หลักการรักษาการถ่วงดุล-ยึดความเป็นอิสระ แต่ปฏิบัติจริงกลับสะท้อนทิศทางที่เปลี่ยนไป เป็นมุมมองภาพรวมเกี่ยวกับยุทธศาสตร์หลักนโยบายต่างประเทศของไทย ในยุคปัจจุบันที่ นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ สมัยนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ เป็น รมว.ต่างประเทศ ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ตั้งข้อสังเกตชี้ให้ชวนคิดถึงหลักการของรัฐบาลอนุทินพร้อมทวนเข็มนาฬิกาไปดูนโยบายต่างประเทศตามหลักโดยทั่วไป ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก ปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่หลังสิ้นสุดสงครามเวียดนาม ยุครัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และยุครัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เดิมยุคสงครามเย็นถูกมองว่าเดินตามก้นสหรัฐฯ เมื่อไซ่ง่อนแตก สหรัฐฯถอนตัว ไทยจึงหันมาเปิดสัมพันธ์กับจีนหลังจากนั้นดำเนินนโยบายต่างประเทศอิสระ มีศักดิ์ศรี ไม่ผูกติดค่ายใด เป็นมิตรกับทุกประเทศ เน้นการถ่วงดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจอย่างเท่าเทียมมากกว่าครึ่งศตวรรษปัจจุบันดำเนินนโยบายต่างประเทศยากขึ้น เพราะโลกแบ่งขั้วชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเกิดกรณีรัสเซียบุกยูเครน ประกอบกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลับมามีอำนาจอีกครั้ง บังคับให้หลายประเทศเลือกข้างแต่การเยือนจีนครั้งล่าสุด น่าสนใจว่าไทยกำลังเบี่ยงเบนไปจากสิ่งที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาหรือไม่ โดยเฉพาะปรากฏถ้อยคำแถลงการณ์เยือนว่า “ไทยยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ไม่สามารถแบ่งได้”เป็นทิศทางใหม่นโยบายต่างประเทศของไทยแม้คนในรัฐบาลออกมาระบุว่า “ไม่ใช่เรื่องใหม่” เป็นนโยบายเดิมยึดถือจีนเดียว อันนี้ไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด ข้อเท็จจริงคือ นโยบายจีนเดียวยึดถือมาตั้งแต่รัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เช่นเดียวกับประเทศส่วนใหญ่ในโลกแต่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกไม่ได้ไปไกลถึงขั้นนั้น โดยเฉพาะสหรัฐฯหรือประเทศเหล่านี้ ยังให้ถือว่าการรวมชาติต้องไปเจรจา ไม่ได้ไปไกลถึงขั้นประกาศยอมรับว่า “ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนอย่างแยกออกไม่ได้” ที่มันมีนัยทางกฎหมายระหว่างประเทศตามมาอีกการลงนามรับรองลักษณะนี้ทำให้ไทยขาดความเป็นอิสระ อาจมีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศที่จีนสามารถเรียกร้องจากไทยได้ และกระทบต่อการติดต่อกับไต้หวันในอนาคตยืนยันสิ่งที่ไปรับรองมันเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของไทย ขอย้ำเป็นเรื่องใหม่ เพราะไทยไม่เคยไปไกลขนาดนี้มาก่อน”ปฏิกิริยาไต้หวันแสดงความไม่พอใจและประท้วงไทยหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่สหรัฐฯปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยอัตราสูงสุดที่ 12.5% สูงกว่ามาเลเซียและอินโดนีเซีย นายรัศม์ บอกว่า สหรัฐฯเริ่มมองไทยหันไปหาจีนมากขึ้นตั้งแต่ก่อนที่รัฐบาลไทยไปเยือนจีนแล้วน่าจะสะท้อนถึงที่มาของอัตราภาษีที่ไทยถูกเก็บสูงกว่าประเทศอื่น นำมาสู่คำถามว่าตกลงนโยบายต่างประเทศของไทยยังมีความเป็นอิสระ ถ่วงดุลกับมหาอำนาจอย่างเท่าเทียมตามที่เคยประกาศและยึดถือไว้ มันยังเหลืออยู่ตรงนี้อีกเท่าไหร่ประเทศไทยถูกตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายเอียงจีน ส่งผลเสียต่อมิตรประเทศของไทยอย่างไร นายรัศม์ บอกว่า เดิมรักษาการถ่วงดุล เป็นอิสระตามนโยบายไผ่ลู่ลม สอดคล้องกับรัฐบุรุษอื่นในภูมิภาค อาทิ ลี กวน ยู อดีตนายกฯสิงคโปร์ กำหนดนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากจนเกินไปแม้มีสายสัมพันธ์ทางเชื้อสายจีน จีนพยายามดึงเข้ามา แต่สิงคโปร์พยายามรักษาจุดยืน มีความใกล้ชิด แต่ไม่ใกล้ชิดจนกลายเป็นถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของจีนย้อนกลับมาดูไทย สมมติวันนี้ได้แสดงออกมาเต็มที่ โดยรัฐบาลไทยยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน แยกไม่ได้ชัดเจนเท่ากับประเทศไทยประกาศเลือกข้าง“รัฐบาลออกมาระบุไม่ได้เลือกข้าง แต่ตามมาตรฐานโลกมองไทยประกาศเลือกข้างจีนชัดเจน ทำให้ความเป็นอิสระและศักดิ์ศรีในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยลดลงยอมรับข้อเรียกร้องสำคัญของจีน แต่กลับไม่ได้รับสิ่งตอบแทนที่เป็นรูปธรรม จีนไม่ได้รับรองว่าจะเลิกส่งอาวุธให้กัมพูชา (จีนประกาศวางตัวเป็นกลาง)ไม่มีหลักประกันลดขาดดุลการค้ามหาศาล หรือการลงทุนที่ชัดเจน แม้จะเข้ามาลงทุน 7 หมื่นล้านบาท ก็ไม่เยอะ อย่างน้อยต้องต่อรองให้ได้มากกว่าไต้หวันเข้ามาลงทุนจีนไม่ได้เปิดรับแรงงานไทย เหมือนที่ไต้หวันรับแรงงานไทยนับแสนคน จนในโลกโซเชียลเปรียบเทียบว่าให้แพนด้าไทย แต่ให้ปืนใหญ่กัมพูชา”ยังไม่นับรวมถึงความเสี่ยงกระทบต่อการทำงานของกระทรวงแรงงาน และกระทรวงการต่างประเทศในการติดต่อช่วยเหลือแรงงานไทยในไต้หวันดุลอำนาจโลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ ท่าทีของไทยต่อจีนและไต้หวันเป็นแบบนี้ถือว่าถูกหรือผิด หรือจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศอย่างไร นายรัศม์ บอกว่า สัมพันธ์ไทยกับจีนต้องรักษาเอาไว้แน่นอนขณะเดียวกันขอย้ำอีกครั้งว่า “ไทยต้องรักษาความเป็นอิสระ ศักดิ์ศรีของไทย” ไม่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งมากจนเกินไป เพราะไม่รู้ว่าการไปพึ่งใครมากจนเกินไป เกิดอะไรขึ้นแล้วใครจะมาช่วยไทย หรือจะต้องกลายเป็นอย่างที่มีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นพลเมืองชั้น 2 หรือไม่แม้วันนี้มีหลายประเทศเอียงเข้าจีนโดยที่ไม่มีทางเลือกอื่น ไทยมีตัวเลือกที่สามารถดำเนินนโยบายที่อิสระได้ แต่พอตอนนี้ถูกมัดมือไปแล้วในระดับหนึ่ง ยังมีอียู ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ที่กังวลต่อการขยายอิทธิพลของจีน เมื่อไทยทำแบบนี้ ก็ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ประเทศเหล่านี้อยากเห็นจีนเดินเกมนี้ สหรัฐฯขยับ จนไทยถูกจับตาถึงความสัมพันธ์กับกัมพูชา และไทยกับเมียนมา สะท้อนอะไรของไทยบนเวทีโลก นายรัศม์ บอกว่า หลายประเทศ โดยเฉพาะอียู ญี่ปุ่น ที่มีความกังวลต่อจีน เมื่อไทยแสดงท่าทีเลือกข้างเต็มตัว ประเทศเหล่านี้ย่อมมองไทยว่ายังเป็นเพื่อนกันอยู่ต่อไปหรือไม่มันไม่ใช่เฉพาะด้านเศรษฐกิจ แต่มันเป็นการเมืองระหว่างประเทศ ทั้งประเด็นกัมพูชา เมียนมา ประเทศอื่นที่กล่าวมาจะสนับสนุนไทยหรือไม่ ถ้าเขามองว่า......ประเทศไทยทำทุกอย่างตาม “ใบสั่งปักกิ่ง”ทั้งหมดเป็นข้อสังเกตที่ต้องเกาะติดต่อไป ยิ่งถึงวันนี้แล้วผมคิดว่ามันไม่ง่ายที่จะพ้นออกมา เมื่อเลือกข้างแบบนี้ก็ยังนึกไม่ออกว่าประเทศไทยจะทำอย่างไรต่อที่สำคัญพันธมิตรของไทยจะหดลงไปเรื่อย ทางเลือกของไทยก็จะน้อยลงเรื่อยๆ ในที่สุดไทยเสี่ยงอยู่ในวงของจีนเข้าไปเรื่อยๆ ถูกดูดเข้าไปในนั้นเรื่อยๆโดยเฉพาะประเด็นกัมพูชา ตกลงมีประเทศไหนที่เข้าข้างไทยในการแก้ไขปัญหานี้ สายตาชาวโลกมองเข้ามาพบว่าไทยค่อนข้างเป็นฝ่ายดุดัน ก้าวร้าว ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทำให้ประเทศต่างๆต่างให้ความช่วยเหลือกัมพูชามันอาจไม่ได้เกี่ยวพันกับนโยบายที่ไทยหันไปเลือกข้างจีนโดยตรง แต่เป็นนโยบายต่างประเทศโดยรวม ที่สะท้อนให้เห็นท่าทีไทยในยุคนี้ไม่ค่อยเน้นความร่วมมือ แต่ค่อนข้างโดดเดี่ยวตัวเอง ยิ่งเลือกจีนแบบเต็มตัว ไทยยิ่งโดดเดี่ยวยิ่งขึ้น รวมกับปมเมียนมา-ประเด็นอื่นๆ ในที่สุดไทยจะเซไปเรื่อยๆกระแสใต้ดินในไทยต่อต้านจีนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนรัฐบาลถูกมองว่ามีนโยบายต่างประเทศแก้ปัญหาเป็นรายวัน ถึงเวลาที่รัฐบาล โดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กระทรวงการต่างประเทศ กำหนดยุทธศาสตร์ต่างประเทศใหม่อย่างไร นายรัศม์ บอกว่า ขอยืนยัน มันคือเมเจอร์ ชิฟต์ เปลี่ยนแปลงนโยบายขนาดใหญ่มีนัยที่ส่งผลอย่างมากต่อประเทศไทยรัฐบาลต้องแถลงต่อรัฐสภาแจงคนไทยไม่ใช่ไปหลอกประชาชนว่าเป็นเรื่องเก่า.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม