สัปดาห์ที่แล้วตลาดหุ้นโลกผันผวนหนักมาก ราคาหุ้น AI ดิ่งลงทั่วโลก ตลาดหุ้นที่ทรุดหนักที่สุดคือ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ นักลงทุนรายย่อยกว่า 1.2 ล้านรายถูกบังคับขายจนหมดเนื้อหมดตัว กองทุน ETF แบบ Leverage ที่อ้างอิงหุ้น Samsung Electronics และหุ้น SK Hynix มูลค่าสินทรัพย์ดิ่งจาก 11,000 ล้านดอลลาร์ เหลือ 4,100 ล้านดอลลาร์ แต่ปลายสัปดาห์หุ้นเทคฟื้นกลับ ปิดตลาดวันพฤหัสบดีดัชนีหุ้นดาวโจนส์บวกขึ้นไปกว่า 600 จุด ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวในวันศุกร์ แต่รายย่อยที่ตายไปแล้วไม่ฟื้นการกู้เงินมาลงทุน ของนักลงทุนรายย่อยในเกาหลีใต้ เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวันปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในครึ่งปีแรก แต่เมื่อ ความเชื่อมั่นต่อหุ้น AI ทั่วโลกเปลี่ยนทิศ ตลาดหุ้นที่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ และ AI และมีการใช้เงินกู้มาลงทุนสูง จึงได้รับผลกระทบอย่างหนักหลังการร่วงต่อเนื่องมาหลายวันของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ JP Morgan Chase ได้ออกบทวิเคราะห์ระบุว่า การลด Leverage ของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ใกล้เสร็จสิ้นแล้ว ความผันผวนของตลาดหุ้นเกาหลีใต้น่าจะค่อยๆลดลง หากตลาดสามารถสร้างจุดตํ่าสุด (Bottom) ได้สำเร็จ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ก็มีโอกาสที่จะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในระยะต่อไป แม้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้จะฟื้นตัว แต่แมงเม่ากว่า 1.2 ล้านรายก็ตายไปเรียบร้อยแล้ว ช่วงนี้โซเชียลเกาหลีใต้จึงมี ดราม่ากันมากมาย นักลงทุนขายบ้านขายรถไปเล่นหุ้น หมดเนื้อหมดตัวบ้านก็มีอยู่กรณี แมงเม่าเกาหลีใต้ จึงเป็นบทเรียนนักลงทุนรายย่อยทั่วโลก การลงทุนเพื่อสร้างรายได้เสริม ควรลงทุนแต่พอดี ไม่ควรกู้เงินมาลงทุน เพราะทุกการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอหุ้นเทคส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับ AI หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” แทบทั้งสิ้น มีนักลงทุนมากมายที่ใช้ AI เป็นเพื่อนคู่คิดในการลงทุน เช่น ช่วยหาข้อมูล ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์งบการเงิน ฯลฯ ผมเห็นด้วยว่าการลงทุนในยุคนี้ ถ้าใช้ AI มาเป็นผู้ช่วย จะช่วยลดความเสี่ยงได้ส่วนหนึ่ง เดือนที่แล้ว JP Morgan Chase ได้เปิดเผย ผลการทดลองใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการบริหารการจัดสรรทรัพย์สิน การลงทุน (Asset Allocation) ด้วยตัวเอง โดยผลการทดสอบย้อนหลังพบว่า AI สามารถสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าพอร์ตการลงทุนมาตรฐานแบบ 60/40 ซึ่งประกอบด้วยหุ้น 60% พันธบัตร 40% และ มีความผันผวนตํ่ากว่าด้วยทีมกลยุทธ์ JP Morgan ได้พัฒนา AI Agent หลายรูปแบบ ที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนระหว่างหุ้นและพันธบัตรตามภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง โดยอ้างอิงข้อมูลย้อนหลังผลการจำลองพบว่า AI Agent ที่ทำผลงานดีที่สุด สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าพอร์ต 60/40 ถึง 0.7% ต่อปี และยังเอาชนะโมเดลวิเคราะห์วัฏจักรตลาด (Market Regime Model) แบบอิงกฎเกณฑ์ที่ JP Morgan ใช้อยู่ในปัจจุบันได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม JP Morgan ยํ้าว่า ผลลัพธ์จากการทดลองทั้งหมด มาจากข้อมูลในอดีต ไม่ใช่การลงทุนจริง จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่า AI จะสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดได้อย่างสม่ำเสมอในอนาคตการทดลองครั้งนี้ เป็นความพยายามครั้งแรกของ JP Morgan ในการสร้าง AI ที่สามารถวิเคราะห์ภาวะตลาด และตัดสินใจจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนด้วยตัวเองระบบ AI นี้ใช้โมเดลจาก OpenAI และ Anthropic โดยจำแนกภาวะเศรษฐกิจออกเป็น 4 รูปแบบ คือ 1.Goldilocks เศรษฐกิจที่เติบโตดี เงินเฟ้ออยู่ในระดับเหมาะสม 2.Reflation เศรษฐกิจฟื้นตัวพร้อมเงินเฟ้อที่เริ่มเร่งตัว 3.Stagflation เศรษฐกิจชะลอแต่เงินเฟ้อสูง 4.Risk–off ภาวะที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ผลการทดสอบ AI Agent สร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าพอร์ต 60/40 และดีกว่าโมเดลที่ JP Morgan ใช้ในปัจจุบัน ผมคิดว่า นักลงทุนลองนำ AI มาช่วยวิเคราะห์หุ้นบ้างก็ดีนะครับ โดยเฉพาะ วิเคราะห์งบการเงินและโครงการ จะได้ข้อมูลในแง่มุมที่น่าสนใจทีเดียว ไม่เชื่อไปทดลองดูครับ.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม