ไฟใต้ลุกโชน เหตุระเบิดและกราดยิงทหารพราน 5 ศพ ที่นราธิวาสนั้น ถือว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจและท้าทายอำนาจรัฐไทยเป็นอย่างมาก ก็ร้อนกันไปทั้งกองทัพและการเมือง ถึงขั้นเกิดวิวาทะระหว่างกัน คือจะไล่ล่าหรือเจรจาที่มีความเห็นแตกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งบอกว่าจะต้องจัดการให้สิ้นซาก คือใช้วิธีที่รุนแรงตอบโต้อีกฝ่ายบอกว่าต้องเจรจา พูดง่ายๆว่า “บู๊” กับ “บุ๋น”ก็เถียงกันอย่างนี้มานานแล้ว ทำให้ปัญหาไม่จบสักทีความจริงระยะหลังฝ่ายความมั่นคงโดยเฉพาะได้ปรับวิธีการ หันมาใช้การเจรจาเป็นด้านหลัก คือการพูดคุย “สันติสุข” โดยตั้งคณะทำงานชุดหนึ่งบางพื้นที่ก็พยายามยกเลิกกฎอัยการศึกเพื่อเปิดพื้นที่ให้มากขึ้น แต่พอมาเจอเรื่องนี้ก็ต้องหันไปใช้วิธีการเก่าคือประกาศกฎอัยการศึกทั้งจังหวัดเลื่อนการพูดคุยสันติสุขทั้งๆที่เพิ่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ความจริงแล้วในสถานการณ์ปัจจุบันนั้นคงต้องใช้ 2 วิธีควบคู่กันไป เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันยิ่งระยะหลังดูเหมือนฝ่ายก่อความไม่สงบได้มีคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานที่ชอบใช้ความรุนแรงและไม่ยอมเปิดเผยตัวที่ชัดเจนคือกล้าที่จะแสดงตัวระหว่างก่อเหตุหมายความว่าพร้อมเปิดหน้าสู้ เสร็จแล้วก็หนีซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ที่ท้าทายอำนาจรัฐมากยิ่งขึ้นก็ไม่รู้ว่าพวกเขาได้ยาดีมาจากไหนหรือคิดว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีน้ำยาก็คงเป็นอย่างนั้นมั้ง...เพราะรัฐบาลปล่อยมือมานานตั้งแต่รัฐบาลที่ผ่านมาแทบจะไม่มีการเจรจาสันติสุขแม้แต่น้อย รัฐบาลชุดนี้กว่าจะตั้งลำได้ก็ใช้เวลานานพอสมควรที่สำคัญไม่มีแอ็กชันใหม่ๆที่ดูแล้วน่าเกรงขามแม้แต่น้อยมาเลเซียประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นหลังอิงให้กลุ่มก่อความไม่สงบ ด้านหนึ่งอาจจะช่วยในด้านความร่วมมือจัดการสถานที่เจรจาและติดต่อประสานงานก็ทำได้แค่นั้นจริงๆนอกนั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรเพราะจริงๆแล้วมาเลเซียก็ไม่สามารถคุมสภาพได้หรือจะพูดว่าเขาไม่ได้จริงใจอะไรมากนักว่าไปตามเกมมากกว่านี่แหละคือความจริงที่เราต้องยอมรับเห็นมีก็แต่เรื่องความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเท่านั้นที่นายกรัฐมนตรีของเขาดูเอาการเอางานมากเพราะมันเป็นงานที่สร้างชื่อให้เขามากกว่าเรื่องนี้!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม