรือไม่การที่พรรคฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาชน ประกาศจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในสมัยประชุมที่จะถึงนี้ กลายเป็นจุดโฟกัสประเด็นร้อนแรงอย่างกระบวนการได้มาซึ่ง สว. การทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น กึ๋นการบริหารปากท้อง และประสิทธิ ภาพในโครงการไทยช่วยไทยพลัสแม้คณิตศาสตร์การเมือง จะบ่งชี้บทสรุปของศึกซักฟอกครั้งนี้ได้ค่อนข้างแน่ชัดว่า จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวรัฐบาล เนื่องจากการฟอร์มทีมของรัฐบาลอนุทินมีเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลที่เหนียวแน่นและมากเกินกึ่งหนึ่งของสภาอย่างท่วมท้น โอกาสที่รัฐมนตรีคนใดจะถูกลงมติไม่ไว้วางใจจนหลุดเก้าอี้ แทบจะเป็นศูนย์ทว่าประโยชน์ที่แท้จริง ของการอภิปรายรอบนี้จะเป็นการตรวจการบ้านของรัฐ หรือหากตัวของนายกฯ หรือบรรดา ครม.ที่ถูกฝ่ายค้านตรวจสอบตั้งคำถาม ไม่สามารถชี้แจงได้อย่างฉะฉานชัดเจนพอ ศึกนี้อาจกลายเป็นการบันทึกบิลความผิดพลาดรัฐบาลต่อหน้าสาธารณชนทั้งประเทศ ที่ได้ชมผ่านการถ่ายทอดสดของรัฐสภาแม้รัฐบาลจะชนะโหวต ด้วยเสียงข้างมาก แต่ข้อมูล บาดแผลที่ถูกเปิดโปงกลางสภาฯ จะทำให้รัฐบาลต้องเพิ่มความระมัดระวังในการดำเนินโครงการถัดๆไป ถึงจะล้มรัฐบาลในสภาฯไม่ได้ก็ตาม แต่ตราบใดที่กลไกนี้ยังทำงานอย่างเข้มข้น ประชาชนก็มั่นใจได้ว่าการปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ ยังคงขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างยั่งยืน.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม